91. ผมปล่อยวางความอิจฉาลง ได้อย่างไร
ผมทำวีดิทัศน์ในคริสตจักร และปกติแล้ววีดิทัศน์ที่ผมทำมักจะมีจุดเด่นใหม่ๆ เสมอ พี่น้องชายหญิงให้การสนับสนุนผมเป็นอย่างดีตอนที่ดูวีดิทัศน์เหล่านี้ และพวกเขามักจะมาขอความช่วยเหลือจากผมเวลาที่เจอปัญหา ผมรู้สึกว่าตัวเองทำได้ดี และมีขีดความสามารถและพรสวรรค์อยู่บ้าง ในปี 2016 ผมได้รับเลือกให้เป็นผู้ดูแล และรู้สึกมีความสุขมาก ผมคิดว่าการได้เป็นผู้ดูแลหมายความว่าผมมีทักษะทางเทคนิคที่ดี และเก่งกว่าพี่น้องชายหญิงอยู่บ้าง เพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่าผมมีความสามารถในการทำงาน ผมจึงยิ่งศึกษาหาความรู้ทางวิชาชีพมากขึ้นอีก ต่อมา ผู้นำได้จัดแจงให้พี่น้องหญิงไดแอนมาทำงานร่วมกับผม เธอมีขีดความสามารถที่ดีและมีทักษะทางเทคนิคค่อนข้างดี ผมจึงดีใจที่ได้ทำงานร่วมกับเธอ เรามักจะพูดคุยกันเรื่องการสร้างสรรค์วีดิทัศน์ใหม่ๆ รวมถึงวิธีพัฒนาเทคนิคของเรา และผ่านการแลกเปลี่ยนและพูดคุยกัน เราก็มักจะได้รับความกระจ่างอยู่เสมอ ผมรู้สึกดีมากที่มีพี่น้องหญิงที่เก่งขนาดนี้มาเป็นคู่ทำงาน หลังจากนั้นไม่นาน คุณภาพของวีดิทัศน์ที่เราผลิตก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไดแอนมักจะพาทุกคนมารวมตัวกันเพื่อเรียนรู้ทักษะทางเทคนิค และเมื่อพี่น้องชายหญิงเจอกับความลำบากยากเย็น เธอก็สามารถสามัคคีธรรมและแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้โดยอาศัยพระวจนะของพระเจ้า ผมค่อยๆ เริ่มรู้สึกอิจฉาเธอขึ้นมาบ้าง โดยเฉพาะเวลาที่คุยเรื่องงาน ตอนที่พี่น้องชายหญิงไปรุมล้อมถามคำถามเธอ ผมรู้สึกแย่มากและคิดว่าตัวเองกำลังถูกมองข้าม ผมคิดว่า “ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป เราจะไม่กลายเป็นแค่ผู้ดูแลแต่ในนามหรอกเหรอ? แล้วพี่น้องชายหญิงจะคิดยังไงกับเราล่ะ? พวกเขาจะคิดว่าเราเก่งไม่เท่าไดแอนหรือเปล่า?” ผมจึงแอบกดดันตัวเอง โดยคิดว่า “แบบนี้ไม่ได้การแล้ว เราต้องทำงานหนักขึ้นเป็นสองเท่า จะตามหลังเธอไม่ได้!”
หลังจากนั้น ผมก็ใช้เวลามากขึ้นในการไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า โดยหวังจะได้รับความกระจ่าง เพื่อที่ในระหว่างการชุมนุม ผมจะได้สามัคคีธรรมความเข้าใจที่คนอื่นยังไม่ได้รับ ผมอยากแสดงให้ทุกคนเห็นว่าผมเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ดีกว่าไดแอน ในการเรียนรู้ทักษะทางวิชาชีพ ผมก็ตั้งใจศึกษาอย่างขยันขันแข็ง มักจะทำงานล่วงเวลาและอยู่ดึกเพื่อค้นหาข้อมูล แต่ผลลัพธ์กลับไม่ค่อยดีนัก และปัญหาทางเทคนิคบางอย่างก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข ความจริงก็คือ ผมรู้ว่าไดแอนมีวิธีดีๆ ในการศึกษาทักษะทางเทคนิค แต่ผมก็ไม่ยอมไปถามเธอ โดยคิดว่า “ก่อนที่เธอจะมา เราเป็นคนพาพี่น้องชายหญิงมารวมตัวกันเพื่อเรียนรู้ และผลลัพธ์ก็ออกมาค่อนข้างดี ถ้าเราไปถามเธอ จะไม่เป็นการแสดงให้เห็นว่าเราเก่งไม่เท่าเธอหรอกเหรอ? ถ้าพี่น้องชายหญิงรู้เข้า พวกเขาจะต้องพูดแน่ๆ ว่าถึงแม้เราจะทำหน้าที่มาตั้งนาน แต่ขีดความสามารถของเราก็ยังสู้พี่น้องหญิงที่เพิ่งมาใหม่ไม่ได้” เมื่อคิดได้แบบนี้ ผมก็ยิ่งไม่อยากขอความช่วยเหลือจากเธอ หลายวันติดต่อกัน ผมไม่เพียงแต่ไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย แต่ยังเสียเวลาและพลังงานไปมาก เหมือนมีหินก้อนใหญ่ทับอยู่บนหัวใจ และรู้สึกเหนื่อยล้ามาก ต่อมา ความอิจฉาของผมก็ยิ่งรุนแรงขึ้น ผมจำได้ว่าในการชุมนุมครั้งหนึ่ง ผมได้ไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้าไว้ล่วงหน้า โดยคิดว่าผมจะต้องสามัคคีธรรมความกระจ่างใหม่ๆ ในการชุมนุมครั้งนี้ให้ได้ แต่พอถึงตาผมสามัคคีธรรม สมองผมกลับว่างเปล่า และผมก็ไม่สามารถสามัคคีธรรมสิ่งที่เตรียมไว้ล่วงหน้าได้เลย เมื่อเห็นไดแอนสามัคคีธรรมได้อย่างชัดเจนและสัมพันธ์กับชีวิตจริง ในขณะที่พี่น้องชายหญิงต่างพยักหน้าเห็นด้วย ผมก็รู้สึกแย่มาก และคิดว่า “เธอพูดให้น้อยลงแล้วไว้หน้าฉันบ้างไม่ได้หรือไง? หลังจากที่เธอสามัคคีธรรมจบ ทุกคนจะมองฉันยังไงเมื่อเทียบกับเธอ? พวกเขาจะคิดว่าฉันเก่งไม่เท่าเธอหรือเปล่า?” ยิ่งผมคิดแบบนี้ อคติที่ผมมีต่อไดแอนก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ผมรู้สึกว่าการทำงานร่วมกับเธอทำให้ตัวเองดูไร้ประโยชน์ ผมรู้สึกอับอายขายหน้าอย่างที่สุด! หลังจากที่เธอสามัคคีธรรมจบ ผมไม่อยากจะพูดอะไรเลย หรือแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมา เพราะกลัวว่าพี่น้องชายหญิงจะเห็นสีหน้าที่กระอักกระอ่วนของผม แล้วไดแอนก็ถามผมว่า “คุณมีอะไรจะเสริมไหมคะ?” ตอนนั้นเองที่ผมได้สติ และแสร้งทำเป็นใจเย็นแล้วตอบไปว่า “ไม่มีครับ” สิ่งเดียวที่ผมต้องการก็คืออยากให้การชุมนุมนี้จบลงเสียที หลังจากนั้น ผมก็มักจะหาข้ออ้างเพื่อหลบหน้าเธอเวลาที่ต้องทำงานร่วมกัน และบางครั้ง เวลาที่เธอส่งข้อความมาคุยเรื่องงาน ผมเห็นแล้วแต่ก็ไม่อยากจะตอบ บางครั้ง ลึกๆ แล้วผมก็เห็นด้วยกับมุมมองของเธอ แต่ผมก็ยังพูดอย่างเย็นชาออกไปว่า “สิ่งที่คุณพูดมันตอบโจทย์แค่ด้านเดียวนะ” ซึ่งแฝงความหมายว่า “คุณพูดไม่ครอบคลุมหรอก เลิกพยายามอวดเก่งได้แล้ว!” ตอนที่เราตรวจดูวีดิทัศน์ที่พี่น้องชายหญิงทำ เธอได้เสนอแนะบางอย่าง ซึ่งผมก็คิดว่าเหมาะสมดี แต่ผมก็ยังคอยจับผิดและหาข้อตำหนิจนได้ หลังจากนั้น ไดแอนก็ระมัดระวังตัวมากเวลาคุยกับผม เหมือนกลัวจะพูดอะไรผิดไป และเธอก็เริ่มลังเลเวลาคุยเรื่องงาน มักจะถามผมทำนองว่า “แบบนี้โอเคไหมคะ? แล้วแบบนั้นล่ะคะ?” ระหว่างการสามัคคีธรรมในการชุมนุม เธอก็จะชำเลืองมองผมเป็นระยะๆ ผมตระหนักว่าผมกำลังบีบคั้นพี่น้องหญิง และก็รู้สึกผิดอยู่บ้าง ผมรู้สึกว่าไม่เหมาะสมเลยที่ปฏิบัติต่อเธอแบบนี้ แต่ผมก็ไม่รู้ว่าจะสู้หน้าเธอยังไง บางครั้งผมก็คิดว่า “ถ้าเธอไม่ได้มาอยู่ทีมนี้ก็คงดี แบบนั้นเราก็ยังเป็นผู้นำได้”
ช่วงเวลานั้น ผมใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะของความอิจฉา คอยแต่คิดว่าจะทำยังไงให้เหนือกว่าไดแอน และใจผมก็ไม่ได้จดจ่ออยู่กับหน้าที่เลย ผมหาปัญหาไม่เจอด้วยซ้ำตอนที่ตรวจดูวีดิทัศน์ที่พี่น้องชายหญิงทำ วันหนึ่ง ผู้นำมาหาผม และบอกว่าผมกำลังแย่งชิงความมีหน้ามีตาและผลประโยชน์ อิจฉาคนที่มีความสามารถ และไม่ยอมร่วมมือกับคนอื่นอย่างกลมเกลียว ซึ่งส่งผลกระทบต่องานวีดิทัศน์ ผมจึงถูกปลดและควรทบทวนตนเองอย่างจริงจัง ผมอึ้งไปเลยตอนที่ผู้นำพูดแบบนี้ สมองผมว่างเปล่า และไม่ได้ยินอะไรที่ผู้นำสามัคคีธรรมอีกเลย วันรุ่งขึ้น ผู้นำต้องการจัดแจงให้ผมไปทำงานออกแบบกราฟิกเพราะผมมีทักษะการวาดภาพ แต่พี่น้องหญิงที่รับผิดชอบฝ่ายศิลป์บอกว่าสมาชิกในทีมมีพอแล้วและไม่ต้องการคนเพิ่ม ผมรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าอย่างจัง รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ไม่มีใครต้องการ ตัวตนถูกเผยจนหมดสิ้น และถูกกำจัดทิ้ง ผมใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะที่ยอมแพ้ต่อตัวเอง ไม่อยากอธิษฐานหรืออ่านพระวจนะของพระเจ้า และไม่กล้าสู้หน้าพี่น้องชายหญิง ผมเจ็บปวดมาก คืนหนึ่ง ผมสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย เหงื่อท่วมตัว เต็มไปด้วยความกลัวและไม่สบายใจ ผมตระหนักได้ว่าถ้าผมยังคงท้อแท้และเสื่อมทรามแบบนี้ต่อไป ผมจะต้องถูกเผยให้เห็นและถูกกำจัดจริงๆ ผมคุกเข่าลงและอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ต้องการแก้ไขปัญหาของตัวเอง โปรดทรงให้ความรู้แจ้งและให้ความกระจ่างแก่ข้าพระองค์ เพื่อให้ข้าพระองค์สามารถเข้าใจตัวเองและพลิกกลับสภาวะที่ผิดของข้าพระองค์ได้ด้วยเถิด”
หลังจากนั้น ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ว่า “ในฐานะผู้นำคริสตจักร เจ้าไม่เพียงจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะใช้ความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาเท่านั้น เจ้ายังจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะค้นพบและบ่มเพาะผู้คนที่มีความสามารถพิเศษ และเจ้าต้องไม่ริษยาหรือกดขี่คนเหล่านี้เด็ดขาด การปฏิบัติเช่นนี้ย่อมเป็นผลดีต่องานของคริสตจักร หากเจ้าสามารถบ่มเพาะผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงเพียงไม่กี่คนให้ความร่วมมือกับเจ้าและทำงานแต่ละงานได้ดี และในท้ายที่สุด พวกเขาทุกคนล้วนมีคำพยานจากประสบการณ์ เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมเป็นผู้นำหรือคนทำงานที่ได้มาตรฐาน หากเจ้าสามารถจัดการทุกสิ่งได้ตามหลักธรรม เช่นนั้นเจ้าก็กำลังอุทิศตนอยู่ บางคนกลัวอยู่เสมอว่าผู้อื่นจะเก่งกว่าตนหรืออยู่เหนือตน ว่าผู้อื่นจะได้รับการยอมรับขณะที่ตนถูกมองข้าม และนี่ก็พาให้พวกเขาเล่นงานและกีดกันผู้อื่น นี่เป็นเรื่องของการอิจฉาผู้คนที่มีความสามารถพิเศษมิใช่หรือ? เช่นนั้นก็เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจมิใช่หรือ? นี่คืออุปนิสัยจำพวกใด? เป็นอุปนิสัยที่ชั่วช้า ผู้ที่คิดถึงแต่ผลประโยชน์ของตนเองเท่านั้น เอาแต่ตอบสนองความอยากได้อยากมีที่เห็นแก่ตัวของตนเองเท่านั้น ไม่นึกถึงผู้อื่นหรือคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า ย่อมมีอุปนิสัยที่ไม่ดี และพระเจ้าก็ไม่โปรดพวกเขา หากเจ้าสามารถคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้อย่างแท้จริง เจ้าย่อมจะสามารถปฏิบัติต่อผู้อื่นได้อย่างเป็นธรรม หากเจ้าแนะนำคนที่ดีและเปิดโอกาสให้พวกเขาฝึกฝนและปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นการเพิ่มคนที่มีความสามารถพิเศษให้แก่พระนิเวศของพระเจ้า นั่นย่อมจะทำให้งานของเจ้าง่ายขึ้นมิใช่หรือ? เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะไม่อุทิศตนในการทำหน้าที่ของเจ้าหรือ? นั่นคือการทำดีเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เป็นมโนธรรมและสำนึกขั้นต่ำสุดซึ่งผู้ที่ทำหน้าที่ผู้นำควรมี ผู้ที่สามารถนำความจริงไปปฏิบัติ ย่อมสามารถยอมรับการพินิจพิเคราะห์จากพระเจ้าในสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาทำได้ เมื่อเจ้ายอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้า หัวใจของเจ้าก็จะได้รับการแก้ไขให้ถูกต้อง” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะสามารถได้รับอิสรภาพและการปลดปล่อยก็ด้วยการทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเท่านั้น) พระเจ้าทรงเปิดโปงว่าผู้คนมักจะกลัวคนอื่นจะเก่งกว่าหรืออยู่เหนือกว่าตัวเอง ซึ่งทำให้พวกเขาโจมตีและกีดกันผู้อื่น คนแบบนี้อิจฉาคนที่มีความสามารถและมีอุปนิสัยที่มุ่งร้าย ผมเองก็อยู่ในสภาวะเช่นนั้น เมื่อเห็นว่าไดแอนมีขีดความสามารถและทักษะทางเทคนิคที่ดี แถมพี่น้องชายหญิงก็ชื่นชมและคอยถามคำถามเธอ ผมก็รู้สึกถึงวิกฤต กลัวว่าตัวเองจะถูกเธอแซงหน้า เพื่อรักษาตำแหน่งของตัวเอง ผมจึงพยายามอย่างหนักเพื่อศึกษาความรู้ทางวิชาชีพและไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า แม้แต่ตอนชุมนุม ผมก็ยังคิดว่าจะสามัคคีธรรมยังไงให้เหนือกว่าเธอ เมื่อเห็นไดแอนสามัคคีธรรมได้อย่างสัมพันธ์กับชีวิตจริง ผมก็รู้สึกอิจฉาและขุ่นเคือง ถึงขั้นหวังให้เธอทำพลาดเพื่อที่พี่น้องชายหญิงจะได้เลิกชื่นชมเธอ สิ่งเดียวที่ผมคิดก็คือการปกป้องความมีหน้ามีตาและสถานะของตัวเอง ผมช่างเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจที่สุด! การที่ไดแอนมีขีดความสามารถที่ดีและทำงานได้ผลลัพธ์ที่ดีนั้น เป็นเรื่องดี เพราะเป็นการช่วยเหลือพี่น้องชายหญิงและเป็นประโยชน์ต่องานคริสตจักร ซึ่งเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า และผมก็ควรจะดีใจกับเรื่องนี้ แต่ผมกลับไม่คำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ เอาแต่คิดหาวิธีที่จะเอาชนะเธออยู่ตลอด ผมถึงกับจงใจกีดกันเธอ คอยจับผิดและแสดงท่าทีแย่ๆ ซึ่งเป็นการบีบคั้นและทำร้ายเธอ ผมเห็นว่าตัวเองไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์และมีอุปนิสัยที่มุ่งร้าย พอตระหนักได้แบบนี้ก็ทำเอาผมหน้าชา ผมไม่เคยคาดคิดเลยว่าตัวเองจะเป็นคนแบบนี้!
ต่อมา ผมกลับมาคิดทบทวนเรื่องนี้อีกครั้งว่า ที่ผมอิจฉาพี่น้องหญิงมาตลอดนั้น ผมได้เผยอุปนิสัยอะไรออกมา และอะไรคือสาเหตุของเรื่องนี้? ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “เพื่อที่จะได้มาซึ่งอำนาจและสถานะ สิ่งแรกที่ศัตรูของพระคริสต์ทำในคริสตจักรคือ พยายามเอาชนะความไว้วางใจและการยกย่องจากผู้อื่น เพื่อให้พวกเขาสามารถโน้มน้าวผู้คนได้มากขึ้น และทำให้ผู้คนยกย่องและบูชาพวกเขามากขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงสัมฤทธิ์เป้าหมายของตนในการมีสิทธิ์ตัดสินใจชี้ขาดและกุมอำนาจในคริสตจักร เมื่อพูดถึงการได้มาซึ่งอำนาจ พวกเขามีทักษะที่สุดในการแข่งขันและต่อสู้กับผู้อื่น บรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริง ผู้ที่มีเกียรติในคริสตจักร และผู้ที่เป็นที่รักของพี่น้องชายหญิง คือคู่ต่อสู้หลักของพวกเขา บุคคลใดก็ตามที่เป็นภัยคุกคามต่อสถานะของพวกเขาคือคู่ต่อสู้ของพวกเขา พวกเขาแข่งขันกับผู้ที่แข็งแกร่งกว่าตนอย่างไม่สะทกสะท้าน และแข่งขันกับผู้ที่อ่อนแอกว่าโดยไม่รู้สึกสงสารเลย หัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยปรัชญาแห่งการแข่งขันและการต่อสู้ พวกเขาเชื่อว่าหากผู้คนไม่แข่งขันและต่อสู้ ก็จะไม่สามารถได้มาซึ่งผลประโยชน์ใดๆ และพวกเขาสามารถได้สิ่งที่ต้องการมาด้วยการแข่งขันและการต่อสู้เท่านั้น เพื่อที่จะได้มาซึ่งสถานะ และเพื่อยึดครองตำแหน่งที่โดดเด่นภายในกลุ่มผู้คน พวกเขาทำทุกวิถีทางเพื่อแข่งขันกับทุกคน และพวกเขาไม่ละเว้นผู้ที่เป็นภัยคุกคามต่อสถานะของตนแม้แต่คนเดียว ไม่ว่าพวกเขาจะมีปฏิสัมพันธ์กับใคร การปฏิสัมพันธ์เหล่านี้ล้วนเต็มไปด้วยการแข่งขันและการต่อสู้ และพวกเขายังคงแข่งขันและต่อสู้ต่อไปจนแก่เฒ่า พวกเขามักจะพูดว่า ‘ถ้าสู้กัน ฉันจะเอาชนะคนคนนั้นได้ไหม?’ ใครก็ตามที่พูดจาฉะฉาน และสามารถพูดได้อย่างมีเหตุผล เป็นลำดับขั้นตอน และมีแบบแผน ย่อมกลายเป็นเป้าของความอิจฉาและการเลียนแบบของพวกเขา ยิ่งไปกว่านั้น คนคนนั้นยังกลายเป็นคู่ต่อสู้ของพวกเขาอีกด้วย ใครก็ตามที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและมีความเชื่อ สามารถช่วยเหลือและสนับสนุนพี่น้องชายหญิงได้บ่อยครั้ง และทำให้พี่น้องชายหญิงหลุดพ้นจากความเป็นลบและความอ่อนแอได้ ก็จะกลายเป็นคู่ต่อสู้ของพวกเขาเช่นกัน เช่นเดียวกับผู้ที่เชี่ยวชาญในวิชาชีพบางอย่าง และได้รับการยกย่องจากพี่น้องชายหญิงในระดับหนึ่ง ใครก็ตามที่ได้ผลลัพธ์ในงานของตน และได้รับการยอมรับจากเบื้องบน ย่อมกลายเป็นคู่ต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้นสำหรับพวกเขาตามธรรมชาติ คติพจน์ของศัตรูของพระคริสต์คืออะไร ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในกลุ่มใด? จงแบ่งปันความคิดของพวกเจ้า (การต่อสู้กับผู้คนและกับสวรรค์เป็นแหล่งความสนุกที่ไม่รู้จบ) นี่คือความบ้าไม่ใช่หรือ? นี่คือความบ้า มีอย่างอื่นอีกไหม? (ข้าแต่พระเจ้า พวกเขาคิดว่า ‘ทั่วทั้งจักรวาลนี้ เราเท่านั้นที่ครองราชย์สูงสุด’ ไม่ใช่หรือ? นั่นคือ พวกเขาต้องการเป็นผู้สูงสุด และไม่ว่าพวกเขาจะอยู่กับใคร พวกเขาก็ต้องการเอาชนะคนเหล่านั้นเสมอ) นี่เป็นหนึ่งในแนวคิดของพวกเขา มีอย่างอื่นอีกไหม? (ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์นึกถึงคำสามคำคือ ‘ผู้ชนะคือราชา’ ข้าพระองค์คิดว่าพวกเขาต้องการเหนือกว่าผู้อื่นและโดดเด่นอยู่เสมอ ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหน และพวกเขาก็พยายามอย่างหนักที่จะเป็นผู้สูงสุด) สิ่งที่พวกเจ้าพูดมานั้นส่วนใหญ่เป็นแนวคิดประเภทต่างๆ จงลองใช้พฤติกรรมสักรูปแบบหนึ่งมาบรรยายพวกเขา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ศัตรูของพระคริสต์ไม่ได้ต้องการยึดครองตำแหน่งสูงสุดเสมอไป เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาไปยังสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง พวกเขามีอุปนิสัยและวิธีคิดที่ผลักดันให้พวกเขากระทำการ วิธีคิดที่ว่านี้คืออะไร? คือ ‘ฉันต้องแข่งขัน! แข่งขัน! แข่งขัน!’ ทำไมถึงมี ‘แข่งขัน’ สามคำ ทำไมไม่ใช่ ‘แข่งขัน’ คำเดียว? (การแข่งขันกลายเป็นชีวิตของพวกเขา เป็นสิ่งที่พวกเขาใช้ดำเนินชีวิต) นี่คืออุปนิสัยของพวกเขา พวกเขาเกิดมาพร้อมกับอุปนิสัยที่โอหังอย่างรุนแรงและยากที่จะควบคุมได้ นั่นคือ การมองว่าตนไม่เป็นสองรองใคร และหลงตัวเองอย่างยิ่งยวด ไม่มีใครสามารถลดทอนอุปนิสัยที่โอหังอย่างเหลือเชื่อของพวกเขาได้ พวกเขาเองก็ไม่สามารถควบคุมได้เช่นกัน ดังนั้น ชีวิตของพวกเขาจึงมีแต่เรื่องการต่อสู้และการแข่งขัน พวกเขาต่อสู้และแข่งขันเพื่อสิ่งใด? โดยธรรมชาติแล้ว พวกเขาแข่งขันเพื่อชื่อเสียง ผลประโยชน์ สถานะ หน้าตา และผลประโยชน์ของตนเอง ไม่ว่าพวกเขาจะต้องใช้วิธีการใด ตราบใดที่ทุกคนนบนอบพวกเขา และตราบใดที่พวกเขาได้มาซึ่งผลประโยชน์และสถานะสำหรับตัวเอง พวกเขาก็ถือว่าสัมฤทธิ์เป้าหมายของตนแล้ว เจตจำนงที่จะแข่งขันของพวกเขาไม่ใช่ความสนุกสนานชั่วคราว แต่เป็นอุปนิสัยชนิดหนึ่งที่มาจากธรรมชาติเยี่ยงซาตาน เปรียบเสมือนอุปนิสัยของพญานาคใหญ่สีแดงที่ต่อสู้กับสวรรค์ ต่อสู้กับแผ่นดินโลก และต่อสู้กับผู้คน ทีนี้ เมื่อศัตรูของพระคริสต์ต่อสู้และแข่งขันกับผู้อื่นในคริสตจักร พวกเขาต้องการสิ่งใด? ไม่ต้องสงสัยเลยว่า พวกเขากำลังแข่งขันเพื่อความมีหน้ามีตาและสถานะ” (พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่สาม)) จากพระวจนะของพระเจ้า ผมเข้าใจว่าอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์คือ “แข่งขัน! แข่งขัน! แข่งขัน!” พวกเขาเชื่อว่าการแข่งขันและการต่อสู้เท่านั้นที่จะทำให้ได้มาซึ่งทุกสิ่งที่อยากได้อยากมี ดังนั้น ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ท่ามกลางคนกลุ่มไหน พวกเขาก็จะต่อสู้สุดชีวิตเพื่อตะเกียกตะกายขึ้นไปสู่จุดสูงสุด นี่คือแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ เมื่อทบทวนตนเองโดยอาศัยพระวจนะของพระเจ้า ผมก็ตระหนักว่าผมเองก็เผยอุปนิสัยแบบนี้ออกมาเหมือนกัน เมื่อเห็นว่าไดแอนได้รับการยอมรับและความชื่นชมจากพี่น้องชายหญิง หัวใจของผมก็เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง ผมรู้สึกว่าในเมื่อผมทำวีดิทัศน์มาตลอด แถมยังมีประสบการณ์และทักษะทางวิชาชีพ ผมก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเธอเลย ก่อนที่เธอจะมา พี่น้องชายหญิงจะมาปรึกษาปัญหาและความลำบากยากเย็นทั้งหมดกับผม และต่างก็ชื่นชมผม แต่ตอนนี้ทุกคนกลับไปรุมล้อมและถามคำถามเธอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมรับไม่ได้ ผมรู้สึกว่าเธอแย่งความโดดเด่นไปจากผม เลยอยากทวงความโดดเด่นของตัวเองกลับคืนมา ผมจึงทำงานหนักอยู่เบื้องหลัง ทำงานล่วงเวลาเพื่อเรียนรู้ทักษะทางเทคนิค และแม้แต่ตอนที่อ่านพระวจนะของพระเจ้า ก็ไม่ได้อ่านเพื่อเข้าใจความจริงและนำมาแก้ไขปัญหาของตัวเอง แต่เพื่อจับความเข้าใจทฤษฎีที่ลึกซึ้งไว้ใช้โอ้อวดและเรียกร้องความชื่นชมจากคนอื่น ในใจผมเอาแต่คิดว่าจะทำยังไงให้เหนือกว่าไดแอน จะกดเธอลงยังไง และจะรักษาตำแหน่งของตัวเองยังไง ผมยังถือเอาประสบการณ์ในอดีตมาเป็นต้นทุน โดยคิดว่าเพราะผมมีความรู้ทางวิชาชีพอยู่บ้าง ผมจึงเหนือกว่าคนอื่น ราวกับว่าผมควรเก่งกว่าคนอื่นและจะตามหลังใครไม่ได้ ดังนั้นเมื่อเห็นคนที่เก่งกว่าตัวเอง ผมจึงรู้สึกขุ่นเคืองและอยากจะแข่งขันและต่อสู้กับพวกเขา ผมกลายเป็นคนโอหังและไร้สำนึกอย่างแท้จริง! ผมเห็นว่า “แข่งขัน! แข่งขัน! แข่งขัน!” ได้กลายเป็นธรรมชาติของผมไปแล้ว สิ่งที่ผมเผยออกมาก็คืออุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์! เมื่อตระหนักได้เช่นนี้ ผมก็รู้สึกเสียใจและรู้สึกผิดอยู่ลึกๆ ในใจ เกลียดตัวเองที่อยากได้อยากมีความมีหน้ามีตาและสถานะจนเกินไป และเกลียดที่ตัวเองขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร รวมถึงทำร้ายพี่น้องชายหญิงเพียงเพื่อรักษาตำแหน่งของตัวเอง ผมขาดความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง!
ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “ซาตานใช้ชื่อเสียงและผลประโยชน์มาควบคุมความคิดของผู้คน ทำให้พวกเขานึกถึงแต่สองสิ่งนี้เท่านั้น ทั้งยังทำให้พวกเขาต่อสู้ดิ้นรนเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ ทนทุกข์จากความยากลำบากเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ สู้ทนความอัปยศอดสูและยอมแบกรับภาระอันหนักอึ้งก็เพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ พลีอุทิศทุกสิ่งที่พวกเขามีเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ และวินิจฉัยหรือตัดสินใจทุกครั้งก็เพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ ซาตานล่ามผู้คนไว้กับโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นก็ด้วยวิธีนี้ และเมื่อใส่โซ่ตรวนเหล่านี้แล้ว พวกเขาก็ไม่มีทั้งความสามารถและความกล้าที่จะหลุดเป็นอิสระ และโดยที่ไม่รู้ตัว พวกเขาก็แบกโซ่ตรวนเหล่านี้พลางลากเท้าไปข้างหน้าอย่างยากเย็นยิ่ง และเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์นี้ มวลมนุษย์จึงออกห่างจากพระเจ้าและทรยศพระองค์ ทั้งยังเลวลงเรื่อยๆ คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าจึงถูกทำลายในท่ามกลางชื่อเสียงและผลประโยชน์ของซาตานด้วยวิธีนี้นี่เอง ทีนี้ พอมองดูการกระทำทั้งหลายของซาตาน แรงจูงใจที่ยอกย้อนของมันจึงน่าชิงชังรังเกียจอย่างที่สุดมิใช่หรือ? บางทีวันนี้พวกเจ้าอาจจะยังไม่สามารถมองเข้าไปเห็นแรงจูงใจที่ยอกย้อนของซาตาน เพราะพวกเจ้านึกว่าถ้าไม่มีชื่อเสียงและผลประโยชน์ ชีวิตย่อมจะไร้ความหมาย และผู้คนก็จะไม่สามารถมองเห็นหนทางข้างหน้าได้อีกต่อไป ไม่สามารถเห็นเป้าหมายของพวกเขาได้อีกต่อไป และอนาคตของพวกเขาก็จะมืดมน คลุมเครือ และหม่นมัว แต่ทว่าวันหนึ่งพวกเจ้าทั้งหมดจะตระหนักรู้อย่างช้าๆ ว่าชื่อเสียงและผลประโยชน์คือโซ่ตรวนอันมหึมาที่ซาตานใช้ล่ามมนุษย์เอาไว้ เมื่อวันนั้นมาถึง เจ้าจะต่อต้านการควบคุมของซาตานอย่างสิ้นเชิงและขัดขืนโซ่ตรวนที่ซาตานใช้ล่ามเจ้าเอาไว้โดยสมบูรณ์ เมื่อเจ้าอยากเป็นอิสระจากทุกสิ่งที่ซาตานปลูกฝังเอาไว้ในตัวเจ้า เมื่อนั้นเจ้าจึงจะแยกทางกันอย่างเด็ดขาดกับซาตาน และเจ้าจะเกลียดทุกสิ่งที่ซาตานนำมาให้เจ้าอย่างแท้จริง เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะมีความรักและการโหยหาที่แท้จริงต่อพระเจ้า” (พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6) จากพระวจนะของพระเจ้า ผมตระหนักว่ารากเหง้าของความอิจฉาที่ผมมีต่อผู้อื่นก็คือการถูกพันธนาการด้วยความอยากได้อยากมีสถานะ ลึกๆ แล้ว ผมยึดติดกับมโนคติอันหลงผิดที่ว่า “จงมุ่งหมายที่จะโดดเด่นและเป็นเลิศ” “ห่านบินไปที่ใดก็เปล่งเสียงร้องที่นั่นฉันใด มนุษย์อยู่ที่ใดก็ฝากชื่อไว้ที่นั่นฉันนั้น” “ผู้ชายควรเพียรพยายามที่จะดีกว่าคนรุ่นเดียวกันเสมอ” และอื่นๆ พิษของซาตานเหล่านี้ได้กลายเป็นธรรมชาติของผม ทำให้ผมมีอุปนิสัยที่โอหังมากขึ้นเรื่อยๆ ผมอยากจะโดดเด่นจากฝูงชนและแย่งชิงความชื่นชมอยู่เสมอ ยิ่งเมื่อคิดว่าตัวเองมีพรสวรรค์และขีดความสามารถอยู่บ้าง ผมก็ยิ่งคิดว่าตัวเองถูกและทำตัวเหนือกว่าคนอื่น เมื่อเห็นคนอื่นเก่งกว่าตัวเอง ผมก็รู้สึกอิจฉา และอดไม่ได้ที่จะแข่งขันและเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น และถ้าผมเอาชนะพวกเขาไม่ได้ ผมก็จะจมดิ่งลงสู่ความท้อแท้และความเจ็บปวด ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะได้กลายเป็นเหมือนโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นที่ล่ามผมไว้ จนผมติดกับดักและถูกพันธนาการจนควบคุมตัวเองไม่ได้ ราวกับว่าหากปราศจากการไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและผลประโยชน์ การมีชีวิตอยู่ก็ไร้ความหมายหรือคุณค่าใดๆ ย้อนกลับไปสมัยเรียน ความคิดที่จะไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะได้หยั่งรากลึกลงในใจดวงน้อยๆ ของผม ผมจึงอยากเป็นที่หนึ่งในทุกสิ่งที่ทำ เพื่อให้ได้เกรดดีๆ และโดดเด่น ผมยอมทนต่อความยากลำบากทุกอย่างอยู่เบื้องหลังเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ หลังจากเข้าสู่โลกของการทำงาน ผมก็ยอมทำงานหนักเพื่อเงินเพื่อให้ได้รับการยกย่องจากคนอื่น แม้จะต้องแลกด้วยสุขภาพของตัวเองก็ตาม ผลก็คือ ผมทำลายสุขภาพตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อยและเกือบเอาชีวิตไม่รอด แม้หลังจากที่ได้พบพระเจ้าแล้ว ผมก็ยังคงถูกพันธนาการด้วยชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ อดไม่ได้ที่จะอิจฉาและแข่งขันกับคนที่เก่งกว่า เพราะผมอยากพิสูจน์ว่าผมเก่งกว่าพวกเขา เมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงคนไหนได้รับการเลื่อนตำแหน่งและได้รับบทบาทสำคัญ หรือสามัคคีธรรมความจริงได้อย่างสัมพันธ์กับชีวิตจริง ผมก็จะรู้สึกอิจฉาอย่างมาก อย่างเช่นครั้งนี้ที่ทำงานร่วมกับไดแอน ผมเห็นว่าเธอเก่งกว่าผม ซึ่งทำให้ผมรู้สึกอิจฉาและขุ่นเคือง บางครั้งผมถึงกับฝันว่ากำลังแข่งขันและแย่งชิงกับเธอ ผมใช้ชีวิตอย่างทุกข์ทรมาน ผมทุ่มเทความคิดและพลังงานเกือบทั้งหมดไปกับการไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและผลประโยชน์ และไม่มีความปรารถนาเลยที่จะสงบใจลงและแสวงหาความจริง หรือคิดว่าจะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีได้ยังไง ผมกำลังละเลยหน้าที่ที่ควรทำและทำตัวขัดกับข้อกำหนดของพระเจ้า การไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของตัวเองไม่เพียงแต่ทำให้ชีวิตของผมเจ็บปวดเท่านั้น แต่ยังทำร้ายพี่น้องหญิง และทำให้ความคืบหน้าของงานวีดิทัศน์ล่าช้าอีกด้วย และถ้าผมไม่กลับใจ สุดท้ายผมก็จะถูกพระเจ้าทรงเผยให้เห็นและกำจัดออกไป ความตระหนักนี้ทำให้ผมหวาดกลัว ผมจึงรีบอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อกลับใจ เพราะไม่อยากใช้ชีวิตตามอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเองอีกต่อไป
วันหนึ่งระหว่างการเฝ้าเดี่ยว ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “หากพระเจ้าได้ทรงทำให้เจ้าโง่เขลา เช่นนั้นแล้ว ก็ย่อมมีความหมายในความโง่เขลาของเจ้า ถ้าพระองค์ทรงสร้างให้เจ้าฉลาด เช่นนั้นก็ย่อมมีความหมายในความฉลาดของเจ้า ไม่ว่าพระเจ้าจะประทานจุดแข็งเช่นใดแก่เจ้า ไม่ว่าเจ้าจะเก่งในเรื่องใด เจ้ามีความฉลาดทางเชาวน์ปัญญามากเพียงใด พระเจ้าย่อมมีจุดประสงค์ของพระองค์เองในการทำให้เป็นเช่นนั้น พระเจ้าทรงกำหนดสิ่งทั้งปวงนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว บทบาทที่เจ้ามีในชีวิตและหน้าที่ที่เจ้าทำได้ก็ถูกพระเจ้าลิขิตเอาไว้นานแล้วเช่นกัน บางคนมองเห็นผู้อื่นมีจุดแข็งที่ตนไม่มี ก็รู้สึกขัดใจมาก พวกเขาต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งทั้งหลายโดยการเรียนรู้มากขึ้น เห็นมากขึ้น และขะมักเขม้นมากขึ้น แต่ไม่ว่าจะขยันเพียงใด สิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ก็มีขีดจำกัด และพวกเขาก็ไม่อาจแซงหน้าคนที่มีพรสวรรค์และมีจุดแข็งได้ ไม่ว่าเจ้าจะพยายามมากเท่าใดก็ไร้ประโยชน์ พระเจ้าทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าให้เจ้าเป็นเช่นใด เจ้าก็เป็นเช่นนั้น พระองค์ประทานพรสวรรค์และจุดแข็งแก่ทุกคนไม่เหมือนกัน และไม่มีใครจะสามารถทำอะไรเพื่อเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ได้ เจ้าเก่งเรื่องใดก็ควรพยายามในเรื่องนั้นให้มากขึ้น เจ้าเหมาะกับหน้าที่ใด นั่นก็คือหน้าที่ที่เจ้าควรทำ อย่าพยายามฝืนทำอะไรที่เจ้าไม่ถนัด และอย่าอิจฉาผู้อื่น ทุกคนมีบทบาทหน้าที่ของตน จงอย่าคิดว่าเจ้าสามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ดี หรือคิดว่าเจ้านั้นสมบูรณ์แบบและเก่งกว่าผู้อื่น อย่าอยากแทนที่ผู้อื่นและแสดงตนอยู่เสมอ นี่คืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามอย่างหนึ่ง มีผู้ที่คิดว่าพวกเขาไม่สามารถทำอะไรได้ดี ไม่มีจุดแข็งอะไรเลย หากเป็นเช่นนั้น เจ้าก็ควรเป็นเพียงคนที่เชื่อฟังและนบนอบโดยอยู่กับความเป็นจริงเท่านั้น สิ่งที่เจ้าทำได้ก็จงทำให้ดี และทำให้สุดความสามารถ นั่นก็มากพอแล้ว พระเจ้าจะพึงพอพระทัย จงอย่ามัวคิดที่จะเหนือกว่าทุกคน ทำทุกอย่างได้ดีกว่าผู้อื่น และโดดเด่นจากฝูงชนในทุกทางตลอดเวลา นั่นคืออุปนิสัยรูปแบบใด? (อุปนิสัยอันโอหัง) ผู้คนมีอุปนิสัยอันโอหังอยู่เสมอ และต่อให้อยากพากเพียรเพื่อความจริงและทำให้พระเจ้าพอพระทัย พวกเขาก็ย่อมทำไม่ได้ตามที่หวัง การถูกควบคุมโดยอุปนิสัยอันโอหังทำให้ผู้คนมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดการเบี่ยงเบนได้มากที่สุด… เมื่อเจ้ามีอุปนิสัยเช่นนั้น เจ้าย่อมกำลังพยายามกดคนอื่นอยู่เสมอ พยายามนำหน้าผู้อื่นอยู่เสมอ พยายามแข่งขันกับผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา พยายามแย่งชิงจากผู้คนเสมอ เจ้าเป็นพวกขี้อิจฉาอย่างมาก เจ้าไม่โอนอ่อนให้ใคร ทั้งยังพยายามทำให้ตนเองโดดเด่นจากฝูงชนเสมอ นี่ย่อมก่อให้เกิดปัญหา นี่คือการกระทำของซาตาน” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, หลักธรรมที่คนเราควรใช้นำทางการประพฤติตน) จากพระวจนะของพระเจ้า ผมเข้าใจว่าขีดความสามารถที่คนเรามีนั้นถูกพระเจ้าทรงลิขิตเอาไว้ล่วงหน้าแล้วและมีเจตนารมณ์ของพระองค์แฝงอยู่ ผู้คนควรเรียนรู้ที่จะนบนอบและอยู่ในที่ทางที่เหมาะสมของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง โดยใช้จุดแข็งของตนเพื่อทำหน้าที่ของตนให้ดี พวกเขาไม่ควรฝืนตัวเองในด้านที่ไม่ถนัด หรือแข่งขันกับคนอื่น แต่ควรจะสามารถนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า และร่วมมือกับพี่น้องชายหญิงอย่างกลมเกลียวเพื่อเติมเต็มซึ่งกันและกัน นี่คือการแสดงออกของผู้คนที่มีสำนึก เมื่อมองย้อนกลับไปถึงปฏิสัมพันธ์ของผมกับไดแอน ในตอนแรก ผมสามารถมองเห็นจุดแข็งของเธอได้ แต่เมื่อความอิจฉาของผมเพิ่มขึ้น ผมก็ถูกความอยากได้อยากมีของตัวเองควบคุม จนมองอะไรไม่ชัดเจน ราวกับคนตาบอด และความอิจฉาของผมก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ความจริงก็คือ ไดแอนเป็นคนค่อนข้างละเอียดรอบคอบและพิจารณาปัญหาอย่างครอบคลุม โดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องของหลักธรรมบางอย่าง เธอก็จะระมัดระวังมาก ในขณะที่ผมมักจะคิดอะไรง่ายๆ ซึ่งมักจะทำให้ต้องกลับมาแก้งานใหม่ และผมก็ไม่สามารถจัดการกับปัญหาเรื่องหลักธรรมได้ด้วย นอกจากนี้ ไดแอนยังเก่งเรื่องการดึงให้ทุกคนมารวมตัวกันเพื่อเรียนรู้ เธอสามารถจับความเข้าใจประเด็นสำคัญได้เวลาศึกษา และสื่อสารอย่างเป็นระบบด้วยความคิดที่ชัดเจน ทุกครั้งที่เราคุยเรื่องงาน การสามัคคีธรรมของเธอจะช่วยเสริมในสิ่งที่ผมอาจจะมองข้ามไป ทำให้การพูดคุยของเราครอบคลุมมากขึ้น จุดแข็งของเธอช่วยเติมเต็มจุดอ่อนของผม และความร่วมมือนี้ก็ทำให้หน้าที่ของเราได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น เมื่อตระหนักได้เช่นนี้ ผมก็รู้สึกถึงความปลดปล่อยในใจ
ต่อมา ผมเป็นฝ่ายริเริ่มเข้าไปหาไดแอน และสามัคคีธรรมกับเธออย่างเปิดเผยเกี่ยวกับสภาวะที่ผมใช้ชีวิตอยู่ด้วยความอิจฉาในช่วงที่ผ่านมา และขอโทษเธอ ไดแอนดีใจที่เห็นว่าฉันได้รับความเข้าใจเช่นนี้ และเธอก็เปิดใจกับผมเกี่ยวกับความเสื่อมทรามที่เธอได้เผยออกมาและบทเรียนที่เธอได้รับเช่นกัน การปฏิบัติเช่นนี้ทำให้ผมรู้สึกปลดล็อก หลังจากนั้น เมื่อใดก็ตามที่คริสตจักรต้องการให้ผมทำงานบางอย่าง ผมก็ให้ความร่วมมืออย่างแข็งขัน และสภาวะของผมก็ดีขึ้นมาก หลังจากนั้นไม่นาน ผู้นำก็มอบหมายให้ผมดูแลงานวีดิทัศน์อีกครั้ง และผมก็ขอบคุณพระเจ้าอย่างจริงใจ มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมทำงานวีดิทัศน์ร่วมกับไดแอน ซึ่งไดแอนเป็นคนหลักในการรายงานความคืบหน้าและสื่อสารปัญหากับผู้นำ บางครั้งผู้นำก็จะถามความคืบหน้าจากไดแอน และผมก็จะรู้สึกไม่ค่อยพอใจ โดยคิดว่า “เราทุ่มเทความพยายามอย่างมากอยู่เบื้องหลังเพื่อทำวีดิทัศน์นี้ แต่สุดท้าย ไดแอนกลับเป็นคนรายงานผลงานและได้หน้าไป ผู้นำจะคิดว่าเราเก่งไม่เท่าเธอหรือเปล่า?” ตอนนั้น ผมตระหนักว่าความอิจฉาของผมกำลังกำเริบอีกแล้ว ผมจึงรีบอธิษฐานถึงพระเจ้าในใจ พยายามขัดขืนตนเอง ผมนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะละทิ้งและปล่อยมือจากสิ่งเหล่านี้ เรียนรู้ที่จะแนะนำผู้อื่น และปล่อยให้ผู้อื่นโดดเด่นเมื่อมีโอกาสดีๆ จงอย่าแย่งชิงหรือแข่งขันเพื่อโอกาสที่จะโดดเด่นและเปล่งประกายเมื่อใดก็ตามที่เจ้าสบโอกาส เจ้าต้องสามารถสละผลประโยชน์ส่วนตัวของเจ้าได้ แต่เจ้าก็ต้องไม่ทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าล่าช้าด้วย จงเป็นคนที่ทำงานอย่างเงียบๆ ไม่โอ้อวด และทำหน้าที่ของตนด้วยการอุทิศตนอีกด้วย ยิ่งเจ้าละทิ้งความทะนงตนและสถานะของเจ้า และยิ่งเจ้าสละผลประโยชน์ของเจ้า เจ้าก็จะยิ่งรู้สึกสงบสุขมากขึ้น ในหัวใจของเจ้าก็จะยิ่งมีความสว่างมากขึ้น และสภาวะของเจ้าก็จะยิ่งดีขึ้น ยิ่งเจ้าแย่งชิงและแข่งขันมากเท่าใด สภาวะของเจ้าก็จะยิ่งมืดมนลงเท่านั้น หากเจ้าไม่เชื่อเรา ก็จงลองดู! หากเจ้าต้องการพลิกกลับสภาวะอันเสื่อมทรามเช่นนี้ และไม่ถูกควบคุมโดยชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ เจ้าต้องแสวงหาความจริง มองให้ทะลุถึงแก่นแท้ของชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ แล้วจึงปล่อยมือและละทิ้งสิ่งเหล่านี้” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะสามารถได้รับอิสรภาพและการปลดปล่อยก็ด้วยการทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเท่านั้น) พระวจนะของพระเจ้าให้หลักธรรมของการปฏิบัติแก่ผม เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการโดดเด่นหรือการได้หน้า ผมต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยวางและละทิ้งความอยากได้อยากมีของตัวเอง นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงกำหนดและสิ่งที่ผู้คนควรปฏิบัติ ครั้งนี้ ผมอยากทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยในเรื่องนี้ ดังนั้นไม่ว่าผู้นำจะมองผมยังไง หรือพี่น้องชายหญิงจะคิดยังไงกับผม ผมก็ต้องทำหน้าที่รับผิดชอบของตัวเองให้ดีที่สุด ถึงแม้คนอื่นจะมองไม่เห็นผม แต่ผมก็ควรยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้าและทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี นอกจากนี้ การที่ไดแอนเป็นฝ่ายริเริ่มรายงานผลงานต่อผู้นำก็ไม่ใช่เรื่องผิด และแสดงให้เห็นว่าเธอมีท่าทีที่จริงจังและรับผิดชอบต่องาน ไดแอนพูดจาค่อนข้างชัดเจน นี่คือสิ่งที่เธอถนัด และการที่เธอสามารถรายงานผลงานได้อย่างชัดเจนก็เป็นประโยชน์ต่องาน เมื่อเข้าใจเช่นนี้ ผมจึงรู้สึกสบายใจขึ้นมาก
หลังจากนั้น ผมก็สามารถทำงานร่วมกับไดแอนได้ตามปกติ เรามักจะคุยเรื่องงานและสรุปปัญหาร่วมกัน ผมมักจะขอคำแนะนำจากเธอในเรื่องเทคนิค และได้เรียนรู้อะไรมากมายจากเธอ ผมตระหนักว่าความร่วมมืออย่างกลมเกลียวเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการทำหน้าที่ของเราให้ดี ขอบคุณพระเจ้า!