6. ในที่สุดฉันก็เข้าใจความสำคัญของบททดสอบจากพระเจ้า
วันหนึ่งในเดือนกรกฎาคม 2024 ฉันกับพี่น้องหญิงที่ให้ความร่วมมือกันกำลังประเมินบทความอยู่ จู่ๆ พี่น้องหญิงเจินก็พูดขึ้นมาว่ารู้สึกไม่สบาย รู้สึกเวียนหัวและแน่นหน้าอก ตอนนั้นเธอนั่งโงนเงนอยู่บนเก้าอี้ ดูเหมือนจะเป็นลมได้ทุกเมื่อ ตอนแรกพวกเราคิดว่าเป็นเพราะอากาศอบอ้าวและอากาศไม่ถ่ายเทในห้อง แต่ต่อมา อาการแบบนี้ก็เกิดถี่ขึ้นเรื่อยๆ ตอนที่อาการหนัก เธอถึงกับไม่มีแรงจะพูด และเดินไปไม่กี่ก้าวก็หอบ เธอดูแลตัวเองในชีวิตประจำวันไม่ได้ด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับการทำหน้าที่ ฉันเริ่มเป็นห่วงขึ้นมา “เธออาจเป็นโรคร้ายแรงหรือเปล่า?” แต่แล้วฉันก็คิดในใจว่า “พวกเราทุกคนกำลังทำหน้าที่ด้านข้อเขียน ซึ่งค่อนข้างสำคัญ อีกอย่าง พี่น้องหญิงเจินก็ทนรับความลำบากและจ่ายราคาในหน้าที่ได้ และยังบรรุลผลอยู่บ้าง พระเจ้าจะต้องทรงคุ้มครองเธอและไม่ทรงปล่อยให้เธอเป็นโรคร้ายแรงแน่ๆ นี่น่าจะเป็นการที่พระเจ้าทรงทดสอบเธอ บางทีหลังเธอเรียนรู้บทเรียน พระเจ้าอาจจะทรงกำจัดโรคของเธอ” จากนั้นพี่น้องหญิงเจินก็ไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกาย หมอบอกว่าผลตรวจทุกอย่างของเธอปกติ แต่เธอมีภาวะหัวใจเต้นช้าและเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ หมอจ่ายยารักษาหัวใจและการไหลเวียนเลือดให้เธอ และบอกให้เธอพักผ่อนมากๆ และดูแลตัวเอง พอเห็นผลตรวจ พวกเราก็คิดว่าพี่น้องหญิงเจินคงไม่เป็นอะไรหลังจากได้พักผ่อนและพักฟื้นบ้าง ในใจฉันเอาแต่ขอบคุณพระเจ้า และยิ่งเชื่อมั่นว่า พวกเราต่างจากผู้ไม่มีความเชื่อ คือ เราที่เชื่อในพระเจ้าจะอยู่ในการดูแลและการคุ้มครองของพระองค์ และหลังจากเราเรียนรู้บทเรียน เราก็จะหายขาดจากโรค แต่คิดไม่ถึงเลยว่า หลังจากพี่น้องหญิงเจินกลับจากโรงพยาบาลและพักฟื้นอยู่ช่วงหนึ่ง โรคของเธอก็กำเริบขึ้นมาอีก และอาการก็เกิดถี่ขึ้นเรื่อยๆ
เช้าวันหนึ่ง เธอไม่สบายจึงพักอยู่ในห้อง แล้วตกจากเตียงได้ยังไงก็ไม่รู้ พวกเราได้ยินเสียงจึงรีบวิ่งเข้าไปในห้อง และเห็นเธอนอนอยู่บนพื้น ขยับตัวไม่ได้ หลับตาปี๋ หายใจพะงาบๆ มือเท้าเย็นเฉียบ แขนขาเกร็ง และทั้งตัวก็สั่นไม่หยุด ดูเหมือนเธอหายใจไม่ทันและอาจตายได้ทุกเมื่อ พวกเรากลัวกันมาก พี่น้องหญิงเจ้าภาพรีบไปหายารักษาโรคหัวใจแบบออกฤทธิ์เร็วมาให้เธอกิน แล้วเธอจึงค่อยๆ ได้สติกลับมา พอนึกถึงช่วงเวลานั้น หัวใจฉันยังเต้นรัวอยู่เลย ถ้าพวกเราเข้าไปช้ากว่านั้นอีกนิด ฉันไม่กล้าคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น พอเห็นพี่น้องหญิงเจินนอนอยู่บนเตียง มือกุมหัวใจ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ฉันก็พลอยปวดใจไปด้วย “เกิดเรื่องแบบนี้ได้ยังไง? หมอบอกว่าเธอไม่เป็นอะไรไม่ใช่หรือ? แต่เห็นได้ชัดว่าเธอมีปัญหาหัวใจรุนแรง ฉันได้ยินมาว่าถ้าเราเป็นโรคหัวใจรุนแรง เราอาจจะหายใจไม่ทันและเสียชีวิตกะทันหัน เธออายุแค่สามสิบกว่าๆ เอง เธอป่วยหนักขนาดนี้ได้ยังไง?” ยิ่งยากตอนที่ได้ยินเธอพูดกับฉันอย่างอ่อนแรงว่า “ตอนนี้ฉันรู้สึกไม่สบายจริงๆ เหมือนหัวใจจะหยุดเต้นได้ทุกเมื่อ ถ้าฉันตาย คุณต้องบอกแม่ฉันนะว่าอย่าเข้าใจพระเจ้าผิด ไม่ว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งใด สิ่งนั้นย่อมชอบธรรม…” เธอจะพูดๆ หยุดๆ พูดสั้นๆ อย่างรีบร้อน พอเห็นเธอเป็นแบบนั้น ฉันก็กลัวมาก ฉันไม่เคยเห็นใครใกล้ตายขนาดนี้มาก่อน และชั่วขณะนั้น ฉันไม่รู้เลยว่าจะพูดอะไรเพื่อปลอบใจเธอ ต่อมา ผู้นำเห็นแก่สุขภาพของเธอ จึงได้แจ้งให้ครอบครัวมารับเธอกลับบ้านไปพักฟื้น
ฉันคิดไม่ตกเรื่องความเจ็บป่วยของพี่น้องหญิงเจิน “เธอเป็นผู้เชื่อที่จริงใจ สามีของเธอไล่เธอออกจากบ้านเพราะเธอทำหน้าที่ และหลายปีมานี้ เธอก็ทำหน้าที่สำคัญๆ ในคริสตจักร และบรรลุผลบ้าง ทำไมเธอถึงป่วยหนักขนาดนี้? ทำไมพระเจ้าไม่ทรงคุ้มครองเธอ? ต่อให้นี่เป็นบททดสอบ แต่ก็ไม่ควรรุนแรงขนาดนี้ใช่ไหม? ถ้าเธอตาย เธอจะได้ถูกช่วยให้รอดได้อย่างไร? ฉันเข้าใจนะว่าผู้ไม่มีความเชื่อและผู้ที่ต่อต้านพระเจ้าจะเผชิญกับความวิบัติทุกรูปแบบ แต่พี่น้องหญิงเจินต่างออกไป เธอเชื่อในพระเจ้าด้วยความจริงใจ ความทุกข์ยากที่เลวร้ายขนาดนี้ถึงเกิดขึ้นกับเธอได้ยังไง?” จิตใจฉันว้าวุ่นไปหมด และฉันก็ไม่เข้าใจว่าเจตนารมณ์ของพระเจ้าคืออะไร เรื่องนี้ทำให้ฉันคิดถึงตัวเอง เมื่อก่อนฉันคิดว่า เพราะฉันละทิ้งครอบครัวและอาชีพมาทำหน้าที่นานกว่าสิบปีแล้ว และฉันก็ทำหน้าที่สำคัญๆ มาโดยตลอด โดยบรรลุผลบ้าง ตราบใดที่ฉันไล่ตามเสาะหาแบบนี้ต่อไป ฉันจะต้องถูกช่วยให้รอดและเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้าอย่างแน่นอน แต่สถานการณ์ของพี่น้องหญิงเจินทำให้ฉันรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า ไม่มีหลักประกันที่ฉันจะได้รับความรอดเช่นกัน ถ้าวันหนึ่งมีความทุกข์ยากครั้งใหญ่เกิดขึ้นกับฉันอย่างกะทันหันเหมือนพี่น้องหญิงเจิน หรือฉันถึงขั้นต้องเผชิญกับความตายล่ะ? ถ้าฉันตาย ฉันจะถูกช่วยให้รอดได้อย่างไร? หลายปีที่ฉันจ่ายราคาและสละตนเองมาจะไม่สูญเปล่าหรอกหรอ? พอนึกถึงเรื่องนี้ ฉันก็เริ่มท้อแท้ขึ้นมาบ้าง ฉันไม่ใส่ใจการทำหน้าที่อีกต่อไป และฉันก็แค่ทำเท่าที่ทำได้ให้ผ่านแต่ละวันไป พอใจแค่ทำงานตรงหน้าให้เสร็จก็พอ ฉันรู้สึกเหมือนมีกำแพงกั้นระหว่างพระเจ้ากับฉัน ฉันอดถามตัวเองไม่ได้ว่า “ฉันเป็นอะไรไป? ทำไมตั้งแต่พี่น้องหญิงเจินป่วย ฉันถึงหาแรงจูงใจในการทำหน้าที่ไม่ได้เลย?”
ระหว่างแสวงหา ฉันได้ดูวีดิทัศน์คำพยานจากประสบการณ์เรื่อง “การทนทุกข์กับภัยพิบัติ ต้องเป็นสิ่งเลวร้ายหรือไม่?” พระวจนะของพระเจ้าสองบทตอนที่ถูกยกมากล่าวถึงสภาวะของฉันโดยตรง พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เมื่อใครคนหนึ่งเห็นใครอีกคนเผชิญกับความยากลำบาก พวกเขาย่อมค้นหาความลำบากนั้นในตัวเองทันทีด้วยการสมมุติว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน เมื่อไรก็ตามที่พวกเขาเห็นใครบางคนเผชิญความเจ็บปวดร้าว ความเจ็บป่วย ความทุกข์ลำบาก หรือความวิบัติบางประเภท พวกเขาก็พลันนึกถึงตนเองและสงสัยว่า ‘หากเกิดเรื่องนี้ขึ้นกับฉัน ฉันจะทำอย่างไร? กลายเป็นว่าผู้เชื่อก็ยังสามารถเผชิญกับสิ่งเหล่านี้และทนทุกข์ความทรมานเหล่านี้ได้ แล้วพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าประเภทไหนกันแน่? หากพระเจ้าทรงไม่คำนึงถึงความรู้สึกของคนคนนั้น พระองค์จะทรงปฏิบัติต่อฉันเช่นเดียวกันไหม? นี่แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงพึ่งพาไม่ได้ พระองค์ทรงจัดวางสภาพแวดล้อมที่เหนือความคาดหมายเอาไว้ให้ผู้คนในทุกที่และทุกเวลา และทรงสามารถทำให้พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าอับอายได้ตลอดเวลา และในทุกรูปการณ์แวดล้อม’ พวกเขากลัวว่าหากพวกเขาไม่เชื่อ พวกเขาจะไม่ได้รับพระพร แต่หากพวกเขาเชื่อต่อไป พวกเขาก็จะเจอกับความวิบัติ ในหนทางนี้ เมื่อผู้คนอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า พวกเขาก็เพียงกล่าวว่า ‘ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ขอวอนให้พระองค์ทรงอวยพรข้าพระองค์ด้วยเถิด’ และไม่กล้ากล่าวว่า ‘ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ขอให้พระองค์ทรงทดสอบข้าพระองค์ บ่มวินัยข้าพระองค์ และทำตามที่พระองค์ทรงจะทำ ข้าพระองค์เต็มใจยอมรับสิ่งนั้น’—พวกเขาไม่กล้าอธิษฐานเช่นนี้ หลังประสบกับความพ่ายแพ้และความล้มเหลวเพียงไม่กี่ครั้ง ความแน่วแน่และความกล้าหาญของผู้คนก็ลดลง และพวกเขาก็มี ‘ความเข้าใจ’ ที่ต่างออกไปต่อพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า ต่อการตีสอนและการพิพากษาของพระองค์ และต่ออธิปไตยของพระองค์ ทั้งยังเกิดสำนึกระวังตัวต่อพระเจ้าอีกด้วย ในหนทางนี้ย่อมมีกำแพง และมีความบาดหมางเกิดขึ้นระหว่างผู้คนกับพระเจ้า การที่ผู้คนมีสภาวะเหล่านี้เป็นเรื่องที่ใช้ได้หรือไม่? (ใช้ไม่ได้) แล้วสภาวะเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะพัฒนาขึ้นในตัวพวกเจ้าหรือไม่? การที่เจ้าใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะเหล่านี้เกิดขึ้นหรือไม่? (เกิดขึ้น) ปัญหาเช่นนี้ควรแก้ไขอย่างไร? การไม่แสวงหาความจริงเป็นเรื่องที่ใช้ได้หรือไม่? หากเจ้าไม่เข้าใจความจริงและไม่มีความเชื่อ ก็ยากที่เจ้าจะติดตามพระเจ้าไปจนถึงปลายทาง และเจ้าจะล้มลงเมื่อเผชิญความวิบัติและภัยพิบัติทั้งหลาย ไม่ว่าเกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือเกิดจากน้ำมือมนุษย์ก็ตาม” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, การไล่ตามเสาะหาความจริงคืออะไร (11)) “ทุกคนที่มาเชื่อในพระเจ้าพร้อมที่จะน้อมรับพระคุณ พร และคำสัญญาจากพระเจ้าเท่านั้น เต็มใจน้อมรับความเมตตาและความกรุณาจากพระองค์เท่านั้น ทว่าไม่มีใครรอคอยหรือเตรียมพร้อมที่จะยอมรับการตีสอนและการพิพากษา บททดสอบและการถลุง หรือการลิดรอนจากพระเจ้า ไม่มีสักคนที่เตรียมตัวยอมรับการพิพากษาและการตีสอนจากพระเจ้า การลิดรอน หรือคำสาปแช่งจากพระองค์ ความสัมพันธ์เช่นนี้ระหว่างผู้คนกับพระเจ้าเป็นปกติหรือผิดปกติ? (ผิดปกติ) เหตุใดจึงกล่าวว่าผิดปกติ? สิ่งใดทำให้ความสัมพันธ์นี้ผิดไป? สิ่งที่ทำให้ผิดไปก็คือผู้คนไม่มีความจริง แล้วก็เป็นเพราะผู้คนมีมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันมากเกินไป เข้าใจพระเจ้าผิดอยู่เสมอ และไม่รู้วิธีแก้ไขสิ่งเหล่านี้ด้วยการแสวงหาความจริง—นี่ทำให้มีแนวโน้มสูงมากที่จะเกิดปัญหาขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้คนเชื่อในพระเจ้าเพื่อให้ได้รับพรเท่านั้น พวกเขาแค่อยากทำข้อตกลงกับพระเจ้า และเรียกร้องสิ่งต่างๆ จากพระองค์ แต่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง นี่เป็นเรื่องที่อันตรายมาก ทันทีที่พวกเขาเผชิญบางสิ่งที่ขัดกับมโนคติอันหลงผิดของตน พวกเขาก็เกิดมโนคติอันหลงผิด ความเข้าใจผิด และความคับข้องใจเกี่ยวกับพระเจ้าทันที และเลยเถิดถึงขั้นสามารถทรยศพระองค์ได้อีกด้วย นี่ย่อมมีผลสืบเนื่องที่ร้ายแรงมิใช่หรือ? แท้จริงแล้วผู้คนส่วนใหญ่เดินบนเส้นทางใดในความเชื่อที่พวกเขามีในพระเจ้า? แม้พวกเขาจะฟังคำเทศนามาหลายปี สามารถกล่าววาจาและคำสอนได้บ้าง แต่อันที่จริงพวกเขาไม่ได้เข้าใจความจริงอย่างแท้จริง แม้พวกเขาจะกล่าวอ้างว่าเต็มใจไล่ตามเสาะหาความจริง แต่มีน้อยคนที่สามารถจ่ายราคาเพื่อให้ได้มาซึ่งความจริง” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, การไล่ตามเสาะหาความจริงคืออะไร (11)) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้าแล้ว ฉันเข้าใจว่าสาเหตุแท้จริงที่ฉันท้อแท้คือ มุมมองเรื่องการเชื่อในพระเจ้าของฉันมีปัญหา ฉันเชื่อในพระเจ้าเพียงเพราะอยากได้รับพรจากพระองค์ ทันทีที่ฉันเห็นว่าไม่มีหวังที่จะได้รับพร ฉันก็จะเข้าใจพระเจ้าผิดและพร่ำบ่นพระองค์ และฉันก็จะสูญเสียความเชื่อในพระองค์ ตอนที่พี่น้องหญิงเจินป่วยช่วงแรก แม้ฉันจะกังวลอยู่บ้าง แต่ฉันคิดว่า ในเมื่อพวกเรากำลังทำหน้าที่ที่สำคัญ และเธอก็เป็นผู้เชื่อที่จริงใจ พระเจ้าจะต้องทรงคุ้มครองเธอและรักษาเธออย่างแน่นอน อีกทั้งเมื่อผลตรวจที่โรงพยาบาลแสดงว่าทุกอย่างปกติ ฉันก็ยิ่งมั่นใจว่าพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ และผู้ที่สละตนเองเพื่อพระองค์อย่างแท้จริงจะต้องได้รับพรและการคุ้มครองจากพระองค์อย่างแน่นอน แต่เมื่อโรคของเธอกำเริบขึ้นมาอีก และเธอถึงขั้นเผชิญกับความตาย ฉันก็เริ่มเข้าใจพระเจ้าผิดและพร่ำบ่นพระองค์ “ทำไมความทุกข์ยากที่ร้ายแรงขนาดนี้ถึงเกิดขึ้นกับเธอ? ทำไมพระเจ้าไม่ทรงคุ้มครองเธอ?” ฉันถึงขั้นรู้สึกว่าผู้เชื่อก็ไม่ต่างจากผู้ไม่มีความเชื่อ และไม่มีหลักประกันว่าจะได้รับความรอด ฉันนึกถึงตัวเองขึ้นมาทันที กังวลว่าความทุกข์ยากอาจเกิดขึ้นกับฉันอย่างกะทันหันเช่นกัน เหมือนกับพี่น้องหญิงเจิน ถ้าฉันเป็นโรคร้ายแรงระยะสุดท้ายและตายไป ฉันจะถูกช่วยให้รอดได้อย่างไร? ทันทีที่ฉันเริ่มกังวลเกี่ยวกับอนาคตและบั้นปลายของตัวเอง หัวใจฉันก็เริ่มออกห่างพระเจ้า และฉันก็เริ่มเฉื่อยชาและคิดลบในหน้าที่ ฉันเห็นว่าในการที่ฉันเชื่อในพระเจ้า ฉันเพียงอยากได้รับพรและพระคุณจากพระเจ้า ทันทีที่ความอยากได้อยากมีของฉันพังทลายลง ฉันก็อดไม่ได้ที่จะเข้าใจพระเจ้าผิดและพร่ำบ่นพระองค์ ถึงขั้นจมอยู่ในความท้อแท้และทำหน้าที่อย่างสุกเอาเผากิน นี่คือการต่อต้านพระเจ้า คือการทรยศต่อพระองค์! พฤติกรรมของฉันไม่ต่างจากคนในโลกศาสนาที่ทำไปเพียงเพื่อกินขนมปังให้อิ่มท้อง เมื่อพระเจ้าทรงอวยพรฉัน ฉันเปี่ยมด้วยความกระตือรือร้น เต็มใจที่จะละทิ้งและสละตนเอง และจ่ายราคาทุกรูปแบบ แต่ทันทีที่ความหวังว่าจะได้รับพรของฉันหายไป ฉันก็เหี่ยวเฉาลงทันที ฉันเห็นว่าฉันเชื่อในพระเจ้ามาหลายปีเพียงเพื่อพรและพระคุณเท่านั้น และฉันเป็นผู้ไม่เชื่อที่ทำไปเพียงเพื่อกินขนมปังให้อิ่มท้อง ฉันเริ่มรังเกียจและเกลียดตัวเอง ฉันรู้สึกตำหนิตัวเองและรู้สึกผิดด้วยที่เข้าใจพระเจ้าผิดไปมากขนาดนั้น
ต่อมา ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่ง และเข้าใจอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าขึ้นมาบ้าง พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ถ้าเจ้าเต็มใจโดยแท้ที่จะไล่ตามเสาะหาความจริง เจ้าก็ควรพยายามบ้างที่จะยอมรับการพิพากษาและการตีสอนจากพระวจนะของพระเจ้า รีบทบทวนและพยายามทำความรู้จักตัวเอง และเตรียมใจให้พร้อมรับบททดสอบและการถลุงที่กำลังจะมาถึงตัว ไม่ว่าเจ้าจะสละตนเพื่อพระเจ้ามากเพียงใด และจ่ายราคาในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้ามากเท่าใด หากท้ายที่สุดเจ้าเผชิญบททดสอบแบบเดียวกับโยบ และพระเจ้าทรงริบทรัพย์สมบัติของเจ้าไปหมด และแม้กระทั่งชีวิตของเจ้าก็กำลังจะสิ้นลง เจ้าควรเผชิญหน้าเรื่องนี้อย่างไร? เจ้าควรมีท่าทีเช่นไรต่ออธิปไตยและการจัดเตรียมของพระเจ้า? เจ้าควรมีท่าทีต่อหน้าที่ของเจ้าอย่างไร? เจ้าควรมีท่าทีเช่นไรต่อสิ่งที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้เจ้าทำ? เจ้ามีความเข้าใจที่ถูกต้องและท่าทีที่ถูกต้องหรือไม่? คำถามเหล่านี้ตอบง่ายหรือไม่? นี่คืออุปสรรคใหญ่หลวงที่วางอยู่ตรงหน้าพวกเจ้า ในเมื่อเป็นอุปสรรคและเป็นปัญหาก็ควรแก้ไขมิใช่หรือ? (ใช่) จะแก้ไขอย่างไร? แก้ง่ายหรือไม่? เจ้าเชื่อในพระเจ้ามาหลายปี อ่านพระวจนะของพระเจ้าไปตั้งมากมาย ฟังคำเทศนามากมายถึงเพียงนั้น และเข้าใจความจริงมากมายถึงเพียงนั้น สมมุติว่าเจ้าพร้อมแล้วที่จะยอมให้พระเจ้าจัดวางเรียบเรียงทุกสิ่ง ไม่ว่านั่นจะเป็นการได้รับพรหรือประสบความทุกข์ยาก และสมมุติว่าทั้งๆ ที่เจ้าละทิ้งและสละตน จ่ายราคาและทุ่มเทเรี่ยวแรงมาทั้งชีวิต แต่ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งเดียวที่เจ้าได้รับเป็นการตอบแทนคือถูกพระเจ้าตรัสสาปแช่ง หรือถูกลิดรอนสิ่งต่างๆ แม้จะเป็นเช่นนั้น ถ้าเจ้าไม่มีคำพร่ำบ่น ไม่มีความอยากได้อยากมีหรือข้อเรียกร้องของเจ้าเอง มีแต่เสาะแสวงที่จะนบนอบพระเจ้าและยอมอยู่ภายใต้การจัดวางเรียบเรียงของพระองค์ และเจ้าก็รู้สึกว่าการมีความเข้าใจแม้เพียงเล็กน้อย มีความนบนอบเพียงเล็กน้อยในอธิปไตยของพระเจ้าก็ทำให้ชีวิตของเจ้าคุ้มค่าแล้ว—ถ้าเจ้ามีท่าทีที่ถูกต้องเช่นนี้ เมื่อมีเรื่องยุ่งยากบางอย่างเกิดขึ้น ก็ย่อมแก้ไขได้ง่ายมิใช่หรือ?… พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเป็นธรรม และเมื่อเป็นเรื่องของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดก็ตาม พระอุปนิสัยของพระเจ้าคือความเมตตาและความรัก แต่คือบารมีและพระพิโรธด้วยเช่นกัน ในการที่พระเจ้าทรงจัดการแต่ละบุคคล ความเมตตา ความรัก บารมี และพระพิโรธในพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ย่อมไม่เปลี่ยนแปลง พระเจ้าจะทรงไม่มีวันแสดงความเมตตาและความรักแค่กับใครบางคน และแสดงบารมีและพระพิโรธต่อคนอื่นๆ เท่านั้น พระเจ้าจะทรงไม่มีวันทำเช่นนี้ เพราะพระองค์คือพระเจ้าผู้ทรงชอบธรรม และพระองค์ทรงเป็นธรรมต่อทุกคน ความเมตตา ความรัก บารมี และพระพิโรธของพระเจ้ามีไว้แด่ทุกคน พระองค์สามารถประทานพระคุณและพระพรแก่ผู้คน และสามารถประทานการคุ้มครองให้พวกเขาได้ ในขณะเดียวกันพระเจ้าก็ทรงสามารถพิพากษาและตีสอนผู้คน สาปแช่งพวกเขา และพรากทุกสิ่งที่พระองค์ประทานให้พวกเขาไปจากพวกเขาได้เช่นกัน พระเจ้าสามารถประทานให้ผู้คนได้ ทว่าพระองค์ก็ทรงสามารถเอาทุกสิ่งไปจากพวกเขาได้เช่นกัน นี่คือพระอุปนิสัยของพระเจ้า และนี่เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงต้องทำกับทุกๆ คน ดังนั้นหากเจ้าคิดว่า ‘ฉันล้ำค่าในสายพระเนตรของพระเจ้า เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของพระองค์ พระองค์ทรงทนตีสอนและพิพากษาฉันไม่ไหวอย่างแน่นอน และพระองค์จะไม่ทรงมีพระทัยพรากทุกสิ่งที่พระองค์ประทานให้ฉันไปเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นฉันจะผิดหวังและเป็นทุกข์’ นี่ไม่ใช่ความคิดที่ผิดพลาดหรอกหรือ? นี่คือมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้าไม่ใช่หรือ? (ใช่) เพราะฉะนั้นก่อนเจ้าจะมาเข้าใจความจริงเหล่านี้ เจ้าไม่ได้นึกถึงแต่การชื่นชมพระคุณ ความเมตตา และความรักของพระเจ้าหรอกหรือ? ผลก็คือ เจ้ามักลืมอยู่ร่ำไปว่าพระเจ้าทรงมีบารมีและพระพิโรธเช่นกัน ถึงแม้ปากของเจ้ากล่าวว่าพระเจ้าทรงชอบธรรม และเจ้าก็สามารถขอบคุณและสรรเสริญพระเจ้าได้เมื่อพระองค์ทรงแสดงความเมตตาและความรักต่อเจ้า ทว่าเมื่อไรที่พระเจ้าทรงแสดงบารมีและพระพิโรธในการตีสอนและการพิพากษาเจ้า เจ้าก็รู้สึกผิดหวังอย่างมาก เจ้าคิดว่า ‘ถ้าเพียงว่าไม่มีพระเจ้าเช่นนั้นอยู่’ ‘ถ้าเพียงว่าไม่ใช่พระเจ้าที่ทรงทำเช่นนี้ ถ้าเพียงว่าพระเจ้าไม่ทรงพุ่งเป้ามาที่ฉัน ถ้าเพียงว่านี่ไม่ใช่เจตนารมณ์ของพระเจ้า ถ้าเพียงว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับคนอื่น เพราะฉันเป็นคนจิตใจดี และฉันไม่ได้ทำสิ่งที่ย่ำแย่ แถมฉันยังยอมลำบากอย่างหนักเพราะการเชื่อในพระเจ้ามาหลายปี พระเจ้าทรงไม่ควรไร้ความกรุณานัก ฉันควรมีคุณสมบัติเพียงพอและมีสิทธิ์ที่จะชื่นชมความเมตตาและความรักของพระเจ้า รวมถึงพระคุณและพระพรอันอุดมของพระเจ้า พระเจ้าจะไม่ทรงพิพากษาหรือตีสอนฉัน และจะไม่ทรงมีพระทัยที่จะทำเช่นนั้นด้วย’ นี่เป็นเพียงความคิดที่ผิดและเพ้อฝันใช่หรือไม่? (ใช่) ความคิดนี้ผิดอย่างไรหรือ? สิ่งที่ผิดในความคิดนี้คือ เจ้าไม่ได้ถือว่าตัวเองเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง เป็นสมาชิกของมนุษยชาติผู้ได้รับการทรงสร้าง เจ้าหลงผิดแยกตัวเองออกจากการเป็นมนุษยชาติผู้ได้รับการทรงสร้าง และถือว่าตัวเจ้าเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่อยู่ในกลุ่มหรือประเภทพิเศษ มอบสถานะพิเศษให้ตัวเอง นี่ไม่ใช่การโอหังและคิดว่าตนเองถูกหรอกหรือ? สิ่งนี้ไม่ไร้เหตุผลหรือ? นี่คือคนที่นบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริงงั้นหรือ? (ไม่ใช่) แน่นอนว่าไม่ใช่” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, การไล่ตามเสาะหาความจริงคืออะไร (11)) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้าแล้ว ฉันเข้าใจว่าพระเจ้าทรงยุติธรรมและชอบธรรมต่อทุกคน พระองค์จะไม่ทรงคุ้มครองและทรงอวยพรใครบางคนเสมอไป ปกป้องเขาจากความทุกข์ยากทั้งหมด เพียงเพราะหน้าที่ของเขาสำคัญ หรือเพราะเขามีคุณูปการพิเศษบางอย่างในหน้าที่ แต่ฉันคิดมาตลอดว่า ความวิบัติจะเกิดขึ้นกับผู้ไม่มีความเชื่อ หรือผู้ที่ไม่จริงใจต่อพระเจ้าและไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงเท่านั้น ฉันเชื่อว่า ในเมื่อพี่น้องหญิงเจินกำลังทำหน้าที่ที่สำคัญในคริสตจักรและบรรลุผลบ้าง พระเจ้าก็ควรจะทรงคุ้มครองเธอจากโรคร้ายแรงและความทุกข์ยาก นี่เป็นเพียงมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของฉันเอง และไม่สอดคล้องกับความจริงเลยแม้แต่น้อย แก่นแท้ของพระเจ้านั้นชอบธรรม ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงอวยพรผู้คน หรือทรงอนุญาตให้พวกเขาเผชิญความทุกข์ยาก พระองค์ก็ทรงชอบธรรมเสมอ พระเจ้าทรงไม่ผิดพลาด สิ่งที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรทำคือยอมรับและนบนอบ นี่คือสำนึกที่พวกเราควรมี ฉันนึกถึงพี่น้องหญิงคนหนึ่งที่เป็นผู้นำมาโดยตลอด และรับผิดชอบงานสำคัญหลายอย่าง ต่อมา เธอเป็นโรคความดันโลหิตสูงอย่างรุนแรงและโรคอื่นๆ จนถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต แม้เธอจะรู้สึกอ่อนแอ แต่เธอก็มุ่งเน้นการแสวงหาความจริงเพื่อเรียนรู้บทเรียน และสามารถนบนอบได้ หลังจากประสบการณ์ครั้งนี้ เธอได้รับความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเองและอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า และถึงกับเขียนบทความเกี่ยวกับความเข้าใจที่ได้จากประสบการณ์ของเธอ พระเจ้าทรงอนุญาตให้โรคต่างๆ เกิดขึ้นกับเธอ เพื่อชำระความเสื่อมทรามและสิ่งไม่บริสุทธิ์ภายในตัวเธอให้สะอาด นี่คือการที่พระเจ้าทรงช่วยเธอให้รอดและทรงทำให้เธอเพียบพร้อม และนี่คือพระปัญญาแห่งพระราชกิจของพระองค์ แล้วยังมีโยบอีก เขาเป็นคนที่ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว พระเจ้าทรงอนุญาตให้ซาตานทดลองเขา คือ ทรัพย์สินของเขาถูกเอาไป ลูกๆ ของเขาถูกฆ่าตาย และร่างกายของเขาก็เต็มไปด้วยฝีร้าย เนื้อหนังของเขาทนทุกข์อย่างมาก แต่เขาไม่ได้ทอดทิ้งพระเจ้าหรือพูดแม้แต่คำเดียวที่ล่วงเกินพระองค์ และเขาก็เป็นคำพยานอันกึกก้องให้พระเจ้า เมื่อมองภายนอก การที่พระเจ้าทรงอนุญาตให้ซาตานทดลองโยบและทำให้เขาทนทุกข์มากขนาดนั้น ดูเหมือนจะขัดกับมโนคติอันหลงผิดของพวกเรา แต่พระเจ้าทรงใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อทำให้โยบเป็นคำพยานอันกึกก้องให้พระองค์ต่อหน้าซาตาน และความเชื่อของโยบก็ได้รับการทำให้เพียบพร้อม ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงทำสิ่งใด สิ่งนั้นย่อมดี การที่ผู้คนเผชิญความทุกข์ยากไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเลวร้าย หากผู้คนสามารถแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้าและเรียนรู้บทเรียน เข้าใจความจริง และได้รับการชำระให้สะอาด เรื่องเลวร้ายนั้นก็จะกลายเป็นเรื่องดี เมื่อก่อนฉันคิดว่าการที่ทุกอย่างปลอดภัยและราบรื่นคือเรื่องดี ส่วนความวิบัติและความทุกข์ยากคือเรื่องเลวร้าย ตอนนี้ฉันเห็นแล้วว่าทัศนะนี้ของฉันบิดเบี้ยว พระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้ายคือพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการชำระให้บริสุทธิ์ พระองค์ทรงใช้เหตุการณ์สารพัดที่ไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของพวกเราเพื่อพยายามถลุงพวกเรา เผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเราและสิ่งไม่บริสุทธิ์ในเจตนาของพวกเรา เพื่อให้พวกเราทบทวนตัวเองและรู้จักตัวเอง แสวงหาความจริง ปฏิบัติความจริง และทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเราเพื่อบรรลุความรอดของพระเจ้า แต่ฉันไม่เข้าใจพระราชกิจของพระเจ้า ในความเชื่อของฉัน ฉันเพียงไล่ตามไขว่คว้าสิ่งที่ปลอดภัย ที่ราบรื่น และความชื่นชมยินดีในพระคุณของพระเจ้า ฉันไม่อยากเผชิญบททดสอบหรือความทุกข์ยาก ไม่ว่าฉันจะมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าแบบนี้นานกี่ปี ฉันก็ไม่มีวันบรรลุการชำระให้บริสุทธิ์หรือการเปลี่ยนแปลงได้ ตอนนี้ฉันเข้าใจว่า เบื้องหลังโรคร้ายแรงของพี่น้องหญิงเจินต้องมีเจตนารมณ์ของพระเจ้า และมีบทเรียนให้เธอเรียนรู้ หากฉันมองเรื่องนี้ไม่ออก ฉันก็ไม่ควรพยายามวิเคราะห์และศึกษามันจากมุมมองของมนุษย์ ฉันควรแสวงหาความจริงและเจตนารมณ์ของพระเจ้า และเหนือสิ่งอื่นใด ฉันต้องไม่ทำให้หน้าที่ตรงหน้าล่าช้า นี่คือสำนึกที่ฉันควรมี
ต่อมา ฉันใคร่ครวญว่า “ทำไมหลังจากพี่น้องหญิงเจินป่วย ฉันถึงท้อแท้อยู่ตลอด? ต้นตอของความท้อแท้นี้คืออะไร?” ขณะแสวงหา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า “ในครอบครัวของพระเจ้า ท่ามกลางพี่น้องชายหญิง ไม่ว่าสถานะหรือตำแหน่งของเจ้าสูงแค่ไหน หรือหน้าที่ของเจ้าสำคัญเพียงใด และไม่ว่าเจ้ามีความสามารถพิเศษและคุณูปการยอดเยี่ยมเพียงใด หรือเจ้าเชื่อในพระเจ้ามานานขนาดไหน ในสายพระเนตรของพระเจ้า เจ้าก็คือสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างธรรมดาสิ่งหนึ่ง อีกทั้งคำนำหน้าและสมญานามอันสูงส่งที่เจ้ามอบให้ตัวเองก็ไม่มีอยู่ หากเจ้าถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นมงกุฏ หรือเป็นทุนที่ทำให้เจ้าได้อยู่ในกลุ่มพิเศษหรือเป็นคนพิเศษอยู่เสมอ เช่นนั้นแล้ว การทำเช่นนี้ย่อมทำให้เจ้าต้านทานและขัดแย้งกับทัศนะของพระเจ้า และเข้ากันไม่ได้กับพระเจ้า ผลที่ตามมาของการนี้จะเป็นเช่นไรหรือ? นี่จะทำให้เจ้าแข็งขืนต่อหน้าที่ที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรปฏิบัติหรือไม่? ในสายพระเนตรของพระเจ้า เจ้าเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง แต่จงอย่าถือว่าเจ้าเป็นเพียงหนึ่งเดียว เจ้าจะสามารถนบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริงด้วยชุดความคิดเช่นนั้นได้หรือ? เจ้าคิดเพ้อฝันอยู่ตลอดว่า ‘พระเจ้าไม่ควรปฏิบัติต่อฉันเช่นนี้ พระองค์ไม่มีวันปฏิบัติต่อฉันเช่นนี้’ นี่ไม่ใช่การสร้างความขัดแย้งกับพระเจ้าหรอกหรือ? เมื่อพระเจ้าทรงกระทำการอันขัดกับมโนคติอันหลงผิดของเจ้า ความคิดของเจ้า และความต้องการของเจ้า ในหัวใจเจ้าจะคิดเช่นไร? เจ้าจะรับมือกับสภาพแวดล้อมที่พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการไว้ให้เจ้าอย่างไร? เจ้าจะนบนอบหรือไม่? (ไม่) เจ้าจะไม่นบนอบ และแน่นอนว่าเจ้าจะขัดขืน ต่อต้าน คร่ำครวญ และพร่ำบ่น คิดเรื่องนี้วกวนอยู่ในหัวใจซ้ำไปซ้ำมา พลางคิดว่า ‘แต่พระเจ้าทรงเคยคุ้มครองฉันและปฏิบัติต่อฉันอย่างเปี่ยมพระคุณ ทำไมตอนนี้พระองค์ถึงเปลี่ยนไป? ฉันอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว!’ แล้วเจ้าก็เริ่มฉุนเฉียวและอาละวาด หากเจ้าทำตัวเช่นนี้กับพ่อแม่ของเจ้าที่บ้าน นี่ย่อมจะเป็นเรื่องที่ให้อภัยได้และพวกเขาจะไม่ทำอะไรกับเจ้า ทว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่รับได้ในพระนิเวศของพระเจ้า เพราะเจ้าเป็นผู้ใหญ่และเป็นผู้เชื่อ แม้แต่ผู้อื่นยังไม่ทนกับความไร้สาระของเจ้า—เจ้าคิดว่าพระเจ้าจะทรงยอมทนกับพฤติกรรมเช่นนั้นหรือ? พระองค์จะทรงยกโทษให้เจ้าที่ทำเช่นนี้กับพระองค์หรือ? ไม่ พระองค์จะไม่ทรงยกโทษให้ เหตุใดพระองค์จึงจะไม่ทรงยกโทษให้? พระเจ้าไม่ใช่พ่อแม่ของเจ้า พระองค์คือพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้าง และพระผู้สร้างจะทรงไม่มีวันอนุญาตให้สิ่งมีชีวิตทรงสร้างทำตัวกระเง้ากระงอดและไร้เหตุผล หรือฟาดงวงฟาดงาเฉพาะพระพักตร์พระองค์ เมื่อพระเจ้าทรงตีสอนและพิพากษาเจ้า ทรงทดสอบเจ้า หรือทรงเอาสิ่งทั้งหลายไปจากเจ้า เมื่อพระองค์ทรงมอบความทุกข์ยากให้เจ้า พระองค์ก็มีพระประสงค์ที่จะเห็นท่าทีของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างว่าพวกเขาปฏิบัติต่อพระผู้สร้างอย่างไร พระองค์ทรงต้องการเห็นว่าเส้นทางแบบใดที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างเลือกเดิน และพระองค์จะทรงไม่มีวันอนุญาตให้เจ้าทำตัวกระเง้ากระงอดและไร้เหตุผล หรือพ่นเหตุผลประหลาดออกมา เมื่อเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้ว ผู้คนไม่ควรนึกถึงวิธีจัดการทุกสิ่งที่พระผู้สร้างทรงทำหรอกหรือ? ประการแรก ผู้คนควรอยู่ในที่ที่ถูกต้องเหมาะสม และยอมรับอัตลักษณ์ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง เจ้ายอมรับได้หรือไม่ว่าเจ้าคือสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง? หากเจ้ายอมรับเรื่องนี้ได้ เช่นนั้นเจ้าก็ควรอยู่ในที่ที่ถูกต้องเหมาะสมในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และนบนอบต่อการจัดการเตรียมการของพระผู้สร้าง และต่อให้เจ้าทนทุกข์บ้างเล็กน้อย เจ้าก็จะทนทุกข์ไปโดยไม่พร่ำบ่น นี่คือความหมายของการเป็นคนที่มีสำนึก หากเจ้าไม่คิดว่าตัวเองเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง แต่คิดไปว่าเจ้ามีคำนำหน้าและมีวงแหวนเหนือศีรษะ อีกทั้งคิดว่าเจ้าเป็นคนที่มีสถานะ เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ เป็นวาทยากร เป็นบรรณาธิการ หรือเป็นผู้อำนวยการในครอบครัวของพระเจ้า และคิดว่าเจ้าเป็นใครบางคนที่สร้างคุณูปการอันล้ำค่าให้กับงานของครอบครัวของพระเจ้า—หากนั่นคือสิ่งที่เจ้าคิด เช่นนั้นแล้วเจ้าก็เป็นคนที่ไร้เหตุผลและหน้าด้านไร้ยางอายมากที่สุด พวกเจ้าเป็นคนที่มีสถานะ มีตำแหน่ง และมีคุณค่าใช่หรือไม่? (ไม่ใช่) เช่นนั้นแล้วเจ้าเป็นใคร? (ข้าพระองค์เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง) ถูกต้อง เจ้าเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตทรงสร้างธรรมดาทั่วไป เจ้าสามารถโอ้อวดคุณสมบัติของเจ้า หงายไพ่ผู้อาวุโส คุยโวถึงคุณูปการของตัวเอง หรือพูดถึงความสำเร็จอันอาจหาญของเจ้าท่ามกลางผู้คนได้ แต่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า สิ่งเหล่านี้ไม่มีอยู่ และเจ้าต้องไม่พูดถึงหรือโอ้อวดสิ่งเหล่านี้ หรือทึกทักไปว่าเจ้าเป็นคนที่มีความสามารถพิเศษโดยเด็ดขาด สิ่งทั้งหลายจะผิดเพี้ยนไปหากเจ้าโอ้อวดคุณสมบัติของตัวเอง พระเจ้าจะทรงถือว่าเจ้าเป็นคนไร้เหตุผลและโอหังอย่างที่สุดโดยแท้จริง พระองค์จะทรงผลักไสเจ้าและรังเกียจเจ้า และจะทรงกันเจ้าออกไป แล้วเมื่อนั้นเจ้าจะตกที่นั่งลำบาก” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, การไล่ตามเสาะหาความจริงคืออะไร (11)) “สำนึกของศัตรูของพระคริสต์จึงไม่ปกติ ไม่ว่าจะมีการสามัคคีธรรมความจริงอย่างไร และไม่ว่าจะมีการสามัคคีธรรมอย่างชัดเจนเพียงใด พวกเขาก็ยังคงไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือการเชื่อในพระเจ้านั้นมีไว้เพื่อสิ่งใดกันแน่ และเส้นทางที่ถูกต้องที่ผู้คนควรเดินคืออะไร เพราะอุปนิสัยที่เลวร้ายของพวกเขา เพราะธรรมชาติที่เลวร้ายของพวกเขา และเพราะแก่นแท้ธรรมชาติของผู้คนเช่นนี้ ลึกๆ แล้วพวกเขาจึงไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรคือความจริงและอะไรคือสิ่งที่เป็นบวก อะไรคือสิ่งที่ถูกและอะไรคือสิ่งที่ผิดกันแน่ พวกเขายึดมั่นในความทะเยอทะยานและความอยากของตนเอง โดยถือว่าสิ่งเหล่านั้นคือความจริง เป็นเพียงเป้าหมายเดียวในชีวิต และเป็นภารกิจที่ยุติธรรมที่สุด พวกเขาไม่รู้ความจริงที่ว่า หากอุปนิสัยของคนคนหนึ่งไม่เปลี่ยนแปลง เช่นนั้นแล้ว เขาก็จะเป็นศัตรูของพระเจ้าตลอดไป และไม่รู้ว่าพรที่พระเจ้าประทานแก่คนคนหนึ่งและวิธีที่พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อคนคนหนึ่งนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถ พรสวรรค์ ความสามารถพิเศษ หรือต้นทุนของเขา แต่ขึ้นอยู่กับว่าเขาปฏิบัติความจริงมากเพียงใดและได้รับความจริงมากเพียงใด และเขาเป็นคนที่ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วหรือไม่ สิ่งเหล่านี้คือความจริงที่พวกศัตรูของพระคริสต์จะไม่มีวันเข้าใจ ศัตรูของพระคริสต์จะไม่มีวันมองเห็นเรื่องนี้ และนี่คือจุดที่พวกเขาโง่เขลาที่สุด ตั้งแต่ต้นจนจบ ท่าทีที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อหน้าที่ของตนคืออะไร? พวกเขาเชื่อว่าการทำหน้าที่ของคนเราคือการทำข้อตกลงแลกเปลี่ยน เชื่อว่าใครก็ตามที่สละตนในการทำหน้าที่ของตนมากที่สุด ทำคุณประโยชน์ต่อพระนิเวศของพระเจ้ามากที่สุด และสู้ทนอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้ามาเป็นเวลานานที่สุด ย่อมจะมีโอกาสสูงกว่าที่จะได้รับพรและได้รับมงกุฎในท้ายที่สุด นี่คือตรรกะของศัตรูของพระคริสต์” (พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่เจ็ด)) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้าแล้ว ฉันตระหนักว่าศัตรูของพระคริสต์ใช้การได้รับพรเป็นเป้าหมายในการไล่ตามไขว่คว้าของตน พวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงในความเชื่อ พวกเขาเพียงอยากได้รับพรเท่านั้น พวกเขาคิดว่า ตราบใดที่พวกเขาทำหน้าที่สำคัญๆ ในพระนิเวศของพระเจ้าและมีคุณูปการบางอย่าง พวกเขาก็มีสิทธิ์ได้รับพรอันยิ่งใหญ่จากพระเจ้า ฉันตระหนักว่ามุมมองที่อยู่เบื้องหลังการไล่ตามไขว่คว้าของฉันก็เหมือนกับของศัตรูของพระคริสต์ ฉันเชื่อว่า ตราบใดที่ฉันทำหน้าที่ที่สำคัญ สามารถทนรับความลำบากและจ่ายราคา บรรลุผลบ้างในหน้าที่ของตน และตระเตรียมความดีให้มากพอ ยิ่งฉันมีคุณูปการมากเท่าไร พระเจ้าก็จะยิ่งอวยพรฉันมากเท่านั้น และฉันก็จะถูกช่วยให้รอดได้ คราวนี้เมื่อพี่น้องหญิงเจินป่วย และฉันเห็นอาการของเธอแย่ลงจนถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต ฉันก็เข้าใจพระเจ้าผิด และพร่ำบ่นพระเจ้าที่ไม่ทรงคุ้มครองเธอ ฉันกังวลว่าฉันเองก็อาจป่วยหนักกะทันหัน หรือเผชิญความโชคร้ายบางอย่างเหมือนพี่น้องหญิงเจิน จนท้ายที่สุดก็หมดหวังที่จะได้รับความรอด เรื่องนี้ทำให้ฉันท้อแท้อย่างมาก และหมดแรงจูงใจที่จะทำหน้าที่ การสำแดงเหล่านี้ของฉันคือการต่อกรกับพระเจ้า และต่อต้านอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระองค์ ฉันขาดสำนึกจริงๆ! พวกเราเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตทรงสร้างธรรมดา และไม่ว่าจะทำหน้าที่ใดในคริสตจักร พวกเราทุกคนก็ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันในสายพระเนตรของพระเจ้า แต่ฉันกลับลำพองใจและไม่รู้ที่ต่ำที่สูง เพราะฉันรู้สึกอยู่เสมอว่าฉันกำลังทำหน้าที่ที่สำคัญ ฉันจึงใช้สิ่งนี้เป็นต้นทุนเพื่อเรียกร้องพระคุณและพรจากพระเจ้า เรียกร้องให้พระองค์ทรงคุ้มครองฉันจากความวิบัติและความทุกข์ยากต่างๆ ฉันไม่มีสำนึกเลยจริงๆ! ฉันเชื่อในพระเจ้าและทำหน้าที่ ไม่ใช่เพื่อไล่ตามเสาะหาความจริงจนบรรลุการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยชีวิตของฉัน แต่เพื่อได้รับรางวัลและพร ฉันไม่ได้เป็นพวกเดียวกับเปาโลในยุคพระคุณหรอกหรือ? ความเชื่อในพระเจ้าของเปาโลขาดความจริงใจ งานและการสละตนของเขาเต็มไปด้วยความอยากได้อยากมีอันฟุ้งเฟ้อของตัวเอง เขามักยกชูตัวเองและโอ้อวดความสำเร็จของตัวเองต่อหน้าผู้อื่น โม้ว่าเขาทำงานมากแค่ไหนและเกิดดอกผลมากมายเพียงใดเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า เขาใช้สิ่งเหล่านี้เป็นต้นทุนเพื่อเรียกร้องรางวัลและมงกุฎจากพระเจ้า ถึงขั้นกล่าวคำพูดไร้ยางอายเช่น “ข้าพเจ้าได้ต่อสู้อย่างเต็มกำลัง ข้าพเจ้าได้วิ่งแข่งจนครบถ้วน ข้าพเจ้าได้รักษาความเชื่อไว้แล้ว ตั้งแต่นี้ไปมงกุฎแห่งความชอบธรรมก็จะเป็นของข้าพเจ้า” (2 ทิโมธี 4:7-8) เขาก้าวล่วงอุปนิสัยของพระเจ้าและถูกพระเจ้าทรงลงโทษ เส้นทางที่ฉันกำลังเดินอยู่คือเส้นทางของเปาโล หากฉันไม่รีบตัวกลับใจและแก้ไขเจตนาของตัวเองในการทำหน้าที่ แต่ยังคงไล่ตามไขว่คว้าพรต่อไป ฉันก็จะถูกพระเจ้าทรงกำจัดเหมือนเปาโล และสูญเสียโอกาสที่จะได้รับการช่วยให้รอด
ต่อมา ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้น และเข้าใจชัดเจนขึ้นว่าคนแบบใดที่พระเจ้าทรงเห็นชอบและทรงโปรดปราน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “มนุษย์คิดว่าบรรดาทั้งหมดที่มีส่วนร่วมสนับสนุนแด่พระเจ้าควรได้รับบำเหน็จรางวัล และว่ายิ่งส่วนร่วมสนับสนุนมากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งถือเป็นของตายได้มากขึ้นเท่านั้นว่าพวกเขาควรได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้า แก่นแท้ของทัศนคติของมนุษย์นั้นเป็นไปในเชิงธุรกรรม และเขาไม่พยายามอย่างแข็งขันที่จะปฏิบัติหน้าที่ของเขาในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง สำหรับพระเจ้านั้น ยิ่งผู้คนแสวงหาความรักที่แท้จริงที่มีให้พระเจ้าและการนบนอบโดยครบบริบูรณ์ต่อพระเจ้ามากขึ้นเท่าใด ซึ่งหมายถึงการพยายามที่จะปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างด้วยเช่นกัน พวกเขาก็จะยิ่งสามารถได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น ทัศนคติของพระเจ้าก็คือเพื่อทรงเรียกร้องให้มนุษย์ฟื้นคืนหน้าที่และสถานะดั้งเดิมของเขา มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และดังนั้นแล้วมนุษย์จึงไม่ควรล้ำเส้นด้วยตัวเขาเองโดยการเรียกร้องอันใดจากพระเจ้า และไม่ควรทำสิ่งใดมากไปกว่าปฏิบัติหน้าที่ของเขาในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหนึ่ง บั้นปลายของเปาโลและเปโตรนั้นประเมินตามการที่พวกเขาสามารถลุล่วงหน้าที่ของพวกเขาในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งมวลได้หรือไม่ และไม่ใช่ตามขนาดของการมีส่วนร่วมสนับสนุนของพวกเขา บั้นปลายของพวกเขานั้นกำหนดพิจารณาตามสิ่งซึ่งพวกเขาได้แสวงหาตั้งแต่แรกเริ่ม ไม่ใช่ตามการที่ว่าพวกเขาได้ทำงานไปมากเพียงใด หรือการประเมินพวกเขาโดยผู้คนอื่น ดังนั้นแล้ว การแสวงหาที่จะปฏิบัติหน้าที่ของคนเราอย่างแข็งขันในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างจึงเป็นเส้นทางสู่ความสำเร็จ การไล่ตามเสาะหาเส้นทางแห่งความรักที่แท้จริงแด่พระเจ้าคือเส้นทางที่ถูกต้องที่สุด การไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยดั้งเดิมของคนเรา และการไล่ตามเสาะหาความรักอันบริสุทธิ์ที่มีแด่พระเจ้า คือเส้นทางสู่ความสำเร็จ เส้นทางสู่ความสำเร็จเช่นนั้นคือเส้นทางของการฟื้นคืนหน้าที่ดั้งเดิมตลอดจนสภาพดั้งเดิมของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง นั่นเป็นเส้นทางแห่งการฟื้นคืน และนั่นยังเป็นจุดมุ่งหมายของพระราชกิจทั้งหมดของพระเจ้าตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงตอนจบด้วยเช่นกัน” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่ตนเดิน) พระวจนะของพระเจ้านั้นชัดเจนที่สุดแล้ว ในพระนิเวศของพระเจ้า ไม่มีหน้าที่ใดสูง ต่ำ สูงส่ง หรือต่ำต้อย คนเราจะสามารถถูกช่วยให้รอดหรือไม่นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเขาทำหน้าที่อะไร หรือเขามีคุณูปการหรือความสำเร็จหรือไม่ สิ่งสำคัญคือเขาไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่ และบรรลุการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยชีวิตของเขาหรือไม่ เรื่องนี้สำคัญมาก ฉันนึกถึงศัตรูของพระคริสต์เหล่านั้นที่ถูกเผยในคริสตจักร พวกเขาหลายคนเคยเป็นผู้นำและคนทำงานที่ละทิ้งและสละตนไปมากในการทำหน้าที่ในอดีต แต่พวกเขากำลังเดินบนเส้นทางที่ผิด พวกเขาไม่แสวงหาหลักธรรมความจริงในหน้าที่ และกระทำการอย่างบุ่มบ่าม ขัดขวางและเป็นอุปสรรคต่องานของพระนิเวศของพระเจ้าอย่างร้ายแรง ไม่ว่าจะมีการสามัคคีธรรมกับพวกเขาอย่างไร พวกเขาก็ไม่ยอมกลับใจ และสุดท้ายก็ถูกเผยและถูกกำจัด ในทางกลับกัน มีบางคนที่ทำหน้าที่ธรรมดาๆ ในคริสตจักร แต่พวกเขามุ่งเน้นการไล่ตามเสาะหาความจริงและการเข้าสู่ชีวิตของตัวเอง พวกเขาแสวงหาหลักธรรมความจริงในการทำหน้าที่ และยิ่งทำหน้าที่ก็ยิ่งทำได้ดีขึ้น คนแบบนี้มีความหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอด จากเรื่องนี้ ฉันเห็นว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงกำหนดจุดจบและบั้นปลายของคนคนหนึ่งจากหน้าที่ที่เขาทำหรือขนาดของคุณูปการของเขา สิ่งที่พระเจ้าทรงให้ความสำคัญคือ คนคนหนึ่งสามารถได้รับความจริงหรือไม่ และอุปนิสัยชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงหรือไม่ นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด ฉันควรมองผู้คนและสิ่งทั้งหลายตามพระวจนะของพระเจ้า เดินตามเส้นทางของเปโตร ไล่ตามเสาะหาความจริงเพื่อบรรลุการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยชีวิตของฉัน และทำหน้าที่ของฉันให้ดี นี่คือสิ่งที่ฉันควรไล่ตามเสาะหา
ต่อมา ฉันใคร่ครวญว่า “เมื่อบททดสอบมาถึงฉัน ฉันควรมีท่าทีอย่างไรจึงจะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า?” จากนั้นฉันก็อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง “การนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าเป็นบทเรียนที่พื้นฐานที่สุดที่ผู้ติดตามทุกคนของพระเจ้าเผชิญ ทั้งยังเป็นบทเรียนที่ลุ่มลึกที่สุด เจ้าสามารถนบนอบพระเจ้าไปถึงระดับใดก็ตาม นั่นก็คือการที่วุฒิภาวะของเจ้ามากเพียงใดและความเชื่อของเจ้ามากเพียงใด—สิ่งเหล่านี้มีความสัมพันธ์ระหว่างกัน… เปโตรก้าวผ่านบททดสอบและการถลุงมามากมายเหลือเกิน เขาละวางข้อเรียกร้อง แผนการ และความอยากได้อยากมีส่วนตัวของเขาทั้งหมด อีกทั้งไม่ได้เรียกร้องให้พระเจ้าทรงทำสิ่งใดเลย เช่นนั้นเขาจึงไม่มีความคิดของตัวเองและเขาก็มอบการถวายตนจนหมดสิ้น เขาคิดว่า ‘พระเจ้าสามารถทำสิ่งใดก็ได้ตามที่พระองค์ต้องประสงค์ที่จะทำ พระองค์สามารถทำให้ฉันเผชิญบททดสอบ พระองค์สามารถสั่งสอนฉัน สามารถพิพากษาและตีสอนฉัน สามารถทำให้เกิดสถานการณ์ที่จะตัดแต่งฉัน สามารถฝึกให้ฉันแกร่งขึ้น สามารถเอาฉันไปไว้ในถ้ำสิงโตหรือรังหมาป่า ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงทำสิ่งใด สิ่งนั้นย่อมถูกต้อง และฉันจะนบนอบทุกสิ่ง ทุกสิ่งที่พระเจ้าทำคือความจริง ฉันจะไม่พร่ำบ่นหรือเลือกอะไรเลย’ นี่ไม่ใช่การนบนอบอันสมบูรณ์หรอกหรือ? บางคราวผู้คนคิดว่า ‘ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำเป็นความจริง แล้วทำไมฉันจึงยังไม่ได้พบความจริงใดในการนี้ที่พระเจ้าทรงทำเลย? ดูเหมือนว่าบางครั้งแม้แต่พระเจ้าก็ทรงทำสิ่งที่ไม่อยู่ในแนวเดียวกันกับความจริง พระเจ้าก็ทำผิดในบางครั้งเหมือนกัน แต่ไม่ว่าอย่างไร พระเจ้าก็คือพระเจ้า ดังนั้น ฉันจะนบนอบ!’ การนบนอบประเภทนี้บริบูรณ์หรือไม่? (ไม่) นี่เป็นการเลือกนบนอบ ไม่ใช่การนบนอบที่แท้จริง… เมื่อผู้คนเชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็ควรยึดมั่นอยู่กับที่ทางของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นเวลาใด ไม่สำคัญว่าพระเจ้าถูกซ่อนจากเจ้าหรือได้ทรงปรากฏต่อเจ้า โดยไม่คำนึงว่าเจ้าสามารถรู้สึกถึงความรักของพระเจ้าหรือไม่ เจ้าต้องรู้ว่า อะไรคือความรับผิดชอบ ภาระผูกพัน และหน้าที่ของเจ้า—เจ้าต้องเข้าใจความจริงเหล่านี้เกี่ยวกับการปฏิบัติ หากเจ้ายังคงเกาะติดอยู่กับมโนคติอันหลงผิดโดยพูดว่า ‘ถ้าฉันมองเห็นได้ชัดเจนว่าเรื่องนี้ตรงตามความจริงและตรงตามความคิดของฉัน เช่นนั้นฉันก็จะนบนอบ หากนั่นไม่ชัดเจนสำหรับฉันและฉันไม่สามารถยืนยันได้ว่าการกระทำเหล่านี้เป็นของพระเจ้า เช่นนั้น ก่อนอื่นฉันก็จะรอสักครู่ และจะนบนอบทันทีที่ฉันแน่ใจว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งนี้’ เช่นนั้น นี่คือใครบางคนที่นบนอบพระเจ้าหรือ? นี่ไม่ใช่ นี่เป็นการนบนอบแบบมีเงื่อนไข ไม่ใช่การนบนอบแบบครบถ้วนสมบูรณ์ พระราชกิจของพระเจ้าไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์ การประสูติเป็นมนุษย์ไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์ และการพิพากษาและตีสอนก็ยิ่งไม่สอดคล้องเข้าไปใหญ่ ผู้คนส่วนใหญ่ดิ้นรนกันจริงๆ ที่จะยอมรับและนบนอบ หากเจ้าไม่สามารถนบนอบพระราชกิจของพระเจ้า เช่นนั้นเจ้าจะสามารถลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้หรือ? นั่นก็เป็นไปไม่ได้แน่ อะไรคือหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง? (ยืนอยู่ในตำแหน่งของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ยอมรับพระบัญชาของพระเจ้า และนบนอบการจัดการเตรียมการของพระเจ้า) ถูกต้อง นั่นคือรากเหง้าของหน้าที่นั้น เช่นนั้นแล้ว การจัดการแก้ไขประเด็นปัญหานี้ไม่ง่ายดายหรอกหรือ? การยืนอยู่ในที่ทางของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างและนบนอบพระผู้สร้าง พระเจ้าของเจ้า—นี่คือสิ่งที่ทุกสิ่งทรงสร้างควรค้ำจุนที่สุด” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การนบนอบพระเจ้าคือบทเรียนพื้นฐานในการได้รับความจริง) พระวจนะของพระเจ้าชี้ให้เห็นเส้นทางแห่งการปฏิบัติว่า ไม่ว่าความทุกข์ยากหรือบททดสอบใดจะมาถึงพวกเรา พวกเราควรยอมรับสิ่งนั้นจากพระเจ้า และนบนอบอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระองค์ เมื่อเปโตรมีประสบการณ์กับบททดสอบ ไม่ว่าสภาพแวดล้อมใดที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมขึ้น หรือความทุกข์และการถลุงใดที่เขาทนรับ เขาก็ไม่เคยคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตน และมุ่งเน้นไปที่วิธีทำให้พระเจ้าพอพระทัยและวิธีรักพระเจ้า เขาถึงขั้นยกชีวิตตนเองให้พระเจ้า พระเจ้าทรงจดจำการปฏิบัติของเปโตร และเขาก็ได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า ตรงกันข้าม เมื่อฉันเห็นพี่น้องหญิงเจินป่วยหนักมาก หัวใจของฉันก็มีแต่คำพร่ำบ่นและความรู้สึกคัดค้านพระเจ้า ฉันกลัวว่าตัวเองก็จะเผชิญความทุกข์ยากเช่นกัน และยิ่งกลัวความตายมากขึ้น ฉันไม่มีความเชื่อในพระเจ้า เรื่องนบนอบนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย ฉันนึกถึงภาพยนตร์เรื่อง คำพยานที่ล่าช้าของฉัน เมื่อตัวเอก โจวเซียงหมิง ถูกตำรวจจับกุมและทรมานอย่างโหดร้ายเป็นครั้งแรก เขาปฏิเสธว่าเขาเป็นผู้เชื่อเพราะกลัวความตาย หลังจากนั้น เขาก็ทบทวนตัวเองและรู้จักตัวเองผ่านพระวจนะของพระเจ้า รู้สึกเสียใจและตำหนิตัวเอง และเกลียดตัวเองที่อ่อนแอจนปฏิเสธพระเจ้าต่อหน้ามาร ในช่วงสิบปีหลังจากนั้น เขามุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมด้วยความจริง เขาได้เข้าใจความหมายของบททดสอบจากพระเจ้าและข้อกำหนดของพระองค์ต่อมนุษย์ แถมเขามองชีวิตและความตายออก และเต็มใจที่จะนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า โดยฝากชีวิตของเขาไว้กับพระเจ้า เขาเพียงหวังว่าวันหนึ่งจะมีโอกาสเป็นคำพยานให้พระเจ้า พระเจ้าทรงสดับฟังคำอธิษฐานของเขา และต่อมาเขาก็ถูกพญานาคใหญ่สีแดงจับกุมอีกครั้ง ครั้งนี้ เขาไม่ขลาดหรือหวาดกลัวอีกต่อไป และไม่ถูกความตายจำกัด แต่กลับเปิดโปงแก่นแท้อันเลวร้ายของพญานาคใหญ่สีแดงต่อหน้าตำรวจ สุดท้ายก็ทำให้ซาตานอับอาย ทันทีที่เขาเดินออกจากคุก ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มที่เปี่ยมสุข ฉันเชื่อว่าเขาต้องคิดว่า การที่เขาสามารถเสี่ยงชีวิตเพื่อที่จะนบนอบพระเจ้าสักครั้ง เป็นสิ่งที่มีคุณค่าและมีความหมายที่สุดที่เขาเคยทำในชีวิต แม้ฉันยังไม่เคยเผชิญบททดสอบจากพระเจ้า แต่ฉันควรเรียนรู้จากพี่น้องชายโจว ขณะลุล่วงหน้าที่ ฉันควรมุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมด้วยความจริงและเตรียมวุฒิภาวะของตัวเอง หากวันหนึ่งบททดสอบจากพระเจ้ามาถึงฉันจริงๆ ฉันก็หวังว่าฉันจะเป็นเหมือนพี่น้องชายโจว คือฝากทุกสิ่งของฉันไว้กับพระเจ้า นบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระองค์ เป็นคำพยานให้พระเจ้า และชูพระทัยของพระองค์
หลังจากนั้นไม่นาน พวกเราได้รับจดหมายจากพี่น้องหญิงเจิน เธอเล่าถึงประสบการณ์หลังจากกลับบ้าน และสิ่งที่เธอได้รับจากประสบการณ์ความเจ็บป่วยครั้งนี้ เธอบอกว่าอาการของเธอดีขึ้นบ้างแล้ว ตอนนี้เธอกำลังทำหน้าที่บางอย่างเท่าที่ความสามารถของเธอเอื้ออำนวย และไม่ว่าในอนาคต เธอจะหายขาดจากโรคหรือไม่ เธอก็เต็มใจที่จะพึ่งพาพระเจ้าเพื่อมีประสบการณ์กับเรื่องนี้ และนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระองค์ พอเห็นว่าพี่น้องหญิงของฉันสามารถยอมรับเรื่องนี้ในทางบวกและเรียนรู้บทเรียนได้ขณะมีประสบการณ์กับความเจ็บป่วย ฉันก็รู้สึกจริงๆ ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็มีเจตนารมณ์อันดีงามของพระเจ้าอยู่เบื้องหลัง พระเจ้าทรงใช้โรคนี้เพื่อทำให้พี่น้องหญิงเจินเพียบพร้อม และเพื่อให้ฉันเรียนรู้บทเรียนจากเรื่องนี้ด้วย ขอบคุณพระเจ้า!