6. การต่อสู้ฝ่ายวิญญาณอันดุเดือด

ฉันกลายเป็นคริสตชนในปี 1993 และหลังจากนั้นก็ได้พบกับศิษยาภิบาลหลิว ภายนอกเธอดูเป็นคนใจดีและพูดจาอย่างมีอารมณ์ขัน เธอรู้จักพระคัมภีร์เป็นอย่างดีและมีประสบการณ์กว้างขวาง เธอเดินทางไปศึกษาตามที่ต่างๆ บ่อยครั้ง และประกาศในคริสตจักรหลายแห่งด้วย แถมเธอเปี่ยมรัก และจะคอยช่วยเหลือผู้เชื่ออย่างใจเย็นเสมอไม่ว่าพวกเขาจะประสบความลำบากยากเย็นอะไร ผู้เชื่อส่วนใหญ่นับถือเธอ ฉันเองก็นับถือและชื่นชมเธอมาก ฉันคิดว่าเธอเป็นผู้เชื่อที่แท้จริงในองค์พระผู้เป็นเจ้า ศิษยาภิบาลหลิวเห็นค่าฉันมาก และจัดแจงให้ฉันรับผิดชอบคณะนักร้องประสานเสียง เมื่อเธอเดินทางไปศึกษาที่อื่น เธอก็จะฝากให้ฉันดูแลคริสตจักร

ในเดือนมีนาคม ปี 1999 ญาติห่างๆ ของฉันคนหนึ่งได้พาพี่น้องชายสองคนมาประกาศข่าวประเสริฐแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าให้ฉันฟัง พวกเขาขอให้ฉันพาพี่น้องชายหญิงอีกสองสามคนที่เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริงมาฟังด้วยกัน คนแรกที่ฉันนึกถึงคือศิษยาภิบาลหลิว ฉันจึงชวนเธอมาฟังด้วย ไม่คาดคิดเลยว่าเธอจะบอกว่าในยุคสุดท้ายจะมีพระคริสต์เทียมเท็จปรากฏตัวขึ้นเพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิด เธอขอไม่ให้ฉันฟัง และขอให้ฉันไล่พี่น้องชายสองคนนั้นไป ฉันเห็นว่าพี่น้องชายสองคนนั้นดูเป็นคนดีและน่าเคารพ และพวกเขาก็สามัคคีธรรมสอดคล้องกับพระคัมภีร์ ฉันจึงไม่ฟังเธอ ฉันถึงกับพาผู้ร่วมงานสองสามคนมาฟังพวกเขาประกาศโดยไม่บอกเธอ พี่น้องชายสองคนนั้นสามัคคีธรรมกับพวกเราเกี่ยวกับต้นเหตุความรกร้างของคริสตจักร พระราชกิจสามระยะของพระเจ้า วิธีแยกแยะระหว่างพระคริสต์เที่ยงแท้กับพระคริสต์เทียมเท็จ และวิธีที่พระเจ้าทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาเพื่อชำระผู้คนให้บริสุทธิ์ในยุคสุดท้าย ยิ่งฟังเราก็ยิ่งอยากได้ยินเพิ่ม เรารู้สึกอิ่มเอมทางฝ่ายวิญญาณเป็นพิเศษ เราได้อ่านพระวจนะที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงแสดงออกมา และมั่นใจว่านี่คือพระวจนะของพระเจ้าอย่างแท้จริง พระวจนะเหล่านี้เปี่ยมด้วยสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพ และเป็นพระสุรเสียงของพระเจ้า ไม่มีบุคคลใดจะสามารถกล่าวถ้อยคำเช่นนี้ได้ เราแน่ใจจากการสืบค้นว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือองค์พระเยซูเจ้าผู้เสด็จกลับมา เราทุกคนตื่นเต้นมาก เราไม่เคยคาดคิดเลยว่าองค์พระเยซูเจ้าที่เรารอคอยมานานหลายปีจะเสด็จกลับมาแล้วจริงๆ เราได้รับพรมากจริงๆ! ฉันคิดในใจว่า “ศิษยาภิบาลหลิวเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริง เธอสามารถละทิ้งสิ่งต่างๆ และสละตนเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ ทั้งยังเข้าใจพระคัมภีร์ด้วย ครั้งที่แล้วเธอไม่ฟังเพราะกังวลว่าจะถูกชักพาให้หลงผิด เมื่อเธอรู้ว่าองค์พระเยซูเจ้าเสด็จกลับมาแล้ว เธอจะต้องยอมรับอย่างแน่นอน” ดังนั้น ด้วยความชื่นบานยินดีและความเบิกบานใจ ฉันจึงพาพี่น้องชายสองคนนั้นไปประกาศข่าวประเสริฐแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าให้เธอฟัง ฉันพูดว่า “ศิษยาภิบาลหลิวคะ องค์พระเยซูเจ้าเสด็จกลับมาแล้วจริงๆ และตอนนี้กำลังทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาที่เริ่มต้นจากพระนิเวศของพระเจ้า คุณไม่กังวลว่าจะถูกพระคริสต์เทียมเท็จชักพาให้หลงผิดเหรอ? พี่น้องชายสองคนนี้สามัคคีธรรมได้ชัดเจนมากเกี่ยวกับวิธีแยกแยะพระคริสต์เทียมเท็จจากพระคริสต์เที่ยงแท้ คุณควรฟังพวกเขานะคะ!” เธอต้อนรับพวกเราอย่างไม่เต็มใจ พี่น้องชายสองคนนั้นอ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ให้เธอฟัง และสามัคคีธรรมเกี่ยวกับความจริงเรื่องวิธีแยกแยะระหว่างพระคริสต์เทียมเท็จกับพระคริสต์เที่ยงแท้ ไม่คาดคิดเลยว่าเธอจะพูดอย่างใจร้อนว่า “หยุดพูดเถอะ! ต่อให้ฉันเข้าใจ ฉันก็ไม่ยอมรับ! ต่อให้เป็นหนทางที่แท้จริง ฉันก็ไม่ยอมรับ! จะให้ฉันมาฟังพวกคุณประกาศเหรอ? ฉันทำงานและประกาศในคริสตจักรมานานหลายปี แถมฉันเดินทางไปทั่วเพื่อประชุมและศึกษา ทุกปีฉันไปศึกษาเพิ่มเติมที่โรงเรียนศาสนาเป็นเวลาหลายเดือน จะบอกว่าทั้งหมดนี้สูญเปล่าเหรอ?” เธอกล่าวต่อพลางนับนิ้วว่า “ฉันรับผิดชอบคริสตจักรหกแห่ง ผู้เชื่อทั้งหมดนี้ได้รับการเลี้ยงดูจากฉัน คริสตจักรนี้ขอให้ฉันไปอธิษฐานที่นั่น คริสตจักรนั้นขอให้ฉันไปประกาศที่นั่น ฉันจะไม่ฟังคำประกาศของพวกคุณเด็ดขาด ฉันต้องรับผิดชอบต่อผู้เชื่อของฉัน ฉันต้องคุ้มครองฝูงแกะของฉัน!” ด้วยสายตาที่จ้องเขม็ง เธอชี้มาที่ฉันและพูดอย่างขึงขังว่า “ฉันบอกแล้วว่าอย่าฟัง แต่คุณก็ไม่เชื่อฟังฉัน คุณถูกชักพาให้หลงผิด แล้วตอนนี้ยังจะให้ฉันถูกชักพาให้หลงผิดไปกับคุณด้วยเหรอ? คิดว่าจะเกิดขึ้นได้เหรอ? คิดว่าฉันสับสนพอๆ กับคุณเหรอ? คุณไม่เข้าใจพระคัมภีร์ ฉันขอเตือนคุณนะ รีบกลับตัวกลับใจเสีย!” พี่น้องชายคนหนึ่งพูดว่า “เราทุกคนเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าและตั้งตารอการเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า บัดนี้ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือองค์พระเยซูเจ้าผู้เสด็จกลับมา พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า ‘การเสด็จกลับมาของพระเยซูเป็นความรอดที่ยิ่งใหญ่สำหรับผู้ที่สามารถยอมรับความจริงได้ แต่สำหรับพวกที่ไม่สามารถยอมรับความจริงได้นั้น นี่คือเครื่องหมายของการกล่าวโทษ  พวกเจ้าควรเลือกเส้นทางของตนเอง และไม่ควรหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์และปฏิเสธความจริง  พวกเจ้าไม่ควรเป็นคนที่ไม่รู้ความและโอหัง แต่ควรเป็นคนที่นบนอบการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ รวมทั้งกระหายและแสวงหาความจริง พวกเจ้าจะได้รับประโยชน์ด้วยวิธีนี้เท่านั้น’ (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ในเวลาที่เจ้าได้เห็นกายจิตวิญญาณของพระเยซู พระเจ้าจะได้ทรงสร้างสวรรค์และแผ่นดินโลกขึ้นใหม่แล้ว)”  ศิษยาภิบาลหลิวโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเมื่อได้ยินเช่นนี้ เธอชี้ไปที่พี่น้องชายสองคนและพูดอย่างร้ายกาจว่า “หุบปากนะ ออกไปเดี๋ยวนี้! ถ้าฉันจับได้ว่าพวกคุณมาประกาศข่าวประเสริฐในเขตความรับผิดชอบของฉันอีก ฉันจะส่งตัวพวกคุณไปให้สำนักงานความมั่นคงสาธารณะเดี๋ยวนี้เลย!” ศิษยาภิบาลหลิวทำให้ฉันตกใจด้วยคำพูดนี้ ปกติเวลาเธอตีความพระคัมภีร์ เธอจะใช้น้ำเสียงที่ใจดีมาก ฉันเคยคิดว่าพอฉันบอกเธอวันนี้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าได้เสด็จกลับมาแล้ว เธอคงจะยินดีที่จะยอมรับ ฉันไม่คาดคิดว่าเธอจะมีท่าทีเช่นนี้ ฉันงงไปหมด และคิดในใจว่า “เราเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า และเราทุกคนต่างตั้งตารอการเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จกลับมาและทรงแสดงความจริงแล้ว แต่เธอกลับไม่ยอมรับ เธอถึงกับโมโหและไล่เราไป เธอยังบอกอีกว่าต่อให้เป็นหนทางที่แท้จริง เธอก็จะไม่ยอมรับ แล้วทำไมเธอถึงเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าล่ะ?”

วันหนึ่งในเดือนเมษายน ฉันได้เชิญผู้ร่วมงานหลักเจ็ดคนในคริสตจักรมาที่บ้านฉัน พวกเขาจะได้ฟังพี่น้องชายสองคนเป็นพยานยืนยันให้พระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าด้วย จากการอ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ทุกคนเห็นว่าพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือความจริง และแน่ใจว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือองค์พระเยซูคริสต์ผู้เสด็จกลับมา บางคนตื่นเต้นจนน้ำตาไหลอาบแก้ม ในตอนนั้นเอง ศิษยาภิบาลหลิวก็พรวดพราดเข้ามาอย่างเกรี้ยวกราด เมื่อเห็นว่าผู้ร่วมงานหลักอยู่ที่นั่น เธอชี้มาที่พวกเราและพูดด้วยความโกรธว่า “มิน่าถึงไม่มีใครที่การชุมนุมของคริสตจักร พวกคุณมาอยู่ที่นี่กันหมดนี่เอง!” จากนั้นเธอก็เริ่มหมิ่นประมาทพระเจ้า ฉันโกรธมาก และพูดว่า “คุณไม่ควรพูดในสิ่งที่คุณไม่เข้าใจนะ บาปของการหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์จะไม่มีวันได้รับการอภัย ทั้งในชีวิตนี้และในโลกหน้า! คุณไม่กลัวว่าจะล่วงเกินพระเจ้าเหรอ?” เมื่อได้ยินฉันพูด เธอก็ยิ่งโกรธ เธอชี้มาที่ฉันพลางพูดว่า “ฉันบอกแล้วว่าอย่าฟังคำประกาศของพวกเขา แต่คุณก็ไม่เชื่อฟังฉัน คุณถึงกับพาผู้ร่วมงานมากมายมาฟังพวกเขาด้วย! ฉันบ่มเพาะคุณมาหลายปี ฉันหารือกับคุณทุกเรื่อง แต่ตอนนี้คุณกลับทรยศฉัน และถึงกับพาคนนอกเข้ามาในคริสตจักรของเราเพื่อประกาศ ฉันเสียแรงบ่มเพาะคุณจริงๆ!” ฉันพูดว่า “เราเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า และเราทุกคนต่างตั้งตารอการเสด็จมาของพระองค์ ตอนนี้องค์พระผู้เป็นเจ้าได้เสด็จกลับมาและทรงแสดงความจริงมากมาย ทำไมคุณไม่ปล่อยให้พี่น้องชายหญิงฟังล่ะคะ?” ผู้ร่วมงานทุกคนพูดว่า “ใช่ ศิษยาภิบาลหลิว นี่คือหนทางที่แท้จริง พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือองค์พระเยซูเจ้าผู้เสด็จกลับมา” ศิษยาภิบาลหลิวชี้ไปที่พวกเขาและพูดว่า “ถ้าพวกคุณอยากฟังคำเทศนา ฉันจะประกาศให้พวกคุณฟังเอง พวกคุณทุกคนเป็นผู้ร่วมงาน พวกคุณเป็นกระดูกสันหลังของคริสตจักร ฉันสนับสนุนและบ่มเพาะพวกคุณมาหลายปี แต่ตอนนี้พวกคุณกลับวิ่งมาที่นี่เพื่อฟังคำเทศนานี้ พระคัมภีร์บอกว่าจะมีพระคริสต์เทียมเท็จปรากฏตัวในยุคสุดท้ายเพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิด พวกคุณไม่รู้เรื่องนี้ได้ยังไง? ถ้าพวกคุณถูกชักพาให้หลงผิด แล้วพวกคุณจะไม่นำผู้คนทั้งหมดในคริสตจักรเข้าสู่หนทางที่ผิดเหรอ? ฉันจะทูลชี้แจงเรื่องนี้ต่อองค์พระผู้เป็นเจ้ายังไง? พวกคุณคิดว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จกลับมาแล้วแค่เพราะสองคนนั้นบอกเหรอ? พวกคุณไร้เดียงสาเกินไปแล้ว! อย่าฟังเรื่องนี้ พวกคุณทุกคน!” ผู้ร่วมงานสามคนในที่นั้นถูกศิษยาภิบาลหลิวก่อกวนจนไม่กล้าฟังต่อ ฉันรู้ว่าศิษยาภิบาลหลิวผิดที่พูดอย่างนั้น องค์พระเยซูเจ้าตรัสไว้จริงว่าจะมีพระคริสต์เทียมเท็จในยุคสุดท้ายที่จะชักพาผู้คนให้หลงผิด แต่องค์พระเยซูเจ้ายังตรัสด้วยว่าพระคริสต์เทียมเท็จจะชักพาผู้คนให้หลงผิดด้วยหมายสำคัญและการอัศจรรย์ยิ่งใหญ่ เพื่อที่เราจะได้มีวิจารณญาณแยกแยะ องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ตรัสเลยว่าเพราะการปรากฏตัวของพระคริสต์เทียมเท็จ เราจึงไม่ควรต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและไม่ฟังพระสุรเสียงขององค์พระผู้เป็นเจ้า นี่เธอไม่ได้กำลังตีความพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าผิดไปหรอกหรือ? ในตอนนั้น ศิษยาภิบาลหลิวชี้ไปที่พี่น้องชายที่ประกาศข่าวประเสริฐและพูดว่า “สิ่งที่พวกคุณประกาศเป็นเรื่องนอกรีต ถ้าพระเจ้าเสด็จมาแล้ว พระองค์อยู่ที่ไหน? พวกคุณเคยเห็นพระองค์ไหม? ฉันเป็นตัวแทนทางกฎหมายของคริสตจักร และคนเหล่านี้อยู่ในคริสตจักรของฉัน พวกคุณจะมาประกาศที่นี่โดยไม่ผ่านฉันไม่ได้!” พี่น้องชายสองคนพูดอย่างใจเย็นว่า “ศิษยาภิบาลหลิวครับ ฝูงแกะเป็นของพระเจ้า ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง องค์พระเยซูเจ้าตรัสไว้ว่า ‘แกะของเราย่อมฟังเสียงของเรา เรารู้จักแกะเหล่านั้น และแกะนั้นก็ตามเรา(ยอห์น 10:27)  องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จกลับมาเพื่อทรงแสดงความจริงและตามหาฝูงแกะของพระองค์ คุณจะห้ามไม่ให้ผู้คนฟังพระวจนะของพระเจ้าไม่ได้ นี่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าค่ะ!” ศิษยาภิบาลหลิวพูดด้วยน้ำเสียงสั่งการว่า “ถ้าฉันไม่อนุญาตให้พวกคุณประกาศที่นี่ พวกคุณก็ประกาศที่นี่ไม่ได้เด็ดขาด! ถ้าพวกคุณยังประกาศต่อไป ฉันจะส่งตัวพวกคุณไปที่สถานีตำรวจทันที!” เมื่อฉันเห็นว่าศิษยาภิบาลหลิวโหดร้ายเพียงใด ฉันก็นึกถึงอุปมาเรื่องผู้เช่าชั่วที่องค์พระเยซูเจ้าตรัสไว้ในพระคัมภีร์ เมื่อเจ้าของที่ดินส่งคนรับใช้และลูกชายของเขาไปเก็บเกี่ยวผลไม้ พวกผู้เช่าก็ฆ่าพวกเขาทั้งหมดและต้องการยึดทรัพย์สินของเจ้าของที่ดินเป็นของตน การกระทำของศิษยาภิบาลหลิวไม่เหมือนกับพวกผู้เช่าชั่วนั่นหรอกหรือ? เป็นเรื่องดีที่พี่น้องชายสองคนประกาศข่าวประเสริฐเรื่องการเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า พวกเขากำลังประกาศข่าวอันน่ายินดี ข่าวดี แต่เธอกลับกล้าปฏิบัติต่อผู้ที่ประกาศข่าวประเสริฐเช่นนี้ และถึงกับขู่ว่าจะโทรแจ้งตำรวจเพื่อส่งพวกเขาไปที่สถานีตำรวจ มอบพวกเขาให้พวกมารทำร้าย นี่แสดงให้เห็นว่าเธอเป็นผู้รับใช้ที่ชั่วร้ายจริงๆ! ฉันได้รับวิจารณญาณแยกแยะเกี่ยวกับศิษยาภิบาลหลิวอยู่บ้าง และพูดว่า “ศิษยาภิบาลหลิวคะ เราทุกคนเป็นผู้เชื่อในพระเจ้า คุณจะส่งพี่น้องชายสองคนนี้ไปที่สถานีตำรวจได้ยังไงกัน? นี่ไม่ใช่การเป็นยูดาสหรอกเหรอ? ฉันว่าคุณรู้ดีว่าจุดจบของยูดาสเป็นยังไง ใช่ไหมคะ?” เมื่อเธอเห็นฉันพูดเช่นนี้ เธอก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ฉันพูดต่อไปว่า “ศิษยาภิบาลหลิวคะ ฉันเข้าใจความรู้สึกของคุณ แต่เราเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อตั้งตารอการเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ใช่หรือคะ? ตอนนี้มีคนมาประกาศว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาแล้ว จะไม่พลการเกินไปหน่อยหรือที่คุณจะบอกว่านี่เป็นเรื่องเท็จโดยไม่แสวงหาหรือสืบค้น? สิ่งที่ฉันได้ยินพี่น้องชายสองคนพูดนั้นสอดคล้องกับพระคัมภีร์ทั้งหมด องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาเพื่อทรงพระราชกิจใหม่ของพระองค์…” ศิษยาภิบาลหลิวพูดอย่างใจร้อนว่า “หยุดพูดนะ! คุณจะไปรู้อะไร? คุณรีบกลับตัวกลับใจซะดีกว่า!” หลังจากพูดจบ เธอก็หัวฟัดหัวเหวี่ยงออกไป ในตอนนั้น ผู้ร่วมงานสามคนที่ถูกก่อกวนออกไปพร้อมกับศิษยาภิบาลหลิว ผู้ร่วมงานที่เหลือยังคงแสวงหาและสืบค้นต่อไป และในที่สุดพวกเขาก็ยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

หลังจากนั้น ศิษยาภิบาลหลิวก็กระจายข่าวลือที่ไม่มีมูลในคริสตจักรเพื่อขัดขวางไม่ให้ผู้คนสืบค้นหนทางที่แท้จริง เธอพูดว่า “สิ่งที่หลี่จิ้งเชื่อเป็นเรื่องนอกรีต อย่าไปฟังเธอ ตอนที่ฉันประชุมที่สำนักงานกิจการศาสนา ฉันได้ถามเจ้าหน้าที่ของสำนักงานและสมาชิกคณะกรรมการประจำของคริสตจักรพึ่งตนเองสามด้านเกี่ยวกับเรื่องนี้ พวกเขาทุกคนบอกว่าชุมชนศาสนาทั้งหมดต่อต้าน ‘ฟ้าแลบจากทิศตะวันออก’ และรัฐก็กำลังกดขี่และจับกุมผู้เชื่อของนิกายนี้ ถ้าพวกคุณเชื่อ พวกคุณจะถูกจับ และทุกคนในครอบครัวจะโดนร่างแหไปด้วย” ศิษยาภิบาลหลิวยังไปที่บ้านของพี่น้องชายหญิงที่ยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าทีละคนเพื่อก่อกวนและข่มขู่พวกเขา บางคนถูกเธอชักพาให้หลงผิดจนตั้งมั่นไม่ได้และถอนตัวไป ในอดีต พี่น้องชายหญิงในคริสตจักรมีความสัมพันธ์ที่ดีกับฉัน แต่เพราะการก่อกวนของศิษยาภิบาลหลิว ทุกคนจึงเริ่มหลีกเลี่ยงฉันเมื่อเห็นฉัน ฉันรู้สึกเจ็บปวดและอ่อนแอในใจ จึงอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ผู้คนที่เคยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับข้าพระองค์ในคริสตจักรตอนนี้กำลังเพิกเฉยต่อข้าพระองค์ เมื่อพวกเขาเห็นข้าพระองค์ ก็พากันหลบราวกับซ่อนตัวจากโรคระบาด ข้าพระองค์เจ็บปวดอย่างยิ่ง ขอทรงประทานความรู้แจ้งและนำข้าพระองค์ให้เข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์ด้วยเถิด” ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า “พระราชกิจทุกขั้นตอนที่พระเจ้าทรงกระทำภายในตัวผู้คนนั้น ภายนอกแล้วดูเหมือนว่าจะเป็นปฏิสัมพันธ์ทั้งหลายระหว่างผู้คน ราวกับว่ากำเนิดมาจากการจัดการเตรียมการของมนุษย์หรือจากการรบกวนของมนุษย์  แต่เบื้องหลังทุกขั้นตอนของพระราชกิจ และทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น คือเดิมพันที่ซาตานได้วางไว้เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และทั้งหมดก็ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องให้ผู้คนตั้งมั่นในคำพยานที่พวกเขามีให้พระเจ้า  เพื่อเป็นตัวอย่าง จงดูเมื่อโยบถูกทดสอบ กล่าวคือ หลังฉากนั้น ซาตานกำลังทำการเดิมพันกับพระเจ้า และสิ่งที่ได้เกิดขึ้นกับโยบนั้นคือการกระทำของมนุษย์และการรบกวนของพวกมนุษย์  เบื้องหลังทุกๆ ขั้นตอนของพระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำในตัวพวกเจ้าคือเดิมพันของซาตานกับพระเจ้า—เบื้องหลังทั้งหมดนั้นคือการสู้รบ(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การรักพระเจ้าเท่านั้นคือการเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง)  ฉันเพิ่งเข้าใจหลังจากได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าว่าสภาวการณ์ที่เกิดขึ้นกับฉันในวันนี้คือการต่อสู้ฝ่ายวิญญาณ ภายนอกดูเหมือนว่าผู้คนกำลังขัดขวางเราไม่ให้ยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ แต่แท้จริงแล้ว ซาตานกำลังใช้คนเหล่านี้เพื่อขัดขวางเราไม่ให้กลับคืนสู่พระเจ้า พระเจ้าเสด็จมาเพื่อทรงพระราชกิจแห่งความรอดของผู้คน และซาตานก็มาก่อกวนและทำลายสิ่งนี้ ฉันต้องมองกลอุบายของซาตานให้ออก และไม่ถูกผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายจำกัด ฉันต้องตั้งมั่นในคำพยานของฉัน แล้วฉันก็สงสัยว่า ทำไมฉันถึงเจ็บปวดเช่นนี้? นั่นเป็นเพราะว่า ตอนแรกฉันมีความสัมพันธ์ที่ดีมากกับคนเหล่านี้ บางคนถึงกับชื่นชมฉัน แต่ตอนนี้พวกเขาเพิกเฉยต่อฉัน ฉันรู้สึกเหมือนจู่ๆ ก็ถูกทิ้งให้เดียวดาย ฉันนึกถึงที่องค์พระเยซูเจ้าตรัสไว้ว่า “และใครที่ไม่รับกางเขนของตนและตามเราไป คนนั้นก็ไม่มีค่าควรกับเรา(มัทธิว 10:38)  องค์พระเยซูเจ้าเสด็จมาเพื่อทรงพระราชกิจแห่งความรอดของผู้คน ทรงทนรับการเยาะเย้ย การใส่ร้าย การกล่าวโทษ และการปฏิเสธ พระเจ้าทรงทนทุกข์กับสิ่งเหล่านี้เมื่อนานมาแล้ว ดังนั้นไม่ถูกต้องหรือที่ทุกคนที่ติดตามพระเจ้าควรแบกรับความทุกข์จากการถูกปฏิเสธเหล่านี้เพื่อถ่ายทอดข่าวประเสริฐของพระเจ้า? เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ฉันก็ไม่รู้สึกเจ็บปวดในหัวใจอีกต่อไป

ต่อมา ขณะที่ศิษยาภิบาลหลิวก่อกวนผู้คนไม่ให้ยอมรับหนทางที่แท้จริงอยู่เบื้องหน้า ฉันกับพี่น้องชายหญิงก็รีบสนับสนุนและให้น้ำพวกเขาจากเบื้องหลัง และยังคงประกาศข่าวประเสริฐในคริสตจักรต่อไป เราทยอยนำคนเข้ามาได้อีก 80-90 คน ในเดือนสิงหาคม ศิษยาภิบาลหลิวเห็นว่ามีคนในคริสตจักรน้อยลงเรื่อยๆ และสังเกตว่าเงินถวายก็เริ่มร่อยหรอ ดังนั้นเธอจึงยิ่งบ้าคลั่งในการขัดขวางและก่อกวนมากขึ้น วันหนึ่ง ศิษยาภิบาลหลิวมาที่บ้านของฉันและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ช่วงนี้ความสัมพันธ์ของเราค่อนข้างน่าอึดอัด และฉันก็รู้สึกไม่สบายใจกับเรื่องนี้มาก และฉันก็เป็นห่วงคุณด้วย คุณก็เห็นว่าคริสตจักรใหญ่มาก และฉันก็ดูแลทุกอย่างไม่ไหว ถ้ามอบให้คนอื่นดูแล ฉันคงนอนตาไม่หลับ ดังนั้นฉันจึงเตรียมที่จะให้คุณรับผิดชอบคริสตจักรนี้ คุณคิดว่ายังไง?” ฉันตระหนักว่าศิษยาภิบาลหลิวพูดเช่นนี้เพื่อดึงฉันกลับไป แต่แล้วฉันก็คิดว่า ตอนที่ฉันเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าในคริสตจักรก่อนหน้านี้ ฉันไม่ถูกข่มเหง และพี่น้องชายหญิงก็สุภาพกับฉันมาก ถ้าฉันกลับไป บางทีทุกคนอาจจะชื่นชมฉันอีกครั้ง และฉันก็ไม่ต้องทนทุกข์กับการถูกปฏิเสธ ฉันรู้สึกลังเลเล็กน้อยในหัวใจ ในตอนนั้น ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “เมื่อภูเขาเคลื่อนที่ ภูเขาเหล่านั้นสามารถเบี่ยงเส้นทางเพื่อเห็นแก่สถานะของเจ้าหรือไม่?  เมื่อสายน้ำไหล สายน้ำเหล่านั้นจะหยุดอยู่หน้าสถานะของมนุษย์ได้หรือไม่?  สถานะของมนุษย์ทำให้ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกพลิกกลับได้หรือไม่?