ประการที่เก้า: พวกเขาทำหน้าที่ของพวกเขาเพียงเพื่อให้ตนเองโดดเด่นและหล่อเลี้ยงผลประโยชน์และความทะเยอทะยานของตน พวกเขาไม่เคยคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และถึงขั้นทรยศผลประโยชน์เหล่านั้นแลกกับความรุ่งโรจน์ส่วนตน (ภาคที่สี่)
II. ผลประโยชน์ของพวกศัตรูของพระคริสต์
วันนี้ พวกเราจะสามัคคีธรรมกันต่อไปถึงหัวข้อจากการชุมนุมครั้งก่อนของพวกเรา ครั้งก่อนพวกเราสามัคคีธรรมถึงส่วนที่สองของหัวข้อผลประโยชน์ของพวกศัตรูของพระคริสต์ในการสำแดงประการที่เก้าของศัตรูของพระคริสต์ ในส่วนนี้ พวกเราได้สามัคคีธรรมถึงความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขาเองใช่หรือไม่? (ใช่) ลองนึกย้อนกลับไปและสรุปคร่าวๆ ให้เราฟังทีเถิด โดยหลักแล้วพวกเราสามัคคีธรรมเรื่องที่เกี่ยวกับความมีหน้ามีตาและสถานะของศัตรูของพระคริสต์เองไปกี่ประเด็น? (ครั้งที่แล้ว พระเจ้าทรงสามัคคีธรรมถึงสองประเด็น ประเด็นแรกคือท่าทีที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อการถูกตัดแต่ง ศัตรูของพระคริสต์ไม่สามารถยอมรับหรือนบนอบการถูกตัดแต่งได้เลย และไม่อาจยอมรับได้ว่าการถูกตัดแต่งนั้นเป็นความจริง ประเด็นที่สองคือวิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ใช้ปกป้องความมีหน้ามีตาและสถานะของตนในกลุ่มผู้คน รวมถึงการสำแดงที่พวกเขามี แก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์เป็นแก่นแท้ของการแข่งขัน และพวกเขาต้องแข่งขันเพื่อความมีหน้ามีตาและสถานะของตน) ดังนั้น วันนี้พวกเรามาสามัคคีธรรมเรื่องนี้กันต่อเถิด คราวก่อนเราให้การบ้านอะไรแก่พวกเจ้าบ้าง? หลังการชุมนุมของพวกเรา เราขอให้พวกเจ้าใคร่ครวญและสามัคคีธรรมเรื่องใดบ้าง? พวกเจ้าจำได้หรือไม่? (พระเจ้าทรงให้พวกเรานำสามัคคีธรรมและการชำแหละเรื่องการสำแดงของศัตรูของพระคริสต์มาเปรียบเทียบกับตัวเอง เพื่อดูว่าพวกเรามีอุปนิสัยใดของศัตรูของพระคริสต์ และเพื่อดูว่าพวกเราพึ่งพาธรรมชาติใดของศัตรูของพระคริสต์ในการทำสิ่งต่างๆ) นี่คือหัวข้อหลัก แล้วหัวข้อย่อยเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร? (เป็นเรื่องเกี่ยวกับว่าศัตรูของพระคริสต์แสดงธรรมชาติที่ชอบแข่งขันประการใดออกมาขณะที่ปกป้องความมีหน้ามีตาและสถานะของตน และนำสิ่งเหล่านี้มาเปรียบเทียบกับพวกเราเอง เพื่อดูว่าพวกเราเผยสิ่งเหล่านี้ออกมาในชีวิตจริงอย่างไร พวกเราทำสิ่งต่างๆ อย่างไร พูดอย่างไร และทำสิ่งใดเพื่อความมีหน้ามีตาและสถานะ รวมทั้งการสำแดงซึ่งการแก่งแย่งชื่อเสียงและผลประโยชน์กับพี่น้องชายหญิงประการใดที่พวกเราแสดงออกมาเพื่อปกป้องสถานะของตน) มีใครเพิ่มเติมในเรื่องนี้หรือไม่? (พระเจ้าตรัสบอกพวกเราว่า ในยามที่สามัคคีธรรมถึงการสำแดงเหล่านี้ของศัตรูของพระคริสต์ อย่าเอาแต่พูดว่าคนอื่นเป็นอย่างไร แต่จงนำสิ่งเหล่านั้นมาเปรียบเทียบกับตัวเอง และสามัคคีธรรมถึงอุปนิสัยและการเผยที่พวกเรามีเหมือนกับศัตรูของพระคริสต์) ก็ประมาณนั้น คติประจำใจเกี่ยวกับวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์กระทำการในกลุ่มผู้คนที่พวกเราสามัคคีธรรมในคราวก่อนคืออะไร? สิ่งนี้ไม่ประทับลงไปในใจของเจ้าเลยหรือ? (คติประจำใจของพวกเขาคือ “ฉันต้องแข่งขัน! แข่งขัน! แข่งขัน!”) พวกเจ้าจำเรื่องนี้ได้ เหตุใดพวกเจ้าจึงจดจำเรื่องนี้ได้? (เพราะคติประจำใจของศัตรูของพระคริสต์ที่พระองค์ตรัสถึงที่ว่า “ฉันต้องแข่งขัน! แข่งขัน! แข่งขัน!” เป็นสิ่งที่ข้าพระองค์เองมักจะสำแดงและเผยออกมาอยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งน้ำเสียงในสามัคคีธรรมของพระเจ้าก็ชัดเจนมาก และวิธีที่พระเจ้าทรงแสดงพระวจนะเหล่านี้ก็ตรงกับสภาวะในหัวใจของข้าพระองค์เอง สิ่งนี้จึงประทับลงในใจของข้าพระองค์อย่างลึกซึ้ง) บางครั้ง ในยามที่เราสามัคคีธรรมและชำแหละการสำแดงนานาประการของศัตรูของพระคริสต์ รวมถึงแก่นแท้ธรรมชาติอันหลากหลายของพวกเขา เราใช้ภาษาในชีวิตประจำวัน ตลอดจนน้ำเสียงและวิธีการบางอย่างที่ผู้คนยอมรับได้ง่าย และสร้างความประทับใจอย่างลึกซึ้งแก่ผู้คน เรายังใช้ตัวอย่างบางประการที่ค่อนข้างใกล้เคียงกับชีวิตจริงอีกด้วย การทำเช่นนี้ช่วยให้ผู้คนรู้จักแก่นแท้ของพวกศัตรูของพระคริสต์และรู้จักตนเองอย่างแท้จริง ทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อการที่ผู้คนมารู้จักตนเองและมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าในชีวิตจริงของพวกเขา และยิ่งเอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ที่พวกเขามีอีกด้วย ถูกต้องหรือไม่? (ถูกต้อง) พวกเจ้าได้ทบทวนความทรงจำเกี่ยวกับสามัคคีธรรมครั้งที่แล้วไปแบบคร่าวๆ แต่รายละเอียดมีมากกว่าสิ่งเหล่านี้—มีรายละเอียดอีกมากมายทีเดียว พวกเจ้าควรทำการสรุปหลังจากฟังสามัคคีธรรม อย่างน้อยที่สุด หลังจากฟังสามัคคีธรรมแล้ว พวกเจ้าควรมารวมตัวกันและฟังซ้ำอีกหลายๆ ครั้ง จากนั้นทุกคนก็สามารถสรุปร่วมกันได้ หลังจากได้ฟังพวกเจ้าทบทวนและสรุปสามัคคีธรรมครั้งที่แล้วของพวกเรา เราบอกได้เลยว่าเรื่องนี้ค่อนข้างเลือนรางสำหรับพวกเจ้า ราวกับพวกเจ้าฟังสามัคคีธรรมนี้เมื่อหนึ่งหรือสองปีที่แล้ว และไม่มีภาพจำประทับอยู่ในใจพวกเจ้าเลย พวกเจ้าอาจจะยังหลงเหลือแนวคิดและและความประทับใจในบางส่วน หรือกับหนึ่งหรือสองประโยค หรือกับเรื่องสองเรื่องอยู่บ้าง แต่ดูเหมือนว่าผู้คนส่วนใหญ่จะไม่มีแนวคิดหรือความประทับใจต่อความรู้ที่สำคัญยิ่งและการชำแหละที่เป็นการเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์เลย ดังนั้น พวกเจ้าจึงต้องใคร่ครวญและสามัคคีธรรมในหมู่พวกเจ้าเองให้มากขึ้นถึงเรื่องที่พวกเราเสวนากัน จงอย่าเพียงแค่รับฟังแล้วละเลยสิ่งเหล่านั้นโดยไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านั้นเลย หากพวกเจ้าทำเช่นนั้น การเข้าสู่ความจริงของพวกเจ้าก็จะล่าช้าเกินไป—ไม่ใคร่ครวญคำเทศนาเหล่านี้ย่อมจะไม่ได้การ! ดังนั้น พวกเจ้าจะทำอย่างไรให้ชีวิตคริสตจักรของพวกเจ้าสอดคล้องกับคำเทศนาเหล่านี้? พวกเจ้าสามัคคีธรรมถึงคำเทศนาเหล่านี้ในการชุมนุมของพวกเจ้าทุกสัปดาห์หรือไม่? หรือพวกเจ้าฟังคำเทศนาและสามัคคีธรรมครั้งล่าสุดซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง เพื่อให้พวกเจ้าส่วนมากเกิดภาพจำในใจและมีความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น แล้วเข้าใจความจริงผ่านทางสิ่งเหล่านั้น? พวกเจ้าทำเช่นนี้หรือไม่? (ข้าแต่พระเจ้า ในการชุมนุมของพวกเราทุกสัปดาห์ พวกเราจะกินและดื่มสามัคคีธรรมครั้งล่าสุดของพระเจ้าเป็นอันดับแรก) ผู้นำคริสตจักร ผู้เทศนา และบรรดาผู้ที่รับผิดชอบชีวิตคริสตจักรในกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ นี่เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้งานของคริสตจักรดำเนินไปได้ด้วยดี
ค. การวางอุบายเพื่อประโยชน์ของพวกเขาเอง
1. การยักยอกสินทรัพย์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า
วันนี้ พวกเราจะสามัคคีธรรมถึงส่วนที่สามของผลประโยชน์ของพวกศัตรูของพระคริสต์—ผลประโยชน์ ผลประโยชน์คืออะไร? (การได้รับพร และผลประโยชน์) นี่เป็นคำอธิบายที่เรียบง่ายมาก นี่คือความหมายตามตัวอักษร จงอธิบายเพิ่มอีกสักหน่อย—ผลประโยชน์คืออะไร? (คือผลประโยชน์ทั้งทางวัตถุและมิใช่วัตถุ สิ่งที่อยากได้อยากมี และความสะดวกสบายที่ผู้คนสามารถได้รับจากการทำหน้าที่ของตนหรือจากการทำงานในโลกนี้) คำอธิบายนี้ถูกต้อง ผลประโยชน์คือการปฏิบัติที่ดีในรูปแบบต่างๆ ที่ผู้คนได้รับนอกเหนือจากเงินเดือนของตน และรวมถึงสิ่งต่างๆ เช่น สิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน อาหาร หรือบัตรส่วนลด ผลประโยชน์ยังหมายรวมถึงความสะดวกสบาย และการปฏิบัติทั้งทางวัตถุหรือมิใช่วัตถุที่คนเราได้รับในขณะที่ทำหน้าที่ของตน ทั้งหมดนี้คือผลประโยชน์ บัดนี้เราได้อธิบายแล้วว่าคำคำนี้หมายความว่าอย่างไร พวกเจ้าทุกคนรู้ถึงขอบเขต ตัวอย่าง และการสำแดงที่พวกเราจะสามัคคีธรรมกันในส่วนนี้หรือไม่? ขณะนี้ พฤติกรรมและการกระทำของคนบางคนกำลังผุดขึ้นมาในความรู้สึกนึกคิดของพวกเจ้า รวมทั้งผู้คนที่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ใช่หรือไม่? ใครคือผู้คนกลุ่มแรกที่พวกเจ้านึกถึง? (ผู้คนที่ฉวยโอกาสจากสถานะของตนเพื่อเกาะคริสตจักรกิน) นี่คือคนประเภทหนึ่ง ผู้คนเหล่านี้ก็ทำหน้าที่ของตนเช่นกัน คนเหล่านี้บางคนมีสถานะ พวกเขาเป็นผู้นำและคนทำงานในระดับต่างๆ หรือเป็นผู้ดูแล ในขณะที่คนอื่นๆ ทำหน้าที่ธรรมดาทั่วไป การสำแดงที่พวกเขาทุกคนมีเหมือนกันคืออะไร? ในขณะที่ทำหน้าที่ของตน พวกเขาก็ยังทำงานบางอย่างและทำบางสิ่งเพื่อเนื้อหนังของตนเอง เพื่อครอบครัวของตน และเพื่อความสุขสำราญของตนเองอย่างไม่ว่างเว้น พวกเขาวิ่งวุ่นและจ่ายราคาทุกวัน และสิ่งที่พวกเขาจดจำอยู่เสมอคือพวกเขาจะได้ในสิ่งที่อยากได้จากการทำงานนี้หรือการทำหน้าที่นี้ พวกเขาวางแผนและคิดคำนวณอยู่เสมอว่าตนจะได้รับความสะดวกสบายและการปฏิบัติที่เป็นพิเศษเช่นไรบ้างจากการนั้น เมื่อรู้แล้ว พวกเขาก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้สิ่งเหล่านี้มา และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาจะไม่ปล่อยให้โอกาสที่จะได้รับความสะดวกสบายและผลประโยชน์เหล่านี้มาเป็นของตนเช่นนั้นหลุดลอยไปเป็นอันขาด เมื่อเป็นเรื่องนี้ เจ้าอาจกล่าวได้ว่าพวกเขาไร้ความปรานีและไร้ความรู้สึก พวกเขาไม่คำนึงถึงความซื่อตรงและศักดิ์ศรีของตนเองอย่างแน่นอน พวกเขาไม่กลัวว่าพี่น้องชายหญิงอาจจะมองพวกเขาในแง่ลบ และไม่กังวลอย่างแน่นอนว่าพระเจ้าจะทรงประเมินพวกเขาอย่างไรจากเรื่องนี้ สิ่งที่พวกเขาทำมีเพียงการลอบใคร่ครวญและวางอุบายว่าจะฉวยประโยชน์จากหน้าที่ที่ตนทำอยู่อย่างไร เพื่อที่จะได้สุขสำราญกับการปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ทุกอย่างที่ตนสามารถทำได้ ดังนั้น ผู้คนเช่นนี้จึงมีความคิดและการโต้แย้งรูปแบบหนึ่ง ซึ่งในระดับผิวเผินไม่อาจถือได้ว่าเป็นสิ่งผิดได้ นั่นก็คือ “พระนิเวศของพระเจ้าคือครอบครัวของฉัน และครอบครัวของฉันคือพระนิเวศของพระเจ้า สิ่งที่เป็นของฉันก็เป็นของพระเจ้า และสิ่งที่เป็นของพระเจ้าก็เป็นของฉัน หน้าที่ของผู้คนคือหน้าที่รับผิดชอบของพวกเขา และผลประโยชน์ทั้งหมดที่พวกเขาสามารถสุขสำราญได้จากการทำหน้าที่ของตนคือพระคุณที่พระเจ้าประทานให้ ผู้คนไม่อาจปฏิเสธสิ่งเหล่านั้นและควรยอมรับสิ่งเหล่านั้นจากพระองค์ ถ้าฉันไม่ได้รับสิ่งเหล่านั้น คนอื่นก็จะได้ไป เพราะฉะนั้น ฉันก็น่าจะเดินหน้าและสุขสำราญกับผลประโยชน์เหล่านี้ ไม่เสแสร้งทำเป็นถ่อมใจ และแน่นอนว่าฉันไม่ควรปฏิเสธสิ่งใดอย่างถ่อมตน ฉันเพียงแค่ต้องพยายามอย่างหนักเพื่อผลประโยชน์เหล่านี้ และยื่นมือออกไปรับสิ่งเหล่านั้นด้วยหัวใจที่นบนอบและท่าทีที่ตรงไปตรงมา” พวกเขามองว่าผลประโยชน์เหล่านั้นเป็นการปฏิบัติรูปแบบหนึ่งที่พวกเขาสมควรได้รับและควรได้ครอบครองตามธรรมชาติ เหมือนกับคนคนหนึ่งที่ทำงานและอุทิศเวลาและแรงงานของตนย่อมรู้สึกว่าเงินเดือนและค่าตอบแทนที่ตนได้รับคือส่วนแบ่งที่ยุติธรรม ดังนั้น แม้พวกเขาได้ยักยอกสิ่งเหล่านี้และได้ผลประโยชน์เหล่านี้มาจากการเพียรพยายามเพื่อให้ได้มา พวกเขาก็ไม่มองว่านั่นเป็นสิ่งผิดหรือเป็นสิ่งที่พระเจ้าจะทรงชิงชัง นับประสาอะไรกับการที่พวกเขาจะใส่ใจว่าพี่น้องชายหญิงมีความคิดเห็นอย่างไรต่อพวกเขา ศัตรูของพระคริสต์เพลิดเพลินกับสิ่งเหล่านี้ราวกับการทำเช่นนั้นถูกต้องโดยสมบูรณ์และเป็นเรื่องปกติ พวกเขาเพียรพยายามเพื่อสิ่งเหล่านี้ และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาวางอุบายเพื่อสิ่งเหล่านี้อยู่อยู่ในหัวใจทุกวัน นี่คือสภาวะปกติของศัตรูของพระคริสต์ในการทำหน้าที่ของตน และยังเป็นสภาวะปกติของศัตรูของพระคริสต์ในการวางแผนเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวในขณะที่ทำหน้าที่ของตนด้วย ดังนั้น วิธีคิดของศัตรูของพระคริสต์คืออะไร? “ในขณะที่ผู้คนทำหน้าที่ของตน พวกเขาต้องพยายามให้ได้สิ่งตอบแทนบางอย่าง ในเมื่อฉันได้ละทิ้งครอบครัวของฉันเพื่อมาทำหน้าที่นี้ และในเมื่อฉันได้ทุ่มเทความพยายาม แรงกาย และเวลาให้พระเจ้าและพระนิเวศของพระองค์แล้ว ดังนั้น ฉันจึงควรได้สุขสำราญกับการปฏิบัติที่ดีทั้งหมดที่ฉันต้องการ” ศัตรูของพระคริสต์มองสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดว่าเป็นสิ่งที่ตนสมควรได้รับโดยธรรมชาติ เป็นสิ่งที่พระเจ้าควรประทานให้แก่ผู้คนโดยที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องเพียรพยายามเพื่อสิ่งเหล่านี้ นี่คือมุมมองที่ศัตรูของพระคริสต์มี ดังนั้น ในขณะที่ทำหน้าที่ของตน พวกเขาจึงทำงานหนักเพื่อผลประโยชน์อยู่ตลอดเวลา และกลัวอยู่เสมอว่าคนอื่นอาจจะเอาส่วนหนึ่งของผลประโยชน์เหล่านั้นไปและทำให้พวกเขาได้รับน้อยลง นี่คือสภาวะของศัตรูของพระคริสต์ในการทำหน้าที่ของตน ท้ายที่สุดแล้ว เจตนา แรงจูงใจ และเป้าหมายในการทำหน้าที่ของพวกเขาทั้งหมดนั้นสรุปลงที่สิ่งใด? ทั้งหมดนี้สรุปลงที่การที่พวกเขาวางอุบายเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ทั้งหมดมาเป็นของตนเอง โดยคิดว่าหากไม่ทำเช่นนั้น พวกเขาจะเป็นเพียงคนที่โง่มาก และชีวิตก็จะไม่มีความหมาย นี่คือวิธีคิดของศัตรูของพระคริสต์
ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงเปิดโปงธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์หรือการสำแดงของพวกเขาที่ไม่รักความจริงอย่างไร พวกเขาก็จะไม่ละทิ้งเจตนาและการไล่ตามไขว่คว้าเหล่านี้ของตน พวกเขายังคงพยายามอย่างหนักเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ต่อไป ตัวอย่างเช่น หลังจากที่บางคนเริ่มทำหน้าที่เจ้าภาพ คริสตจักรหรือพี่น้องชายหญิงก็ซื้ออาหารหรือเครื่องใช้บางอย่าง หรือแม้กระทั่งให้เงินสนับสนุนบ้านเจ้าภาพบ้าง หากคนที่ทำหน้าที่นี้คือศัตรูของพระคริสต์ สิ่งที่น่าปรารถนาที่พวกเขาพยายามเอามาเป็นของตนก็ไม่ใช่แค่สิ่งเรียบง่ายอย่างไม้ขีดไฟสักก้านหรือช้อนเล็กๆ สักคัน เขากล่าวว่า “ฉันให้บ้านของฉันเพื่อรับรองพี่น้องชายหญิงเหล่านี้ และให้บริการพวกเขาในขณะที่พวกเขาทำหน้าที่ของตน ดังนั้น พระนิเวศของพระเจ้าก็ควรจัดเตรียมวัสดุสิ่งของและเงินทั้งหมดให้อยู่แล้ว ฉันให้บ้านของฉัน ทำอาหารให้พวกคุณทุกคน และรับประกันความปลอดภัยของพวกคุณ นั่นก็ดีมากแล้ว ส่วนเรื่องที่เหลือ—สิ่งที่พวกคุณกิน ดื่ม และใช้—คริสตจักรควรเป็นฝ่ายจัดเตรียมให้” เรื่องที่คริสตจักรจะจัดเตรียมสิ่งเหล่านี้ให้นั้นไม่ผิดอย่างแน่นอน แต่สิ่งที่เราต้องการสามัคคีธรรมในที่นี้ก็คือ ความแตกต่างระหว่างวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์ทำหน้าที่เจ้าภาพกับวิธีที่คนอื่นๆ ทำหน้าที่นี้อย่างแท้จริง เวลาที่ศัตรูของพระคริสต์ทำหน้าที่เจ้าภาพ การกระทำนี้ไม่อาจมองเพียงผิวเผินได้ พวกเขามีแรงจูงใจแอบแฝง พวกเขาคิดว่า “ฉันกำลังทำหน้าที่เจ้าภาพนี้ ดังนั้น ฉันต้องวางอุบายให้ได้บางสิ่งบางอย่างจากเรื่องนี้ คริสตจักรกำลังจัดเตรียมอาหารบางส่วนและสิ่งจำเป็นอื่นๆ ดังนั้น สมาชิกในครอบครัวของฉันก็ต้องได้กินอาหารนั้นร่วมกับพี่น้องชายหญิง และใช้สิ่งของเหล่านั้นทั้งหมดตามอำเภอใจเช่นกัน ครอบครัวของฉันเป็นส่วนหนึ่งของพระนิเวศของพระเจ้า ดังนั้น สิ่งที่เป็นของพระนิเวศของพระเจ้าก็เป็นของครอบครัวฉันด้วยเช่นกัน” นี่คือท่าทีที่ศัตรูของพระคริสต์มีในการทำหน้าที่ของตน ใช่หรือไม่? (ใช่) ดังนั้น ทันทีที่บางคนเริ่มทำหน้าที่เจ้าภาพ หัวใจของพวกเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป พวกเขาคิดถึงเรื่องสิ่งของทางวัตถุและเงินที่ใช้ในการรับรองพี่น้องชายหญิงอยู่ตลอดเวลา และหากไม่มีใครตรวจสอบเรื่องเหล่านี้อย่างรอบคอบ โอกาสที่ศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้จะได้รับผลประโยชน์บางอย่างก็มาถึงแล้ว โอกาสแบบใด? พวกเขาจะลอบคำนวณว่า “คนหนึ่งคนใช้เงินในแต่ละวันเท่านี้ ดังนั้น เงินจำนวนเท่าใดก็ตามที่เหลืออยู่ ฉันจะไม่คืนให้คริสตจักร ฉันจะเก็บไว้เอง อย่างน้อยที่สุด นี่ก็เป็นเงินที่ฉันหามาได้ ดังนั้น ไม่มีใครสามารถตำหนิฉันได้ที่ฉันเก็บเงินนี้ไว้ แน่นอนว่านี่คือสิ่งที่ฉันสมควรได้รับอยู่แล้ว!” จากนั้น พวกเขาก็จะเก็บเงินส่วนที่เหลือเข้ากระเป๋าตนเอง ศัตรูของพระคริสต์บางคนจะหาข้ออ้างสารพัดอย่างเพื่อเก็บสิ่งของทางวัตถุบางอย่างที่พี่น้องชายหญิงบริจาคมาหรือที่พระนิเวศของพระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้กับตนเอง ในบางสถานที่ เมื่อพี่น้องชายหญิงกลับไปพักที่นั่นอีกครั้ง ฟูกบนเตียงหายไป หมอนและผ้าห่มก็หายไป เนื้อสัตว์และผักหายไปหมด และเมื่อพวกเขาถามเจ้าภาพของตนถึงเรื่องนี้ ศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ก็กล่าวว่า “ถ้าเก็บอาหารไว้นานๆ รสชาติจะไม่อร่อย พวกเราก็เลยกินไปแล้ว” ผู้คนเหล่านี้เป็นคนโลภไม่ใช่หรือ? (ใช่) ทันทีที่สิ่งของทางวัตถุที่พระนิเวศของพระเจ้าจัดเตรียมให้ ตลอดจนสิ่งต่างๆ ที่พี่น้องชายหญิงซื้อให้บ้านเจ้าภาพ ถูกนำเข้ามาในอาณาบริเวณของศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ สิ่งเหล่านั้นก็กลายเป็นของพวกเขา พวกเขาใช้หรือกินสิ่งเหล่านั้นตามอำเภอใจ หรือแม้กระทั่งปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นราวกับเป็นทรัพย์สินของตนเองโดยตรงและซ่อนสิ่งเหล่านั้นเอาไว้ เมื่อพี่น้องชายหญิงกลับไปที่นั่นอีกครั้ง สิ่งเหล่านี้ก็อันตรธานไปแล้ว หากคริสตจักรจำเป็นต้องใช้ที่พักอาศัยของศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้อีก ก็ต้องเสียเงินซื้อสิ่งเหล่านั้นอีกครั้ง และพี่น้องชายหญิงก็ต้องนำสิ่งเหล่านั้นไปที่บ้านของพวกเขาอีก เมื่อเห็นเช่นนี้ ศัตรูของพระคริสต์ก็ดีใจ โดยคิดว่า “การเชื่อในพระเจ้าช่างยอดเยี่ยมจริงๆ! ถ้าทำอย่างอื่น ฉันก็ไม่สามารถรวยได้เร็วขนาดนี้หรอก นี่เป็นวิธีที่สะดวกที่สุดที่จะได้สิ่งของมา นอกจากนี้ จะไม่มีใครกล้าแจ้งความกับตำรวจว่าทรัพย์สินของคริสตจักรเหล่านี้หายไป ถ้าคุณพยายามแจ้งความจับฉันจริงๆ ฉันก็จะแจ้งความจับคุณก่อน! ดังนั้น สิ่งเดียวที่คุณทำได้ก็คือหุบปากแล้วยอมรับเสีย ไม่มีที่ให้คุณไปร้องเรียนเรื่องนี้ ฉันได้ครอบครองสิ่งเหล่านี้และกินอาหารพวกนี้แล้ว คุณจะทำอะไรฉันได้? พระเจ้าไม่ลำเอียงหรอก ฉันให้บ้านของฉันเพื่อรับรองพี่น้องชายหญิง ดังนั้น นั่นก็คือคุณูปการที่ฉันได้ทำ และพระเจ้าจะจดจำฉันด้วยเรื่องนี้ มีอะไรให้ต้องกลัวถ้าฉันจะเอาไปสักเล็กน้อย? นี่ก็แค่สิ่งที่ฉันสมควรได้รับ! จะกลัวอะไรกับการกินอาหารพวกนี้บ้าง? อะไรนะ พวกคุณได้รับอนุญาตให้กินได้แต่ฉันกินไม่ได้อย่างนั้นหรือ? พวกคุณเป็นสมาชิกของพระนิเวศของพระเจ้า แต่ฉันก็เป็นเหมือนกันไม่ใช่หรือ? ฉันไม่เพียงแค่จะได้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้เท่านั้น แต่ฉันจะกินสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง และจะกินสิ่งเหล่านี้ตามลำพัง!” นี่คือท่าทีของศัตรูของพระคริสต์ที่มีต่อหน้าที่ของตน ในการทำหน้าที่ของตน เป้าหมายของพวกเขาคือการได้สิ่งเหล่านี้มา และพวกเขามองว่าสิ่งเหล่านี้คือผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด โดยกล่าวว่า “นี่คือพระคุณอันยิ่งใหญ่ที่สุดที่พระเจ้าให้มา ไม่มีสิ่งใดจับต้องได้มากไปกว่าพระคุณนี้ และไม่มีสิ่งใดเป็นจริงและมีประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมมากไปกว่าพรนี้แล้ว นี่ช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน! ทุกคนต่างก็บอกว่าการเชื่อในพระเจ้าหมายถึง ‘ได้รับเป็นร้อยเท่าในชีวิตนี้และได้รับชีวิตนิรันดร์ในโลกที่จะมาถึง’ นี่ทำให้คำกล่าวนั้นลุล่วง ตอนนี้ฉันกำลังได้ลิ้มรสพรนี้ล่วงหน้า นี่คือพระคุณของพระเจ้าอย่างแท้จริง!” ดังนั้น ศัตรูของพระคริสต์จึงไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจแม้แต่น้อยที่จะครอบครองสิ่งที่เป็นของพระนิเวศของพระเจ้า และเอาไปเป็นของตนอย่างหน้าไม่อาย ศัตรูของพระคริสต์มองสินทรัพย์เหล่านี้ของพระนิเวศของพระเจ้าอย่างไร? พวกเขาปฏิบัติต่อสินทรัพย์เหล่านี้เหมือนทรัพย์สินสาธารณะในโลกที่ไม่มีความเชื่อ พวกเขาล้วนมีความโลภ พวกเขาล้วนต้องการเอาสิ่งของในพระนิเวศของพระเจ้ามาเป็นของตน กระนั้นก็ตาม พวกเขาก็ยังคงเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เป็นพระคุณและพรที่ตนสมควรได้สุขสำราญจากการทำหน้าที่ของตน ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาไม่เคยรู้สึกสำนึกผิดหรือละอายในเรื่องนี้ และไม่ยอมรับความเลวหรือการไร้ความซื่อตรงของตนเองเลย ศัตรูของพระคริสต์บางคนถึงกับมีความโลภและทะเยอทะยานมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ทำหน้าที่เจ้าภาพ พวกเขาไม่เคยรู้สึกเลยว่าการกระทำของตนจะเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงรังเกียจหรือจะเป็นการก้าวล่วงพระองค์ ตรงกันข้าม พวกเขาเอาแต่คิดคำนวณและเปรียบเทียบอยู่ในใจ โดยคิดว่า “ครอบครัวนั้นทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพและได้สิ่งเหล่านั้นไป ถ้าฉันได้รับรองคนกลุ่มเดียวกัน สิ่งเหล่านั้นก็ควรเป็นของฉันโดยชอบธรรม เจ้าภาพคนนั้นใช้ชีวิตที่สุขสบายกว่าฉันและเขากินดีกว่าด้วย ทำไมฉันถึงไม่เคยฉวยโอกาสแบบนั้นบ้าง?” พวกเขาคิดคำนวณและแก่งแย่งสิ่งเหล่านี้เช่นกัน ทันทีที่มีโอกาสเข้ามา พวกเขาก็ไร้ความปรานีและย่อมจะไม่ปล่อยให้หลุดมือไปอย่างแน่นอน ดังนั้น เมื่อศัตรูของพระคริสต์ทำหน้าที่เจ้าภาพ พวกเขาจึงละโมบและพยายามครอบครองทุกสิ่งที่ตนสามารถทำได้—ตั้งแต่ของชิ้นเล็กๆ อย่างแผ่นรองพื้นรองเท้าไปจนถึงของชิ้นใหญ่อย่างอุปกรณ์ที่พระนิเวศของพระเจ้าซื้อมา พวกเขาฉวยโอกาสจากการทำหน้าที่ของตนเพื่อหาข้ออ้างและวิธีการสารพัดรูปแบบเพื่อเอาสิ่งของต่างๆ มาเป็นของตน โดยเบียดบังทรัพย์สินของพระนิเวศของพระเจ้า พร้อมกับกล่าวอย่างหน้าไม่อายว่า พวกเขาเพียงแค่ทำไปเพื่อปกป้องทรัพย์สินของพระนิเวศของพระเจ้าเท่านั้น และสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียงสิ่งที่พวกตนสมควรได้รับจากการทำหน้าที่ของตน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในหมู่ผู้คนที่เชื่อและติดตามพระเจ้า
ในขณะที่ศัตรูของพระคริสต์ทำหน้าที่เจ้าภาพ จากภายนอก พวกเขาอาจแสดงตัวเหมือนไม่ได้ละโมบหรือพยายามแย่งชิงสิ่งต่างๆ ปฏิเสธที่จะรับค่าตอบแทนใดๆ ในการรับรองพี่น้องชายหญิง และเมื่อพวกเขาเห็นสิ่งของบางอย่างที่ไร้ค่า พวกเขาจะรีบเก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัย แต่เมื่อเป็นสิ่งของมีค่าที่เป็นของพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาจะไม่ยอมปล่อยผ่านไปเช่นนี้อย่างแน่นอน พวกเขาอาจจะส่งมอบสิ่งที่มีมูลค่าหนึ่งหยวน แต่ถ้าเป็นสิ่งที่มีมูลค่าหนึ่งร้อยหยวน หนึ่งพันหยวน หนึ่งหมื่นหยวน หรือสิ่งที่มีค่ามากยิ่งกว่านั้น พวกเขาก็จะยัดใส่กระเป๋าสตางค์ของตนอย่างแน่นหนาและเก็บไว้เป็นของตัวเอง สำหรับคนบางคน เมื่อเกิดสถานการณ์อันตรายขึ้นในท้องถิ่นขณะที่พวกเขากำลังดูแลสินทรัพย์ของพระนิเวศของพระเจ้า และผู้คนที่รู้ว่าพวกเขากำลังทำหน้านี้อยู่ก็อาจจะหนีไปที่อื่นหรือถูกจับกุม ดังนั้น จึงไม่มีใครนอกจากพวกเขาที่รู้เกี่ยวกับสินทรัพย์เหล่านี้ที่พวกเขากำลังเก็บรักษาไว้—ในสถานการณ์เช่นนี้นี่เองที่ผู้คนถูกทดสอบ ผู้ที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง ผู้ที่รักความจริงและมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า สามารถยึดมั่นในหน้าที่ของตนได้ตลอดเวลา และจะไม่มีแนวคิดหรือความคิดที่จะเบียดบังสินทรัพย์เหล่านี้ ทว่าศัตรูของพระคริสต์ไม่เป็นเช่นนี้ พวกเขาจะเค้นสมองและคิดหาทุกวิธีที่เป็นไปได้เพื่อเอาสินทรัพย์เหล่านี้มาเป็นของตน ทันทีที่เกิดเรื่องกับผู้คนที่รู้ว่าพวกเขากำลังดูแลรักษาสินทรัพย์อยู่ ศัตรูของพระคริสต์ก็จะแอบรู้สึกยินดีอยู่ในหัวใจและถึงกับกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ พวกเขายึดสินทรัพย์มาเป็นของตัวเองทันทีโดยไม่รู้สึกกลัวเลยแม้แต่น้อย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการรู้สึกตำหนิตนเองหรือรู้สึกผิดใดๆ ศัตรูของพระคริสต์บางคนใช้สินทรัพย์เหล่านี้เป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของตนเองและแจกจ่ายตามอำเภอใจ บางคนก็ใช้เงินซื้อสิ่งของที่ตนต้องการเข้าบ้านทันที และบางคนถึงกับนำเงินเข้าบัญชีธนาคารของตนโดยตรงและเก็บไว้เป็นของตัวเอง และเมื่อพี่น้องชายหญิงไปเก็บรวบรวมสินทรัพย์ ศัตรูของพระคริสต์จะสามารถยอมรับสิ่งที่พวกเขาได้ทำลงไปหรือไม่? ศัตรูของพระคริสต์จะไม่มีทางยอมรับอย่างเด็ดขาด จุดมุ่งหมายของพวกเขาในการเชื่อในพระเจ้าและการทำหน้าที่ของตนก็เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่น่าปรารถนา และสิ่งที่น่าปรารถนาเหล่านี้ก็รวมถึงของถวายของพระเจ้า ทรัพย์สินของพระนิเวศของพระเจ้า และแม้แต่ข้าวของส่วนตัวของพี่น้องชายหญิง ดังนั้น ศัตรูของพระคริสต์จึงทำหน้าที่ของตนด้วยความโลภ ความอยาก และความทะเยอทะยานส่วนตัว พวกเขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อไล่ตามเสาะหาความจริง เพื่อยอมรับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า หรือเพื่อยอมรับความรอดจากพระเจ้า ทว่าพวกเขามาที่นี่ก็เพื่อให้ได้รับผลประโยชน์ทุกอย่าง ความสะดวกสบายทุกประการ และสินทรัพย์ทั้งหมด อาจกล่าวได้ว่า ผู้คนเหล่านี้เต็มไปด้วยความโลภและความอยาก พวกเขาจดจ่ออยู่กับสิ่งใด? พวกเขามีใจจดใจจ่ออยู่กับสินทรัพย์ของพระนิเวศของพระเจ้า นั่นคือเหตุผลว่าเมื่อพวกเขาทำหน้าที่เจ้าภาพ พวกเขาจึงจดจ่ออยู่กับเรื่องที่ว่าพระนิเวศของพระเจ้าซื้อสิ่งใดให้ใคร พระนิเวศของพระเจ้าให้เงินจำนวนเท่าใดกับใคร และผลประโยชน์อันใหญ่หลวงรวมถึงสิ่งที่น่าปรารถนาใดบ้างที่บางคนได้รับจากพระนิเวศของพระเจ้าและจากพี่น้องชายหญิงในการทำหน้าที่เจ้าภาพ—สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่พวกเขาจับตาดูอยู่ หากพวกเขาถูกขอให้เป็นเจ้าภาพรับรองพี่น้องชายหญิงทั่วไปและไม่อาจได้รับสิ่งที่น่าปรารถนาใดๆ จากการทำเช่นนั้น พวกเขาก็จะหาข้ออ้างสารพัดอย่างเพื่อจะได้ไม่ต้องทำหน้าที่นี้ แต่ทันทีที่พวกเขาถูกขอให้เป็นเจ้าภาพรับรองผู้นำระดับสูง ท่าทีของพวกเขาก็เปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ พวกเขาต่างยิ้มแย้ม และรอคอยผู้นำอย่างใจจดใจจ่อ พวกเขาแทบจะรอไม่ไหวที่จะเชิญ “คนใหญ่คนโต” ผู้นี้ที่พวกเขาจะรับรองมาที่บ้านของตนและบูชาผู้นำคนนี้ราวกับพระเจ้า พวกเขาคิดว่าโอกาสร่ำรวยของตนมาถึงแล้ว นี่คือตัวทำเงินของพวกตน และหากพลาดโอกาสนี้ โอกาสที่จะร่ำรวยก็จะหลุดลอยไป แล้วพวกเขาจะปล่อยให้โอกาสนี้ผ่านไปได้อย่างไร? ด้วยความโลภ ความอยาก ตลอดจนแรงจูงใจและเจตนาที่จะเบียดบังทรัพย์สินของพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขายอมรับหน้าที่นี้ซึ่งสามารถนำสิ่งที่น่าปรารถนามาให้ตน—เป้าหมายสุดท้ายของพวกเขาคืออะไร? ใช่เพื่อทำหน้าที่ของตนให้ดีหรือไม่? ใช่เพื่อรับรองพี่น้องชายหญิงให้ดีหรือไม่? ใช่เพื่อถวายความจงรักภักดีของตนหรือไม่? ใช่เพื่อให้ได้รับความจริงหรือไม่? ไม่ใช่สิ่งเหล่านี้เลย พวกเขาต้องการใช้โอกาสนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่น่าปรารถนา พวกเขาจะไม่รับรองคนธรรมดา แต่เมื่อพวกเขาได้ยินว่าจะต้องรับรองผู้นำหรือคนทำงานที่มีสถานะ พวกเขาก็จะรีบแย่งกันทำเรื่องนี้ และจากนั้นก็จะหาข้ออ้างต่างๆ นานาเพื่อให้พระนิเวศของพระเจ้าซื้อสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันและเครื่องใช้ในบ้านทุกชนิดมาให้ตน โดยกล่าวว่า “เมื่อผู้นำมาพักที่นี่ พวกเขาจะอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ไม่ได้ ควรตระเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ให้พร้อมเพื่อความสะดวกในการรับรองไม่ใช่หรือ? พวกเราไม่ได้สุขสำราญกับสิ่งต่างๆ ที่พระนิเวศของพระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้หรอก ถ้าพวกเราทำเช่นนั้น พวกเราก็แค่เสวยสุขจากรัศมีของผู้นำเท่านั้น นอกจากนี้ ถ้าผู้นำมาพักที่นี่ ฉันเกรงว่าเขาจะไม่คุ้นชินกับอาหารที่นี่ที่พวกเรากินกันทุกวัน พวกผู้นำต้องจัดการสิ่งต่างๆ มากมายทุกวัน และหากเขาเกิดล้มป่วยขึ้นมา พวกเราจะไม่บกพร่องต่อหน้าที่ในฐานะเจ้าภาพหรือ? ดังนั้น คริสตจักรควรเตรียมอาหารสามมื้อต่อวันสำหรับผู้นำ พวกเราต้องมีนม ขนมปัง ไข่ และผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ รวมทั้งอาหารเสริมเพื่อสุขภาพทุกชนิดไว้ให้พวกเขาพร้อมสรรพ” นี่เป็นความคิดที่ยอดเยี่ยมและคำนึงถึงผู้อื่นไม่ใช่หรือ? ศัตรูของพระคริสต์กล่าวคำพูดที่ฟังดูเหมือนมนุษย์ออกมาดังๆ แต่จริงๆ แล้วในหัวใจของพวกเขากำลังนึกถึงบรรดาผู้นำอยู่หรือไม่? เป้าหมายที่ซ่อนเร้นอยู่ของพวกเขาคืออะไรกันแน่? เป้าหมายของพวกเขาไม่ได้เรียบง่ายขนาดนั้น พวกเขาอาจยากจนและไม่เคยกินหรือเห็นของดีๆ มาก่อน และพวกเขาต้องการใช้โอกาสนี้เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เพื่อใช้ชีวิตอย่างคนรวย เพื่อใช้ชีวิตที่สิ่งจำเป็นพื้นฐานของตนได้รับการดูแลอย่างครบถ้วน เพื่อใช้โอกาสนี้ดูแลสุขภาพของตน เพื่อกินในสิ่งที่ผู้คนธรรมดาไม่สามารถกินได้ และสุขสำราญกับการปฏิบัติบางอย่างที่คนธรรมดาไม่สามารถสุขสำราญได้ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมความคิดของพวกเขาจึงดูเอาใจใส่เช่นนี้ แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังการเอาใจใส่ของพวกเขาคืออะไร? พวกเขาต้องการวางอุบายเพื่อตนเอง พวกเขาต้องการได้สิ่งเหล่านี้มา ยึดครองสิ่งเหล่านี้ และพวกเขากำลังไตร่ตรองทุกแง่มุมของอุบายตนเองอย่างแน่นอน—พวกเขาจะไม่ทำเช่นนี้เพื่อใครอื่น และเมื่อพวกเขารับรองผู้นำ ศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ก็ได้ใช้ชีวิตที่ดีจริงๆ หลังจากนั้นพวกเขาก็สงสัยว่า “การใช้ชีวิตแบบนี้นั้นยอดเยี่ยมมาก แต่แท้จริงแล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ของฉัน เมื่อไรสิ่งเหล่านี้จึงจะเป็นของฉัน? ถ้าฉันกำจัดผู้นำคนนี้ ฉันก็จะไม่ได้สุขสำราญกับสิ่งเหล่านี้อีก แต่ถ้าฉันไม่กำจัดเขา ฉันก็ไม่มีไมตรีจิตที่จะรับรองเขาต่อไปจริงๆ ไม่มีทางที่ฉันจะทำหน้าที่นี้ถ้าไม่ใช่เพราะสิ่งที่น่าปรารถนาเหล่านี้ ฉันต้องตื่นเช้าและนอนดึกทุกวัน ฉันอยู่ในสภาวะหวาดกลัวตลอดเวลา และต้องคอยปรนนิบัติเขา ตอนนี้ฉันคิดอยู่เสมอว่าการทำหน้าที่นี้มีแต่จะเสียมากกว่าได้ ความได้เปรียบและความเพลิดเพลินที่ฉันได้รับจากการทำหน้าที่นี้ยังไม่เพียงพอ ถ้าผู้นำยังคงอาศัยอยู่ที่นี่ในระยะยาว ฉันจะทำอย่างไร? ฉันจะต้องคิดหาวิธีทำให้เขาจากไป แล้วฉันก็จะมีความสงบสุขในบ้านของฉันอีกครั้ง” นี่คือวิธีคิดของผู้คนหรือ? ผู้คนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติและคนที่ทำหน้าที่ของตนอย่างแท้จริงจะคิดแบบนี้หรือ? (ไม่) นี่คือวิธีคิดของพวกศัตรูของพระคริสต์ ไม่ว่าสิ่งที่น่าปรารถนาหรือผลประโยชน์ที่พวกเขาได้มาจะยิ่งใหญ่เพียงใด ความโลภและความอยากของพวกเขาก็ไม่มีวันได้รับการเติมเต็มเลย พวกเขาไม่รู้จักพอ พวกเขาคิดว่าตนไม่ได้รับสิ่งใดเลย และพวกเขาก็ไม่คิดว่าการทำหน้าที่นี้คืองานที่ตนพึงทำ ตรงกันข้าม พวกเขากลับคิดว่านี่คือการเสียสละและการจ่ายราคาเพิ่มเติม ไม่ว่าพวกเขาจะได้สิ่งใดมามากมายเพียงใดหรือได้รับผลประโยชน์อันใหญ่หลวงเพียงใด พวกเขาก็ยังรู้สึกว่าตนเสียเปรียบและคิดว่าเป็นพระนิเวศของพระเจ้าที่ได้ประโยชน์จากความเสียสละของตน เป็นพี่น้องชายหญิงที่ได้ประโยชน์จากความเสียสละของตน และเป็นพวกเขาเองที่ไม่ได้รับสิ่งที่น่าปรารถนาจากเรื่องนี้เลย เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็รู้สึกว่าสิ่งที่น่าปรารถนาเหล่านี้ไม่อาจทำให้ตนพึงพอใจได้ และความโลภของตนก็ไม่มีวันสิ้นสุด จงบอกเราเถิดว่า ศัตรูของพระคริสต์มีความเป็นมนุษย์เช่นไร? พวกเขามีความเป็นมนุษย์บ้างหรือไม่? (ไม่) และผู้คนที่ไม่มีความเป็นมนุษย์จะมีมโนธรรมหรือไม่? พวกเขาสามารถทำหน้าที่ของตนไปพร้อมกับการมีความปรารถนาที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างแท้จริง ตลอดจนมีความปรารถนาที่จะถ่อมใจ จริงใจ และทุ่มเทตนเองอย่างแท้จริงหรือไม่? พวกเขาสามารถทำหน้าที่ของตนโดยไม่ต้องการค่าตอบแทน โดยไม่แสวงหาค่าจ้างใดๆ และไม่แสวงหารางวัลใดๆ ได้หรือไม่? (ไม่ได้) เหตุใดจึงไม่ได้? พวกเขาไม่มีความตระหนักรู้ในมโนธรรม และไม่ว่าผลประโยชน์ที่พวกเขาได้รับจะยิ่งใหญ่เพียงใด พวกเขาก็คิดว่าตนสมควรได้รับ คำว่า “สมควรได้รับ” นี้คือสิ่งที่ผู้คนปกติไม่อาจคิดได้และเป็นสิ่งที่พวกเขาจะไม่มีวันนึกถึงไม่ใช่หรือ? มีสำนึกของความละอายใดๆ ในความคิดและท่าทีแบบนี้บ้างหรือไม่? (ไม่) ผู้คนที่ไม่มีสำนึกของละอายมีความเป็นมนุษย์บ้างหรือไม่? เรื่องนี้เปิดโปงธรรมชาติอย่างหนึ่งที่ศัตรูของพระคริสต์มี นั่นคือ การปราศจากความละอายหรือมโนธรรม
ผู้คนที่ไร้ยางอายคือคนประเภทใด? ผู้คนประเภทใดในหมู่มวลมนุษย์ที่ไร้ยางอาย? (ผู้คนที่เป็นโรคจิตเภท) ผู้คนที่มีอาการป่วยทางจิตย่อมไร้ยางอาย พวกเขาวิ่งเปลือยกายไปตามท้องถนนโดยไม่รับรู้ว่าผู้คนกำลังมองดูตนอยู่ อาจถึงกับหัวเราะเยาะผู้คนที่สวมใส่เสื้อผ้า และกล่าวว่า “ดูสิว่าการสวมเสื้อผ้าทำให้พวกคุณยุ่งยากแค่ไหน ฉันวิ่งเปลือยกายไปตามท้องถนนโดยไม่สวมเสื้อผ้า ฉันรู้สึกเป็นอิสระและไร้ข้อจำกัดเหลือเกิน!” นี่คือการไร้ยางอายไม่ใช่หรือ? (ใช่) นี่แหละคือการไร้ยางอาย ผู้คนที่ไร้ยางอายนั้นไม่มีความตระหนักรู้ในมโนธรรมและป่วยทางจิต พวกเขาได้ประโยชน์จากความเสียสละของผู้อื่น ต้องการแย่งชิงสิ่งใดก็ตามที่เป็นของคนอื่น ความโลภและความอยากของพวกเขาเกินขอบเขตความมีเหตุผลของมนุษย์ปกติไปแล้ว—พวกเขามาถึงจุดที่ไม่สามารถควบคุมตนเองและไม่มีความตระหนักรู้ในมโนธรรม ผู้คนเช่นนี้สามารถได้รับความจริงหรือไม่? ไม่ได้อย่างแน่นอน พวกเขาไล่ตามไขว่คว้าเพียงความมีหน้ามีตา ผลประโยชน์ สถานะ และผลประโยชน์ทางวัตถุเท่านั้น และพวกเขาจะไม่มีวันได้รับความจริง ดังนั้น พวกเขาจะมีที่ทางในราชอาณาจักรแห่งสวรรค์หรือไม่? พระเจ้าไม่ทรงช่วยผู้คนเช่นนี้ให้รอดหรือทำให้ผู้คนเช่นนี้เพียบพร้อม ผู้คนเหล่านี้น่าสงสารหรือไม่? (ไม่) คนเหล่านี้น่าเกลียดชัง พวกเขาน่ารังเกียจ น่าชิงชัง และน่าดูหมิ่น ลักษณะนิสัยของผู้คนเหล่านี้น่าดูหมิ่นและต่ำช้า พวกเขาไร้ศักดิ์ศรีและไร้ยางอาย หัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความโลภ ความทะเยอทะยาน และความอยาก พวกเขาเพียงต้องการฉวยโอกาสจากการทำหน้าที่ของตนเพื่อพยายามให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์เพื่อตนเอง และพวกเขาไม่ยอมรับความจริงแม้แต่น้อย อีกทั้งไม่ทำสิ่งต่างๆ ตามหลักธรรมความจริง เมื่อพวกเขาอธิษฐานถึงพระเจ้า พวกเขายังขอสิ่งที่น่าปรารถนา ขอผลประโยชน์ และขอพรจากพระเจ้า พวกเขาบรรยายให้พระเจ้าฟังว่าตนได้ทนทุกข์และเสียสละมาแล้วอย่างไร และพวกเขามาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐานเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ ก็เพียงเพื่อใช้ความทุกข์ที่ตนได้สู้ทนและราคาที่ตนได้จ่ายไปแล้วมาต่อรองกับพระองค์ เพื่อขอพรและรางวัลจากพระเจ้า และถึงขั้นยื่นมือออกไปหาพระเจ้าอย่างเปิดเผยเพื่อขอการปฏิบัติทางวัตถุที่พวกตนต้องการ สิ่งที่พวกเขาต้องการแสดงออกเมื่อมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าคือการพร่ำบ่น การขัดขืน ความไม่พอใจ ความคับข้องใจ และความขุ่นเคืองของตน ตลอดจนความผิดหวังที่ความโลภและความอยากของพวกตนไม่ได้รับการตอบสนอง เมื่อพระเจ้าทอดพระเนตรเห็นการสำแดงเหล่านี้ พระองค์ทรงรักพวกเขาหรือรังเกียจพวกเขา? (พระองค์ทรงรังเกียจพวกเขา) เมื่อพวกเขาใช้ความพยายามเล็กน้อยเพื่อคริสตจักร พวกเขาก็จะรีบมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าทันทีเพื่อประกาศและกล่าวอ้างความดีความชอบ เพื่อบอกเล่าต่อพระเจ้าถึงการเสียสละของตนและสิ่งที่ตนได้อุทิศให้ขณะทำหน้าที่ต่างๆ หรือทำงานต่างๆ พวกเขากลัวอย่างยิ่งว่าพระเจ้าจะไม่ทรงรู้เรื่องเหล่านี้ พระเจ้าจะไม่ทรงเห็นสิ่งเหล่านี้ และพระเจ้าจะทรงลืมราคาที่ตนได้จ่ายไปแล้ว ดังนั้น ในสายพระเนตรของพระเจ้า ผู้คนเหล่านี้จึงถูกมองว่าชั่วและไร้ยางอายอย่างสิ้นเชิง เมื่อพวกเขามาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อพรรณนาและประกาศราคาที่ตนได้จ่ายไป เพื่อบรรยายให้พระองค์ฟังว่าพวกตนปรารถนาจะได้สิ่งใด และยื่นมือออกไปหาพระเจ้าและทูลขอรางวัลที่ตนต้องการ พระเจ้าตรัสว่า “เจ้าผู้ทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา” ท่าทีของพระเจ้าเป็นเช่นใด? “ผู้คนเช่นเจ้าไม่คู่ควรที่จะมาอยู่ต่อหน้าเรา เราขยะแขยงเจ้าและรู้สึกรังเกียจเจ้า เราได้ให้ทุกสิ่งที่เจ้าต้องการแล้ว เจ้าได้รับเป็นร้อยเท่าตามที่เจ้าปรารถนาจะได้มาในชีวิตนี้แล้ว เจ้ายังต้องการสิ่งใดอีกเล่า?” สิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการจะประทานแก่มวลมนุษย์ไม่ใช่เรื่องของวัตถุเป็นหลัก แต่พระองค์ต้องประสงค์ที่จะประทานความจริงแก่มวลมนุษย์ เพื่อให้พวกเขาบรรลุความรอดผ่านทางความจริง อย่างไรก็ดี ศัตรูของพระคริสต์กลับต่อต้านพระราชกิจของพระเจ้าอย่างหน้าไม่อาย พวกเขาไม่แสวงหาความจริง และไม่ปฏิบัติความจริง ตรงกันข้าม พวกเขากลับต้องการใช้โอกาสในการทำหน้าที่ของตนระหว่างที่พระเจ้าทรงปฏิบัติพระราชกิจ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่น่าปรารถนาสำหรับตนเองอย่างไม่ถูกควร พวกเขาฉวยโอกาสจากช่องโหว่และหาผลประโยชน์บนความเสียหายของผู้อื่นในทุกเรื่อง กระนั้นพวกเขาก็มักจะรู้สึกเหมือนตนกำลังเสียเปรียบและไม่ได้ประโยชน์มากนัก นอกจากนี้ พวกเขามักจะรู้สึกเหมือนตนได้เสียสละและอุทิศตนมากเกินไป ความสูญเสียของตนมีมากกว่าผลประโยชน์ และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขามักจะเสียใจกับการเสียสละของตน และคิดว่าตนไม่ได้คิดทบทวนเรื่องต่างๆ อย่างถี่ถ้วนเพียงพอ หรือไม่ได้คิดหาทางออกให้กับตนเอง ดังนั้น พวกเขาจึงมักจะรู้สึกโกรธอยู่ในใจที่ไม่ได้รับรางวัลตอบแทนการเสียสละของตนอย่างทันท่วงที และพวกเขายังเต็มไปด้วยคำพร่ำบ่นต่อพระเจ้า ในหัวใจของพวกเขา พวกเขามักจะคิดคำนวณอยู่บ่อยครั้ง และคิดว่า “พระเจ้าทรงชอบธรรมไม่ใช่หรือ? พระเจ้าไม่ลำเอียงไม่ใช่หรือ? พระเจ้าไม่ได้เป็นพระเจ้าที่ให้พรแก่ผู้คนหรอกหรือ? พระเจ้าไม่จดจำการทำดีทั้งหมดของคนเราและทุกสิ่งที่คนเราได้อุทิศตนและสละตนหรอกหรือ? ฉันละทิ้งครอบครัวเพื่องานของพระเจ้าและได้จ่ายราคาไปแล้ว แต่ฉันได้อะไรจากพระเจ้าเล่า?” หากความโลภและความอยากของพวกเขาไม่ได้รับการตอบสนองในระยะสั้น พวกเขาก็จะกลายเป็นพวกคิดลบและเริ่มพร่ำบ่น หากความโลภและความอยากของพวกเขาไม่ได้รับการตอบสนองในระยะยาว ส่วนลึกที่สุดในหัวใจของพวกเขาก็จะเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองที่สะสมไว้ แล้วผลสืบเนื่องของความขุ่นเคืองที่สะสมไว้นี้คืออะไร? พวกเขาจะเริ่มสงสัยและตั้งคำถามต่อพระเจ้าอยู่ในหัวใจ พวกเขาจะเริ่มตัดสินอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า และถึงกับเริ่มสงสัยความรักและแก่นแท้ของพระเจ้า หากความขุ่นเคืองนี้สะสมอยู่เป็นเวลานาน สิ่งเหล่านี้ย่อมกลายเป็นเนื้องอกร้ายและเริ่มลุกลาม และพวกเขาจะกลายเป็นคนที่สามารถทรยศพระเจ้าได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพวกเขาอยู่ต่อหน้าคนบางคนที่มีความคิดลบและอ่อนแอ เป็นคนที่มีวุฒิภาวะที่ค่อนข้างยังไม่เป็นผู้ใหญ่ หรืออยู่ต่อหน้าคนบางคนที่เพิ่งมีความเชื่อ พวกเขาก็จะเผยและแพร่กระจายอารมณ์ด้านลบเหล่านี้อยู่เป็นระยะๆ แพร่กระจายความไม่พอใจของตนที่มีต่อพระเจ้าและหมิ่นประมาทพระเจ้า และพวกเขาจะถึงกับชี้แนะผู้คนที่ขาดวิจารณญาณแยกแยะบางคนให้หลงผิดจนเกิดความสงสัยในอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าและแก่นแท้ของพระองค์ นี่คือสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำไม่ใช่หรือ? เพราะความทะเยอทะยาน ความอยาก การไล่ตามไขว่คว้า และเจตนาของพวกเขาไม่ได้รับการตอบสนอง พวกเขาจึงสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้และสามารถก่อให้เกิดท่าทีแบบนี้ต่อพระเจ้า—นี่คืออุปนิสัยแบบใด? นี่คืออุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์และอุปนิสัยเยี่ยงซาตานอย่างชัดเจน
ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะมีประสบการณ์กับความทุกข์น้อยนิดเพียงใดหรือจ่ายราคาใดๆ ในคริสตจักรก็ตาม เขาก็ไม่รู้สึกว่านั่นเป็นส่วนหนึ่งของภาระผูกพันของตน หรือเป็นหน้าที่ที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างพึงทำ แต่กลับถือว่านั่นคือผลงานของตน ซึ่งพระเจ้าควรทรงจดจำ เขาคิดว่าหากพระเจ้าทรงจดจำผลงานของตนแล้ว พระองค์ก็ควรประทานให้ทันที ประทานพร คำสัญญา และความช่วยเหลือทางวัตถุพิเศษให้แก่เขา อีกทั้งยอมให้เขามีความได้เปรียบและได้มาซึ่งผลประโยชน์พิเศษบางประการ เมื่อนั้นเท่านั้น ศัตรูของพระคริสต์จึงจะพึงพอใจ ศัตรูของพระคริสต์มีความเข้าใจในเรื่องหน้าที่อย่างไร? เขาไม่รู้สึกว่าหน้าที่คือภาระผูกพันที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างพึงแบกรับ และไม่รู้สึกว่าเป็นหน้าที่รับผิดชอบที่บรรดาผู้ที่ติดตามพระเจ้าจำต้องลุล่วง แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เขากลับรู้สึกว่าการปฏิบัติหน้าที่คือข้อต่อรองในการทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนกับพระเจ้า เป็นสิ่งที่สามารถแลกเปลี่ยนกับรางวัลของพระองค์ และเป็นหนทางที่จะสนองความทะเยอทะยานและความอยากของตนเอง ตลอดจนได้รับพรจากการเชื่อในพระเจ้าของตน เขาคิดว่าการมีพระคุณและพรของพระเจ้าควรเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นในการทำหน้าที่ของตน และเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนมีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า เขาคิดว่าผู้คนจะสบายใจในการทำหน้าที่ของตนได้ก็ต่อเมื่อพระเจ้าทรงรับรองว่าเขาจะปราศจากความกังวลในอนาคตเท่านั้น เขายังคิดด้วยว่าพระเจ้าควรทรงจัดเตรียมความสะดวกสบายและการปฏิบัติที่เป็นพิเศษทุกอย่างแก่ผู้ที่ทำหน้าที่ของตน และผู้คนควรได้สุขสำราญกับผลประโยชน์ทั้งปวงที่พระนิเวศของพระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ของตน สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผู้คนควรได้รับ นี่คือวิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์คิดอยู่ในใจ วิธีคิดเหล่านี้คือมุมมองและหลักปฏิบัติของศัตรูของพระคริสต์อย่างแท้จริง และแสดงถึงท่าทีที่พวกเขามีต่อหน้าที่ ไม่ว่าพระนิเวศของพระเจ้าจะสามัคคีธรรมความจริงเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของคนเราอย่างไร สิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์เก็บงำไว้ในใจก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง พวกเขาจะยึดมั่นในมุมมองเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของตนตลอดไป มีวลีหนึ่งที่พวกเราสามารถใช้เพื่ออธิบายการสำแดงนี้ได้—คืออะไร? นั่นคือการให้ความสำคัญกับสิ่งของทางวัตถุเหนือสิ่งอื่นใด กล่าวคือ มีเพียงสิ่งที่พวกเขาจับต้องได้เท่านั้นที่เป็นจริง และการให้คำสัญญาเป็นเรื่องไร้ความหมาย แก่นแท้ของการสำแดงที่ผู้คนเหล่านี้มีคือความเป็นวัตถุนิยม ใช่หรือไม่? (ใช่) ลัทธิวัตถุนิยมเป็นอเทวนิยม พวกเขายึดถือเพียงสิ่งที่ตนมองเห็นและสัมผัสได้เท่านั้น มีเพียงสิ่งที่มองเห็นได้เท่านั้นที่มีความหมาย และพวกเขาปฏิเสธการมีอยู่ของสิ่งใดก็ตามที่พวกเขามองไม่เห็น ด้วยเหตุนี้จึงสามารถกำหนดได้ว่า ความรู้และความเข้าใจในเรื่องหน้าที่ของศัตรูของพระคริสต์นั้นขัดแย้งกับหลักธรรมความจริงโดยสิ้นเชิง และเหมือนกับมุมมองของผู้ไม่มีความเชื่ออย่างทุกประการ แท้จริงแล้ว เขาคือผู้ไม่เชื่อ เขาไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้า และไม่เชื่อว่าพระวจนะทั้งปวงของพระเจ้าคือความจริง คือหนทางที่แท้จริง เขาเชื่อเพียงว่าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะเท่านั้นที่เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง และเชื่อว่าทุกสิ่งที่เขาไขว่คว้าและสุขสำราญนั้นจะได้มาจากความพยายามและการดิ้นรนของมนุษย์ และจากราคาที่เขาจ่ายเท่านั้น นั่นแตกต่างอย่างไรจากมุมมองที่กล่าวว่า “ผู้คนต้องสร้างความสุขด้วยสองมือของตนเอง”? ไม่มีความแตกต่างกันเลย เขาไม่เชื่อว่า ในท้ายที่สุดแล้วผู้คนจะได้รับความจริงและชีวิตจากการสละตนเองและจ่ายราคาเพื่อทำหน้าที่ของตนให้ดีเพื่อเห็นแก่พระเจ้า นอกจากนี้ เขายังไม่เชื่อว่าผู้คนที่กระทำการตามข้อกำหนดของพระเจ้าและด้วยเหตุนี้จึงทำหน้าที่ของตนอย่างได้มาตรฐานนั้น จะสามารถได้รับการเห็นชอบและพรจากพระผู้สร้างได้ นี่แสดงให้เห็นว่าเขาไม่เชื่อในคำสัญญาที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษยชาติหรือเชื่อในพรของพระเจ้า เขาไม่เชื่อในข้อเท็จจริงที่ว่าอธิปไตยของพระเจ้าอยู่เหนือสรรพสิ่ง ดังนั้น พวกเขาจึงไม่มีความเชื่อที่แท้จริง พวกเขาเพียงเชื่อว่า “ฉันทำหน้าที่ของฉัน ดังนั้น ฉันควรได้สุขสำราญกับการปฏิบัติที่เป็นพิเศษจากพระนิเวศของพระเจ้าและพรทางวัตถุ พระนิเวศของพระเจ้าควรจัดเตรียมอภิสิทธิ์และความสุขสำราญทางวัตถุทุกอย่างให้ฉัน นั่นจึงจะสมเหตุสมผล” นั่นคือวิธีคิดและมุมมองของศัตรูของพระคริสต์ เขาไม่เชื่อว่าคำสัญญาของพระเจ้านั้นเป็นความสัตย์จริง หรือข้อเท็จจริงที่ว่า เมื่อได้รับความจริงแล้ว คนเราย่อมได้รับชีวิตและพรจากพระเจ้า เมื่อเป็นเรื่องการทำหน้าที่ของตน เขากลับไม่แสวงหาความจริงเลย เขาไม่ยอมรับความจริง และยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่ยอมรับความจริงข้อนี้ที่ว่า การที่มนุษย์สามารถปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้นั้นคือพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระเจ้า และเป็นสิ่งที่พระเจ้าจะทรงจดจำ และในระหว่างกระบวนการนี้ มนุษย์สามารถได้รับความจริงและสามารถได้รับการช่วยให้รอดจากพระเจ้าในท้ายที่สุด—นี่คือคำสัญญาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่พระเจ้าได้ทรงให้ไว้กับมนุษย์ หากเจ้าเชื่อในคำสัญญาที่พระเจ้าประทานแก่เจ้าและสามารถยอมรับคำสัญญาเหล่านี้ได้ เช่นนั้นเจ้าก็มีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า พวกศัตรูของพระคริสต์และผู้ไม่เชื่อรู้สึกอย่างไรเมื่อได้ยินพระวจนะเหล่านี้? (พวกเขาไม่เชื่อในสิ่งที่พระเจ้าตรัสและพวกเขาคิดว่านั่นเป็นการหลอกลวง) พวกเขาคิดว่าพระวจนะที่พระเจ้าตรัสเป็นเพียงการที่พระองค์ทรงทำให้ผู้คนหลงอยู่ในภาพลวง เพื่อหลอกลวงคนโง่เขลาและเบาปัญญาบางคนมาทำงานให้พระเจ้า จากนั้นก็ไล่พวกเขาออกไปเมื่อการรับใช้ของพวกเขาสิ้นสุดลง พวกเขาคิดว่า “ได้รับความจริงอย่างนั้นหรือ? ฮ่า! ใครเล่าจะมองเห็นได้ว่าความจริงคืออะไร? ใครเล่าจะสัมผัสได้ว่าคำสัญญาของพระเจ้าคืออะไร? ใครเคยได้รับคำสัญญาเหล่านั้นบ้าง? คำสัญญาของพระเจ้านั้นไม่ใช่เรื่องจริง มีเพียงการได้มาซึ่งชื่อเสียงและผลประโยชน์ รวมทั้งการสุขสำราญกับผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่งเท่านั้นที่เป็นจริง มีเพียงการทุ่มเทเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ รวมทั้งการสุขสำราญกับผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่งเท่านั้นที่เป็นความจริง ฉันได้ยินเรื่องคำสัญญาที่พระเจ้าประทานแก่มนุษย์และความจริงที่พระองค์จัดเตรียมให้มนุษย์มาหลายปีแล้ว และฉันก็ยังไม่เปลี่ยนไปเลย ฉันไม่เคยได้รับผลประโยชน์ใดเลย และยิ่งไปกว่านั้น สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ทำให้ฉันได้ใช้ชีวิตที่สูงส่งอย่างมีสถานะด้วย แม้บางคนจะเป็นคำพยานโดยกล่าวว่า พวกเขาได้รับความจริงและเปลี่ยนแปลงไปแล้ว รวมถึงได้รับพรของพระเจ้าแล้วก็ตาม แต่พวกเขายังคงดูแสนจะธรรมดา พวกเขาล้วนเป็นคนปกติ แล้วพวกเขาจะได้รับพรของพระเจ้าและเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ได้อย่างไร?” พวกเขาคิดว่ามีเพียงสิ่งที่พวกเขาสามารถจับต้องและได้มาด้วยมือของตนเองเท่านั้นจึงเป็นจริงที่สุด นี่คือมุมมองของผู้ไม่เชื่อไม่ใช่หรือ? เป็นเช่นนั้นอย่างแน่นอน ดังนั้น เมื่อศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้เข้ามาในคริสตจักร พวกเขาก็มองทุกสิ่งด้วยความสงสัย คอยขบคิดอยู่เสมอว่าพวกเขาจะหา ผลประโยชน์บางอย่างได้จากที่ใดบ้าง จะสามารถใช้โอกาสใดเพื่อฉกฉวยความได้เปรียบบางประการและได้รับผลประโยชน์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้นจากความเชื่อในพระเจ้าของตน—พวกเขามักจะคิดคำนวณสิ่งเหล่านี้อยู่ในความรู้สึกนึกคิดของตน พวกเขามีความรู้สึกว่า การได้มาซึ่งชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะเท่านั้น ที่สามารถทำให้พวกเขาได้รับผลประโยชน์ทุกอย่างได้ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงเลือกที่จะไล่ตามไขว่คว้าสถานะและอุทิศตนให้กับการทุ่มเทเพื่อสิ่งเหล่านี้เท่านั้น พวกเขาไม่เคยไตร่ตรองความจริงหรือแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้า พวกเขากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าเพียงเพื่อปลอบประโลมหัวใจของตนและเติมเต็มความว่างเปล่าเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อไล่ตามเสาะหาความจริง ไม่ว่าเมื่อใดก็ตาม หากเจ้าขอให้ศัตรูของพระคริสต์ปล่อยมือจากความโลภและความอยากของตน ละทิ้งการไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะอย่างสิ้นเชิง และยอมสละผลประโยชน์ที่เขาต้องการจากความเชื่อในพระเจ้า เขาย่อมจะไม่สามารถทำได้ การทำให้เขาปล่อยมือจากสิ่งเหล่านี้ทำให้เขารู้สึกราวกับว่าเจ้ากำลังพยายามถลกหนังหรือดึงเส้นเอ็นของเขาออกมา หากปราศจากสิ่งเหล่านี้ เขาย่อมรู้สึกราวกับหัวใจของตนได้ถูกพรากไป ราวกับว่าตนได้สูญเสียจิตวิญญาณไปแล้ว และหากปราศจากความทะเยอทะยานและความอยากเหล่านี้ เขาก็จะรู้สึกว่าไม่มีความหวังในความเชื่อในพระเจ้าของตน และชีวิตก็จะสูญสิ้นความหมาย ในสายตาของพวกเขา บรรดาผู้ที่สละและอุทิศตนรวมทั้งจ่ายราคาเพื่อหน้าที่ของตนเพียงอย่างเดียว โดยไม่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน ล้วนเป็นพวกโง่เง่า หลักการในการดำรงชีวิตทางโลกที่พวกศัตรูของพระคริสต์นำมาใช้ก็คือ “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” พวกเขาคิดว่า “ผู้คนจะไม่คิดถึงตัวเองได้อย่างไร? ผู้คนจะไม่ทุ่มเทเพื่อผลประโยชน์ของตนเองได้อย่างไร?” ในหัวใจของพวกเขานั้น พวกเขาดูหมิ่นบรรดาผู้ที่ยอมสละทุกสิ่งและสละตนเพื่อพระเจ้าอย่างจริงใจ พวกเขาดูหมิ่นผู้ที่ทำหน้าที่ของตนอย่างจงรักภักดีและใช้ชีวิตอย่างประหยัดมัธยัสถ์และเรียบง่ายมากในแง่ของชีวิตทางวัตถุของตน และพวกเขาดูหมิ่นผู้ที่ถูกข่มเหงเพราะเชื่อในพระเจ้าและปฏิบัติหน้าที่ จนส่งผลให้ไม่สามารถกลับบ้านได้ พวกเขามักจะหัวเราะเยาะผู้คนเหล่านี้อยู่ในใจ โดยกล่าวว่า “พวกคุณสูญเสียบ้านไปเพราะความเชื่อในพระเจ้าของพวกคุณ พวกคุณไม่สามารถอยู่กับครอบครัวและกำลังใช้ชีวิตอย่างอัตคัดขัดสน—พวกคุณนี่โง่จริงๆ! ไม่ว่าคนคนหนึ่งจะทำสิ่งใด รวมถึงในความเชื่อในพระเจ้าของเขา เขาต้องนำหลักการในการดำรงชีวิตทางโลกมาใช้ กล่าวคือ เขาต้องไม่ทนทุกข์กับความสูญเสียอย่างเด็ดขาด เขาต้องสามารถมองเห็นและสัมผัสคำสัญญาและพรของพระเจ้าได้ และท่าทีที่เหมาะสมเพียงอย่างเดียวที่จะนำมาใช้คือท่าทีของการ “ไม่เห็นกระต่าย ไม่ปล่อยเหยี่ยว” พวกคุณนี่โง่จริงๆ! ดูฉันสิ ฉันทั้งเชื่อในพระเจ้าและไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ ฉันสุขสำราญกับการปฏิบัติที่ดีทั้งสิ้นจากพระนิเวศของพระเจ้าและสามารถได้รับพรในอนาคตได้ด้วยเช่นกัน ฉันไม่จำเป็นต้องทนทุกข์ใดๆ และพรที่ฉันได้รับจะยิ่งใหญ่กว่าของพวกคุณ ฉันไม่ได้จ่ายราคาเหมือนพวกคุณ ที่ละทิ้งครอบครัวและงานของพวกคุณและไม่สามารถกลับบ้านได้ โดยไม่มีความแน่นอนว่าพวกคุณจะสามารถได้รับพรใดๆ ในอนาคตหรือไม่” ผู้คนเหล่านี้เป็นอะไรกันแน่? พวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาไม่ทำหน้าที่ของตนอย่างจริงใจ แต่กลับดูหมิ่นบรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและผู้ที่ละทิ้งครอบครัวและงานของตน สู้ทนความทุกข์และจ่ายราคาเพื่อการทำหน้าที่ของตน ทำให้พระบัญชาของพระเจ้าสำเร็จลุล่วง และทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า มีผู้คนแบบนี้มากมายใช่หรือไม่? (ใช่) มีคนแบบนี้อยู่บ้างในทุกคริสตจักร ผู้คนเหล่านี้เป็นผู้เชื่อที่แท้จริงในพระเจ้าหรือไม่? พวกเขาสามารถได้รับการช่วยให้รอดหรือไม่? (ไม่) พวกเขาไม่ใช่ผู้เชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า และยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะได้รับการช่วยให้รอด
ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะเผชิญปัญหาใดหรือทำสิ่งใด สิ่งแรกที่พวกเขานึกถึงไม่ใช่เรื่องที่ว่าจะสามารถได้รับความจริงและบรรลุความรอดได้หรือไม่ แต่กลับคิดถึงผลประโยชน์ทางเนื้อหนังทั้งหมดของตน ในหัวใจของพวกเขานั้น ผลประโยชน์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหนังของตนครองตำแหน่งที่สำคัญที่สุด สูงที่สุด และเหนือกว่าสิ่งใด ในหัวใจของพวกเขานั้น พวกเขาไม่เคยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า ไม่เคยคำนึงถึงพระราชกิจของพระเจ้า และยิ่งไม่เคยคำนึงว่ามนุษย์ควรปฏิบัติหน้าที่ใด ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงกำหนดให้ผู้คนปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ได้มาตรฐานอย่างไร ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงกำหนดให้ผู้คนเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่เป็นไปตามมาตรฐานอย่างไร พวกศัตรูของพระคริสต์ก็เพิกเฉยโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าพระองค์จะทรงใช้วิธีการใดหรือตรัสพระวจนะใด พระเจ้าก็ไม่ทรงสามารถทำให้ผู้คนเหล่านี้ซาบซึ้งได้ และด้วยเหตุนี้จึงไม่ทรงสามารถทำให้พวกเขาเปลี่ยนแผนการของตน และละทิ้งความโลภและความอยากของตนได้ ทั้งในนามและในความเป็นจริง ผู้คนเหล่านี้คือพวกวัตถุนิยมและผู้ไม่เชื่อในหมู่ศัตรูของพระคริสต์ ดังนั้น จะถือว่าผู้คนเหล่านี้เป็นพวกชั้นต่ำที่สุดในลำดับชั้นของศัตรูของพระคริสต์ได้หรือไม่? (ได้ เพราะศัตรูของพระคริสต์บางคนยังสามารถทำงานบางอย่างให้เพื่อเห็นแก่สถานะ ในขณะที่คนเหล่านี้ไม่เต็มใจแม้แต่จะทำงานให้) ถูกต้อง ผู้คนเหล่านี้ต้องการผลประโยชน์ สิ่งที่พวกเขาจับจ้องและคิดถึงตลอดทั้งวันมีแต่ผลประโยชน์ และทุกสิ่งที่พวกเขาทำก็ล้วนวนเวียนอยู่กับผลประโยชน์ บางคนทำหน้าที่เจ้าภาพ และเมื่อไข่ ข้าว หรือแป้งหมดลง พวกเขาก็รีบบอกคริสตจักรทันทีให้ส่งใครสักคนไปซื้อสิ่งเหล่านี้ พวกเขาไม่ซื้ออะไรเองเลย ราวกับว่าพวกเขาไม่เคยกินสิ่งเหล่านี้ในบ้านของตนก่อนที่จะเริ่มทำหน้าที่เจ้าภาพ พวกเขาเคยซื้อสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดด้วยตนเอง แต่ทันทีที่เริ่มทำหน้าที่นี้ พวกเขาก็เริ่มหาข้ออ้าง รู้สึกว่าตนถูกต้องและมั่นใจในตนเอง และกลายเป็นคนทวงหนี้ เป็นเจ้าหนี้ของพระนิเวศของพระเจ้า ราวกับว่าพระนิเวศของพระเจ้าติดค้างบางสิ่งพวกเขา—ผู้คนเช่นนี้ไม่ใช่คนดี
เราเคยพักในบ้านเจ้าภาพบางแห่งในจีนแผ่นดินใหญ่ และพี่น้องชายหญิงบางคนก็มีความเป็นมนุษย์ที่ยอดเยี่ยมมาก แม้พวกเขาเพิ่งเชื่อมาได้เพียงสองหรือสามปีและยังไม่เข้าใจความจริงมากนักก็ตาม แต่พวกเขาก็ทำหน้าที่เจ้าภาพของตนอย่างจริงใจ หากพระนิเวศของพระเจ้าพยายามให้เงินแก่พวกเขา พวกเขาก็ปฏิเสธ พวกเขาให้เงินตอบแทนสำหรับทุกสิ่งที่พี่น้องชายหญิงมอบให้ และพวกเขาเก็บรักษาสิ่งใดก็ตามที่เป็นของพระนิเวศของพระเจ้าให้ปลอดภัยอย่างใส่ใจ หากสิ่งที่พระนิเวศของพระเจ้าซื้อมายังใช้ไม่หมด พวกเขาก็จะถึงกับมอบเงินที่มีมูลค่าเทียบเท่ากันให้แก่พระนิเวศของพระเจ้า บางคนที่ฐานะการเงินดีกว่าก็เต็มใจเป็นเจ้าภาพ และพวกเขาจะไม่ยอมรับเงินแม้แต่สตางค์แดงเดียวที่พระนิเวศของพระเจ้ามอบให้ บางคนไม่ได้มีฐานะร่ำรวย แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็จะไม่ยอมรับเงินใดๆ ที่พระนิเวศของพระเจ้ามอบให้ ไม่ว่าคริสตจักรหรือพี่น้องชายหญิงจะมอบสิ่งใดให้บ้านของพวกเขาเพื่อใช้ในการทำหน้าที่เจ้าภาพ พวกเขาก็จะไม่ยักยอกสิ่งเหล่านั้น นี่เป็นเพราะพวกเขาเข้าใจความจริงใช่หรือไม่? ไม่ใช่ นี่เป็นเรื่องของลักษณะนิสัย ยิ่งไปกว่านั้นและที่สำคัญกว่านั้นก็คือ พวกเขาเป็นผู้เชื่อที่แท้จริง และด้วยการมีลักษณะนิสัยที่ดีควบคู่กันนี้ พวกเขาจึงสามารถทำเช่นนี้ได้ มิฉะนั้นแล้ว พวกเขาคงจะไม่สามารถทำได้ เราเคยไปบ้านเจ้าภาพบางแห่ง และเจ้าภาพนำผ้านวมกับผ้าห่มที่ดีที่สุดของพวกเขามาให้เราใช้ และเรากล่าวว่า “ของพวกนี้เป็นของใหม่และยังไม่เคยใช้เลย เก็บกลับเข้าไปในหีบห่อเถิด เราจะไม่ใช้ของพวกนี้หรอก” พวกเขายืนกรานที่จะให้เราใช้ แล้วก็มีเจ้าภาพบางคนที่ซื้อของใหม่ทั้งหมดมาให้เราใช้ และเรากล่าวว่า “อย่าซื้อของใหม่เลย สิ้นเปลืองเงินเปล่าๆ เราจะใช้แค่ของที่พวกเจ้ามีอยู่ที่นี่ อย่าใช้จ่ายเงินเลย เราไม่แนะนำให้ผู้คนซื้อนั่นซื้อนี่ในทุกที่ที่เราไป ไม่จำเป็นต้องใช้ของใหม่เสมอไปหรอก” บางคนก็ยังคงยืนกรานที่จะใช้จ่ายเงินจำนวนนี้ นอกจากนี้ ยังมีเจ้าภาพบางคนที่ทำอาหารหลายอย่างในมื้ออาหาร เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าเราชอบกินอะไร พวกเขาจึงทำอาหารมากมายให้เราได้เลือก เพราะหากพวกเขาทำอาหารเพียงไม่กี่อย่าง พวกเขาก็กังวลว่าเราจะกินได้ไม่มากนัก มีผู้คนแบบนี้มากมายเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เจ้าภาพบางคนกลับแตกต่างออกไป เวลาที่เราพักอยู่กับเจ้าภาพเหล่านี้ พวกเขาก็สุ่มหยิบของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันบางอย่างมาให้เราใช้พอถูไถไปได้ ส่วนผสมที่ใช้เวลาทำอาหารก็มีเพียงสิ่งที่พี่น้องชายหญิงนำมาให้พวกเขา และเมื่อจำเป็นต้องไปซื้อเพิ่ม พวกเขาก็จะแบมือขอเงินจากเรา แล้วก็มีเจ้าภาพบางคน ซึ่งเราฝากข้าวของบางอย่างไว้ที่บ้านของพวกเขาเพื่อเก็บรักษา เมื่อเราไม่ได้กลับไปสักระยะหนึ่ง เจ้าภาพเหล่านั้นก็งัดลิ้นชักและของบางอย่างก็หายไป พวกเขาทุกคนล้วนเชื่อในพระเจ้าและทุกคนล้วนทำหน้าที่เจ้าภาพ แต่ระหว่างพวกเขานั้น แตกต่างกันมากใช่หรือไม่? บางคนที่เชื่อในพระเจ้าสามารถทำสิ่งดังกล่าวได้—นี่เป็นสิ่งที่มนุษย์ทำกันหรือไม่? นี่คือสิ่งที่พวกโจร ผู้ร้าย คนเลวทราม และอันธพาลทำกัน ผู้เชื่อที่แท้จริงสามารถทำสิ่งเช่นนี้ได้หรือไม่? หากผู้เชื่อที่แท้จริงเก็บรักษาสิ่งใดให้กับเจ้า ไม่ว่าเจ้าจะไม่อยู่นานเพียงใด ต่อให้เป็นแปดหรือสิบปี พวกเขาก็จะเก็บรักษาสิ่งนั้นไว้ให้เจ้าอย่างปลอดภัยเสมอ พวกเขาจะไม่แตะต้อง ไม่เปิดดู หรือไม่รื้อค้นสิ่งนั้น อย่างไรก็ตาม สำหรับเจ้าภาพบางคน หากเจ้าทิ้งสิ่งใดไว้ที่บ้านของพวกเขา พวกเขาก็จะเปิดดูทันทีที่เจ้าก้าวพ้นประตู พวกเขากำลังรื้อค้นสิ่งใด? พวกเขาจะรื้อค้นกระเป๋าของเจ้าเพื่อดูว่ามีของมีค่าอยู่ในนั้นหรือไม่ เช่น เครื่องประดับ โทรศัพท์มือถือ หรือเงิน—พวกเขารื้อค้นสิ่งของทั้งหมดนี้ ผู้หญิงบางคนมักจะรื้อค้นดูสิ่งใด? พวกเธอต้องการดูว่าเจ้ามีเสื้อผ้าสวยๆ บ้างหรือไม่ เมื่อรื้อค้นดูแล้ว พวกเธอก็คิดว่า “โอ้ เสื้อผ้าพวกนี้สวยจัง ฉันจะลองใส่ดู” บอกเราทีว่า มีเรื่องพวกนี้เกิดขึ้นไม่ใช่หรือ? (ใช่) เจ้ารู้ได้อย่างไร? พวกเจ้าเคยเห็นเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นหรือไม่? เรามีหลักฐานที่แน่ชัดในการกล่าวว่ามีเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น ปีหนึ่ง ในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง เราฝากเสื้อผ้าบางส่วนไว้ที่บ้านเจ้าภาพแห่งหนึ่ง วันหนึ่ง จู่ๆ เราก็นึกถึงเสื้อผ้าเหล่านี้บางชุดที่เราควรสวมใส่และวางแผนที่จะไปเอาเสื้อผ้าเหล่านั้น เราจึงไปที่บ้านเจ้าภาพแห่งนั้น ลองเดาสิว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อเราเข้าไปในบ้านหลังนั้น เจ้าภาพหญิงสูงวัยกำลังลองสวมเสื้อโค้ตขนสัตว์ของเราอยู่พอดี ช่างบังเอิญเสียเหลือเกินที่เราเห็นเข้า เราพูดว่า “เจ้ากำลังทำอะไรอยู่?” เธอตกตะลึง เธอไม่เคยนึกฝันถึงความบังเอิญเช่นนี้ที่เราจะได้เห็นสิ่งที่เธอกำลังทำ และเธอก็อับอายมาก อย่างไรก็ตาม คนแบบนี้เป็นพวกไร้ยางอาย และเธอก็พูดทันทีว่า “โอ้ พระองค์ไม่คิดหรือว่าเสื้อโค้ตขนสัตว์ของพระองค์เหมาะกับข้าพระองค์อย่างยิ่ง?” เรากล่าวว่า “นั่นเป็นเสื้อโค้ตของเรา หากเจ้าสวมอยู่ เราก็ไม่สามารถสวมได้” เธอพูดว่า “เอาไปเถิด ข้าพระองค์ไม่ต้องการ” เราตอบว่า “เจ้าลองสวมทำไมถ้าเจ้าไม่ต้องการ? ประตูตู้เสื้อผ้าไม่ได้ล็อกไว้หรือ?” เธอพูดว่า “เผอิญวันนี้ไม่มีอะไรทำ ข้าพระองค์ก็เลยเอาออกมาดู” เราจึงกล่าวว่า “มันไม่ใช่ของเจ้า เจ้าก็ไม่ควรแตะต้อง” นี่คือตัวอย่างของสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เราไม่รู้ว่าเจตนาของเธอในการทำเช่นนี้คืออะไร บอกเราเถิดว่า คนแบบนี้เป็นคนที่เชื่อในพระเจ้าหรือไม่? เราควรถือว่าเขาเป็นผู้เชื่อในพระเจ้าและเป็นสมาชิกในครอบครัวของพระเจ้าหรือไม่? (ไม่) เขาไม่คู่ควรที่จะเป็นผู้ติดตามของพระเจ้า เขาเป็นหนึ่งในพวกของซาตาน ไร้ยางอาย ปราศจากมโนธรรมหรือความมีเหตุผล ไม่มีความเป็นมนุษย์แม้แต่น้อย—เขาเป็นคนชั่วช้า พระเจ้าจะทรงช่วยผู้คนเช่นนั้นให้รอดหรือไม่? ผู้คนแบบนี้ไม่มีแม้แต่ความซื่อตรงและศักดิ์ศรีขั้นต่ำสุด หรือความเคารพขั้นพื้นฐานต่อพระเจ้า—พระเจ้าไม่ทรงช่วยพวกเขาให้รอดได้อย่างแน่นอน ความจริงที่พระเจ้าตรัสและชีวิตที่พระองค์ประทานให้มนุษย์นั้น ไม่ได้ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับผู้คนเช่นนี้ ผู้คนเหล่านี้ไม่ใช่สมาชิกในครอบครัวของพระเจ้า แต่เป็นผู้ไม่เชื่อที่อยู่นอกพระนิเวศของพระเจ้า และมีธรรมชาติของมาร นอกจากแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์จะเป็นแก่นแท้ธรรมชาติที่ไม่รักความจริงและรังเกียจความจริงแล้ว ลักษณะนิสัยของพวกเขายังต่ำช้าและน่ารังเกียจอย่างยิ่ง และผู้คนเช่นนี้ก็น่าขยะแขยง น่าดูหมิ่น และน่าชิงชัง จากการสำแดงของผู้คนเหล่านี้ที่ยักยอกสินทรัพย์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าซึ่งพวกเราเพิ่งพูดถึง ก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าผู้คนเหล่านี้จะทำหน้าที่ใด พวกเขาก็ไม่เคยสละตนอย่างแท้จริงและไม่เคยทำด้วยความจริงใจ ตรงกันข้าม พวกเขากลับมาพร้อมกับแผนการ ความโลภ และความอยากของตนเอง พวกเขาวิ่งเข้าหาผลประโยชน์ ไม่ใช่เพื่อให้ได้รับความจริง ดังนั้น ไม่ว่าเจ้าจะมองอย่างไร สำหรับพระเจ้าแล้ว ความเป็นมนุษย์ของผู้คนเช่นนั้นย่อมไม่ได้มาตรฐาน ดังนั้น บอกเราเถิดว่า พวกเจ้าคิดว่าความเป็นมนุษย์ของผู้คนเช่นนั้นได้มาตรฐานหรือไม่ และพวกเจ้าถือว่าพวกเขาเป็นคนดีหรือไม่? (ไม่) พวกเจ้าก็ดูหมิ่นผู้คนเช่นนั้นเหมือนกัน ใช่หรือไม่? (ใช่) เมื่อบางคนได้ยินว่าพระนิเวศของพระเจ้าได้ซื้อบางสิ่งบางอย่างมา พวกเขาก็ต้องการส่วนแบ่งในสิ่งนั้น และเมื่อพวกเขาเห็นพี่น้องชายหญิงบริจาคเสื้อผ้า ไม่ว่าพวกเขาจะสมควรได้รับหรือไม่ หรือควรจะมีหรือไม่ พวกเขาก็พยายามที่จะให้ได้มา ลงมือทำทันทีอย่างกระตือรือร้นมากกว่าใครๆ เมื่อพวกเขาได้ยินว่าพระนิเวศของพระเจ้ามีงานที่ต้องทำหรือมีงานสกปรกหรืองานที่เหนื่อยยากบางอย่างที่ต้องปฏิบัติ พวกเขาก็จะซ่อนตัวทันทีและเจ้าไม่สามารถหาพวกเขาพบไม่ว่าจะเป็นที่ไหน ผู้คนเช่นนี้ฉลาดแกมโกงและเจ้าเล่ห์ ไม่ค่อยซื่อตรง—พวกเขาน่าดูหมิ่น น่าชิงชัง และน่าขยะแขยง!
การใช้การสำแดงต่างๆ ของศัตรูของพระคริสต์ในการยักยอกสินทรัพย์แห่งพระนิเวศของพระเจ้ามาชำแหละความใส่ใจต่อผลประโยชน์ของพวกเขาเองในทุกแง่มุมนั้น ทำให้พวกเรามองเห็นว่าผู้คนเหล่านี้คือผู้ไม่เชื่อ เป็นพวกวัตถุนิยม เป็นผู้คนที่มีลักษณะนิสัยที่น่าดูหมิ่น ไม่ค่อยซื่อตรง และต่ำต้อย น่าชิงชัง และไม่ใช่เป้าหมายที่พระเจ้าจะทรงช่วยให้รอด การนิยามผู้คนเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องยกระดับให้สูงถึงขั้นที่ว่าพวกเขารังเกียจความจริง พวกเราสามารถรู้เท่าทันพวกเขาในแง่ของความเป็นมนุษย์และลักษณะนิสัยของพวกเขาแล้ว ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องยกระดับให้สูงถึงขั้นที่เกี่ยวข้องกับความจริง ดังนั้น ไม่ว่าจะในพระนิเวศของพระเจ้าหรือในกลุ่มผู้คนใดก็ตาม ผู้คนเช่นนี้ควรเป็นผู้ที่ต่ำต้อยที่สุดและขาดลักษณะนิสัยที่ดีมากที่สุดเสมอ แน่นอนว่า หากประเมินพวกเขาในพระนิเวศของพระเจ้าโดยใช้ความจริง พวกเขาก็จะยิ่งน่าดูหมิ่นและต่ำช้ายิ่งขึ้น พวกเจ้ามีตัวอย่างเพิ่มเติมของการสำแดงเช่นนี้ที่ศัตรูของพระคริสต์แสดงออกมาอีกหรือไม่? (ศัตรูของพระคริสต์คนหนึ่งกำลังจัดการเรื่องการพิมพ์หนังสือให้กับพระนิเวศของพระเจ้า และเขาได้ยักยอกเงินถวายของพระเจ้าไปหลายแสนหยวนผ่านทางการทำบัญชีเท็จ หลังจากการตรวจสอบก็พบว่า ก่อนที่เขาจะเริ่มทำหน้าที่นี้ ครอบครัวของเขามีเงินน้อยมาก แต่หลังจากที่เริ่มทำหน้าที่นี้ เขากลับซื้อบ้านและรถยนต์ ทว่าสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถตรวจพบได้จากบัญชี ครอบครัวของเขาทุกคนล้วนโหดร้ายมาก จึงไม่สามารถทวงของถวายคืนมาได้) ผู้นำและคนทำงานต้องรับผิดชอบโดยตรงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่หรือ? (ใช่ ต่อมา เมื่อมีรายละเอียดปรากฏให้เห็นมากขึ้น ก็พบว่าผู้นำและคนทำงานที่รับผิดชอบในเวลานั้นไม่เคยตรวจสอบบัญชีที่ศัตรูของพระคริสต์คนนี้จัดการเลย พวกเขาละเลยความรับผิดชอบของตน และสถานการณ์นี้เกิดจากการที่พวกเขาไม่มีความรับผิดชอบ พวกเขาต้องรับผิดชอบโดยตรงอย่างแน่นอน) ดังนั้น ควรบันทึกการกระทำผิดของพวกเขาไว้ในสมุดบันทึกของพระเจ้าหรือไม่? (ควร) หลังจากนั้น ผู้คนเหล่านี้ถูกจัดการอย่างไร? (บางคนถูกคัดออกและถูกขับไล่ และบางคนกำลังชดใช้ของถวาย) นี่คือวิธีที่เหมาะสมในการจัดการพวกเขา ผู้นำและคนทำงานละเลยหน้าที่ของตนและล้มเหลวในการลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตนในการกำกับดูแลเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขาใช้คนผิดและไม่ได้ทุ่มเทความพยายามในการจับตาดูหรือกำกับดูแลคนคนนี้ พวกเขาไม่สามารถค้นพบปัญหาของคนที่ตนกำลังใช้งานอย่างทันท่วงที จึงเกิดผลสืบเนื่องที่ร้ายแรงขึ้น ทำให้ของถวายของพระเจ้าและสินทรัพย์ของพระนิเวศของพระเจ้าประสบความสูญเสียอย่างหนัก ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้คนเหล่านี้ทั้งหมดที่รับผิดชอบโดยตรง และควรบันทึกการกระทำผิดของพวกเขาไว้ทั้งหมด นี่คือผลสืบเนื่องอันเลวร้ายที่พวกเขานำมาสู่ตนเองโดยการไม่ใช้คนที่ถูกต้องสำหรับงานนี้ และทำให้พระนิเวศของพระเจ้าประสบกับความสูญเสีย และท้ายที่สุด ของถวายของพระเจ้าก็กลายเป็นราคาที่ต้องจ่าย บอกเราทีว่า ศัตรูของพระคริสต์โลภอยู่เสมอ หรือว่าความคิดชั่วเหล่านี้เกิดขึ้นกับพวกเขาเฉพาะตอนที่พวกเขาเห็นสิ่งที่มีค่าเท่านั้น? (พวกเขาโลภอยู่เสมอ) นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า เมื่อเจ้าคบหาและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนเช่นนี้ เจ้าย่อมสามารถค้นพบความโลภและความอยากของพวกเขาได้อย่างแน่นอน ผลสืบเนื่องนี้เกิดขึ้นจากการที่ผู้นำและคนทำงานไม่มีความรับผิดชอบ ไม่แยกแยะผู้คน มองผู้คนไม่ออก และใช้งานคนผิด ดังนั้น ความรับผิดชอบจึงตกหนักอยู่กับพวกเขา และพวกเขาก็สมควรที่จะถูกขับไล่
ก่อนหน้านี้ พวกเราได้สามัคคีธรรมในเรื่องแง่มุมสำคัญของธรรมชาติ แก่นแท้ อุปนิสัย และเส้นทางที่พวกศัตรูของพระคริสต์เดินตาม สิ่งที่พวกเรากำลังสามัคคีธรรมและชำแหละในวันนี้คือการสำแดงต่างๆ ภายในขอบข่ายความเป็นมนุษย์ของศัตรูของพระคริสต์ และมีความสัมพันธ์กับชีวิตจริง แม้ว่านี่จะเป็นแง่มุมรอง แต่ก็ยังสามารถช่วยผู้คนให้ระบุการสำแดงบางประการของศัตรูของพระคริสต์ได้ สิ่งเหล่านี้ยังเป็นลักษณะเฉพาะ สัญญาณ และสัญลักษณ์ที่ชัดเจนบางประการของศัตรูของพระคริสต์อีกด้วย ตัวอย่างเช่น ศัตรูของพระคริสต์รักสถานะ ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และอิทธิพล เขาเห็นแก่ตัว น่าดูหมิ่น และโหดร้ายมาก เขาไม่รักความจริง แล้วความเป็นมนุษย์และลักษณะนิสัยของเขาเป็นเช่นไร? บางคนกล่าวว่า “แม้ศัตรูของพระคริสต์บางคนจะรักความมีหน้ามีตาและสถานะ แต่พวกเขาก็มีลักษณะนิสัยที่มีเกียรติและสูงส่ง และพวกเขามีมโนธรรมและสำนึก” เรื่องนี้ถูกต้องหรือไม่? (ไม่ถูกต้อง) เหตุใดจึงไม่ถูกต้อง? พวกเราอย่าเพิ่งพูดถึงแก่นนิสัยของศัตรูของพระคริสต์เลย จงดูที่ความเป็นมนุษย์และลักษณะนิสัยของพวกเขาเสียก่อน พวกเขาไม่ใช่คนดีอย่างแน่นอน พวกเขาไม่ใช่คนที่มีศักดิ์ศรี มโนธรรม หรือความซื่อตรงอันสูงส่ง และยิ่งไม่ใช่ผู้คนที่รักความจริง ผู้คนที่มีความเป็นมนุษย์เช่นนี้สามารถเดินตามเส้นทางที่ถูกต้องได้หรือไม่? ไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะลักษณะนิสัยของพวกเขาไม่มีแก่นแท้ที่เดินตามเส้นทางที่ถูกต้อง ดังนั้น ผู้คนเหล่านี้จึงไม่สามารถรักความจริงอย่างแน่นอน และยิ่งไม่สามารถยอมรับความจริงได้ เมื่อตัดสินจากเจตนาและท่าทีที่พวกศัตรูของพระคริสต์มีในการทำหน้าที่ของตน ลักษณะนิสัยและความเป็นมนุษย์ของศัตรูของพระคริสต์ทำให้ผู้คนปฏิเสธและรู้สึกรังเกียจพวกเขา และยิ่งไปกว่านั้น พระเจ้าก็ทรงรังเกียจเดียดฉันท์พวกเขา ไม่ว่าพวกเขาจะทำหน้าที่ใด พวกเขาก็ต้องการยักยอกสินทรัพย์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าอยู่เสมอ และขอรางวัล เงิน สิ่งของ และผลประโยชน์จากพระองค์ แล้วพระเจ้าทรงมองว่าพวกเขาเป็นผู้คนประเภทใด? ผู้คนเหล่านี้ไม่ใช่คนดีอย่างแน่นอน เช่นนั้นแล้ว ในสายพระเนตรของพระเจ้า พระองค์ทรงนิยามผู้คนเช่นนี้ว่าอย่างไรกันแน่? พระองค์ทรงเรียกผู้คนเช่นนี้ว่าอะไร? มีเรื่องหนึ่งที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์จากยุคพระคุณ กล่าวคือ ยูดาสมักจะขโมยเงินจากถุงเงิน และในท้ายที่สุด เขาก็ถูกพระเจ้าทรงใช้ให้ทำงานให้ นั่นคือการหักหลังองค์พระเยซูเจ้าเพื่อประโยชน์ส่วนตน องค์พระเยซูเจ้าทรงถูกตรึงกางเขน และยูดาส ผู้ซึ่งมีบทบาทในการหักหลังองค์พระผู้เป็นเจ้าและมิตรสหายของเขาเพื่อประโยชน์ส่วนตน ก็ตายเพราะท้องแตก ดังนั้น ผู้คนเหล่านี้ที่ยักยอกสินทรัพย์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าและขโมยของถวายของพระเจ้าล้วนเป็นยูดาสในสายพระเนตรของพระเจ้า ความนัยก็คือ พระเจ้าทรงเรียกผู้คนเหล่านี้ว่าพวกยูดาส แม้ตอนนี้ ศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ที่ถูกกล่าวโทษว่าเป็นพวกยูดาสจะไม่ได้ทำสิ่งต่างๆ เช่น หักหลังองค์พระผู้เป็นเจ้าและมิตรสหายเพื่อประโยชน์ส่วนตนเหมือนที่ยูดาสทำ แต่แก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาก็เหมือนกัน พวกเขามีสิ่งใดที่เหมือนกัน? พวกเขาใช้ประโยชน์จากตำแหน่งและฉวยโอกาสในการทำหน้าที่ของตน เพื่อขโมยและยักยอกสินทรัพย์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า นั่นคือเหตุผลที่ผู้คนเหล่านี้ถูกพระเจ้าทรงเรียกว่าพวกยูดาส และพวกเขาก็อยู่ในระดับเดียวกับผู้ที่หักหลังองค์พระผู้เป็นเจ้าและมิตรสหายของเขาเพื่อประโยชน์ส่วนตน นั่นก็คือ พวกศัตรูของพระคริสต์ที่ยักยอกและยึดเอาสินทรัพย์ของพระนิเวศของพระเจ้านั้นเทียบเท่ากับยูดาสที่หักหลังองค์พระผู้เป็นเจ้าและสหายของเขาเพื่อประโยชน์ส่วนตน และไม่ต้องใช้ความคิดมากนักก็สามารถรู้ได้ว่าจุดจบใดที่รอคอยผู้คนเช่นนี้อยู่
2. การให้พี่น้องชายหญิงรับใช้และทำงานให้ตน
ผลประโยชน์ที่พวกศัตรูของพระคริสต์เพียรพยายามเพื่อให้ได้มาในขณะที่ทำหน้าที่ของตนนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสิ่งที่พวกเราได้พูดถึงไปแล้ว—เงิน สิ่งของทางวัตถุ อาหาร และของใช้—ขอบเขตของผลประโยชน์เหล่านี้กว้างใหญ่มาก ตัวอย่างเช่น ในยามที่ศัตรูของพระคริสต์ทำหน้าที่ พวกเขาเอาเปรียบพี่น้องชายหญิงในนามของการทำหน้าที่นั้น โดยให้พี่น้องชายหญิงรับใช้และทำงานให้ตน และคอยสั่งการพี่น้องชายหญิง—นี่คือผลประโยชน์ที่ศัตรูของพระคริสต์เพียรพยายามเพื่อให้ได้มาไม่ใช่หรือ? (ใช่) ก่อนที่บางคนจะมาเป็นผู้นำคริสตจักร พวกเขาทำทุกอย่างในบ้านด้วยตัวเองเสมอ และดูเหมือนพวกเขาจะไม่มีความทะเยอทะยานหรือเจตนาร้าย อย่างไรก็ตาม เมื่อได้รับเลือกให้เป็นผู้นำคริสตจักรและได้รับสถานะ พวกเขายังคงทำทุกอย่างด้วยตัวเองหรือไม่? เมื่อได้รับสถานะ พวกเขาก็คิดว่าตนแตกต่างออกไป คิดว่าตนควรได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษในพระนิเวศของพระเจ้า และต้องเรียนรู้วิธีระดม “พลังมวลชน” เพื่อร่วมกันทำ “หน้าที่” ของพวกเขาเองให้สำเร็จ งานทุกอย่างในบ้านของพวกเขากลายเป็นงานที่อยู่ในขอบข่ายความรับผิดชอบของคริสตจักร และพวกเขาแบ่งงานบ้านและภารกิจประจำวันของตนให้กับพี่น้องชายหญิง ตัวอย่างเช่น เมื่อพวกเขามีงานบางอย่างที่ต้องทำในบ้านของตน พวกเขาก็บอกกับพี่น้องชายหญิงว่า “ช่วงสองวันที่ผ่านมานี้ฉันยุ่งอยู่กับงานของคริสตจักร พวกคุณคนไหนพอมีเวลาช่วยฉันทำงานสักอย่างไหม?” ผู้คนสามหรือห้าคนอาสา และหลังจากนั้นไม่นาน งานก็เสร็จสิ้น ผู้นำเหล่านี้คิดว่า “หลายคนช่วยกัน งานก็เบาลง การเป็นผู้นำเป็นเรื่องดี แค่ฉันเอ่ยปากงานก็เสร็จแล้ว ต่อไปถ้าฉันมีอะไรที่ต้องทำที่บ้าน ฉันจะให้พี่น้องชายหญิงมาช่วยฉัน” เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป พวกเขาก็ไม่ได้ทำงานของผู้นำคริสตจักรมากนัก แต่กลับจัดแจงให้ผู้คนไปทำงานที่บ้านของตนเป็นจำนวนมาก และถึงกับใส่เรื่องนี้ลงในตารางเวลา—ช่างเป็นผู้นำคริสตจักรที่ “ยุ่ง” เสียจริง! ก่อนที่จะมาเป็นผู้นำ พวกเขาไม่เคยมีงานให้ทำที่บ้านมากขนาดนั้น แต่หลังจากเป็นผู้นำแล้ว กลับมีงานที่บ้านให้ทำเพิ่มขึ้นมากมาย พี่น้องชายหญิงบางคนทำไร่ทำนาให้พวกเขา บางคนรดน้ำที่ดินให้พวกเขา บางคนปลูกผักให้พวกเขา บางคนถอนวัชพืช บางคนใส่ปุ๋ย และบางคนช่วยพวกเขาขายผักแล้วมอบเงินทั้งหมดที่ได้มาให้พวกเขา โดยไม่เก็บไว้เองแม้แต่สตางค์แดงเดียว หลังจากพวกเขากลายเป็นผู้นำคริสตจักร ชีวิตในบ้านของพวกเขาก็เจริญรุ่งเรือง ไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไร ผู้คนก็สนับสนุนและช่วยเหลือพวกเขาเสมอ และทุกคำพูดของพวกเขาก็ได้ผลดียิ่ง พวกเขารู้สึกมีความสุขและพอใจมาก และพวกเขาก็ยิ่งคิดว่า “ตำแหน่งผู้นำคริสตจักรนี้ช่างยอดเยี่ยม และการมีสถานะก็วิเศษจริงๆ ถ้าที่บ้านฉันขาดแคลนอาหาร ฉันแค่เอ่ยปาก ผู้คนก็นำอาหารมาให้ฉัน และพวกเขาไม่ต้องการแม้แต่เงินตอบแทน ช่างเป็นชีวิตที่สะดวกสบายอะไรเช่นนี้! ฉันกำลังได้รับพรจากพระเจ้าอย่างแท้จริงเพราะการเชื่อของฉัน นี่คือพรอันยิ่งใหญ่ และเป็นพระคุณของพระเจ้าจริงๆ! พระเจ้าช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน ขอบคุณพระเจ้า!” เมื่อใครก็ตามเสร็จสิ้นจากการรับใช้พวกเขาหรือพวกเขาสั่งการเสร็จสิ้น พวกเขาก็จะ “ขอบคุณพระเจ้า” และ “ยอมรับสิ่งนั้นจากพระเจ้า” เสมอ ผู้นำคริสตจักรที่ไม่มีความสำคัญเหล่านี้สามารถใช้ตำแหน่งของตนได้ถึงขนาดนี้—พวกเจ้าทำเช่นนี้ได้หรือไม่? พวกเจ้าสามารถทำเรื่องแบบนี้ได้หรือไม่? เหตุใดผู้คนจึงแข่งขันกันเพื่อเป็นผู้นำ? เหตุใดพวกเขาจึงแข่งขันกันเพื่อสถานะ? หากไม่ได้รับผลประโยชน์ จะมีใครแข่งขันเพื่อสถานะหรือไม่? หากสถานะที่พวกเขาแข่งขันกันหมายถึงการตรากตรำและทำงานเหมือนวัวเหมือนควาย เช่นนั้นคงจะไม่มีใครสนใจเลย เป็นเพราะการมีสถานะได้รับผลประโยชน์มากมายนั่นเอง ผู้คนจึงทุ่มเทสุดกำลังเพื่อแย่งชิงและแข่งขันเพื่อให้ได้มา การเป็นผู้นำคริสตจักรที่ไม่มีความสำคัญกลับนำผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่เช่นนี้มาให้พวกเขา นำความสะดวกสบายอย่างยิ่งและข้อได้เปรียบมากมายเหลือเกินมาสู่ชีวิตของพวกเขา—คนประเภทใดกันที่ประพฤติตนเช่นนี้? พวกเขาเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่? พวกเขาเป็นคนที่มีความเป็นมนุษย์และมโนธรรมหรือไม่? พวกเขาเป็นคนที่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าหรือไม่? (ไม่ใช่) พวกเขาเชื่อว่าตนทำหน้าที่เป็นผู้นำคริสตจักรเพื่อทุกคนและเพื่อพระนิเวศของพระเจ้า และพวกเขาไม่คิดว่านั่นคือหน้าที่ พวกเขาเชื่อว่างานใดๆ ที่พวกเขาทำในฐานะผู้นำคริสตจักรนั้นทำบนพื้นฐานของการเสียสละชีวิตครอบครัวของพวกเขา ดังนั้น พี่น้องชายหญิงจึงควรชดเชยราคาที่พวกเขาจ่ายให้กับพวกเขา หากพวกเขาไม่มีเวลาทำงานบ้าน พี่น้องชายหญิงก็ควรช่วยพวกเขาทำ หากพวกเขาไม่มีเวลาทำงานในไร่นา พี่น้องชายหญิงก็ควรไปปรากฏตัวในไร่นาของพวกเขาและทำงานให้พวกเขาราวกับเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ ไม่ว่าพวกเขาได้สละสิ่งใดไปจากการเป็นผู้นำคริสตจักร พี่น้องชายหญิงก็ควรชดเชยให้พวกเขาเป็นสองเท่า สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้พี่น้องชายหญิงให้รับใช้พวกเขาและสั่งให้พี่น้องชายหญิงทำเพื่อชีวิตส่วนตัวของพวกเขาเองในขณะที่พวกเขากำลังทำหน้าที่ของตน เมื่อศัตรูของพระคริสต์กลายเป็นผู้นำ พวกเขาจะไม่ยอมปล่อยให้โอกาสเช่นนี้ผ่านไปอย่างแน่นอน และพวกเขาจะไม่ยืนดูข้อได้เปรียบเหล่านี้หลุดมือไปอย่างเด็ดขาด แต่พวกเขากลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ พวกเขาใช้ทุกช่วงเวลาและคว้าทุกโอกาสเพื่อให้พี่น้องชายหญิงทำงานให้ตน และให้พี่น้องชายหญิงทำงานให้ตนเหมือนวัวเหมือนควาย พวกเขาใช้ประโยชน์จากความโง่เขลาและความซื่อสัตย์ของพี่น้องชายหญิง และถึงกับใช้ประโยชน์จากความคิดของพี่น้องชายหญิงที่เต็มใจทำหน้าที่ของตนและจ่ายราคาเพื่อพระเจ้า เพื่อให้พี่น้องชายหญิงมารับใช้ตน ในขณะเดียวกัน พวกเขายังเสแสร้งว่าคำพูดบางคำคือความจริงและใช้คำพูดเหล่านั้นสั่งสอนพี่น้องชายหญิง เพื่อให้พี่น้องชายหญิงเรียนรู้แนวคิดนี้ว่า ผู้นำก็เป็นมนุษย์เช่นกัน ผู้นำก็มีครอบครัวเช่นกัน และผู้นำก็ต้องดำเนินชีวิตของตนเช่นกัน และหากผู้นำไม่มีเวลาจัดการเรื่องในครัวเรือนของตน พี่น้องชายหญิงก็ควรถือว่าเรื่องเหล่านี้เป็นหน้าที่ของตนเอง พี่น้องชายหญิงไม่ควรต้องให้ผู้นำขอให้ทำสิ่งเหล่านี้ แต่ควรทำสิ่งเหล่านี้ที่ผู้นำไม่สามารถทำได้อย่างกระตือรือร้นและด้วยความสมัครใจ พี่น้องชายหญิงจำนวนมากเต็มใจรับใช้ผู้นำเหล่านี้ภายใต้การล่อลวงและการชักจูงเช่นนี้ นี่คือเป้าหมายที่ศัตรูของพระคริสต์ปรารถนาจะสัมฤทธิ์โดยการยึดอำนาจและสถานะ และเป็นหนึ่งในกิจที่พวกเขาปรารถนาจะดำเนินการและเป็นหนึ่งในผลประโยชน์ที่พวกเขาปรารถนาจะเพียรพยายามเพื่อให้ได้มาโดยการยึดอำนาจและสถานะ มีผู้คนแบบนี้อยู่มากหรือไม่? (มาก) ผู้คนเหล่านี้คือเหล่าซาตาน ผู้คนที่ปราศจากความจริงและไม่เดินตามเส้นทางที่ถูกต้องสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ แม้ว่าพวกเขาจะมีสถานะเพียงน้อยนิดก็ตาม—ผู้คนเหล่านี้น่าสงสารหรือไม่? พวกเจ้าคิดอย่างไรกับลักษณะนิสัยของพวกเขา? พวกเขามีมโนธรรมหรือสำนึกบ้างหรือไม่?
ในบางคริสตจักร มีพี่น้องชายหญิงที่มักจะไม่ได้อาศัยอยู่ในบ้านของตนเอง แต่กลับไปพักอยู่ในบ้านผู้นำคริสตจักรของตนเป็นเวลานาน เหตุใดพวกเขาจึงมักจะไปพักอยู่ในบ้านผู้นำของตน? เพราะนับตั้งแต่ที่ผู้นำคนนั้นรับตำแหน่ง “ผู้นำ” บ้านของเขาก็ต้องการแม่บ้านระยะยาว เขาเลือกพี่น้องหญิงคนหนึ่ง และพี่น้องหญิงคนนี้ก็กลายเป็นแม่บ้านประจำของบ้านผู้นำ พี่น้องหญิงคนนี้กลายเป็นแม่บ้าน แล้วหน้าที่ของเธอกลายเป็นอะไร? เธอไม่ได้ทำงานที่เธอต้องรับผิดชอบหรืองานที่เกี่ยวข้องกับคริสตจักร แต่กลับคอยปรนนิบัติคนทุกวัยในครอบครัวของผู้นำในชีวิตประจำวันของพวกเขา และเธอรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ชอบด้วยเหตุผลที่เธอจะดูแลงานบ้านให้ผู้นำ และไม่มีคำพร่ำบ่นหรือมโนคติอันหลงผิดใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ปัญหาอยู่ที่ใครกัน? ไม่ว่าผู้นำคริสตจักรจะมีงานต้องทำมากเพียงใดหรือนำผู้คนมากเท่าใด เขายุ่งมากขนาดนั้นจริงๆ หรือ? เขาไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้จริงๆ หรือ? ต่อให้เขาทำไม่ได้ นั่นก็เป็นเรื่องของเขาเอง เกี่ยวข้องอะไรกับคนอื่นเล่า? หากพี่น้องชายหญิงไม่เอาใจใส่หรือเกียจคร้าน ผู้นำเช่นนี้ก็จะแสดงท่าทีใส่และฉวยโอกาสนี้ “สามัคคีธรรมความจริง” กับพี่น้องชายหญิง และเพราะเรื่องนี้พี่น้องชายหญิงจึงถูกตัดแต่ง—เกิดอะไรขึ้นกันแน่? เมื่อเครื่องนอนในบ้านของพวกเขาสกปรก พี่น้องชายหญิงก็ต้องซักให้ เมื่อบ้านของพวกเขาไม่เป็นระเบียบ พี่น้องชายหญิงก็ต้องจัดให้เรียบร้อย และพี่น้องชายหญิงต้องทำอาหารเมื่อถึงเวลาอาหาร ผู้นำเหล่านี้กลายเป็นคนเกียจคร้าน และนี่คือวิธีที่พวกเขาปฏิบัติตนในฐานะผู้นำ เมื่อผู้คนเช่นนี้มีการสำแดงเหล่านี้และมีความเป็นมนุษย์แบบนี้ พวกเขาสามารถไล่ตามเสาะหาความจริงได้หรือไม่? (ไม่ได้) เหตุใดจึงไม่ได้? (ผู้คนเช่นนี้ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์และน่ารังเกียจจนเกินไป พวกเขาจะไม่สนใจความจริงเลย) หากพวกเขาจะไม่สนใจความจริง แล้วเหตุใดพวกเขาจึงมาเป็นผู้นำ? (พวกเขาทำเช่นนั้นเพื่อไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะ และเพื่อโอ้อวดตนเอง) พวกเจ้าอธิบายให้ชัดเจนไม่ได้ ใช่หรือไม่? ผู้คนประเภทใดที่สามารถเอาเปรียบพี่น้องชายหญิงโดยให้พวกเขาทำงานให้ตนและรับใช้ตน? นี่คือหนึ่งในลักษณะเฉพาะที่ชัดเจนของศัตรูของพระคริสต์ไม่ใช่หรือ? การแสวงหาแต่เพียงผลประโยชน์ของตนเองในทุกสิ่ง ใส่ใจเพียงผลประโยชน์และผลเสียของตนเอง และไม่คำนึงว่าการกระทำเช่นนี้สอดคล้องกับความจริงหรือไม่ มีความเป็นมนุษย์อยู่ในนั้นหรือไม่ ทำให้พระเจ้าพอพระทัยหรือไม่ พี่น้องชายหญิงสามารถได้รับประโยชน์หรือความเจริญใจใดๆ จากเรื่องนี้หรือไม่—พวกเขาไม่คำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ แต่คำนึงถึงเพียงผลประโยชน์และผลเสียของตนเอง และคำนึงว่าพวกเขาสามารถได้รับผลประโยชน์ที่จับต้องได้หรือไม่เท่านั้น นี่คือเส้นทางที่ศัตรูของพระคริสต์เดินตาม และนี่คือลักษณะนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ นี่คือผู้คนประเภทหนึ่งที่มีสถานะ บางคนไม่มีสถานะและทำหน้าที่ธรรมดา และเมื่อพวกเขาได้รับคุณสมบัติบางอย่าง พวกเขาก็ต้องการให้ผู้อื่นมารับใช้ตนเช่นกัน บางคนทำหน้าที่ที่เสี่ยงอันตรายบางอย่างและต้องการสั่งให้ผู้อื่นมารับใช้ตนเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีบางคนที่ทำหน้าที่พิเศษและถือว่าหน้าที่ของตนเป็นเงื่อนไขพื้นฐาน เป็นข้อต่อรอง และเป็นต้นทุนชนิดหนึ่งที่ใช้เพื่อให้พี่น้องชายหญิงมารับใช้ตน ตัวอย่างเช่น บางคนมีทักษะทางวิชาชีพพิเศษที่ผู้อื่นไม่เคยเรียนรู้หรือเข้าใจ เมื่อพวกเขาเริ่มทำหน้าที่ในพระนิเวศของพระเจ้าที่เกี่ยวข้องกับทักษะทางวิชาชีพเหล่านี้ พวกเขาก็คิดว่าตนแตกต่างจากคนอื่นๆ คิดว่าตนกำลังถูกจัดวางให้อยู่ในตำแหน่งที่สำคัญในพระนิเวศของพระเจ้า คิดว่าตอนนี้ตนอยู่ในระดับสูง และพวกเขารู้สึกเป็นพิเศษว่าคุณค่าของตนเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า และตนเป็นคนที่น่าเคารพนับถือ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงคิดว่ามีกิจบางอย่างที่ตนไม่จำเป็นต้องทำเอง คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่จะสั่งให้ผู้อื่นมารับใช้ตนโดยไม่มีค่าตอบแทนเมื่อเป็นเรื่องของงานในชีวิตประจำวัน เช่น การนำอาหารมาให้ตนหรือการซักเสื้อผ้าให้ตน ถึงกับมีบางคนที่ใช้ข้ออ้างว่ากำลังยุ่งอยู่กับการทำหน้าที่ เพื่อให้พี่น้องชายหญิงทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ให้ นอกเหนือจากสิ่งที่พวกเขาต้องทำด้วยตนเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาสามารถให้ผู้อื่นมารับใช้ตนหรือสั่งให้ผู้อื่นดำเนินการได้ พวกเขาก็ให้คนอื่นทำ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? พวกเขาคิดว่า “ฉันมีต้นทุน เป็นคนที่น่าเคารพนับถือ เป็นคนที่มีความสามารถซึ่งหาได้ยากในพระนิเวศของพระเจ้า ฉันทำหน้าที่พิเศษ และเป็นผู้รับการบ่มเพาะหลักของพระนิเวศของพระเจ้า พวกคุณไม่มีใครดีเท่าฉัน พวกคุณล้วนอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าฉัน ฉันสามารถทำคุณูปการพิเศษให้กับพระนิเวศของพระเจ้าได้ แต่พวกคุณทำไม่ได้ ดังนั้น พวกคุณควรรับใช้ฉัน” นี่คือข้อเรียกร้องที่เกินควรและไร้ยางอายไม่ใช่หรือ? ทุกคนต่างเก็บงำข้อเรียกร้องเหล่านี้ไว้ในหัวใจของตน แต่แน่นอนว่าศัตรูของพระคริสต์เรียกร้องสิ่งเหล่านี้อย่างไม่ปรานีและไร้ยางอายยิ่งกว่า และไม่ว่าพวกเจ้าจะสามัคคีธรรมความจริงกับพวกเขาอย่างไร พวกเขาก็จะไม่ละทิ้งสิ่งเหล่านี้ ผู้คนธรรมดาก็มีการสำแดงเหล่านี้ของศัตรูของพระคริสต์ด้วยเช่นกัน และหากพวกเขามีความสามารถเล็กน้อยหรือทำคุณูปการเพียงเล็กๆ น้อยๆ บางประการ พวกเขาก็เชื่อว่าตนมีสิทธิ์ที่จะได้สุขสำราญกับการปฏิบัติเป็นพิเศษบางอย่าง พวกเขาไม่ซักเสื้อผ้าและถุงเท้าของตนเองและให้ผู้อื่นทำให้ตน และพวกเขาตั้งข้อเรียกร้องที่ไม่สมเหตุสมผลบางอย่างซึ่งขัดต่อความเป็นมนุษย์—พวกเขาช่างขาดสำนึกเสียจริง! แนวคิดและข้อเรียกร้องเหล่านี้ของผู้คนไม่ได้อยู่ในขอบเขตของความมีเหตุผล หากมองที่ระดับต่ำสุดก่อน สิ่งเหล่านี้ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานของความเป็นมนุษย์และมโนธรรม และในระดับสูงสุด สิ่งเหล่านี้ไม่สอดคล้องกับความจริง การสำแดงเหล่านี้ล้วนสามารถจัดอยู่ในหมวดหมู่ของการเพียรพยายามเพื่อผลประโยชน์ตนเองของศัตรูของพระคริสต์ ทุกคนที่มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามล้วนสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ และพวกเขากล้าที่จะทำสิ่งเหล่านี้ด้วยเช่นกัน หากใครสักคนมีความสามารถและต้นทุนอยู่บ้าง อีกทั้งทำคุณูปการบางอย่าง เขาก็ต้องการที่จะเอาเปรียบผู้อื่น ต้องการใช้โอกาสในการทำหน้าที่ของตนเพื่อเพียรพยายามให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ของตนเอง ต้องการมีสิ่งต่างๆ เตรียมพร้อมไว้ให้ตน และเพลิดเพลินกับความสุขและการปฏิบัติที่มาจากการสั่งให้ผู้อื่นรับใช้ตน มีบางคนถึงกับยอมละทิ้งครอบครัวและงานเพื่อมาทำหน้าที่ของตน ในช่วงเวลานี้พวกเขาเกิดเจ็บป่วยเล็กน้อย และส่งผลให้มีอารมณ์แปรปรวน และพร่ำบ่นว่าไม่มีใครห่วงใยหรือดูแลพวกเขา เจ้ากำลังทำหน้าที่ของเจ้าเพื่อตัวเจ้าเอง เจ้ากำลังทำหน้าที่ของเจ้าเองและลุล่วงความรับผิดชอบของเจ้าเอง—เรื่องนี้ไปเกี่ยวอะไรกับคนอื่นด้วยเล่า? ไม่ว่าคนเราจะทำหน้าที่ใด ก็ไม่เคยทำเพื่อคนอื่นหรือเพื่อรับใช้คนอื่น ดังนั้นจึงไม่มีใครมีพันธะผูกพันที่จะต้องรับใช้ผู้อื่นโดยไม่มีค่าตอบแทนหรือถูกผู้อื่นสั่งการ นี่คือความจริงไม่ใช่หรือ? (ใช่) แม้พระเจ้าทรงเรียกร้องให้ผู้คนมีความรัก ให้พวกเขาอดทนและผ่อนปรนต่อผู้อื่น แต่คนเราไม่อาจเรียกร้องให้ผู้อื่นเป็นเช่นนี้ตามความรู้สึกส่วนตัวได้ และการทำเช่นนั้นก็ไม่สมเหตุสมผล หากใครบางคนสามารถผ่อนปรนและอดทนต่อเจ้าและแสดงความรักต่อเจ้าโดยที่เจ้าไม่ได้เรียกร้อง นั่นก็เป็นเรื่องของพวกเขา อย่างไรก็ตาม หากพี่น้องชายหญิงรับใช้เจ้าเพราะเจ้าเรียกร้องจากพวกเขา หากพวกเขาถูกเจ้าสั่งการและเอาเปรียบด้วยการบังคับ หรือรับใช้เจ้าบนพื้นฐานของการถูกเจ้าหลอกลวงให้ทำ เช่นนั้นแล้ว ปัญหาก็อยู่ที่ตัวเจ้า บางคนถึงกับฉวยโอกาสจากการทำหน้าที่ของตนและมักจะใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างเพื่อรีดไถสิ่งต่างๆ จากพี่น้องชายหญิงที่มั่งคั่งบางคน โดยให้พวกเขาซื้อสิ่งนั้นสิ่งนี้และให้บริการตน ตัวอย่างเช่น หากพวกเขาต้องการเสื้อผ้าเพิ่ม พวกเขาจะบอกกับพี่น้องชายหรือพี่น้องหญิงว่า “คุณตัดเสื้อผ้าเป็นไม่ใช่หรือ? ไปตัดเสื้อผ้าให้ฉันใส่ทีสิ” พี่น้องชายหรือพี่น้องหญิงคนนั้นจึงกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นก็เอาเงินมาสิ คุณซื้อผ้ามาแล้วฉันจะตัดให้คุณ” พวกเขาไม่ยอมออกเงิน แต่กลับบังคับให้พี่น้องชายหรือพี่น้องหญิงซื้อผ้าให้ตน—ธรรมชาติของการกระทำนี้คือการหลอกลวงไม่ใช่หรือ? การใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องชายหญิง การใช้ประโยชน์จากต้นทุนของตนเอง การใช้ประโยชน์จากโอกาสในการทำหน้าที่ของตนเพื่อเรียกร้องบริการและการปฏิบัติสารพัดรูปแบบจากพี่น้องชายหญิง เพื่อสั่งให้พี่น้องชายหญิงทำงานให้ตน—สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการสำแดงถึงลักษณะนิสัยที่ต่ำทรามของศัตรูของพระคริสต์ ผู้คนเช่นนี้สามารถไล่ตามเสาะหาความจริงได้หรือไม่? พวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่? (ไม่ได้) เมื่อได้ยินเราสามัคคีธรรมเช่นนี้ บางคนอาจตระหนักว่าการทำสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องไม่ดีและสามารถยับยั้งชั่งใจตนเองได้บ้าง แต่การยับยั้งชั่งใจตนเองเทียบเท่ากับการสามารถแสวงหาและปฏิบัติความจริงหรือไม่? การยับยั้งชั่งใจตนเองเป็นเพียงการตระหนักรู้ และการคำนึงถึงภาพลักษณ์และความหลงตัวเองของตน หลังจากได้ยินเราทำการชำแหละเช่นนี้ ผู้คนเหล่านี้ก็เห็นถึงความร้ายแรงของปัญหาและตระหนักว่าตนจะพลาดอีกไม่ได้ ตนจะถูกเปิดโปงและถูกปฏิเสธหากยอมให้พี่น้องชายหญิงแยกแยะตน การตระหนักรู้ของพวกเขาไปถึงจุดนี้เท่านั้น แต่ความอยากและความโลภของพวกเขาไม่อาจถูกขจัดออกไปจากหัวใจของพวกเขาได้
บางคนคิดว่า “ฉันทุ่มเทความพยายามเพื่อพระนิเวศของพระเจ้า ฉันทำคุณูปการมากมายให้พระนิเวศของพระเจ้า ฉันทำหน้าที่ที่ไม่มีใครสามารถแทนที่ฉันได้ เมื่อฉันมีความต้องการ พี่น้องชายหญิงและพระนิเวศของพระเจ้ามีหน้าที่ต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเพื่อตอบสนองข้อเรียกร้องของฉัน พวกเขาควรรับใช้ฉันอย่างไม่มีเงื่อนไขและไม่มีค่าตอบแทนตลอดเวลา” นี่คือวิธีคิดที่น่าละอายไม่ใช่หรือ? นี่คือการสำแดงของลักษณะนิสัยที่ต่ำทรามไม่ใช่หรือ? ตัวอย่างเช่น ทุกคนย่อมมีการเจ็บป่วยบ้างในบางครั้ง แต่เมื่อบางคนป่วย พวกเขาไม่เคยไปบอกคนอื่นเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่กลับทำหน้าที่ของตนต่อไปตามที่ควรทำ ไม่มีใครรู้หรือใส่ใจพวกเขา และพวกเขาก็ไม่พร่ำบ่นเป็นการส่วนตัวหรือทำให้หน้าที่ของตนล่าช้า ทว่าบางคนแสร้งทำเป็นป่วยทั้งที่ไม่ได้ป่วย พวกเขาทำตัวเหมือนจักรพรรดินีหรือชนชั้นสูง พยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ผู้คนมาคอยปรนนิบัติตน และทำทุกสิ่งที่ทำได้เพื่อให้ได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษ พวกเขาแสร้งทำเป็นป่วยทั้งที่ไม่ได้ป่วย และหากพวกเขาป่วยจริงๆ นั่นก็ยิ่งเป็นเรื่องน่ารำคาญมากขึ้นอีก เพราะใครจะรู้ว่ามีคนกี่คนที่จะทนทุกข์จากน้ำมือของพวกเขาและถูกพวกเขาสั่งการไปทั่ว เมื่อคนเช่นนี้ป่วยก็เป็นความโชคร้ายที่ตกอยู่กับทุกคน บางคนต้มซุปไก่ให้เขา บางคนนวดให้เขา บางคนป้อนอาหารให้เขา และบางคนช่วยพยุงเขาเดิน—มีผู้คนมากมายที่ต้องทนทุกข์ไม่ใช่หรือ? (ใช่) เดิมทีเป็นเพียงอาการป่วยเล็กน้อยธรรมดา แต่เขาต้องแสร้งทำเป็นโรคร้ายแรงที่รักษาไม่หาย—เหตุใดเขาจึงต้องเสแสร้งเล่า? เขาทำเช่นนั้นเพื่อหลอกลวงพี่น้องชายหญิงมาทำงานให้ตน คอยปรนนิบัติและรับใช้ตน ผู้คนเหล่านี้น่าละอายไม่ใช่หรือ? (ใช่) ผู้คนแบบนี้มีมากหรือไม่? พวกเจ้าทุกคนก็เป็นแบบนี้ไม่ใช่หรือ? (ข้าพระองค์ยังไม่ตระหนักว่าตัวเองเป็นเช่นนี้) หากพวกเจ้ายังไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ นั่นก็พิสูจน์ให้เห็นว่า โดยปกติแล้วพวกเจ้าไม่ได้ตรวจสอบพฤติกรรมของตนในชีวิตประจำวัน พวกเจ้าไม่ได้ตรวจสอบความคิดและแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเจ้า และพวกเจ้าไม่ยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้า บางคนรู้สึกเหนื่อยล้ามากขึ้นเล็กน้อยในขณะที่ทำหน้าที่ของตนและนอนไม่ค่อยหลับในตอนกลางคืน แล้วพวกเขาก็กลับทำเหมือนว่านี่เป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายมาก เมื่อพวกเขาตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น พวกเขาก็คร่ำครวญว่า “เมื่อคืนฉันนอนไม่หลับเลยสักงีบ สองวันที่ผ่านมานี้ฉันยุ่งอยู่กับหน้าที่ของฉันจนเหนื่อยเกินกว่าจะนอนหลับได้ รีบไปหาคนมานวดให้ฉันเร็วเข้า!” แท้จริงแล้ว พวกเขานอนหลับไปหกชั่วโมง ไม่ว่าจะมีปัญหาใด พวกเขาก็โยนความผิดให้กับหน้าที่ของตนเสมอ ไม่ว่าพวกเขาจะเหนื่อยล้า ทนทุกข์ หรือป่วยและรู้สึกไม่สบาย พวกเขามักจะโทษว่าที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะหน้าที่ของตน เหตุใดพวกเขาจึงโทษหน้าที่ของตน? นั่นเป็นเรื่องของความได้เปรียบบางประการ ทำให้ทุกคนเห็นอกเห็นใจพวกเขา แล้วพวกเขาก็จะสามารถให้เหตุผลอันชอบธรรมในการขอให้ผู้คนมารับใช้และคอยปรนนิบัติตนได้ ผู้คนเหล่านี้ที่มักจะต้องการทำตัวเหมือนจักรพรรดิและจักรพรรดินีและให้ผู้อื่นมาคอยปรนนิบัติตนอยู่เสมอ เป็นคนประเภทใดกัน? ผู้คนเหล่านี้มีลักษณะนิสัยที่ต่ำช้าและน่ารังเกียจ เมื่อบางคนรู้สึกไม่สบายเล็กน้อย และบางครั้งก็กินอาหารไม่ลง พวกเขากลับทำเหมือนว่าเป็นเรื่องร้ายแรงมาก พวกเขาทำเป็นเรื่องใหญ่โต และรีบหาคนมานวดให้ทันที เมื่อการนวดทำให้พวกเขาเจ็บเพียงเล็กน้อย พวกเขาก็ร้องและแผดเสียงออกมา ซึ่งหมายความว่า “แม้แต่การนวดก็เป็นความทุกข์สำหรับฉัน ถ้าพระเจ้าไม่ให้รางวัลฉันและทำให้ฉันเพียบพร้อม เช่นนั้นฉันก็จะเสียเปรียบจริงๆ!” เมื่อพวกเขาสู้ทนความทุกข์เล็กน้อยและจ่ายราคาเล็กน้อย พวกเขาก็ต้องการประกาศให้ทั้งโลกรับรู้เพื่อให้ทุกคนบนแผ่นดินโลกรู้ เจ้าทำหน้าที่ของเจ้าเพื่อตัวเจ้าเองไม่ใช่หรือ? เจ้าทำหน้าที่ของเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าไม่ใช่หรือ? เจ้าจะประกาศความทุกข์ของเจ้าให้ผู้คนรู้ไปเพื่ออะไร? นั่นเป็นเรื่องฉาบฉวยไม่ใช่หรือ? ผู้คนเช่นนี้มีลักษณะนิสัยที่ต่ำทรามและน่ารังเกียจมาก! ผู้คนเหล่านี้ต่ำทรามในหนทางใดอีกบ้าง? พวกเขายังแสดงนิสัยและพฤติกรรมแปลกๆ บางอย่าง โดยหวังที่จะให้ผู้คนรู้ว่าตนแตกต่างจากคนอื่นๆ ล้ำค่ามากและต้องการการดูแลและการปกป้องอย่างยิ่ง ตัวอย่างเช่น เมื่อใครสักคนบอกว่าตนไม่เจริญอาหารและกินอะไรไม่ลง คนเช่นนี้ก็จะกุมท้องของตนและบอกว่าตนก็ปวดท้องเช่นกัน แต่ตนยังคงยืนหยัดในการทำหน้าที่ของตน และสั่งให้ใครบางคนรีบนำยาแก้ปวดท้องมาให้ตน นอกจากนี้ยังมีใครสักคนที่เราบอกเขาว่า “ดูสิ เรากินได้เพียงปริมาณเล็กน้อยเท่านั้น และกระเพาะของเราก็ไม่ถูกกับอาหารและเครื่องดื่มเย็นๆ” เมื่อคนคนนี้ได้ยินเราพูดเช่นนี้ เขาก็ตอบว่า “กระเพาะของพระองค์ไม่ถูกกับของเย็นหรือ? ข้าพระองค์ก็เช่นกัน” เรากล่าวว่า “กระเพาะของเจ้าไม่ถูกกับของเย็นอย่างไร?” เขากล่าวว่า “ทันทีที่ข้าพระองค์รู้สึกเย็น ท้องข้าพระองค์ก็จะปวด มันไม่ถูกกับของเย็นๆ” ขณะที่พูดเช่นนี้ เขาก็ปอกกล้วยและกินหมดอย่างรวดเร็วในไม่กี่คำ เรากล่าวว่า “กระเพาะของเจ้าไม่ถูกกับของเย็นอย่างเหลือเชื่อจริงๆ เพราะเจ้ากินกล้วยผลนั้นหมดในไม่กี่คำ กระเพาะของเจ้าไม่ถูกกับของเย็นจริงๆ หรือนี่?” ผู้คนเช่นนี้ไร้ยางอายและปราศจากความมีเหตุผลไม่ใช่หรือ? หากคนคนหนึ่งขาดความมีเหตุผลและสำนึกของความละอายในความเป็นมนุษย์ที่ปกติของตน เขาก็ไม่ใช่มนุษย์แม้แต่น้อย แต่เป็นสัตว์เดรัจฉาน สัตว์เดรัจฉานไม่สามารถเข้าใจความจริง และพวกมันไม่มีความซื่อตรง ศักดิ์ศรี มโนธรรม และสำนึกของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ เพราะผู้คนเหล่านี้ไม่มีความละอายหรือศักดิ์ศรี เมื่อพวกเขาทำหน้าที่เล็กน้อยและสู้ทนความยากลำบากอยู่บ้าง พวกเขาก็ต้องการประกาศให้ทั้งโลกรับรู้เพื่อให้ทุกคนยอมรับความพยายามของตน ยกย่องพวกเขาด้วยความชื่นชมใหม่ๆ และเพื่อให้พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อพวกเขาเป็นพิเศษ ปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความเมตตาและอวยพรพวกเขา ในขณะเดียวกัน ต้องมีใครบางคนมารับใช้พวกเขาทันที ตอบสนองความต้องการของพวกเขา และคอยรับคำสั่งพวกเขาตลอดเวลา เมื่อพวกเขากระหายน้ำ ต้องมีคนรินน้ำชาให้ เมื่อพวกเขาหิว ต้องมีคนยกอาหารมาให้ พวกเขาต้องมีคนคอยรับใช้ ทำตามที่พวกเขาบอก และตอบสนองความต้องการของพวกเขาอยู่เสมอ ราวกับว่าเนื้อหนังของพวกเขาถือกำเนิดมาเพื่อคนอื่น และโดยเนื้อแท้แล้วพวกเขาต้องการให้ใครบางคนมาคอยปรนนิบัติตน ราวกับว่าพวกเขาไร้ความสามารถในการดูแลตนเองหากไม่มีใครมาคอยปรนนิบัติ และเป็นคนพิการ เมื่อพวกเขาไม่มีใครให้สั่งการ หรือไม่มีคนที่ตนสามารถสั่งให้ทำงานให้ตนและรับใช้ตนได้ พวกเขาก็รู้สึกโดดเดี่ยวและว่างเปล่า และรู้สึกว่าชีวิตไม่มีความหมายหรือความหวัง เมื่อพวกเขาสบโอกาสและข้ออ้างที่จะให้ผู้อื่นมารับใช้และคอยปรนนิบัติตน พวกเขาก็รู้สึกพึงพอใจและมีความสุข ราวกับว่าตนกำลังใช้ชีวิตอย่างมีความสุขยิ่ง พวกเขาคิดว่าชีวิตช่างยอดเยี่ยมเช่นนี้ ความเชื่อในพระเจ้าช่างยอดเยี่ยมเช่นนี้ นี่คือความหมายของความเชื่อในพระเจ้า และนี่คือวิธีที่ผู้เชื่อควรเชื่อในพระเจ้า ความเข้าใจของพวกเขาในเรื่องหน้าที่ก็คือ เป็นเรื่องของการทุ่มเทความพยายามและลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตนบนพื้นฐานของการมีผู้อื่นมารับใช้ตนและสามารถสั่งการผู้อื่นได้อย่างอิสระ—นี่คือหน้าที่ของพวกเขา พวกเขาเชื่อว่าตนควรได้รับรางวัลจากหน้าที่ของตนเสมอ ตนต้องได้รับบางสิ่งและพยายามเพื่อให้ได้บางสิ่งอยู่เสมอ หากพวกเขาไม่ได้พยายามเพื่อให้ได้เงินหรือสิ่งของทางวัตถุ พวกเขาก็พยายามเพื่อให้ได้มาซึ่งความเพลิดเพลินและความชื่นบานทางเนื้อหนัง และอย่างน้อยที่สุด เนื้อหนังของพวกเขาก็ควรอยู่ในสภาวะที่เบิกบานและสะดวกสบาย พวกเขาก็จะรู้สึกมีความสุข แล้วพวกเขาก็จะมีเรี่ยวแรงในการทำหน้าที่ของตนและจะสามารถทำหน้าที่นั้นด้วยความจงรักภักดีอยู่บ้าง ผู้คนเช่นนี้มีความเข้าใจความจริงที่บิดเบือน หรือพวกเขาไม่ยอมรับความจริงเพราะลักษณะนิสัยที่ต่ำทรามของตนกันแน่? (พวกเขามีลักษณะนิสัยที่ต่ำทราม ดังนั้น พวกเขาจึงไม่ยอมรับความจริง) ผู้คนเหล่านี้คือผู้ไม่เชื่ออย่างแท้จริง เป็นลูกหลานของศัตรูของพระคริสต์ และเป็นตัวแทนของศัตรูของพระคริสต์
มีนักแสดงบางคนในพระนิเวศของพระเจ้าที่ชื่นชอบการแสดงและชอบอาชีพนักแสดงเมื่อครั้งที่พวกเขาอยู่ในโลก แต่ไม่สามารถบรรลุความทะเยอทะยานของตนที่นั่นได้ บัดนี้พวกเขาได้มาที่พระนิเวศของพระเจ้า และความปรารถนาของพวกเขาก็เป็นจริงในที่สุด กล่าวคือ พวกเขาสามารถทำงานในอาชีพที่ตนชอบ หัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความปีติยินดีที่ไม่อาจบรรยายได้ และในเวลาเดียวกัน พวกเขาก็ขอบพระคุณพระเจ้าที่ประทานโอกาสนี้ให้แก่ตน หนึ่งในผู้คนเหล่านี้ก็ลงเอยด้วยการโชคดีพอที่จะได้รับบทนำ จากนั้นเขาก็รู้สึกว่าตนเป็นคนที่มีสถานะและมีคุณค่า และตนควรทำบางสิ่งเพื่อคงไว้ซึ่งสถานะและคุณค่าของตน เขามองดูสิ่งที่คนดังและดาราในโลกทำ คนเหล่านั้นปฏิบัติตนอย่างไร รูปแบบของคนเหล่านั้นเป็นอย่างไร และคนเหล่านั้นมีวิถีชีวิตแบบใด จากนั้นก็ลอกเลียนแบบ โดยเชื่อว่านี่คือการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพและสูงส่ง ดังนั้น นับตั้งแต่ตอนที่เขาได้รับบทนำและกลายเป็น “ดารา” เขาก็เริ่มวางมาด เขาวางมาดเพียงใด? เคยมีเหตุการณ์เล็กๆ เหตุการณ์หนึ่งที่สามารถอธิบายปัญหานี้ได้ เมื่อทีมงานทุกคนพร้อมที่จะเริ่มถ่ายทำ คิ้วข้างหนึ่งของ “ดารา” คนนี้ยังเขียนได้ไม่ดีนัก และทุกคนต้องรอเขา วนเวียนอยู่รอบตัวเขา และรับใช้เขา ผ่านไปสิบนาที แล้วก็เป็นยี่สิบนาที ดาราคนนี้ก็รู้สึกว่าคิ้วของตนยังเขียนได้ไม่ดีนัก ดังนั้น เขาจึงให้ช่างแต่งหน้าลบออกและเขียนใหม่อีกครั้ง หนึ่งชั่วโมงผ่านไป นักแสดงและทีมงานทั้งหมดต่างก็กำลังรอให้ “ดารา” คนนี้เขียนคิ้วให้ดีเสียก่อนจึงจะเริ่มถ่ายทำได้—ทุกคนต้องรับใช้คนคนนี้และวนเวียนอยู่รอบตัวเขา นี่คือคนประเภทใด? เขาเป็นคนปกติหรือไม่? เขาเป็นคนที่มีความเป็นมนุษย์หรือไม่? ไม่ใช่ เขาเป็นคนของฝ่ายซาตาน เขามีธรรมชาติของซาตาน และเขาไม่ใช่คนของพระนิเวศของพระเจ้า ในพระนิเวศของพระเจ้ามีดาราอยู่หรือไม่? ไม่มีดาราอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า มีเพียงพี่น้องชายหญิง มีเพียงหน้าที่ที่แตกต่างกัน ไม่มีการแบ่งแยกตำแหน่งสูงต่ำ ดังนั้น เขาอาศัยสิ่งใดมาทำให้พี่น้องชายหญิงต้องรอเขาเพียงคนเดียว? สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ เขาคิดว่าตนสำคัญกว่าคนอื่น หน้าที่ของตนสำคัญกว่าของคนอื่น การแสดงไม่สามารถถ่ายทำได้หากไม่มีเขา และหากไม่มีเขา คนอื่นก็จะทำหน้าที่ของตนอย่างสูญเปล่า นั่นคือเหตุผลที่คนอื่นทุกคนต้องรับใช้เขา จ่ายราคาและใช้ความอดทนเพื่อรอเขา และไม่ควรมีใครพร่ำบ่น นอกจากการขาดความเป็นมนุษย์แล้ว ผู้คนเช่นนี้ได้หลักการในการกระทำเช่นนี้มาจากที่ใด? หลักการของพวกเขามาจากความจริงและจากพระวจนะของพระเจ้า หรือมาจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์? (อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์) ผู้ที่มาจากฝ่ายซาตานไม่เพียงแต่จะมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของซาตานเท่านั้น แต่การกระทำ พฤติกรรม และการสำแดงต่างๆ ของพวกเขาในกลุ่มผู้คนก็น่ารังเกียจเช่นกัน เหตุใดพวกเขาจึงน่ารังเกียจ? พวกเขาต้องการควบคุมสถานการณ์ บงการคนอื่น และทำให้คนอื่นวนเวียนอยู่รอบตัวพวกเขาและทำตัวเป็นศูนย์กลางอยู่ตลอดเวลา ในการทำเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังวางตนเองอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าทุกคน พวกเขาต้องการอยู่เหนือคนอื่นและควบคุมทุกคน นี่คือสิ่งที่ผู้คนควรทำหรือไม่? (ไม่ใช่) ใครทำเช่นนี้? (ซาตาน) นี่คือสิ่งที่ซาตานทำ ท่ามกลางความจริงทั้งหลายที่พระเจ้าทรงกำหนดให้ผู้คนทำหน้าที่ของตน มีข้อกำหนดใดที่ให้ผู้คนควบคุมสถานการณ์ รวมทั้งควบคุมความคิดและพฤติกรรมของทุกคนในขณะที่ทำหน้าที่ของตนหรือไม่? (ไม่มี) แล้วเรื่องนี้มาจากไหน? นี่คือธรรมชาติเยี่ยงซาตานที่ผู้คนมีมาแต่กำเนิด ผู้คนคือเหล่าซาตานและพวกเขามีธรรมชาตินี้มาตั้งแต่เกิด ไม่มีความจำเป็นที่พวกเขาจะต้องเรียนรู้เรื่องนี้ พวกเขาไม่จำเป็นต้องให้ใครมาสอนเรื่องนี้แก่พวกเขา และไม่ว่าเจ้าจะสามัคคีธรรมความจริงกับพวกเขาอย่างไร พวกเขาก็จะไม่ยอมปล่อยมือจากเรื่องนี้ นอกจากนี้ มีใครสักคนที่มีเส้นผมไม่กี่เส้นที่ยังจัดไม่เข้าทรงก่อนจะขึ้นเวทีเพื่อทำการแสดง ในแง่ของรูปลักษณ์ภายนอก เขาดูดีแล้ว แต่เขาก็จะไม่ยอมขึ้นเวทีเพื่อทำการแสดงให้ตรงเวลา ไม่ว่าเหล่าพี่น้องชายหญิงจะเร่งเร้าเขามากเพียงใด ก็ล้วนไม่เป็นผล เขาถือว่าตนเองเป็นดารา เป็นบุคคลสำคัญ เขาทำให้ทุกคนต้องจ่ายราคาและเสียเวลาเพื่อผมไม่กี่เส้นนี้ และทุกคนต้องรับใช้เขาเพียงคนเดียว นี่คือการสำแดงที่คนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติควรมีหรือไม่? ธรรมชาติของการกระทำเช่นนี้คืออะไร? เขากำลังวางมาดไม่ใช่หรือ? เขาไม่มีความรับผิดชอบและไร้สำนึกโดยสิ้นเชิง ในสายตาของเขา ไม่มีหน้าที่ของใครสำคัญเท่าของเขา และทุกคนต้องรับใช้เขา เขาคิดว่า “ถ้าต้องใช้เวลาทั้งวันในการเป่าผมสองเส้นนี้ให้เข้าทรง พวกคุณก็ต้องรอฉันทั้งวัน ถ้าต้องใช้เวลาสองวัน พวกคุณก็ต้องรอสองวัน และถ้าต้องใช้เวลาตลอดชีวิต พวกคุณก็ต้องรอตลอดชีวิต แล้วงานและผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าเล่า—ผลประโยชน์ของฉันต้องมาก่อน! ถ้าฉันเป่าผมให้เข้าทรงไม่ได้ ภาพลักษณ์ของฉันจะเสียหายเวลาไปอยู่หน้ากล้องไม่ใช่หรือ? ภาพลักษณ์ของฉันสำคัญมาก ผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าไม่มีความหมายอะไรเลย!” คนคนนี้เป็นคนประเภทใด? คนประเภทนี้ยังจะพูดอีกว่า “ฉันรักพระเจ้า ฉันเป็นพยานให้พระเจ้า ฉันทำหน้าที่ของฉันเพื่อพระเจ้า และฉันละทิ้งทุกสิ่ง” นี่เป็นคำโกหกทั้งสิ้นไม่ใช่หรือ? เขาไม่สามารถปล่อยมือจากเรื่องบางเรื่องอย่างการเป่าผมแค่เส้นสองเส้นได้ แล้วเขาจะปล่อยมือจากสิ่งใดได้เล่า? เขาจะละทิ้งสิ่งใดได้บ้าง? การละทิ้งทั้งหมดของเขาเป็นเรื่องหลอกลวง! ผู้คนเช่นนี้ไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง พวกเขาไม่มีมโนธรรม และมีลักษณะนิสัยที่ต่ำทราม และยิ่งห่างไกลจากการรักความจริง เนื่องจากความเป็นมนุษย์ของพวกเขาไม่ถึงมาตรฐาน จึงไม่มีใครพูดคุยเรื่องความจริงกับพวกเขา พวกเขาไม่คู่ควรกับความจริง และลักษณะนิสัยของพวกเขาก็ไม่ถึงมาตรฐาน และด้วยความเป็นมนุษย์ที่เลวทรามเช่นนี้ การพูดคุยเรื่องความจริงกับพวกเขาจะไม่เหมือนกับการพูดคุยเรื่องความจริงกับหมูหรือสุนัขหรอกหรือ? เมื่อพวกเขามีสภาพเสมือนมนุษย์อยู่บ้างและสามารถพูดจาเหมือนมนุษย์ ผู้คนจึงจะพูดคุยเรื่องความจริงกับพวกเขา แต่ตอนนี้พวกเขาไม่คู่ควร มีผู้คนเช่นนี้อยู่มากมาย มีไม่น้อยเลยทีเดียว ดังนั้น เหตุใดคนบางคนจึงไม่สำแดงสิ่งเหล่านี้ออกมา? เป็นเพราะพวกเขายังไม่ได้ฉวยโอกาส เป็นเพียงเพราะขีดความสามารถและความสามารถของพวกเขาธรรมดาเกินไป และพวกเขายังไม่มีโอกาสเป็นจุดสนใจและยังไม่ได้รับต้นทุนบางอย่าง แต่ในหัวใจนั้น พวกเขากำลังวางอุบาย แผนการของพวกเขายังอยู่ในระยะเริ่มต้น นั่นคือเหตุผลที่พวกเขายังไม่แสดงให้เห็นการเผยเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม การไม่มีการเผยเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่มีธรรมชาติเช่นนี้ หากเจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงและเจ้าเดินตามเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ ไม่ช้าก็เร็ว วันหนึ่งเจ้าก็จะปล่อยการเผยเช่นนี้หลุดออกมา เจ้าคือเจ้า และการไม่มีความเป็นมนุษย์คือการไม่มีความเป็นมนุษย์ เจ้าไม่สามารถกลายเป็นคนที่มีความเป็นมนุษย์ได้ด้วยการเสแสร้ง หรือเพราะเจ้าไม่มีความสามารถและมีขีดความสามารถต่ำ ดังนั้นจึงมีเพียงเส้นทางเดียวเท่านั้นคือ เมื่อคนคนหนึ่งสามารถยอมรับความจริงและยอมรับการถูกตัดแต่งได้ เมื่อนั้นลักษณะนิสัยของเขาก็จะดีขึ้นได้บ้าง เมื่อเขาสามารถเผชิญหน้ากับข้อเท็จจริงเหล่านี้ จัดการกับข้อเท็จจริงเหล่านี้ได้อย่างถูกต้อง จากนั้นก็สามารถตรวจสอบและตรวจทานพฤติกรรมและส่วนลึกที่สุดในหัวใจของตนเองอยู่บ่อยครั้ง เมื่อนั้นเขาก็จะดีขึ้นและยับยั้งตนเองได้บ้าง การยับยั้งตนเองได้บ้างสามารถบรรลุจุดประสงค์ใด? เจ้าจะไม่ทำให้ตัวเองอับอายมากนัก ความมีหน้ามีตาของเจ้าจะดีขึ้นเล็กน้อย ผู้คนจะไม่รังเกียจเจ้า พระเจ้าจะไม่ทรงชิงชังเจ้า และด้วยวิธีนี้ เจ้าอาจยังมีโอกาสที่จะได้รับการช่วยให้รอดจากพระเจ้า นี่คือสำนึกขั้นต่ำที่สุดที่มนุษย์ควรมีไม่ใช่หรือ? การปฏิบัติและเข้าสู่เช่นนี้เป็นเรื่องง่ายสำหรับคนที่มีมโนธรรมและสำนึกอยู่บ้างไม่ใช่หรือ?
เมื่อพวกเจ้าฟังเราพูดกับพวกเจ้าเกี่ยวกับผู้คนเช่นนี้ พวกเจ้ารู้สึกค่อนข้างสบายใจ แต่หากเราพูดถึงบางคนในหมู่พวกเจ้า พวกเจ้าจะรู้สึกอย่างไร? พวกเจ้าจะมีปฏิกิริยาที่เป็นปกติหรือไม่? เราขอบอกเจ้าว่า หากเจ้าต้องการสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยและเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง เจ้าต้องผ่านการทดสอบครั้งแล้วครั้งเล่า จงอย่าประเมินเรื่องเหล่านี้ต่ำเกินไป หากความเป็นมนุษย์ของเจ้าไม่ถึงมาตรฐาน เช่นนั้นแล้ว ไม่เพียงแต่พี่น้องชายหญิงจะรังเกียจเจ้า แต่พระเจ้าก็จะไม่ทรงทำให้เจ้าเพียบพร้อมหรือทรงช่วยเจ้าให้รอดเช่นกัน เงื่อนไขพื้นฐานที่สุดในการที่พระเจ้าจะทรงช่วยใครสักคนให้รอดก็คือ คนคนนั้นต้องมีความเป็นมนุษย์ สำนึก และมโนธรรม และเขาต้องรู้จักละอาย เมื่อคนเช่นนี้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและได้ยินพระวจนะของพระองค์ พระเจ้าก็จะประทานความกระจ่าง ทรงนำ และทรงชี้แนะพวกเขา ผู้คนที่ไม่มีความเป็นมนุษย์ มโนธรรม สำนึก หรือสำนึกของความละอาย จะไม่มีคุณสมบัติที่จะมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าตลอดไป แม้เจ้าจะฟังคำเทศนาและรู้จักคำสอนบางประการ เจ้าจะยังคงไม่ได้รับความรู้แจ้ง ดังนั้น เจ้าจะไม่สามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้เลย หากเจ้าไม่สามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้ เช่นนั้นก็ไม่ยากที่จะตระหนักว่าความหวังในการบรรลุความรอดของเจ้านั้นเป็นศูนย์ หากเจ้ามีเพียงการสำแดงเหล่านี้ของศัตรูของพระคริสต์ รวมทั้งอุปนิสัยและแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ และเจ้าไม่มีการสำแดงของความเป็นมนุษย์ที่ปกติซึ่งพระเจ้าทรงกำหนดให้เจ้ามีเลย เช่นนั้นเจ้าก็ตกอยู่ในอันตรายอย่างใหญ่หลวง หากเจ้าสามารถนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับการสำแดงและแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์แต่ละประการที่เรากำลังเปิดโปงอยู่นี้ รวมถึงการกระทำและการเผยทั้งหลายของพวกเขา หากเจ้ามีสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดไม่มากก็น้อย นี่ย่อมเป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับเจ้า หากเจ้ายังคงไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงและรอจนกระทั่งเจ้าถูกระบุลักษณะว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์ เช่นนั้นเจ้าก็จะจบสิ้นโดยสิ้นเชิง สิ่งใดคือโรคร้ายแรงถึงชีวิต ระหว่างการมีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ หรืออุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์? (การมีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์) เป็นอย่างนั้นหรือ? (ใช่) จงไตร่ตรองให้รอบคอบ แล้วค่อยตอบอีกครั้ง (การมีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์และการมีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ล้วนเป็นโรคร้ายแรงถึงชีวิตทั้งคู่) เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? (เพราะผู้คนที่มีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์จะไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง และผู้คนที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ก็เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเผชิญกับปัญหาใด ผู้คนที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่มุ่งเน้นที่การไล่ตามเสาะหาความจริงเลย และพวกเขาไม่มีแม้กระทั่งความเป็นมนุษย์และสำนึกขั้นต่ำที่สุด ผู้คนเช่นนี้ไม่สามารถได้รับความจริง และพวกเขาไม่สามารถบรรลุความรอดได้เช่นกัน—นี่ก็เป็นโรคร้ายแรงถึงชีวิตด้วย) มีใครอยากพูดอีกหรือไม่? (ความเข้าใจของข้าพระองค์คือทั้งสองอย่างนี้ไม่ใช่โรคร้ายแรงถึงชีวิต แต่ถ้าใครไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง เช่นนั้นนั่นก็คือโรคร้ายแรงถึงชีวิต) นี่เป็นมุมมองที่ดี อย่างไรก็ตาม มีเงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับเรื่องนี้ ซึ่งก็คือแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์—ผู้คนเหล่านั้นที่มีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงเลย พวกเขาคือผู้ไม่เชื่อ—การมีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์เป็นสิ่งที่อันตรายที่สุด แก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าผู้คนเหล่านี้ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงเลย พวกเขาไล่ตามไขว่คว้าเพียงสถานะ โดยเนื้อแท้แล้วพวกเขาคือศัตรูของพระเจ้า พวกเขาคือศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาคือตัวแทนของซาตาน พวกเขาคือหมู่มารตั้งแต่กำเนิด พวกเขาไม่มีความเป็นมนุษย์ เป็นพวกวัตถุนิยม พวกเขาคือผู้ไม่เชื่อทั่วไป และผู้คนเช่นนี้รังเกียจความจริง “รังเกียจความจริง” หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าพวกเขาไม่เชื่อว่าพระเจ้าคือความจริง พวกเขาไม่ยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง และยิ่งไม่ยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่งและทุกสิ่ง ดังนั้น เมื่อผู้คนเช่นนี้ได้รับโอกาสในการไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาจะสามารถทำได้หรือไม่? (ไม่ได้) เพราะพวกเขาไม่สามารถไล่ตามเสาะหาความจริง และเพราะพวกเขาเป็นศัตรูของความจริงและเป็นศัตรูของพระเจ้าตลอดไป พวกเขาย่อมจะไม่สามารถได้รับความจริงได้เลย การไม่สามารถได้รับความจริงตลอดไปคือโรคร้ายแรงถึงชีวิต และบรรดาผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ล้วนมีส่วนที่คล้ายคลึงกันในแง่ของอุปนิสัยกับบรรดาผู้ที่มีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ กล่าวคือ พวกเขาแสดงถึงการสำแดงต่างๆ ที่เหมือนกัน การเผยที่เหมือนกัน และแม้แต่วิธีที่พวกเขาแสดงการสำแดงและการเผยเหล่านี้ รูปแบบการคิดของพวกเขา ตลอดจนมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของพวกเขาเกี่ยวกับพระเจ้าก็ล้วนเหมือนกันทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้คนที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ ไม่ว่าพวกเขาจะสามารถยอมรับความจริงและยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้างได้หรือไม่ ตราบใดที่พวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง อุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ของพวกเขาก็จะกลายเป็นโรคร้ายแรงถึงชีวิต และเป็นเพราะเหตุนี้ จุดจบของพวกเขาจะเหมือนกับผู้ที่มีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์เหล่านั้น ทว่าโชคดีที่ในหมู่ผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ยังมีบางคนที่มีความเป็นมนุษย์ สำนึก มโนธรรม และสำนึกของความละอาย ผู้ที่รักสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก และผู้ที่มีเงื่อนไขที่จะได้รับการช่วยให้รอดจากพระเจ้า เพราะผู้คนเหล่านี้ไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาจึงสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย ทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน และทิ้งอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ของตน ดังนั้น อุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ของพวกเขาจึงไม่ใช่โรคร้ายแรงถึงชีวิตสำหรับพวกเขาอีกต่อไป และมีความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะได้รับการช่วยให้รอด ในสถานการณ์ใดจึงจะกล่าวได้ว่าการมีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์เป็นโรคร้ายแรงถึงชีวิต? มีเงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับเรื่องนี้ ซึ่งก็คือ แม้ว่าผู้คนเหล่านี้จะยอมรับการดำรงอยู่ของพระเจ้า เชื่อในอธิปไตยของพระเจ้า เชื่อและยอมรับทุกสิ่งที่พระเจ้าตรัส และสามารถทำหน้าที่ของตนได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่ถูกต้อง กล่าวคือ พวกเขาไม่ปฏิบัติความจริงหรือไล่ตามเสาะหาความจริงเลย ดังนั้นอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ที่พวกเขามีจึงกลายเป็นอันตรายถึงชีวิตสำหรับพวกเขา และสามารถคร่าชีวิตพวกเขาได้ เมื่อพูดถึงผู้คนที่มีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ ไม่ว่าสภาพการณ์จะเป็นเช่นไร ก็เป็นไปไม่ได้ที่ผู้คนเหล่านี้จะรักความจริงหรือยอมรับความจริง และพวกเขาไม่สามารถได้รับความจริงได้เลย เจ้าเข้าใจหรือไม่? (เข้าใจ) เจ้าเข้าใจแล้ว จงกล่าวทวนให้เราฟังอีกครั้ง (ผู้คนที่มีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์โดยธรรมชาติแล้วคือศัตรูของพระเจ้า พวกเขาไม่ใช่ผู้คนที่รักและสามารถยอมรับความจริงได้อย่างแน่นอน และเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะได้รับความจริง ดังนั้นสำหรับพวกเขาแล้ว อุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ที่พวกเขามีจึงเป็นโรคร้ายแรงถึงชีวิต ส่วนบางคนที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ ภายใต้ข้อกำหนดเบื้องต้นว่าพวกเขามีความเป็นมนุษย์ สำนึก มโนธรรม และสำนึกของความละอาย รักสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวกและไล่ตามเสาะหาความจริง จากนั้นก็สัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยผ่านการไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาก็กำลังเดินตามเส้นทางที่ถูกต้อง และสำหรับพวกเขาแล้ว อุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ที่พวกเขามีไม่ใช่โรคร้ายแรงถึงชีวิต ทั้งหมดนี้ตัดสินจากแก่นแท้ของผู้คนเหล่านี้และเส้นทางที่พวกเขาเดินตาม) กล่าวคือ เป็นไปไม่ได้ที่ผู้คนที่มีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์จะไล่ตามเสาะหาความจริง และพวกเขาไม่สามารถบรรลุความรอดได้เลย ในขณะที่ผู้คนที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์สามารถจำแนกได้เป็นสองประเภทคือ คนประเภทหนึ่งไล่ตามเสาะหาความจริงและสามารถบรรลุความรอดได้ และคนอีกประเภทหนึ่งไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงเลยและไม่สามารถบรรลุความรอด บรรดาผู้ที่ไม่สามารถบรรลุความรอดได้ล้วนเป็นคนทำงานใช้แรง คนทำงานใช้แรงที่จงรักภักดีบางคนสามารถคงอยู่ต่อไปได้ และเป็นไปได้ว่าพวกเขาอาจพบกับผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไป
เหตุใดผู้คนที่มีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์จึงไม่สามารถบรรลุความรอดได้? นั่นเป็นเพราะผู้คนเหล่านี้ไม่ยอมรับความจริง และพวกเขาไม่ยอมรับว่าพระเจ้าคือความจริง ผู้คนเหล่านี้ไม่ยอมรับว่ามีสิ่งที่เป็นบวก และพวกเขาไม่รักสิ่งที่เป็นบวก ตรงกันข้าม พวกเขากลับรักสิ่งที่เลวร้ายและสิ่งที่เป็นลบ พวกเขาคือตัวแทนของสิ่งเลวร้ายและสิ่งที่เป็นลบทั้งปวง และพวกเขาคือผู้แสดงออกถึงสิ่งที่เป็นลบและสิ่งเลวร้ายทั้งปวง และนั่นคือเหตุผลที่พวกเขารังเกียจความจริง เป็นปฏิปักษ์ต่อความจริง และเกลียดชังความจริง พวกเขาสามารถไล่ตามเสาะหาความจริงด้วยแก่นแท้เช่นนี้ได้หรือ? (ไม่ได้) ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ผู้คนเหล่านี้ไล่ตามเสาะหาความจริง เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเปลี่ยนสัตว์ชนิดหนึ่งให้เป็นสัตว์อีกชนิดหนึ่ง? ตัวอย่างเช่น เป็นไปได้หรือที่จะเปลี่ยนแมวให้เป็นสุนัขหรือหนู? (ไม่ได้) หนูย่อมจะเป็นหนูเสมอ มักจะซ่อนตัวอยู่ในรูและใช้ชีวิตอยู่ในเงามืด แมวย่อมจะเป็นศัตรูตามธรรมชาติของหนูเสมอ และเรื่องนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้—ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงได้เลย แต่มีบางคนในหมู่ผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ที่รักความจริงและสิ่งที่เป็นบวก เต็มใจทุ่มเททุกสิ่งเพื่อปฏิบัติและไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาปฏิบัติทุกสิ่งที่พระเจ้าตรัส พวกเขาติดตามไม่ว่าพระเจ้าจะทรงนำพวกเขาอย่างไร พวกเขาทำทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงขอ เส้นทางที่พวกเขาเดินตามนั้นสอดคล้องกับเส้นทางที่พระเจ้าทรงกำหนดทั้งสิ้น และพวกเขาไล่ตามเสาะหาตามทิศทางและเป้าหมายที่พระเจ้าทรงชี้ทาง สำหรับคนอื่น นอกเหนือจากข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงแล้ว พวกเขายังเดินตามเส้นทางของศัตรูของพระคริสต์ และไม่ยากเลยที่จะตระหนักว่าจุดจบของผู้คนเหล่านี้จะเป็นเช่นไร ไม่เพียงพวกเขาจะไม่ได้รับความจริงเท่านั้น แต่พวกเขายังจะสูญเสียโอกาสที่จะได้รับการช่วยให้รอดอีกด้วย—ผู้คนเหล่านี้ช่างน่าสงสารยิ่งนัก! พระเจ้าประทานโอกาสให้พวกเขาและยังทรงจัดเตรียมความจริงและชีวิตให้พวกเขาด้วย แต่พวกเขาไม่ทะนุถนอมสิ่งเหล่านี้ และไม่เดินตามเส้นทางสู่การได้รับการทำให้เพียบพร้อม ไม่ใช่ว่าพระเจ้าทรงเข้าข้างคนบางคนมากกว่าคนอื่นและไม่ประทานโอกาสให้ผู้คนเหล่านี้ แต่เป็นเพราะพวกเขาไม่ทะนุถนอมโอกาสเหล่านี้หรือกระทำการตามที่พระเจ้าทรงกำหนด พวกเขาจึงสูญเสียโอกาสที่จะได้รับการช่วยให้รอด ดังนั้น อุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ที่พวกเขามีจึงกลายเป็นอันตรายถึงชีวิตและทำให้พวกเขาสูญเสียชีวิตของตนไป พวกเขาคิดว่าการเข้าใจคำสอนบางประการและการแสดงการกระทำภายนอกและพฤติกรรมที่ดีบางอย่างหมายความว่าพระเจ้าจะไม่ทรงพิจารณาเรื่องอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ที่พวกเขามี ว่าพวกเขาสามารถปกปิดได้ และด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงคิดว่าไม่จำเป็นต้องปฏิบัติความจริงและสามารถทำสิ่งใดก็ได้ตามใจตน และสามารถกระทำการตามความเข้าใจ วิธีการ และความปรารถนาของตนเองได้ ในท้ายที่สุด ไม่ว่าพระเจ้าจะประทานโอกาสใดให้ พวกเขาก็ยังคงดึงดันที่จะยึดมั่นในแนวทางของตนเอง พวกเขาเดินตามเส้นทางของศัตรูของพระคริสต์ และกลายเป็นศัตรูของพระเจ้า พวกเขาไม่ได้กลายเป็นศัตรูของพระเจ้าเพราะพระเจ้าทรงกำหนดว่าพวกเขาเป็นเช่นนั้นตั้งแต่ต้น—ในตอนแรกพระเจ้าไม่ได้ทรงให้คำจำกัดความใดๆ แก่พวกเขา เพราะในสายพระเนตรของพระเจ้า พวกเขาไม่ใช่ศัตรูของพระองค์หรือผู้คนที่มีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ แต่เป็นเพียงผู้คนที่มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานเท่านั้น ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงแสดงความจริงมากเพียงใด พวกเขาก็ยังคงไม่เพียรพยายามเพื่อความจริงในการไล่ตามเสาะหาของตน พวกเขาไม่สามารถก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งความรอดได้ และพวกเขากลับเดินตามเส้นทางของศัตรูของพระคริสต์ และในที่สุดก็สูญเสียโอกาสที่จะได้รับการช่วยให้รอด นั่นเป็นเรื่องน่าเสียดายไม่ใช่หรือ? น่าเสียดายยิ่งนัก! ผู้คนเหล่านี้น่าสงสารมาก เหตุใดพวกเขาจึงน่าสงสาร? พวกเขาเข้าใจคำพูดและคำสอนเพียงเล็กน้อยและคิดว่าตนเข้าใจความจริง พวกเขาจ่ายราคาเล็กน้อยและแสดงพฤติกรรมที่ดีบางอย่างในขณะที่ทำหน้าที่ของตน และคิดว่าตนกำลังปฏิบัติความจริง พวกเขามีความสามารถพิเศษ ขีดความสามารถ และพรสวรรค์บางอย่าง และสามารถกล่าวคำพูดและคำสอนได้บ้าง ทำงานได้บ้าง ทำหน้าที่พิเศษบางอย่างได้ และพวกเขาคิดว่าตนได้รับชีวิตแล้ว พวกเขาสามารถสู้ทนความทุกข์เล็กน้อยและจ่ายราคาได้บ้าง และพวกเขาเข้าใจผิดว่าตนสามารถนบนอบพระเจ้าและสละทุกสิ่งเพื่อพระเจ้าได้ พวกเขาใช้พฤติกรรมภายนอกที่ดี ใช้พรสวรรค์ของตน ใช้คำพูดและคำสอนที่พวกเขาได้เตรียมตนเองให้พร้อมมาแทนที่การปฏิบัติความจริง—นี่คือปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขา เป็นจุดอ่อนที่ร้ายแรงของพวกเขา เรื่องนี้ทำให้พวกเขาเชื่ออย่างผิดๆ ว่าตนได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งความรอดแล้ว และตนมีวุฒิภาวะและชีวิตแล้ว ไม่ว่าอย่างไร หากผู้คนเหล่านี้ไม่สามารถบรรลุความรอดได้ในท้ายที่สุด เช่นนั้นพวกเขาก็โทษใครไม่ได้นอกจากตนเอง นั่นเป็นเพราะพวกเขาเองไม่ได้มุ่งเน้นที่ความจริง ไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริง และเต็มใจอย่างยิ่งที่จะเดินตามเส้นทางของศัตรูของพระคริสต์
บัดนี้มีคนบางคนที่หลังจากฟังคำเทศนามา 30 ปี ก็ยังคงไม่รู้ว่าความจริงคืออะไร หรือคำสอนคืออะไร เมื่อพวกเขาเปิดปากพูด สิ่งที่พวกเขาพูดมีเพียงทฤษฎีที่ว่างเปล่า คำพูดที่ใช้สั่งสอนผู้อื่น และคำขวัญที่ว่างเปล่า และพวกเขาเอาแต่พูดว่าตนสู้ทนความทุกข์และจ่ายราคาในอดีตอย่างไร จึงเป็นการแสดงความอาวุโสของตน พวกเขาไม่พูดถึงการรู้จักตนเองของตนเลย ไม่พูดถึงวิธีที่พวกเขายอมรับการถูกตัดแต่ง วิธีที่พวกเขาเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทราม วิธีที่พวกเขาแก่งแย่งชื่อเสียงและผลประโยชน์ หรือการเผยของอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ที่พวกเขามี พวกเขาไม่พูดถึงสิ่งเหล่านี้เลย พวกเขาเพียงแค่พูดถึงคุณูปการของตนและไม่พูดถึงการกระทำผิดของตน ผู้คนเหล่านี้ไม่ได้ตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่งหรอกหรือ? บางคนได้ฟังคำเทศนามานาน 20 หรือ 30 ปี แต่ยังคงไม่รู้ว่าความเป็นจริงความจริงคืออะไร หรือการนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าหมายความว่าอย่างไร ดังนั้น เราจึงสงสัยว่าผู้คนเหล่านี้อาจไม่มีความสามารถที่จะเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า หลังจากฟังคำเทศนามาเป็นเวลา 30 ปี พวกเขาคิดว่าตนมีวุฒิภาวะ แต่เมื่อไม่มีสถานะ พวกเขาก็ยังคงคิดลบได้ และในที่ลับตาคน พวกเขาจะร้องไห้และพร่ำบ่น และอาจถึงกับทิ้งงานของตน หลังจากฟังคำเทศนามา 30 ปี เมื่อถูกปลด พวกเขาก็ยังสามารถทำตัวเอาแต่ใจและไร้สำนึก รวมทั้งตั้งตนเป็นศัตรูกับพระเจ้าได้ พวกเขาเข้าใจสิ่งใดแล้วบ้างหลังจากฟังคำเทศนามาหลายปีเช่นนี้? หากพวกเขายังไม่เข้าใจว่าความจริงคืออะไรหลังจากฟังคำเทศนามามากมายเช่นนี้ เช่นนั้นพวกเขาก็เชื่อไปอย่างสูญเปล่าไม่ใช่หรือ? นี่คือสิ่งที่เรียกว่าความเชื่อที่เลอะเลือน!
14 มีนาคม ค.ศ. 2020