13 คนเราควรเคารพหน้าที่ของตัวเองอย่างไร

โดย Zheng Ye, เกาหลีใต้

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า“ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ ระหว่างหน้าที่ของมนุษย์กับการที่เขาจะได้รับพระพรหรือถูกสาปแช่งหรือไม่ หน้าที่คือสิ่งที่มนุษย์ควรจะทำให้ลุล่วง มันเป็นวิชาชีพที่สวรรค์ส่งมาของเขา และไม่ควรขึ้นอยู่กับการตอบแทน สภาพเงื่อนไขต่างๆ หรือเหตุผล เมื่อนั้นเท่านั้นที่เขากำลังทำหน้าที่ของเขา การได้รับพระพรคือเมื่อใครบางคนได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมและได้ชื่นชมกับพระพรของพระเจ้าหลังได้รับประสบการณ์กับการพิพากษา การถูกสาปแช่งคือเมื่ออุปนิสัยของใครบางคนไม่เปลี่ยนแปลงหลังจากพวกเขาได้รับประสบการณ์กับการตีสอนและการพิพากษาแล้ว คือตอนที่พวกเขาไม่ได้รับประสบการณ์กับการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแต่ถูกลงโทษ แต่ไม่ว่าพวกเขาจะได้รับพระพรหรือถูกสาปแช่งก็ตาม สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาให้ลุล่วง ทำสิ่งที่ควรจะทำ และทำสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ นี่เป็นสิ่งที่น้อยที่สุดที่บุคคลคนหนึ่ง บุคคลซึ่งไล่ตามเสาะหาพระเจ้า ควรทำ เจ้าไม่ควรทำหน้าที่ของเจ้าเพียงเพื่อให้ได้รับพระพรเท่านั้น และเจ้าไม่ควรปฏิเสธที่จะกระทำเพราะกลัวถูกสาปแช่ง เราขอบอกสิ่งเดียวนี้กับพวกเจ้า: การปฏิบัติหน้าที่ของมนุษย์คือสิ่งที่เขาควรทำ และหากเขาไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของเขาได้ เช่นนั้นแล้วนี่ก็เป็นเพราะความเป็นกบฏของเขา”(“ความแตกต่างระหว่างพันธกิจของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์และหน้าที่ของมนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ผมอยากพูดถึงประสบการณ์ในพระวจนะของพระเจ้าของผมเองครับ

ไม่นานหลังจากมาเป็นผู้เชื่อ ผมสังเกตว่าพี่น้องชายหญิงที่เป็นผู้นำในขณะนั้นจัดการชุมนุมและสามัคคีธรรมถึงความจริงบ่อยๆ และบางคนมีหน้าที่ซึ่งต้องการทักษะ อย่างการทำวิดีโอหรือร้องเพลงกับเต้นรำ ผมชื่นชมพวกเขาจริงๆ และคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่น่านับถือ ส่วนพวกที่ทำหน้าที่เจ้าบ้านหรือจัดการธุระของคริสตจักร หน้าที่พวกนั้นไม่มีอะไรให้พูดถึงมากนักและไม่ต้องการทักษะอะไร พวกเขาจึงไม่เคยสร้างชื่อให้ตัวเอง ผมคิดในตอนนั้นว่าในอนาคตผมต้องการหน้าที่ซึ่งทำให้ผมดูดีได้ สองปีหลังจากนั้นผมก็ได้รับหน้าที่ทำงานเขียน ผมมีความสุขมาก โดยเฉพาะในทุกครั้งที่ผมไปคริสตจักรเพื่อให้การแนะแนวเรื่องงานเขียน พี่น้องชายหญิงต่างก็อบอุ่นต่อผมมากและมองผมอย่างชื่นชม ผมพึงพอใจในตัวเองจริงๆ และรู้สึกว่าหน้าที่ของผมได้รับความชื่นชมมากกว่าของคนอื่น ในปี 2018 ผมถูกส่งไปทำหน้าที่ในพื้นที่อื่น ครั้งหนึ่งระหว่างที่อยู่ที่นั่นตอนที่พี่ชายคนหนึ่งรู้เข้าว่าผมมีหน้าที่อะไร เขาก็เริ่มชวนผมคุยเรื่องนั้น การเห็นว่าเขายกย่องผมแค่ไหนทำให้ผมสุขใจจริงๆ และรู้สึกว่าการทำหน้าที่นั่นถือเป็นเกียรติอย่างมาก

ในช่วงเวลานั้นผมรู้สึกสบายใจและชื่นชมตัวเองตลอดเวลา ผมแข่งขันเพื่อชื่อและผลประโยชน์ในหน้าที่ของผม และไม่ได้จริงจังกับมันนัก สองเดือนต่อมาผมก็ถูกปลดจากหน้าที่เพราะทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง นั่นทำให้ผมรู้สึกกลัดกลุ้มมากและคิดลบพอควร ผู้นำก็เลยสามัคคีธรรมกับผมเรื่องน้ำพระทัยของพระเจ้าว่า “พระนิเวศของพระเจ้าต้องการคนมาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ควบคุมเวทีสำหรับภาพยนตร์ของเรา คุณทำได้นี่ ไม่ว่าหน้าที่ของคุณคืออะไร คุณก็ต้องไล่ตามความจริงและทุ่มเททำหน้าที่ของคุณให้ดีอย่างเต็มที่” ผมไม่รู้จริงๆ ว่าหน้าที่นั้นจะนำมาซึ่งอะไร แต่ผมก็คิดว่าควรยอมตามไปเถอะ เพราะผู้นำได้จัดการเตรียมการให้แล้ว หลังจากเป็นเจ้าหน้าที่ควบคุมเวทีสักพักผมก็ตระหนัก ว่าส่วนใหญ่เป็นงานใช้แรงกายอย่างหนัก คอยย้ายอุปกรณ์ประกอบฉากไปมา ไม่ได้ใช้ทักษะอะไรเลย มีแค่งานที่ต้องเดินไปมาและงานจิปาถะเยอะมาก ผมคิดว่า “ก่อนหน้านี้หน้าที่งานเขียนของฉันจำเป็นต้องใช้สมอง เป็นงานที่มีเกียรติและได้รับความเคารพ การย้ายอุปกรณ์ประกอบฉากนี่ไปมาเป็นงานใช้แรง ทั้งสกปรกและเหน็ดเหนื่อย พี่น้องชายหญิงจะดูถูกฉันไหมนะ” พอคิดแบบนี้ใจผมก็จมดิ่ง และรู้สึกต่อต้านการทำหน้าที่นี้พอควร ตั้งแต่นั้นผมก็ทำงานอย่างไม่ค่อยเต็มใจ และละเลยหน้าที่เมื่อทำได้ บางครั้งเมื่อเราขาดอุปกรณ์ประกอบฉากและต้องยืมจากพี่น้องชายหญิงสักคน ผมก็จะให้คนอื่นไปขอ เพราะกลัวว่าถ้าผมเป็นคนไปขอเอง พี่น้องชายหญิงที่รู้จักผมจะรู้เข้าว่าผมถูกสับเปลี่ยนออกจากหน้าที่เดิมแล้ว และตอนนี้ผมก็กำลังทำงานกองถ่ายที่ต้อยต่ำ แล้วพวกเขาจะคิดยังไงเกี่ยวกับผมล่ะ ผมไม่อยากเรียนรู้ทักษะที่เกี่ยวข้องด้วยเหมือนกัน เพราะกลัวว่าถ้าผมเรียนรู้มากขึ้น ผมก็จะต้องทำหน้าที่นั้นตลอดไป และวันที่ผมจะโดดเด่นก็คงไม่มีวันมาถึง บางครั้งขณะที่เราอยู่ในกองถ่าย ผู้กำกับจะขอให้ผมจัดอุปกรณ์ประกอบฉากในแบบที่เฉพาะเจาะจง นี่ทำให้ผมอึดอัดใจมากเสมอ เหมือนมันเป็นความอับอายสำหรับผม ผมคิดเรื่องในหน้าที่งานเขียนของผมก่อนหน้านี้ คนอื่นเคารพผมและทำตามการแนะนำของผม แต่ตอนนี้ผมกลับเป็นฝ่ายถูกบอกว่าต้องทำอะไร มันเป็นการลดชั้นลงจริงๆ มีครั้งหนึ่ง พี่ชายคนหนึ่งบอกให้ผมออกไปเอาฟางข้าวมาประกอบฉาก ผมไม่อยากทำเลยจริงๆ ผมคิดว่า “การออกไปทำแบบนั้นมันน่าอับอายมาก ถ้าพี่น้องชายหญิงมาเห็นเข้า พวกเขาต้องคิดว่าผมเป็นคนล้มเหลวแน่ ที่ต้องทำอะไรแบบนั้นตั้งแต่อายุยังน้อย” แต่ในเมื่อเป็นหน้าที่ที่ผมต้องทำ ผมก็เลยรอจนไม่มีใครอยู่แถวนั้นแล้วทำใจดีสู้เสือไปทำมัน ระหว่างที่ผมกำลังรวบรวมฟางข้าวก็เห็นพี่ชายคนหนึ่งผ่านมา เขาสวมรองเท้าหนังกับถุงเท้าขาว ดูสะอาดสะอ้านมาก ส่วนผมกลับสกปรกตั้งแต่หัวจดเท้า ผมรู้สึกหดหู่และว้าวุ่นใจทันที คิดว่า “เราอายุพอๆ กัน แต่เขาทำหน้าที่ที่ดีและสะอาด ในขณะที่ฉันทำได้แค่งานเนื้อตัวมอมแมมอย่างการเก็บฟางข้าว ช่างแตกต่างอะไรอย่างนี้! น่าอับอายจริงๆ! ฉันจะกลับไปบอกผู้นำว่าไม่อยากทำหน้าที่นี้อีกต่อไปแล้ว และขอให้เขามอบหมายงานอื่นให้ฉันแทน”

หลังจากกลับเข้าไปผมก็รู้สึกขัดแย้งมาก นึกสงสัยว่าผมควรพูดอะไรกับผู้นำหรือเปล่า ถ้าผมไม่พูด ผมก็ต้องทำหน้าที่นั้นต่อไป แต่ถ้าผมเปิดปากพูดว่าไม่อยากทำงานนั้น ก็จะเป็นการเดินหนีจากหน้าที่ของผม พอคิดแบบนั้น ผมก็ข่มใจไม่พูดอะไร ไม่นานหลังจากนั้น ผู้นำก็จัดการเตรียมการให้พวกเจ้าหน้าที่ควบคุมเวทีกับพวกผู้แสดงเข้าร่วมการชุมนุมด้วยกัน ผมไม่พอใจเลยสักนิด พวกเขาสามารถสร้างชื่อให้ตัวเองและเฉิดฉายในแสงไฟ ในขณะที่ผมทำงานใช้แรงที่ต่ำต้อย เราต่างชั้นกันจริงๆ การชุมนุมร่วมกันจะไม่เป็นการเน้นความด้อยกว่าของผมหรอกเหรอ ทุกคนมีส่วนร่วมในการสามัคคีธรรมในการชุมนุมอย่างตั้งใจ แต่ผมไม่อยากแบ่งปันอะไรเลย ในการชุมนุมกับพวกผู้แสดง ผมรู้สึกเหมือนผมแค่มีหน้าที่ทำให้พวกเขาดูดีขึ้นเท่านั้น มันน่าหดหู่ใจ เมื่อเวลาผ่านไปความมืดในจิตวิญญาณของผมก็เติบโตขึ้น และผมก็ไม่อยากไปที่งานชุมนุมอีกต่อไปด้วยซ้ำ ผมหวนนึกถึงช่วงเวลาที่ผมทำหน้าที่งานเขียนบ่อยๆ ตอนที่พี่น้องชายหญิงทักทายผมอย่างกระตือรือร้น อีกทั้งผู้นำก็เห็นคุณค่าของผม ตั้งแต่ผมถูกปลดจากหน้าที่ ผมก็ทำแต่งานจิปาถะ และไม่มีใครยกย่องผมอีกต่อไป ผมเศร้าซึมและเป็นทุกข์ รู้สึกด้อยกว่าแต่ต่อต้านสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ ผมสลดใจตลอดเวลา และแทบไม่รู้สึกเหมือนเป็นตัวเองเลย ผมน้ำหนักลดลงฮวบฮาบ คืนหนึ่ง ในขณะที่ผมเดินเล่นอยู่คนเดียว ผมก็ไม่อาจเก็บกดความทุกข์ภายในใจได้อีกต่อไป ผมร้องไห้พลางอธิษฐานต่อพระเจ้า “โอ้พระเจ้า! ในอดีต ข้าพระองค์มุ่งมั่นที่จะไล่ตามความจริงและทำหน้าที่เพื่อสนองพระองค์ แต่ตอนนี้ข้าพระองค์ไม่มีโอกาสอวดโตในหน้าที่ ข้าพระองค์รู้สึกด้อยกว่าคนอื่น ข้าพระองค์คิดลบและอ่อนแอจริงๆ และข้าพระองค์รู้สึกเหมือนจวนเจียนจะทรยศพระองค์ได้ทุกเมื่อ พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่อยากคิดลบมากแบบนี้ต่อไป แต่ข้าพระองค์ไม่รู้ว่าจะทำยังไง ขอทรงโปรดนำข้าพระองค์ออกจากสภาพนี้ด้วยเถิด”

หลังจากนั้น ผมก็อ่านพระวจนะของพระเจ้านี้“หน้าที่เกิดขึ้นได้อย่างไร? หากจะพูดกว้างๆ แล้ว มันเกิดขึ้นโดยเป็นผลมาจากพระราชกิจบริหารจัดการของพระเจ้าในการนำพาความรอดมาสู่มนุษยชาติ พูดอย่างเฉพาะเจาะจงก็คือ ขณะที่พระราชกิจบริหารจัดการของพระเจ้าเปิดเผยคลี่คลายท่ามกลางมวลมนุษย์ กิจอันหลากหลายซึ่งจำเป็นต้องทำก็เกิดขึ้น และกิจเหล่านั้นพึงประสงค์ให้ผู้คนให้ความร่วมมือและทำกิจเหล่านั้นให้เสร็จสิ้น การนี้ทำให้เกิดความรับผิดชอบและภารกิจที่ผู้คนจะต้องทำให้ลุล่วง และความรับผิดชอบกับภารกิจเหล่านี้ก็คือหน้าที่ทั้งหลายที่พระเจ้าประทานแก่มวลมนุษย์”(บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์)“ไม่ว่าหน้าที่ของเจ้าจะเป็นสิ่งใด จงอย่าเลือกที่รักมักที่ชังระหว่างสูงและต่ำ สมมติว่าเจ้าพูดว่า ‘แม้ว่ากิจนี้จะเป็นพระบัญชาจากพระเจ้าและพระราชกิจของพระนิเวศของพระเจ้า หากข้าพระองค์ทำภารกิจนี้ ผู้คนอาจจะดูแคลนข้าพระองค์ คนอื่นได้ทำงานที่ปล่อยให้พวกเขาโดดเด่น กิจนี้ที่ข้าพระองค์ได้รับมา ซึ่งไม่ได้ปล่อยให้ข้าพระองค์โดดเด่นแต่กลับจะทำให้ข้าพระองค์ทุ่มเทตัวข้าพระองค์อยู่เบื้องหลังฉาก จะสามารถเรียกได้ว่าหน้าที่ได้อย่างไรกัน? นี่คือหน้าที่ที่ข้าพระองค์ไม่สามารถยอมรับได้ นี่ไม่ใช่หน้าที่ของข้าพระองค์ หน้าที่ของข้าพระองค์ต้องเป็นหน้าที่ที่ทำให้ข้าพระองค์โดดเด่นต่อหน้าคนอื่น และเปิดโอกาสให้ข้าพระองค์ได้สร้างชื่อให้ตัวข้าพระองค์เอง—และต่อให้ข้าพระองค์ไม่ได้สร้างชื่อให้ตัวข้าพระองค์เองหรือโดดเด่น ข้าพระองค์ก็ยังคงจำเป็นที่จะต้องได้รับประโยชน์จากหน้าที่นั้นและรู้สึกสุขสบายทางกาย’ นี่เป็นท่าทีที่ยอมรับได้อยู่หรือ? การเลือกมากคือการไม่ยอมรับสิ่งที่มาจากพระเจ้า มันคือการตัดสินใจโดยสอดคล้องกับการเลือกชอบของเจ้าเอง นี่ไม่ใช่การยอมรับหน้าที่ของเจ้า มันคือการปฏิเสธหน้าที่ของเจ้า ทันทีที่เจ้าพยายามบรรจงเลือก เจ้าย่อมไม่สามารถที่จะยอมรับได้อย่างแท้จริงอีกต่อไป การเลือกมากเช่นนั้นเจือปนไปด้วยการเลือกชอบและความอยากได้อยากมีแบบปัจเจกบุคคลของเจ้า เมื่อเจ้าพิจารณาถึงผลประโยชน์ของเจ้าเอง ความมีหน้ามีตาของเจ้า และอื่นๆ ท่าทีของเจ้าต่อหน้าที่ของเจ้าจึงไม่นบนอบ ท่าทีต่อหน้าที่คือตรงนี้ กล่าวคือ ประการแรก เจ้าไม่อาจวิเคราะห์มัน อีกทั้งไม่อาจคิดเกี่ยวกับว่าผู้ใดได้มอบหมายมันให้เจ้า แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เจ้าควรยอมรับมันจากพระเจ้า ในฐานะหน้าที่ของเจ้าและในฐานะสิ่งที่เจ้าควรทำ ประการที่สอง จงอย่าเลือกที่รักมักที่ชังระหว่างสูงและต่ำ และจงอย่าเอาตัวเองไปเป็นกังวลเกี่ยวกับเรื่องธรรมชาติของมัน—ไม่ว่ามันจะถูกทำไปต่อหน้าผู้คนหรือนอกสายตาพวกเขา ไม่ว่ามันจะให้เจ้าโดดเด่นหรือไม่ จงอย่าพิจารณาสิ่งเหล่านี้ เหล่านี้คือคุณลักษณะสองประการของท่าทีที่ผู้คนควรใช้ในการเข้าหาหน้าที่ของพวกเขา” (บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์) การอ่านบทตอนนี้แสดงให้ผมเห็นว่าผมมีมุมมองและทัศนคติผิดๆ ต่อหน้าที่ของผม พระเจ้ามีพระประสงค์ให้เราทำหน้าที่ของเรา และการทำมันก็ถูกต้องและเหมาะสม เราไม่ควรเลือกอะไรตามใจในเรื่องนี้ แต่ผมปล่อยให้ความชอบส่วนตัวมาเป็นอุปสรรค ต้องการเพียงแค่หน้าที่ที่ได้รับความเคารพชื่นชมเท่านั้น ผมต่อต้านและไม่ยอมรับการทำงานเบื้องหลังหรืองานธรรมดา ผมไม่ได้นบนอบต่อกฎเกณฑ์และการจัดการเตรียมการของพระเจ้า ผมถึงขนาดเลินเล่อ คิดลบ และไม่ยอมทำงาน อีกทั้งต่อต้านพระเจ้า ผมคิดย้อนไปถึงตอนที่ยังใหม่ในความเชื่อ ผมอิจฉาบรรดาผู้นำ และพี่น้องชายหญิงที่กำลังปฏิบัติงาน ผมคิดว่าหน้าที่พวกนั้นเป็นงานสำคัญจริงๆ และได้รับการชื่นชมจากคนอื่น และคิดว่าคนที่ทำงานใช้แรงซึ่งโดดเด่นน้อยกว่า ไม่มีฝีมือจริงๆ ให้พูดถึงเลย ผมคิดว่าหน้าที่ประเภทนั้นน่ะต่ำต้อยและถูกดูหมิ่น ในเมื่อความคิดของผมถูกนำไปผิดทาง ผมจึงจัดประเภทหน้าที่เป็นระดับต่างๆ ดังนั้นพอผมเริ่มทำหน้าที่เจ้าหน้าที่ควบคุมเวที ผมก็คิดว่าผมแค่ทำงานจิปาถะที่ต่ำต้อย และมันจะทำให้ชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของผมเสียหาย ผมต่อต้านมันและไม่อยากยอมตามจริงๆ ผมไม่มีความรับผิดชอบในหน้าที่ และไม่อยากเรียนรู้ทักษะที่ผมควรได้เรียนรู้ ผมถึงขนาดคิดโยนผ้าขาวและทรยศพระเจ้า ผมเห็นว่าผมสนใจแต่ความชอบส่วนตัวในหน้าที่ของผมเท่านั้น และเห็นว่าผมคิดถึงแต่ความทะนงตัวและเกียรติยศของผม และผลประโยชน์ของผมเองเท่านั้น ผมขาดความเชื่อฟังที่แท้จริงอย่างสิ้นเชิง ยิ่งเรื่องพิจารณาถึงน้ำพระทัยของพระเจ้าหรือการทำหน้าที่ให้ดียิ่งน้อยเข้าไปใหญ่ ทัศนคติของผมเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงรังเกียจและขยะแขยงมาก! การเข้าใจเรื่องนี้ทำให้ว้าวุ่นใจ และผมตำหนิตัวเอง

หลังจากนั้นผมอ่านพระวจนะนี้ของพระเจ้า“พวกมนุษย์คือสิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งหลาย สิ่งใดหรือคือหน้าที่รับผิดชอบของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งหลาย? การนี้แตะต้องไปถึงการฝึกฝนปฏิบัติและหน้าที่ทั้งหลายของผู้คน เจ้าคือสิ่งมีชีวิตทรงสร้างสิ่งหนึ่ง พระเจ้าได้ทรงมอบพรสวรรค์ในการขับร้องให้เจ้า เมื่อพระองค์ทรงใช้ให้เจ้าขับร้อง เจ้าควรทำสิ่งใด? เจ้าก็ควรยอมรับกิจนี้ที่พระเจ้าได้ทรงวางใจมอบหมายให้เจ้าและขับร้องให้ดี เมื่อพระเจ้าทรงใช้ให้เจ้าเผยแผ่ข่าวประเสริฐ ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างสิ่งหนึ่ง เจ้ากลายเป็นสิ่งใด? เจ้าย่อมกลายเป็นผู้เผยแผ่ข่าวประเสริฐคนหนึ่ง เมื่อพระองค์ทรงจำเป็นต้องให้เจ้านำทาง เจ้าควรเข้ารับพระบัญชานี้ หากเจ้าสามารถลุล่วงหน้าที่นี้โดยสอดคล้องกับหลักการทั้งหลายของความจริง เช่นนั้นแล้วนี่ก็จะเป็นหน้าที่รับผิดชอบอีกอย่างที่เจ้าทำ ผู้คนบางคนทั้งไม่เข้าใจความจริงและไม่แสวงหาความจริง พวกเขาสามารถแค่ทุ่มเทความพยายาม ดังนั้นแล้ว สิ่งใดหรือคือหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเหล่านั้น? มันก็คือการทุ่มเทความพยายามและการทำการปรนนิบัตินั่นเอง” (บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์) ผมได้เรียนรู้จากพระวจนะของพระเจ้าว่า ไม่ว่าคนเราทำหน้าที่อะไรในพระนิเวศของพระเจ้า ไม่ว่ามันจะดูโดดเด่นหรือไม่ ก็มีแค่ชื่อและลักษณะงานที่แตกต่างกันในหน้าที่เท่านั้น แต่ความรับผิดชอบโดยส่วนตัวก็ยังเหมือนกัน ตัวตนและแก่นแท้โดยธรรมชาติของคนเราไม่เปลี่ยน พวกเขายังเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเสมอ ผมเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างในหน้าที่งานเขียน และผมยังเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างในหน้าที่เจ้าหน้าที่ควบคุมเวที ไม่มีลำดับชั้นในหน้าที่ต่างๆ ในพระนิเวศของพระเจ้า และทั้งหมดถูกจัดการเตรียมการตามสิ่งที่จำเป็น และตามภูมิรู้ ความสามารถ และจุดแข็งของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่อะไร น้ำพระทัยของพระเจ้าก็คือให้เราทุ่มเทเต็มที่ในหน้าที่อย่างแท้จริง คือให้เราไม่หวั่นไหวในการไล่ตามความจริง แก้ไขอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของเราและทำหน้าที่ให้ดี เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ในพระวจนะของพระเจ้า“การทำหน้าที่ไม่เป็นแบบเดียวกัน มีร่างกายหนึ่งร่าง แต่ละร่างทรงหน้าที่ของเขา แต่ละร่างอยู่ในสถานที่ของเขาและกำลังทำสุดความสามารถของเขา—สำหรับแต่ละประกายไฟมีความสว่างวาบหนึ่ง—และกำลังแสวงหาวุฒิภาวะในชีวิต เช่นนั้นแล้วเราจึงจะพึงพอใจ” (“บทที่ 21” ของ พระดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ผู้นำคริสตจักรจัดการเตรียมการให้ผมทำหน้าที่เจ้าหน้าที่ควบคุมเวทีเพราะเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับงาน และผมไม่ควรช่างเลือกหรือจุกจิกตามความชอบของผมเอง แต่ผมควรนบนอบต่อกฎเกณฑ์และการจัดการเตรียมการของพระเจ้า ผมควรติดตั้งอุปกรณ์ประกอบฉากตามที่จำเป็นต่อแผนงาน และทำส่วนของผมสำหรับทุกการผลิตเป็นพยานต่อพระเจ้า นี่เป็นงานของผม หลังจากเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า มุมมองของผมก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย และผมปล่อยวางสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อผมมายาวนาน ผมยังสามารถทำหน้าที่ของผมอย่างถูกต้องอีกด้วย ตั้งแต่นั้นมา ผมมองหาวัสดุและข้อมูลอ้างอิงเพื่อฝึกฝนทักษะอย่างขะมักเขม้น และในการชุมนุมกับพวกผู้แสดง ผมก็ไม่เปรียบเทียบหน้าที่ของเราอีกต่อไป แต่ผมเปิดใจเรื่องความกบฏและความเสื่อมทรามของผมแทน ผมสามัคคีธรรมเรื่องความเข้าใจทั้งหมดที่ผมมี ในหน้าที่ของผมหลังจากนั้น บางครั้งความกลัวจะถูกดูหมิ่นก็ผุดขึ้นมา และผมก็ตระหนักว่าผมกำลังจัดลำดับหน้าที่ว่าสูงหรือต่ำอีกแล้ว ดังนั้นผมจึงรีบอธิษฐานต่อพระเจ้าและละทิ้งความคิดที่ไม่ถูกต้องไป ตั้งใจทำหน้าที่ และสนองพระเจ้าเป็นลำดับแรก ผมรู้สึกผ่อนคลายและเบาใจมากหลังจากปฏิบัติแบบนี้ไปสักพัก ผมไม่รู้สึกว่าการทำงานเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ประกอบฉากไปมาในกองถ่ายเป็นหน้าที่ที่ต่ำต้อยอีกต่อไป แต่ผมกลับรู้สึกว่าพระเจ้าได้ประทานความรับผิดชอบให้แก่ผม ผมรู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจที่สามารถทำหน้าที่นี้ และทำงานส่วนของผมสำหรับการผลิตภาพยนตร์ของพระนิเวศของพระเจ้าได้

ผมคิดว่าผมได้รับภูมิรู้บางประการหลังจากถูกเปิดโปงแบบนั้น คิดว่าผมสามารถนบนอบต่อการจัดการเตรียมการของพระเจ้าในหน้าที่ของผม และผมจะไม่คิดลบและกบฏเพราะหน้าที่ของผมไม่มีอะไรพิเศษอีกต่อไป แต่ครั้งต่อมาที่ผมเผชิญสถานการณ์ที่ผมไม่ชอบ ปัญหาเก่าก็โผล่ขึ้นมาอีกครั้ง

สองเดือนหลังจากนั้นตอนที่เป็นฤดูที่ชาวนายุ่งกับงานจริงๆ ก็มีพี่น้องชายหญิงบางคนที่ออกไปเผยแผ่ข่าวประเสริฐและไม่สามารถกลับมาเก็บเกี่ยวได้ทันเวลา ผู้นำถามผมว่าสามารถช่วยงานไร่นาของพวกเขาได้ไหม ผมคิดว่า “นี่สามารถทำให้พี่น้องชายหญิงเหล่านั้นจดจ่ออยู่กับงานข่าวประเสริฐได้อย่างสบายใจ และมันจะเป็นประโยชน์ต่องานของพระนิเวศของพระเจ้า ฉันควรรับงานนี้” แต่พอผมลงไปในนา ผมก็เห็นว่าพี่ชายคนอื่นๆ อยู่ในวัย 40 หรือ 50 ปี ไม่มีใครอยู่ในวัย 20 เหมือนผมเลย ผมไม่ค่อยพอใจนัก ตอนนั้นเองที่พี่ชายคนหนึ่งเข้ามาถามอย่างประหลาดใจว่า “น้องชาย คุณมีเวลามาทำงานในทุ่งนาได้ยังไง ไม่ได้กำลังทำหน้าที่งานเขียนอยู่หรอกเหรอ” หน้าผมร้อนผ่าวทันที และผมรีบตอบกลับไปว่า “ผมแค่มาช่วยชั่วคราวน่ะครับ” หลังจากเขาเดินจากไป ผมก็คิดว่า “เขาจะคิดยังไงกับฉันนะ เขาจะคิดไหมว่าการมาทำงานแบบนี้ในวัยของฉัน แปลว่าฉันไม่มีความสามารถหรือพรสวรรค์อะไรเลย และแปลว่าฉันมาตรงนี้ก็เพราะฉันไม่สามารถรับหน้าที่สำคัญได้ เป็นการลดชั้นจริงๆ!” ผมรู้สึกเสียใจมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าร่างกายของผมจะกำลังทำงานอยู่ แต่ในใจผมเต็มไปด้วยความคิดว่าพวกพี่ชายที่นั่นคิดกับผมยังไง และพวกเขาจะดูแคลนผมหรือเปล่า ผมทำงานไปอย่างเลื่อนลอย พอผมกลับถึงบ้าน ผมก็เห็นพี่ชายหลายคนกำลังทำหน้าที่อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ทันใดนั้นผมก็รู้สึกเหมือนตัวเองต่ำชั้นกว่า ผมคิดว่า “หน้าที่ของคนอื่นดีกว่าของฉัน ทำไมฉันต้องไปตรากตรำในทุ่งนาด้วย ไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไร อย่างน้อยฉันก็เรียนมหาวิทยาลัยมาแล้ว และฉันทุ่มเทเล่าเรียนอย่างหนัก นั่นก็เพื่อหนีจากชะตากรรมของชาวไร่ชาวนาที่ต้องทำงานในไร่นาทั้งวันไม่ใช่เหรอ พรุ่งนี้ฉันจะไม่ไปแล้ว” ผมรู้ว่าไม่ควรคิดแบบนั้น แต่ผมรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม ผมคิดว่าการให้ผมทำงานในไร่นาเป็นการทิ้งขว้างพรสวรรค์ของผมและเป็นความเสื่อมเสียสำหรับผม ยิ่งผมคิดผมก็ยิ่งว้าวุ่นใจ ดังนั้นผมจึงอธิษฐานต่อพระเจ้าว่า “พระเจ้า ข้าพระองค์รู้สึกว่าการตรากตรำอาบเหงื่อต่างน้ำทำงานไร่นาเป็นหน้าที่ที่ด้อยกว่า ที่คนอื่นจะดูหมิ่นดูแคลน ข้าพระองค์ไม่อยากทำอีกต่อไปแล้ว ข้าพระองค์รู้ว่าความคิดของข้าพระองค์ในเรื่องนี้นั้นผิด แต่ข้าพระองค์อดใจไม่ได้จริงๆ ข้าพระองค์เป็นทุกข์อย่างยิ่ง ขอพระองค์ทรงโปรดให้ความรู้แจ้งและทรงนำข้าพระองค์ให้เข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์และเชื่อฟังด้วยเถิด” หลังจากอธิษฐาน ผมอ่านบทตอนนี้ในพระวจนะของพระเจ้า“การนบนอบที่แท้จริงคืออะไรหรือ? เมื่อใดก็ตามที่พระเจ้าทรงทำสิ่งที่ดำเนินไปตามหนทางของเจ้า และเจ้ารู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นน่าพึงพอใจและถูกต้องเหมาะสม และเจ้าได้รับอนุญาตให้โดดเด่นได้ เจ้ารู้สึกว่านี่ค่อนข้างมีสง่าราศีทีเดียว และเจ้าพูดว่า ‘ขอบคุณพระเจ้า’ และสามารถนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระองค์ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อใดก็ตามที่เจ้าได้รับการมอบหมายให้ไปยังสถานที่ซึ่งไม่มีความสลักสำคัญ ที่ซึ่งเจ้าไม่มีวันสามารถที่จะโดดเด่นได้ และในนั้นไม่มีใครเลยที่เคยยอมรับเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมหยุดการรู้สึกมีความสุข และพบว่าลำบากยากเย็นที่จะนบนอบ […] การนบนอบในขณะที่สภาพเงื่อนไขน่าโปรดปรานนั้นมักจะง่าย หากเจ้าสามารถนบนอบได้ในรูปการณ์แวดล้อมที่ทุกข์ยาก—บรรดารูปการณ์แวดล้อมซึ่งสิ่งทั้งหลายไม่ดำเนินไปตามหนทางของเจ้าและเจ้ากำลังรู้สึกถูกทำร้าย ที่ทำให้เจ้าอ่อนแอ ที่ทำให้เจ้าทุกข์ทนทางกาย และรับผลกระทบต่อความมีหน้ามีตา ที่ไม่สามารถสนองความไร้ค่าและความเย่อหยิ่งของเจ้าได้ และที่ทำให้เจ้าทุกข์ทนในทางจิตวิทยา—เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมมีวุฒิภาวะที่แท้จริง นี่มิใช่เป้าหมายที่เจ้าควรกำลังไล่ตามเสาะหาหรอกหรือ? หากเจ้ามีปณิธานดังกล่าว มีเป้าหมายดังกล่าวแล้ว เช่นนั้นแล้ว ก็ย่อมมีความหวัง”(การสามัคคีธรรมของพระเจ้า)

ผมรู้สึกละอายใจเมื่อพิจารณาพระวจนะของพระเจ้า พระวจนะเหล่านี้เปิดเผยสภาพจิตใจของผมเองอย่างถูกต้องชัดเจน ตอนที่ผมคิดว่าผมสามารถอวดตัวระหว่างที่ทำหน้าที่งานเขียนได้ ผมก็ยินดีอย่างมากที่จะยอมรับและยอมตาม และผมก็ทำหน้าที่อย่างกระตือรือร้น แต่ตอนที่ผมไปช่วยงานในทุ่งนา ซึ่งกระทบความทะนงตัวและหน้าตาของผม ผมก็ไม่สบอารมณ์และไม่อยากทำ โดยเฉพาะเมื่อผมเห็นพี่ชายคนอื่นๆ ทำงานที่คอมพิวเตอร์ของพวกเขา ผมก็รู้สึกเหมือนผมไม่ดีเท่าพวกเขา ผมสูญเสียความสงบในจิตใจ ผมคิดว่าในเมื่อผมมีการศึกษา ผมก็ควรทำหน้าที่ที่มีศักดิ์ศรีซึ่งต้องใช้ทักษะต่างๆ สิ ผมต่อต้านและตัดพ้อ และผมไม่อยากทำงานไร่นาอีกต่อไป ในหน้าที่ของผม ผมไม่พิจารณาว่าอะไรจะเป็นประโยชน์ต่อพระนิเวศของพระเจ้า อีกทั้งไม่นึกถึงน้ำพระทัยของพระองค์ แต่ผมกลับคิดถึงความทะนงตัวของผมเองในทุกย่างก้าว ผมช่างเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจมาก ผมไม่เห็นตัวเองเป็นคนของพระนิเวศของพระเจ้าเลยสักนิด ผู้เชื่อที่แท้จริงที่นึกถึงน้ำพระทัยของพระเจ้า ทำหน้าที่ของพวกเขาอย่างความรับผิดชอบของตัวเอง เข้าร่วมเมื่อพวกเขาเป็นที่ต้องการ แม้ว่ามันจะยาก เหน็ดเหนื่อย หรือเป็นผลเสียต่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ของพวกเขา ตราบใดที่มันดีสำหรับงานของคริสตจักร พวกเขาก็มุ่งมั่นที่จะทำให้ดี คนแบบนั้นเท่านั้นที่ครอบครองความเป็นมนุษย์ และยืนหยัดเคียงข้างพระนิเวศของพระเจ้า ผมนึกถึงงานล่าสุดตอนเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง พี่น้องชายหญิงบางคนต้องการความช่วยเหลือ และก็มีคนอื่นๆ ที่สามารถทำได้เหมือนกัน งั้นทำไมพระเจ้าถึงทรงจัดสรรหน้าที่นี้มาให้ผมล่ะ ไม่ใช่ว่าผมเพิ่มคุณค่าอะไรให้กับงานนั้นสักหน่อย แต่พระเจ้าทรงเปิดโปงทัศนคติที่ผมมีต่อหน้าที่ด้วยการทรงให้ผมทำงานเปรอะเปื้อนและเหน็ดเหนื่อย เพื่อให้ผมยอมรับความเสื่อมทรามและมลทินของผมในขณะที่ทำหน้าที่นั้น แล้วแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของผม แต่ผมไม่เข้าใจพระประสงค์อันอ่อนโยนของพระเจ้า ผมยังจุกจิกเรื่องหน้าที่ของผมและมีความชอบและความต้องการของตัวเองเสมอ ผมไม่สามารถนบนอบต่อการเรียบเรียงจัดวางและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าได้ แต่กลับกบฏและต่อต้านพระเจ้า ผมทำร้ายพระองค์จริงๆ! ผมเข้าใจว่าน้ำพระทัยของพระเจ้า คือเพื่อเปิดโปงและชำระอุปนิสัยเสื่อมทรามของผมให้สะอาดผ่านทางสถานการณ์นั้น และเพื่อแก้ไขทัศนคติที่ผมมีต่อหน้าที่ให้ถูกต้อง นี่คือความรักของพระเจ้า ไม่สำคัญหรอกว่าผมจะได้รับมอบหมายให้ทำงานเปรอะเปื้อน เหน็ดเหนื่อย หรือไม่น่าประทับใจไหม ตราบใดที่มันเป็นประโยชน์ต่องานของคริสตจักร ผมก็ควรรับทำอย่างไม่มีเงื่อนไข นบนอบ และทุ่มเททำอย่างเต็มที่ แบบนั้นเท่านั้นจึงจะเป็นคนที่มีมโนธรรมและเหตุผล พอผมเข้าใจแบบนี้ ผมก็ค่อยๆ ได้รับความรู้สึกสงบ

ผมอดไม่ได้ที่จะทบทวนตัวเอง ทำไมผมถึงต่อต้านและหัวเสียนักตอนที่ต้องทำหน้าที่ธรรมดาๆ ทำไมผมถึงไม่สามารถยอมรับและยอมตามอย่างแท้จริงได้ ในการแสวงหาของผม ผมอ่านพระวจนะนี้ของพระเจ้า “ซาตานทำให้ผู้คนเสื่อมทราม โดยผ่านทางการศึกษาและอิทธิพลของรัฐบาลแห่งชาติกับผู้มีชื่อเสียงและยิ่งใหญ่ ความเหลวไหลของพวกเขาได้กลายเป็นชีวิตและธรรมชาติของมนุษย์ไปแล้ว ‘ทุกคนทำเพื่อตนเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม’ เป็นหนึ่งคติพจน์เยี่ยงซาตานอันเป็นที่รู้จักกันดี ที่ได้ถูกปลูกฝังเข้าไปในทุกคนและได้กลายเป็นชีวิตของผู้คนไปแล้ว ยังมีคำพูดอื่นๆ ของปรัชญาสำหรับการดำรงชีวิตที่เป็นเหมือนคติพจน์นี้อยู่อีก ซาตานใช้วัฒนธรรมตามประเพณีอันประณีตของแต่ละชนชาติในการให้การศึกษาผู้คน เป็นเหตุให้มนุษยชาติถูกกวาดกลืนและตกลงไปในนรกขุมลึกแห่งการทำลายล้างซึ่งไร้พรมแดน และในตอนท้ายแล้ว ผู้คนก็ถูกพระเจ้าทรงทำลายเพราะพวกเขารับใช้ซาตานและต้านทานพระเจ้า […] ยังมีพิษซาตานอีกมากมายในชีวิตของผู้คน ในการประพฤติปฏิบัติและการจัดการกับผู้อื่นของพวกเขา พวกเขาไม่แม้แต่จะครองความจริงโดยสัมพันธ์กับชีวิตจริงแม้สักเสี้ยวเดียว ตัวอย่างเช่น ปรัชญาทั้งหลายของพวกเขาสำหรับการดำรงชีวิต หนทางของพวกเขาในการทำสิ่งทั้งหลาย และคำคมสารพันล้วนเต็มไปด้วยสารพัดพิษของพญานาคใหญ่สีแดง และพวกมันทั้งหมดล้วนมาจากซาตาน ด้วยเหตุนั้น ทุกสรรพสิ่งซึ่งไหลเวียนผ่านกระดูกและเลือดของผู้คนเป็นสรรพสิ่งของซาตาน” (บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์) พระวจนะของพระเจ้าช่วยให้ผมเข้าใจ ว่าการไม่เชื่อฟังและช่างเลือกเกี่ยวกับหน้าที่ของผม เป็นเพราะผมถูกปลูกฝังและทำให้เสื่อมทรามด้วยพิษร้ายของซาตานอย่าง “ทุกคนทำเพื่อตัวเขาเอง และมารจะจับคนที่อยู่รั้งท้าย” “คนมีสมองปกครองคนมีกำลัง” และ “มีเพียงคนที่ฉลาดและโง่ที่สุดเท่านั้นที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้” และเป็นเพราะผมเฝ้าพยายามที่จะโดดเด่น เป็นคนที่ดีกว่าคนอื่น ผมนึกย้อนไปยังตอนที่ผมเป็นนักเรียน พวกครูและพ่อแม่บอกผมเสมอว่าให้ตั้งใจมากๆ เพื่อให้ผมสามารถเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ และหนีจากชีวิตชาวไร่ชาวนาได้ นั่นเป็นทางเดียวที่จะก้าวหน้า นั่นเป็นเหตุผลที่ผมเรียนหนักตั้งแต่ผมยังเล็ก โดยหวังว่าผมจะสามารถได้ปริญญาดีๆ และได้งานที่ได้รับความนับถือ ในฐานะหัวหน้างานหรือผู้จัดการ อะไรที่น่าชื่นชมซึ่งคนอื่นยกย่อง หลังจากมาเป็นผู้เชื่อ ผมก็ยังประเมินหน้าที่ต่างๆ ในพระนิเวศของพระเจ้าด้วยดวงตาของผู้ไม่เชื่อคนหนึ่ง จัดระดับหน้าที่ว่าสูงหรือต่ำ ผมคิดว่าการเป็นผู้นำหรือทำบางอย่างที่ต้องใช้ทักษะนั้นน่านับถือ และพี่น้องชายหญิงคงเคารพหน้าที่แบบนั้น ในขณะที่หน้าที่ที่ใช้แรงงานหนักเบื้องหลังฉากนั้นต่ำต้อย และคงถูกดูหมิ่นดูแคลน ผมเห็นว่าพิษร้ายแบบซาตานเหล่านี้ได้กลายเป็นธรรมชาติของผมเอง ครอบงำความคิดของผม ทำให้ผมไล่ตามชื่อและสถานะอย่างดื้อรั้น อยากเป็นคนที่พิเศษเสมอ เมื่อมีบางอย่างคุกคามเกียรติศักดิ์และสถานะของผม ผมก็มีความรู้สึกเชิงลบและต่อต้าน ผมไม่สามารถยอมรับตำแหน่งของผมและทำหน้าที่ของตัวเองในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้ ผมขาดมโนธรรมและเหตุผลทั้งหมดทั้งมวล ผมรู้ว่าถ้าผมใช้ชีวิตตามพิษร้ายแบบซาตานพวกนี้ต่อไป ไม่แสวงหาความจริง และไม่ทำหน้าที่ตามพระประสงค์ของพระเจ้า ผมไม่เพียงแค่ไม่สามารถได้รับความจริงและชีวิตเท่านั้น แต่ผมทำให้พระเจ้าทรงรังเกียจและกำจัดผม หลังจากเข้าใจทั้งหมดนี้ ผมก็ตัดสินใจละทิ้งเนื้อหนังของผมและสนองพระเจ้า ผมไม่อยากใช้ชีวิตตามพิษร้ายของซาตานให้นานไปกว่านั้น วันรุ่งขึ้นผมไปทำงานในทุ่งนาอีกครั้ง

หลังจากนั้นผมได้อ่านพระวจนะบางส่วนจากพระเจ้า มาอ่านด้วยกันนะครับ“เราตัดสินใจเรื่องบั้นปลายของแต่ละบุคคลโดยไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของอายุ ความอาวุโส ปริมาณความทุกข์ และที่น้อยที่สุดคือ ระดับความชวนสังเวชของพวกเขา แต่เป็นไปโดยสอดคล้องกับการที่ว่า พวกเขาครองความจริงหรือไม่ ไม่มีตัวเลือกอื่นนอกจากนี้”(“ตระเตรียมความประพฤติที่ดีงามให้พอเพียงสำหรับบั้นปลายของเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)“ท้ายที่สุดแล้ว การที่ผู้คนจะสามารถบรรลุความรอดได้หรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาลุล่วงหน้าที่ใด แต่ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาได้เข้าใจและได้รับความจริงหรือไม่ และขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาสามารถนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้าและเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างอันจริงแท้หรือไม่ พระเจ้าทรงชอบธรรม และนี่คือหลักธรรมที่พระองค์ทรงใช้ในการประเมินวัดมวลมนุษย์ทั้งปวง หลักธรรมนี้มิอาจเปลี่ยนแปลงได้ และเจ้าต้องจดจำการนี้ไว้ เพราะฉะนั้น จงอย่าคิดเรื่องการค้นหาเส้นทางอื่นบางเส้นทาง และจงอย่าพยายามปรับแปลงหลักธรรมนี้ไปตามรูปการณ์แวดล้อม ชั่วขณะที่เจ้าทำ เจ้าจะได้กระทำการปฏิบัติตนแบบโง่เขลาและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ไปแล้ว พระเจ้าไม่ทรงยืดหยุ่นเมื่อมาถึงประเด็นปัญหานี้ และมาตรฐานทั้งหลายที่พระองค์ทรงพึงประสงค์จากทุกคนที่บรรลุความรอดก็ไม่เปลี่ยนแปลง มาตรฐานเหล่านั้นยังคงเป็นอย่างเดิมไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร”(บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์) ผมสามารถเห็นพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าภายในพระวจนะของพระองค์ พระเจ้าไม่ได้ทรงกำหนดผลลัพธ์และบั้นปลายของคนเราบนพื้นฐานว่าพวกเขาทำหน้าที่อะไร พวกเขาทำงานไปมากแค่ไหน หรือพวกเขาได้ให้สิ่งต่างๆ มากแค่ไหน พระองค์ทรงดูที่ว่าพวกเขาสามารถนบนอบต่อกฎเกณฑ์และการเตรียมการจัดการของพระองค์และทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้หรือไม่ และพวกเขาสามารถได้รับความจริงและเปลี่ยนอุปนิสัยแห่งชีวิตของพวกเขาในท้ายที่สุดได้หรือไม่ หากปราศจากการไล่ตามความจริงในความเชื่อของผม งั้นไม่ว่าหน้าที่ของผมจะดูยอดเยี่ยมหรือน่าประทับใจต่อผู้อื่นแค่ไหน ผมก็ไม่มีทางสามารถได้รับความจริง ยิ่งการเห็นชอบจากพระเจ้าและความรอดอย่างสมบูรณ์ของพระองค์ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ผมคิดถึงศัตรูของพระเจ้าที่คริสตจักรของเราได้ขับไล่ออกไป เธอได้ทำหน้าที่สำคัญอยู่บ้างและเคยทำงานในฐานะผู้นำ และสมาชิกคริสตจักรคนใหม่ๆ บางคนก็ยกย่องเธอ แต่เธอไม่ได้ไล่ตามความจริงหรือการเปลี่ยนอุปนิสัยในหน้าที่ของเธอ แต่เธอกลับแข่งขันเพื่อชื่อและสถานะ อีกทั้งยึดติดอยู่กับวิถีของศัตรูของพระคริสต์ เธอทำชั่วทุกรูปแบบและขัดขวางงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า เพราะแบบนั้นเธอจึงถูกขับไล่ออกไปในที่สุด ผมยังเห็นด้วยว่ามีพี่น้องชายหญิงบางคนกำลังทำหน้าที่ทั่วไป ซึ่งดูไม่เหมือนอะไรที่พิเศษเลย และพวกเขาก็แค่ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเงียบๆ โดยไม่บ่นสักนิด เมื่อพวกเขาเจอปัญหา พวกเขาก็จะแสวงหาความจริงและน้ำพระทัยของพระเจ้า พวกเขามีการให้ความรู้แจ้งและการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในหน้าที่ของพวกเขา และพวกเขาก็ทำงานได้ดีขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาใช้ชีวิตตามลักษณะของมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ นี่แสดงให้ผมเห็นว่า การได้รับความจริงในความเชื่อนั้นไม่เกี่ยวเลยว่าคนเราทำหน้าที่อะไร ไม่ว่าคนเราจะทำหน้าที่อะไรก็ตาม การไล่ตามความจริงและการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยคือกุญแจสำคัญ นั่นเป็นเส้นทางที่ถูกต้องเส้นทางเดียวที่เราควรเลือก ตอนนี้ ไม่ว่าผู้นำจะให้ผมทำงานเจ้าหน้าที่ควบคุมเวทีหรือคนงานทำไร่นา ทั้งหมดคือกฎเกณฑ์และการจัดการเตรียมการของพระเจ้า และเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการเข้าสู่ชีวิตของผม ผมควรอ้าแขนรับและนบนอบต่อสิ่งนี้เสมอ ในหน้าที่ของผม ผมควรแสวงหาความจริง ปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้า และทำตามหลักปฏิบัติแห่งความจริง แบบนั้นเท่านั้นจึงจะสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า การเข้าใจสิ่งเหล่านี้ทำให้ผมรู้สึกเป็นอิสระ ต่อมาผู้นำก็มอบหมายให้ผมทำหน้าที่ที่ธรรมดาสามัญยิ่งขึ้น ซึ่งผมยอมรับอย่างสงบ ผมถึงกับเสนอตัวช่วยพี่น้องชายหญิงทำงานบ้านในเวลาว่างของผมด้วยซ้ำ เมื่อผมปฏิบัติแบบนั้น ผมพบว่าไม่ว่าผมจะกำลังช่วยทำความสะอาด ปลูกต้นไม้ หรือขุดลอกคูคลอง ก็มีบทเรียนให้เรียนรู้เสมอ พระเจ้าไม่ได้ทรงมีอคติต่อผมเพราะผมทำงานใช้แรงงาน ตราบใดที่ผมใส่ใจทำเต็มที่ แสวงหาความจริง และปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้า ผมก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตในอะไรก็ได้

หลังจากได้รับประสบการณ์นี้ ผมก็เข้าใจอย่างแท้จริง ว่าไม่ว่าหน้าที่ของผมคืออะไร มันก็เป็นสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการให้ และมันเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อผมเพื่อการเข้าสู่ชีวิต ผมควรยอมรับและเชื่อฟังเสมอ ทำหน้าที่และความรับผิดชอบของผมให้ลุล่วง และแสวงหาความจริงและความเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยผ่านทางกระบวนการนี้ แม้ว่าผมจะแบ่งระดับหน้าที่ต่างๆ เสมอ และได้ต่อต้านเมื่อเผชิญหน้าที่ที่ผมไม่ชอบ จนเต็มไปด้วยความกบฏและความเป็นปรปักษ์ต่อพระเจ้า พระองค์ก็ยังไม่ทรงปฏิบัติต่อผมตามการล่วงละเมิดของผม แต่พระองค์กลับทรงนำผมเป็นขั้นเป็นตอนด้วยพระวจนะของพระเจ้า ทรงเปิดโอกาสให้ผมเข้าใจความจริง และรู้ถึงความรับผิดชอบและภารกิจของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง พระองค์ทรงเปลี่ยนมุมมองที่ถูกชักนำมาผิดๆ ของผม เพื่อที่ผมจะสามารถจัดการหน้าที่ของผมได้อย่างเหมาะสม และเริ่มเชื่อฟังพระองค์ นี่คือความรักของพระเจ้า ขอบคุณพระเจ้า!

ก่อนหน้า: 12 ถวายหัวใจของฉันแด่พระเจ้า

ถัดไป: 14 มองหน้าที่ของตนอย่างไรดี

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

21 หลังจากถูกเปลี่ยนตัว

โดย Li Jie, สหรัฐอเมริกา พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “พระเจ้าทรงพระราชกิจในบุคคลทุกๆ คน และไม่สำคัญว่าวิธีการของพระองค์คือสิ่งใด...

41 ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย Yangmu, เกาหลีใต้ ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ข้อคัดสรรของพระวจนะแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระผู้ช่วยให้รอด—พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย 170 หลักธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติความจริง แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า (แก่นสารสำคัญของผู้เชื่อใหม่) แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานเกี่ยวกับประสบการณ์ทั้งหลายหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้