(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล บทที่ 22)  พระวจนะของพระเจ้าทำให้ฉันเข้าใจว่าสถานะไม่สามารถช่วยผู้คนให้รอดได้ สถานะทำได้เพียงสนองความพึงพอใจของฉันเรื่องหน้าตา แต่เมื่อความวิบัติมาถึง สถานะก็ไม่อาจช่วยให้ฉันรอดพ้นจากความยากลำบากได้ ฉันรู้ดีว่าคริสตจักรศาสนาไม่มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แล้วฉันจะกลับไปที่นั่นทำไม? ฉันมันโง่จริงๆ! นี่เป็นกลอุบายของซาตาน และฉันต้องไม่ถูกหลอก ฉันจึงบอกศิษยาภิบาลหลิวว่า “เราเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า และตั้งตารอการเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่เสมอ ตอนนี้ฉันได้ต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว ฉันจะกลับไปได้ยังไง? ฉันได้ยอมรับพระราชกิจระยะที่สามของพระเจ้าแล้ว นั่นคือพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้าในยุคสุดท้ายซึ่งเป็นพระราชกิจแห่งการแก้ไขธรรมชาติที่มีบาปของผู้คน พระราชกิจของพระเจ้าก้าวหน้าไปแล้ว แล้วฉันจะกลับไปที่คริสตจักรได้ยังไงกัน? นั่นจะไม่เป็นการถอยหลังเข้าคลองหรือ? นั่นจะเหมือนกับการกลับไปเรียนประถมหลังจากที่ขึ้นมัธยมแล้ว นั่นจะสมเหตุสมผลเหรอ?” ศิษยาภิบาลหลิวพูดด้วยความโกรธว่า “ฉันอุตส่าห์ให้โอกาสคุณแล้ว แต่คุณกลับดูไม่ออกว่าฉันหวังดี! คุณยังยึดติดหนทางผิดๆ ของคุณ! คุณถูกชักพาให้หลงผิดอย่างร้ายแรง! จากนี้ไป ถ้าคุณมาที่คริสตจักรเพื่อขโมยแกะอีก ฉันจะไม่ออมมือให้คุณแล้ว ฉันจะส่งคุณไปที่สถานีตำรวจทันที!” ฉันคิดในใจว่า “ถ้าคุณกล้าโทรแจ้งตำรวจจับคนที่เชื่อในพระเจ้าได้ คุณก็คือยูดาส” ศิษยาภิบาลหลิวจากไปด้วยความโกรธ เพราะการชี้แนะและการนำของพระวจนะของพระเจ้า ฉันจึงมองกลอุบายของซาตานออก ฉันรู้สึกสบายใจมาก

ในเดือนกันยายน ฉันกับพี่น้องชายหญิงได้นำคนสิบกว่าคนจากคริสตจักรใกล้เคียงเข้ามา เมื่อศิษยาภิบาลหลิวรู้เข้า เธอก็มาที่บ้านของฉันเพื่อสร้างปัญหา เธอยุแยงให้ฉันกับสามีผิดใจกัน เธอยังบอกอีกว่ารัฐต่อต้านความเชื่อของฉันในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และถ้าฉันถูกจับในวันหนึ่ง ก็อย่าหวังเลยว่าลูกชายของเราจะได้เข้ามหาวิทยาลัย สามีฉันเชื่อคำพูดของศิษยาภิบาลหลิวและกลัวว่าความเชื่อในพระเจ้าของฉันจะส่งผลกระทบต่ออนาคตของลูกชายเรา เขาเริ่มข่มเหงฉัน และขู่ว่าจะหย่ากับฉัน พอได้ยินสามีพูดเรื่องหย่า ฉันก็ตกใจมาก สามีดีกับฉันมากมาโดยตลอด และไม่เคยต่อต้านเรื่องฉันเชื่อในพระเจ้า ทำไมเขาถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้? นี่ไม่ใช่ทั้งหมดเป็นเพราะศิษยาภิบาลหลิวยุยงหรอกหรือ? ฉันโกรธมาก ในฐานะศิษยาภิบาล เธอจะทำเรื่องน่ารังเกียจเช่นนี้ได้อย่างไร? เธอไม่ปล่อยให้ผู้คนติดตามพระเจ้าบนหนทางที่ถูกต้อง และเธอทำให้ผู้คนติดตามเธอและยกย่องเธอ ในขณะที่เธอใช้ชีวิตอย่างสุขสบายด้วยเงินถวาย เธอช่างเป็นคนที่น่ารังเกียจและชั่วร้ายอะไรเช่นนี้! เธอเป็นมารร้ายที่คอยกลืนกินดวงวิญญาณของผู้คน สามีโกรธฉันและโวยวายเรื่องหย่าเป็นเวลาสามเดือนติดต่อกัน ในที่สุดเขาก็พูดว่า “ผมจะให้เวลาคุณสามวัน คุณต้องตัดสินใจเลือกระหว่างความเชื่อในพระเจ้ากับครอบครัวของเรา!” ฉันรู้สึกปวดใจมาก พลางคิดว่า “ถ้าสามีหย่ากับฉันจริงๆ ฉันจะทำยังไง? ถ้าฉันถูกจับและสิ่งนี้ส่งผลกระทบต่ออนาคตของลูก และลูกกับสามีพากันเกลียดฉัน ฉันจะทำยังไง?” ฉันไม่อยากหย่า ฉันต้องการครอบครัว และฉันก็ต้องการเชื่อในพระเจ้าด้วย ฉันจึงมาอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และขอให้พระเจ้าทรงนำฉัน หลังจากอธิษฐาน ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “นิสัยใจคอ ขีดความสามารถ รูปร่างหน้าตา และวุฒิภาวะของเจ้า ครอบครัวที่เจ้าถือกำเนิดมา หน้าที่การงาน การสมรสของเจ้า—ตัวเจ้าในความครบถ้วนบริบูรณ์ของเจ้า กระทั่งรวมถึงสีผม สีผิว และเวลาเกิดของเจ้า—ล้วนได้รับการจัดการเตรียมการด้วยมือของเรา  แม้แต่สิ่งทั้งหลายที่เจ้าทำและผู้คนที่เจ้าพบในแต่ละวัน เราก็ได้จัดการเตรียมการไปกับมือ มิพักต้องเอ่ยถึงความจริงที่ว่า การนำเจ้าเข้ามาหาเราในวันนี้ แท้จริงแล้วก็เกิดจากการจัดการเตรียมการของเรา  อย่ากระโจนเข้าไปสู่ความไม่เป็นระเบียบ เจ้าควรจะเดินหน้าไปอย่างมีสติใจเย็น(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 74)  ชะตากรรมของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และอนาคตของลูกฉันก็อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าเช่นกัน ฉันไม่สามารถประนีประนอมกับสามีได้ เมื่อครบสามวัน สามีก็ขอคำตอบจากฉัน ฉันบอกเขาว่า “ชะตากรรมของทุกคนอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ลูกชายของเราจะเรียนที่ไหน ทำงานอะไร ทั้งหมดล้วนเป็นการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า ต่อให้คุณหย่ากับฉัน ฉันก็จะยังเลือกที่จะเชื่อในพระเจ้า!” สามีฉันพูดด้วยความโกรธว่า “ก็ได้ แล้วแต่คุณ!” หลังจากนั้น เขาก็ไม่พูดเรื่องหย่าอีกเลย

หลังจากนั้น ศิษยาภิบาลหลิวก็แพร่ข่าวลือและเหตุผลวิบัติต่างๆ ที่ไม่มีมูล และก่อกวนบรรดาผู้มาใหม่ที่เพิ่งยอมรับพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า แต่ยังไม่ได้ลงรากหยั่งลึกในพระราชกิจนั้น สี่สิบห้าคนในจำนวนนั้นเลิกเข้าร่วมการชุมนุม ฉันกับพี่น้องชายหญิงแยกย้ายกันไปให้น้ำและสนับสนุนผู้มาใหม่เหล่านี้ เราสามัคคีธรรมถึงพระวจนะของพระเจ้ากับพวกเขาเพื่อให้พวกเขาเข้าใจความจริงและมองกลอุบายของซาตานออก และเราก็นำผู้คนกลับมาได้มากกว่า 30 คน บ่ายสี่โมงวันหนึ่งในเดือนพฤศจิกายน ฉันกำลังอ่านพระวจนะของพระเจ้าอยู่ที่บ้าน จู่ๆ ตำรวจก็มาที่ประตูและจับกุมฉัน เมื่อไปถึงสถานีตำรวจ ฉันเห็นว่าพี่น้องชายหญิงหลายคนก็ถูกจับกุมเช่นกัน ฉันเพิ่งมารู้จากคำพูดของตำรวจว่าเป็นศิษยาภิบาลหลิวที่แจ้งจับฉันและพี่น้องชายหญิงคนอื่นๆ อีกหลายคน ตำรวจสอบปากคำฉันไม่หยุดว่าเงินถวายของคริสตจักรเราอยู่ที่ไหน และหนังสือพระวจนะของพระเจ้าอยู่ที่ไหน ฉันไม่ได้พูดอะไร ตำรวจจึงไปค้นบ้านของฉัน โชคดีที่หลังจากฉันถูกจับ สามีและน้องสะใภ้ของฉันได้ย้ายหนังสือทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อในพระเจ้าของฉันไปแล้ว ตำรวจหาหลักฐานไม่พบจึงปล่อยฉันกลับบ้าน ฉันเห็นว่าศิษยาภิบาลหลิวสมรู้ร่วมคิดกับรัฐบาลเพื่อให้พวกเขามาจับกุมพวกเรา นี่เหมือนกับที่พวกฟาริสีร่วมมือกับรัฐบาลโรมันเพื่อข่มเหงองค์พระเยซูเจ้าและเหล่าสาวกของพระองค์ไม่มีผิด ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ที่ว่า “มีบรรดาผู้ที่อ่านพระคัมภีร์ในคริสตจักรอันอลังการและสวดท่องพระคัมภีร์ตลอดทั้งวัน แต่กระนั้นก็ไม่มีใครสักคนท่ามกลางพวกเขาที่เข้าใจจุดประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้า  ไม่มีใครสักคนท่ามกลางพวกเขาที่สามารถรู้จักพระเจ้า นับประสาอะไรที่คนหนึ่งคนใดท่ามกลางพวกเขาจะสามารถทำได้ตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า  พวกเขาล้วนเป็นคนที่เลวทรามไร้ค่า แต่ละคนยืนค้ำหัวสั่งสอน ‘พระเจ้า’  พวกเขาคือคนที่ถือธงของพระเจ้า แต่กลับจงใจต้านทานพระเจ้า พวกเขาชูป้ายว่าเชื่อในพระเจ้า พลางกินเนื้อหนังและดื่มเลือดของมนุษย์ไปด้วย  ทุกคนที่เป็นเช่นนี้คือเหล่ามารชั่วที่กลืนกินดวงจิตของมนุษย์ เหล่าหัวหน้าปีศาจที่จงใจก่อกวนการออกเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้องของผู้คน และเป็นเครื่องสะดุดที่คอยขัดแข้งขัดขาการแสวงหาพระเจ้าของผู้คน พวกเขาอาจดูมี ‘สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง’ แต่ผู้ติดตามของพวกเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าคนเหล่านั้นไม่ใช่อะไรนอกเสียจากศัตรูของพระคริสต์ที่นำผู้คนให้ต้านทานพระเจ้า?  ผู้ติดตามของพวกเขาจะรู้ได้อย่างไรว่า พวกเขาคือมารที่มีชีวิตซึ่งทุ่มเทอุทิศเพื่อการกลืนกินดวงจิตของมนุษย์?(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ทุกคนที่ไม่รู้จักพระเจ้าคือผู้คนที่ต้านทานพระเจ้า)  ตอนนั้นเองฉันถึงได้เข้าใจความหมายที่แท้จริงของพระวจนะของพระเจ้า พระเจ้าทรงเปิดโปงศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสที่ยืนอยู่บนธรรมาสน์ทุกวันและตีความพระคัมภีร์ แต่กลับขัดขวางผู้คนไม่ให้สืบค้นหนทางที่แท้จริง ภายนอกพวกเขาดูมีความเชื่อแรงกล้าและเปี่ยมรัก แต่แท้จริงแล้วพวกเขาล้วนเป็นคนหน้าซื่อใจคด พวกเขาอาศัยการตีความพระคัมภีร์เพื่อรักษาสถานะและปากท้องของตัวเอง เมื่อพวกเขาได้ยินผู้คนเป็นพยานยืนยันว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าได้เสด็จกลับมาแล้ว พวกเขาไม่เพียงไม่แสวงหาและสืบค้น แต่ยังดื้อรั้นต่อต้านและกล่าวโทษอีกด้วย ภายใต้ฉากหน้าของการคุ้มครองฝูงแกะ พวกเขาขัดขวางผู้เชื่อไม่ให้สืบค้นหนทางที่แท้จริงด้วย พวกเขาเองไม่เข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ และยังขัดขวางผู้เชื่อไม่ให้เข้าด้วย ทำให้ผู้คนต่อต้านพระเจ้าและลงนรกไปพร้อมกับพวกเขา ฉันย้อนคิดถึงทุกสิ่งที่ศิษยาภิบาลหลิวทำ เธอตีความถ้อยคำในพระคัมภีร์ทุกวัน แต่เธอไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้า เธอเพียงใช้การตีความถ้อยคำในพระคัมภีร์เพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิดและขัดขวางไม่ให้พวกเขาฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า ในเรื่องที่เกี่ยวกับการเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า องค์พระเยซูเจ้าทรงขอให้ผู้คนเป็นหญิงพรหมจารีมีปัญญาและจดจ่อกับการฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า แต่ศิษยาภิบาลหลิวกลับขัดขวางผู้เชื่อไม่ให้สืบค้นหนทางที่แท้จริง เห็นได้ชัดว่าเธอทำเช่นนี้เพื่อสถานะและปากท้องของตัวเอง แต่เธอก็ยังอ้างว่าทำไปเพื่อคุ้มครองพี่น้องชายหญิงของเธอ เมื่อเธอเห็นว่าตัวเองทำไม่สำเร็จตามเป้าหมาย ว่ามีพี่น้องชายหญิงยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ และเงินถวายให้คริสตจักรก็ลดน้อยลงเรื่อยๆ เธอจึงใช้ข่าวลือที่ไม่มีมูลมาข่มขู่ผู้เชื่อ และแพร่เรื่องนอกรีตและเหตุผลวิบัติเพื่อชักพาผู้เชื่อให้หลงผิด พยายามที่จะควบคุมพวกเขาไว้ในมือของเธอตลอดไป เมื่อเธอเห็นว่าตัวเองไม่อาจหยุดยั้งมันได้จริงๆ เธอก็ส่งตัวฉันและพี่น้องชายหญิงของฉันให้กับตำรวจชั่วของพรรคคอมมิวนิสต์จีน บังคับให้เราละทิ้งหนทางที่แท้จริงและเลิกประกาศข่าวประเสริฐ ศิษยาภิบาลหลิวป่าวประกาศทุกวันเรื่องการรับผิดชอบต่อชีวิตของผู้เชื่อและดูแลความปลอดภัยของผู้เชื่อ แต่เธอกลับทำตัวเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าวิธีการพูดจาที่น่าฟังตามปกติของเธอ แท้จริงแล้วก็เพื่อควบคุมและกักขังผู้คนเท่านั้น เธอถือเอาฝูงแกะของพระเจ้าเป็นของตนเอง เธอคือผีในร่างมนุษย์ เป็นปีศาจร้ายที่ขัดขวางผู้อื่นไม่ให้เข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์และคอยกลืนกินดวงวิญญาณของพวกเขา เธอเป็นพวกฟาริสีที่หน้าซื่อใจคดอย่างแท้จริง เป็นผู้รับใช้ที่ชั่วร้ายและศัตรูของพระคริสต์ที่เกลียดชังความจริงและเป็นศัตรูกับพระเจ้า! หากไม่ใช่เพราะการเปิดโปงของพระวจนะของพระเจ้าและการเผยให้เห็นข้อเท็จจริง ก็คงเป็นเรื่องยากสำหรับฉันที่จะมองเห็นแก่นแท้ของศิษยาภิบาลเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน ฉันคงจะถูกพวกเขาชักพาให้หลงผิดและถูกทำลายโดยไม่รู้ตัว “การแสดง” ของศิษยาภิบาลกลับช่วยให้ฉันมีวิจารณญาณแยกแยะดีขึ้น พระเจ้าทรงพระปรีชาสามารถจริงๆ! การจับกุมครั้งนี้ทำให้ฉันมองเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของศิษยาภิบาลหลิวได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เธอนั้นหน้าซื่อใจคดและต่อต้านพระเจ้า การชี้แนะจากพระวจนะของพระเจ้าคือสิ่งที่ช่วยให้ฉันเอาชนะความพยายามหลายครั้งของศิษยาภิบาลที่จะก่อกวน ขัดขวาง และชักพาฉันให้หลงผิด ขอบคุณพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์!

ถัดไป: 9. การตื่นรู้หลังจากถูกขับไล่

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย เสี่ยวเว่ย ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย หย่างมู่ ประเทศเกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

26. เปิดประตูสู่หัวใจของฉันและต้อนรับการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า

โดยหยงหย่วน สหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายนปี ค.ศ. 1982 ครอบครัวของเราอพยพไปยังประเทศสหรัฐอเมริกากันทั้งครอบครัว...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger