82. การทรมานในห้องสอบสวน

โดย Xiao Min, ประเทศจีน

ฉันเกิดในย่านที่ยากจนด้านหลังของชนบทและใช้ชีวิตที่ยากลำบากและขัดสนเมื่อเป็นเด็ก  เพื่อให้มีชีวิตที่ดีขึ้นทันทีที่เป็นไปได้ หลังจากที่ฉันแต่งงาน ฉันก็เริ่มทำงานเหมือนเป็นบ้า  อย่างไรก็ตาม ลงท้ายฉันป่วยจากการทำงานหนักเกินไป และฉันเปลี่ยนจากคนสุขภาพดีแข็งแรงเป็นคนที่ถูกทำลายด้วยความเจ็บป่วย  ฉันมีชีวิตอยู่ในสภาวะความเจ็บปวดที่เกิดจากความเจ็บป่วยของฉัน และฉันหาคำแนะนำและการรักษาทางการแพทย์ทุกที่ที่ฉันทำได้  สุดท้ายฉันเสียเงินไปเป็นจำนวนมาก แต่ความเจ็บป่วยของฉันไม่เคยดีขึ้นเลย  ในฤดูใบไม้ผลิปี 1999 มีซิสเตอร์สองท่านประกาศข่าวประเสริฐของพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ของยุคสุดท้ายกับฉัน  เมื่อได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ฉันได้ล่วงรู้ถึงสิทธิอำนาจและฤทธิ์เดชของพระวจนะของพระเจ้า ฉันรู้ว่าไม่มีมนุษย์คนใดอาจพูดพระวจนะเหล่านั้นไปได้ และรู้ว่าพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เป็นพระสุรเสียงของพระเจ้าโดยแท้  ฉันเกิดความมั่นใจอย่างที่สุดว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือองค์พระเยซูเจ้าผู้เสด็จกลับมา และมั่นใจว่าพระองค์ทรงสามารถช่วยเราจากความเจ็บปวดทั้งหมดของเราได้  เมื่อฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ ฉันได้มาเข้าใจความจริงบางอย่าง และฉันได้มามีความเข้าใจอย่างถ้วนทั่วเกี่ยวกับหลายสิ่งหลายอย่างในโลก  จิตวิญญาณที่เจ็บปวดและอึดอัดของฉันรู้สึกว่าได้รับการปลดเปลื้องให้เป็นอิสระ และฉันค่อยๆ ฟื้นตัวจากความเจ็บป่วยของฉัน  ความรู้สึกซาบซึ้งในพระเจ้าของฉันไม่มีขอบเขต และฉันเริ่มต้นประกาศข่าวประเสริฐและเป็นพยานต่อพระราชกิจในยุคสุดท้ายของพระเจ้าอย่างกระตือรือร้น 

อย่างไรก็ตาม ไม่นานหลังจากที่ฉันถูกจับกุมสามครั้งติดต่อกันจากรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนเพราะการประกาศข่าวประเสริฐ และในแต่ละครั้งที่ฉันถูกจับกุม พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงนำทางฉันให้เอาชนะการข่มเหงของซาตาน ในปี 2012 ในระหว่างที่ฉันปฏิบัติหน้าที่ให้กับคริสตจักร ฉันตกลงสู่ถ้ำของสัตว์ประหลาดอีกครั้ง และต้องอยู่ภายใต้ความทรมานในเงื้อมมือของปีศาจซาตาน…จนถึงตอนเย็นของ 13 กันยายน 2555 ฉันกลับไปบ้าน และฉันจอดรถสกูตเตอร์ของฉันไว้ด้านนอกและกดออดเช่นเดียวกับที่ฉันทำเสมอ  ฉันแปลกใจที่ทันทีที่ฉันเปิดประตู ผู้ชายร่างใหญ่สี่คนก็กระโจนใส่ฉันเหมือนหมาป่า  พวกเขาบิดแขนฉันไปข้างหลังและใส่กุญแจมือฉัน จากนั้นก็กดฉันลงบนเก้าอี้และยึดฉันไว้ตรงนั้น  ตำรวจหลายนายเริ่มต้นค้นกระเป๋าของฉันทันที...  เมื่อเผชิญกับการใช้กำลังที่ป่าเถื่อนโดยฉับพลันเช่นนี้ ฉันอึ้งตะลึงงันไปด้วยความตระหนกตกใจ และรู้สึกเหมือนเป็นลูกแกะที่น่าสงสารที่ถูกหมาป่าที่มุ่งร้ายจับโดยไม่มีพละกำลังที่จะต้านทานใดๆ เลย  จากนั้นพวกเขานำฉันออกไปใส่ไว้หลังรถซีดานสีดำ  ภายในรถคันนั้น หัวหน้าตำรวจที่ดูเหมือนผู้ชายตัวเล็กๆ ที่น่าสมเพชซึ่งหลงระเริงไปกับความสำเร็จของเขาเองหันมายิ้มให้ฉันอย่างเสียดสี แล้วพูดว่า “ฮ่ะ!  เธอรู้ไหมว่าพวกเราจับเธอได้อย่างไร?”  ด้วยความกลัวว่าฉันอาจพยายามที่จะวิ่งหนี เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงจับยึดฉันลงทั้งสองด้านเสมือนกับว่าฉันเป็นอาชญากรที่อันตราย  ฉันรู้สึกทั้งโกรธและผวา และฉันเดาไม่ออกเลยว่าพวกตำรวจจะลงโทษและทรมานฉันอย่างไร  ฉันกลัวอย่างยิ่งว่าฉันจะไม่มีความสามารถที่จะทนสู้กับการทรมานของพวกเขา และจะกลายเป็นยูดาสและทรยศพระเจ้า  แต่ตอนนั้นฉันก็นึกถึงพระวจนะของพระเจ้า “ตราบเท่าที่เจ้าอธิษฐานและอ้อนวอนต่อหน้าเราบ่อยๆ  เราจะมอบความเชื่อทั้งหมดให้แก่พวกเจ้า  บรรดาคนเหล่านั้นที่มีอำนาจอาจดูเหมือนเลวทรามจากภายนอก แต่จงอย่าได้กลัวไปเลย ด้วยเหตุที่การนี้เป็นเพราะว่า พวกเจ้ามีความเชื่ออันน้อยนิด  ตราบเท่าที่ความเชื่อของพวกเจ้าเพิ่มพูนขึ้น จะไม่มีอะไรยากจนเกินไป” (“บทที่ 75” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  พระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ให้ความเชื่อและความแข็งแกร่งกับฉัน และสิ่งเหล่านี้ค่อยๆ ช่วยให้ฉันสงบลง  “ใช่” ฉันคิด  “ไม่ว่าพวกตำรวจชั่วจะป่าเถื่อนและดุร้ายอย่างไรก็ตาม พวกเขาเป็นเพียงเบี้ยในพระหัตถ์ของพระเจ้า และพวกเขาอยู่ภายใต้การเรียบเรียงจัดวางของพระเจ้า  ตราบเท่าที่ฉันอธิษฐานและเรียกหาพระเจ้าด้วยหัวใจที่แท้จริง เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะทรงสถิตอยู่กับฉัน และไม่มีอะไรต้องกังวล  หากพวกตำรวจชั่วเหล่านี้ทรมานและเฆี่ยนตีฉันอย่างโหดร้าย นั่นก็จะเป็นแค่การที่พระเจ้าทรงกำลังรอที่จะทดสอบความเชื่อของฉันอยู่  ไม่ว่าพวกเขาอาจทรมานเนื้อหนังของฉันอย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่มีวันสามารถหยุดหัวใจของฉันไม่ให้มองพระเจ้าและเรียกหาพระเจ้าได้  ถึงแม้ว่าพวกเขาจะฆ่าเนื้อหนังของฉัน พวกเขาไม่อาจจะฆ่าดวงจิตของฉันได้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันเป็นได้รับการจับยึดไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า”  เมื่อฉันคิดเช่นนี้แล้ว ฉันไม่เกรงกลัวปีศาจซาตานอีกต่อไป และฉันกลายเป็นแน่วแน่ที่จะยืนหยัดเป็นพยานเพื่อพระเจ้า  ดังนั้น ฉันจึงร้องเรียกออกไปในหัวใจของฉันว่า “โอ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์!  ไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไรกับข้าพระองค์ในวันนี้ ข้าพระองค์เต็มใจที่จะเผชิญมันทั้งหมด  แม้ว่าเนื้อหนังของข้าพระองค์จะอ่อนแอ แต่ข้าพระองค์ก็ปรารถนาที่จะมีชีวิตโดยพึ่งพาอาศัยพระองค์ และจะไม่ให้ซาตานมีโอกาสแม้เพียงหนึ่งครั้งที่จะแสวงหาประโยชน์จากข้าพระองค์  โปรดทรงคุ้มครองปกป้องข้าพระองค์ ทรงอย่าปล่อยให้ข้าพระองค์ทรยศพระองค์ และทรงอย่าปล่อยให้ข้าพระองค์กลายเป็นยูดาสที่น่าอับอาย”  ขณะที่เราขับรถไป ฉันร้องเพลงสรรเสริญของคริสตจักรเพลงหนึ่งในจิตใจอยู่ตลอด: “โดยแผนและอธิปไตยอันบริสุทธิ์ของพระองค์ ฉันเผชิญหน้าบททดสอบซึ่งมุ่งหมายสำหรับฉัน ฉันสามารถล้มเลิกหรือลองพยายามที่จะซ่อนเร้นได้อย่างไรกัน? สิ่งซึ่งมาเป็นอันดับแรกคือพระสิริของพระเจ้า ในเวลาแห่งความทุกข์ยาก พระวจนะของพระเจ้านำฉันและความเชื่อของฉันได้รับการทำให้เพียบพร้อม ฉันอุทิศอย่างที่สุดและอย่างครบบริบูรณ์ อุทิศแด่พระเจ้าโดยไม่มีความเกรงกลัวความตาย น้ำพระทัยของพระองค์อยู่เหนือทั้งหมดเสมอ” (“ฉันขอเพียงแค่ให้พระเจ้าพึงพอพระทัย” ใน ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ)  ขณะที่ฉันขับร้องไปเงียบๆ หัวใจของฉันก็ถูกเติมเต็มไปด้วยพละกำลัง และฉันกลายเป็นแน่วแน่ที่จะพึ่งพาพระเจ้าในการยืนหยัดเป็นพยานและดูหมิ่นซาตาน

เมื่อพวกเขานำฉันเข้าไปในห้องสอบสวน ฉันแปลกใจที่เห็นว่าซิสเตอร์ที่ปฏิบัติหน้าที่เดียวกันกับฉันในคริสตจักร และผู้นำคริสตจักรก็อยู่ที่นั่นเช่นเดียวกัน  พวกเขาทั้งหมดถูกจับเหมือนกัน!  เจ้าหน้าที่ตำรวจคนหนึ่งเห็นฉันมองซิสเตอร์ในคริสตจักรของฉัน และเขาจ้องฉันและตะคอกฉันว่า “มองอะไรอยู่?  เข้าไปในนั้น!”  พวกตำรวจขังเราไว้ในห้องสอบสวนคนละห้องเพื่อหยุดไม่ให้เราคุยกัน  พวกเขาค้นตัวฉันอย่างคร่าวๆ ปลดเข็มขัดของฉันและเปะป่ายไปทั่วทั้งตัวฉัน  มันรู้สึกเหมือนเป็นการดูถูกที่หยาบช้า และฉันมองเห็นว่าพวกลูกน้องของปีศาจรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนช่างชั่วร้าย เลวทราม และใจร้ายอย่างแท้จริงเพียงใด  ฉันรู้สึกโกรธจัด แต่ฉันต้องกลั้นความโกรธของฉัน เพราะไม่มีที่ให้เหตุผลในถ้ำของสัตว์ประหลาดแห่งนี้  หลังจากที่พวกเขายึดสกูตเตอร์คันใหม่ที่เป็นของคริสตจักรและเงินกว่า 600 หยวนที่ฉันมีอยู่ในตัวฉัน พวกเขาก็เริ่มถามคำถามฉัน  “เธอชื่ออะไร?  เธอมีตำแหน่งอะไรในคริสตจักร?  ผู้นำของเธอคือใคร?  ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ไหน?”  ฉันไม่ตอบ ดังนั้นนายตำรวจจึงตะโกนใส่ฉันว่า “เธอคิดหรือว่าพวกเราจะหาคำตอบไม่ได้ถ้าเธอไม่บอกพวกเรา?  เธอไม่รู้ว่าพวกเขาทำอะไรได้บ้าง!  เธอน่าจะรู้นะว่าเราได้จับกุมผู้นำระดับสูงของเธอแล้วด้วย!”  จากนั้นพวกเขาก็ระบุรายชื่อไม่กี่ชื่อต่อไปแล้วถามว่าฉันรู้จักพวกเขาคนใดหรือไม่ และพวกเขาถามคำถามฉันต่อไป  “เงินทั้งหมดของคริสตจักรของเธอเก็บอยู่ที่ไหน?  บอกพวกเรามา!”  ฉันบอกปัดทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาพูด แล้วพูดว่า “ฉันไม่รู้จักใครเลย!  ฉันไม่รู้อะไรเลย!”  เมื่อพวกเขาเห็นว่าการซักถามรอบแรกของพวกเขาล้มเหลว พวกเขาก็ตัดสินใจที่จะทิ้งไพ่ และเริ่มต้นสับเปลี่ยนกันสอบสวนและทรมานฉันด้วยความพยายามที่จะทำให้ฉันยอมจำนน  พวกตำรวจถามคำถามและทรมานฉันไม่หยุดหย่อนเป็นเวลาสามวันสี่คืน  ในช่วงระหว่างเวลาที่ลำบากยากเย็นนี้ ฉันเรียกหาพระเจ้าอย่างจริงจังจริงใจ และพระวจนะของพระเจ้าก็นำฉัน:  “เจ้าไม่ควรกลัวสิ่งนั้นสิ่งนี้ ไม่สำคัญว่าเจ้าอาจเผชิญความยากลำบากและภยันตรายมากเพียงใด เจ้าสามารถจะยังคงมั่นคงอยู่ต่อหน้าเราได้ โดยไร้อุปสรรคใดๆ กีดขวาง เพื่อที่เจตจำนงของเราจะได้รับการดำเนินการโดยไม่มีสิ่งใดขวางกั้น  นี่คือหน้าที่ของเจ้า…จงอย่ากลัวเลย ด้วยการสนับสนุนของเรา ใครเล่าจะสามารถขวางกั้นถนนสายนี้ได้?  จงจำการนี้ไว้!  จงอย่าลืม!  ทั้งหมดที่เกิดขึ้นล้วนมาจากเจตนารมณ์ที่ดีของเราทั้งสิ้น และทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอยู่ภายในการเฝ้าสังเกตของเราทั้งสิ้น” (“บทที่ 10” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) “ใช่!” ฉันคิด  “พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือป้อมปราการอันแข็งแกร่งของฉัน และเมื่อมีพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เป็นสิ่งรองรับที่แข็งแกร่งของฉัน ฉันก็ไม่มีอะไรต้องกลัว!  ตราบเท่าที่ฉันมีความเชื่อที่จะให้ความร่วมมือกับพระเจ้า เมื่อนั้นฉันเชื่อว่าพระเจ้าจะทรงช่วยฉันให้เอาชนะการทดลองของซาตานและผ่านเวลาที่ลำบากยากเย็นนี้ไปได้  เพราะในวันแรกพวกตำรวจไม่ได้ข้อมูลที่พวกเขาต้องการจากฉัน พวกเขาก็ถูกทำให้อับอายจนโกรธ และหัวหน้าในกลุ่มของพวกเขาพูดกับฉันอย่างดุร้ายว่า “ฉันจะไม่ยอมแพ้ให้กับความนอกรีตของเธอ  ทรมานเธอซะ!”  เมื่อฉันได้ยินเขาพูดเช่นนี้ จิตวิญญาณของฉันก็ขาดความมั่นใจและฉันเริ่มกลัว และฉันกังวลว่าฉันกำลังจะแตกละเอียดภายใต้การทรมานของพวกเขาแล้ว  ทั้งหมดที่ฉันทำได้คือการเรียกหาพระเจ้าอย่างจริงใจว่า  “โอ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์!  ข้าพระองค์รู้สึกอ่อนแอเหลือเกินในตอนนี้ และพละกำลังทั้งหมดได้หมดไปจากตัวข้าพระองค์  แต่พวกตำรวจต้องการทรมานข้าพระองค์ และข้าพระองค์ไม่รู้จริงๆ ว่าข้าพระองค์จะสามารถตั้งมั่นต่อได้หรือไม่  โปรดประทับอยู่เคียงข้างข้าพระองค์และประทานพละกำลังให้กับข้าพระองค์”  พวกตำรวจเอามือฉันที่ใส่กุญแจมือและยังอยู่ด้านหลังฉันไปมัดไว้กับโต๊ะที่หักพัง แล้วพวกเขาก็บังคับให้ฉันอยู่ในท่าฮาล์ฟสควอทค้างไว้  พวกเขามองฉันอย่างมุ่งร้ายและกดดันฉันด้วยคำถาม  “ผู้นำของเธออยู่ที่ไหน?  เงินทั้งหมดของคริสตจักรอยู่ที่ไหน?”  พวกเขาแค่กำลังต้องการให้ฉันทนไม่ไหวภายใต้ความกดดันของการทรมานนั้นและยอมทำตามพวกเขา  หลังจากพวกตำรวจชั่วทำการทรมานต่อไปประมาณครึ่งชั่วโมง ขาของฉันก็เริ่มเจ็บและสั่น  หัวใจของฉันเต้นแรงและแขนของฉันก็เจ็บอย่างมากเช่นกัน  ฉันมาถึงขีดจำกัดความอดกลั้นของฉัน และฉันรู้สึกเหมือนว่าฉันไม่สามารถอยู่ต่อไปได้อีกชั่วขณะ ดังนั้นฉันจึงเรียกหาอย่างจริงจังจริงใจในหัวใจของฉันว่า  “โอ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์! โปรดทรงช่วยข้าพระองค์ให้รอด  ข้าพระองค์รับมันไม่ไหวอีกแล้ว  ข้าพระองค์ไม่ต้องการทรยศต่อพระองค์ในฐานะยูดาส  โปรดมอบเรี่ยวแรงให้ข้าพระองค์”  เมื่อนั้นเอง พระวจนะของพระเจ้าเหล่านี้ก็เข้ามาในจิตใจของฉัน:  “เบื้องหลังทุกๆ ขั้นตอนของพระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำในตัวพวกเจ้าคือเดิมพันของซาตานกับพระเจ้า—เบื้องหลังมันทั้งหมดคือการสู้รบ  ตัวอย่างเช่น…เมื่อพระเจ้าและซาตานทำการสู้รบในอาณาจักรฝ่ายจิตวิญญาณ เจ้าควรทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยอย่างไร และเจ้าควรตั้งมั่นในคำพยานของเจ้าต่อพระองค์อย่างไร?  เจ้าควรรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเจ้าเป็นการทดสอบที่ยิ่งใหญ่และเป็นเวลาที่พระเจ้าทรงจำเป็นต้องให้เจ้าเป็นคำพยาน” (“การรักพระเจ้าเท่านั้นคือการเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)   พระวจนะของพระเจ้าได้ปลุกฉันให้ตื่นและทำให้ฉันตระหนักว่าซาตานกำลังทรมานฉันในหนทางนี้เพื่อทำให้ฉันทรยศพระเจ้าและยอมแพ้ที่จะไล่ตามเสาะหาความจริง  นี่คือการต่อสู้ที่เดิมพันในอาณาจักรจิตวิญญาณ:  นี่คือการที่ซาตานพยายามที่จะทดลองฉัน และยังเป็นวิธีที่พระเจ้าทรงทดลองฉันด้วยเช่นกัน  นี่คือชั่วขณะที่พระเจ้าทรงต้องการให้ฉันเป็นพยาน  พระเจ้าทรงมีความคาดหวังจากฉัน และทูตสวรรค์มากมายกำลังมองฉันอยู่ในตอนนี้ เช่นเดียวกับปีศาจซาตาน ทั้งหมดกำลังรอให้ฉันประกาศแถลงฐานะของฉัน  ฉันแค่ไม่สามารถยอมแพ้และนอนลงได้ และฉันไม่สามารถยอมจำนนให้กับซาตาน ฉันรู้ว่าฉันต้องยอมให้พระราชกิจของพระเจ้าได้รับการทรงดำเนินการผ่านตัวฉันเพื่อให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า  ด้วยหลักการที่ไม่อาจมีสิ่งเจือปนได้ นี่จึงเป็นหน้าที่ที่ฉันควรปฏิบัติในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง—นี่คือการทรงเรียกของฉัน  ที่จุดหัวเลี้ยวหัวต่อวิกฤตินี้ ท่าทีของฉันและพฤติกรรมของฉันต้องมีผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถของฉันในการที่จะเป็นพยานอย่างมีชัยชนะเพื่อพระเจ้า และยิ่งไปกว่านั้น ต้องมีผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถของฉันที่จะกลายเป็นคำพยานของการทรงเอาชนะซาตานของพระเจ้า และการทรงได้รับพระสิริของพระองค์  ฉันรู้ว่าฉันไม่อาจทำให้พระเจ้าทรงเศร้าโศกหรือทำให้พระองค์ทรงผิดหวัง และฉันไม่อาจยอมให้แผนการอันเจ้าเล่ห์ของซาตานที่ทำให้ฉันทุกข์ร้อนนั้นประสบความสำเร็จได้  เมื่อคิดความคิดเหล่านี้ ทันใดนั้นพละกำลังก็เพิ่มขึ้นในหัวใจของฉัน และฉันพูดอย่างแข็งกล้าว่า “ต่อให้พวกคุณเฆี่ยนตีฉันจนตายได้ ฉันก็ยังคงไม่รู้อะไรอยู่ดี!  ในตอนนั้นเอง ตำรวจผู้หญิงคนหนึ่งก็เข้ามาในห้อง  เธอเห็นฉันแล้วพูดว่า “ปล่อยเธอลงมาเร็ว  พวกนายกำลังจะทำอะไร ฆ่าเธอหรือ?  พวกนายซวยแน่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับเธอ!”  ฉันรู้ในหัวใจของฉันว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้สดับการอธิษฐานของฉัน และได้ทรงรักษาให้ฉันปลอดภัยจากการทำร้ายในชั่วขณะความอันตรายนี้  เมื่อพวกตำรวจชั่วปล่อยฉันลงแล้ว ฉันก็ล้มลงไปที่พื้นทันที  ฉันยืนไม่ไหว และแขนและขาของฉันก็ไม่รู้สึกอะไรเลย  ฉันแทบไม่มีพละกำลังที่จะหายใจ และไม่รู้สึกถึงแขนขาทั้งหมดของฉันเลย  ตอนนั้นฉันกลัวมากและน้ำตาก็ไหลออกจากตาของฉันไม่หยุด  ฉันคิดว่า  “สุดท้ายฉันจะพิการหรือเปล่า?”  อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีความคิดเช่นนี้ พวกตำรวจชั่วก็ยังไม่ปล่อยฉันไป  พวกเขาขนาบฉันทั้งสองข้าง แล้วจับแขนฉันลากไปที่เก้าอี้พังๆ ตัวหนึ่งเหมือนกับศพ แล้วผลักฉันให้นั่งลงไปบนเก้าอี้ตัวนั้น  ตำรวจชั่วคนหนึ่งพูดอย่างมุ่งร้ายว่า “ถ้าเธอไม่พูด ก็เอาเชือกมาแขวนเธอไว้!”  ตำรวจชั่วอีกคนหนึ่งหยิบเชือกไนลอนบางๆ มาเส้นหนึ่งอย่างรวดเร็ว แล้วใช้มันแขวนมือที่ใส่กุญแจมือของฉันเข้ากับท่อความร้อน  แขนของฉันถูกยืดตรงทันที และไม่นานหลังและหัวไหล่ของฉันก็เริ่มเจ็บ  พวกตำรวจชั่วถามคำถามฉันต่อไปเรื่อยๆ ว่า “เธอจะบอกสิ่งที่เราอยากรู้กับเราไหม?”  ฉันยังคงไม่ตอบ  พวกเขาโกรธมากจนพวกเขาสาดน้ำใส่หน้าฉัน พูดว่าเพื่อปลุกฉันให้ตื่น  จนถึงตอนนี้ ฉันได้ถูกทรมานจนถึงจุดที่ฉันไม่มีพละกำลังเหลือแม้เพียงสักเสี้ยวแล้ว และตาของฉันก็เหนื่อยล้ามากจนฉันไม่สามารถลืมตาได้  เมื่อเห็นว่าฉันยังคงเงียบ ตำรวจชั่วคนหนึ่งก็บังคับให้ฉันเปิดตาอย่างใจร้ายและไร้ยางอายด้วยมือของเขาเพื่อล้อเลียนฉัน  หลังจากที่ผ่านการสอบสวนและทรมานหลายชั่วโมงแล้ว พวกตำรวจชั่วก็ได้ใช้ทุกวิธีที่พวกเขารู้ แต่ความพยายามของพวกเขาที่จะทำให้ฉันพูดทั้งหมดต่างจบลงที่ความล้มเหลวอีกครั้ง

เมื่อเห็นว่าพวกเขาไม่สามารถได้ข้อมูลอะไรจากฉันจากการถามคำถามฉัน พวกตำรวจชั่วจึงตัดสินใจจะใช้แผนการที่ชั่วร้าย:  พวกเขาให้คนบางคนจากในเมืองที่เรียกตัวเองว่า “ผู้เชี่ยวชาญการสอบสวน” มาจัดการกับฉัน  พวกเขาพาฉันไปอีกห้องหนึ่งแล้วสั่งให้ฉันนั่งบนเก้าอี้โลหะ แล้วพวกเขาก็เอาโซ่ล่ามข้อเท้าฉันแน่นติดกับขาเก้าอี้ และล่ามมือของฉันไว้กับแขนเก้าอี้  ไม่นานหลังจากนั้น ผู้ชายใส่แว่นที่ดูสุภาพคนหนึ่งก็เข้ามาพร้อมกับกระเป๋าเอกสาร  เขายิ้มกว้างให้ฉัน และเอาโซ่ที่ยึดมือและข้อเท้าของฉันไว้กับเก้าอี้ออกด้วยเสแสร้งทำเป็นมีมารยาท และอนุญาตให้ฉันนั่งบนเตียงพับทางด้านหนึ่งของห้อง  ชั่วขณะหนึ่งเขาก็เทน้ำให้ฉัน แล้วเขาก็เอาขนมหวานให้ฉัน  เขาเดินมาหาฉันและพูดด้วยความเป็นมิตรที่แสร้งทำว่า “ทำไมถึงทุกข์ทนเช่นนี้?  คุณทุกข์ทนมามาก แต่ที่จริงแล้วมันไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย  บอกสิ่งที่เราอยากรู้มา แล้วทุกอย่างจะโอเค...”  เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ใหม่นี้ ฉันไม่รู้ว่าฉันควรทำอย่างไร ดังนั้นฉันจึงรีบเร่งอธิษฐานถึงพระเจ้าในหัวใจของฉัน และเรียกหาพระองค์เพื่อให้ประทานความรู้แจ้งกับฉันและทรงนำทางฉัน  ในขณะนั้นเอง ฉันก็คิดถึงพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์: “พวกเจ้าต้องตื่นและรอคอยอยู่เสมอ และเจ้าต้องอธิษฐานต่อหน้าเราให้มากขึ้น  เจ้าต้องระลึกรู้ถึงแผนร้ายสารพัด และกลอุบายอันเจ้าเล่ห์ของซาตาน ระลึกรู้ถึงจิตวิญญาณทั้งหลาย  รู้จักผู้คน และมีความสามารถที่จะหยั่งรู้ในผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายทุกประเภท” (“บทที่ 17” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  พระวจนะของพระเจ้าแสดงให้เห็นวิถีของการปฏิบัติและช่วยให้ฉันตระหนักว่าปีศาจจะเป็นปีศาจเสมอ และปีศาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก่นแท้เหมือนปีศาจที่ต้านทานพระเจ้าและเกลียดพระเจ้าของมันได้  ไม่ว่าพวกเขาจะใช้ยุทธวิธีที่แข็งกร้าวหรือยุทธวิธีที่อ่อนโยน เป้าหมายของพวกเขาคือการทำให้ฉันทรยศพระเจ้าและละทิ้งวิธีที่แท้จริงเสมอ  เพราะคำเตือนของพระวจนะของพระเจ้า ฉันจึงมามีวิจารณญาณเกี่ยวกับแผนการอันเจ้าเล่ห์ของซาตานอยู่บ้าง จิตใจของฉันชัดเจน และฉันสามารถตั้งมั่นได้  จากนั้นผู้สอบสวนก็พูดกับฉันว่า “รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนห้ามไม่ให้ผู้คนเชื่อในพระเจ้า  หากคุณเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ต่อไป ทั้งครอบครัวของคุณจะถูกดึงเข้ามาพัวพันด้วย และมันจะส่งผลกระทบกับอนาคต โอกาสการจ้างงาน และโอกาสการเป็นข้าราชการพลเรือนของลูกหลานในครอบครัวของคุณ  คุณควรคิดเรื่องนี้ให้รอบคอบนะ...”  หลังจากที่เขาพูดเช่นนี้ การต่อสู้ก็เริ่มโหมพัดภายในตัวฉัน และฉันรู้สึกถูกรบกวนจิตใจเป็นสองเท่า  ขณะที่ฉันกำลังรู้สึกหลงทาง ทันใดนั้นฉันก็นึกถึงประสบการณ์ของเปโตรตอนที่ท่านเป็นพยานต่อหน้าซาตานได้สำเร็จ เปโตรพยายามเข้าใจพระเจ้าผ่านแผนการอันเจ้าเล่ห์ทุกอย่างที่ซาตานโยนใส่เขาเสมอ  และดังนั้น ลึกๆ ในหัวใจของฉัน ฉันมองพระเจ้าและมอบความไว้วางใจให้ทุกสิ่งทุกอย่างกับพระองค์ และฉันแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้า  พระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เข้ามาในจิตใจของฉันโดยที่ฉันไม่ไหวตัวรับรู้: “พระเจ้าได้ทรงสร้างโลกนี้ขึ้นมา พระองค์ได้ทรงสร้างมวลมนุษย์นี้ขึ้นมา และยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ทรงเป็นสถาปนิกแห่งวัฒนธรรมกรีกโบราณและอารยธรรมมนุษย์  มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงปลอบประโลมมวลมนุษย์นี้ และมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงดูแลเอาใจใส่มวลมนุษย์นี้ทั้งคืนและวัน  พัฒนาการและความก้าวหน้าของมนุษย์นั้นไม่สามารถแยกออกจากอำนาจอธิปไตยของพระเจ้าได้ และประวัติศาสตร์และอนาคตของมวลมนุษย์เองก็หาได้พ้นไปจากการออกแบบของพระเจ้า  หากเจ้าเป็นคริสตชนแท้คนหนึ่ง เจ้าย่อมจะเชื่ออย่างแน่นอนว่า ความรุ่งเรืองและความตกต่ำของประเทศใดหรือชนชาติใดก็ตามอุบัติขึ้นตามการออกแบบของพระเจ้า  พระเจ้าแต่เพียงลำพังเท่านั้นที่ทรงรู้ชะตากรรมของประเทศหรือชาตินั้น และพระเจ้าเพียงลำพังเท่านั้นที่ทรงควบคุมครรลองของมวลมนุษย์นี้” (“พระเจ้าทรงเป็นประธานเหนือชะตากรรมของมวลมนุษย์ทั้งปวง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  พระวจนะของพระเจ้าเติมแสงสว่างให้กับฉัน  “ใช่!”  ฉันคิด  พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้างและชะตากรรมของเราในฐานะมวลมนุษย์อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า  ปีศาจซาตานเป็นจำพวกที่ท้าทายพระเจ้า  หากพวกมันไม่สามารถแม้กระทั่งเปลี่ยนแปลงชะตาลิขิตที่จะถูกชี้ชะตากรรมให้ลงนรกแล้ว พวกมันจะควบคุมชะตากรรมของมนุษย์ไปได้อย่างไร?  ชะตาลิขิตของมนุษย์ได้รับการทรงลิขิตไว้ก่อนโดยพระเจ้า และไม่ว่าลูกหลานของฉันจะทำงานอะไรในอนาคตและไม่ว่าโอกาสของพวกเขาจะเป็นอย่างไรนั้นเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับพระเจ้า—ซาตานไม่มีการควบคุมเหนือสิ่งเหล่านี้แต่อย่างใดเลย  เมื่อคิดเช่นนี้ ฉันกลายเป็นมองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีกว่าซาตานและปีศาจชั่วช้าและไร้ยางอายเพียงใด  เพื่อบังคับให้ฉันไม่ยอมรับพระเจ้าและปฏิเสธพระเจ้า มันจึงกำลังใช้ยุทธวิธีที่เคลือบแฝงและเลวทราม—“สงครามประสาท” เหล่านี้—เพื่อล่อให้ฉันหลงกล  หากไม่ใช่เพราะความรู้แจ้งและการทรงนำทางของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ในเวลาที่เหมาะเจาะแล้ว ฉันคงจะถูกโค่นล้มและถูกซาตานจองจำแล้ว  ตอนนี้ที่ฉันรู้ว่าซาตานชั่วช้าและชั่วร้ายเพียงใด ความมั่นใจของฉันที่จะไม่ยอมแพ้ให้กับแผนการอันเจ้าเล่ห์ของมันก็ได้รับการทำให้แข็งแกร่งขึ้น  ในท้ายที่สุดตำรวจชั่วนายนั้นก็ทำอะไรไม่ถูกและไม่รู้ว่าจะทำอะไรอีก ดังนั้นเขาจึงจากไปด้วยความหดหู่ 

ในวันที่สาม หัวหน้าตำรวจเห็นว่าพวกเขาไม่ได้ข้อมูลใดๆ จากฉันและเกิดเดือดดาลขึ้น และบ่นว่าลูกน้องของพวกเขาไร้ความสามารถ  เขามาหาฉัน และพูดกับฉันอย่างเสียดสีด้วยรอยยิ้มที่ไม่ร่าเริงบนใบหน้าว่า “ทำไมเธอยังไม่ยอมสารภาพอีก?  เธอคิดว่าเธอเป็นใคร หลิวฮูหลานหรือ?  เธอคิดว่าพวกเราเอาจริงไปแล้วใช่ไหมเธอถึงไม่กลัว ฮะ? ทำไมพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ของเธอไม่มาช่วยเธอล่ะ?  ...” ขณะที่เขาพูด เขาทำให้ฉันขวัญผวาด้วยการโบกเครื่องช็อตไฟฟ้าที่ส่งเสียงประทุและมีแสงสีฟ้ากะพริบไว้ตรงหน้าฉัน จากนั้นเขาก็ชี้ไปที่เครื่องช็อตไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่กำลังชาร์จไฟอยู่ แล้วขู่ฉัน่วา “เธอเห็นนั่นไหม?  อีกไม่นานเครื่องช็อตไฟฟ้าเครื่องเล็กนี้จะไฟหมด  แล้วอีกเดี๋ยวฉันจะใช้เครื่องช็อตไฟฟ้าเครื่องใหญ่ที่ชาร์จไฟจนเต็มเครื่องนั้นมาช็อตเธอ แล้วเราจะได้เห็นกันว่าเธอจะพูดไหม!  ฉันรู้ว่าถึงตอนนั้นเธอจะเริ่มพูด!”  ฉันมองไปที่เครื่องช็อตไฟฟ้าเครื่องใหญ่นั้น แล้วฉันก็อดไม่ได้ที่จะเริ่มตื่นตระหนก:  “ตำรวจชั่วคนนี้ช่างป่าเถื่อนและเลวร้าย  สุดท้ายเขาจะฆ่าฉันไหม?  ฉันจะมีความสามารถที่จะสู้ทนกับการทรมานนี้ได้ไหม?  ฉันจะถูกช็อตไฟฟ้าจนตายไหม?”  ในชั่วขณะนั้น ความอ่อนแอ ความขี้ขลาด และความเจ็บปวดและความไร้ทางสู้ที่ฉันรู้สึกทั้งหมดต่างท่วมท้นจิตใจของฉัน...  ฉันเร่งรีบเรียกหาพระเจ้า:  “โอ พระเจ้า ขอทรงโปรดอารักขาข้าพระองค์และมอบความเชื่อและเรี่ยวแรงให้ข้าพระองค์”  จากนั้น ข้อความหลายบรรทัดจากเพลงสรรเสริญแห่งพระวจนะของพระเจ้าก็ลอยเข้ามาในจิตใจของฉัน: “ความเชื่อเป็นเหมือนสะพานไม้ซุงท่อนเดียว กล่าวคือ พวกที่ยึดติดอยู่กับชีวิตอย่างน่าสังเวชใจจะประสบความลำบากยากเย็นในการข้ามสะพานนั้นไป แต่บรรดาผู้ที่พร้อมจะสละตัวพวกเขาเองจะสามารถผ่านไปได้ ด้วยเท้าที่มั่นคงและปราศจากความกังวล  หากว่ามนุษย์เก็บงำความคิดที่ขลาดกลัวและเกรงกลัว นั่นก็เป็นเพราะซาตานได้หลอกพวกเขา ด้วยกลัวว่าพวกเราจะข้ามสะพานแห่งความเชื่อเพื่อเข้าสู่พระเจ้า” (“จุดเริ่มต้นของโรคภัยไข้เจ็บคือความรักของพระเจ้า” ใน ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ)  พระวจนะเหล่านี้ขององค์พระเยซูเจ้าก็เข้ามาในจิตใจด้วยเช่นกัน: “อย่ากลัวผู้ที่ฆ่าได้แต่กาย แต่ไม่สามารถฆ่าจิตวิญญาณ แต่จงกลัวพระองค์ผู้ทรงสามารถทำลายทั้งจิตวิญญาณและกายในนรกได้” (มัทธิว 10:28) พระวจนะของพระเจ้าทำให้น้ำตาของฉันไหลลงมาเอง—ฉันรู้สึกได้รับการขับเคลื่อนอย่างเหลือเชื่อ  พละกำลังในหัวใจของฉันเป็นเหมือนกับไฟที่ลุกโหม  “ถึงแม้ว่าวันนี้ฉันตาย” ฉันคิด “แล้วมีอะไรให้ต้องกลัว?  การตายเพื่อพระเจ้าเป็นสิ่งที่มีเกียรติ และฉันจะสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อต่อสู้กับซาตานจนตาย!”  ในตอนนั้นเอง ข้อความบางบรรทัดจากเพลงสรรเสริญพระวจนะของพระเจ้าอีกเพลงหนึ่งก็เข้ามาในจิตใจ: “บนถนนสู่เยรูซาเลม พระเยซูทรงอยู่ในความเจ็บปวดร้าวราน ประหนึ่งมีดด้ามหนึ่งกำลังถูกบิดคว้านอยู่ในพระทัยของพระองค์ กระนั้นพระองค์ก็มิได้มีเจตนารมณ์ที่จะทรงคืนวาจาของพระองค์เลยแม้แต่น้อย  ตลอดเวลานั้นมีกำลังอันทรงพลังอำนาจบีบให้พระองค์จำยอมไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลาไปยังที่ที่พระองค์จะทรงถูกตรึงกางเขน  ในท้ายที่สุด พระองค์ก็ถูกตอกตรึงกับกางเขนและกลายเป็นสภาพเสมือนเนื้อหนังที่บาป เป็นการเสร็จสิ้นพระราชกิจในการทรงไถ่มวลมนุษย์  พระองค์ได้ทรงหลุดพ้นจากโซ่ตรวนแห่งความตายและแดนคนตาย  เมื่ออยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ ความตาย นรก และแดนคนตายสูญเสียพลังอำนาจของตน และได้ถูกกำราบโดยพระองค์” (“จงเอาอย่างองค์พระเยซูเจ้า” ใน ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ)  ฉันร้องเพลงและร้องเพลงในหัวใจของฉัน และน้ำตาก็ไหลอาบแก้มของฉันไม่หยุด  ฉากเหตุการณ์ที่องค์พระเยซูคริสต์เจ้าทรงถูกตรึงกางเขนปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตาของฉัน:  องค์พระเยซูเจ้าทรงถูกเย้ยหยัน ด่าว่า และให้ร้ายจากพวกฟาริสี เพชฌฆาตของพระองค์เฆี่ยนพระองค์ด้วยแส้ที่มีขอเหล็กจนพระองค์ทรงปกคลุมไปด้วยบาดแผลและรอยฟกช้ำ จนกระทั่งในท้ายที่สุดพระองค์ทรงถูกตรึงกางเขนอย่างโหดร้าย กระนั้นพระองค์ทรงไม่เคยส่งเสียงเลย...  ทุกสิ่งทุกอย่างที่องค์พระเยซูเจ้าทรงผ่านนั้นทรงทุกข์ทนเพื่อประโยชน์ของความรักที่พระองค์ทรงมีให้กับมวลมนุษย์ และความรักนี้เอาชนะความรักที่พระองค์ทรงมีให้กับชีวิตของพระองค์เอง  ในชั่วขณะนั้น หัวใจของฉันได้รับแรงบันดาลใจและได้รับการขับเคลื่อนจากความรักของพระเจ้า และฉันเต็มไปด้วยพละกำลังและความเชื่ออย่างมาก  ฉันรู้สึกไม่กลัวอะไร และฉันรู้สึกเหมือนว่าการตายเพื่อพระเจ้าจะเป็นเกียรติ ในขณะที่การเป็นยูดาสจะเป็นความอับอายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด  ฉันแปลกใจที่เมื่อฉันตัดสินใจว่าฉันจะยืนหยัดเป็นพยานเพื่อพระเจ้าแม้ต้องแลกด้วยชีวิตของฉันเอง ตำรวจชั่วคนหนึ่งวิ่งเข้ามาในห้องแล้วพูดว่า “มีปัญหาในจัตุรัสในเมือง เราต้องระดมกำลังตำรวจเพื่อปราบปรามมันแล้วรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของประชาชน!”  พวกตำรวจชั่วรีบเร่งออกไป  พอถึงตอนที่พวกเขากลับมามันก็ดึกมากแล้ว และพวกเขาไม่มีพลังงานที่จะสอบสวนฉันอีก  พวกเขาพูดกับฉันอย่างมุ่งร้ายว่า “เพราะเธอไม่ยอมพูด เราจะส่งเธอไปสถานกักกัน!”  ในตอนเช้าของวันที่สี่ พวกตำรวจชั่วถ่ายรูปฉัน แล้วแขวนป้ายสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ที่เขียนชื่อของฉันไว้บนนั้นด้วยแปรงไว้รอบคอฉัน  ฉันรู้สึกเหมือนอาชญากรที่ถูกประณาม ถูกเย้ยหยันและเยาะเย้ยจากพวกตำรวจชั่ว  ฉันรู้สึกเหมือนฉันกำลังอยู่ภายใต้การเหยียดหยามที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และภายในฉันรู้สึกอ่อนแอเป็นอย่างมาก  อย่างไรก็ตาม ฉันตระหนักว่าสภาวะจิตใจของฉันไม่เหมาะสม และดังนั้นฉันจึงรีบเร่งเรียกหาพระเจ้าเงียบๆ ในหัวใจของฉันว่า  “โอ พระเจ้า!  โปรดทรงคุ้มครองปกป้องหัวใจของข้าพระองค์ และทำให้ข้าพระองค์สามารถเข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์และไม่ตกเป็นเหยื่อของแผนการอันเจ้าเล่ห์ของซาตาน”  หลังจากที่อธิษฐาน พระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในจิตใจของฉัน:  “เจ้าคือสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง—แน่นอนว่าเจ้าควรนมัสการพระเจ้าและไล่ตามเสาะหาชีวิตที่มีความหมาย  หากเจ้าไม่นมัสการพระเจ้าแต่ใช้ชีวิตภายในเนื้อหนังอันโสมมของเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็มิได้เป็นเพียงแค่สัตว์เดียรัจฉานในเครื่องแต่งกายของมนุษย์หรอกหรือ?  เนื่องจากเจ้าเป็นมนุษย์ เจ้าควรสละตัวเจ้าเองเพื่อพระเจ้าและสู้ทนความทุกข์ทุกอย่าง!  เจ้าควรยินดีและแน่ใจยอมรับความทุกข์เล็กน้อยที่เจ้าต้องมีในวันนี้ และใช้ชีวิตที่มีความหมาย ดังเช่นโยบ และเปโตร… พวกเจ้าคือผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาหนทางที่ถูกต้อง คือบรรดาผู้ที่แสวงหาการปรับปรุง  พวกเจ้าคือผู้คนที่ลุกขึ้นในชนชาติแห่งพญานาคใหญ่สีแดง บรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงเรียกขานว่ามีความชอบธรรม  นั่นไม่ใช่ชีวิตที่มีความหมายมากที่สุดหรอกหรือ?” (“การปฏิบัติ (2)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  พระวจนะของพระเจ้าทำให้ฉันสามารถเข้าใจว่า การมีความสามารถที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างและมีชีวิตเพื่อนมัสการพระเจ้าและทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยเป็นชีวิตที่มีความหมายและมีค่ามากที่สุด  การมีความสามารถที่จะถูกจับกุมและกักขังในวันนี้เพราะความเชื่อในพระเจ้าของฉัน การทุกข์ทนกับการเหยียดหยามและความเจ็บปวดทั้งหมดนี้ และการมีความสามารถที่จะแบ่งปันในความทุกข์ลำบากของพระคริสต์ไม่ใช่สิ่งที่น่าอับอาย แต่เป็นสิ่งที่มีเกียรติ  ซาตานไม่ได้นมัสการพระเจ้า ในทางตรงกันข้าม มันทำทุกอย่างที่มันสามารถทำได้เพื่อขัดจังหวะและกีดขวางพระราชกิจของพระเจ้า และนี่คือสิ่งที่น่าอับอายและชั่วช้าที่สุด  เมื่อคิดความคิดเหล่านี้ ฉันกลับกลายเป็นเต็มไปด้วยพละกำลังและความชื่นบาน  พวกตำรวจชั่วเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของฉันและเพ่งมองฉันอย่างประหลาดใจ แล้วพูดว่า “เธอมีอะไรให้ต้องมีความสุข?”  ฉันตอบอย่างซื่อสัตย์และหนักแน่นว่า “การเชื่อในพระเจ้าและนมัสการพระเจ้าเป็นสิ่งที่สมควรอย่างเพียบพร้อม  การทำเช่นนั้นไม่มีอะไรผิดเลย  แล้วเหตุใดฉันจึงไม่ควรมีความสุข?”  เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ พวกเขาไม่พูดอะไรเลย  ภายใต้การทรงนำของพระวจนะของพระเจ้า ฉันสามารถวางใจในพระเจ้าให้เอาชนะซาตานได้อีกครั้ง

จากนั้นฉันถูกนำเข้าไปในสถานกักกัน  ทุกสิ่งทุกอย่างในที่แห่งนั้นหมองหม่นและน่าขวัญผวายิ่งขึ้นไปอีก และฉันรู้สึกเหมือนฉันได้ตกลงสู่นรกอะไรบางอย่าง  ในอาหารทุกๆ มื้อฉันได้รับขนมปังนึ่งสีดำชิ้นเล็กๆ หนึ่งชิ้น และผักกวางตุ้งต้มปริมาณนิดหน่อยในถ้วยซุปใสที่มีผักไม่กี่ใบลอยอยู่ด้านบน  ฉันหิวมากทั้งวันทุกวัน ท้องของฉันร้องหาอาหาร  อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ ฉันก็ยังคงต้องทำงานราวกับสัตว์พาหนะ และหากฉันทำไม่ได้ตามโควต้าของฉัน ฉันก็ถูกเฆี่ยนตีหรือถูกบังคับให้ยืนเฝ้ายามเพื่อเป็นการลงโทษ  เพราะการทรมานที่โหดร้ายนี้ดำเนินไปเป็นเวลาหลายต่อหลายวัน ฉันจึงฟกช้ำและบาดเจ็บตั้งแต่หัวจรดเท้า และแม้แต่การเดินก็กลายเป็นเรื่องยาก แต่เจ้าหน้าที่ทัณฑสถานยังคงบังคับให้ฉันถือขดลวดทองแดงหนักๆ  เพราะงานที่หนักนี้ หลังที่บาดเจ็บของฉันก็กลายเป็นเจ็บอย่างไม่อาจทนได้ และทั้งหมดที่ฉันสามารถทำได้เมื่อสิ้นสุดแต่ละวันคือการคลานขึ้นไปบนเตียงของฉัน  แต่ในตอนกลางคืน ตำรวจชั่วก็จะบังคับให้ฉันยืนเฝ้ายามนักโทษด้วยเช่นกัน และงานที่มากเกินและทำให้หมดแรงนี้เป็นสิ่งที่ไม่อาจทนได้  คืนหนึ่งขณะที่ฉันทำหน้าที่เฝ้ายาม ฉันใช้ประโยชน์จากการที่ตำรวจชั่วไม่อยู่ และฉันแอบย่อตัวลงด้วยหวังว่าจะพัก  อย่างไรก็ตาม ตำรวจชั่วเห็นฉันในกล้องในห้องกล้องวงจรปิดอย่างไม่คาดคิด และรีบมาหาฉันแล้วแผดเสียงว่า “ใครบอกว่าเธอนั่งลงได้?”  นักโทษคนอื่นๆ คนหนึ่งกระซิบกับฉันว่า “รีบขอโทษเขาเร็ว ไม่เช่นนั้นแล้วเขาจะบังคับให้เธอนอนบนเตียงไม้นะ”  ที่เธอพูดเช่นนี้ เธอหมายถึงการทรมานที่มีการนำแผ่นประตูไม้เข้าไปในห้องขังของนักโทษ ล่ามโซ่ที่ขาและเท้าของพวกเขา และผูกข้อมือของเขาไว้กับแผ่นประตูด้วยเชือก  จากนั้นนักโทษจะถูกยึดไว้กับแผ่นไม้และไม่ได้รับอนุญาตให้เคลื่อนไหวอีกเป็นเวลาสองสัปดาห์  เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฉันเต็มไปด้วยทั้งความโกรธและความเกลียดชัง แต่ฉันรู้ว่าฉันไม่สามารถแสดงออกถึงการต้านทานแม้เพียงเล็กน้อยที่สุดได้—ทั้งหมดที่ฉันทำได้คือการกลืนความโกรธของฉัน  ฉันพบว่าการกลั่นแกล้งและการทรมานเช่นนั้นเป็นสิ่งที่ทนได้ยาก  คืนนั้น ฉันนอนบนเตียงอันหนาวเย็นของฉัน แล้วร้องไห้ให้กับความอยุติธรรมของเรื่องทั้งหมด หัวใจของฉันเต็มไปด้วยข้อร้องทุกข์และข้อเรียกร้องกับพระเจ้า โดยคิดว่า:  “เมื่อไหร่นี่จะจบลง?  แค่วันเดียวในสถานที่นรกนี้ก็มากเกินพอแล้ว”  จากนั้นฉันก็นึกถึงพระวจนะของพระเจ้าว่า  “หากเจ้าเข้าใจนัยสำคัญของชีวิตมนุษย์และได้เดินบนเส้นทางที่ถูกต้องของชีวิตมนุษย์ และหากในอนาคตเจ้านบนอบต่อการออกแบบของพระองค์โดยไม่มีการร้องทุกข์หรือมีตัวเลือกอันใด ไม่ว่าพระเจ้าทรงปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไร และหากเจ้าไม่มีข้อเรียกร้องอันใดจากพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว ในหนทางนี้เจ้าจะเป็นบุคคลที่มีคุณค่า” (“เจ้าควรเดินบนโค้งสุดท้ายของเส้นทางอย่างไร” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  พระวจนะของพระเจ้าทำให้ฉันอับอายกับตัวฉันเอง  ฉันนึกถึงว่าฉันมักพูดอยู่เสมอว่าฉันจะเสาะแสวงที่จะเชื่อฟังพระเจ้าเช่นเดียวกับที่เปโตรทำ ไม่ว่าความเจ็บปวดหรือความยากลำบากนั้นจะยิ่งใหญ่เพียงใด และว่าจะไม่ตัดสินใจหรือเรียกร้องใดๆ เพื่อประโยชน์ของฉันเองอย่างไร  อย่างไรก็ตาม เมื่อการข่มเหงและความยากลำบากบังเกิดกับฉัน และฉันต้องทุกข์ทนและจ่ายราคา ฉันลองพยายามที่จะคิดเกี่ยวกับหนทางออก  ฉันไม่มีความเชื่อฟังเลยแม้แต่น้อย!  เมื่อนั้นเท่านั้นที่ในที่สุดฉันก็เข้าใจเจตนารมณ์อันดีของพระเจ้า:  พระเจ้าทรงกำลังยอมให้ความทุกข์เข็ญนี้บังเกิดกับฉันเพื่อกล่อมเกลาการตัดสินใจแน่วแน่ของฉันที่จะสู้ทนกับความทุกข์ และเพื่อให้ฉันสามารถเรียนรู้ว่าจะเชื่อฟังในความทุกข์ของฉันอย่างไร เพื่อให้ฉันจะมีความสามารถที่จะนบนอบต่อการเรียบเรียงจัดวางของพระเจ้า และมีคุณสมบัติที่จะได้รับพระสัญญาของพระเจ้า  ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงกำลังกระทำกับฉันกำลังได้รับการทรงกระทำจากความรัก และนั่นกำลังได้รับการทรงกระทำเพื่อช่วยฉันให้รอด  หลังจากนั้นหัวใจของฉันรู้สึกว่าได้รับการปลดเปลื้องให้เป็นอิสระ และฉันไม่รู้สึกว่าถูกกระทำผิดหรือเจ็บปวดอีกต่อไป  ทั้งหมดที่ฉันต้องการคือการนบนอบต่อการเรียบเรียงจัดวางและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า การยืนหยัดเป็นพยานและดูหมิ่นซาตาน

หนึ่งเดือนหลังจากนั้นฉันก็ถูกปล่อยตัว  อย่างไรก็ตาม พวกเขาตราหน้าฉันด้วยข้อกล่าวหาว่า “ขัดขวางการบังคับใช้กฎหมายและมีส่วนร่วมในองค์กรเซี่ยเจียว” เพื่อจำกัดเสรีภาพส่วนตัวของฉัน  ฉันไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากมณฑลหรือเทศบาลนครเป็นเวลาหนึ่งปี และฉันต้องพร้อมรับใช้ตำรวจเมื่อใดก็ตามที่พวกเขาต้องการฉัน  หลังจากที่ฉันกลับบ้านไปแล้วเท่านั้นที่ฉันพบว่าสิ่งของทั้งหมดที่ฉันเก็บไว้ที่บ้านถูกพวกตำรวจขโมยและเอาไปไม่เหลือ  นอกเหนือจากนี้ พวกตำรวจชั่วยังได้รื้อค้นบ้านของฉันราวกับผู้ร้าย และขู่ครอบครัวของฉันว่าพวกเขาต้องเอาเงินให้ 25,000 หยวนก่อนที่พวกเขาจะปล่อยฉันไป  แม่ยายของฉันไม่สามารถทนความตระหนกตกใจนั้นทั้งหมดได้และเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว และฟื้นตัวหลังจากที่ได้รับการนำตัวส่งโรงพยาบาลและได้รับการรักษาด้วยค่าใช้จ่ายมากกว่า 2,000 หยวนเท่านั้น  ในท้ายที่สุด ครอบครัวของฉันถูกบังคับให้สอบถามทุกคนที่พวกเขารู้จักเพื่อขอยืมเงินจากพวกเขา เพื่อให้พวกเขาสามารถรวบรวมเงินกันให้ได้ 3,000 หยวนให้กับตำรวจ และเมื่อนั้นเท่านั้นที่ฉันได้รับการปล่อยตัว  เนื่องจากการทรมานอันโหดร้ายที่พวกตำรวจชั่วทำกับฉัน ร่างกายของฉันก็เหลือการทุกข์ทนกับผลรุนแรงที่ตามมา:  แขนและขาของฉันมักบวมขึ้นและเกิดเจ็บปวดเนื่องจากความตึงเครียดที่มีการใช้กับแขนขาของฉันในระหว่างการกักขังฉัน ฉันไม่สามารถทำได้แม้กระทั่งการยกผักหนักสองกิโลครึ่งหรือซักผ้าของฉัน และฉันสูญเสียความสามารถที่จะทำงานอย่างสมบูรณ์  การข่มเหงอันโหดร้ายที่รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนทำกับฉันทำให้ฉันเกลียดซาตานมากยิ่งขึ้นไปอีก—ฉันเกลียดปีศาจซาตานฝ่ายขวาที่ท้าทายสวรรค์นี้ 

ประสบการณ์ในการถูกจับกุมและถูกข่มเหงนั้น ได้ให้ทรรศนะที่ชัดเจนแก่ฉันเกี่ยวกับพรรคคอมมิวนิสต์ เกี่ยวกับใบหน้าเยี่ยงซาตานชั่วของมันซึ่งเกลียดชังความจริงและเกลียดชังพระเจ้า  นั่นยั่วยุความรังเกียจที่ฉันมีต่อซาตานและต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนแปลกประหลาดเยี่ยงปีศาจซึ่งวิ่งสวนทางกับฟ้าทั้งสิ้น  ฉันยังมีประสบการณ์ส่วนตัวที่จริงแท้เกี่ยวกับว่าพระราชกิจของพระเจ้าสัมพันธ์กับชีวิตจริงและมีปัญญาเพียงใดด้วยเช่นกัน  การถูกจับกุมและถูกข่มเหงโดยพรรคคอมมิวนิสต์ได้พัฒนาการหยั่งรู้ของฉัน นั่นยังได้กล่อมเกลาความแน่วแน่ของฉันและทำให้ความเชื่อของฉันเพียบพร้อมด้วยเช่นกัน เป็นการเปิดโอกาสให้ฉันเรียนรู้วิธีที่จะมองไปที่พระเจ้าและพึ่งพิงพระเจ้า  ฉันยังได้ลิ้มรสชาติพระบารมีและสิทธิอำนาจของพระวจนะของพระเจ้าด้วยเช่นกัน โดยเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นสามารถเป็นแหล่งกำเนิดของความช่วยเหลือซึ่งอยู่ข้างพวกเราเสมอได้  ฉันได้เห็นว่าพระเจ้าเท่านั้นทรงรักมนุษย์ และพระเจ้าเท่านั้นทรงสามารถช่วยมนุษย์ให้รอดได้  ฉันได้เข้าใกล้พระเจ้าในหัวใจของฉันมากขึ้น  ฉันได้เก็บเกี่ยวบำเหน็จทั้งหมดเหล่านี้จากการก้าวผ่านความยากลำบากและบททดสอบ  ฉันกล่าวคำขอบคุณแด่พระเจ้า!

ก่อนหน้า: 81. ความทุกข์และบททดสอบคือพระพรของพระเจ้า

ถัดไป: 83. ได้รับชัยชนะโดยผ่านทางการทดลองของซาตาน

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย Yangmu, เกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

75. การทดสอบนี้ของฉัน

โดย Zhongxin, ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “กิจการของเรามีมากกว่าจำนวนของเม็ดทรายบนชายหาด...

พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ข้อคัดสรรของพระวจนะแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ 170 หลักธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติความจริง ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า (แก่นสารสำคัญของผู้เชื่อใหม่) คำพยานเกี่ยวกับประสบการณ์ทั้งหลายหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้