9. บทเรียนที่ได้รับหลังจากถูกย้ายหน้าที่
ปลายปี 2018 คริสตจักรจัดแจงให้ฉันรับผิดชอบงานออกแบบกราฟิก ทุกครั้งที่ฉันตรวจดูภาพที่พี่น้องชายหญิงทำ และให้ข้อเสนอแนะในการแก้ไข พวกเขาจะรับฟังอย่างอดทน และบางครั้งบางคนก็จะพูดว่า “ฉันไม่มีหัวด้านศิลปะเลย ไม่ทันสังเกตเห็นปัญหาพวกนี้ด้วยซ้ำ พอคุณพูดขึ้นมา ฉันถึงเข้าใจ” บางครั้งก็หาข้อสรุปไม่ได้เพราะความคิดเห็นไม่ตรงกัน แต่พอฉันแสดงความคิดเห็นออกไป ทุกคนก็เห็นด้วยกับฉันหมด เมื่อเห็นแบบนี้ ฉันก็รู้สึกปลื้มใจมาก “ดูเหมือนขีดความสามารถของฉันจะค่อนข้างดีทีเดียว ไม่อย่างนั้นฉันจะได้ทำหน้าที่ที่สำคัญขนาดนี้ และทำให้พี่น้องชายหญิงเห็นด้วยกับฉันแบบนี้ได้ยังไง” บางครั้งฉันเข้าร่วมการหารืองานไม่ได้เพราะเหตุผลบางอย่าง ผู้นำทีมก็จะเปลี่ยนเวลาเพียงเพื่อให้ฉันได้เข้าร่วม เมื่อเห็นว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับฉันมากขนาดไหน ฉันก็ยิ่งพึงพอใจในตนเองมากขึ้นไปอีก และคิดว่า “หน้าที่นี้ทำให้ฉันดูดีจริงๆ ถ้าฉันขยันศึกษาและพัฒนาทักษะของตัวเองให้มากขึ้น ฉันจะไม่ได้รับความชื่นชมจากพี่น้องชายหญิงมากขึ้นไปอีกเหรอ” หลังจากนั้น ฉันก็ยิ่งมีแรงผลักดันในการทำหน้าที่มากขึ้น ถึงแม้หน้าที่นี้จะกดดัน แต่ฉันก็ไม่ถอยไม่ว่าจะต้องทนทุกข์หรือยากลำบากแค่ไหน
ในปี 2022 เนื่องจากมีผู้มาใหม่ในฟิลิปปินส์ยอมรับหนทางที่แท้จริงมากขึ้น จึงต้องการผู้ให้น้ำเพิ่มอย่างเร่งด่วน และเหล่าผู้นำก็ตัดสินใจว่าเมื่อปริมาณงานในฝ่ายศิลป์ลดลงแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องมีผู้ดูแลสองคน พวกเขาจึงจัดแจงให้ฉันไปให้น้ำผู้มาใหม่ทางออนไลน์ ฉันรู้ว่าการจัดแจงนี้สมเหตุสมผล แต่ฉันก็มีความกังวลอยู่บ้าง โดยคิดว่า “ฉันไม่ได้ให้น้ำผู้มาใหม่มาหลายปีแล้ว ถ้าให้น้ำได้ไม่ดี พี่น้องชายหญิงจะยังยกย่องฉันอยู่ไหม” ความคิดเหล่านี้ทำให้ฉันรู้สึกท้อแท้เล็กน้อย แต่แล้วฉันก็คิดในใจว่า “ขีดความสามารถของฉันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น ตราบใดที่ฉันพยายามเตรียมตัวเองให้พร้อมด้วยความจริง ฉันมั่นใจว่าฉันจะโดดเด่นในหน้าที่นี้ได้เหมือนกัน” หลังจากคิดแบบนี้ ฉันก็รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง ไม่นานหลังจากที่ฉันเริ่มทำหน้าที่ให้น้ำ ผู้ดูแลงานให้น้ำก็มาคุยเกี่ยวกับงานของฉัน พูดทำนองว่าฉันมองไม่เห็นปัญหาของผู้มาใหม่และแก้ไขได้ไม่ทันท่วงที และฉันยังบกพร่องในการสื่อสารกับผู้มาใหม่ และการช่วยเหลือพวกเขาเรื่องความยากลำบากยากเย็น จากนั้น ผู้ดูแลก็อ่านหลักธรรมที่เกี่ยวข้องให้ฉันฟัง และฉันก็ตระหนักว่าปัญหาที่ผู้ดูแลชี้ให้เห็นนั้นมีอยู่จริง ตอนแรกฉันก็ยอมรับได้ แต่พอถูกชี้ให้เห็นปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ ฉันก็เริ่มรู้สึกเจ็บปวดอยู่ลึกๆ ขณะที่ฟังสามัคคีธรรมและคำชี้แนะของผู้ดูแล ฉันก็เอาแต่คิดถึงอดีตตัวเองตอนที่เป็นผู้ดูแลฝ่ายศิลป์ เมื่อก่อน ฉันเป็นคนที่คอยชี้แนะงานของคนอื่นและชี้ให้เห็นปัญหาในหน้าที่ของพวกเขามาโดยตลอด และพี่น้องชายหญิงก็ยกย่องและสนับสนุนฉันเสมอ แต่ตอนนี้ ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ปัญหาของฉันมากมายกลับถูกเปิดโปง และฉันถึงกับต้องให้คนอื่นมาสามัคคีธรรมและชี้แนะฉัน ฉันรู้สึกอับอายมาก! ผู้ดูแลจะคิดยังไงกับฉัน เมื่อรู้ว่าฉันมีปัญหามากมายในหน้าที่ขนาดนี้? พี่น้องชายหญิงจะคิดยังไงกับฉัน? พวกเขาจะคิดว่าฉันมีขีดความสามารถต่ำและไม่ได้ทุ่มเทหัวใจให้กับหน้าที่ของตนหรือเปล่า? ฉันรู้สึกถึงความแตกต่างนี้อย่างชัดเจนมาก แต่หลังจากนั้น ฉันก็ไม่ได้ตรวจสอบสภาวะของตัวเอง ฉันเอาแต่ปลอบใจตัวเอง โดยคิดว่า “นี่เป็นแค่ความล้มเหลวชั่วคราว ตราบใดที่ฉันเต็มใจที่จะทำงานหนัก ปัญหาเหล่านี้ก็แก้ไขได้”
ไม่กี่วันต่อมา พวกเราก็มีการชุมนุมร่วมกัน และผู้ดูแลก็ขอให้ฉันแบ่งปันวิธีแก้ปัญหาที่ผู้มาใหม่ยุ่งกับงานมากเกินไปจนไม่สามารถเข้าร่วมการชุมนุมได้ หลังจากฉันพูดจบ พี่น้องชายหญิงบางคนก็บอกว่าฉันไม่ได้ถามผู้มาใหม่อย่างจริงจังถึงความลำบากยากเย็นของพวกเขา เพื่อดูว่าพวกเขามีความลำบากยากเย็นในชีวิตจริงๆ หรือมีมุมมองที่ผิดกันแน่ บางคนบอกว่าฉันข้ามไปสามัคคีธรรมกับพวกเขาเลย โดยไม่ได้ซักถามให้ชัดเจนก่อน ซึ่งนี่ไม่ได้แก้ปัญหาของผู้มาใหม่อย่างแท้จริง หลังจากได้ฟังคำชี้แนะของพี่น้องชายหญิง ฉันรู้สึกหน้าร้อนผ่าวด้วยความอับอาย จนอยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปเลย ฉันรู้สึกว่าการทำหน้าที่นี้ช่างน่าอับอายจริงๆ ฉันเคยรับผิดชอบงานของฝ่ายศิลป์ และพี่น้องชายหญิงก็จะห้อมล้อมฉัน คอยชื่นชมฉันอยู่บ่อยๆ แต่ตอนนี้ พอมาให้น้ำผู้มาใหม่ ฉันกลับถูกแก้ไขและวิจารณ์อยู่เรื่อยๆ นี่มันน่าหงุดหงิดจริงๆ! ฉันคิดจะไปคุยกับผู้นำและขอกลับไปทำหน้าที่เดิมด้านการออกแบบกราฟิกต่อ ฉันรู้สึกว่าการให้น้ำผู้มาใหม่ไม่ใช่จุดแข็งของฉัน และถ้าฉันยังทำหน้าที่นี้ต่อไป ฉันก็มีแต่จะขายหน้า ถ้าฉันได้กลับไปทำหน้าที่เดิม ฉันก็คงจะได้รับความชื่นชมและการสนับสนุนจากพี่น้องชายหญิงต่อไป แต่ฉันก็กังวลด้วยว่าถ้าฉันขอย้ายหน้าที่ พี่น้องชายหญิงจะคิดว่าฉันเปราะบางเกินไป ที่อยากเปลี่ยนหน้าที่เพียงเพราะถูกชี้ให้เห็นปัญหาไม่กี่อย่าง และนั่นแสดงว่าฉันยังมีวุฒิภาวะน้อยจริงๆ ฉันก็เลยได้แต่ฝืนทนต่อไป ฉันปลอบใจตัวเองในใจว่า “ถ้าฉันพยายามให้มากขึ้นและฝึกฝนให้หนักขึ้น บางทีอีกสักพักอะไรๆ อาจจะดีขึ้น”
ต่อมา ฉันก็ยิ่งทุ่มเททำหน้าที่หนักขึ้น เตรียมตัวเองให้พร้อมด้วยความจริงทุกวันตามปัญหาของผู้มาใหม่ บางครั้งถึงกับอยู่จนถึงตีสาม ฉันคิดแต่เพียงว่าจะพลิกสถานการณ์นี้ให้ได้โดยเร็วที่สุด แต่ผ่านไปหนึ่งเดือน ผลลัพธ์ในหน้าที่ของฉันก็ยังคงแย่ที่สุดในทีม คืนนั้น ฉันนอนพลิกไปพลิกมาบนเตียง นอนไม่หลับ ใจของฉันหวนคิดถึงช่วงเวลาที่เป็นผู้ดูแลฝ่ายศิลป์อยู่เรื่อยๆ คิดว่ามันช่างรุ่งโรจน์เหลือเกิน แต่ตอนนี้ ในการให้น้ำผู้มาใหม่ ฉันกลับตกไปอยู่ท้ายสุดของทีม ฉันรู้สึกว่าการทำหน้าที่นี้ช่างน่าอับอายจริงๆ! ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ และก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ฉันคิดว่าวันรุ่งขึ้นจะไปคุยกับผู้นำเรื่องขอเปลี่ยนหน้าที่ แต่พอคิดถึงเรื่องการเปลี่ยนหน้าที่ ฉันก็รู้สึกผิดและเป็นทุกข์ในใจอย่างบอกไม่ถูก ฉันเคยอธิษฐานต่อพระเจ้า สัญญาว่าจะยึดมั่นในหน้าที่ของตน ถ้าฉันเปลี่ยนหน้าที่ นั่นไม่เท่ากับการละทิ้งตำแหน่งหน้าที่ของตนหรอกหรือ? ฉันจะยอมแพ้แบบนี้จริงๆ หรือ? แต่ถ้าฉันยังทำหน้าที่นี้ต่อไป ฉันก็ไม่รู้ว่าจะเผชิญหน้ากับมันได้ยังไง ในความเจ็บปวด ฉันร้องทูลต่อพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รู้สึกอ่อนแอเหลือเกิน ข้าพระองค์ไม่รู้จะก้าวต่อไปยังไง โปรดทรงชี้แนะข้าพระองค์ด้วยเถิด” จากนั้นฉันก็นึกถึงพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง และหามาอ่าน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “หากหน้าที่ที่เจ้าปฏิบัตินั้นเป็นอะไรบางอย่างที่เจ้าทำได้ดีและเจ้าชอบ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็รู้สึกว่านั่นเป็นความรับผิดชอบของเจ้าและเป็นภาระผูกพันของเจ้า และการทำเช่นนั้นเป็นสิ่งที่เป็นเรื่องที่ปกติและชอบด้วยเหตุผลโดยแท้ เจ้ารู้สึกชื่นบาน มีความสุข และผ่อนคลาย นี่เป็นบางสิ่งที่เจ้าเต็มใจที่จะทำ และเป็นบางสิ่งที่เจ้าสามารถอุทิศตนให้ได้ และเจ้ารู้สึกว่าเจ้ากำลังทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย แต่เมื่อวันหนึ่งที่เจ้าเผชิญหน้ากับหน้าที่ที่เจ้าไม่ชอบหรือไม่เคยปฏิบัติมาก่อน เช่นนั้นเจ้าจะสามารถอุทิศตนได้หรือไม่? นี่จะทดสอบว่าเจ้ากำลังปฏิบัติความจริงอยู่หรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น หากหน้าที่ของเจ้าอยู่ในฝ่ายบทเพลงนมัสการ เจ้าสามารถร้องเพลงและนั่นเป็นสิ่งที่เจ้าชอบทำ แล้วเจ้าก็เต็มใจที่จะปฏิบัติหน้าที่นี้ หากเจ้าได้ถูกมอบหมายหน้าที่อีกหน้าที่หนึ่งซึ่งบอกให้เจ้าประกาศข่าวประเสริฐ และงานนั้นค่อนข้างยากลำบาก เจ้าจะสามารถเชื่อฟังได้หรือไม่? เจ้าไตร่ตรองแล้วพูดว่า ‘ฉันชอบการร้องเพลง’ นี่หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าเจ้าไม่ต้องการประกาศข่าวประเสริฐ นี่คือความหมายอย่างชัดเจนของคำกล่าวนั้น เจ้าเอาแต่พูดว่า ‘ฉันชอบร้องเพลง’ หากผู้นำหรือคนทำงานใช้เหตุผลกับเจ้าว่า ‘ทำไมคุณไม่ฝึกฝนการประกาศข่าวประเสริฐและเตรียมตัวคุณให้พร้อมด้วยความจริงที่มากขึ้นล่ะ? นี่จะเป็นประโยชน์สำหรับการเติบโตในชีวิตของคุณมากยิ่งขึ้นนะ’ เจ้ายังคงยืนยันและกล่าวว่า ‘ฉันชอบร้องเพลงและฉันชอบเต้นรำ’ เจ้าไม่ต้องการไปประกาศข่าวประเสริฐโดยไม่สำคัญว่าพวกเขาจะพูดอย่างไรก็ตาม เหตุใดเจ้าไม่ต้องการที่จะไป? (เพราะการขาดพร่องความสนใจ) เจ้าขาดพร่องความสนใจดังนั้นเจ้าก็เลยไม่ต้องการจะไป—ปัญหาในที่นี้คืออะไร? ปัญหาคือเจ้าเลือกหน้าที่ของเจ้าตามความชอบและรสนิยมส่วนตัวของเจ้า และเจ้าไม่นบนอบ เจ้าไม่มีการนบนอบ และนั่นคือปัญหา หากเจ้าไม่แสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหานี้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ไม่ได้แสดงการนบนอบอย่างแท้จริงมากนัก