23. หน้าที่ไม่อาจให้ผลได้หากขาดหลักธรรม

โดยชูฉิน ประเทศจีน

ในปี 2021 ฉันได้รับเลือกให้เป็นผู้นำ  เนื่องจากข้อกำหนดของงาน ฉันต้องรับผิดชอบคริสตจักรอีกแห่งในเวลาต่อมา เมื่อสังเกตเห็นว่างานของคริสตจักรไม่ค่อยมีประสิทธิผล ฉันก็คิดว่า “ผู้นำที่จัดแจงให้ฉันมาที่คริสตจักรแห่งนี้คงจะเห็นคุณค่าในตัวฉันมาก และหวังว่าฉันจะแก้ไขงานของคริสตจักรแห่งนี้ได้ อย่างนั้นฉันก็ต้องทำให้ดี และทำให้ผู้นำเห็นว่าฉันทำงานจริงได้บ้าง” จากนั้นฉันก็ไปหาแต่ละกลุ่มในคริสตจักรเพื่อเรียนรู้สถานการณ์ของงาน และแก้ไขความลำบากยากเย็นและปัญหาในหน้าที่ของพี่น้องชายหญิง พี่น้องชายหญิงบางคนอยู่ในสภาวะย่ำแย่ ฉันจึงช่วยเหลือและสนับสนุนพวกเขาด้วยความห่วงใย เมื่อฉันพบคนที่ไม่เหมาะสมในงานต่างๆ ฉันก็หารือกับพี่น้องชายหญิงที่เป็นคู่ทำงานของฉัน และรีบย้ายหรือแทนที่คนเหล่านั้นตามหลักธรรม หลังจากนั้นสักพัก งานของคริสตจักรก็ดีขึ้นบ้าง ฉันดีใจมาก และอดคิดไม่ได้ว่า “ดูเหมือนว่าฉันจะทำงานจริงได้บ้าง ฉันต้องขยันต่อไปและสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้น เพื่อให้พี่น้องชายหญิงเห็นว่าฉันมีความสามารถในการทำงานและพูดว่าฉันเป็นผู้นำที่ดี”

วันหนึ่งขณะที่เราคุยงานกัน ฉันสังเกตเห็นว่าประสิทธิผลของงานให้น้ำลดลงอย่างมาก ผู้มาใหม่หลายคนไม่มาร่วมการชุมนุม ฉันคิดว่า “ตอนนี้งานอื่นทั้งหมดมีประสิทธิผลมากขึ้น แต่ประสิทธิผลของงานให้น้ำลดลง ฉันปล่อยให้งานให้น้ำส่งผลต่อผลลัพธ์โดยรวมไม่ได้ ไม่อย่างนั้นทุกคนจะหาว่าฉันเป็นผู้นำที่ไร้ความสามารถ และจะไม่มองฉันแบบเดิมอีกต่อไป” ฉันจึงรีบไปหาคนทำงานให้น้ำเพื่อตรวจสอบ แล้วก็พบว่า พี่น้องหญิงหวู่เหวินที่เป็นหัวหน้ากลุ่ม ไม่ได้คำนึงถึงความลำบากยากเย็นที่แท้จริงของผู้มาใหม่ ตอนจัดแจงการชุมนุมและหน้าที่ของพวกเขา เธอจัดแจงให้มีการชุมนุมตอนผู้มาใหม่บางคนต้องทำงาน พวกเขาเลยเข้าร่วมไม่ได้ เมื่อได้ยินเรื่องนี้ ฉันก็รู้สึกโกรธเล็กน้อย ฉันคิดว่า “ฉันก็บอกเธอไปชัดเจนแล้วนะว่า เราต้องคำนึงถึงสถานการณ์ของผู้มาใหม่ตอนเราจัดแจงการชุมนุมและหน้าที่ของพวกเขา ทำไมเธอถึงไม่เข้าใจสิ่งทั้งหลายอย่างถี่ถ้วนและประยุกต์ใช้อย่างยืดหยุ่น?  ดูเหมือนว่าเธอไม่มีขีดความสามารถที่จะให้น้ำผู้มาใหม่ เธอเป็นหัวหน้ากลุ่ม และถ้าเธอเบี่ยงเบนในการปฏิบัติ นั่นจะส่งผลกระทบต่อประสิทธิผลของทั้งกลุ่ม เธอต้องถูกปลดทันที ถ้าฉันไม่ปลดเธอ ผลงานจะไม่มีทางดีขึ้น สิ่งนี้ไม่เพียงแต่จะขัดขวางงานของคริสตจักรเท่านั้น แต่ผู้ดูแลและพี่น้องชายหญิงจะคิดว่าฉันไม่สามารถทำงาน หรือแก้ไขปัญหาจริงได้ ฉันปล่อยให้ผู้คนกังขาความสามารถของฉันไม่ได้” ดังนั้น ฉันจึงหารือเรื่องปลดหวู่เหวินกับเพื่อนร่วมงาน มัคนายกให้น้ำพูดว่า “ในอดีตหวู่เหวินให้น้ำผู้มาใหม่ได้อย่างมีประสิทธิผล ช่วงนี้เธออาจจะอยู่ในสภาวะย่ำแย่ก็ได้ และอาจจะรีบร้อนเกินไปหน่อยตอนฝึกอบรมผู้มาใหม่ ซึ่งนำไปสู่ปัญหา เราควรเข้าใจสถานการณ์ของเธอ จากนั้นก็สามัคคีธรรมและช่วยเหลือเธอ หากเธอไม่เปลี่ยนแปลงหลังจากผ่านไประยะหนึ่ง เราจะปลดเธอตอนนั้นก็ได้” แต่ฉันไม่ได้ฟังเลย ฉันแค่คิดว่า “หวู่เหวินไม่ได้เพิ่งเริ่มให้น้ำผู้มาใหม่ ฉันเคยเตือนเธอเรื่องนี้แล้วด้วย ฉันคิดว่าเธอไม่ยอมรับคำเตือนและความช่วยเหลือ หากเราไม่ปลดเธออย่างทันท่วงที และเกิดความล่าช้าหรืองานได้รับผลกระทบ ฉันจะเป็นคนที่ต้องรับผิดชอบ ไม่ว่ายังไง ครั้งนี้ฉันต้องทำให้พวกเขาเห็นด้วยกับฉัน แล้วปลดหวู่เหวินให้ได้” ฉันจึงพูดอย่างโกรธเคืองว่า “หวู่เหวินไม่มีประสิทธิผลในหน้าที่ นี่พิสูจน์ว่าเธอไม่มีความสามารถและไม่เหมาะกับหน้าที่นี้ หากคุณเก็บเธอไว้และผลงานของเราไม่ดีขึ้น คุณคนไหนจะรับผิดชอบเรื่องนั้นได้?  จะช่วยก็ช่วยไป ฉันไม่ยุ่ง!”  เมื่อเห็นท่าทีของฉัน เพื่อนร่วมงานฉันก็ไม่พูดอะไร

ต่อมา ฉันได้ยินว่าหวู่เหวินคิดลบมากหลังจากถูกแทนที่ เธอรู้สึกว่า เราปลดเธอโดยดูจากพฤติกรรมชั่วครั้งชั่วคราว แทนที่จะประเมินพฤติกรรมสม่ำเสมอของเธออย่างสมดุล และการปลดแบบนี้ไม่สอดคล้องกับหลักธรรม แต่ไม่เพียงฉันไม่ได้แสวงหาความจริงและทบทวนตัวเอง ฉันรู้สึกว่าหวู่เหวินมีวุฒิภาวะต่ำเกินไป และไม่สามารถรู้จักตัวเองหรือเรียนรู้บทเรียนจากสิ่งทั้งหลายได้ ฉันจึงไม่จริงจังกับเรื่องนี้เลย

หลังจากหวู่เหวินถูกปลด เราเลือกพี่น้องหญิงเจิ้นซินเป็นหัวหน้ากลุ่ม ฉันคิดอย่างมีความสุขว่า “ต่อไปงานให้น้ำน่าจะมีประสิทธิผลมากขึ้น” แต่หลังจากนั้นสักพัก ฉันก็พบว่าความสามารถในการทำงานของเจิ้นซินค่อนข้างต่ำ และเธอไม่รับผิดชอบเท่าหวู่เหวิน เธอจับความเข้าใจสภาวะของผู้มาใหม่ได้ไม่ทันเวลา และเธอไม่รู้วิธีสามัคคีธรรมเพื่อแก้ไขปัญหาของพวกเขา ผลที่ตามมาคือ หลังจากผ่านไประยะหนึ่ง งานให้น้ำยังคงไม่ดีขึ้น ฉันเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ และสงสัยว่าการปลดหวู่เหวินเป็นความผิดพลาดหรือเปล่า อย่างไรก็ตาม เมื่อดูจากสิ่งทั้งหลาย ณ จุดนี้ ฉันตัดสินใจที่จะสามัคคีธรรมและให้ความช่วยเหลือเจิ้นซินเพิ่มเติม เพื่อดูว่าผลงานของเธอจะดีขึ้นไหม

เมื่อผู้มาใหม่เข้าคริสตจักรมากขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องรีบฝึกอบรมคนทำงานให้น้ำเพิ่ม ฉันจึงเริ่มมองหาผู้ที่เหมาะสมโดยเร็ว ฉันนึกถึงพี่น้องหญิงเฉินเฉินที่เพิ่งถูกปลดไป เธอเคยประกาศข่าวประเสริฐและได้สร้างผลงานไว้บ้าง เธอเป็นมิตรและสื่อสารกับผู้อื่นได้ดี ดังนั้นหากเราฝึกอบรมเธอ งานให้น้ำน่าจะดีขึ้น และผู้ดูแลของฉันจะต้องบอกแน่ว่าฉันมีขีดความสามารถที่ดีและมีความสามารถ ฉันเลยขอให้มัคนายกให้น้ำมุ่งเน้นที่การบ่มเพาะเฉินเฉิน มัคนายกให้น้ำพูดว่า “เราคิดจะจัดแจงสิ่งทั้งหลายแบบนั้น แต่เราเห็นว่าเฉินเฉินยังไม่รู้จักตัวเองหลังจากถูกปลด สมัยเธอประกาศข่าวประเสริฐ เธอแข่งขันเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์เสมอ และหว่านความริษยาและการโต้แย้ง ทำให้คนอื่นปฏิบัติหน้าที่ตัวเองไม่ได้ตามปกติ ถ้าเราฝึกอบรมเธอให้ให้น้ำผู้มาใหม่ตอนนี้ เธอจะยิ่งทำเรื่องเลวทรามและทำให้เกิดการขัดขวางมากขึ้นไม่ใช่เหรอ?  การให้น้ำเป็นงานที่สำคัญที่สุดงานหนึ่ง ผู้ที่ได้รับการฝึกอบรมต้องมีความเป็นมนุษย์ที่ดีและต้องไม่ขัดขวางงานของคริสตจักร เราต้องทำสิ่งทั้งหลายตามหลักธรรม!”  คำพูดของเธอทำให้ฉันวิตกกังวล ฉันคิดว่า “เฉินเฉินเป็นมิตรและมีขีดความสามารถ การฝึกอบรมเธอให้ให้น้ำผู้มาใหม่จะต้องทำให้งานมีประสิทธิผลมากขึ้นโดยเร็วแน่ๆ ถ้าเราตัดสินใจไม่ฝึกอบรมเธอตอนนี้เพราะว่า เธอดูเหมือนไม่ได้กลับใจอย่างแท้จริง ผู้นำของฉันก็จะไม่เห็นความสามารถในการทำงานของฉัน นั่นไม่ใช่เรื่องดี ฉันต้องโน้มน้าวพวกเขาให้ทำในสิ่งที่ฉันต้องการ  ฉันจะยอมแพ้ไม่ได้” ฉันจึงพูดกับมัคนายกให้น้ำว่า “ตอนนี้ใช่เวลามาทำตามกฎแบบหลับหูหลับตาเหรอ?  หลักธรรมบอกด้วยว่า ผู้ที่กระทำผิดในอดีตควรได้รับโอกาสกลับใจ เฉินเฉินเป็นมิตรและมีขีดความสามารถที่จะให้น้ำผู้มาใหม่ เราจึงฝึกอบรมเธอได้ เราแค่ต้องจับตาดูเธอ และไม่ปล่อยให้เธอเป็นต้นเหตุของการก่อกวน เฉินเฉินมีขีดความสามารถที่ดีและหัวไว การมีผู้ให้น้ำที่ชำนาญอีกคนจะช่วยแก้ปัญหาของคริสตจักรได้เยอะ!”  เมื่อมัคนายกให้น้ำเห็นท่าทีดื้อรั้นของฉัน เธอก็ไม่พูดอะไรอีก

แต่ไม่กี่วันต่อมา มัคนายกให้น้ำก็รายงานว่า เฉินเฉินไม่ได้ทำความเข้าใจมโนคติอันหลงผิดและความสับสนของผู้มาใหม่ก่อนที่จะให้น้ำพวกเขา และไม่ได้เสนอการสามัคคีธรรมและทางแก้ที่ตรงจุด แต่เธอกลับยืนกรานที่จะสามัคคีธรรมตามแนวคิดของตัวเอง สิ่งนี้ทำให้ผู้มาใหม่สองคนเริ่มต่อต้าน ไม่ยอมรับ และเลิกเชื่อ ฉันรู้สึกไม่สบายใจนิดหน่อย กับขีดความสามารถของเฉินเฉิน เธอไม่ควรทำแบบนั้น ต่อมาเมื่อได้คุยกับเฉินเฉิน ฉันก็รู้ว่าเธอแค่ทำหน้าที่แบบเชิงรุกเมื่อดูจากภายนอก เธอไม่เข้าใจการกระทำผิดของตัวเองในอดีตเลย และหลังจากเกิดปัญหาใหญ่ขนาดนั้นในงานให้น้ำของเธอ เธอก็ไม่ทบทวนตัวเองและไม่เอามาเป็นบทเรียน  เธอชินชา ฉันเพิ่งจะตระหนักเดี๋ยวนี้เองว่า ฉันอาจจะรีบร้อนเกินไปเรื่องบ่มเพาะเธอ และเธออาจต้องทบทวนตัวเองต่อไป แต่เมื่อคิดดูอีกครั้ง เฉินเฉินมีขีดความสามารถที่ดีและเคยเป็นผู้นำ ดังนั้นหากฉันช่วยเธอมากกว่านี้ เธอน่าจะเข้าใจตัวเองอย่างรวดเร็วและพลิกสถานการณ์ได้ ฉันแค่ต้องฝึกอบรมเธอและปรับปรุงผลลัพธ์ของงานให้น้ำ แล้วผู้นำของฉันจะยอมรับในตัวฉัน

ขณะที่ฉันคาดหวังผลลัพธ์ที่ดี พี่น้องหญิงที่เป็นคู่ทำงานของฉันก็พูดกับฉันในเช้าวันหนึ่งว่า “พี่น้องชายหญิงหลายคนเขียนจดหมายมาบอกว่าคุณไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามหลักธรรม คุณฝืนจัดแจงให้เฉินเฉินมาทำงานให้น้ำทั้งๆ ที่เธอยังอยู่ในช่วงแยกตัวและทบทวน ในช่วงเวลานี้ เฉินเฉินมีปัญหาหลายอย่างตอนให้น้ำผู้มาใหม่ และเธอไม่ได้ทบทวนหรือแสดงความตระหนักรู้ในตนเองเลย เมื่อดูจากพฤติกรรมที่เธอทำอยู่สม่ำเสมอ เธอไม่เหมาะสมกับการบ่มเพาะเลย และพวกเขาแนะนำให้เธอแยกตัวและทบทวนต่อไป” เมื่อได้ยินสิ่งที่เธอพูด ฉันก็ใจหาย “จบเห่แล้ว นี่ไม่ใช่แค่คำติชมธรรมดาๆ นี่คือการรายงานและการเปิดโปงฉันเรื่องไม่ทำหน้าที่ตามหลักธรรม ฉันเชื่อในพระเจ้ามาหลายปี และฉันไม่เคยถูกใครรายงานเลย ต่อไปพี่น้องชายหญิงจะคิดยังไงกับฉัน?”  ตอนนั้นฉันรู้สึกอับอายมาก ฉันยกแก้วขึ้นมาดื่มน้ำสองสามอึก พยายามสงบสติอารมณ์ แต่หัวใจฉันปั่นป่วนราวกับทะเลกลางพายุ “ถ้าผู้นำรู้ถึงเนื้อหาในจดหมายฉบับนั้น พวกเขาจะต้องบอกว่าฉันไม่ทำหน้าที่ตามหลักธรรมและขัดขวางงานคริสตจักรแน่ๆ พวกเขาจะปลดฉันเพราะเรื่องนี้ไหมนะ?”  จิตใจฉันสับสนวุ่นวาย สุดท้ายฉันก็นั่งตัวลีบบนเก้าอี้เหมือนลูกบอลที่ไม่มีลม เมื่อคู่ทำงานเห็นสภาวะของฉัน เธอก็บอกว่า “การถูกพี่น้องชายหญิงเฝ้าดูและเปิดโปงเป็นประโยชน์กับเรานะ คุณควรยอมรับสิ่งนี้จากพระเจ้า” ฉันสัญญาว่าจะยอมรับสิ่งนี้จากพระเจ้า แต่ฉันก็สงบจิตใจไม่ได้ ฉันกินไม่ได้นอนไม่หลับทั้งวัน ความคิดที่ว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมของฉันถูกเปิดโปงในจดหมายฉบับนี้ทิ่มแทงหัวใจฉัน ฉันคุกเข่าและอธิษฐานถึงพระเจ้า “ข้าแต่พระเจ้า!  ข้าพระองค์รู้ว่าพระองค์ทรงมีความปรารถนาดีที่ให้สิ่งนี้เกิดขึ้นกับข้าพระองค์ โปรดชี้นำข้าพระองค์ให้เข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์และได้รับบทเรียนจากสิ่งนี้ด้วยเถิด”

ขณะที่ทบทวนและแสวงหา ฉันได้รู้เกี่ยวกับสภาวะของตัวเองจากการอ่านพระวจนะของพระเจ้าดังนี้ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ไม่ว่าพวกเขากำลังทำสิ่งใดอยู่ ศัตรูของพระคริสต์ก็มีจุดมุ่งหมายและเจตนาของตนเองเสมอ กระทำการตามแผนการของตนเสมอ ทั้งยังมีท่าทีต่อการจัดแจงเตรียมการและงานในพระนิเวศของพระเจ้าว่า ‘คุณอาจมีแผนเป็นพัน แต่ฉันมีกฎข้อเดียว’ ทั้งหมดนี้ล้วนถูกกำหนดโดยธรรมชาติในตัวศัตรูของพระคริสต์  แล้วศัตรูของพระคริสต์จะเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและกระทำการตามหลักธรรมความจริงได้หรือไม่?  นั่นย่อมจะเป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง… ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะปฏิบัติหน้าที่อันใด พวกเขาก็ยึดหลักการเดียวกันอยู่เสมอคือ พวกเขาต้องได้บางสิ่งในแง่ของความมีหน้ามีตา สถานะ หรือผลประโยชน์ของตน และต้องไม่เกิดความสูญเสียใดๆ  ชนิดของงานที่ศัตรูของพระคริสต์ชอบมากที่สุดก็คือเมื่อพวกเขาไม่ต้องทนทุกข์หรือจ่ายราคาใดๆ ทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขา  สรุปแล้ว ไม่ว่าจะกำลังทำสิ่งใด ศัตรูของพระคริสต์ก็คำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเองเป็นอันดับแรก และลงมือกระทำการก็ต่อเมื่อพวกเขาใคร่ครวญทุกสิ่งรอบด้านแล้ว พวกเขาไม่ยอมนบนอบความจริงอย่างแท้จริง อย่างจริงใจ และอย่างไม่มีเงื่อนไขโดยไม่มีการประนีประนอม แต่กลับเลือกที่จะนบนอบอย่างมีเงื่อนไข  เงื่อนไขนี้มีว่าอย่างไร?  ว่าสถานะและความมีหน้ามีตาของพวกเขาต้องได้รับการปกป้อง และต้องไม่เกิดการสูญเสีย  เมื่อเงื่อนไขข้อนี้ได้รับการตอบสนองแล้วเท่านั้น พวกเขาจึงจะตัดสินใจเลือกว่าจะทำสิ่งใด  นั่นคือ ศัตรูของพระคริสต์ครุ่นคิดจริงจังว่าจะปฏิบัติต่อหลักธรรมความจริง พระบัญชาของพระเจ้า และงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าอย่างไร หรือจะจัดการสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาเผชิญอย่างไร  พวกเขาไม่คำนึงถึงวิธีสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า วิธีที่จะไม่สร้างความเสียหายให้แก่ผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า วิธีทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย หรือวิธีทำประโยชน์แก่เหล่าพี่น้องชายหญิง เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาคำนึงถึง  พวกศัตรูของพระคริสต์คำนึงถึงสิ่งใด?  สถานะและความมีหน้ามีตาของพวกเขาเองจะได้รับผลกระทบหรือไม่ และเกียรติยศของพวกเขาจะลดลงหรือไม่  หากการทำบางสิ่งตามหลักธรรมความจริงเป็นประโยชน์ต่องานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าและพี่น้องชายหญิง แต่จะเป็นเหตุให้ความมีหน้ามีตาของพวกเขาเองเสียหาย และทำให้ผู้คนหลายคนตระหนักถึงวุฒิภาวะที่แท้จริงของพวกเขาและรู้ว่าพวกเขามีแก่นแท้ธรรมชาติจำพวกใด เช่นนั้นแล้ว พวกเขาย่อมจะไม่ปฏิบัติตนตามหลักธรรมความจริงเป็นแน่  หากการทำงานจริงบางอย่างจะทำให้มีผู้คนจำนวนมากขึ้นมายกย่องพวกเขา นับถือและเลื่อมใสพวกเขา เปิดโอกาสให้พวกเขายิ่งมีเกียรติยศมากขึ้น หรือทำให้คำพูดของพวกเขามีสิทธิอำนาจ และทำให้ผู้คนในจำนวนที่มากขึ้นนบนอบพวกเขา เช่นนั้นแล้ว พวกเขาย่อมจะเลือกทำสิ่งนั้นในหนทางนั้น มิฉะนั้นพวกเขาจะไม่มีวันเลือกการทิ้งผลประโยชน์ของตนเองเพราะคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าหรือของพี่น้องชายหญิง  นี่คือแก่นแท้ธรรมชาติของพวกศัตรูพระคริสต์(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่สาม))  จากสิ่งที่พระวจนะของพระเจ้าเผยให้เห็น ฉันเข้าใจว่า ทุกสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำก็เพื่อปกป้องชื่อเสียงและสถานะของตัวเอง ในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงและสถานะ พวกมันกระทำตามหลักธรรมความจริงได้ แต่ถ้าการกระทำตามหลักธรรมความจริงส่งผลเสียต่อชื่อเสียงและสถานะของพวกมันล่ะก็ ศัตรูของพระคริสต์จะละเมิดหลักธรรมอย่างโจ่งแจ้งและกระทำตามแนวคิดของตัวเองโดยพลการ พวกมันจะเลือกสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของคริสตจักรเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง ฉันทบทวนทุกสิ่งที่ฉันทำลงไปตั้งแต่ได้เป็นผู้นำ และเห็นว่าฉันมีพฤติกรรมเหมือนศัตรูของพระคริสต์ที่พระวจนะของพระเจ้าเผยให้เห็น ฉันอยากทำอะไรให้บรรลุผลอย่างรวดเร็วอยู่เสมอ เพื่อพิสูจน์ว่าฉันมีความสามารถและทำงานจริงได้ แบบนี้ผู้ดูแลและพี่น้องชายหญิงของฉันจะได้เห็นว่า คิดถูกแล้วที่เลือกฉันเป็นผู้นำ ดังนั้นเวลาคัดเลือกและใช้คน ฉันจึงไม่ได้แสวงหาหลักธรรมความจริงเลย ฉันไม่ได้คิดว่าจะสร้างประโยชน์ให้งานของคริสตจักรอย่างไร ฉันไม่ได้ฟังคำแนะนำของผู้อื่น และยืนกรานที่จะตัดสินใจเอง เมื่อฉันเห็นว่าหวู่เหวินไม่ได้จัดแจงการชุมนุมและหน้าที่สำหรับผู้มาใหม่อย่างสมเหตุสมผล โดยพิจารณาจากสถานการณ์จริงของพวกเขา ฉันก็ไม่ถามเรื่องสภาวะและความลำบากยากเย็นของเธอ และไม่ได้ร่วมมือกับเธอเพื่อค้นหาต้นตอของปัญหาและเข้าสู่หลักธรรม เพื่อที่เธอจะได้หลีกเลี่ยงการทำผิดพลาดแบบเดียวกัน เมื่อเห็นว่าเธอไม่ได้สร้างผลลัพธ์ใดๆ ในหน้าที่ และนั่นจะทำลายชื่อเสียงและสถานะของฉัน ฉันก็ตีตราเธออย่างไม่ยุติธรรม กีดกันเธอ และอยากปลดเธอ เพื่อปกป้องชื่อเสียงและสถานะตัวเอง ฉันเพิกเฉยต่อหลักธรรมและคำแนะนำของเพื่อนร่วมงาน และฝืนขจัดเธอ ฉันไม่ได้แสดงความรักหรือความอดทนต่อเธอเลย และไม่ได้สามัคคีธรรมความจริงเพื่อช่วยเหลือเธอ แต่ดันปลดเธอออกดื้อๆ เลย ฉันขาดความเป็นมนุษย์จริงๆ!  หลังจากปลดเธอ พี่น้องหญิงคนใหม่ที่ฉันเลือกมาไม่สามารถทำงานนี้ได้ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผลลัพธ์ของงานให้น้ำ ถึงอย่างนั้น ฉันก็ไม่ทบทวนตัวเอง เพื่อให้ผลงานดีขึ้นอย่างรวดเร็ว และเพื่อให้ผู้นำเห็นชอบ ฉันได้ละเมิดหลักธรรมอีกครั้ง โดยส่งเสริมและบ่มเพาะคนที่ก่อกวนงานของคริสตจักร ฉันถึงกับมองสิ่งทั้งหลายโดยไม่ดูบริบท และพูดอย่างไร้เหตุผลว่าเราควรให้โอกาสเธอกลับใจ ฉันวิจารณ์มัคนายกให้น้ำว่าหลับหูหลับตาทำตามกฎ ซึ่งทำให้เธอไม่กล้าแย้งฉัน ผลก็คือเฉินเฉินไม่เหมาะสมเลย แถมทำให้งานให้น้ำเสียหาย ฉันได้เห็นว่าเพื่อชื่อเสียงและสถานะของตัวเอง ฉันไล่ตามไขว่คว้าความสำเร็จแบบฉับไวในหน้าที่ และเพิกเฉยต่อหลักธรรมของพระนิเวศของพระเจ้าและคำเตือนของผู้อื่น แม้ว่าจะถูกรายงานและเปิดโปงไปแล้ว ฉันก็ไม่ทบทวนสาเหตุของความล้มเหลว สิ่งที่ฉันกังวลคือผู้นำจะมองฉันอย่างไร ฉันดื้อด้านที่จะปกป้องชื่อเสียงและสถานะของตัวเอง และยอมปล่อยให้ผลประโยชน์ของคริสตจักรเสียหายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง สิ่งที่ฉันแสดงออกคืออุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์!

ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่ง ซึ่งช่วยให้ฉันเข้าใจถึงธรรมชาติในการกระทำของตัวเองลึกลงไปบ้าง พระเจ้าตรัสว่า “หากใครบางคนพูดว่าพวกเขารักความจริงและว่าพวกเขาไล่ตามเสาะหาความจริง แต่โดยแก่นแท้แล้ว เป้าหมายที่พวกเขาไล่ตามเสาะหาคือการทำให้ตัวพวกเขาเองโดดเด่นแตกต่าง การอวดโอ้ การทำให้ผู้คนคิดกับพวกเขาอย่างสูงส่ง การสัมฤทธิ์ผลประโยชน์ส่วนบุคคลของตัวเอง และการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขานั้นไม่ใช่เป็นการนบนอบหรือทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย และแทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับเป็นการสัมฤทธิ์ชื่อเสียง ผลประโยชน์และสถานะ เช่นนั้นแล้ว การไล่ตามเสาะหาของพวกเขาย่อมไม่ถูกทำนองคลองธรรม  ในกรณีที่เป็นเช่นนั้น เมื่อเป็นเรื่องงานของคริสตจักร การกระทำของพวกเขาเป็นอุปสรรคกีดขวางหรือว่าพวกเขาช่วยขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ไปข้างหน้าเล่า?  พวกเขาเป็นอุปสรรคกีดขวางอย่างชัดเจน ทั้งนี้พวกเขาไม่ขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ไปข้างหน้า  ผู้คนบางคนสนับสนุนการทำงานของคริสตจักร แต่กระนั้นกลับไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะส่วนบุคคลของตัวเอง ประกอบกิจการของตัวเอง สร้างกลุ่มเล็กๆ ของตัวเอง ราชอาณาจักรเล็กๆ ของตัวเอง—บุคคลประเภทนี้กำลังทำหน้าที่ของพวกเขาอยู่หรือไม่?  งานทั้งหมดที่พวกเขาทำนั้นในแก่นแท้แล้วขัดขวาง ก่อกวน และบั่นทอนงานของคริสตจักร  สิ่งใดคือผลสืบเนื่องของการไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของพวกเขา?  ก่อนอื่นการนี้ส่งผลต่อวิธีที่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าตามปกติและเข้าใจความจริง การนี้ขัดขวางการเข้าสู่ชีวิตของพวกเขา หยุดยั้งพวกเขาจากการเข้าสู่ครรลองที่ถูกต้องของความเชื่อในพระเจ้า และนำพวกเขาไปบนเส้นทางที่ผิด—ซึ่งทำร้ายผู้ที่ได้รับการเลือกสรร และพาพวกเขาไปสู่ความย่อยยับ  และในท้ายที่สุด การนี้ทำสิ่งใดกับงานของคริสตจักร?  ย่อมเป็นการก่อกวน บั่นทอน และรื้อทำลาย(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่หนึ่ง))  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็เข้าใจว่า ตอนเราไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและสถานะส่วนตัวโดยอ้างว่าเป็นการทำหน้าที่ โดยแก่นแท้แล้ว เรากำลังเป็นข้ารับใช้ของซาตานและขัดขวางงานของคริสตจักร พระวจนะของพระเจ้าเผยให้เห็นแก่นแท้ของการกระทำของฉัน พระเจ้าทรงแสดงพระคุณต่อฉันด้วยการให้โอกาสฉันเป็นผู้นำคริสตจักร และพระองค์ทรงหวังว่าฉันจะคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระองค์ และให้น้ำพี่น้องชายหญิงอย่างดี แก้ปัญหาและความลำบากยากเย็นในการเข้าสู่ชีวิตของพวกเขา ฝึกอบรมคนที่เหมาะสมให้ทำงานต่างๆ ของคริสตจักร และจัดการให้งานของคริสตจักรดำเนินไปตามปกติ แต่ฉันไม่ได้คำนึงถึงเจตนารมณ์และข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า ทั้งยังไม่ได้ลุล่วงความรับผิดชอบของตัวเองในฐานะผู้นำ เวลาคัดเลือกและใช้คน ก็คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง ผลที่ตามมาคือ ผู้ให้น้ำที่ฉันส่งเสริมและบ่มเพาะนั้นไม่เหมาะสมกับงาน  ผู้มาใหม่ไม่เพียงได้รับน้ำไม่เพียงพอ แต่งานให้น้ำยังถูกขัดขวางด้วย ทำให้ผู้มาใหม่เริ่มคิดลบและถอนตัว อย่างนี้จะเรียกว่าปฏิบัติหน้าที่ได้ยังไง?  ฉันขัดขวางงานของคริสตจักร แถมยังทำชั่ว!  ถึงอย่างนั้น ฉันก็ยังไม่รู้ตัว ฉันเห็นแก่ตัวเกินไปและชินชาเกินไป!  ฉันนึกถึงศัตรูของพระคริสต์และคนเลวทรามที่ถูกขับไล่จากคริสตจักร พวกมันวางแผนเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองเสมอ พวกมันเพิกเฉยต่อหลักธรรมความจริงเพื่อคงชื่อเสียงและสถานะของตัวเอง พวกมันทำหน้าที่ตามอำเภอใจและขาดความยับยั้ง ก่อกวนงานของคริสตจักรอย่างร้ายแรง และในที่สุด เนื่องจากการประพฤติที่เลวทราม พวกมันจึงถูกพระเจ้ารังเกียจและกำจัด โดยเนื้อแท้แล้ว มีความแตกต่างระหว่างสิ่งที่ฉันทำกับการประพฤติของศัตรูของพระคริสต์พวกนี้หรือเปล่า?  เมื่อตระหนักถึงสิ่งนี้ ฉันก็รู้สึกหวาดกลัว และอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ละเลยหน้าที่ตนเอง ข้าพระองค์ไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง สถานะ และความสำเร็จแบบฉับไว และเดินบนเส้นทางที่ผิด ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะกลับใจต่อพระองค์  โปรดนำทางและชี้นำข้าพระองค์ด้วยเถิด”

ต่อมาหลังจากทบทวนและแสวงหา ฉันก็ตระหนักว่า เพื่อทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิผล เราต้องมีเจตนาที่ถูกต้อง มุ่งเน้นที่การแสวงหาความจริง และปฏิบัติตามหลักธรรม เมื่อนั้นเท่านั้นที่เราถึงจะได้รับการชี้นำจากพระเจ้า และปรับปรุงผลลัพธ์ของเราอย่างได้ต่อเนื่อง ดังที่พระเจ้าตรัสไว้ว่า “เมื่อเจ้าได้รับพระบัญชาจากพระเจ้าและมุ่งหมายที่จะลุล่วงหน้าที่ของเจ้า มุ่งหมายที่จะทำพระบัญชาที่เจ้าได้รับให้แล้วเสร็จ ประการแรก เจ้าต้องเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า  เจ้าจำเป็นต้องรู้ว่าพระบัญชานี้มาจากพระเจ้า เป็นเจตนารมณ์ของพระองค์ และเจ้าก็ควรน้อมรับพระบัญชา ใส่ใจพระบัญชา และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือนบนอบพระบัญชา  ประการที่สอง เจ้าควรเสาะหาว่าเพื่อปฏิบัติหน้าที่นี้ เจ้าจำเป็นต้องเข้าใจความจริงข้อใดบ้าง ควรทำตามหลักธรรมข้อใด และพึงปฏิบัติอย่างไรจึงจะเป็นประโยชน์ต่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรและงานในพระนิเวศของพระเจ้า  ทั้งหมดนี้คือหลักธรรมของการปฏิบัติ  หลังจากเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าแล้ว เจ้าควรแสวงหาและทำความเข้าใจความจริงที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่นี้ในทันที และเมื่อเข้าใจความจริงแล้ว จึงค่อยค้นหาหลักธรรมและเส้นทางปฏิบัติความจริงเหล่านี้  คำว่า ‘หลักธรรม’ หมายถึงอะไร?  กล่าวโดยเฉพาะเจาะจงแล้ว หลักธรรมหมายถึงสิ่งที่ต้องใช้เป็นรากฐานเพื่อสัมฤทธิ์เป้าหมายหรือก่อให้เกิดผลลัพธ์เวลาปฏิบัติความจริง… การที่จะปฏิบัติความจริงนั้น คนเราต้องเข้าใจหลักธรรม กล่าวคือ หลักธรรมเป็นกุญแจสำคัญ เป็นองค์ประกอบขั้นพื้นฐานที่สุด  เมื่อเจ้าเข้าใจหลักธรรมพื้นฐานของการปฏิบัติหน้าที่ของตนแล้ว นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่าเจ้าเข้าใจมาตรฐานที่กำหนดไว้สำหรับการปฏิบัติหน้าที่นั้น  การแตกฉานในหลักธรรมเหล่านี้ก็คือการรู้จักวิธีปฏิบัติความจริง  แล้วความสามารถในการปฏิบัตินี้มีหลักการใดรองรับ?  รากฐานที่รองรับอยู่ก็คือการเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าและความจริง  หากเจ้ารู้เพียงประโยคเดียวในสิ่งที่พระเจ้าทรงประสงค์ จะถือเป็นการเข้าใจความจริงหรือไม่?  ไม่ถือว่าเข้าใจ  ต้องทำได้ตามมาตรฐานใดจึงจะถือว่าเข้าใจความจริง?  เจ้าต้องเข้าใจความหมายและคุณค่าของการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า และเมื่อเจ้าเข้าใจทั้งสองแง่มุมนี้อย่างชัดเจนแล้ว เจ้าก็เข้าใจความจริงเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าแล้ว  ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากเข้าใจความจริงแล้ว เจ้าต้องทำความเข้าใจหลักธรรมของการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าและเส้นทางปฏิบัติอีกด้วย  เมื่อเจ้าสามารถเข้าใจและนำหลักธรรมของการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าไปใช้ และบางครั้งก็ใช้ปัญญาบ้าง เจ้าย่อมแน่ใจได้ว่าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าจะมีประสิทธิผล  ด้วยการเข้าใจหลักธรรมและกระทำการตามหลักธรรมเหล่านี้ เจ้าย่อมจะสามารถปฏิบัติความจริงได้  หากเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยไม่เอาเจตนาของมนุษย์เข้าไปปะปน หากเจ้าทำหน้าที่โดยนบนอบพระประสงค์ของพระเจ้าและสอดคล้องกับการจัดการเตรียมงานโดยพระนิเวศของพระเจ้าทุกประการ เป็นไปตามพระวจนะของพระเจ้าทุกอย่าง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ได้ลุล่วงหน้าที่ของเจ้าตามมาตรฐานอย่างครบถ้วนแล้ว เมื่อนำผลลัพธ์ไปเทียบกับพระประสงค์ของพระเจ้า ต่อให้มีบางอย่างคลาดเคลื่อน นี่ก็นับว่าเป็นการสัมฤทธิ์ตามพระประสงค์ของพระเจ้าอยู่ดี  หากเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของตนตามหลักธรรมทุกประการ หากเจ้าจงรักภักดี ทำทุกสิ่งอย่างสุดความสามารถของเจ้า เช่นนั้นแล้วการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าย่อมตรงตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าโดยสมบูรณ์  เจ้าได้ลุล่วงหน้าที่ของเจ้าในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างด้วยหัวใจ ความรู้สึกนึกคิด และเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีแล้ว ซึ่งเป็นผลที่สัมฤทธิ์ด้วยการปฏิบัติความจริง(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่หนึ่ง: พวกเขาพยายามเอาชนะใจผู้คน)  พระวจนะของพระเจ้าชัดเจนมาก เมื่อเรารับพระบัญชาของพระเจ้า เราต้องแสวงหาเจตนารมณ์ของพระองค์ก่อน แสวงหาหลักธรรมที่เราควรยึดถือในหน้าที่ เข้าใจถึงความจริง นบนอบพระเจ้า และทำตามหลักธรรมความจริงอย่างเคร่งครัดในหน้าที่ นอกจากนี้ ขณะทำหน้าที่ เราต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของคริสตจักร หมั่นตรวจสอบตัวเอง และไม่วางแผนเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว สิ่งนี้จะช่วยลดการปลอมปนในแนวคิดของเราเอง และข้อผิดพลาดที่เราทำในหน้าที่ ฉันนึกถึงว่าฉันเคยทำหน้าที่เพื่อชื่อเสียงและสถานะเท่านั้น ฉันแทบไม่ได้แสวงหาหลักธรรมความจริงเลย และแม้แต่ตอนที่ฉันรู้น้อยนิด ฉันก็ไม่เชื่อฟัง ตอนเลือกคนทำงานให้น้ำ คุณสมบัติหลักที่จำเป็นคือต้องสามัคคีธรรมความจริงได้อย่างชัดเจน อดทน และมีความรับผิดชอบ หวู่เหวินมีความรับผิดชอบในหน้าที่ ห่วงใย และอดทนกับผู้มาใหม่ ไม่ว่าผู้มาใหม่จะมีสภาวะหรือความลำบากยากเย็นอะไร เธอก็สามารถสามัคคีธรรมและแก้ไขปัญหาได้อย่างแข็งขัน แถมเธอยังจับความเข้าใจในหลักธรรมของการให้น้ำผู้มาใหม่ได้บางประการ ในอดีตเธอทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิผล และที่เธอทำผิดพลาดไปบ้างเมื่อไม่นานมานี้ ก็เป็นเพราะความลำบากยากเย็นจริงบางอย่างที่เธอไม่สามารถจัดการได้ ในสถานการณ์นี้ ฉันควรเสนอการสามัคคีธรรมและความช่วยเหลือด้วยความรัก หรือไม่ก็ตัดแต่ง เปิดโปง และตำหนิเธอ แทนที่จะปลดเธออย่างไม่แยแส นอกจากนี้ เมื่อฉันเห็นว่าเฉินเฉินกระตือรือร้นและเป็นมิตรตอนดูจากภายนอก ฉันก็จินตนาการว่าเธอเหมาะกับการบ่มเพาะ ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่านี่ไม่สอดคล้องกับหลักธรรม ผู้ที่ถูกแยกออกไปเพื่อทบทวนตัวเองสามารถได้รับมอบหมายให้เผยแผ่ข่าวประเสริฐและให้น้ำผู้มาใหม่ได้ ถ้าพวกเขาไม่ขัดขวางหรือแทรกแซง แต่ผู้มีความเป็นมนุษย์ย่ำแย่ที่ทำชั่วและขัดขวางงานของคริสตจักรไม่อาจได้รับการบ่มเพาะเลย เฉินเฉินอยากได้อยากมีชื่อเสียงและสถานะมาก และเธอมักจะต่อสู้เพื่อสิ่งเหล่านั้นในอดีต ซึ่งก่อกวนงานของคริสตจักร  หลังจากถูกปลดและแยกตัวออกไปเพื่อทบทวนตัวเอง เธอไม่เคยแสดงให้เห็นว่าเข้าใจการกระทำผิดของตัวเองในอดีตอย่างแท้จริง คนแบบนี้ไม่อาจเป็นเป้าหมายสำคัญเพื่อรับการบ่มเพาะ ฉันได้ละเมิดหลักธรรมโดยส่งเสริมและบ่มเพาะเฉินเฉิน ซึ่งทำให้งานให้น้ำล่าช้า ฉันไม่เข้าใจหลักธรรมของการปลดคนและใช้คน และทำงานเพื่อชื่อเสียงและสถานะ  สิ่งนี้ได้ขัดขวางและกีดกั้นงานของคริสตจักร และส่งผลเสียต่อการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิง เมื่อคิดถึงเรื่องนี้  ฉันก็รู้สึกเสียใจมาก ต่อมาฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ว่า “ในพระนิเวศของพระเจ้า ไม่ว่าเจ้าทำสิ่งใด เจ้าก็ไม่ได้กำลังทำภารกิจของตนเอง นั่นเป็นงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า นั่นเป็นพระราชกิจของพระเจ้า  เจ้าต้องจดจำความรู้และการตระหนักรู้นี้ไว้ในจิตใจเป็นนิตย์และพูดว่า ‘นี่ไม่ใช่กิจการของฉันเอง ฉันกำลังทำหน้าที่ของฉันและทำให้ความรับผิดชอบของฉันลุล่วง  ฉันกำลังทำงานของคริสตจักร  นี่คือกิจที่พระเจ้าวางพระทัยมอบหมายให้ฉันและฉันกำลังทำภารกิจนั้นเพื่อพระองค์  นี่คือหน้าที่ของฉัน ไม่ใช่กิจส่วนตัวของฉันเอง’  นี่คือสิ่งแรกที่ผู้คนควรเข้าใจ  หากเจ้าทำเหมือนหน้าที่คือกิจธุระส่วนตัวของเจ้า และไม่แสวงหาหลักธรรมความจริงเมื่อเจ้าลงมือกระทำการ และทำหน้าที่ตามสิ่งจูงใจ ทรรศนะ และเจตนาซ่อนเร้นของเจ้าเอง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่แคล้วที่จะทำความผิดพลาด  แล้วเจ้าควรกระทำการอย่างไรหากเจ้าจำแนกความต่างระหว่างหน้าที่ของเจ้าและกิจธุระส่วนตัวของเจ้าได้อย่างชัดเจน และตระหนักว่านี่คือหน้าที่?  (แสวงหาสิ่งที่พระเจ้าทรงขอ และแสวงหาหลักธรรม)  ถูกต้อง  หากมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับเจ้าและเจ้าไม่เข้าใจความจริง และเจ้ามีแนวคิดบางอย่างแต่สิ่งทั้งหลายยังคงไม่ชัดเจนสำหรับเจ้า เช่นนั้นเจ้าต้องค้นหาพี่น้องชายหญิงที่เข้าใจความจริงเพื่อสามัคคีธรรมด้วย นี่คือการแสวงหาความจริง และเหนือสิ่งอื่นใด นี่คือท่าทีที่เจ้าควรมีต่อหน้าที่ของตน  เจ้าไม่ควรตัดสินสิ่งต่างๆ บนพื้นฐานของสิ่งที่เจ้าคิดว่าถูกต้องเหมาะสม จากนั้นก็ทุบโต๊ะและพูดว่าเอาตามนั้น—นี่ย่อมนำไปสู่ปัญหาได้โดยง่าย  หน้าที่ไม่ใช่กิจธุระส่วนตัวของเจ้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็ก เรื่องทั้งหลายในพระนิเวศของพระเจ้าไม่ใช่กิจธุระส่วนตัวของใคร  ตราบใดที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ เช่นนั้นนั่นย่อมไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของเจ้า ไม่ใช่กิจธุระส่วนตัวของเจ้า—นั่นเกี่ยวข้องกับความจริง และเกี่ยวข้องกับหลักธรรม  แล้วอะไรคือสิ่งแรกที่พวกเจ้าควรทำ?  เจ้าควรแสวงหาความจริง และแสวงหาหลักธรรม  และหากเจ้าไม่เข้าใจความจริง เจ้าต้องแสวงหาหลักธรรมเป็นอันดับแรก หากเจ้าเข้าใจความจริงแล้ว การระบุหลักธรรมย่อมจะเป็นเรื่องง่าย(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, อะไรคือการปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ได้มาตรฐาน?)  พระวจนะของพระเจ้ามอบเส้นทางแห่งการปฏิบัติให้แก่ฉัน หน้าที่เป็นพระบัญชาจากพระเจ้า ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว เราจึงไม่อาจทำหน้าที่ตามอำเภอใจเพื่อสนองผลประโยชน์ส่วนตัวได้ เราต้องแสวงหาหลักธรรมความจริงในทุกสิ่งและปฏิบัติตามข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า หากเราไม่เข้าใจ เราก็ควรสามัคคีธรรมและแสวงหาเพิ่มเติมกับคนอื่น ไม่ว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร สิ่งที่เราต้องทำคือยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้าและทำให้ดีที่สุด ต่อให้บางครั้งอาจมีการเบี่ยงเบนหรือข้อผิดพลาดในงานของเรา และเราไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีอย่างรวดเร็ว แต่หากเราทำงานเพื่อทำให้พระเจ้าพอพระทัย ไม่ใช่เพื่อให้คนอื่นเห็น เราก็เดินอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องแล้ว และพระเจ้าจะทรงชี้นำเรา ต่อมาฉันได้เปิดอกกับพี่น้องชายหญิงเรื่องตัวเอง โดยเปิดโปงว่าฉันทำหน้าที่เพื่อชื่อเสียงและสถานะ อยากได้อยากมีความสำเร็จแบบฉับไว ละเมิดหลักธรรมของการคัดเลือกและใช้คน รวมทั้งกระทำโดยพลการและใช้ตำแหน่งของตัวเองเพื่อตำหนิผู้อื่น ซึ่งส่งผลเสียต่อพวกเขา ฉันขอโทษพวกเขาอย่างจริงจังและขอให้พวกเขาเฝ้าดูฉันมากขึ้น เมื่อฉันปฏิบัติแบบนี้ พี่น้องชายหญิงก็ไม่ได้ดูแคลนฉัน พวกเขาให้กำลังใจฉัน และบอกว่าเราดูแลกันได้และร่วมงานกันได้เพื่อปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองให้ดี

ไม่นานก็มีเรื่องอื่นเกิดขึ้น มัคนายกข่าวประเสริฐทำหน้าที่ไม่ได้ชั่วคราวเพราะครอบครัวขัดขวาง หลังจากได้ข่าวนี้ ฉันก็รู้สึกวิตกกังวลเล็กน้อย ฉันคิดว่า  “ตอนนี้ทุกคริสตจักรทำทุกวิถีทางเพื่อประกาศข่าวประเสริฐ ณ จุดนี้ หากมัคนายกข่าวประเสริฐปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ งานของเราจะได้รับผลกระทบมาก!  ถ้าฉันหาคนมาแทนที่เธอไม่ทัน ผลลัพธ์ของเราจะไม่มีวันดีขึ้น ผู้ดูแลของฉันจะต้องคิดว่าฉันไร้ความสามารถแน่ๆ” ฉันจึงหารือกับพี่น้องหญิงที่เป็นคู่ทำงานของฉันว่าจะย้ายมัคนายกข่าวประเสริฐ และหาใครมาแทนที่เธอดีไหม เธอพูดว่า “มัคนายกข่าวประเสริฐมีความรับผิดชอบและเป็นคนทำงานที่มีความสามารถมาโดยตลอด และผลลัพธ์ของงานข่าวประเสริฐก็ออกมาดี หากคุณย้ายเธอเพียงเพราะเธอไม่สามารถพ้นจากพันธนาการของครอบครัวได้สักพัก นั่นจะขัดต่อหลักธรรม”  ในขณะที่กำลังจะโต้แย้ง ฉันคิดทันทีว่า ฉันเคยฝืนแทนที่หวู่เหวิน ฉันไม่ได้กำลังทำเพื่อปกป้องชื่อเสียงและสถานะของตัวเองอีกแล้วหรือ?  คู่ทำงานกำลังเตือนฉันว่าควรปฏิบัติหน้าที่ตามหลักธรรม  ฉันเกือบจะทำผิดพลาดครั้งใหญ่อีกครั้ง ขณะที่ขอบคุณพระเจ้าในใจ ฉันก็พูดกับเธอว่า “เจตนาฉันผิด ฉันจะย้ายเธอไปโดยไม่มีหลักธรรม และทำงานเพื่อชื่อเสียงและสถานะอีกแล้ว เธอมีความรับผิดชอบจริง และเป็นคนที่เหมาะสม ถ้าตอนนี้เธอทำหน้าที่ไม่ได้ เราก็จะทำงานข่าวประเสริฐแทนเธอ มาทำความเข้าใจสถานการณ์ของเธอให้มากขึ้น และพยายามสนับสนุนและช่วยเหลือเธอกันเถอะ” หลังจากได้ยิน คู่ทำงานของฉันก็พยักหน้าเห็นด้วย และฉันก็รู้สึกสบายใจที่ปฏิบัติตามวิธีนี้

ตอนนี้เมื่อฉันทำหน้าที่ ฉันมักจะถามตัวเองว่า “วันนี้ฉันได้ปฏิบัติหน้าที่ตามหลักธรรมความจริงหรือเปล่า?  ฉันทำสิ่งทั้งหลายด้วยอุปนิสัยเสื่อมทรามตอนมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นหรือเปล่า?”  ถ้าฉันทำอะไรที่ไม่สอดคล้องกับหลักธรรมและเจตนารมณ์ของพระเจ้า ฉันจะอธิษฐานขอให้พระเจ้าทรงช่วยแก้ไขโดยเร็ว เมื่อฉันปฏิบัติแบบนี้ ฉันก็มองเห็นการชี้นำของพระเจ้า งานคริสตจักรดีขึ้นนิดหน่อย และพี่น้องชายหญิงสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างแข็งขัน ขอบคุณพระเจ้า!

ก่อนหน้า: 22. การประเมินผลที่เปิดโปงฉัน

ถัดไป: 24. หลังจากทุกคนได้เลื่อนตำแหน่งยกเว้นฉัน

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

26. เปิดประตูสู่หัวใจของฉันและต้อนรับการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า

โดยหยงหย่วน สหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายนปี ค.ศ. 1982 ครอบครัวของเราอพยพไปยังประเทศสหรัฐอเมริกากันทั้งครอบครัว...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger