88. ความทุกข์ยากของคุก

โดย Xiao Fan, ประเทศจีน

วันหนึ่งย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2004 ฉันกำลังเข้าร่วมการชุมนุมกับพี่น้องชายหญิงบางคน ตอนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมากกว่า 20 คนพรวดพราดเข้ามา พวกเขาบอกว่ามาจากกองพลรักษาความปลอดภัยแห่งชาติของเทศบาล และว่าพวกเขาเฝ้าติดตามมือถือของฉันตลอดสี่เดือนที่ผ่านมา พวกเขาพูดว่าเป็นส่วนหนึ่งของการกวาดล้างทั่วทั้งจังหวัด และว่าผู้ชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์มากมายถูกจับไปแล้ว พวกเขานำตัวฉันไปสอบสวนที่โรงเรียนของพรรคในเมือง ทันทีที่ฉันเข้าไป พวกเขาก็สั่งให้ฉันถอดรองเท้าและนั่งยองลง หลังผ่านไปสักพัก ขาของฉันก็ชา แต่เมื่อไรก็ตามที่ฉันอยากเปลี่ยนท่า พวกตำรวจก็จะตะคอกใส่ฉัน พูดว่าฉันไม่ได้รับอนุญาตให้ขยับแม้แต่นิดเดียว พวกเขาให้ฉันนั่งยองอย่างนานมากกว่าสองชั่วโมง ก่อนที่พวกเขาจะซักถามฉัน “ผู้นำของแกเป็นใคร เงินของคริสตจักรเก็บอยู่ที่ไหน” ฉันไม่พูดอะไรเลย แล้วผู้กองของกองพลรักษาความปลอดภัยแห่งชาติก็เข้ามาพร้อมกุญแจมือคู่หนึ่ง และพูดอย่างขึงขังว่า “อย่าไปเสียเวลากับมันเลย ให้มันลิ้มรสไอ้นี่ซะ!” แล้วเขาก็พูดกับฉันว่า “ได้ยินเสียงจากห้องข้างๆ ไหม” ฉันได้ยินพี่น้องหญิงในห้องข้างๆ กรีดร้อง แล้วก็รู้สึกลนลานและกลัวขึ้นมาทันที คิดว่า “ตำรวจพวกนี้กำลังจะทรมานฉันแบบนั้น ฉันจะทนได้ยังไง” แล้วฉันก็อธิษฐานต่อพระเจ้าในใจ ขอให้พระองค์ทรงให้พละกำลังแก่ฉัน และพูดว่าฉันพร้อมจะพึ่งพิงพระองค์และยืดหยัดเป็นพยาน ตอนนั้นเองผู้กองนั่นก็เตะฉันลงไปกองกับพื้น ใส่กุญแจมือฉันไพล่หลังแล้วก็กระชากมันขึ้นลง หลังจากลากและดึงฉันแบบนี้อยู่สองสามครั้ง ฉันก็เจ็บปวดมากจนเหงื่อท่วมตัว พวกเขาทำแบบนี้ต่อไปนานกว่าสิบนาทีก่อนที่จะปล่อยในที่สุด พอเห็นว่าทำแบบนี้ไม่ได้ผล พวกเขาก็ตัดสินใจลองวิธีการอื่น พวกเขานำตำรวจจากพื้นที่อื่น และตำรวจปราบจลาจลจากเมืองนั้นเข้ามา ซึ่งเริ่มสอบสวนฉันครั้งละหนึ่งกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีสี่คนและพวกเขาก็ผลัดกันเฝ้าดูฉันทั้งวันทั้งคืน ทรมานฉันโดยขัดขวางไม่ให้ฉันผลอยหลับ เมื่อฉันลืมตาต่อไปไม่ไหวและวูบหลับ ตำรวจก็จะสาดน้ำเย็นใส่หน้าฉันและจิกผมฉัน ในความพยายามที่จะทำลายความตั้งใจของฉัน และทำให้ฉันขายพี่น้องชายหญิงและทรยศพระเจ้าค่ะ ประสาทฉันขาดผึงทุกวัน กลัวว่าหากฉันเสียสมาธิแค่ชั่วขณะเดียว ฉันก็อาจจะเปิดเผยข้อมูลของคริสตจักรออกไป ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าต่อไปในหัวใจของฉัน ขอให้พระองค์ทรงนำฉันผ่านวันคืนอันเลวร้ายเหล่านั้นค่ะ พวกตำรวจจงใจทำให้ฉันอับอายเช่นกัน พวกเขาไม่อนุญาตให้ฉันปิดประตูเวลาที่ฉันต้องใช้ห้องน้ำ ในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชายเดินเข้าออกอยู่ข้างนอก บางคนก็มองเข้ามา และหลายครั้งพวกเขาก็จะแค่ยืนอยู่ตรงทางเข้าออกเฝ้าดูฉันเข้าห้องน้ำค่ะ ฉันถูกสอบสวนและทรมานอยู่แบบนี้นาน 12 วัน เพราะฉันไม่ได้นอนมามากกว่า 10 วัน และประสาทของฉันก็หลุดลุ่ย สุดท้ายฉันก็ท้องผูกอย่างรุนแรง การทรมานของพวกเขา ทำให้ฉันน้ำหนักลดจาก 58 เหลือ 52 กิโลกรัม ฉันน้ำหนักลด 6 กิโลกรัมใน 12 วัน

ในวันที่ 13 ตำรวจนำตัวฉันไปสถานกักกันในเมืองนั้น ไม่ถึงหนึ่งเดือนต่อมา พวกเขานำตัวฉันไปโรงแรมชั้นสูงเพื่อเฝ้าดู พวกเขาพาสามีฉันเข้ามา และปล่อยให้เขาอยู่กับฉันในห้องตามลำพังเพื่อให้เขากระตุ้นให้ฉันยอมบอกข้อมูลของคริสตจักรได้ ตอนแรกฉันก็เริ่มอ่อนลง และฉันก็อยากออกมาจากหลุมนรกนั่นกับสามีฉันให้ได้เร็วที่สุด แต่เพื่อออกมา ฉันต้องทรยศพระเจ้าและขายพี่น้องชายหญิง แล้วพระวจนะของพระเจ้าก็ผุดขึ้นในใจฉันว่า “พวกเจ้าต้องตื่นและรอคอยอยู่เสมอ และเจ้าต้องอธิษฐานต่อหน้าเราให้มากขึ้น เจ้าต้องระลึกรู้ถึงแผนร้ายสารพัด และกลอุบายอันเจ้าเล่ห์ของซาตาน ระลึกรู้ถึงจิตวิญญาณทั้งหลาย  รู้จักผู้คน และมีความสามารถที่จะหยั่งรู้ในผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายทุกประเภท” (“บทที่ 17” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะของพระเจ้าย้ำเตือนฉัน ว่าตำรวจพาสามีฉันมาเพื่อให้ฉันอ่อนลง ฉันจะได้ทรยศพระเจ้า นี่คือกลอุบายอันเจ้าเล่ห์ของซาตานและฉันอยู่ในอันตรายที่จะตกหลุมพรางของมันค่ะ ฉันนึกถึงตอนที่ตำรวจกำลังสอบสวนฉัน พวกเขาจะให้รายชื่อของพี่น้องชายหญิงและรูปถ่ายกับฉันแล้วขอให้ฉันชี้คนที่ฉันรู้จัก แต่ฉันปฏิเสธ ฉันจำได้ด้วยว่าสามีของฉันคอยสนับสนุนความเชื่อของฉันมากอยู่เสมอยังไง และฉันได้คิดว่าฉันสามารถใช้โอกาสนี้ ให้สามีฉันเตือนพี่น้องชายหญิงเหล่านั้น เพื่อให้พวกเขาหลบซ่อนลงใต้ดินและเลี่ยงการจับกุมได้ค่ะ ดังนั้นฉันจึงแสร้งร้องไห้ซบไหล่สามี และกระซิบแผนของฉันใส่หูเขา เขาตกลงทำตามนั้นค่ะ แล้วฉันก็แปลกใจเมื่อทันใดนั้นเจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่ง ก็พรวดพราดเข้ามาในห้องและพูดกับสามีฉันว่า “เราพาคุณมาเพื่อช่วยเรานะ แล้วพูดเรื่องอะไรกันเนี่ย ออกไปซะ!” ตำรวจต้องการให้สามีฉันกระตุ้นให้ฉันยอมบอกข้อมูลของคริสจักรและทรยศพระเจ้า แต่พอเจ้าหน้าที่หญิงคนนี้เห็นว่ากลอุบายของพวกเธอไม่ได้ผล เธอก็โกรธมากและไล่สามีของฉันออกไป ตำรวจพวกนี้ร้ายกาจและชั่วร้ายมาก! ขอบคุณการทรงนำของพระเจ้าที่กันไม่ให้ฉันตกหลุมพรางกลอุบายอันเจ้าเล่ห์ของซาตานค่ะ

หลังจากนั้นตำรวจก็นำตัวฉันกลับไปโรงเรียนของพรรคเพื่อสอบสวน พวกเขาล่ามฉันกับม้านั่งเสือ และเจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่งก็พรวดพราดเข้ามาในห้องแล้วเริ่มตบฉันด้วยรองเท้าแตะพลาสติก ฉันหน้ามืดและนอนเหยียดยาวบนม้านั่ง เธอพูดว่าฉันแสร้งทำ ดังนั้นเธอจึงสบถพลางจิกผมฉันและตบฉันต่อไป หน้าของฉันบวมเป่งเหมือนมะเขือม่วง และเลือดก็ไหลออกจากตาฉันค่ะ เจ้าหน้าที่ชายคนหนึ่งเข้ามาปลดฉันออกจากม้านั่งเสือ แล้วก็จิกผมฉันลงมาอย่างลวกๆ และพยายามยัดฉันเข้าไปใต้ม้านั่งเสือนั่น ตัวฉันเข้าไปไม่ได้ เขาก็เลยเตะฉันและด่าฉันว่าไม่ได้ดีไปกว่าหมาตัวหนึ่งเลย พวกเขาผลักฉันเข้าไปใต้ม้านั่งและบอกไม่ให้ฉันขยับเขยื้อน ก่อนที่จะยัดฉันกลับเข้าไปในม้านั่งแล้วล่ามฉันอีกครั้ง การถูกซ้อมอย่างโหดร้ายมากและทำให้อับอายแบบนี้ ทำให้ฉันรู้สึกปั่นป่วนมากและฉันก็เริ่มอ่อนแอลง ฉันคิดกับตัวเองว่า “พวกเขาไม่ยอมเลิกทรมานฉัน มันจะจบลงเมื่อไรเนี่ย” ในความเจ็บปวดแสนสาหัสนั้น ฉันเริ่มอยากตาย แต่ฉันถูกล่ามกับม้านั่งเสือ จึงไม่มีโอกาสทำแบบนั้น ดังนั้นฉันจึงเฝ้าอธิษฐานต่อพระเจ้าในหัวใจ แล้วฉันก็คิดถึง ธรรมิกชนทุกคนตลอดประวัติศาสตร์ซึ่งถูกข่มเหงเพราะประกาศข่าวประเสริฐขององค์พระผู้เป็นเจ้า บางคนถูกม้าฉีกร่าง บางคนถูกปาหินจนตาย และบางคนถูกเลื่อยเป็นชิ้นๆ พวกเขาก้าวผ่านการทรมานที่คนปกติคงไม่สามารถทนได้ แล้วพวกเขาทุกคนเป็นคำพยานต่อพระเจ้าด้วยชีวิตของตัวเอง ส่วนฉันในทางกลับกัน ไม่สามารถรับได้แม้แต่ความเจ็บปวดเล็กน้อยแค่นี้ และถึงกับอยากตายเพื่อเป็นหนทางในการหลบหนี ฉันแต่อ่อนแอมากและไม่เป็นคำพยานเลยสักนิด พอคิดถึงสิ่งเหล่านี้ ฉันก็เต็มไปด้วยความสำนึกผิดและความปวดร้าว ดังนั้นฉันจึงรีบมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐานและกลับใจ ตอนนั้นเองที่ฉันสังเกตเห็นนกตัวน้อยเกาะอยู่ข้างนอกหน้าต่างใกล้ๆ ขนของมันเป็นสีเทา และฉันจำได้ว่าวันนั้นมีฝนตกปรอยๆ มันคอยร้องเจื้อยแจ้ว และสำหรับฉันมันฟังดูเหมือนนกตัวนั้นกำลังพูดว่า “จงยืนหยัดเป็นพยาน จงยืนหยัดเป็นพยาน…” เสียงร้องเจื้อยแจ้วของนกตัวนั้นเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนฟังดูเหมือนเกือบแหบ ฉันตระหนักว่าพระเจ้าทรงกำลังใช้นกตัวนี้เพื่อเป็นสิ่งย้ำเตือนฉัน และฉันก็ได้รับการดลใจอย่างลึกซึ้ง ฉันร้องไห้ขณะที่อธิษฐานต่อพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่อยากเป็นคนขี้ขลาดหรือตาขาว ข้าพระองค์ไม่อยากตายในแบบที่อ่อนแอและขลาดกลัวแบบนี้ โปรดประทานความเชื่อและพละกำลังให้ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ต้องการยืนหยัดเป็นพยานและทำให้ซาตานอับอาย” ตอนนั้นเอง พระวจนะของพระเจ้าก็ผุดขึ้นในใจว่า “บางทีพวกเจ้าทุกคนอาจจำคำเหล่านี้ได้ กล่าวคือ ‘เพราะว่าความยากลำบากชั่วคราวและเล็กน้อยของเรา จะทำให้เรามีศักดิ์ศรีนิรันดร์มากมายอย่างไม่มีที่เปรียบ’ พวกเจ้าทุกคนเคยฟังพระวจนะเหล่านี้มาก่อน แต่ไม่มีใครในพวกเจ้าที่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของพระวจนะเหล่านี้เลย วันนี้พวกเจ้าตระหนักรู้อย่างลุ่มลึกในนัยสำคัญที่แท้จริงของพระวจนะเหล่านี้แล้ว พระวจนะเหล่านี้จะได้รับการทำให้ลุล่วงโดยพระเจ้าในระหว่างยุคสุดท้าย และจะได้รับการทำให้ลุล่วงในบรรดาผู้ที่ถูกข่มเหงอย่างทารุณโหดร้าย โดยพญานาคใหญ่สีแดงในแผ่นดินที่มันนอนขดกายอยู่ พญานาคใหญ่สีแดงข่มเหงพระเจ้าและเป็นศัตรูของพระเจ้า และฉะนั้น ในแผ่นดินนี้ เหล่าผู้เชื่อในพระเจ้าจึงตกอยู่ในการเหยียดหยามและการกดขี่ และผลที่ได้ก็คือพระวจนะของพระเจ้าจักได้รับการทำให้ลุล่วงในพวกเจ้า ในคนกลุ่มนี้นี่เอง” (“พระราชกิจของพระเจ้าเรียบง่ายดังที่มนุษย์จินตนาการหรือ?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) “ในระหว่างวันสุดท้ายเหล่านี้พวกเจ้าต้องเป็นคำพยานต่อพระเจ้า ไม่สำคัญว่าความทุกข์ของเจ้าจะมากมายเพียงใด เจ้าควรต้องเดินไปจนถึงวาระสิ้นสุด และแม้กระทั่งถึงลมหายใจสุดท้ายของพวกเจ้า พวกเจ้ายังคงต้องสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าและนบนอบต่อการจัดการเตรียมการของพระเจ้า การนี้เท่านั้นคือการรักพระเจ้าอย่างแท้จริง และการนี้เท่านั้นคือคำพยานที่หนักแน่นและดังกึกก้อง” (“เจ้าสามารถรู้จักความดีงามของพระเจ้าได้โดยการรับประสบการณ์กับการทดสอบอันแสนเจ็บปวดเท่านั้น” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะของพระเจ้าปลอบโยนและให้กำลังใจฉัน พระวจนะเหล่านั้นแสดงให้ผมเห็นว่า การถูกพรรคคอมมิวนิสต์จีนข่มเหงและทำร้ายนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ในการเชื่อในพระเจ้าและทำหน้าที่ของฉัน เพราะพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นมารซาตาน ศัตรูของพระเจ้า แต่พระปรีชาญาณของพระเจ้าถูกใช้ตามกลอุบายอันเจ้าเล่ห์ของซาตาน และพระเจ้าทรงใช้การข่มเหงและการทรมานอันโหดร้ายที่ซาตานให้เพื่อทำให้ความเชื่อและความเชื่อฟังของเรามีความเพียบพร้อม และพระองค์ทรงสร้างกลุ่มผู้ชนะในการทำแบบนั้น ฉันกำลังทนทุกข์เพื่อได้รับความจริง และความทุกข์นี้ทั้งมีความหมายและคุ้มค่า ตอนนั้นเอง ฉันคิดถึงการที่ พระเจ้าพระองค์เองทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อช่วยเราให้รอดและทนการไม่ยอมรับและให้ร้าย อีกทั้งถูกพรรคคอมมิวนิสต์จีนล่าและข่มเหง ไม่สามารถหาที่พักพิงได้ พระเจ้าทรงทนทุกข์ความอับยศอดสูและความเจ็บปวดอย่างใหญ่หลวง ดังนั้นในฐานะมนุษย์ที่เสื่อมทราม ความทุกข์เพียงเล็กน้อยของฉันจะเทียบอะไรได้ ถือเป็นเกียรติที่ได้ทนทุกข์เคียงข้างพระคริสต์ ฉันเผชิญความตายอย่างหวาดกลัวไม่ได้ ไม่ว่าซาตานทรมานฉันยังไง ฉันตัดสินใจว่าฉันจะยืนหยัดเป็นพยานเพื่อสนองพระเจ้าจนลมหายใจสุดท้าย! ต่อมา สารวัตรกองพลความมั่นคงแห่งชาติพูดด้วยรอยยิ้มชั่วร้ายว่า “ดูแกจะอดทนได้ดีทีเดียวนะ เราไม่ได้วางแผนจะปฏิบัติต่อแกแบบนี้ ตราบใดที่แกบอกเราทุกอย่างและให้ความร่วมมือ ฉันรับประกันว่าแกจะได้รับอนุญาตให้กลับบ้านโดยเร็ว แกจะได้พบครอบครัวอีกครั้ง” พวกเขานำน่องไก่กับขนมปังมาให้ฉันกิน แต่ฉันรู้ว่านี่เป็นแค่อีกวิธีการหนึ่งเพื่อล่อให้ฉันทรยศพระเจ้า ฉันมองพวกเขาและพูดอย่างไม่อ้อมค้อม “ฉันไม่ซาบซึ้งใจหรอกนะ ดังนั้นอย่าเสียเวลาเลย ฉันเป็นแค่เนื้อบนเขียง ให้พวกคุณสับได้ตามอำเภอใจ ฉันรู้ว่าฉันไม่มีชีวิตรอดออกไปจากที่นี่หรอก และฉันยอมรับข้อเท็จจริงนั้นแล้ว ดังนั้นอยากทำอะไรก็ทำเถอะ ฉันบอกไปแล้วไงว่าฉันตอบคำถามของพวกคุณไม่ได้หรอก!” แล้วเขาก็พูดพลางยิ้มเลือดเย็นว่า “อย่าจริงจังนักเลย ผ่อนคลายสักหน่อยเถอะ แค่บอกสิ่งที่เราอยากรู้มาแล้วแกก็กลับบ้านได้” แล้วเขาก็หันหลังเดินหลบหน้าออกไปค่ะ ตำรวจให้ฉันนั่งบนม้านั่งเสือต่อไปหลังจากนั้น สองสัปดาห์ต่อมา พวกเขาก็นำตัวฉันไปสถานกักกัน เมื่อเจ้าหน้าที่ที่นั่นเห็นฉันบาดเจ็บรุนแรงแบบนั้น ก็ไม่ยอมรับฉันไว้ ตำรวจกองพลรักษาความปลอดภัยแห่งชาติบังคับให้ฉันพูดว่าฉันหกล้มจนบาดเจ็บเอง ดังนั้นตำรวจสถานกักกันจึงต้องรับฉันไว้อย่างไม่มีทางเลือก

ฉันอยู่ที่สถานกักกันหนึ่งเดือนก่อนที่ตำรวจจะนำฉันกลับไปโรงเรียนของพรรคเพื่อสอบสวนเพิ่มเติม พวกเขาให้ฉันนั่งบนม้านั่งเสือตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน นั่งตัวตรงโดยที่ขาของฉันงอ 90 องศา นี่กินเวลาเป็นเดือน คอของฉันเจ็บปวดจนทนไม่ได้ และขาของฉันก็บวมอย่างหนัก พวกตำรวจหยอกเย้า สบประมาท และซ้อมฉันตลอดเวลา และในใจฉันโกรธมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉันได้ยินพวกเขาพูดกันเรื่องที่พวกเขาได้จับกุมผู้เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์มากมายยังไง พูดว่าไม่ว่าคนที่พวกเขาจับจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง แก่หรือเด็ก พวกเขาจะทรมานพวกนั้นก่อนเพื่อให้กลัว แล้วสุดท้ายพวกนั้นก็จะให้ความร่วมมือ พวกเขาพูดว่านี่เป็นการป้องปราม การได้ยินสัตว์ร้ายพวกนี้คุยอวดอย่างตื่นเต้นมาก เรื่องที่พวกเขากำลังทำร้ายพี่น้องชายหญิงของฉันยังไง และเห็นพวกเขาหัวเราะอย่างพอใจ หัวเราะอย่างโหดเหี้ยม ฉันขบฟันด้วยความเกลียดชังอย่างที่สุด พรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นแก๊งปีศาจที่ร้ายผู้คนเพื่อความสนุกอย่างแท้จริง ฉันอธิษฐานสาปแช่งสัตว์ร้ายพวกนี้อย่างเงียบๆ ต่อมา พวกตำรวจเห็นว่าพวกเขาไม่ได้ข้อมูลที่ต้องการจากฉัน พวกเขาจึงย้ายฉันไปสถานกักกัน ไปยังบ้านกักกันอาชญากร แล้วก็ไปที่ไหนสักแห่งเพื่อล้างสมองฉัน สุดท้าย ฉันก็ถูกนำกลับไปสถานกักกันของเมืองที่ฉันถูกขังอยู่หนึ่งปีสามเดือน พวกตำรวจทำทั้งหมดนี้เพื่อทำลายวิญญาณของฉันและทำให้ฉันทรยศพระเจ้า แต่พวกเขาก็ทำไม่สำเร็จค่ะ ต่อมา พวกเขาตั้งข้อหาฉันว่า “ใช้ความเชื่อโชคลางศักดินาเพื่อแทรกแซงการดำเนินการตามกฎหมาย” และตัดสินจำคุกฉันสี่ปี

ในคุกนั้นเป็นอีกครั้งที่ฉันรู้ว่าการอยู่ในนรกบนดินมันเป็นยังไง ฉันถูกกำหนดให้ทำเสื้อผ้า บนสายการผลิตที่ทุกคนมีงานของตัวเองให้ทำ ถ้าคุณตามกระบวนการไม่ทันหรือทำงานของคุณไม่เสร็จ คุณก็จะถูกสั่งให้ยืนอยู่ตรงนั้น 30 นาทีถึงหนึ่งชั่วโมง หลังจากคุณเสร็จงานตอน 5 ทุ่ม ระหว่างช่วงเวลานั้น นอกจากเวลาอาหาร ฉันใช้เวลาทั้งหมดในห้องทำงานนั้น เวลาฉันหิวน้ำก็ดื่มไม่ได้ และฉันถึงกับต้องวิ่งไปห้องน้ำและกลับมา สุดท้ายฉันก็ท้องผูกอย่างรุนแรง เพราะทุกวันฉันใช้เวลาทั้งวันนั่งทำงาน และเพราะมีงานให้ทำมากมายเสมอ แถมการทรมานที่ฉันได้ทนทุกข์ในเงื้อมมือของตำรวจ ถูกบังคับให้นั่งบนม้านั่งเสือนั่นมากกว่าสองเดือน ฉันลงเอยด้วยอาการปวดคออย่างรุนแรงอีกครั้ง และเป็นทุกข์จากการปวดหัวและคลื่นไส้บ่อยๆ ครั้งหนึ่งฉันลื่นล้มในห้องอาบน้ำ และหัวกระแทกพื้นอย่างแรง หลังของฉันกระแทกขั้นบันได และฉันก็มึนงงและไม่สามารถขยับตัวได้เลย ฉันรู้สึกเหมือนหลังหัก มันเจ็บมากค่ะ แม้แต่ผู้ต้องขังคนอื่นก็พูดว่าฉันแย่แน่แล้ว หรือฉันคงพิการแน่คราวนี้ พวกเขาทุกคนตะโกนให้คนช่วยและกดกริ่ง แต่ไม่มีใครมาค่ะ สุดท้ายนักโทษบางคนก็อุ้มฉันไปที่เตียง ฉันรู้สึกเหมือนกระดูกทั่วตัวหัก และฉันไม่สามารถหยุดร้องไห้จากความเจ็บปวดได้ คืนนั้นมันเจ็บมากจนฉันหลับไม่ลงเลย สุดท้ายผู้คุมก็มาที่ห้องขังของฉันตอน 8 โมงเช้า เธอสั่งอย่างฉุนเฉียวให้ฉันบอกให้รู้ว่าฉันบาดเจ็บร้ายแรงแค่ไหน ฉันพูดว่า “ฉันว่าหลังของฉันหักค่ะ ฉันขยับตัวไม่ได้เลย และฉันปวดหัวมาก” แต่เธอก็แค่พูดเยาะเย้ยว่า “ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เธอต้องขึ้นไปทำงานข้างบน เธอมีงานต้องทำเยอะเลย ถ้าเธอขยับไม่ได้ เธอก็ต้องหาใครสักคนมาอุ้มเธอขึ้นไป ถ้าไม่มีใครช่วย เธอก็แค่ต้องคลานขึ้นไปด้วยตัวเองละ!” แล้วเธอก็หันหลังเดินจากไป ดังนั้นฉันจึงต้องทนความเจ็บปวดแสนสาหัส และขอให้นักโทษคนอื่นๆ ช่วยประคองฉันขึ้นจากเตียง ใช้เวลา 30 หรือ 40 นาทีแค่เพื่อให้ฉันลุกขึ้นนั่ง จากนั้นฉันก็เดินไปที่บันไดอย่างช้าๆ แล้วก็ขึ้นบันไดไป ฉันต้องพยายามอย่างหนักเพื่อไปที่สถานีงาน และฉันก็พยายามนั่งลง แต่หลังจากพยายามอยู่หลายต่อหลายครั้ง ฉันก็ไม่สามารถนั่งลงได้ สุดท้ายฉันต้องยึดเครื่องจักรไว้ กัดฟันสู้ความเจ็บปวด แล้วใช้ใช้ความพยายามทั้งหมดเพื่อนั่งลง ฉันรู้สึกว่าหลังของฉันมีอะไรบางอย่างหักและความเจ็บปวดก็รุนแรงมาก เป็นเรื่องยากมากที่จะอดทนจนหมอมาทำงาน แต่ทั้งหมดที่เขาก็คือทาไอโอดีนให้ฉัน และให้โสมซานซีฉันสามเม็ด เขาบอกให้ฉันกินยาแล้วกลับไปทำงาน และดังนั้น ความเจ็บปวดที่ฉันรู้สึกในร่างกายและในหัวใจของฉันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนฉันไม่สามารถไปต่อได้อีกแล้ว ฉันเกลียดตำรวจพวกนี้มากที่ปฏิบัติต่อฉันอย่างไร้มนุษยธรรมขนาดนี้ ในสายตาของพวกเขา นักโทษไม่ได้ดีไปกว่าหมาเลย เราเป็นแค่เครื่องจักรทำเงินให้พวกเขา ฉันคิดถึงเรื่องที่ฉันอยู่ในคุกมาแค่ไม่ถึงหนึ่งปี ในขณะที่โทษของฉันคือสี่ปี แล้วฉันจะอยู่ได้นานขนาดนั้นได้ยังไง ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าฉันจะรอดมันไปได้หรือเปล่า พอคิดแบบนี้ฉันก็รู้สึกโดดเดี่ยวและหดหู่ใจมากค่ะ แล้วฉันก็เริ่มฮัมเพลงสรรเสริญพระวจนะของพระเจ้าเพลงโปรดของฉันโดยไม่รู้ตัวค่ะ “เมื่อเจ้าเผชิญหน้ากับความทุกข์ เจ้าต้องมีความสามารถที่จะวางความกังวลสนใจต่อเนื้อหนังไว้ก่อนและไม่ทำการร้องทุกข์คร่ำครวญต่อพระเจ้า เมื่อพระเจ้าทรงซ่อนเร้นพระองค์เองจากเจ้า เจ้าต้องมีความสามารถที่จะมีความเชื่อที่จะติดตามพระองค์ ที่จะธำรงรักษาความรักก่อนหน้านี้ของเจ้าโดยไม่เปิดโอกาสให้มันกระท่อนกระแท่นหรือสูญสลาย ไม่สำคัญว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งใด เจ้าต้องนบนอบต่อการออกแบบของพระองค์ และตระเตรียมที่จะสาปแช่งเนื้อหนังของเจ้าเองแทนที่จะทำการร้องทุกข์คร่ำครวญต่อพระองค์ เมื่อเจ้าเผชิญหน้ากับการทดสอบ เจ้าต้องทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย แม้ว่าเจ้าอาจร่ำไห้อย่างขมขื่นหรือรู้สึกอิดออดที่จะไปจากวัตถุอันเป็นที่รักบางอย่าง สิ่งนี้เท่านั้นคือความรักและความเชื่อที่แท้จริง ไม่สำคัญว่าวุฒิภาวะจริงของเจ้าจะเป็นอะไร ก่อนอื่นเจ้าต้องครองทั้งเจตจำนงที่จะทนทุกข์ความยากลำบากและความเชื่อที่แท้จริง และเจ้าต้องมีเจตจำนงที่จะละทิ้งเนื้อหนังอีกด้วย เจ้าควรเต็มใจสู้ทนความยากลำบากส่วนตัวและทนทุกข์กับความสูญเสียต่อผลประโยชน์ส่วนตัวของเจ้าเพื่อที่จะทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระเจ้า เจ้าต้องสามารถรู้สึกเสียใจเกี่ยวกับตัวเจ้าเองในหัวใจของเจ้าอีกด้วย กล่าวคือ ในอดีตนั้น เจ้าไม่ได้มีความสามารถที่จะทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้ และบัดนี้ เจ้าสามารถเสียใจได้ด้วยตัวเจ้าเอง เจ้าต้องไม่กำลังขาดพร่องสิ่งใดในเรื่องเหล่านี้—โดยผ่านทางสิ่งเหล่านี้นั่นเองที่พระเจ้าจะทรงทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อม หากเจ้าไม่สามารถประจวบพ้องกับเกณฑ์กำหนดเหล่านี้ได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมไม่สามารถถูกทำให้มีความเพียบพร้อมได้” (ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ) ฉันร้องเพลงสรรเสริญนี้อย่างเงียบๆ และยิ่งฉันร้องมากเท่าไหร ฉันก็ยิ่งรู้สึกได้รับการดลใจมากขึ้นเท่านั้น ฉันเริ่มรู้สึกว่าพละกำลังของฉันกลับมา และรู้สึกว่าแม้ว่าตอนนี้ฉันอาจจะเป็นทุกข์ในถ้ำของมารนี้ ในสภาวะที่อ่อนแอของฉัน พระวจนะของพระเจ้าก็ยังทรงนำฉัน ให้ความเชื่อและพละกำลังแก่ฉัน พระเจ้าไม่เคยทรงไปจากฉันเลย และด้วยพระวจนะของพระเจ้า ฉันจะไม่อยู่ลำพัง ความคิดนี้ทำให้ฉันรู้สึกสบายใจมาก และเสียใจกับการที่ฉันขาดความมุ่งมั่นในการทนความทุกข์ เผชิญความทุกข์ยากและบททดสอบเหล่านี้ ฉันตกลงไปในความคิดลบและทำร้ายน้ำพระทัยของพระเจ้า ฉันคิดเกี่ยวกับสิ่งที่ฉันได้ผ่านมาตั้งแต่ถูกจับ ฉันถูกตำรวจทำร้ายและทรมานมานานมาก และหากไม่ใช่เพราะการทรงนำของพระวจนะของพระเจ้าและการที่พระเจ้าทรงเฝ้าทอดพระเนตรฉัน ฉันก็คงจะตายไปหลายครั้งแล้ว ตอนนี้มาทนทุกข์การทรมานที่ไร้มนุษยธรรมนี้อีกครั้ง ฉันมีความเชื่อว่าตราบใดที่ฉันพึ่งพาพระเจ้า แล้วฉันก็จะผ่านเรื่องนี้ไปได้เหมือนกัน พระเจ้าทรงกำลังใช้สถานการณ์นี้เพื่อทำให้ความเชื่อของฉันมีความเพียบพร้อม ฉันรู้ว่าฉันก่อความเจ็บปวดให้พระองค์ไม่ได้อีกต่อไป ฉันต้องพึ่งพาพระองค์และแกร่งขึ้น ใช้ชีวิตต่อไปและเป็นพยานให้พระองค์ค่ะ เมื่อคิดถึงสิ่งเหล่านี้ ความทุกข์ที่ฉันรู้สึกก็เริ่มลดลง เป็นพระวจนะของพระเจ้าที่ทรงนำฉันผ่านการทำร้ายและการทรมานที่ซาตานกระทำต่อฉันในช่วงเวลานั้น ในท้ายที่สุดโทษของฉันก็จบลงและฉันได้อยู่รอดนานมากพอจะเดินออกมาจากนรกบนดินขุมนั้นค่ะ

พอฉันกลับถึงบ้าน และฉันได้ยินว่าตำรวจยุ่งกับการกระจายข่าวลือมาตลอด ว่าฉันเป็นสิบแปดมงกุฎ สามีของฉันต้องไปหางานที่อื่น เพื่อหลีกเลี่ยงการนินทาและการชี้นิ้วจากเพื่อนบ้าน และเขาพูดว่าเขาต้องการหย่า แม่ของเขาอับอายมากที่ฉันติดคุก จนเธอแทบมองฉันไม่ได้เลย ลูกสาวของฉันก็ถูกล้อไม่เลิกลาจากทั้งพวกครูและเพื่อนร่วมห้อง จนกระทั้งไม่มีเด็กแม้แต่คนเดียวในหมู่บ้านที่อยากเล่นกับเธออีกต่อไป ฉันไม่สามารถกลั้นน้ำตาไว้ได้เมื่อเห็นสิ่งที่ได้เกิดขึ้น เราเป็นครอบครัวที่มีความสุขมาตลอด แต่กลับเหลือแค่นี้เพราะการข่มเหงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ฉันเกลียดพรรคคอมมิวนิสต์จีนจนเข้ากระดูกเลยค่ะ! พระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งผุดขึ้นในใจฉัน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เหล่าบรรพบุรุษแต่โบราณกาลหรือ?  บรรดาผู้นำผู้เป็นที่รักหรือ?  พวกเขาทั้งหมดต่อต้านพระเจ้า! การก้าวก่ายของพวกเขาได้ทำให้ทุกอย่างภายใต้ฟ้าสวรรค์อยู่ในสภาวะแห่งความมืดและความวุ่นวาย! เสรีภาพทางศาสนาหรือ?  สิทธิและผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของพลเมืองทั้งหลายหรือ? สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดเป็นเพทุบายเพื่อปิดบังบาป!…เหตุใดจึงสร้างอุปสรรคที่ไม่อาจเจาะผ่านเข้าไปได้เช่นนั้นให้กับพระราชกิจของพระเจ้า? เหตุใดจึงใช้เพทุบายต่างๆ นานาเพื่อหลอกลวงคนของพระเจ้า? ไหนเล่าอิสรภาพที่แท้จริงและสิทธิ์กับผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมาย? ไหนเล่าความเป็นธรรม?  ไหนเล่าความชูใจ?  ไหนเล่าความอบอุ่น? เหตุใดจึงใช้กลอุบายที่หลอกลวงเพื่อล่อหลอกประชากรของพระเจ้า? เหตุใดจึงใช้กำลังบังคับเพื่อปราบปรามการเสด็จมาของพระเจ้า? เหตุใดจึงไม่ยอมให้พระเจ้าทรงท่องไปอย่างอิสระบนแผ่นดินโลกที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้น? เหตุใดจึงไล่ล่าพระเจ้าจนกระทั่งพระองค์ไม่มีที่ใดให้พักพระเศียร? ไหนเล่าความอบอุ่นท่ามกลางมนุษย์ทั้งหลาย?  ไหนเล่าการต้อนรับท่ามกลางผู้คน? เหตุใดจึงก่อให้เกิดการโหยหาที่ท้อแท้สิ้นหวังในพระเจ้าเช่นนั้น?  เหตุใดจึงทำให้พระเจ้าทรงร้องเรียกครั้งแล้วครั้งเล่า? เหตุใดจึงบังคับให้พระเจ้าทรงกังวลถึงพระบุตรผู้เป็นที่รักของพระองค์? ในสังคมมืดนี้ เหตุใดพวกสุนัขเฝ้าบ้านที่อยู่ในสภาพน่าสงสารของมันจึงไม่ยอมให้พระเจ้าเสด็จไปมาอย่างอิสระท่ามกลางโลกที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้น?” (“งานและการเข้าสู่ (8)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ขณะที่ฉันใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็เข้าใจความน่าเกลียดของพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างครบถ้วน พรรคแสร้งทำเป็นชอบธรรมที่ภายนอก พูดถึง “เสรีภาพในความเชื่อทางศาสนา” “รักษากฎระเบียบเพื่อประชาชน” และ “การดูแลประชาชน” พรรคพูดถึงแต่ความถูกต้องเกี่ยวกับคุณธรรมและศีลธรรม แต่กลับใช้ทุกวิถีทางอย่างลับๆ เพื่อจับกุมและข่มเหงบรรดาผู้เชื่อ และกระจายข่าวลือ ส่งผลให้คริสเตียนนับไม่ถ้วนถูกโยนเข้าคุก ไม่สามารถกลับบ้าน และบ้านแตกสาแหรกขาด ฉันไม่เคยเห็นพรรคคอมมิวนิสต์อย่างที่พรรคเป็นจริงๆ มาก่อน และฉันเคยเชิดชูพรรค แต่หลังจากทนทุกข์การข่มเหงของพรรค ในที่สุดฉันก็เห็นว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นหัวหน้าปีศาจที่ทำร้ายผู้คน โดยแก่นแท้แล้วพรรคเป็นศัตรูกับพระเจ้าและความจริง และพรรคเป็นพวกมารที่ชั่วร้ายที่สุด ขวาจัดที่สุด

หลังจากฉันออกจากคุก ตำรวจไม่เคยหยุดสอดส่องตรวจตราฉัน ตำรวจในสถานีท้องถิ่นของเราถามอยู่เสมอว่าฉันยังเชื่อในพระเจ้าหรือเปล่า และเมื่อฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าที่บ้าน ฉันต้องล็อคประตูหน้าอย่างแน่นหนา ฉันต้องเก็บซ่อนหนังสือพระวจนะของพระเจ้าไว้ในสถานที่ลับที่สุด และฉันต้องระมัดระวังและรอบคอบมากเวลาไปงานชุมนุมหรือประกาศข่าวประเสริฐ วันหนึ่งในเดือนมีนาคมปี 2013 ผู้นำคนหนึ่งกับมัคนายกอีกสองคนจากคริสตจักรแห่งหนึ่งที่ฉันรับผิดชอบอยู่ถูกจับ และฉันต้องรีบจัดการเตรียมการให้ย้ายสิ่งของในคริสตจักรออกไป และแจ้งเตือนพี่น้องชายหญิงบางคนให้ระวังตัวให้ดี ขณะที่ฉันจัดการเรื่องทั้งหมดนี้ ฉันก็ได้ยินพี่สาวคนหนึ่งพูดว่า “ผู้นำที่ถูกจับไปมีรายชื่อพี่น้องชายหญิงอยู่กับตัว ดังนั้นตำรวจได้รายชื่อนั้นไปแล้วค่ะ” เธอพูดว่าตำรวจกำลังควบคุมกล้องวงจรปิดในพื้นที่ทั้งหมดเพื่อมองหาคนแปลกหน้า และว่าพวกเขากำลังเตรียมมองหาผู้เชื่อไปทีละบ้าน พวกเขายังขู่ด้วยว่า “จับคนผิดเป็นพันยังดีกว่าปล่อยให้หลุดรอดไปได้แม้แต่คนเดียว!” ฉันรู้สึกกังวลและกลัวมากเมื่อได้ยินแบบนี้ เพราะฉันเคยถูกจับเพราะความเชื่อมาก่อน พวกเขาจึงมีประวัติของฉัน ถ้าตำรวจใช้กล้องวงจรปิดตรวจจับใบหน้า ฉันก็ต้องถูกจับกุมแน่นอนค่ะ หากฉันถูกจับกุมอีกครั้ง ฉันก็คงไม่มีทางรอดแน่ พวกเขาจะดูให้แน่ใจแน่นอน พอคิดแบบนี้ ฉันตระหนักว่าฉันต้องหนีไปให้เร็วที่สุด แต่ทว่าพอฉันไปถึงคริสตจักรอีกแห่งหนึ่ง ฉันก็สงบใจไม่ได้ และมโนธรรมก็จู่โจมฉัน ฉันคิดถึงงานทั้งหมดในคริสตจักรนั้นที่ต้องจัดการเตรียมการอย่างเร่งด่วน แต่ฉันละทิ้งภาระหน้าที่ของตัวเองเพื่อรักษาชีวิตของตัวเองไว้ ถ้าฉันไปตอนนี้ ฉันก็จะไม่ได้ปกป้องผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า! มโนธรรมและมนุษยธรรมของฉันไปอยู่ที่ไหน ฉันไม่ได้ทำตัวเหมือนคนขี้ขลาดและตาขาวเหรอ ฉันไม่ได้มีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า คำพยานของฉันไปอยู่ที่ไหน ขณะที่ฉันคิดถึงสิ่งนี้ ฉันรีบอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ขอให้พระองค์ประทานความเชื่อและความแข็งแกร่งและทรงคุ้มครองฉันเพื่อให้ฉันยืนหยัดเป็นพยานได้

แล้วฉันก็อ่านบทตอนหนึ่งของพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ที่ว่า “เมื่อผู้คนพร้อมที่จะพลีอุทิศชีวิตของพวกเขา ทุกสิ่งทุกอย่างก็กลายเป็นไม่สลักสำคัญ และไม่มีผู้ใดสามารถเอาชนะพวกเขาได้ สิ่งใดจะสามารถสำคัญกว่าชีวิตได้? ด้วยเหตุนั้น ซาตานจึงกลายเป็นไม่สามารถทำสิ่งใดมากขึ้นอีกในผู้คน ไม่มีสิ่งใดที่มันสามารถทำกับมนุษย์ ถึงแม้ว่าในคำนิยามของ ‘เนื้อหนัง’ มีการกล่าวว่าเนื้อหนังถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม หากผู้คนยอมมอบตัวพวกเขาเองอย่างแท้จริง และไม่ถูกซาตานขับดัน เช่นนั้นแล้วก็ไม่มีผู้ใดสามารถเอาชนะพวกเขาได้” (“บทที่ 36” ของ การตีความความล้ำลึกต่าง ๆ แห่งพระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล  ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พอไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่า สถานการณ์นี้คือการทดสอบของพระเจ้า และสงครามกำลังโหมกระหน่ำในโลกฝ่ายวิญญาณ ฉันรู้ว่าฉันต้องยืนหยัดกับพระเจ้าและพลีชีวิตของตัวเองเพื่อทำให้ซาตานอับอายและเป็นคำพยานต่อพระเจ้า ไม่มีทางที่ฉันจะหันหลังหนีในเวลาวิกฤติเช่นนี้ได้! ดังคำพูดที่ว่า “ตัวตนที่แท้จริงจะเปิดเผยในเวลาที่ยากลำบาก” ฉันต้องปกป้องงานของพระนิเวศของพระเจ้า นี่เป็นสิ่งที่คนที่มีมโนธรรมและมนุษยธรรมควรทำ ฉันกำลังทนทุกข์การข่มเหงเพื่อความชอบธรรม และถึงแม้ฉันจะตาย มันก็ยังคุ้มค่า ถ้าฉันใช้ชีวิตอย่างโง่เขลาและยอมจำนนต่อซาตาน งั้นแม้ว่าร่างกายฉันจะอยู่รอด ฉันก็จะเป็นเหมือนหนึ่งในคนที่ตายทั้งเป็นค่ะ ฉันรู้สึกได้รับการปลอดปล่อยกับความคิดนี้ ดังนั้นฉันจึงรีบกลับไปที่คริสตจักรนั้น และจัดการให้พี่น้องชายหญิงเคลื่อนย้ายหนังสือพระวจนะของพระเจ้าทั้งหมด และบอกให้พวกเขาหมอบให้ต่ำค่ะ งานของคริสตจักรทั้งหมดถูกจัดการรวดเร็วทีเดียว และฉันขอบคุณพระเจ้าสำหรับการทรงนำของพระองค์ค่ะ!

การได้เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์มากว่า 20 ปีและทนทุกข์การข่มเหงและกดขี่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนตลอดเวลา แม้ว่าฉันอาจทนทุกข์ความเจ็บปวดมาบ้าง ภายใต้การทรงนำของพระวจนะของพระเจ้า ฉันได้มาเข้าใจความจริงบางอย่าง และได้เรียนรู้ที่จะแยกแยะระหว่างถูกผิด ระหว่างความชอบธรรมและความชั่วร้าย ฉันได้เรียนรู้ด้วยที่จะพึ่งพาพระเจ้าผ่านสภาพการณ์ที่ไม่ธรรมดา ฉันรู้สึกถึงสิทธิอำนาจของพระวจนะของพระเจ้าอย่างแท้จริงและความเชื่อของฉันในพระเจ้าก็เติบโตขึ้น ทั้งหมดนี้โดยพระคุณของพระเจ้าค่ะ ขอบคุณพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์!

ก่อนหน้า: 87. การทรมานอันโหดร้ายทำให้ความเชื่อของฉันมีความแข็งแกร่งขึ้น

ถัดไป: 89. การต่อสู้กับการล้างสมอง

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

27. คนเราควรเคารพหน้าที่ของตัวเองอย่างไร

โดย Zheng Ye, เกาหลีใต้ไม่นานหลังจากมาเป็นผู้เชื่อ ผมสังเกตว่าพี่น้องชายหญิงที่เป็นผู้นำในขณะนั้นจัดการชุมนุมและสามัคคีธรรมถึงความจริงบ่อยๆ...

75. การทดสอบนี้ของฉัน

โดย Zhongxin, ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “กิจการของเรามีมากกว่าจำนวนของเม็ดทรายบนชายหาด...

พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ข้อคัดสรรของพระวจนะแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ 170 หลักธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติความจริง ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า (แก่นสารสำคัญของผู้เชื่อใหม่) คำพยานเกี่ยวกับประสบการณ์ทั้งหลายหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้