3. เธอจะทำลายตัวเองหากยังครึ่งๆ กลางๆ ในความเชื่อของเธอ
เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2024 ฉันกำลังทำหน้าที่ด้านข้อเขียนในคริสตจักร ช่วงแรกๆ ฉันมีแรงจูงใจค่อนข้างมาก ฉันรู้สึกว่าการเข้าสู่ชีวิตของฉันยังตื้นเขิน และฉันขาดตกบกพร่องในทุกด้าน ฉันจึงคิดว่าด้วยการฝึกฝนในหน้าที่ด้านข้อเขียนและการทำความเข้าใจความจริงและหลักการให้มากขึ้น ฉันก็น่าจะเติบโตในชีวิตได้เร็วขึ้น ต่อมา ผู้ดูแลก็ให้ฉันจับคู่กับพี่น้องหญิงคนหนึ่งชื่อฉินหลาน เพื่อจัดการงานตรวจคำเทศนาของทีม ฉินหลานทำหน้าที่ด้านข้อเขียนมานานกว่าฉัน และจับความเข้าใจหลักธรรมและทักษะในงานได้อยู่บ้าง ฉันดีใจมาก โดยคิดว่าการได้ทำงานคู่กับเธอแปลว่าฉันจะได้เรียนรู้หลายอย่างและเติบโตในหน้าที่ได้เร็วขึ้น เมื่อเธอรู้ว่าฉันเพิ่งเริ่มทำหน้าที่นี้ ฉินหลานก็ให้การชี้แนะค่อนข้างละเอียด เวลาเราตรวจสอบบทเทศนา เธอจะถามความคิดเห็นของฉันก่อน ถ้าฉันไม่เข้าใจอะไร เธอก็จะสามัคคีธรรมกับฉันทีละประเด็น ฉันตั้งใจเรียนรู้และจดบันทึก ฉันรู้สึกสบายใจมากกับการทำหน้าที่แบบนี้ ต่อมา ตอนตรวจสอบงาน ฉันก็เริ่มรู้ว่าจริงๆ มีหลายอย่างต้องทำ นอกจากการคัดเลือกบทเทศนาแล้ว เรายังต้องตามสถานการณ์ปัจจุบันและความคืบหน้าในการทำงานของสมาชิกในทีมให้ทัน และเมื่อผลลัพธ์ของงานแย่ลง เราก็ต้องตรวจสอบการเบี่ยงเบนและปัญหาทั้งหมด เรายังต้องจัดระเบียบการศึกษาทักษะในงาน บ่มเพาะผู้คน และอื่นๆ ด้วย ฉันคิดในใจว่า “ต้องดูแลงานหลายด้านขนาดนี้มันซับซ้อนเกินไป แล้วฉันต้องใช้ความคิดและพลังงานเท่าไหร่ ฉันต้องจ่ายราคามากแค่ไหนถึงจะทำงานทั้งหมดนี้ให้ดีได้?” พอมีความคิดแบบนี้ขึ้นมา ฉันก็รู้สึกว่าน่าปวดหัวเกินไป แล้วก็เหนื่อยเกินไปสำหรับเนื้อหนังของฉัน เวลาตรวจสอบการเบี่ยงเบนในงานกับพี่น้องหญิงคนอื่นๆ ฉันก็อยากมีส่วนร่วม แต่พอคิดว่าฉันเพิ่งมาทำหน้าที่นี้และยังไม่เข้าใจสิ่งต่างๆ และฉินหลานก็คุ้นเคยกับงานทุกด้าน เลยดูเหมือนว่าพึ่งเธอให้มากขึ้นน่าจะดีกว่า ฉันจึงยอมที่จะเป็นแค่ผู้ฟังเฉยๆ เวลาเขียนจดหมายเรื่องการแก้ไขการเบี่ยงเบน ฉันก็แค่สรุปประเด็นหลักที่ฉินหลานและคนอื่นหารือไว้ ซึ่งช่วยให้ฉันไม่ต้องเหนื่อยมาก เวลาผลลัพธ์ของงานแย่ลง พี่น้องหญิงต่างก็กังวลกันมาก แล้วก็ทบทวนตัวเองกับสรุปการเบี่ยงเบนในงานของพวกเธอ แต่ฉันกลับไม่รู้สึกอะไรเลย คิดว่าผลลัพธ์ของงานไม่เกี่ยวกับฉัน ฉันคิดว่า ฉันเพิ่งทำหน้าที่ ยังไม่เข้าใจหรือทำอะไรไม่เป็น แล้วก็มองปัญหาแค่ผิวเผิน ฉันเลยกลายเป็นแค่ลูกน้องที่ทำตามไปวันๆ ทุกวัน ฉันก็แค่ตรวจสอบงานแบบทำไปตามหน้าที่ ไม่อยากใช้ความคิดให้มากนัก บางครั้งยังเริ่มง่วงตั้งแต่ก่อนสามทุ่มด้วยซ้ำ
ตอนต้นเดือนมีนาคม ฉันก็เริ่มปวดเข่าอย่างรุนแรง แถมยังเจ็บหน้าอกติดต่อกันหลายวันอีกด้วย พี่น้องหญิงคนหนึ่งได้เตือนสติฉัน โดยพูดว่า “พักหลังๆ มานี้คุณดูไม่มีภาระในหน้าที่เลยนะ ตอนนี้คุณป่วยอยู่ ก็ถือโอกาสตรวจสอบตัวเองดูหน่อย” เธอยังได้ยกประสบการณ์ของพี่น้องหญิงอีกคนหนึ่งมาสามัคคีธรรมกับฉันด้วย บอกว่า พี่น้องคนนั้นมักฟังและพึ่งพาคนอื่นในหน้าที่เสมอ ไม่ค่อยมีมุมมองของตัวเองต่อเรื่องต่างๆ และต่อมาก็ถูกปลดเพราะไม่สามารถทำหน้าที่ให้เกิดผลได้ เธอเพิ่งมาสำนึกเสียใจหลังจากถูกปลด และค่อยเข้าใจถึงความสำคัญของหน้าที่ ฉันรู้สึกแย่มากหลังจากได้ยินการสามัคคีธรรมของพี่น้องหญิงคนนี้ โดยคิดว่า “นี่คือสภาวะของฉันในช่วงนี้เหมือนกันไม่ใช่เหรอ? ฉันไม่อยากยุ่งกับอะไรเลย เหมือนเป็นแค่ลูกน้องที่ทำตามเขาไปวันๆ” ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ได้อ่านเมื่อไม่กี่วันก่อน ซึ่งค่อนข้างเกี่ยวข้องกับสภาวะของฉัน ฉันจึงค้นหาบทตอนนั้นมาอ่าน พระเจ้าตรัสว่า “บางคนดูมีความนบนอบในการทำหน้าที่ของตน ทำทุกสิ่งตามที่เบื้องบนจัดแจง แต่เมื่อถามว่า ‘คุณทำหน้าที่ของคุณอย่างสุกเอาเผากินหรือไม่? คุณทำหน้าที่ตามหลักธรรมหรือเปล่า?’ พวกเขากลับให้คำตอบที่แน่ชัดไม่ได้ ได้แต่กล่าวว่า ‘ฉันทำตามที่เบื้องบนสั่งและไม่กล้าก่อความวุ่นวายด้วยการกระทำความผิด’ เมื่อถามว่าพวกเขาทำให้ความรับผิดชอบของตนลุล่วงหรือยัง พวกเขาก็ตอบว่า ‘เอาเป็นว่าฉันทำสิ่งที่ควรทำอยู่’ เห็นหรือไม่? พวกเขามีท่าทีเช่นนี้เสมอเวลาทำหน้าที่—ไม่รีบร้อน ทำสิ่งต่างๆ อย่างเชื่องช้า และทำตัวเหลาะแหละ เจ้าไม่อาจจับผิดพวกเขาได้โดยแท้ แต่ถ้าเจ้าประเมินการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาตามหลักธรรมความจริง การปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาย่อมไร้ประสิทธิภาพและไม่ได้มาตรฐาน แต่พวกเขาก็ไม่สนใจ ยังคงกระทำการเหมือนเมื่อก่อน และไม่ทำสิ่งที่ควรริเริ่มลงมือทำอยู่ดี—พวกเขาไม่เปลี่ยนแปลงเลย พวกเขาดื้อดึงอย่างไม่ละอายแก่ใจมิใช่หรือ? พวกเขารักษาท่าทีเช่นนี้อยู่เสมอ บอกว่า ‘คุณอาจมีแผนการอันชาญฉลาดนับพัน แต่ฉันก็มีกฎเกณฑ์ของฉันเอง ฉันก็เป็นของฉันแบบนี้ มาดูกันว่าคุณจะทำอะไรฉันได้ นี่คือท่าทีของฉัน!’ พวกเขาไม่ได้ทำสิ่งใดที่คิดคดทรยศหรือชั่วอย่างร้ายแรง แต่ก็ทำดีไว้น้อยเช่นกัน เจ้าว่าพวกเขาเดินอยู่บนเส้นทางแบบใด? ท่าทีต่อการเชื่อในพระเจ้าและต่อหน้าที่ของตนเช่นนี้ดีหรือไม่? (ไม่) ในพระคัมภีร์ พระเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า ‘เพราะว่าเจ้าเป็นแต่อุ่นๆ ไม่ร้อนและไม่เย็น เราจะคายเจ้าออกจากปากของเรา’ (วิวรณ์ 3:16) การเป็นแต่อุ่นๆ ไม่ร้อนและไม่เย็น—ท่าทีเช่นนี้ดีหรือไม่? (ไม่) บางคนคิดว่า ‘ถ้าฉันทำชั่วและก่อให้เกิดการขัดขวาง ฉันก็จะถูกกล่าวโทษอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าฉันขวนขวายทำสิ่งต่างๆ ในเชิงรุก ฉันก็จะเหนื่อย และถ้าทำอะไรผิดพลาดขึ้นมา ฉันก็อาจจะถูกตัดแต่ง หรือถึงกับถูกปลด ซึ่งเป็นเรื่องน่าอายมาก! ดังนั้น ฉันจึงเป็นแต่อุ่นๆ ไม่ร้อนและไม่เย็นต่อไป ไม่ว่าคุณจะบอกให้ฉันทำอะไร ฉันก็จะทำ แต่ถ้าคุณไม่บอกให้ฉันทำอะไร ฉันก็จะไม่ก้าวก่าย แบบนี้ฉันก็จะไม่เหนื่อย และยิ่งไปกว่านั้น ผู้คนก็จะจับผิดอะไรฉันไม่ได้ วิธีนี้เยี่ยมมาก!’ การประพฤติปฏิบัติตนเช่นนี้ดีหรือไม่? (ไม่)” (พระวจนะฯ เล่ม 7 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (11)) พระวจนะของพระเจ้าสะเทือนใจฉันอย่างมาก พระองค์ทรงเปิดโปงภาวะจริงในหน้าที่ของฉัน ภายนอก ฉันก็ทำตามที่หัวหน้างานบอกทุกอย่าง ตรวจสอบงาน คัดเลือกบทเทศนา ทำทุกอย่างครบ และฉันก็ไม่ได้ทำชั่วหรือก่อกวน แต่ทว่าฉันกลับมีท่าทีเฉยเมยในหน้าที่ ฉันทำงานข้อเขียนมาได้เกินหนึ่งเดือนแล้ว แต่ก็ใช้ชีวิตแต่ละวันอย่างเลอะเลือน ไม่รู้สึกเร่งด่วนอะไร ฉันทำหน้าที่เหมือนลูกน้องที่แค่ทำตามไปวันๆ เวลาเขียนตอบจดหมายก็คล้อยตามมุมมองของฉินหลาน ไม่เคยเข้าไปมีส่วนร่วมในการตรวจทานงานเลย พองานไม่มีความคืบหน้า ฉันก็ไม่รู้สึกกังวลหรือกระวนกระวาย แล้วก็แค่อ้างว่า “ฉันยังใหม่กับงานนี้” “ทำไม่เป็น” หรือ “ไม่เข้าใจ” ฉันมีท่าทีเพิกเฉยกับทุกอย่าง ไม่มีแม้แต่ความรู้สึกแบกรับภาระในหน้าที่ คนที่แบกรับภาระในหน้าที่จะสามารถคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า คิดว่าจะรีบทำงานให้รวดเร็วได้ยังไง แถมยังแสวงหาความจริงเพื่อแก้ปัญหาในการทำงาน คิดถึงสิ่งที่ถูกต้อง และมีท่าทีที่กระตือรือร้น แต่สำหรับฉัน ฉันคิดแต่เรื่องว่าจะทำยังไงให้เนื้อหนังของตัวเองไม่ลำบาก ฉันพึ่งพาพี่น้องหญิงที่ร่วมงานด้วยในทุกเรื่อง และไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองเลย ตอนนั้นเอง ฉันก็เข้าใจว่าคำเตือนของพี่น้องหญิงคนนั้นมีเจตนารมณ์ของพระเจ้าซ่อนอยู่ ถ้าฉันยังมีท่าทีแบบเดิมต่อหน้าที่ตัวเองต่อไป จะอันตรายมาก แล้วฉันก็จะทำลายตัวเอง เมื่อเข้าใจแบบนั้น ฉันก็รู้สึกเหมือนตกอยู่ในภาวะวิกฤติ และอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์พึ่งพาผู้อื่นมากเกินไป แล้วก็แค่อยากเป็นลูกน้องที่ทำตามไปวันๆ ไม่เคยเต็มใจจะใส่ใจสิ่งต่างๆ หรือทนทุกข์ และไม่มีสำนึกถึงภาระในหน้าที่เลย ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่อยากอยู่ในสภาวะ ‘ไม่เย็นไม่ร้อน’ แบบนี้ต่อไป แล้วถูกพระองค์ทรงเกลียด ข้าพระองค์อยากเปลี่ยนแปลง—ขอทรงนำข้าพระองค์ด้วย” หลังจากนั้น ฉันก็ตั้งใจเปลี่ยนท่าทีในหน้าที่ เริ่มใส่ใจกับเรื่องสำคัญ และไม่ง่วงเหงาในช่วงกลางคืนอีก
แต่เพราะก่อนหน้านี้ฉันไม่เคยสนใจงานที่ควรทำหรือแบกรับภาระในหน้าที่ ไม่นานฉันจึงต้องเผชิญกับผลลัพธ์นี้ งานที่ฉันดูแลไม่ได้ผลลัพธ์อะไรเลย พี่น้องบางคนก็กลับคิดลบและเฉื่อยชาในการทำหน้าที่ อย่างที่เขาว่ากันว่า “กองทัพจะเข้มแข็งได้ก็อยู่ที่แม่ทัพ” ไม่กี่วันต่อมา เพราะฉันยังไม่มีความก้าวหน้าใดๆ ในการจัดแจงการศึกษาหลักธรรมของทีม หัวหน้าก็เลยมอบหมายให้ฉินหลานมารับผิดชอบงานนี้แทน ฉันรู้สึกแย่มากตอนที่ได้ยินเรื่องนี้ แล้วก็ตระหนักว่า ฉันไม่เคยจัดเวลาในการเรียนรู้อย่างชัดเจนเลย แค่รออย่างนิ่งเฉยให้ฉินหลานเป็นคนจัดการให้ทุกครั้ง ถ้าฉันใส่ใจอีกสักนิด แบกรับภาระอีกสักหน่อย จัดระเบียบและกำกับดูแลการศึกษาหลักธรรมของทุกคนอย่างทันท่วงที ฉันก็คงไม่ถูกโยกย้ายหน้าที่ พระเจ้าทรงเผยฉันออกมาผ่านเรื่องนี้ และฉันก็รู้สึกเสียใจและตำหนิตัวเอง โดยคิดว่า “ฉันทำหน้าที่แบบนี้ไปได้ยังไงกัน? ฉันไม่ได้ทำตัวไม่น่าไว้วางใจหรอกเหรอ? แล้วความซื่อตรงกับศักดิ์ศรีของฉันอยู่ที่ไหนล่ะ?” ต่อมาฉันได้เห็นพระวจนะของพระเจ้าสองบทตอนนี้ที่ว่า “ผู้คนควรกระทำการอันยุติธรรมกันอย่างไร และต้องทำเรื่องนี้ในสภาวะและเงื่อนไขเช่นใด จึงจะถือว่าเป็นการตระเตรียมความดี? อย่างน้อยที่สุด พวกเขาต้องมีท่าทีที่เป็นบวกและรู้จักริเริ่ม และขณะทำหน้าที่ของตน พวกเขาก็ต้องจงรักภักดี สามารถกระทำการตามหลักธรรมความจริง และปกป้องดูแลผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า การคิดบวกและรู้จักริเริ่มคือกุญแจสำคัญ ถ้าเจ้าตั้งรับอยู่เสมอ นี่ย่อมเป็นปัญหา ราวกับว่าเจ้าไม่ได้เป็นสมาชิกในพระนิเวศของพระเจ้าและไม่ได้กำลังทำหน้าที่ของตน ราวกับว่าเจ้าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำเพื่อให้ได้เงินเดือนเพราะนายจ้างบอกให้ทำ—เจ้าไม่ได้ทำเพราะสมัครใจ แต่ทำด้วยความเฉื่อยชาอย่างมาก ถ้าไม่ใช่เพราะมีผลประโยชน์ของเจ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง เจ้าก็จะไม่ทำสิ่งนั้นเลย หรือถ้าไม่มีใครบอกให้เจ้าทำ เจ้าก็จะไม่ทำอย่างเด็ดขาด เมื่อเป็นดังนั้น การทำสิ่งต่างๆ ในลักษณะนี้จึงไม่ใช่การทำดี ดังนั้น ผู้คนเช่นนี้จึงเบาปัญญามาก เฉื่อยชาในทุกสิ่งที่ทำ ไม่ทำสิ่งที่ตนสามารถคิดทำได้ และไม่ทำสิ่งที่ตนสามารถใช้เวลาและพละกำลังมาทำให้สำเร็จได้ เอาแต่เฝ้ารอและสังเกตการณ์เท่านั้น นี่เป็นปัญหาและน่าเวทนาอย่างยิ่ง… พระเจ้าประทานขีดความสามารถที่มากพอและเงื่อนไขที่เป็นผลดีให้แก่เจ้า เปิดโอกาสให้เจ้ามองเห็นบางสิ่งได้อย่างชัดเจนและสามารถพอที่จะทำงานนี้ แต่ท่าทีที่เจ้ามีต่อหน้าที่ของตนกลับไม่ถูกต้อง เจ้าไม่มีความจริงใจ และยิ่งไม่มีการอุทิศตน เจ้าไม่อยากพยายามทำหน้าที่ให้ดีอย่างสุดความสามารถ นี่ทำให้พระเจ้าผิดหวังเป็นอย่างมาก ดังนั้น ถ้าเจ้าเกียจคร้านและรู้สึกอยู่เสมอว่างานที่ได้รับมอบหมายเป็นความยุ่งยากและไม่อยากทำ ทั้งยังบ่นพึมพำในใจว่า ‘ทำไมถึงบอกให้ฉันทำ ไม่ไปบอกคนอื่น?’ เช่นนี้ย่อมเป็นความคิดที่โง่เขลา เมื่อหน้าที่ตกมาถึงเจ้า นั่นไม่ใช่เรื่องที่เลวร้าย แต่เป็นเกียรติ และเป็นการยกชูจากพระเจ้า เจ้าควรน้อมรับด้วยความยินดีและทำหน้าที่ที่เจ้าพึงทำ ซึ่งจะไม่ทำให้เจ้าหมดแรง ในทางกลับกัน ถ้าเจ้าทำหน้าที่ของตนให้ดี เข้าใจความจริงและแก้ปัญหาต่างๆ เจ้ากลับจะรู้สึกว่ามีสันติสุขและมั่นคงในหัวใจ และย่อมจะไม่ทำให้พระเจ้าผิดหวัง เมื่ออยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เจ้าจะมีความเชื่อและสามารถประพฤติปฏิบัติตนได้อย่างสง่าผ่าเผย ถ้าเจ้ายังไม่ลุล่วงหน้าที่ของตนและสุกเอาเผากินอยู่เสมอ นี่คือการกระทำผิด และต่อให้เจ้าไม่ได้ก่อให้เกิดความสูญเสียใดๆ การกระทำผิดนี้ย่อมจะหลงเหลือความเสียดายเอาไว้ในหัวใจของเจ้าไปตลอดชีวิต การกระทำผิดนี้จะเป็นเหมือนหลุมดำที่ไร้ก้นบึ้ง เมื่อใดก็ตามที่นึกถึง เจ้าจะรู้สึกเจ็บปวดและไม่สบายใจ เป็นความรวดร้าวที่เสียดแทงหัวใจ ไม่เพียงเจ้าจะไม่มีสันติสุขหรือความเบิกบานเท่านั้น แต่ในทางตรงกันข้าม ความเจ็บปวดเพราะสำนึกผิดและความทรมานจะอยู่กับเจ้าไปชั่วชีวิตและไม่มีวันลบเลือนได้ นี่คือความเสียใจชั่วนิรันดร์มิใช่หรือ? แล้วในมุมมองของพระเจ้าเป็นอย่างไร? พระเจ้าทรงใช้หลักธรรมความจริงมาระบุลักษณะของเรื่องนี้ ดังนั้น ธรรมชาติของเรื่องนี้จึงร้ายแรงกว่าที่เจ้ารู้สึกมากนัก เข้าใจหรือไม่? ดังนั้น พระเจ้าจะทรงพิจารณาอย่างรอบด้านทั้งการปฏิบัติตามปกติของเจ้า และท่าทีที่เจ้ามีต่อความจริงและหน้าที่ของเจ้า เพื่อดูเส้นทางที่เจ้าเดินอยู่ สมมุติว่าท่าทีที่เจ้ามีต่อความจริงและหน้าที่ของตนนั้นสุกเอาเผากินอยู่เสมอ ภายนอกเจ้าก็ให้สัญญา แต่ลับหลังกลับไม่ได้นำไปปฏิบัติ อู้งาน ไม่รู้สึกถึงความเร่งด่วน และไม่มีท่าทีที่เป็นบวกซึ่งก็คือการคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า แม้ภายนอกเจ้าจะไม่ได้ก่อให้เกิดการขัดขวางและก่อกวน ไม่ได้ทำความชั่ว ไม่ได้กระทำการตามอำเภอใจและไร้ความยั้งคิด หรือก่อความวุ่นวายด้วยการกระทำผิด และเจ้าก็ดูเป็นคนที่ปฏิบัติตามกฎและประพฤติตัวดีทีเดียว แต่เจ้าไม่ทำสิ่งที่พระเจ้าตรัสบอกให้ทำในลักษณะที่เป็นบวกและริเริ่ม กลับทำตัวมีเหลี่ยมคู อู้งาน และหลีกเลี่ยงการทำงานจริง ในกรณีนั้น แท้จริงแล้วเจ้าเดินอยู่บนเส้นทางใดกันแน่? ต่อให้ไม่ใช่เส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ อย่างน้อยที่สุดก็เป็นเส้นทางของผู้นำเทียมเท็จ” (พระวจนะฯ เล่ม 7 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (11)) “ไม่มีใครอยากถูกทำลายและส่งตัวลงนรก แต่ทั้งที่เป็นเช่นนั้น ผู้คนมากมายก็ยังทำความชั่วซ้ำๆ สัญจรด้วยความเร็วสูงไปตามเส้นทางที่พาลงนรก บางคนเมินโอกาสทำหน้าที่ที่พระนิเวศของพระเจ้ามอบให้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพิกเฉยต่อการดลใจและการตำหนิจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเพิกเฉยต่อความคาดหวังของพระเจ้า พวกเขายืนกรานที่จะทำตัวสุกเอาเผากิน เหิมเกริมประพฤติผิด กระทำการตามอำเภอใจและไร้ความยั้งคิด ก่อให้เกิดการขัดขวางและก่อกวน ทำตัวเหลือขออย่างไร้ความละอาย ทั้งยังทำความชั่ว ไม่มีใครบังคับให้เจ้าทำสิ่งเหล่านี้ และไม่มีใครในพระนิเวศของพระเจ้าเรียกร้องให้เจ้าทำ เห็นได้ชัดว่านี่เป็นสิ่งที่เจ้าเลือกเอง เป็นสิ่งที่เจ้าเต็มใจทำ สิ่งที่เจ้าชอบทำ และเป็นสิ่งที่เจ้ากระตือรือร้นที่จะทำ เมื่อมีคนกล่าวว่าเส้นทางที่เจ้าเดินอยู่นั้นพาไปนรกและไปสู่ความพินาศ เจ้ากลับรู้สึกขุ่นเคืองและคิดลบ มีอะไรให้รู้สึกในทางลบกระนั้นหรือ? นี่ไม่ใช่ความผิดของเจ้าเองหรอกหรือ? นี่เจ้าทำตัวเองมิใช่หรือ? สมควรแล้วใช่หรือไม่? บางคนกล่าวว่า ‘เวลาที่ฉันทำความชั่ว นั่นเพราะฉันอดไม่ได้ ทุกครั้งฉันก็อยากทำสิ่งต่างๆ ให้ดี แต่หลังจากนั้นฉันก็ตระหนักว่าสิ่งที่ฉันทำลงไปกลับไม่ใช่เรื่องดี’ เจ้าทำความชั่ว ขัดขวาง และก่อกวน ทั้งยังทำให้งานของคริสตจักรเสียหาย เจ้าอาจไม่ต้องรับผิดชอบการกระทำผิดของตน แต่การกระทำผิดของเจ้าก็ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่มองไม่เห็น และเจ้าอาจลงเอยด้วยการกระทำผิดซ้ำในอนาคตได้ เรื่องนี้อันตรายมาก นี่ก็เหมือนคนที่เดินไปตามทางสายหนึ่ง—แต่ละก้าวย่อมทิ้งร่องรอยเอาไว้ เจ้าตระหนักรู้การกระทำผิดที่ตนก่อไว้หรือไม่? เจ้ารู้สึกสำนึกผิดในเรื่องเหล่านั้นหรือไม่? เจ้ารู้สึกติดค้างและเสียใจหรือไม่? เจ้าร้องไห้อย่างขมขื่นเพราะเรื่องเหล่านั้นหรือไม่? เจ้ากลับตัวหรือยัง? เจ้าเกลียดการทำชั่วของตนอย่างแท้จริงหรือไม่? เจ้าปล่อยมือจากความชั่วที่อยู่ในมือของเจ้าและกลับใจโดยแท้ต่อพระเจ้าหรือยัง?… ถ้าเจ้าไม่สามารถกลับใจได้จริง กลับหลอกลวงพระเจ้าด้วยการกล่าวคำสาบาน เช่นนั้นแล้ว เส้นทางที่เจ้าเดินอยู่ก็เป็นเส้นทางที่นำไปสู่ความพินาศ ความประพฤติชั่วแต่ละอย่างของเจ้าคือการทุบประตูนรก บางทีการทุบนี้อาจจะมีสักครั้งที่เปิดประตูเหล่านั้นได้ในท้ายที่สุด เมื่อนั้นย่อมจะถึงเวลาตายของเจ้าแล้ว กล่าวได้ว่าสำหรับบางคน นับตั้งแต่พวกเขาเริ่มเชื่อในพระเจ้ามาจนถึงตอนนี้ การกระทำและพฤติกรรมทั้งหมดของพวกเขาก็คือการพอกพูนความประพฤติชั่วและทุบประตูนรกอยู่ตลอดเวลา ในขณะเดียวกันก็เพิ่มพูนความกริ้วของพระเจ้า พวกเขากำลังรอให้การลงโทษของพระเจ้ามาถึงตัว” (พระวจนะฯ เล่ม 7 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (11)) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็รู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก พระเจ้าตรัสว่า คนที่เฉื่อยชาในหน้าที่ ไม่ทำสิ่งที่ตนสามารถทำได้ และทำหน้าที่อย่างสุกเอาเผากิน ไม่มีความรับผิดชอบ เป็นคนที่ไม่ได้ทำงานจริง เดินบนทางของผู้นำเทียมเท็จ และจะถูกพระเจ้าทรงกล่าวโทษ ฉันทบทวนตัวเอง โดยคิดว่า แม้ว่าฉันจะทำหน้าที่ แต่ฉันก็ไม่เคยมองว่าตัวเองเป็นสมาชิกของพระนิเวศของพระเจ้า ไม่เพียงแต่ไม่จงรักภักดีในหน้าที่ แต่ฉันยังไม่ลุล่วงแม้กระทั่งหน้าที่รับผิดชอบขั้นพื้นฐานที่สุด เหล่าพี่น้องหญิงที่ฉันทำงานคู่ด้วยสรุปงานเพื่อแก้ไขการเบี่ยงเบนและทำหน้าที่ของเราให้ดีขึ้น แต่ฉันกลับไม่เข้าร่วมหรือสอบถามอะไรเลย ตอนที่ฉันเขียนจดหมายเพื่อแก้ไขความเบี่ยงเบน ฉันไม่ได้เอาใจใส่ และแค่เขียนตามที่พี่น้องหญิงคนนั้นพูด เหมือนหุ่นยนต์ที่ไม่มีความคิดของตัวเอง ฉันยังไม่จริงจังกับการเรียนรู้ทักษะเฉพาะของทุกคน และทำให้ความก้าวหน้าของพวกเขาล่าช้า ทั้งหมดนี้เป็นเพราะฉันไม่เต็มใจที่จะใส่ใจหน้าที่ของตน และเพราะฉันไม่แบกรับภาระ การทำหน้าที่แบบนี้ เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงชัง และผู้คนก็รังเกียจ ฉันไม่คู่ควรกับความไว้วางใจของพวกเขาเลยจริงๆ ฉันคิดถึงแต่เนื้อหนังของตัวเองในทุกสิ่งที่ทำ ไม่อยากใส่ใจในหน้าที่หรือจ่ายราคา แค่ทำตัวเหมือนลูกน้องและรอให้ทุกอย่างถูกจัดแจงให้ฉัน โดยไม่เคยคิดถึงงานของคริสตจักรเลย และไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า ท่าทีของฉันต่อหน้าที่แบบนี้ ทำให้พระเจ้าทรงผิดหวังอย่างยิ่ง ฉันพึ่งพาพี่น้องหญิงที่ทำงานด้วยในทุกเรื่อง แม้เนื้อหนังของฉันจะรู้สึกสบาย แต่ฉันกลับพลาดโอกาสที่พระเจ้าประทานให้ตระเตรียมความดี และไม่มีวันได้คืนมา เหมือนน้ำที่หกไปแล้ว ฉันรู้สึกติดค้างและเสียใจมาก! มีประโยคหนึ่งในพระวจนะของพระเจ้าที่กล่าวไว้ว่า “ความประพฤติชั่วแต่ละอย่างของเจ้าคือการทุบประตูนรก” สะเทือนใจฉันจริงๆ เมื่อก่อนฉันเคยคิดว่า มีแต่ยูดาสหรือคนที่ทำชั่วเท่านั้นที่จะเปิดประตูนรกออกได้ แต่กลายเป็นว่าพระเจ้าทรงจดบันทึกทุกครั้งที่ฉันลุ่มหลงในความสบาย ไม่แบกรับภาระในหน้าที่ และไม่ยอมกลับใจ และทุกครั้งที่พระเจ้าทรงบันทึก ก็ยิ่งเปิดประตูนรกออกกว้างขึ้นอีก ประตูนรกถูกเปิดออกจากการที่เราล้มเหลวในการปฏิบัติความจริงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผลลัพธ์แบบนี้น่ากลัวจริงๆ! เมื่อคิดทบทวนเรื่องนี้ ในที่สุดฉันก็รู้ตัวว่าอยู่ในอันตรายจริงๆ และรู้สึกสำนึกผิดนิดหน่อย โดยคิดว่า “พระเจ้ายังประทานโอกาสให้ฉันกลับใจ ฉันต้องทะนุถนอมโอกาสในการทำหน้าที่ และชดเชยการกระทำผิดของตัวเองให้ได้” ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่มีแม้แต่ความเป็นมนุษย์หรือสำนึกเลย ข้าพระองค์คิดแต่จะลุ่มหลงในความสบายของเนื้อหนัง และยังไม่ได้ทำหน้าที่ที่พึงทำให้ดีเลยแม้แต่หน้าที่เดียว ข้าพระองค์ทำให้พระองค์ทรงเศร้าเสียใจอย่างยิ่ง! ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รู้ดีว่าการทำหน้าที่แบบนี้จะทำลายตนเอง และส่งผลเสียต่องานของคริสตจักร ข้าพระองค์ยินดีที่จะกลับใจ และยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระองค์ ขอพระองค์ทรงบ่มวินัยข้าพระองค์ ให้ข้าพระองค์รู้จักตัวเอง และทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของข้าพระองค์”
ต่อมา ฉันคิดว่า “ทำไมฉันถึงไม่เต็มใจที่จะใส่ใจสิ่งต่างๆ และขบคิดอยู่ตลอด? อะไรคือต้นตอ?” ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าสองบทตอนที่ว่า “ผู้คนที่เกียจคร้านไม่สามารถทำสิ่งใดได้เลย สรุปเป็นสองวลีก็คือ พวกเขาเป็นคนไร้ประโยชน์ พวกเขามีความพิการระดับที่สอง ไม่ว่าขีดความสามารถของผู้คนที่เกียจคร้านจะดีเพียงใด นั่นก็เป็นเพียงแค่ผักชีโรยหน้า ต่อให้พวกเขามีขีดความสามารถที่ดี แต่นั่นก็ไร้ประโยชน์ พวกเขาเกียจคร้านเกินไป—พวกเขารู้ว่าควรทำสิ่งใด แต่กลับไม่ทำ และต่อให้พวกเขารู้ว่าสิ่งใดเป็นปัญหา พวกเขาก็ไม่แสวงหาความจริงเพื่อแก้ไข และแม้พวกเขารู้ว่าตนควรทุกข์ทนกับความยากลำบากอันใดเพื่อให้งานมีประสิทธิผล แต่พวกเขาก็ไม่เต็มใจสู้ทนความยากลำบากที่คุ้มค่าเหล่านี้—พวกเขาจึงไม่สามารถได้รับความจริงใดๆ และไม่สามารถทำงานจริงได้เลย พวกเขาไม่ปรารถนาที่จะสู้ทนความยากลำบากที่ผู้คนควรสู้ทน พวกเขารู้จักเพียงที่จะลุ่มหลงในความสะดวกสบาย เพลิดเพลินกับช่วงเวลาอันชื่นบานและการพักผ่อนหย่อนใจ และเพลิดเพลินกับชีวิตที่เป็นอิสระและผ่อนคลาย พวกเขาไร้ประโยชน์ไม่ใช่หรือ? ผู้คนที่สู้ทนความยากลำบากไม่ได้ย่อมไม่สมควรที่จะมีชีวิตอยู่ ผู้คนที่ปรารถนาจะมีชีวิตเยี่ยงกาฝากอยู่เสมอนั้น ย่อมเป็นคนที่ไม่มีมโนธรรมหรือสำนึก พวกเขาคือสัตว์เดรัจฉาน และคนเช่นนี้ไม่เหมาะแม้แต่จะทำงานใช้แรง เนื่องจากพวกเขาสู้ทนความยากลำบากไม่ได้ แม้ในยามที่พวกเขาทำงานใช้แรง พวกเขาก็ไม่สามารถทำได้ดี และหากพวกเขาปรารถนาที่จะได้รับความจริง ก็ยิ่งไม่มีหวังในเรื่องนี้ คนที่ทนทุกข์ไม่ได้และไม่รักความจริงเป็นคนไร้ประโยชน์ พวกเขาไม่มีคุณสมบัติที่จะทำงานใช้แรงด้วยซ้ำไป พวกเขาคือสัตว์เดรัจฉาน ไม่มีความเป็นมนุษย์แม้แต่น้อย ผู้คนเช่นนี้ต้องถูกกำจัดออกไป เช่นนี้เท่านั้นจึงสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า” (พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (8)) “คนไร้ค่าเป็นคนประเภทใด? คนเลอะเลือน คนที่ใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างไร้ค่า คนประเภทนี้ไม่รับผิดชอบในสิ่งที่พวกเขาทำ และก็ไม่จริงจังกับมัน พวกเขาทำทุกอย่างเละเทะ พวกเขาไม่ใส่ใจคำพูดของเจ้าไม่ว่าเจ้าจะสามัคคีธรรมความจริงอย่างไร พวกเขาคิดว่า ‘ฉันจะใช้ชีวิตไปวันๆ แบบนี้ถ้าฉันต้องการ จะพูดอะไรก็พูดไป! อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ฉันกำลังปฏิบัติหน้าที่และมีข้าวกิน นั่นก็ดีพอแล้ว อย่างน้อยฉันก็ไม่ต้องเป็นขอทาน ถ้าวันหนึ่งฉันไม่มีอะไรกิน ฉันค่อยคิดถึงมันตอนนั้น ฟ้าจะเหลือทางออกไว้ให้มนุษย์เสมอ คุณบอกว่าฉันไม่มีมโนธรรมหรือสำนึก และฉันเป็นคนเลอะเลือน—แล้วอย่างไรเล่า? ฉันไม่ได้ทำผิดกฎหมาย อย่างมากที่สุด ฉันก็แค่มีลักษณะนิสัยบกพร่องไปบ้าง แต่นั่นก็ไม่ใช่การสูญเสียสำหรับฉัน ตราบใดที่ฉันมีข้าวกิน ก็ไม่เป็นไรแล้ว’ พวกเจ้าคิดอย่างไรกับมุมมองนี้? เราขอบอกเจ้าว่า คนเลอะเลือนเช่นนี้ที่ใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างไร้ค่าล้วนถูกกำหนดให้ถูกกำจัดออกไป และไม่มีทางที่พวกเขาจะสามารถได้รับความรอดได้” (พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (8)) พระวจนะอันเข้มงวดของพระเจ้าทำให้หัวใจด้านชาของฉันสั่นสะเทือน และเปิดโปงแก่นแท้ของคนเกียจคร้าน คนเกียจคร้านไม่อยากลำบาก ไม่อยากจ่ายราคา และเอาแต่อยากใช้ชีวิตสบายไปวัน ๆ คนแบบนี้ไม่มีทางประสบความสำเร็จอะไรได้เลย ดังนั้นการได้รับความจริงและความรอดจึงยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับพวกเขา พระเจ้าตรัสว่า คนเกียจคร้านไม่มีประโยชน์ เป็นสัตว์เดรัจฉาน และควรถูกกำจัด และฉันก็กำลังทำตัวเหมือนคนไม่มีประโยชน์แบบนั้นเลย ฉันไม่อยากใช้ความคิดในหน้าที่ ไม่อยากจ่ายราคา และใช้ชีวิตเหมือนปรสิต พึ่งพาคนอื่นในทุกเรื่อง และล่องลอยไปวัน ๆ ตอนที่ฉันเพิ่งเริ่มทำหน้าที่ด้านข้อเขียนใหม่ ๆ ฉันไม่มีใครให้พึ่งพา ฉันสามารถพึ่งพาพระเจ้า ตั้งใจศึกษา และก็ได้รับบางสิ่งบางอย่าง แต่พอเริ่มจับคู่กับพี่น้องหญิง ฉันกลับไม่ขยันเท่าเดิม กลายเป็นเฉยเมยในหน้าที่ ไม่อยากคิดเรื่องงานหรือจ่ายราคา แค่หวังจะใช้ชีวิตผ่านๆ ไปวันๆ แบบสบายและผ่อนคลาย เพราะฉันไม่แบกรับภาระในหน้าที่ ฉันจึงไม่แบกรับงานที่ได้รับมอบหมาย พี่น้องหญิงคนอื่น ๆ จะเป็นห่วงและต้องมารับภาระแทนฉัน ถึงอย่างนั้น ฉันก็ยังไม่รู้ตัว ฉันพึ่งพาบรรดาพี่น้องหญิงตามเรื่องตามราว แม้จะทำหน้าที่ด้านข้อเขียนมาเกินหนึ่งเดือนแล้ว ฉันก็ยังอ้างว่า “ฉันยังใหม่กับงานนี้” “ทำไม่เป็น” หรือ “ไม่เข้าใจ” และไม่ได้ติดตามงาน ฉันช่างน่าละอายจริงๆ! ฉันใช้ชีวิตตามปรัชญาเยี่ยงซาตานที่ว่า “ชีวิตมันสั้น ต้องใช้ให้สนุก” กับ “ดื่มไวน์ของวันนี้วันนี้ พรุ่งนี้ค่อยกังวลเรื่องวันพรุ่งนี้” ทัศนะและแนวคิดที่เสื่อมลงและเลวทรามเหล่านี้ทำให้ฉันกลายเป็นคนต่ำทราม ฉันคิดแต่จะหลีกเลี่ยงความทุกข์และความกังวลของเนื้อหนัง โดยไม่เคยคิดเลยว่าจะทำหน้าที่ให้ดีได้ยังไง ฉันทำให้งานสำคัญยิ่งยวดล่าช้า โดยแก่นแท้แล้ว ฉันกำลังขัดขวางงานของคริสตจักร และทำตัวเป็นข้ารับใช้ของซาตาน! พระเจ้าตรัสว่า “หากเจ้าปฏิบัติต่อพระบัญชาของพระเจ้าอย่างไม่จริงจัง นี่ย่อมเป็นการทรยศพระเจ้าอย่างร้ายแรงที่สุด ในการทำเช่นนี้ เจ้าน่าสังเวชยิ่งกว่ายูดาส และควรถูกสาปแช่ง” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, วิธีที่จะรู้จักธรรมชาติของมนุษย์) วิธีที่จะรู้จักธรรมชาติของมนุษย์ ฉันรู้สึกกลัวมากเมื่อคิดถึงผลลัพธ์ของทั้งหมดนี้ คนอย่างฉันไม่น่าไว้วางใจเลย และถ้ายังปล่อยให้ตัวเองล่องลอยแบบนี้ต่อไป ฉันก็จะถูกกำจัดออกไปจริงๆ ฉันนึกถึงภาพหมูที่รออยู่ในคอกให้เจ้าของมาให้อาหารทุกวัน กินเสร็จก็นอนหลับลึกโดยไม่สนใจอะไรเลย ถ้าฉันยังคงใช้ชีวิตแบบเดิม เพลิดเพลินกับความสุขสบายทางเนื้อหนัง ฉันก็จะไม่ต่างอะไรจากหมู และไม่ช้าก็เร็ว พระเจ้าก็จะทรงกำจัดฉันออกไป ฉันไม่อยากเป็นคนขี้เกียจและไม่มีประโยชน์อีกต่อไป ฉันจึงอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่อยากล่องลอยไปแบบนี้อีกแล้ว การใช้ชีวิตแบบนี้ต่ำทรามและไม่มีคุณค่า ขอพระองค์ทรงชี้แนะให้ข้าพระองค์ขยันมากขึ้นและทำหน้าที่ของตนอย่างถูกควร”
ต่อมา ฉันพบเส้นทางแห่งการปฏิบัติผ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “การทำหน้าที่ของตนโดยไม่ทำความชั่วคือสิ่งที่เจ้าควรสัมฤทธิ์ในฐานะคนที่ปกติ แต่การตระเตรียมความดีหมายความว่าเจ้าต้องริเริ่มปฏิบัติความจริงและลุล่วงหน้าที่ของตนในลักษณะที่เป็นบวกตามข้อกำหนดของพระเจ้าและหลักธรรมความจริง เจ้าต้องมีความจงรักภักดี เต็มใจที่จะสู้ทนความยากลำบากและจ่ายราคา เต็มใจที่จะรับผิดชอบ และสามารถกระทำการในลักษณะที่เป็นบวกและรู้จักริเริ่ม โดยพื้นฐานแล้วการกระทำที่เป็นไปตามหลักธรรมเหล่านี้ล้วนเป็นการทำดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่หรือเล็ก ควรค่าแก่การให้ผู้คนจดจำหรือไม่ เป็นเรื่องที่ผู้คนยกย่องหรือมองว่าไร้ความสำคัญ หรือคิดว่าควรค่าที่จะให้ความสนใจหรือไม่ก็ตาม ในสายพระเนตรของพระเจ้า ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นการทำดี ถ้าเจ้าตระเตรียมความดีเอาไว้ นี่ย่อมนำพรมาให้ในท้ายที่สุด ไม่ใช่หายนะ สมมุติว่าเจ้าไม่ตระเตรียมความดีใดๆ เลยและพอใจกับเรื่องต่อไปนี้เท่านั้นคือ ‘ไม่ว่าจะสั่งให้ทำอะไร ฉันก็ทำ ให้ไปที่ไหน ฉันก็ไป ไม่เคยพูดหรือลงมือตามอำเภอใจ ไม่เคยแกล้งสร้างปัญหาหรือก่อให้เกิดการขัดขวางและก่อกวน ฉันเชื่อฟังและประพฤติตัวดีโดยแท้’ ถ้าตลอดเวลาเจ้ามีท่าทีเช่นนี้ ไม่ริเริ่มแสวงหาความจริงและยึดมั่นในหลักธรรมเวลาทำหน้าที่ของตน ไม่แก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงความเบี่ยงเบนและความผิดพลาดของตนทันทีที่พบเห็น และไม่เคยริเริ่มแสวงหาความจริงมาแก้ปัญหาในทางที่เป็นบวกเมื่อพบว่าตนกำลังเป็นกบฏ หรือสังเกตเห็นว่าตนเผยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามออกมา กลับเอาแต่ทำอะไรตามใจอยาก เช่นนั้นแล้ว แม้เจ้าจะไม่ได้เป็นเหตุให้ผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าเกิดความเสียหาย หรือส่งผลกระทบต่องานของคริสตจักร แต่อย่างมาก สิ่งที่เจ้ากำลังทำอยู่ก็เป็นการลงแรงทำงานเท่านั้น การลงแรงทำงาน โดยธรรมชาติแล้วไม่เข้าข่ายเป็นการทำดี แล้วท้ายที่สุดมีการนิยามการทำดีไว้ว่าอย่างไร? ว่าอย่างน้อยที่สุด สิ่งที่เจ้าทำก็เป็นประโยชน์ต่อการเข้าสู่ชีวิตของเจ้าเองและของพี่น้องชายหญิง และเป็นผลดีต่องานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า ถ้าเป็นผลดีต่อตัวเจ้าเอง ต่อผู้อื่น และพระนิเวศของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว ผลการปฏิบัติงานของเจ้าย่อมมีประสิทธิผลเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้า พระเจ้าจะทรงให้คะแนนเจ้า ดังนั้น จงประเมินเรื่องเหล่านี้เถิดว่า หลายปีที่ผ่านมาเจ้าตระเตรียมความดีไว้มากเท่าใด? การทำดีเหล่านี้สามารถชดเชยการกระทำผิดของเจ้าได้หรือไม่? หลังจากชดเชยแล้ว ยังเหลือการทำดีอีกเท่าใด? เจ้าต้องให้คะแนนตัวเองและเข้าใจเรื่องนี้อย่างแน่ชัด ต้องไม่เลอะเลือนในเรื่องนี้” (พระวจนะฯ เล่ม 7 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (11)) พระวจนะของพระเจ้าประกอบด้วยเจตนารมณ์และพระประสงค์ของพระองค์ และพระองค์ก็ทรงบอกเส้นทางแห่งการปฏิบัติแก่เราด้วย การลุล่วงหน้าที่ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างนั้นสำคัญมาก การทำหน้าที่ตามหลักธรรม การขยันขันแข็ง การจ่ายราคา และการแบกรับภาระ ด้วยการทำหน้าที่อย่างกระตือรือร้นแบบนี้เท่านั้น คนเราจึงจะสามารถตระเตรียมความดีและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า ถ้าคุณแค่ทำตามหน้าที่แบบขอไปที และทำแค่เท่าที่มีคนขอ อาจดูไม่เหมือนการขัดขวางหรือการก่อกวน แต่คุณไม่ใส่ใจในหน้าที่ของตัวเอง พระเจ้าจึงไม่ทรงเห็นชอบในตัวคุณ ฉันทบทวนถึงการที่ฉันไม่เย็นไม่ร้อนในหน้าที่มาโดยตลอด ไม่ทำงานที่ได้รับมอบหมาย และยังขัดขวางและก่อกวนหน้าที่ของตัวเองอีก ฉันไม่เพียงแต่ไม่ได้ตระเตรียมความดี แต่ยังได้ก่อกรรมกระทำผิดด้วย หน้าที่ของฉันคือการคัดเลือกบทเทศนาข่าวประเสริฐที่ดี เพื่อช่วยในการประกาศข่าวประเสริฐ เป็นพยานให้พระเจ้า และพาผู้คนมาเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าให้มากยิ่งขึ้นเพื่อให้ได้รับความรอด นี่เป็นความรับผิดชอบที่สำคัญมาก และแม้แต่การย่อหย่อนเพียงเล็กน้อยก็ยอมรับไม่ได้ ฉันเพิ่งเริ่มฝึกฝน และยังมีข้อบกพร่องมากมาย ฉันต้องใช้เวลาและความพยายามในการเรียนรู้และใคร่ครวญ และทำหน้าที่ของฉันให้สอดคล้องกับพระประสงค์และหลักธรรมของพระเจ้า ฉันยังต้องเรียนรู้ที่จะใส่ใจและสอบถามเรื่องงาน มีความรับผิดชอบและขยันในหน้าที่ และแบกรับภาระในงานของฉัน สิ่งนี้เท่านั้นจะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า
หลังจากนั้น ฉันก็อธิษฐานถึงพระเจ้าเป็นประจำ ขบถต่อเนื้อหนังของตัวเอง เลิกไม่เย็นไม่ร้อนและเลินเล่อ และสามารถรับผิดชอบในหน้าที่อย่างกระตือรือร้น ฉันยังได้ตระหนักว่า ที่คริสตจักรจับคู่ฉันกับพี่น้องหญิง ไม่ใช่เพื่อให้ฉันสามารถเพลิดเพลินกับความสุขสบายทางเนื้อหนัง แต่เพื่อให้เราสามารถเสริมจุดอ่อนซึ่งกันและกัน และแบ่งปันแนวคิดที่เป็นประโยชน์ต่างหาก การทำหน้าที่แบบนี้จะลดความเบี่ยงเบน เป็นประโยชน์ต่อหน้าที่ของเรา และจะเป็นประโยชน์ต่อการเข้าสู่ชีวิตของเราด้วย ฉันเริ่มจงใจมีส่วนร่วมในงานของทีมเรา เริ่มใช้ความคิดในการตรวจสอบงาน และแสดงแนวคิดบางอย่าง และพี่น้องหญิงก็จะช่วยเติมในส่วนที่ฉันขาด เมื่อเราทำงานร่วมกันแบบนี้ การสามัคคีธรรมของเราก็ละเอียดและมีแนวทางมากขึ้น และฉันก็ได้รับสิ่งต่างๆ ในกระบวนการนี้ด้วย จากนั้นฉันก็เลิกเลินเล่อ และสามารถใส่ใจในหน้าที่และนำสิ่งที่รู้ไปปฏิบัติ ด้วยการปฏิบัติแบบนี้ ฉันรู้สึกสบายใจมากขึ้น หลังจากช่วงเวลาหนึ่ง ฉันก็ไม่รู้สึกเลอะเลือนเหมือนแต่ก่อน ได้รับความจริงและทักษะทางวิชาชีพเพิ่มขึ้น และสามารถสัมผัสได้ถึงความรู้แจ้งและการชี้แนะของพระเจ้า ขอบคุณพระเจ้า!