เจ้าควรทำอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้เพื่อแสดงการเชื่อฟังที่แท้จริง? เจ้าสามารถทำอะไรเพื่อสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า? นี่คือเวลาที่เจ้าจำเป็นต้องครุ่นคิดไตร่ตรองและสามัคคีธรรมความจริงในแง่มุมนี้ หากเจ้าต้องอุทิศตนในทุกสิ่งและสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า เจ้าไม่อาจทำได้ด้วยการปฏิบัติหน้าที่เพียงหน้าที่เดียว เจ้าต้องยอมรับทุกพระบัญชาที่พระเจ้าประทานให้เจ้า ไม่ว่าจะเป็นไปตามรสนิยมของเจ้าและตรงกับความสนใจของเจ้า หรือเป็นสิ่งที่เจ้าไม่ชื่นชอบ หรือไม่เคยทำมาก่อน หรือเห็นว่าลำบากยากเย็นก็ตาม เจ้าก็ควรยอมรับและนบนอบ ไม่เพียงต้องยอมรับเท่านั้น แต่เจ้าต้องร่วมมือในเชิงรุกด้วย เรียนรู้ทักษะเฉพาะทาง รวมทั้งได้รับประสบการณ์และการเข้าสู่ ต่อให้เจ้าทนทุกข์กับความยากลำบาก หรือความเหนื่อยล้า ความอัปยศอดสู หรือการถูกกีดกัน เจ้ายังคงต้องปฏิบัติด้วยการอุทิศตน ด้วยการปฏิบัติในหนทางนี้เท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถอุทิศตนได้ในทุกสิ่งและสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้ เจ้าต้องปฏิบัติในฐานะที่เป็นหน้าที่ของเจ้า ไม่ใช่ในฐานะกิจการส่วนตัวของตน” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม) จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่าไม่ว่าคริสตจักรจะจัดแจงให้ฉันทำหน้าที่อะไร ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ฉันถนัดและทำให้ฉันโดดเด่น หรือสิ่งที่ฉันไม่ถนัดและไม่อาจเปล่งประกายได้ ทั้งหมดล้วนเป็นส่วนหนึ่งของอธิปไตยและการลิขิตของพระเจ้า ฉันควรทำอย่างสุดความสามารถเสมอ เพราะนี่เท่านั้นจึงจะเป็นการนบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริง ตอนที่ฉันรับผิดชอบงานของฝ่ายศิลป์และพี่น้องชายหญิงยกย่องฉัน ฉันมีแรงผลักดันในหน้าที่อย่างไม่สิ้นสุด และไม่ว่าจะทนทุกข์หรือยากลำบากแค่ไหน ฉันก็ไม่เคยยอมแพ้ ตอนนี้ พอต้องทำหน้าที่ให้น้ำ หน้าที่ของฉันมีปัญหามากมาย เผยให้เห็นข้อบกพร่องและความไม่เพียงพอของฉันหลายอย่าง พี่น้องชายหญิงจึงไม่ยกย่องฉันอีกต่อไป ฉันมักรู้สึกเป็นทุกข์เพราะเรื่องนี้ และแม้ว่านี่จะเป็นสิ่งที่งานของคริสตจักรต้องการ ฉันก็คิดจะละทิ้งงานให้น้ำ เพื่อกลับไปทำหน้าที่เดิมอยู่หลายครั้ง แบบนี้ฉันมีความนบนอบต่อพระเจ้าอย่างแท้จริงตรงไหนกัน?
ระหว่างการเฝ้าเดี่ยว ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าและได้เข้าใจปัญหาของตัวเองมากขึ้น พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ผู้คนไม่ควรคิดว่าตัวเองเพียบพร้อมมาก โดดเด่นมาก สูงส่งมาก หรือแตกต่างจากผู้อื่นมาก ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากอุปนิสัยที่โอหังและความไม่รู้เท่าทันของมนุษย์ การคิดว่าตนเองเหนือกว่าผู้อื่นอยู่เสมอ—นี่เกิดจากอุปนิสัยอันโอหัง การไม่เคยสามารถยอมรับข้อบกพร่องของพวกเขา ไม่เคยสามารถเผชิญหน้าความผิดพลาดและความล้มเหลวของพวกเขา—นี่เกิดจากอุปนิสัยอันโอหัง ไม่เคยยอมให้ผู้อื่นเหนือกว่าตัวเองหรือดีกว่าตัวเอง—นี่เกิดจากอุปนิสัยอันโอหัง การไม่ยอมให้ผู้อื่นเหนือกว่าหรือดีกว่าพวกเขา—นี่เกิดจากอุปนิสัยอันโอหัง การไม่ยอมให้ผู้อื่นมีความคิด ข้อเสนอแนะ และทัศนะที่ดีกว่าพวกเขา และเมื่อพวกเขาค้นพบว่าผู้อื่นเก่งกว่าพวกเขา ก็กลายเป็นคิดลบ ไม่ปรารถนาที่จะพูดจา รู้สึกคับแค้นใจและหม่นหมอง และกลายเป็นอารมณ์ไม่ดี—ทั้งหมดนี้เกิดจากอุปนิสัยอันโอหัง อุปนิสัยอันโอหังสามารถทำให้เจ้าไม่อาจยอมรับการแก้ไขจากผู้อื่น เพราะเจ้าปกป้องความภาคภูมิใจของตน ไม่สามารถเผชิญหน้าข้อบกพร่องของเจ้า และไม่สามารถยอมรับความล้มเหลวและความผิดพลาดของเจ้าเอง ที่มากกว่านั้นก็คือเมื่อใครบางคนดีกว่าเจ้า นั่นก็สามารถทำให้ความเกลียดและความอิจฉาริษยาผุดขึ้นมาในหัวใจของเจ้า และเจ้าสามารถรู้สึกว่าถูกจำกัด ถึงกับไม่ปรารถนาที่จะทำหน้าที่ของตน และกลายเป็นสุกเอาเผากินในการทำหน้าที่ อุปนิสัยที่โอหังสามารถทำให้พฤติกรรมและวิธีปฏิบัติเหล่านี้เกิดขึ้นในตัวเจ้า” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, หลักธรรมที่คนเราควรใช้นำทางการประพฤติตน) ขณะที่ไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็รู้สึกละอายใจจริงๆ มองย้อนกลับไปหลายปีมานี้ ฉันรับผิดชอบงานศิลป์มาตลอด ได้สั่งสมประสบการณ์มาบ้าง และได้เห็นผลลัพธ์ในหน้าที่อยู่บ้าง ฉันจึงเริ่มยกตัวเองขึ้นหิ้ง และในใจก็รู้สึกว่าตัวเองแตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไป ฉันคิดว่าขีดความสามารถของตัวเองดีกว่าคนอื่น ดังนั้นไม่ว่าไปที่ไหน ฉันก็อยากอยู่เหนือใครๆ อยากให้คนอื่นห้อมล้อมและชื่นชมฉัน และรู้สึกว่าการได้รับการยกย่องจากผู้อื่นเป็นสิ่งที่ฉันสมควรได้รับ ตอนที่ฉันให้น้ำผู้มาใหม่แรกๆ ผลลัพธ์ไม่ดีเท่าคนอื่น และผู้ดูแลก็ชี้ปัญหาของฉันอยู่บ่อยๆ นี่เป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง และคนที่มีสำนึกอย่างแท้จริงย่อมรับมือกับมันได้อย่างถูกต้อง ไม่เพียงแต่พวกเขาจะยอมรับอย่างสงบ แต่ยังจะเตรียมตัวเองให้พร้อมด้วยความจริงเพื่อชดเชยข้อบกพร่องของตนอย่างมุ่งมั่นตั้งใจอีกด้วย และปรับปรุงผลลัพธ์ในหน้าที่ของตนให้ดีขึ้น แต่สำหรับฉัน ฉันไม่เต็มใจจะเผชิญหน้ากับคำชี้แนะของคนอื่น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการสรุปข้อบกพร่องของตัวเอง แถมยังแอบแข่งขันอยู่ในใจ อยากสร้างผลลัพธ์อย่างรวดเร็วด้วยความพยายามของตัวเอง เพื่อให้พี่น้องชายหญิงเห็นว่าฉันมีขีดความสามารถดี เพราะเส้นทางและมุมมองเบื้องหลังการไล่ตามไขว่คว้าของฉันนั้นผิด พระเจ้าจึงทรงซ่อนพระพักตร์จากฉัน ฉันไม่ก้าวหน้าในหน้าที่อยู่นาน และผลลัพธ์ก็ไม่ดีขึ้น แต่ฉันไม่เพียงไม่ทบทวนตนเอง กลับกลายเป็นคิดลบ เฉื่อยชาลง ไม่อยากให้น้ำผู้มาใหม่อีกต่อไป และอยากย้ายหน้าที่ ฉันช่างโอหังและทะนงตน และขาดสำนึกจริงๆ!
ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่งและเข้าใจว่าทำไมฉันถึงชอบไล่ตามไขว่คว้าสถานะมากขนาดนั้น พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ผู้คนธรรมดาอาจขาดพร่องอำนาจและสถานะดังกล่าว แต่พวกเขาก็ปรารถนาเช่นกันที่จะทำให้ผู้อื่นมีทัศนะที่เป็นคุณต่อตัวพวกเขา และปรารถนาที่จะให้ผู้คนมีการประเมินคุณค่าสูงเกี่ยวกับพวกเขา และยกชูสถานะของพวกเขาในหัวใจของคนเหล่านั้นให้สูง นี่คืออุปนิสัยอันเสื่อมทราม และหากผู้คนไม่เข้าใจความจริง พวกเขาย่อมไม่สามารถตระหนักรู้เรื่องนี้ได้… สิ่งใดคือเหตุจูงใจให้พวกเขาทำให้ผู้อื่นมายกย่องตนเอง? (เพื่อให้มีสถานะในความรู้สึกนึกคิดของผู้คนเหล่านั้น) เมื่อเจ้ามีสถานะในความรู้สึกนึกคิดของใครบางคน เมื่อนั้นเวลาพวกเขาอยู่กับเจ้า พวกเขาย่อมมีสัมมาคารวะกับเจ้า และพูดคุยกับเจ้าด้วยความสุภาพเป็นพิเศษ พวกเขาเทิดทูนเจ้าอยู่เสมอ พวกเขายอมให้เจ้าเสมอในทุกสิ่ง พวกเขาหลีกทางให้เจ้า อีกทั้งประจบประแจงและเชื่อฟังเจ้า พวกเขามาหาเจ้าและให้เจ้าเป็นผู้ตัดสินใจในทุกเรื่อง เจ้าย่อมรู้สึกถึงความชื่นชมยินดีในการนี้—เจ้ารู้สึกว่าตนเองแข็งแกร่งกว่าและดีกว่าใคร ทุกคนชอบความรู้สึกนี้ นี่คือความรู้สึกของการมีสถานะในหัวใจของใครบางคน ผู้คนปรารถนาที่จะดื่มด่ำกับความรู้สึกนี้ นี่คือสาเหตุที่ผู้คนแข่งขันกันเพื่อสถานะ และต่างปรารถนาที่จะมีสถานะในหัวใจของผู้อื่น ได้รับการยกย่องและบูชาจากผู้อื่น หากพวกเขาไม่รู้สึกถึงความชื่นชมยินดีจากทั้งหมดนี้ พวกเขาย่อมจะไม่ไล่ตามไขว่คว้าสถานะ ตัวอย่างเช่น หากเจ้าไร้สถานะในความรู้สึกนึกคิดของใครบางคน พวกเขาย่อมจะมีปฏิสัมพันธ์กับเจ้าอย่างทัดเทียม ปฏิบัติต่อเจ้าอย่างผู้ที่เสมอกัน พวกเขาจะโต้แย้งเจ้าเมื่อจำเป็น พวกเขาจะไม่สุภาพนอบน้อมหรือเคารพนับถือเจ้า และอาจผละจากไปโดยที่เจ้ายังไม่ทันพูดจบด้วยซ้ำ เจ้าจะรู้สึกหัวเสียหรือไม่? เจ้าย่อมไม่ชอบใจเมื่อผู้คนปฏิบัติต่อเจ้าเช่นนี้ เจ้าชอบให้พวกเขาประจบประแจงเจ้า เทิดทูนเจ้า และบูชาเจ้าทุกขณะ เจ้าชอบใจเมื่อตนเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง ทุกอย่างหมุนรอบตัวเจ้า และทุกคนฟังเจ้า เทิดทูนเจ้า นบนอบแนวทางของเจ้า นี่คือความอยากปกครองในฐานะกษัตริย์ ความอยากมีอำนาจมิใช่หรือ? การไล่ตามไขว่คว้าและการได้ครอบครองสถานะคอยขับเคลื่อนคำพูดและการกระทำของเจ้า เจ้าย่อมขับเคี่ยว ฉกฉวย และแข่งขันกับผู้อื่นเพื่อการนั้น เป้าหมายของเจ้าคือเพื่อยึดตำแหน่ง และทำให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรฟังเจ้า เกื้อหนุนเจ้า และบูชาเจ้า เมื่อเจ้าได้ครอบครองตำแหน่งนั้นแล้ว เมื่อนั้นเจ้าย่อมมีอำนาจ และสามารถสุขสำราญกับผลประโยชน์จากสถานะ ความเลื่อมใสจากผู้อื่น และข้อได้เปรียบทั้งปวงที่มาพร้อมกับตำแหน่งนั้นได้” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, หลักธรรมที่คนเราควรใช้นำทางการประพฤติตน) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันตระหนักว่าที่ฉันรู้สึกคัดค้านหน้าที่ให้น้ำมาตลอดและโหยหาหน้าที่เดิมของตัวเอง เป็นเพราะฉันให้ค่ากับความมีหน้ามีตาและสถานะของตัวเองมากเกินไป และละโมบในผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่ง ฉันมักหวนคิดถึงตอนที่เป็นผู้ดูแล ตอนนั้น พี่น้องชายหญิงยกย่องฉัน และมักมาขอคำแนะนำเวลาเจอความลำบากยากเย็น และฉันก็ชี้แนะคนอื่นได้ ฉันชอบความรู้สึกนี้จริงๆ แต่หลังจากย้ายมาทำหน้าที่ให้น้ำ ฉันกลับพบว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่นในทุกๆ ด้าน ไม่มีใครถามความคิดเห็นของฉันอีกแล้ว และคนอื่นก็ชี้ปัญหาของฉันอยู่บ่อยๆ ฉันรู้สึกต่ำต้อยและอับอาย เพื่อกอบกู้หน้าตาและสถานะของตัวเอง ฉันยอมอดหลับอดนอน แอบทุ่มเทความพยายาม หวังว่าสักวันจะโดดเด่นขึ้นมาในทีมได้ แต่หลังจากพยายามอยู่ช่วงหนึ่ง ฉันก็เห็นว่าผลลัพธ์ในหน้าที่ของตัวเองยังคงแย่ที่สุด และรู้สึกว่ายากที่ฉันจะโดดเด่นในหน้าที่นี้ ฉันรู้สึกอึดอัดและรู้สึกคัดค้านอยู่ในใจ และหลายครั้งก็คิดจะขอผู้นำให้ย้ายหน้าที่ เพราะอยากกลับไปทำหน้าที่เดิมและชื่นชมกับผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่งต่อไป ตอนนั้นเองที่ฉันตระหนักว่าเจตนาในการทำหน้าที่ของฉันไม่ใช่เพื่อทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย แต่เพื่อความมีหน้ามีตาและสถานะของตัวเอง เพื่อให้ได้มาซึ่งความชื่นชมจากผู้อื่น เพื่อให้ตัวเองมีที่ยืนในหัวใจของพวกเขา และทำให้พวกเขาหมุนรอบตัวฉัน เส้นทางที่ฉันกำลังเดินอยู่ไม่ใช่เส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์หรอกหรือ? เมื่อก่อน ฉันไม่เคยทำหน้าที่ให้น้ำ และไม่ค่อยเข้าใจความจริงแห่งนิมิตมากนัก แต่ตอนนี้คริสตจักรได้จัดแจงให้ฉันทำหน้าที่นี้ ให้โอกาสฉันได้เตรียมตัวเองให้พร้อมด้วยความจริงและชดเชยข้อบกพร่องของตัวเอง นี่คือความรักของพระเจ้า! แต่ฉันก็ไม่คิดจะตอบแทนความรักของพระเจ้า และแม้จะรู้ว่าผู้มาใหม่ต้องการการให้น้ำ ฉันก็ยังอยากจะละทิ้งหน้าที่ ฉันยอมปล่อยให้งานเสียหายดีกว่าเห็นความมีหน้ามีตาและสถานะของตัวเองได้รับผลกระทบ ฉันช่างไร้ซึ่งมโนธรรมและสำนึกจริงๆ และไม่คู่ควรจะมีชีวิตอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า!
ช่วงนั้น ฉันมักอธิษฐานต่อพระเจ้า ขอพระองค์ทรงให้ความรู้แจ้งแก่ฉัน เพื่อให้เข้าใจรากเหง้าของการไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะของตัวเอง วันหนึ่ง ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า “มนุษย์ที่เกิดมาในดินแดนอันโสมมเช่นนี้ ย่อมติดเชื้อจากสังคมอย่างหนัก ถูกจริยธรรมสมัยศักดินาสร้างเงื่อนไขเอาไว้ในตัว และได้รับการศึกษาจาก ‘สถาบันอุดมศึกษา’ การคิดอ่านที่ล้าหลัง ศีลธรรมอันเสื่อมทราม ทัศนคติที่เสื่อมถอยเกี่ยวกับชีวิต ปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกที่น่ารังเกียจ การดำรงอยู่อย่างไร้ค่าเป็นที่สุด ตลอดจนขนบธรรมเนียมและชีวิตประจำวันที่ต่ำทราม—ทั้งหมดนี้รุกล้ำหัวใจของมนุษย์อย่างหนัก ทำลายและเล่นงานมโนธรรมของเขาอย่างร้ายแรงมาโดยตลอด ผลก็คือ มนุษย์ออกห่างจากพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ และต่อต้านพระองค์มากขึ้นทุกที” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การไม่เปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยคือการเป็นศัตรูกับพระเจ้า) “ซาตานใช้อะไรทำให้มนุษย์อยู่ภายในการควบคุมของมันอย่างมั่นคง? (ชื่อเสียงและผลประโยชน์) ซาตานใช้ชื่อเสียงและผลประโยชน์มาควบคุมความคิดของผู้คน ทำให้พวกเขานึกถึงแต่สองสิ่งนี้เท่านั้น ทั้งยังทำให้พวกเขาต่อสู้ดิ้นรนเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ ทนทุกข์จากความยากลำบากเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ สู้ทนความอัปยศอดสูและยอมแบกรับภาระอันหนักอึ้งก็เพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ พลีอุทิศทุกสิ่งที่พวกเขามีเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ และวินิจฉัยหรือตัดสินใจทุกครั้งก็เพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ ซาตานล่ามผู้คนไว้กับโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นก็ด้วยวิธีนี้ และเมื่อใส่โซ่ตรวนเหล่านี้แล้ว พวกเขาก็ไม่มีทั้งความสามารถและความกล้าที่จะหลุดเป็นอิสระ และโดยที่ไม่รู้ตัว พวกเขาก็แบกโซ่ตรวนเหล่านี้พลางลากเท้าไปข้างหน้าอย่างยากเย็นยิ่ง และเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์นี้ มวลมนุษย์จึงออกห่างจากพระเจ้าและทรยศพระองค์ ทั้งยังเลวลงเรื่อยๆ คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าจึงถูกทำลายในท่ามกลางชื่อเสียงและผลประโยชน์ของซาตานด้วยวิธีนี้นี่เอง” (พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6) จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่าที่ฉันไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะอยู่ตลอดเวลา เป็นเพราะฉันถูกพิษของซาตานควบคุมอยู่ ตั้งแต่เด็ก พ่อแม่และครูสอนฉันว่า “คนเราต้องสู้ทนความทุกข์ยากอันใหญ่หลวงที่สุดจึงจะเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” “ยอมเป็นหัวหมาดีกว่าเป็นหางราชสีห์” และ “จงมีชีวิตอย่างวีรบุรุษในหมู่มนุษย์ และจงตายอย่างวีรชนในหมู่ดวงวิญญาณ” ฉันยึดปรัชญาและกฎเกณฑ์เยี่ยงซาตานเหล่านี้เป็นหลักเกณฑ์ในการประพฤติปฏิบัติตน ฉันเชื่อว่ามีเพียงการได้มาซึ่งความมีหน้ามีตาและสถานะ และการได้รับความชื่นชมเทิดทูนจากผู้อื่นเท่านั้น ฉันถึงจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีและมีคุณค่า และถ้าฉันเป็นคนธรรมดาที่ไม่มีใครชื่นชมหรือเทิดทูน ชีวิตก็คงไร้ศักดิ์ศรี น่าสมเพช และไร้ความหมาย ฉันหวนคิดถึงสมัยเรียน ฉันเต็มใจทุ่มเทให้กับการเรียนวิชาที่ฉันเก่งและได้อันดับสูง และวิชาที่ทำให้ครูกับเพื่อนร่วมชั้นยกย่องฉัน แต่พอเป็นวิชาที่ไม่ถนัดและไม่มีใครชื่นชม ฉันก็ไม่เต็มใจจะทุ่มเทเรียน ทุกสิ่งที่ฉันทำล้วนขึ้นอยู่กับว่ามันเป็นประโยชน์ต่อหน้าตาและสถานะของฉันหรือไม่ แม้หลังจากพบพระเจ้าแล้ว ฉันก็ยังยึดมุมมองนี้ไว้ ตอนที่ฉันทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลฝ่ายศิลป์ เพราะฉันมีทักษะพื้นฐานด้านการออกแบบกราฟิกอยู่บ้าง และชี้แนะพี่น้องชายหญิงในหน้าที่ของพวกเขาได้ พวกเขาจึงชื่นชมฉันกันทุกคน และฉันก็ชอบความรู้สึกนี้จริงๆ ฉันเต็มไปด้วยแรงผลักดันในหน้าที่ และไม่ว่าจะทนทุกข์หรือยากลำบากแค่ไหน ฉันก็ไม่เคยถอย แต่หลังจากเริ่มทำหน้าที่ให้น้ำผู้มาใหม่ ปัญหาและข้อบกพร่องมากมายของฉันก็ถูกเปิดโปง พี่น้องชายหญิงไม่ชื่นชมฉันอีกต่อไป และเอาแต่ชี้ปัญหาของฉันแทน ผลลัพธ์ในหน้าที่ของฉันกลายเป็นแย่ที่สุดในทีม และการตกจากที่สูงครั้งใหญ่นี้ทำให้ฉันรู้สึกอับอาย และหัวใจเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความทุกข์ ฉันหมดแรงผลักดันในการทำหน้าที่ และถึงกับคิดจะเลิกทำ ฉันถือว่าความมีหน้ามีตาและสถานะสำคัญเทียบเท่าชีวิต และวิตกกังวลอยู่ตลอดว่าจะสูญเสียมันไป ราวกับว่าการมีชีวิตอยู่โดยไม่มีใครชื่นชมนั้นไร้ความหมาย ฉันถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างล้ำลึกจริงๆ! พระเจ้าทรงประทานพระคุณแก่ฉัน โดยให้โอกาสฉันได้ทำหน้าที่ของตน ทรงหวังว่าฉันจะไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยและเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงในหน้าที่ของตน และหวังว่าฉันจะสามารถแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาและทำหน้าที่ตามหลักธรรมได้ แต่ฉันกลับเอาแต่ไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะอย่างไม่ลดละ และแม้ว่าจะให้น้ำผู้มาใหม่มานานมากแล้ว ฉันก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะสามัคคีธรรมความจริงเพื่อแก้ปัญหาและความลำบากยากเย็นของพวกเขาอย่างไร และยังสามัคคีธรรมความจริงแห่งนิมิตอย่างชัดเจนไม่ได้เลย ถ้าฉันยังดื้อรั้นอยู่ในความผิดพลาดของตัวเอง ไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะอย่างไม่ลดละ ฉันไม่เพียงจะทำหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไม่ได้ แต่ยังจะไม่ได้รับความจริงใดๆอีกด้วย และท้ายที่สุดก็จะทำลายโอกาสที่จะได้รับการช่วยให้รอดของตัวเอง ฉันนึกถึงเลสเตอร์ คนที่ฉันเคยรู้จัก ซึ่งเอาแต่ไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะอย่างไม่ลดละ เพราะเขาไม่ได้เป็นผู้นำหรือคนทำงาน เขาจึงบ่นและต่อต้าน และทำหน้าที่ของตนได้ไม่ดี เขามักพิพากษาเหล่าผู้นำและคนทำงานต่อหน้าพี่น้องชายหญิง และพยายามสร้างฝักฝ่ายในคริสตจักร ทำให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวนอย่างร้ายแรงในชีวิตคริสตจักร แม้พี่น้องชายหญิงจะสามัคคีธรรมและช่วยเหลือครั้งแล้วครั้งเล่า เขาก็ไม่เคยกลับตัวกลับใจ และในที่สุด เขาก็ถูกคัดออกจากคริสตจักร แม้ว่าฉันจะไม่ได้ทำความชั่วแบบเดียวกับเขา แต่ฉันก็ยังเหมือนเขา ที่ไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะอย่างไม่ลดละ ถ้าฉันยังคงไม่กลับใจ ในที่สุดฉันก็จะถูกพระเจ้าทรงเผยให้เห็นและกำจัดเหมือนเขา! เมื่อก่อน ฉันคิดว่าการไล่ตามไขว่คว้าความชื่นชมจากคนอื่นแสดงถึงความมุ่งมาดปรารถนาและความทะเยอทะยาน คิดว่านั่นหมายถึงการที่คนเรากระตือรือร้นที่จะก้าวไปข้างหน้า และการไล่ตามเสาะหาเช่นนั้นเป็นสิ่งที่เป็นบวก แต่ตอนนี้ฉันตระหนักแล้วว่าการไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะไม่ใช่เส้นทางที่ถูกต้อง การไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะทำให้ฉันเปราะบางมาก และทนแม้แต่ความล้มเหลวหรืออุปสรรคเล็กน้อยที่สุดก็ไม่ได้ นั่นทำให้ฉันห่างเหินจากพระเจ้ามากขึ้น ทรยศพระเจ้า และสูญเสียมโนธรรมและสำนึกไป และท้ายที่สุดฉันก็จะถูกพระเจ้าทรงรังเกียจเดียดฉันท์และกำจัดออกไป ขอบคุณพระเจ้าที่พระวจนะของพระองค์ปลุกให้ฉันตื่นรู้ และตั้งแต่นั้นมา ฉันก็ตัดสินใจว่าจะมีชีวิตอยู่เพื่อความมีหน้ามีตาและสถานะไม่ได้อีกต่อไป และต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตของตัวเอง
ไม่กี่วันต่อมา ผู้ดูแลเปิดวีดิทัศน์ให้พวกเราดู เป็นภาพผู้มาใหม่ในฟิลิปปินส์ส่งคำทักทายมายังพี่น้องชายหญิงชาวจีน ผู้มาใหม่หลายคนแสดงความขอบคุณต่อพี่น้องชายหญิงจากจีน และขอบคุณที่ประกาศข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักรของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ไปยังฟิลิปปินส์ ผู้มาใหม่หลายคนตั้งปณิธานว่าจะทุ่มเททำงานประกาศข่าวประเสริฐและอุทิศตนในหน้าที่ โดยเฉพาะตอนที่ฉันได้ยินผู้มาใหม่คนหนึ่งพูดว่าพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือความสว่างในชีวิตของเขา ฉันก็ซาบซึ้งจนน้ำตาไหล ฉันคิดว่ายังมีผู้คนอีกมากมายที่โหยหาการเสด็จกลับมาของพระผู้ช่วยให้รอด อยากพบความสว่าง อยากพบพระเจ้า แต่ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา พวกเขาก็ยังไม่ได้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ช่างเป็นเกียรติสำหรับฉันเหลือเกินที่ได้ทำหน้าที่ให้น้ำผู้มาใหม่ และช่วยพวกเขาวางรากฐานบนหนทางที่แท้จริง! แต่เพราะหน้าที่นี้ไม่ใช่จุดแข็งของฉัน และไม่ทำให้ฉันโดดเด่น ฉันจึงเอาแต่อยากหลบเลี่ยง ฉันมีความเป็นมนุษย์ตรงไหนกัน? ฉันไม่คู่ควรที่จะได้รับความรักจากพระเจ้าเลยสักนิด! ฉันคิดถึงว่าผู้มาใหม่บางคนเชื่อในพระเจ้ามาแค่ปีเดียว บางคนก็แค่ไม่กี่เดือน พวกเขาเผชิญความลำบากยากเย็นมากมายในการประกาศข่าวประเสริฐ แต่พวกเขามีหัวใจที่บริสุทธิ์ และไม่ยอมเลิกทำหน้าที่ของตนไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ส่วนฉันเชื่อในพระเจ้ามาสิบปีแล้ว ได้รับอะไรมากมายจากพระองค์ แต่ก็ยังไม่สามารถคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้ ฉันไม่สมควรจะถูกเรียกว่ามนุษย์เลยจริงๆ! ในตอนนั้น ความสำนึกผิดและความรู้สึกผิดท่วมท้นในใจ ฉันพูดกับพระเจ้าในใจว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ช่างเป็นกบฏเหลือเกิน! จากนี้ไป ข้าพระองค์เต็มใจที่จะนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระองค์ และไม่ว่าคนอื่นจะมองข้าพระองค์อย่างไร ข้าพระองค์ก็เต็มใจทำหน้าที่ของตนให้ดีอย่างสุดหัวใจ” ตั้งแต่นั้นมา เวลาผู้ดูแลและพี่น้องชายหญิงชี้ปัญหาของฉันอีก ฉันก็ไม่รู้สึกเป็นทุกข์เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ทั้งไม่อยากหนีไปไหนด้วย กลับกัน ฉันสามารถยอมรับและรับรู้สิ่งเหล่านี้ได้จากหัวใจ และหลังจากนั้น ฉันก็สามารถเตรียมตัวเองให้พร้อมด้วยหลักธรรมความจริงเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องของตัวเอง ผ่านไปสักพัก ผู้มาใหม่ที่ฉันให้น้ำก็เข้าร่วมการชุมนุมอย่างสม่ำเสมอมากขึ้นเรื่อยๆ และบางคนถึงกับเริ่มประกาศข่าวประเสริฐอย่างกระตือรือร้น ผู้ดูแลยังบอกด้วยว่าฉันก้าวหน้าขึ้นมาก ฉันรู้สึกขอบคุณการชี้แนะของพระเจ้าอย่างจริงใจ
ในปี 2024 ตามความจำเป็นของงาน คริสตจักรขอให้ฉันกลับไปที่ฝ่ายศิลป์ ผู้นำทีมบอกให้ฉันเรียนรู้การทำวีดิทัศน์ไปพร้อมกับการทำภาพ เนื่องจากฉันไม่เคยทำวีดิทัศน์มาก่อน ความเร็วในการทำวีดิทัศน์ของฉันจึงช้ามาก ในเวลาที่คนอื่นทำวีดิทัศน์ได้สามชิ้น ฉันทำได้แค่ชิ้นเดียว ฉันพยายามเรียนรู้วิธีทำอยู่นานกว่าหนึ่งเดือน แต่ความเร็วของฉันก็ยังตามพี่น้องชายหญิงคนอื่นไม่ทัน และงานตัดต่อชิ้นสุดท้ายก็ขาดความสวยงามและไม่ได้มาตรฐานตามที่กำหนดไว้ ผู้นำทีมเปิดวีดิทัศน์ที่พี่น้องชายหญิงคนอื่นทำให้ฉันดู และกระตุ้นให้ฉันเรียนรู้จากพวกเขา ฉันรู้สึกเป็นทุกข์มาก ฉันทุ่มเทมากขนาดนี้ แต่ก็ยังอยู่ท้ายแถวในหน้าที่นี้ ฉันรู้สึกว่าแทนที่จะขายหน้ากับเรื่องนี้ สู้ไปคุยกับผู้นำ และขอกลับไปทำหน้าที่ให้น้ำจะดีกว่า ฉันอยู่ในทีมให้น้ำมาปีกว่าแล้ว และค่อยๆคุ้นเคยกับเรื่องนี้แล้ว ฉันรู้สึกว่าถ้ากลับไปให้น้ำผู้มาใหม่ ฉันก็คงไม่อับอายขนาดนี้ ตอนนั้นเอง ฉันก็ตระหนักขึ้นมาทันทีว่าสภาวะของตัวเองผิดแล้ว “ฉันคิดแบบนี้ได้ยังไง? ฉันมีทักษะพื้นฐานด้านการออกแบบกราฟิกอยู่บ้าง ดังนั้นตราบใดที่ฉันเรียนรู้อย่างมุ่งมั่นตั้งใจ ฉันก็จะค่อยๆ จับทางได้ ถ้าฉันออกจากฝ่ายศิลป์ตอนนี้เพื่อความมีหน้ามีตาและสถานะของตัวเอง นั่นไม่ใช่การละทิ้งหน้าที่ของตนหรอกหรือ? แบบนี้ฉันก็ไม่ได้นบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริงน่ะสิ!”
ต่อมา ฉันแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขสภาวะของตัวเอง ระหว่างการเฝ้าเดี่ยว ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า “ในเมื่อเจ้าปรารถนาที่จะยังคงอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้าอย่างสันติสุขในฐานะสมาชิก เจ้าก็ควรเรียนรู้วิธีเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ดีและลุล่วงหน้าที่ของเจ้าตามตำแหน่งแห่งที่ของเจ้าเสียก่อน ในพระนิเวศของพระเจ้า เจ้าย่อมจะเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ทำได้ดีสมกับชื่อ สิ่งมีชีวิตทรงสร้างคืออัตลักษณ์ภายนอกและฉายานามของเจ้า และควรมาพร้อมกับการสำแดงและเนื้อแท้ที่เฉพาะเจาะจง นั่นไม่ใช่แค่เรื่องเกี่ยวกับการมีฉายานาม แต่เนื่องจากเจ้าเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง เจ้าก็ควรลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ในเมื่อเจ้าเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง เจ้าก็ควรลุล่วงความรับผิดชอบของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง แล้วอะไรคือหน้าที่และความรับผิดชอบของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง? พระวจนะของพระเจ้ากำหนดหน้าที่ ภาระผูกพัน และความรับผิดชอบของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างไว้อย่างชัดเจนมิใช่หรือ? สมมุติว่าเจ้ารับหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างไปทำ เช่นนั้นแล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าก็เป็นสมาชิกที่แท้จริงของพระนิเวศของพระเจ้า กล่าวคือ เจ้ายอมรับว่าตนเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตทรงสร้างของพระเจ้า จากวันนี้ไป เจ้าควรวางแผนชีวิตของเจ้าเสียใหม่—ไม่ควรไล่ตามไขว่คว้าความมุ่งมาดปรารถนา ความอยากได้อยากมี และเป้าหมายที่เจ้าเคยตั้งไว้ในชีวิตอีกต่อไป แต่ควรใช้อัตลักษณ์ใหม่และมุมมองใหม่มาวางเป้าหมายและทิศทางชีวิตที่เจ้าควรมีในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ประการแรก เป้าหมายและทิศทางของเจ้าไม่ควรเป็นการรับบทบาทผู้นำ หรือว่าเป็นผู้นำหรือเป็นเลิศในวงการใด หรือกลายเป็นคนมีชื่อเสียงที่ประกอบอาชีพบางอย่างหรือเชี่ยวชาญทักษะในสายงานบางอย่าง แต่เจ้าควรยอมรับหน้าที่ของเจ้าจากพระเจ้า—กล่าวคือ เจ้าต้องรู้ว่างานใดที่เจ้าควรทำและหน้าที่ใดที่เจ้าจำเป็นต้องทำในตอนนี้ ในเวลานี้ และเจ้าต้องแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้า เจ้าต้องถามว่าพระเจ้าทรงประสงค์สิ่งใดจากเจ้า และมีการจัดการเตรียมการหน้าที่ใดสำหรับเจ้าในพระนิเวศของพระเจ้า เจ้าควรเข้าใจและได้รับความชัดเจนเกี่ยวกับหลักธรรมที่ควรเป็นที่เข้าใจ ยึดถือ และติดตามเกี่ยวกับหน้าที่นั้น หากเจ้าจำหลักธรรมเหล่านี้ไม่ได้ เจ้าสามารถเขียนลงบนกระดาษหรือบันทึกไว้บนคอมพิวเตอร์ของเจ้า ใช้เวลาทบทวนและไตร่ตรองหลักธรรมเหล่านี้ ในฐานะหนึ่งในสิ่งมีชีวิตทรงสร้างของพระเจ้า เป้าหมายหลักในชีวิตของเจ้าควรเป็นการลุล่วงหน้าที่ของเจ้าในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างและเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐาน นี่คือเป้าหมายพื้นฐานที่สุดที่เจ้าควรมีในชีวิต ประการที่สองซึ่งเจาะจงลงไปอีกก็คือ ทำอย่างไรจึงจะลุล่วงหน้าที่ของเจ้าในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างและเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐาน ข้อนี้สำคัญที่สุด ทิศทางและเป้าหมายที่มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามไล่ตามไขว่คว้า—เช่น ความมีหน้ามีตา สถานะ ความถือดี และความสำเร็จส่วนตนในอนาคต—ล้วนเป็นสิ่งที่เจ้าควรละทิ้ง” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (7)) พระวจนะของพระเจ้าให้เส้นทางแห่งการปฏิบัติกับฉัน และช่วยให้พบเป้าหมายที่ถูกต้องในการไล่ตามเสาะหา เมื่อก่อน ตอนที่ฉันทำหน้าที่ให้น้ำ นั่นก็อยู่ใต้การอนุญาตและอธิปไตยของพระเจ้า และตอนนี้ การกลับมาที่ฝ่ายศิลป์และทำหน้าที่นี้ก็เป็นการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าเช่นกัน และเป็นไปตามความจำเป็นของงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า สิ่งที่พระเจ้าทรงให้คุณค่าไม่ใช่ความสำเร็จของฉันยิ่งใหญ่แค่ไหน หรือมีคนชื่นชมและเทิดทูนฉันมากแค่ไหน แต่สิ่งที่พระเจ้าทรงให้คุณค่าคือหัวใจของฉัน ทัศนคติที่ฉันมีต่อหน้าที่ ว่าฉันขยันขันแข็งและมีความรับผิดชอบจริงๆ หรือไม่ ว่าฉันทำหน้าที่ด้วยความจงรักภักดีอย่างแท้จริงหรือไม่ และฉันนบนอบพระองค์หรือไม่ ฉันจะเอาแต่เสาะแสวงที่จะทำแต่สิ่งที่ตัวเองถนัดไม่ได้ จะมีชีวิตอยู่เพื่อแสวงหาความชื่นชมจากผู้อื่นก็ไม่ได้ ฉันควรมีชีวิตอยู่เพื่อทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างให้ลุล่วง และเพื่อทำให้พระเจ้าพอพระทัยและเพื่อตอบแทนความรักของพระองค์ ฉันต้องแก้ไขทัศนคติที่ตัวเองมีต่อหน้าที่ ในตอนนี้ คุณภาพและประสิทธิภาพในการผลิตวีดิทัศน์ของฉันยังไม่ดีเท่าคนอื่น ดังนั้นสิ่งที่ฉันต้องทำยิ่งกว่าคือการสรุปความเบี่ยงเบนและปัญหาของตัวเอง มุ่งเรียนรู้เพื่อชดเชยข้อบกพร่องของตัวเอง และทำหน้าที่ปัจจุบันของตนให้ลุล่วงอย่างมุ่งมั่นตั้งใจ นี่ต่างหากที่จะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า เมื่อตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้ ฉันก็ไม่คิดถึงเรื่องการหนีจากหน้าที่ปัจจุบันของตัวเองอีกต่อไป กลับกัน ฉันมุ่งเรียนรู้เทคนิคต่างๆ อย่างมุ่งมั่นตั้งใจ และเมื่อเจอสิ่งที่ไม่เข้าใจ ฉันก็จะขอความช่วยเหลือจากพี่น้องชายหญิงอย่างกระตือรือร้น เวลาผ่านไปครึ่งปีโดยไม่รู้ตัว ฉันค่อยๆ คุ้นเคยกับทักษะทางเทคนิคที่จำเป็นสำหรับหน้าที่ของตน และผลลัพธ์ในหน้าที่ของฉันก็ดีกว่าเมื่อก่อน
เมื่อมองย้อนกลับไปบนเส้นทางนี้ แม้ว่าฉันจะเผยความเสื่อมทรามออกมามากมายในเรื่องการถูกย้ายไปทำหน้าที่ต่างๆ แต่ฉันก็ได้ชดเชยข้อบกพร่องของตัวเองไปหลายอย่างจากการทำหน้าที่ที่แตกต่างกัน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ฉันได้เห็นมุมมองที่ผิดเบื้องหลังการไล่ตามไขว่คว้าของตัวเองอย่างชัดเจน ตอนนี้ ฉันเข้าใจแล้วว่าอะไรคือสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดในการไล่ตามเสาะหา และเข้าใจว่าจะนบนอบพระเจ้าและทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างให้ลุล่วงได้อย่างไร และฉันยังรู้สึกด้วยว่าไม่ว่าพระเจ้าจะทรงกระทำสิ่งใด ล้วนเป็นไปเพื่อช่วยฉันให้รอด ขอบคุณพระเจ้า!