53. ฉันได้เรียนรู้การรับผิดชอบต่อหน้าที่
ในเดือนกรกฎาคมปี 2021 ฉันได้รับเลือกให้เป็นผู้นำคริสตจักร ฉันคิดว่า “การที่ได้รับหน้าที่สำคัญเช่นนี้ได้ในวัยเกินหกสิบปี ถือเป็นการทรงยกย่องจากพระเจ้าอย่างแท้จริง” ฉันตั้งใจว่า จะทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด จากนั้น ฉันทุ่มเทตัวเองในการทำหน้าที่ เข้าร่วมการชุมนุม แก้ไขปัญหาของพี่น้องชายหญิง และทำงานยุ่งทุกวัน หลังจากนั้นสักพัก งานหลายอย่างในคริสตจักรก็เริ่มแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าบ้าง และฉันรู้สึกค่อนข้างมีความสุข เดือนสิงหาคมปีถัดมา ฉันได้รับเลือกให้เป็นผู้ประกาศ และต้องรับผิดชอบงานของคริสตจักรสองแห่ง ฉันคิดว่า “แค่คริสตจักรเดียวฉันก็ยุ่งพอตัวอยู่แล้ว ตอนนี้ฉันต้องรับผิดชอบอีกคริสตจักรหนึ่งอีก ฉันมิต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้นอีกรึนี่? ร่างกายฉันจะทนอยู่แบบนี้ต่อไปไหวไหม? อีกทั้งงานในอีกคริสตจักรก็ไม่ค่อยประสบผลดีนัก ดังนั้น ฉันจะต้องมีเรื่องให้กังวลเพิ่มขึ้นอีก!” หลังจากที่คิดทบทวนแล้ว ฉันตัดสินใจว่า จะไม่รับหน้าที่นี้ ฉันคิดว่า “ฉันจะใช้ข้ออ้างอะไรปฏิเสธงานนี้ได้บ้าง? บางที ฉันอาจจะบอกว่า ฉันอายุเยอะเกิน ฉันไม่มีพลังหรือความแข็งแรงพอที่จะรับผิดชอบอีกคริสตจักรได้ และจะทำให้งานจะล่าช้าออกไป แล้วก็แนะนำให้พวกเขาหาคนที่อายุน้อยกว่า” แต่การคิดแบบนี้ทำให้ฉันไม่สบายใจเล็กน้อย ฉันไม่ได้กำลังหลีกเลี่ยงหน้าที่ของตัวเองอยู่หรอกหรือ? คำพูดอยู่ที่ปลายลิ้นแล้ว แต่ฉันตัดสินใจเงียบเอาไว้ ดัังนั้นฉันจึงรับหน้าที่เป็นผู้ประกาศ
หลังจากนั้น ทุกชั่วโมงในทุกวันก็เต็มไปด้วยการจัดการเตรียมการ บางครั้งฉันถึงกับต้องรีบทานอาหารและทำงานแบบลวกๆ ท่ามกลางความวุ่นวายทั้งหมดนี้ ฉันอดคิดไม่ได้ว่า “ฉันอายุเยอะแล้ว ร่างกายฉันจะไหวไหมแบบนี้? ถ้าเกิดฉันเหนื่อยจัดจนล้มพับไปล่ะ? ทั้งสองคริสตจักรต่างมีผู้นำ และพวกเขาก็ค่อนข้างแข็งขันในการติดตามงาน ด้วยความร่วมมือของพวกเขา ฉันไม่น่าจะต้องติดตามงานต่างๆ ใกล้ชิดนัก ฉันควรพักให้มากขึ้น ในวัยของฉัน ควรจะใช้เวลาใส่ใจดูแลตัวเอง การเป็นกังวลมากๆ อยู่ตลอดเวลาจะทำให้ฉันดูแก่ขึ้นหรือเปล่า?” เมื่อคิดเช่นนี้ ฉันถอนหายใจด้วยความโล่งอก และคิดว่า “ถ้าฉันทำแบบนี้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ฉันคงไม่ยุ่งขนาดนี้ บางทีอาจเป็นเพราะฉันไม่รู้จะจัดตารางงานอย่างไร! พอฉันจัดการเตรียมการสิ่งต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม หน้าที่นี้จะไม่เป็นภาระหนักเท่าที่ฉันเคยจินตนาการไว้” หลังจากนั้น ฉันติดตามงานข่าวประเสริฐและงานให้น้ำน้อยลง เมื่่อกลับถึงบ้านหลังจากการชุมนุม ฉันไม่คิดถึงเรื่องงานมากนัก เชื่อมั่นว่า ผู้นำคริสตจักรกำลังติดตามผลการทำงานอยู่ ฉันเพียงแค่ดูวีดิทัศน์คำพยานจากประสบการณ์ และตอบคำถามของพี่น้องชายหญิง รู้สึกกดดันน้อยลงมาก และคิดถึงวิธีทำอาหารที่อร่อยและมีคุณค่าเพื่อให้สุขภาพฉันดีขึ้น หนึ่งเดือนผ่านไปโดยไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ ฉันไปคริสตจักรทั้งสองเพื่อตรวจงาน เพียงเพื่อจะพบว่า ไม่มีคริสตจักรไหนได้ผู้เชื่อใหม่เลยในเดือนนั้น ฉันรู้สึกตกใจเมื่อได้ยินข่าวนี้ คิดว่า “เกิดอะไรขึ้น? ผู้นำคริสตจักรต่างร่วมมืออย่างแข็งขัน แล้วทำไมงานข่าวประเสริฐถึงยังไม่ได้ผลลัพธ์เลย? งานการเป็นผู้นำคริสตจักรของฉันไม่เคยไร้ประสิทธิผลขนาดนี้มาก่อนเลย!” ฉันรีบมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐาน “ข้าแต่พระเจ้า เดือนนี้ไม่มีงานข่าวประเสริฐของคริสตจักรไหนได้ผลเลย และข้าพระองค์ไม่ทราบว่าปัญหาอยู่ที่ไหน โปรดทรงนำให้ข้าพระองค์พบสาเหตุของปัญหานี้ด้วยเถิด” หลังจากอธิษฐาน ฉันตระหนักได้ว่า ช่วงหลังๆ มานี้ ฉันใช้ชีวิตอยู่เพียงเพื่อสนองความต้องการทางเนื้อหนังของตัวเอง คิดแต่เรื่องการกิน-ดื่มให้ดี และพักผ่อน โดยไม่สำนึกถึงภาระหน้าที่ของตนเองเลย ฉันไม่ได้ใส่ใจหรือจัดการแก้ไขปัญหาในงานอย่างทันท่วงที และฉันต้องรับผิดชอบโดยตรงต่อการขาดผลลัพธ์ในงาน! ดังนั้นฉันจึงรีบไปพบกับผู้นำคริสตจักรเพื่อสรุปสาเหตุ และพบว่า ถึงแม้ว่าผู้นำคริสตจักรจะขับเคลื่อนงาน แต่พวกเขาเพียงแต่มอบหมายงานให้ผู้อื่น และไม่ได้ดำเนินการใดๆ เพื่อติดตามหรือกำกับดูแลการทำงาน ซึ่งก็หมายความว่า ไม่ได้มีการลงมือทำงานนั้นอย่างเต็มที่ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานข่าวประเสริฐ ซึ่งพี่น้องชายหญิงต้องประสบความยากลำบาก และผู้นำคริสตจักรเองต่างก็เห็นว่าเป็นความยากลำบากที่เกิดขึ้นจริง และไม่รู้จะจัดการคลี่คลายได้อย่างไร หลังจากเข้าใจสถานการณ์ ฉันจึงตระหนักว่า ตนเองบกพร่องต่อหน้าที่มานาน ดังนั้น ฉันจึงเปิดใจเล่าถึงสภาวะล่าสุดของตัวเองให้บรรดาผู้นำคริสตจักรฟัง และรีบสามัคคีธรรมกับพวกเขา เพื่อหาทางดำเนินงานต่อทันทีโดยไม่กล้าชักช้าอีกต่อไป
ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้ที่ว่า “ผู้นำและคนทำงานควรตรวจสอบงานของสมาชิกแต่ละกลุ่มอย่างแข็งขัน ตรวจสอบสถานการณ์ของสมาชิกแต่ละกลุ่มว่ามีผู้ไม่เชื่อคนใดอยู่ที่นั่นเพียงเพื่อเพิ่มจำนวนหรือมีผู้ไม่เชื่อที่เผยแพร่ความคิดลบและมโนคติอันหลงผิดซึ่งก่อกวนงานของคริสตจักรหรือไม่ และทันทีที่ค้นพบ ผู้คนเหล่านี้ควรถูกเปิดโปงและเอาตัวออกไปให้หมด นี่คืองานที่เหล่าผู้นำและคนทำงานควรทำ พวกเขาไม่ควรนิ่งเฉย ไม่ควรรอคอยคำสั่งและการกระตุ้นจากเบื้องบนจึงกระทำการ และไม่ควรทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ต่อเมื่อพี่น้องชายหญิงทุกคนเรียกร้องเท่านั้น เหล่าผู้นำและคนทำงานพึงคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าในงานของตนและจงรักภักดีต่อพระองค์ หนทางที่ดีที่สุดที่พวกเขาควรประพฤติตนคือรับรู้และแก้ไขปัญหาทั้งหลายในเชิงรุก พวกเขาต้องไม่อยู่เฉย โดยเฉพาะเมื่อพวกเขามีพระวจนะและการสามัคคีธรรมในปัจจุบันเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติตน แต่ควรเป็นฝ่ายริเริ่มที่จะแก้ปัญหาและความลำบากยากเย็นที่แท้จริงทั้งหลายอย่างถี่ถ้วนด้วยการสามัคคีธรรมความจริง และทำงานของตนอย่างถูกต้องตามที่ควรจะเป็น พวกเขาควรติดตามความคืบหน้าของงานอย่างกระตือรือร้นและทันท่วงที พวกเขาไม่อาจรอคอยคำสั่งและการกระตุ้นจากเบื้องบนก่อนที่จะลงมือทำอย่างไม่เต็มใจอยู่ตลอดเวลา หากผู้นำและคนทำงานมีความคิดลบและนิ่งเฉยอยู่เสมอ ไม่ทำงานที่แท้จริงเลย พวกเขาย่อมไม่คู่ควรกับการรับใช้ในฐานะผู้นำและคนทำงาน ควรถูกปลด และควรปรับเปลี่ยนการมอบหมายหน้าที่ให้พวกเขาเสียใหม่ ทุกวันนี้มีผู้นำและคนทำงานจำนวนมากที่ขาดความกระตือรือร้นในงานของตนเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาทำงานเพียงเล็กน้อยหลังจากเบื้องบนมอบคำสั่งและผลักดันพวกเขา ไม่อย่างนั้นพวกเขาก็หย่อนยานและผัดวันประกันพรุ่ง… หลังจากเบื้องบนจัดการเตรียมงานให้ พวกเขาก็จะยุ่งอยู่สักพักหนึ่ง แต่เมื่องานในส่วนนั้นเสร็จสิ้น พวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไปเพราะพวกเขาไม่เข้าใจว่าหน้าที่ที่พวกเขาควรทำคืออะไร พวกเขาไม่เคยเข้าใจชัดเจนเกี่ยวกับหน้าที่ที่อยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของผู้นำและคนทำงานที่ตนควรปฏิบัติ ในสายตาของพวกเขา ไม่มีงานใดที่จำเป็นต้องทำ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อผู้คนไม่คิดว่ามีงานที่จำเป็นต้องทำ? (พวกเขาไม่แบกรับภาระ) พูดให้ถูกต้องก็คือ พวกเขาไม่แบกรับภาระ พวกเขาเกียจคร้านและละโมบความสะดวกสบาย หยุดพักให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เมื่อมีโอกาส และพยายามหลีกเลี่ยงงานเพิ่มเติมใดก็ตาม คนเกียจคร้านเหล่านี้มักคิดว่า ‘ทำไมฉันต้องกังวลมากขนาดนั้น? การกังวลมากเกินไปรังแต่จะทำให้ฉันแก่เร็วขึ้น ฉันจะได้ประโยชน์อะไรจากการทำเช่นนั้น จากการวิ่งวุ่นมากมาย และทำให้ตัวเองเหนื่อยขนาดนั้น? จะเกิดอะไรขึ้นหากฉันเหนื่อยจนหมดแรงแล้วล้มป่วยขึ้นมา? ฉันไม่มีเงินจ่ายค่ารักษา แล้วใครจะดูแลเวลาฉันแก่เฒ่า?’ คนเกียจคร้านเหล่านี้ก็แค่เฉื่อยชาและล้าหลังเช่นนี้ พวกเขาไม่มีความจริงเลยแม้แต่น้อย และไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้อย่างชัดเจน พวกเขาคือกลุ่มคนที่เลอะเลือนอย่างเห็นได้อย่างชัดเจนใช่หรือไม่? พวกเขาล้วนเลอะเลือน ไม่ตระหนักถึงความจริงและไม่สนใจความจริง แล้วพวกเขาจะสามารถได้รับการช่วยให้รอดได้อย่างไร? เหตุใดผู้คนจึงไร้วินัยและเกียจคร้านเสมอ ราวกับพวกเขาเป็นซากศพที่มีชีวิต? เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาธรรมชาติของพวกเขา ในธรรมชาติของมนุษย์มีความเกียจคร้าน ไม่ว่าผู้คนกำลังทำกิจใดอยู่ก็ตาม พวกเขาจำเป็นต้องให้ใครบางคนกำกับดูแลและกระตุ้นพวกเขาอยู่เสมอ บางครั้งผู้คนก็คำนึงถึงเนื้อหนัง ละโมบความสะดวกสบายทางกาย และเก็บซ่อนบางสิ่งบางอย่างไว้เพื่อตัวเองเสมอ—คนเหล่านี้เต็มไปด้วยเจตนาเยี่ยงมารและอุบายเจ้าเล่ห์ พวกเขาไม่มีความดีเลยจริงๆ ไม่ว่าพวกเขากำลังทำหน้าที่สำคัญอันใด พวกเขาก็ไม่ทำให้ดีที่สุดอยู่เสมอ พวกเขาไม่รับผิดชอบและไม่มีความจงรักภักดี” (พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (26)) ฉันเข้าใจแล้วว่า พระเจ้าทรงต้องการผู้นำและคนทำงานที่ติดตามผลงานอย่างกระตือรือร้น ดำเนินการแก้ไขปัญหาแบบเชิงรุก และตรวจสอบให้แน่ใจว่า มีการดำเนินงานในภาคส่วนต่างๆ จริง นี่คือหน้าที่รับผิดชอบของบรรดาผู้นำและคนทำงาน ฉันนึกย้อนไปถึงตอนแรกที่ฉันได้รับเลือกให้เป็นผู้นำคริสตจักร ฉันสำนึกถึงภาระและความรับผิดชอบในหน้าที่ของฉัน และฉันยังรู้สึกถึงการทรงนำของพระเจ้าในการทำหน้าที่ ฉันสามารถระบุปัญหาในงาน และแก้ไขให้ลุล่วงได้ และฉันรู้สึกอิ่มเอมใจและใช้ชีวิตด้วยความรู้สึกมั่นใจ หลังจากที่ต้องมารับผิดชอบงานของสองคริสตจักร ฉันทำงานยุ่งทุกวัน และฉันเป็นกังวลว่า อายุฉันขนาดนี้แล้ว ทำงานหนักขนาดนี้ ร่างกายอาจรับไม่ไหว ดังนั้นฉันจึงลังเลในการทำหน้าที่นี้ เมื่อเห็นว่าผู้นำคริสตจักรต่างก็ทำงาน ฉันจึงฉวยโอกาสจากสถานการณ์ดังกล่าว และคิดว่า เมื่อผู้นำต่างก็ทำงานกันอยู่แล้ว ฉันน่าจะติดตามงานน้อยลงได้ โดยที่ผู้นำระดับสูงไม่รู้ ฉันเอาแต่สนใจเรื่องการกิน-ดื่ม และดูแลร่างกายตัวเอง และผลที่เกิดขึ้นเมื่อผ่านไปได้หนึ่งเดือนคือ การทำงานข่าวประเสริฐของทั้งสองคริสตจักรไม่เกิดผลลัพธ์ใดใดเลย ฉันเป็นคนทำให้งานล่าช้าไม่ใช่เหรอ? แต่เดิม ฉันมีขีดความสามารถในระดับปานกลาง และไม่ได้มีพรสวรรค์พิเศษใดๆ ฉันไม่คู่ควรกับการทำหน้าที่สำคัญเช่นนี้เลย พระเจ้าทรงประทานโอกาสให้ฉันได้ฝึกฝน แต่ฉันกลับไม่ตระหนักถึงคุณค่า ฉันไม่ได้ทำหน้าที่อย่างเหมาะสม มักจะมัวแต่คำนึงถึงและตามใจเนื้อหนังของตัวเอง และฉันขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเอง ฉันเอาแต่เกียจคร้าน และไม่มีความจงรักภักดีเลยแม้แต่น้อย ฉันคิดถึงโนอาห์ผู้ซึ่งอายุมากแล้วเช่นกันตอนที่เขาได้รับพระบัญชาจากพระเจ้า แต่เขาก็ไม่ได้คำนึงถึงร่างกายหรือความลำบากยากเย็นใดๆ ของตนเอง เขาทำงานอย่างขยันขันแข็งทุกวัน ทั้งประกาศข่าวประเสริฐและสร้างเรือโนอาห์ไปพร้อมๆ กัน และไม่ว่าจะเหน็ดเหนื่อยหรือยากเย็นเพียงใด เขาก็ยังคงมั่นคงไม่หวั่นไหว เขายึดพระบัญชาของพระเจ้าไว้ในหัวใจ และหลังจากที่พระเจ้าทรงบัญชาให้เขาสร้างเรือแล้ว เขาก็มีหัวใจและสำนึกแห่งความรับผิดชอบ และทำทุกอย่างตามที่พระเจ้าทรงบอกให้เขาทำ ในที่สุดเขาก็เสร็จสิ้นพระบัญชาของพระเจ้า และได้รับความโปรดปรานจากพระองค์ ฉันยังคิดถึงพี่น้องชายหญิงอาวุโสบางคนในคริสตจักรอีกด้วย บางคนอายุกว่าแปดสิบปีแล้วและยังคงประกาศข่าวประเสริฐ ฉันเพิ่งจะอยู่ในวัยหกสิบ และสุขภาพดี คริสตจักรทั้งสองแห่งก็ไม่ได้มีขอบเขตใหญ่โตนัก และจะไม่ทำให้ฉันถึงกับป่วยหรือล้มพับเพราะความเหนื่อยล้า แต่ฉันก็ยังไม่อยากแบกรับแม้แต่ภาระที่อยู่ในขีดความสามารถของฉัน เมื่อเปรียบเทียบกับพวกเขาแล้ว ฉันรู้สึกละอายใจจริงๆ! ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้า โดยกล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้า การที่ข้าพระองค์สามารถทำหน้าที่นี้ได้ เป็นเพราะการทรงยกย่องและพระคุณของพระองค์ แต่ข้าพระองค์ได้ปล่อยปละละเลยและไม่ซื่อตรง จนนำความเสียหายมาสู่งานของคริสตจักร ข้าพระองค์ขาดความเป็นมนุษย์จริงๆ! นี่คือพระองค์กำลังทรงเผยและช่วยข้าพระองค์ให้รอด และข้าพระองค์เต็มใจที่จะกลับใจ หากข้าพระองค์ยังลุ่มหลงในความสบายทางกายต่อไป ขอพระองค์ทรงโปรดสั่งสอนและบ่มวินัยข้าพระองค์ด้วยเถิด!”
หลังจากนั้น ฉันได้ค้นหาพระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวกับสภาวะความลุ่มหลงทางกายของฉัน ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าสองบทตอนที่ว่า “เนื้อหนังของมนุษย์ก็เหมือนกับงู ธาตุแท้ของเนื้อหนังคือการทำร้ายชีวิตมนุษย์—และเมื่อเนื้อหนังของเจ้าทำตามใจตนเองโดยสิ้นเชิง ชีวิตของเจ้าก็จะสูญสิ้น เนื้อหนังนั้นมีธรรมชาติของซาตาน มีความอยากได้อยากมีอันฟุ้งเฟ้ออยู่ในนั้นเสมอ คิดอ่านเพื่อตัวเองตลอดเวลา อยากได้อยากมีความสบายและต้องการลุ่มหลงในความสะดวกสบายอยู่เสมอ ปราศจากความวิตกกังวลและสำนึกถึงความเร่งด่วน จมอยู่ในความเกียจคร้าน หากเจ้าสนองความต้องการของมันจนถึงจุดหนึ่ง มันก็จะกลืนกินเจ้าในท้ายที่สุด กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หากคราวนี้เจ้าเอาใจมัน คราวหน้ามันจะขอให้เจ้าเอาใจมันอีก มันมีความอยากได้อยากมีอันฟุ้งเฟ้อและข้อเรียกร้องใหม่ๆ ตลอดเวลา และฉวยประโยชน์จากการตามใจเนื้อหนังของเจ้าเพื่อทำให้เจ้าทะนุถนอมมันยิ่งขึ้นและใช้ชีวิตอยู่ในความสะดวกสบายของเนื้อหนัง—และหากเจ้าไม่มีทางเอาชนะเนื้อหนังได้ ท้ายที่สุดแล้วเจ้าจะทำลายตัวเจ้าเอง ไม่ว่าเจ้าจะสามารถได้รับชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าหรือไม่ และจุดจบของเจ้าจะเป็นเช่นไรในท้ายที่สุด ย่อมขึ้นอยู่กับว่าเจ้าปฏิบัติการขบถต่อเนื้อหนังอย่างไร พระเจ้าได้ทรงช่วยเจ้าให้รอด ทรงเลือกสรรเจ้าและทรงลิขิตเจ้าไว้ล่วงหน้าแล้ว หากวันนี้เจ้าไม่เต็มใจที่จะทำให้พระองค์พึงพอพระทัย ไม่เต็มใจที่จะนำความจริงไปปฏิบัติ และไม่เต็มใจที่จะขบถต่อเนื้อหนังของตนเองด้วยหัวใจที่รักพระเจ้าอย่างถ่องแท้ ท้ายที่สุดแล้วเจ้าจะทำลายตัวเอง และจะต้องสู้ทนความทุกข์อย่างยิ่งยวดด้วยเหตุนี้ หากเจ้าตามใจเนื้อหนังตลอดเวลา ซาตานจะค่อยๆ กลืนกินเจ้าจนหมดสิ้น ทิ้งเจ้าให้ปราศจากชีวิต หรือสัมผัสแห่งพระวิญญาณ จนกระทั่งถึงวันที่ภายในของเจ้ามืดมิดโดยสิ้นเชิง เมื่อเจ้าใช้ชีวิตอยู่ในความมืดมิด เจ้าจะถูกซาตานจับไปเป็นเชลย เจ้าจะไม่มีพระเจ้าอยู่ในหัวใจของเจ้าอีกต่อไป และเมื่อถึงเวลานั้นเจ้าจะปฏิเสธการดำรงอยู่ของพระเจ้าและทิ้งพระองค์ไป” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การรักพระเจ้าเท่านั้นคือการเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง) “ก่อนที่ผู้คนจะได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าและเข้าใจความจริง ธรรมชาติของซาตานคือสิ่งที่กำกับดูแลและครอบงำพวกเขาจากภายใน… ปรัชญาและตรรกะของซาตานได้กลายมาเป็นชีวิตของผู้คนไปแล้ว ไม่ว่าผู้คนจะไล่ตามเสาะหาสิ่งใด พวกเขาก็ทำเช่นนั้นเพื่อตัวเอง—ดังนั้นแล้วพวกเขาจึงดำรงชีวิตเพื่อตัวพวกเขาเองเท่านั้น ‘มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม’—นี่คือปรัชญาชีวิตของมนุษย์ และมันยังเป็นตัวแทนธรรมชาติของมนุษย์อีกด้วย คำพูดเหล่านี้ได้กลายเป็นธรรมชาติของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามไปแล้ว และเป็นภาพเหมือนของธรรมชาติเยี่ยงซาตานของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามโดยแท้ ธรรมชาติเยี่ยงซาตานนี้ได้กลายเป็นรากฐานสำหรับการดำรงอยู่ของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามไปแล้ว มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามดำรงชีวิตตามพิษของซาตานนี้มาเป็นเวลาหลายพันปีจวบจนปัจจุบัน” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, วิธีเดินบนเส้นทางของเปโตร) จากการเปิดโปงของพระวจนะของพระเจ้า ฉันได้เข้าใจถึงโทษและผลร้ายของการลุ่มหลงในเนื้อหนัง ใครยิ่งลุ่มหลงและทะนุถนอมเนื้อหนังมาก ความต้องการทางเนื้อหนังก็จะยิ่งมาก สุดท้ายก็จะทำให้ตนเองต้องพินาศ ฉันดำเนินชีวิตตามปรัชญาซาตานเหล่านี้ที่ว่า “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” “ชีวิตนี้สั้น ดังนั้นควรสุขสำราญกับชีวิตเมื่อยังทำได้” และ “ชีวิตคือการกินดีและแต่งตัวสวยเท่านั้น” ปรัชญาเหล่านี้บิดเบือนความคิดและมุมมองของฉัน ทำให้ฉันคิดว่า ชีวิตไม่ควรเหน็ดเหนื่อยเกินไป และความสบายทางเนื้อหนังและการตามใจร่างกายคือความสุขที่แท้จริงและรากฐานของชีวิตที่ดี เมื่อมีโอกาส ฉันคำนึงแต่เรื่องเนื้อหนังของตนเองเท่านั้น นี่คือวิถีชีวิตของฉันก่อนที่จะมาเชื่อในพระเจ้า รู้สึกว่าการนั่งกินผลไม้และเมล็ดพืชบนเตียงพร้อมกับดูทีวีคือต้นแบบของชีวิตที่มีความสุขที่สุด ดังนั้นฉันจึงพยายามเลี่ยงงานถ้าเป็นไปได้ และพักผ่อนทุกครั้งที่มีเวลา บางครั้ง ฉันเห็นผู้สูงอายุนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ กำลังผ่อนคลายและพัดให้ตัวเอง แล้วฉันก็รู้สึกอิจฉามาก หวังว่าสักวันหนึ่งตัวเองจะได้มีชีวิตแบบนั้นบ้าง “หลังจากเชื่อในพระเจ้า ฉันรู้สึกไม่มีความสุขทุกครั้งที่งานในหน้าที่ทำให้ฉันยุ่ง” มักกลัวลำบาก กลัวเหนื่อย และไม่อยากเป็นกังวลมากเกินไป ฉันปล่อยปละละเลยการทำหน้าที่และไม่มีสำนึกรับผิดชอบ ฉันเห็นแก่ตัวอย่างแท้จริง น่ารังเกียจ ขาดความเป็นมนุษย์ และไม่คู่ควรที่จะดำรงชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า! ในช่วงเวลานั้น ฉันกินดี ดื่มดี และดูแลร่างกายอย่างดี แต่กลับทำให้งานคริสตจักรล่าช้า นี่คือการทำชั่ว! ฉันเห็นว่าการดำเนินชีวิตอย่างเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจตามอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน และมุ่งเน้นแต่การตามใจร่างกาย ทำให้คนขี้เกียจมากขึ้นเรื่อยๆ และหลีกเลี่ยงการทำงานจริง และในที่สุดก็กลายเป็นผู้นำและคนทำงานเทียมเท็จที่ถูกเผยและกำจัดออกไป เมื่อฉันตระหนักได้ดังนี้ ฉันจึงอธิษฐานต่อพระเจ้าและกลับใจ “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่ได้ลุล่วงหน้าที่ของตนให้ดี ข้าพระองค์เป็นหนี้พระองค์ และขอโทษพี่น้องชายหญิง ตอนนี้ข้าพระองค์เข้าใจถึงโทษและผลร้ายของการลุ่มหลงทางเนื้อหนังแล้ว และไม่ต้องการลุ่มหลงทางเนื้อหนังจนทำให้งานของคริสตจักรล่าช้าอีกต่อไป”
หลังจากนั้น ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่งที่ว่า “คุณค่าของชีวิตคนอยู่ตรงไหน? เพื่อหลงระเริงไปกับความรื่นเริงทางเนื้อหนัง เช่น การกิน ดื่ม และหาความบันเทิงเท่านั้นหรือ? (ไม่ใช่) เช่นนั้นแล้ว คุณค่าของชีวิตคนอยู่ตรงไหน? ช่วยบอกความคิดอ่านของเจ้ามาเถิด (คือการลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง อย่างน้อยนี่ก็เป็นสิ่งที่คนคนหนึ่งควรสัมฤทธิ์ในชีวิตของตน) ถูกต้อง จงบอกเราเถิดว่าถ้าการกระทำและความคิดในแต่ละวันตลอดชีวิตของคนคนหนึ่งมุ่งแต่จะหลีกเลี่ยงโรคภัยและความตาย รักษาร่างกายให้มีสุขภาพดีและปลอดโรค รวมทั้งพากเพียรที่จะมีอายุยืนนาน นี่ใช่คุณค่าที่ชีวิตคนควรมีหรือไม่? (ไม่ใช่) นี่ไม่ใช่คุณค่าที่ชีวิตคนควรมี ดังนั้น อะไรคือคุณค่าที่ชีวิตคนควรมี? เมื่อกี้นี้บางคนเพิ่งเอ่ยถึงการลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างซึ่งก็เป็นแง่มุมหนึ่งที่ชัดเจน มีอะไรอื่นอีกไหม? จงบอกเราถึงความใฝ่ฝันที่เจ้ามักจะมีขณะอธิษฐานหรือตั้งปณิธานเถิด (การนบนอบสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดแจงเตรียมการและจัดวางเรียบเรียงไว้ให้พวกเรา) (การมีบทบาทตามที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้แก่พวกเราให้ดี ลุล่วงภารกิจและความรับผิดชอบของตน) มีอะไรอื่นอีก? ในแง่หนึ่ง นี่เป็นเรื่องของการลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ในอีกแง่หนึ่ง นี่เป็นเรื่องของการทำทุกสิ่งที่เจ้าสามารถและมีฝีมือที่จะทำได้ให้เต็มที่ อย่างน้อยก็ให้ถึงระดับที่มโนธรรมของเจ้าไม่กล่าวหาเจ้า ตัวเจ้าเองสามารถมีสันติสุขกับมโนธรรมของตน และได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นที่ยอมรับในสายตาของผู้อื่น หากคิดไปอีกขั้น ตลอดชีวิตของเจ้า ไม่ว่าเจ้าจะเกิดมาในครอบครัวไหน มีพื้นเพด้านการศึกษา หรือมีขีดความสามารถเช่นใด เจ้าก็ต้องเข้าใจหลักธรรมที่ผู้คนพึงทำความเข้าใจในชีวิตอยู่บ้าง ตัวอย่างเช่น เส้นทางแบบใดที่ผู้คนควรเดิน พวกเขาควรใช้ชีวิตอย่างไร และทำอย่างไรชีวิตจึงจะมีความหมาย—อย่างน้อยเจ้าก็ควรสำรวจคุณค่าที่แท้จริงของชีวิตบ้าง ชีวิตนี้ไม่อาจหมดไปอย่างสูญเปล่าได้ และคนเราก็ไม่สามารถมายังโลกนี้อย่างสูญเปล่า ในอีกแง่หนึ่งนั้น ระหว่างที่เจ้ามีชีวิตอยู่ เจ้าต้องลุล่วงภารกิจของตน นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด พวกเราจะไม่พูดถึงการเสร็จสิ้นภารกิจ หน้าที่ หรือความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่… เมื่อคนคนหนึ่งมาที่โลกนี้ ย่อมไม่ใช่เพื่อความสุขสำราญทางเนื้อหนัง หรือเพื่อกิน ดื่ม และสนุกเท่านั้น คนเราไม่ควรใช้ชีวิตเพื่อสิ่งเหล่านั้น นั่นไม่ใช่คุณค่าของชีวิตมนุษย์ หรือเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง คุณค่าของชีวิตมนุษย์และทางเดินที่ถูกต้องนั้นประกอบด้วยการทำสิ่งที่มีคุณค่าให้สำเร็จและทำงานที่มีคุณค่าสักหนึ่งหรือหลายอย่างให้เสร็จสมบูรณ์ นี่ไม่เรียกว่าอาชีพการงาน นี่เรียกว่าเส้นทางที่ถูกต้อง และยังเรียกว่ากิจที่ถูกต้องเหมาะสมอีกด้วย จงบอกเราเถิดว่าคุ้มค่าหรือไม่ที่คนคนหนึ่งจะจ่ายราคาเพื่อทำงานบางอย่างที่มีคุณค่าให้เสร็จสมบูรณ์ ใช้ชีวิตอย่างมีความหมายและมีคุณค่า ไล่ตามเสาะหาและเข้าถึงความจริง? หากว่าแท้จริงแล้วเจ้าอยากไล่ตามเสาะหาการเข้าใจความจริง ออกเดินไปบนเส้นทางชีวิตที่ถูกต้อง ลุล่วงหน้าที่ของตนเป็นอย่างดี และดำรงชีวิตที่มีคุณค่าและความหมาย เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่ลังเลที่จะทุ่มกำลังวังชาทั้งหมดของเจ้า จ่ายราคาทั้งหมด รวมทั้งให้เวลาทั้งหมดและชีวิตที่เหลือของเจ้า ถ้าเจ้ามีประสบการณ์กับโรคภัยบ้างในระหว่างนี้ ก็ย่อมจะไม่สำคัญ และจะไม่ทำให้เจ้าแหลกลาญ นี่ย่อมเหนือกว่าชีวิตที่มีอิสรภาพอันสุขสบาย ไม่ต้องทำอะไร บำรุงเลี้ยงร่างกายจนสมบูรณ์และมีสุขภาพดี แล้วก็มีอายุยืนนานในท้ายที่สุดมากนักมิใช่หรือ? (ใช่) ตัวเลือกสองทางนี้อย่างไหนเป็นการดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่ามากกว่ากัน? อย่างไหนสามารถชูใจผู้คนและทำให้พวกเขาไม่รู้สึกเสียใจเมื่อเผชิญหน้าความตายในท้ายที่สุด? (การใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย) การใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย นี่หมายความว่าในหัวใจของเจ้า เจ้าจะได้รับบางสิ่งและได้รับความชูใจ แล้วคนที่อิ่มหนำสำราญ ผิวพรรณเป็นสีชมพูตลอดเวลาจวบจนวาระสุดท้ายย่อมเป็นเช่นไร? พวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาชีวิตที่มีความหมาย ดังนั้นพวกเขาย่อมรู้สึกอย่างไรตอนตาย? (รู้สึกเหมือนพวกเขาใช้ชีวิตสูญเปล่า) สามคำนี้แหลมคมนัก—ใช้ชีวิตสูญเปล่า” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (6)) จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่า มนุษย์จะมีชีวิตที่มีคุณค่าและความหมายได้ก็ต่อเมื่อลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเท่านั้น นี่คือทางเลือกที่ถูกต้องที่สุดด้วย ฉันดูแลตัวเองดี แต่ไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี แบบนี้ฉันกำลังใช้ชีวิตอย่างสูญเปล่าไม่ใช่หรือ? เมื่อถึงวันที่ฉันต้องเผชิญกับความตาย สิ่งที่เหลืออยู่จะมีเพียงความสำนึกเสียใจ เหมือนกับพวกปุถุชน ซึ่งแม้จะเพลิดเพลินกับความสุขทางกายมากกว่า และใช้ชีวิตอย่างสบาย แต่ไม่ได้เข้าใจคุณค่าหรือความหมายของชีวิต และดำเนินชีวิตอย่างไร้ทิศทางหรือจุดหมาย ฉันได้พบเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิตและรู้ว่าจะดำเนินชีวิตอย่างไร และไม่ต้องการใช้ชีวิตเพื่อสนองความต้องการทางเนื้อหนังแบบนี้อีกต่อไป ฉันต้องการทำหน้าที่ให้ดี ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและความหมาย และไม่อยู่อย่างเปล่าประโยชน์ จริงๆ แล้ว การฝึกฝนหน้าที่ผู้นำและผู้ประกาศ และการสามัคคีธรรมกับพี่น้องชายหญิงบ่อยขึ้นเพื่อปฏิบัติงาน ทำให้ฉันเข้าใจความจริงที่ก่อนหน้านี้ไม่สามารถเข้าใจได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น แม้ว่าจะมีความเหน็ดเหนื่อยและความยากลำบากทางกายอยู่บ้าง แต่ฉันก็ไม่ได้รู้สึกว่าตนเองทุกข์ทรมานมากนัก และการได้ทุ่มเททำหน้าที่อย่างเต็มที่ทำให้ฉันรู้สึกมั่นคงและอิ่มเอม ด้วยการร่วมมือและการวางใจในพระเจ้าอย่างแท้จริง ปัญหาและอุปสรรคหลายอย่างก็ได้รับการแก้ไขโดยที่ฉันแทบไม่ทันรู้ตัว และการทำหน้าที่ของฉันก็ประสบผลด้วย ทำให้ความปิติสุขเกิดขึ้นในใจฉัน มีเพียงการกบฏต่อเนื้อหนังและการทำงานจริงเท่านั้น ที่ทำให้ใจฉันเปี่ยมสุขและมีความรู้สึกมั่นคงและสงบอย่างแท้จริง เมื่อเข้าใจสิ่งเหล่านี้ ใจฉันรู้สึกแจ่มใสและมั่นคงยิ่งขึ้น
ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่งที่ว่า “ไม่สำคัญว่าผู้นำหรือคนทำงานจะทำงานสำคัญใด และธรรมชาติของงานนี้คือสิ่งใด ลำดับความสำคัญข้อแรกก็คือการเข้าใจและรู้ซึ้งว่างานดำเนินไปอย่างไร พวกเขาต้องอยู่ที่นั่นด้วยตัวเองเพื่อติดตามผลสิ่งทั้งหลายและถามคำถาม โดยรับข้อมูลโดยตรงด้วยตัวเอง พวกเขาต้องไม่เพียงแค่พึ่งพาคำบอกเล่าหรือรับฟังรายงานจากผู้อื่นเท่านั้น แต่ต้องจับตาดูสถานการณ์ของบุคลากรด้วยตนเอง ดูว่างานคืบหน้าไปอย่างไร ทำความเข้าใจว่ามีเรื่องยุ่งยากอันใด มีส่วนใดที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของเบื้องบนบ้างหรือไม่ มีการละเมิดหลักธรรมหรือไม่ มีการก่อกวนหรือขัดขวางบ้างหรือไม่ ในส่วนของงานที่ใช้ความเชี่ยวชาญนั้นขาดแคลนอุปกรณ์ที่จำเป็นหรือสื่อการสอนที่เกี่ยวข้องหรือไม่—พวกเขาต้องคอยติดตามเรื่องทั้งหมดนี้ ไม่สำคัญว่าพวกเขารับฟังรายงานกี่ฉบับ หรือพวกเขารวบรวมข้อมูลจากคำบอกเล่ามาได้มากเพียงใด ทั้งสองอย่างนี้ไม่มีสิ่งใดดีไปกว่าการไปเยี่ยมเยือนด้วยตัวเอง จะถูกต้องแม่นยำและพึ่งพาได้มากกว่าหากพวกเขาได้เห็นสิ่งทั้งหลายด้วยตาของตัวเอง ทันทีที่พวกเขาคุ้นเคยกับสถานการณ์นี้ในทุกแง่มุม พวกเขาย่อมจะรู้เป็นอย่างดีถึงสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขาต้องมีความเข้าใจที่ชัดเจนและแม่นยำว่าใครมีขีดความสามารถดีและควรค่าแก่การบ่มเพาะ เพราะสิ่งนี้เท่านั้นที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถบ่มเพาะและใช้คนได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งหากผู้นำและคนทำงานจะปฏิบัติงานของตนให้ดี ผู้นำและคนทำงานควรมีแนวทางและหลักธรรมในการบ่มเพาะและฝึกฝนผู้ที่มีขีดความสามารถดี นอกจากนี้ พวกเขาควรมีความเข้าใจและตระหนักรู้ถึงปัญหาและความยากลำบากประเภทต่างๆ ที่มีอยู่ในงานของคริสตจักร และรู้วิธีการแก้ไข ทั้งยังควรมีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของตนเองว่างานควรจะก้าวหน้าไปอย่างไร หรืออนาคตของงานจะเป็นเช่นไร หากพวกเขาสามารถพูดถึงเรื่องเหล่านี้ได้อย่างกระจ่างแจ้งแม้จะหลับตา โดยปราศจากข้อสงสัยหรือความกังวลใดๆ แล้ว งานก็จะดำเนินไปได้โดยง่ายดายยิ่งขึ้น และโดยการทำงานในลักษณะนี้ ผู้นำก็ได้ลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตนแล้วมิใช่หรือ? พวกเขาต้องตระหนักรู้เป็นอย่างดีว่าควรแก้ปัญหาดังกล่าวข้างต้นในงานอย่างไร และต้องหมั่นใคร่ครวญเรื่องเหล่านี้อยู่เสมอ เมื่อเผชิญความยากลำบาก ก็ต้องสามัคคีธรรมและหารือเรื่องเหล่านี้กับทุกคน พลางแสวงหาความจริงมาแก้ปัญหา ด้วยการลงมือทำงานจริงโดยที่เท้ายังติดดินอย่างมั่นคงเช่นนี้ ย่อมจะไม่มีความยากลำบากอันใดที่แก้ไม่ได้” (พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (4)) จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่าผู้นำที่ดีจริงจะทำงานในพระนิเวศของพระเจ้าอย่างมีสติและรับผิดชอบ ไม่ลุ่มหลงทางเนื้อหนัง จัดลำดับความสำคัญกับประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าในทุกเรื่อง และทำหน้าที่ตามที่มีการจัดการเตรียมงาน ทุกครั้งที่มีปัญหายุ่งยากเกิดขึ้นในงานใดๆ พวกเขาจะค้นหาความจริงร่วมกับพี่น้องชายหญิงเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น ในฐานะผู้นำและคนทำงาน การจะทำงานให้ดี พวกเขาต้องลงพื้นที่จริงอย่างเต็มตัว ตรวจสอบและติดตามงานอย่างละเอียด ค้นพบและแก้ไขปัญหาทันที ไม่ใช่แค่ออกคำสั่งหรือฟังรายงานอย่างเดียว วิธีเช่นนี้จะไม่ได้ผลดี ฉันคิดถึงตัวเองว่าเคยทำหน้าที่เช่นไร มัวแต่ลุ่มหลงทางเนื้อหนัง ทำงานแบบขอไปที โดยไม่ตรวจสอบรายละเอียดหรือแก้ไขแม้จะระบุได้ว่าสิ่งใดเป็นปัญหา ฉันไม่ได้ลุล่วงความรับผิดชอบในฐานะผู้นำอย่างเต็มที่ เป็นเพียงผู้นำเทียมเท็จที่เพลิดเพลินกับผลประโยชน์จากสถานภาพ ทำให้พระเจ้าทรงเกลียดและทรงรังเกียจฉัน หลังจากนี้ ฉันเริ่มใช้เวลาออกไปในพื้นที่ ตรวจสอบและแก้ไขปัญหาต่างๆ วิเคราะห์ปัญหาของผู้มีศักยภาพในการรับข่าวประเสริฐอย่างละเอียด และดำเนินการสามัคคีธรรมเพื่อหาทางแก้ไข หลังจากร่วมมือกันสักพัก ผลงานหลายด้านของคริสตจักรก็ดีขึ้นระดับหนึ่ง
ต่อมา ฉันรับผิดชอบคริสตจักรเพิ่มอีกหลายแห่ง โดยเน้นงานข่าวประเสริฐเป็นหลัก และยุ่งตั้งแต่เช้าจรดค่ำเกือบทุกวัน บางครั้งฉันก็คิดว่า “ตอนนี้ฉันก็อายุค่อนข้างมากแล้ว ความดันก็สูงนิดหน่อย ร่างกายฉันจะรับไหวไหม?” เมื่อเห็นว่ามัคนายกข่าวประเสริฐและผู้นำกลุ่มร่วมมือกันดี ฉันจึงไม่อยากติดตามงานในรายละเอียด เพื่อฉันจะได้ถนอมเนื้อหนังของฉันไม่ให้เหนื่อยล้ามากนัก ณ จุดนี้ ฉันระลึกถึงพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าที่ว่า “เมื่อเป็นเรื่องของหน้าที่และความรับผิดชอบของเจ้า และเมื่อกล่าวให้กว้างขึ้น พระบัญชาที่พระเจ้าประทานแก่เจ้าและงานสำคัญบางอย่างที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้เจ้าทำ เจ้าก็ควรจ่ายราคาเสมอ ไม่ว่าจะยากลำบากเพียงใด—ไม่ว่าเจ้าจะต้องทุ่มเทอย่างหนัก หรือเกิดมีการข่มเหงเจ้า หรือต่อให้นั่นจะทำให้เจ้าเสี่ยงชีวิต—เจ้าก็ไม่ควรเสียดายราคาที่ต้องจ่าย แต่จงถวายความจงรักภักดีของเจ้าและนบนอบจนถึงความตาย นี่คือการแสดงออกที่แท้จริง ราคาที่จ่ายจริง และเป็นการลงมือไล่ตามเสาะหาความจริงโดยแท้” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, เหตุใดมนุษย์จึงต้องไล่ตามเสาะหาความจริง) ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้าอยู่ในใจ “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ถูกทดลองให้ลุ่มหลงทางเนื้อหนังอีกครั้ง และข้าพระองค์รู้ว่า หากข้าพระองค์ทำหน้าที่เช่นนี้จะทำให้งานล่าช้า ข้าพระองค์ไม่อยากใส่ใจเนื้อหนังของตัวเอง และข้าพระองค์เต็มใจมุ่งมั่นและทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อจะทำตามข้อกำหนดและมาตรฐานของพระองค์ให้ได้ โปรดทรงนำข้าพระองค์ด้วยเถิด!” ดังนั้น ฉันจึงเข้าร่วม สามัคคีธรรมและหารือปัญหาในงานข่าวประเสริฐอย่างละเอียดร่วมกับพี่น้องขายหญิง เมื่อทุกคนร่วมมือกันด้วยหัวใจและจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกัน งานข่าวประเสริฐก็ได้ผลดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า เมื่อฉันเลิกคิดถึงความต้องการทางเนื้อหนังและทุ่มเทใจให้กับหน้าที่ ฉันกลับไม่รู้สึกเหนื่อยเหมือนก่อน และฉันรู้สึกถึงความอิ่มเอมและเบิกบานในหัวใจ ขอบคุณพระเจ้าสำหรับการทรงนำของพระองค์!