1. ผมได้เรียนรู้วิธีร่วมมือกับผู้อื่นอย่างกลมเกลียว

โดยฟางเจิ้ง ประเทศจีน

ในเดือนสิงหาคม ปี 2021 ผู้ดูแลบอกผมว่าเธอวางแผนจะให้พี่น้องชายหวังจินกับผมร่วมมือกันทำหน้าที่ด้านงานข้อเขียน และทันทีที่หาครอบครัวเจ้าภาพที่เหมาะสมได้ เธอจะจัดการให้พวกเราไปที่นั่น  พอได้ยินแบบนี้ ผมก็รู้สึกคัดค้านขึ้นมาทันที และในหัวก็เต็มไปด้วยเรื่องราวแย่ๆ ในอดีตระหว่างหวังจินกับผม

เมื่อก่อนตอนที่ผมทำหน้าที่ด้านงานข้อเขียน ช่วงแรกผมเป็นคนนำในกลุ่มของเรา  พี่น้องชายหญิงที่ผมร่วมมือด้วยแทบจะไม่เคยคัดค้านหรือชี้ให้เห็นปัญหาในจดหมายสื่อสารที่ผมเขียนเลย และผู้ดูแลก็จะหารือเรื่องต่างๆ กับผมเสมอ  แต่หลังจากหวังจินเข้าร่วมกลุ่ม เขามักมีความเห็นต่างเกี่ยวกับจดหมายที่ผมเขียนและชี้ให้เห็นปัญหา  ถึงแม้เขาจะพูดถูก แต่ผมก็ไม่เต็มใจที่จะยอมรับ  ผมอยู่ในกลุ่มมาตั้งนาน และไม่เคยมีใครชี้ข้อบกพร่องของผมอย่างตรงไปตรงมาขนาดนี้มาก่อน  คำวิจารณ์ของเขาทำให้ดูเหมือนว่าผมเก่งไม่เท่าเขา  มีอยู่สองครั้งที่เขาชี้ปัญหาในบทความของผมต่อหน้าผู้ดูแล และผมก็ยอมรับเรื่องนี้ได้ยากเป็นพิเศษ  ผมคิดในใจว่า “ผู้ดูแลจะคิดไหมว่าขนาดผมทำหน้าที่ด้านงานข้อเขียนมาตั้งนาน ผมก็ยังจับหลักธรรมได้ไม่ดีเท่าคนที่เพิ่งเริ่มฝึกฝน?  แล้วผมจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?”  พอคิดแบบนี้ ผมก็รู้สึกว่าหวังจินจงใจจับผิดผม พยายามทำให้ผมอับอายต่อหน้าคนอื่น และผมก็อดไม่ได้ที่จะมีอคติต่อเขา  ผมยิ่งรู้สึกว่าตัวเองกำลังเผชิญวิกฤต โดยเฉพาะตอนที่เห็นเขาสามัคคีธรรมต่อหน้าผู้ดูแลได้อย่างชัดเจนและเป็นเหตุเป็นผล  ผมรู้สึกเหมือนเขาแย่งความโดดเด่นของผมไป และทำให้ผมสูญเสียที่ยืนในใจของผู้ดูแล  ต่อมา ตอนที่เราเรียนทักษะคอมพิวเตอร์ด้วยกัน หวังจินเจอปัญหาและขอให้ผมช่วย  ผมคิดในใจว่า “คุณเก่งนักไม่ใช่เหรอ?  คุณพูดอยู่ตลอดไม่ใช่เหรอว่าผมไม่เก่งเรื่องนี้หรือทำเรื่องนั้นไม่ได้?  ในเมื่อผมแย่กว่าคุณทุกเรื่อง แล้วคุณจะมาถามผมทำไม?”  ผมไม่อยากสอนเขาจริงๆ และผมก็พูดกับเขาด้วยน้ำเสียงรำคาญ  หลังจากผ่านไประยะหนึ่ง หวังจินก็พูดกับผมว่า “พี่น้องครับ ตลอดช่วงเวลาที่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับคุณ ผมพบว่าคุณไม่เพียงมีอุปนิสัยโอหังและไม่ยอมรับความจริงเท่านั้น แต่ยังอยากมีสถานะอย่างแรงกล้าอีกด้วย  ถ้าคุณยังเป็นแบบนี้ต่อไป ผมเกรงว่าสุดท้ายคุณจะกลายเป็นศัตรูของพระคริสต์นะครับ”  พอได้ยินเขาพูดแบบนั้น หน้าผมก็ร้อนผ่าวด้วยความละอายใจ ราวกับถูกตบหน้า  ผมรู้สึกแย่มาก “จะว่าผมโอหังก็ยังพอว่า แต่เขาพูดได้ยังไงว่าผมจะกลายเป็นศัตรูของพระคริสต์?  นี่เขากำลังตีตราผมอย่างมักง่ายไม่ใช่เหรอ?  ศัตรูของพระคริสต์เป็นคนแบบไหนกัน?  พวกเขาคือคนที่พระเจ้าทรงเกลียดชังและกำจัดออกไป และเป็นคนที่พี่น้องชายหญิงปฏิเสธ  ถ้าพี่น้องชายหญิงรู้เรื่องนี้เข้า พวกเขาจะคิดยังไงกับผม?”  ทุกครั้งที่นึกย้อนไปถึงเรื่องพวกนี้ ผมจะรู้สึกรังเกียจหวังจินอย่างรุนแรงและไม่อยากร่วมมือกับเขาในการทำหน้าที่อีกเลย

ผมไม่เคยคิดฝันเลยว่าคริสตจักรจะจัดการให้พวกเราร่วมมือกันอีก  ผมคิดในใจว่า “ไม่ได้การล่ะ  ผมต้องหาทางเกลี้ยกล่อมผู้ดูแลให้ได้  ผมยอมให้เขาเข้าร่วมกลุ่มไม่ได้เด็ดขาด”  แต่ผมก็กังวลว่าถ้าพูดความจริง ผู้ดูแลจะคิดว่าผมเป็นคนชอบจับผิดและชอบยุ่งเรื่องคนอื่น ทั้งยังไม่รู้จักตัวเองเลย  ดังนั้น ผมจึงพูดอ้อมค้อมไปว่า “ถึงแม้หวังจินจะเคยทำหน้าที่ด้านงานข้อเขียนมาก่อน แต่เขาไม่เคยตรวจแก้คำเทศนาเลย อีกอย่าง โรคหอบหืดกับโรคกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อมของเขาก็ค่อนข้างรุนแรง แถมเขาก็อายุมากขึ้นแล้วด้วย  เขาไม่ค่อยเหมาะกับหน้าที่นี้หรอกครับ”  แต่ผู้ดูแลตอบว่า “ตอนที่หวังจินทำหน้าที่ด้านงานข้อเขียนเมื่อก่อน ทักษะทางวิชาชีพของเขาดีที่สุดในกลุ่ม และเขาก็จับหลักธรรมได้บ้างแล้ว  พวกคุณสองคนร่วมมือกันไปก่อนก็แล้วกัน”  พอได้ยินแบบนั้น ผมก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย  แค่คิดว่าต่อไปต้องเจอคนที่คอยชี้ปัญหาของผมทุกวัน ผมก็รู้สึกอึดอัดใจจนบอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไร  ไม่กี่วันต่อมา ผู้นำมาเข้าร่วมการชุมนุม และต่อหน้าเธอ ผมก็แสร้งทำเป็นห่วงใยหวังจินอีกครั้ง โดยบอกว่าเขาอายุมากแล้ว สุขภาพก็ไม่ดี และเกรงว่าเขาจะรับแรงกดดันจากการทำหน้าที่ด้านงานข้อเขียนไม่ไหว  หลังจากพูดแบบนี้ ผมก็รู้สึกผิดในใจเล็กน้อย เพราะรู้ว่าผมไม่ได้พูดสิ่งที่อยู่ในใจจริงๆ  แต่พอคิดว่าพูดแบบนี้แล้ว ผู้นำอาจไม่ให้หวังจินเข้าร่วมกลุ่ม ความไม่สบายใจเล็กๆ น้อยๆ นั้นก็หายวับไป  ผมคาดไม่ถึงว่ามุมมองของผู้นำจะเหมือนกับของผู้ดูแลทุกประการ  ผมรู้สึกทุกข์ใจมาก  พอกลับถึงบ้าน ผมก็พูดจาตัดสินหวังจินให้ภรรยาฟัง  หลังจากฟังจบ เธอก็เตือนผมว่า “ไม่ว่าเราจะร่วมมือกับใคร ก็ย่อมมีบทเรียนที่เราต้องเรียนรู้  คุณเอาแต่เพ่งเล็งคนอื่นตลอดเวลา—นี่ไม่ใช่การสำแดงของการไล่ตามเสาะหาความจริง!”  ผมรู้ว่าเธอพูดถูก แต่ผมก็ยังไม่อยากร่วมมือกับหวังจินอยู่ดี และไม่ได้ทบทวนตนเองให้ดีด้วย  ผมยังคงหวังว่าผู้นำจะหาครอบครัวเจ้าภาพที่เหมาะสมไม่ได้ ผมจะได้ไม่ต้องร่วมมือกับเขา

คืนหนึ่ง หลังห้าทุ่ม จู่ๆ ผมก็มีไข้สูงถึง 42 องศาเซลเซียส  ผมรู้สึกหมดเรี่ยวแรง นอนอ่อนเพลียและเวียนหัวอยู่บนเตียง นอนขดตัวและตัวสั่นอยู่ใต้ผ้าห่ม  ภรรยาของผมรีบเอาแอลกอฮอล์มาเช็ดตัวให้ผมเพื่อลดไข้  ขณะที่เช็ดตัว เธอก็พูดว่า “จู่ๆ คุณก็มีไข้สูงขนาดนี้ ไม่คิดว่าควรทบทวนตัวเองบ้างเหรอ?  ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา คุณเอาแต่จับผิดหวังจิน แต่คุณไม่มีบทเรียนของตัวเองที่ต้องเรียนรู้บ้างเหรอ?  การป่วยหนักขนาดนี้อาจเป็นการบ่มวินัยของพระเจ้าหรือเปล่า?”  ผมตระหนักว่าผมจำเป็นต้องทบทวนตัวเองจริงๆ  ผมอธิษฐานต่อพระเจ้าในใจ ขอให้พระองค์ทรงนำผมให้เข้าใจปัญหาของตัวเอง

ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง และได้เข้าใจสภาวะของตัวเองอยู่บ้าง  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เมื่อเผชิญหน้ากับปัญหา บางคนแสวงหาคำตอบจากผู้อื่น แต่เมื่อบุคคลอื่นพูดตามความจริง พวกเขากลับไม่ยอมรับความจริงนั้น พวกเขาไม่สามารถเชื่อฟัง และในหัวใจของพวกเขา พวกเขาคิดว่า ‘ตามปกติฉันดีกว่าเขา  หากคราวนี้ฉันฟังข้อเสนอแนะของเขา จะไม่ดูเหมือนว่าเขาเหนือกว่าฉันหรอกหรือ?  ไม่ ฉันไม่สามารถฟังเขาในเรื่องนี้ได้  ฉันจะทำเรื่องนี้ตามวิธีของฉันก็แล้วกัน’  จากนั้นพวกเขาก็หาเหตุผลและข้ออ้างมาปัดมุมมองของบุคคลอื่นให้ตกไป  เมื่อพวกเขาเห็นใครบางคนเก่งกว่าตน พวกเขาก็พยายามโค่นล้มคนเหล่านั้น พวกเขากุข่าวลือเกี่ยวกับคนเหล่านั้น หรือใช้วิธีการที่น่ารังเกียจมาหาความและบ่อนทำลายอำนาจสั่งการของคนเหล่านั้น ถึงกับบดขยี้คนเหล่านั้นไว้ใต้เท้า ทั้งหมดนั้นก็เพื่อปกป้องสถานะของตนในความรู้สึกนึกคิดของผู้คน  นี่คืออุปนิสัยเช่นใด?  นี่ไม่ได้เป็นเพียงอุปนิสัยที่โอหังและทะนงตนเท่านั้น—ผู้คนดังกล่าวยังมีแก่นแท้ธรรมชาติเยี่ยงซาตานอีกด้วย เป็นอุปนิสัยที่ชั่วช้า  พวกเขาโจมตีและกีดกันผู้คนที่เก่งกว่าและเหนือกว่าตนออกไป—นี่คือคนที่เหลี่ยมจัดและเลว  การที่พวกเขาทำทุกทางเพื่อโค่นล้มผู้คนแสดงให้เห็นว่ามีธรรมชาติเยี่ยงมารอยู่ในตัวพวกเขาเป็นอันมาก!  เมื่อใช้ชีวิตตามอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน พวกเขาจึงดูเบาผู้คน พยายามปรักปรำ ทั้งยังระรานผู้คน  นี่คือการทำชั่วมิใช่หรือ?  แล้วทั้งที่ใช้ชีวิตเยี่ยงนี้ พวกเขาก็ยังคงคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ใช้ได้ ตนนั้นเป็นคนดี  แต่พอมองเห็นใครเหนือกว่าตน พวกเขาก็สามารถระรานและบดขยี้คนเหล่านั้นไว้ใต้เท้า  ปัญหาในที่นี้คืออะไร?  ผู้คนที่ประพฤติชั่วเช่นนี้ไร้ความยับยั้งชั่งใจและทำอะไรไม่คิดมิใช่หรือ?  ผู้คนเช่นนั้นคิดถึงผลประโยชน์ของตนเองเท่านั้น พวกเขาคำนึงถึงความรู้สึกของตนเองเท่านั้น และทั้งหมดที่พวกเขาต้องการก็คือการสัมฤทธิ์ความอยากได้อยากมี ความมักใหญ่ใฝ่สูง และจุดมุ่งหมายของตนเอง  พวกเขาไม่ใส่ใจว่าพวกเขาก่อความเสียหายให้กับงานของคริสตจักรมากเพียงใด และพวกเขาเลือกที่จะพลีอุทิศผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าเพื่อปกป้องสถานะของตนในความรู้สึกนึกคิดของผู้คนและความมีหน้ามีตาของตนเองเสียมากกว่า  ผู้คนเช่นนี้ไม่โอหัง คิดว่าตนชอบธรรมเสมอ เห็นแก่ตัว และต่ำทรามหรอกหรือ?  คนพวกนี้ไม่เพียงโอหังและคิดว่าตนชอบธรรมเสมอเท่านั้น พวกเขายังเห็นแก่ตัวและต่ำทรามเป็นที่สุดอีกด้วย  พวกเขาไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าเลย  คนพวกนี้มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าหรือไม่?  พวกเขาไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าเลย  นี่คือสาเหตุที่พวกเขาปฏิบัติตนอย่างไม่รู้จักยั้งคิดและทำทุกสิ่งตามที่ตนต้องการ โดยปราศจากสำนึกของการติเตียน ไม่มีความหวั่นเกรงอันใด ไม่มีความประหวั่นพรั่นใจหรือกังวลใจอันใด และไร้ซึ่งการคำนึงถึงผลที่จะตามมา  พวกเขาทำเช่นนี้บ่อยครั้ง และประพฤติตนเช่นนี้เสมอมา  อะไรคือธรรมชาติของพฤติกรรมเช่นนี้?  พูดอย่างเบาๆ ก็คือ ผู้คนเช่นนี้มีความอิจฉามากเกินไป ความอยากมีหน้ามีตาและความอยากได้สถานะของพวกเขาก็รุนแรงเกินไป พวกเขาหลอกลวงและยอกย้อนเกินไป  พูดให้แรงกว่านั้นก็คือ แก่นแท้ของปัญหาอยู่ที่ผู้คนเช่นนี้ไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าเลย  พวกเขาไม่เกรงกลัวพระเจ้า พวกเขาเชื่อว่าตัวพวกเขาเองสำคัญที่สุด และพวกเขาถือว่าทุกแง่มุมของตัวพวกเขาเองสูงส่งกว่าพระเจ้าและสูงส่งกว่าความจริง  ในหัวใจของพวกเขา พระเจ้าไม่ทรงมีค่าควรให้เอ่ยถึง และไม่ทรงมีนัยสำคัญ และพระเจ้าจึงไม่ทรงมีสถานะในหัวใจพวกเขาแต่อย่างใดเลย  พวกที่ไม่มีที่สำหรับพระเจ้าในหัวใจพวกเขาและพวกที่ไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าสามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้หรือไม่?  แน่นอนที่สุดว่าไม่ได้  ดังนั้น ตอนที่พวกเขามักจะเที่ยวกุลีกุจอทำตัวว่ามีธุระปะปังและมานะพยายามมากทีเดียวนั้น พวกเขาทำอะไรอยู่?  ผู้คนเช่นนั้นถึงกับกล่าวอ้างว่าได้ละทิ้งทุกสิ่งมาสละเพื่อพระเจ้าและได้ทนทุกข์ไปอย่างมหาศาล แต่อันที่จริงแล้ว สิ่งจูงใจ หลักธรรมและวัตถุประสงค์ของการกระทำทั้งหมดของพวกเขานั้นเป็นไปเพื่อสถานะและเกียรติยศของพวกเขาเอง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทั้งปวงของพวกเขา  พวกเจ้าจะพูดหรือจะไม่พูดว่าบุคคลจำพวกนี้น่ากลัว?  ผู้คนประเภทใดหรือที่เชื่อในพระเจ้ามาหลายปีแล้ว แต่กระนั้นกลับไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าเลย?  พวกเขาไม่โอหังหรอกหรือ?  พวกเขาไม่ใช่ซาตานหรอกหรือ?  แล้วสิ่งใดกันที่ไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้ามากที่สุด?  นอกเหนือจากพวกสัตว์ร้ายแล้ว ก็คือพวกคนชั่วและศัตรูของพระคริสต์ หมู่มารและพลพรรคของซาตานนั่นเอง  พวกเขาไม่ยอมรับความจริงเลย พวกเขาไร้ซึ่งหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าโดยสิ้นเชิง  พวกเขาสามารถทำความชั่วเช่นไรก็ได้ พวกเขาคือศัตรูของพระเจ้า และศัตรูของประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรร(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, เงื่อนไขห้าประการที่ต้องทำเพื่อออกเดินไปบนร่องครรลองที่ถูกต้องของการเชื่อในพระเจ้า)  พระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้เปิดโปงสภาวะของผมได้ตรงทุกประการ  หลังจากอ่านจบ ผมรู้สึกเหมือนถูกแทงใจและหวาดกลัว  ผมนึกย้อนไปถึงตอนที่เราหารือปัญหาต่างๆ ในอดีต พี่น้องชายหญิงในกลุ่มมักจะเห็นด้วยกับมุมมองของผม  ผู้ดูแลก็จะมาปรึกษาผมในเรื่องที่เธอมองไม่ออก  เรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น  แต่ตั้งแต่ผมเริ่มร่วมมือกับหวังจิน และเห็นเขาสามัคคีธรรมได้อย่างชัดเจนและมีเหตุผลต่อหน้าผู้ดูแล แถมยังดูเหมือนจะจับหลักธรรมได้ดีกว่าผม เรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังเผชิญวิกฤต  ยิ่งไปกว่านั้น เขายังมองเห็นปัญหาของผมได้เสมอ โดยบอกว่าจดหมายของผมบางส่วนไม่ดีหรือไม่เหมาะสม และเขายังชี้ให้เห็นปัญหาในบทความของผมต่อหน้าผู้ดูแลอีกด้วย  เรื่องนี้ทำให้ผมเสียหน้าและรู้สึกว่าสถานะของผมถูกคุกคาม  ดังนั้น เมื่อผู้นำจัดการให้ผมร่วมมือกับเขาในครั้งนี้ ผมจึงรู้สึกคัดค้านเป็นพิเศษ โดยคิดว่า “ถ้าครั้งนี้ผมร่วมมือกับเขา แล้วเขายังคอยชี้ปัญหาของผมเหมือนเมื่อก่อน ผมจะไม่เสียหน้าอีกเหรอ?”  เพื่อกันเขาออกจากกลุ่ม ผมบอกว่าเขาไม่เคยตรวจแก้คำเทศนา และใช้ความห่วงใยเรื่องสุขภาพของเขามาบังหน้า ผมพยายามเกลี้ยกล่อมผู้นำและผู้ดูแลไม่ให้เขามาฝึกฝนในกลุ่ม  เมื่อความพยายามของผมล้มเหลว ผมก็พูดจาตัดสินหวังจินให้ภรรยาฟังเพื่อระบายความไม่พอใจ  ผมถึงกับหวังอย่างยิ่งว่าผู้นำจะหาครอบครัวเจ้าภาพที่เหมาะสมให้พวกเราไม่ได้ เพียงเพื่อที่ผมจะได้ไม่ต้องร่วมมือกับเขา  เพื่อรักษาหน้าตาและสถานะของตัวเอง ผมไม่คำนึงถึงงานของคริสตจักรเลยแม้แต่น้อย ผมช่างเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจ ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์จริงๆ!  ข้อเท็จจริงที่เผยออกมาทำให้ผมเห็นว่าตัวเองมีความปรารถนาในชื่อเสียงและสถานะตำแหน่งอย่างแรงกล้า มีธรรมชาติที่มุ่งร้ายอย่างยิ่ง และไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าเลยแม้แต่น้อย  ความจริงก็คือ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ และไม่มีหน้าที่ไหนที่สามารถทำสำเร็จได้ด้วยคนเพียงคนเดียว  ผู้นำจัดการให้หวังจินกับผมร่วมมือกันตามความจำเป็นของงานของคริสตจักร  ถ้าผมต้องเขียนคำเทศนาด้วยตัวเอง ก็คงจะมีความเบี่ยงเบนและข้อบกพร่องมากมายแน่ๆ  ถ้าเราสองคนช่วยเสริมกัน ผลงานก็จะออกมาดีขึ้น  แต่ผมกลับไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า และถึงกับพยายามทุกวิถีทางเพื่อขัดขวางไม่ให้หวังจินเข้าร่วมกลุ่ม  ผมไม่รู้เลยจริงๆ ว่าอะไรดีสำหรับตัวเอง  เมื่อตระหนักได้เช่นนี้ ผมก็รู้สึกเสียใจและตำหนิตัวเองอย่างมาก และผมตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ทำความชั่วแบบนี้อีก

หลังจากนั้น ผมก็ไตร่ตรองว่า “อุปนิสัยอันเสื่อมทรามด้านใดกันที่ทำให้ผมรู้สึกคัดค้านการร่วมมือกับหวังจินขนาดนี้?”  ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าและได้รับความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาของตัวเองมากขึ้น  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “สิ่งใดคือวัตถุประสงค์หลักของศัตรูพระคริสต์เมื่อพวกเขาโจมตีและกีดกันคนที่เห็นต่าง?  พวกเขาเสาะแสวงที่จะสร้างสถานการณ์ขึ้นมาภายในคริสตจักรที่ไม่มีใครส่งเสียงคัดค้านพวกเขา เป็นสถานการณ์ที่อำนาจของพวกเขา สถานะผู้นำของพวกเขา และคำพูดของพวกเขาถือเป็นเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทั้งสิ้น  ทุกคนต้องฟังพวกเขา และต่อให้ผู้คนมีความคิดเห็นที่ต่างออกไป ทุกคนก็ต้องไม่แสดงความคิดเห็นนั้นออกมา ปล่อยให้หมักหมมอยู่ในหัวใจของตนเท่านั้น  ใครก็ตามที่กล้าคัดค้านพวกเขาอย่างเปิดเผยย่อมกลายเป็นอริกับศัตรูของพระคริสต์ และพวกเขาจะคิดหาหนทางอันใดก็ตามที่พวกเขาสามารถคิดได้เพื่อทำให้สิ่งต่างๆ ยากลำบากสำหรับคนเหล่านั้น และแทบจะทนรอให้คนเหล่านั้นปลาสนาการไปไม่ไหว  นี่คือหนึ่งในหลายหนทางที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้โจมตีและกีดกันคนที่เห็นต่างเพื่อช่วยพยุงสถานะและปกป้องอำนาจของตน  พวกเขาคิดว่า ‘ไม่เป็นไรเลยที่คุณจะมีความคิดเห็นทั้งหลายที่ต่างออกไป แต่คุณไม่สามารถเที่ยวไปพูดคุยเกี่ยวกับความคิดเห็นเหล่านั้นตามแต่คุณจะยินดีได้ นับประสาอะไรที่จะทำให้อำนาจและสถานะของฉันต้องเสี่ยง  หากคุณมีบางสิ่งจะพูด ก็สามารถพูดสิ่งนั้นกับฉันได้เป็นการส่วนตัว  หากคุณพูดสิ่งนั้นต่อหน้าทุกคนและเป็นเหตุให้ฉันเสียหน้า คุณก็กำลังหาเรื่องใส่ตัว และฉันก็จำเป็นที่จะต้องจัดการคุณ!’  นี่คืออุปนิสัยประเภทใด?  พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่อนุญาตให้ผู้อื่นพูดอย่างอิสระ  หากผู้อื่นมีความเห็น—ไม่ว่าจะเกี่ยวกับศัตรูของพระคริสต์หรือสิ่งอื่นใด—พวกเขาก็ไม่อาจพูดขึ้นมาตามสบายได้ พวกเขาต้องคำนึงถึงหน้าตาของศัตรูพระคริสต์  ถ้าไม่อย่างนั้น ศัตรูของพระคริสต์ก็จะตราหน้าพวกเขาว่าเป็นศัตรู และโจมตีและกีดกันพวกเขาออกจากกลุ่ม  นี่คือธรรมชาติประเภทใดหรือ?  นี่ก็คือธรรมชาติของศัตรูพระคริสต์  แล้วเหตุใดพวกเขาจึงทำเช่นนี้?  พวกเขาไม่เปิดโอกาสให้คริสตจักรส่งเสียงเป็นอื่น พวกเขาไม่อนุญาตให้มีคนที่เห็นต่างในคริสตจักร พวกเขาไม่เปิดโอกาสให้ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรสามัคคีธรรมความจริงและใช้วิจารณญาณแยกแยะผู้คนอย่างเปิดเผย  สิ่งที่พวกเขากลัวที่สุดคือการถูกผู้คนเปิดโปงและรู้ทัน พวกเขาพยายามตลอดเวลาที่จะเสริมสร้างอำนาจของตนและสถานะที่พวกเขามีอยู่ในหัวใจของผู้คน ซึ่งพวกเขารู้สึกว่าจะต้องไม่มีวันถูกสั่นคลอน  พวกเขาไม่มีวันสามารถทนยอมรับสิ่งใดก็ตามที่คุกคามหรือส่งผลกระทบต่อความภาคภูมิใจ ความมีหน้ามีตา หรือสถานะและคุณค่าของพวกเขาในฐานะผู้นำ  นี่สำแดงถึงธรรมชาติที่มุ่งร้ายของศัตรูพระคริสต์มิใช่หรือ?  ด้วยความที่ไม่พอใจในอำนาจที่พวกเขามีอยู่แล้ว พวกเขาจึงสร้างความมั่นคงให้กับอำนาจนั้น พิทักษ์อำนาจนั้นไว้ และแสวงหาการครอบครองชั่วนิรันดร์  พวกเขาไม่เพียงต้องการควบคุมพฤติกรรมของผู้อื่นเท่านั้น แต่ต้องการควบคุมหัวใจของคนเหล่านั้นด้วย  วิธีการที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้นี้ล้วนเป็นไปเพื่อปกป้องอำนาจและสถานะของตน และเป็นผลจากการที่พวกเขาอยากรักษาอำนาจเอาไว้ทั้งสิ้น… ข้อนี้เป็นจริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีคนที่ห็นต่างอยู่ด้วย และพวกศัตรูของพระคริสต์ก็ได้ยินมาว่าคนที่เห็นต่างนั้นพูดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับตนหรือวิพากษ์วิจารณ์ตนลับหลัง  ในกรณีเช่นนี้พวกเขาจะแก้ไขเรื่องดังกล่าวทันที ต่อให้นั่นหมายถึงการอดนอนทั้งคืนและอดอาหารทั้งวันก็ตาม  เหตุใดพวกเขาจึงพยายามถึงขนาดนั้น?  เพราะพวกเขารู้สึกว่าสถานะของตนตกอยู่ในอันตราย และกำลังถูกท้าทาย  พวกเขารู้สึกว่าถ้าตนไม่ลงมือเช่นนั้น อำนาจและสถานะของพวกตนก็จะมีภัย—และทันทีที่ความประพฤติชั่วและการปฏิบัติตนอันเสื่อมเสียของพวกเขาถูกเปิดโปง ไม่เพียงพวกเขาจะไม่สามารถรักษาสถานะและอำนาจของตนเอาไว้ได้เท่านั้น แต่ยังจะถูกพาตัวออกไปหรือขับไล่ออกจากคริสตจักรอีกด้วย  นั่นคือสาเหตุที่พวกเขาใจร้อนอย่างยิ่งในการคิดหาทางระงับเรื่องเอาไว้และปัดเป่าโพยภัยทั้งปวงที่ซ่อนเร้นอยู่  นี่เป็นวิธีเดียวที่พวกเขาจะสามารถรักษาสถานะของตนเอาไว้ได้(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่สอง: พวกเขาโจมตีและกีดกันคนที่เห็นต่าง)  พระเจ้าตรัสว่าศัตรูของพระคริสต์กีดกันคนเห็นต่าง  พวกเขาไม่ยอมให้มีเสียงที่แตกต่างอยู่ในคริสตจักร พวกเขาต้องเป็นคนตัดสินชี้ขาดในทุกเรื่อง และทุกคนต้องฟังพวกเขา  ทันทีที่มีคนเสนอแนะหรือชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของพวกเขา ซึ่งทำให้พวกเขาเสียหน้าและสูญเสียสถานะในใจคนอื่น พวกเขาก็มองคนคนนั้นว่าเป็นคนเห็นต่างและศัตรูทันที  พวกเขาถึงกับทำทุกวิถีทางเพื่อกีดกันและปราบปรามคนเหล่านั้น เพื่อเสริมอำนาจและสถานะตำแหน่งของตนให้มั่นคง  นี่คือการแสดงออกถึงธรรมชาติที่มุ่งร้ายของศัตรูของพระคริสต์  เมื่อผมทบทวนสิ่งที่ตัวเองเผยออกมา นี่ผมก็ไม่ต่างจากศัตรูของพระคริสต์เลยไม่ใช่หรือ?  เมื่อหวังจินพบปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่ของผมและชี้ให้เห็นอย่างตรงไปตรงมา ผมไม่เพียงไม่ยอมรับเรื่องนี้ในแง่บวกเท่านั้น แต่กลับรู้สึกว่าการทำเช่นนั้นทำให้ผมเสียหน้า  ไม่ว่าเขาจะพูดถูกแค่ไหน หรือคำพูดของเขาจะสอดคล้องกับข้อเท็จจริงมากเพียงใด ผมก็ไม่ยอมรับ และถึงกับมีอคติและผูกใจเจ็บกับเขา  ต่อมา ตอนที่เขาเรียนทักษะคอมพิวเตอร์แล้วประสบปัญหา เขาก็มาขอให้ผมช่วยด้วยท่าทีสุภาพอ่อนโยน แต่ผมกลับทำเมินเฉยใส่เขาเพื่อบั่นทอนความกระตือรือร้นของเขา  ที่แย่ไปกว่านั้นคือ ผมรู้ดีว่าหวังจินเคยปฏิบัติหน้าที่ด้านงานข้อเขียนมาก่อน และจับหลักธรรมได้บ้างแล้ว และสุขภาพที่ไม่ดีของเขาก็ไม่ได้ส่งผลต่อความสามารถในการทำหน้าที่ของเขา  แต่เพียงเพราะเขามักชี้ปัญหาของผม ซึ่งกระทบต่อหน้าตาและสถานะตำแหน่งของผม ผมจึงมองว่าเขาเป็นคนเห็นต่างและเป็นศัตรู  ผมใช้เรื่องสุขภาพที่ไม่ดีของเขาและการขาดประสบการณ์ในการตรวจแก้คำเทศนามาเป็นข้ออ้าง เพื่อพยายามเกลี้ยกล่อมผู้นำและผู้ดูแลไม่ให้เขามาฝึกฝนในกลุ่ม  เพื่อรักษาหน้าตาและสถานะตำแหน่งของตัวเอง ผมกลับทำเรื่องมากมายเพื่อโจมตีและกีดกันคนเห็นต่าง  ธรรมชาติของผมช่างมุ่งร้ายจริงๆ!  รากเหง้าที่ทำให้ผมสามารถทำชั่วอันน่ารังเกียจและเลวทรามเหล่านี้ได้ ก็คือพิษของซาตานที่ผมยึดถือเป็นหลักในการดำเนินชีวิต เช่น “ทั่วทั้งจักรวาลนี้ เราเท่านั้นที่ครองราชย์สูงสุด”, “จ่าฝูงมีได้เพียงหนึ่ง” และ “คนจริงก็ย่อมไม่ไร้พิษสงฉันนั้น”  สิ่งเหล่านี้กลายเป็นธรรมชาติของผม ทำให้ผมอยากเป็นคนตัดสินชี้ขาดในทุกกลุ่มที่ผมอยู่  เมื่อใดก็ตามที่ผมเห็นใครเก่งกว่าผม ผมก็ปฏิบัติต่อเขาอย่างยุติธรรมไม่ได้  โดยเฉพาะเมื่อคำพูดหรือการกระทำของเขาทำให้ผมเสียหน้าหรือคุกคามสถานะตำแหน่งของผม  ผมปฏิบัติต่อเขาราวกับเป็นหนามยอกอก คอยปราบปรามและกีดกันเขา และถึงกับมองว่าเขาเป็นศัตรู  ผมนึกถึงศัตรูของพระคริสต์และคนชั่วที่ถูกขับไล่ออกจากพระนิเวศของพระเจ้า  พวกเขารังเกียจความจริงอย่างที่สุดและเกลียดชังความจริง ไม่เคยยอมรับคำแนะนำที่ถูกต้องจากผู้อื่น  ทันทีที่มีใครมากระทบความหยิ่งทะนงและสถานะของพวกเขา พวกเขาก็จะปราบปรามและระรานคนเหล่านั้น โดยเพ้อฝันที่จะกำจัดใครก็ตามที่ไม่ยอมทำตามพวกเขา และเปลี่ยนคริสตจักรให้เป็นอาณาเขตของตัวเอง  พวกเขาถูกขับไล่เพราะทำชั่วไว้มากมายและก่อกวนงานของคริสตจักรอย่างรุนแรง  ถ้าผมไม่กลับใจ และยังคงทำตามอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเอง โจมตีและกีดกันคนเห็นต่างเพื่อปกป้องความมีหน้ามีตาและสถานะของตัวเอง ท้ายที่สุด พระเจ้าก็จะทรงรังเกียจและกำจัดผมอย่างแน่นอน  เมื่อตระหนักถึงสิ่งนี้ ผมก็รู้สึกทั้งเสียใจและหวาดกลัว และผมก็รีบอธิษฐานต่อพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ผิดไปแล้ว  ข้าพระองค์ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างหนัก  เพื่อปกป้องหน้าตาและสถานะตำแหน่งของข้าพระองค์เอง ข้าพระองค์จึงไม่เต็มใจร่วมมือกับพี่น้องชาย และข้าพระองค์ถึงกับตัดสินและกีดกันเขา  ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์เต็มใจที่จะกลับใจ  ขอโปรดทรงนำข้าพระองค์ให้พบเส้นทางแห่งการปฏิบัติด้วยเถิด”

ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าและได้รู้วิธีปฏิบัติ  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เจ้าต้องเข้าใกล้คนที่สามารถพูดกับเจ้าตามความจริง การมีคนเช่นนี้อยู่เคียงข้างเจ้าเป็นข้อดีอย่างยิ่งกับเจ้า  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมีคนดีอยู่รอบๆ ตัวเจ้าดังเช่นบรรดาผู้ที่มีความกล้าที่จะตำหนิเจ้าและเปิดโปงเจ้าเวลาที่พวกเขาค้นพบปัญหาเกี่ยวกับเจ้านั้น สามารถป้องกันไม่ให้เจ้าออกนอกลู่นอกทางไป  พวกเขาไม่สนใจว่าสถานะของเจ้าคืออะไร และชั่วขณะที่พวกเขาค้นพบว่าเจ้าทำบางสิ่งที่ขัดแย้งกับหลักธรรมความจริง พวกเขาก็จะตำหนิและเปิดโปงเจ้าหากจำเป็น  มีเพียงคนเช่นนี้เท่านั้นที่เป็นคนที่เที่ยงธรรม คนที่มีสำนึกถึงความยุติธรรม  ไม่ว่าพวกเขาจะเปิดโปงและตำหนิเจ้าว่าอย่างไร ก็ล้วนเป็นการช่วยเหลือเจ้า และล้วนเป็นเรื่องของการกำกับดูแลเจ้าและผลักดันเจ้าไปข้างหน้า  เจ้าต้องเข้าใกล้คนเช่นนี้ เมื่อมีคนเช่นนี้คอยช่วยเหลืออยู่ข้างกาย เจ้าย่อมจะปลอดภัยขึ้นมาก—นี่เองคือการมีการคุ้มครองจากพระเจ้า  การมีคนที่เข้าใจความจริงและค้ำจุนหลักธรรมเคียงข้างเจ้าทุกวันคอยกำกับดูแลเจ้านั้นเป็นประโยชน์มากต่อการที่เจ้าทำหน้าที่และงานของเจ้าให้ดี(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่สี่: พวกเขายกชูตัวเองและเป็นพยานยืนยันให้ตัวเอง)  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ผมก็เข้าใจว่าการมีคนที่กล้าพูดความจริง กล้าเปิดโปงและชี้ปัญหาของผมอยู่เคียงข้าง เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการปฏิบัติหน้าที่และการเข้าสู่ชีวิตของผม  ผมนึกย้อนไปถึงตอนที่ผมร่วมมือกับหวังจิน  เมื่อใดก็ตามที่เขาพบปัญหาในบทความที่ผมเขียน เขาจะชี้ให้เห็นตรงๆ  แม้ว่าตอนนั้นผมจะรู้สึกเสียหน้าอยู่บ้าง แต่ผลลัพธ์ก็ดีขึ้นมากจริงๆ หลังจากแก้ไขตามคำแนะนำของเขา  ผมตระหนักว่าผมควรยอมรับคำชี้แนะและความช่วยเหลือจากผู้อื่น แม้ตอนที่ถูกตัดแต่ง ผมก็ควรน้อมรับจากพระเจ้าเสียก่อนและนบนอบ  หากไม่มีคนแบบเขามาคอยชี้ปัญหาและช่วยเหลือผม การปฏิบัติหน้าที่ของผมก็คงมีความเบี่ยงเบนและข้อบกพร่องมากมาย ซึ่งจะเป็นผลเสียต่องานของคริสตจักร  ยิ่งไปกว่านั้น ผมก็คงเข้าใจอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเองได้ยาก  ผมคิดถึงตอนที่ผมเคยเป็นคนตัดสินชี้ขาดทุกอย่างในกลุ่ม และไม่มีพี่น้องชายหญิงคนไหนเคยให้คำแนะนำผมเลย  ผมเลยเชื่อว่าผมเก่งทุกเรื่องและเข้าใจทุกอย่าง  เรื่องนี้มีแต่จะทำให้อุปนิสัยโอหังของผมรุนแรงขึ้น และทำให้ผมคิดว่าตัวเองอยู่เหนือทุกคน  หลังจากหวังจินเริ่มร่วมมือกับผม เขาจะพูดออกมาตรงๆ ทันทีที่เห็นปัญหา  สิ่งนี้ช่วยให้ผมตระหนักถึงปัญหาของตัวเองและความเสื่อมทรามที่ผมเผยออกมาได้บ้าง ผมจึงยับยั้งตัวเองและหลีกเลี่ยงการทำเรื่องที่ก้าวล่วงอุปนิสัยของพระเจ้า  การที่หวังจินชี้ปัญหาและข้อบกพร่องของผมต่อหน้าผมนั้น ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อโจมตีหรือปราบปรามผม และเขาไม่ได้ตั้งใจจะกล่าวโทษผมอย่างแน่นอน  จุดประสงค์ของเขาคือปกป้องงานของคริสตจักร และเขาก็ช่วยเหลือผมด้วยความจริงใจ  แต่เมื่อต้องเผชิญกับคนดีที่มีสำนึกถึงความยุติธรรมเช่นนี้ ผมไม่เพียงแต่ไม่สำนึกบุญคุณต่อคำชี้แนะและความช่วยเหลือของเขาเท่านั้น แต่ผมยังเข้าใจเจตนาที่ดีของเขาผิดว่าเป็นความมุ่งร้าย และใช้วิธีการที่น่ารังเกียจและมุ่งร้ายเพื่อปราบปรามและกีดกันเขา  เรื่องนี้ไม่เพียงทำร้ายเขา แต่ยังก่อให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวนต่องานด้วย  ผมแยกแยะความดีความชั่วหรือความถูกความผิดไม่ออกเลยจริงๆ!  ผมตัดสินใจว่าเมื่อได้ร่วมมือกับหวังจินอีกครั้ง ผมจะยอมรับคำแนะนำของเขาให้ดี

หลังจากนั้นไม่นาน พี่น้องชายหญิงก็พบบ้านที่เหมาะสม และหวังจินกับผมก็เริ่มร่วมมือกันปฏิบัติหน้าที่ของเรา  ตอนแรก เมื่อหวังจินชี้ปัญหาของผม ผมก็ยังปล่อยวางเรื่องหน้าตาของตัวเองได้ยากอยู่บ้าง  ผมคิดว่า “เขาไม่เคยตรวจแก้คำเทศนามาก่อน  ถ้าเขามองเห็นปัญหาในคำเทศนาที่ผมตรวจแก้ได้ นั่นไม่ได้พิสูจน์เหรอว่าผมเก่งไม่เท่าเขา?  เขาจะคิดยังไงกับผม?”  เมื่อคิดแบบนี้ ผมก็ตระหนักว่าตัวเองกำลังใช้ชีวิตเพื่อหน้าตาและสถานะตำแหน่งอีกแล้ว ผมจึงตั้งใจค้นหาพระวจนะของพระเจ้ามาอ่าน  ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “เจ้าต้องขัดขืนเนื้อหนังของตนเสียก่อน ล้มเลิกความไร้แก่นสารและความหยิ่งยโสของเจ้าเอง ยอมทิ้งผลประโยชน์ของเจ้า ทุ่มเททั้งร่างกายและจิตใจให้กับหน้าที่ ทำหน้าที่ของเจ้าด้วยหัวใจที่นบนอบ และเชื่ออยู่ในหัวใจของเจ้าว่าตราบใดที่เจ้าทำให้พระเจ้าพอพระทัย ก็ไม่สำคัญว่าเจ้านั้นทนทุกข์กับสิ่งใด  หากเจ้าเผชิญความยากลำบาก แล้วเจ้าอธิษฐานถึงพระเจ้าและแสวงหาความจริง ดูว่าพระเจ้าทรงนำเจ้าอย่างไร ดูว่าในหัวใจของเจ้ามีสันติสุขและความปีติยินดีหรือไม่ ว่าเจ้ามีข้อพิสูจน์นี้หรือไม่(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, โดยการมอบหัวใจของตนให้แก่พระเจ้า คนเราย่อมสามารถได้รับความจริง)  พระวจนะของพระเจ้าชี้เส้นทางให้ผม  ผมต้องปล่อยวางเรื่องหน้าตาของตัวเอง ทุ่มเทจิตใจให้กับหน้าที่ และลุล่วงหน้าที่ของตนให้ดี นั่นจึงจะนับว่าเป็นการเอาใจใส่หน้าที่ที่ตนควรทำ  ความจริงก็คือ ทุกคนมีจุดแข็งที่แตกต่างกัน  เมื่อแต่ละคนใช้จุดแข็งของตนให้เต็มที่ และเรียนรู้ข้อดีของกันและกันเพื่อชดเชยจุดอ่อนของตัวเอง เราจึงจะปฏิบัติหน้าที่ได้ผลดี  ชื่อเสียงและสถานะตำแหน่งล้วนว่างเปล่า  ต่อให้ทุกคนเคารพยกย่องผม นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผมมีความเป็นจริงความจริง และยิ่งไม่สามารถทำให้ผมรับความรอดได้  ถ้าผมไม่เข้าใจความจริงและยังไม่ทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเอง ท้ายที่สุดแล้ว ผมก็จะยังคงถูกส่งลงนรกเพื่อรับการลงโทษ  หลังจากตระหนักถึงสิ่งนี้ เมื่อหวังจินชี้ปัญหาของผมอีกครั้ง ผมก็ไม่ได้รู้สึกคัดค้านมากขนาดนั้นแล้ว  แต่ผมกลับค้นหาหลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่เขาชี้ให้เห็นมาศึกษา  ด้วยการปฏิบัติแบบนี้ ไม่เพียงแต่ปัญหาจะได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่ผมยังรู้สึกสงบและสบายใจอีกด้วย  ความสัมพันธ์ของเราก็กลมเกลียวกันมากขึ้นเรื่อยๆ  ผมขอบคุณพระเจ้าจากก้นบึ้งของหัวใจ!

ถัดไป: 6. ในที่สุดฉันก็เข้าใจความสำคัญของบททดสอบจากพระเจ้า

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย หย่างมู่ ประเทศเกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

26. เปิดประตูสู่หัวใจของฉันและต้อนรับการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า

โดยหยงหย่วน สหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายนปี ค.ศ. 1982 ครอบครัวของเราอพยพไปยังประเทศสหรัฐอเมริกากันทั้งครอบครัว...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger