14. การปกป้องสถานะเป็นเรื่องที่น่าละอายอย่างที่สุด

โดย แฟรงคลิน ประเทศสเปน

ในเดือนพฤษภาคม ปี 2023 ผมรับผิดชอบงานข่าวประเสริฐของคริสตจักรหลายแห่ง  เมื่อผมเห็นว่าพี่น้องชายหญิงหลายคนที่ผมทำงานด้วยถูกปลดออกไปทีละคนด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น ไม่ทำงานจริง ผมก็เกิดความคิดขึ้นมาในใจโดยไม่รู้ตัวว่า “ฉันจะถูกปลดเพราะไม่ได้ทำงานจริงไม่ได้ ถ้าฉันถูกปลด พี่น้องชายหญิงจะคิดยังไงกับฉัน?  ฉันต้องคอยติดตามและตรวจสอบงานของพี่น้องชายหญิงให้มากขึ้น  เมื่อทุกคนเห็นว่าฉันแก้ไขปัญหาจริงได้ในขณะทำหน้าที่ พวกเขาถึงจะชื่นชมฉัน แบบนั้นฉันจะรักษาสถานะของตัวเองไว้ได้ด้วย”  หลังจากนั้น ไม่ว่าพี่น้องชายหญิงคนไหนจะถามคำถามอะไร ผมก็จะแก้ไขให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะกลัวว่าหากผมไม่ทำงานใดๆ อย่างทันท่วงที ผู้คนก็จะประเมินผมไม่ดี และผมจะลงเอยด้วยการถูกปลด  ครั้งหนึ่ง ผู้นำฝ่ายข่าวประเสริฐคนหนึ่งถามผมว่าควรเป็นพยานอย่างไรเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี  เพื่อให้พี่น้องหญิงมองผมในแง่ดี ผมจึงบอกมุมมองของตัวเองให้เธอฟังในทันที  พอได้ฟัง เธอก็พอใจมาก และผมเองก็รู้สึกอิ่มเอมใจเช่นกัน  อย่างไรก็ตาม ผมได้พูดไปหลายอย่างมาก และผมไม่แน่ใจว่าพี่น้องหญิงจับความเข้าใจได้หรือไม่ หรือจะเกิดความเบี่ยงเบนขึ้นในการปฏิบัติหรือไม่ หลังจากนั้นสักพัก ผมควรจะถามเธอถึงเรื่องนั้นอีกครั้งและติดตามผล จากนั้นก็ให้เส้นทางที่เจาะจงมากขึ้นบ้างควบคู่ไปกับปัญหาจริง  แต่ในตอนนั้นผมไม่ได้จริงจังกับเรื่องนี้นัก  ผมคิดว่าเพราะผมได้พูดกับเธอไปเยอะมาก เธอคงจะมองผมในแง่ดี ผมไม่ได้คำนึงว่าเธอจะเป็นอย่างไรหลังจากนั้น  ต่อมา ไม่ว่าทีมไหนจะมีผลลัพธ์งานข่าวประเสริฐที่ไม่ดี ผมก็รีบติดต่อพวกผู้นำทีมเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์และสามัคคีธรรมเพื่อแก้ไขเรื่องนั้น เพื่อให้พี่น้องชายหญิงเห็นว่าผมแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงทีและสามารถทำงานจริงได้  แต่หลังจากนั้น ผมก็ไม่ได้สนใจจริงๆ ว่าพวกผู้นำทีมได้ดำเนินงานอย่างถูกควรหรือไม่ หรือปัญหาจริงได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริงหรือเปล่า  บางครั้ง ตอนอยู่ในการชุมนุมหรือหารือเรื่องงาน ผมจะพูดถึงปัญหาที่ผมค้นพบในขณะติดตามงานไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม เพื่อให้พี่น้องชายหญิงเห็นว่าผมไม่ใช่ข้าราชการเจ้าระเบียบ และผมสามารถเข้าถึงวงในของคริสตจักรเพื่อแก้ไขปัญหาได้  หลังจากผ่านไปสองสัปดาห์ ผมได้ตรวจสอบงานข่าวประเสริฐของคริสตจักรหลายแห่ง  ผมพบว่าผลลัพธ์ไม่ได้ดีขึ้นเลย ผมจึงสอบถามพวกผู้นำทีมถึงสถานการณ์นั้น  ผมพบว่าพวกผู้นำทีมกำลังใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความลำบากยากเย็นบางประการ  ในคริสตจักรบางแห่ง มีผู้คนมากมายเข้ามาศึกษา แต่ส่วนใหญ่ไม่สอดคล้องกับหลักธรรมในการประกาศข่าวประเสริฐ  ท้ายที่สุดแล้ว มีคนเข้าร่วมคริสตจักรจริงๆ ไม่มากนัก  เมื่อเห็นสถานการณ์นี้ ผมก็ตกตะลึง “ฉันเป็นคนที่คอยติดตามงานข่าวประเสริฐในคริสตจักรเหล่านี้ทั้งหมด  ในเมื่อตอนนี้มีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย พี่น้องชายหญิงที่ฉันทำงานด้วยจะคิดยังไงกับฉัน?  พวกเขาจะหาว่าฉันขาดความสามารถในการทำงานหรือเปล่า?”  เมื่อผมคิดเช่นนี้ ผมก็รู้สึกท้อแท้ในใจเล็กน้อย  ผมตระหนักว่าเหตุผลที่งานไม่บรรลุผลคือ วิธีทำหน้าที่ของผมมีปัญหา  ผมจึงอธิษฐานถึงพระเจ้า อ้อนวอนขอให้พระองค์ประทานความรู้แจ้งและทรงนำผมให้ได้รับบทเรียน

ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “คนเราควรตัดสินอย่างไรว่าผู้นำคนหนึ่งกำลังลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน หรือเขาเป็นผู้นำเทียมเท็จ?  ในระดับพื้นฐานที่สุด คนเราต้องดูว่าพวกเขาสามารถทำงานจริงได้หรือไม่ มีขีดความสามารถเช่นนี้หรือไม่  จากนั้น ก็ควรดูว่าพวกเขามีภาระใจที่จะทำงานนี้ให้ดีหรือไม่  อย่าไปสนใจว่าสิ่งที่พวกเขาพูดนั้นฟังดูดีเพียงใดและพวกเขาดูเข้าใจหลักคำสอนมากแค่ไหน และอย่าไปสนใจว่าพวกเขามีความสามารถพิเศษและมีพรสวรรค์เพียงใดในยามที่จัดการกับเรื่องภายนอก—สิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญ  สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวดมากที่สุดคือพวกเขาสามารถดำเนินงานที่เป็นพื้นฐานที่สุดของคริสตจักรได้อย่างถูกควรหรือไม่ พวกเขาสามารถใช้ความจริงแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ และพวกเขาสามารถนำผู้คนไปสู่ความเป็นจริงความจริงได้หรือไม่  นี่คืองานที่เป็นพื้นฐานและเป็นแก่นสำคัญมากที่สุด  หากพวกเขาไม่สามารถทำงานจริงเหล่านี้ได้ เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าพวกเขามีขีดความสามารถดีเพียงใด พวกเขาเก่งแค่ไหน หรือพวกเขาสามารถสู้ทนความยากลำบากและจ่ายราคาได้มากเพียงใด พวกเขาก็ยังคงเป็นผู้นำเทียมเท็จ… ไม่สำคัญว่าเจ้าเก่งแค่ไหน มีขีดความสามารถและมีการศึกษาในระดับไหน เจ้าสามารถกู่ก้องคำขวัญได้มากมายเพียงใด หรือเจ้าเข้าใจคำพูดและคำสอนมากมายแค่ไหน ไม่ว่าในแต่ละวันเจ้าจะยุ่งหรือเหนื่อยล้าเพียงใด หรือเจ้าเดินทางมาไกลแค่ไหน เจ้าไปเยี่ยมเยียนคริสตจักรกี่แห่ง หรือเจ้าแบกรับความเสี่ยงและสู้ทนความทุกข์มากเพียงใด—สิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญเลย  สิ่งที่สำคัญคือเจ้าปฏิบัติงานของตนตามการจัดแจงเตรียมงานหรือไม่ เจ้าดำเนินการจัดแจงเตรียมงานเหล่านั้นอย่างถูกต้องแม่นยำหรือไม่ ระหว่างการเป็นผู้นำของเจ้า เจ้าได้มีส่วนร่วมในงานอันเฉพาะเจาะจงทุกๆ งานที่เจ้าเป็นผู้รับผิดชอบหรือไม่ เจ้าแก้ไขประเด็นปัญหาจริงไปแล้วกี่อย่าง มีคนที่มาเข้าใจหลักธรรมความจริงเพราะการเป็นผู้นำและการชี้แนะของเจ้ากี่คน และงานของคริสตจักรได้คืบหน้าและพัฒนาไปมากเพียงใด—สิ่งที่สำคัญก็คือ เจ้าสัมฤทธิ์ผลลัพธ์เหล่านี้แล้วหรือยัง  ไม่ว่าเจ้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับงานอันเฉพาะเจาะจงงานใด สิ่งสำคัญก็คือเจ้าได้ติดตามผลและกำกับงานนั้นอย่างต่อเนื่องแทนการทำตัวสูงส่ง วางอำนาจ และออกคำสั่งหรือไม่  นอกจากเรื่องนี้แล้ว สิ่งที่สำคัญอีกเช่นกันก็คือ ในขณะที่เจ้าทำหน้าที่ของตนนั้นเจ้ามีการเข้าสู่ชีวิตหรือไม่ เจ้าสามารถจัดการกับเรื่องทั้งหลายตามหลักธรรมได้หรือไม่ เจ้ามีคำพยานของการนำความจริงไปปฏิบัติหรือไม่ และเจ้าสามารถจัดการและแก้ไขปัญหาจริงที่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเผชิญได้หรือไม่  สิ่งเหล่านี้ รวมถึงสิ่งที่คล้ายคลึงกัน ล้วนเป็นหลักเกณฑ์ในการประเมินว่าผู้นำหรือคนทำงานได้ลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของพวกเขาหรือไม่(พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (9))  “หากผู้นำและคนทำงานมีภาระอย่างแท้จริงและสามารถทนทุกข์ได้อีกสักหน่อย ฝึกฝนการสามัคคีธรรมความจริงมากขึ้น และแสดงความจงรักภักดีอีกสักนิด สามัคคีธรรมอย่างชัดเจนในทุกแง่มุมของความจริง เพื่อให้คนทำงานข่าวประเสริฐเหล่านั้นสามารถสามัคคีธรรมความจริงเพื่อแก้ไขมโนคติอันหลงผิดและข้อสงสัยของผู้คนได้ เมื่อนั้นผลลัพธ์ของการประกาศข่าวประเสริฐก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ  สิ่งนี้จะช่วยให้ผู้คนที่กำลังตรวจสอบหนทางที่แท้จริงจำนวนมากขึ้นสามารถยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าได้เร็วขึ้นและกลับมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อรับความรอดของพระองค์ได้เร็วขึ้น  งานของคริสตจักรมีอันล่าช้าเพียงเพราะผู้นำเทียมเท็จละเลยความรับผิดชอบของตนอย่างร้ายแรง ไม่ทำงานจริง หรือติดตามและกำกับดูแลงาน และไม่สามารถสามัคคีธรรมความจริงเพื่อแก้ปัญหา  แน่นอนว่านี่ยังเป็นเพราะผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้ลุ่มหลงในผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่ง ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงแม้แต่น้อย และไม่เต็มใจที่จะติดตาม ควบคุมดูแล หรือกำกับงานเผยแผ่ข่าวประเสริฐอีกด้วย—ผลก็คืองานดำเนินไปอย่างเชื่องช้า และความเบี่ยงเบน ความเหลวไหล และการบุ่มบ่ามกระทำผิดที่มนุษย์สร้างขึ้นจำนวนมากก็ไม่ได้รับการแก้ไขหรือจัดการอย่างทันท่วงที ซึ่งส่งผลร้ายแรงต่อประสิทธิผลของการเผยแผ่ข่าวประเสริฐ(พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (4))  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ผมก็เข้าใจว่าในการพิจารณาตัดสินว่าผู้นำหรือคนทำงานได้มาตรฐานหรือไม่นั้น คุณไม่อาจดูว่าพวกเขาทนทุกข์มากแค่ไหน หรือจ่ายราคาไปมากแค่ไหนเพียงผิวเผิน คุณต้องดูผลลัพธ์ที่พวกเขาได้บรรลุในงานของตัวเอง ดูว่าพวกเขาทำงานจริงไปมากแค่ไหนตามข้อกำหนดและหลักธรรมของพระนิเวศของพระเจ้า และดูว่าพวกเขามีบทบาทมากเพียงใดในการผลักดันงานไปข้างหน้า  หากผู้นำหรือคนทำงานกระตือรือร้นและยุ่งมากในการทำหน้าที่ของตนเพียงผิวเผิน แต่ไม่ทำงานตามหลักธรรม และปล่อยให้ปัญหาจริงมากมายไม่ได้รับการแก้ไข และทำแต่งานที่ทำให้ตัวเองดูดี พวกเขาก็กำลังใช้ภาพลักษณ์ภายนอกที่ดูยุ่งวุ่นวายเพื่อทำให้ตัวเองดูดี  ผู้นำลักษณะนี้คือผู้นำเทียมเท็จ  เมื่อเปรียบเทียบตัวเองกับพระวจนะของพระเจ้า ผมก็พบว่าแม้จะติดตามงานข่าวประเสริฐเพียงผิวเผิน ผมก็เพียงแค่ทำหน้าที่ของตนพอเป็นพิธีเท่านั้น ผมไม่ได้แสวงหาว่าจะต้องทำอย่างไรเพื่อให้บรรลุผลลัพธ์  เหมือนอย่างตอนที่ผู้นำฝ่ายข่าวประเสริฐคนนั้นถามผมว่าควรเป็นพยานอย่างไรเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี  แม้ผมจะบอกเธอเรื่องเส้นทางบางเส้นทาง แต่ผมไม่ได้ติดตามผลและแก้ไขปัญหาที่แท้จริง เช่นว่าเธอจับความเข้าใจเรื่องเหล่านั้นจริงๆ หรือไม่ และจะมีความเบี่ยงเบนเกิดขึ้นในระหว่างที่เธอให้ความร่วมมือหรือเปล่า  ผมเพียงแค่พอใจที่ตัวเองได้สามัคคีธรรมกับเธอแล้ว และไม่ได้แสวงหาผลลัพธ์ที่แท้จริง  ผมได้ติดตามงานข่าวประเสริฐของคริสตจักรบางแห่งเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น แต่ผมไม่ได้คำนึงถึงประเด็นต่างๆ เช่นว่าผู้นำทีมจับความเข้าใจหลักธรรมและดำเนินงานอย่างถูกต้องหรือไม่ และผมก็ไม่ได้ติดตามหรือกำกับดูแลด้วย  ผลก็คือ งานไม่บรรลุผลลัพธ์ที่แท้จริง และเต็มไปด้วยข้อบกพร่องสารพัด  ผมทำงานเพียงผิวเผินเท่านั้น โดยไม่ได้แสวงหารายละเอียด  ดูจากภายนอกเหมือนผมจะทำงานไปมาก แต่กลับไม่บรรลุผลลัพธ์ใดๆ เลย  ตอนนี้เองผมถึงตระหนักว่านี่คือวิธีทำงานของผู้นำเทียมเท็จ และวิธีนี้ขาดความรับผิดชอบอย่างยิ่ง  ผมรู้สึกผิดในใจ และอยากจะกลับตัวอย่างถูกควร และเลิกกระทำโดยพึ่งพาอุปนิสัยอันเสื่อมทราม  แต่หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีสภาวการณ์บางอย่างเกิดขึ้นซึ่งเผยให้เห็นตัวผมอีกครั้ง

ไม่นานหลังจากนั้น คริสตจักรมีภารกิจงานข่าวประเสริฐเร่งด่วนที่เราจำเป็นต้องจัดการ  ผมกับพี่น้องชายหญิงที่ผมทำงานด้วยได้ดำเนินงานในทุกคริสตจักรอย่างเข้มข้นและเร่งด่วน ในช่วงไม่กี่วันนั้น บังเอิญว่าผู้นำระดับสูงมาตรวจสอบงานที่ผมรับผิดชอบและพบความเบี่ยงเบนบางอย่าง  พวกเขายังชี้ให้เห็นด้วยว่าผมทำงานไม่ละเอียดถี่ถ้วน  แม้ว่าแต่ละคริสตจักรจะมีคนทำงานข่าวประเสริฐหลายคน แต่คนทำงานข่าวประเสริฐส่วนใหญ่กลับไม่ชัดเจนนักเรื่องความจริงในด้านพระราชกิจของพระเจ้า และมีข้อบกพร่องหลายข้อในการประกาศข่าวประเสริฐ  ยิ่งไปกว่านั้น ผมไม่ได้บ่มเพาะคนทำงานข่าวประเสริฐอย่างทันท่วงทีด้วย  เมื่อได้ยินพวกผู้นำชี้ให้เห็นปัญหาของผม ผมก็รู้สึกหน้าร้อนผ่าว  พวกผู้นำขอให้ผมหาเวลาไปสอบถามสถานการณ์ของคนทำงานข่าวประเสริฐในแต่ละคริสตจักร รวมถึงปัญหาต่างๆ ในการประกาศข่าวประเสริฐ และส่งรายงานให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  ผมคิดในใจว่า “พวกผู้นำจะคิดยังไงกับฉันหลังจากค้นพบปัญหามากมายขนาดนี้?  พวกเขาจะคิดว่าฉันไม่เหมาะที่จะเป็นผู้ดูแลแล้วปลดฉันหรือเปล่า?  ถ้าฉันถูกปลด พี่น้องชายหญิงจะคิดยังไงกับฉัน?  ไม่ได้ ฉันจะปล่อยให้ผู้คนเห็นไม่ได้ว่าฉันไม่ได้ทำงานจริง  ตอนนี้ฉันต้องรีบดำเนินงานที่พวกผู้นำสั่งให้ทำ  เมื่อนั้นเท่านั้นฉันถึงจะทำให้พวกเขาเห็นได้ว่า แม้ก่อนหน้านี้งานของฉันจะมีความเบี่ยงเบน แต่ฉันก็สามารถแก้ไขให้ดีขึ้นได้อย่างกระตือรือร้น  ด้วยวิธีนี้เท่านั้น ฉันถึงจะทำให้พวกผู้นำกลับมามองฉันในแง่ดีได้”  หลังจากนั้น ผมก็ร้อนตัว ดิ้นรนที่จะทำสิ่งที่พวกผู้นำสั่งให้เสร็จเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้  ที่จริงแล้ว ในใจผมก็ตระหนักดีว่า ทุกคนมีงานด่วนอื่นๆ ในมือที่ต้องดำเนินงาน และผมควรใช้ประโยชน์จากเวลาที่หน้าที่ไม่ยุ่งมากนัก อย่างเช่นช่วงพักเที่ยงหรือช่วงเย็น เพื่อไปตรวจสอบสถานการณ์ของคนทำงานข่าวประเสริฐ  แบบนี้ผมจะไม่รบกวนจังหวะการทำหน้าที่ของทุกคน  แต่เพื่อที่จะตรวจสอบและรายงานต่อพวกผู้นำให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ผมจึงกำหนดว่าทุกคนต้องรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์นี้และปัญหาของคนทำงานข่าวประเสริฐให้เสร็จภายในครึ่งวัน  พอผมพูดจบ พวกเขาทุกคนก็รู้สึกหนักใจมาก  บางคนบอกว่าพวกเขามีการชุมนุมในวันนั้น และบางคนก็บอกว่าพวกเขาไม่มีเวลา เพราะต้องไปประกาศข่าวประเสริฐด้วย  เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น ผมจึงเพิ่มเวลาให้พวกเขา  แต่ผมคอยเร่งรัดพวกเขาตลอดช่วงเวลานี้  อย่างไรก็ตาม งานก็ยังไม่เสร็จในเช้าวันรุ่งขึ้น  ในใจผมรู้สึกกระวนกระวายมาก  ผมกลัวว่าถ้าทำช้าเกินไป ผู้นำระดับสูงจะคิดว่าผมกำลังผัดวันประกันพรุ่งในงาน ผมจึงคอยเร่งรัดพี่น้องชายหญิงตลอดโดยไม่สนใจสถานการณ์จริงของพวกเขา  เมื่อรวบรวมข้อมูลเสร็จในที่สุดในวันที่สาม ผมก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก  อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้พยายามแก้ไขปัญหาในงานข่าวประเสริฐที่ทุกคนค้นพบอย่างจริงจัง  ในช่วงไม่กี่วันต่อมา ผมจะทำทุกงานที่ผู้นำระดับสูงจัดแจงเตรียมให้อย่างเร่งด่วนที่สุด แต่ตอนที่ทำ ผมไม่เคยไตร่ตรองเลยว่าปัญหาที่แท้จริงที่ผู้นำระดับสูงกล่าวถึงนั้นคืออะไรกันแน่ หรือควรจะทำอย่างไรเพื่อให้บรรลุผล  ผมทำแต่งานผิวเผินที่เกี่ยวกับข้อมูลเท่านั้น  ผมคอยแต่จะเร่งรัดพี่น้องชายหญิง เพื่อที่จะทำงานของตนให้เสร็จเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  นั่นหมายความว่าคนอื่นๆ พลอยทำงานอย่างลนลานไปด้วย และไม่สามารถสงบจิตใจได้  พี่น้องชายหญิงหลายคนรู้สึกเครียดมาก  บางคนไม่ได้ดำเนินงานอย่างถูกควรเพราะมีเวลาน้อยเกินไป  เมื่อรู้สึกว่าขีดความสามารถของตนไม่ดีพอที่จะทำงานนั้น สภาวะของพวกเขาก็ได้รับผลกระทบ  บางคนกลัวว่าจะถูกโยกย้ายเพราะไม่เคยทำงานได้ดีเลย และใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะคิดลบ  เพียงเพราะผมได้เดินในเส้นทางที่ผิด ผมได้ทำให้พี่น้องชายหญิงกระทำอย่างไร้หลักธรรมและไม่คำนึงถึงลำดับความสำคัญ  สิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อความคืบหน้าในการดำเนินงานอื่นๆ  เมื่อต้องเผชิญปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นชุด เมื่อนั้นเท่านั้นผมถึงเริ่มแสวงหาความจริงและทบทวนตัวเอง

ในขณะที่แสวงหา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ว่า “ศัตรูของพระคริสต์มีชีวิตอยู่ในแต่ละวันเพียงเพื่อความมีหน้ามีตาและสถานะ พวกเขามีชีวิตอยู่เพื่อลุ่มหลงในผลประโยชน์แห่งสถานะเท่านั้น นี่คือทั้งหมดที่พวกเขาคำนึงถึง  แม้ในยามที่พวกเขาเกิดความทุกข์ยากเล็กน้อยบางอย่างหรือจ่ายราคาบ้างนิดหน่อยเป็นครั้งคราว นี่ก็เป็นไปเพื่อให้ได้สถานะและความมีหน้ามีตา… ใครก็ตามที่เป็นศัตรูของพระคริสต์ย่อมจะไม่ยอมสละเพื่อพระเจ้าด้วยใจจริง การปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาจะเป็นเพียงเรื่องของพิธีการและทำอย่างขอไปทีเท่านั้น  ต่อให้พวกเขาเป็นผู้นำหรือคนทำงาน พวกเขาก็จะไม่ทำงานจริง พวกเขาจะเอาแต่พูดและทำเพื่อชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ โดยไม่ปกป้องงานของคริสตจักรแต่อย่างใด  ดังนั้นวันทั้งวันศัตรูของพระคริสต์ทำอะไรบ้าง?  พวกเขายุ่งอยู่กับการแสดงผลงานและอวดตัว  พวกเขาทำแต่สิ่งที่เกี่ยวข้องกับชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของตน  พวกเขายุ่งอยู่กับการชักพาผู้อื่นให้หลงผิด ดึงคนมาเป็นพวก และเมื่อพวกเขาสะสมความแข็งแกร่งแล้ว พวกเขาก็จะขยายไปควบคุมคริสตจักรต่างๆ ให้มากแห่งขึ้น  พวกเขาปรารถนาจะได้ปกครองอย่างกษัตริย์และเปลี่ยนคริสตจักรให้กลายเป็นอาณาจักรอิสระของตนเท่านั้น  พวกเขาปรารถนาแต่จะเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ กุมอำนาจเบ็ดเสร็จแต่เพียงฝ่ายเดียว และควบคุมคริสตจักรต่างๆ ให้มากขึ้น  พวกเขาไม่ใส่ใจเรื่องอื่นแม้แต่น้อย  พวกเขาไม่กังวลสนใจเรื่องงานของคริสตจักร หรือการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร นับประสาอะไรที่พวกเขาจะใส่ใจว่าน้ำพระทัยของพระเจ้าได้รับการดำเนินการหรือไม่  พวกเขากังวลสนใจแต่ว่าเมื่อใดพวกเขาจะสามารถกุมอำนาจอย่างเป็นเอกเทศ ควบคุมประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และยืนเสมอพระเจ้า  ความอยากได้อยากมีและความทะเยอทะยานในตัวศัตรูของพระคริสต์ช่างมหาศาลจริงๆ!  ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะดูขยันหมั่นเพียรขนาดไหน พวกเขาก็ยุ่งอยู่แต่กับความบากบั่นเพื่อตนเอง ทำสิ่งที่ตนชอบทำ และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของตนเอง  พวกเขาไม่คำนึงถึงความรับผิดชอบหรือหน้าที่ที่ตนควรปฏิบัติด้วยซ้ำ และพวกเขาไม่ทำสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมแต่อย่างใด  นี่เป็นสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์เป็น—พวกเขาคือเหล่าซาตานและมารที่ขัดขวางและก่อกวนพระราชกิจของพระเจ้า(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่สอง))  พระเจ้าทรงเปิดโปงว่าในหัวใจของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาคิดถึงแต่สถานะ และทำงานเพื่อสถานะเท่านั้น  พวกเขาเอาแต่ยุ่งอยู่กับสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของตนเอง ในขณะที่ไม่ทำอะไรที่เป็นความรับผิดชอบของตนเลย  ผมตระหนักว่าแนวทางของผมไม่ต่างอะไรกับแนวทางของศัตรูของพระคริสต์  ผู้นำระดับสูงพบความเบี่ยงเบนในงานของผม และผมไม่อยากให้พวกเขาดูแคลนผม  ดังนั้น ในงานที่พวกผู้นำมอบหมายให้ ผมจึงพยายามเต็มที่เพื่ออวดฝีมือ และอยากทำงานนั้นให้เสร็จโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  ผมอยากให้พวกผู้นำเห็นว่าผมทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและเด็ดขาดด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ เพื่อให้พวกเขามองผมในแง่ดี  เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ ผมจึงทำงานเพียงผิวเผินอยู่ตลอดเวลา โดยขอให้พี่น้องชายหญิงรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับคนทำงานข่าวประเสริฐและสรุปปัญหาในงานข่าวประเสริฐ ฯลฯ  แต่ผมไม่ได้พยายามคำนึงถึงวิธีแก้ไขปัญหาหรือความเบี่ยงเบนที่ปรากฏในงานข่าวประเสริฐเลย  นี่หมายความว่าปัญหาบางประการไม่ได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริง และการดำเนินงานอื่นๆ ก็ล่าช้าออกไป  เพื่อปกป้องหน้าตาและสถานะของตัวเอง ผมไม่ใส่ใจความลำบากยากเย็นที่แท้จริงของพี่น้องชายหญิง และคอยกดดันให้พวกเขาคืบหน้าเร็วขึ้นอยู่ตลอด  นี่หมายความว่าพี่น้องชายหญิงบางคนรู้สึกเครียดมาก และบางคนถึงกับรู้สึกว่าขีดความสามารถของตนไม่ดีพอที่จะทำงานนั้น และใช้ชีวิตในสภาวะคิดลบ ซึ่งทำให้งานล่าช้า  เมื่อผมทบทวนถึงเรื่องนี้ ผมก็รู้สึกกลัวขึ้นมาอีก  ที่ผ่านมาผมทำชั่ว!  ดังนั้น ผมจึงรีบปรับเปลี่ยนสภาวะของตัวเอง  ในขณะเดียวกัน ผมก็ได้สะสางงานอีกครั้ง และวางแผนอย่างละเอียดสำหรับงานสำคัญกว่าและจำเป็นต้องจัดการและแก้ไขอย่างเร่งด่วน  ส่วนงานที่เร่งด่วนน้อยกว่านั้น ผมทิ้งไว้แก้ไขตอนมีเวลาว่าง  ที่การชุมนุม ผมยังได้เปิดใจกับพี่น้องชายหญิงเกี่ยวกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่ผมได้เผยออกมาตลอดช่วงเวลานี้ พี่น้องชายหญิงจะได้ปรับสภาวะของตัวเอง และทุ่มเทให้กับการทำหน้าที่ของตนอย่างกระตือรือร้น  หลังจากนั้น งานก็ค่อยๆ กลับมาเข้ารูปเข้ารอย

ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกสองบทตอนที่ว่า “ศัตรูของพระคริสต์เป็นพวกเจ้าเล่ห์ไม่ใช่หรือ?  ไม่ว่าพวกเขาจะทำสิ่งใด พวกเขาก็วางแผนและคำนวณแปดหรือสิบครั้ง หรือมากกว่านั้น  หัวของพวกเขาเต็มไปด้วยความคิดเกี่ยวกับวิธีทำให้ตนเองมีตำแหน่งที่มั่นคงท่ามกลางฝูงชน วิธีที่จะมีความมีหน้ามีตาและเกียรติอันสูงส่ง วิธีประจบประแจงเบื้องบน วิธีทำให้พี่น้องชายหญิงเกื้อหนุน รักและเคารพพวกเขา และพวกเขาทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เหล่านี้  พวกเขากำลังเดินบนเส้นทางใด?  สำหรับพวกเขาแล้ว ผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า ผลประโยชน์ของคริสตจักร และงานของพระนิเวศของพระเจ้าไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาคำนึงถึงเป็นสำคัญ และยิ่งไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาใส่ใจ  พวกเขาคิดอะไร?  ‘เรื่องเหล่านี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับฉัน  มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม ผู้คนต้องมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเองและเพื่อความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขาเอง  นั่นคือเป้าหมายสูงสุดที่มี  ถ้าใครไม่รู้ว่าควรมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเองและปกป้องตัวเอง คนคนนั้นก็เป็นคนโง่  ถ้าฉันถูกขอให้ปฏิบัติตามหลักธรรมความจริง รวมทั้งนบนอบพระเจ้าและการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระองค์ เช่นนั้นก็จะขึ้นอยู่กับว่าจะมีผลประโยชน์ใดให้ฉันหรือไม่ และจะมีข้อได้เปรียบใดในการทำเช่นนั้นหรือไม่  ถ้าการไม่นบนอบการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้านำมาซึ่งความเป็นไปได้ที่ฉันอาจถูกคัดออกและพลาดโอกาสที่จะได้รับพร เช่นนั้นฉันก็จะนบนอบ’  ดังนั้น เพื่อปกป้องความมีหน้าตาและสถานะของพวกเขาเอง ศัตรูของพระคริสต์จึงมักเลือกที่จะประนีประนอมบ้าง  อาจกล่าวได้ว่าเพื่อเห็นแก่สถานะ ศัตรูของพระคริสต์สามารถสู้ทนต่อความทุกข์ได้ทุกรูปแบบ และเพื่อเห็นแก่ความมีหน้ามีตา พวกเขาสามารถจ่ายราคาได้ทุกรูปแบบ  คำกล่าวที่ว่า ‘ลูกผู้ชายย่อมรู้จักยืดหยุ่น’ จึงฟังดูเป็นจริงสำหรับพวกเขา  นี่คือตรรกะของซาตานไม่ใช่หรือ?  นี่คือปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกของซาตาน และยังเป็นหลักการเอาตัวรอดของซาตานอีกด้วย  น่าขยะแขยงที่สุด!(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่สอง))  “พวกที่ถูกกำจัดไม่เคยเดินตามเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาและการปฏิบัติความจริง  พวกเขาไถลห่างออกจากเส้นทางนี้และแค่ทำตามแต่ที่ตนจะทำเสมอ โดยกระทำไปตามความอยากและความทะเยอทะยานของตัวเอง พิทักษ์สถานะ ความมีหน้ามีตา และความภาคภูมิใจของตน รวมทั้งสนองความอยากได้อยากมีของตัวเอง—ทุกสิ่งที่พวกเขาทำวนเวียนอยู่กับสิ่งเหล่านี้  ถึงแม้พวกเขาได้จ่ายราคา ใช้เวลาและพลังงาน รวมทั้งทำงานหามรุ่งหามค่ำไปเช่นกัน แต่ผลลัพธ์สุดท้ายของพวกเขาคืออะไร?  เพราะสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาทำไปนั้นถูกระบุลักษณะว่าเป็นความชั่วในพระเนตรของพระเจ้า ผลลัพธ์จึงเป็นว่าพวกเขาถูกกำจัด  พวกเขายังคงมีโอกาสที่จะได้รับการช่วยให้รอดหรือไม่? (ไม่)  นี่คือผลสืบเนื่องที่ร้ายแรงอย่างไม่น่าเชื่อ!  นี่ก็เหมือนกับตอนที่ผู้คนเกิดอาการป่วย  ความเจ็บป่วยเล็กน้อยที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีสามารถพัฒนาไปเป็นความเจ็บป่วยใหญ่โตได้ หรือกลายเป็นระยะสุดท้ายได้ด้วยซ้ำ  ตัวอย่างเช่น หากคนคนหนึ่งมีอาการเป็นหวัดและไอ เขาจะดีขึ้นอย่างรวดเร็วหากได้รับการรักษาทางการแพทย์แบบปกติ  ถึงกระนั้นคนบางคนก็คิดว่าตัวเองมีสุขภาพกายที่ทรหดอดทน และดังนั้นจึงไม่จริงจังกับอาการเป็นหวัดของตนหรือแสวงหาการรักษา  ผลลัพธ์ก็คือ อาการเป็นหวัดนั้นยืดเยื้ออยู่นาน และพวกเขาก็เกิดภาวะปอดอักเสบขึ้นมา  หลังจากเกิดภาวะปอดอักเสบ พวกเขาก็ยังคงรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนหนุ่มสาวที่มีระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ทำการรักษาอยู่นานหลายเดือน  พวกเขาไม่ใส่ใจอาการไอทุกวันของตัวเองจนถึงจุดที่อาการไอนั้นไม่อาจควบคุมได้และเกินกว่าจะทนได้ และพวกเขาก็ไอเป็นเลือด  ดังนั้นพวกเขาจึงไปโรงพยาบาลเพื่อรับการตรวจ ซึ่งพวกเขาพบว่าตัวเองได้เกิดเป็นวัณโรคไปแล้ว  ผู้อื่นแนะให้พวกเขารับการรักษาทันที แต่พวกเขาก็ยังคงคิดว่าตัวเองอายุน้อยและแข็งแรง ไม่จำเป็นต้องมีความกังวล ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้แสวงหาการรักษาที่ถูกควร  กระทั่งสุดท้ายแล้ววันหนึ่งร่างกายของพวกเขาก็อ่อนแอจนเดินไม่ไหว และตอนที่พวกเขาไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจสุขภาพ พวกเขาก็เป็นมะเร็งระยะสุดท้ายเสียแล้ว  เมื่อผู้คนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่ตัวเองไม่จัดการ นั่นก็สามารถทำให้เกิดผลสะท้อนอันมิอาจเยียวยาได้เช่นกัน  การมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามไม่ใช่สิ่งที่น่าพรั่นพรึง แต่บางคนที่มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามต้องแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขอุปนิสัยนั้นให้ทันท่วงที ในหนทางนี้เท่านั้นจึงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามจึงค่อยๆ ถูกชำระให้บริสุทธิ์ได้  หากพวกเขาไม่มุ่งเน้นการแก้ไขอุปนิสัยนั้น นั่นก็จะกลายเป็นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และพวกเขาอาจล่วงเกินและขัดขืนพระเจ้า และถูกพระองค์ทรงรังเกียจเดียดฉันท์และกำจัด(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ด้วยการปฏิบัติความจริงและนบนอบพระเจ้าเท่านั้น คนเราจึงจะสามารถสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย)  พระเจ้าทรงเปิดโปงว่าศัตรูของพระคริสต์คำนึงถึงแต่ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของตนในทุกสิ่งที่พวกเขาทำ  พวกเขาเต็มใจที่จะทนรับความทุกข์ใดๆ เพื่อเห็นแก่ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ  เมื่อผมคิดถึงชีวิตประจำวันของตน ผมก็ได้แสดงพฤติกรรมในทำนองเดียวกันเยอะ  ตัวอย่างเช่น ระหว่างการชุมนุมและการสามัคคีธรรม ผมจะไตร่ตรองอย่างจริงจังเพื่อที่จะสามารถสามัคคีธรรมความสว่างได้บ้างและได้รับการยกย่องจากผู้อื่น  ในบางครั้ง ผมได้ทุ่มเทและทำงานไปบ้าง แต่นี่ก็เพียงเพื่อให้ผู้คนเห็นว่าผมไม่ได้เกียจคร้านและมีความเป็นมนุษย์ที่ดี  ในยามที่ผมทำหน้าที่ ผมจดจ่ออยู่เพียงแค่ภาพลักษณ์ภายนอกของสิ่งที่ผมทำ และแทบไม่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับหลักธรรมเลย  ผมเห็นว่าเบื้องหลังทุกสิ่งที่ผมทำคือความอยากปกป้องหน้าตาและสถานะของตัวเอง  การไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะได้หยั่งรากลึกในหัวใจผมแล้ว  หากผมไม่กลับตัวกลับใจ ผมจะขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักรเพื่อรักษาชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของตัวเองอย่างแน่นอน  ผมนึกถึงพวกศัตรูของพระคริสต์เหล่านั้นที่ถูกขับไล่  เพื่อให้ได้มาซึ่งชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ พวกเขาประกาศข่าวประเสริฐโดยไม่ทำตามหลักธรรม และรายงานตัวเลขที่ไม่ถูกต้อง ทั้งยังลุ่มหลงในการเล่นเล่ห์เพทุบาย  สิ่งนี้ได้ขัดขวางและก่อกวนงานของพระนิเวศของพระเจ้าอย่างร้ายแรง  ท้ายที่สุด พวกเขาก็ถูกพระเจ้าทรงกำจัดเพราะทำชั่วสารพัดรูปแบบ  เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น ผมจดจ่ออยู่กับการทำสิ่งต่างๆ ต่อหน้าผู้อื่น และทำงานบางอย่างที่ทำให้ตัวเองดูดีเท่านั้น  ผมไม่สนใจงานที่สำคัญหรือเป็นแก่นสารเลย  นี่หมายความว่าภายในขอบเขตความรับผิดชอบของผม งานข่าวประเสริฐไม่มีความก้าวหน้าเลย และหยุดนิ่งอยู่ตลอดเวลา  งานไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่พระนิเวศของพระเจ้ากำหนดไว้  นี่ไม่ใช่การขัดขวางความคืบหน้าของงานข่าวประเสริฐหรอกหรือ?  หากผมยังคงไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะต่อไปโดยไม่กลับใจ เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าผมจะทนทุกข์หรือจ่ายราคาไปมากแค่ไหน พระเจ้าก็จะไม่มีวันทรงจดจำผม  ในทางตรงกันข้าม ผมจะถูกระบุว่าเป็นคนชั่วเนื่องจากทุกสิ่งที่ผมทำลงไป และถูกกำจัด!  ตอนนี้เองผมถึงตระหนักว่าการไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะอยู่ตลอดเวลานั้นอันตรายเกินไป  นอกจากนี้ ผมต้องการที่จะรีบปรับเปลี่ยนมุมมองที่ไม่ถูกต้องซึ่งอยู่เบื้องหลังการไล่ตามไขว่คว้าของผม และทำหน้าที่ของตนในแบบที่ปฏิบัติได้จริง

ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “สำหรับทุกการจัดแจงเตรียมงานที่ออกมาจากพระนิเวศของพระเจ้า ผู้นำและคนทำงานต้องปฏิบัติต่อการจัดแจงเตรียมงานนั้นอย่างจริงจังและดำเนินงานอย่างจริงจัง  เจ้าควรใช้การจัดแจงเตรียมงานมาเปรียบเทียบและตรวจสอบงานทั้งหมดที่เจ้าได้ทำไปอยู่บ่อยๆ  เจ้าควรตรวจสอบและคิดทบทวนด้วยว่าในช่วงเวลานี้มีงานใดบ้างที่เจ้าทำได้ไม่ดีหรือดำเนินงานอย่างไม่ถูกควร  ส่วนงานที่ได้รับมอบหมายและพึงต้องทำตามการจัดแจงเตรียมงาน แต่กลับถูกละเลย เจ้าก็ควรเร่งชดเชยให้และไถ่ถามข้อมูลโดยเร็ว… ดังนั้นไม่ว่าเจ้าจะเป็นผู้นำภูมิภาค ผู้นำเขต ผู้นำคริสตจักร หรือผู้นำทีมหรือผู้ดูแลอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม เมื่อเจ้ารู้ขอบเขตความรับผิดชอบของตนแล้ว เจ้าก็ต้องตรวจสอบอยู่บ่อยๆ ว่าเจ้ากำลังทำงานที่แท้จริงอยู่หรือไม่ เจ้าได้ลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบที่ผู้นำหรือคนทำงานควรลุล่วงแล้วหรือยัง ตลอดจนมีงานใดบ้าง—ในบรรดางานจำนวนหนึ่งที่เจ้าได้รับมอบหมาย—ที่เจ้ายังไม่ได้ทำ งานใดที่เจ้าไม่อยากทำ งานใดได้ผลลัพธ์ที่ไม่ดี และงานใดที่เจ้ายังจับความเข้าใจหลักธรรมไม่ได้  สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เจ้าควรตรวจสอบอยู่บ่อยๆ  ขณะเดียวกัน เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะสามัคคีธรรมและตั้งคำถามกับผู้อื่น และต้องเรียนรู้วิธีที่จะระบุแผนการ หลักธรรม และเส้นทางสำหรับการปฏิบัติในพระวจนะของพระเจ้าและการจัดแจงเตรียมงาน  สำหรับการจัดแจงเตรียมงานใดก็ตาม ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับการบริหาร บุคลากร หรือชีวิตคริสตจักร หรือมิฉะนั้นก็งานวิชาชีพประเภทใดก็ตาม หากเกี่ยวข้องกับหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน นั่นย่อมเป็นความรับผิดชอบที่ผู้นำและคนทำงานจะต้องลุล่วง และอยู่ภายในขอบเขตที่ผู้นำและคนทำงานต้องรับผิดชอบ—เหล่านี้คืองานที่เจ้าควรใส่ใจ  โดยธรรมชาติแล้ว ควรมีการจัดลำดับความสำคัญตามสถานการณ์ ไม่มีงานใดพึงถูกละเลย(พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (10))  พระวจนะของพระเจ้าชี้ให้ผมเห็นเส้นทางแห่งการปฏิบัติ  การดำเนินงานใดงานหนึ่งไม่ใช่แค่การทำสิ่งต่างๆ อย่างผิวเผิน คุณต้องคอยตรวจสอบว่าคุณกำลังทำงานจริงอยู่หรือไม่ และมีงานใดที่ยังทำได้ไม่ดี  ไม่ว่าจะเป็นงานอะไร คุณต้องลงลึกไปถึงสถานการณ์จริง และไม่ทำงานที่ทำให้ตัวเองดูดีเพื่อไล่ตามไขว่คว้าภาพลักษณ์ภายนอก และทำให้ผู้คนยกย่องคุณ  การทำงานประเภทนี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่แท้จริงได้เลย  หลังจากนั้น เมื่อใดก็ตามที่ผมพบว่าผลลัพธ์ของงานข่าวประเสริฐออกมาไม่ดี ผมจะลงไปตรวจสอบว่าสาเหตุของผลลัพธ์ที่ย่ำแย่นั้นจริงๆ คืออะไร และทำความเข้าใจสภาวะและความลำบากยากเย็นของพี่น้องชายหญิง รวมถึงวิธีที่พวกเขาติดตามงานข่าวประเสริฐ และอื่นๆ  เมื่อผมตรวจสอบงานอย่างละเอียด ผมได้พบปัญหาและความเบี่ยงเบนที่ตัวเองไม่เคยเห็นมาก่อน  คริสตจักรบางแห่งมีคนทำงานข่าวประเสริฐน้อยเกินไป ผู้นำฝ่ายข่าวประเสริฐบางคนไม่รู้วิธีติดตามงาน และคนทำงานข่าวประเสริฐบางคนก็ไม่เข้าใจความจริง  พวกเขาไม่สามารถสามัคคีธรรมความจริงหลายประการที่เกี่ยวข้องกับพระราชกิจของพระเจ้าได้อย่างชัดเจน ซึ่งหมายความว่าผู้มีศักยภาพในการรับข่าวประเสริฐบางคนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง ไม่เต็มใจที่จะศึกษาต่อไปเพราะมโนคติอันหลงผิดของพวกเขาไม่ได้รับการแก้ไข  ผมกับพี่น้องชายหญิงที่ผมร่วมงานด้วยได้สามัคคีธรรมเกี่ยวกับปัญหาเหล่านี้เพื่อแก้ไขปัญหา  เราคอยติดตามการทำงานของคนทำงานข่าวประเสริฐอย่างละเอียด และชี้ให้เห็นปัญหาที่มีอยู่ในคำพยานของพวกเขา พร้อมทั้งให้คำชี้แนะและการสามัคคีธรรมแก่พวกเขา  หลังจากทำงานร่วมกันได้ระยะหนึ่ง ผู้มีศักยภาพในการรับข่าวประเสริฐบางคนก็เต็มใจที่จะศึกษาต่อไป และท้ายที่สุดก็ยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า  ตอนนี้เอง ในที่สุดผมก็ตระหนักอย่างลึกซึ้งว่า ต้องเข้าใจอย่างแท้จริงและลงลึกในรายละเอียดผ่านงานของเราเท่านั้น เราจึงจะสามารถค้นพบและแก้ไขปัญหาได้ และเมื่อนั้นเท่านั้น ผมถึงจะรู้สึกสบายใจและสงบสุข

ครั้งหนึ่งผมติดตามงานข่าวประเสริฐของคริสตจักรแห่งหนึ่ง  ผมเห็นว่างานข่าวประเสริฐไม่บรรลุผลลัพธ์ และพี่น้องชายหญิงส่วนใหญ่ค่อนข้างคิดลบ  ดังนั้น ผมจึงจัดการชุมนุมเพื่อแก้ไขสภาวะของพี่น้องชายหญิง  ในขณะเดียวกัน ผมยังได้สามัคคีธรรมเกี่ยวกับปัญหาที่มีอยู่ในการประกาศข่าวประเสริฐและแก้ไขปัญหาเหล่านั้นด้วย  หลังจากผ่านไปสักพัก งานข่าวประเสริฐก็ดีขึ้นมาบ้าง  ผมมีความสุขมาก และคิดว่า “พี่น้องชายหญิงต้องยกย่องผมแน่ๆ  ในอนาคต ผมแค่ให้พวกผู้นำทีมคอยติดตามงานก็พอแล้ว”  เมื่อคิดเช่นนี้ ผมก็ตระหนักว่าในอดีตนั้น ผมเอาแต่ทำงานที่ทำให้ตัวเองดูดี และปัญหามากมายไม่ได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริง  ครั้งนี้ผมจะพอใจกับแค่การแก้ไขสภาวะของพี่น้องชายหญิงแล้วทิ้งเรื่องต่างๆ ไว้แค่นั้นไม่ได้  ผมต้องคิดว่ายังมีงานอะไรที่ยังทำไม่เสร็จสิ้นอย่างถูกควรบ้าง  เมื่อผมลงไปตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ผมก็พบว่าคริสตจักรแห่งนี้มีคนทำงานข่าวประเสริฐไม่เพียงพอ และคนทำงานข่าวประเสริฐบางคนคืบหน้าช้ามาก แต่พวกผู้นำทีมกลับไม่ช่วยเหลือและสนับสนุนพวกเขา  พวกเขายังไม่รู้วิธีแก้ไขความเบี่ยงเบนที่เกิดขึ้นในงานข่าวประเสริฐอีกด้วย  ผลก็คือ งานข่าวประเสริฐไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนอยู่นานหลายเดือนติดต่อกัน  หลังจากนั้น ผมได้หารือถึงวิธีแก้ไขปัญหาเหล่านี้กับพวกผู้นำทีม และได้คัดเลือกคนทำงานข่าวประเสริฐขึ้นมาสองสามคน  ผมสอนพวกผู้นำทีมว่าต้องติดตามและจัดแจงเตรียมงานอย่างไร และแก้ไขปัญหาและความลำบากยากเย็นให้พวกเขา  หลังจากผ่านไปสักพัก ผลลัพธ์ของการประกาศข่าวประเสริฐก็ดีขึ้นมาบ้าง  เมื่อได้เห็นผลลัพธ์นี้ ผมก็รู้สึกมีความสุขมาก แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกตำหนิตัวเองอยู่บ้าง  เพราะในอดีตผมทำงานที่ทำให้ตัวเองดูดีมากเกินไป งานข่าวประเสริฐจึงไม่ก้าวหน้า  ผมขอบพระคุณพระเจ้าที่ทรงใช้สภาวการณ์นี้เพื่อให้ผมเข้าใจตนเองได้ดีขึ้นอีกนิด และได้เรียนรู้วิธีการทำงานจริง

ก่อนหน้า: 11. แสวงหา แล้วคุณจะพบ

ถัดไป: 17. ผลสืบเนื่องของการไม่ทำหน้าที่ตามหลักธรรม

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย เสี่ยวเว่ย ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

26. เปิดประตูสู่หัวใจของฉันและต้อนรับการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า

โดยหยงหย่วน สหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายนปี ค.ศ. 1982 ครอบครัวของเราอพยพไปยังประเทศสหรัฐอเมริกากันทั้งครอบครัว...

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย หย่างมู่ ประเทศเกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger