23. ในที่สุดฉันก็เข้าใจว่าการทำหน้าที่ของฉันให้ลุล่วงหมายถึงอะไร

โดย Xunqiu, เกาหลีใต้

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “อันที่จริง ผลการปฏิบัติงานของมนุษย์เป็นความสำเร็จลุล่วงทั้งหมดที่มีอยู่โดยธรรมชาติในตัวมนุษย์ กล่าวคือ ทั้งหมดที่เป็นไปได้สำหรับมนุษย์  เป็นเวลานี้เองที่หน้าที่ของเขาได้กระทำให้ลุล่วงแล้ว  ข้อบกพร่องต่างๆ ของมนุษย์ในระหว่างการปรนนิบัติของเขาจะค่อยๆ ลดลงผ่านประสบการณ์ที่ก้าวหน้าและกระบวนการการก้าวผ่านการพิพากษาของเขา-ข้อบกพร่องต่างๆ เหล่านี้ไม่ขัดขวางหรือส่งผลกระทบต่อหน้าที่ของมนุษย์  พวกผู้ที่หยุดรับใช้หรือยอมแพ้และถอยกลับเพราะกลัวว่าอาจมีข้อบกพร่องในการรับใช้ของพวกเขานั้นขี้ขลาดที่สุดของคนทั้งหมด  หากผู้คนไม่สามารถแสดงออกในสิ่งที่พวกเขาควรจะแสดงออกในระหว่างการปรนนิบัติหรือการสัมฤทธิ์สิ่งที่เป็นไปได้โดยธรรมชาติสำหรับพวกเขา แต่กลับเล่นไปเรื่อยเปื่อยและเสแสร้งแสดงท่าทาง พวกเขาก็ได้สูญเสียภารกิจที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรมี  ผู้คนเช่นนี้เป็นสิ่งที่รู้จักกันว่าเป็น ‘คนที่มีคุณภาพปานกลาง’ พวกเขาเป็นขยะที่ไร้ประโยชน์  ผู้คนเช่นนี้จะสามารถถูกเรียกอย่างเหมาะสมว่าสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้อย่างไร?  พวกเขาไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่เสื่อมทรามซึ่งสุกใสที่ด้านนอกแต่เน่าเสียที่ด้านในหรอกหรือ?” (“ความแตกต่างระหว่างพันธกิจของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์และหน้าที่ของมนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  พระวจนะของพระเจ้าได้ช่วยให้ฉันเข้าใจว่าการทำหน้าที่ของเราจริงๆ หมายถึงอะไร มันหมายถึงไม่ว่าเรามีความสามารถหรือมีพรสวรรค์แค่ไหน เราก็ต้องนำทุกสิ่งที่เราเข้าใจมาใช้ทั้งหมด เราไม่สามารถทำแบบลวกๆ หรือทำแบบขอไปทีได้ เราต้องคอยพากเพียรตามสิ่งที่พระเจ้าทรงประสงค์ แบบนั้นเราถึงจะชดเชยจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องใดๆ ในการทำหน้าที่ของเราได้ และเราจะได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

ไม่นานมานี้ คริสตจักรต้องการถ่ายวิดีโอการร้องเพลงสรรเสริญเดี่ยวของพระวจนะของพระเจ้า ผู้นำทีมของเราต้องการให้ฉันร้องนำและเล่นกีตาร์ให้หนึ่งในเพลงพวกนั้น ตอนที่เขาบอกฉันเรื่องนี้ ฉันก็ก็กังวลใจเล็กน้อย การร้องเพลงและเล่นกีตาร์ไปด้วยยากกว่าแค่ร้องเพลงเฉยๆ ค่ะ แถมฉันยังเคยลองร้องเดี่ยวแบบนั้นมาก่อน แต่ในขณะที่ร้องนั้น ฉันก็จดจ่อกับการแสดงจนดีดผิดคอร์ด แต่พอฉันจดจ่อกับคอร์ด การแสดงของฉันก็ไม่ได้เรื่อง สุดท้ายเราก็ใช้สิ่งที่ถ่ายมาไม่ได้ เมื่อเจองานแบบเดิม ฉันอยากปฏิเสธค่ะ แต่ฉันไม่คิดว่านั่นจะสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า พี่น้องชายหญิงของฉันต่างคิดว่าฉันเหมาะสมกับเพลงนั้น ฉันจึงคิดว่าฉันควรยอมรับและทำหน้าที่ของฉัน ดังนั้นฉันจึงยอมรับบทบาทนั้น หลังจากฝึกซ้อมได้สองวัน ฉันก็เข้าใจส่วนของการร้องเพลงและการแสดงได้ค่อนข้างดี แต่คอร์ดกีตาร์ค่อนข้างซับซ้อนและจำยาก เหลือแค่วันเดียวก่อนการถ่ายทำ ฉันเกิดความกังวลอย่างมาก ฉันกลัวว่ามันจะเลยเวลาฝึกซ้อมไปแล้ว แล้วถ้าฉันฝึกซ้อมต่อไป มือของฉันจะไม่บวมหรอกเหรอ ถึงจะลำบากลำบนไป ฉันก็อาจจะจำมันไม่ได้อยู่ดี พอคิดแบบนั้น ฉันก็ไม่อยากยอมลำบากเพื่อมันค่ะ ฉันก็เลยพยายามคิดหาทางออกที่ดีที่สุด ให้โจทย์ยากๆ นี้ ตอนนั้นเองฉันก็ปิ๊งไอเดียว่า ฉันสามารถขอให้ตากล้องเลี่ยงการถ่ายมือของฉันไม่ให้มากเกินไป แบบนั้นฉันก็จะไม่ต้องฝึกคอร์ดที่น่ารำคาญพวกนี้หนักมากใช่ไหมล่ะคะ แล้วเราก็ยังสามารถถ่ายวิดีโอนั่นได้ นั่นเหมือนจะเป็นไอเดียที่ดีค่ะ แต่ที่จริงตอนที่ได้ไอเดียนี้ฉันไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่ เพราะมันรู้สึกเหมือนฉันขาดความรับผิดชอบค่ะ ถ้าหากว่าเกิดปัญหากับคอร์ดพวกนั้น แล้วเราต้องถ่ายวิดีโอนั่นใหม่ล่ะ แต่แล้วฉันก็คิดกับตัวเองว่า “เวลากระชั้นเข้ามาแล้วและเพลงนี้ก็ยากทีเดียว ฉันคงต้องหน้าดำคร่ำเครียดเพื่อเล่นเพลงนี้ให้ดี ฉันแสดงให้เกินขีดความสามารถของตัวเองไม่ได้หรอก อีกอย่าง การทำแบบนี้ก็เพื่อให้เราได้วิดีโอออกมาโดยเร็วที่สุด ทุกคนควรจะเข้าใจนะ” หลังจากนั่น ฉันก็มุ่งเน้นที่การร้องเพลงและการแสดง โดยไม่ห่วงกังวลเรื่องคอร์ดมากเกินไป ฉันคิดว่ามันควรจะดีพอแล้ว

พอถึงเวลาถ่ายทำ ฉันขอพี่ชายว่าไม่ให้ถ่ายมือของฉันใกล้ๆ บ่อยเกินไปนัก ฉันไม่คิดว่าจะมีปัญหาอะไรค่ะ แต่ในวันต่อมา ผู้กำกับก็บอกว่าฉันเล่นบางคอร์ดผิดและถามฉันว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันรู้สึกผิดมากจนหน้าแดงก่ำเลยค่ะ ฉันคิดว่า “ไม่นะ นี่เราต้องถ่ายใหม่หรือเปล่า” ฉันรีบไปถามฝ่ายตัดต่อว่ามีทางแก้ทางอื่นไหม เขาส่ายหัวพูดว่า “ผมลองแล้ว ไม่ได้ผลเลย” ถึงตรงนี้ ฉันรู้ว่าเราคงต้องถ่ายกันใหม่ ฉันรู้สึกผิดที่รู้ว่าตัวเองเป็นคนก่อปัญหานี้ขึ้นมา ต่อมา เมื่อเรารวมตัวกันเพื่อหารือสิ่งที่เกิดขึ้น ฉันบอกเหตุผลของฉันกับทุกคนสำหรับสิ่งที่ทำลงไป พี่สาวคนหนึ่งตำหนิฉันว่า “ทำไมไม่บอกพวกเราล่ะว่าคุณยังเล่นคอร์ดพวกนั้นไม่ได้ ตอนนี้เราต้องถ่ายทำกันใหม่หมดแล้วทั้งโปรเจกต์ก็ล่าช้าออกไป นี่เป็นเพราะคุณชุ่ยและขาดความรับผิดชอบ!” ฉันไม่สามารถยอมรับสิ่งที่เธอพูดได้เลยค่ะ ฉันคิดว่า “ฉันก็ทำดีที่สุดแล้วไม่ใช่เหรอ ข้อเท็จจริงก็คือฉันไม่สามารถเล่นคอร์ดพวกนั้นได้ แล้วฉันก็ทำแบบนั้นเพื่อให้แน่ใจว่าวิดีโอจะเสร็จอย่างรวดเร็ว พวกเขาก็แค่ไม่ควรจะถ่ายมือของฉัน ถูกไหมล่ะ” ฉันแค่หาข้อแก้ตัว โดยไม่ทบทวนตัวเองเลย แต่แล้วพี่สาวอีกคนก็บอกฉันว่า “ถ้ามีปัญหาคุณก็ฝึกให้มากขึ้นได้นี่ ถึงการถ่ายทำจะถูกเลื่อนอีกไปอีกสองสามวันก็เถอะ แต่คุณทำแค่ขอไปทีแบบนั้นไม่ได้ คุณเป็นนักร้องนำนะ—มันจะดูเป็นยังไงถ้าเราไม่มีภาพคุณเล่นกีตาร์น่ะ คุณขาดความรับผิดชอบและชุ่ยมากๆ!” การได้ยินเธอพูดว่า “มากๆ” แบบนั้นแทงใจฉันจริงๆ ค่ะ ฉันอดไม่ได้ที่จะคิดว่า “ถ้าพี่น้องชายหญิงต่างคิดว่าฉันชุ่ยในหน้าที่กันหมด หรือบางทีฉันจะผิดจริงๆ นะ ฉันก็อยากให้การถ่ายทำเป็นไปด้วยดีเหมือนกัน แต่ไม่ว่าจะมองยังไง โปรเจกต์นี้ก็ล่าช้าออกไปและเราต้องถ่ายทำใหม่เพราะคอร์ดของฉันผิด ฉันก็ต้องผิดแน่อยู่แล้ว” พอคิดแบบนั้นฉันก็รู้สึกผิดค่ะ ฉันหยุดเถียงและเริ่มทบทวนตัวเอง

ต่อมาฉันก็พบบทตอนหนึ่งของพระวจนะของพระเจ้าที่ดลใจฉันมาก บทตอนนั้นว่าไว้อย่างนี้ค่ะ “สิ่งใดคือผลลัพธ์ของการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าอย่างลวกๆ และรีบเร่ง และการปฏิบัติต่อหน้าที่ของเจ้า อย่างไม่สลักสำคัญ?  นั่นเป็นการปฏิบัติงานที่แย่ต่อหน้าที่ของเจ้า แม้ว่าเจ้ามีความสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่นั้นให้ดีได้ก็ตาม —การปฏิบัติงานของเจ้าจะไม่เป็นไปตามมาตรฐาน และพระเจ้าจะไม่พึงพอพระทัยกับท่าทีของเจ้าที่มีต่อหน้าที่ของเจ้า  หากเดิมทีเจ้าได้แสวงหาและร่วมมืออย่างเป็นปกติ หากเจ้าได้อุทิศความคิดทั้งหมดของเจ้าแก่หน้าที่นั้น หากเจ้าได้ใส่ หัวใจและดวงจิตของเจ้าเข้าไปในการทำหน้าที่นั้น และทุ่มความพยายามทั้งหมดของเจ้าให้กับหน้าที่นั้น และได้อุทิศการตรากตรำของเจ้าในช่วงเวลาหนึ่ง การเพียรพยายามของเจ้า และความคิดของเจ้าให้หน้าที่นั้น หรือได้อุทิศเวลาบางส่วนให้กับวัสดุอ้างอิง และหมายมั่น หมดทั้ง จิตใจและกายของเจ้ากับหน้าที่นั้น หากเจ้าได้มีความสามารถที่จะให้ความร่วมมือเช่นนั้น เช่นนั้นแล้วพระเจ้าคงจะทรงอยู่เบื้องหน้าเจ้าและนำทางเจ้า  เจ้าไม่จำเป็นต้องทุ่มเทพละกำลังมากมาย เมื่อเจ้าใช้ความพยายามทั้งหมด ในการร่วมมือ พระเจ้าย่อมจะทรงได้จัดการเตรียมการทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับเจ้าไว้แล้ว  หากเจ้าหัวหมอ และคิดคดทรยศ  และเมื่อผ่านการงานไปได้ครึ่งทาง เจ้ามีการเปลี่ยนใจและหลงเจิ่น เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะไม่ทรงแสดงความสนพระทัยในตัวเจ้า เจ้าจะได้เสียโอกาสเหมาะนี้ไปแล้ว และพระเจ้าจะตรัสว่า ‘เจ้าไม่ดีพอ เจ้าไร้ประโยชน์  จงหลีกไปยืนอยู่ด้านข้าง  เจ้าชอบการเกียจคร้าน ไม่ใช่หรือ?  เจ้าชอบการมีเล่ห์ลวงและฉลาดแกมโกงไม่ใช่หรือ?  เจ้าชอบการหยุดพักหรือ?  เอาล่ะ ถ้าเช่นนั้นแล้ว ก็จงหยุดพัก’  พระเจ้าจะทรงให้พระคุณและโอกาสเหมาะนี้แก่บุคคลถัดไป  พวกเจ้าจะพูดอะไรเล่า  นี่คือความพ่ายแพ้หรือชัยชนะ?  นี่คือความพ่ายแพ้อันใหญ่หลวง!” (“วิธีแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการสะเพร่าและการสุกเอาเผากินเมื่อปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์) พระวจนะของพระเจ้าเปิดเผยสภาวะของฉันเอง ฉันตกลงฝึกซ้อมเพื่อรับบทนำ แต่จริงๆ แล้วฉันไม่ได้ทำตามที่สัญญาเอาไว้ ฉันไม่ได้จัดการจุดอ่อนของตัวเองหรือมองหาข้อมูลเพื่อปรับปรุงคอร์ดของตัวเอง ฉันฝึกซ้อมอย่างเกียจคร้าน เพราะฉันคิดว่ามันคงจะหนักเกินไป ฉันอ้างว่าฉันไม่มีเวลา และขอให้ตากล้องเลี่ยงการถ่ายมือของฉันใกล้ๆ ฉันนึกว่าจะเอาตัวรอดไปได้ แต่สุดท้ายกลับทำให้โปรเจกต์ล่าช้า เป็นความขาดความรับผิดชอบและชุ่ยของฉันจริงๆ ค่ะ!  เมื่อมีหน้าที่มาให้ฉันทำ ฉันก็ไม่อยากพยายามเล่นเพลงให้ดีและเป็นพยานให้พระเจ้า แต่ฉันกลับเลือกเส้นทางที่ลำบากน้อยที่สุด และตอนนี้เราต้องทำทุกอย่างใหม่หมด ฉันขาดความรับผิดชอบขนาดนั้นได้ยังไงนะ แค่ฝึกซ้อมอีกสักนิด พยายามอีกสักหน่อย แล้วฉันก็คงไม่ทำให้งานของพระนิเวศของพระเจ้าเสียหายค่ะ ตอนนั้นฉันก็เกลียดตัวเองนิดหน่อยค่ะ ฉันคิดว่า “หากฉันได้โอกาสอีกครั้ง ฉันจะไม่สะเพร่าแบบนั้นอีก ถึงฉันจะต้องเหน็ดเหนื่อยกับการฝึกซ้อมคอร์ดพวกนั้น ฉันก็จะทำสิ่งที่จำเป็นต้องทำ”

คนอื่นๆ ตัดสินใจให้เวลาฉันฝึกซ้อมอีกสองวัน นี่ทำให้ฉันตื้นตันใจจริงๆ ค่ะ และฉันขอบคุณพระเจ้าที่ให้โอกาสฉันชดเชยการล่วงละเมิดของตัวเอง ในการฝึกซ้อมของฉันหลังจากนั้น ฉันทำงานหนักเพื่อจดจำคอร์ดทั้งหมด แต่ฉันรู้สึกเครียดจริงๆ ค่ะ ฉันกลัวว่าเทคนิคของตัวเองจะยังไม่ดีพอ และเวลาสองวันนั้นก็คงไม่มากพอให้ฉันเล่นได้ดีขึ้น ฉันเริ่มรู้สึกกังวลอีกครั้ง แต่ยิ่งฉันกังวลเท่าไร ฉันก็ยิ่งลืม และยิ่งฉันลืม ฉันก็ยิ่งกังวลมากขึ้น เช้าวันนั้นผ่านไปเร็วมาก ฉันยังไม่สามารถเล่นเพลงนั้นได้ดีนัก และมือของฉันก็เจ็บ ปกติฉันหยุดพักจากการฝึกซ้อมหลังจากมื้อเที่ยง แต่ครั้งนี้ ฉันรู้ว่าฉันต้องฝึกต่อไป ฉันรู้ว่าฉันไม่สามารถหยุดพักได้ แต่ฉันต้องใช้ทุกชั่วขณะที่มีเพื่อเล่นคอร์ดให้ถูก เมื่อฉันตั้งหัวใจให้ถูกต้อง พระเจ้าก็ทรงนำฉัน บ่ายวันนั้น โดยไม่รู้ตัว ฉันก็พบวิธีจดจำคอร์ดเป็นท่อนๆ ค่ะ!  มันเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ฉันฝึกซ้อมมานานมากจนมือของฉันเริ่มบวม แล้วฉันก็ถูกล่อลวงให้ขี้เกียจอีกครั้ง พอฉันรู้ตัวว่าคิดแบบนี้อีก ฉันก็คิดถึงสิ่งที่พระเจ้าตรัสไว้ แล้วฉันก็รีบอ่านบทตอนนั้น “เมื่อเผชิญหน้ากับหน้าที่ที่จำเป็นต้องมีความพยายามและการใช้จ่ายของเจ้า และการนั้นพึงประสงค์ให้เจ้าทุ่มเทอุทิศกาย จิตใจ และเวลาของเจ้า เจ้าต้องไม่หน่วงเหนี่ยวสิ่งใดไว้ ไม่ซ่อนเร้นความฉลาดแยบยลหยุมหยิมของเจ้า หรือทิ้งเวลาให้สูญเปล่า  หากเจ้าทิ้งเวลาให้สูญเปล่า เอาแต่คอยคำนวณ หรือหัวหมอและคิดคดทรยศทรยศ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ถูกผูกมัดอยู่กับการงานที่แย่  เจ้าอาจจะพูดว่า ‘ไม่มีผู้ใดได้เห็นฉันปฏิบัติตนในลักษณะที่กะล่อน  เยี่ยมจริงเลย!’  นี่คือการคิดแบบไหนกัน?  เจ้าคิดว่าเจ้าได้ปิดหูปิดตาผู้คน และปิดพระเนตรพระกรรณพระเจ้าเช่นกัน  กระนั้นก็ตาม ในข้อเท็จจริงตามจริง พระเจ้าทรงรู้สิ่งที่เจ้าได้ทำไปแล้วหรือไม่?  (พระองค์ทรงรู้)  โดยทั่วไป ผู้คนที่มีปฏิสัมพันธ์กับเจ้าในช่วงเวลายาวนานจะค้นหาจนพบเช่นกัน และจะพูดว่าเจ้าเป็นบุคคลที่ลื่นไหลเสมอ ไม่มีวันขยัน และเพียงทุ่มความพยายามของเขาสักร้อยละห้าสิบหรือหกสิบเท่านั้น หรืออย่างมากที่สุดก็ร้อยละแปดสิบ  พวกเขาจะพูดว่าเจ้าทำทุกสิ่งทุกอย่างในลักษณะที่งุนงงสับสนมาก แสร้งเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับสิ่งใดก็ตามที่เจ้ากำลังทำ เจ้าไม่มีสติในของงานของเจ้าเลยแม้แต่น้อย  หากเจ้าถูกทำให้ต้องทำบางสิ่ง เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะทุ่มความพยายามของเจ้าไปสักเล็กน้อย หากใครบางคนวนเวียนอยู่ใกล้ๆ เพื่อตรวจดูว่างานของเจ้านั้นดีเข้าขั้นหรือไม่ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ทำงานให้ดีขึ้นเล็กน้อย—แต่หากไม่มีใครวนเวียนอยู่ใกล้ๆ เพื่อตรวจดู เจ้าก็ย่อหย่อนลงเล็กน้อย  หากเจ้าได้รับการจัดการ เช่นนั้นแล้วเจ้าจึงใส่หัวใจของเจ้าเข้าไปในงานนั้น มิฉะนั้นแล้ว เจ้าก็งีบหลับระหว่างงานอยู่เนืองนิตย์และพยายามที่หลบไปจากสิ่งใดก็ตามที่เจ้าสามารถทำได้ โดยทึกทักเอาว่าไม่มีผู้ใดจะสังเกตเห็น  เมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนก็สังเกตเห็น  พวกเขาพูดว่า ‘บุคคลนี้พึ่งพาไม่ได้และไว้วางใจไม่ได้ หากท่านให้เขาปฏิบัติหน้าที่สำคัญ เขาจะจำเป็นต้องได้รับการกำกับดูแล  เขาสามารถทำกิจและการงานธรรมดาที่ไม่เกี่ยวข้องกับหลักธรรม แต่หากเจ้าให้เขาทำหน้าที่สำคัญยิ่งชีพอันใดให้ลุล่วง เขาจะมีแววมากที่สุดที่จะทำให้สิ่งนั้นมีอันยุ่งเหยิง และเมื่อนั้นเจ้าก็จะถูกตบตาไปแล้ว’  ผู้คนจะมองเห็นเขาทะลุปรุโปร่ง และเขาจะได้ทิ้งขว้างศักดิ์ศรีและความสัตย์สุจริตทั้งหมดไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว  หากไม่มีผู้ใดสามารถเชื่อใจเขาได้ เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะทรงสามารถได้อย่างไร?  พระเจ้าจะวางพระทัยมอบหมายกิจหลักอันใดให้เขาได้อย่างไร?  บุคคลเช่นนั้นไว้วางใจไม่ได้” (“การเข้าสู่ชีวิตต้องเริ่มต้นด้วยประสบการณ์แห่งการปฏิบัติหน้าที่ของคนเรา” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์)

พระวจนะของพระเจ้าทำให้ฉันตระหนักว่าฉันทำหน้าที่แบบสุกเอาเผากินแค่ไหน ฉันชะล่าใจในการฝึกซ้อมคอร์ดพวกนั้นจนไปไม่ถึงมาตรฐานที่สูงที่สุด ฉันไม่ลงแรงกายแรงใจอย่างเต็มที่ ฉันรีบเร่งและทำหน้าที่ของตัวเองอย่างลวกๆ ฉันไม่มีความซื่อสัตย์ ฉันเป็นคนไม่น่าเชื่อถือ ฉันมักจะคิดว่าตัวเองตั้งใจและทำงานหนักในหน้าที่เสมอ ว่าฉันมีความจงรักภักดีที่ไม่สิ้นสุด แต่ตอนนี้ ฉันเห็นว่าฉันไม่ได้จดจ่ออยู่กับผลลัพธ์ แต่แค่ทำไปแกนๆ นั่นจะเป็นการทำหน้าที่ของฉันได้ยังไง หากฉันทำแบบนั้นต่อไป ใครจะกล้าไว้ใจฉันอีกล่ะ ฉันไม่ได้กำลังเอาความซื่อสัตย์และเกียรติของตัวเองเป็นเดิมพันเหรอ ฉันทำการล่วงละเมิดไปเมื่อครั้งก่อน ฉันไม่อยากจะทำซ้ำอีก มันไม่สำคัญว่าฉันจะมือบวมหรือเหนื่อยหรือเปล่า จรรยาบรรณและเกียรติของฉันนั้นสำคัญกว่า ดังนั้น ฉันจึงตัดสินใจฝึกซ้อมคอร์ดต่อไปไม่ว่ามันจะเหนื่อยหรือลำบากแค่ไหน เมื่อฉันตัดสินใจกลับใจอย่างแท้จริง ฉันก็เห็นพระพรและการทรงนำของพระเจ้า ในวันนั้นเอง ฉันฝึกซ้อมจนเลยเที่ยงคืน และสามารถจดจำคอร์ดได้เกือบทั้งหมด วันต่อมาฉันฝึกซ้อมตลอดทั้งวันจนคุ้ยเคยกับเพลงทั้งเพลง ระหว่างการถ่ายทำ ฉันตั้งใจจดจ่อกับแต่ละขั้นตอน และอธิษฐานอย่างเงียบๆ พึ่งพาพระเจ้า แล้วฉันก็ต้องประหลาดที่เราถ่ายทำทั้งหมดในเทคเดียว!  การเห็นว่าผลออกมาเป็นแบบนี้ มันทำให้ฉันรู้สึกถึงสันติสุขค่ะ ฉันได้ลิ้มรสหอมหวานของการปฏิบัติความจริง

ต่อมาฉันได้รับหน้าที่แต่งเพลง ฉันไม่ได้แต่งเพลงมานานแล้ว ฉันจึงขาดการฝึกฝนอยู่บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่ผ่านมาเราทำเพลงร็อคกัน ซึ่งฉันไม่เคยทำมาก่อน ดังนั้นฉันจึงวิตกเล็กน้อย แต่ฉันรู้ว่านี่เป็นหน้าที่ที่ฉันจำเป็นต้องทำให้ลุล่วงและฉันต้องทำให้ดีที่สุด ดังนั้น ฉันจึงวางแผนที่จะแต่งให้เสร็จสองเพลงภายในปลายเดือนนั้น ฉันทำงานล่วงเวลาเพื่อแต่งเพลงพวกนั้น และเวลาที่เหนื่อย ฉันก็ขอให้พระเจ้าทรงช่วยฉันละทิ้งเนื้อหนัง ฉันบังเอิญนึกทำนองเพลงหนึ่งขึ้นมาได้ และแต่งมันจนจบเพลงอย่างรวดเร็ว เมื่อฉันแต่งเสร็จ ฉันก็ให้พี่น้องชายหญิงของฉันฟัง พวกเขาพูดว่ามันใช้ได้และมีสไตล์ถูกต้องตามแบบเพลงร็อค แต่ในใจฉันกลับคิดว่า “หากฉันทำงานมากขึ้นและขัดเกลาทำนองเพลงประสานเสียง เพลงก็จะดีขึ้นไปอีก” แต่ฉันก็เกิดเปลี่ยนใจ ฉันไม่มีทิศทางที่ชัดเจนในตอนนั้น และฉันไม่อยากเรียกร้องจากตัวเองมากเกินไป อีกอย่าง พี่น้องชายหญิงของฉันก็ไม่มีปัญหากับมัน มันดีพอแล้ว แถม ฉันเพิ่งเรียนรู้วิธีแต่งเพลงประเภทนี้ ดังนั้นก็ปกติที่มันจะบกพร่องอยู่ ฉันส่งมันให้กับผู้นำทีม

ไม่กี่วันต่อมา เขาบอกฉันว่าฉันมาถูกทางแล้ว แต่ทำนองเพลงมันหยาบไปหน่อย เขาแนะนำให้ฉันคิดเรื่องเนื้อเพลงเพิ่มอีกหน่อย ฉันรู้สึกต่อต้านเรื่องนี้นิดหน่อยและคิดว่า “ฉันเพิ่งจะเรียนรู้วิธีแต่งเพลงประเภทนี้เอง คุณกำลังเรียกร้องจากฉันมากเกินไปแล้วนะ!” ฉันใช้เวลากับมันมามากแล้ว และอีกสองสามวันในการรอคำติชมของเขา เวลาก็ได้ผ่านไปแล้วครึ่งเดือน พอเห็นว่าไม่มีความคืบหน้า ฉันเลยกังวลเล็กๆ การปรับแก้งานประพันธ์จะต้องใช้ความอุตสาหะมาก และฉันไม่รู้ว่ามันจะออกมายังไง ดังนั้นฉันจึงเขียนทำนองหลักใหม่ ผู้นำทีมพูดว่ามันขาดท่วงทำนองและฟังดูเหมือนเพลงเด็ก ฉันรู้สึกหดหู่ใจมากค่ะ คิดว่า “ฉันทุ่มเทเต็มที่แล้วแต่เพลงก็ยังไม่ผ่านสักเพลงเลย ฉันควรจะทำยังไงดี” ต่อมา ฉันเขียนทำนองอีกสองสามเพลง แต่ก็ไม่มีเพลงไหนผ่านเลย ฉันว้าวุ่นใจมากค่ะ ฉันคิดถึงเรื่องที่ฉันตัดสินใจจะแต่งให้ได้สองเพลงภายในสิ้นเดือน แต่ฉันยังแต่งไม่เสร็จสักเพลงด้วยซ้ำ ฉันทำหน้าที่ตัวเองไม่สำเร็จ นี่ฉันไม่มีดีอะไรเลยเหรอ

ในการชุมนุมครั้งต่อมา หัวหน้าทีมก็เตือนฉันว่า “งานประพันธ์ของคุณค่อนข้างไม่เหมือนใครและสไตล์ก็ดี ทำไมถึงยังไม่มีงานไหนได้รับการอนุมัติเลยล่ะ คุณไม่ได้ให้ความสนใจกับเนื้อเพลง ดังนั้นเนื้อร้องกับทำนองเพลงจึงไม่เข้ากัน ยิ่งทุกครั้งที่คุณเปลี่ยนมัน มันก็ยิ่งแย่ลง นี่กำลังทำให้งานของพระนิเวศของพระเจ้าล่าช้านะ” แล้วพี่ชายอีกคนหนึ่งก็เสริมว่า “คุณร้องเพลงไม่ดีเลยในการบันทึกเสียง บางชิ้นงานไม่ตรงกับโน๊ตเพลงด้วยซ้ำ คุณสะเพร่านะ!” การถูกพี่น้องชายพวกนั้นจัดการและตำหนิ มันน่าอับอายค่ะ ฉันอยากแทรกแผ่นดินหนีนัก พอฉันกลับถึงบ้าน ฉันก็อธิษฐานต่อพระเจ้าว่า “พระเจ้า ข้าพระองค์ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างลวกๆ ข้าพระองค์ไม่ได้อุทิศตัวเลย แต่ข้าพระองค์ไม่รู้ว่าจะแก้ไขปัญหานี้ยังไง โปรดทรงช่วยข้าพระองค์และทรงนำข้าพระองค์ด้วยเถิด”

ต่อมา ฉันอ่านพระวจนะนี้ของพระเจ้า “การรับมือกับสิ่งทั้งหลายอย่างตลกคะนองและไร้ความรับผิดชอบเหลือเกินนั้น ไม่ใช่บางสิ่งที่อยู่ภายในอุปนิสัยอันเสื่อมทรามหรอกหรือ?  สิ่งใดหรือ?  สิ่งนั้นก็คือคราบสกปรก ไม่ว่าในเรื่องอะไรทั้งหมด พวกเขาพูดว่า ‘นั่นถูกต้องแล้ว’ และ ‘ใกล้เคียงพอแล้ว’ นั่นคือท่าทีที่ว่า ‘อาจจะ’ ‘เป็นไปได้’ และ ‘สี่ในห้า’  พวกเขาทำสิ่งทั้งหลายอย่างขอไปที พึงพอใจที่จะทำขั้นต่ำ และพึงพอใจที่จะมั่วไปเรื่อยๆ ตามที่พวกเขาสามารถทำได้ พวกเขาไม่เห็นประโยชน์ในการถือสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องจริงจังหรือการเพียรพยายามเพื่อความเที่ยงตรง และพวกเขาเห็นประโยชน์น้อยกว่านั้นในการแสวงหาหลักธรรมทั้งหลาย  นี่ไม่ใช่บางสิ่งที่อยู่ภายในอุปนิสัยอันเสื่อมทรามหรอกหรือ?  นั่นเป็นการสำแดงของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติหรือ?  การเรียกสิ่งนั้นว่าความโอหังนั้นถูกต้อง และการเรียกสิ่งนั้นว่าเหลวแหลกก็เหมาะสมทั้งสิ้นด้วยเช่นกัน—แต่การที่จะจับภาพสิ่งนั้นอย่างสมบูรณ์แบบ คำพูดเดียวที่จะทำได้ก็คือ ‘เป็นคราบสกปรก’  คราบสกปรกเช่นนั้นมีอยู่ในสภาวะความเป็นมนุษย์ของผู้คนส่วนใหญ่ ไม่ว่าในเรื่องอะไรทั้งหมด พวกเขาก็ปรารถนาที่จะทำน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ปรารถนาที่จะเห็นสิ่งที่พวกเขาสามารถหลบรอดไปได้ และมีกลิ่นโชยวูบของเล่ห์ลวงในทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำ  พวกเขาโกงคนอื่นเมื่อพวกเขาสามารถทำได้ ทำอะไรลวกๆ เมื่อพวกเขามีความสามารถทำได้ และเกลียดที่จะใช้เวลาหรือความคิดให้มากในการพิจารณาเรื่องหนึ่งเรื่อง  ตราบเท่าที่พวกเขาสามารถหลีกเลี่ยงการถูกเปิดโปงได้ และพวกเขาไม่ก่อให้เกิดปัญหา และพวกเขาไม่ได้ถูกเรียกให้มาอธิบาย พวกเขาก็คิดว่าทุกอย่างนั้นเรียบร้อย และด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงมั่วต่อไปข้างหน้า  สำหรับพวกเขา การทำการงานหนึ่งให้ดีนั้นยุ่งยากเกินกว่าจะคุ้มค่า  ผู้คนเช่นนั้นไม่เรียนรู้สิ่งใดให้เชี่ยวชาญเลย และพวกเขาไม่พยายามใช้ความสามารถอย่างหนักในการศึกษาของพวกเขา  พวกเขาต้องการเพียงได้รับเค้าโครงกว้างๆ ของหัวเรื่องเท่านั้น แล้วจากนั้นจึงเรียกตัวพวกเขาเองว่าช่ำชองในสิ่งนั้น แล้วจากนั้นจึงพึ่งพาการนี้เพื่อมั่วไปในหนทางของพวกเขาจนตลอดรอดฝั่งไปได้  นี่ไม่ใช่ท่าทีที่ผู้คนมีต่อสิ่งทั้งหลายหรอกหรือ?  นั่นใช่ท่าทีที่ดีหรือไม่?  ท่าทีจำพวกนี้ซึ่งผู้คนเช่นนั้นนำเอาไปใช้กับผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายนั้นอยู่ในคำพูดไม่กี่คำก็คือ ‘มั่วจนตลอดรอดฝั่งไปได้’ และคราบสกปรกเช่นนั้นมีอยู่ในมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามทั้งหมด” (“สำหรับเหล่าผู้นำและคนทำงาน การเลือกสรรเส้นทางคือความสำคัญสูงสุด (9)” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์)  “คนเราสามารถบอกความแตกต่างระหว่างผู้คนซึ่งมีสูงศักดิ์และผู้คนซึ่งต่ำช้าได้อย่างไร?  แค่ดูที่ท่าทีและลักษณะของพวกเขาในการที่พวกเขาปฏิบัติต่อผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลาย—ดูที่วิธีที่พวกเขาปฏิบัติตน วิธีที่พวกเขารับมือกับสิ่งทั้งหลาย และวิธีที่พวกเขาประพฤติตนเมื่อประเด็นปัญหาทั้งหลายเกิดขึ้น  ผู้คนที่มีบุคลิกลักษณะและศักดิ์ศรีนั้นพิถีพิถัน เคร่งครัด และขยันหมั่นเพียรในการกระทำของพวกเขา และพวกเขาเต็มใจที่จะทำการพลีอุทิศ  ผู้คนที่ปราศจากบุคลิกลักษณะและศักดิ์ศรีนั้นจับจดและหละหลวมในการกระทำของพวกเขา ทำเล่ห์กลอยู่เสมอ ต้องการอยู่เสมอที่จะแค่มั่วจนตลอดรอดฝั่งไปได้  พวกเขาไม่เรียนรู้ทักษะใดที่จะเชี่ยวชาญ และไม่สำคัญว่าพวกเขาจะศึกษานานเพียงใด พวกเขายังคงประหลาดใจสับสนโดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ในเรื่องทั้งหลายเกี่ยวกับทักษะหรืออาชีพ  หากเจ้าไม่กดดันเพื่อเอาคำตอบจากพวกเขา ทุกอย่างก็ดูเหมือนว่าเรียบร้อยดี แต่ทันทีที่เจ้ากดดัน พวกเขาก็ตื่นตระหนก—เหงื่อชุ่มคิ้วของพวกเขา และพวกเขาไม่มีการตอบสนอง  เหล่านี้คือผู้คนที่มี บุคลิกลักษณะต่ำต้อย” (“สำหรับเหล่าผู้นำและคนทำงาน การเลือกสรรเส้นทางคือความสำคัญสูงสุด (9)” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์)  พอได้อ่านบทตอนนี้เท่านั้นฉันถึงตระหนักได้ ว่าฉันชุ่ยในหน้าที่ของตัวเอง เพราะมีบางอย่างต่ำช้าในตัวฉัน ฉันอยากทำทุกอย่างให้น้อยที่สุดเท่าที่ทำได้โดยไม่สนใจคุณภาพงานของตัวเองเลย ฉันไม่อยากแสวงหาหลักปฏิบัติของความจริงและทำหน้าที่ของฉันตามที่พระเจ้าทรงประสงค์ เมื่อฉันคิดเรื่องครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายวิดีโอหรือแต่งเพลง เมื่อไรก็ตามที่ฉันเผชิญปัญหาที่ต้องการความอุตสาหะ เมื่อไรก็ตามที่ฉันจำเป็นต้องยอมลำบาก ฉันก็พอใจกับการใช้ความพยายามให้น้อยที่สุด ฉันไม่พยายามปรับปรุงหรือทำงานหนักขึ้น ที่จริง ฉันรู้ว่าถ้าฉันทำงานหนักขึ้นและตั้งอกตั้งใจมากขึ้น ฉันก็จะทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีขึ้น แต่ฉันเคยแต่ทำให้น้อยที่สุดเท่านั้น ตามใจตัวเองเสมอ ฉันจึงไม่สามารถก้าวหน้าในการงาน หรือเป็นพยานให้พระเจ้าผ่านหน้าที่ของฉันได้ และผลคือฉันเอาแต่ทำให้งานของคริสตจักรล่าช้า ฉันจะพูดได้ยังไงว่าฉันทำหน้าที่ของตัวเองแล้ว ฉันกำลังกีดขวางงานของพระนิเวศของพระเจ้าอย่างชัดเจน ตอนนั้นเองที่ฉันเห็นว่าความต่ำช้าของฉันนั้นร้ายแรงแค่ไหน ฉันทำลวกๆ ทำให้ผ่านๆ ไป ฉันพยายามหลอกพระเจ้า ฉันขาดคุณลักษณะและความมีเกียรติ พระเจ้าชอบบรรดาผู้ที่ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างซื่อตรงและขันแข็ง ผู้แสวงหาหลักปฏิบัติของความจริงเมื่อเผชิญความยากลำบากและทำหน้าที่ของพวกเขาให้ลุล่วงตามที่พระเจ้าประสงค์ พวกเขามีเกียรติและความซื่อสัตย์ และมีคุณค่าอย่างสูงในสายพระเนตรของพระเจ้า เทียบกับพวกเขาแล้ว ฉันไม่เหมาะจะถูกเรียกว่ามนุษย์เลย ฉันรู้สึกละอายใจค่ะ ตอนนั้นเอง ฉันก็ได้เข้าใจว่า พระเจ้าทรงกำลังช่วยฉันให้รอดผ่านการที่บรรดาพี่น้องชายตัดแต่งและจัดการฉัน ไม่อย่างนั้น ฉันคงทำงานลวกๆ แบบนี้เสมอ ฉันคงไม่มีทางทำหน้าที่ตัวเองให้ดี ฉันคงขัดขวางงานของพระนิเวศของพระเจ้า และถูกพระเจ้าทรงทอดทิ้ง

ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าเพิ่มเติม “พระราชกิจของพระเจ้าได้รับการทรงกระทำเพื่อประโยชน์ของมวลมนุษย์ และความร่วมมือของมนุษย์ก็ได้รับการถวายเพื่อประโยชน์ของการบริหารจัดการของพระเจ้า  หลังจากที่พระเจ้าได้ทรงกระทำทุกสิ่งที่พระองค์ควรทรงกระทำแล้ว มนุษย์พึงต้องทุ่มเทในการปฏิบัติของเขาและร่วมมือกับพระเจ้า  ในพระราชกิจของพระเจ้า มนุษย์ควรทุ่มเทจนสุดความพยายาม ควรมอบถวายความจงรักภักดีของเขา และไม่ควรปล่อยตัวปล่อยใจไปกับมโนคติที่หลงผิดมากมาย หรือนั่งนิ่งเฉยและรอความตาย  พระเจ้าทรงสามารถเสียสละพระองค์เองเพื่อมนุษย์ แล้วเหตุใดมนุษย์จึงไม่สามารถถวายความจงรักภักดีของเขาแด่พระเจ้าเล่า?  พระเจ้าทรงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับมนุษย์ แล้วเหตุใดมนุษย์จึงไม่สามารถถวายความร่วมมือสักเล็กน้อยบ้างเล่า?  พระเจ้าทรงพระราชกิจเพื่อมวลมนุษย์ แล้วเหตุใดมนุษย์จึงไม่สามารถทำหน้าที่บางอย่างของตนเพื่อประโยชน์แห่งการบริหารจัดการของพระเจ้าเล่า?  พระราชกิจของพระเจ้าได้มาไกลถึงขนาดนี้ แม้กระนั้น พวกเจ้าก็ยังเพียงมองเห็นแต่ไม่ลงมือทำ พวกเจ้าได้ยินแต่ไม่ขยับตัว  ผู้คนเช่นนี้ไม่ใช่เป้าหมายของความพินาศหรอกหรือ?  พระเจ้าได้ทรงอุทิศทุกสิ่งทุกอย่างของพระองค์แก่มนุษย์ แล้วเหตุใดวันนี้มนุษย์จึงไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างจริงจังจริงใจบ้าง?  สำหรับพระเจ้า พระราชกิจของพระองค์คือลำดับความสำคัญแรกของพระองค์ และพระราชกิจในการบริหารจัดการของพระองค์ย่อมมีความสำคัญที่สุด  สำหรับมนุษย์ การนำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติและทำให้ข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าลุล่วงคือลำดับความสำคัญแรกของเขา  พวกเจ้าทั้งหมดควรเข้าใจสิ่งนี้” (“พระราชกิจของพระเจ้าและการปฏิบัติของมนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  พอนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าฉันก็ตื้นตันใจมากค่ะ พระเจ้ามีพระทัยและพระดำริเดียวต่อมนุษย์ พระองค์ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์สองครั้งเพื่อช่วยมวลมนุษย์ซึ่งถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามให้รอด พระองค์ทรงถูกหมิ่นพระเกียรติ ไม่เป็นที่ยอมรับจากคนสองยุคนั้น และทรงทนทุกข์อย่างมาก ทรงเผชิญความเสื่อมทรามอย่างหนักของเราและความไม่แยแสไร้ความรู้สึกของเรา พระเจ้าทรงไม่เคยทอดทิ้งเรา พระองค์ยังทรงแสดงความจริงเพื่อช่วยเราให้รอด ความสามารถของเรานั้นขาดพร่องและเราก็ยอมรับความจริงได้เชื่องช้า แต่พระเจ้าทรงสามัคคีธรรมกับเราอย่างจริงใจและถ้วนทั่วมาก บางครั้งพระองค์ทรงใช้คำอุปมาและตัวอย่าง และทรงเล่าเรื่องเพื่อทรงนำเรา จากทุกมุม และในทุกทาง นี่ก็เพื่อที่เราจะสามารถเข้าใจความจริงและเข้าสู่ความจริงได้ พระเจ้าทรงรับผิดชอบชีวิตของเรา และพระองค์จะไม่ทรงหยุดพักจนกว่าพระองค์จะทรงทำให้เราสมบูรณ์แล้ว การเห็นพระอุปนิสัยของพระเจ้าและเจตนารมย์อันแรงกล้าของพระองค์ช่างเป็นแรงบันดาลใจจริงๆ แต่เมื่อฉันคิดถึงว่าฉันปฏิบัติต่อพระเจ้าและฉันเข้าหาหน้าที่ของตัวเองอย่างไร ฉันก็เต็มไปด้วยความเสียใจ ฉันไม่ต้องการทำหน้าที่แบบขอไปทีอีกแล้ว ฉันไปเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและอธิษฐาน ถามพระองค์ว่าฉันจะสามารถเลิกชุ่ยและทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีจริงๆ ได้ยังไง

แล้วฉันก็อ่านพระวจนะของพระเจ้า ซึ่งกล่าวว่า “หน้าที่คืออะไรหรือ?  มันก็คือพระบัญชาหนึ่งซึ่งพระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้แก่ผู้คน  ดังนั้นแล้ว เจ้าควรทำหน้าที่ของเจ้าให้ลุล่วงอย่างไรหรือ?  ก็โดยการปฏิบัติตนอย่างสอดคล้องกับข้อพึงประสงค์และมาตรฐานทั้งหลายของพระเจ้า และโดยการมีพื้นฐานของพฤติกรรมของเจ้าอยู่บนความจริงหลักธรรมมากกว่าที่จะอยู่บนความอยากได้อยากมีตามความชอบส่วนตัวของมนุษย์  ในหนทางนี้ การลุล่วงของเจ้าในหน้าที่ทั้งหลายของเจ้าย่อมขึ้นไปถึงมาตรฐาน” (“โดยการแสวงหาหลักธรรมแห่งความจริงเท่านั้น คนเราจึงจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาได้ดี” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์)  “การจริงจังต่อการปฏิบัติหน้าที่หมายถึงสิ่งใดหรือ?  การจริงจังกับการปฏิบัติหน้าที่มิใช่หมายถึงการใช้ความพยายามเล็กน้อยหรือการทนทุกข์กับความทรมานทางกายบางอย่าง  สิ่งที่เป็นกุญแจสำคัญก็คือว่า ในหัวใจของเจ้ามีพระเจ้าและมีภาระหนึ่งอยู่  ในหัวใจของเจ้านั้น เจ้าต้องให้น้ำหนักความสำคัญของหน้าที่ของเจ้า และจากนั้นก็พกพาภาระและความรับผิดชอบนี้ไปในทุกสิ่งที่เจ้าทำและใส่หัวใจเข้าไปในสิ่งนั้น  เจ้าต้องทำให้ตัวเองมีค่าคู่ควรต่อภารกิจที่พระเจ้าได้ทรงมอบให้เจ้า ตลอดจนทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าได้ทรงทำไปเพื่อเจ้า และความหวังทั้งหลายของพระองค์ที่ทรงมีต่อเจ้า  เฉพาะการทำดังนั้นเท่านั้นจึงเป็นการมีความจริงจัง  ไม่มีประโยชน์ในการที่เจ้าแสร้งทำท่าขยับเคลื่อนไหวตบตา เจ้าอาจใช้เล่ห์เพทุบายกับผู้คนได้ แต่เจ้าไม่สามารถหลอกพระเจ้าได้  หากไม่มีราคาจริงและไม่มีความจงรักภักดีในยามที่เจ้าปฏิบัติหน้าที่ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ขึ้นไปไม่ถึงมาตรฐาน” (“การปฏิบัติหน้าที่ให้ดีอย่างน้อยที่สุดพึงต้องมีมโนธรรม” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์)  พระวจนะนี้นำความชัดเจนมาสู่หัวใจของฉัน พระเจ้าทรงมอบหมายหน้าที่ให้แก่เรา เราต้องทำตามที่พระองค์ประสงค์และประพฤติตนตามความจริง เราไม่สามารถเลือกเฟ้นหรือทำตามปรารถนาของเราเองอย่างมืดบอด เราต้องทำหน้าที่ของเราให้ได้มาตรฐานระดับหนึ่ง แค่ดูเหมือนทำงานหนักนั้นยังไม่พอ เรื่องหลักคือการมีความรู้สึกรับผิดชอบ เป็นคนที่ขันแข็งและตั้งใจจริง เพื่อแสวงหา ไตร่ตรอง และหาหนทางเพื่อปรับปรุงตัว แล้วเราจะสามารถทำหน้าที่ของเราและทำให้พระเจ้าทรงโปรดปรานได้ ต่อมา ตอนที่ฉันกำลังแต่งเพลง ฉันวิเคราะห์เนื้อร้องอย่างระมัดระวัง และพบสองสามเพลงที่เหมาะกับอารมณ์ของเนื้อร้องพวกนั้น ฉันคิดหนักว่าคนอื่นใช้ท่วงทำนองแสดงความรู้สึกแบบเดียวกันยังไง และคิดถึงความหมายของเนื้อร้อง อารมณ์ และทิศทางของทำนองเพลง หลังจากเข้าใจเรื่องทั้งหมดนั้น ฉันก็เริ่มประพันธ์เพลง ฉันขอคำแนะนำจากพี่น้องชายหญิงหลังจากนั้น ปรับแก้งานประพันธ์สองครั้ง แล้วจากนั้นมันก็พร้อม แค่สัปดาห์เดียวก็เสร็จ งานประพันธ์อีกชิ้นหนึ่งที่ฉันปรับแก้ก็ผ่านเช่นกันค่ะ เมื่อฉันเห็นว่าการทำงานประพันธ์พวกนั้นให้เสร็จใช้เวลาน้อยแค่ไหน ฉันก็ยิ่งรู้สึกผิดและเสียใจที่พยายามทำหน้าที่ของฉันลวกๆ ก่อนหน้านั้น ฉันเห็นว่าฉันถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างร้ายแรงแค่ไหน ความต่ำช้าของฉันนั้นเลวร้ายแค่ไหน และฉันเคยทำงานชุ่ยแค่ไหน ขอบคุณการจัดการเตรียมการของพระเจ้า ที่ให้พี่น้องชายหญิงจัดการฉัน ในที่สุดฉันก็สามารถแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขอุปนิสัยเสื่อมทรามของฉัน และปฏิบัติหน้าที่ของฉันด้วยความอุทิศตนได้ ฉันขอบคุณความรอดของพระเจ้าค่ะ!

ก่อนหน้า: 22. การปฏิบัติความจริงคือกุญแจสำคัญสู่การร่วมมือที่สามัคคีกัน

ถัดไป: 24. ในที่สุดฉันก็ได้เรียนรู้วิธีทำหน้าที่ให้ลุล่วง

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

27. คนเราควรเคารพหน้าที่ของตัวเองอย่างไร

โดย Zheng Ye, เกาหลีใต้ไม่นานหลังจากมาเป็นผู้เชื่อ ผมสังเกตว่าพี่น้องชายหญิงที่เป็นผู้นำในขณะนั้นจัดการชุมนุมและสามัคคีธรรมถึงความจริงบ่อยๆ...

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย Xiaowei, ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ข้อคัดสรรของพระวจนะแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ 170 หลักธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติความจริง ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า (แก่นสารสำคัญของผู้เชื่อใหม่) คำพยานเกี่ยวกับประสบการณ์ทั้งหลายหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้