95. การตอบแทนบุญคุณ เป็นหลักธรรมในการประพฤติปฏิบัติตนหรือไม่?

โดย หลี่ชุน ประเทศจีน

วันหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2022 ผู้นำคริสตจักรขอให้ผมเขียนประเมินอู๋จวิน ผมตกใจและคิดว่า “ช่วงนี้คริสตจักรกำลังทำงานชำระให้สะอาด เป็นไปได้ไหมว่าคริสตจักรกำลังรวบรวมการประเมินอู๋จวินเพื่อเตรียมเอาตัวเขาออกไป?” ตอนนั้นเอง ภาพเหตุการณ์ที่ผมเคยปฏิสัมพันธ์กับเขาก็แวบเข้ามาในหัว ในปี 2019 อู๋จวินทำหน้าที่ด้านงานข้อเขียน และผมรับผิดชอบงานข้อเขียนของคริสตจักร ตอนนั้น เขามักจะโต้เถียงกับพี่น้องชายผู้ร่วมงานไม่จบไม่สิ้นด้วยเรื่องเล็กน้อย ระหว่างการชุมนุม เขาจะให้พวกเราตัดสินข้อขัดแย้งเหล่านั้น พวกเราสามัคคีธรรมกับเขา โดยกระตุ้นให้เขาอย่าวิเคราะห์สิ่งต่างๆ มากเกินไป แต่ให้ยอมรับเรื่องนี้จากพระเจ้าและเรียนรู้บทเรียน แต่เขาไม่ยอมรับและหลังจากนั้นก็ยังคงทำตัวเหมือนเดิม ช่วงนั้น ทุกการชุมนุมต้องเน้นไปที่การแก้ปัญหาของเขา และเราไม่สามารถสามัคคีธรรมกันได้ตามปกติ ทั้งชีวิตคริสตจักรและงานคริสตจักรถูกรบกวนอย่างมาก เพราะอู๋จวินไม่แสวงหาความจริง เอาแต่ถกเถียงเรื่องถูกผิด และไม่ยอมรับการชี้แนะหรือความช่วยเหลือจากคนอื่น ในที่สุดเขาก็ถูกปลดจากหน้าที่ ในปี 2021 ผมรับผิดชอบงานข่าวประเสริฐของคริสตจักรหลายแห่ง ตอนนั้น อู๋จวินเป็นคนทำงานข่าวประเสริฐในคริสตจักรและให้การสนับสนุนหลี่เฉิงที่เป็นมัคนายกข่าวประเสริฐเป็นอย่างมาก หลี่เฉิงไม่ได้ทำงานจริง ผู้นำจึงขอให้พี่น้องชายหญิงประเมินหลี่เฉิง แต่อู๋จวินบอกกับพี่น้องชายหญิงว่า “ถ้าใครพูดให้ร้ายหลี่เฉิง ผมจะเอาเรื่องแน่!” ต่อมา ผู้นำก็ปลดหลี่เฉิงตามหลักธรรม อู๋จวินไม่พอใจเรื่องนี้อย่างมากและใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะที่รู้สึกคัดค้าน วางท่าถือตัวและตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับเรื่องนี้ ระหว่างการหารือเรื่องงานข่าวประเสริฐ เขาจะทำหน้าบึ้งตึงและเงียบกริบ มีหลายครั้งที่เขาถึงกับระบายความไม่พอใจระหว่างการชุมนุมก่อนที่ทุกคนจะมาถึง โดยพูดว่า “ผู้นำหารือเรื่องงานกับพี่น้องชายผู้ร่วมงานของผมเท่านั้น และไม่มาหาผมเลย ตอนนี้ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมถูกปลดหรือยัง!” ตอนนั้นผมเตือนเขาว่าเขากำลังวิเคราะห์สิ่งต่างๆ มากเกินไป และแนะนำให้เขายอมรับเรื่องนี้จากพระเจ้า เรียนรู้บทเรียน และเน้นการทบทวนตัวเอง แต่เขาไม่เพียงไม่ยอมรับ ยังโต้เถียงและแก้ต่างให้ตัวเองอีกด้วย ไม่นานเขาก็ถูกปลด แต่เขาก็ไม่ได้รู้จักตัวเองมากนักและยังคงก่อเรื่องและโวยวายต่อไป เขายังตัดสินผู้นำด้วย โดยอ้างว่าพวกเขาทำงานไม่เป็น เขามีพฤติกรรมทำนองนี้อีกหลายอย่าง

เมื่อทบทวนเรื่องนี้ ผมก็นึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “การที่บางคนชอบทำอะไรจุกจิกและเดินเข้าหาทางตันทุกครั้งที่เกิดอะไรขึ้นกับตนนั้นผิดปกติมิใช่หรือ?  นี่เป็นปัญหาใหญ่  ผู้คนที่มีความคิดแจ่มชัดจะไม่ทำผิดพลาดเช่นนี้ แต่ผู้คนที่ไร้สาระย่อมเป็นอย่างนี้กัน  พวกเขาจินตนาการอยู่เสมอว่าผู้อื่นกำลังทำให้พวกเขาลำบาก ผู้อื่นจงใจทำให้พวกเขาเดือดร้อน ดังนั้น พวกเขาจึงก่อเรื่องยุ่งยากให้ผู้อื่นอยู่เสมอ  นี่คือความเบี่ยงเบนมิใช่หรือ?  พวกเขาไม่พยายามเข้าถึงความจริง และไม่แสวงหาความจริงเพื่อทำความรู้จักตนเอง เวลาเกิดอะไรขึ้นกับตน ก็มัวหมกมุ่นอยู่กับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ตลอดเวลา เรียกร้องขอคำอธิบาย พยายามรักษาหน้า และอยากใช้วิธีแก้ปัญหาแบบมนุษย์มาจัดการเรื่องเหล่านี้อยู่เสมอ  นี่เป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดของการเข้าสู่ชีวิต  หากเจ้าเชื่อในพระเจ้าเช่นนี้ หรือปฏิบัติตามหนทางนี้ เจ้าจะไม่มีวันได้รับความจริงเพราะตัวเจ้าไม่ยอมมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  เจ้าไม่เคยมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อน้อมรับทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้เจ้า และเจ้าก็ไม่ใช้ความจริงรับมือทั้งหมดนี้ กลับใช้วิธีแก้ปัญหาแบบมนุษย์มาจัดการสิ่งต่างๆ แทน  เมื่อเป็นดังนั้น ในสายพระเนตรของพระเจ้า เจ้าจึงออกห่างจากพระองค์ไปไกลเกิน  ไม่เพียงหัวใจของเจ้าออกห่างจากพระองค์เท่านั้น แต่ตัวตนทั้งหมดของเจ้าก็ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่เบื้องหน้าพระองค์อีกด้วย  นี่คือมุมมองที่พระเจ้าทรงมีต่อคนที่มักจะยึดติดอยู่กับกฎข้อบังคับและจดจ่ออยู่กับรายละเอียดที่ไม่สำคัญเสมอ… เราขอบอกพวกเจ้าว่าไม่ว่าผู้เชื่อในพระเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ใด—ไม่ว่าพวกเขาจะจัดการเรื่องภายนอก หรือว่าปฏิบัติหน้าที่ที่เกี่ยวเนื่องกับงานหรือความเชี่ยวชาญสาขาต่างๆ ในพระนิเวศของพระเจ้า—หากพวกเขาไม่ค่อยมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ไม่ค่อยใช้ชีวิตอยู่ในการสถิตของพระองค์ ไม่กล้ายอมรับการพินิจพิเคราะห์จากพระองค์ และพวกเขาไม่แสวงหาความจริงจากพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมเป็นผู้ไม่เชื่อ และพวกเขาก็ไม่ต่างจากผู้ไม่มีความเชื่อ(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, มีเพียงมีชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าให้บ่อยครั้งเท่านั้น คนเราจึงจะสามารถมีสัมพันธภาพที่ปกติกับพระองค์)  จากพระวจนะของพระเจ้า ผมเข้าใจว่าใครก็ตามที่วิเคราะห์ผู้คนและสิ่งทั้งหลายมากเกินไปและโต้เถียงเรื่องถูกผิด ยึดติดกับความคิดเห็นของตัวเองเสมอ มั่นใจว่าตัวเองถูก โดยไม่ยอมรับสิ่งทั้งหลายจากพระเจ้าและไม่แสวงหาความจริง คนนั้นไม่ใช่ผู้เชื่อในพระเจ้าอย่างจริงใจ โดยแก่นแท้แล้ว คนแบบนั้นคือผู้ไม่เชื่อ เมื่อพิจารณาจากการเปิดโปงของพระวจนะของพระเจ้า ผมก็คิดว่า “อู๋จวินเป็นแบบนี้ทุกอย่างเลย ถ้าฉันเขียนถึงพฤติกรรมของเขาตามความเป็นจริง เขาน่าจะถูกเอาตัวออกไปแน่ๆ” ทันทีที่ผมคิดเรื่องเขียนประเมินเขา ภาพเหตุการณ์ที่เขาเคยช่วยผมในอดีตก็ผุดขึ้นมา ตอนที่ผมเชื่อในพระเจ้ามาได้สองสามปี ภรรยาของผมเสียชีวิตและเกิดความยุ่งยากบางอย่างที่บ้าน ทำให้ผมตกอยู่ในสภาวะคิดลบ ช่วงนั้น ผมเลิกอ่านพระวจนะของพระเจ้า เลิกร้องเพลงนมัสการ และถึงกับไม่เข้าร่วมการชุมนุม เป็นเวลากว่าหนึ่งเดือนที่ผมใช้ชีวิตจมอยู่ในความมืดมนและถึงกับมีความคิดที่ไม่อยากจะอยู่ต่อไปอีกแล้ว หลังจากอู๋จวินรู้ถึงสถานการณ์ของผม เขาก็มาสามัคคีธรรมกับผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า คอยช่วยเหลือและเกื้อหนุนผม แต่ละครั้ง เขากลับบ้านดึกมาก ผมซาบซึ้งใจกับการกระทำของเขามาก ผ่านไปสักพัก ผมก็ค่อยๆ หลุดพ้นจากความคิดลบ เป็นอู๋จวินนี่แหละที่ช่วยผมในช่วงเวลาที่ผมคิดลบและเจ็บปวดที่สุด พอคิดถึงเรื่องนี้ ผมก็รู้สึกสำนึกในบุญคุณเขามากขึ้น ผมคิดว่า “เมื่อก่อนตอนที่เขาช่วยเหลือและเกื้อหนุนฉัน ก็เพื่อพาฉันมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ตอนนี้ ถ้าฉันเขียนประเมินเขา มันจะมีผลต่อการที่เขาจะถูกเอาตัวออกจากคริสตจักรหรือไม่ ถ้าอู๋จวินถูกเอาตัวออกไปจริงๆ แล้วเขารู้ว่าฉันเปิดโปงเขา เขาต้องว่าฉันไม่รู้จักสำนึกในบุญคุณแน่ๆ แล้วฉันจะมีหน้าไปเจอเขาได้ยังไง?”  เมื่อคิดเช่นนี้ ผมจึงเขียนไปอย่างไม่จริงใจว่า “ช่วงนี้ผมไม่ค่อยได้ติดต่อกับอู๋จวินเท่าไร เราแค่เข้าร่วมการชุมนุมด้วยกันสองสามครั้ง และผมก็ไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับเขามากนัก”

ไม่กี่วันต่อมา ผมได้รับจดหมายอีกฉบับจากผู้นำคริสตจักร ขอให้ผมเขียนเกี่ยวกับพฤติกรรมของอู๋จวิน ผมคิดว่า “ผู้นำเอาแต่ขอให้ฉันเขียนประเมินอู๋จวิน ถ้าฉันเขียนพฤติกรรมทั้งหมดของเขาไป แล้วรวมกับข้อมูลที่พี่น้องชายหญิงคนอื่นให้มา ก็เป็นไปได้สูงว่าการที่เขาถูกระบุลักษณะว่าเป็นผู้ไม่เชื่อจะได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้อง คริสตจักรชำระผู้คนให้สะอาดโดยดูจากพฤติกรรมที่เสมอต้นเสมอปลาย คนดีจะไม่ถูกตัดสินอย่างไม่ยุติธรรม และคนชั่วก็จะหนีไม่พ้น ฉันต้องให้ความร่วมมือกับงานชำระให้บริสุทธิ์ของคริสตจักรและเขียนเกี่ยวกับพฤติกรรมของเขา ไม่อย่างนั้นจะเป็นการปกปิดและปกป้องเขา” แต่แล้วผมก็คิดว่า “ถ้าอู๋จวินถูกเอาตัวออกไปจริงๆ ฉันจะมีหน้าไปเจอเขาอีกได้ยังไง?  ถ้าเขารู้ว่าฉันเขียนประเมินเขา เขาจะว่าฉันไม่มีมโนธรรมหรือเปล่า?  ถ้าเป็นอย่างนั้น ฉันคงถูกตราหน้าว่าไม่รู้จักสำนึกในบุญคุณจริงๆ แล้วใครจะยังเต็มใจทำงานหรือคบหากับฉันอีกล่ะ?”  เมื่อคิดทบทวนเรื่องนี้ ผมก็อยากหาโอกาสสามัคคีธรรมกับอู๋จวินก่อนเขียนประเมิน ผมเลยเขียนไปแค่ไม่กี่ประโยคสั้นๆ โดยไม่ได้แสดงความคิดเห็นของตัวเอง หลังจากส่งจดหมายไป ผมก็รู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง “นี่ฉันกำลังปล่อยให้ความสัมพันธ์ส่วนตัวอยู่เหนือผลประโยชน์ของคริสตจักรหรือเปล่า?” แต่แล้วผมก็คิดว่าคงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร และก็ไม่ได้ผิดหลักธรรมมากนัก เพราะเจตนาของผมคือต้องการช่วยพี่น้องชายคนนั้น ผมแค่คิดเรื่องนี้ผ่านๆ แล้วก็ปล่อยผ่านไป ผ่านไปสักพัก ผู้นำมาที่บ้านเจ้าภาพที่ผมพักอยู่ด้วยธุระบางอย่าง และพอเห็นผม เขาก็พูดตรงๆ ว่า “พี่น้องชาย คุณถูกขอให้เขียนประเมินอู๋จวิน ทำไมคุณถึงดึงเรื่องไว้นานขนาดนี้?  คุณเป็นคนซื่อสัตย์และเขียนไปให้ครบทุกรายละเอียดไม่ได้เหรอ?  แบบนี้คุณกำลังถ่วงงานจริงๆ นะ” เมื่อเจอการตำหนิแบบนี้ ผมรู้สึกละอายใจอย่างมากและคิดในใจว่า “ฉันดึงเรื่องประเมินนี้มาเดือนกว่าแล้ว และไม่มีข้อแก้ตัวจริงๆ” ตอนนั้นเองที่ผมเริ่มทบทวน โดยสงสัยว่าอะไรคือสาเหตุต้นตอที่ทำให้ผมไม่เต็มใจเขียนประเมินตามความเป็นจริง

ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าสองบทตอนที่ตรงกับสภาวะของผม พระเจ้าตรัสว่า “แนวคิดที่ว่าความใจดีมีเมตตาที่ได้รับควรตอบแทนอย่างสำนึกในบุญคุณ เป็นหนึ่งในหลักเกณฑ์อมตะของวัฒนธรรมจีนดั้งเดิมที่ใช้ตัดสินว่าการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมของคนคนหนึ่งนั้นดีหรือไม่ดี  เวลาประเมินความเป็นมนุษย์ของใครบางคนว่าดีหรือเลว และการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมของพวกเขาเป็นอย่างไร บรรทัดฐานอย่างหนึ่งก็คือพวกเขาตอบแทนการเอื้อประโยชน์หรือความช่วยเหลือที่ตนได้รับหรือไม่—พวกเขาเป็นคนที่ตอบแทนความใจดีมีเมตตาที่ตนได้รับอย่างสำนึกรู้คุณหรือไม่  ในวัฒนธรรมจีนดั้งเดิม และแม้กระทั่งในวัฒนธรรมดั้งเดิมของมนุษยชาติ ผู้คนใช้ข้อนี้เป็นมาตรฐานสำคัญมาประเมินการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมของคนคนหนึ่ง  ถ้าใครไม่รู้จักตอบแทนความใจดีมีเมตตาที่ได้รับอย่างรู้คุณ ก็จะถูกมองว่าเป็นคนเนรคุณ ไร้มโนธรรมและไม่คู่ควรที่จะคบหาด้วย ควรเป็นที่ชิงชังและรังเกียจเดียดฉันท์ของทุกคน  แต่ถ้าใครรู้จักตอบแทนความใจดีมีเมตตาที่ได้รับอย่างสำนึกในบุญคุณ—กล่าวคือ หลังจากที่พวกเขาได้รับการอำนวยประโยชน์หรือความช่วยเหลือจากใครสักคนแล้ว พวกเขาไม่ได้เนรคุณ และทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อตอบแทนคนคนนั้น—เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็จะถูกมองว่าเป็นคนที่มีมโนธรรมและความเป็นมนุษย์  ถ้าใครได้รับการเอื้อประโยชน์หรือความช่วยเหลือจากอีกคน แต่ไม่รู้จักตอบแทนความใจดีมีเมตตาของพวกเขา หรือเพียงแต่แสดงความขอบคุณด้วยคำ ‘ขอบคุณ’ ง่ายๆ โดยไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น คนที่แสดงความใจดีมีเมตตาต่อพวกเขาย่อมจะรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่ในหัวใจมิใช่หรือ?  พวกเขาย่อมจะคิดมิใช่หรือว่า ‘คนคนนั้นไม่สมควรได้รับความช่วยเหลือ เขาไม่ใช่คนดีอะไร  ฉันช่วยเขาตั้งเยอะ แต่เขาไม่รู้จักตอบแทนฉันด้วยซ้ำ  ไม่มีมโนธรรมหรือความเป็นมนุษย์จริงๆ และไม่คู่ควรที่จะคบหาด้วย’?  ถ้าพวกเขาบังเอิญเจอคนแบบนี้อีก พวกเขายังจะลงมือช่วยหรือไม่?  พวกเขาน่าจะไม่อยากช่วย(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, การไล่ตามเสาะหาความจริงคืออะไร (7))  “ตัวอย่างเช่น สมมุติว่ามีคนตกอยู่ในอันตราย และโชคดีที่ใครอีกคนมาเห็นเข้าและช่วยให้พวกเขาพ้นภัย  อันที่จริง คนที่ช่วยพวกเขานี้มีแรงจูงใจแอบแฝง  แต่พวกเขาก็ไม่สนใจว่าคนคนนี้ชั่วหรือไม่  ตราบใดที่มีคนช่วยให้พวกเขาพ้นจากสถานการณ์ที่เลวร้าย ต่อให้เป็นคนชั่ว พวกเขาก็มองว่าเป็นคนดี ดังนั้น พวกเขาจึงเต็มใจทำบางสิ่งให้คนคนนี้เพื่อแสดงความขอบคุณและตอบแทนความใจดีมีเมตตา  อันที่จริง คนชั่วนี้ช่วยเหลือพวกเขาก็เพื่อดึงพวกเขาไปเป็นพวกและใช้ให้ทำเรื่องไม่ดี  ถ้าพวกเขาเผชิญสถานการณ์เช่นนี้และไม่อาจมองสถานการณ์ได้ทะลุ ซ้ำยังไม่ปฏิเสธ ตัวพวกเขาเองย่อมจะตกอยู่ในอันตราย  บางคนที่เป็นเช่นนี้ย่อมจะรู้สึกขัดแย้งในสถานการณ์เหล่านี้ เพราะพวกเขาคิดไปว่าถ้าตนไม่ช่วยเพื่อนชั่วของตนทำเรื่องไม่ดีบ้าง ก็จะดูเหมือนว่าตนนั้นไม่ได้ตอบแทนความเป็นเพื่อนนี้มากพอ แต่การทำสิ่งผิดย่อมจะฝืนมโนธรรมและเหตุผลของตน  เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเขาจึงกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่อย่างนี้  นี่คือผลจากการถูกแนวคิดของวัฒนธรรมดั้งเดิมเรื่องการตอบแทนความใจดีมีเมตตานี้ครอบงำ—พวกเขาถูกแนวคิดนี้ตีตรวน พันธนาการ และควบคุมเอาไว้  คำกล่าวจากวัฒนธรรมดั้งเดิมนี้มักจะเข้าไปแทนที่สำนึกในมโนธรรมและดุลพินิจตามปกติของมนุษย์ และแน่นอนว่ามีอิทธิพลต่อวิธีคิดตามปกติและการตัดสินใจที่ถูกต้องของมนุษย์อีกด้วย  แนวคิดทั้งหลายของวัฒนธรรมดั้งเดิมนั้นไม่ถูกต้องและส่งผลโดยตรงต่อทัศนะที่มนุษย์มีต่อสิ่งต่างๆ ทำให้เขาตัดสินใจได้ไม่ดี  จากสมัยโบราณมาถึงยุคปัจจุบัน ผู้คนนับไม่ถ้วนตกอยู่ใต้อิทธิพลของแนวคิด ทัศนะ และหลักเกณฑ์ทางศีลธรรมเรื่องการตอบแทนความใจดีมีเมตตานี้  แม้เมื่อคนที่ใจดีมีเมตตากับพวกเขาจะเป็นคนชั่วหรือคนไม่ดี และบีบให้พวกเขาทำเรื่องที่ต่ำทรามและเรื่องที่ไม่ดี พวกเขาก็ยังคงเดินสวนทางกับมโนธรรมและเหตุผลของตน ยอมทำตามอย่างมืดบอดเพื่อที่จะตอบแทนความใจดีมีเมตตาของอีกฝ่าย พร้อมกับผลวิบัติที่ตามมามากมาย  อาจกล่าวได้ว่าผู้คนมากมายเมื่อถูกหลักเกณฑ์ทางศีลธรรมนี้ครอบงำและตีตรวน ควบคุมและพันธนาการเอาไว้ ก็ยอมค้ำจุนทัศนะเรื่องการตอบแทนความใจดีมีเมตตานี้อย่างมืดบอดและด้วยความเข้าใจผิด และมีแนวโน้มที่จะช่วยเหลือและส่งเสริมพวกคนชั่วด้วยซ้ำ  บัดนี้เมื่อพวกเจ้าได้ฟังสามัคคีธรรมของเราแล้ว พวกเจ้าย่อมนึกภาพสถานการณ์นี้ออกอย่างชัดเจน และสามารถตัดสินได้ว่านี่คือความจงรักภักดีที่เบาปัญญา พฤติกรรมเช่นนี้นับเป็นการประพฤติปฏิบัติตนที่ไม่มีการขีดเส้นจำกัดเอาไว้ และผลีผลามตอบแทนความใจดีมีเมตตาโดยไม่ใช้วิจารณญาณ เป็นพฤติกรรมที่ไร้ความหมายและคุณค่า  เนื่องจากผู้คนกลัวการถูกความเห็นของคนส่วนใหญ่ต่อว่าหรือถูกผู้อื่นกล่าวโทษ พวกเขาจึงฝืนอุทิศชีวิตของตนให้กับการตอบแทนความใจดีมีเมตตาของผู้อื่น ถึงขั้นพลีชีวิตของตนในกระบวนการดังกล่าว ซึ่งเป็นหนทางดำเนินสิ่งต่างๆ แบบเหตุผลวิบัติและเบาปัญญา  คำกล่าวจากวัฒนธรรมดั้งเดิมข้อนี้ไม่เพียงผูกล่ามการคิดอ่านของผู้คนเอาไว้เท่านั้น แต่ยังทำให้ชีวิตของพวกเขาหนักอึ้งและลำบากโดยไม่จำเป็น และเป็นการเพิ่มความทุกข์และภาระให้แก่ครอบครัวของพวกเขา  ผู้คนมากมายจ่ายราคาที่สูงมากเพื่อตอบแทนความใจดีมีเมตตาที่ได้รับ—พวกเขามองการตอบแทนความใจดีมีเมตตาว่าเป็นความรับผิดชอบทางสังคมหรือเป็นหน้าที่ของตน และอาจถึงกับใช้เวลาชั่วชีวิตของตนไปกับการตอบแทนความใจดีมีเมตตาของผู้อื่น  พวกเขาเชื่อว่านี่เป็นเรื่องปกติและสมควรทำโดยแท้ เป็นหน้าที่ที่มิอาจบ่ายเบี่ยงได้  มุมมองและวิธีทำสิ่งต่างๆ เช่นนี้เบาปัญญาและไร้สาระมิใช่หรือ?  นี่เผยให้เห็นอย่างชัดเจนว่าผู้คนไม่รู้ความและไร้ซึ่งความรู้แจ้งกันขนาดไหน  ไม่ว่าคำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่ว่า—ความใจดีมีเมตตาที่ได้รับควรตอบแทนอย่างสำนึกในบุญคุณ—นี้อาจสอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของผู้คนเช่นไร แต่ก็ไม่ได้เป็นไปตามหลักธรรมความจริง เข้ากันไม่ได้กับพระวจนะของพระเจ้า เป็นทัศนะและวิธีการที่ไม่ถูกต้องในการทำสิ่งทั้งหลาย(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, การไล่ตามเสาะหาความจริงคืออะไร (7))  จากพระวจนะของพระเจ้า ผมเข้าใจว่าแนวคิดที่ว่าความใจดีมีเมตตาที่ได้รับควรตอบแทนอย่างสำนึกในบุญคุณเป็นเกณฑ์หนึ่งในวัฒนธรรมดั้งเดิมของจีนในการตัดสินว่าการประพฤติปฏิบัติตนของคนคนหนึ่งมีศีลธรรมหรือผิดศีลธรรม ก็เพราะการอบรมสั่งสอนจากวัฒนธรรมดั้งเดิมเช่นนี้เอง ที่บิดเบือนความคิดและมุมมองของผู้คน เมื่อใครได้รับความช่วยเหลือหรือความอนุเคราะห์จากผู้อื่น ถ้าพวกเขาสามารถตอบแทนบุญคุณนั้นด้วยความซาบซึ้งใจ พวกเขาจะถูกมองว่าเป็นคนที่มีมโนธรรมและความเป็นมนุษย์ ได้รับการยอมรับจากผู้อื่น มิฉะนั้น พวกเขาจะถูกตราหน้าว่าไม่รู้จักสำนึกในบุญคุณ และไม่มีมโนธรรมและความเป็นมนุษย์ ทั้งยังส่งผลให้ต้องเผชิญกับการดูถูกเหยียดหยามจากผู้อื่นและสังคม และถึงขั้นถูกปฏิเสธและโดดเดี่ยว พอย้อนคิดดู ตั้งแต่ผมเริ่มรู้ความ ผมก็ได้รับอิทธิพลและการสั่งสอนด้วยแนวคิดที่ว่า “ความใจดีมีเมตตาที่ได้รับควรตอบแทนอย่างสำนึกในบุญคุณ” และ “เมตตาให้น้ำหนึ่งหยดควรตอบแทนด้วยน้ำพุอันพรั่งพรู” ตราบใดที่ผมได้รับความอนุเคราะห์หรือความช่วยเหลือจากผู้อื่น ผมจะคิดหาวิธีตอบแทนพวกเขา ถ้าทำทันทีไม่ได้ ผมก็จะหาโอกาสชดเชยให้ทีหลัง ผมเชื่อว่าต้องทำแบบนี้เท่านั้นถึงจะถือว่าเป็นคนที่มีมโนธรรมและความเป็นมนุษย์ เป็นคนที่มีคุณธรรมสูงส่ง ผมยึดถือคำกล่าวเกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมนี้เป็นหลักธรรมชี้นำในการประพฤติปฏิบัติตนในโลกมาโดยตลอด โดยใช้มันกำหนดมาตรฐานและควบคุมคำพูดและการกระทำของผม ตัวอย่างเช่น พี่เขยช่วยย้ายผมจากภูเขามาอยู่ชานเมือง และยังช่วยผมสร้างครอบครัว ผมเลยถือว่าเขาเป็นผู้มีพระคุณอย่างสูง ไม่เคยลืมความเมตตาที่เขามีให้ ทุกวันหยุดหรือเทศกาล ผมจะนำของขวัญไปเยี่ยมเขา ต้องทำแบบนี้เท่านั้นผมถึงจะรู้สึกสบายใจ โดยเชื่อว่านี่คือความหมายของการเป็นคนดีที่มีมโนธรรม หลังจากเริ่มเชื่อในพระเจ้า ผมยังคงกระทำและประพฤติปฏิบัติตนตามมาตรฐานการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมนี้ที่ว่า “ความใจดีมีเมตตาที่ได้รับควรตอบแทนอย่างสำนึกในบุญคุณ” ตอนที่ผมอ่อนแอและคิดลบที่สุด อู๋จวินนี่แหละที่มาสามัคคีธรรมกับผมอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย คอยช่วยเหลือและเกื้อหนุนผม ผมเลยถือว่าเขาเป็นผู้มีพระคุณและกลัวว่าถ้าผมเขียนประเมินเปิดโปงเขา มันจะทำให้ผมมีชื่อเสียงแย่ๆ ว่าไม่รู้จักสำนึกในบุญคุณและไม่มีมโนธรรม เพราะเหตุนี้ ผมจึงไม่เต็มใจเขียนถึงพฤติกรรมของเขาตามความเป็นจริง ผมถึงกับโกหกและทำตัวหลอกลวง โดยใช้ข้ออ้างว่า “ช่วงนี้ผมไม่ค่อยได้ติดต่อกับอู๋จวินเท่าไร เราแค่เข้าร่วมการชุมนุมด้วยกันสองสามครั้ง และผมก็ไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับเขามากนัก” เพื่อปกปิดข้อเท็จจริง เมื่อผู้นำขอให้ผมเขียนประเมินอีกครั้ง ผมก็เขียนแบบขอไปที โดยกล่าวถึงแค่เรื่องเล็กน้อย และไม่แม้แต่จะแสดงความคิดเห็นที่ชัดเจนใดๆ ผมรู้ดีว่าอู๋จวินไม่ยอมรับความจริง และมักจะวิเคราะห์ผู้คนและสิ่งทั้งหลายมากเกินไป ซึ่งขัดขวางและก่อกวนทั้งชีวิตคริสตจักรและงานคริสตจักร ดังนั้นผมควรจะเขียนข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์ ยึดมั่นในความจริงอย่างเคร่งครัด แต่เพื่อตอบแทนบุญคุณเขา ผมกลับผลัดวันประกันพรุ่งและกระทำในสิ่งที่ขัดต่อมโนธรรมของตัวเอง ผมช่างเป็นกบฏจริงๆ!  ตอนนั้นเองที่ผมตระหนักว่าการใช้ชีวิตตามแนวคิดวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ว่า “ความใจดีมีเมตตาที่ได้รับควรตอบแทนอย่างสำนึกในบุญคุณ” นำพาให้ผมทำสิ่งที่ขัดต่อหลักธรรมและกบฏต่อพระเจ้า ทำให้พระองค์ทรงรังเกียจและเกลียดชังผม ผมจำเป็นต้องเร่งแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหานี้

ในการแสวงหา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าเพิ่มเติมว่า “คำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมอย่าง ‘ความใจดีมีเมตตาที่ได้รับควรตอบแทนอย่างสำนึกในบุญคุณ’ ไม่ได้บอกผู้คนอย่างแท้จริงว่าพวกเขาพึงลุล่วงความรับผิดชอบอันใดบ้างในสังคมมนุษย์  แต่กลับกำหนดให้ผู้คนกระทำการและปฏิบัติตามคำกล่าวเหล่านี้ไม่ว่ารูปการณ์จะเป็นเช่นไรก็ตาม  มีการสืบสานเรื่องเล่าทำนองนี้มาจากจีนสมัยโบราณ  เช่น ครอบครัวหนึ่งรับเด็กขอทานที่กำลังอดอยากเข้าบ้าน ให้อาหาร ให้เสื้อผ้า ฝึกศิลปะการต่อสู้ให้เขา และสอนความรู้สารพัดอย่างให้  พวกเขารอคอยจนเด็กชายเติบใหญ่ แล้วจึงเริ่มใช้เขาหารายได้ ส่งตัวเขาออกไปทำความชั่ว ฆ่าคน ทำสิ่งที่เขาไม่อยากทำ  ถ้าเจ้ามองเรื่องนี้โดยดูจากบุญคุณทั้งปวงที่เขาได้รับ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาย่อมเป็นเรื่องดี  แต่ถ้าเจ้าพิจารณาสิ่งที่เขาถูกบีบให้ทำในภายหลัง แท้จริงแล้วนี่ดีหรือไม่ดี?  (ไม่ดี)  แต่ภายใต้การวางเงื่อนไขของวัฒนธรรมดั้งเดิมเช่นที่บอกว่า ‘ความใจดีมีเมตตาที่ได้รับควรตอบแทนอย่างสำนึกในบุญคุณ’ ผู้คนไม่สามารถแยกแยะเช่นนี้ได้  ดูภายนอกเหมือนเด็กหนุ่มคนนี้ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องทำเรื่องชั่วและทำร้ายผู้คน กลายเป็นมือสังหาร—ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้คนส่วนใหญ่ย่อมจะไม่อยากทำ  แต่การที่เขาทำเรื่องไม่ดีเหล่านี้และฆ่าตามที่นายของตนสั่ง ลึกๆ แล้วเกิดจากความต้องการที่จะตอบแทนความใจดีมีเมตตาของคนคนนั้นมิใช่หรือ?  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะการวางเงื่อนไขของวัฒนธรรมจีนดั้งเดิม เช่น ‘ความใจดีมีเมตตาที่ได้รับควรตอบแทนอย่างสำนึกในบุญคุณ’ จึงช่วยไม่ได้ที่ผู้คนจะถูกแนวคิดเหล่านี้ครอบงำและควบคุมเอาไว้  แน่นอนว่าวิธีที่พวกเขาใช้กระทำการ เจตนาและแรงจูงใจเบื้องหลังการกระทำของพวกเขาย่อมถูกคนเหล่านั้นตีกรอบเอาไว้  เมื่อครอบครัวนี้ยุยงให้เขาทำความชั่ว สิ่งแรกที่เขาคิดคืออะไร?  ‘ครอบครัวนี้ช่วยชีวิตฉันไว้ พวกเขาใจดีมีเมตตากับฉัน  ฉันต้องตอบแทนความใจดีมีเมตตาของพวกเขา  แล้วเพราะฉันเป็นหนี้ชีวิต ก็เลยต้องอุทิศชีวิตนี้ให้แก่พวกเขา  ฉันควรทำทุกอย่างที่พวกเขาบอกให้ฉันทำ ต่อให้พวกเขาบอกให้ทำชั่วและฆ่าคน ฉันก็จะมัวคำนึงไม่ได้ว่าเรื่องนั้นถูกหรือผิด ฉันต้องมุ่งตอบแทนความใจดีมีเมตตาของพวกเขาเท่านั้น  ถ้าไม่ตอบแทนความใจดีมีเมตตาอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ ฉันยังจะคู่ควรกับการได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์อยู่อีกหรือ?’  ดังนั้น เพื่อตอบแทนความใจดีมีเมตตาของคนเหล่านั้น ไม่ว่าพวกเขาจะบอกให้ทำสิ่งใด เขาก็ลงมือทำโดยไม่คิดอะไรต่อให้บอกให้เขาฆ่าคนและทำเรื่องเลวร้ายก็ตาม  เขาลงมืออย่างเด็ดเดี่ยวโดยไม่ลังเล ไม่มีความสงสัยใดๆ เพียงเพื่อตอบแทนความใจดีมีเมตตาของคนเหล่านั้นเท่านั้น  แล้วมุมมองใดที่กำกับพฤติกรรมและสิ่งที่เขาแสดงออกเพื่อตอบแทนความใจดีมีเมตตาของคนเหล่านั้น?  เขากำลังทำตามหลักเกณฑ์ของการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมข้อนั้นอยู่มิใช่หรือ? (ใช่) เจ้าเห็นอะไรจากตัวอย่างนี้?  คำกล่าวที่ว่า ‘ความใจดีมีเมตตาที่ได้รับควรตอบแทนอย่างสำนึกในบุญคุณ’ ใช่เรื่องดีหรือไม่?  (ไม่ เป็นคำกล่าวที่ไม่มีหลักธรรม) แท้จริงแล้ว เด็กหนุ่มคนนั้นมีหลักธรรม ซึ่งก็เป็นดังนี้คือ ‘ความใจดีมีเมตตาที่ได้รับควรตอบแทนอย่างสำนึกในบุญคุณ  ถ้าใครสักคนใจดีมีเมตตากับคุณ คุณก็ต้องใจดีมีเมตตาตอบ  ถ้าไม่ทำเช่นนั้น คุณก็ไม่ใช่มนุษย์ และถ้าถูกกล่าวโทษเพราะเรื่องนั้น คุณก็ไม่อาจพูดอะไรได้  คำกล่าวว่าไว้ “เมตตาให้น้ำหนึ่งหยดควรตอบแทนด้วยน้ำพุอันพรั่งพรู” จึงไม่ต้องพูดถึงสถานการณ์ของฉันเลย—สิ่งที่ฉันได้รับไม่ได้เป็นความเมตตาเล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นการเมตตาช่วยชีวิต  ฉันเลยยิ่งควรตอบแทนด้วยชีวิตของฉัน’  เขาไม่รู้ว่าการตอบแทนความใจดีมีเมตตามีขีดจำกัดอะไรบ้างหรือมีหลักธรรมว่าอย่างไร  เขาเชื่อว่าชีวิตของเขาคือสิ่งที่ครอบครัวนั้นให้มา ดังนั้นเขาจึงต้องอุทิศชีวิตนั้นให้พวกเขาเป็นการตอบแทน และทำสิ่งใดก็ตามที่พวกเขาสั่งให้ทำ รวมทั้งการฆาตกรรมหรือการทำชั่วอื่นๆ  การตอบแทนความใจดีมีเมตตาแบบนี้ไม่มีหลักธรรมหรือข้อจำกัด  เขาทำหน้าที่เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของพวกคนทำชั่วและพร้อมกันนั้นก็ทำให้ตนเองพลอยย่อยยับไปด้วย  การที่เขาตอบแทนความใจดีมีเมตตาในลักษณะนี้ถูกต้องหรือไม่?  แน่นอนว่าไม่ถูกต้อง  นี่เป็นการทำสิ่งต่างๆ อย่างโง่เขลา  จริงอยู่ว่าครอบครัวนี้ช่วยชีวิตเขาและเปิดโอกาสให้เขามีชีวิตต่อไป แต่การตอบแทนความใจดีมีเมตตาของคนเราก็ต้องมีหลักธรรม ขีดจำกัด และความพอประมาณ  พวกเขาช่วยชีวิตเขาไว้ แต่จุดประสงค์ของชีวิตเขานั้นไม่ใช่การทำชั่ว  ความหมายและคุณค่าของชีวิต รวมทั้งภารกิจของมนุษย์ ไม่ใช่การทำชั่วและการฆาตกรรม และเขาก็ไม่ควรดำรงชีวิตเพื่อจุดประสงค์เดียวคือการตอบแทนความใจดีมีเมตตา  เด็กหนุ่มเชื่ออย่างผิดๆ ว่าความหมายและคุณค่าของชีวิตคือการตอบแทนความใจดีมีเมตตาที่ได้รับอย่างรู้คุณ  นี่เป็นความเข้าใจผิดที่ร้ายแรง  นี่คือผลของการถูกหลักเกณฑ์ด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่ว่า ‘ความใจดีมีเมตตาที่ได้รับควรตอบแทนอย่างสำนึกในบุญคุณ’ ครอบงำเอาไว้มิใช่หรือ?  (ใช่) เขาถูกอิทธิพลของคำกล่าวที่ให้ตอบแทนความใจดีมีเมตตานี้ชักนำให้หลงผิด หรือว่าเขาค้นพบหลักธรรมและเส้นทางปฏิบัติที่ถูกต้อง?  เห็นได้ชัดว่าเขาถูกชักนำให้หลงผิดไปมาก—นี่ชัดแจ้งอย่างยิ่ง(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, การไล่ตามเสาะหาความจริงคืออะไร (7))  พระวจนะของพระเจ้าชัดเจนมาก ผู้คนยึดถือมาตรฐานทางศีลธรรมในวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ว่า ควรตอบแทนความเมตตาที่ได้รับอย่างซาบซึ้ง และตราบใดที่คนอื่นแสดงความเมตตาต่อพวกเขา พวกเขาก็รู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องตอบแทนโดยไม่ลังเล วิธีการกระทำและประพฤติปฏิบัติตนแบบนี้อาจนำไปสู่การสูญเสียหลักธรรมและมาตรฐานขั้นต่ำได้ง่ายๆ บางครั้ง ในความพยายามที่จะตอบแทนบุญคุณ ผู้คนอาจถึงขั้นก่ออาชญากรรมหรือทำชั่ว โดยเอาชีวิตตัวเองเข้าแลก ช่างโง่เขลาจริงๆ!  เมื่อพิจารณาจากการเปิดโปงของพระวจนะของพระเจ้า ผมก็ทบทวนตัวเอง ตอนที่ผู้นำขอให้ผมเขียนเกี่ยวกับพฤติกรรมของอู๋จวิน ผมรู้ดีว่าเขาปฏิเสธความจริงและก่อกวนงานของคริสตจักรมาโดยตลอด แต่ด้วยความพยายามที่จะตอบแทนบุญคุณเขาและหลีกเลี่ยงการถูกตราหน้าว่าไม่รู้จักสำนึกในบุญคุณและไม่มีมโนธรรม ผมจึงผัดวันประกันพรุ่งและไม่เปิดโปงเขา โดยไม่สนใจแม้แต่ความรู้สึกตำหนิตัวเองในใจ ผลก็คือ ผมดึงเรื่องไว้นานกว่าหนึ่งเดือน พระนิเวศของพระเจ้าเอาผู้ไม่เชื่อและคนชั่วออกไปเพื่อชำระคริสตจักรให้บริสุทธิ์ สร้างสภาพแวดล้อมและระเบียบที่ดีให้กับพี่น้องชายหญิง เพื่อให้พวกเขามีชีวิตคริสตจักรตามปกติได้ นี่คือเจตนารมณ์ของพระเจ้า แต่ผมกลับไม่สนใจผลประโยชน์ของคริสตจักรและการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิง โดยอยากให้อู๋จวินอยู่ในคริสตจักรต่อไป โดยธรรมชาติแล้ว การกระทำของผมคือการปกปิดและปกป้องผู้ไม่เชื่อ ปล่อยให้เขาก่อให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวนในคริสตจักรได้อย่างอิสระ สิ่งที่ผมทำไปคือการขัดขวางงานชำระให้สะอาดของคริสตจักร ผมกำลังทำชั่วและต่อต้านพระเจ้าจริงๆ!  ผมสูญเสียหลักธรรมและมาตรฐานขั้นต่ำในการประพฤติตนไปแล้ว สิ่งที่ผมทำไปไม่มีอะไรมากไปกว่าการตอบแทนบุญคุณแบบหลับหูหลับตา โดยธรรมชาติแล้วก็ไม่ต่างจากขอทานที่ก่อเหตุชั่วร้ายอย่างการฆ่าคนเพื่อตอบแทนบุญคุณ ช่างโง่เขลาจริงๆ!  ตอนนั้นเอง ในที่สุดผมก็ตระหนักว่าซาตานใช้คำกล่าวในวัฒนธรรมดั้งเดิมเกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรม ซึ่งเป็นคำกล่าวที่คนทั่วไปมองว่าดี มาชักพาให้หลงผิดและทำให้พวกเขาเสื่อมทราม มันช่างร้ายกาจและเลวเหลือเกิน!

หลังจากนั้น ผมก็ใคร่ครวญว่าทำไมแนวคิดที่ว่า ควรตอบแทนความเมตตาที่ได้รับอย่างซาบซึ้ง ถึงไม่ถูกต้อง แล้วผมก็ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าเหล่านี้ที่ว่า “ความรับผิดชอบและภาระผูกพันทางสังคมที่มนุษย์สัมฤทธิ์ได้ และการกระทำที่ไม่ต้องใช้ความพยายามซึ่งโดยสัญชาตญาณแล้วมนุษย์ควรที่จะทำได้และพึงทำ ซึ่งเป็นการกระทำที่ให้ความช่วยเหลือและเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น—สิ่งเหล่านี้ไม่อาจพิจารณาได้เลยว่าเป็นความใจดีมีเมตตา เพราะล้วนเป็นเรื่องของการยื่นมือช่วยเหลือเท่านั้น  การให้ความช่วยเหลือแก่คนที่บังเอิญต้องการให้ช่วย ในเวลาและสถานที่ที่เหมาะสม เป็นเหตุการณ์ที่ปกติมาก และเป็นความรับผิดชอบของสมาชิกทุกคนในเผ่าพันธุ์มนุษย์ด้วย  นี่เป็นเพียงความรับผิดชอบและภาระหน้าที่อย่างหนึ่งเท่านั้น  พระเจ้าประทานสัญชาตญาณเหล่านี้แก่ผู้คนตอนที่พระองค์ทรงสร้างพวกเขาขึ้นมา  ในที่นี้เรากำลังหมายถึงสัญชาตญาณอะไร?  เรากำลังหมายถึงมโนธรรมและเหตุผลของมนุษย์… ในทำนองเดียวกัน ผู้คนย่อมสามารถปฏิบัติหน้าที่และความรับผิดชอบของตนในพระนิเวศของพระเจ้าได้ และนี่ก็เป็นสิ่งที่ใครก็ตามที่มีมโนธรรมและเหตุผลพึงทำ  ด้วยเหตุนี้สำหรับมนุษย์แล้ว การช่วยเหลือผู้คนและแสดงความใจดีมีเมตตาแก่พวกเขาจึงแทบไม่ต้องใช้ความพยายาม เป็นเรื่องที่มีอยู่ในสัญชาตญาณของมนุษย์ และเป็นสิ่งที่ผู้คนสามารถทำให้สำเร็จลุล่วงได้โดยสมบูรณ์  ไม่มีความจำเป็นต้องจัดอันดับให้สูงเท่าความใจดีมีเมตตา  อย่างไรก็ดี ผู้คนมากมายนึกว่าความช่วยเหลือจากผู้อื่นคือความใจดีมีเมตตา และพูดถึงความช่วยเหลือนั้นอยู่เสมอ คอยตอบแทนอยู่ตลอดเวลา นึกไปว่าถ้าพวกเขาไม่ตอบแทน พวกเขาก็ไม่มีมโนธรรม  พวกเขานึกดูถูกและดูหมิ่นตัวเอง ถึงกับกังวลว่าตนนั้นจะถูกความเห็นของคนส่วนใหญ่รุมตำหนิ  จำเป็นต้องกังวลเรื่องเหล่านี้หรือไม่?  (ไม่) มีผู้คนมากมายที่มองข้ามเรื่องนี้ไปไม่ได้ และถูกเรื่องนี้บีบคั้นอยู่ตลอดเวลา  นี่คือการไม่เข้าใจหลักธรรมความจริง  ตัวอย่างเช่น ถ้าเจ้ากับเพื่อนติดอยู่ในทะเลทราย และเจ้ามีน้ำอยู่บ้าง แต่น้ำของเพื่อนหมดแล้ว เจ้าย่อมจะแบ่งน้ำให้เพื่อนบ้างเป็นแน่ เจ้าจะไม่เอาแต่มองดูเพื่อนหิวน้ำตาย  ทั้งที่รู้ว่าน้ำจะหมดเร็วขึ้นถ้าพวกเจ้าสองคนแบ่งกันดื่มน้ำหนึ่งขวดนั้น เจ้าก็จะแบ่งน้ำให้เพื่อนอยู่ดี  แล้วเหตุใดเจ้าจึงทำเช่นนั้น?  เพราะเจ้าทนดูเพื่อนทนทุกข์เพราะความกระหายไม่ได้—เจ้าแค่ทนไม่ได้เท่านั้นเอง  อะไรทำให้เจ้าทนดูเพื่อนของเจ้าทุกข์ทนเพราะกระหายน้ำไม่ได้?  สำนึกในมโนธรรมของเจ้านั่นเองที่ทำให้เกิดความรู้สึกนี้ขึ้นมา  ต่อให้เจ้าไม่อยากลุล่วงความรับผิดอบและภาระหน้าที่แบบนี้ มโนธรรมของเจ้าก็จะทำให้เจ้าทนแชเชือนไม่ไหว มโนธรรมของเจ้าจะทำให้เจ้ารู้สึกเสียใจ  ทั้งหมดนี้เป็นผลจากสัญชาตญาณของมนุษย์มิใช่หรือ?  มโนธรรมและเหตุผลของมนุษย์ตัดสินเรื่องทั้งหมดนี้มิใช่หรือ?  ถ้าเพื่อนบอกว่า ‘ฉันติดหนี้บุญคุณเธอที่ยกน้ำบางส่วนของตัวเองให้ฉันในสถานการณ์นั้น!’ การพูดแบบนี้ย่อมจะผิดเช่นกันใช่หรือไม่?  นี่ไม่เกี่ยวอะไรกับความใจดีมีเมตตา  ถ้ากลับด้านกันแล้วเพื่อนคนนั้นมีความเป็นมนุษย์ มโนธรรม และเหตุผล เพื่อนก็ย่อมจะปันน้ำของตนให้เจ้าเช่นกัน  นี่เป็นเพียงความรับผิดชอบหรือสัมพันธภาพขั้นพื้นฐานทางสังคมระหว่างผู้คนเท่านั้น  สัมพันธภาพหรือความรับผิดชอบหรือภาระหน้าที่ขั้นพื้นฐานที่สุดทางสังคมเหล่านี้ล้วนเกิดจากสำนึกในมโนธรรมของมนุษย์ ความเป็นมนุษย์ของเขา และสัญชาตญาณที่พระเจ้าประทานแก่มนุษย์เมื่อครั้งที่ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา  ภายใต้รูปการณ์ปกติ สิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องให้พ่อแม่สอนหรือให้สังคมปลูกฝัง และยิ่งไม่ต้องให้ผู้อื่นพร่ำว่ากล่าวตักเตือนให้เจ้าทำ  การศึกษาจะมีความจำเป็นก็เฉพาะกับคนที่ไม่มีมโนธรรมและเหตุผล คนที่ไร้ความสามารถในการรับรู้ที่ปกติ—เช่น ผู้คนที่บกพร่องทางสติปัญญาหรือผู้เซ่อ—หรือคนที่มีขีดความสามารถอ่อนด้อย ไม่รู้ความและดื้อรั้นเท่านั้น  คนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติไม่จำเป็นต้องให้สอนเรื่องเหล่านี้—ผู้คนที่มีมโนธรรมและเหตุผลมีสิ่งเหล่านี้กันทุกคน  ดังนั้นจึงไม่เหมาะสมที่จะพูดจาเกินจริงไปมากเกี่ยวกับพฤติกรรมบางอย่างหรือทำเหมือนเป็นความใจดีมีเมตตารูปแบบหนึ่งในเมื่อนั่นเป็นไปตามสัญชาตญาณและตามมโนธรรมและเหตุผลเท่านั้น(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, การไล่ตามเสาะหาความจริงคืออะไร (7))  “ถ้าพระเจ้าประสงค์ที่จะช่วยเจ้าให้รอด ไม่ว่าพระองค์จะทรงใช้งานใครเพื่อทำให้เรื่องนี้สำเร็จลุล่วง เจ้าก็ควรขอบคุณพระเจ้าก่อนและยอมรับความช่วยเหลือจากพระเจ้า  เจ้าไม่ควรมุ่งขอบคุณผู้คนเท่านั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการมอบชีวิตของเจ้าให้ใครบางคนด้วยความรู้คุณ  นี่เป็นความผิดพลาดอันร้ายแรง  สิ่งที่สำคัญยิ่งก็คือหัวใจของเจ้านั้นสำนึกขอบคุณพระเจ้า และเจ้าก็ยอมรับความช่วยเหลือจากพระองค์(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, การไล่ตามเสาะหาความจริงคืออะไร (7))  เมื่อไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า ผมตระหนักว่าการช่วยเหลือผู้อื่นเป็นสัญชาตญาณที่พระเจ้าประทานให้มนุษย์เมื่อทรงสร้างพวกเขา ตราบใดที่คนเรามีมโนธรรมและสำนึก พวกเขาก็ทำสิ่งนี้ได้ มันเป็นการกระทำเพื่อรับใช้ที่เรียบง่ายและถือว่าเป็นบุญคุณไม่ได้ ตัวอย่างเช่น ตอนที่อู๋จวินช่วยเหลือและเกื้อหนุนผมในช่วงที่ผมอ่อนแอ มันไม่ใช่บุญคุณ เพราะตอนนั้นเขาเป็นผู้นำคริสตจักร และการช่วยเหลือและเกื้อหนุนพี่น้องชายหญิงที่อ่อนแอเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของเขา ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้เขาไม่ได้เป็นผู้นำคริสตจักร ตราบใดที่เขามีมโนธรรมและสำนึก เขาก็จะให้ความช่วยเหลือและสามัคคีธรรมเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงคิดลบหรืออ่อนแอเช่นกัน นอกจากนี้ การที่สภาวะของผมดีขึ้นก็เป็นเพราะประสิทธิผลของพระวจนะของพระเจ้าในตัวผมเป็นหลัก ผมควรขอบพระคุณความรักของพระเจ้าและลุล่วงหน้าที่ของผมเพื่อสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าและตอบแทนพระเจ้า แทนที่จะเอาแต่คิดถึงบุญคุณของอู๋จวินและหาทางตอบแทนเขา เพราะว่าผมถูกขอให้เขียนประเมินอู๋จวิน ผมก็ควรปฏิบัติความจริงและซื่อสัตย์ โดยเขียนตามความจริง คริสตจักรจะประเมินและระบุลักษณะเขาตามหลักธรรม ต่อให้สุดท้ายเขาถูกเอาตัวออกไป นั่นก็จะเป็นผลสืบเนื่องมาจากพฤติกรรมที่ทำมาตลอดของเขาในการวิเคราะห์ผู้คนและสิ่งทั้งหลายมากเกินไป ปฏิเสธความจริง รวมถึงขัดขวางและก่อกวนงานคริสตจักร นี่จะเป็นอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าที่มาถึงเขา หลังจากนั้น ผมอธิษฐานถึงพระเจ้าในการกลับใจว่า “ข้าแต่พระเจ้า ตอนที่เขียนถึงพฤติกรรมของอู๋จวิน ข้าพระองค์ไม่ซื่อสัตย์ ข้าพระองค์เขียนแบบสุกเอาเผากิน โกหกและหลอกลวง ทำให้งานชำระให้สะอาดล่าช้า พฤติกรรมของข้าพระองค์ทำให้พระองค์ทรงขยะแขยงและรังเกียจ ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์เต็มใจที่จะหันมาหาพระองค์และเขียนพฤติกรรมของอู๋จวินตามความเป็นจริง ขอพระองค์ทรงพินิจพิเคราะห์หัวใจของข้าพระองค์ด้วยเถิด” หลังจากนั้น ผมก็เขียนประเมินจนเสร็จและส่งให้ผู้นำคริสตจักร ในเวลาต่อมา อู๋จวินถูกระบุลักษณะว่าเป็นผู้ไม่เชื่อและถูกเอาตัวออกไปจากคริสตจักร เมื่อได้ยินข่าวนี้ ผมรู้สึกติดค้างและตำหนิตัวเอง ผมเห็นว่าการที่ผมไม่ปฏิบัติความจริงทำให้งานชำระให้สะอาดล่าช้าอย่างไร

ผ่านประสบการณ์นี้ ผมเห็นชัดเจนว่าแนวคิดที่ว่า “ความใจดีมีเมตตาที่ได้รับควรตอบแทนอย่างสำนึกในบุญคุณ” ไม่ใช่สิ่งที่เป็นบวก และไม่ว่าจะยึดถือมันอย่างดีแค่ไหน มันก็ไม่ใช่การปฏิบัติความจริง แต่เข้ากันไม่ได้กับความจริง ต่อไปผมต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของพระเจ้า มองผู้คนและสิ่งทั้งหลาย และกระทำและประพฤติปฏิบัติตนตามพระวจนะของพระเจ้า ขอบคุณพระเจ้า!

ก่อนหน้า: 90. ฉันจะไม่คร่ำครวญเรื่องชะตากรรมของตัวเองอีกต่อไป

ถัดไป: 97. ลาก่อนวันของการไล่ตามเงินทอง

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย หย่างมู่ ประเทศเกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย เสี่ยวเว่ย ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger