22. การปฏิบัติความจริงคือกุญแจสำคัญสู่การร่วมมือที่สามัคคีกัน

โดย Dongfeng, เกาะไซปัน

ในเดือนสิงหาคมปี 2018 หน้าที่ของผมคือทำอุปกรณ์ประกอบฉากในหนังร่วมกับน้องหวังครับ ตอนแรก ผมรู้สึกว่ายังมีอะไรที่ผมไม่รู้อยู่มาก ผมเลยมักจะขอความช่วยเหลือจากน้องหวังอยู่ตลอด ผ่านไปสักพักผมก็เข้าใจในงานของตัวเอง แถมผมยังเคยเรียนออกแบบภายในและเคยทำงานก่อสร้างมา และมีประสบการณ์ด้านงานไม้มาบ้างด้วย ผมเลยทำอุปกรณ์ประกอบฉากได้ด้วยตัวเองในเวลาไม่นาน ต่อมาผมตระหนักได้ว่าน้องหวังถนัดเรื่องการออกแบบภายในฉาก แต่ไม่ถนัดเรื่องการทำอุปกรณ์ประกอบฉากจริงๆ เลย ดังนั้น พอเรามีขบวนความคิดที่ต่างกันในเรื่องนั้น ผมก็ไม่อยากฟังเขาครับ ผมมักคิดว่าตัวเองเก่งกว่าเขาเรื่องการทำอุปกรณ์ประกอบฉาก และแผนของผมก็ดีกว่าเขา เวลาผ่านไป เราขัดแย้งกันมากขึ้นเรื่อยๆ และบางครั้งเราก็ทะเลาะกันอยู่นานแค่ว่าจะทำยังไงกับท่อนไม้เล็กๆ ดี ผมมักจะยอมๆ ไปเพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์ของเรา แต่ผมกลับรู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกอยู่เสมอ ผ่านไปสักระยะ ผมก็รู้สึกทุกข์ใจมาก และไม่อยากทำงานกับเขาแล้ว

ครั้งหนึ่ง เราต้องสร้างบ้านหลังคามุงจากสำหรับถ่ายวิดีโอ แต่เราไม่มีไม้ที่ทนทานพอจะมาทำเป็นเสา เราเลยต้องสร้างเสากันเอง เราปรึกษากันเรื่องแนวคิดสำหรับเรื่องนี้ ผมบอกว่า เราควรจะสร้างแม่พิมพ์เสาก่อน แล้วค่อยเทคอนกรีตลงไป มันจะได้แข็งแรงขึ้น แต่น้องหวังบอกว่า เสามันจะเรียบเกินไปและดูสมจริงไม่พอ ถ้าเราใช้พวกเศษผ้า เราก็จะเลียนแบบพื้นผิวและรูปร่างของลำต้นได้ ผมคิดว่า “ผมทำงานก่อสร้างมาก่อน แต่ก็ไม่เคยเห็นใครเอาเศษผ้ามาใช้กับเสาปูนนะ ไม่ว่าหน้าตามันจะเป็นยังไง แต่ก็คุมเรื่องความแน่นของมันได้ยากอยู่ดี แถมมันก็จะไม่แข็งแรงมากด้วย” ผมเลยปฏิเสธแนวคิดนั้นไป แต่เขาก็บอกว่าเขาอยากลองดู ผมรู้สึกต่อต้านที่เห็นว่าเขาไม่ยอมรับข้อเสนอแนะของผม ผมคิดว่า “ทำไมถึงไม่เชื่อผม แต่ไม่สำคัญหรอก—ยังไงผมก็คิดถูกอยู่แล้ว เดี๋ยวผลออกมาก็เห็นเอง ถ้ามันล้มเหลวก็อย่าหาว่าไม่เตือนแล้วกัน” เราหาข้อตกลงกันไม่ได้ ก็เลยเลิกคุยแล้วต่างคนต่างทำ ผมใช้เวลาช่วงบ่ายก็สร้างเสาเสร็จครับ ผมสงสัยว่า เสาของน้องหวังจะเป็นยังไง และด้วยความที่เราแยกกันทำ เสาของเราจะไปด้วยกันได้ไหม พอคิดแบบนี้ ผมเกิดไม่สบายใจเล็กๆ ผมก็เลยไปดูครับ พอไปถึง ผมก็เห็นว่าเสาของเขาใช้ไม่ได้เลย ตอนนั้นผมคิดว่า “บอกแล้วว่ามันไม่เข้าท่า แต่คุณก็ไม่ฟังผม ทีนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าแนวคิดของผมดีกว่าของคุณ” จากนั้นผมก็พูดกับน้องหวังไปว่า “น้องหวัง เสานี่มันค่อนข้างหนานะ บ้านมุงจากที่เราสร้างหลังไม่ได้ใหญ่ แล้วเสานี้จะเหมาะเหรอ อีกอย่างมันมีรอยแตกอยู่เต็มไปหมด ดูไม่แข็งแรงเลย เสาที่เราทำมันดูต่างกันมาก แล้วเราจะใช้มันถ่ายทำได้ยังไง อย่าทำแบบนี้ต่อไปเลย ทำตามแนวคิดของผมไม่ดีกว่าเหรอ” ผมประหลาดใจมากที่ได้ยินเขาตอบว่า “เสาของผมหนาไปหน่อยก็จริง แต่มันไม่ใช่ปัญหาหรอกครับ แต่เสาปูนของคุณดูไม่เหมือนลำต้นของต้นไม้ มันจะต้องจัดการเพิ่มกันทีหลัง” พอผมเห็น ว่านอกจากจะไม่ยอมรับแล้วเขายังบอกว่าผมทำได้ไม่ดีอีกด้วย ผมรู้สึกคับอกคับใจจริงๆ ครับ ผมคิดว่า “ทำไมถึงเป็นคนพูดด้วยยากขนาดนี้ ใครมันจะไปทำงานด้วยได้!” หลังมื้อเย็น ผมมานั่งอยู่ที่คอมพิวเตอร์ และนึกย้อนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดทั้งวัน ผมก็รู้สึกอารมณ์เสียนิดหน่อย ผมคิดว่าน้องหวังผิดชัดๆ และเขามักจะโต้แย้งผมเสมอ ผมไม่อยากทำงานกับเขาแล้วจริงๆ ครับ แต่แล้วผมก็คิดว่า ผมกำลังหนีปัญหา ผมไม่ยอมนบนอบ ผมรู้สึกขัดแย้งและหัวเสียมากขึ้นเรื่อยๆ เลยมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐาน ขอพระเจ้าทรงนำผมให้รู้จักตัวเอง ผมจะได้ทำงานกับน้องหวังให้ดีได้

หลังจากนั้นผมก็เข้าไปในเว็บไซต์ของคริสตจักร และอ่านพระวจนะบางส่วนของพระเจ้าเกี่ยวกับการปรนนิบัติในการร่วมมือ พระเจ้าทรงตรัสว่า “ทุกวันนี้ ผู้คนมากมายไม่ให้ความสนใจว่าควรเรียนรู้บทเรียนใดในขณะที่ประสานงานกับผู้อื่น  เราได้ค้นพบว่าพวกเจ้าหลายคนไม่สามารถเรียนรู้บทเรียนได้เลยในขณะที่ประสานงานกับผู้อื่น พวกเจ้าส่วนใหญ่ยึดติดกับทรรศนะของพวกเจ้าเอง  เมื่อทำงานในคริสตจักร เจ้าพูดเรื่องของเจ้า และคนอื่นก็พูดเรื่องของพวกเขา และเรื่องนั้นก็ไม่มีความสัมพันธ์กับอีกเรื่องหนึ่ง ที่จริงแล้วพวกเจ้าไม่ได้ร่วมมือกันเลย  พวกเจ้าทั้งหมดต่างหมกมุ่นอยู่กับการสื่อสารแค่ความรู้ความเข้าใจเชิงลึกของพวกเจ้าเอง หรือกับการปลดปล่อย ‘ภาระ’ ที่พวกเจ้าถืออยู่ภายในตัวเจ้า โดยไม่แสวงหาชีวิตแม้ในหนทางที่เล็กน้อยที่สุดเลย  พวกเจ้าปรากฏว่าทำงานแค่พอเป็นพิธีเท่านั้น โดยเชื่ออยู่เสมอว่าเจ้าควรเดินบนเส้นทางของเจ้าเองโดยไม่คำนึงถึงว่าคนอื่นพูดหรือทำอะไร เจ้าคิดว่าเจ้าควรสามัคคีธรรมเมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำเจ้า ไม่สำคัญว่ารูปการณ์แวดล้อมของผู้อื่นอาจเป็นอย่างไรก็ตาม  เจ้าไม่มีความสามารถที่จะค้นพบจุดแข็งของผู้อื่น อีกทั้งเจ้าไม่สามารถตรวจดูตัวเจ้าเองได้  การยอมรับสิ่งต่างๆ ของพวกเจ้าช่างเบี่ยงเบนและผิดพลาดอย่างแท้จริง  สามารถกล่าวได้ว่าแม้กระทั่งตอนนี้พวกเจ้าก็ยังคงแสดงถึงความคิดว่าตัวเองชอบธรรมอยู่มากมาย เสมือนว่าพวกเจ้าได้ทรุดกลับไปสู่โรคภัยไข้เจ็บเก่าๆ” (“จงรับใช้เหมือนที่คนอิสราเอลทำ” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  “ความร่วมมือท่ามกลางเหล่าพี่น้องชายหญิงในตัวมันเองแล้วก็คือกระบวนการของการถ่วงดุลจุดอ่อนของใครคนหนึ่งด้วยจุดแข็งของอีกคน  เจ้าใช้จุดแข็งของเจ้าชดเชยข้อบกพร่องของผู้อื่น และผู้อื่นใช้จุดแข็งของพวกเขาเติมเต็มให้กับของเจ้า  นี่เองคือสิ่งที่เป็นความหมายของการถ่วงดุลจุดอ่อนของคนเราด้วยจุดแข็งของผู้อื่น และการร่วมมือด้วยความปรองดอง  มีเพียงเมื่อร่วมมือด้วยความปรองดองเท่านั้น ผู้คนจึงสามารถได้รับการอวยพรเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และในหนทางนี้ สิ่งทั้งหลายกลายเป็นราบรื่นยิ่งขึ้นและสดใสยิ่งขึ้นทุกที และคนเรากลายเป็นสบายใจมากขึ้นทุกที  หากเจ้าผิดใจกับผู้อื่นอยู่เสมอ และตลอดเวลาก็ไม่เชื่อถือผู้อื่นซึ่งไม่ปรารถนาที่จะฟังเจ้าเอาเสียเลย หากเจ้าลองพยายามที่จะคุ้มครองศักดิ์ศรีของผู้อื่น แต่พวกเขาไม่ทำอย่างเดียวกันให้กับเจ้า ซึ่งเจ้ารู้สึกว่าทนไม่ได้ หากเจ้าต้อนให้พวกเขาจนมุมในบางสิ่งที่พวกเขาได้พูด และพวกเขาจดจำการนั้น และครั้งถัดไปที่เกิดประเด็นปัญหาขึ้น พวกเขาทำแบบเดียวกันนั้นกับเจ้า—สิ่งที่พวกเจ้ากำลังทำกันอยู่นั้นสามารถเรียกได้ว่าเป็นการถ่วงดุลจุดอ่อนของกันและกันด้วยจุดแข็งและการร่วมมือด้วยความปรองดองของพวกเจ้าได้หรือไม่?  นั่นเรียกว่า การทะเลาะวิวาทและการดำรงชีวิตโดยความเลือดร้อนและอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้า  การนั้นจะไม่ได้รับพระพรของพระเจ้า นั่นไม่ทำให้พระองค์ทรงยินดี” (“ว่าด้วยการประสานอย่างปรองดอง” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์)  พระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าทำให้ผมเห็น ว่าน้องหวังกับผมเข้ากันไม่ได้ เพราะผมมีชีวิตอยู่ในอุปนิสัยที่โอหังและคิดว่าตัวเองถูก ผมอยากเป็นคนมีสิทธิ์ขาดในหน้าที่ของพวกเราเสมอ ผมมักจะคิดว่า การทำอุปกรณ์ประกอบฉากเป็นจุดแข็งเฉพาะของผมมากกว่าน้องหวัง ผมจึงมักโอ้อวดและอยากให้เขาฟังผม ทำตามที่ผมบอก พอเขาเสนอแนะเรื่องเสา ผมก็ไม่พิจารณามัน แต่กลับปฏิเสธไปทันที ผมถึงขั้นดูถูกเขาและไม่ไยดีด้วยซ้ำ ผมคิดว่าเขาไม่มีความชำนาญ ดังนั้น ข้อเสนอแนะของเขาจึงไม่ควรค่าแก่การเอามาพิจารณา พอเห็นว่าเสาของเขาใช้งานไม่ได้ ผมก็คิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูก เลยแอบดูถูกงานของเขา และต้องการให้เขายอมทำตามผม พอเขาชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องในแผนของผม ผมก็ไม่ยอมรับหรือพยายามหาทางแก้ร่วมกับเขาเลยด้วยซ้ำ ผมต่อต้านและถึงขั้นไม่อยากทำงานกับเขาอีกต่อไป ผมเพียงแค่พูดและทำเพื่อพิสูจน์ตัวเอง เพื่อให้เขายอมทำตามผม ทั้งหมดนั้นคืออุปนิสัยเยี่ยงซาตานที่โอหังและหาความชอบธรรมให้ตัวเอง พระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าเหมาะเจาะเป็นพิเศษเลยครับ “นี่เรียกว่าการดึงจุดแข็งของกันและกันออกมาและร่วมมือกันด้วยความปรองดองได้หรือ?  นั่นเรียกว่า การทะเลาะวิวาทและการดำรงชีวิตโดยความเลือดร้อนและอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้า  การนั้นจะไม่ได้รับพระพรของพระเจ้า นั่นไม่ทำให้พระองค์ทรงยินดี” (“ว่าด้วยการประสานอย่างปรองดอง” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์)  ผมรู้สึกได้จากพระวจนะของพระองค์ ว่าพระเจ้าทรงรังเกียจมนุษย์เช่นนั้น พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการให้ผมทำงานร่วมกับน้องหวัง ทรงหวังว่าเราจะทดแทนข้อบกพร่องของกันและกัน ทำหน้าที่ของเราให้ดีได้ แต่ผมกลับพูดและแสดงออกด้วยความโอหัง มักคิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกและควรเป็นคนตัดสินใจ ผมอยากให้คนอื่นทำตามแนวคิดของผมราวกับมันคือความจริง โดยที่ไม่ยอมรับแนวคิดของคนอื่นเลย พระเจ้าทรงเกลียดชังอุปนิสัยแบบนั้นครับ พอมาคิดทบทวนดู ผมเต็มไปด้วยความเสียใจและรู้สึกผิด เลยมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและอธิษฐานว่า “โอ้พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่สามารถทำงานกับคนอื่นให้ดีได้เพราะความโอหังของข้าพระองค์ และสิ่งนี้มันส่งผลต่อหน้าที่ของข้าพระองค์ พระเจ้า ข้าพระองค์อยากกลับใจ ข้าพระองค์อยากวางตัวเองลงและทำงานกับน้องเพื่อทำหน้าที่ของเราให้ดี”

จากนั้น ผมก็ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่งครับ “บางครั้งในตอนที่กำลังร่วมมือกันทำหน้าที่ให้ลุล่วง คนสองคนมีข้อพิพาทเรื่องหลักธรรมหนึ่ง  พวกเขามีทัศนคติที่แตกต่างกันและพวกเขาได้มาถึงความคิดเห็นที่แตกต่างกัน  สิ่งใดหรือที่สามารถทำได้ในกรณีนั้น?  นี่เป็นประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นนิจศีลหรือไม่?  นั่นคือปรากฏการณ์ที่เป็นปกติ มีเหตุมาจากความแตกต่างกันในความนึกคิดจิตใจ ขีดความสามารถ ความรู้ความเข้าใจเชิงลึก อายุ และประสบการณ์ของผู้คน  เป็นไปไม่ได้ที่สมองของคนสองคนจะมีเนื้อหาเดียวกันอย่างพอดิบพอดี ดังนั้นการที่คนสองคนอาจจะมาแตกต่างกันในความคิดเห็นและทรรศนะของพวกเขานั้น เป็นปรากฏการณ์ที่ทั่วไปเป็นอย่างมากและเป็นเหตุการณ์ที่ปกติธรรมดาที่สุด  จงอย่าขมวดตัวเจ้าเองจนเป็นปมๆ เกี่ยวกับการนั้น  คำถามวิกฤติก็คือ เจ้าควรร่วมมือและพยายามเสาะแสวงอย่างไรในอันที่จะสัมฤทธิ์ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและความเป็นเอกฉันท์ของความคิดเห็น เมื่อประเด็นปัญหาเช่นนั้นเกิดขึ้น  อะไรคือเป้าหมายของการมีความคิดเห็นอันเป็นเอกฉันท์?  เป้าหมายนั้นก็คือการแสวงหาหลักธรรมแห่งความจริงในเรื่องนี้ และไม่ปฏิบัติตนตามเจตนาของเจ้าเองหรือของใครอื่นบางคน แต่ร่วมกันแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้า  นี่คือเส้นทางสู่การสัมฤทธิ์ความร่วมมืออันปรองดอง  มีเพียงเมื่อเจ้าแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้าและหลักธรรมที่พระองค์ทรงพึงประสงค์เท่านั้น เจ้าจึงจะมีความสามารถที่จะสัมฤทธิ์ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” (“ว่าด้วยการประสานอย่างปรองดอง” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์)  หลังอ่านพระวจนะของพระเจ้า ผมได้เห็นว่า การจะบรรลุความร่วมมือได้นั้น เราทำตามแนวคิดของคนใดคนหนึ่งไม่ได้ แต่เราต้องมุ่งมั่นในหลักปฏิบัติแห่งความจริง การร่วมมือที่สามัคคีกันอย่างแท้จริง หมายถึงการแสวงหาความจริง และทำงานตามหลักปฏิบัติ ด้วยความที่น้องหวังกับผมมีประสบการณ์ ความรู้ และทักษะทางเทคนิคแตกต่างกัน จึงเป็นธรรมดาที่จะมีมุมมองต่องานต่างกัน ผมต้องเรียนรู้การวางตัวเองและแสวงหาหลักปฏิบัติไปพร้อมกับเขา เราต้องนบนอบต่อความจริงและค้ำจุนพระราชกิจแห่งพระนิเวศของพระเจ้า ถึงจะได้รับการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในการทำหน้าที่ของเรา พอตระหนักได้แบบนี้ ผมก็วางแผนจะเปิดใจกับน้องหวังในการสามัคคีธรรมวันรุ่งขึ้น เราจะได้หาทางออกเรื่องอุปกรณ์ประกอบฉากไปด้วยกัน ผมประหลาดใจที่เขามาตามหาผม และบอกว่าเขาหัวรั้นเกินไป อีกทั้งแผนของเขาก็ใช้ไม่ได้ เขาถึงขั้นทำลายเสาที่ทำมาทิ้ง และพร้อมที่จะทำตามแนวคิดของผม พอได้ยินเขาพูดแบบนี้ผมก็รู้สึกละอายใจ ผมเปิดใจกับน้องหวังเรื่องสภาวะและความเข้าใจของตัวเองเช่นกัน พอเราทั้งคู่ปล่อยวางอัตตาของตัวเอง กำแพงระหว่างเราก็หายไปครับ หลังจากนั้น ผมก็เห็นสิ่งที่มันยังไม่พอในหน้าที่ของผม เสาที่ผมทำมันดูราบเรียบเกินไป และดูไม่เหมือนทำมาจากลำต้นของต้นไม้เลย มันต้องเปลี่ยนกันอีกรอบหนึ่ง ผมเอาเรื่องนี้ไปหารือกับน้องหวัง และเราก็เจอวิธีแก้ไขอย่างรวดเร็ว เราทั้งคู่ต่างชดเชยในจุดอ่อนของกันและกัน แล้วเสาไม้สามต้นก็เสร็จภายในวันเดียวครับ ก่อนหน้านี้ เราใช้เวลาเกือบวันทำเสาสองต้น แต่ก็ไม่ถูกเลยสักต้น แบบนี้มีประสิทธิภาพกว่าเยอะเลยครับ ผมตระหนักได้ว่าการปฏิบัติความจริง และการร่วมมือกับพี่น้องชายหญิงในการทำหน้าที่นั้นสำคัญแค่ไหน แต่ผมก็โอหังและคิดว่าตัวเองถูกมากเกินไปเสียจน ไม่นานผมก็มีปัญหาอื่นในการทำงานร่วมกับคนอื่นอีก

ครั้งหนึ่ง ผมทำงานกับพี่ลี่ ในการตั้งเต็นท์เพื่อให้พี่น้องชายหญิงเอาไว้หลบฝนตอนถ่ายทำ ผมได้เสนอแนะวิธีไปตอนที่เราหารือกัน ซึ่งเขาก็ชอบใจมาก จังหวะนั้นผมคิดว่า “ผมเคยทำงานก่อสร้างมาก่อน ผมย่อมเข้าใจสิ่งนี้ดีกว่าคุณแน่นอน” แต่จู่ๆ หลังจากนั้นเขาก็พูดถึงสิ่งที่กังวลขึ้นมา เขาพูดว่า “ตอนนี้เรามีเสาโลหะแค่ 16 ต้นเองนะ มันพอสำหรับแผนนี้ไหม มันจะมั่นคงไหม มันจะปลอดภัยไหม” ผมคิดว่า “นี่มันเป็นโครงสร้างแบบสามเหลี่ยม คุณไม่เคยเรียนเรื่องความมั่นคงของโครงสร้างสามเหลี่ยมมาหรือไง มันจะมั่นคงมากเลยล่ะ ไม่มีปัญหา” ผมเลยตอบไปแบบไม่ใส่ใจนักว่า “มันไม่มีอะไรรับรองได้ 100% หรอกว่าจะไม่มีปัญหา แต่ตราบใดที่ไม่ใช่เฮอริเคนระดับสิบ ก็ไม่เป็นไรหรอก” เขาเลยอยากให้ผมร่างพิมพ์เขียวและอธิบายรายละเอียดให้ฟัง ผมหมดความอดทน เลยบอกไปว่า “ไม่จำเป็น ภาพร่างมันอยู่ในหัวผมอยู่แล้ว และรับรองว่ามันจะออกมาถูกต้อง” จากนั้น ก็ไม่ได้พูดอะไรกันอีก บ่ายวันถัดมา ตอนที่เราเริ่มตั้งเต็นท์กัน พี่ชายอีกคนก็เสนอแนะขึ้นมา ให้เราตั้งเสาโลหะสองต้นก่อนเพื่อยึดหลังคาไว้ แล้วค่อยตั้งเสาข้าง ตอนที่ผมได้ยินสิ่งนี้ผมก็คิดว่า “แบบนั้นจะใช้เวลามากขึ้นแน่นอน ผมคิดทบทวนมาหลายรอบ และวิธีของผมต้องเป็นวิธีที่ดีที่สุด คุณเพิ่งมาใหม่ แถมไม่ได้อยู่ในวงที่เขาหารือกัน ยังไงแผนของผมก็ต้องดีกว่าอยู่แล้ว” ผมเลยพูดกับเขาไปว่า “แบบนั้นมันจะช้าเกินไปครับ เดี๋ยวต้องเอาเสาสองต้นนั้นลงทีหลังอีก เพราะฉะนั้นสร้างจากข้างหลังจะเร็วกว่า” พอเห็นว่าผมไม่ตั้งใจจะยอมรับแนวคิดของเขา เขาเลยไม่พูดอะไรอีก ผมก็เลยตั้งเต็นท์ตามแผนของตัวเอง ตอนที่ผมปีนขึ้นไปถึงบันไดขั้นสูงสุด ผมก็เห็นว่าจู่ๆ หมุดของเสาเหล็กก็หลวมและเสาก็ล้มลง โชคดีที่มันล้มไปบนหญ้า ไม่ใช่คนหรือของอะไร หัวใจผมตกไปอยู่ที่ตาตุ่มเลยครับ “เกิดอะไรขึ้นเนี่ย” ผมสงสัย “ฉันขันไว้แน่นแล้วแน่ๆ มันร่วงลงมาได้ยังไง คงมีคนจับเสาไม่ตรง เลยขันหมุดได้ไม่ดีแน่” ผมคิดง่ายๆ แค่นั้น แล้วก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจด้วย ผมก็แค่ตั้งเต็นท์ต่อไปตามแผนของตัวเอง ตอนนั้นเอง เสาที่ตั้งไว้แล้วก็ล้มมาใส่ผม หล่นลงมาใส่บันไดที่ผมยืนอยู่เลยครับ ผมตกลงมาสูงเกินหกฟุตจากบันไดนั่น โชคดีที่ผมไม่ได้บาดเจ็บอะไร จากนั้น ผมก็ตระหนักได้ว่าอุบัติเหตุทั้งสองครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะความทรงใส่พระทัยและการทรงคุ้มครองของพระเจ้า ผลของการเจ็บตัวจากเสาพวกนั้นคงแย่มากทีเดียว ยิ่งคิดเรื่องนี้ผมก็ยิ่งรู้สึกผิดและกลัวมากขึ้น ผมเลยรีบมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐานครับ “โอ้พระเจ้า วันนี้อะไรๆ ก็ผิดพลาดไปหมดเลย ข้าพระองค์รู้ว่าน้ำพระทัยอันดีของพระองค์อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ และมีบทเรียนให้ข้าพระองค์เรียนรู้ แต่ข้าพระองค์ไม่รู้ว่าควรแสวงหาอะไร ได้โปรดทรงนำและทรงให้ความรู้แจ้ง เพื่อให้ข้าพระองค์ได้รู้ถึงน้ำพระทัยของพระองค์ด้วยเถิด” หลังจากอธิษฐานผมก็นึกถึงพระวจนะของพระเจ้าขึ้นมา “เมื่อใดก็ตามที่เจ้าทำสิ่งใด มันมักจะผิดเพี้ยนไปเสมอ หรือเจ้าถึงทางตัน  นี่คือพระวินัยของพระเจ้า  บางครั้ง เมื่อเจ้าทำบางสิ่งที่เป็นการไม่เชื่อฟังและเป็นกบฏต่อพระเจ้า อาจไม่มีผู้ใดอื่นเลยที่รู้เรื่องนี้—แต่พระเจ้าทรงทราบ  พระเจ้าจะไม่ทรงปล่อยเจ้าไป และพระองค์จะบ่มวินัยเจ้า” (“บรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมต้องก้าวผ่านกระบวนการถลุง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  พระวจนะเหล่านี้วนเวียนอยู่ในความคิดของผม “อาจไม่มีผู้ใดอื่นเลยที่รู้เรื่องนี้—แต่พระเจ้าทรงทราบ  พระเจ้าจะไม่ทรงปล่อยเจ้าไป และพระองค์จะบ่มวินัยเจ้า” หลังจากนั้นผมเลยตระหนักได้ว่าผมไม่ใยดีพี่น้องชายแค่ไหน เรื่องการตั้งเต็นท์ ผมไม่ฟังข้อเสนอแนะของพวกเขา แต่กลับปฏิเสธมันทันที ผมคิดว่าตัวเองถูก พวกเราควรทำตามที่ผมต้องการ ผมโอหังมากเลยไม่ใช่เหรอครับ มันหมิ่นเหม่ตั้งแต่ตอนที่กำลังสร้างกันแล้ว ถ้าเกิดมันพังลงมาใส่นักแสดงที่อยู่ในเต็นท์ ผลที่ตามมาก็คงคิดไม่ถึงทีเดียว พอคิดแบบนั้น ผมก็อธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อกลับตัว แล้วผมก็คิดถึงสิ่งที่องค์พระเยซูเจ้าได้กล่าวไว้ “ถ้าพวกท่านสองคนจะร่วมใจกันทูลขอสิ่งหนึ่งสิ่งใดในโลก พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์ก็จะทรงทำสิ่งนั้นให้” (มัทธิว 18:19)  พระวจนะของพระเจ้าปลุกให้ผมตื่นทันที—ผมรู้ว่าผมทำแบบนั้นต่อไปไม่ได้ แต่ผมต้องหารือเรื่องต่างๆ และร่วมมือกับพี่น้องชาย แล้วผมก็มีความคิดขึ้นมาอีกอย่างว่า ปลอดภัยไว้ก่อน สิ่งสำคัญที่สุดคือการตั้งเต็นท์ให้ดีด้วยวัสดุที่เรามี ทันใดนั้น พี่น้องชายก็บอกว่า อ้างอิงจากแผนเดิมของผม เราก็ไม่มีเสาโลหะมากพอสำหรับการก่อสร้างที่แข็งแรง แต่ถ้าเราตั้งเสาสองต้นตรงกลาง คานของหลังคาก็จะมั่นคง ผมเห็นด้วยกับพวกเขาทุกอย่างครับ แผนเดิมของผมอาจทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยหลายอย่าง พวกเราเลยปรึกษากัน และในเวลาไม่นานเราก็มีแผนที่สมบูรณ์ เรามีเสาโลหะมากพอ แถมยังสร้างกันเสร็จก่อนค่ำด้วยครับ

ค่ำวันนั้น ผมนั่งนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นตลอดทั้งวัน ความโอหังของผมเกือบนำมาซึ่งหายนะเสียแล้ว และผมไม่สามารถสงบความรู้สึกลงได้ ผมจึงรีบไปอธิษฐานต่อพระเจ้า วอนขอพระองค์ให้ทรงนำผมให้รู้จักตัวเอง ผมหยิบโทรศัพท์มาเข้าเว็บไซต์ของคริสตจักร ที่ซึ่งผมได้อ่านพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าครับ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ผู้คนบางคนไม่เคยแสวงหาความจริงในขณะปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาเลย  พวกเขาแค่ทำไปตามที่พวกเขาพอใจ โดยกระทำการอย่างดื้อรั้นสอดคล้องกับการจินตนาการของพวกเขาเอง และทำตามอำเภอใจและหุนหันพลันแล่นตลอดเวลา  การ ‘ทำตามอำเภอใจและหุนหันพลันแล่น’ หมายความว่าอย่างไร?  นั่นหมายความว่า เมื่อเจ้าเผชิญกับประเด็นปัญหาหนึ่ง ก็กระทำการอย่างไรก็ตามที่เจ้าเห็นว่าเหมาะสม โดยไม่คิดถึงกระบวนการ ไม่ใส่ใจต่อสิ่งที่ผู้ใดอื่นกล่าว  ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าถึงเจ้าได้ และไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนใจเจ้าได้ จนกระทั่งว่าไม่มีผู้ใดสามารถทำให้เจ้าหวั่นไหวได้เลยแม้แต่น้อย เจ้ามีจุดยืนของเจ้า และแม้เมื่อสิ่งที่ผู้อื่นพูดมีเหตุผล เจ้าก็ไม่ฟัง และเชื่อว่าหนทางของเจ้าเป็นหนทางที่ถูกต้อง  ต่อให้เป็นเช่นนั้น เจ้าควรจะไม่ให้ความใส่ใจต่อคำแนะนำของผู้อื่นเลยหรือ?  กระนั้นเจ้าก็ไม่ใส่ใจ  ผู้คนอื่นๆ เรียกเจ้าว่าดื้อรั้น  ดื้อรั้นอย่างไร?  ดื้อรั้นเสียจนวัวสิบตัวก็ไม่สามารถดึงเจ้ากลับหลังได้—ดื้อรั้นที่สุด โอหัง และเอาแต่ใจจนสุดขีด ชนิดที่ไม่มองความจริงจนกระทั่งมันจ้องมองเจ้าอยู่ตรงหน้า  ความดื้อดึงเช่นนั้นมิได้ขึ้นไปถึงระดับของความเอาแต่ใจตัวเองหรอกหรือ?  เจ้าทำสิ่งใดก็ตามที่เจ้าต้องการ สิ่งใดก็ตามที่เจ้าคิดจะทำ และเจ้าไม่ฟังผู้ใดเลย  หากมีใครบางคนบอกเจ้าว่าบางสิ่งบางอย่างที่เจ้ากำลังทำนั้นไม่สอดคล้องกับความจริง เจ้าก็จะกล่าวว่า‘ฉันจะทำการนั้นไม่ว่านั่นจะสอดคล้องกับความจริงหรือไม่ก็ตาม  หากนั่นไม่สอดคล้องกับความจริง ฉันจะให้เหตุผลแก่ท่านเช่นนั้นเช่นนี้ หรือการอ้างเหตุผลดังนั้นดังนี้  ฉันจะทำให้ท่านรับฟังฉัน  ฉันจะกำหนดการนี้’  คนอื่นๆ อาจจะกล่าวว่าสิ่งที่เจ้ากำลังทำนั้นทำให้ยุ่งยาก ว่าการนั้นจะนำไปสู่ผลสืบเนื่องที่ร้ายแรง ว่าการนั้นมีผลร้ายต่อผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า—ถึงกระนั้นเจ้าก็ไม่ใส่ใจพวกเขา แต่ยังให้เหตุผลของเจ้ามากยิ่งขึ้นไปอีกว่า ‘นี่คือสิ่งที่ฉันกำลังทำ ไม่ว่าท่านจะชอบมันหรือไม่ก็ตาม  ฉันต้องการทำสิ่งนั้นในหนทางนี้  ท่านผิดโดยสิ้นเชิง และฉันมีเหตุผลสมควรโดยสมบูรณ์’  บางทีเจ้าอาจจะมีเหตุผลสมควรจริงๆ และสิ่งที่เจ้ากำลังทำจะไม่มีผลสืบเนื่องร้ายแรง—แต่สิ่งที่เจ้ากำลังเปิดเผยคืออุปนิสัยอะไร?  (ความโอหัง)  ธรรมชาติอันโอหังทำให้เจ้าเอาแต่ใจ  เมื่อผู้คนมีอุปนิสัยเอาแต่ใจนี้ พวกเขาไม่โน้มเอียงที่จะทำตามอำเภอใจและหุนหันพลันแล่นหรอกหรือ?” (การสามัคคีธรรมของพระเจ้า)  “ความโอหังคือรากเหง้าของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์  ยิ่งผู้คนโอหังมากขึ้นเท่าใด พวกเขาย่อมโน้มเอียงที่จะต้านทานพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น  ปัญหานี้รุนแรงเพียงใดหรือ?  ผู้คนที่มีอุปนิสัยโอหังไม่เพียงพิจารณาว่าคนอื่นทุกคนอยู่ใต้พวกเขาเท่านั้น แต่ที่แย่ที่สุดในบรรดาทั้งหมดก็คือ พวกเขาถึงขั้นกำลังวางท่ายโสใส่พระเจ้า  แม้ว่าโดยภายนอกแล้วผู้คนบางคนอาจจะปรากฏว่าเชื่อในพระเจ้าและติดตามพระองค์ แต่พวกเขาก็ไม่ได้ปฏิบัติต่อพระองค์เฉกเช่นพระเจ้าแต่อย่างใดเลย  พวกเขารู้สึกอยู่เสมอว่า พวกเขาครองความจริงและหลงรักตัวเองเหลือเกิน  นี่คือแก่นแท้และรากเหง้าของอุปนิสัยโอหัง และมันมาจากซาตาน  เพราะฉะนั้น ปัญหาเรื่องความโอหังจึงต้องได้รับการแก้ไข  ความรู้สึกว่าคนเราดีกว่าผู้อื่น—นั่นเป็นเรื่องขี้ประติ๋ว  ประเด็นปัญหาที่วิกฤติก็คืออุปนิสัยโอหังของคนเรากีดกันคนเราจากการนบนอบต่อพระเจ้า กฎเกณฑ์ของพระองค์ และการจัดการเตรียมการของพระองค์ บุคคลเช่นนั้นรู้สึกเอนเอียงอยู่เสมอที่จะแข่งขันกับพระเจ้าเพื่ออำนาจเหนือผู้อื่น  บุคคลจำพวกนี้ไม่เคารพพระเจ้าแม้เพียงน้อยนิด ไม่พูดอะไรเลยเกี่ยวกับการรักพระเจ้าหรือการนบนอบต่อพระองค์” (การสามัคคีธรรมของพระเจ้า)  พระวจนะของพระเจ้าทำให้ผมเห็นความน่าเกลียดของตัวเองครับ ผมเอาแต่ใจและไร้เหตุผลอย่างที่พระวจนะของพระเจ้าเปิดเผยเลย ในการตั้งเต็นท์ ผมเอาแต่ยึดตามประสบการณ์ของตัวเองและทำตัวรั้นขึ้นมาอีก ผมไม่ฟังข้อเสนอแนะของคนอื่น แถมยังปฏิเสธมันทันที พวกเขาเตือนผมให้ดูให้แน่ใจว่าปลอดภัย ดูว่าคานมันมั่นคงไหม แต่ผมก็กลับเมินใส่พวกเขา ผมอยากมีสิทธิ์ตัดสินใจและให้ทุกคนทำตามใจผม ผมได้เห็นว่าธรรมชาติที่โอหัง เป็นรากเหง้าของความไม่แยแสและความเอาแต่ใจของผมครับ การเป็นคนโอหังและทำอะไรตามวิธีของตัวเอง ก่อนหน้านี้มันเคยส่งผลกับหน้าที่ของผมมาแล้ว แต่ในตอนนั้น เวลาผมไม่ฟังข้อเสนอแนะที่มีเหตุผล และถึงขั้นยึดติดกับแนวคิดของตัวเองแบบหัวชนฝา ผมก็เกือบทำให้เกิดอุบัติเหตุ ผมเป็นพวกเผด็จการและจงใจทำตัวโอหัง ผมทำงานร่วมกับคนอื่นได้ไม่ดี และไม่มีที่สำหรับพระเจ้าในหัวใจ ผมถึงกับไม่สนใจงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าหรือความปลอดภัยของคนอื่นด้วยซ้ำ ผมเอาแต่เลือกทำตามวิธีของตัวเอง ผมสูญเสียเหตุผลทั้งหมดในความโอหังของผมครับ ถ้าไม่ใช่การใส่พระทัยและการทรงคุ้มครองของพระเจ้า ผมนึกไม่ออกเลยว่าผลจะเป็นยังไง ในที่สุดผมก็ตระหนักได้ว่า การทำสิ่งต่างๆ แบบนั้นอันตรายแค่ไหน ไม่ใช่แค่ทำให้หน้าที่ของผมล่าช้า แต่วันหนึ่งคงมีเหตุการณ์แย่ๆ เกิดขึ้นแน่ ป่านนั้นจะเสียใจก็คงสายไปแล้ว!  ความคิดนี้ทำให้ผมกลัวมากครับ ผมได้รับความเข้าใจเรื่องธรรมชาติที่โอหังของตัวเองบ้าง และไม่อยากทำหน้าที่ของตัวเองในทางนั้นอีกต่อไป

หลังจากนั้น ผมได้พบเส้นทางแห่งการปฏิบัติในพระวจนะของพระเจ้า พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า “จงอย่าวางโต  ต่อให้เจ้ามีทักษะอย่างมืออาชีพมากที่สุด หรือเจ้ารู้สึกว่าคุณภาพของเจ้าดีเลิศที่สุดในหมู่คนทั้งหลายที่นี่ เจ้าสามารถจัดการกับงานได้ตามลำพังหรือ?  ต่อให้เจ้ามีสถานภาพสูงที่สุด เจ้าสามารถจัดการกับงานได้ด้วยตัวคนเดียวหรือ?  เจ้าไม่สามารถหรอกหากปราศจากความช่วยเหลือของทุกคน  เพราะฉะนั้น ไม่มีผู้ใดควรโอหังและไม่มีผู้ใดควรปรารถนาที่จะกระทำการคนเดียว คนเราต้องกลืนความเย่อหยิ่งของตน ปล่อยความคิดและทรรศนะของตนเองทิ้งไป และทำงานอย่างปรองดองกับหมู่คณะ  เหล่านี้คือผู้คนที่ปฏิบัติความจริงและครองสภาวะความเป็นมนุษย์  พระเจ้าทรงรักผู้คนเช่นนี้ และเฉพาะพวกเขาเท่านั้นที่สามารถอุทิศตนในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา  เฉพาะการนี้อย่างเดียวก็เป็นการสำแดงการเฝ้าเดี่ยวแล้ว” (“การทำให้หน้าที่ลุล่วงอย่างถูกต้องเหมาะสมพึงต้องมีความร่วมมือที่กลมกลืน” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์)  พระวจนะของพระเจ้าแสดงให้ผมเห็นถึงหลักปฏิบัติของการร่วมมือกัน ไม่ว่าใครจะมีความสามารถหรือพรสวรรค์อะไร เราก็ต่างมีเรื่องที่ยังบกพร่องและมีจุดอ่อนกันทั้งนั้น ไม่มีใครที่ทำทุกอย่างได้คนเดียว เราต้องเรียนรู้ที่จะวางตัวเองและทำงานกับคนอื่นให้ดีครับ ทุกคนก็จะได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่พระเจ้าประทานให้พวกเขา และเราก็จะได้ยึดเป้าหมายเดียวกันเพื่อทำหน้าที่ของเราให้ดี พอคิดย้อนไปเรื่องหน้าที่ของผม พี่น้องชายหญิงบางคนก็มีจุดแข็งที่ผมไม่มี หลังจากพวกเขาชี้ให้ผมเห็นและช่วยเหลือ ผมก็ทำได้ดีขึ้นในครั้งที่สอง บางครั้งพวกเขาก็มีแนวคิดที่ผมไม่ทันนึกถึง และรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น พอคิดถึงเรื่องนี้ให้รอบคอบ ผมก็รู้สึกกระดากใจขึ้นมา เมื่อก่อนผมไม่รู้จักตัวเอง ผมหลับหูหลับตาทำตัวโอหัง แต่ตอนนี้ผมได้เรียนรู้แล้วว่า ผมต้องการการร่วมมือและช่วยเหลือจากคนอื่น ไม่อย่างนั้น ผมคงทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีไมได้ ประสบการณ์ของผมทำให้เห็นว่า เมื่อผมปฏิบัติตัวด้วยด้วยความโอหังและไม่ร่วมมือกับคนอื่น ผมก็มักจะวิ่งไปเจอทางตัน แต่พอผมยินดีที่จะกลับใจ ปล่อยวางตัวเองและทำงานร่วมกับคนอื่น ผมก็มีการทรงนำและพระพรของพระเจ้าครับ ผมเห็นได้ ว่าพระเจ้าทรงรักคนที่มีความเป็นมนุษย์ผู้ซึ่งปฏิบัติความจริง สิ่งนี้ให้ความรู้แจ้งกับผมมาก และผมก็ได้พบเส้นทางแห่งการปฏิบัติครับ

ในเช้าวันที่สาม พี่ชายคนหนึ่งขอให้ผมช่วยเสริมความแข็งแรงของเต็นท์หน่อย ผมคิดว่า “เดี๋ยวถ่ายเสร็จบ่ายนี้ก็ต้องเก็บแล้ว มันจำเป็นด้วยเหรอ” แต่แล้วผมก็นึกถึงพระวจนะของพระเจ้าขึ้นมา “เพราะฉะนั้น ไม่มีผู้ใดควรโอหังและไม่มีผู้ใดควรปรารถนาที่จะกระทำการคนเดียว คนเราต้องกลืนความเย่อหยิ่งของตน ปล่อยความคิดและทรรศนะของตนเองทิ้งไป และทำงานอย่างปรองดองกับหมู่คณะ  เหล่านี้คือผู้คนที่ปฏิบัติความจริง…” (“การทำให้หน้าที่ลุล่วงอย่างถูกต้องเหมาะสมพึงต้องมีความร่วมมือที่กลมกลืน” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์)  พระวจนะของพระเจ้ามอบเส้นทางแห่งการปฏิบัติให้ผมครับ ผมต้องปล่อยวางมุมมองของตัวเองในการร่วมมือกับพี่ลี่ และไม่ว่าเขาจะถูกหรือไม่ ผมก็ต้องนบนอบและแสวงหาก่อน แล้วผมก็ตระหนักได้ว่า เรายังต้องถ่ายทำกันอีกตั้ง 5-6 ชั่วโมง ไม่มีใครบอกได้ว่าอากาศจะเปลี่ยนแปลงไหม การทำให้มันแข็งแรงขึ้นคงปลอดภัยกว่า ผมกับพี่คนนั้นเลยช่วยกันเสริมความแข็งแรงให้เต็นท์ครับ แล้วจากนั้นสักบ่ายสองหรือบ่ายสาม จู่ๆ ก็มีลมแรงและฝนตกลงมา และพายุก็อยู่อย่างนั้นราวสี่สิบนาที พวกเรารอให้พายุสงบอยู่ในเต็นท์อย่างปลอดภัยครับ สิ่งนี้ทำให้ผมตื้นตันแบบอธิบายออกมาไม่ได้เลยครับ ผมได้เห็นว่า พระเจ้าทรงมีพระมหิทธิฤทธิ์และทรงมีปัญญาแค่ไหน ไม่เพียงแต่ข้อเสนอแนะของคนอื่นๆ จะช่วยให้ผมตระหนักถึงอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของตัวเองเท่านั้น แต่พระเจ้ายังทรงย้ำเตือนผมด้วยวิธีที่มหัศจรรย์แบบนี้ รวมถึงทรงคุ้มครองเราให้ผ่านพ้นพายุไปได้ ผมขอบคุณพระเจ้าจากก้นบึ้งของหัวใจเลยครับ!

ประสบการณ์เหล่านี้ ทำให้ผมเข้าใจธรรมชาติเยี่ยงซาตานที่โอหังของตัวเอง และมอบการเข้าสู่การร่วมมือที่สามัคคีให้ผมบางส่วนด้วยครับ ผมได้เห็นว่าการปฏิบัติความจริงและไม่ดื้อรั้นในการทำหน้าที่ เป็นเรื่องสำคัญในการทำงานกับคนอื่นให้ดีจริงๆ ครับ สิ่งที่ผมได้เข้าใจและได้รับมานั้น เป็นเพราะการพิพากษา วิวรณ์ และบ่มวินัยผ่านพระวจนะของพระองค์ล้วนๆ เลยครับ ขอบคุณพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์!

ก่อนหน้า: 21. ฉันเรียนรู้แล้วว่าจะปฏิบัติต่อผู้คนอย่างไรให้เหมาะสม

ถัดไป: 23. ในที่สุดฉันก็เข้าใจว่าการทำหน้าที่ของฉันให้ลุล่วงหมายถึงอะไร

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย Xiaowei, ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

27. คนเราควรเคารพหน้าที่ของตัวเองอย่างไร

โดย Zheng Ye, เกาหลีใต้ไม่นานหลังจากมาเป็นผู้เชื่อ ผมสังเกตว่าพี่น้องชายหญิงที่เป็นผู้นำในขณะนั้นจัดการชุมนุมและสามัคคีธรรมถึงความจริงบ่อยๆ...

พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ข้อคัดสรรของพระวจนะแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ 170 หลักธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติความจริง ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า (แก่นสารสำคัญของผู้เชื่อใหม่) คำพยานเกี่ยวกับประสบการณ์ทั้งหลายหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้