48. บุคลิกเก็บตัวของฉันไม่ทำให้ฉันคิดลบอีกต่อไป
ฉันเป็นคนเก็บตัวมาตั้งแต่เด็ก ถึงขั้นที่จำเพื่อนร่วมชั้นที่โรงเรียนได้ไม่ครบทุกคนเลย ฉันมีเพื่อนไม่มาก และไม่ค่อยอยากสุงสิงกับใคร เพราะรู้สึกว่าไม่มีอะไรจะคุย พอเวลาผ่านไป ฉันก็เริ่มกลัวการสื่อสารกับคนแปลกหน้ามากๆ และพอมีคนเยอะๆ ฉันจะประหม่ามากและยิ่งไม่อยากพูด เพราะกลัวว่าจะทำให้ตัวเองขายหน้าต่อหน้าคนอื่นถ้าพูดอะไรผิดไป
ตอนเรียนมัธยมปลาย ฉันกับครอบครัวได้ยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์แห่งยุคสุดท้าย ต่อมา ฉันได้ฝึกฝนทำกราฟิกดีไซน์ในคริสตจักร ซึ่งเป็นหน้าที่ที่นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นส่วนใหญ่ อย่างมากที่สุด ฉันก็จะพูดถึงสภาวะของตัวเองระหว่างการชุมนุม แต่ฉันไม่จำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นมากเกินไป ดังนั้น ฉันจึงไม่ได้ถูกบุคลิกเก็บตัวของตัวเองจำกัดมากเท่าไร ในปี 2022 ฉันรับหน้าที่ให้น้ำ ตอนแรก ฉันกับพี่น้องหญิงเจียอินเข้าร่วมชุมนุมกับผู้มาใหม่ด้วยกัน เจียอินไม่ได้ขี้อายเลย ตรงกันข้าม กับผู้มาใหม่เธอคุยเก่งมาก และขณะที่คุย เธอก็สามารถเข้าใจสภาวะและปัญหาของผู้มาใหม่ได้ จากนั้นเธอก็จะหาพระวจนะของพระเจ้าบทตอนที่เกี่ยวข้องมาสามัคคีธรรมกับพวกเขา พวกผู้มาใหม่ชอบเธอมากและเต็มใจที่จะสื่อสารกับเธอ ทุกครั้งที่เห็นแบบนี้ ฉันก็รู้สึกอิจฉามาก ฉันหวังว่าตัวเองจะเป็นคนเปิดเผยเหมือนเธอและคุยกับผู้คนได้ง่ายๆ แบบนั้นบ้าง สำหรับฉัน นี่เป็นเรื่องที่ยากมาก และฉันก็สงสัยว่าพี่น้องหญิงทำเรื่องนี้ได้ง่ายดายขนาดนี้ได้ยังไง ฉันได้แต่มองพวกเขาคุยกันอย่างออกรสอยู่ห่างๆ และรู้สึกเสมอว่าตัวเองไม่เข้าพวกกับพวกเขา ซึ่งทำให้ฉันรู้สึกไม่สบายใจ บางครั้ง เจียอินก็จะขอให้ฉันพูดบ้าง ฉันสามารถสามัคคีธรรมเกี่ยวกับคำถามของผู้มาใหม่ได้เล็กน้อย แต่ทันทีที่พูด ฉันก็จะพูดติดอ่างและพูดซ้ำไปซ้ำมา ฉันไม่สามารถแสดงสิ่งที่อยากจะพูดออกมาได้ดีเลย ฉันรู้สึกว่าตัวเองมีขีดความสามารถต่ำมากจนแม้แต่จะพูดให้ดีๆ ยังทำไม่ได้เลย และสงสัยว่าฉันจะพูดอะไรกับผู้มาใหม่ถ้าพี่น้องหญิงไว้วางใจมอบพวกเขาให้ฉัน แค่คิดว่าต้องเข้าร่วมการชุมนุมกับผู้มาใหม่ตามลำพังก็ทำให้ฉันประหม่าแล้ว เพราะกลัวว่าถ้าฉันพูดไม่ดี พวกผู้มาใหม่จะไม่ชอบฉันและไม่อยากเข้าร่วมการชุมนุมอีกต่อไป ฉันยิ่งกลัวว่าปัญหาด้านการสื่อสารจะทำให้ไม่สามารถลุล่วงหน้าที่ได้อย่างถูกควร เมื่อพิจารณาว่าการให้น้ำผู้มาใหม่และการประกาศข่าวประเสริฐจำเป็นต้องสื่อสารกับผู้คน และฉันก็ขาดทักษะนี้พอดี ฉันรู้สึกว่าถ้าฉันให้น้ำผู้มาใหม่ไม่ได้ ฉันก็ทำหน้าที่อื่นได้ไม่ดีเช่นกัน และนี่ทำให้ฉันสงสัยว่า “ถ้าฉันไม่มีหน้าที่ให้ทำ ฉันจะได้รับความรอดได้ยังไง? ฉันจะมีอนาคตหรือบั้นปลายอะไร?” ในเมื่อฉันรับหน้าที่นี้แล้ว ฉันก็ต้องหาทางเอาชนะความลำบากยากเย็นนี้ให้ได้ ต่อมา ฉันเริ่มตั้งใจฟังว่าพี่น้องหญิงคุยกับคนอื่นยังไง เธอพูดอะไรเป็นคำเปิดประเด็น เธอทำความเข้าใจความลำบากยากเย็นของผู้มาใหม่ได้ยังไง และอื่นๆ ฉันท่องจำสิ่งเหล่านี้เอาไว้ เพื่อที่ว่าเมื่อฉันพบกับผู้มาใหม่ ฉันจะได้รู้ว่าต้องพูดอะไร แต่พอฉันไปเข้าร่วมการชุมนุมกับผู้มาใหม่ตามลำพังจริงๆ ฉันก็ประหม่ามาก สมองมันตื้อไปหมด และฉันก็ลืมสิ่งที่ท่องจำไว้ส่วนใหญ่ ฉันรวบรวมความกล้าและบังคับตัวเองให้พูด ตามตัวอย่างที่พี่น้องหญิงได้พูดไว้ แต่สิ่งที่ฉันพูดกลับฟังดูแข็งทื่อไร้ชีวิตชีวามาก แม้แต่การถามอะไรง่ายๆ อย่าง “ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง?” ก็ยังไม่เป็นธรรมชาติเหมือนตอนที่พี่น้องหญิงพูด และหลังจากพูดไปไม่กี่คำ ก็เกิดความเงียบที่น่าอึดอัดขึ้น ฉันรังเกียจตัวเอง พลางคิดว่า “ทำไมฉันถึงพูดจาไม่เก่งอย่างนี้? แม้แต่คำพูดพื้นฐานไม่กี่คำก็ยังพูดได้ไม่ดีเลย!” ฉันอยากเปลี่ยนบุคลิกเก็บตัวของตัวเองจริงๆ เพราะรู้สึกว่ามีเพียงการเปลี่ยนบุคลิกของฉันเท่านั้นฉันถึงจะเหมาะกับหน้าที่ให้น้ำมากขึ้น และเมื่อนั้นอนาคตและบั้นปลายของฉันจึงจะมั่นคง ฉันคิดว่าบางทีฉันอาจจะยังฝึกฝนไม่พอ ดังนั้นตั้งแต่นั้นมา ทุกครั้งที่มีการชุมนุม ฉันจะพยายามอย่างเต็มที่ที่จะคุยกับผู้มาใหม่ให้มากขึ้น แต่ฉันก็ก้าวข้ามไปไม่ได้เสียที แล้วฉันก็คิดถึงการอธิษฐานถึงพระเจ้าให้มากขึ้น และบางทีถ้าพระเจ้าทรงชี้แนะฉัน ฉันก็จะกลายเป็นคนเปิดเผยมากขึ้นและสามารถสื่อสารได้ แต่หลังจากอธิษฐานหลายครั้ง ฉันก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหม่าเมื่อเจอผู้คน และฉันก็ค่อยๆ ท้อใจ พลางคิดว่า “ทำไมฉันถึงไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงเลยหลังจากฝึกฝนมานานขนาดนี้? ฉันอยากลุล่วงหน้าที่นี้ แต่บุคลิกของฉันมันไม่ดีพอสำหรับหน้าที่นี้เลย ทำไมพระเจ้าไม่ทำให้ฉันเปิดเผยขึ้นอีกหน่อยล่ะ? ถ้าฉันสื่อสารได้เหมือนเจียอิน ฉันก็จะสามารถลุล่วงหน้าที่นี้ได้ ใช่ไหม? ถ้าฉันยังคงมีปัญหาในการสื่อสารต่อไป พวกผู้มาใหม่จะคิดว่าฉันน่าอึดอัดมากไหม? ต่อไปพวกเขาจะยังเต็มใจมาชุมนุมกับฉันหรือเปล่า? ถ้าฉันถูกปลดเพราะไม่ลุล่วงหน้าที่ล่ะ?”
ครั้งหนึ่ง ผู้มาใหม่คนหนึ่งมีมโนคติอันหลงผิดบางอย่าง และผู้นำคริสตจักรก็ขอให้ฉันไปเกื้อหนุนเธอ พอถึงบ้าน ฉันรีบหาความจริงที่เกี่ยวข้อง ฉันทบทวนหลายครั้งและถึงกับท่องจำเอาไว้ แต่พอไปถึงบ้านของผู้มาใหม่ ฉันก็ยังประหม่ามากจนหัวใจเต้นรัว และมือก็ชุ่มเหงื่อเพราะกำไว้แน่น ผู้มาใหม่ยังพูดถึงมโนคติอันหลงผิดอื่นๆ ด้วย และถึงแม้ฉันจะมีความคิดอยู่บ้างว่าจะแก้ไขยังไง แต่ฉันก็ประหม่ามากจนสมองตื้อไปหมด และลืมว่าจะพูดอะไรหลังจากพูดไปได้แค่สองสามประโยค ปฏิกิริยาของผู้มาใหม่ก็เย็นชามาก ตอนที่ฉันออกมา ฉันคิดในใจว่า “ฉันมันแย่จริงๆ! อุตส่าห์เตรียมตัวมาอย่างดี แต่พอถึงเวลาสำคัญกลับพูดให้ชัดเจนไม่ได้ หน้าที่นี้ไม่เหมาะกับคนพูดไม่เก่งอย่างฉันเลยจริงๆ” ยิ่งคิดฉันก็ยิ่งคิดลบ
หลังจากนั้นไม่นาน ผู้นำก็ส่งจดหมายมา ในจดหมายบอกว่าฉันมีบุคลิกเก็บตัว ไม่สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ และไม่มีสำนึกของการแบกภาระในหน้าที่ ดังนั้นหลังจากประเมินแล้ว พวกเขาจึงตัดสินใจมอบหมายหน้าที่อื่นให้ฉัน ฉันรู้สึกสับสนว้าวุ่นใจ “คนพูดไม่เก่งอย่างฉัน แม้แต่การให้น้ำผู้มาใหม่ยังทำไม่ได้ นับประสาอะไรกับการประกาศข่าวประเสริฐ ฉันไม่มีความสามารถพิเศษอื่นเลย แล้วจะทำหน้าที่อะไรได้อีกล่ะ? พระราชกิจของพระเจ้าใกล้จะจบลงแล้ว และฉันก็ไม่มีหน้าที่อะไรเลย นี่หมายความว่าฉันจะถูกกำจัดใช่ไหม?” ยิ่งคิดฉันก็ยิ่งทุกข์ใจ และฉันก็คิดลบมากจนถึงกับเริ่มบ่นพระเจ้า ฉันคิดว่า “ฉันพยายามอย่างเต็มที่เพื่อเปลี่ยนแปลง แต่ก็ยังสื่อสารได้ไม่ดี ทำไมพระเจ้าถึงประทานบุคลิกแบบนี้ให้ฉัน? พระเจ้าควรจะทำให้ฉันเปิดเผยมากกว่านี้ สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ แบบนั้นฉันถึงจะสามารถลุล่วงหน้าที่ของตนได้” ขณะที่คิดแบบนั้น ฉันก็เริ่มกลัวขึ้นมานิดหน่อย “นี่ฉันกำลังบ่นพระเจ้าอยู่หรือเปล่า?” ฉันไม่กล้าคิดแบบนั้นอีกต่อไป แต่ฉันก็ไม่มีแรงจูงใจในการทำหน้าที่ ตอนนั้น มีผู้มาใหม่คนหนึ่งอยู่ในสภาวะที่ไม่ดี และฉันก็ไม่อยากไปสามัคคีธรรมและแก้ไขปัญหานั้น ฉันคิดว่าในเมื่อฉันจะต้องส่งต่อผู้มาใหม่ให้พี่น้องหญิงอีกคนให้น้ำ ฉันก็ปล่อยให้พี่น้องหญิงคนนั้นดูแลปัญหาของเธอไป ขณะที่คิดแบบนั้น ฉันก็รู้สึกผิดอยู่บ้าง และตระหนักว่ามันไม่ถูกต้อง ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “พระเจ้าทรงเปิดโอกาสให้พวกเรามีชีวิต ดังนั้น พวกเราก็ควรปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดี ในแต่ละวันที่พวกเราใช้ชีวิต พวกเราควรปฏิบัติหน้าที่ของวันนั้นให้ดี และถือว่าสิ่งที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้พวกเราทำนี้คืองานหลักของตน ทำให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นเรื่องอันดับหนึ่งในชีวิต และทำหน้าที่ให้ดี แม้จะไม่ได้ไล่ตามไขว่คว้าความสมบูรณ์แบบ แต่พวกเราก็ควรพากเพียรที่จะเข้าถึงความจริง และกระทำการตามพระวจนะของพระเจ้าและหลักธรรมความจริง จะได้สามารถทำให้พระเจ้าพอพระทัย ทำให้ซาตานอับอายได้ และไม่มีสิ่งใดให้เสียใจ นี่คือท่าทีที่ผู้เชื่อในพระเจ้าควรจะมีต่อหน้าที่ของตน” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, เงื่อนไขห้าประการที่ต้องทำเพื่อออกเดินไปบนร่องครรลองที่ถูกต้องของการเชื่อในพระเจ้า) พระวจนะของพระเจ้าทำให้ฉันเข้าใจว่าพระเจ้าทรงมองดูท่าทีของคนคนหนึ่งที่มีต่อหน้าที่ของตน และดูว่าพวกเขาอุทิศตนและพยายามอย่างเต็มที่หรือไม่ และนั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ฉันคิดว่าเพราะฉันเป็นคนเก็บตัวและสื่อสารได้ไม่ดี ฉันจึงไม่อุทิศตนให้กับหน้าที่ และไม่อยากพยายามแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาของผู้มาใหม่ ฉันไม่ได้คำนึงถึงชีวิตของผู้มาใหม่เลย ด้วยท่าทีแบบนี้ ฉันไม่มีความรับผิดชอบเลย แล้วพระเจ้าจะทรงเห็นชอบฉันได้อย่างไร? แม้ว่าฉันจะได้รับมอบหมายหน้าที่ใหม่แล้ว แต่งานบางอย่างก็ยังต้องทำในช่วงส่งมอบงาน ฉันจะทำแบบสุกเอาเผากินไม่ได้ ฉันต้องแก้ไขปัญหาของผู้มาใหม่โดยเร็วและรับผิดชอบให้ถึงที่สุด ต่อมา ฉันแสวงหาวิธีแก้ไขปัญหาของผู้มาใหม่ และน่าประหลาดใจที่ฉันพบบทความจากประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์มากซึ่งกล่าวถึงปัญหาของผู้มาใหม่ได้อย่างตรงจุด จากนั้นฉันก็นำประสบการณ์ของผู้เขียนจากบทความนั้นมาสามัคคีธรรมกับผู้มาใหม่ และถึงแม้ฉันจะพูดได้ไม่คล่องนัก แต่ในที่สุดปัญหาของผู้มาใหม่ก็คลี่คลายลง
ต่อมา ผู้นำเห็นว่าฉันได้เขียนบทความคำพยานจากประสบการณ์บางบทความ และมอบหมายให้ฉันทำหน้าที่ด้านงานข้อเขียน สามเดือนต่อมา ผู้นำขอให้ฉันแบ่งปันหลักธรรมของการเขียนคำเทศนากับพี่น้องชายหญิงสองสามคน พอคิดถึงบุคลิกของตัวเองและการขาดความสามารถในการสื่อสาร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการสื่อสารหลักธรรม ฉันก็สงสัยว่าฉันจะสามัคคีธรรมเรื่องพวกนี้กับคนอื่นอย่างชัดเจนได้อย่างไร ฉันจึงพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวว่า “พวกคุณกำลังบีบให้ฉันทำในสิ่งที่ฉันทำไม่ได้! ฉันอาจจะไปถ่วงความก้าวหน้าของคนอื่นเลยนะ!” ไม่ว่าผู้นำจะสามัคคีธรรมกับฉันอย่างไร ฉันก็รู้สึกว่าตัวเองไร้ความสามารถและรู้สึกคัดค้าน หลังจากผู้นำจากไป ฉันก็ใจเย็นลงและรู้สึกเสียใจและตำหนิตัวเองเล็กน้อย ฉันตระหนักว่าหน้าที่ที่มอบหมายให้ฉันล้วนเป็นส่วนหนึ่งของอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า และการปฏิเสธหน้าที่แบบนี้ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า หลังจากนั้น ฉันก็ตกลงรับหน้าที่นี้ อย่างไรก็ตาม ฉันยังคงถูกบุคลิกเก็บตัวของฉันบีบคั้น และรู้สึกท้อแท้กับทุกสิ่งที่ทำ ฉันคิดในใจว่า “ยังไงซะ ฉันก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จในการไล่ตามเสาะหาได้หรอก งั้นก็เป็นแค่คนทำงานใช้แรงก็แล้วกัน แค่นั้นก็ดีพอแล้ว” แม้ว่าฉันจะรู้ว่าความคิดนี้ผิด แต่ฉันก็ไม่รู้วิธีที่จะเปลี่ยนมัน
ต่อมา ฉันได้เจอกับพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง ซึ่งช่วยฉันได้มากจริงๆ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “มีปัญหาบางอย่างที่ผู้คนไม่สามารถแก้ไขได้ ตัวอย่างเช่น ในยามที่พูดคุยกับผู้อื่น เจ้าอาจโน้มเอียงที่จะเกิดอาการประหม่า เมื่อเจ้าเผชิญกับสถานการณ์ทั้งหลาย เจ้าอาจจะมีแนวคิดและมุมมองของตัวเจ้าเองแต่ไม่สามารถสื่อสารออกมาได้อย่างชัดเจน เจ้ารู้สึกกังวลเป็นพิเศษเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้คนมากมาย เจ้าปากสั่นพลางพูดตะกุกตะกัก บางคนถึงกับพูดติดอ่าง ส่วนคนอื่นนั้น ถ้ามีเพศตรงข้ามอยู่ด้วย พวกเขาก็ยิ่งพูดไม่รู้เรื่องเข้าไปใหญ่ ไม่รู้เลยว่าจะพูดอะไรหรือทำสิ่งใด เรื่องนี้จัดการได้ง่ายหรือไม่? (ไม่) อย่างน้อยในระยะสั้นนี้ย่อมไม่ใช่ข้อบกพร่องที่เจ้าจะจัดการได้ง่าย เพราะเป็นส่วนหนึ่งของภาวะที่ติดตัวเจ้ามาแต่กำเนิด… หากเจ้าสามารถเอาชนะข้อเสียนี้ ข้อบกพร่องนี้ได้ในเวลาอันสั้น ก็ทำเช่นนั้นเถิด หากนี่เป็นสิ่งที่ยากจะเอาชนะ เช่นนั้นแล้วก็อย่าใส่ใจ อย่าดิ้นรนพยายาม และอย่าท้าทายตนเอง แน่นอนว่าหากเจ้าไม่สามารถเอาชนะสิ่งนี้ได้ เจ้าก็ไม่ควรมีความรู้สึกเชิงลบ ต่อให้ชั่วชีวิตนี้เจ้าจะไม่มีวันเอาชนะสิ่งนี้ได้เลย พระเจ้าก็จะไม่ทรงกล่าวโทษเจ้า เพราะนี่ไม่ใช่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้า ความวิตกกังวลเมื่ออยู่ต่อหน้าสาธารณชนของเจ้า ความประหม่าและความหวาดกลัวของเจ้า—การสำแดงเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนให้เห็นถึงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้า ไม่ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีมาโดยกำเนิดหรือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังจากสภาพแวดล้อมในชีวิต อย่างมากที่สุดนี่ก็เป็นข้อเสีย เป็นข้อบกพร่องในความเป็นมนุษย์ของเจ้า หากในระยะยาวหรือแม้กระทั่งในชีวิตของเจ้า เจ้าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อบกพร่องนี้ได้ ก็อย่าจมจ่อมอยู่กับข้อบกพร่องนี้ อย่าปล่อยให้มันบีบคั้นเจ้า และเจ้าก็ไม่ควรคิดลบเพราะสิ่งนี้ เนื่องด้วยนี่ไม่ใช่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้า การพยายามเปลี่ยนแปลงหรือดิ้นรนเพื่อสิ่งนี้นั้นไม่มีประโยชน์ หากเจ้าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อบกพร่องนี้ได้ เช่นนั้นก็จงยอมรับ ปล่อยให้มีอยู่ และรับมือสิ่งนี้อย่างถูกต้อง เพราะเจ้าสามารถอยู่ร่วมกับข้อเสียนี้ ข้อบกพร่องนี้ได้—การที่เจ้ามีข้อบกพร่องนี้อยู่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการติดตามพระเจ้าและการทำหน้าที่ของเจ้า ตราบใดที่เจ้าสามารถยอมรับความจริงและทำหน้าที่ของตนอย่างสุดความสามารถได้ เจ้าก็ยังสามารถได้รับการช่วยให้รอด นี่ไม่ได้ส่งผลต่อการยอมรับความจริงของเจ้า และไม่ได้ส่งผลต่อการได้รับความรอดของเจ้า ด้วยเหตุนั้น เจ้าจึงไม่ควรถูกข้อเสียหรือข้อบกพร่องบางอย่างในความเป็นมนุษย์ของเจ้าบีบคั้นอยู่เป็นนิจ อีกทั้งไม่ควรเกิดความคิดลบและท้อแท้ หรือแม้กระทั่งละทิ้งหน้าที่ของตนและล้มเลิกการไล่ตามเสาะหาความจริงจนพลาดโอกาสที่จะได้รับการช่วยให้รอดอยู่ร่ำไปด้วยเหตุผลเดียวกัน นี่เป็นสิ่งที่ไม่คุ้มค่าอย่างสิ้นเชิง เพราะนั่นย่อมเป็นสิ่งที่คนโง่เขลาและไม่รู้ความจะกระทำ” (พระวจนะฯ เล่ม 7 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (3)) พระวจนะของพระเจ้าเปรียบเสมือนฝนที่มาทันเวลา คอยหล่อเลี้ยงใจอันแห้งผากของฉัน พระวจนะเหล่านั้นนำความหวังมาให้ฉันและมอบแรงจูงใจที่จำเป็นในการไล่ตามเสาะหาความจริง ฉันเข้าใจว่าปัญหาที่ฉันไม่เคยเอาชนะได้นั้นเกี่ยวข้องกับคุณลักษณะโดยกำเนิดของมนุษย์ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ฉันเกิดมาพร้อมกับมัน เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงลิขิตไว้ และถึงแม้ผู้คนจะมีข้อบกพร่อง พระเจ้าก็ไม่ทรงกล่าวโทษพวกเขาเพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่อุปนิสัยอันเสื่อมทราม ฉันคิดถึงการที่ฉันกลัวการเข้าสังคมมาตลอดเพราะบุคลิกเก็บตัวของฉัน ฉันจะประหม่าและพูดจาวกวนเมื่ออยู่ต่อหน้าคนแปลกหน้าหรือในที่ที่มีคนเยอะๆ และพบว่าตัวเองพูดจาอย่างเคอะเขินและไม่สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ ฉันคิดว่าคนเก็บตัวไม่มีวันทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าคนเปิดเผย ฉันจึงพยายามเปลี่ยนบุคลิกเก็บตัวของตัวเองอยู่เสมอ ฉันเชื่อว่าถ้าฉันเปลี่ยนบุคลิกของตัวเองได้ ฉันก็จะสามารถลุล่วงหน้าที่ของตนและมีความหวังที่จะได้รับความรอด เพื่อการนี้ ฉันจึงพยายามเรียนรู้วิธีพูดเหมือนคนอื่นและถึงกับอธิษฐานขอให้พระเจ้าทำให้ฉันเปิดเผยขึ้นอีกหน่อย เมื่อความพยายามในการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดล้มเหลว ฉันก็สรุปว่าตัวเองไม่เหมาะกับหน้าที่นี้ ฉันจมปลักอยู่กับอารมณ์ท้อแท้สิ้นหวังและคิดลบมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากทำหน้าที่ด้านงานข้อเขียน ผู้นำขอให้ฉันสามัคคีธรรมหลักธรรมกับพี่น้องชายหญิง แต่ฉันต่อต้านและไม่อยากยอมรับ เพราะรู้สึกว่าด้วยบุคลิกของฉันแล้ว ฉันไม่มีทางสามัคคีธรรมได้ดี ฉันจึงยอมเป็นแค่คนทำงานใช้แรง ทำอะไรเท่าที่ทำได้ เพราะฉันไม่เข้าใจความจริง ฉันจึงไม่สามารถรับมือกับข้อบกพร่องและข้อด้อยของตัวเองได้อย่างถูกควร ฉันจมปลักอยู่กับอารมณ์ท้อแท้สิ้นหวังและตัดสินตัวเองไปต่างๆ นานา ฉันรู้สึกซาบซึ้งมากที่พระวจนะของพระเจ้าช่วยฉันได้ทันเวลา พระวจนะเหล่านั้นทำให้ฉันเข้าใจว่าการเป็นคนเก็บตัวไม่ใช่อุปนิสัยอันเสื่อมทราม แต่เป็นข้อบกพร่องอย่างหนึ่งของความเป็นมนุษย์ มันเป็นคุณลักษณะโดยกำเนิดของมนุษย์ และพระเจ้าไม่ได้ทรงเรียกร้องให้ฉันเปลี่ยนแปลง เพียงแต่ให้ฉันเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ดังนั้น ฉันไม่ควรดิ้นรนกับมันหรือถูกมันผูกมัด แม้จะมีข้อบกพร่องนี้ ตราบใดที่ฉันไล่ตามเสาะหาความจริงและเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเอง ฉันก็ยังสามารถได้รับความรอดได้ ฉันโง่เขลามากที่เลิกไล่ตามเสาะหาความจริงเพียงเพราะฉันมีข้อบกพร่อง!
ต่อมา ฉันได้เจอกับพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่งซึ่งแก้ไขมุมมองที่ผิดพลาดของฉัน ทำให้ฉันเข้าใจว่าบุคลิกของบุคคลไม่เกี่ยวข้องกับความรอดของพวกเขา พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ไม่ว่าปัญหา ข้อผิดพลาด หรือข้อเสียของเจ้าจะเป็นเช่นใด ทั้งหมดนี้ก็ไม่ใช่ประเด็นปัญหาในสายพระเนตรของพระเจ้า พระเจ้าทรงดูแต่เพียงว่าเจ้าแสวงหาความจริง ปฏิบัติความจริง กระทำการตามหลักธรรมความจริง และเดินตามหนทางของพระเจ้าภายใต้ภาวะธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ที่ปกติอย่างไร—เหล่านี้คือสิ่งที่พระเจ้าทรงมอง เพราะฉะนั้น ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมความจริง จงอย่าปล่อยให้ภาวะพื้นฐานอย่างขีดความสามารถ สัญชาตญาณ บุคลิก นิสัยใจคอ และรูปแบบการใช้ชีวิตตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติมาจำกัดเจ้า แน่นอนเช่นกันว่าจงอย่าทุ่มเทเรี่ยวแรงและเวลาให้กับการพยายามเอาชนะและพยายามเปลี่ยนแปลงภาวะพื้นฐานเหล่านี้… มนุษย์ทรงสร้างทุกคนเกิดมาพร้อมกับสิ่งนี้ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามหรือแก่นแท้ความเป็นมนุษย์ของคนเรา เป็นเพียงสภาวะของตัวตนที่ผู้คนมองเห็นได้จากภายนอก และเป็นวิธีที่คนคนหนึ่งใช้ในการเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลาย บางคนแสดงความรู้สึกนึกคิดเก่ง ในขณะที่คนอื่นไม่เก่ง บ้างก็ชอบบรรยายสิ่งต่างๆ ขณะที่คนอื่นไม่ชอบ บางคนชอบเก็บงำความคิดของตน ขณะที่คนอื่นกลับไม่ชอบเก็บงำความคิดไว้ข้างใน แต่อยากแสดงความคิดออกมาดังๆ ให้ทุกคนได้ยิน และเมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะรู้สึกมีความสุข เหล่านี้คือวิธีการต่างๆ ที่ผู้คนใช้รับมือชีวิตและผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลาย เหล่านี้คือบุคลิกของผู้คน บุคลิกของเจ้าคือสิ่งที่เกิดมาพร้อมกับเจ้า ถ้าเจ้าไม่อาจเปลี่ยนมันได้แม้จะพยายามมาหลายครั้งแล้ว เช่นนั้นก็ให้เราบอกเจ้าเถิดว่าตอนนี้เจ้าพักได้แล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องเหนื่อยหนักขนาดนั้น นั่นเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ดังนั้น จงอย่าพยายามเปลี่ยนเลย ไม่ว่าตลอดมาบุคลิกดั้งเดิมของเจ้าจะเป็นเช่นใด นั่นก็ยังคงเป็นบุคลิกของเจ้า จงอย่าพยายามเปลี่ยนแปลงบุคลิกของตนเพื่อให้ได้รับความรอด นี่เป็นแนวคิดที่คลาดเคลื่อน—ไม่ว่าเจ้าจะมีบุคลิกเช่นใด นั่นคือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว และเจ้าก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อดูเหตุผลทั้งหลายตามความเป็นจริงในเรื่องนี้ ผลสัมฤทธิ์ที่พระเจ้าทรงต้องการในพระราชกิจของพระองค์ย่อมไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับบุคลิกของเจ้า การที่เจ้าจะสามารถได้รับความรอดหรือไม่นั้นก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับบุคลิกของเจ้าเช่นกัน นอกจากนี้ การที่เจ้าเป็นคนที่ปฏิบัติความจริงและมีความเป็นจริงความจริงหรือไม่ก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับบุคลิกของเจ้า เพราะฉะนั้นก็จงอย่าพยายามเปลี่ยนแปลงบุคลิกของเจ้าเพราะว่าเจ้ากำลังทำหน้าที่บางอย่างหรือเป็นผู้ดูแลงานบางอย่าง—นี่เป็นแนวคิดที่ผิด เช่นนั้นแล้วเจ้าควรทำอย่างไร? ไม่ว่าบุคลิกหรือภาวะในตัวเจ้าจะเป็นเช่นใด เจ้าก็ควรยึดถือและปฏิบัติตามหลักธรรมความจริง ท้ายที่สุดแล้ว พระเจ้าไม่ได้ทรงประเมินว่าเจ้าทำตามหนทางของพระองค์หรือสามารถได้รับความรอดหรือไม่โดยดูที่บุคลิกของเจ้า หรือดูว่าเจ้ามีขีดความสามารถ ทักษะ ฝีมือ พรสวรรค์ หรือความสามารถพิเศษประจำตัวเป็นสิ่งใด และแน่นอนที่พระองค์ย่อมไม่ทรงมองเช่นกันว่าเจ้ากวดขันสัญชาตญาณและความต้องการทางกายไปมากเพียงใดแล้ว แต่พระเจ้าทรงดูว่าระหว่างที่ติดตามพระเจ้าและทำหน้าที่ของเจ้า เจ้าปฏิบัติตามพระวจนะของพระองค์และมีประสบการณ์กับพระวจนะหรือไม่ เจ้ามีความเต็มใจและปณิธานที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่ และท้ายที่สุดแล้ว เจ้าปฏิบัติความจริงและเดินตามหนทางของพระเจ้าได้หรือยัง นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงมอง” (พระวจนะฯ เล่ม 7 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (3)) พระเจ้าได้ตรัสไว้อย่างชัดเจนมาก ความรอดของบุคคลไม่เกี่ยวข้องกับบุคลิกของพวกเขา พระเจ้าไม่ทรงพิพากษาว่าใครจะได้รับความรอดได้หรือไม่โดยดูจากบุคลิกโดยกำเนิด หรือจากขีดความสามารถ ความสามารถ หรือพรสวรรค์ของพวกเขา แต่ทรงดูว่าพวกเขาสามารถปฏิบัติความจริงและเดินตามหนทางของพระเจ้าได้หรือไม่ ฉันทำหน้าที่ของตัวเองด้วยมุมมองที่ผิดมาตลอด ฉันคิดเสมอว่าในฐานะผู้ให้น้ำ ฉันไม่สามารถลุล่วงหน้าที่ของตนได้ดีถ้าฉันไม่สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ และฉันจะไม่ได้รับความรอดในอนาคตอย่างแน่นอน ฉันคิดว่ามีเพียงการเปลี่ยนบุคลิกและข้อบกพร่องของตัวเองเท่านั้นฉันถึงจะสามารถลุล่วงหน้าที่ของตนและได้รับความรอดในอนาคต ฉันจึงเอาแต่พยายามเปลี่ยนบุคลิกของตัวเอง แต่สุดท้ายฉันก็เปลี่ยนไม่ได้และกลายเป็นคนคิดลบไป ฉันถึงกับพร่ำบ่นพระเจ้าที่ไม่ประทานบุคลิกเปิดเผยให้ฉัน ฉันเอาแต่พยายามอย่างหนักที่จะเปลี่ยนบุคลิกของตัวเอง แต่นี่เป็นสิ่งที่ผิด เพราะการเปลี่ยนแปลงบุคลิกเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงภายนอกเท่านั้น แม้ว่าฉันจะเปลี่ยนข้อบกพร่องของตัวเองได้ และกลายเป็นคนเปิดเผยและสามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ แต่ถ้าฉันไม่แก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของฉัน ทำหน้าที่อย่างสุกเอาเผากินอยู่เสมอโดยไม่ทุ่มเทสุดกำลังและสุดหัวใจ ไม่แสวงหาความจริงเมื่อเผชิญกับปัญหา และถึงกับโต้เถียงหรือพร่ำบ่นพระเจ้า พระเจ้าก็จะไม่ทรงเห็นชอบฉัน และในที่สุดฉันก็จะถูกกำจัดออกไป
ต่อมา ฉันได้เจอกับพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่งที่ว่า “ลักษณะแต่กำเนิดที่เกิดมาพร้อมผู้คนและสัญชาตญาณของเนื้อหนังที่พวกเขามีนั้นไม่ใช่เป้าหมายในพระราชกิจของพระเจ้า รวมทั้งเรื่องพระราชกิจของพระองค์มีเป้าหมายอยู่ที่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คนและสิ่งทั้งหลายที่กบฏต่อพระเจ้าและเข้ากันไม่ได้กับพระเจ้าภายในตัวผู้คน ถ้าผู้คนนึกว่าพระราชกิจของพระเจ้ามุ่งหมายที่จะเปลี่ยนแปลงขีดความสามารถของพวกเขา สัญชาตญาณ และแม้กระทั่งบุคลิก นิสัยความเคยชิน แบบแผนการใช้ชีวิต และอื่นๆ ของพวกเขา เช่นนั้นแล้วทุกแง่มุมในการปฏิบัติของพวกเขาในชีวิตประจำวันก็จะถูกมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของพวกเขาเองครอบงำและโยกคลอน และย่อมจะมีส่วนที่บิดเบี้ยวหรือเรื่องสุดโต่งเป็นอันมากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนที่บิดเบี้ยวและเรื่องสุดโต่งเหล่านี้ย่อมไม่ตรงกับหลักธรรมความจริง และจะทำให้ผู้คนเบี่ยงเบนออกจากมโนธรรมและสำนึกของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ หลุดจากวิถีความเป็นมนุษย์ที่ปกติ ยกตัวอย่าง สมมุติว่าในมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของเจ้า เจ้าเชื่อว่าพระเจ้าทรงต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงขีดความสามารถ ฝีมือ และแม้กระทั่งสัญชาตญาณของผู้คน ถ้าเจ้าคิดว่าเหล่านี้คือสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการเปลี่ยนแปลง เจ้าจะมีการไล่ตามเสาะหาแบบใด? เจ้าย่อมจะมีการไล่ตามเสาะหาที่บิดเบี้ยวและยึดติดอย่างเหนียวแน่น—อยากไล่ตามเสาะหาขีดความสามารถที่ล้ำเลิศ มุ่งเรียนรู้ทักษะต่างชนิด และมุ่งที่จะแตกฉานในความรู้สาขาต่างๆ เพื่อให้ตัวเจ้ามีขีดความสามารถที่ล้ำเลิศ มีฝีมือที่เหนือกว่า มีความเข้าใจเชิงลึกและการบ่มเพาะตนเองที่เหนือกว่า และถึงกับมีความสามารถบางอย่างที่เหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไป—เมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าก็จะมัวสนใจฝีมือและความสามารถพิเศษภายนอก แล้วการไล่ตามเสาะหาดังกล่าวย่อมส่งผลเช่นใดต่อผู้คน? ไม่เพียงพวกเขาจะไม่สามารถออกเดินไปบนเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริงเท่านั้น แต่จะเดินไปบนเส้นทางของพวกฟาริสีอีกด้วย พวกเขาจะแข่งขันกันเพื่อดูว่าใครมีขีดความสามารถเหนือกว่า ใครมีพรสวรรค์เหนือกว่า ใครมีความรู้เหนือกว่า ใครมีความสามารถมากกว่า ใครมีจุดแข็งมากกว่ากัน ใครมีเกียรติมากกว่าในหมู่ผู้คนและเป็นที่ยกย่องและได้รับการยอมรับนับถือจากผู้อื่น เมื่อเป็นดังนี้ ไม่เพียงพวกเขาจะไม่สามารถปฏิบัติความจริงและกระทำการตามหลักธรรมความจริงเท่านั้น แต่จะมุ่งหน้าไปบนเส้นทางที่พาออกห่างจากความจริงอีกด้วย” (พระวจนะฯ เล่ม 7 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (3)) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้ ฉันก็ทบทวนและไตร่ตรอง พระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้ายคือการทรงพระราชกิจหลักธรรมความจริงเข้าสู่ตัวเรา และเพื่อชำระเราให้บริสุทธิ์และเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเรา รวมทั้งทุกสิ่งในตัวเราที่ไม่ยอมรับและกบฏต่อพระเจ้า ไม่ใช่เพื่อเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ เช่น ขีดความสามารถ สัญชาตญาณ และบุคลิกโดยกำเนิดของเรา ฉันไม่เข้าใจพระราชกิจของพระเจ้าและดำเนินชีวิตด้วยมุมมองที่ผิด ฉันเอาแต่ขอให้พระเจ้าทำให้ฉันเป็นคนเปิดเผย พูดเก่ง และมีขีดความสามารถที่ดี แต่นี่ตรงกันข้ามกับข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า ฉันคิดถึงเปาโล เมื่อดูภายนอก เห็นได้ชัดว่าเขามีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยม พูดเก่ง และได้ผู้คนมากมายจากการประกาศข่าวประเสริฐ แต่เขาไม่เคยพยายามในเรื่องความจริงหรือมุ่งเน้นไปที่การเข้าสู่ชีวิต และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเขาก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เขายังยกชูตัวเองอยู่เสมอเพราะงานทั้งหมดที่เขาได้ทำ และในที่สุดเขาก็พูดถ้อยคำที่โอหังอย่างยิ่งเช่น “สำหรับข้าพเจ้า การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์” สิ่งนี้ล่วงเกินอุปนิสัยของพระเจ้าและนำไปสู่การที่พระเจ้าทรงลงโทษเขา ฉันยังรู้จักคนหนึ่งที่เปิดเผยและพูดเก่งมาก แต่เขามุ่งเน้นเพียงการเสริมสร้างตัวเองด้วยคำพูดและคำสอน และไม่เคยปฏิบัติความจริงหรือรู้จักตัวเองผ่านการทบทวนเลย และในที่สุดเขาก็ถูกเผยออกมาว่าเป็นผู้ไม่เชื่อและถูกกำจัดออกไป ฉันเห็นว่าการไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงและไม่มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในความเชื่อของตนนั้นอันตรายจริงๆ และในท้ายที่สุด สิ่งนี้สามารถนำคนเราไปสู่การเดินบนเส้นทางที่ผิดและถูกพระเจ้ากำจัดออกไป
ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่ง และฉันก็พบเส้นทางแห่งการปฏิบัติ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ไม่ว่าความเป็นมนุษย์ของเจ้าจะสมบูรณ์แบบหรือประเสริฐเพียงใด ไม่ว่าเจ้าจะมีข้อเสียและข้อบกพร่องน้อยกว่าและมีจุดแข็งมากกว่าคนอื่นหรือไม่ก็ตาม นี่ไม่ได้หมายความว่าเจ้าเข้าใจความจริง และไม่สามารถแทนที่การไล่ตามเสาะหาความจริงได้ ในทางตรงกันข้าม ถ้าเจ้าไล่ตามเสาะหาความจริง เข้าใจความจริงมากมาย ทั้งยังเข้าใจความจริงลึกพอและในลักษณะที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากพอ เช่นนี้จึงจะชดเชยข้อบกพร่องและปัญหามากมายในความเป็นมนุษย์ของเจ้าได้ ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าเจ้าขลาดกลัวและเก็บตัว เจ้าพูดติดอ่าง และไม่ได้มีการศึกษาที่ดีนัก—นั่นคือ เจ้ามีสิ่งที่ขาดตกและบกพร่องมากมาย—แต่เจ้ามีประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง และแม้เจ้าจะติดอ่างเวลาพูด แต่เจ้าก็สามารถสามัคคีธรรมความจริงได้อย่างชัดเจน และสามัคคีธรรมนี้ก็จรรโลงใจทุกคนเมื่อพวกเขาได้ฟัง แก้ปัญหาต่างๆ ทำให้ผู้คนสามารถหลุดพ้นจากความคิดลบได้ ทั้งยังขจัดคำพร่ำบ่นและความเข้าใจผิดที่พวกเขามีต่อพระเจ้า ดูเถิด แม้เจ้าจะพูดจาตะกุกตะกัก แต่คำพูดของเจ้าก็สามารถแก้ปัญหาได้—คำพูดเหล่านี้มีความสำคัญเหลือเกิน! เมื่อคนทั่วไปได้ฟัง พวกเขาย่อมพูดว่าเจ้าเป็นคนที่ไม่มีการศึกษา เวลาพูดก็ไม่พูดตามกฎไวยากรณ์ และบางครั้งคำที่เจ้าใช้ก็ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าใดนักอีกด้วย อาจเป็นได้ว่าเจ้าใช้ภาษาถิ่น หรือภาษาพูดในชีวิตประจำวัน และคำพูดของเจ้าก็ขาดชั้นเชิงและรูปแบบของผู้มีการศึกษาสูงที่พูดจาฉะฉานมาก อย่างไรก็ตาม สามัคคีธรรมของเจ้ามีความเป็นจริงความจริง สามารถแก้ไขความยุ่งยากให้ผู้คนได้ และหลังจากที่ผู้คนได้ฟัง เมฆดำทั้งหมดรอบตัวพวกเขาก็หายวับไป ปัญหาทั้งหมดของพวกเขาก็ได้รับการแก้ไข เจ้าดูเถิด การเข้าใจความจริงนี้สำคัญมิใช่หรือ? (ใช่)” (พระวจนะฯ เล่ม 7 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (3)) พระวจนะของพระเจ้าให้เส้นทางแห่งการปฏิบัติที่ชัดเจนแก่ฉัน สิ่งที่ฉันต้องมุ่งเน้นคือการไล่ตามเสาะหาความจริง แม้ว่าฉันจะมีข้อบกพร่องบางอย่างในบุคลิกของฉัน แต่ตราบใดที่ฉันเข้าใจความจริง ฉันก็สามารถชดเชยปัญหาเหล่านี้ได้บ้าง เมื่อมองย้อนกลับไป ตั้งแต่ฉันรับหน้าที่ให้น้ำ ฉันก็คิดเสมอว่าตัวเองล้มเหลวในหน้าที่เพราะบุคลิกเก็บตัวและความไม่สามารถในการสื่อสารกับผู้มาใหม่ ฉันจึงพยายามเปลี่ยนข้อบกพร่องในบุคลิกของตัวเองอยู่เสมอ ฉันไม่เคยพยายามในเรื่องความจริง แต่ความพยายามทั้งหมดของฉันกลับมุ่งไปที่การเอาชนะข้อบกพร่องของตัวเอง อันที่จริงแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ผิด ในตอนนั้น ขณะที่ฉันไปเกื้อหนุนผู้มาใหม่ แม้ว่าฉันจะถูกบุคลิกของตัวเองบีบคั้นและไม่รู้ว่าจะพูดอะไรเมื่อเผชิญกับมโนคติอันหลงผิดของผู้มาใหม่ แต่ความจริงก็คือปัญหาหลักอยู่ที่ฉันมีความเข้าใจเพียงบางส่วนเกี่ยวกับวิธีจัดการกับมโนคติอันหลงผิดของพวกเขา ในความเป็นจริง ความล้มเหลวของฉันในการลุล่วงหน้าที่ไม่ใช่ปัญหาด้านบุคลิกทั้งหมด และปัญหาหลักอยู่ที่การที่ฉันไม่เข้าใจความจริง นับจากนั้นเป็นต้นมา ฉันจึงต้องมุ่งทุ่มเทความพยายามกับหลักธรรมความจริง และเมื่อฉันเข้าใจความจริงอย่างชัดเจนแล้ว ในที่สุดฉันก็สามารถพูดได้อย่างชัดเจนเช่นกัน ถ้าบางครั้งฉันประหม่าและลืมคำพูดของตัวเอง ก็จะอธิษฐานถึงพระเจ้าให้มากขึ้นเพื่อทำให้ใจสงบ และจะทบทวนสิ่งที่อยากพูดในใจหลายๆ ครั้งแล้วค่อยๆ พูด หากต่อมาฉันยังคงอธิบายบางเรื่องได้ไม่ชัดเจน ก็จะไปหาพระวจนะของพระเจ้าบทตอนที่เกี่ยวข้องหรือแสวงหาจากพี่น้องชายหญิง นี่คือวิธีที่ฉันควรปฏิบัติ
ตอนนี้ ฉันไม่คิดลบเพราะบุคลิกเก็บตัวของฉันอีกต่อไป และเมื่อสามัคคีธรรมในการชุมนุม ฉันฝึกทำให้ใจสงบและสามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ ฉันไม่เดือดร้อนกับวิธีสื่อสารกับผู้อื่นเหมือนแต่ก่อน และไม่รู้สึกอึดอัดเพราะกดดันจนหายใจไม่ออกอีกต่อไป ฉันรู้สึกอย่างแท้จริงว่าความจริงสามารถแก้ไขความลำบากยากเย็นทั้งหมดของคนเราได้ และเป็นพระวจนะของพระเจ้าที่นำฉันออกจากความคิดลบ ฉันไม่ถูกข้อบกพร่องในบุคลิกของตัวเองผูกมัดหรือบีบคั้นอีกต่อไป