81. ความทุกข์และบททดสอบคือพระพรของพระเจ้า

โดย Wang Gang, ประเทศจีน

เป็นในระหว่างช่วงบ่ายในฤดูหนาวของ ค.ศ. 2008 เมื่อพี่น้องหญิงสองคนกับฉันกำลังให้คำพยานเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้ายต่อกลุ่มข่าวประเสริฐ พวกเราถูกรายงานโดยผู้คนชั่ว  เจ้าหน้าที่ตำรวจหกนายใช้ข้อแก้ตัวว่าจำเป็นต้องตรวจใบอนุญาตสถานที่พำนักของพวกเรา เพื่อบุกเข้ามาในบ้านของกลุ่มข่าวประเสริฐ  ขณะที่พวกเขาเข้าประตูมา พวกเขาก็แผดเสียงว่า  “อย่าขยับ!”  เจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายดูเหมือนว่าเสียสติไปเสียแล้วอย่างสิ้นเชิง ขณะที่พวกเขากระโจนเข้าหาฉัน หนึ่งในสองคนนั้นคว้าเสื้อผ้าบนหน้าอกของฉันและอีกคนก็คว้ามือของฉัน และใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดของเขามัดมือของฉันไว้ข้างหลัง จากนั้นเขาก็ถามอย่างดุร้ายว่า “คุณกำลังทำอะไรอยู่?  คุณชื่ออะไร?  คุณมาจากไหน?”  ฉันถามเป็นการตอบกลับไปว่า “คุณกำลังทำอะไรอยู่?  คุณจับกุมฉันด้วยเรื่องอะไร?  เมื่อพวกเขาได้ยินฉันพูดเช่นนี้ พวกเขาก็โกรธจริงๆ และพูดอย่างก้าวร้าวว่า “ไม่สำคัญหรอกว่าเหตุผลคืออะไร คุณคือผู้ที่พวกเรากำลังตามหาอยู่ และคุณก็กำลังจะมากับพวกเรา!”  หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจก็นำตัวฉันและพี่น้องหญิงสองคนไปและผลักพวกเราเข้าไปในรถตำรวจ

หลังจากที่พวกเราไปถึงสำนักงานความมั่นคงสาธารณะ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวฉันไปและขังฉันไว้ในห้องเล็กๆ ห้องหนึ่ง พวกเขาสั่งให้ฉันหมอบลงบนพื้นและจัดการเตรียมการให้พวกเขาสี่คนเฝ้ามองฉัน  เนื่องจากฉันได้นั่งยองๆ เป็นเวลานาน ฉันจึงกลับกลายเป็นเหนื่อยมากจนกระทั่งฉันไม่สามารถทนได้  ชั่วขณะที่ฉันลองพยายามที่จะลุกขึ้นยืน พวกเขาก็รีบกดศีรษะฉันลงเพื่อกันมิให้ฉันลุกขึ้นยืน  ไม่นานนักหลังจากนั้น ฉันได้ยินเสียงกรีดร้องสยองขวัญของใครคนหนึ่งซึ่งถูกทรมานในห้องถัดไป และในชั่วขณะนั้น ฉันกลายเป็นหวาดกลัวมาก กล่าวคือ ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาจะใช้การทรมานใดกับฉันเป็นลำดับถัดไป!  ฉันเริ่มอธิษฐานแด่พระเจ้าในหัวใจของฉันอย่างเร่งด่วนว่า “โอ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ข้าพระองค์กลัวเป็นอย่างมากบัดนี้ ข้าพระองค์ขอให้พระองค์ทรงมอบความเชื่อและพละกำลังให้ข้าพระองค์ ทรงทำให้ข้าพระองค์ตั้งมั่นและมีความกล้า  ข้าพระองค์เต็มใจที่จะยืนหยัดเป็นคำพยานต่อพระองค์  หากข้าพระองค์ไม่สามารถทนความทรมานอันโหดร้ายของพวกเขาได้ ข้าพระองค์คงจะยอมฆ่าตัวตายโดยการกัดลิ้นของข้าพระองค์เองมากกว่าจะมีวันทรยศพระองค์เยี่ยงยูดาส!”  หลังจากที่อธิษฐาน ข้าพระองค์รู้สึกว่าเรี่ยวแรงเพิ่มขึ้นภายในตัวข้าพระองค์ และความกลัวของข้าพระองค์ก็บรรเทาลง

เย็นวันนั้นหลังหนึ่งทุ่ม พวกเขาใส่กุญแจมือไว้ที่ด้านหลังฉัน นำตัวฉันไปยังห้องสอบสวนชั้นบน และผลักฉันลงไปที่พื้น   มีอุปกรณ์ทรมานทุกประเภท อาทิ เชือก แท่งไม้ กระบอง แส้ ฯลฯ  ตำรวจนายหนึ่งถือกระบองไฟฟ้าไว้ในมือของเขา ซึ่งทำเสียง “เปรี๊ยะปร๊ะ เป๊าะแป๊ะ” ดังเอะอะ และเขาทำข้อเรียกร้องขอข้อมูลทำนองข่มขู่ว่า “ผู้คนกี่คนอยู่ในคริสตจักรของคุณ?  สถานที่พบปะของคุณอยู่ที่ไหน?  ใครมีหน้าที่ควบคุมดูแล?  ผู้คนกี่คนอยู่ในพื้นที่ที่ประกาศข่าวประเสริฐ?  พูดออกมาสิ!  มิฉะนั้นแล้ว คุณจะได้รับสิ่งที่กำลังจะมาถึง!”  ฉันมองดูอันตรายจากกระบองไฟฟ้าปรากฏขึ้นลางๆ และมองดูห้องซึ่งเต็มไปด้วยอุปกรณ์ทรมานอีก ฉันอดไม่ได้ที่จะรู้สึกกังวลใจและหวาดกลัว  ฉันไม่รู้ว่าฉันจะมีความสามารถที่จะเอาชนะการทรมานนี้ได้หรือไม่ ดังนั้นแล้ว ฉันจึงร้องเรียกพระเจ้าเรื่อยไป  เมื่อเห็นว่าฉันไม่พูดอะไรเลย เขากลายเป็นรู้สึกปั่นป่วนและแทงฉันที่ด้านซ้ายของอกฉันด้วยกระบองไฟฟ้า  เขาชอร์ตฉันเป็นเวลาเกือบหนึ่งนาที  โดยทันทีทันใดฉันรู้สึกเหมือนว่าเลือดในร่างกายของฉันได้สุกไปแล้ว ฉันอยู่ในความเจ็บปวดเหลือทนตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า และฉันก็กลิ้งไปมาที่พื้นโดยกรีดร้องอย่างไม่หยุดหย่อน  เขายังคงจะไม่ล้มเลิกกับฉันและจู่ๆ เขาก็เริ่มลากฉันไปมาและใช้กระบองยกคางของฉันขึ้น โดยตะโกนว่า “พูดออกมาสิ!  คุณจะไม่สารภาพอะไรเลยหรือ?”  ในการเผชิญกับการทรมานอันวิกลจริตของปีศาจเหล่านี้ ฉันได้แต่กลัวว่าฉันจะไม่มีความสามารถที่จะทนการทรมานของพวกเขาได้ และด้วยเหตุนั้นก็จะทรยศพระเจ้า และดังนั้นแล้ว ฉันจึงอธิษฐานต่อพระเจ้าในหัวใจของฉันอย่างสิ้นหวัง  ในเวลานี้ ฉันคิดถึงพระวจนะของพระเจ้า ความว่า “บรรดาคนเหล่านั้นที่มีอำนาจอาจดูเหมือนเลวทรามจากภายนอก แต่จงอย่าได้กลัวไปเลย ด้วยเหตุที่การนี้เป็นเพราะว่า พวกเจ้ามีความเชื่ออันน้อยนิด  ตราบเท่าที่ความเชื่อของพวกเจ้าเพิ่มพูนขึ้น จะไม่มีอะไรยากจนเกินไป” (“บทที่ 75” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  พระวจนะของพระเจ้าได้มอบความเชื่อและพละกำลังให้ฉันอีก และฉันระลึกได้ว่าถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจชั่วๆ ที่อยู่เบื้องหน้าฉันบ้าแบบไร้เหตุผลและดื้อด้าน แต่พวกเขาก็ถูกจัดการเตรียมการโดยพระหัตถ์ของพระเจ้า  หากปราศจากการทรงอนุญาตของพระเจ้า พวกเขาย่อมไม่สามารถฆ่าฉันได้  ตราบเท่าที่ฉันพึ่งพิงความเชื่อและพึ่งพาพระเจ้า และไม่ได้ยอมให้พวกเขา พวกเขาก็คงจะล้มเหลวในการดูหมิ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ในการคิดเกี่ยวกับการนี้ ฉันได้เรียกเรี่ยวแรงทั้งหมดของร่างกายของฉันและตอบกลับไปด้วยเสียงอันดังว่า “ทำไมคุณถึงได้นำพาฉันมาที่นี่้?  ทำไมคุณจึงชอร์ตฉันด้วยกระบองไฟฟ้า?  ฉันได้ทำอาชญากรรมใดหรือ?”  เจ้าหน้าที่ตำรวจชั่วจู่ๆ ก็กลายเป็นอึ้งจนพูดไม่ออก และเพียบไปด้วยมโนคติซึ่งรู้สึกผิด  เขาพูดตะกุกตะกักและไม่สามารถพูดอะไรได้เลย  จากนั้นพวกเขาก็จากไปโดยกลัวจนหางจุกก้น  ในการเห็นสถานการณ์อันเต็มไปด้วยความเสื่อมเสียของสภาพที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของซาตาน ฉันได้รับการดลใจจนน้ำตาไหล  ในสภาวะที่ลำบากใจนี้ ฉันได้รับประสบการณ์กับฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจของพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์อย่างแท้จริง  ตราบเท่าที่ฉันนำพระวจนะของพระเจ้าไปสู่การปฏิบัติ เช่นนั้นแล้ว ฉันย่อมจะเห็นกิจการของพระเจ้า  เจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายเข้ามาอีกห้าหรือหกนาทีถัดมา แต่ครั้งนี้พวกเขาลองพยายามกลวิธีอื่น  เจ้าหน้าที่ผอมแห้งคนหนึ่งพูดกับฉันอย่างอบอุ่นจริงๆ ว่า “ลองทำตัวดีๆ สักหน่อยนะ  ตอบคำถามของพวกเรา มิฉะนั้นแล้วพวกเราก็จะปล่อยคุณไปไม่ได้”  ฉันไม่ได้พูดอะไรสักคำ ดังนั้นแล้ว เขาจึงนำกระดาษชิ้นหนึ่งมาให้ฉันลงชื่อ  เมื่อได้เห็นคำว่า “การสอนให้คิดหรือทำใหม่โดยผ่านทางการตรากตรำทำงาน” เขียนอยู่บนกระดาษชิ้นนั้น ฉันจึงไม่ยอมรับ  เจ้าหน้าที่อีกคนตบเข้าที่หูซ้ายของฉันอย่างโหดร้าย เกือบจะแรงพอที่จะส่งฉันไปอยู่ที่พื้น  ฉันหูอื้อไปสักพักและต้องใช้เวลาค่อนข้างนานทีเดียวก่อนที่จะได้ความชัดเจนคืนมา  พวกเขาใส่กุญแจมือฉันอีกและขังฉันไว้ในห้องเล็กห้องนั้น

หลังจากที่กลับไปยังห้องเล็กห้องนั้น ฉันฟกช้ำดำเขียวและสะบักสะบอม ความเจ็บปวดนั้นเหลือทน  ฉันอดไม่ได้ที่จะรู้สึกชอกช้ำระกำใจและอ่อนแอ: เหตุใดบรรดาผู้เชื่อจึงจำเป็นที่จะต้องทนทุกข์เยี่ยงนี้?  ฉันได้ประกาศข่าวประเสริฐด้วยเจตนาที่ดี ฉันได้แสดงให้ผู้คนเห็นว่า พระผู้ช่วยให้รอดได้เสด็จมา และว่าพวกเขาจำเป็นที่จะต้องรีบไล่ตามเสาะหาความจริงและได้รับการช่วยให้รอด แต่กระนั้นฉันก็ได้ทนทุกข์กับการข่มเหงนี้โดยไม่ได้คาดคิด  ในการคิดเกี่ยวกับการนี้ ฉันรู้สึกมากไปกว่านั้นว่าฉันได้ถูกกระทำผิด  ฉันร้องเรียกหาพระเจ้าในการอธิษฐานในความทุกข์ของฉัน โดยพูดว่า “โอ พระเจ้า วุฒิภาวะของข้าพระองค์น้อยเกินไป และข้าพระองค์อ่อนแอเกินไป  พระเจ้า ข้าพระองค์ต้องการที่จะพึ่งพาพระองค์และยืนหยัดเป็นพยานต่อพระองค์  ขอทรงโปรดนำข้าพระองค์”  ต่อมา ฉันได้คิดถึงเพลงสรรเสริญเพลงหนึ่งของพระวจนะของพระเจ้า ที่ว่า “จงอย่าท้อแท้ จงอย่าอ่อนแอ และเราจะทำให้สิ่งทั้งหลายให้ชัดเจนแก่เจ้า  ถนนสู่ราชอาณาจักรมิได้ราบเรียบนัก ไม่มีอะไรเรียบง่ายเช่นนั้นหรอก!  เจ้าต้องการให้พระพรมาถึงเจ้าอย่างง่ายดายมิใช่หรือ?  ในวันนี้ ทุกคนจะต้องเผชิญกับการทดสอบอันขมขื่น  หากปราศจากการทดสอบเช่นนี้ หัวใจรักของพวกเจ้าที่มีต่อเราก็จะไม่เติบใหญ่แข็งแกร่งขึ้น และพวกเจ้าก็จะไม่มีรักแท้ต่อเรา  แม้ว่าการทดสอบเหล่านี้ก็แค่ประกอบด้วยรูปการณ์แวดล้อมเล็กน้อยทั้งหลายเท่านั้น แต่ทุกคนก็ต้องผ่านมันไปให้ได้ เพียงแต่ว่าความลำบากยากเย็นของการทดสอบทั้งหลายจะแปรผันไปตามแต่ละตัวบุคคลเท่านั้น  การทดสอบทั้งหลายคือพรจากเรา และมีพวกเจ้ามากน้อยแค่ไหนหรือที่เข้าเฝ้าเราบ่อยครั้งและคุกเข่าขอร้องพรจากเรา?  เจ้าพวกเด็กโง่เอย!  เจ้าเอาแต่คิดว่าคำพูดที่เป็นมงคลไม่กี่คำนับเป็นพรของเราแล้ว ทว่ากลับไม่ตระหนักว่าความขมขื่นก็เป็นพรหนึ่งของเรา” (“ความเจ็บปวดจากบททดสอบคือพระพรจากพระเจ้า” ใน ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ)  นั่นจริงแท้  การเผชิญหน้ากับการข่มเหงและความยากลำบากนี้ ก็เพื่อที่พระเจ้าจะทรงสามารถทำให้ความเชื่อและความรักของฉันเพียบพร้อมได้  สภาพแวดล้อมนั้นคือพระพรของพระเจ้า  ฉันจะสามารถร้องทุกข์คร่ำครวญและติเตียนพระเจ้าได้อย่างไร?  ฉันถูกจับกุมและถูกทรมาน แต่พระเจ้ากำลังทรงนำฉันด้วยพระวจนะของพระองค์โดยตลอดความทุกข์ยากสาหัสทั่วทั้งหมด นี่คือความรักของพระเจ้า  ฉันขับร้องเพลงสรรเสริญนั้นในหัวใจของฉัน และยิ่งฉันขับร้องเพลงสรรเสริญนั้นนานขึ้นเท่าใด ฉันก็ยิ่งรู้สึกมีชีวิตชีวามากขึ้นเท่านั้น  นั่นยังฟื้นคืนสภาพความเชื่อของฉันด้วยเช่นกัน และฉันได้สาบานต่อพระเจ้าว่า “พระเจ้า ไม่สำคัญว่าตำรวจทรมานข้าพระองค์อย่างไร ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะยืนหยัดเป็นพยานและไม่มีวันทรยศพระองค์เป็นอันขาด  ข้าพระองค์มุ่งมั่นที่จะติดตามพระองค์ไปจวบจนปลายทาง”

ที่สถานกักกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้วิธีการทรมานทุกแบบกับฉันต่อไป และยุยงอยู่เนืองนิจให้บรรดานักโทษซ้อมฉัน  ในความหนาวเย็นยะเยือกของฤดูหนาว พวกเขาสั่งให้บรรดานักโทษเทน้ำเย็นหลายถังใส่ฉัน และบังคับฉันให้อาบน้ำเย็น  ฉันตัวสั่นไปด้วยความหนาวเย็นตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า  เมื่อได้รับประสบการณ์กับอาการใจสั่นและการเหงื่อแตก หัวใจของฉันเจ็บปวดจนถึงจุดที่หลังของฉันก็เจ็บปวดรวดร้าวเช่นกัน  ที่นี่ บรรดานักโทษเป็นเครื่องจักรที่ทำเงินให้กับพรรคคอมมิวนิสต์จีน และไม่ได้มีสิทธิทางกฎหมายอันใด  พวกเขาไม่มีตัวเลือกอื่นใดเลยนอกจากจะสู้ทนการถูกบีบคั้นและการถูกเอาเปรียบเยี่ยงทาส  ผู้คุมนักโทษบังคับฉันให้พิมพ์เงินกระดาษซึ่งใช้เป็นเครื่องบูชาเผาทั้งตัวสำหรับคนตายในระหว่างวัน  ตอนแรกนั้น พวกเขาตั้งกฎว่าฉันจำเป็นที่จะต้องพิมพ์เงินกระดาษ 1,000 ฉบับต่อวัน จากนั้นพวกเขาก็เพิ่มจำนวนเป็น 1,800 ฉบับต่อวัน และในที่สุดแล้วก็เพิ่มเป็น 3,000 ฉบับ  จำนวนนี้เป็นไปไม่ได้ที่บุคคลที่มีประสบการณ์จะทำจนครบบริบูรณ์ นับประสาอะไรกับบุคคลที่ไร้ประสบการณ์เช่นฉัน  ในข้อเท็จจริงนั้น พวกเขาตั้งใจทำเช่นนั้นเพื่อที่ฉันจะไม่สามารถทำทั้งหมดนั้นจนครบบริบูรณ์ได้ เพื่อที่พวกเขาจะสามารถมีข้อแก้ตัวที่จะทรมานและย่ำยีฉัน  ตราบเท่าที่ฉันไม่สามารถทำได้ตามโควต้า เจ้าหน้าที่ตำรวจชั่วจะใส่เครื่องจองจำรอบขาของฉันซึ่งหนักมากกว่า 5 กิโลกรัม และพวกเขาก็มัดมือและเท้าของฉันไว้ด้วยกันด้วยโซ่ตรวน  ทั้งหมดที่ฉันสามารถทำได้คือนั่งอยู่ตรงนั้น ค้อมศีรษะของฉันลง และบิดเอวของฉัน ไม่มีความสามารถที่จะเคลื่อนไหวได้  ที่ยิ่งน่าดูหมิ่นไปกว่าก็คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งไร้เมตตาปรานีและไร้ความรู้สึกเหล่านี้ ไม่ได้ถามหรือใส่ใจเกี่ยวกับสิ่งจำเป็นพื้นฐานของฉัน  ถึงแม้ว่าโถส้วมนั้นอยู่ในห้องขังในคุก แต่ฉันก็ไร้ความสามารถที่จะเดินไปให้ถึงและใช้มันได้อย่างสิ้นเชิง ฉันสามารถเพียงแค่ออดอ้อนเพื่อนร่วมห้องขังของฉันให้อุ้มฉันขึ้นไปบนโถส้วมเท่านั้น  หากพวกเขาเป็นนักโทษที่ดีกว่าสักเล็กน้อย เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็คงจะดึงฉันขึ้นไป หากไม่มีใครช่วยฉันเลย เช่นนั้นแล้ว ฉันก็คงจะไม่มีตัวเลือกอื่นนอกจากจะอั้นไว้  เวลาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่สุดคือเวลาอาหารกลางวัน เพราะมือและเท้าของฉันถูกใส่กุญแจมือเข้าด้วยกัน  ฉันสามารถเพียงแค่ค้อมศีรษะของฉันให้ต่ำลงด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดของฉันและยกมือและเท้าของฉันได้เท่านั้น  นี่เป็นเพียงหนทางเดียวที่ฉันสามารถหยิบหมั่นโถวใส่ปากฉันได้  ฉันใช้พลังงานปริมาณมากกับอาหารทุกคำ  โซ่ตรวนถูเข้ากับมือและเท้าของฉัน เป็นเหตุให้เกิดความเจ็บปวดมากมายมหาศาล  หลังผ่านไปเป็นเวลานาน ข้อมือและข้อเท้าของฉันก็ได้มีผิวหนังหนาด้านแข็งสีเข้มและเป็นเงาขึ้นมา  หลายครั้งที่ฉันไม่สามารถกินได้เมื่อฉันถูกขัง และในโอกาสซึ่งไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก บรรดานักโทษจะให้หมั่นโถวชิ้นเล็กๆ สองชิ้นแก่ฉัน  ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาจะกินส่วนของฉันและทั้งหมดที่ฉันได้รับก็คือท้องอันว่างเปล่า  ฉันได้รับน้อยกว่านั้นที่จะดื่มเสียด้วยซ้ำ เดิมทีนั้น ทุกคนได้รับน้ำสองถ้วยต่อวันเท่านั้น แต่ฉันถูกขังไว้และไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ดังนั้นแล้ว ฉันจึงแทบจะไม่มีความสามารถที่จะดื่มน้ำได้เลย  การทรมานอันไร้เมตตาปรานีนั้นไม่สามารถบรรยายได้  ฉันอยู่ภายใต้การทรมานอันไร้เมตตาปรานีประเภทนั้นสี่ครั้ง ซึ่งกินเวลารวมสิบปี  แม้กระทั่งในภาวะเหล่านั้น เจ้าหน้าที่ก็ได้ทำให้ฉันทำงานกะกลางคืน  ฉันได้ใช้เวลาไปนานโดยไม่เคยมีความสามารถที่จะกินให้อิ่มได้เลย บ่อยครั้งที่ความหิวของฉันทิ้งฉันให้อยู่กับอาการใจสั่น อาการคลื่นไส้ และอาการแน่นหน้าอก  ฉันยังได้แปรไปเป็นถุงกระดูกอีกด้วย  เมื่อความหิวของฉันไปถึงจุดที่ว่า ฉันไม่สามารถทนได้จริงๆ ฉันคิดถึงบางสิ่งซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสกลับไปยังซาตาน ในท่ามกลางการทดลองครั้งหนึ่งว่า “มนุษย์จะดำรงชีวิตด้วยอาหารเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องดำรงชีวิตด้วยพระวจนะทุกคำซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า” (มัทธิว 4:4)  นั่นมอบสำนึกถึงการบรรเทาให้ฉัน และฉันรู้สึกพร้อมแล้วที่จะได้รับประสบการณ์ด้วยตนเองโดยเฉพาะกับพระวจนะเหล่านั้นจากพระเจ้าในการข่มเหงฉันของซาตาน  ฉันอยู่ในความเงียบสงบเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐานและไตร่ตรองพระวจนะของพระองค์ และก่อนที่ฉันจะรู้การนั้น ความเจ็บปวดและความหิวของฉันก็ได้บรรเทาลงแล้ว  ครั้งหนึ่งนักโทษคนหนึ่งพูดกับฉันว่า “มีบุคคลวัยเยาว์คนหนึ่งซึ่งถูกใส่กุญแจมือและหิวตายอย่างนี้มาก่อน  ฉันได้เห็นว่าคุณไม่ได้กินมากมายเลยเป็นเวลาหลายวันแล้ว และคุณก็ยังคงเบิกบานใจเช่นนั้น”  เมื่อได้ยินคำพูดของเขา ฉันก็กล่าวคำขอบคุณแด่พระเจ้าอย่างเงียบๆ  ฉันรู้สึกอยู่ลึกๆ ว่านี่คือพลังแห่งชีวิตในพระวจนะของพระเจ้าซึ่งสนับสนุนฉัน  นี่ได้ทำให้ฉันรู้สึกอย่างแท้จริงว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง หนทาง และชีวิต และแน่นอนว่าเป็นรากฐานซึ่งฉันควรพึ่งพาในการที่จะมีชีวิตรอด  เพราะฉะนั้น ความเชื่อในพระเจ้าของฉันจึงเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว  ในสภาพแวดล้อมนี้ของความทุกข์ ฉันมีความสามารถที่จะได้รับประสบการณ์กับความเป็นจริงของความจริงอย่างแท้จริงว่า “มนุษย์จะดำรงชีวิตด้วยอาหารเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องดำรงชีวิตด้วยพระวจนะทุกคำซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า”  นี่คือความอุดมด้วยโภคทรัพย์ของชีวิตอันล้ำค่าที่สุดอย่างแท้จริงซึ่งพระเจ้าได้ประทานแก่ฉัน และยังเป็นพรสวรรค์อันเป็นเอกลักษณ์ของฉันด้วยเช่นกัน  ที่มากกว่านั้นคือ ฉันไม่มีวันสามารถได้รับการนี้ได้เลย ในสภาพแวดล้อมซึ่งฉันไม่ได้จำเป็นที่จะต้องวิตกกังวลเกี่ยวกับอาหารหรือเสื้อผ้า  ตอนนี้ ความทุกข์ของฉันมีความหมายและค่านิยมมากยิ่งนัก! 

ประสบการณ์นั้นของการข่มเหงและการทรมาน ทำให้ความเกลียดชังในหัวใจของฉันที่ฉันมีต่อพรรคคอมมิวนิสต์รุนแรงขึ้น  ฉันถูกจับกุมและอยู่ภายใต้ความทรมานทุกลักษณะ ด้วยเหตุที่ไม่ใช่สิ่งใดมากไปกว่าการที่เชื่อในพระเจ้า  นั่นคือการทารุณกรรมซึ่งไร้เมตตาปรานี นั่นชั่วอย่างที่สุด!  ฉันคิดถึงพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งซึ่งฉันได้อ่านมาก่อน ความว่า “ผิวของทะเลที่ลึกนั้นวุ่นวายและมืด ในขณะที่คนทั่วไปซึ่งทนทุกข์กับความทุกข์ร้อนเช่นนั้นร้องต่อสวรรค์และพร่ำบ่นต่อแผ่นดินโลก  เมื่อใดเล่ามนุษย์จะมีความสามารถที่จะเชิดหน้าของเขาได้?  มนุษย์นั้นผอมแห้งและแรงน้อย เขาจะสามารถต่อกรกับมารที่ดุร้ายและเผด็จการนี้ได้อย่างไร?  เหตุใดเขาไม่มอบชีวิตของเขาให้แก่พระเจ้าทันทีที่เขาสามารถทำได้?  เหตุใดเขายังคงหวั่นไหว?  เมื่อใดเขาจะสามารถทำให้พระราชกิจของพระเจ้าแล้วเสร็จได้?  เมื่อถูกรังแกและกดขี่อย่างไร้จุดหมายดังนี้ ในท้ายที่สุดทั้งชีวิตของเขาจะถูกใช้ไปโดยสูญเปล่า เหตุใดเขาจึงรีบเร่งที่จะมาถึงเช่นนั้น และเร่งรุดที่จะจากไปเช่นนั้น?  เหตุใดเขาจึงไม่เก็บรักษาบางสิ่งบางอย่างที่ล้ำค่าไว้เพื่อถวายพระเจ้า?  เขาได้ลืมหลายสหัสวรรษแห่งความเกลียดชังไปแล้วหรือ?” (“งานและการเข้าสู่ (8)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  ประสบการณ์นี้ได้แสดงให้ฉันเห็นแก่นแท้ที่แท้จริงของพรรคคอมมิวนิสต์ในฐานะศัตรูของพระเจ้า ศัตรูของความจริง  นั่นได้เสริมกำลังความแน่วแน่ของฉันที่จะยืนหยัดเป็นพยานต่อพระเจ้า

หนึ่งเดือนต่อมา ตำรวจของพรรคคอมมิวนิสต์จีนยัดเยียดข้อหาซึ่งไม่มีเหตุผลให้ฉันว่า “รบกวนความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคมและทำลายการดำเนินการตามกฎหมาย” ฉันถูกลงโทษให้ดัดนิสัยโดยผ่านทางการตรากตรำทำงานเป็นเวลาหนึ่งปี  ทันทีที่ฉันเข้าสู่ค่ายแรงงาน เจ้าหน้าที่ตำรวจบังคับฉันให้ทำงานทุกวัน  ในขณะที่ฉันกำลังนับถุงอยู่ในโรงงาน ฉันจะนับออกมา 100 ถุง แล้วจึงมัดถุงเหล่านั้นเข้าด้วยกัน  บรรดานักโทษจะตั้งใจมาเอาถุงไปหนึ่งใบหรือหลายใบเสมอจากจำนวนที่ฉันได้นับไว้แล้ว จากนั้นพวกเขาก็จะพูดว่าฉันนับไม่ถูกต้อง และใช้การนั้นเป็นโอกาสเหมาะที่จะชกและเตะฉัน  เมื่อกัปตันทีมเห็นฉันถูกซ้อม เขาจะมาและถามฉันอย่างหน้าซื่อใจคดว่าเกิดอะไรขึ้น และบรรดานักโทษก็จะเสนอหลักฐานเท็จว่าฉันไม่ได้นับถุงในจำนวนที่พอ  จากนั้นฉันก็จะจำเป็นที่จะต้องสู้ทนการระดมยิงด้วยคำวิพากษ์วิจารณ์อันเข้มงวดจากกัปตันทีม  เมื่อใดก็ตามที่ฉันรู้สึกว่าถูกกระทำผิดและอยู่ในความเจ็บปวด ฉันจะขับร้องเพลงสรรเสริญแห่งพระวจนะของพระเจ้าขณะที่ฉันทำงานว่า “ในระหว่างวันสุดท้ายเหล่านี้พวกเจ้าต้องเป็นคำพยานต่อพระเจ้า  ไม่สำคัญว่าความทุกข์ของเจ้าจะมากมายเพียงใด เจ้าควรต้องเดินไปจนถึงวาระสิ้นสุด และแม้กระทั่งถึงลมหายใจสุดท้ายของพวกเจ้า พวกเจ้ายังคงต้องสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าและนบนอบต่อการจัดการเตรียมการของพระเจ้า การนี้เท่านั้นคือการรักพระเจ้าอย่างแท้จริง และการนี้เท่านั้นคือคำพยานที่หนักแน่นและดังกึกก้อง” (“จงเสาะแสวงที่จะรักพระเจ้าไม่สำคัญว่าความทุกข์ของเจ้าใหญ่หลวงเพียงใด” ใน ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ)  ขณะที่ฉันขับร้องและขับร้อง ฉันเริ่มรู้สึกได้รับการดลใจและการบันดาลใจ และฉันไม่สามารถหยุดน้ำตาไม่ให้ไหลอาบแก้มของฉันได้  ฉันกำหนดความแน่วแน่ของฉันว่า ไม่สำคัญว่าฉันได้ทนทุกข์มากเพียงใด ฉันจะยืนหยัดเป็นพยานต่อพระเจ้า  มีพี่น้องชายอีกคนหนึ่งในวัยใกล้เคียงกับฉันซึ่งบังเอิญถูกขังด้วยกันกับฉันในเวลานั้น  พวกเราไม่ได้รับอนุญาตให้พูดเมื่อพวกเรากำลังทำงานในระหว่างวัน แต่เวลากลางคืนพวกเราจะเขียนบทตอนเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าและเพลงสรรเสริญอย่างลับๆ ซึ่งพวกเราได้จดจำไว้ และแลกเปลี่ยนบทตอนเหล่านั้นซึ่งกันและกัน  หลังผ่านไประยะหนึ่งพวกเราก็ได้รับมอบหมายให้ทำงานร่วมกัน ดังนั้นแล้ว พวกเราจะแบ่งปันการสามัคคีธรรมกันอย่างสงบนิ่งมาก โดยช่วยเหลือและหนุนใจกันและกัน  นั่นได้ช่วยบรรเทาความทุกข์จริงๆ

นอกจากนี้ พวกเขาก็จะสั่งฉันให้จดจำ “กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการประพฤติ” ทุกเช้า และหากฉันจำกฎเกณฑ์นั้นไม่ได้ ฉันจะถูกทุบตี พวกเขายังบังคับฉันให้ขับร้องบทเพลงซึ่งสรรเสริญพรรคคอมมิวนิสต์ด้วยเช่นกัน  หากพวกเขาเห็นว่าฉันไม่ได้ขับร้องหรือว่าริมฝีปากของฉันไม่ได้ขยับ เช่นนั้นแล้ว ฉันจะถูกซ้อมตอนกลางคืนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  พวกเขายังลงโทษฉันโดยการทำให้ฉันถูกพื้นด้วยเช่นกัน และหากฉันไม่ถูพื้นตามความคาดหวังของพวกเขา เช่นนั้นแล้ว ฉันก็จะถูกทุบตีอย่างรุนแรง  ครั้งหนึ่ง นักโทษบางคนจู่ๆ ก็เริ่มต่อยและเตะฉัน  หลังจากที่ทุบตีฉันแล้ว พวกเขาก็ถามฉันว่า “ไอ้หนุ่ม แกรู้ไหมว่าทำไมแกถึงถูกทุบตี?  เป็นเพราะแกไม่ลุกขึ้นยืนและทักทายพัศดีเมื่อเขาแวะมา”  หลังจากแต่ละครั้งที่ฉันถูกทุบตี ฉันกลายเป็นโกรธแต่ก็ไม่กล้าที่จะพูดอะไรเลย ฉันสามารถเพียงแค่ร้องไห้และอธิษฐานต่อพระเจ้าอย่างเงียบๆ เท่านั้น โดยบอกพระองค์เกี่ยวกับความขุ่นเคืองและความคับข้องใจในหัวใจของฉันเพราะสถานที่ไร้กฎหมายและไร้เหตุผลแห่งนี้  ที่นี่ไม่มีความมีเหตุผลเลย มีเพียงความรุนแรงเท่านั้น  ที่นี่ไม่มีผู้คนเลย มีเพียงปีศาจและแมลงป่องวิกลจริตเท่านั้น!  ฉันรู้สึกถึงความเจ็บปวดและความกดดันมากมายยิ่งนักในการดำรงชีวิตในสภาพเลวร้ายนี้ทุกวัน ฉันไม่ได้เต็มใจที่จะอยู่นานกว่านี้แม้แต่นาทีเดียว  แต่ละครั้งที่ฉันร่วงลงสู่ภาวะของความอ่อนแอและความเจ็บปวด ฉันจะคิดเกี่ยวกับพระวจนะของผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ความว่า “พวกเจ้าเคยได้ยอมรับพรทั้งหลายที่ได้มอบให้พวกเจ้าหรือไม่?  พวกเจ้าเคยแสวงหาสัญญาทั้งหลายที่ได้ทำให้พวกเจ้าหรือไม่?  พวกเจ้าจะฝ่าฟันผ่านเงื้อมมือของอำนาจแห่งความมืดไปภายใต้การนำจากความสว่างของเราอย่างแน่นอน  พวกเจ้าจะไม่สูญเสียความสว่างที่นำพวกเจ้าในท่ามกลางความมืดอย่างแน่นอน  พวกเจ้าจะเป็นนายแห่งสรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวงอย่างแน่นอน  พวกเจ้าจะเป็นผู้ชนะต่อหน้าซาตานอย่างแน่นอน  พวกเจ้าจะยืนอยู่กลางฝูงชนเนืองแน่นมากมายมหาศาลเพื่อเป็นพยานแก่ชัยชนะของเราอย่างแน่นอน ในขณะที่อาณาจักรแห่งพญานาคใหญ่สีแดงล่มสลาย  พวกเจ้าจะตั้งมั่นและไม่หวั่นไหวอย่างแน่นอนในแผ่นดินซีนิม  พวกเจ้าจะสืบทอดพรของเราโดยผ่านทางความทุกข์ที่พวกเจ้าสู้ทน และจะแผ่สง่าราศีของเราไปตลอดทั่วทั้งจักรวาลอย่างแน่นอน” (“บทที่ 19” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  พระวจนะของพระเจ้าได้หนุนใจฉัน  ฉันเข้าใจว่า ไม่ว่าสิ่งซึ่งพระเจ้ากำลังทรงมอบแก่ฉันนั้นคือพระคุณและพระพรหรือการทดสอบและกระบวนการถลุงหรือไม่ ทั้งหมดนั้นทำไปเพื่อจัดเตรียมสำหรับฉันและช่วยฉันให้รอด เป็นการวางความจริงไว้ในตัวฉันและสร้างความจริงให้เป็นชีวิตของฉัน  พระเจ้าได้ทรงอนุญาตให้การข่มเหงและความทุกข์ลำบากมาพานพบฉัน และแม้ว่าฉันได้ทนทุกข์ทางกายภาพเป็นอย่างมาก แต่นั่นก็ได้เปิดโอกาสให้ฉันเห็นอย่างชัดเจนถึงแก่นแท้ชั่วของพญานาคใหญ่สีแดงในการต่อต้านและการเกลียดชังพระเจ้า รังเกียจและละทิ้งมัน หลีกหนีอิทธิพลของซาตานอย่างสิ้นเชิง และกลับคืนสู่พระเจ้าและได้รับการทำให้เป็นผู้ชนะโดยพระเจ้าโดยครบถ้วนบริบูรณ์  นั่นยังได้เปิดโอกาสให้ฉันมีความสามารถที่จะได้รับประสบการณ์อย่างแท้จริงด้วยเช่นกันว่า พระเจ้าทรงอยู่กับฉัน นั่นได้เป็นเหตุให้ฉันชื่นชมพระวจนะของพระเจ้าอย่างแท้จริง ซึ่งกลายเป็นขนมปังแห่งชีวิตของฉันและโคมไฟให้เท้าของฉันและความสว่างให้เส้นทางของฉัน นำทางฉันทีละก้าวให้ผ่านพ้นหลุมนรกมืดนี้  นี่คือความรักและการทรงอารักของพระเจ้าซึ่งฉันได้ชื่นชมและได้มาในระหว่างการข่มเหงและความทุกข์ลำบาก  ณ เวลานี้ ฉันมีความสามารถที่จะเห็นได้ว่าฉันหูหนวกตาบอดยิ่งนัก  ในการที่เชื่อในพระเจ้า ฉันเพียงแค่รู้วิธีที่จะชื่นชมพระคุณและพระพรของพระเจ้าเท่านั้น และไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริงและชีวิตแม้แต่ในระดับเล็กน้อย  ทันทีที่เนื้อหนังของฉันได้ทนทุกข์กับความยากลำบากเล็กน้อย ฉันจะครวญครางอย่างไม่หยุดหย่อน ฉันไม่ได้เข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าและไม่ได้เสาะแสวงที่จะเข้าใจพระราชกิจของพระเจ้าเลย  ฉันจะเป็นเหตุอยู่เสมอให้พระเจ้าทรงรู้สึกถึงความระทมพระทัยและความเจ็บปวดกับฉัน  ฉันปราศจากมโนธรรมอย่างแท้จริง!  ในการรู้สึกผิดและติเตียนตัวเอง ฉันได้อธิษฐานต่อพระเจ้าอย่างเงียบๆ ว่า “โอ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ข้าพระองค์สามารถเห็นได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งพระองค์ทรงทำ คือการทรงช่วยข้าพระองค์ให้รอดและทรงได้มาซึ่งข้าพระองค์  ข้าพระองค์แค่เกลียดชังที่ข้าพระองค์เป็นกบฏและหูหนวกตาบอดยิ่งนัก  ข้าพระองค์ได้เข้าใจพระองค์ผิดเสมอ และไม่ได้คำนึงถึงน้ำพระทัยของพระองค์  โอ พระเจ้า วันนี้พระวจนะของพระองค์ได้ปลุกหัวใจและจิตวิญญาณที่มึนชาของข้าพระองค์ให้ตื่นขึ้น และได้เป็นเหตุให้ข้าพระองค์เข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์  ข้าพระองค์ไม่เต็มใจที่จะมีความอยากได้อยากมีและข้อพึงประสงค์ของข้าพระองค์เองอีกต่อไป ข้าพระองค์จะนบนอบต่อการจัดการเตรียมการของพระองค์เท่านั้น  ไม่สำคัญว่าข้าพระองค์จำเป็นที่จะต้องสู้ทนความทุกข์มากเพียงใด ข้าพระองค์จะเป็นคำพยานให้พระองค์โดยตลอดทั่วการข่มเหงของซาตาน”  หลังจากที่อธิษฐาน ฉันได้เข้าใจเจตนารมณ์อันดีงามของพระเจ้า และฉันได้รู้ว่า แต่ละสภาพแวดล้อมซึ่งพระเจ้าได้ทรงเปิดโอกาสให้ฉันได้รับประสบการณ์ คือความรักและความรอดอันยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับฉันของพระเจ้า  เพราะฉะนั้น ฉันจะไม่คิดที่จะหมอบด้วยความกลัวหรือเข้าใจพระเจ้าผิดอีกต่อไป  ถึงแม้ว่าสถานการณ์ยังคงเป็นอย่างเดียวกัน แต่หัวใจของฉันก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความชื่นบานและความยินดีอย่างแท้จริง ฉันรู้สึกว่า การมีความสามารถที่จะทนทุกข์กับความยากลำบากและการข่มเหงสำหรับการเชื่อในพระเจ้าของฉันนั้นเป็นเกียรติ และนั่นคือพรสวรรค์อันเป็นเอกลักษณ์สำหรับฉัน บุคคลที่เสื่อมทราม นั่นคือพระพรและพระคุณอันพิเศษของพระเจ้าสำหรับฉัน

หลังจากที่ได้รับประสบการณ์กับความยากลำบากในคุกเป็นเวลาหนึ่งปี ฉันได้เห็นว่าฉันมีวุฒิภาวะน้อยยิ่งนัก และว่าฉันขาดพร่องความจริงมากยิ่งนัก  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ได้ทรงชดเชยให้กับความขาดตกบกพร่องของฉันอย่างแท้จริงโดยผ่านทางสภาพแวดล้อมอันเป็นเอกลักษณ์นี้ และได้ทรงเปิดโอกาสให้ฉันเติบโต  ในความทุกข์ยากของฉัน พระองค์ได้ทรงทำให้ฉันสามารถได้มาซึ่งความอุดมด้วยโภคทรัพย์อันล้ำค่าที่สุดในชีวิต เข้าใจความจริงมากมายซึ่งฉันไม่ได้เข้าใจในอดีต และเห็นอย่างชัดเจนถึงอาชญากรรมอันเลวร้ายของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการข่มเหงพระเจ้าและการทรมานคริสตชน  ฉันได้ระลึกได้ถึงภาพลักษณ์อันช่างน่าอาเจียนของซาตาน มารร้าย และแก่นแท้เชิงปฏิกิริยาโต้ตอบเกี่ยวกับการต่อต้านพระเจ้าของมัน  ฉันได้รับประสบการณ์อย่างจริงจังตั้งใจกับความรอดอันยิ่งใหญ่และความกรุณาซึ่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงมีให้กับฉัน บุคคลที่เสื่อมทราม และรู้สึกว่าฤทธานุภาพและชีวิตในพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ สามารถนำพาความสว่างมาให้ฉันและเป็นชีวิตของฉัน และนำทางฉันให้มีชัยเหนือซาตาน และเดินออกจากหุบเขาแห่งเงาความตายอย่างมุ่งมั่นไม่ท้อถอยได้  คำขอบคุณจงมีแด่พระเจ้า!

ก่อนหน้า: 80. ใช้วัยสาวในคุก

ถัดไป: 82. การทรมานในห้องสอบสวน

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

27. คนเราควรเคารพหน้าที่ของตัวเองอย่างไร

โดย Zheng Ye, เกาหลีใต้ไม่นานหลังจากมาเป็นผู้เชื่อ ผมสังเกตว่าพี่น้องชายหญิงที่เป็นผู้นำในขณะนั้นจัดการชุมนุมและสามัคคีธรรมถึงความจริงบ่อยๆ...

75. การทดสอบนี้ของฉัน

โดย Zhongxin, ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “กิจการของเรามีมากกว่าจำนวนของเม็ดทรายบนชายหาด...

พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ข้อคัดสรรของพระวจนะแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ 170 หลักธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติความจริง ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า (แก่นสารสำคัญของผู้เชื่อใหม่) คำพยานเกี่ยวกับประสบการณ์ทั้งหลายหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้