50. วิธีปฏิบัติต่อความเมตตาของการเลี้ยงดูของพ่อแม่

โดย เซินหมิง ประเทศจีน

ผมเกิดในครอบครัวชนบท และพ่อแม่ทำนาหาเลี้ยงชีพ  ตั้งแต่จำความได้ พ่อแม่ผมสุขภาพไม่ดีมาโดยตลอด  โดยเฉพาะพ่อที่มีปัญหาทั้งเรื่องขาและเท้า ทำให้เดินลำบากเวลาอาการแย่  แต่เพื่อความเป็นอยู่ของครอบครัว พ่อมักจะทำงานทั้งที่ยังป่วยอยู่  ตอนนั้น พ่อแม่มักจะพร่ำบอกผมกับพี่สาวว่า  “โตขึ้นลูกต้องกตัญญูนะ!  พ่อกับแม่ไม่ขออะไรมาก  แค่ให้ลูกปฏิบัติต่อพ่อแม่เหมือนที่พ่อแม่ปฏิบัติต่อปู่ย่าตายายก็พอ  ถ้าลูกทำแบบนั้นได้ตอนโต พ่อกับแม่ก็ดีใจแล้ว”  ตอนนั้นผมยังเด็กและไม่เข้าใจเรื่องความกตัญญู  แต่พอโตขึ้น  แนวคิดเรื่องความกตัญญูและการเลี้ยงลูกไว้ดูแลเรายามแก่เฒ่าก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในจิตใจผม  เมื่อเห็นพ่อแม่ทนทุกข์เพื่อครอบครัวมากขนาดนั้น  ผมก็หวังว่าเมื่อโตขึ้น ผมจะสามารถหาเงินมาตอบแทนพวกท่านและมอบชีวิตที่ดีแก่พวกท่านได้  ต่อมา เมื่อผมเริ่มทำงานหาเงินได้  ผมก็ซื้อเสื้อผ้าให้พ่อแม่และถึงกับซื้ออุปกรณ์รักษาโรคให้พวกท่าน

ในปี 2009  ทุกคนในครอบครัวยอมรับพระราชกิจในยุคสุดท้ายของพระเจ้า และหลังจากนั้นไม่นาน ผมก็เริ่มทำหน้าที่ในคริสตจักร  ครั้งหนึ่ง ตอนที่พ่อแม่ไปเข้าร่วมการชุมนุม พวกท่านถูกพรรคคอมมิวนิสต์จีนจับกุม  และระหว่างการสอบสวน ตำรวจก็เอาแต่ซักไซ้พ่อว่าผมอยู่ที่ไหน  เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกพรรคคอมมิวนิสต์จีนจับกุมและข่มเหง ผมจำต้องออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่นเพื่อทำหน้าที่  ในช่วงสองสามปีแรก ผมไม่ได้เป็นห่วงพ่อแม่มากนัก เพราะพวกท่านเชื่อในพระเจ้าและทำหน้าที่เท่าที่ทำได้  ซึ่งทำให้ผมรู้สึกอุ่นใจ  ปี 2017 เป็นปีที่ประหลาดมากสำหรับผม  ในการประชุมผู้ร่วมงาน  ผมได้ทราบข่าวจากพี่น้องหญิงคนหนึ่งว่าโรคเก่าของพ่อกลับมา  และท่านกลายเป็นอัมพาต นอนติดเตียง และพูดไม่ได้  การได้ยินข่าวกะทันหันนี้เป็นเรื่องยากที่ผมจะรับไหว  ผมคิดว่า  “ตอนผมออกมาพ่อยังสบายดีอยู่ไม่ใช่เหรอ?  เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ยังไง?  ในเมื่อพ่อเป็นอัมพาต แม่จะรับมือสิ่งต่างๆ คนเดียวไหวไหม?”  ผมแค่อยากรีบกลับไปหาพ่อที่เป็นอัมพาตเพื่อดูแลท่าน  แต่ด้วยภัยคุกคามจากการจับกุมและการข่มเหงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ผมจึงยังกลับไปไม่ได้  ผมรู้สึกแย่มาก  จึงมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและอธิษฐานว่า  “ข้าแต่พระเจ้า!  เมื่อรู้ว่าพ่อเป็นอัมพาต ข้าพระองค์รู้สึกอ่อนแอเหลือเกิน  โปรดประทานความเชื่อและความแข็งแกร่งให้ข้าพระองค์เพื่อเผชิญกับทั้งหมดนี้ด้วยเถิด  ด้วยภัยคุกคามจากการถูกพรรคคอมมิวนิสต์จีนจับกุม ข้าพระองค์จึงกลับไปไม่ได้  แต่ข้าพระองค์เต็มใจที่จะไว้วางใจมอบทุกเรื่องที่บ้านไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์  โปรดทรงดูแลหัวใจของข้าพระองค์เพื่อที่ข้าพระองค์จะตั้งมั่นในสถานการณ์นี้ได้”  หลังจากอธิษฐาน ผมก็รู้สึกสงบใจขึ้นมาก  เมื่อผมนอนลงในตอนกลางคืน  ในหัวก็เต็มไปด้วยภาพพ่อที่เป็นอัมพาต นอนอยู่บนเตียง ขยับตัวไม่ได้  ผมย้อนนึกถึงปีที่ผมกลับบ้านช่วงปิดเทอมฤดูหนาวสมัยเรียนมัธยมต้น  ในวันที่หิมะตกวันหนึ่ง  ผมเดินกลับบ้านพร้อมกระเป๋าและเพื่อนร่วมชั้นสองสามคน  พวกเราเดินบนถนนภูเขาอยู่หลายชั่วโมง  เหลืออีกเพียงไม่กี่ไมล์ก็จะถึงบ้าน  แต่ผมหนาวและหิวมากจนเดินต่อไม่ไหวและตามคนอื่นไม่ทัน  เพื่อนร่วมชั้นจากในหมู่บ้านไปถึงบ้านผมก่อนและบอกพ่อแม่ผม  และเมื่อพ่อมารับผม ท่านก็อุ้มผมขึ้นและแบกผมกลับบ้าน  ผมกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เลยเมื่อนึกถึงเรื่องนี้  ตอนนี้พ่อดูแลตัวเองไม่ได้และจวนเจียนจะสิ้นใจ  ถ้าวันหนึ่งพ่อตายไปจริงๆ  แม่จะจัดการงานศพของพ่อตามลำพังได้ยังไง?  ญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านคงจะหัวเราะเยาะเรา  และพวกเขาต้องหาว่าผมอกตัญญูที่ไม่กลับไปหาพ่อที่เป็นอัมพาตแน่ๆ  มันจะเป็นตราบาปที่ติดตัวผมไปตลอดชีวิต  เมื่อคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ ผมก็อยากจะเสี่ยงกลับไปดูแลพ่อจริงๆ  แต่ผมกลัวว่าจะถูกจับถ้ากลับไป และไม่เพียงแต่ผมจะดูแลพ่อไม่ได้เท่านั้น  แต่ผมยังจะเป็นภาระให้แม่อีกด้วย  ผมจึงล้มเลิกความคิดนั้น  ต่อมา ผมเขียนจดหมายไปที่บ้านเพื่อถามไถ่ความเป็นไป  ไม่กี่เดือนต่อมา ผมได้รับจดหมายจากแม่  บอกว่าพ่อเสียชีวิตไปครึ่งปีแล้ว  การได้ยินข่าวนี้ทำให้ผมเจ็บปวดและทุกข์ใจอย่างที่สุด ผมคิดว่า  “พ่อทุ่มเททั้งเลือดเนื้อ หยาดเหงื่อ และน้ำตาเพื่อเลี้ยงดูผมมา  แต่พอท่านแก่เฒ่าและเป็นอัมพาต ผมกลับไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ลูกกตัญญูอะไรเลย  ผมไม่ได้แม้แต่จะดูใจท่านเป็นครั้งสุดท้าย  มีคำกล่าวว่าเราเลี้ยงลูกไว้ดูแลเรายามแก่เฒ่า  แต่ผมกลับไม่ได้ลุล่วงความรับผิดชอบในฐานะลูกชายเลยสักอย่าง  ผมมันเป็นลูกอกตัญญูจริงๆ!”  ผมคิดถึงเรื่องที่พ่อนอนติดเตียงและดูแลตัวเองไม่ได้อยู่หลายปี  และเรื่องที่แม่ต้องดูแลพ่อทุกวัน ควบคู่ไปกับการทำนาและงานบ้าน  แม่ทนทุกข์มามากเหลือเกิน  ตอนนี้แม่เหลือตัวคนเดียวและผมจะปล่อยให้แม่ทนทุกข์อีกต่อไปไม่ได้  แต่ผมกลับไปดูแลท่านไม่ได้  หัวใจของผมเต็มไปด้วยความขัดแย้งและความเจ็บปวด  จนผมไม่มีสมาธิกับหน้าที่ของตัวเองด้วยซ้ำ

ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “การแสดงความกตัญญูรู้คุณต่อบิดามารดาของคนเรานั้นเป็นความจริงใช่หรือไม่?  (ไม่ใช่)  การกตัญญูต่อบิดามารดาของคนเรานั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเป็นบวก แต่เพราะเหตุใดพวกเราจึงบอกว่าการนี้ไม่ใช่ความจริง?  (เพราะผู้คนไม่ได้แสดงความกตัญญูรู้คุณต่อบิดามารดาของพวกเขาโดยมีหลักธรรมและพวกเขาก็ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าแท้จริงแล้วบิดามารดาของพวกเขาเป็นคนประเภทใด)  วิธีที่บุคคลหนึ่งควรปฏิบัติต่อบิดามารดาของพวกเขานั้นเกี่ยวข้องกับความจริง  หากบิดามารดาของเจ้าเชื่อในพระเจ้าและปฏิบัติต่อเจ้าอย่างดี เจ้าควรกตัญญูต่อพวกเขาหรือไม่?  (ควรกตัญญู)  เจ้ากตัญญูอย่างไร?  เจ้าปฏิบัติต่อพวกเขาแตกต่างไปจากบรรดาพี่น้องชายหญิง  เจ้าทำทุกสิ่งที่พวกเขาบอกให้ทำ และถ้าพวกเขาแก่ชรา เจ้าก็รู้สึกว่าเจ้าต้องคอยอยู่เคียงข้างเพื่อดูแลพวกเขา และไม่อาจออกจากบ้านไปทำหน้าที่ของเจ้าได้  การทำเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่?  (ไม่)  เจ้าควรทำอย่างไรในเวลาเช่นนั้น?  นี่ขึ้นอยู่กับรูปการณ์  ถ้าเจ้าทำหน้าที่ของเจ้าใกล้บ้านและยังคงดูแลพวกเขาได้ อีกทั้งพ่อแม่ของเจ้าก็ไม่ได้คัดค้านความเชื่อที่เจ้ามีในพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ควรลุล่วงความรับผิดชอบของเจ้าในฐานะลูกชายหรือลูกสาว และช่วยพ่อแม่ของเจ้าทำงานบางอย่าง  หากพวกเขาเจ็บป่วย จงดูแลพวกเขา หากบางสิ่งกำลังทำให้พวกเขาเดือดร้อน จงชูใจพวกเขา หากสภาพการณ์ทางการเงินของเจ้าเอื้ออำนวย จงซื้ออาหารเสริมบำรุงร่างกายที่เหมาะกับงบประมาณของเจ้าให้พวกเขา  อย่างไรก็ตาม เจ้าควรเลือกทำสิ่งใดหากเจ้าติดธุระอยู่กับหน้าที่ของเจ้า ไม่มีผู้ใดที่จะดูแลบิดามารดาของเจ้า และพวกเขาก็เชื่อในพระเจ้าเช่นกัน?  ความจริงใดที่เจ้าควรปฏิบัติ?  เนื่องจากการกตัญญูต่อบิดามารดาของคนเราไม่ใช่ความจริง แต่เป็นเพียงความรับผิดชอบและภาระผูกพันของมนุษย์ เช่นนั้นแล้วเจ้าควรทำอย่างไรหากภาระผูกพันของเจ้าขัดแย้งกับหน้าที่ของเจ้า?  (จัดลำดับความสำคัญให้กับหน้าที่ของตน ให้หน้าที่เป็นลำดับแรก)  ภาระผูกพันไม่จำเป็นต้องเป็นหน้าที่ของคนเรา  การเลือกทำหน้าที่ของตนคือการปฏิบัติความจริง ในขณะที่การทำให้ภาระผูกพันลุล่วงนั้นไม่ใช่  หากเจ้ามีภาวะนี้ เจ้าอาจจะทำให้ความรับผิดชอบหรือภาระผูกพันนี้ลุล่วง แต่หากสภาพแวดล้อมในขณะนั้นไม่เอื้ออำนวยให้เจ้าทำเช่นนั้น เจ้าควรจะทำอย่างไร?  เจ้าควรกล่าวว่า ‘ฉันต้องทำหน้าที่ของฉัน—นั่นคือการปฏิบัติความจริง  การกตัญญูต่อบิดามารดาของฉันคือการใช้ชีวิตตามมโนธรรมของฉัน และการนี้ต่ำกว่ามาตรฐานของการปฏิบัติความจริง’  ดังนั้นเจ้าจึงควรจัดลำดับความสำคัญให้หน้าที่ของเจ้าและเชิดชูหน้าที่นั้น  หากตอนนี้เจ้าไม่มีหน้าที่ และไม่ได้ทำงานไกลบ้าน และอาศัยอยู่ใกล้กับบิดามารดาของเจ้า เช่นนั้นแล้วจงหาหนทางที่จะดูแลพวกเขา  จงพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะช่วยทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นบ้างและปกป้องพวกเขาจากความทุกข์บางประการ  แต่นี่ก็ยังขึ้นอยู่กับว่าพ่อแม่ของเจ้าเป็นคนแบบไหน  ถ้าพ่อแม่ของเจ้าด้อยความเป็นมนุษย์ ถ้าพวกเขาคอยขัดขวางอย่างต่อเนื่องไม่ให้เจ้าเชื่อในพระเจ้าและทำหน้าที่ของเจ้า และถ้าพวกเขาถึงกับเกลียดเจ้าและสาปแช่งเจ้าเพราะเจ้าเชื่อในพระเจ้า เจ้าควรทำอย่างไร?  ความจริงที่เจ้าควรปฏิบัติคืออะไร?  (การปฏิเสธ)  ถึงตอนนั้น เจ้าต้องปฏิเสธพวกเขา  เจ้าไม่มีภาระผูกพันที่จะต้องเคารพและกตัญญูต่อพวกเขาอีกต่อไป  ถ้าพวกเขาเชื่อในพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็คือครอบครัว เป็นพ่อแม่ของเจ้า  ถ้าพวกเขาไม่เชื่อในพระเจ้าและถึงกับต่อต้านพระเจ้า เช่นนั้นพวกเจ้าก็เดินอยู่บนเส้นทางที่ต่างกัน  พวกเขาเชื่อในซาตานและบูชาจอมมารนั้น ทั้งยังเดินบนเส้นทางของซาตาน พวกเขาอยู่บนเส้นทางที่ต่างจากเจ้า  พวกเจ้าไม่ใช่ครอบครัวเดียวกันอีกต่อไป  พวกเขามองว่าผู้เชื่อในพระเจ้าเป็นคู่อริ เป็นศัตรูของตน ดังนั้น เจ้าจึงไม่มีภาระผูกพันที่จะต้องดูแลพวกเขาอีกต่อไป และต้องตัดขาดจากพวกเขาอย่างสิ้นเชิง  สิ่งใดคือความจริง ระหว่างการกตัญญูต่อพ่อแม่กับการปฏิบัติหน้าที่ของตน?  แน่นอนว่าการปฏิบัติหน้าที่ของตนคือความจริง  การปฏิบัติหน้าที่ของตนในพระนิเวศของพระเจ้าไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนการลุล่วงภาระผูกพันของตนบ้างและทำสิ่งที่พึงทำบ้างเท่านั้น  แต่เป็นการทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  ในที่นี้ก็คือพระบัญชาของพระเจ้า นี่เป็นภาระผูกพันของเจ้า ความรับผิดชอบของเจ้า  นี่คือความรับผิดชอบที่แท้จริง ซึ่งก็คือการทำให้ความรับผิดชอบและภาระผูกพันของเจ้าลุล่วงเฉพาะพระพักตร์พระผู้สร้าง  นี่คือสิ่งที่พระผู้สร้างทรงพึงประสงค์จากผู้คน และนี่เป็นเรื่องใหญ่หลวงของชีวิต  แต่การแสดงความเคารพกตัญญูต่อบิดามารดาของคนเรานั้นเป็นความรับผิดชอบและภาระผูกพันของบุตรชายหรือบุตรสาวคนหนึ่งเท่านั้น  ไม่ใช่พระบัญชาของพระเจ้าอย่างแน่นอน และยิ่งไปกว่านั้นการนี้ก็ไม่ตรงตามข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า  ดังนั้น ระหว่างการเคารพและกตัญญูต่อพ่อแม่กับการทำหน้าที่ของตน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการทำหน้าที่ของตน และมีแต่การนี้เท่านั้นที่เป็นการปฏิบัติความจริง  การทำหน้าที่ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างคือความจริง และเป็นหน้าที่ที่จำต้องทำ  การแสดงความเคารพกตัญญูต่อพ่อแม่ของคนเรานั้นเป็นเรื่องของการกตัญญูต่อผู้คน  ไม่ได้หมายความว่ากำลังทำหน้าที่ของตนอยู่ และไม่ได้หมายความว่ากำลังปฏิบัติความจริง(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, สิ่งใดหรือคือความเป็นจริงความจริง?)  “ไม่ว่าเจ้าจะคิดอะไร วางแผนการอันใด หรือทำสิ่งใด สิ่งเหล่านั้นไม่สำคัญ  สิ่งสำคัญคือเจ้าสามารถเข้าใจและเชื่ออย่างแท้จริงได้หรือไม่ว่าสิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งปวงอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า  พ่อแม่บางคนมีพรและมีชะตาลิขิตให้สามารถมีความผาสุกในครอบครัวและมีบ้านที่เต็มไปด้วยลูกหลาน  นี่คืออธิปไตยของพระเจ้า และเป็นพรที่พระเจ้าประทานแก่พวกเขา  พ่อแม่บางคนไม่มีโชคชะตานี้ พระเจ้าไม่ได้ทรงจัดเตรียมโชคชะตานี้ไว้ให้พวกเขา  พวกเขาไม่ได้รับพรเป็นการสุขสำราญไปกับการมีครอบครัวที่มีความสุข หรือมีลูกๆ ห้อมล้อม  นี่คือการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า และผู้คนก็ไม่สามารถใช้กำลังบังคับเรื่องนี้ได้  ไม่ว่าจะเป็นเช่นไร ท้ายที่สุดแล้วเมื่อเป็นเรื่องของความกตัญญูรู้คุณ อย่างน้อยผู้คนก็ต้องมีกรอบความคิดของการนบนอบ  หากสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยและเจ้ามีวิถีทางที่จะทำอย่างนั้น เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมเคารพและกตัญญูต่อพ่อแม่ของเจ้าได้  หากสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยและเจ้าขาดพร่องวิถีทาง เช่นนั้นแล้วจงอย่าพยายามฝืนเรื่องนี้  นี่คือการนบนอบ  การนบนอบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?  อะไรคือพื้นฐานของการนบนอบ?  พื้นฐานก็คือการที่ทั้งหมดนี้เป็นการจัดเตรียมของพระเจ้าและอยู่ภายใต้อธิปไตยของพระเจ้า  นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนจะเลือกได้ และผู้คนก็ไม่มีสิทธิ์เลือกเช่นกัน พวกเขาควรนบนอบ(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, สิ่งใดหรือคือความเป็นจริงความจริง?)  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ผมก็เข้าใจว่าความกตัญญูเป็นเพียงความรับผิดชอบและภาระผูกพันของมนุษย์  และเป็นสิ่งที่เป็นบวก  แต่ไม่ใช่ความจริง  การทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างต่างหากคือความจริง และนี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงกำหนดให้ผู้คน  สิ่งนี้ได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า  เมื่อความกตัญญูขัดแย้งกับหน้าที่ของคุณ คุณต้องปฏิบัติตามสภาวการณ์ของคุณ  หากเงื่อนไขเอื้ออำนวยและไม่กระทบต่อหน้าที่ของคุณ  คุณก็ควรดูแลพ่อแม่และลุล่วงความรับผิดชอบและภาระผูกพันของคุณ  หากเงื่อนไขไม่เอื้ออำนวยและคุณยุ่งอยู่กับหน้าที่ของคุณ  คุณก็ควรให้ความสำคัญกับหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเป็นอันดับแรกและเชื่อฟังการจัดการเตรียมการของพระเจ้า  นอกจากนี้ ในเรื่องพ่อแม่  พ่อแม่บางคนมีลูกหลานมากมายและได้ชื่นชมพรของการมีครอบครัวที่อบอุ่น  แต่พ่อแม่บางคนไม่ได้มีสถานการณ์เช่นนั้นตามที่พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการไว้ให้  และพวกเขาก็ไม่ได้ชื่นชมพรเช่นนั้น  สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกพระเจ้าทรงกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วทั้งสิ้น  เมื่อมีพระวจนะของพระเจ้าชี้แนะ ผมก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาก  พอมองย้อนกลับไป ผมดูแลพ่อแม่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ในขณะที่ทำหน้าที่อยู่ที่บ้าน  แต่ด้วยภัยคุกคามจากการถูกพรรคคอมมิวนิสต์จีนข่มเหงและจับกุม ผมจึงกลับบ้านไม่ได้  อีกอย่าง ผมมีหน้าที่ต้องทำ  ผมจึงต้องเลือกทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง เพราะสิ่งนี้สอดคล้องกับความจริง  ผมจะละทิ้งหน้าที่เพราะเหตุผลเห็นแก่ตัวของตัวเองไม่ได้

ต่อมา ผมได้รับจดหมายจากแม่  และทราบว่าแม่กับพี่น้องหญิงสามคนถูกจับกุมระหว่างการชุมนุม  ระหว่างการสอบสวนของตำรวจ  แม่ตกหลุมพรางอุบายของซาตานและเผยชื่อของพี่น้องหญิงสองคน  หลังจากได้รับการปล่อยตัว แม่รู้สึกสำนึกผิดมากและใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะที่ท้อแท้  ต่อมา แม่พลัดตกบันไดและบาดเจ็บที่หลังส่วนล่าง  ในหัวผม ผมอยู่ที่บ้านแล้ว  ในหัวเต็มไปด้วยภาพแม่หกล้มและเจ็บปวด  ผมรู้สึกทุกข์ใจจริงๆ  สามเดือนต่อมา ผมได้รับจดหมายจากแม่อีกฉบับ  บอกว่าหลังส่วนล่างของแม่หายดีแล้ว  และการหกล้มครั้งนี้ทำให้แม่ตื่นรู้ และในที่สุดก็เริ่มแสวงหาความจริงและทบทวนตัวเอง  แม่บอกว่าแม่หลุดพ้นจากสภาวะที่ไม่ถูกต้องแล้ว  และถ้าไม่เกิดเหตุครั้งนี้ แม่คงจะใช้ชีวิตโดยเข้าใจผิดในพระเจ้าต่อไป  ผมรู้สึกละอายใจมากเมื่ออ่านจดหมายของแม่  ผมเห็นว่าการจัดการเตรียมการของพระเจ้ามีเจตนารมณ์อันจริงใจของพระองค์เสมอ  ว่าพระราชกิจของพระองค์นั้นสัมพันธ์กับชีวิตจริงมาก  และพระองค์ทรงชี้แนะเราแต่ละคนตามความจำเป็นและข้อบกพร่องของเรา  ปลายเดือนตุลาคม ปี 2022  ผมได้ทราบว่าแม่ถูกตำรวจจับกุมกะทันหันขณะเป็นเจ้าภาพรับรองพี่น้องชายหญิงในการชุมนุม  ตำรวจพบโทรศัพท์ของมัคนายกข่าวประเสริฐและการ์ดหน่วยความจำที่มีพระวจนะของพระเจ้า และแม่ก็เป็นฝ่ายลุกขึ้นยืนก่อนและบอกว่าเป็นของแม่  เพื่อปกป้องมัคนายกข่าวประเสริฐ  ผมรู้สึกดีใจกับแม่มาก  กลางเดือนกรกฎาคม ปี 2023 ผมได้รับจดหมายจากพี่สาว  บอกว่าแม่มีถุงน้ำในถุงน้ำดี  ตอนแรกคิดว่าแม่ต้องผ่าตัด แต่อาการของแม่คงที่ แม่เลยไม่ได้ผ่า  ข่าวนี้ทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจมาก และผมคิดว่า  “ถ้าแม่ต้องผ่าตัดจริงๆ ก็จะไม่มีใครอยู่ดูแลแม่ที่บ้าน  พี่สาวแต่งงานและอยู่ไกล แถมยังมีหน้าที่ของตัวเอง เลยกลับไปอยู่กับแม่ไม่ได้  แม่แก่มากแล้ว ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับแม่ล่ะ?  ใครจะจัดการงานศพของแม่?  ผมกับพี่สาวไม่ได้อยู่กับแม่ และไม่มีใครดูแลแม่  ผมไม่ได้อยู่ตอนพ่อตาย  และถ้าผมไม่อยู่ตอนแม่จากไป  ผมก็จะเป็นลูกอกตัญญูจริงๆ”  ความคิดเหล่านี้ทำให้ผมมืดแปดด้าน และสภาวะของผมก็ได้รับผลกระทบ

ระหว่างการเฝ้าเดี่ยว ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ว่า “พวกเรามาคุยกันเถิดว่าแท้จริงแล้วควรตีความถ้อยแถลงที่ว่า ‘พ่อแม่ไม่ใช่เจ้าหนี้ของลูก’ กันอย่างไร  พ่อแม่ไม่ใช่เจ้าหนี้ของลูก—นี่คือข้อเท็จจริงมิใช่หรือ? (ใช่)  ในเมื่อเป็นข้อเท็จจริง พวกเราก็ควรอธิบายเรื่องราวต่างๆ ในถ้อยแถลงนั้นตามเหตุอันควรโดยแท้  มาดูเรื่องที่พ่อแม่ให้กำเนิดเจ้ากันเถิด  เจ้าเลือกพวกเขามาให้กำเนิดเจ้า หรือว่าพ่อแม่เลือกที่จะให้กำเนิดเจ้า?  ถ้าเจ้ามองเรื่องนี้ตามมุมมองของพระเจ้า นี่ไม่ใช่เรื่องที่มีไว้ให้มนุษย์เลือก  เจ้าไม่ได้เลือกให้พ่อแม่ของเจ้ามาให้กำเนิดเจ้า และพวกเขาก็ไม่ได้เลือกเช่นกัน  เมื่อดูมูลเหตุของเรื่องนี้ นี่เป็นเรื่องที่ลิขิตโดยพระเจ้า  ตอนนี้พวกเราจะวางเรื่องนี้ไว้ข้างหนึ่งก่อน เพราะเป็นเรื่องที่ผู้คนเข้าใจได้ง่าย  ในมุมมองของเจ้า เจ้าเกิดกับพ่อแม่ของเจ้าแต่โดยดี ไม่มีทางเลือกในเรื่องนี้  ส่วนในมุมมองของพ่อแม่เจ้า การมีและการเลี้ยงดูลูกเป็นความเต็มใจของพวกเขาเอง  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เมื่อวางการลิขิตของพระเจ้าเอาไว้ก่อน ในเรื่องการมีลูกและการเลี้ยงดูลูกนั้น ผู้ที่มีอำนาจทั้งหมดย่อมเป็นพ่อแม่ของเจ้า  พวกเขาเลือกที่จะให้กำเนิดเจ้า  เจ้าถือกำเนิดจากพวกเขาอย่างเลือกไม่ได้  เจ้าไม่มีทางเลือกในเรื่องนี้  ดังนั้น ในเมื่อพ่อแม่ของเจ้ามีอำนาจทั้งหมด และในเมื่อพวกเขาให้กำเนิดเจ้า พวกเขาย่อมมีภาระผูกพันและหน้าที่รับผิดชอบที่จะเลี้ยงดูเจ้าจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่  ไม่ว่าจะเป็นการให้การศึกษาแก่เจ้า หรือจัดหาอาหารและเสื้อผ้าให้กับเจ้า—นี่คือความรับผิดชอบและภาระผูกพันของพวกเขา และเป็นสิ่งที่พวกเขาพึงทำ  ส่วนเจ้านั้นยอมตามไปเรื่อยๆ ในช่วงที่พวกเขาเลี้ยงดูเจ้าให้เติบโต เจ้าไม่มีสิทธิ์เลือก—เจ้าต้องได้รับการเลี้ยงดูจากพวกเขา  ด้วยเหตุที่เจ้ายังเยาว์วัย เจ้าจึงไม่มีความสามารถที่จะดูแลตัวเอง เจ้าไม่มีทางเลือกนอกจากยอมให้พ่อแม่เลี้ยงดูแต่โดยดี  ไม่ว่าพ่อแม่ของเจ้าจะเลี้ยงดูเจ้าอย่างไร นั่นก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจ้า  ถ้าพวกเขาให้อาหารและเครื่องดื่มดีๆ แก่เจ้า เช่นนั้นเจ้าก็จะมีอาหารและเครื่องดื่มดีๆ  ถ้าพ่อแม่ตระเตรียมสภาพความเป็นอยู่ให้เจ้ามีชีวิตรอดด้วยการกินขนมปังกับน้ำ เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมมีชีวิตรอดด้วยการกินขนมปังกับน้ำ  ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ขณะที่เจ้าได้รับการเลี้ยงดูอยู่นั้น เจ้าย่อมยอมตาม และพ่อแม่ของเจ้าก็กำลังลุล่วงความรับผิดชอบของพวกเขา… ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ในการเลี้ยงดูเจ้าให้เติบใหญ่ พ่อแม่ก็กำลังลุล่วงความรับผิดชอบและภาระผูกพันของตน  การเลี้ยงเจ้าให้โตเป็นผู้ใหญ่คือภาระผูกพันและความรับผิดชอบของพวกเขา และนี่ก็ไม่อาจเรียกว่าความใจดีมีเมตตาได้  ในเมื่อไม่อาจเรียกว่าความใจดีมีเมตตาได้ แล้วกล่าวได้หรือไม่ว่านี่คือสิ่งที่เจ้ามีสิทธิ์ที่จะได้รับ?  (กล่าวได้)  นี่เป็นสิทธิ์อย่างหนึ่งที่เจ้าควรได้รับ  เจ้าสมควรได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ เพราะก่อนที่เจ้าจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เจ้ามีบทบาทเป็นเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดู  ดังนั้น สิ่งที่เจ้าได้รับจึงเป็นเพียงการลุล่วงความรับผิดชอบที่พ่อแม่มีต่อเจ้า ไม่ใช่บุญคุณหรือความใจดีมีเมตตาจากพวกเขา  สำหรับสิ่งมีชีวิตใดๆ การอุ้มท้องและเลี้ยงลูก การสืบพันธุ์ และการเลี้ยงดูลูกให้เติบใหญ่ก็คือความรับผิดชอบอย่างหนึ่ง  ตัวอย่างเช่น นก วัวควาย แกะ และแม้กระทั่งเสือ เมื่อมีลูกแล้วก็ต้องเลี้ยงดูลูกให้เติบใหญ่  ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดที่ไม่เลี้ยงดูลูกของตน  เป็นไปได้ว่าอาจมีข้อยกเว้นบ้าง แต่เป็นเรื่องที่พวกเรายังคงไม่รู้  นี่คือปรากฏการณ์ธรรมชาติของการที่สิ่งมีชีวิตพากันเอาชีวิตรอด เป็นสัญชาตญาณที่สิ่งมีชีวิตย่อมมี และไม่อาจถือว่าเป็นความใจดีมีเมตตาได้  พวกเขาเพียงปฏิบัติตามกฎที่พระผู้สร้างทรงวางไว้ให้แก่สัตว์และมวลมนุษย์ทั้งหลายเท่านั้น  เพราะฉะนั้น การที่พ่อแม่เลี้ยงดูเจ้าให้เติบใหญ่จึงไม่ใช่ความเมตตาปรานีอย่างหนึ่ง  เมื่อพิจารณาตามนี้ก็อาจกล่าวได้ว่าพ่อแม่ไม่ใช่เจ้าหนี้ของลูก  พวกเขากำลังลุล่วงความรับผิดชอบที่มีต่อเจ้า  ไม่ว่าพวกเขาจะสละเลือดจากหัวใจของตนเพื่อเจ้าไปมากเพียงใดและใช้จ่ายเงินไปกับเจ้ามากเท่าใด พวกเขาก็ไม่ควรขอสิ่งตอบแทนจากเจ้า เพราะนี่เป็นความรับผิดชอบของพวกเขาในฐานะพ่อแม่  ในเมื่อเป็นความรับผิดชอบและภาระผูกพันก็ควรให้เปล่า พวกเขาไม่ควรขอให้เจ้าตอบแทน  ด้วยการเลี้ยงดูเจ้าจนเติบใหญ่ พ่อแม่ของเจ้าเพียงลุล่วงความรับผิดชอบและภาระผูกพันของตนเท่านั้น นี่ควรทำแบบให้เปล่า ไม่ใช่ในฐานะธุรกรรมแลกเปลี่ยน  ดังนั้น ในการปฏิบัติต่อพ่อแม่หรือจัดการความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับพวกเขา เจ้าจึงไม่จำเป็นต้องคิดเรื่องการตอบแทน  ถ้าเจ้าปรนนิบัติพ่อแม่ ตอบแทนพวกเขา และจัดการความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับพวกเขาด้วยการนึกคิดเช่นนั้น นั่นย่อมไร้มนุษยธรรมอย่างแท้จริง  ขณะเดียวกัน การทำเช่นนั้นก็จะทำให้เจ้าโน้มเอียงที่จะถูกความรู้สึกทางเนื้อหนังของเจ้าควบคุมและพันธนาการเอาไว้ และยากที่เจ้าจะหลุดจากเรื่องที่คอยพัวพันเหล่านี้ จนเจ้าอาจจะถึงกับหลงทางเอาได้  พ่อแม่ไม่ใช่เจ้าหนี้ของลูก ดังนั้นเจ้าจึงไม่มีภาระผูกพันที่จะทำให้ความคาดหวังทั้งหมดของพวกเขาเป็นจริง  เจ้าไม่มีภาระผูกพันที่จะจ่ายอะไรตามความคาดหวังของพวกเขา(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (17))  พระวจนะของพระเจ้าสามัคคีธรรมถึงวิธีจัดการความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกไว้อย่างชัดเจนมาก  ในฐานะพ่อแม่ การให้กำเนิดและเลี้ยงดูลูกเป็นเพียงการปฏิบัติตามกฎที่พระผู้สร้างทรงกำหนดไว้ให้มนุษยชาติ  เช่นเดียวกับที่สิ่งมีชีวิตใดๆ สืบพันธุ์ มันเป็นสัญชาตญาณ  การที่พ่อแม่เลี้ยงดูลูกคือการที่พวกเขาลุล่วงความรับผิดชอบและภาระผูกพัน ไม่ใช่ความเมตตา  และไม่จำเป็นต้องให้ลูกตอบแทน  ผมเคยคิดว่าในเมื่อพ่อแม่ลำบากมากเพื่อให้กำเนิดและเลี้ยงดูผม  และเพราะท่านผ่านความเจ็บปวดมามากมาย  ในฐานะลูก ผมควรตอบแทนพวกท่านอย่างถูกควรเพื่อตอบแทนความเมตตาในการเลี้ยงดูผมมา  เมื่อผมรู้ว่าพ่อเป็นอัมพาต และผมไปอยู่ข้างกายเพื่อดูแลท่านไม่ได้  และดูแลท่านยามแก่เฒ่าหรืออำลาท่านอย่างถูกควรไม่ได้  ผมก็รู้สึกติดค้างพ่อ  ผมรู้สึกหนักใจมากเมื่อนึกถึงเรื่องนี้จนหายใจลำบาก  หลังจากพ่อตาย ผมก็เป็นห่วงแม่  รู้สึกว่าในเมื่อผมไม่ได้กตัญญูต่อพ่อ  ผมจะติดค้างแม่อีกคนไม่ได้ และผมต้องทำให้แน่ใจว่าแม่จะมีความสุขในบั้นปลายชีวิต  เมื่อรู้ว่าแม่บาดเจ็บและผมกลับไปดูแลท่านไม่ได้  ผมก็รู้สึกอกตัญญูและติดค้างแม่เหลือเกิน  ตอนนี้ ผ่านการอ่านพระวจนะของพระเจ้า ผมเข้าใจแล้วว่าการที่พ่อแม่เลี้ยงดูผมมาคือการที่พวกท่านลุล่วงความรับผิดชอบและภาระผูกพันของตน  และนี่ไม่ใช่ความเมตตาที่ผมจำเป็นต้องตอบแทน  พวกท่านไม่ใช่เจ้าหนี้ของผม  การมองว่าการที่พ่อแม่เลี้ยงดูผมมาเป็นควาเมตตาที่ต้องตอบแทนนั้นผิดมหันต์และไม่สอดคล้องกับความจริง  เพราะผมยึดถือทัศนะนี้ มันจึงทำให้ผมเจ็บปวดมาก  หากพระเจ้าไม่ทรงเปิดเผยความจริงเรื่องนี้ ผมคงจะไม่รู้ตัวเลย  และคงจะถูกทัศนะที่ผิดนี้ผูกมัดและควบคุมต่อไป  ชีวิตของผมมาจากพระเจ้า และพระเจ้าทรงจัดเตรียมทุกสิ่งที่ผมต้องการ  ผมควรจะรู้สึกขอบคุณพระเจ้า  ผมจำได้ว่าในปี 2007  ตอนที่ผมเพิ่งเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าได้เพียงไม่กี่เดือน  ผมอยู่ในรถที่เบรกแตกและกลิ้งตกเขา  อุบัติเหตุครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ  แต่ผมเอาแต่ร้องเรียกพระเจ้าในใจ  และผมก็รอดมาได้โดยมีแค่กล้ามเนื้อฉีกขาด ซึ่งเป็นอาการบาดเจ็บที่เล็กน้อยมาก  ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าคือผมไม่กลัวหรือตื่นตระหนกเลยระหว่างเกิดอุบัติเหตุ  ซึ่งแสดงให้ผมเห็นถึงกิจการอันน่าอัศจรรย์ของพระเจ้า  หากไม่ใช่เพราะการคุ้มครองของพระเจ้า ผมอาจจะตายในอุบัติเหตุครั้งนั้นไปแล้ว  ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมได้รับประสบการณ์อย่างลึกซึ้งว่าพระเจ้าเท่านั้นคือความรอดเดียวของผม  หากปราศจากความเชื่อในพระเจ้า ผมคงเป็นเหมือนคนทางโลกที่ไล่ตามไขว่คว้าความมั่งคั่งและชื่อเสียงอย่างไม่ลดละ  ไม่รู้ว่าโชคชะตาของเราอยู่ในมือใคร  นับประสาอะไรกับเรื่องรู้วิธีใช้ชีวิตที่มีความหมาย  หรือเรื่องตระหนักถึงความทุกข์ที่เกิดจากซาตาน  ปัจจุบัน การเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักรต้องใช้ความร่วมมือของผู้คน  ผมไม่ได้คิดถึงการตอบแทนความรักของพระเจ้า  และผมไม่ได้รู้สึกติดค้างพระเจ้าที่ผมทำหน้าที่ไม่ดี  ผมมุ่งแต่จะตอบแทนพ่อแม่  ผมช่างไร้มโนธรรม น่าอับอาย และอกตัญญูจริงๆ!

ผมอ่านพระวจนะของพระเจ้าเพิ่มเติมว่า “จากกระบวนการของวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวจีน ในแนวคิดแบบดั้งเดิมของชาวจีนนั้น พวกเขาเชื่อว่าคนเราต้องรักษาความกตัญญูต่อพ่อแม่ของตน และใครที่ไม่กตัญญูย่อมเป็นลูกขบถ  แนวคิดเหล่านี้ได้รับการปลูกฝังในตัวผู้คนมาตั้งแต่เด็ก และสิ่งเหล่านี้ก็ถูกสอนกันอย่างจริงจังในทุกครอบครัว รวมถึงในทุกโรงเรียนและทั่วทั้งสังคม  เมื่อคนคนหนึ่งเต็มไปด้วยสิ่งเหล่านี้อยู่ในหัว พวกเขาย่อมคิดว่า ‘ความกตัญญูนั้นสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด  ถ้าฉันอกตัญญู ฉันก็ไม่ใช่คนดี ฉันย่อมจะเป็นลูกขบถ ถูกความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่กล่าวโทษ  เป็นคนที่ไร้มโนธรรม’  ทรรศนะนี้ถูกต้องหรือไม่?  ผู้คนได้เห็นความจริงที่พระเจ้าทรงแสดงมากมาย—พระเจ้าทรงเรียกร้องให้คนเราแสดงความกตัญญูต่อบิดามารดาของพวกเขาหรือไม่?  นี่เป็นหนึ่งในความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าใจใช่หรือไม่?  ไม่ใช่เลย  พระเจ้าทรงสามัคคีธรรมถึงหลักธรรมบางอย่างเท่านั้น  พระวจนะของพระเจ้าเอ่ยขอให้ผู้คนปฏิบัติต่อผู้อื่นตามหลักธรรมใดหรือ?  จงรักสิ่งที่พระเจ้าทรงรัก และจงเกลียดชังสิ่งที่พระเจ้าทรงเกลียดชัง  นี่คือหลักธรรมที่ผู้คนควรยึดปฏิบัติ  พระเจ้าทรงรักบรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและสามารถทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ได้ นี่คือผู้คนที่พวกเราควรรักเช่นกัน  พวกที่ไม่สามารถทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ผู้ที่เกลียดชังและกบฏต่อพระเจ้า—พระเจ้าทรงรังเกียจผู้คนเหล่านี้ และพวกเราก็ควรรังเกียจพวกเขาเช่นกัน  นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงเอ่ยขอต่อมนุษย์… ซาตานใช้วัฒนธรรมดั้งเดิมและมโนคติอันหลงผิดทางศีลธรรมเหล่านี้มาพันธนาการหัวใจและความรู้สึกนึกคิดของเจ้า ทำให้ทัศนะที่เจ้ามีต่อสิ่งต่างๆ นั้นเหลวไหล ทำให้เจ้าปฏิเสธและต่อต้านพระเจ้าอยู่ในหัวใจ อันเป็นการทำให้เจ้าไม่สามารถยอมรับพระวจนะของพระเจ้า เจ้าถูกสิ่งที่เป็นของซาตานนี้ครอบงำ และถูกทำให้ไม่อาจยอมรับพระวจนะของพระเจ้าได้  ถ้าเจ้าอยากปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า สิ่งเหล่านี้ก็จะแสดงอาการและก่อกวนอยู่ภายในตัวเจ้า ทำให้เจ้าต่อต้านความจริงและข้อกำหนดของพระเจ้า  ต่อให้เจ้าอยากปลดแอกของวัฒนธรรมดั้งเดิมออกจากตัว เจ้าก็ไร้กำลังที่จะทำเช่นนั้น  หลังจากดิ้นรนอยู่พักหนึ่ง เจ้าก็จะประนีประนอม  เจ้าจะเชื่อไปว่ามโนคติอันหลงผิดทางศีลธรรมตามแนวจารีตนั้นถูกต้องและตรงกับความจริง ดังนั้น เจ้าย่อมจะปฏิเสธหรือสงสัยพระวจนะของพระเจ้า ไม่ยอมรับว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง และไม่สนใจว่าตัวเจ้าจะเข้าถึงความรอดได้หรือไม่ รู้สึกไปว่าถึงอย่างไร เจ้าก็ยังคงมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ และจะมีหนทางข้างหน้าในชีวิตได้ก็ด้วยการพึ่งพาสิ่งเหล่านี้เท่านั้น  เมื่อไม่อาจทนรับการกล่าวโทษจากความคิดเห็นของผู้คนส่วนใหญ่ได้ เจ้าย่อมเลือกที่จะละทิ้งความจริงและพระวจนะของพระเจ้า หันไปยึดถือมโนคติอันหลงผิดทางศีลธรรมตามแนวจารีตแทน ข้ามไปอยู่ฝ่ายซาตานและยืนอยู่กับซาตาน เลือกที่จะล่วงเกินพระเจ้ามากกว่าที่จะยอมรับความจริง  จงบอกเราเถิด มนุษย์น่าสมเพชมิใช่หรือ?  เขาจำเป็นต้องได้รับความรอดจากพระเจ้ามิใช่หรือ?  บางคนเชื่อในพระเจ้ามาหลายปี แต่ก็ยังไม่สามารถเท่าทันเรื่องความกตัญญูได้  ไม่ว่าจะสามัคคีธรรมความจริงอย่างไร พวกเขาก็ไม่อาจเข้าใจความจริงได้  พวกเขาจะไม่มีวันเอาชนะความสัมพันธ์ทางโลกนี้ได้ พวกเขาไม่มีความกล้าหาญหรือความเชื่อ และยิ่งไม่มีปณิธาน ดังนั้น พวกเขาจึงไม่อาจรักและนบนอบพระเจ้าได้(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริงก็ด้วยการตระหนักรู้ทรรศนะที่ผิดของตนเท่านั้น)  พระวจนะของพระเจ้าเปิดโปงแก่นแท้ของวัฒนธรรมดั้งเดิม  ผมคิดทบทวนเรื่องตัวเองได้รับอิทธิพลจากการปลูกฝังของซาตานตั้งแต่วัยเด็ก  โดยซึมซับแนวคิดดั้งเดิมอย่าง “ความกตัญญูต่อบุพการีคือคุณธรรมที่ต้องยึดถือเหนือสิ่งอื่นใดทั้งปวง” และ “เลี้ยงดูลูกไว้เลี้ยงดูเรายามแก่เฒ่า”  ผมถือว่าความกตัญญูเป็นมาตรวัดว่าคนคนหนึ่งมีมโนธรรมหรือไม่  ผมจึงเชื่อว่าเพราะพ่อแม่เลี้ยงดูผมมา  ในฐานะลูก ผมควรตอบแทนความเมตตาของพวกท่าน  และเมื่อพวกท่านแก่เฒ่า ผมก็ควรให้เกียรติพวกท่านและเลี้ยงดูพวกท่านยามแก่เฒ่า และอำลาพวกท่านอย่างถูกควร  ผมเชื่อว่าการลุล่วงความรับผิดชอบเหล่านี้หมายความว่าคนคนหนึ่งมีความเป็นมนุษย์และมโนธรรม  และหากใครทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ก็ถือว่าอกตัญญูและไม่คู่ควรที่จะถูกเรียกว่ามนุษย์  และจะถูกสังคมด่าทอและรังเกียจ  แนวคิดเหล่านี้ฝังรากลึกอยู่ในหัวใจผม  หลังจากผมมาเชื่อในพระเจ้า ด้วยภัยคุกคามจากการถูกพรรคคอมมิวนิสต์จีนข่มเหงและจับกุม ผมจึงกลับบ้านไม่ได้  และไม่ได้แม้แต่ไปดูใจพ่อเป็นครั้งสุดท้าย  ผมรู้สึกผิดมาก  เหมือนลูกอกตัญญู ติดค้างพ่อแม่ที่เมตตาเลี้ยงดูผมมา  และรู้สึกว่าถูกคนอื่นดูหมิ่นและตราหน้าว่าเป็นลูกอกตัญญู  ต่อมา การได้รู้เรื่องอาการป่วยของแม่ทำให้ผมเป็นกังวล  และผมกลัวว่าถ้าแม่จากไปจริงๆ  ผมจะไม่มีวันกำจัดคำตราหน้าว่า “ลูกอกตัญญู” ได้  ความคิดเหล่านี้เปรียบเสมือนโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น ผูกมัดผมไว้แน่นและทำให้ผมไม่เป็นอิสระ  ผมตระหนักดีว่าการทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างในการเชื่อในพระเจ้าคือเส้นทางชีวิตที่ถูกต้อง  แต่ผมกลับทำหน้าที่อย่างสงบสุขไม่ได้  ผมตระหนักว่าผมกำลังถูกแนวคิดดั้งเดิมที่คลาดเคลื่อนเหล่านี้ทำร้ายอย่างหนัก  ผมนึกถึงยุคพระคุณ ที่ผู้คนมากมายทิ้งพ่อแม่และญาติพี่น้องไว้เบื้องหลังเพื่อเผยแผ่ข่าวประเสริฐขององค์พระผู้เป็นเจ้าไปทั่วโลก  โดยบางคนถึงกับพลีอุทิศชีวิตตัวเอง  ทางเลือกของพวกเขาสอดคล้องกับเจตนารมณ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างเต็มที่ และเป็นการทำดีและการกระทำที่ชอบธรรม  ผมได้ต้อนรับการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าและยอมรับพระราชกิจในยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์  ซึ่งเป็นโอกาสที่เกิดขึ้นครั้งเดียวในชีวิต  และการทำหน้าที่ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างในเวลานี้เป็นสิ่งที่ได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า  ในขณะที่ความกตัญญูเป็นเพียงภาระผูกพันของมนุษย์  หากเงื่อนไขเอื้ออำนวย ก็ทำได้ ไม่เช่นนั้นหน้าที่ต้องมาก่อน

จากนั้นผมก็อ่านพระวจนะของพระเจ้าเพิ่มเติมว่า “ถ้าเจ้าไม่ได้ออกจากบ้านไปทำหน้าที่ของเจ้าที่อื่น ยังคงอยู่เคียงข้างพ่อแม่ของเจ้า เจ้าจะรับประกันได้หรือว่าพวกเขาจะไม่มีวันล้มป่วย?  (ไม่ได้)  เจ้าจะสามารถควบคุมได้หรือว่าพ่อแม่ของเจ้าจะอยู่หรือจะตาย?  เจ้าควบคุมได้หรือว่าพวกเขาจะรวยหรือจะจน?  (ไม่ได้)  ไม่ว่าพ่อแม่ของเจ้าจะเป็นโรคอะไรก็ตาม นั่นย่อมจะไม่ใช่เพราะพวกเขาเหนื่อยล้านักหนาจากการเลี้ยงดูเจ้ามา หรือเพราะพวกเขาคิดถึงเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขาจะไม่เป็นโรคร้ายแรงหรือภาวะอันตรายถึงแก่ชีวิตเพราะเจ้า  นั่นคือชะตากรรมของพวกเขา และไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเจ้า  ไม่ว่าเจ้าจะกตัญญูเพียงใดหรือดูแลพวกเขาอย่างเอาใจใส่เพียงใด อย่างมากที่สุด เจ้าจะได้แต่บรรเทาความทุกข์และภาระทางกายของพวกเขาบ้างเท่านั้น  แต่ในเรื่องที่ว่าพวกเขาจะล้มป่วยเมื่อใด จะเป็นโรคอะไร จะตายเมื่อใด และจะตายที่ไหน—สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการที่เจ้าให้การดูแลพวกเขาอย่างใกล้ชิดหรือไม่?  ไม่เกี่ยวข้องกันเลย  ถ้าเจ้ากตัญญู ถ้าเจ้าไม่ใช่คนเนรคุณที่ไร้น้ำใจ และเจ้าดูแลพวกเขาอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งวัน เฝ้าดูแลพวกเขา พวกเขาจะไม่เจ็บป่วยกระนั้นหรือ?  พวกเขาจะไม่ตายกระนั้นหรือ?  ถ้าพวกเขาจะไม่สบาย พวกเขาย่อมจะไม่สบายอยู่ดีมิใช่หรือ?  ถ้าพวกเขาจะตาย พวกเขาก็จะตายอยู่ดีมิใช่หรือ?  ถูกต้องหรือไม่?(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (17))  “การวางใจฝากพ่อแม่ของเจ้าไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้าคือหนทางที่ดีที่สุดที่จะแสดงความเคารพและกตัญญูต่อพวกเขา  เจ้าไม่อยากให้พวกเขาเผชิญเรื่องยุ่งยากสารพัดชนิดในชีวิต และไม่อยากให้พวกเขามีชีวิตที่ไม่ดี กินไม่ดี หรือทนทุกข์กับสุขภาพที่ย่ำแย่  ลึกลงไปในหัวใจของเจ้า แน่นอนว่าเจ้าย่อมหวังว่าพระเจ้าจะทรงคุ้มครองพวกเขาและดูแลให้พวกเขาปลอดภัย  ถ้าพวกเขาเป็นผู้เชื่อในพระเจ้า เจ้าก็หวังว่าพวกเขาจะสามารถทำหน้าที่ของพวกเขาเอง และเจ้าก็หวังด้วยว่าพวกเขาจะสามารถตั้งมั่นในคำพยานของพวกเขาได้  นี่คือการลุล่วงความรับผิดชอบของคนเรา ผู้คนสัมฤทธิ์ได้เพียงเท่านี้ด้วยความเป็นมนุษย์ของตนเอง  ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ หลังจากที่เชื่อในพระเจ้ามาหลายปีและฟังความจริงไปมากมาย ผู้คนก็มีความเข้าใจและความตระหนักรู้ในส่วนนี้เป็นอย่างน้อยว่า ชะตากรรมของมนุษย์มีฟ้าสวรรค์เป็นผู้กำหนด มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และการมีพระเจ้าดูแลและคุ้มครองย่อมสำคัญกว่าการมีลูกของตนอยู่เคียงข้าง ห่วงใย และกตัญญูมากนัก  เจ้าไม่รู้สึกโล่งใจหรอกหรือที่พ่อแม่ของเจ้าอยู่ภายใต้การดูแลและคุ้มครองของพระเจ้า?  เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องของพวกเขา  ถ้าเจ้ากังวล นั่นก็หมายความว่าเจ้าไม่ไว้ใจพระเจ้า เจ้ามีความเชื่อในพระองค์น้อยเกินไป  ถ้าเจ้ากังวลและเป็นห่วงพ่อแม่ของเจ้าจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ควรอธิษฐานถึงพระเจ้าบ่อยๆ ฝากพวกเขาไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ยอมให้พระเจ้าจัดวางเรียบเรียงและจัดเตรียมทุกสิ่ง  พระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือชะตากรรมของมวลมนุษย์ เหนือชีวิตประจำวันของพ่อแม่ของเจ้าและทุกสิ่งที่เกิดกับพวกเขา แล้วเจ้ายังเป็นกังวลเรื่องใดอีก?  เจ้าครองอธิปไตยเหนือตัวเจ้าเองไม่ได้ด้วยซ้ำ หรือตัวเจ้าเองก็มีความยากลำบากมากล้นที่เจ้าไม่อาจแก้ไขได้ แล้วเจ้าจะทำให้พ่อแม่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขทุกวันได้อย่างไร?  สิ่งเดียวที่เจ้าทำได้ก็คือฝากทุกสิ่งไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า  ถ้าพวกเขาเป็นผู้เชื่อ ก็จงขอให้พระเจ้านำพวกเขาไปตามเส้นทางที่ถูกต้อง เพื่อให้พวกเขาสามารถได้รับการช่วยให้รอดในที่สุด  ถ้าพวกเขาไม่ใช่ผู้เชื่อ ก็ปล่อยให้พวกเขาเดินไปตามเส้นทางที่พวกเขาต้องการ  ถ้าพวกเขามีความเป็นมนุษย์อยู่บ้าง เจ้าก็สามารถอธิษฐานขอให้พระเจ้าประทานพรให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีความสุข  ส่วนพระเจ้าจะทรงทำเช่นใดต่อจากนั้น พระองค์ย่อมมีการจัดเตรียมของพระองค์เอง และผู้คนควรนบนอบสิ่งที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้  ดังนั้น โดยรวมแล้ว ผู้คนต่างก็ชัดเจนอยู่ในหัวใจโดยแท้ว่าพวกเขาควรลุล่วงความรับผิดชอบอันใดต่อพ่อแม่บ้าง อย่างน้อยที่สุดพวกเขาก็ตระหนักรู้อยู่ในมโนธรรมของตน  ไม่ว่าท่าทีที่ผู้คนมีต่อพ่อแม่จะเป็นเช่นไร—จะเป็นความห่วงใยหรือการเลือกที่จะอยู่เคียงข้างพ่อแม่—อย่างไรเสีย พวกเขาก็ไม่ควรรู้สึกผิดหรือรู้สึกว่าถูกมโนธรรมของตนกล่าวโทษอยู่ตลอดเวลาในยามที่พวกเขาไม่อาจลุล่วงความรับผิดชอบที่มีต่อพ่อแม่ได้เพราะรูปการณ์แวดล้อมที่เกิดขึ้น  ถ้าเจ้ารู้สึกผิดอยู่บ้างหรือค่อนข้างรู้สึกว่าถูกมโนธรรมของตนกล่าวโทษ เจ้าก็ไม่ควรปล่อยให้ความรู้สึกนั้นสร้างปัญหาและเป็นอุปสรรคต่อการเชื่อในพระเจ้าและการติดตามพระเจ้า  คนฉลาดควรปล่อยมือจากภาวะอารมณ์เชิงลบเหล่านี้ จัดการปัญหาเกี่ยวกับการลุล่วงความรับผิดชอบที่ตนมีต่อพ่อแม่อย่างถูกต้อง และทำอะไรตามกำลังเพื่อที่จะลุล่วงความรับผิดชอบของตนบ้างโดยอิงตามหลักธรรมที่จะไม่ให้เรื่องนี้ส่งผลต่อการเชื่อในพระเจ้าและการปฏิบัติหน้าที่ของตน—นั่นก็พอแล้ว  พวกเขาไม่ควรถูกความคิดเห็นของคนหมู่มากและความรู้สึกว่าถูกมโนธรรมของตนกล่าวโทษ มาครอบงำตลอดเวลา พวกเขาควรแก้ปัญหาเหล่านี้ตามพระวจนะของพระเจ้าและความจริง  เมื่อทำดังนี้ ผู้คนก็จะไม่ถูกเรื่องเหล่านี้รบกวนหรือบีบคั้น  นัยหนึ่ง เจ้าจะรู้จากก้นบึ้งของหัวใจว่าเจ้าไม่ได้อกตัญญู และไม่ได้บ่ายเบี่ยงหรือไม่ยอมลุล่วงความรับผิดชอบของเจ้า  อีกนัยหนึ่ง พ่อแม่ของเจ้าก็อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ดังนั้น เจ้ายังมีอะไรให้วิตกกังวลอยู่อีก?  ความวิตกกังวลใดๆ ที่เจ้าอาจมีย่อมไร้ความจำเป็น  แต่ละคนย่อมจะดำรงชีวิตอย่างราบรื่นตามอธิปไตยและการจัดเตรียมของพระเจ้าจวบจนวาระสุดท้าย สิ้นสุดการเดินทางของตนโดยไม่มีความเบี่ยงเบนอันใด(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (16))  จากพระวจนะของพระเจ้า  ผมได้เข้าใจว่าช่วงเวลาและประเภทของโรคภัยหรือโชคร้ายที่จะเกิดขึ้นกับพ่อแม่ในช่วงชีวิตพวกท่านนั้น  ล้วนถูกควบคุมโดยอธิปไตยของพระเจ้า  และสิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวอะไรกับการที่ลูกๆ อยู่ข้างกายเพื่อดูแลพ่อแม่หรือไม่  ต่อให้ลูกๆ อยู่ข้างกายพ่อแม่ทุกวัน ก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เลย  อย่างมากก็แค่ช่วยแบ่งเบาภาระประจำวันของพวกท่านเล็กน้อย  แต่ถ้าเป็นชะตากรรมของพ่อแม่ พวกท่านก็ยังจะป่วยอยู่ดี และเมื่อถึงเวลา พวกท่านก็ต้องไป  นี่คือชะตากรรมที่พระผู้สร้างทรงลิขิตเอาไว้แล้ว  แม่ผมจะป่วยเป็นโรคอะไรหรือจะตายหรือไม่ ล้วนเป็นไปตามพระราชกำหนดของพระเจ้า  ต่อให้ผมกลับไปและอยู่ข้างกายแม่ทุกวัน ก็จะไม่เปลี่ยนแปลงอะไร  ความเป็นความตายของแม่ถูกพระเจ้าทรงกำหนดไว้ล่วงหน้านานแล้ว  แม่จะมีอายุถึงเท่าไร  ความทุกข์ที่แม่จะทนรับ และสภาพการณ์ที่แม่จะเผชิญ  ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้อธิปไตยและการกำหนดไว้ล่วงหน้าของพระเจ้า และความกังวลของผมก็จะไม่ช่วยอะไร  แม่ผมก็เชื่อในพระเจ้าเช่นกัน  และพระเจ้าจะทรงจัดการเตรียมการสภาพการณ์ที่เหมาะสมให้แม่ได้รับประสบการณ์ตามสถานการณ์ของท่าน  เหมือนตอนที่แม่บาดเจ็บ  ผมไม่เข้าใจเจตนารมณ์อันจริงใจของพระเจ้าและเอาแต่เป็นห่วงแม่  แต่สุดท้าย แม่ก็สบายดี  ผมตระหนักว่าความเชื่อของผมบกพร่องจริงๆ  และผมแค่ตัดสินสิ่งต่างๆ ด้วยมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์  และขาดความเข้าใจที่แท้จริงในมหิทธานุภาพและอธิปไตยของพระเจ้า  ตอนนี้ หลังจากห่างบ้านมาสิบเอ็ดปี  แม่ผมอยู่บ้านคนเดียวและทำหน้าที่ของท่านอย่างเต็มความสามารถ  และท่านก็มีความเป็นอยู่ที่ดี  ตอนนี้ผมเห็นแล้วว่าความกังวลและความเป็นห่วงของผมนั้นไม่จำเป็นจริงๆ  ผมยังเข้าใจด้วยว่าพ่อแม่ไม่ใช่เจ้าหนี้ของผม  และพวกท่านเลี้ยงดูผมมาส่วนหนึ่งก็เพราะเป็นความรับผิดชอบและภาระผูกพันของตน  และผมจะถือว่าสิ่งนี้เป็นความเมตตาที่ต้องตอบแทนไม่ได้  ผมมีภารกิจในชีวิตนี้ที่ต้องทำให้ลุล่วง  ซึ่งก็คือทำหน้าที่ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างให้ดี  พอคิดแบบนี้ ความรู้สึกผิดของผมก็หายไป  และในวิญญาณผมรู้สึกเป็นไทมากขึ้นเยอะ และสามารถอุทิศตนให้กับหน้าที่ได้  ขอบคุณพระเจ้าสำหรับการชี้แนะของพระองค์!

ก่อนหน้า: 48. การยอมรับคำแนะนำและความช่วยเหลือเป็นประโยชน์ต่อฉันอย่างไร

ถัดไป: 53. ฉันได้เรียนรู้การรับผิดชอบต่อหน้าที่

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย เสี่ยวเว่ย ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

26. เปิดประตูสู่หัวใจของฉันและต้อนรับการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า

โดยหยงหย่วน สหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายนปี ค.ศ. 1982 ครอบครัวของเราอพยพไปยังประเทศสหรัฐอเมริกากันทั้งครอบครัว...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger