48 กลับสู่หนทางที่ถูกต้อง

โดย Chen Guang, สหรัฐอเมริกา

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “การรับใช้พระเจ้าไม่ใช่งานง่ายๆ พวกที่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขายังคงไม่เปลี่ยนแปลงนั้นไม่มีวันสามารถรับใช้พระเจ้าได้ หากอุปนิสัยของเจ้ายังไม่ได้รับการพิพากษาและตีสอนโดยพระวจนะของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วอุปนิสัยของเจ้าก็ยังคงเป็นตัวแทนซาตาน ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่าเจ้ารับใช้พระเจ้าโดยเจตนารมณ์ที่ดีของเจ้าเอง เป็นการพิสูจน์ว่าการปรนนิบัติของเจ้านั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของธรรมชาติเยี่ยงซาตานของเจ้า เจ้ารับใช้พระเจ้าด้วยลักษณะนิสัยตามธรรมชาติของเจ้า และตามความพึงใจส่วนบุคคลของเจ้า ที่มากไปกว่านั้นคือ เจ้าคิดอยู่เสมอว่าสิ่งต่างๆ ที่เจ้าเต็มใจทำนั้นคือสิ่งที่น่าปีติยินดีต่อพระเจ้า และคิดว่าสิ่งต่างๆ ที่เจ้าไม่อยากทำนั้นคือสิ่งที่น่ารังเกียจต่อพระเจ้า เจ้าทำงานตามความพึงใจของเจ้าเองโดยสิ้นเชิง การนี้สามารถเรียกว่าเป็นการรับใช้พระเจ้าได้หรือ? ท้ายที่สุดแล้ว จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อยในอุปนิสัยชีวิตของเจ้า แทนที่จะเป็นเช่นนั้น การปรนนิบัติของเจ้าจะทำให้เจ้าดื้อดึงยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าฝังแน่นอย่างล้ำลึก และเพราะฉะนั้น จะมีกฎเกณฑ์ทั้งหลายเกี่ยวกับการปรนนิบัติพระเจ้า ที่ขึ้นอยู่กับลักษณะนิสัยของเจ้าเองเป็นสำคัญ และประสบการณ์ทั้งหลายที่ได้จากการปรนนิบัติของเจ้าตามอุปนิสัยของเจ้าเองก่อเป็นรูปเป็นร่างขึ้นภายในตัวเจ้า เหล่านี้คือประสบการณ์และบทเรียนของมนุษย์ มันคือปรัชญาแห่งการดำรงชีวิตบนโลกของมนุษย์ ผู้คนเยี่ยงนี้สามารถจัดระดับให้เป็นพวกฟาริสีและพวกเจ้าหน้าที่ทางศาสนาได้ หากพวกเขาไม่ตื่นขึ้นและไม่กลับใจเลย เช่นนั้นแล้วในท้ายที่สุดพวกเขาก็จะกลายเป็นเหล่าพระคริสต์เทียมเท็จที่จะปรากฏในยุคสุดท้าย และจะเป็นคนหลอกลวงต่อบรรดามนุษย์ เหล่าพระคริสต์เทียมเท็จและคนหลอกลวงทั้งหลายที่พูดถึงนี้จะเกิดขึ้นจากท่ามกลางผู้คนเช่นนั้น” (“การปรนนิบัติทางศาสนาต้องได้รับการชำระล้าง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) เมื่อผมได้อ่านบทตอนนี้ “การรับใช้พระเจ้าไม่ใช่งานง่ายๆ พวกที่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขายังคงไม่เปลี่ยนแปลงนั้นไม่มีวันสามารถรับใช้พระเจ้าได้ หากอุปนิสัยของเจ้ายังไม่ได้รับการพิพากษาและตีสอนโดยพระวจนะของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วอุปนิสัยของเจ้าก็ยังคงเป็นตัวแทนซาตาน” ผมรู้สึกตื้นตันใจอย่างมาก ผมเคยได้รับประสบการณ์จากความล้มเหลวในอดีต ผมได้ทำหน้าที่ของผมให้ลุล่วงด้วยอุปนิสัยอันเย่อหยิ่ง ทั้งยังอวดเก่งมาก ผมอวดฝีมือด้วยการประกาศพระวจนะและหลักคำสอนที่ผิวเผิน เพื่อให้คนอื่นยกย่องและเทิดทูน และโดยไม่ทันรู้ตัว ผมก็ก้าวลงไปในเส้นทางแห่งการต่อต้านพระเจ้า มีเพียงภายหลังเท่านั้น ด้วยการพิพากษาและการเปิดเผยของพระวจนะของพระเจ้า ที่ผมได้ตระหนักถึงต้นตอของการต่อต้านพระเจ้าและธรรมชาติเยี่ยงซาตานของผม และเริ่มกลับใจต่อพระเจ้า

มันคือปี 2013 ที่ผมได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าคริสตจักร ย้อนไปตอนนั้น ผมค่อนข้างกระตือรือร้นทีเดียว เมื่อไรก็ตามที่ผมเห็นพี่น้องชายหญิงของผมอยู่ในสภาวการณ์ที่ลำบาก ผมจะสามัคคีธรรมกับพวกเขาด้วยพระวจนะของพระเจ้าเพื่อช่วยพวกเขาแก้ปัญหา เมื่อความยากลำบากของทุกคนได้รับการแก้ไขแล้ว พวกเขาก็สามารถทำหน้าที่ให้ลุล่วงได้ตามปกติ หลังจากนั้น 2-3 เดือน หัวหน้าของผมบอกกับผมว่า “มีคริสตจักรแห่งหนึ่งที่มีพี่น้องชายหญิงเพิ่งมาเข้าร่วมจำนวนค่อนข้างมาก และเพื่อนร่วมงานของคุณทุกคนต่างก็แนะนำให้คุณไปที่นั่น และทำหน้าที่เป็นหัวหน้า” ผมตอบรับด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม ผมคิดแค่ว่า ผมต้องทำงานในการรดน้ำพี่น้องชายหญิงเหล่านั้นให้ดี เพื่อที่พวกเขาจะได้สามารถเข้าใจความจริงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และวางรากฐานบนเส้นทางความจริง หลังจากที่ผมไปถึงคริสตจักร ผมก็ได้เข้าใจสถานการณ์โดยรวมของที่นั่น และผมยังจดบันทึกปัญหาและความยากลำบากของเหล่าพี่น้องชายหญิง วางแผนว่าจะหาพระวจนะของพระเจ้าในบทตอนที่เกี่ยวข้องภายหลัง เพื่อสามัคคีธรรมและแก้ปัญหาของพวกเขา ผมก็แค่รู้สึกว่า มันเป็นเพราะผมเป็นคนหน้าใหม่ในพื้นที่ตรงนั้น พี่น้องชายหญิงจำนวนมากไม่รู้จักผม ผมก็เลยต้องพยายาม และร่วมชุมนุมกับพวกเขาเพื่อสามัคคีธรรมให้มากขึ้น ถ้าผมสามารถทำงานคริสตจักรได้ดีภายในระยะเวลาสั้นๆ เช่นนั้นแล้ว พี่น้องชายหญิงเหล่านี้ก็จะต้องรู้สึกว่าผมครอบครองความเป็นจริงของความจริง และสามารถทำงานของผมได้ดีแน่นอน และเมื่อทำได้ หัวหน้าของผมเองก็จะพากันชื่นชมผมเช่นกัน แล้วคริสตจักรก็ออกประกาศแห่งความจริงเพื่อการเข้าสู่ในช่วงนั้น และเราต้องหาพระวจนะของพระเจ้าในบทตอนที่เกี่ยวข้องเพื่อสามัคคีธรรม ผมรู้สึกดีใจมากทีเดียว เพราะนี่คือโอกาสอันสมบูรณ์แบบให้ผมได้พิสูจน์ตัวเอง ดังนั้น ผมจึงหาพระดำรัสของพระเจ้าที่เกี่ยวข้องกับมุมมองของความจริงเหล่านี้ทั้งหมด แล้วจากนั้นก็เรียบเรียงเป็นหมวดหมู่ด้วยความใส่ใจเป็นพิเศษ ทำทั้งหมดโดยคิดไปด้วยว่า “บังเอิญจริงๆ ที่การชุมนุมเพื่อนร่วมงานจะจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้ เพื่อนร่วมงานของฉันจะได้เห็นว่า ฉันใช้เวลาทั้งคืนเพื่อค้นหาพระวจนะของพระเจ้าเหล่านี้ และแน่นอน พวกเขาจะพูดว่าฉันช่างเตรียมพร้อม และมีความรับผิดชอบในหน้าที่” กว่าผมจะเตรียมการเสร็จก็ใกล้เช้าแล้ว แน่นอนว่า ระหว่างการชุมนุม หลังจากที่ได้เห็นพระวจนะของพระเจ้าที่ผมหามา เพื่อนร่วมงานทุกคนต่างมองผมด้วยความชื่นชม บางคนพูดว่า “ดูพี่ชายเฉินสิ! เขาช่างเตรียมพร้อมจริงๆ เขาใช้เวลาทั้งคืนเพื่อค้นหาพระวจนะของพระเจ้าที่เชื่อมโยงหมดนี่” บางคนพูดว่า “จริงด้วย! ท่าทางพี่ชายเฉินจะอ่านพระวจนะของพระเจ้าเยอะเลยนะ” น้องชายที่เป็นเจ้าภาพจัดการชุมนุมพูดด้วยความเป็นห่วงว่า พี่ชายเฉิน กว่าจะหาพระวจนะของพระเจ้าบทตอนต่างๆ นี้ทั้งหมดได้ คุณต้องอยู่ดึกแค่ไหนกันครับ? พอได้ยินทั้งหมดนี้ผมก็รู้สึกปลาบปลื้มมาก การอยู่ถึงเช้าของผมไม่ได้สูญเปล่า และพี่น้องชายหญิงของผมก็ได้เห็นว่าผมพยายามมากแค่ไหน ผมพยายามกลบเกลื่อนความตื่นเต้นเอาไว้ข้างใน และพูดว่า “กว่าจะหาได้ครบก็เกือบเช้าแล้วละครับ ผมใช้เวลาทั้งคืนเพื่อทำหน้าที่ของผมให้ลุล่วงอยู่บ่อยๆ อย่างที่ควรจะเป็น ไม่ได้มีอะไรน่าอวดเลยครับ ผมต้องทำให้แน่ใจว่าพี่น้องชายหญิงของผมไม่เสียเวลาเปล่าที่สามารถมาสามัคคีธรรมในการชุมนุมได้” จากนั้นน้องชายที่เป็นเจ้าภาพจัดงานก็พูดว่าผมเตรียมพร้อมในหน้าที่ของผม และว่าผมสามารถไม่นอนได้ทั้งคืน และอดทนกับความลำบาก หัวใจของผมพองโตด้วยกระแสแห่งความสุข ผมต้องทำงานหนักต่อไป เพื่อที่พี่น้องชายหญิงทุกคนจะได้พูดว่าผมเป็นผู้นำที่มีความสามารถ

ต่อมา เมื่องานเผยแผ่ข่าวประเสริฐก้าวหน้าขึ้น เราได้ตั้งคริสตจักรเพิ่มขึ้น 2-3 แห่ง ทุกๆ วัน ผมทำงานตั้งแต่เช้าจดค่ำ ไปยังทุกคริสตจักรเพื่อรดน้ำพี่น้องชายหญิงของผม ผมจะอ่านพระวจนะของพระเจ้าให้กับใครก็ตามที่อยู่ในความยากลำบากได้ฟัง สามัคคีธรรมอย่างอดทนเพื่อแก้ไขปัญหาของพวกเขา และความคิดเห็นที่ผู้คนมีต่อผมก็ยิ่งสูงส่งขึ้นไปอีก ครั้งหนึ่ง พี่น้องชายหญิง 2-3 คนเจอปัญหาระหว่างการเผยแผ่ข่าวประเสริฐ และไม่สามารถแก้ไขได้ พวกเขาเริ่มคิดลบและอ่อนแอ ดังนั้น พวกเขาจึงมาหาผมเพื่อสามัคคีธรรมเกี่ยวกับเรื่องนั้น ผมแบ่งปันประสบการณ์การเผยแผ่ข่าวประเสริฐของผมในสมัยก่อน บอกว่า “ผู้คนที่ผมไปเผยแผ่ข่าวประเสริฐนั้นมีมโนคติที่หลงผิดและไม่ยอมรับ บางคนก็ไล่ผมออกจากบ้าน ในตอนนั้น ผมคิดว่ามันก็ยากมากเหมือนกัน ดังนั้นผมจึงอธิษฐานต่อพระเจ้าอยู่ตลอด ผมตื่นอยู่ทั้งคืนเพื่อหาพระวจนะของพระองค์ในบทตอนที่เกี่ยวข้อง และไปสามัคคีธรรมกับผู้คนเหล่านั้นเพื่อแก้ปัญหาของพวกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผมทำอย่างนั้นเพื่อที่พวกเขาจะได้สามารถได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า และได้รับความรอดของพระองค์ในยุคสุดท้าย ไม่ว่าผมจะต้องเจอกับความอับอายและความยากลำบากแค่ไหน ผมก็ไม่ยอมแพ้ ในท้ายที่สุด ผมก็สามารถพาพวกเขาทุกคนมาเข้าร่วมกลุ่มได้….” พอผมพูดจบ น้องชายคนหนึ่งก็พูดขึ้นมาอย่างชื่นชมว่า “ดูพี่ชายเฉินของเรานี่สิ เขารู้จริงๆ ว่าควรอดทนต่อความลำบากอย่างไร เขาแบกรับภาระเอาไว้จริงๆ” บางคนก็พูดว่า “เราควรเผยแผ่ข่าวประเสริฐแบบที่พี่ชายเฉินทำ” พอผมเห็นว่าพี่น้องชายหญิงเหล่านี้สรรเสริญผมแค่ไหน ผมก็รู้สึกมีความสุขมากๆ หลังจากนั้น คนอื่นๆ ที่ประสบกับความยากลำบากในหน้าที่ของพวกเขาก็จะมาหาผมเพื่อขอความช่วยเหลือ และน้อยคนมากที่จะไปหาพี่ชายที่ทำงานร่วมกับผม ขณะกำลังทำหน้าที่ของพวกเขาให้ลุล่วง พี่น้องชายหญิงก็จะทำอะไรก็ตามที่ผมขอให้พวกเขาทำด้วยความตื่นตัว เมื่อเห็นว่าพวกเขาชื่นชมผมแค่ไหน ผมก็เริ่มพอใจในตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ ผมรู้สึกราวกับว่าตัวเองเป็นเสาหลักของคริสตจักร

ระหว่างการชุมนุมครั้งหนึ่ง ผมพูดไปเรื่อยๆ ว่าผมทรมานแค่ไหน และต้องยอมลำบากยังไงบ้างในหน้าที่ของผม และผลตอบแทนที่ผมได้รับคืออะไร จู่ๆ น้องสาวคนหนึ่งก็พูดกับผมว่า “พี่ชายเฉิน สิ่งที่ฉันได้ยินคุณพูดส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับว่า คุณทรมานมากและทุ่มเทระหว่างการทำหน้าที่ของคุณให้ลุล่วงยังไง แต่คุณไม่ได้พูดถึงความอ่อนแอที่คุณมีเมื่อคุณต้องเผชิญกับความลำบาก หรืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่คุณได้เปิดเผย หรือความรู้ที่คุณได้รับเกี่ยวกับตัวคุณเอง หรือคุณแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขความยากลำบากของคุณยังไง มันทำให้ดูเหมือนคุณไม่มีความเสื่อมทรามใดๆ เลย…” หลังจากที่เธอพูดแบบนี้จบ คนอื่นๆ ทุกคนก็หันมามองผมกันหมด ผมก็อึ้งไป ผมรู้สึกเหมือนถูกคาดคั้น และใบหน้าของผมก็เห่อร้อน ผมคิดในใจว่า “การพูดแบบนั้นกับฉัน ทำให้ฉันดูเป็นตัวตลกต่อหน้าพี่น้องชายหญิงทั้งหมดนี้ พวกเขาจะมองฉันว่ายังไง?” ด้วยความพยายามจะกู้ความภาคภูมิใจกลับมา ผมพูดอย่างรวดเร็วว่า “น้องสาว สิ่งที่คุณได้สามัคคีธรรมนั้นถูกต้อง และผมก็สามารถยอมรับมันได้ แต่ว่า พี่น้องชายหญิงของเรากำลังเผชิญกับความยากลำบากในหน้าที่ของพวกเขา และพวกเขาก็เริ่มคิดลบและอ่อนแอ เราไม่ควรจะพูดถึงแต่ความเสื่อมทรามของเรา เราต้องสามัคคีธรรมการปฏิบัติเชิงบวกมากขึ้นด้วย นี่คือหนทางเดียวที่พี่น้องชายหญิงของเรา จะสามารถมีหนทางในการก้าวไปข้างหน้า และค้นพบความศรัทธาของพวกเขา…” หลักจากนั้น พี่น้องชายหญิงคนอื่นๆ บางส่วนได้บอกกับผม ว่าระหว่างที่กำลังพูดเกี่ยวกับประสบการณ์และความรู้ของผม ผมข้ามความเสื่อมทรามส่วนใหญ่ที่ถูกเปิดเผยในตัวผมไป และเพราะผมเอาแต่พูดว่าผมทรมานแค่ไหน ต้องยอมลำบากอะไรบ้าง และผมละทิ้งเนื้อหนังในหน้าที่ของผมยังไง มันทำให้ผมดูเหมือนกับเชี่ยวชาญในการปฏิบัติความจริงจริงๆ เมื่อเผชิญหน้ากับการตักเตือนของพี่น้องชายหญิงของผม ผมก็รู้สึกไม่ค่อยดี สิ่งเหล่านี้ที่ผมได้สามัคคีธรรมไปมันไม่เหมาะสมจริงๆ หรือ? บางครั้ง ผมก็สามัคคีธรรมว่าผมเย่อหยิ่งและเห็นแก่ตัวยังไง ยิ่งไปกว่านั้น ผมยังบรรลุผลลัพธ์ที่ดีมากในหน้าที่ของตัวเองเสมอ และไม่ได้กีดขวางงานของคริสตจักรด้วย นั่นก็หมายความว่า วิธีที่ผมสามัคคีธรรมไม่ควรจะมีอะไรผิด จริงไหม? ดังนั้น ผมจึงไม่ได้พิจารณาตัวเองอย่างจริงจัง

ต่อมา เพราะความจำเป็นในหน้าที่ของผม ผมถูกย้ายไปยังคริสตจักรอีกแห่งหนึ่งเพื่อสานต่องานของผม ระหว่างการชุมนุมครั้งหนึ่งกับพวกเพื่อนร่วมงาน พี่ชายจางพูดกับผมด้วยน้ำเสียงที่จริงจังว่า “น้องชายเฉิน ตั้งแต่คุณออกจากคริสตจักรอีกแห่งนั้นมา พี่น้องชายหญิงบางคนที่นั่นก็ไม่สนใจทำหน้าที่ของพวกเขา เมื่อไรก็ตามที่พวกเขาพบกับความยากลำบาก พวกเขาทั้งไม่อ่านพระวจนะของพระเจ้าและไม่แสวงหาความจริง พวกเขาแค่ต้องการให้คุณไปแก้ปัญหาให้พวกเขา บางคนไม่แม้แต่จะอยากมาร่วมการชุมนุม นี่แสดงว่า คุณไม่ได้ยกย่องพระเจ้า หรือยืนหยัดเป็นพยานเพื่อพระองค์ในหน้าที่ของคุณ คุณแค่ทำตัวโดดเด่นเพื่อที่คนอื่นๆ จะได้ยกย่องและเทิดทูนคุณ นี่เป็นการกระทำที่ชั่วร้าย และคุณจำเป็นต้องใช้เวลาในการพิจารณาตัวเองบ้าง!” หลังจากที่ได้ฟังสิ่งที่เขาพูด ผมก็ตกใจเป็นอย่างมาก มันเกิดขึ้นได้ยังไง? พี่น้องชายหญิงทุกคนเทิดทูนผมงั้นหรือ? นี่คือปัญหาร้ายแรง! ผมรู้สึกหวาดหวั่นมาก หลังจากนั้น ผมก็ไม่ได้ยินสิ่งที่สามัคคีธรรมระหว่างการชุมนุมอีก ในหัวของผมเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง ตอนนั้นผมไม่รู้เลยว่าจะผ่านสถานการณ์นี้ไปได้ยังไง หลังจากที่ผมกลับถึงบ้าน ผมใคร่ครวญคำพูดของพี่ชายจางไปมา ในตอนแรก ผมคิดว่าหน้าที่ของผมได้ออกผลมาบ้าง และผมสามารถสามัคคีธรรมในความจริงเพื่อแก้ปัญหาบางอย่างได้ ผมไม่เคยคิดเลยจริงๆ ว่าผลที่ตามมาจะเป็นแบบนี้ ความจริงแล้ว เรื่องนี้ทำให้ผมสะเทือนใจเป็นอย่างมาก ด้วยความหมดหนทางของผม ผมอธิษฐานต่อพระเจ้า ผมพูดว่า “พระเจ้า ได้โปรดทรงมอบความรู้แจ้งแก่ข้าพระองค์ เพื่อที่ข้าพระองค์จะสามารถค้นพบต้นตอแห่งปัญหาของข้าพระองค์ และมีความเข้าใจที่แท้จริงในตัวข้าพระองค์เองได้”

หลังจากนั้น ผมก็เห็นพระวจนะบางส่วนของพระเจ้า: “ทั้งหมดของบรรดาพวกที่เดินลงเหวนั้น ล้วนยกย่องตัวพวกเขาเองและให้คำพยานต่อตัวพวกเขาเอง พวกเขาเที่ยวอวดตัวไปทั่วเกี่ยวกับตัวพวกเขาเองและคุยโวโอ้อวดตัวเองเกินจริง และพวกเขาไม่ได้นำพระเจ้าเข้าไปในหัวใจแต่อย่างใดเลย พวกเจ้ามีประสบการณ์ในเรื่องที่เรากำลังพูดคุยอยู่บ้างหรือไม่? ผู้คนมากมายกำลังให้คำพยานต่อตัวพวกเขาเองอยู่เป็นนิตย์ว่า “ข้าพเจ้าได้ทนทุกข์ในหนทางนี้หนทางนั้น ข้าพเจ้าได้ทำงานนี้งานนั้น พระเจ้าได้ทรงปฏิบัติต่อข้าพเจ้าในหนทางนี้หนทางนั้น พระองค์ทรงขอให้ข้าพเจ้าทำดังนี้ดังนั้น พระองค์ทรงพระดำริเกี่ยวกับข้าพเจ้าอย่างสูงส่งเป็นพิเศษ และตอนนี้ข้าพเจ้าจึงเป็นดังนี้ดังนั้น” พวกเขาจงใจพูดจาในกระแสเสียงเฉพาะอย่างหนึ่งและนำท่าทางเฉพาะอย่างหนึ่งมาใช้ ในท้ายที่สุดแล้ว ผู้คนบางคนจบลงตรงความคิดที่ว่าผู้คนเหล่านี้คือพระเจ้า ทันทีที่พวกเขาได้มาถึงจุดนี้ พระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมจะได้ทรงทอดทิ้งพวกเขาไปนานแล้ว แม้ว่าในระหว่างนั้น พวกเขาถูกเพิกเฉยและไม่ถูกขับไล่ แต่ชะตากรรมของพวกเขาถูกกำหนดแล้ว และทั้งหมดที่พวกเขาทำได้ก็คือ รอคอยการลงโทษพวกเขา” (บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์). “ในขณะที่คนอื่นอาจใช้ตำแหน่งของพวกเขาเพื่อเป็นพยานซ้ำๆ เกี่ยวกับตัวเอง ทำตัวโดดเด่นตัวเอง และแข่งขันกับพระเจ้าเพื่อผู้คนและสถานภาพ พวกเขาใช้วิธีการและมาตรการต่างๆ นานาเพื่อทำให้ผู้คนบูชาพวกเขา พยายามชนะใจผู้คนและควบคุมพวกเขาอยู่เสมอ บางคนถึงกับจงใจหลอกให้ผู้คนเข้าใจผิดคิดว่าพวกเขาเป็นพระเจ้าเพื่อที่พวกเขาจะได้รับการปฏิบัติเหมือนเป็นพระเจ้า พวกเขาจะไม่มีวันบอกใครสักคนว่าพวกเขาได้ถูกทำให้เสื่อมทรามแล้ว— ว่าพวกเขาก็เสื่อมทรามและโอหังเช่นกัน อย่าบูชาพวกเขา และว่าไม่สำคัญว่าพวกเขาทำดีเพียงใดก็ล้วนเป็นเพราะการยกย่องของพระเจ้า และว่าพวกเขากำลังก็กำลังทำสิ่งที่พวกเขาควรจะทำอยู่แล้ว เหตุใดพวกเขาจึงไม่พูดสิ่งเหล่านี้เล่า? เพราะพวกเขากลัวอย่างลึกล้ำที่จะสูญเสียที่ของพวกเขาในหัวใจของผู้คน นี่คือสาเหตุที่ผู้คนเช่นนี้ไม่มีวันยกย่องพระเจ้า และไม่มีวันเป็นคำพยานต่อพระเจ้า” (“พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) หลังจากที่ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า ผมรู้สึกเจ็บปวดมาก หลังจากที่ผมไตร่ตรองตัวเองเท่านั้นจึงได้เห็นว่า ว่าในขณะที่ภายนอกผมสร้างภาพลักษณ์ของการได้รับความทรมานและยอมลำบาก และสามัคคีธรรมกับพี่น้องชายหญิงของผมเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้า เพื่อที่พวกเขาจะได้แก้ปัญหาของพวกเขาได้ อันที่จริงแล้ว ผมก็แค่ทำไปเพื่อให้ตัวผมเองแตกต่างและโดดเด่น เพื่อที่คนอื่นจะได้ยกย่องและเทิดทูนผม เมื่อนึกย้อนไปถึงตอนที่พวกเพื่อนร่วมงานของผมแนะนำให้ผมเป็นหัวหน้าที่คริสตจักรที่มีสมาชิกใหม่ ผมตระหนักว่า ทั้งหมดที่ผมคิดถึงก็คือผมจะสร้างผลงานได้ยังไง ให้พี่น้องชายหญิงชื่นชมผม และหัวหน้าก็ชื่นชอบ เพื่อให้ได้มา ผมทำงานเกินเวลาตลอดทั้งคืนเพื่อค้นหาพระวจนะของพระเจ้าในบทตอนที่เกี่ยวข้อง และเรียบเรียงสิ่งที่เราจะสามัคคีธรรมกันในการชุมนุม เมื่อพี่น้องชายหญิงของผมพบกับความยากลำบากระหว่างการเผยแผ่ข่าวประเสริฐ ผมก็ไม่ได้สามัคคีธรรมพวกเขาเกี่ยวกับน้ำพระทัยของพระเจ้า เพื่อชี้นำพวกเขาไปสู่หลักปฏิบัติแห่งความจริง แต่ผมกลับคุยโม้และโอ้อวดว่าผมทนทุกข์แค่ไหนและต้องยอมลำบากอะไรบ้างระหว่างการเผยแผ่ข่าวประเสริฐ เมื่องานของผมพัฒนาขึ้น พี่น้องชายหญิงยกย่องผม ผมก็ชอบใจ และเอาผลที่สำเร็จโดยพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์มาเป็นความดีความชอบส่วนตัว นำมาโอ้อวดอย่างหน้าไม่อายในฐานะความสำเร็จของผมเอง ระหว่างการสามัคคีธรรมในการชุมนุม ผมได้วางตัวเองให้โดดเด่นบ่อยครั้ง สามัคคีธรรมแต่การปฏิบัติเชิงบวก พร้อมกับหลีกเลี่ยงการพูดถึงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่ผมได้เปิดเผย ถ้ามีใครยกหัวข้อนี้ขึ้นมา ผมก็จะพูดกลบเกลื่อนไปเลย สำหรับแรงจูงใจอันร้ายกาจในการทำหน้าที่ของผมให้ลุล่วง ผมถึงกับลังเลที่จะชำแหละหรือนำออกมาพูดอย่างเปิดเผย พระเจ้าได้ทรงใช้พี่น้องชายหญิงให้พูดถึงปัญหาของผมครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เพื่อที่จะปกป้องตำแหน่งและภาพลักษณ์ของผม ผมแค่พูดปากเปล่าว่ายอมรับประเด็นของพวกเขา ในขณะที่จริงๆ แล้วไม่ได้พิจารณาตัวเองเลยแม้แต่น้อย ระหว่างการสามัคคีธรรม ผมแค่พูดในสิ่งที่ฟังดูสูงส่งเพื่อหลอกลวงพี่น้องชายหญิงของผม ด้วยวิธีนี้ ผมก็เริ่มเชื่อว่าตัวเองมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ และสามารถอดทนต่อความทุกข์ทนและยอมลำบาก ไม่ว่าคริสตจักรจะมีปัญหาหรือความยากลำบากอะไรก็ตาม หรือไม่ว่าพี่น้องชายหญิงของผมจะตกอยู่ในสภาพไหน ผมก็ไม่ย่อท้อ แต่จะช่วยพวกเขาหาวิธีแก้เสมอ การถูกเปิดเผยโดยข้อเท็จจริง ทำให้ผมเห็นว่า เมื่อผมทำหน้าที่ของตัวเอง ผมไม่ได้ปฏิบัติความจริงและไม่ได้พิจารณาน้ำพระทัยของพระเจ้าเลย ผมใช้ประโยชน์จากโอกาสที่ผมได้รับจากการทำหน้าที่ของผมให้ลุล่วงเพื่อทำตัวโดดเด่น เพื่อที่คนอื่นๆ จะได้ชื่นชมผม เพื่อให้สนองความปรารถนาในชื่อเสียงและตำแหน่งของผมได้ ในการทำเช่นนี้ ผมไม่ได้พาพี่น้องชายหญิงของผมไปเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า กลับกัน ผมทำให้พวกเขาบูชาผม นี่หมายความว่า ผมได้ต่อสู้กับพระเจ้าเพื่อผู้คนและตำแหน่ง ตอนนั้นเองที่ผมรับรู้ได้ถึงข้อเท็จจริง ว่าผมได้ก้าวไปในเส้นทางของการต่อต้านพระเจ้าและได้กระทำการล่วงละเมิดอย่างร้ายแรง ผมกลัวและรู้สึกผิดจริงๆ จากนั้น ผมก็ถามตัวเอง ทำไมผมถึงได้ก้าวไปบนเส้นทางแห่งการต่อต้านพระเจ้าได้โดยที่ไม่รู้ตัวเลย?

ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง: “หลังจากที่ซาตานได้ทำให้ผู้คนเสื่อมทราม ธรรมชาติของพวกเขาก็กลายเป็นเยี่ยงซาตาน ผู้คนไม่ปฏิบัติตนในฐานะมนุษย์ในตำแหน่งของมนุษย์อีกต่อไป ทว่าพวกเขากลับข้ามผ่านสถานะของมนุษยชาติไปแล้ว พวกเขาไม่ปรารถนาที่จะเป็นมนุษย์ พวกเขาโหยหาบางสิ่งซึ่งสูงกว่า และอะไรเล่าที่เป็นบางสิ่งซึ่งสูงกว่านี้? พวกเขาปรารถนาที่จะข้ามผ่านพระเจ้า ที่จะข้ามผ่านฟ้าสวรรค์ และที่จะข้ามผ่านอื่นใดทั้งหมด สิ่งใดหรือที่อยู่ตรงรากเหง้าของเหตุผลที่ผู้คนเป็นเช่นนี้? เมื่อพิจารณาโดยรวมทั้งหมดแล้ว ธรรมชาติของมนุษย์นั้นโอหังเกินไป […] ครั้นธรรมชาติและแก่นสารของผู้คนโอหังขึ้นทุกที พวกเขากลายเป็นมีความสามารถในการทำสิ่งทั้งหลายที่ไม่เชื่อฟังและต้านทานพระเจ้า สิ่งทั้งหลายซึ่งไม่ใส่ใจต่อพระวจนะของพระองค์ สิ่งทั้งหลายซึ่งให้กำเนิดมโนคติที่หลงผิดเกี่ยวกับพระองค์ สิ่งทั้งหลายซึ่งกบฏต่อพระองค์ และสิ่งทั้งหลายซึ่งยกย่องและให้คำพยานต่อตัวพวกเขาเอง เจ้าพูดว่าเจ้าไม่โอหัง แต่ทึกทักเอาว่าเจ้าได้รับคริสตจักรมามากมายแล้วและได้รับอนุญาตให้นำทางพวกเขา ทึกทักเอาว่าเราไม่ได้จัดการกับเจ้า และว่าไม่มีใครเลยในครอบครัวพระเจ้าที่ตัดแต่งเจ้า กล่าวคือ ภายหลังการนำทางพวกเขาไปสักพัก เจ้าก็คงจะนำทางพวกเขามาอยู่แทบเท้าของเจ้า และทำให้พวกเขาเชื่อฟังเจ้า และเหตุใดเล่าเจ้าจึงจะทำเช่นนั้น? การนี้ถูกกำหนดพิจารณาโดยธรรมชาติของเจ้า นั่นไม่ใช่อื่นใดเลยนอกจากเป็นการเปิดเผยตามธรรมชาติ เจ้าไม่จำเป็นต้องออกนอกหนทางของเจ้าเพื่อเรียนรู้การนี้ อีกทั้งเจ้ายังไม่จำเป็นต้องให้ผู้อื่นมาสอนเจ้าเป็นพิเศษ เจ้าไม่จำเป็นต้องทำทั้งหมดนี้อย่างจงใจ สภาพการณ์ประเภทนี้มาเกิดกับเจ้าตามธรรมชาติ นั่นคือ เจ้าทำให้ผู้คนนบนอบต่อเจ้า นมัสการเจ้า ยกย่องเจ้า ให้คำพยานเกี่ยวกับเจ้า และฟังเจ้าในทุกสรรพสิ่ง และเจ้าไม่อนุญาตให้พวกเขาทำสิ่งใดก็ตามที่เจ้าไม่อนุมัติ ภายใต้สภาวะผู้นำของเจ้า รูปการณ์แวดล้อมเช่นนั้นบังเกิดขึ้นตามธรรมชาติ และรูปการณ์แวดล้อมเหล่านี้มาเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน? รูปการณ์แวดล้อมเหล่านี้ถูกกำหนดพิจารณาโดยธรรมชาติอันโอหังของมนุษย์” (บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์). การได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าทำให้ผมเข้าใจ ว่าทำไมผมถึงต้องการสนองพระเจ้าในหน้าที่ของตัวเอง แต่กลับก้าวไปในเส้นทางของการต่อต้านพระองค์โดยไม่ได้ตั้งใจ ต้นตอของสิ่งนี้ก็คือธรรมชาติเยี่ยงซาตานอันเย่อหยิ่งภายในตัวผม ภายใต้การควบคุมของธรรมชาติอันเย่อหยิ่งของผม ผมมองว่าตัวเองสูงส่งมาก และมักจะพยายามโอ้อวดทั้งในคำพูดและการกระทำ เพื่อที่คนอื่นจะได้ยกย่องและเทิดทูนผม เมื่อพี่น้องชายหญิงของผมเผชิญกับปัญหาขณะทำหน้าที่ของพวกเขาให้ลุล่วง ผมไม่ได้สามัคคีธรรมในหลักปฏิบัติของความจริง เพื่อทำให้พวกเขาเข้าใจความจริง และมีหนทางในการปฏิบัติ แต่ผมแค่เอ่ยพระวจนะและหลักคำสอนอย่างผิวเผิน เพื่อให้ตัวผมดูดี และถึงขนาดใช้ประสบการณ์แห่งการทนทุกข์และการทำงานของตัวเอง มาเป็นต้นทุนการโอ้อวดตัวเอง สิ่งนี้ทำให้พี่น้องชายหญิงของผมยกย่องผม และเชื่อว่าผมเข้าใจความจริงและสามารถแก้ปัญหาของพวกเขาได้ เมื่อไรก็ตามที่พวกเขาพบกับความยากลำบาก พวกเขาก็จะมาหาผมเสมอ โดยไม่ตระหนักเลยว่าพวกเขาควรพึ่งพาพระเจ้า และค้นหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาของพวกเขา พวกเขาไม่มีที่สำหรับพระเจ้าในหัวใจของพวกเขา มันถึงขั้นที่หลังจากผมถูกย้ายไป พี่น้องชายหญิงบางคนก็ไม่ต้องการที่จะเข้าร่วมการชุมนุมอีกแล้ว นี่จะเรียกว่าเป็นการทำหน้าที่ของผมให้ลุล่วงได้ยังไง? นี่ผมทำสิ่งที่ชั่วร้ายและต่อต้านพระเจ้า! การที่ผมสามารถทำสิ่งที่ชั่วร้ายเช่นนี้ได้ ทั้งหมดมาจากความเย่อหยิ่งและจองหองของผม ทั้งหมดที่ผมต้องการก็คือ การมีอำนาจเหนือผู้คน ในขณะที่ปกป้องตำแหน่งและสถานะของผมไปด้วย ทำให้พี่น้องชายหญิงของผมรักใคร่ผมและวางผมเป็นจุดศูนย์กลาง ผมช่างโลภในพระพรแห่งสถานะของผม ผมมองเห็นได้ว่าลึกๆ แล้ว ผมไม่ได้มีความยำเกรงต่อพระเจ้าเลยแม้แต่นิดเดียว เมื่อใช้ชีวิตอยู่ด้วยธรรมชาติอันเย่อหยิ่ง การต่อต้านพระเจ้าก็เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ มันอันตรายมากจริงๆ ผมคิดถึงเหล่าศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสในโลกศาสนา พวกเขาไม่ได้ยกย่องพระเจ้า หรือยืนหยัดเป็นพยานเพื่อพระองค์ และพวกเขาก็ไม่ได้นำผู้เชื่อให้นำพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าไปปฏิบัติ พวกเขากลับอธิบายความรู้ด้านพระคัมภีร์และทฤษฎีทางศาสนาอย่างมืดบอดเพื่อหลอกลวงผู้ที่เชื่อ และโอ้อวดว่าพวกเขาทรมานมากแค่ไหน ว่าข่าวประเสริฐที่พวกเขาได้เผยแผ่สร้างประโยชน์ได้แค่ไหน ว่าพวกเขาสร้างคริสตจักรไปแล้วกี่แห่ง นี่ทำให้ผู้เชื่อนับถือพวกเขา เคารพพวกเขา และทำตามที่พวกเขาบอก บางคนได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ไปถามพวกศิษยาภิบาลและผู้อาวุโส เพื่อตรวจสอบ ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากเหล่าศิษยาภิบาล พวกเขาก็ไม่กล้ายอมรับพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ แม้ว่าพวกเขาจะรู้ว่ามันคือหนทางที่แท้จริง พวกศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสของโลกศาสนาควบคุมผู้คนอย่างแน่นหนา พวกเขาเดินอยู่บนเส้นทางของการต่อต้านพระเจ้าของศัตรูของพระคริสต์ และพยายามที่จะสร้างอาณาจักรอิสระขึ้นมา! ผมพยายามโอ้อวดในหน้าที่ของตัวเองอยู่บ่อยๆ เพื่อที่ผู้คนจะได้ยกย่องและเคารพผม ผมต่างจากพวกศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสพวกนั้นตรงไหน? ผมคิดถึงพี่น้องชายหญิงในคริสตจักรที่มีสมาชิกใหม่เหล่านั้น พวกเขาแค่ยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้าย และยังมีความจริงมากมายที่พวกเขายังไม่เข้าใจ พระเจ้าทรงยกผมขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ในการนำคริสตจักรของผมให้ลุล่วง ดังนั้น ผมควรสามัคคีธรรมพวกเขาในพระวจนะของพระเจ้ามากกว่านี้ และยืนหยัดคำพยานเพื่อพระราชกิจของพระองค์มากกว่านี้ เพื่อที่พวกเขาจะได้เข้าใจความจริง และได้รับความรู้ของพระเจ้า และวางรากฐานบนเส้นทางแห่งความจริง แต่ผมทำอะไร? สิ่งที่ได้มาจากความพยายามในการทำหน้าที่ของผมให้ลุล่วงคืออะไร? ผมทำให้ทุกคนเทิดทูนผม และกีดกันพวกเขาจากความรู้ของพระเจ้า ในการทำแบบนี้ ผมได้ทำร้ายพี่น้องชายหญิงของผม อีกทั้งขัดขวางและรบกวนงานของคริสตจักร เส้นทางที่ผมเดิน ไม่ต่างอะไรจากเส้นทางของการต่อต้านพระเจ้าของพวกศัตรูของพระคริสต์! ยิ่งผมคิดเกี่ยวกับมันมากเท่าไร ผมก็ยิ่งรู้สึกกังวลและไม่สบายใจมากเท่านั้น ผมมองเห็นได้ว่าตัวผมเคยเย่อหยิ่งแค่ไหน ขาดความยำเกรงในพระเจ้าโดยสิ้นเชิงมากแค่ไหน และการกระทำของผมก็ได้ทำให้พระอุปนิสัยของพระองค์ขุ่นเคืองมานานมากแล้ว หากพระองค์ไม่ได้ทรงใช้พี่น้องชายหญิงของผมให้มาตัดแต่งและจัดการกับผมแบบนั้น ผมคงไม่รู้จักพิจารณาการกระทำของผม ถ้าผมยังเดินบนเส้นทางนี้ต่อไป ก็บอกไม่ได้ว่าผมจะทำในสิ่งที่ชั่วร้ายมากแค่ไหน จนต้องประสบกับการสาปแช่งและการลงโทษของพระเจ้า ผมรู้สึกถึงความกลัวที่ยังหลงเหลืออยู่ จึงหมอบลงเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและอธิษฐาน ผมพูดว่า “พระเจ้า! ข้าพระองค์ช่างเย่อหยิ่งนัก ข้าพระองค์โอ้อวดในการทำหน้าที่ของตนเองเสมอ และนี่ทำให้พี่น้องชายหญิงรักใคร่ข้าพระองค์ และไม่มีที่สำหรับพระองค์ในหัวใจของพวกเขา ข้าพระองค์ได้กระทำการชั่วร้ายและต่อต้านพระองค์ ข้าพระองค์สมควรได้รับการลงโทษจากพระองค์ พระเจ้า! ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะกลับใจต่อหน้าพระองค์ เพื่อไล่ตามความจริงอย่างจริงจัง และเพื่อเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง”

หลังจากนั้น ผมก็ได้อ่านพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า: “ในฐานะหนึ่งในสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งหลาย มนุษย์ต้องรักษาตำแหน่งของเขาเอง และประพฤติตนอย่างมีจิตสำนึก จงพิทักษ์รักษาสิ่งที่พระผู้สร้างทรงมอบความไว้วางพระทัยแก่เจ้าอย่างสำนึกในหน้าที่ จงอย่ากระทำการล้ำเส้น หรือทำสิ่งต่างๆ ที่นอกเหนือขอบเขตความสามารถของเจ้า หรือที่เป็นที่เกลียดชังของพระเจ้า จงอย่าพยายามที่จะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ หรือกลายเป็นยอดมนุษย์ หรือเหนือสิ่งอื่นใด จงอย่าพยายามที่จะกลายเป็นพระเจ้า นี่คือวิธีที่ผู้คนไม่ควรอยากที่จะเป็น การพยายามที่จะกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่หรือยอดมนุษย์นั้นช่างไร้สาระ การพยายามที่จะกลายเป็นพระเจ้ายิ่งเป็นที่น่าอดสูมากยิ่งกว่าเสียอีก มันน่ารังเกียจและน่าเหยียดหยาม สิ่งที่น่ายกย่องและสิ่งที่สรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งหลายควรจะยึดมั่นไว้มากกว่าสิ่งอื่นใดก็คือการกลายเป็นสิ่งทรงสร้างที่แท้จริง นี่คือเป้าหมายเดียวเท่านั้นที่ผู้คนทั้งหมดควรไล่ตามเสาะหา” (“พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) “ไม่สำคัญว่าอะไรคือสิ่งที่พวกมนุษย์แสวงหา หรืออะไรคือสิ่งที่พวกเขาอยากได้อยากมี เฉพาะบรรดาผู้ที่หวนคืนมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระผู้สร้างและลุล่วงและเสร็จสิ้นสิ่งที่พวกเขาควรจะต้องทำตามหน้าที่ และสิ่งที่พวกเขาได้รับความไว้วางใจมอบหมายเท่านั้น จึงจะดำรงชีวิตอยู่อย่างปราศจากความรู้สึกผิดหน่วงอยู่ในใจ และอยู่ในหนทางที่ถูกและถูกต้องเหมาะสม โดยปราศจากความทุกข์อันใด นี่ก็คือความหมายและคุณค่าแห่งการดำรงชีวิต” (บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์). หลังจากที่ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า ผมก็เข้าใจ ว่าพระองค์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งการสร้าง และมันก็ถูกต้องและเหมาะสมอยู่แล้ว เป็นธรรมชาติอยู่แล้ว ที่มนุษย์ควรจะเทิดทูนพระองค์ และนบนอบต่อพระองค์ ยิ่งไปกว่านั้น ผมรู้ว่าผมเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ ที่ถูกสร้างขึ้น มนุษย์ที่เสื่อมทราม ผมเต็มไปด้วยอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน ผมเย่อหยิ่ง หลอกลวง เห็นแก่ตัว และเลวทราม แต่กระนั้น ผมก็พยายามที่จะทำตัวโดดเด่นและแย่งชิงพื้นที่ของผมในหัวใจของผู้คนอยู่เสมอ ผมช่างไม่รู้จักอายจริงๆ และยังเย่อหยิ่งเหนือเหตุผลทั้งปวง! ยิ่งผมคิดมากเท่าไร ผมก็ยิ่งรู้สึกอับอายมากเท่านั้น ผมเกลียดตัวเองที่ตามืดบอดและไม่รู้จักพระเจ้า ผมไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร การที่ผมสามารถมาอยู่ที่นี่ในวันนี้เพื่อทำหน้าที่ของผมให้ลุล่วงได้ ต้องขอบคุณพระคุณและการยกระดับจากพระเจ้า ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้าง ผมควรอยู่ในที่ที่เหมาะแก่ตัวเอง และเป็นคนซื่อสัตย์เที่ยงธรรม ที่จดจ่อในการไล่ตามความจริง ยกย่องพระเจ้า ยืนหยัดคำพยานเพื่อพระองค์ และทำหน้าที่ให้ลุล่วง... มีเพียงตอนนั้นที่ผมจะมีสติและความรู้สึกที่สิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างควรมีได้

ต่อมา ผมได้แสวงหาเส้นทางในการปฏิบัติและการเข้าสู่ผ่านพระวจนะของพระเจ้า ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ตรัสเอาไว้ว่า “ตอนที่กำลังเป็นคำพยานต่อพระเจ้า โดยหลักนั้น เจ้าควรพูดคุยให้มากขึ้นเกี่ยวกับวิธีที่พระเจ้าทรงพิพากษาและตัดสินผู้คน การทดสอบอะไรที่พระองค์ทรงใช้ถลุงพวกมนุษย์และเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของพวกเขา เจ้าควรพูดคุยเกี่ยวกับการที่ความเสื่อมทรามได้ถูกเปิดเผยในประสบการณ์ของพวกเจ้าไปมากเท่าไร เจ้าได้สู้ทนไปมากเท่าใด และพระเจ้าได้ทรงพิชิตเจ้าอย่างไรในท้ายที่สุดนั้น นั่นคือ เจ้ามีความรู้ที่เป็นจริงเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้ามากเท่าไร และเจ้าควรเป็นพยานสำหรับพระเจ้าและชดใช้คืนพระองค์สำหรับความรักของพระองค์อย่างไร พวกเจ้าควรใส่สาระสำคัญเข้าไปในภาษาประเภทนี้ ในขณะเดียวกันก็ทำไปในลักษณะอันเรียบง่าย จงอย่าพูดคุยเกี่ยวกับทฤษฎีอันว่างเปล่าทั้งหลาย จงพูดจาแบบติดดินไม่ถือตัวให้มากกว่านี้ พูดจาจากหัวใจ นี่คือวิธีที่เจ้าควรได้รับประสบการณ์ จงอย่าทำให้มีทฤษฎีว่างเปล่าทั้งหลายที่ดูลุ่มลึกอยู่ในตัวพวกเจ้าเองด้วยความพยายามที่จะโอ้อวด การทำเช่นนั้นทำให้เจ้าปรากฎเป็นค่อนข้างโอหังและไร้เหตุผล เจ้าควรพูดให้มากขึ้นถึงสิ่งทั้งหลายซึ่งเป็นจริงและที่เกิดขึ้นจริงจากประสบการณ์ของเจ้าซึ่งเป็นจริงและมาจากหัวใจ การนี้มีประโยชน์ต่อผู้อื่นที่สุด และเป็นการเหมาะสมที่สุดที่พวกเขาจะมองเห็น” (บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์). หลังจากได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า ผมก็เข้าใจขึ้นมาบ้างว่าผมควรปฏิบัติยังไงในการยกย่องพระเจ้าและยืนหยัดคำพยานเพื่อพระองค์ในหน้าที่ของผม ในการยืนหยัดคำพยานเพื่อพระเจ้า ผมควรพูดให้มากขึ้นว่าผมได้รับประสบการณ์ในงานของพระองค์ยังไง อุปนิสัยอันเสื่อมทรามใดที่ถูกเปิดเผยในตัวผม ผมได้เป็นกบฏและต่อต้านพระองค์ยังไง ผมได้ไตร่ตรองกับตัวเอง และรู้จักตัวเองด้วยการเปรียบเทียบตัวผมกับพระวจนะของพระองค์ยังไง และผมได้กลับใจและเปลี่ยนแปลงยังไง ผ่านการสามัคคีธรรมในความจริง ผมควรจะช่วยให้ผู้คนเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า และการเรียกร้องของพระองค์ ช่วยให้พวกเขาเข้าใจพระราชกิจที่พระองค์ทรงทำเพื่อช่วยผู้คนให้รอด และเข้าใจพระอุปนิสัยของพระองค์ และเพื่อให้สามารถเคารพนับถือและนบนอบต่อพระเจ้า และทำหน้าที่ของสิ่งที่ถูกสร้างให้ลุล่วง มีเพียงการทำเช่นนี้ที่ผมจะสามารถยกย่องพระเจ้า และยืนหยัดคำพยานเพื่อพระองค์ได้อย่างแท้จริง ผมคิดถึงที่ผมเคยสามัคคีธรรมกับพี่น้องชายหญิงของผม เวลาส่วนใหญ่ ผมก็แค่พูดว่าผมทนทุกข์ยังไง และต้องยอมลำบากอะไรไปบ้าง และผมได้เป็นพยานในกิจการของพระเจ้า และได้รับพระพรจากพระเจ้ายังไง สำหรับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่ถูกเปิดเผยในตัวผม หรือแรงจูงใจอันชั่วร้ายอะไรก็ตามที่ผมมี ผมจะกลบเกลื่อนมันเสมอ และแทบจะไม่พูดถึงพวกมันเลย ผมหวาดกลัวว่า ถ้าพี่น้องชายหญิงของผมเห็นความเสื่อมทรามของผม ความคิดที่พวกเขามีต่อผมจะดิ่งต่ำลง ผมช่างมีธรรมชาติที่หลอกลวงจริงๆ หลังจากที่ได้ตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้ ผมไปหาพี่ชายจาง และเปิดอกคุยกับเขาเกี่ยวกับการกระทำชั่วร้ายของผม ที่โอ้อวดตัวเองเพื่อหลอกลวงผู้คน ผมยังขอให้พี่ชายจางไปที่คริสตจักรเดิมที่ผมเคยทำงานให้ และชำแหละพฤติกรรมของผมกับเหล่าพี่น้องชายหญิงที่นั่น เพื่อให้ทุกคนสามารถแยกแยะได้มากขึ้น ระหว่างการชุมนุม ผมยังได้เปิดใจกับพี่น้องชายหญิงเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ชั่วร้ายของผม ยืนหยัดคำพยานต่อพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า และบอกให้ทุกคนใช้ผมเป็นตัวอย่างเพื่อเรียนรู้ว่า สิ่งที่ไม่ควรทำเพื่อไม่ให้เดินไปบนเส้นทางของการต่อต้านพระเจ้าแบบที่ผมได้ทำไปคืออะไร

หลังจากนั้น เวลาผมทำหน้าที่ของผมให้ลุล่วง ผมเริ่มลดความโดดเด่นลงเล็กน้อย และได้มีความยำเกรงต่อพระเจ้าขึ้นบ้าง ผมจำได้ว่าครั้งหนึ่ง ระหว่างการชุมนุม มีน้องชายคนใหม่ที่ได้พบกับความยากลำบาก และผมก็สามัคคีธรรมกับเขาในพระวจนะของพระเจ้า เพื่อช่วยเขาแก้ปัญหา หลังจากที่ฟังผม น้องชายก็พูดอย่างมีความสุขว่า “พี่ชายเฉิน การสามัคคีธรรมของคุณช่างดีจริงๆ ปัญหานี้กวนใจผมมานานแล้ว และผมก็ไม่เคยหาทางแก้ได้เลย คุณช่างเข้าใจความจริงจริงๆ! ในอนาคต คุณต้องมาที่นี่และสามัคคีธรรมที่การชุมนุมของเราให้บ่อยขึ้นนะครับ” น้องชายอีกคนหนึ่งก็พูดแบบเดียวกัน ในตอนนั้น ผมรู้สึกมีความสุขทีเดียว แต่จู่ๆ ก็ได้สติว่าความผิดพลาดแบบเดิมๆ ของการโอ้อวดกำลังจะโผล่ขึ้นมาอีกแล้ว ผมจึงรีบอธิษฐานต่อพระเจ้าและละทิ้งตัวเอง หลังจากนั้น ผมก็ยืนหยัดคำพยานเพื่อพระเจ้าอย่างมีสติ และนำเหล่าพี่น้องชายหญิงของผมไปเฉพาะพระพักตร์พระองค์ ผมพูดว่า “ทุกคนสามารถเรียนรู้จากสิ่งที่เราสามัคคีธรรมในการชุมนุมวันนี้ได้ ทั้งหมดนี้คือการทรงนำที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงมอบให้เรา และทรงให้ความรู้แจ้งแก่เรา เราทุกคนควรอ่านพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้น และเมื่อพบกับปัญหา เราก็ควรแสวงหาความจริงในพระวจนะของพระองค์มากขึ้น แล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงมอบความรู้แจ้งและให้ความกระจ่างแก่เรา การทำเช่นนี้ จะทำให้เราเข้าใจมากยิ่งขึ้น” หลังจากที่ผมพูดเช่นนั้น ผมรู้สึกได้ถึงสันติสุขภายในอันยิ่งใหญ่ สำหรับผม การที่สามารถผ่านการเปลี่ยนโฉมเล็กน้อยนี้ได้ และได้รู้ว่าควรจะปฏิบัติในการยกย่องพระเจ้า อีกทั้งยืนหยัดเป็นพยานเพื่อพระองค์ในหน้าที่ของผมอย่างไร ทั้งหมดนี้ ต้องขอบคุณการพิพากษาและการตีสอนของพระวจนะของพระเจ้า

ก่อนหน้า: 47 การใช้ชีวิตอย่างคล้ายมนุษย์บ้างเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่แน่นอน

ถัดไป: 49 ชั่วนิรันดร์แห่งความทุกข์ทรมาน

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

41 ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย Yangmu, เกาหลีใต้ ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

34 การทดสอบนี้ของฉัน

โดย Zhongxin, ประเทศจีน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “กิจการของเรามีมากกว่าจำนวนของเม็ดทรายบนชายหาด...

35 เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย Jingwei, ประเทศจีน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้