22. การประเมินผลที่เปิดโปงฉัน

ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ปี 2021 จู่ๆ ผู้นำคริสตจักรคนหนึ่งก็มาคุยกับฉัน และถามว่าฉันรู้จักพี่น้องหญิงไลลาห์มากแค่ไหน เธอเป็นคนยุติธรรมกับคนอื่นหรือไม่ แล้วเคยตัดสินผู้อื่นหรือเปล่า เธอดูจริงจังมากจนฉันถามเธอทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น เธอบอกว่าไลลาห์มีอุปนิสัยอันโอหังมาก และพูดตัดสินสิ่งทั้งหลายเกี่ยวกับผู้นำหลายคนต่อหน้าพี่น้องชายหญิง โดยบอกว่าพวกเขาเป็นผู้นำเทียมเท็จ เธอยังบอกอีกว่าไลลาห์เป็นคนพูดจาคมคายโน้มน้าวเก่ง ในการชุมนุมเธอก็พูดถึงการเข้าใจตนเองของเธอ แต่ที่จริงแล้วเธอไม่ได้เข้าใจตัวเองเลยแม้แต่น้อย เธอบอกว่าพี่น้องชายหญิงส่วนใหญ่ไม่สามารถมองเห็นไลลาห์ในสิ่งที่เธอเป็น และพวกเขาชอบสามัคคีธรรมของเธอ ทันใดนั้นฉันก็นึกถึงเรื่องที่ว่า มีศัตรูของพระคริสต์บางคนที่ถูกขับไล่ออกจากคริสตจักรไปแล้วก็เคยทำแบบเดียวกัน คือการตัดสินผู้นำและคนทำงาน การกล่าวว่าผู้นำคนใดคนหนึ่งเทียมเท็จนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การกล่าวว่าผู้นำหลายคนเทียมเท็จนั้นเป็นความโอหัง ในตอนนั้น ฉันพูดว่า “การที่เธอพูดสิ่งเหล่านี้อออกมาได้ถือเป็นเรื่องร้ายแรง การตัดสินที่เธอทำก็เหมือนกับที่ศัตรูของพระคริสต์เหล่านั้นทำเลยไม่ใช่หรือ?” ฉันยังจำได้ด้วยว่าในการเลือกตั้งผู้นำเมื่อปีที่แล้ว ไลลาห์ได้หารือกับพี่น้องหญิงคนหนึ่งอย่างลับๆ เกี่ยวกับหนึ่งในผู้สมัคร โดยพูดว่าผู้สมัครคนนั้นสนใจเรื่องหน้าตาและสถานะมากเกินไป ทำสิ่งทั้งหลายแค่เพื่อเอาหน้า และไม่ได้ทำงานจริงเลย ฉันอดไม่ได้ที่จะเริ่มรู้สึกอคติต่อไลลาห์ และคิดว่าเธอชอบตัดสินผู้อื่นจริงๆ

จากนั้น ผู้นำคนนั้นก็เร่งเร้าให้ฉันเขียนการประเมินผลของไลลาห์ ฉันนึกย้อนกลับไปถึงการปฏิสัมพันธ์กับเธอเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อพี่น้องชายหญิงบางคนตักเตือนเธอถึงเรื่องบางอย่าง แม้ว่าในตอนแรกเธอจะปกป้องตัวเอง แต่ภายหลังเธอก็ทบทวนและรู้จักตนเอง มีการเปลี่ยนแปลงและการเข้าสู่อยู่บ้าง และสามารถยอมรับความจริงได้ ระหว่างสนทนากับเธอนั้น ฉันเห็นได้ว่าเธอใส่ใจในการทบทวนตนเองและเข้าใจตนเอง เธออธิษฐาน แสวงหาหลักธรรมความจริง และค้นหาพระวจนะของพระเจ้าเพื่อเข้าถึง ฉันรู้สึกว่าเธอเป็นผู้แสวงหาความจริงคนหนึ่ง แต่เมื่อฉันคิดถึงสิ่งที่ผู้นำบอกว่าไลลาห์มีอุปนิสัยอันโอหัง เป็นคนพูดจาคมคาย เก่งเรื่องชักพาผู้คนให้หลงเชื่อ และตอนนี้กำลังตัดสินผู้นำและคนทำงานอย่างไม่ยี่หระ ถ้าฉันพูดในการประเมินผลว่าเธอเป็นผู้ที่สามารถยอมรับและไล่ตามเสาะหาความจริงได้ ผู้นำจะบอกว่าฉันขาดวิจารณญาณและเป็นคนโง่หรือเปล่า? ถ้าฉันทำให้ผู้นำมีความประทับใจที่ไม่ดีต่อฉัน เธออาจจะไม่ให้ฉันปฏิบัติหน้าที่บางอย่างในอนาคต ด้วยความคิดนั้น ฉันจึงพูดในการประเมินผลว่าไลลาห์มีอุปนิสัยอันโอหัง และบางครั้งก็ตัดสินผู้คนตามความคิดฝันของเธอเอง ฉันบอกว่าเธอมีปัญหาในการยอมรับความจริง และมีแนวโน้มที่จะหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองเมื่อเผชิญหน้ากับผู้คนเกี่ยวกับปัญหา ฉันยังพูดถึงความเสื่อมทรามบางอย่างที่เธอเผยให้เห็นเป็นครั้งคราวในชีวิตประจำวัน ถึงแม้ฉันจะเขียนถึงวิธีบางอย่างที่เธอใช้ไล่ตามเสาะหาความจริงด้วย แต่ฉันก็เพิ่มข้อคิดเห็นว่าฉันไม่แน่ใจว่าเธอเป็นผู้แสวงหาความจริงจริงหรือไม่ ฉันรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อยหลังจากเขียนการประเมินผล เพราะฉันไม่เคยรู้สึกว่าไลลาห์เป็นอย่างที่ผู้นำบรรยายเลย แม้ว่าเธอจะมีอุปนิสัยอันโอหัง และบางครั้งพูดจาตรงไปตรงมาและยากที่จะรับได้ แต่เธอก็ไม่ได้มีเจตนาร้าย เธอยืนหยัดเพื่อผลประโยชน์ของคริสตจักรเมื่อเกิดปัญหาขึ้น และกล้าพอที่จะพูดออกมาเมื่อเห็นคนอื่นละเมิดหลักธรรมความจริง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเห็นว่าพี่น้องหญิงคนหนึ่งเลอะเลือนในหน้าที่ของตัวเองอยู่เสมอและส่งผลกระทบต่อความก้าวหน้าของงาน ไลลาห์ก็สามารถพักความสัมพันธ์ระหว่างพวกเธอไว้ชั่วคราวและช่วยชี้ให้เธอเห็นอย่างไม่รอช้า พร้อมทั้งยังบอกแก่ผู้นำด้วย ถ้ามีคนมองจากพฤติกรรมโดยรวมของไลลาห์ เธอสามารถยืนหยัดเพื่อผลประโยชน์ของคริสตจักรและเป็นคนที่เหมาะสม แต่ผู้นำกลับพูดอีกอย่างหนึ่ง ฉันสงสัยว่าผู้นำมีอคติหรือไม่ และการประเมินผลที่เธอกำลังรวบรวม จะทำให้ไลลาห์ถูกปลดหรือถูกชำระออกจากคริสตจักรหรือเปล่า ยิ่งคิดมากเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้น ฉันจึงถามผู้นำว่าเธอได้สามัคคีธรรมกับไลลาห์เรื่องปัญหาของเธอหรือไม่ และเธอเข้าใจปัญหาอย่างไร แต่ผู้นำเลี่ยงคำถาม โดยบอกว่าไลลาห์เคยชอบตัดสินผู้นำและคนทำงานมาก่อน และตอนนี้ก็กำลังทำแบบนั้นอีก เธอบอกว่าผู้นำคนหนึ่งกำลังคิดลาออกเพราะข้อกล่าวหาของไลลาห์ เธอจึงกลายเป็นผู้ขัดขวางไปแล้ว ได้ยินแบบนี้ ฉันจึงคิดว่าผู้นำต้องมีความเข้าใจปัญหาได้ดีกว่าฉัน และฉันต้องขาดวิจารณญาณ ทั้งยังถูกพฤติกรรมภายนอกของไลลาห์หลอกไปแล้ว ด้ังนั้นฉันจึงไม่ได้พูดอะไรอีก

สองสามวันต่อมา ผู้นำระดับสูงกว่าคนหนึ่งมาตรวจสอบสถานการณ์ และบอกว่าไลลาห์ไม่ได้ตัดสินผู้นำและคนทำงานตามอำเภอใจ แต่กำลังเปิดโปงและรายงานผู้นำเทียมเท็จด้วยสำนึกของความยุติธรรม ผู้นำคนนั้นถูกไลลาห์รายงาน จึงกดขี่และลงโทษเธอ โดยกล่าวว่าไลลาห์ตัดสินผู้นำและคนทำงานตามอำเภอใจ เธอถึงขนาดยับยั้งหน้าที่ของไลลาห์โดยพลการ! เหล่าผู้นำเทียมเท็จที่ไลลาห์รายงานถูกปลดทั้งหมด และไลลาห์ก็ได้กลับมาทำหน้าที่ของเธอ พอได้ยินอย่างนั้นฉันก็ใจหายวาบ ฉันตกใจ และยังรู้สึกไม่ค่อยสบายใจอีกด้วย ฉันคล้อยตามผู้นำที่พูดว่าไลลาห์มีอุปนิสัยอันโอหัง ตัดสินผู้นำตามอำเภอใจ และไม่ยอมรับความจริงแต่โดยดี ฉันก็กล่าวโทษไลลาห์ด้วยไม่ใช่หรือ? นี่เป็นปัญหาร้ายแรงนัก! ฉันรู้สึกเหมือนนี่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ฉันควรทบทวนและรู้จักตนเองจริงๆ ดังนั้นฉันจึงอธิษฐานถึงพระเจ้า ขอให้พระองค์ทรงนำฉันให้เข้าใจตัวเอง ต่อมา ฉันได้อ่านเรื่องนี้ในพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “เพื่อเชื่อในพระเจ้าและเดินบนเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิต อย่างน้อยที่สุดเจ้าต้องดำรงชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีและสภาพเสมือนมนุษย์ เจ้าต้องคู่ควรแก่ความไว้วางใจของผู้คนและถูกมองว่ามีคุณค่า ผู้คนต้องรู้สึกว่ามีเนื้อแท้อยู่ในบุคลิกลักษณะและความสัตย์สุจริตของเจ้า ว่าเจ้ารักษาคำพูดและทำทุกสิ่งทุกอย่างตามที่ตัวเองพูด… ผู้คนที่มีศักดิ์ศรีล้วนมีความเป็นตัวเองอยู่สักหน่อย บางครั้งพวกเขาเข้ากับผู้อื่นไม่ได้ แต่พวกเขาก็ซื่อสัตย์ และพวกเขาก็ไม่มีความจอมปลอมหรือเล่ห์เหลี่ยม  ในที่สุดแล้ว ผู้อื่นก็เคารพนับถือผู้คนเหล่านี้อย่างสูง เพราะพวกเขาสามารถปฏิบัติความจริงได้ พวกเขาซื่อสัตย์ พวกเขามีศักดิ์ศรี ความสัตย์สุจริตและคุณลักษณะ พวกเขาไม่เคยเอาเปรียบผู้อื่น พวกเขาช่วยเหลือผู้คนที่อยู่ในความเดือดร้อน ปฏิบัติต่อผู้คนอย่างมีมโนธรรมและเหตุผล อีกทั้งไม่เคยด่วนตัดสินผู้อื่น  ขณะประเมินหรือหารือเกี่ยวกับผู้คนอื่น ทุกสิ่งทุกอย่างที่บุคคลเหล่านี้พูดนั้นถูกต้องแม่นยำ  พวกเขาพูดสิ่งที่ตัวเองรู้และไม่พูดพล่อยในสิ่งที่ตนไม่รู้ พวกเขาไม่แต่งเติม และคำพูดของพวกเขาสามารถใช้เป็นหลักฐานหรือข้ออ้างอิงได้  ผู้คนที่มีความสัตย์สุจริตนั้นค่อนข้างมีความสัมพันธ์กับชีวิตจริงและไว้ใจได้ในยามที่พวกเขาพูดหรือกระทำ  ไม่มีใครมองว่าผู้คนที่ขาดความสัตย์สุจริตมีคุณค่า ไม่มีใครใส่ใจสิ่งที่พวกเขาพูดหรือทำ หรือปฏิบัติต่อคำพูดหรือการกระทำของพวกเขาดั่งมีความสำคัญ และไม่มีใครไว้ใจพวกเขา  นี่เป็นเพราะพวกเขาพูดคำโกหกมากเกินไปและกล่าวคำพูดที่ซื่อสัตย์น้อยเกินไป นี่เป็นเพราะพวกเขาขาดความจริงใจในยามที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นหรือทำสิ่งใดเพื่อคนเหล่านั้น พวกเขาพยายามเล่นเล่ห์และหลอกทุกคน จึงไม่มีใครชอบพวกเขาเลย  พวกเจ้าเคยเจอคนที่ไว้ใจได้ในสายตาของพวกเจ้าหรือไม่?  พวกเจ้าคิดว่าตัวเองคู่ควรกับความเชื่อใจของผู้อื่นหรือไม่?  ผู้คนอื่นไว้ใจเจ้าได้หรือไม่?  หากใครสักคนถามเจ้าถึงสถานการณ์ของอีกคน เจ้าก็ไม่ควรประเมินค่าหรือตัดสินคนผู้นั้นไปตามแต่ใจ คำพูดของเจ้าต้องไม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ต้องถูกต้องแม่นยำและเป็นไปตามข้อเท็จจริง  เจ้าควรพูดจาเกี่ยวกับสิ่งใดก็ตามที่เจ้าเข้าใจจริงๆ และไม่พูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองขาดความรู้ความเข้าใจเชิงลึก  เจ้าต้องยุติธรรมและเป็นธรรมกับคนผู้นั้น  นั่นเป็นการปฏิบัติตนในหนทางที่มีความรับผิดชอบ  หากเจ้าได้สังเกตการณ์ปรากฏการณ์ไปในระดับผิวเผินเท่านั้น และสิ่งที่เจ้าต้องการพูดก็เป็นแค่การตัดสินของตัวเองเกี่ยวกับคนผู้นั้น เช่นนั้นเจ้าต้องไม่วินิจฉัยคนผู้นั้นไปอย่างมืดบอด และเจ้าต้องไม่ตัดสินเขา  เจ้าต้องขึ้นต้นสิ่งที่ตนพูดด้วยคำว่า ‘นี่เป็นแค่การตัดสินของฉันเอง’ หรือ ‘นี่เป็นแค่ความรู้สึกของฉัน’  ในหนทางนั้น คำพูดของเจ้าย่อมค่อนข้างจะไม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง และหลังจากได้ยินสิ่งที่เจ้าพูด อีกฝ่ายก็จะสามารถสัมผัสได้ถึงท่าทีที่เป็นธรรมและความซื่อสัตย์ในคำพูดของเจ้า และพวกเขาก็จะสามารถเชื่อใจเจ้าได้  พวกเจ้าแน่ใจหรือไม่ว่าเจ้าสามารถสำเร็จลุล่วงการนี้ได้?(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, มีเพียงคนที่ซื่อสัตย์เท่านั้นที่สามารถใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ที่แท้จริง)  จากพระวจนะของพระเจ้าฉันตระหนักได้ว่า ผู้ที่เที่ยงตรงและซื่อสัตย์จะประเมินผู้อื่นอย่างถูกต้องและเป็นกลาง และไม่เพียงแต่พูดจาเรื่อยเปื่อย พวกเขาพูดเพียงสิ่งที่รู้และไม่พูดเกินกว่านั้น พวกเขาเชื่อใจได้ แต่ผู้ที่ไม่เที่ยงตรงจะมีเจตนาส่วนตัวในการประเมิน พูดสิ่งที่พวกเขาคิดฝันออกมา แม้แต่บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือกลับตาลปัตรสิ่งทั้งหลายเพื่อบรรลุเป้าหมายของตนเอง คนเช่นนั้นพูดโกหกมากเกินไป พูดความจริงน้อยเกินไป และเชื่อใจไม่ได้ พวกเขาขาดศักดิ์ศรีและความซื่อตรง ฉันวนคิดเรื่องการประเมินไลลาห์ของฉัน ตอนที่ฉันได้ยินผู้นำคนนั้นกล่าวโทษเธอว่าโอหัง เห็นแก่ตัว และชอบตัดสินผู้อื่น ฉันไม่พยายามแยกแยะว่าเรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ และไม่สืบค้นว่าเหล่าผู้นำที่ไลลาห์รายงานนั้นเป็นผู้นำเทียมเท็จหรือไม่ ฉันเพียงแค่คล้อยตามผู้นำในการกล่าวโทษเธออย่างไม่ลืมหูลืมตา ถึงฉันจะตระหนักว่า ความเห็นของผู้นำเกี่ยวกับไลลาห์ไม่ตรงกับประสบการณ์ของฉัน และฉันรู้สึกไม่สบายใจนัก แต่ฉันก็กลัวว่าเธอจะพูดว่าฉันเป็นคนโง่ที่ขาดวิจารณญาณ และมีความประทับใจที่ไม่ดีต่อฉัน รวมถึงฉันอาจจะไม่ได้รับหน้าที่สำคัญ นั่นเป็นเหตุผลที่ฉันเขียนการประเมินถึงไลลาห์เป็นลบ ฉันกำลังต่อต้านข้อเท็จจริง ใส่ร้ายป้ายสีเธอ และกดขี่เธอ ฉันกำลังเผยอุปนิสัยอันมุ่งร้าย ไลลาห์ช่างเที่ยงตรงที่รายงานและเปิดโปงผู้นำเทียมเท็จ โดยไม่ยอมถูกจำกัดด้วยสถานะและอำนาจ ไม่เพียงแต่ไม่ส่งเสริมเธอ แต่ฉันยังร่วมมือกับผู้นำเทียมเท็จในการกล่าวโทษเธอ ทำให้เธอต้องเจ็บปวด นี่เป็นการทำชั่ว และฉันกำลังทำตัวเป็นผู้ช่วยของซาตาน เมื่อตระหนักเรื่องนี้ ฉันก็เต็มไปด้วยความเสียใจและโทษตัวเอง ฉันรู้สึกเป็นหนี้ไลลาห์อย่างลึกซึ้งและไม่สามารถเผชิญหน้ากับเธอได้ ฉันจึงอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “พระเจ้า ข้าพระองค์ขาดความเป็นมนุษย์ ข้าพระองค์ติดตามผู้นำเทียมเท็จ กดขี่และกล่าวโทษไลลาห์ ข้าพระองค์ได้กระทำผิดเฉพาะพระพักตร์พระองค์ พระเจ้า ข้าพระองค์ผิดไปแล้ว และต้องการกลับใจ”

ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าเพิ่มสองสามบทตอนที่ช่วยให้ฉันเข้าใจตัวเองดีขึ้น พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ศัตรูของพระคริสต์มืดบอดต่อพระเจ้า พระองค์ไม่ทรงมีที่ทางในหัวใจของพวกเขา  เมื่อพบเจอพระคริสต์ พวกเขาจึงปฏิบัติต่อพระองค์ไม่ต่างจากคนธรรมดาคนหนึ่ง คอยจับสังเกตการแสดงออกและน้ำเสียงของพระองค์ตลอดเวลา เปลี่ยนแปลงท่าทีของตนให้เหมาะกับสถานการณ์ ไม่เคยพูดว่าแท้จริงแล้วกำลังเกิดอะไรขึ้น ไม่เคยกล่าวอะไรที่จริงใจ เอาแต่กล่าววาจาและคำสอนที่ว่างเปล่าเท่านั้น พยายามหลอกลวงและตบตาพระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงที่ยืนอยู่ต่อหน้าต่อตาพวกเขา  พวกเขาไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าแต่อย่างใด  ไม่สามารถแม้แต่จะกล่าวกับพระเจ้าจากหัวใจ ไม่อาจพูดสิ่งที่เป็นจริง  พวกเขาพูดจาประดุจงูเลื้อย ด้วยครรลองที่คดเคี้ยวและวกวน  ลักษณะและทิศทางของคำพูดของพวกเขาก็เหมือนเถาแตงที่ไต่ขึ้นเสา  ตัวอย่างเช่น เมื่อเจ้ากล่าวว่าใครคนหนึ่งมีขีดความสามารถดีและสามารถได้รับการเลื่อนตำแหน่ง พวกเขาก็จะพูดทันทีว่าคนเหล่านั้นดีงามเพียงใด สำแดงและเผยสิ่งใดในตัวออกมา และหากเจ้าพูดว่าใครคนหนึ่งไม่ดี พวกเขาก็จะรีบบอกว่าคนเหล่านั้นไม่ดีและชั่วเพียงใด ก่อให้เกิดการรบกวนและการขัดขวางในคริสตจักรอย่างไร  พอเจ้าสอบถามถึงสถานการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นจริง พวกเขากลับไม่มีอะไรจะกล่าว พูดจาบ่ายเบี่ยงไปมา รอให้เจ้าสรุปความ คอยเงี่ยหูฟังความหมายในคำพูดของเจ้า พวกเขาจะได้กล่าวคำพูดให้สอดคล้องกับสิ่งที่เจ้าคิด  ทุกสิ่งที่พวกเขาพูดล้วนฟังรื่นหู ป้อยอ และพูดคล้อยตามคำพูดที่ออกมาจากปากของพวกเขานั้นไม่จริงใจสักคำ  พวกเขามีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนและปฏิบัติต่อพระเจ้าดังที่กล่าวมานี้—พวกเขาหลอกลวงถึงเพียงนี้  นี่คืออุปนิสัยในตัวศัตรูของพระคริสต์(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่สิบ (ภาคที่สอง))  “ความเป็นมนุษย์ของพวกศัตรูของพระคริสต์นั้นไม่ซื่อสัตย์ ซึ่งหมายความว่าพวกเขาไม่มีความสัตย์จริงแม้แต่น้อย  ทุกสิ่งที่พวกเขาพูดและทำล้วนมีเจตนาและเป้าหมายของพวกเขาเองปลอมปนอยู่ และทั้งหมดนั้นก็ซ่อนเร้นเล่ห์เหลี่ยมและกลอุบายของพวกเขาที่ไม่อาจเอ่ยถึงและไม่อาจพูดออกมาได้เอาไว้  ดังนั้นวาจาและการกระทำของศัตรูของพระคริสต์จึงด่างพร้อยเหลือเกินและเต็มไปด้วยความเทียมเท็จอย่างยิ่ง  ไม่ว่าพวกเขาจะพูดมากเท่าใด ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะรู้ว่าคำใดจริง คำใดเท็จ คำใดถูก และคำใดผิด  นี่เป็นเพราะพวกเขาไม่ซื่อสัตย์ และความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาก็ซับซ้อนยิ่ง เต็มไปด้วยกลอุบายที่คิดคดและเล่ห์เหลี่ยมมากมาย  สิ่งที่พวกเขาพูดไม่มีสิ่งใดตรงไปตรงมา  พวกเขาไม่พูดว่าหนึ่งคือหนึ่ง สองคือสอง ใช่คือใช่ และไม่ใช่คือไม่ใช่  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับพูดอ้อมค้อมในทุกเรื่องและตรึกตรองสิ่งต่างๆ อยู่ในใจหลายครั้ง ขบคิดถึงผลสืบเนื่อง ชั่งน้ำหนักข้อดีและข้อเสียจากทุกแง่ทุกมุม  จากนั้นพวกเขาก็ใช้ภาษาปรับเปลี่ยนสิ่งที่พวกเขาอยากพูด จนทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาพูดฟังดูชอบกลเอาการ  ผู้คนที่ซื่อสัตย์ไม่เคยเข้าใจสิ่งที่คนพวกนี้พูดและถูกพวกเขาหลอกลวงและตบตาโดยง่าย และใครก็ตามที่พูดและสื่อสารกับคนพวกนี้ย่อมพบว่าเป็นประสบการณ์ที่เหน็ดเหนื่อยและตรากตรำ  พวกเขาไม่เคยพูดว่าหนึ่งคือหนึ่งและสองคือสอง พวกเขาไม่เคยพูดว่าพวกเขากำลังคิดอะไร และพวกเขาไม่เคยอธิบายสิ่งต่างๆ ตามที่เป็น  ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาพูดล้วนมิอาจหยั่งได้ และเป้าหมายและเจตนาแห่งการกระทำของพวกเขานั้นซับซ้อนมาก  ถ้าความจริงเผยตัวออกมา—ถ้าผู้อื่นจับได้ไล่ทันพวกเขา—พวกเขาก็จะรีบปรุงแต่งเรื่องโกหกขึ้นมาอีกเพื่อเป็นการหลีกเลี่ยง… หลักการและวิธีการที่คนพวกนี้ใช้ประพฤติปฏิบัติตนและติดต่อเจรจากับชาวโลกคือการใช้เรื่องโกหกหลอกผู้คน  พวกเขาตีสองหน้าและพูดจาให้เหมาะกับผู้ฟังของพวกเขา พวกเขาเล่นบทบาทตามที่สถานการณ์เรียกร้อง  พวกเขาลื่นไหลและแนบเนียน ปากของพวกเขาเต็มไปด้วยคำโกหก และพวกเขานั้นไว้ใจไม่ได้  ผู้ใดก็ตามที่ติดต่อกับพวกเขามาระยะหนึ่งย่อมถูกชักพาให้หลงเชื่อหรือรู้สึกไม่สบายใจ และไม่สามารถรับการจัดเตรียม ความช่วยเหลือ หรือความเจริญใจได้(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, บทความเสริม หก: สรุปลักษณะนิสัยของพวกศัตรูของพระคริสต์และแก่นนิสัยของพวกเขา (ภาคที่สาม))  พระวจนะของพระเจ้าเผยว่าศัตรูของพระคริสต์มักซ่อนกลลวงไว้ในคำพูดและการกระทำอยู่เสมอ พวกเขาพูดอ้อมค้อม หลอกลวงผู้อื่น และขาดความน่าเชื่อถือ แม้ตอนที่ติดต่อกับพระคริสต์ พวกเขาก็ยังมองหาเบาะแสในพระวจนะของพระองค์ หยั่งเชิง และเป็นคนเลียแข้งเลียขา ไม่มีความจริงใจจากพวกเขาเลย พวกเขาตลบตะแลง หลอกลวง และชั่วจริงๆ ฉันไม่เคยติดต่อกับพระคริสต์โดยตรง แต่ฉันเคยฟังสัญญาณ อ่านสถานการณ์ และเดาว่าคนอื่นต้องการอะไร ฉันกำลังแสดงอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ผู้นำขอให้ฉันประเมินไลลาห์ ในตอนนั้น ฉันไม่ได้ยินความเห็นเป็นลบของผู้นำที่มีต่อเธอ ฉันคิดว่าเธอคงอยากเลื่อนตำแหน่งให้ไลลาห์ ฉันจึงพูดว่าไลลาห์สามารถแสวงหาและยอมรับความจริงในการเผชิญกับปัญหาได้ เธอมีสำนึกของความยุติธรรม และสามารถยืนหยัดเพื่อผลประโยชน์ของคริสตจักรได้ ฉันเขียนเกี่ยวกับจุดแข็งของเธอเป็นหลัก และแทบไม่ได้กล่าวถึงจุดอ่อนของเธอเลย แต่ครั้งนี้ เมื่อฉันได้ยินผู้นำพูดว่าเธอไม่ใช่คนที่เหมาะสมและขอให้ผู้อื่นทำประเมินผลของไลลาห์ ฉันรู้ว่าฉันมีประสบการณ์เกี่ยวกับไลลาห์แตกต่างไปจากเธอ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ผู้นำพูดว่าฉันมีวิจารณญาณ ฉันจึงคล้อยตามเธอและบอกว่าไลลาห์มีอุปนิสัยอันโอหัง ชอบตัดสินผู้อื่น และมีปัญหาในการยอมรับความจริงเมื่อสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้น ในการประเมินทั้งสองครั้ง ฉันกำลังประเมินผลคนคนเดียวกัน แต่พูดสิ่งที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ฉันไม่ยุติธรรมหรือเป็นกลางเลยแม้แต่น้อย ฉันคิดถึงพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าที่ว่า “จริงก็จงว่าจริง ไม่ก็ว่าไม่” (มัทธิว 5:37)  อย่างไรก็ตาม ตอนที่ฉันเขียนเกี่ยวกับไลลาห์ ฉันอยากให้ผู้นำมีความประทับใจที่ดี จึงพยายามเดาว่าเธอต้องการได้ยินอะไร ฉันต้องคิดทบทวนในหัวอยู่หลายรอบก่อนจะออกความเห็น ทำให้ความคิดของฉันซับซ้อน ทุกครั้งที่ฉันพูดและทำล้วนแอบแฝงด้วยเจตนาส่วนตัว ไม่มีคำไหนที่จริงใจหรือเป็นความจริง ฉันกำลังทำตัวหลอกลวงและชั่วเกินไป ฉันไม่มีหลักธรรมในคำพูดและการกระทำของตัวเอง และไม่คู่ควรกับความเชื่อใจจากพระเจ้าหรือคนอื่นๆ ฉันได้สูญเสียศักดิ์ศรีและความซื่อตรงไปเสียสิ้น ฉันรู้สึกรังเกียจตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนหน้านี้ เมื่อฉันเห็นผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ กดขี่และกล่าวโทษผู้อื่นเพื่อปกป้องชื่อและสถานะของตนเอง ฉันจะขุ่นเคืองใจ ฉันไม่เคยคิดฝันว่าตัวเองจะทำความชั่วแบบเดียวกัน ฉันบิดเบือนข้อเท็จจริงเพียงเพื่อให้บรรลุเป้าหมายและปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง ฉันทำให้คนที่มีสำนึกของความยุติธรรมและปกป้องผลประโยชน์ของคริสตจักรถูกเข้าใจผิดว่าเป็นคนตัดสินผู้อื่น ฉันกำลังใส่ร้ายป้ายสีและทำผิดต่อคนดีคนหนึ่ง ฉันอยู่ฝั่งเดียวกับผู้นำเทียมเท็จคนหนึ่ง ซึ่งกล่าวโทษและกดขี่ไลลาห์

ระหว่างการชุมนุมครั้งหนึ่ง พี่น้องหญิงคนหนึ่งพูดว่า เธอได้ยินว่าผู้นำต้องการรวบรวมการประเมินผลของไลลาห์ แต่รู้สึกว่าไลลาห์ไม่ได้เป็นเหมือนที่ผู้นำพรรณนาเอาไว้ พี่น้องหญิงคนนี้ไม่ได้ฟังผู้นำอย่างไม่ลืมหูลืมตา ในทางกลับกันเธอมีวิจารณญาณแยกแยะเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้นำพูดและทำ เธอยังบอกเรื่องนี้กับผู้นำระดับสูงกว่าและหยุดการปฏิบัติต่อไลลาห์ในครั้งนั้น เมื่อเผชิญกับสถานการณ์เดียวกันกับฉัน พี่น้องหญิงคนนี้สามารถแสวงหาความจริงได้ เธอมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า และคำพูดของเธอซื่อสัตย์และยุติธรรม เธอปกป้องไลลาห์และยืนหยัดเพื่อผลประโยชน์ของคริสตจักร ในขณะที่ฉันหลงเชื่อคำโกหกและกลลวงของผู้นำเทียมเท็จ และสนับสนุนความชั่วที่ไร้การควบคุมของเธอ ทำตัวเหมือนลูกสมุนของซาตาน ฉันเกลียดตัวเองในเรื่องนี้จริงๆ ฉันทบทวนว่า ทำไมฉันถึงยอมได้ง่ายนักเมื่อผู้นำพูดถึงไลลาห์แบบนั้น นั่นเพราะฉันไม่เข้าใจความจริงอย่างถ่องแท้ว่าการตัดสินผู้อื่นเป็นอย่างไร ที่จริง กุญแจสำคัญของการรู้ว่าใครชอบตัดสินผู้อื่น คือการมองเจตนาเบื้องหลังคำพูดของพวกเขา และปัญหาที่พวกเขารายงานนั้นเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ ถ้ามีคนค้นพบผู้นำเทียมเท็จที่ต่อต้านหลักธรรมและไม่ทำงานจริง จากนั้นสามัคคีธรรมและแยกแยะกับพี่น้องชายหญิงที่เข้าใจความจริง ถ้าบุคคลนั้นมีเจตนายืนหยัดเพื่อผลประโยชน์ของคริสตจักร เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ไม่ได้ตัดสินผู้อื่น แต่กำลังมีสำนึกของความยุติธรรม ผู้ที่ชอบตัดสินผู้อื่นที่แท้จริงจะมีเจตนาของตัวเอง พวกเขาบิดเบือนข้อเท็จจริงและกลับตาลปัตรสิ่งทั้งหลาย พูดให้ร้ายและโจมตีผู้คน หาเรื่องมาจับผิดคนอื่น หรือทำให้ความเสื่อมทรามที่ผู้คนแสดงออกมาเป็นเรื่องใหญ่ และตราหน้าพวกเขาโดยไม่พิจารณา ทั้งหมดที่พวกเขาทำให้คนอื่นคือการกดขี่และการกล่าวโทษ นั่นคือความหมายของการตัดสินผู้อื่น ฉันไม่เข้าใจอย่างแท้จริงว่าการตัดสินผู้อื่นหมายถึงอะไร ดังนั้น ฉันจึงเชื่ออย่างคลาดเคลื่อนว่า ถ้าเราค้นพบปัญหากับผู้นำหรือคนทำงาน เราควรบอกพวกเขาโดยตรง หรือรายงานต่อผู้นำระดับสูงกว่า และถ้าเราหารือปัญหาของพวกเขากับพี่น้องชายหญิงคนอื่นลับหลังพวกเขา นั่นคือการตัดสินผู้อื่น ฉันไม่ดูที่บริบทหรือแก่นแท้ของสถานการณ์ เมื่อฉันได้ยินว่าไลลาห์พูดคุยกับพี่น้องหญิงบางคนเป็นการส่วนตัว โดยบอกว่าผู้นำบางคนไม่ทำงานจริงและเป็นผู้นำเทียมเท็จ ฉันคิดว่าเธอกำลังตัดสินผู้อื่น จึงกล่าวโทษเธอตามอำเภอใจ ฉันไม่ได้คิดเลยว่าสิ่งที่เธอพูดจะสะท้อนความเป็นจริงหรือไม่ แต่ตอนนี้ข้อเท็จจริงแสดงว่า สิ่งที่เธอรายงานเป็นความจริง เธอกล้าพูดความจริงและปกป้องผลประโยชน์ของคริสตจักร เธอมีสำนึกของความยุติธรรมและไม่ตัดสินผู้อื่น

ฉันเรียนรู้บทเรียนบางอย่างจากความล้มเหลวครั้งนี้ ในการประเมินผลคราวหน้า ฉันต้องมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า และไม่เชื่อใจผู้อื่นอย่างไม่ลืมหูลืมตา ฉันต้องการแยกแยะแก่นแท้ของสิ่งทั้งหลายตามข้อเท็จจริงและพระวจนะของพระเจ้า ถ้าฉันไม่เข้าใจความจริงและมองไม่เห็นสิ่งทั้งหลายอย่างชัดเจน อย่างน้อยที่สุดฉันก็ต้องตรงไปตรงมา ไม่ประจบใครและบิดเบือนสิ่งทั้งหลาย พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า “เมื่อเราพูดว่า ‘การติดตามทางแห่งพระเจ้า’ คำว่า ‘ทางแห่งพระเจ้า’ อ้างอิงถึงอะไร?  คำนั้นหมายถึงการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว  และอะไรหรือคือการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว?  ยกตัวอย่างตอนที่เจ้าประเมินใครบางคน—นี่สัมพันธ์กับความยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว  เจ้าประเมินพวกเขาอย่างไรหรือ?  (เราต้องซื่อสัตย์ ยุติธรรม และเป็นธรรม และคำพูดของพวกเราต้องไม่เป็นไปตามความรู้สึกของพวกเรา) เมื่อเจ้าพูดตรงไม่มีผิดในสิ่งที่เจ้าคิดและตรงไม่มีผิดในสิ่งที่เจ้าเห็น เจ้าก็มีความซื่อสัตย์  อย่างแรกเลยคือ การปฏิบัติการมีความซื่อสัตย์นั้นอยู่ในแนวเดียวกับการติดตามทางแห่งพระเจ้า  นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงสอนผู้คน นี่คือทางของพระเจ้า  อะไรหรือคือทางของพระเจ้า?  การยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว  การมีความซื่อสัตย์ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่วหรอกหรือ?  และไม่ใช่การติดตามทางแห่งพระเจ้าหรอกหรือ?  (เป็นส่วนหนึ่ง)  หากเจ้าไม่ซื่อสัตย์ เช่นนั้นแล้วสิ่งที่เจ้าเห็นและสิ่งที่เจ้าคิดย่อมไม่เหมือนกับสิ่งที่ออกมาจากปากเจ้า  ใครบางคนถามเจ้าว่า ‘เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรกับคนคนนั้น?  เขารับผิดชอบงานของคริสตจักรดีอยู่หรือไม่?’ และคำตอบของเจ้าคือ ‘เขาดีมาก  เขารับผิดชอบดีกว่าข้าพเจ้าเสียอีก ขีดความสามารถของเขาดีกว่าของข้าพเจ้า และสภาวะความเป็นมนุษย์ของเขาก็ดี  เขาเป็นผู้ใหญ่และมั่นคง’  แต่นี่เป็นสิ่งที่เจ้ากำลังคิดอยู่ในหัวใจหรือเปล่า?  อันที่จริง สิ่งที่เจ้าเห็นก็คือ แม้บุคคลดังกล่าวจะมีขีดความสามารถ แต่เขาไม่สามารถเป็นที่พึ่งพาได้ ค่อนข้างหลอกลวง และชอบคิดคำนวณหาประโยชน  นี่คือสิ่งที่เจ้ากำลังคิดอยู่ในใจจริงๆ แต่พอถึงเวลาที่ต้องพูด เจ้านึกขึ้นได้ว่า ‘ฉันไม่สามารถบอกความจริงได้ ฉันต้องไม่ล่วงเกินใคร’  เจ้าจึงพูดอย่างอื่นออกไปอย่างรวดเร็วและเลือกพูดแต่สิ่งที่ดีเกี่ยวกับเขา แต่ไม่มีส่วนใดเลยที่เจ้าพูดตรงกับที่เจ้าคิด ทั้งหมดคือคำโกหกและความจอมปลอม  นี่บ่งชี้ว่าเจ้าติดตามทางแห่งพระเจ้าหรือ?  ไม่  เจ้าได้ไปในทางของซาตานแล้ว ทางของพวกปีศาจ  อะไรคือทางแห่งพระเจ้า?  ทางแห่งพระเจ้าคือความจริง  คือพื้นฐานที่ผู้คนควรวางตัวไปตามนั้น และคือการยำเกรงในพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว  แม้เจ้ากำลังคุยกับคนอื่น แต่พระเจ้าก็กำลังทรงสดับฟังอยู่ด้วยเช่นกัน พระองค์กำลังทรงเฝ้าดูหัวหัวใจของเจ้าและพินิจพิเคราะห์มัน  ผู้คนฟังสิ่งที่เจ้าพูด แต่พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์หัวใจของเจ้า  ผู้คนมีความสามารถในการพินิจพิเคราะห์หัวใจของมนุษย์หรือไม่?  อย่างดีที่สุด ผู้คนก็สามารถมองเห็นว่าเจ้าไม่ได้กำลังพูดความจริง พวกเขาสามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่บนพื้นผิวภายนอก แต่พระเจ้าทรงสามารถมองเห็นเข้าไปในห้วงลึกของหัวใจเจ้า  มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่มองออกว่าเจ้าคิดอะไรอยู่ กำลังวางแผนอะไร และมีกลอุบายเล็กๆ น้อยๆ มีวิธีคิดคดทรยศ และมีความคิดอันใดโลดแล่นอยู่ในหัวใจของเจ้าบ้าง  เมื่อพระเจ้าทรงเห็นว่าเจ้าไม่ได้กำลังพูดความจริง พระองค์ทรงมีความคิดเห็นและการประเมินค่าต่อเจ้าอย่างไรหรือ?  ที่เจ้าไม่ได้ติดตามทางแห่งพระเจ้าในเรื่องนี้ก็เพราะเจ้าไม่ได้พูดความจริง(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  ฉันตระหนักจากพระวจนะของพระเจ้าว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนสรุปได้ว่าเราสามารถยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วได้หรือไม่ พระเจ้าทรงเห็นข้างในหัวใจและจิตใจของเรา พระเจ้าทรงเห็นทุกอย่างที่เราคิดและทำอย่างแท้จริง เมื่อเราประเมินผู้อื่น เราควรมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า เราไม่ควรถูกเจตนาหรือผลประโยชน์ส่วนตัวมาควบคุม แต่ควรเป็นไปตามข้อเท็จจริง พูดเฉพาะสิ่งที่เรารู้ และซื่อสัตย์ตามพระประสงค์ของพระเจ้า ถ้าเราไม่มีความเข้าใจที่ชัดเจนต่อพฤติกรรมของใครบางคนหรือหลักธรรมความจริงที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ เราก็ควรแสวงหาและอธิษฐานมากขึ้น เพื่อที่จะได้ไม่ตัดสินหรือตราหน้าใครตามอำเภอใจ ฉันยังคิดถึงงานการชำระคริสตจักร การมีเจตนาส่วนตัว และการไม่ประเมินผู้คนอย่างเป็นกลางและสอดคล้องกับข้อเท็จจริง อาจชักพาให้ผู้อื่นหลงเชื่อได้ ในกรณีร้ายแรง อาจมีคนถูกเอาตัวออกไปหรือถูกขับไล่ด้วยความผิดพลาด ซึ่งถือเป็นความผิดต่อพวกเขา การพูดและการทำตามความรู้สึก การป้องกันและปกป้องผู้ไม่เชื่อหรือคนชั่ว อาจหมายถึงคนที่ควรถูกเอาตัวออกไปหรือถูกขับไล่ยังคงอยู่ในคริสตจักร ซึ่งสามารถสร้างการก่อกวนต่อไปได้ เหมือนกับการเปลี่ยนแปลงในหน้าที่ ถ้าการประเมินผลไม่ถูกต้อง อาจทำให้คนดีไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งและถูกฝึกฝน ขณะที่คนไม่ดียังคงอยู่ในตำแหน่งเดิม นี่ไม่เพียงแต่ทำให้การเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิงต้องชะงัก แต่ยังขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักรด้วย นอกจากนี้ ฉันได้ตระหนักว่า การประเมินนั้นต้องอิงตามพฤติกรรมโดยรวม ซึ่งจำเป็นต้องยุติธรรมและเป็นกลาง เราไม่สามารถจับจ้องอยู่กับจุดอ่อนของผู้คนหรือการแสดงความเสื่อมทรามชั่วขณะหนึ่ง ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่และตีตราพวกเขา หลังจากตระหนักเรื่องนี้ ฉันก็เริ่มเตือนตัวเองว่า ในอนาคตฉันจะต้องมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าเมื่อประเมินผลผู้คน และทำให้เป็นไปตามข้อเท็จจริง ยุติธรรม และเป็นกลาง ต่อมา ฉันต้องเขียนการประเมินผลของไลลาห์อีกครั้งเนื่องจากเหตุผลในหน้าที่ ฉันรู้ว่านี่เป็นการทดสอบ ให้เห็นว่าฉันสามารถปฏิบัติความจริง เข้าสู่หลักธรรม และประเมินพี่น้องหญิงของฉันอย่างยุติธรรมและเป็นกลางหรือไม่ ดังนั้น ฉันจึงสงบใจเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและกล่าวอธิษฐาน ขอให้พระเจ้าทรงมองเข้าไปในหัวใจฉัน ฉันอยากจะซื่อสัตย์ ฉันต้องพูดอย่างตรงไปตรงมา และไม่พูดจากเจตนาของตัวเอง ฉันต้องเขียนสิ่งที่ฉันรู้ และถ้าฉันไม่รู้บางอย่าง ก็พูดไปตามนั้น ฉันรู้สึกดีขึ้นมากเมื่อได้นำเรื่องนี้มาปฏิบัติ

การประเมินผลไลลาห์ครั้งนั้น ช่วยให้ฉันเห็นเล่ห์เหลี่ยมและอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่หลอกลวงของตัวเอง และถ้าหากฉันพูดและทำตัวจากเจตนาของตัวเอง ฉันจะทำชั่วและทำให้คนอื่นเจ็บปวดโดยไม่รู้ตัว ฉันยังเห็นว่า การใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้าและความจริง การพูดและการกระทำตามความจริงตามที่พระเจ้าทรงสอนเรา และการเป็นคนซื่อสัตย์ เป็นหนทางเดียวที่จะใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ที่แท้จริงและได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า

ก่อนหน้า: 21. ถอดหน้ากาก “ผู้ปกครองฝ่ายจิตวิญญาณ” ของฉัน

ถัดไป: 25. ถูกกดขี่โดยครอบครัวของฉัน: ประสบการณ์การเรียนรู้

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย เสี่ยวเว่ย ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger