88. ความทุกข์ยากของเรือนจำ

โดย เซี่ยวฝาน ประเทศจีน

วันหนึ่ง ย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2004 ฉันกำลังเข้าร่วมการชุมนุมกับพี่น้องชายหญิงบางคนอยู่ ตอนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมากกว่า 20 นายบุกพรวดพราดเข้ามา พวกเขาบอกว่ามาจากกองพลรักษาความปลอดภัยแห่งชาติประจำเขตเทศบาล และว่าพวกเขาเฝ้าติดตามมือถือของฉันตลอดสี่เดือนที่ผ่านมา พวกเขาพูดว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของการกวาดล้างทั่วทั้งจังหวัด และว่าผู้เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์มากมายได้ถูกจับไปแล้ว พวกเขานำตัวฉันไปสอบปากคำที่โรงเรียนพรรคคอมมิวนิสต์ในเมือง ทันทีที่ฉันเข้าไปในนั้น พวกเขาก็สั่งให้ฉันถอดรองเท้าและนั่งยองลงไป หลังผ่านไปสักพัก ขาของฉันก็ชา แต่เมื่อไรก็ตามที่ฉันต้องการเปลี่ยนท่า พวกตำรวจก็จะตะคอกใส่ฉัน พูดว่าฉันไม่ได้รับอนุญาตให้ขยับกล้ามเนื้อแม้สักชิ้น พวกเขาให้ฉันนั่งยองอยู่อย่างนานกว่าสองชั่วโมง ก่อนที่พวกเขาจะเริ่มซักถามฉัน “ผู้นำของแกเป็นใคร? เงินของคริสตจักรเก็บอยู่ที่ไหน?” ฉันไม่พูดอะไรเลย แล้วผู้กองของกองพลรักษาความปลอดภัยแห่งชาติก็เข้ามาพร้อมกุญแจมือคู่หนึ่ง และพูดอย่างดุร้ายว่า “อย่าเสียเวลากับมันดีกว่า ให้มันลิ้มรสพวกนี้เสียเลย!” แล้วเขาก็พูดกับฉันว่า “ได้ยินเสียงจากห้องข้างๆ ไหม?” ฉันได้ยินพี่น้องหญิงในห้องข้างๆ กรีดร้อง แล้วก็รู้สึกประสาทเสียและตื่นกลัวขึ้นมาทันที พลางคิดว่า “ตำรวจพวกนี้กำลังจะทรมานฉันแบบนั้น ฉันจะทนได้อย่างไร?” แล้วฉันก็อธิษฐานต่อพระเจ้าในใจ ขอให้พระองค์ทรงให้ความเข้มแข็งแก่ฉัน และพูดว่าฉันพร้อมจะพึ่งพิงพระองค์และยืนหยัดเป็นพยาน ตอนนั้นเองผู้กองนั่นก็เตะฉันลงไปกองกับพื้น ใส่กุญแจมือฉันไพล่หลังแล้วก็กระชากมันขึ้นลง หลังจากที่ฉุดลากและดึงทึ้งฉันแบบนี้อยู่สองสามครั้ง ฉันก็เจ็บปวดมากจนเหงื่อท่วมตัว พวกเขาทำแบบนี้ต่อไปนานกว่าสิบนาทีก่อนที่จะปล่อยมือในที่สุด พอเห็นว่าทำแบบนี้ไม่ได้ผล พวกเขาจึงตัดสินใจลองบางอย่างที่ต่างออกไป พวกเขานำตำรวจบางคนจากอีกพื้นที่หนึ่ง และตำรวจปราบจลาจลบางคนจากเมืองนั้นเข้ามา โดยพวกเขาเริ่มสอบปากคำฉันคราวละหนึ่งกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีสี่คนและพวกเขาก็ผลัดกันจับตามองฉันทั้งวันทั้งคืน ทรมานฉันโดยคอยกีดกันไม่ให้ฉันผล็อยหลับ พอฉันฝืนลืมตาต่อไปไม่ไหวและวูบหลับ พวกตำรวจก็จะสาดน้ำเย็นใส่หน้าฉันและจิกผมฉัน ด้วยความพยายามที่จะบดขยี้ความแน่วแน่ของฉันให้แหลกราญ และทำให้ฉันขายพี่น้องชายหญิงและทรยศพระเจ้า ประสาทฉันตึงเครียดจนถึงจุดที่ขาดผึงทุกวัน ด้วยกลัวว่าหากฉันเสียสมาธิไปแค่อึดใจ ฉันก็อาจจะเปิดเผยข้อมูลของคริสตจักรออกไป ฉันเฝ้าอธิษฐานต่อพระเจ้าต่อไปในหัวใจของฉัน ขอให้พระองค์ทรงนำฉันผ่านวันคืนอันเลวร้ายเหล่านั้น พวกตำรวจจงใจเหยียดหยามให้ฉันอับอายด้วยเช่นกัน พวกเขาไม่อนุญาตให้ฉันปิดประตูเวลาที่ฉันต้องใช้ห้องน้ำในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชายเดินเข้าออกอยู่ข้างนอก บางคนก็มองเข้ามา และหลายครั้งที่พวกเขาจะแค่มายืนอยู่ตรงทางเข้าออกเฝ้าดูฉันเข้าห้องน้ำ ฉันถูกสอบปากคำและทรมานอยู่แบบนี้นาน 12 วัน ด้วยความที่ฉันไม่ได้นอนนานเกิน 10 วัน และประสาทของฉันก็หลุดรุ่ยกระเจิดกระเจิง สุดท้ายฉันก็มีอาการท้องผูกอย่างรุนแรง การทรมานของพวกเขาเป็นเหตุให้ฉันน้ำหนักลดจาก 58 เหลือ 52 กิโลกรัม น้ำหนักของฉันลดไปแล้ว 6 กิโลกรัมภายในเวลาแค่ 12 วัน

ในวันที่ 13 พวกตำรวจนำตัวฉันไปที่สถานกักกันในเมืองนั้น ไม่ถึงหนึ่งเดือนต่อมา พวกเขาก็นำตัวฉันไปที่โรงแรมมีระดับแห่งหนึ่งเพื่อจับตาดู พวกเขาพาสามีฉันเข้ามา และปล่อยให้เขาอยู่กับฉันในห้องตามลำพัง เพื่อให้เขาหนุนใจฉันให้ยอมบอกข้อมูลของคริสตจักร ตอนแรกฉันก็เริ่มอ่อนลง และฉันก็ปรารถนาที่จะออกจากหลุมนรกนั่นไปกับสามีของฉันให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ แต่ทว่า เพื่อที่จะออกไป ฉันต้องทรยศพระเจ้าและขายพี่น้องชายหญิง แล้วพระวจนะของพระเจ้าก็ผุดขึ้นในใจฉันว่า “พวกเจ้าต้องตื่นและรอคอยอยู่เสมอ และเจ้าต้องอธิษฐานต่อหน้าเราให้มากขึ้น เจ้าต้องระลึกรู้ถึงแผนร้ายสารพัด และกลอุบายอันเจ้าเล่ห์ของซาตาน ระลึกรู้ถึงจิตวิญญาณทั้งหลาย รู้จักผู้คน และมีความสามารถที่จะหยั่งรู้ในผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายทุกประเภท” (“บทที่ 17” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะของพระเจ้าย้ำเตือนฉันว่า พวกตำรวจพาสามีฉันมาเพื่อทำให้ฉันอ่อนลง แล้วฉันก็จะได้ทรยศพระเจ้า นี่คือกลอุบายอันฉลาดแกมโกงของซาตานและฉันอยู่ในภาวะอันตรายต่อการตกหลุมพรางของมัน ฉันนึกถึงตอนที่พวกตำรวจกำลังสอบปากคำฉัน พวกเขาได้ให้บัญชีรายชื่อของพี่น้องชายหญิงและรูปถ่ายกับฉัน แล้วขอให้ฉันชี้คนที่ฉันรู้จัก แต่ฉันไม่ยอมเล่นด้วย ฉันจำได้เช่นกันถึงการที่สามีของฉันคอยสนับสนุนความเชื่อของฉันอย่างมากเสมอ และฉันได้คิดว่า ฉันสามารถใช้โอกาสเหมาะนี้ให้สามีของฉันไปเตือนพี่น้องชายหญิงเหล่านั้น เพื่อให้พวกเขาสามารถหลบซ่อนลงใต้ดินและหลีกเลี่ยงการจับกุมได้ ดังนั้นฉันจึงแสร้งร้องไห้ซบไหล่สามี และกระซิบแผนของฉันใส่หูเขา เขาตกลงทำตามนั้น แล้วฉันก็ต้องประหลาดใจเมื่อทันใดนั้นเจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่งก็พรวดเข้ามาในห้องและพูดกับสามีของฉันว่า “พวกเราพาคุณมาเพื่อช่วยพวกเรานะ แล้วนี่พวกคุณกำลังพูดเรื่องอะไรกัน? ออกไป!” ตำรวจต้องการให้สามีฉันหนุนใจให้ฉันยอมบอกข้อมูลของคริสตจักรและทรยศพระเจ้า แต่พอเจ้าหน้าที่หญิงคนนี้เห็นว่ากลอุบายของพวกเธอไม่ได้ผล เธอก็โกรธมากและไล่สามีของฉันออกไป ตำรวจพวกนี้มีเลศนัยและชั่วมาก! ขอบคุณการทรงนำของพระเจ้าที่พิทักษ์รักษาไม่ให้ฉันตกหลุมพรางกลอุบายอันฉลาดแกมโกงของซาตาน

หลังจากนั้นตำรวจก็นำตัวฉันกลับไปโรงเรียนพรรคคอมมิวนิสต์เพื่อสอบปากคำ พวกเขาใส่ตรวนฉันเข้ากับม้านั่งเสือ และเจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่งก็พรวดพราดเข้ามาในห้องแล้วเริ่มตบตีไปทั่วใบหน้าฉันด้วยรองเท้าแตะพลาสติก ฉันหน้ามืดฟุบลงนอนคว่ำหน้าอยู่บนม้านั่งนั่น เธอพูดว่าฉันแสร้งทำ ดังนั้นเธอจึงสบถพลางจิกกระชากผมฉันและตบตีฉันต่อไป ใบหน้าของฉันบวมเป่งเหมือนมะเขือม่วง และมีเลือดก็ไหลซิบออกจากลูกตาฉัน เจ้าหน้าที่ชายคนหนึ่งเข้ามาปลดฉันออกจากม้านั่งเสือ แล้วก็จิกผมฉันลากทึ้งอย่างหยาบคาย และพยายามยัดฉันเข้าไปใต้ม้านั่งเสือนั่น ขนาดตัวฉันไม่พอดีกับข้างใต้นั่นเท่าใดนัก เขาก็เลยเตะฉันและสบถแช่งฉันว่า ไม่ได้ดีไปกว่าหมาตัวหนึ่งเลย พวกเขาผลักดันตัวฉันเข้าไปใต้ม้านั่งและบอกไม่ให้ฉันขยับเขยื้อน ก่อนที่จะยัดฉันกลับเข้าไปในม้านั่งแล้วใส่ตรวนฉันอีกครั้ง การถูกซ้อมและเหยียดหยามให้อับอายอย่างโหดเหี้ยมมากแบบนี้ ทำให้ฉันรู้สึกปั่นป่วนทรมานอย่างเลวร้ายและฉันก็เริ่มอ่อนแอลง ฉันคิดกับตัวเองว่า “พวกเขาจะไม่ยอมเพลามือลงเลยในการทรมานฉัน เมื่อไหร่มันจะจบลงเสียที?” ในความเจ็บปวดอย่างสุดขีดเช่นนั้น ฉันเริ่มปรารถนาที่จะตาย แต่ฉันถูกใส่ตรวนติดกับม้านั่งเสือ จึงไม่มีโอกาสทำแบบนั้น ดังนั้นฉันจึงเฝ้าอธิษฐานต่อพระเจ้าในหัวใจ แล้วฉันก็คิดถึงเหล่าธรรมิกชนทั้งหมดตลอดทั่วทั้งหน้าประวัติศาสตร์ซึ่งถูกข่มเหงเพราะการประกาศข่าวประเสริฐขององค์พระผู้เป็นเจ้า บางคนถูกม้าฉีกร่างแยกจากกัน บางคนถูกปาหินจนตาย และบางคนถูกเลื่อยออกเป็นชิ้นๆ พวกเขาล้วนก้าวผ่านการทรมานที่ผู้คนปกติคงไม่สามารถทนได้ และพวกเขาทุกคนล้วนได้เป็นคำพยานต่อพระเจ้าด้วยชีวิตของตัวเอง ส่วนในทางกลับกัน ตัวฉันกลับไม่สามารถทนรับได้แม้แต่ความเจ็บปวดเล็กน้อยแค่นี้ และถึงกับปรารถนาที่จะตายเพื่อเป็นหนทางในการหลบหนี ฉันช่างอ่อนแอเหลือเกินและไม่ได้กำลังเป็นคำพยานแต่อย่างใดเลย พอคิดถึงสิ่งเหล่านี้ ฉันก็ท่วมท้นไปด้วยความสำนึกผิดและความปวดร้าว ดังนั้นฉันจึงรีบมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐานและกลับใจ ตอนนั้นเอง ฉันก็สังเกตเห็นนกน้อยตัวหนึ่งเกาะอยู่ข้างนอกหน้าต่างแถวนั้น ขนของมันเป็นสีเทา และฉันจำได้ว่าวันนั้นมีฝนตกปรอยๆ มันขับขานเจื้อยแจ้วไม่หยุดปาก และสำหรับฉันมันฟังดูเหมือนนกตัวนั้นกำลังพูดว่า “จงยืนหยัดเป็นพยาน จงยืนหยัดเป็นพยาน…” เสียงขับขานเจื้อยแจ้วของนกตัวนั้นเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนฟังดูเกือบแหบพร่า ฉันตระหนักว่าพระเจ้ากำลังทรงใช้นกตัวนี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องย้ำเตือนฉัน และฉันก็ได้รับการดลใจอย่างลึกซึ้ง ฉันร้องไห้ในขณะที่อธิษฐานต่อพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้าที่รัก ข้าพระองค์ไม่ต้องการเป็นคนขี้ขลาดหรือตาขาว ข้าพระองค์ไม่ต้องการตายในหนทางที่อ่อนแอและหวาดกลัวเช่นนี้ ได้โปรดประทานความเชื่อและความเข้มแข็งให้แก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ต้องการยืนหยัดเป็นพยานและทำให้ซาตานอับอาย” ตอนนั้นเอง พระวจนะของพระเจ้าก็เข้ามาในใจว่า “บางทีพวกเจ้าทุกคนอาจจำคำพูดเหล่านี้ได้ กล่าวคือ ‘เพราะว่าความยากลำบากชั่วคราวและเล็กน้อยของเรา จะทำให้เรามีศักดิ์ศรีนิรันดร์มากมายอย่างไม่มีที่เปรียบ’ พวกเจ้าทุกคนเคยฟังคำพูดเหล่านี้มาก่อน แต่ไม่มีใครในพวกเจ้าที่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำพูดเหล่านี้เลย วันนี้พวกเจ้าตระหนักรู้อย่างลุ่มลึกในนัยสำคัญที่แท้จริงของคำพูดเหล่านี้แล้ว คำพูดเหล่านี้จะได้รับการทำให้ลุล่วงโดยพระเจ้าในระหว่างยุคสุดท้าย และจะได้รับการทำให้ลุล่วงในบรรดาผู้ที่ถูกข่มเหงอย่างทารุณโหดร้ายโดยพญานาคใหญ่สีแดงในแผ่นดินที่มันนอนขดกายอยู่ พญานาคใหญ่สีแดงข่มเหงพระเจ้าและเป็นศัตรูของพระเจ้า และฉะนั้น ในแผ่นดินนี้ เหล่าผู้เชื่อในพระเจ้าจึงตกอยู่ในการเหยียดหยามและการกดขี่ และผลที่ได้ก็คือคำพูดเหล่านี้จักได้รับการทำให้ลุล่วงในพวกเจ้า ในคนกลุ่มนี้นี่เอง” (“พระราชกิจของพระเจ้าเรียบง่ายดังที่มนุษย์จินตนาการหรือ?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) “ในระหว่างวันสุดท้ายเหล่านี้พวกเจ้าต้องเป็นคำพยานต่อพระเจ้า ไม่สำคัญว่าความทุกข์ของเจ้าจะมากมายเพียงใด เจ้าควรต้องเดินไปจนถึงวาระสิ้นสุด และแม้กระทั่งถึงลมหายใจสุดท้ายของพวกเจ้า พวกเจ้ายังคงต้องสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าและนบนอบต่อการจัดการเตรียมการของพระเจ้า การนี้เท่านั้นคือการรักพระเจ้าอย่างแท้จริง และการนี้เท่านั้นคือคำพยานที่หนักแน่นและดังกึกก้อง” (“เจ้าสามารถรู้จักความดีงามของพระเจ้าได้โดยการรับประสบการณ์กับการทดสอบอันแสนเจ็บปวดเท่านั้น” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะของพระเจ้าชูใจและหนุนใจฉัน พระวจนะเหล่านั้นแสดงให้ฉันเห็นว่า การถูกพรรคคอมมิวนิสต์จีนข่มเหงและทำร้ายนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยในครรลองแห่งการเชื่อในพระเจ้าและการทำหน้าที่ของฉัน เพราะพรรคคอมมิวนิสต์จีนคือมารซาตาน ศัตรูของพระเจ้า แต่พระปัญญาของพระเจ้าก็ถูกนำมาใช้ไปตามกลอุบายอันฉลาดแกมโกงของซาตาน และพระเจ้าทรงใช้การข่มเหงและการทรมานอันโหดร้ายที่ซาตานจัดสรรมาลงโทษเพื่อทำให้ความเชื่อและความเชื่อฟังของพวกเรามีความเพียบพร้อม และพระองค์ทรงสร้างกลุ่มผู้ชนะขึ้นมาในการทำแบบนั้น ฉันกำลังทนทุกข์เพื่อประโยชน์แห่งการได้รับความจริง และความทุกข์นี้จึงทั้งมีความหมายและคุ้มค่า ตอนนั้นเองที่ฉันคิดถึงการที่พระเจ้าพระองค์เองทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อช่วยพวกเราให้รอดและสู้ทนการปฏิเสธและใส่ร้าย อีกทั้งถูกพรรคคอมมิวนิสต์จีนตามล่าและข่มเหง ไม่สามารถหาที่กำบังได้ พระเจ้าทรงทนทุกข์กับความอัปยศอดสูและความเจ็บปวดอันใหญ่หลวงยิ่งนัก ดังนั้นในฐานะมนุษย์ที่เสื่อมทราม ความทุกข์เพียงเล็กน้อยของฉันนั้นนับเป็นอะไรได้หรือ? การสามารถทนทุกข์เคียงข้างพระคริสต์ได้นั้นคือเกียรติอย่างหนึ่ง ฉันเผชิญหน้ากับความตายอย่างเกรงกลัวไม่ได้ ไม่สำคัญว่าซาตานทรมานฉันอย่างไร ฉันตัดสินใจแล้วว่า ฉันจะยืนหยัดเป็นพยานเพื่อทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยจนลมหายใจสุดท้ายของฉัน! ต่อมา สารวัตรกองพลความมั่นคงแห่งชาติพูดด้วยรอยยิ้มมีเลศนัยว่า “ดูแกอดทนได้ดีทีเดียวนะ พวกเราไม่ได้วางแผนว่าจะปฏิบัติต่อแกแบบนี้หรอกนะ ตราบใดที่แกบอกพวกเราทุกสิ่งทุกอย่างและให้ความร่วมมือ ฉันรับประกันว่าแกจะได้รับอนุญาตให้กลับบ้านโดยเร็ว แกจะได้อยู่พร้อมหน้าครอบครัวอีกครั้งยังไงละ” พวกเขานำน่องไก่กับขนมปังมาให้ฉันกิน แต่ฉันรู้ว่านี่เป็นแค่อีกลูกเล่นหนึ่งเพื่อยั่วใจให้ฉันทรยศพระเจ้า ฉันมองพวกเขาและพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ฉันไม่ซาบซึ้งกับท่าทางของคุณหรอกนะ ดังนั้นอย่าลำบากเลย ฉันก็แค่เนื้อบนเขียงให้พวกคุณสับได้ตามที่คุณเห็นสมควร ฉันรู้ว่าฉันจะไม่ได้ออกไปจากที่นี่แบบมีชีวิตหรอก และฉันยอมรับข้อเท็จจริงนั้นแล้ว ดังนั้นคุณอยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ ฉันบอกไปแล้วไงว่าฉันไม่รู้คำตอบของคำถามทั้งหลายของพวกคุณ!” เขาก็เลยพูดพร้อมรอยยิ้มแบบเลือดเย็นว่า “อย่าจริงจังนักเลย ผ่อนคลายสักหน่อยเถอะ แค่บอกสิ่งที่พวกเราอยากรู้มา แล้วแกก็กลับบ้านได้” แล้วเขาก็หันกลับและเดินหายไป พวกตำรวจให้ฉันนั่งบนม้านั่งเสือต่อไปหลังจากนั้น สองสัปดาห์ต่อมา พวกเขาก็นำตัวฉันไปที่สถานกักกัน เมื่อพนักงานที่นั่นเห็นฉันบาดเจ็บรุนแรงแบบนั้น ก็ไม่ยอมรับฉันไว้ ตำรวจกองพลรักษาความปลอดภัยแห่งชาติบังคับให้ฉันพูดว่าฉันหกล้มจนบาดเจ็บเอง ดังนั้นตำรวจสถานกักกันจึงต้องยอมรับฉันไว้อย่างไม่มีทางเลือก

ฉันอยู่ที่สถานกักกันเป็นเวลาหนึ่งเดือนก่อนที่ตำรวจจะนำฉันกลับไปโรงเรียนพรรคคอมมิวนิสต์เพื่อสอบปากคำเพิ่มเติม พวกเขาให้ฉันนั่งบนม้านั่งเสือตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน นั่งตัวตรงทื่อโดยที่ขาของฉันงอ 90 องศา นี่กินเวลานานเป็นเดือน ต้นคอของฉันเจ็บปวดจนทนไม่ได้ และขาของฉันก็บวมอย่างหนัก พวกตำรวจคอยหยอกเย้า หยามหมิ่นและซ้อมฉันตลอดเวลา และในใจฉันโกรธเป็นไฟ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฉันได้ยินพวกเขาคุยกันเรื่องที่พวกเขาได้จับกุมผู้เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เป็นจำนวนมากมายแค่ไหน พูดว่าไม่ว่าผู้คนที่พวกเขาจับกุมจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง คนแก่หรือหนุ่มสาว อันดับแรกพวกเขาจะทรมานคนเหล่านั้นก่อนเพื่อให้พวกเขาหวาดกลัว แล้วสุดท้ายผู้คนเหล่านั้นทั้งหมดก็จะให้ความร่วมมือ พวกเขาพูดว่านี่เป็นวิถีทางของการป้องปราม การได้ยินอสูรกายพวกนี้คุยโวอย่างตื่นเต้นเหลือเกินเกี่ยวกับเรื่องที่พวกเขากำลังทำร้ายพี่น้องชายหญิงของฉัน และเห็นพวกเขาหัวเราะด้วยเสียงหัวเราะแบบโหดเหี้ยมสะใจตัวเองอย่างไร ฟันของฉันก็ขบกันแน่นด้วยความเกลียดชังอย่างถึงที่สุด พรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นแก๊งปีศาจที่ทำร้ายผู้คนเพื่อความสนุกสนานนอย่างแท้จริง ฉันอธิษฐานสาปแช่งอสูรกายพวกนี้อย่างเงียบๆ ต่อมา พวกตำรวจเห็นว่าพวกเขาไม่ได้ข้อมูลที่ต้องการจากฉัน พวกเขาจึงย้ายฉันไปสถานกักกัน ไปยังบ้านกักกันอาชญากร แล้วก็ไปที่ไหนสักแห่งเพื่อล้างสมองฉัน สุดท้าย ฉันก็ถูกนำกลับไปสถานกักกันของเมือง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ฉันถูกขังอยู่นานรวมหนึ่งปีสามเดือน พวกตำรวจทำทั้งหมดนี้เพื่อบดขยี้จิตวิญญาณของฉันและทำให้ฉันทรยศพระเจ้า แต่พวกเขาก็ทำไม่สำเร็จ ต่อมา พวกเขาตั้งข้อหาฉันว่า “ใช้ความเชื่อเหนือธรรมชาติเชิงศักดินาเพื่อแทรกแซงการดำเนินการตามกฎหมาย” และตัดสินจำคุกฉันสี่ปี

ในคุกนั้น เป็นอีกครั้งที่ฉันรู้ว่าการอยู่ในนรกบนดินมันเป็นอย่างไร ฉันถูกกำหนดให้ทำเสื้อผ้าบนสายการผลิตที่ทุกคนมีงานของตัวเองให้ทำ ใครก็ตามที่ตามกระบวนการไม่ทันหรือไม่สามารถทำงานของพวกเขาจนเสร็จ จะถูกสั่งให้ยืนเป็นเวลา 30 นาทีถึงหนึ่งชั่วโมงหลังจากพวกเขาเสร็จงานตอน 5 ทุ่ม ระหว่างช่วงเวลานั้น นอกจากเวลาอาหาร ฉันใช้เวลาทั้งหมดในห้องทำงานนั่น ฉันไม่สามารถเผื่อเวลาให้ตัวเองได้ดื่มน้ำเมื่อยามที่ฉันรู้สึกกระหาย และฉันถึงกับต้องไปห้องน้ำแบบวิ่งไปกลับ สุดท้ายฉันก็จบลงตรงที่มีอาการท้องผูกอย่างรุนแรง เนื่องจากทุกวันฉันใช้เวลานั่งทำงานตลอดทั้งวัน และเนื่องจากมีงานให้ทำมากมายเสมอ บวกกับการทรมานที่ฉันได้ทนทุกข์มาในเงื้อมมือของตำรวจโดยการถูกบังคับให้นั่งบนม้านั่งเสือนั่นนานกว่าสองเดือน ฉันจึงลงเอยด้วยอาการปวดต้นคออย่างรุนแรงอีกครั้ง และทุกข์ทนจากการปวดศีรษะและคลื่นไส้ผะอืดผะอมบ่อยครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่ง ฉันลื่นล้มในห้องอาบน้ำ และหัวกระแทกพื้นอย่างแรง หลังของฉันไปฟาดกับขั้นบันได และฉันก็กลายเป็นมึนงงและไม่สามารถขยับตัวได้เลย ฉันรู้สึกเหมือนหลังหัก มันเจ็บมากเหลือเกิน แม้แต่ผู้ต้องขังคนอื่นก็พูดว่าฉันแย่แน่แล้ว หรือฉันคงจะพิการแน่แล้วคราวนี้ พวกเขาทุกคนตะโกนให้คนช่วยและกดกริ่ง แต่ไม่มีใครมาสักคน สุดท้ายนักโทษบางคนก็อุ้มฉันไปที่เตียง ฉันรู้สึกเหมือนร่างของฉันแตกหักไปแล้ว และฉันไม่สามารถหยุดร้องไห้จากความเจ็บปวดได้ คืนนั้นมันเจ็บมากจนฉันไม่ได้หลับเลย สุดท้ายผู้คุมก็มาที่ห้องขังของฉันตอน 8 โมงเช้าวันถัดมา เธอสั่งอย่างฉุนเฉียวให้ฉันบอกให้รู้ว่าฉันบาดเจ็บร้ายแรงแค่ไหน ฉันพูดว่า “ฉันคิดว่าหลังของฉันหักค่ะ ฉันขยับตัวไม่ได้เลย และฉันปวดหัวมาก” แต่เธอก็แค่พูดถากถางว่า “ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรเลยนี่ เธอต้องขึ้นไปทำงานข้างบน เธอมีงานต้องทำเยอะแยะ ถ้าเธอขยับไม่ได้ เธอก็ต้องหาใครสักคนมาอุ้มเธอขึ้นไป ถ้าไม่มีใครช่วย เธอก็แค่ต้องคลานขึ้นไปเองก็เท่านั้น!” ว่าแล้วเธอก็หันหลังเดินจากไป ดังนั้นฉันจึงต้องทนความเจ็บปวดแสนสาหัส และขอให้นักโทษคนอื่นๆ ช่วยประคองฉันขึ้นจากเตียง นั่นใช้เวลา 30 หรือ 40 นาทีกับการแค่ให้ฉันขึ้นไปอยู่ในท่านั่ง และจากนั้น ฉันก็หาทางไปที่บันไดวนอย่างช้าๆ แล้วก็ขึ้นไปตามขั้นบันได ฉันต้องดิ้นรนอย่างหนักจริงๆ เพื่อไปที่สถานีงาน และฉันก็พยายามนั่งลง แต่หลังจากพยายามอยู่หลายสิบครั้ง ฉันก็ไม่สามารถนั่งลงได้จริงๆ สุดท้ายฉันต้องยึดเกาะกับเครื่องจักรไว้ กัดฟันสู้ความเจ็บปวด แล้วใช้ความมานะพยายามทั้งหมดเพื่อนั่งลง ฉันรู้สึกว่าในหลังของฉันมีอะไรบางอย่างหักและความเจ็บปวดก็รุนแรงสาหัสมาก เป็นเรื่องยากลำบากมากจริงที่จะทนไปจนถึงตอนที่หมอมาทำงาน แต่ทั้งหมดที่เธอทำก็คือทาไอโอดีนให้ฉัน และให้โสมซานซีฉันมาสามเม็ด เธอบอกให้ฉันกลืนยาเข้าไปแล้วก็กลับไปทำงาน และเมื่อเป็นเช่นนั้น ความเจ็บปวดที่ฉันรู้สึกในร่างกายและในหัวใจของฉันจึงทำให้ฉันรู้สึกเหมือนฉันไปต่อไม่ไหวแล้ว ฉันเกลียดชังตำรวจพวกนี้มากที่ปฏิบัติต่อฉันอย่างไร้มนุษยธรรมขนาดนี้ ในสายตาของพวกเขา นักโทษไม่ได้ดีไปกว่าสุนัขเลย—พวกเราเป็นแค่เครื่องจักรทำเงินให้พวกเขา ฉันคิดถึงเรื่องที่ฉันอยู่ในคุกมาแค่ไม่ถึงหนึ่งปี ในขณะที่โทษของฉันคือสี่ปี แล้ววิธีใดในโลกนี้หรือ ที่จะทำให้ฉันสามารถอยู่ได้นานขนาดนั้น? ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าฉันจะรอดชีวิตไปจากมันได้หรือไม่ พอคิดแบบนี้ฉันก็รู้สึกโดดเดี่ยวและอ้างว้างมากเหลือเกิน แล้วฉันก็เริ่มฮัมบทเพลงสรรเสริญพระวจนะของพระเจ้าเพลงโปรดของฉันโดยไม่รู้ตัว “เมื่อเจ้าเผชิญหน้ากับความทุกข์ เจ้าต้องมีความสามารถที่จะวางความกังวลสนใจต่อเนื้อหนังไว้ก่อนและไม่ทำการร้องทุกข์คร่ำครวญต่อพระเจ้า เมื่อพระเจ้าทรงซ่อนเร้นพระองค์เองจากเจ้า เจ้าต้องมีความสามารถที่จะมีความเชื่อที่จะติดตามพระองค์ ที่จะธำรงรักษาความรักก่อนหน้านี้ของเจ้าโดยไม่เปิดโอกาสให้มันกระท่อนกระแท่นหรือสูญสลาย ไม่สำคัญว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งใด เจ้าต้องนบนอบต่อการออกแบบของพระองค์และตระเตรียมที่จะสาปแช่งเนื้อหนังของเจ้าเองแทนที่จะทำการร้องทุกข์คร่ำครวญต่อพระองค์ เมื่อเจ้าเผชิญหน้ากับการทดสอบ เจ้าต้องทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย แม้ว่าเจ้าอาจร่ำไห้อย่างขมขื่นหรือรู้สึกอิดออดที่จะไปจากวัตถุอันเป็นที่รักบางอย่าง สิ่งนี้เท่านั้นคือความรักและความเชื่อที่แท้จริง ไม่สำคัญว่าวุฒิภาวะจริงของเจ้าจะเป็นอะไร ก่อนอื่นเจ้าต้องครองทั้งเจตจำนงที่จะทนทุกข์ความยากลำบากและความเชื่อที่แท้จริง และเจ้าต้องมีเจตจำนงที่จะละทิ้งเนื้อหนังอีกด้วย เจ้าควรเต็มใจสู้ทนความยากลำบากส่วนตัวและทนทุกข์กับความสูญเสียต่อผลประโยชน์ส่วนตัวของเจ้าเพื่อที่จะทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระเจ้า เจ้าต้องสามารถรู้สึกเสียใจเกี่ยวกับตัวเจ้าเองในหัวใจของเจ้าอีกด้วย กล่าวคือ ในอดีตนั้น เจ้าไม่ได้มีความสามารถที่จะทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้ และบัดนี้ เจ้าสามารถเสียใจได้ด้วยตัวเจ้าเอง เจ้าต้องไม่กำลังขาดพร่องสิ่งใดในเรื่องเหล่านี้—โดยผ่านทางสิ่งเหล่านี้นั่นเองที่พระเจ้าจะทรงทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อม หากเจ้าไม่สามารถประจวบพ้องกับเกณฑ์กำหนดเหล่านี้ได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมไม่สามารถถูกทำให้มีความเพียบพร้อมได้” (ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ) ฉันร้องเพลงสรรเสริญนี้อย่างเงียบๆ และยิ่งฉันร้องมากเท่าไร ฉันก็ยิ่งรู้สึกได้รับการดลใจมากขึ้นเท่านั้น ฉันเริ่มรู้สึกถึงความเข้มแข็งบางอย่างภายใน และรู้สึกว่าแม้ตอนนี้ฉันอาจจะกำลังทนทุกข์อยู่ในรังกบดานนี้ของพวกมาร แต่ในสภาวะที่อ่อนแอของฉัน พระวจนะของพระเจ้าก็ยังกำลังทรงนำฉัน กำลังให้ความเชื่อและความเข้มแข็งแก่ฉัน พระเจ้าไม่เคยทรงไปจากฉันเลย และด้วยพระวจนะของพระเจ้า ฉันจะไม่อยู่ลำพัง ความคิดนี้ทำให้ฉันรู้สึกชูใจเหลือเกิน และเสียใจกับการที่ฉันขาดความมุ่งมั่นในการสู้ทนความทุกข์ เมื่อได้เผชิญกับความยากลำบากและบททดสอบเหล่านี้ ฉันก็ได้ตกลงไปในความคิดลบและทำให้พระหทัยของพระเจ้าต้องมีรอยแผล ฉันคิดเกี่ยวกับสิ่งที่ฉันได้ผ่านมาตั้งแต่ถูกจับกุม ฉันได้ถูกพวกตำรวจทำอันตรายและทรมานมานานมาก และหากไม่ใช่เพราะการทรงนำของพระวจนะของพระเจ้าและการที่พระเจ้าทรงเฝ้าทอดพระเนตรฉัน ฉันก็คงจะตายไปหลายครั้งแล้วกว่าจะถึงตอนนี้ ในตอนนี้ที่กำลังทนทุกข์กับการทรมานที่ไร้ความเป็นมนุษย์นี้อีกครั้ง ฉันมีความเชื่อว่าตราบใดที่ฉันพึ่งพาพระเจ้า ตราบนั้นฉันก็จะผ่านเรื่องนี้ไปได้เช่นกัน พระเจ้ากำลังทรงใช้สถานการณ์นี้เพื่อทำให้ความเชื่อของฉันมีความเพียบพร้อม ฉันรู้ว่าฉันไม่สามารถก่อให้เกิดความเจ็บปวดแก่พระองค์ได้อีกต่อไป ฉันต้องพึ่งพาพระองค์และแกร่งขึ้น มีชีวิตอยู่ต่อไปและเป็นพยานให้กับพระองค์ เมื่อคิดถึงสิ่งเหล่านี้ ความทุกข์ใจที่ฉันรู้สึกอยู่ก็เริ่มลดน้อยถอยลง เป็นพระวจนะของพระเจ้านั่นเองที่ทรงนำฉันผ่านการทำอันตรายและการทรมานที่ซาตานให้ทุกข์กับฉันในช่วงเวลานั้น ในท้ายที่สุดแล้ว โทษของฉันก็มาถึงปลายทาง และฉันได้อยู่รอดมานานมากพอที่จะเดินออกมาจากนรกบนดินขุมนั้น

พอฉันกลับถึงบ้าน และฉันก็ได้ยินว่า ตลอดมานั้น ตำรวจยุ่งอยู่กับการกระจายข่าวลือว่าฉันเป็นสิบแปดมงกุฎ สามีของฉันต้องไปหางานที่อื่น เพื่อหลีกเลี่ยงการซุบซิบนินทาและการชี้หน้าด่าจากเพื่อนบ้าน และเขาพูดว่าเขาต้องการหย่า แม่ของเขาอับอายมากที่ฉันติดคุก จนเธอแทบทนมองหน้าฉันไม่ได้เลย ลูกสาวของฉันก็ถูกล้อเลียนเย้ยหยันไม่เลิกราจากทั้งพวกครูและเพื่อนร่วมห้อง จนกระทั่งไม่มีเด็กแม้แต่คนเดียวในหมู่บ้านที่อยากเล่นกับเธออีกต่อไป ฉันไม่สามารถกลั้นน้ำตาไว้ได้เมื่อเห็นสิ่งที่ได้เกิดขึ้น พวกเราเคยเป็นครอบครัวที่มีความสุขมาตลอด แต่กลับเหลือแค่นี้เพราะการข่มเหงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ฉันเกลียดชังพรรคคอมมิวนิสต์จีนจนเข้ากระดูกดำ! พระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งผุดขึ้นในใจฉัน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เหล่าบรรพบุรุษแต่โบราณกาลหรือ? บรรดาผู้นำผู้เป็นที่รักหรือ? พวกเขาทั้งหมดต่อต้านพระเจ้า! การก้าวก่ายของพวกเขาได้ทำให้ทุกอย่างภายใต้ฟ้าสวรรค์อยู่ในสภาวะแห่งความมืดและความวุ่นวาย! เสรีภาพทางศาสนาหรือ? สิทธิและผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของพลเมืองทั้งหลายหรือ? สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดเป็นเพทุบายเพื่อปิดบังบาป!…เหตุใดจึงสร้างอุปสรรคที่ไม่อาจเจาะผ่านเข้าไปได้เช่นนั้นให้กับพระราชกิจของพระเจ้า? เหตุใดจึงใช้เพทุบายต่างๆ นานาเพื่อหลอกลวงคนของพระเจ้า? ไหนเล่าอิสรภาพที่แท้จริงและสิทธิ์กับผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมาย? ไหนเล่าความเป็นธรรม? ไหนเล่าความชูใจ? ไหนเล่าความอบอุ่น? เหตุใดจึงใช้กลอุบายที่หลอกลวงเพื่อล่อหลอกประชากรของพระเจ้า? เหตุใดจึงใช้กำลังบังคับเพื่อปราบปรามการเสด็จมาของพระเจ้า? เหตุใดจึงไม่ยอมให้พระเจ้าทรงท่องไปอย่างอิสระบนแผ่นดินโลกที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้น? เหตุใดจึงไล่ล่าพระเจ้าจนกระทั่งพระองค์ไม่มีที่ใดให้พักพระเศียร? ไหนเล่าความอบอุ่นท่ามกลางมนุษย์ทั้งหลาย? ไหนเล่าการต้อนรับท่ามกลางผู้คน? เหตุใดจึงก่อให้เกิดการโหยหาที่ท้อแท้สิ้นหวังในพระเจ้าเช่นนั้น? เหตุใดจึงทำให้พระเจ้าทรงร้องเรียกครั้งแล้วครั้งเล่า? เหตุใดจึงบังคับให้พระเจ้าทรงกังวลถึงพระบุตรผู้เป็นที่รักของพระองค์? ในสังคมมืดนี้ เหตุใดพวกสุนัขเฝ้าบ้านที่อยู่ในสภาพน่าสงสารของมันจึงไม่ยอมให้พระเจ้าเสด็จไปมาอย่างอิสระท่ามกลางโลกที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้น?” (“งานและการเข้าสู่ (8)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ขณะที่ฉันใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็เข้าใจความอัปลักษณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างถ้วนทั่ว พรรคแสร้งทำเป็นชอบธรรมที่ภายนอก พูดถึง “อิสรภาพในการเชื่อทางศาสนา” “การรักษากฎหมายและกฎระเบียบเพื่อประชาชน” และ “การดูแลเอาใจใส่ประชาชน” พรรคพูดถึงแต่ความถูกต้องเกี่ยวกับคุณธรรมและศีลธรรม แต่กลับใช้ทุกวิถีทางอย่างลับๆ เพื่อจับกุมและข่มเหงบรรดาผู้เชื่อ และกระจายข่าวลือ อันส่งผลให้คริสเตียนนับไม่ถ้วนถูกโยนเข้าคุก ไม่สามารถกลับบ้านได้ และบ้านแตกสาแหรกขาด ฉันไม่เคยเห็นพรรคคอมมิวนิสต์ในสิ่งที่มันเป็นจริงๆ มาก่อน และฉันเคยเชิดชูพรรค แต่หลังจากทนทุกข์กับการข่มเหงของมัน ในที่สุดฉันก็เห็นว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นหัวหน้าปีศาจที่ทำอันตรายผู้คน โดยแก่นแท้แล้ว พรรคเป็นศัตรูกับพระเจ้าและความจริง และพรรคเป็นพวกมารกระจุกที่ชั่วที่สุด ขวาจัดที่สุด

หลังจากฉันออกจากคุก ตำรวจไม่เคยหยุดเฝ้าระวังฉัน ตำรวจในสถานีท้องถิ่นของพวกเราถามอยู่เสมอว่า ฉันยังเชื่อในพระเจ้าหรือเปล่า และเวลาที่ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าที่บ้าน ฉันต้องล็อคประตูหน้าอย่างแน่นหนา ฉันต้องเก็บซ่อนหนังสือพระวจนะของพระเจ้าไว้ในสถานที่ลับที่สุด และฉันต้องระมัดระวังและรอบคอบมากเวลาไปที่การชุมนุมหรือประกาศข่าวประเสริฐ อยู่มาวันหนึ่งในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2013 ผู้นำคนหนึ่งกับมัคนายกอีกสองคนจากคริสตจักรแห่งหนึ่งที่ฉันรับผิดชอบอยู่ถูกจับ และฉันต้องรีบจัดการเตรียมการอย่างรวดเร็วให้ย้ายข้าวของในคริสตจักรออกไป และแจ้งเตือนพี่น้องชายหญิงบางคนให้ระวังตัวให้ดี ขณะที่ฉันกำลังจัดแจงเรื่องทั้งหมดนี้อยู่นั่นเอง ฉันก็ได้ยินพี่สาวคนหนึ่งพูดว่า “ผู้นำที่ถูกจับไปมีรายชื่อพี่น้องชายหญิงอยู่กับตัว เพราะฉะนั้นตอนนี้ ตำรวจได้รายชื่อนั้นไปแล้ว” เธอพูดว่าตำรวจได้ตรวจดูพวกวิดีโอเฝ้าระวังเพื่อมองหาคนแปลกหน้า และว่าพวกเขากำลังเตรียมมองหาผู้เชื่อไปทีละบ้าน พวกเขายังข่มขู่ด้วยว่า “จับคนผิดเป็นพันยังดีกว่าปล่อยให้หลุดรอดไปได้แม้แต่คนเดียว!” ฉันรู้สึกประสาทเสียและกลัวมากเมื่อได้ยินแบบนี้ เนื่องจากฉันเคยถูกจับเพราะความเชื่อมาก่อน พวกเขาจึงมีประวัติของฉัน ถ้าตำรวจใช้ระบบเฝ้าระวังแบบจดจำใบหน้า ฉันก็ต้องถูกจับกุมแน่นอน หากฉันถูกจับกุมอีกครั้ง ฉันก็คงไม่มีทางรอดแน่—พวกเขาไม่พลาดที่จะทำแบบนั้นอย่างแน่นอน พอคิดแบบนี้ ฉันตระหนักว่าฉันต้องหนีไปให้เร็วที่สุด แต่ทว่าพอฉันไปถึงคริสตจักรอีกแห่งหนึ่ง ฉันก็สงบใจไม่ได้ และมโนธรรมก็โจมตีฉัน มีงานตั้งมากมายในคริสตจักรนั้นที่จำเป็นต้องจัดการเตรียมการอย่างเร่งด่วน แต่ฉันทิ้งพระบัญชาที่มีต่อฉันเพื่อรักษาชีวิตของตัวเองไว้ ถ้าฉันไปตอนนี้ ฉันก็จะไม่ได้กำลังอารักขาผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าเลย! มโนธรรมและสภาวะความเป็นมนุษย์ของฉันไปอยู่ที่ไหน? ฉันไม่ได้กำลังทำตัวเหมือนคนขี้ขลาดและตาขาวหรอกหรือ? ฉันไม่ได้มีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า—คำพยานของฉันอยู่ที่ไหนหรือ? ขณะที่ฉันคิดถึงสิ่งเหล่านี้ ฉันรีบอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ขอให้พระองค์ประทานความเชื่อและความเข้มแข็งให้กับฉัน และทรงอารักขาฉัน เพื่อให้ฉันยืนหยัดเป็นพยานได้

แล้วฉันก็อ่านบทตอนหนึ่งของพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ที่ว่า “เมื่อผู้คนพร้อมที่จะพลีอุทิศชีวิตของพวกเขา ทุกสิ่งทุกอย่างก็กลายเป็นไม่สลักสำคัญ และไม่มีผู้ใดสามารถเอาชนะพวกเขาได้ สิ่งใดจะสามารถสำคัญกว่าชีวิตได้? ด้วยเหตุนั้น ซาตานจึงกลายเป็นไม่สามารถทำสิ่งใดมากขึ้นอีกในผู้คน ไม่มีสิ่งใดที่มันสามารถทำกับมนุษย์ ถึงแม้ว่าในคำนิยามของ ‘เนื้อหนัง’ มีการกล่าวว่าเนื้อหนังถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม หากผู้คนยอมมอบตัวพวกเขาเองอย่างแท้จริง และไม่ถูกซาตานขับดัน เช่นนั้นแล้วก็ไม่มีผู้ใดสามารถเอาชนะพวกเขาได้” (“บทที่ 36” ของ การตีความความล้ำลึกต่างๆ แห่งพระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ด้วยการไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า ฉันจึงได้เข้าใจว่า สถานการณ์นี้คือการทดสอบของพระเจ้า และสงครามกำลังโหมกระพืออยู่ในโลกฝ่ายวิญญาณ ฉันรู้ว่าฉันต้องยืนหยัดกับพระเจ้าและถวายชีวิตของตัวเองเพื่อทำให้ซาตานอับอายและเป็นคำพยานต่อพระเจ้า ไม่มีทางที่ฉันจะวิ่งหนีหางขดไปในเวลาสำคัญยิ่งยวดเช่นนี้ได้! ฉันต้องอารักขางานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า นี่เป็นสิ่งที่ใครบางคนซึ่งมีมโนธรรมและสภาวะความเป็นมนุษย์ควรทำ ฉันกำลังทนทุกข์กับการข่มเหงก็เพื่อประโยชน์แห่งความชอบธรรม และต่อให้ฉันตาย มันก็ยังคุ้มค่าอยู่ดี หากฉันใช้ชีวิตอย่างต่ำศักดิ์และยอมจำนนต่อซาตาน ถ้าเช่นนั้นแม้ว่าร่างกายฉันจะอยู่รอด ฉันก็คงเหมือนเป็นหนึ่งในคนที่ตายทั้งเป็น ฉันรู้สึกได้รับการปลดปล่อยกับความคิดนี้ ดังนั้นฉันจึงรีบกลับไปที่คริสตจักรนั้น และจัดระบบให้พี่น้องชายหญิงเคลื่อนย้ายหนังสือพระวจนะของพระเจ้าทั้งหมด และบอกให้พวกเขาคอยหลบอย่าให้ใครเห็น งานของคริสตจักรทั้งหมดถูกจัดการเตรียมการอย่างรวดเร็วทีเดียว และฉันก็ได้ขอบคุณพระเจ้าสำหรับการทรงนำของพระองค์!

การได้เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์มากว่า 20 ปีและทนทุกข์กับการข่มเหงและกดขี่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนตลอดเวลา แม้ว่าฉันอาจได้ทนทุกข์กับความเจ็บปวดมาบ้าง ภายใต้การทรงนำของพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็ได้มาเข้าใจความจริงบางอย่าง และได้เรียนรู้ที่จะแยกแยะระหว่างถูกผิด ระหว่างความชอบธรรมและความชั่ว อีกทั้งฉันยังได้เรียนรู้ที่จะพึ่งพาพระเจ้าผ่านรูปการณ์แวดล้อมที่ไม่ธรรมดาด้วยเช่นกัน ฉันรู้สึกถึงสิทธิอำนาจแห่งพระวจนะของพระเจ้าอย่างแท้จริงและความเชื่อของฉันในพระเจ้าก็ได้เติบโตขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นไปโดยพระคุณของพระเจ้า คำขอบคุณจงมีแด่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์!

ก่อนหน้า: 87. การทรมานอันโหดเหี้ยมทำให้ความเชื่อของฉันมีความแข็งแกร่งขึ้น

ถัดไป: 89. การสู้รบกับการล้างสมอง

ปี 2021 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย เสี่ยวเว่ย ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย หย่างมู่ ประเทศเกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger