ประการที่เก้า: พวกเขาทำหน้าที่ของพวกเขาเพียงเพื่อให้ตนเองโดดเด่นและหล่อเลี้ยงผลประโยชน์และความทะเยอทะยานของตน พวกเขาไม่เคยคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และถึงขั้นทรยศผลประโยชน์เหล่านั้นแลกกับความรุ่งโรจน์ส่วนตน (ภาคที่ห้า)

II. ผลประโยชน์ของพวกศัตรูของพระคริสต์

ค. การวางอุบายเพื่อประโยชน์ของพวกเขาเอง

วันนี้ พวกเราจะสามัคคีธรรมกันต่อไปถึงการสำแดงต่างๆ ของศัตรูของพระคริสต์ประการที่เก้า และส่วนที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของพวกศัตรูของพระคริสต์ในประการนี้ คราวที่แล้ว เราได้สามัคคีธรรมถึงผลประโยชน์ของพวกศัตรูของพระคริสต์ประการที่สาม นั่นคือ ประโยชน์ ในประการนั้น เราได้แจกแจงการสำแดงเฉพาะในหลากหลายแง่มุม และกล่าวถึงพฤติกรรมของพวกศัตรูของพระคริสต์ ความคิดและทัศนะของพวกเขา รวมถึงสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาทำภายใต้การควบคุมของความคิดและทัศนะเหล่านี้เป็นหลัก คราวก่อนเราได้สามัคคีธรรมไปสองแง่มุม แง่มุมแรกคือการยักยอกสินทรัพย์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และแง่มุมที่สองคือการให้พี่น้องชายหญิงรับใช้และทำงานให้ตน ทั้งสองแง่มุมนี้คือการสำแดงเฉพาะของศัตรูของพระคริสต์ในการวางอุบายเพื่อประโยชน์ของพวกเขาเอง บัดนี้ เมื่อเราได้สามัคคีธรรมเรื่องเหล่านี้แล้ว พวกเจ้ามีความเข้าใจในแก่นแท้ธรรมชาติของพวกศัตรูของพระคริสต์หรือไม่? แท้จริงแล้ว ในหมู่มนุษย์ที่ถูกทำให้เสื่อมทรามไม่มีความแตกต่างที่สำคัญในแง่ของการสำแดงต่างๆ ของศัตรูของพระคริสต์ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องอุปนิสัยหรือแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา พวกเขามีความคล้ายคลึงกันมากกว่าแตกต่างกัน พวกเขาแตกต่างกันเพียงแค่การมีความเป็นมนุษย์ที่ดีหรือชั่วเท่านั้น และมีความแตกต่างกันที่เด่นชัดก็เฉพาะในเรื่องท่าทีที่พวกเขามีต่อความจริงเท่านั้น แม้ว่าอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คนจะเหมือนกันทั้งหมด แต่ศัตรูของพระคริสต์กลับสามารถเกลียดชังความจริง ต่อต้านพระเจ้า ตัดสินพระเจ้า และหมิ่นประมาทพระเจ้าได้ ทั้งยังสามารถทำชั่วและก่อกวนงานของคริสตจักรได้อีกด้วย สิ่งเหล่านี้คือด้านต่างๆ ที่ศัตรูของพระคริสต์และมนุษย์ที่ถูกทำให้เสื่อมทรามทั่วไปมีความแตกต่างกันอย่างเด่นชัด ทุกคนมีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ แต่หากพวกเขาไม่ได้ทำชั่วและก่อกวนงานของคริสตจักร และไม่ได้เผชิญหน้ากับพระเจ้าโดยตรง เช่นนั้นก็ไม่สามารถระบุลักษณะได้ว่าพวกเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์ได้ แม้ว่ามนุษย์ที่ถูกทำให้เสื่อมทรามจะมีความคิด ทัศนะ และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเหมือนกันหรือคล้ายคลึงกัน แต่หากแก่นแท้ความเป็นมนุษย์ของใครสักคนไม่ใช่แก่นแท้ของคนชั่ว เช่นนั้นแล้ว นั่นก็คือความแตกต่างที่เด่นชัดระหว่างเขากับพวกศัตรูของพระคริสต์ ผู้คนส่วนใหญ่มองไม่เห็นความแตกต่างนี้ และจัดให้ผู้คนที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์และผู้คนที่เดินบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์อยู่ในกลุ่มเดียวกัน และระบุลักษณะว่าพวกเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์—การทำเช่นนี้ย่อมทำร้ายคนดีได้ง่าย! หากพวกเจ้าไม่เข้าใจแก่นแท้ของพวกศัตรูของพระคริสต์อย่างชัดเจน นั่นก็เป็นอุปสรรคใหญ่หลวงต่อการเข้าใจตนเองของพวกเจ้าด้วยเช่นกัน หากเจ้าเห็นว่าอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าเหมือนกับอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ เจ้าก็จะคิดว่าเจ้าเป็นศัตรูของพระคริสต์ และหากเจ้าเห็นว่าเส้นทางที่เจ้ากำลังเดินอยู่นั้นเหมือนกับเส้นทางของศัตรูของพระคริสต์ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะคิดว่าเจ้าเป็นศัตรูของพระคริสต์ด้วยเช่นกัน หากเจ้าเห็นว่าวิธีที่เจ้าทำสิ่งต่างๆ รวมถึงความคิดและทัศนะของเจ้าเหมือนกับของศัตรูของพระคริสต์ เจ้าก็ยังจะระบุลักษณะว่าตนเองเป็นศัตรูของพระคริสต์ หากเจ้าเห็นว่าตนเองเป็นศัตรูของพระคริสต์ในสามหนทางนี้ เช่นนั้นเจ้าก็จะระบุลักษณะตนเองว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์ เรื่องนี้จะนำผลสืบเนื่องเช่นใดมาให้? เจ้าจะกลายเป็นคนคิดลบในระดับหนึ่งอย่างแน่นอน และจะหมดหวังในตัวเอง การเข้าใจตนเองในหนทางเช่นนั้นค่อนข้างบิดเบือน ถ้าเช่นนั้น การเข้าใจอุปนิสัยแบบศัตรูของพระคริสต์ของเจ้าจึงเป็นเรื่องไม่จำเป็นกระนั้นหรือ? ไม่ใช่ แน่นอนว่าเป็นเรื่องจำเป็น จุดประสงค์ของการสามัคคีธรรมและการชำแหละอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ก็เพื่อให้พวกเจ้าสามารถนำมาเปรียบเทียบกับตัวเอง และไปถึงจุดที่เข้าใจตนเองอย่างแท้จริง หากเจ้าเพียงแค่เข้าใจว่าเจ้ามีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามทั่วไป แต่ไม่ตระหนักว่าเจ้ามีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ เช่นนั้นแล้ว ความเข้าใจตนเองของเจ้าก็ตื้นเขินและมองเพียงด้านเดียวมาก นั่นไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเป็น พวกเจ้าอาจจะยังไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ในตอนนี้ ผู้คนส่วนใหญ่คิดว่า “ฉันไม่ได้เดินอยู่บนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ และฉันไม่ใช่ศัตรูของพระคริสต์ อีกทั้งฉันก็ไม่มีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่ฉันจะต้องไปถึงจุดที่ฉันเข้าใจว่าฉันมีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ สามารถเดินบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ได้ และอาจกลายเป็นศัตรูของพระคริสต์ หากนี่คือความเข้าใจตนเองของฉัน ฉันก็กำลังลดคุณค่าของตัวเองอยู่ไม่ใช่หรือ?” ด้วยเหตุนี้ พวกเจ้าจึงไม่ค่อยสนใจหัวข้อเหล่านี้ที่เกี่ยวกับการเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ ไม่ว่าเจ้าจะสนใจหรือไม่ก็ตาม หากเจ้าเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง ในท้ายที่สุดย่อมจะถึงวันที่เจ้าค่อยๆ เติบโตจนเข้าใจความจริงในแง่มุมเหล่านี้และคำกล่าวเหล่านี้ เราเคยได้ยินบางคนที่สามัคคีธรรมความเข้าใจที่ได้จากประสบการณ์ของตน แต่กลับไม่พูดเลยว่าพวกเขามีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์เช่นไร หรือเดินบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์อย่างไร เห็นได้ชัดว่าความคิด ทัศนะ และอุปนิสัยของพวกเขานั้นเหมือนกับของศัตรูของพระคริสต์ทุกประการ—เหมือนกันอย่างแยกไม่ออก—แต่พวกเขากลับไม่เข้าใจเรื่องนี้ นี่เป็นข้อพิสูจน์ที่เพียงพอแล้วว่าระดับความเข้าใจตนเองของผู้คนมากมายนั้นตื้นเขินมาก กล่าวคือ พวกเขาเข้าใจได้เพียงว่าตนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม ตนต่อต้านพระเจ้าและกบฏต่อพระเจ้า ความเป็นมนุษย์ของตนไม่ดีนัก และตนไม่รักความจริงมากนัก แท้จริงแล้ว สิ่งที่พวกเขาสำแดงและเผยให้เห็นคืออุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ และเส้นทางที่พวกเขาเดินก็คือเส้นทางของศัตรูของพระคริสต์ แต่พวกเขากลับไม่เข้าใจเรื่องนี้ เหตุใดพวกเขาจึงไม่เข้าใจ? เพราะพวกเขาไม่เข้าใจการสำแดงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ และถึงกับมีผู้คนมากมายที่กลัวที่จะพูดว่าตนมีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ หรือกำลังอยู่บนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ ต่อให้เข้าใจ พวกเขาก็ไม่กล้าพูดออกมา หากพวกเขาพูดออกมาดังๆ ก็ราวกับว่าพวกเขากำลังถูกสาปแช่งหรือถูกกล่าวโทษอยู่ ในความเป็นจริงแล้ว สถานการณ์ของเจ้าก็เหมือนเดิมไม่ว่าเจ้าจะพูดออกมาหรือไม่ก็ตามไม่ใช่หรือ? เรื่องนี้สามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่ว่าเจ้ามีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ได้หรือไม่? ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ข้อเท็จจริงที่ว่าเจ้าไม่เข้าใจเรื่องนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าความเข้าใจในความจริงของเจ้านั้นตื้นเขินเกินไป และเจ้าไม่มีความเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง

3. การใช้ตำแหน่งของพวกเขาเพื่อให้ได้มาซึ่งอาหาร เครื่องดื่ม และสิ่งอื่นๆ ที่ต้องการ โดยการฉ้อโกง

ต่อไป พวกเราจะสามัคคีธรรมเรื่องการสำแดงประการที่สามของศัตรูของพระคริสต์ที่วางอุบายเพื่อประโยชน์ของพวกเขาเอง—การใช้ตำแหน่งของพวกเขาเพื่อให้ได้มาซึ่งอาหาร เครื่องดื่ม และสิ่งอื่นๆ ที่ต้องการ โดยการฉ้อโกง แน่นอนว่า “การใช้ตำแหน่งของพวกเขา” อาจเรียกได้เช่นกันว่าเป็นการได้มาซึ่งอาหาร เครื่องดื่ม และสิ่งอื่นๆ ที่ต้องการโดยการฉ้อโกงภายใต้ธงแห่งการเชื่อในพระเจ้า พวกเจ้าเคยพยายามไตร่ตรองหัวข้อนี้มาก่อนและเคยคิดถึงเรื่องนี้บ้างหรือไม่? (พวกเราไม่เคยทำ) พวกเจ้าเคยเห็นคนประเภทนี้หรือไม่? พวกเจ้ามีความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับคนประเภทนี้หรือไม่? พวกเจ้ารู้สึกเกลียดชังหรือขยะแขยงบ้างหรือไม่? พวกเจ้ารู้สึกดูหมิ่นคนประเภทนี้หรือไม่? (ดูหมิ่น) พวกเขาเป็นคนประเภทใด? ความเป็นมนุษย์ของพวกเขาเป็นเช่นไร? เหตุใดพวกเขาจึงทำสิ่งเหล่านี้? มุมมองของพวกเขาในการเชื่อในพระเจ้าคืออะไร? คนประเภทนี้คือคนที่พระเจ้าทรงช่วยให้รอดหรือไม่? ท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายในการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาคืออะไร? พวกเขาได้ละทิ้งครอบครัวและอาชีพการงานของตน และแสดงให้เห็นถึงการทนทุกข์กับความยากลำบากและการจ่ายราคา แต่ท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของพวกเขาในการใช้ตำแหน่งของพวกเขาเพื่อให้ได้มาซึ่งอาหารและเครื่องดื่มโดยการฉ้อโกงคืออะไร? พวกเขารู้หรือไม่ว่า เมื่อพวกเขาทำเช่นนี้ พระเจ้าทรงรังเกียจและไม่พอพระทัย? พวกเจ้าเคยคิดถึงคำถามเหล่านี้มาก่อนหรือไม่? พูดตามความจริงแล้ว พวกเจ้าส่วนใหญ่ไม่เคยคิดเลย แล้วเหตุใดพวกเจ้าจึงไม่เคยคิด? บางคนกล่าวว่า “มีผู้คนแบบนี้ในสังคมมากเกินไป ดังนั้นการมีคนแบบนี้อยู่ในพระนิเวศของพระเจ้าไม่กี่คนจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเราเองก็ไม่ได้บริสุทธิ์ขนาดนั้นเสมอไป” เจ้าถือว่าตัวเองเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง แต่เจ้ากลับไม่เคยนำการกระทำ ความคิดและแนวคิดของตนเอง ตลอดจนการกระทำและพฤติกรรมของผู้อื่น มาเชื่อมโยงกับความจริง และใช้มุมมองของความจริงมาพิจารณาและนิยามสิ่งเหล่านั้นเลย แล้วเจ้ายังเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงอยู่หรือไม่? ความจริงที่เจ้าได้เข้าใจจากการเชื่อในพระเจ้าของเจ้ายังคงมีคุณค่าและมีความหมายต่อเจ้าหรือไม่? ไม่มี บรรดาผู้ที่เสแสร้งว่าเป็นฝ่ายวิญญาณทั้งที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณนั้นล้วนมีความเป็นฝ่ายวิญญาณเทียมเท็จ และพวกเขาไม่สนใจสิ่งใดเลยนอกจากการใช้เวลาทั้งวันยึดติดกับกฎข้อบังคับอย่างเคร่งครัด หรือกล่าวคำพูดและคำสอน ที่คล้ายกับสิ่งที่นักปราชญ์โบราณกล่าว นั่นคือ “อุทิศตนเองอย่างเต็มที่ในการศึกษาหนังสือของนักปราชญ์และไม่ใส่ใจกับเรื่องภายนอกเลย” ผู้คนที่เสแสร้งเป็นฝ่ายวิญญาณคิดว่าไม่ว่าคนอื่นจะทำสิ่งใดก็ไม่มีผลกับตน ไม่ว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรก็เป็นเรื่องของคนอื่น และพวกเขาปฏิเสธที่จะเรียนรู้วิธีแยกแยะผู้คน มองสิ่งต่างๆ ให้ทะลุปรุโปร่ง และเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าตามพระวจนะของพระเจ้า ผู้คนส่วนใหญ่เป็นเช่นนี้ เมื่อฟังคำเทศนาหรืออ่านพระวจนะของพระเจ้าจบ พวกเขาก็จดบันทึกลงบนกระดาษ เก็บไว้ในหัวใจ และปฏิบัติต่อสิ่งนั้นเหมือนเป็นคำสอนหรือกฎข้อบังคับที่พวกเขาปฏิบัติตามพอเป็นพิธีแล้วก็จบกัน ส่วนเรื่องที่ว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวพวกเขา หรือพฤติกรรมและการสำแดงต่างๆ ที่พวกเขาเห็นในผู้คนรอบตัวนั้นเกี่ยวข้องกับความจริงเหล่านี้อย่างไร พวกเขาไม่เคยคิดถึงหรือพยายามไตร่ตรองเรื่องนี้ในหัวใจของตนเลย อีกทั้งไม่เคยอธิษฐานหรือแสวงหาด้วย ชีวิตฝ่ายวิญญาณของผู้คนส่วนใหญ่อยู่ในสภาวะเช่นนี้ ด้วยเหตุนี้ ผู้คนมากมายจึงเข้าสู่ความจริงอย่างเชื่องช้าและผิวเผิน ชีวิตฝ่ายวิญญาณของพวกเขาน่าเบื่อหน่ายเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาเพียงแค่ทำตามกฎข้อบังคับ และไม่มีหลักธรรมในการทำสิ่งต่างๆ เลย อาจกล่าวได้ว่า สำหรับผู้คนจำนวนมาก ชีวิตฝ่ายวิญญาณของพวกเขาแยกขาดจากชีวิตจริงและว่างเปล่า ดังนั้น แม้เมื่อเป็นเรื่องของพฤติกรรมและการสำแดงอย่างโจ่งแจ้งของคนชั่วและพวกศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาไม่มีแนวคิดใดๆ เลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการมีคำนิยามใดๆ อีกทั้งพวกเขาก็ไม่มีความคิดหรือแสดงให้เห็นถึงวิจารณญาณแยกแยะใดๆ ด้วย เกี่ยวกับพฤติกรรม การสำแดง และคำกล่าวของพวกศัตรูของพระคริสต์ในการวางอุบายเพื่อประโยชน์ส่วนตนของพวกเขาเองนั้น พวกเจ้าอาจเคยเห็นมาพอสมควรแล้ว แต่ในหัวใจของพวกเจ้าไม่เคยพยายามไตร่ตรองเลยว่าพวกเขาเป็นผู้คนประเภทใดกันแน่ พวกเขาสามารถได้รับความจริงในการเชื่อในพระเจ้าของตนหรือไม่ พวกเขาเป็นผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่ และคำถามอื่นๆ ในทำนองนี้ แต่พวกเจ้ากลับทำหน้าที่ของตนไปวันๆ โดยไม่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ทำทุกสิ่งอย่างขอไปที และไม่ได้แสวงหาเพื่อให้สามารถได้รับความจริง หรือเข้าใจและเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงเลย ศัตรูของพระคริสต์ใช้ตำแหน่งของตนวางอุบายเพื่อประโยชน์ของพวกเขาเอง และใช้การเชื่อในพระเจ้าเป็นข้ออ้างเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการสารพัดอย่างผ่านการฉ้อโกงในพระนิเวศของพระเจ้า สิ่งที่ต้องการเหล่านี้ย่อมรวมถึงอาหารและเครื่องดื่ม ตลอดจนความสุขสำราญทางวัตถุบางอย่างและสิ่งอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน แก่นแท้ของผู้คนดังกล่าวเหมือนกับแก่นแท้ที่ยึดติดวัตถุของศัตรูของพระคริสต์ที่พวกเราได้พูดถึงไปก่อนหน้านี้—นี่คือลักษณะนิสัยของคนประเภทเดียวกัน พวกเขาเพียงแสวงหาที่จะสุขสำราญกับการปฏิบัติทางวัตถุสารพัดรูปแบบ พวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง และยิ่งไม่ตระเตรียมความดี พวกเขาเพียงเสแสร้งไล่ตามเสาะหาความจริงและดูเหมือนทำเช่นนั้นเพียงผิวเผินเท่านั้น สิ่งที่พวกเขาไล่ตามไขว่คว้าในส่วนลึกของหัวใจ แท้จริงแล้วก็คือความสุขสำราญทางเนื้อหนังในการกิน การดื่ม และการได้รับการปฏิบัติอย่างดีซึ่งอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาอยู่ตลอดเวลา มีผู้คนประเภทนี้อยู่รอบตัวไม่น้อยทีเดียว คริสตจักรทุกแห่งน่าจะมีสักคนหรือสองคน และอาจจะมากกว่านั้นด้วยซ้ำ วันนี้ เราจะไม่พูดถึงการสำแดง พฤติกรรม และแก่นแท้ของผู้คนเหล่านี้ในเชิงทฤษฎี เราจะพูดถึงกรณีตัวอย่างที่เป็นตัวแทนอย่างเฉพาะเจาะจงสักไม่กี่กรณีเสียก่อน เพื่อให้พวกเจ้าทุกคนรับฟัง ได้รับความเข้าใจเชิงลึกจากเรื่องนี้ และดูว่าผู้คนเช่นนี้เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่พวกเรากำลังสามัคคีธรรมกันนี้อย่างไร และพวกเขาใช้ตำแหน่งของตนและชูธงแห่งการเชื่อในพระเจ้าเพื่อฉ้อโกงให้ได้มาซึ่งอาหาร เครื่องดื่ม เงินทอง และสิ่งของทางวัตถุหรือไม่ จงพยายามแยกแยะคนประเภทนี้ แล้วคิดดูว่าผู้คนที่พวกเจ้าติดต่อด้วยมีการสำแดงเหล่านี้ที่พวกเรากำลังพูดถึงอยู่หรือไม่ หากนึกถึงใครขึ้นมาได้ พวกเจ้าก็สามารถยกตัวอย่างสักไม่กี่ตัวอย่างได้เช่นกัน จงบอกเราว่า การยกตัวอย่างหรือเพียงแค่สามัคคีธรรมกันกว้างๆ แบบนี้ อย่างไหนดีกว่ากัน? (การยกตัวอย่างดีกว่า) ข้อดีของการยกตัวอย่างคืออะไร? อย่างแรก ผู้คนส่วนใหญ่เต็มใจที่จะฟังเรื่องราวและเหตุการณ์ในชีวิตจริงเหล่านี้ เรื่องราวเหล่านี้มีตัวละครและโครงเรื่อง และผู้คนส่วนใหญ่ก็รู้สึกว่าน่าสนใจ ก็เหมือนกับเมื่อเจ้าพูดถึงประสบการณ์ส่วนตัวของเจ้า หากเจ้าเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผู้คนก็มักจะอ่านสักครั้งหรือสองครั้งแล้วก็จบกันไป แต่หากเจ้าสร้างภาพยนตร์หรือละครเวทีเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็จะมีผู้คนรับชมมากขึ้น และพวกเขาจะไม่ดูเพียงแค่ครั้งเดียว ด้วยวิธีนี้ ผู้คนจะมองความจริงในแง่มุมนี้ หรือมองผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่เกี่ยวข้องได้อย่างถี่ถ้วนและชัดเจนยิ่งขึ้น และจะทำให้พวกเขาเกิดความประทับใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การยกตัวอย่างที่เฉพาะเจาะจงบางอย่างยังช่วยให้ผู้คนสามารถเปรียบเทียบและเชื่อมโยงระหว่างความจริงแต่ละแง่มุมเข้ากับตนเองได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

กรณีแรก: แสร้งทำงานเพื่อให้ได้กินได้ดื่ม

ก่อนอื่น พวกเรามายกตัวอย่างบางตัวอย่างที่พบได้ทั่วไปในหมู่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรกันเถิด ผู้นำและคนทำงานบางคนมายังสถานที่ทำงานแห่งใหม่ ซึ่งพวกเขาได้พบกับพี่น้องชายหญิงที่แตกต่างกันออกไปและค้นพบสิ่งดีๆ บางอย่าง แล้วคิดว่า “สิ่งเหล่านี้เป็นของดี ทำไมฉันถึงไม่มีสิ่งเหล่านี้บ้าง?” พวกเขามีความคิดที่ไม่เหมาะสมอยู่ภายในไม่ใช่หรือ? ความโลภของพวกเขาได้เผยตัวออกมาแล้ว ทันทีที่ความโลภเผยตัวออกมา คนชั้นต่ำที่เลวทรามและไร้ยางอายเหล่านี้ก็หยุดอยู่กับที่และหาข้ออ้างสารพัดเพื่อทำงานในสถานที่แห่งนั้นและไม่ยอมจากไป จุดประสงค์ของพวกเขาที่ไม่ยอมจากไปคืออะไร? (เพื่อที่สักวันหนึ่งพวกเขาจะได้ฉวยโอกาสหาผลประโยชน์) ถูกต้อง พวกเขาต้องการฉวยโอกาสหาผลประโยชน์ หากไม่ได้ผลประโยชน์นี้ พวกเขาก็จะนอนไม่หลับในตอนกลางคืน พวกเขากังวลว่าหากพวกเขาไปที่อื่น คนอื่นก็จะได้ผลประโยชน์นี้ไปและพวกเขาจะไม่มีโอกาสเช่นนี้อีก ดังนั้น พวกเขาจึงหาข้ออ้างที่จะเทศนาและทำงานในสถานที่แห่งนั้น แท้จริงแล้ว หัวใจของพวกเขาคิดถึงสิ่งที่ต้องการเหล่านี้อยู่เสมอ และสายตาของพวกเขาก็จับจ้องสิ่งที่ต้องการเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา ในที่สุด พวกเขาก็ปักหลักอยู่ในสถานที่แห่งนั้น และพี่น้องชายหญิงส่วนใหญ่ก็ชื่นชอบพวกเขา รู้ว่าพวกเขาเป็นผู้เทศนา บูชาและยกย่องพวกเขา บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่ผู้นำและคนทำงานเหล่านี้จะเอ่ยถึงสิ่งที่พวกเขาต้องการ ดังนั้น พวกเขาจึงคิดหาวิธีต่างๆ สารพัดรูปแบบเพื่อเกริ่นถึงเรื่องนี้ แต่ยิ่งพูด พวกเขาก็ยิ่งวิตกกังวลมากขึ้น พวกเขาครุ่นคิดในใจว่า “ฉันควรจะเริ่มขอของสิ่งนี้อย่างไรดี? ฉันจะให้พี่น้องชายหญิงรู้ไม่ได้ว่าฉันชอบของสิ่งนี้และต้องการของสิ่งนี้ ฉันต้องทำให้พวกเขามอบให้ฉันด้วยความสมัครใจของพวกเขาเอง ฉันต้องไม่ทำให้พวกเขาคิดว่าฉันกำลังร้องขอ แต่เป็นสิ่งที่พวกเขาเต็มใจมอบให้ฉัน และแน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ฉันสมควรได้รับ” หลังจากนั้น พวกเขาถามพี่น้องชายหญิงว่า “ช่วงนี้การเข้าสู่ชีวิตของพวกคุณเป็นอย่างไรบ้าง?” พี่น้องชายหญิงกล่าวว่า “ตั้งแต่คุณมา ชีวิตคริสตจักรของพวกเราก็ดีขึ้นและทุกคนมีชีวิตชีวาขึ้น” “การที่พวกคุณมีชีวิตชีวาขึ้นหมายความว่าภาวะจิตวิญญาณของพวกคุณดีขึ้น ธุรกิจของพวกคุณก็กำลังไปได้ดีเช่นกัน ถ้าพระเจ้าประสงค์ ในอนาคตธุรกิจของพวกคุณก็จะยิ่งดีขึ้นอีก” ขณะที่ผู้นำและคนทำงานพูด พวกเขาก็เบนบทสนทนาไปยังสิ่งที่พวกเขาต้องการ เมื่อเป็นที่ประจักษ์แก่พี่น้องชายหญิงว่าผู้นำและคนทำงานต้องการของสิ่งนั้น พี่น้องชายหญิงก็กล่าวว่าผู้นำและคนทำงานควรนำติดตัวไปบ้างเมื่อพวกเขาจากไป ผู้นำและคนทำงานจึงกล่าวว่า “ไม่ ฉันรับไว้ไม่ได้หรอก เรื่องนี้ไม่สอดคล้องกับหลักธรรม พระเจ้าคงจะไม่พอพระทัย” “ไม่มีปัญหาหรอก คุณสมควรได้รับบ้าง” “ต่อให้สมควรได้รับ ฉันก็รับไม่ได้หรอก” หลังจากกล่าวเช่นนี้แล้ว พวกเขาก็กังวลว่าพี่น้องชายหญิงจะไม่มอบของสิ่งนั้นให้พวกเขาจริงๆ ดังนั้น พวกเขาจึงพูดเรื่องบางเรื่องอย่างอ้อมค้อม เพื่อทำให้พี่น้องชายหญิงขอบคุณในความดีของพวกเขา ในขณะเดียวกันก็เป็นฝ่ายหยิบยกสิ่งที่ตนต้องการขึ้นมาพูดก่อน เพื่อที่พี่น้องชายหญิงจะจดจำไว้ว่าควรมอบของสิ่งนั้นให้พวกเขาบ้าง หลังจากนั้น พี่น้องชายหญิงก็เริ่มประจักษ์ชัดว่าผู้นำและคนทำงานหมายถึงอะไร และกล่าวว่า “ตอนนี้พวกเราอย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องนั้นเลย ไว้คุณไปเมื่อไรแล้วพวกเราค่อยคุยเรื่องนี้กัน” เมื่อผู้นำและคนทำงานได้ยินพี่น้องชายหญิงกล่าวเช่นนี้ หัวใจของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความปีติยินดีและคิดว่า “ยอดเยี่ยม ในที่สุดฉันก็จะได้สิ่งที่ฉันต้องการแล้ว!” แล้วพวกเขาก็คิดว่า “ถ้าฉันจากไปทันทีในวันพรุ่งนี้ ผู้คนก็จะเห็นชัดเจนเกินไปว่าฉันต้องการของสิ่งนั้น ฉันจะจากไปในอีกสองหรือสามวันข้างหน้าแทน” ในที่สุดเมื่อวันที่สามมาถึง พี่น้องชายหญิงก็มอบห่อของที่หนักมากให้พวกเขาในขณะที่พวกเขาจากไป ผู้นำและคนทำงานเห็นว่าห่อของนั้นคือสิ่งที่พวกเขาต้องการ แต่กลับแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น และไม่ปฏิเสธ พวกเขาเพียงแค่รับห่อของนั้นไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ คนเหล่านี้คือผู้คนประเภทใด? พวกเขาคือผู้คนที่ใช้งานของตนเป็นช่องทาง—และใช้แรงงานของตนเป็นเงินตรา—ในการวางอุบายเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ และเป็นผู้ที่รีดไถสิ่งต่างๆ จากพี่น้องชายหญิง นี่คือรูปแบบหนึ่งของการฉ้อโกงไม่ใช่หรือ? จุดประสงค์ในการทำงานของพวกเขาคืออะไร? เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการด้วยการหลอกลวงผู้อื่น ทันทีที่ค้นพบสถานที่สักแห่งที่มีสิ่งที่น่าปรารถนาและมีสิ่งที่พวกเขาต้องการ พวกเขาก็หยุดอยู่กับที่และไม่ต้องการจากไป พวกเขาเอาสิ่งของดีๆ ทุกอย่างไปไว้ที่บ้านของตนเอง หลังจากได้เป็นผู้นำหรือคนทำงานมาหลายปี สิ่งของมากมายในบ้านของพวกเขาล้วนได้มาจากการหลอกลวงพี่น้องชายหญิง พวกเขาบางคนหลอกลวงเอาสูตรลับของประจำตระกูลหรือมรดกตกทอดมาจากพี่น้องชายหญิง และบางคนก็หลอกลวงเอาของดีประจำท้องถิ่นไป การเชื่อในพระเจ้าของผู้คนเหล่านี้ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ และทำงานโดยไม่ร้องขอสิ่งใดตอบแทน แต่แท้จริงแล้ว พวกเขาได้หลอกลวงเอาสิ่งที่ต้องการไปจากพี่น้องชายหญิงมากเกินไปแล้ว

หลังจากผู้นำคนหนึ่งมาถึงคริสตจักรแห่งหนึ่ง เขาเห็นว่าพุทราในพื้นที่นั้นมีชื่อเสียงไปทั่วประเทศ และคิดในใจว่า “ฉันชอบกินพุทรา ถ้าฉันเกิดที่นี่ก็คงได้กินพุทราทุกวัน แต่น่าเสียดายที่ฉันอยู่ได้ไม่กี่วันและพุทราก็ยังไม่สุก เมื่อไหร่ฉันถึงจะได้กินพุทราพวกนี้? รู้แล้ว—ฉันสามารถหาเหตุผลที่จะอยู่ต่อจนกว่าพุทราจะสุก แล้วฉันก็จะได้กินพุทราพวกนี้ไม่ใช่หรือ?” หลังจากนั้น เขาก็หาข้ออ้างโดยกล่าวว่า พี่น้องชายหญิงส่วนใหญ่ที่นี่อยู่ในสภาวะที่ไม่ดีและพี่น้องชายหญิงพวกนั้นทำงานไม่สำเร็จเลย ดังนั้น เขาจึงต้องประจำการอยู่ที่นี่ในระยะยาว และพยายามอย่างหนักเพื่อให้งานแต่ละอย่างดำเนินไปได้ก่อนที่เขาจะจากไป อย่างไรก็ตาม นั่นคือสิ่งที่เขากำลังคิดอยู่ในใจจริงๆ หรือ? (ไม่ใช่) เขากำลังคำนวณอยู่ในใจว่า “เมื่อใดที่พุทราสุกและฉันสามารถนำติดตัวไปได้บ้าง เมื่อนั้นฉันถึงจะจากไป” หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความคิดเช่นนี้ และความคิดดังกล่าวก็ทำให้เขาหยุดอยู่กับที่และปักหลักอยู่ที่นั่น ในช่วงเวลาที่อยู่ที่นั่น เขาเทศนาคำพูดและคำสอนบางประการและทำเรื่องผิวเผินบางเรื่อง แต่ไม่ได้ทำสิ่งใดให้สำเร็จในรูปแบบของการทำงานมากนัก ในที่สุดพุทราก็สุก และหัวใจของเขาก็เปี่ยมล้นไปด้วยความสุขว่า “ในที่สุดฉันก็กินพุทราได้แล้ว วันที่ฉันเฝ้าฝันถึงก็มาถึงในที่สุด!” ทันทีที่พุทราสุก เขาก็เริ่มกินพุทราเหล่านั้น ในขณะเดียวกันก็ครุ่นคิดอยู่ในใจว่า “คงไม่ดีแน่ถ้าฉันจะเอาแต่กินพุทราอยู่ที่นี่ทุกวัน ฉันจะอยู่เพียงเพื่อกินพุทราไม่ได้ ถ้าพี่น้องชายหญิงสังเกตเห็นเล่า? ฉันต้องคิดหาทางทำให้พวกเขามอบพุทราให้ฉันนำติดตัวไปบ้าง ถ้าพวกเขาไม่ยอมมอบให้ ฉันก็ต้องพยายามอย่างหนักและพูดอะไรบางอย่างเพิ่มเติมเพื่อผลักดันเรื่องนี้ให้คืบหน้า” ทันทีที่พี่น้องชายหญิงที่อาศัยอยู่ที่นั่นเห็นว่าเขาชอบกินพุทรา พวกเขาก็กล่าวว่าจะมอบพุทราให้เขานำติดตัวไปบ้างในยามที่เขาจากไป เมื่อได้ยินเช่นนี้ เขาก็มีความสุข แต่ปากของเขากลับกล่าวว่า “ผมรับไม่ได้หรอก แบบนี้ไม่สอดคล้องกับหลักธรรม ผู้เชื่อจะละโมบเช่นนี้ไม่ได้ จะไม่เป็นการเอาเปรียบพวกคุณหรอกหรือ? ผมนำไปโดยไม่จ่ายเงินให้พวกคุณไม่ได้หรอก ตอนผมไป ผมจะจ่ายเงินค่าพุทราให้พวกคุณ” คำพูดที่เขากล่าวเหล่านี้เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น เมื่อเขากินจนอิ่มหนำและถึงเวลาที่จะจากไป ในหัวใจของเขาก็ยังคงคิดอยู่เสมอว่า “พวกเขาจะไม่แบ่งพุทราให้ฉัน หรือจะให้แต่ลูกที่ไม่ดีเท่านั้น? ฉันอยากกินลูกใหญ่ๆ ดีๆ” สองวันก่อนที่เขาจะจากไป เขาก็กล่าวเสมอว่า “พุทราถูกเก็บไปเกือบหมดแล้วใช่ไหม? ปีหน้าพุทราจะสุกเมื่อไหร่?” ซึ่งเขาตั้งใจเตือนพี่น้องชายหญิงว่าอย่าลืมมอบพุทราให้เขานำติดตัวไปบ้าง พี่น้องชายหญิงทุกคนเข้าใจทันทีที่ได้ยิน และกล่าวว่า “ก่อนที่เขาจะจากไป ดูเหมือนพวกเราต้องมอบพุทราให้เขานำติดตัวไปบ้างแน่ๆ และพวกเราต้องเลือกลูกดีๆ ให้เขา ไม่อย่างนั้นเขาอาจทำให้พวกเราลำบากได้” ในที่สุดเมื่อถึงเวลาที่เขาต้องไป พี่น้องชายหญิงก็มอบกล่องขนาดใหญ่สามใบให้เขานำติดตัวไป เขาไม่สามารถยกไปเองได้ จึงให้คนอื่นที่อยู่ใต้การดูแลของเขาช่วย ก่อนที่เขาจะจากไป เขาก็กินให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้—แม้นั่นจะทำให้เขาป่วย เขาก็รู้สึกว่าคุ้มค่า เขากลัวว่าหลังจากที่จากไปแล้ว จะไม่ได้กินพุทราเหล่านั้นอีก ในยามที่เขาจากไป เขาก็ยังคงจากไปอย่างไม่เต็มใจ และคิดว่า “ครั้งนี้ฉันได้กินพอแล้ว ปีหน้าในช่วงเวลานี้ฉันจะมาอีก ฉันไม่จำเป็นต้องมาเร็วเกินไป แต่ก็มาช้าเกินไปไม่ได้ ฉันควรมาตอนที่พุทราสุกพอดี แบบนั้นฉันก็จะได้กินพุทราสดบ้าง และเมื่อพุทราแห้งแล้ว ฉันก็จะได้กินพุทราแห้งบ้าง ฉันยังสามารถนำบางส่วนติดตัวไปได้อีกเมื่อฉันจากไป” เขาคำนวณเรื่องนี้อย่างละเอียดลออไม่ใช่หรือ? หัวใจของเขาคิดถึงเพียงเรื่องเหล่านี้เท่านั้น เขามักจะคิดถึงการฉวยโอกาสและวางอุบายเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ ตลอดจนหลอกลวงเอาสิ่งต่างๆ จากพี่น้องชายหญิงเพื่อผลประโยชน์ของตนเองอยู่เสมอ เขาจะไม่มองข้ามสิ่งใดก็ตามที่เขาเห็นแล้วอยากได้อยากมีเลย ต่อให้เป็นสิ่งที่ไม่โดดเด่น ตราบใดที่สิ่งนั้นสะดุดตาเขาและติดอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของเขา ก็รับประกันได้ว่าท้ายที่สุดแล้วสิ่งนั้นจะตกไปอยู่ในมือของเขา นี่คือพฤติกรรมของศัตรูของพระคริสต์ไม่ใช่หรือ? ความเป็นมนุษย์และลักษณะนิสัยของผู้คนประเภทนี้เลวทรามเป็นพิเศษไม่ใช่หรือ? ไม่ว่าภายนอกนั้น ผู้คนประเภทนี้จะสามารถทนทุกข์กับความยากลำบากและจ่ายราคาได้ดีเพียงใด และพวกเขาสามารถละทิ้งครอบครัวและอาชีพการงานของตนได้ดีเพียงใด จะกล่าวได้หรือไม่ว่าพวกเขาคือผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง? ไม่ได้อย่างแน่นอน ผู้คนเหล่านี้คือคนประเภทที่ฉ้อโกงให้ได้มาซึ่งอาหารและเครื่องดื่มโดยการชูธงแห่งการเชื่อในพระเจ้า

บางคนไปตามสถานที่ต่างๆ สารพัดแห่งเพื่อประกาศข่าวประเสริฐและทำงาน และเมื่อพวกเขากลับบ้าน พวกเขาก็นำของดีประจำท้องถิ่นที่แตกต่างกันจากแต่ละสถานที่กลับมาด้วย หรือแม้แต่สิ่งต่างๆ ที่พวกเขารีดไถมาจากพี่น้องชายหญิง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้ายี่ห้อดังหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ตราบใดที่สิ่งเหล่านั้นสะดุดตาพวกเขา พวกเขาย่อมไม่มองข้าม และขอสิ่งนั้นมา หากเจ้าไม่มอบให้พวกเขา พวกเขาก็จะคิดหาข้ออ้างสารพัดรูปแบบมาตัดแต่งเจ้า จะทำให้เจ้าเข้าใจว่าเหตุใดพวกเขาจึงตัดแต่งเจ้า และจะไม่ยอมลดละจนกว่าเจ้าจะมอบของสิ่งนั้นให้พวกเขาในที่สุด ผู้คนเหล่านี้หลอกลวงเอาสิ่งที่ต้องการสารพัดอย่างมาเป็นของตนเองโดยการชูธงของการทำหน้าที่ของตน และในยามที่พวกเขาพยายามให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการเหล่านี้ พวกเขาก็ไม่ลดละ บางครั้งพี่น้องชายหญิงก็มอบสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ให้พวกเขา แต่ผู้คนเหล่านี้คิดว่าสิ่งนั้นไม่มีราคาค่างวดมากนักและกล่าวว่า “ไม่ละ ขอบคุณ พระเจ้าอวยพรฉันอย่างอุดมสมบูรณ์แล้ว ฉันไม่ต้องการสิ่งใดเลย” พวกเขาใช้คำพูดทำนองนี้เพื่อปฏิเสธ และหลอกลวงพี่น้องชายหญิงให้ชื่นชอบพวกเขาและยกย่องพวกเขา อย่างไรก็ตาม หากสิ่งที่พี่น้องชายหญิงมอบให้เป็นสิ่งที่ผู้คนเหล่านี้ใฝ่ฝันถึง และเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการและคิดถึงอยู่ตลอดเวลา เมื่อเห็นสิ่งเหล่านี้ พวกเขาก็ต้องการยักยอก และพวกเขาจะไม่ยับยั้งชั่งใจอย่างแน่นอน ผู้หญิงบางคนยักยอกเครื่องสำอาง เสื้อผ้าดีๆ และรองเท้าดีๆ จากมือของพี่น้องชายหญิง และผู้ชายบางคนก็หลอกเอาเครื่องใช้ไฟฟ้า รถจักรยานยนต์ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไปจากมือของพี่น้องชายหญิง พวกเขาลงมือเพื่อครอบครองทุกสิ่งที่ต้องการ ไม่ว่าพี่น้องชายหญิงจะมีอะไรดีก็ตาม ตราบใดที่สิ่งนั้นสะดุดตาผู้คนเหล่านี้ พวกเขาก็จะคิดหาสารพัดวิธีในการฉ้อโกงเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา นอกจากนี้ ผู้คนเหล่านี้ถึงกับสรรหาข้ออ้างและเหตุผลสารพัดชนิดเพื่อกินอาหารค่ำร่วมกัน และกินดื่มกันอย่างตะกละตะกลาม ถึงขั้นใด? ไม่ว่าพวกเขาไปที่ใด พวกเขาก็จะมองดูว่าครอบครัวใดมีเงินและครอบครัวใดกินดีอยู่ดี จากนั้นพวกเขาก็จะพักอยู่กับครอบครัวนั้นและไม่ยอมจากไป จากนั้น พวกเขาก็สรรหาข้ออ้างสารพัดเพื่อจัดการชุมนุมสำหรับผู้ร่วมงานและจัดงานเลี้ยงมื้อค่ำ แล้วคำกล่าวเปิดของพวกเขาในงานเลี้ยงมื้อค่ำแต่ละครั้งคืออะไร? “การชุมนุมของพวกเราในวันนี้คือการชุมนุมแห่งราชอาณาจักร อาหารบนโต๊ะนี้ทำให้พวกเราได้ลิ้มรสงานเลี้ยงแห่งราชอาณาจักรล่วงหน้า” ผู้คนที่ประจบประแจงพวกเขาก็รีบกล่าวว่า “อาเมน ขอบคุณพระเจ้า!” มีคนที่ถูกเรียกว่าผู้นำและคนทำงานบางคนกินดื่มอย่างตะกละตะกลามในทุกที่ที่พวกเขาไป ทุกมื้อต้องมีส่วนผสมที่บำรุงร่างกาย และต้องมีปลาและเนื้อสัตว์ อีกทั้งอาหารก็ถึงขั้นต้องเปลี่ยนไปทุกสัปดาห์ พวกเขาไม่สามารถกินซ้ำๆ กันได้ หลังมื้อค่ำพวกเขาต้องดื่มชาชั้นดี และหาข้ออ้างโดยกล่าวว่า “ฉันขาดชาไม่ได้ ฉันมีภาระงานหนักทุกวันและต้องทำงานจนดึกดื่นค่ำมืด ถ้าฉันไม่ได้ดื่มชาสักหน่อยเพื่อให้ตาสว่าง ฉันก็จะไม่สามารถทำงานในตอนกลางคืนได้” นี่คือสิ่งที่ปากของพวกเขากล่าว แต่พวกเขากำลังคิดอะไรอยู่ในใจ? “ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้มาอยู่ในตำแหน่งที่ฉันมีในวันนี้ ฉันก็ควรวางอำนาจสักหน่อยไม่ใช่หรือ? อีกทั้งฉันเคยใฝ่ฝันที่จะได้สุขสำราญกับสิ่งดีๆ ในชีวิตบ้าง ดังนั้นฉันควรคิดหาสารพัดวิธีเพื่อสุขสำราญกับสิ่งเหล่านี้ในตอนนี้ไม่ใช่หรือ? ถ้าฉันไม่ใช้อำนาจที่ฉันมีอยู่ในตอนนี้ พอหมดอำนาจ ฉันก็จะไม่มีโอกาสทำเช่นนี้อีก ฉันควรกินและดื่มให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใครจะรู้ว่าอาจมีสักวันหนึ่งที่ฉันไม่มีตำแหน่งนี้อีกต่อไปและไม่สามารถสุขสำราญกับสิ่งเหล่านี้ ฉันก็จะไม่มีโอกาสเช่นนี้อีกต่อไป เช่นนั้นชีวิตทั้งชีวิตของฉันจะไม่สูญเปล่าหรอกหรือ?” ผู้คนประเภทนี้ฉ้อโกงเพื่อให้ได้มาซึ่งอาหารและเครื่องดื่มโดยการชูธงของการทำงาน พวกเขาทำงานเล็กน้อยและเทศนาคำพูดและคำสอนไม่กี่คำ จากนั้นก็ต้องการหลอกลวงเอาสิ่งที่ต้องการและกินของดีๆ

เคยมีคนคนหนึ่งที่ทำงานในสถานที่แห่งหนึ่ง และพี่น้องชายหญิงที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นต้องเชือดไก่ให้คนคนนี้ทุกวัน เขาติดเป็นนิสัย นั่นคือ กินไก่วันละตัวทุกวัน หลังจากได้ยินเรื่องนี้ พวกเจ้ารู้สึกอย่างไร? (รังเกียจ) พี่น้องชายหญิงเลี้ยงไก่ไว้กินไข่ และจะเชือดไก่กินก็ต่อเมื่อไก่นั้นแก่แล้วเท่านั้น ตั้งแต่คนคนนั้นมาถึง แม้แต่ไก่ไข่ก็ต้องถูกเชือด และผลก็คือ ไก่มีจำนวนลดลงเรื่อยๆ และพี่น้องชายหญิงก็ได้มาถึงทางตันแล้ว ต่อมา เขาถูกปลดและกลับบ้าน แต่ก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนข้อบกพร่องที่เป็นปัญหานี้ได้ เขาบังคับให้ภรรยาเชือดไก่ให้เขากินทุกวัน มิฉะนั้นเขาก็จะทะเลาะกับเธอ นี่คือคนประเภทใด? การกินไก่กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวเขาไปแล้ว เขากินไก่ทุกวัน ทุกมื้อ แม้หลังจากถูกปลดแล้วเขาก็ยังต้องกินไก่—เขาเสพติดการกินไก่ไปแล้ว คนคนนี้มีปัญหาไม่ใช่หรือ? พวกเจ้าว่าอย่างไร ผู้คนประเภทนี้เป็นคนดีหรือไม่? (ไม่) สรุปแล้ว ใครก็ตามที่ชูธงแห่งการเชื่อในพระเจ้าและใช้โอกาสที่เกิดขึ้นระหว่างการทำหน้าที่ของตนเพื่อรีดไถทรัพย์สินจากพี่น้องชายหญิงในทุกโอกาส และเพื่อฉ้อโกงให้ได้มาซึ่งอาหารและเครื่องดื่มในทุกโอกาส ย่อมไม่ใช่คนดี แก่นแท้ของพวกเขาคือแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ ไม่ว่าพวกเขาจะไปทำงานที่ใดหรือทำงานประเภทใด พวกเขาจะเลือกครอบครัวเจ้าภาพที่ค่อนข้างมีฐานะและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ค่อนข้างสุขสบายเพื่อรับรองพวกเขาเป็นอันดับแรก จุดประสงค์ที่พวกเขามองหาสถานที่เหล่านี้คืออะไร? เพื่อกินดีอยู่ดีและพักอาศัยในบ้านที่สวยงาม—เพื่อสนองความพึงพอใจของเนื้อหนัง มีบางสถานที่ที่พวกเขาไม่สามารถพักอาศัยอยู่ได้เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย แต่พวกเขาจะปล่อยมือจากความโลภและความคิดเหล่านี้ของตนหรือไม่? พวกเขาจะไม่ทำเช่นนั้น พวกเขาจะมองหาสถานที่อื่นในลักษณะนี้เพื่อเป็นเจ้าภาพรับรองพวกเขา ผลก็คือ หลังจากผู้คนเหล่านี้ได้ทำงานในต่างถิ่นมานานหลายปี พวกเขาจะดูเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และเมื่อกลับบ้าน พี่น้องชายหญิงที่นั่นย่อมจะจำพวกเขาไม่ได้—ใบหน้าของพวกเขาจะอิ่มเอิบขึ้น ท้องของพวกเขาจะกลมโตขึ้น พวกเขาจะแต่งตัวดีขึ้น พวกเขาจะจู้จี้จุกจิกมากขึ้น และจะวางมาด การเติบโตในชีวิตของพวกเขาจะเป็นอย่างไร? ชีวิตของพวกเขาจะไม่เติบโตขึ้นเลย พวกเขาจะเอาแต่กินดีแต่งตัวดี จะอ้วนขึ้น และจะกินจนถึงขั้นแก้มยุ้ยและพุงพลุ้ย ในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายอย่างเช่น จีนแผ่นดินใหญ่ ไม่ว่าคนคนหนึ่งจะทำหน้าที่ใดก็ล้วนเป็นเรื่องที่ทำให้ประสาทตึงเครียดทั้งสิ้น แม้บางครั้งเขาอาจได้กินดีและพักในบ้านเจ้าภาพที่มีความเป็นอยู่สุขสบาย แต่เขาก็จะไม่สามารถทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ เช่นนั้นแล้ว ผู้คนที่สามารถกินจนแก้มยุ้ยและพุงพลุ้ยได้คือผู้คนประเภทใด? (ผู้คนที่ลุ่มหลงในผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่ง) คือบรรดาผู้ที่มักจะคิดอยู่เสมอว่าพวกเขาจะกินและดื่มอะไร และพวกเขาจะสุขสำราญกับอะไรในอาหารวันละสามมื้อของตน หากผู้คนประเภทนี้ไม่ได้กินอาหารดีๆ พวกเขาก็จะไม่มีอารมณ์ทำงานหรือทำหน้าที่ของตน หากท้องของพวกเขาไม่อิ่ม จิตใจของพวกเขาก็จะไม่สงบสุข “วันนี้ฉันกินอาหารแย่มาก ไม่มีเนื้อสัตว์เลย และหลังจากกินเสร็จ พวกคุณก็ไม่รินชาให้ฉัน ดังนั้น ฉันจะไม่สนใจพวกคุณ เวลาพวกคุณสามัคคีธรรมเรื่องงานของคริสตจักร ฉันก็จะไม่พูดจา ฉันจะแก้แค้นพวกคุณ ใครบอกว่าพวกคุณไม่ให้ฉันกินอาหารดีๆ ก็ได้? ฉันต้องกินอาหารแบบนี้ แต่พวกคุณก็ยังอยากให้ฉันสามัคคีธรรมกับพวกคุณ ไม่มีทาง!” นี่คือสิ่งที่พวกเขาคิดอยู่ภายใน แต่ไม่สามารถพูดออกมาดังๆ ได้ พวกเขาเพียงแค่กล่าวว่า “เมื่อคืนฉันทำงานดึกเกินไป บ่ายนี้ฉันเลยต้องงีบหลับสักหน่อย” พวกเขาเป็นนักต้มตุ๋นตัวยงมิใช่หรือ? พวกเขานอนหลับจนถึงสี่หรือห้าโมงเย็น และมีผู้คนมากมายรอพวกเขาอยู่ที่นั่น แต่พวกเขาไม่อยากลุกขึ้นมา ทันใดนั้น พวกเขาได้กลิ่นแอปเปิลและกระโดดลงจากเตียง กังวลว่าตนจะไม่ได้กินสักคำ นี่คือวิธีที่พวกเขาทำงาน และนี่คือวิธีทำหน้าที่ของพวกเขา ไม่ว่าผู้คนเหล่านี้จะไปที่ใด และไม่ว่าพวกเขาจะกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าหรือฟังคำเทศนามาอย่างไร พวกเขาก็จะไม่เปลี่ยนเจตนาและวัตถุประสงค์ของตน รวมทั้งจะไม่ปล่อยมือจากความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของตน สิ่งของทางวัตถุทั้งหมดคือเป้าหมายของการไล่ตามไขว่คว้าของพวกเขาในชีวิตนี้ การกินดี แต่งตัวดี และสุขสำราญกับการได้รับการปฏิบัติอย่างดีคือเป้าหมายของการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาในชีวิตนี้ พวกเขาคิดว่าหากการเชื่อในพระเจ้าในชีวิตนี้ทำให้พวกเขาสามารถกินของดีๆ ใส่เสื้อผ้าสวยๆ และอาศัยอยู่ในบ้านสวยๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนมีพี่น้องชายหญิงคอยเกื้อหนุนพวกเขา—หากพวกเขาสามารถฉ้อโกงให้ได้มาซึ่งสิ่งเหล่านี้—พวกเขาก็จะพึงพอใจในชีวิตนี้ ในโลกนี้ การทุ่มเททำงานงานประจำจะไม่ทำให้คนคนหนึ่งได้เงินมากนัก และการหาเงินจากการทำธุรกิจก็ไม่ใช่เรื่องง่าย—พวกเขาจะไม่สามารถสุขสำราญกับสิ่งต่างๆ เช่นนี้ได้ ดังนั้น หลังจากไตร่ตรองเรื่องนี้ในใจ พวกเขาก็ยังคงคิดว่าการเชื่อในพระเจ้าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เนื่องจากพวกเขาไม่จำเป็นต้องทุ่มเทความพยายามมากนัก สิ่งที่พวกเขาต้องทำคือการพูดแค่ไม่กี่คำ วิ่งวุ่นเล็กน้อย และแบกรับความเสี่ยงนิดหน่อย จากนั้นพวกเขาก็สามารถกินดีแต่งตัวดี ถึงกับทำให้ผู้คนมากมายคอยปรนนิบัติพวกเขา และสุขสำราญกับการได้รับการปฏิบัติราวกับเป็นบุคคลสำคัญ พวกเขาคิดว่าการใช้ชีวิตเช่นนี้เป็นเรื่องยอดเยี่ยม และพวกเขาได้รับพรอย่างอุดมสมบูรณ์สำหรับการเชื่อในพระเจ้า ดังนั้น พวกเขาจึงมักจะกล่าวสิ่งที่ไม่จริงใจต่อหน้าพี่น้องชายหญิง เช่น “พระเจ้าประทานพรสวรรค์ให้พวกเรามากเกินไป อย่างอุดมสมบูรณ์เกินไป และมากกว่าที่มนุษย์เคยร้องขอหรือปรารถนา” คำพูดเหล่านี้ถูกต้อง แต่ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับการไล่ตามไขว่คว้าและลักษณะนิสัยส่วนตัวของเขา รวมทั้งความคิด เจตนา และวัตถุประสงค์ของพวกเขา ทุกสิ่งที่พวกเขากล่าวล้วนหลอกลวงผู้คน รูปลักษณ์ภายนอกที่พวกเขาวิ่งวุ่นและสละตนก็ล้วนเพื่อหลอกลวงผู้คนเช่นกัน มีเพียงการคำนวณ เจตนา และความโลภในหัวใจของพวกเขาเท่านั้นที่เป็นความจริง นี่คือลักษณะนิสัยของผู้คนเหล่านี้ ไม่ว่าพวกเขาจะทำสิ่งใดหรือไปที่ใด ความพึงพอใจทางวัตถุเหล่านี้ก็ครองอันดับหนึ่งในหัวใจของพวกเขา และพวกเขาจะไม่มีวันปล่อยมือจากสิ่งเหล่านั้นและจะไม่มีวันลืมสิ่งเหล่านั้นเลย ไม่ว่าเจ้าจะสามัคคีธรรมความจริงอย่างไร และไม่ว่าเจ้าจะสามัคคีธรรมเรื่องเจตนารมณ์ของพระเจ้าอย่างไร พวกเขาก็จะปฏิบัติหน้าที่ของตนไปพร้อมกับยึดติดกับความโลภและความอยากได้อยากมีเหล่านี้อย่างดื้อรั้น และเก็บงำเจตนาและวัตถุประสงค์เหล่านี้ไว้ และไม่ว่าพวกเขาจะมีสถานะหรือไม่มีสถานะ เจตนาของพวกเขาก็จะไม่เปลี่ยนแปลง

กรณีที่สอง: ขุ่นเคืองที่ไม่ได้ไปต่างประเทศ

เมื่อครั้งที่เราทำงานอยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ มีผู้นำคนหนึ่งคิดว่าเขาสามารถไปต่างประเทศกับพวกเราได้ และมีความสุขกับเรื่องนี้มาก เขาคิดว่า “ในที่สุดฉันก็ทำสำเร็จแล้ว ในที่สุดฉันก็สามารถสุขสำราญกับพรอันยิ่งใหญ่ร่วมกับพระเจ้า! ก่อนหน้านี้ ฉันได้ทนทุกข์กับความยากลำบากร่วมกับพระเจ้า ในที่สุด วันนี้ฉันก็ได้รับบำเหน็จรางวัล ฉันสมควรได้รับบำเหน็จรางวัลนี้ อย่างน้อยที่สุด ฉันก็เป็นผู้นำ และฉันได้ผ่านประสบการณ์ความทุกข์เข็ญมามากมาย ดังนั้นเมื่อสิ่งดีๆ เช่นนี้เข้ามาในชีวิตฉัน ฉันก็ควรมีส่วนร่วมในสิ่งดีๆ นี้—ฉันควรจะได้สุขสำราญกับสิ่งที่ต้องการ” นี่คือสิ่งที่เขาคิด อย่างไรก็ตาม หลังจากใช้เวลาอยู่ใกล้ชิดกับเขาระยะหนึ่ง เราก็สังเกตเห็นว่าเขาไม่มีหลักธรรมในสิ่งที่เขาพูดและทำ เขาไม่มีความเป็นมนุษย์ที่ดี เจตนาและความอยากที่จะได้รับพรของเขารุนแรงมาก และบางครั้งเขาก็จำเป็นต้องถูกตัดแต่ง หลังจากถูกตัดแต่งหลายครั้ง เขาก็คิดว่า “คราวนี้ฉันจบสิ้นแล้ว เบื้องบนรู้เท่าทันฉันแล้ว และไม่ได้พูดถึงการไปต่างประเทศอีกเลย ดูเหมือนว่าฉันหมดหวังที่จะได้ไปต่างประเทศ” เขาเอาแต่ครุ่นคิดเรื่องเหล่านี้อยู่ในใจตลอดเวลา อันที่จริง พวกเราจะเห็นได้ว่าเขาไม่ใช่คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง โดยพื้นฐานแล้วไม่เหมาะสมที่จะไปต่างประเทศ และต่อให้ไปต่างประเทศ เขาก็จะไม่สามารถทำงานใดๆ ได้ ดังนั้นพวกเราจึงไม่ได้พูดคุยเรื่องนี้กับเขา เขารู้สึกว่าตนไม่มีหวังที่จะได้ไปต่างประเทศ ดังนั้นเขาจึงเริ่มวางแผนอื่น วันหนึ่งเขาออกไปและไม่กลับมาอีกเลย เขาเพียงแค่ทิ้งจดหมายไว้ฉบับหนึ่งซึ่งเขียนว่า “ผมเชื่อในพระเจ้ามานานหลายปีและทำงานบางอย่าง ตอนนี้ พวกคุณกำลังจะไปต่างประเทศ แต่ผมไม่เหมาะที่จะไปกับพวกคุณ ในวันเวลาต่อจากนี้ ผมจะใช้เวลาเพื่อชดเชยให้กับเรื่องนี้ พระเจ้ารังเกียจผม ดังนั้นผมจะไปจากพระองค์ ผมจะไม่ทำให้พระองค์ต้องมองคนที่พระองค์รังเกียจ ผมจะไปซ่อนตัว” คำพูดเหล่านี้ฟังดูเหมือนมีเหตุผล และไม่มีปัญหาใหญ่อะไรกับคำพูดเหล่านี้ ต่อมา เขากล่าวว่า “มันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ผมเกิด ไม่ว่าผมจะอยู่กับใคร ผมก็ได้แต่ถูกใช้งาน ผมสามารถทนทุกข์กับความยากลำบากร่วมกับผู้อื่นได้ แต่ไม่อาจสุขสำราญกับพรร่วมกับพวกเขาได้” ที่เขาพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร? (เขาคิดว่าเขาถูกพระเจ้าใช้งาน) นั่นคือความหมายที่แท้จริงของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขากล่าวว่า “ไม่ว่าผมจะอยู่กับใคร ผมก็ทำได้เพียงทนทุกข์ร่วมกับพวกเขาเท่านั้นเอง ผมไม่สามารถสุขสำราญกับพรร่วมกับพวกเขาได้” ความหมายของเขาก็คือ “ผมได้ทนทุกข์กับความยากลำบากและแบกรับความเสี่ยงร่วมกับพวกคุณมามากมาย แต่เมื่อถึงเวลาที่จะได้สุขสำราญกับพรร่วมกับพวกคุณ พวกคุณกลับไม่เต็มใจ” ด้วยการกล่าวคำพูดเหล่านี้ เขากำลังพร่ำบ่น และได้เกิดความขุ่นเคืองขึ้นในตัวเขาอันเป็นผลมาจากเรื่องนี้ ปากของเขากล่าวว่า “พระเจ้ารังเกียจผม ผมจะจากพระเจ้าไป ผมจะไม่ทำให้พระองค์รู้สึกรังเกียจ” แต่ในใจของเขากลับขุ่นเคืองจริงๆ ว่า “พวกคุณกำลังจะไปต่างประเทศเพื่อสุขสำราญกับพรและต้องการกำจัดผมให้พ้นทาง!” นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ หรือ? (ไม่ใช่) แล้วเกิดอะไรขึ้น? เขาคิดว่าพวกเราตัดแต่งเขาเพราะพวกเราต้องการกำจัดเขาให้พ้นทาง ไม่ใช่เพราะเขาไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่มีหลักธรรมในสิ่งที่เขาพูดและทำ เขาไม่เข้าใจว่าตนมีปัญหา ตรงกันข้าม เขากลับคิดว่า “ฉันได้ทนทุกข์กับความยากลำบากร่วมกับพระองค์ ดังนั้นฉันก็ควรได้สุขสำราญกับพรร่วมกับพระองค์ พระองค์ต้องให้ฉันเข้าสู่ราชอาณาจักรและให้ฉันกลายเป็นหนึ่งในประชากรของราชอาณาจักรอย่างแน่นอน ไม่ว่าฉันจะทำอะไร พระองค์ก็ไม่ควรทอดทิ้งฉันเด็ดขาด” นี่คือสิ่งที่เขาคิดมิใช่หรือ? (ใช่) วิธีคิดเช่นนี้มีแก่นแท้อย่างไร? (เป็นแก่นแท้เดียวกันกับเปาโลเมื่อเขาพยายามทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนกับพระเจ้าเพื่อแลกกับมงกุฎ) ถูกต้อง นั่นคือแก่นแท้ของเปาโล เขาเชื่อในพระเจ้า ติดตามพระเจ้า ทนทุกข์กับความยากลำบาก และจ่ายราคาเพื่อให้ได้มงกุฎและได้รับพร เขาไม่มีความเชื่อที่แท้จริง และไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริง เขาเพียงแค่พยายามทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนกับพระเจ้า หากข้อตกลงล้มเหลว เขาไม่ได้รับพรและรู้สึกว่าตนเสียเปรียบ เขาก็จะโกรธเกรี้ยว รู้สึกว่าเรื่องทั้งหมดนี้สูญเปล่าและทำอะไรโดยไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา พร้อมทั้งเกิดความขุ่นเคืองขึ้นในหัวใจของเขา สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เขาเผยออกมาในขณะที่เขาพูด คนคนนี้ทำอย่างไรต่อไป? หลังจากนั้น คนคนนี้ก็ไปทำธุรกิจ และมีหญิงสาวหลายคนมาห้อมล้อมเขา แม้จะไม่ได้พูดว่าเขาไม่เชื่อในพระเจ้า แต่เขาก็ไม่ได้ทำหน้าที่ของตนและไม่ได้เป็นผู้ติดตามพระเจ้า ไม่มีใครเคยคิดเลยว่าเขาจะยอมทิ้งโอกาสที่จะติดตามพระเจ้าแล้วไปทำธุรกิจเพียงเพราะเขาถูกตัดแต่งเล็กน้อยเท่านั้น ท่าทีที่โกรธเกรี้ยวของเขาและวิธีที่เขาสำแดงตนก่อนหน้านี้ เหมือนเป็นคนละคนกัน นี่คือธรรมชาติของเขาที่เปิดโปงตัวเอง ก่อนหน้านี้ เขาไม่ได้ทำเช่นนี้เพียงเพราะสถานการณ์ที่เหมาะสมยังไม่ปรากฏขึ้นเท่านั้น นี่คือแง่มุมหนึ่ง อีกแง่มุมหนึ่งคือ เขาซ่อนเร้นตัวตนที่เขาเป็น เสแสร้งว่าเขาไม่ได้เป็นแบบนั้น และยับยั้งตนเองไม่ให้ทำเช่นนั้น หากเจ้าเป็นคนดีอย่างแท้จริง ไม่ว่าเจ้าจะเผชิญกับสถานการณ์ใด ก่อนอื่นเจ้าต้องตั้งมั่นในที่ทางของเจ้าและรู้ว่าเจ้าเป็นใคร นอกจากนี้ ผู้คนที่มีความเป็นมนุษย์อยู่บ้างจริงๆ จะสามารถทำสิ่งต่างๆ และทำความผิดที่ไร้ความเป็นมนุษย์ได้หรือ? (ไม่ได้) พวกเขาทำไม่ได้อย่างแน่นอน จากเรื่องนี้เห็นได้ชัดว่า เมื่อผู้คนไม่สามารถยอมรับความจริงได้ นั่นคือสิ่งที่เป็นกบฏที่สุด และพวกเขาตกอยู่ในอันตรายมากที่สุด หากพวกเขาไม่สามารถยอมรับความจริงได้เลย เช่นนั้นพวกเขาก็คือผู้ไม่เชื่อ หากความอยากที่จะได้รับพรของคนเช่นนี้พังทลายลง เขาก็จะจากพระเจ้าไป เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? (เพราะสิ่งที่เขาไล่ตามไขว่คว้าคือการได้รับพรและสุขสำราญกับพระคุณ) เขาเชื่อในพระเจ้าแต่ไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริง สำหรับเขาแล้ว ความรอดเป็นเพียงเครื่องประดับและคำพูดที่ฟังดูดี สิ่งที่หัวใจของเขาไล่ตามไขว่คว้าคือรางวัล มงกุฎ และสิ่งที่ต้องการ—เขาต้องการได้รับผลตอบแทนร้อยเท่าในชีวิตนี้ และต้องการได้รับชีวิตนิรันดร์ในโลกที่จะมาถึง หากไม่สามารถได้สิ่งเหล่านี้มา เขาก็จะไม่เชื่อ โฉมหน้าที่แท้จริงของเขาจะปรากฏออกมา และเขาจะจากพระเจ้าไป สิ่งที่เขาเชื่ออยู่ในหัวใจไม่ใช่พระราชกิจของพระเจ้า และไม่ใช่ความจริงที่พระเจ้าทรงแสดง และสิ่งที่เขาไล่ตามเสาะหาไม่ใช่ความรอด นับประสาอะไรกับการทำหน้าที่ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างให้ดี แต่กลับเป็นเช่นเดียวกับเปาโล—คือการได้รับพรอย่างล้นเหลือ กุมอำนาจที่ยิ่งใหญ่ สวมมงกุฎขนาดใหญ่ และการอยู่ในระดับเดียวกับพระเจ้า สิ่งเหล่านี้คือความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของเขา ดังนั้น ทุกครั้งที่มีผลประโยชน์หรือสิ่งที่ต้องการบางอย่างในพระนิเวศของพระเจ้า เขาจะต่อสู้เพื่อให้ได้มา เริ่มจัดอันดับผู้คนตามคุณสมบัติและความอาวุโสของพวกเขา และครุ่นคิดว่า “ฉันมีคุณสมบัติเหมาะสม ฉันควรมีส่วนในเรื่องนี้ ฉันต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มา” เขาวางตัวเองไว้ในตำแหน่งที่สำคัญที่สุดในพระนิเวศของพระเจ้า จากนั้นก็คิดว่าเป็นเรื่องเหมาะสมแล้วที่เขาจะได้สุขสำราญกับผลประโยชน์เหล่านี้ของพระนิเวศของพระเจ้า ตัวอย่างเช่น ในเรื่องของการไปต่างประเทศ ความคิดแรกของคนคนนั้นก็คือเขาควรมีส่วนร่วมในการนี้ได้ ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ดีเท่าเขา ไม่ได้ทนทุกข์กับความยากลำบากมากเท่าเขา ไม่มีคุณสมบัติเท่าเขา ไม่ได้เชื่อในพระเจ้ามายาวนานหลายปีเท่าเขา และไม่ได้เป็นผู้นำมานานเท่าเขา เขาใช้ทุกข้ออ้างและวิธีการประเมินผลเพื่อจัดลำดับตนเอง ไม่ว่าจะจัดลำดับผู้คนอย่างไร เขาก็วางตัวเองไว้ข้างหน้าเสมอ และอยู่ในลำดับของผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ท้ายที่สุด เขารู้สึกว่าเป็นเรื่องเหมาะสมแล้วที่เขาควรจะได้สุขสำราญกับการปฏิบัติเช่นนี้ ทันทีที่เขาไม่ได้การปฏิบัติดังกล่าว และทันทีที่ความเพ้อฝันของเขาเกี่ยวกับการได้รับพรและการได้มาซึ่งสิ่งต่างๆ ที่เป็นผลประโยชน์ของเขาพังทลายลง เขาจะทำบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ โกรธเกรี้ยว โต้เถียงกับพระเจ้าแทนที่จะนบนอบและแสวงหาความจริง ชัดเจนว่าหัวใจของเขาเต็มไปด้วยสิ่งเหล่านี้ที่เขาไล่ตามไขว่คว้าอยู่แล้ว และนั่นเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เขาไล่ตามไขว่คว้านั้นขัดแย้งกับความจริงโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าเขาจะทำงานมากเพียงใด เป้าหมายและเจตนาของเขาก็ไม่มีอะไรอื่นนอกจากการได้มงกุฎ—เช่นเดียวกับเป้าหมายและเจตนาของเปาโล—และเขาก็ยึดติดกับเป้าหมายและเจตนานั้นอย่างเหนียวแน่นและไม่เคยยอมแพ้เลย ไม่ว่าจะสามัคคีธรรมความจริงกับเขาอย่างไร ไม่ว่าเขาจะถูกตัดแต่ง ถูกเปิดโปง และถูกชำแหละอย่างไร เขาก็ยังคงยึดติดกับเจตนาที่จะได้รับพรอย่างดื้อดึงและไม่ยอมปล่อยมือ เมื่อเขาไม่ได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้าและเห็นว่าความอยากที่จะได้รับพรของเขาพังทลายลง เขาก็กลายเป็นคนคิดลบและถอยหนี ละทิ้งหน้าที่ของตนและหลบหนีไป เขาไม่ได้ลุล่วงหน้าที่ของตนอย่างแท้จริงหรือทำงานให้เกิดผลในการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร และนี่ก็เผยให้เห็นอย่างเต็มที่ว่าเขาไม่มีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า ไม่ได้นบนอบอย่างแท้จริง และไม่มีคำพยานจากประสบการณ์ที่แท้จริงเลยแม้แต่น้อย—เขาเป็นเพียงหมาป่าในคราบแกะที่ซุ่มซ่อนอยู่ในฝูงแกะ ท้ายที่สุดแล้ว คนที่เป็นผู้ไม่เชื่ออย่างถึงแก่นก็ถูกเผยให้เห็นและถูกกำจัดอย่างหมดจด และชีวิตของเขาในฐานะผู้เชื่อก็มาถึงจุดจบ นี่คือกรณีหนึ่ง

นี่ไม่ใช่กรณีที่เกิดขึ้นเพียงกรณีเดียว นี่ไม่ใช่คนคนเดียวที่สะดุดล้มและถูกเผยให้เห็นด้วยเรื่องของการไปต่างประเทศ ตัวอย่างที่พวกเราเพิ่งยกไปนั้นเกี่ยวกับผู้ชายคนหนึ่ง แต่ยังมีอีกกรณีหนึ่งที่เป็นผู้หญิง แผนการในตอนแรกก็คือ ให้ผู้หญิงคนนี้ไปต่างประเทศกับพวกเราด้วย เมื่อเรื่องนี้เกิดขึ้น ในใจของเธอมีความสุขมาก และเริ่มวางแผนและตระเตรียมการสำหรับเรื่องนี้ แต่ในท้ายที่สุด ด้วยเหตุผลนานาประการ เธอจึงไม่สามารถไปได้ ในเวลานั้น ไม่ได้แจ้งให้เธอทราบเพราะสถานการณ์อันตรายเกินไป ในการประชุมผู้ร่วมงานครั้งหนึ่ง เธอล่วงรู้เกี่ยวกับการตัดสินใจนี้ จงวิเคราะห์ดูว่า ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรเมื่อผู้หญิงคนนี้รู้เรื่อง? (หากคนคนหนึ่งมีความคิดของคนปกติ เขาก็คงไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองที่รุนแรงมากนักหลังจากที่ได้รู้เรื่อง เขาจะพิจารณาว่าเป็นเพราะสถานการณ์อันตราย เขาจึงไม่สามารถไปต่างประเทศได้ และเขาจะสามารถรับมือกับเรื่องนี้ได้อย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตาม หากผู้หญิงคนนี้รู้เรื่อง เธออาจจะโกรธเกรี้ยวและพยายามโต้เถียงกับพระเจ้า) ถูกต้อง พวกเจ้าจับความเข้าใจลักษณะนิสัยของผู้คนประเภทนี้ได้บ้างแล้ว ผู้คนประเภทนี้เป็นเช่นนี้เอง—ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด พวกเขาจะไม่ยอมเสียเปรียบ แต่จะเอาเปรียบแทน ไม่ว่าเรื่องใด พวกเขาต้องเหนือกว่าคนอื่นๆ ทุกคน และดีกว่าคนอื่นๆ ทุกคน ไม่ว่าเรื่องใด พวกเขาต้องดีที่สุด พวกเขาต้องได้รับทุกสิ่งที่ต้องการ และเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้หากพวกเขาจะไม่มีส่วนร่วมในบางสิ่ง หลังจากที่ผู้หญิงคนดังกล่าวรู้เรื่องนี้ เธอก็โกรธขึ้นมาในทันทีและลงไปนอนกลิ้งเกลือกกับพื้นพร้อมกับอาละวาด ด้านที่เป็นปีศาจของเธอถูกแสดงออกมา และเธอสั่งสอนผู้ร่วมงานของเธอและระบายความโกรธใส่พวกเขา ความโกรธของเธอมาจากไหน? ดูราวกับว่าเธอโกรธพี่น้องชายหญิง แต่แท้จริงแล้วเธอกำลังโกรธใคร? (เธอกำลังโกรธพระเจ้า) นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น แล้วอะไรคือสาเหตุแห่งความโกรธของเธอ? รากเหง้าของความโกรธอยู่ที่ใด? (เพราะความอยากของเธอไม่ได้รับการตอบสนอง) นั่นก็คือเธอไม่ได้รับสิ่งที่ต้องการ และเป้าหมายของเธอไม่สัมฤทธิ์ผล เธอไม่ประสบความสำเร็จกับการเอาเปรียบในครั้งนี้ ตรงกันข้าม คนอื่นกลับได้เปรียบและเธอไม่สามารถมีส่วนร่วมได้ ดังนั้นเธอจึงโกรธเกรี้ยว เธอไม่สามารถเสแสร้งได้อีกต่อไป เธอระบายและปลดปล่อยความไม่พอใจและความขุ่นเคืองทั้งหมดที่อยู่ในหัวใจของเธอออกมา ในอดีต เธอต้องเป็นคนแรกเสมอที่รู้ว่าเบื้องบนกำลังทำอะไรอยู่ เธอต้องการติดต่อกับเบื้องบนเสมอ และไม่มีปฏิสัมพันธ์กับพี่น้องชายหญิง เธอปฏิบัติต่อตนเองราวกับเป็นบุคคลชั้นสูงตลอดเวลา ไม่ใช่สมาชิกธรรมดา ดังนั้นครั้งนี้เธอจึงคิดว่าเธอควรจะได้ไปต่างประเทศด้วย—ต่อให้คนอื่นไม่ได้ไป เธอก็ควรได้ไป เธอเป็นผู้ที่ควรได้รับพิจารณาเป็นอันดับแรก และเธอควรจะได้รับความพึงพอใจจากการได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ นี่คือสิ่งที่เธอคิดอยู่ในใจอย่างแท้จริง ตอนนี้ เธอเห็นแล้วว่าเธอจะไม่ได้รับความพึงพอใจจากการได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ ความยากลำบากทั้งหมดที่เธอทนทุกข์มาตลอดหลายปีนี้ล้วนสูญเปล่า เธอไม่มีสถานะที่เธออุตส่าห์จัดการมาอย่างยากลำบากและไม่ได้รับการปฏิบัติที่เธอต้องการเลย ในชั่วพริบตาเดียว สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดก็สลายกลายเป็นความว่างเปล่า ไม่น่าเชื่อว่าเธอไม่สามารถหลอกเอาสิ่งที่ต้องการอันยิ่งใหญ่เช่นนี้มาได้ ไม่น่าเชื่อว่าเธอถูกคัดออก ดังนั้นเธอจึงคิดว่าเธอไม่ได้ครองตำแหน่งที่สูงส่งในพระทัยของพระเจ้า และเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง แนวป้องกันในหัวใจของเธอพังทลายลงโดยสมบูรณ์ เธอไม่เสแสร้งอีกต่อไปและไม่ปกปิดสิ่งต่างๆ เธอเริ่มอาละวาด ตะโกนใส่ผู้คน ระบายอารมณ์ โกรธเกรี้ยว และเปิดโปงสิ่งที่เป็นธรรมชาติของเธอออกมา โดยไม่สนใจว่าคนอื่นจะพูดอย่างไรหรือมองเรื่องนี้อย่างไร หลังจากนั้น เธอถูกส่งไปยังทีมหนึ่งเพื่อทำหน้าที่ ในขณะที่เธอกำลังทำหน้าที่ของตน เธอทำเรื่องไม่ดีไว้มากมาย และในที่สุดพี่น้องชายหญิงในทีมก็ร่วมกันเขียนจดหมายเรียกร้องให้ขับไล่เธอ อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เธอถูกขับไล่? พี่น้องชายหญิงถ่ายทอดว่า ความชั่วที่เธอทำนั้นสามารถอธิบายได้ด้วยวลีเดียวว่า มากเสียจนไม่สามารถเขียนลงไปได้ทั้งหมด! กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เธอทำชั่วมากเกินไป และธรรมชาติของสิ่งที่เธอทำนั้นร้ายแรงเกินไป—เรื่องนี้ไม่สามารถถ่ายทอดให้ชัดเจนได้ในหนึ่งหรือสองประโยคเท่านั้น และไม่สามารถเล่าขานได้ด้วยเรื่องราวเพียงหนึ่งหรือสองเรื่อง เธอทำเรื่องชั่วนับไม่ถ้วนและนั่นทำให้ผู้คนโกรธเคือง ดังนั้นคริสตจักรจึงขับไล่เธอ เรื่องชั่วที่เธอทำเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นก่อนที่ประเด็นเรื่องไปต่างประเทศจะเกิดขึ้น แล้วเหตุใดเธอจึงสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้หลังจากที่เกิดเรื่องนี้ขึ้น? เพราะประเด็นเรื่องไปต่างประเทศไม่ได้เป็นไปตามที่เธอปรารถนา ชัดเจนว่าเรื่องชั่วที่เธอทำและความอัปลักษณ์ที่เธอเผยออกมานั้นเป็นการแก้แค้นและการระบายอารมณ์ประเภทหนึ่ง ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่เธอไม่ได้รับสิ่งที่ต้องการดังกล่าวเพียงอย่างเดียว จงบอกเราเถิดว่า เมื่อคนคนหนึ่งที่ไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างแท้จริงและมีความเป็นมนุษย์เผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ แม้เขาจะไม่เข้าใจความจริงมากนัก เขาจะสามารถทำให้เกิดการสำแดงเหล่านี้ได้หรือไม่? เขาจะสามารถเผยสิ่งเหล่านี้ออกมาหรือไม่? ใครก็ตามที่มีความเป็นมนุษย์อยู่บ้าง มีมโนธรรมอยู่บ้าง และมีสำนึกของความละอายอยู่บ้าง จะไม่ทำสิ่งเหล่านี้ แต่จะยับยั้งตนเอง แม้หัวใจของเขาจะไม่มีความสุข ไม่พอใจ และเจ็บปวดอยู่บ้าง แต่เขาคิดว่าตนเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง ตนไม่ควรต่อสู้เพื่อให้ได้สิ่งนี้มา บรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าควรไล่ตามเสาะหาความจริง นบนอบการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้าในทุกสิ่ง ตนไม่ควรมีทางเลือกใดๆ และผู้คนเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างและไม่ได้น่าประทับใจในทางใดเลย เขาจะไม่มีความสุขอยู่สองวัน แต่แล้วเรื่องนี้ก็จะผ่านพ้นไป เขายังคงจะเชื่ออย่างที่ควรเชื่อ และจะไม่ทำชั่วหรือแก้แค้นเพราะเรื่องนี้ อีกทั้งจะไม่ระบายอารมณ์เพราะเรื่องนี้ด้วย ในทางตรงกันข้าม ผู้คนที่ไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริงและมีลักษณะนิสัยที่เลวร้ายอย่างยิ่ง ย่อมสามารถแสดงการทำชั่วทั้งหมดนี้ที่พวกเขาไม่เคยทำมาก่อนเพียงเพราะเรื่องเล็กน้อยเพียงเรื่องเดียว เรื่องนี้อธิบายปัญหาดังกล่าวได้ เรื่องนี้อธิบายแก่นแท้ความเป็นมนุษย์ของผู้คนประเภทนี้ และอธิบายการไล่ตามเสาะหาที่แท้จริงของผู้คนประเภทนี้ กล่าวคือ โฉมหน้าที่แท้จริงของพวกเขาถูกเปิดเผยให้เห็นอย่างหมดเปลือกผ่านการเผยเรื่องนี้ ประการแรก แก่นแท้ของพวกเขาคือแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์อย่างแท้จริง ประการที่สอง พวกเขาไม่เคยไล่ตามเสาะหาความจริง และไม่เคยปฏิบัติต่อตนเองเป็นเป้าหมายแห่งความรอดและนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า พวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาการนบนอบพระเจ้า พวกเขาไล่ตามไขว่คว้าเพียงสถานะและความสุขสำราญ พวกเขาไล่ตามไขว่คว้าเพียงการได้รับการปฏิบัติที่ดี และไล่ตามไขว่คว้าเพียงการอยู่ในระดับเดียวกันกับพระเจ้า ไม่ว่าพระเจ้าทรงสุขสำราญกับสิ่งใด พวกเขาก็สุขสำราญด้วยเช่นกัน ด้วยวิธีนี้ พวกเขาจึงไม่ได้ติดตามพระเจ้าโดยเปล่าประโยชน์ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่พวกเขาไล่ตามไขว่คว้า นี่คือแก่นแท้ธรรมชาติของผู้คนประเภทนี้ นี่คือโฉมหน้าที่แท้จริงของพวกเขา และสภาพภายในหัวใจของพวกเขา เรื่องนี้นำมาซึ่งจุดจบของความเชื่อตลอดยี่สิบปีสำหรับผู้หญิงคนนี้—ทั้งหมดนั้นสูญเปล่าไปโดยสิ้นเชิง

จงบอกเราเถิดว่า ตอนนี้ทั้งสองคนนี้ควรอยู่ที่ใด? ในคริสตจักรหรือที่อื่น? (ในโลกที่ไม่มีความเชื่อ) เหตุใดพวกเจ้าจึงกล่าวเช่นนั้น? พวกเจ้าตัดสินเรื่องนี้อย่างไร? คำพูดของพวกเจ้ามีพื้นฐานมาจากสิ่งใด? (เพราะพวกเขาคือผู้ไม่เชื่อ และจุดประสงค์ในการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาไม่ใช่เพื่อไล่ตามเสาะหาการทำหน้าที่ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ในท้ายที่สุด ผู้คนเช่นนี้ไม่สามารถตั้งมั่นในความเชื่อของตนได้ และทำได้เพียงกลับไปสู่โลกเท่านั้น) ในท้ายที่สุด พวกเขาไม่สามารถตั้งมั่นในความเชื่อของตนได้ แต่นี่ยังไม่ใช่จุดจบ แล้วเหตุใดพวกเขาจึงหายตัวไป? เจ้าต้องดูว่าพวกเขาคิดอะไรอยู่ข้างใน พวกเขาสามารถทำสิ่งต่างๆ เช่นนี้ และตัดสินใจเลือกเช่นนี้ได้ก็ต่อเมื่อมีความรู้สึกนึกคิดบางอย่างเกิดขึ้นในหัวใจของพวกเขา พวกเขาวิเคราะห์และประเมินเรื่องนี้ในหนทางใดจึงทำให้พวกเขาเลือกเส้นทางเช่นนี้? ภายในหัวใจของพวกเขา พวกเขาคิดว่า “ฉันเชื่อในพระเจ้าตลอดหลายปีมานี้และทนทุกข์กับความยากลำบากมามาก ฉันเฝ้ารอคอยวันที่ฉันจะสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองได้เสมอ การอยู่กับเบื้องบนทำให้ฉันสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองและมีหน้ามีตา ในที่สุด ตอนนี้ฉันก็มีโอกาสได้ไปต่างประเทศ นี่เป็นเรื่องใหญ่มาก! ก่อนที่จะเชื่อในพระเจ้า ฉันไม่เคยกล้าคิดเรื่องนี้เลย นี่เหมือนกับการได้มงกุฎจากการเชื่อในพระเจ้า แต่กลับกลายเป็นว่าฉันจะไม่มีส่วนร่วมในสิ่งที่ต้องการอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ ฉันไม่สามารถได้สิ่งที่ต้องการนี้มา ก่อนหน้านี้ ฉันคิดว่าฉันมีที่ทางที่มั่นคงในหัวใจของพระเจ้า แต่ตอนนี้ฉันเห็นแล้วว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น ดูเหมือนว่าฉันไม่สามารถได้ในสิ่งที่ต้องการจากการติดตามพระเจ้า เมื่อเป็นเรื่องใหญ่เช่นการไปต่างประเทศ พวกเขากลับไม่นึกถึงฉัน ดังนั้นโอกาสที่ฉันจะได้มงกุฎในภายหน้าจะไม่ยิ่งน้อยลงหรือ? ยังไม่แน่นอนว่าใครจะได้มงกุฎไป และดูเหมือนว่าไม่มีหวังที่จะเป็นฉันเลย” ในเมื่อพวกเขาคิดว่าไม่มีหวังแล้ว พวกเขายังคงเต็มใจติดตามพระเจ้าหรือไม่? จุดประสงค์ของพวกเขาในการทนทุกข์กับความยากลำบากและจ่ายราคาก่อนหน้านี้คืออะไร? เป็นเพียงเพราะความหวังเล็กๆ น้อยๆ นั้น เป็นเพราะแนวคิดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านั้นที่พวกเขายึดถือไว้ในหัวใจ พวกเขาจึงกระทำการเช่นนั้นและสำแดงตนออกมาเช่นนั้น ตอนนี้เมื่อความหวังของพวกเขาพังทลายลงและแนวคิดของพวกเขาสูญเปล่า พวกเขาจะสามารถเชื่อต่อไปได้หรือไม่? พวกเขาจะพึงพอใจที่จะอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้าและทำหน้าที่ของตนต่อไปได้หรือ? พวกเขาเต็มใจที่จะไม่ได้รับสิ่งใดเลยและนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าได้หรือ? ความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของศัตรูของพระคริสต์นั้นใหญ่โตมากเสียจนพวกเขาจะไม่อาจยอมรับได้เลยว่าความพยายามและราคาที่พวกเขาจ่ายไปมีผลลัพธ์เช่นนี้ สิ่งที่พวกเขาใฝ่ฝันก็คือ ราคาที่พวกเขาจ่ายและความพยายามที่พวกเขาทุ่มเททำให้พวกเขาได้รับมงกุฎและสิ่งที่ต้องการเป็นการแลกเปลี่ยน ไม่ว่าพระนิเวศของพระเจ้าจะมีสิ่งที่น่าปรารถนาใด พวกเขาก็ควรมีส่วนแบ่ง—คนอื่นไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่พวกเขาต้องได้ ผู้คนที่มีความทะเยอทะยานและความโลภอย่างแรงกล้าเช่นนี้จะสามารถทำหน้าที่ของตนโดยไม่ได้รับสิ่งใดตอบแทน และจะทุ่มเทความพยายามโดยไม่ได้รับสิ่งใดตอบแทนได้หรือไม่? พวกเขาไม่สามารถทำให้สำเร็จได้อย่างแน่นอน บางคนกล่าวว่า “ให้พวกเขาไล่ตามเสาะหาความจริงเถิด เมื่อพวกเขาได้ฟังความจริงไปมากมายแล้ว พวกเขาก็จะสามารถทำให้สำเร็จได้ไม่ใช่หรือ?” มีบางคนที่กล่าวว่า “หากพระเจ้าทรงตีสอนและพิพากษาพวกเขา ก็จะเปลี่ยนแปลงพวกเขาได้ไม่ใช่หรือ?” เป็นเช่นนี้จริงหรือ? พระเจ้าไม่ทรงตีสอนและพิพากษาผู้คนเช่นนี้ และไม่ทรงช่วยผู้คนเช่นนี้ให้รอด คนเหล่านี้คือผู้คนประเภทที่พระองค์จะทรงกำจัดอย่างแท้จริง สิ่งที่เรากล่าวแตกต่างจากสิ่งที่พวกเจ้าเพิ่งกล่าวไปอย่างไร? สิ่งที่พวกเจ้ากล่าวคือความรู้สึกนึกคิดที่แท้จริงในหัวใจของพวกเขาหรือไม่? นี่คือการสำแดงของแก่นแท้ของผู้คนประเภทนี้หรือไม่? (ไม่ใช่) แล้วสิ่งที่พวกเจ้ากล่าวคืออะไร? (ความรู้สึกและทฤษฎีที่ว่างเปล่า) ธรรมชาติของสิ่งที่พวกเจ้ากล่าวโน้มเอียงไปทางการวิเคราะห์และการประเมินอยู่บ้าง และเป็นการประเมินและนิยามของพวกเขาบนพื้นฐานของทฤษฎี นี่ไม่ใช่ความคิดและการเผยที่แท้จริงของพวกเขา และไม่ใช่ทัศนะที่แท้จริงของพวกเขา นี่คือการสำแดงของผู้คนประเภทนี้ที่มีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ หากมีสิ่งที่น่าปรารถนาที่พวกเขาไม่ได้มา มีผลประโยชน์ที่พวกเขาไม่ได้สุขสำราญ หรือความได้เปรียบที่พวกเขาไม่ได้รับ พวกเขาก็จะโกรธเกรี้ยว สูญเสียความเชื่อของตนในพระเจ้าและการไล่ตามเสาะหาความจริง ไม่เต็มใจที่จะเชื่อในพระเจ้า ต้องการหลบหนีไป และต้องการทำเรื่องไม่ดี พวกเขาทำเรื่องไม่ดีเพื่อระบายอารมณ์และแก้แค้น—ระบายความเข้าใจผิดที่พวกเขามีต่อพระเจ้าและความขุ่นเคืองที่พวกเขามีต่อพระเจ้า ควรจัดการกับผู้คนเหล่านี้หรือไม่? ควรอนุญาตให้พวกเขาทำหน้าที่ของตนในคริสตจักรต่อไปหรือไม่? (ไม่ควร) แล้วควรจัดการกับผู้คนเหล่านี้อย่างไร? (พวกเขาควรถูกขับไล่) มีใครบ้างหรือไม่ที่เลิกเชื่อเพราะพวกเขาไม่สามารถไปต่างประเทศได้? (มี) ผู้คนเหล่านี้คือคนประเภทนี้ใด? (ผู้ไม่เชื่อ พวกเขาเชื่อในพระเจ้าเพียงเพื่อไล่ตามไขว่คว้าการได้รับพรเท่านั้น และเมื่อความทะเยอทะยานและความอยากของพวกเขาไม่ได้รับการตอบสนอง พวกเขาก็ทรยศพระเจ้า) พวกเขาสามารถเลิกเชื่อในพระเจ้าได้เพียงเพราะเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ ผู้คนเช่นนี้ไม่อาจกล่าวได้ว่ามีการเชื่อที่แท้จริงหรือการเชื่อเทียมเท็จ—ลักษณะนิสัยของพวกเขาต่ำช้ายิ่งนัก!

กรณีที่สาม: ไม่อาจใช้ชีวิตต่อไปได้เมื่อกลับบ้านในชนบท

คนบางคนเกิดในชนบทและครอบครัวของพวกเขาไม่ได้มีเงินทองมากมายนักในการดำรงชีวิต ข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของพวกเขานั้นเรียบง่าย และนอกจากเตียงแข็งๆ ตู้เสื้อผ้า และโต๊ะเขียนหนังสือแล้ว ก็ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อื่นใดในบ้านอีก พื้นบ้านของพวกเขาเป็นพื้นอิฐหรือพื้นดิน—พวกเขาไม่มีแม้กระทั่งพื้นคอนกรีต สภาพความเป็นอยู่ของพวกเขาซอมซ่อมาก หลังจากมาเชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็ทำหน้าที่ของตนในการประกาศข่าวประเสริฐ และไปยังย่านคนรวยบางแห่ง มีผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นเช่นนี้ เมื่อมองไปรอบๆ เธอก็เห็นว่าบ้านของพี่น้องชายหญิงส่วนใหญ่เป็นพื้นไม้เนื้อแข็งหรือไม่ก็พื้นกระเบื้อง ผนังติดวอลล์เปเปอร์ บ้านของพวกเขาสะอาดสะอ้าน และพวกเขาสามารถอาบน้ำได้ทุกวัน ในบ้านของพวกเขายังมีเฟอร์นิเจอร์มากมาย ได้แก่ ชั้นวางโทรทัศน์และตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ ตลอดจนโซฟาและเครื่องปรับอากาศ ห้องนอนของพวกเขามีเตียงซิมมอนส์ และห้องครัวของพวกเขาก็มีเครื่องใช้ไฟฟ้าสารพัดชนิด เช่น ตู้เย็น ไมโครเวฟ เตาอบ เตาทำอาหาร เครื่องดูดควัน เป็นต้น ช่างเป็นภาพที่ทำให้ละลานตา นอกเหนือจากนี้ ในเมืองใหญ่เช่นนี้ ยังมีบางสถานที่ที่เธอสามารถขึ้นลงระหว่างชั้นด้วยลิฟต์ สถานที่แห่งนี้เปิดหูเปิดตาเธอ หลังจากทำงานและประกาศข่าวประเสริฐอยู่ที่นั่นระยะหนึ่ง เธอก็ไม่อยากกลับ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? เธอคิดว่า “บ้านดินของครอบครัวฉันเทียบกับที่นี่ไม่ได้เลยในทุกด้าน พวกเราทุกคนต่างก็เชื่อในพระเจ้า แล้วทำไมผู้คนเหล่านี้ถึงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าครอบครัวของฉันมากนักเล่า? ชีวิตของผู้คนเหล่านี้ช่างเหมือนสวรรค์ ครอบครัวของฉันอาศัยอยู่ในเล้าหมู—แย่กว่าผู้คนเหล่านี้มากนัก!” หลังจากทำการเปรียบเทียบเช่นนี้ เธอก็รู้สึกทุกข์ใจ รู้สึกผูกพันกับสถานที่แห่งนี้มากยิ่งขึ้น และยิ่งไม่อยากกลับไป เธอคิดว่า “ถ้าฉันสามารถทำงานที่นี่ในระยะยาวได้ ฉันก็จะไม่ต้องกลับบ้านใช่ไหม? โพรงดินนั่นไม่เหมาะให้มนุษย์อยู่อาศัยหรอก” เธออาศัยอยู่ในเมืองใหญ่เป็นระยะเวลาหนึ่ง และเรียนรู้ที่จะกิน แต่งตัว และสุขสำราญกับชีวิตเหมือนที่คนเมืองทำกัน รวมทั้งเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตแบบคนเมือง เธอรู้สึกว่าชีวิตในช่วงวันเวลาเหล่านั้นช่างดีเหลือเกิน การมีเงินนั้นเป็นเรื่องดี ความยากจนทำให้ผู้คนไม่มีอนาคต คนยากจนมีแต่จะถูกคนอื่นดูถูก และแม้แต่พวกเขาก็ยังดูถูกตัวเอง ยิ่งคิดเรื่องนี้มากเท่าไร เธอก็ยิ่งไม่อยากกลับไปมากขึ้น แต่เธอทำอะไรไม่ได้—เธอต้องกลับบ้าน เมื่อกลับถึงบ้าน เธอรู้สึกถึงความรู้สึกหลากหลายที่ปะปนกันอยู่ในใจและยากมากที่จะรับไหว ทันทีที่เข้าไปในบ้าน เธอเห็นว่าพื้นเป็นดิน และเมื่อนั่งบนเตียงอุ่นก็รู้สึกแข็งกระด้างและไม่สบายตัวเอาเสียเลย เมื่อสัมผัสผนัง มือของเธอก็เต็มไปด้วยฝุ่นดิน เมื่อเธอเอ่ยถึงของอร่อยบางอย่างที่อยากกิน ก็ไม่มีใครรู้จักชื่ออาหารเหล่านั้น และไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการอาบน้ำเมื่อเธอต้องการชำระล้างร่างกายก่อนเข้านอน เธอคิดว่าการใช้ชีวิตเช่นนี้ต่ำต้อยเกินไป และเธอรู้สึกขุ่นเคืองพ่อแม่ของเธอที่ยากจนจนไม่สามารถซื้อหาสิ่งที่เธอต้องการได้ และอารมณ์เสียใส่พวกเขาเสมอ นับตั้งแต่กลับมา เธอก็เหมือนกลายเป็นคนละคน เธอมองสมาชิกครอบครัวของเธอด้วยสายตาตำหนิ และมองทุกสิ่งในบ้านของเธอด้วยสายตาที่ไม่พอใจ คิดว่าบ้านของเธอล้าหลังเสียจนเธอไม่อาจอยู่ที่นั่นได้อีกต่อไป และหากต้องใช้ชีวิตที่นั่นต่อไป เธอคงจะตายด้วยความคับข้องใจ การจากบ้านไปได้เปิดหูเปิดตาเธอ แต่นั่นกลับกลายเป็นเรื่องไม่ดี ทำให้พ่อแม่ของเธอโกรธเธอมาก ในตอนนั้น ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของเธอว่า “ถ้าพ่อแม่ของฉันไม่เชื่อในพระเจ้า และถ้าฉันไม่เชื่อในพระเจ้า ชีวิตของพวกเราคงจะดีกว่าตอนนี้อย่างแน่นอน ต่อให้ไม่ได้นอนบนเตียงซิมมอนส์ อย่างน้อยพวกเราก็คงได้กินดีกว่านี้ และพวกเราก็สามารถปูกระเบื้องบนพื้นบ้านได้” เธอคิดว่านี่เป็นผลลัพธ์จากการเชื่อในพระเจ้า การเชื่อในพระเจ้าหมายความว่าคนเราต้องยากจน หากเชื่อในพระเจ้า คนเราก็ไม่อาจมีชีวิตที่ดีได้ และคนเราไม่อาจกินของดีๆ หรือสวมใส่เสื้อผ้าสวยๆ ได้ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผู้หญิงกล้าหาญที่โดดเด่นผู้เคยสร้างผลงานบางอย่างในหลายมณฑลคนนี้ก็ไม่อาจฝืนลุกขึ้นยืนได้ และรู้สึกง่วงเหงาหาวนอนตลอดทั้งวัน เธอต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการลุกจากเตียงในตอนเช้า และสิ่งแรกที่เธอทำคือแต่งตัวและแต่งหน้า จากนั้นก็สวมเสื้อผ้าที่ผู้คนในเมืองมักจะสวมใส่กัน จากนั้นเธอก็ทำหน้าบึ้งตึงและครุ่นคิดว่าเมื่อใดเธอจึงจะหลุดพ้นจากชีวิตในชนบทเช่นนี้ และใช้ชีวิตในแบบที่ผู้คนในเมืองทำกันได้ คำเทศนาที่เธอเคยเทศนาและความมุ่งมั่นที่เธอเคยมีหายไปจนหมดสิ้น—เธอลืมไปหมดแล้ว เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอเป็นผู้เชื่อหรือไม่ เธอเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้ เพราะเธอได้รับการเปิดหูเปิดตาเล็กน้อย และสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตรวมถึงคุณภาพชีวิตของเธอเปลี่ยนไป เธอจึงถูกเผยออกมา

ก่อนหน้านี้ ผู้หญิงคนนี้ไปทั่วทุกหนทุกแห่งเพื่อเทศนาและทำงาน เธอมีความมุ่งมั่นอันแรงกล้าและมีพละกำลังที่เข้มแข็ง แต่สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเปลือกนอกเท่านั้น แม้แต่ตัวเธอเองก็ไม่รู้ว่าภายในส่วนลึกนั้นเธอไล่ตามไขว่คว้าสิ่งใด เธอชอบสิ่งใด และเธอเป็นคนประเภทใด ประสบการณ์การไปในเมืองเพียงครั้งเดียวได้เปลี่ยนแปลงสภาวะชีวิตของเธอไปจนถึงแก่น และช่วงเวลาหนึ่งที่ได้รับประสบการณ์กับวิถีชีวิตที่มั่งคั่งได้เปลี่ยนแปลงแนวทางชีวิตของเธอไปโดยสิ้นเชิง เหตุผลคืออะไรกันแน่? ใครเป็นคนเปลี่ยนเธอ? คงไม่ใช่พระเจ้าหรอกใช่ไหม? แน่นอนว่าไม่ใช่ แล้วเหตุผลคืออะไร? เป็นเพราะสภาพแวดล้อมได้เผยเธอออกมา เผยแก่นแท้ธรรมชาติของเธอ และเผยการไล่ตามไขว่คว้าของเธอรวมถึงเส้นทางที่เธอกำลังเดินอยู่ให้เห็น เธอกำลังเดินอยู่บนเส้นทางใด? ไม่ใช่เส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริง ไม่ใช่เส้นทางของเปโตร ไม่ใช่เส้นทางของผู้ที่ได้รับการช่วยให้รอดและได้รับการทำให้เพียบพร้อม และไม่ใช่เส้นทางของการแสวงหาที่จะลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ทว่านั่นคือเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ กล่าวให้เจาะจงก็คือ เส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์คือเส้นทางของการไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตา การไล่ตามไขว่คว้าสถานะ และการไล่ตามไขว่คว้าความสุขทางวัตถุ นี่คือแก่นแท้ของผู้คนเช่นนี้ หากสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เธอไล่ตามไขว่คว้า และเธอเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง เช่นนั้นแล้วการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ย่อมจะไม่มีทางเผยเธอออกมาได้อย่างแน่นอน อย่างมากที่สุด หัวใจของเธอก็จะอ่อนแอลงบ้าง เธอจะรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง และจะรู้สึกเจ็บปวดอยู่บ้าง หรือเธออาจจะมีการสำแดงที่โง่เขลาบางอย่าง แต่ไม่ถึงขั้นถูกเผยออกมาอย่างหมดเปลือกเช่นนี้ แก่นแท้ของการไล่ตามไขว่คว้าของผู้คนเช่นนี้คืออะไร? พวกเขาไล่ตามไขว่คว้าสิ่งเดียวกับผู้ไม่มีความเชื่อ และสิ่งเดียวกับใครก็ตามในโลกนี้ที่ไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และกระแสนิยมชั่ว พวกเขาชอบการแต่งกายที่ทันสมัยของผู้ไม่มีความเชื่อ ชอบวิธีที่ผู้ไม่มีความเชื่อเดินตามกระแสนิยมชั่ว และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาชอบความลุ่มหลงที่ผู้ไม่มีความเชื่อมีต่อการใช้ชีวิตทางเนื้อหนังอันฟุ้งเฟ้อ ดังนั้น ด้วยการเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อมของเธอเพียงครั้งเดียว ทัศนะต่อชีวิตและท่าทีที่ผู้หญิงคนนี้มีต่อโลกนี้และต่อชีวิตจึงเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง เธอคิดว่าการเชื่อในพระเจ้าและการไล่ตามเสาะหาความจริงไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด และเมื่อผู้คนมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ พวกเขาก็ควรสุขสำราญกับเนื้อหนังและสุขสำราญกับชีวิต ควรไล่ตามกระแสนิยม และควรเป็นเหมือนบุคคลที่มีเสน่ห์และสง่างามในสังคม ทำให้ผู้คนต้องเหลียวมองเมื่อเดินผ่าน ทำให้ผู้อื่นอิจฉา และทำให้ผู้คนเทิดทูนบูชาพวกเขา มีบางคนที่สามารถมองทะลุกระแสนิยมชั่วเหล่านี้และรู้เท่าทันมวลมนุษย์มากขึ้น หลังจากเผชิญกับสภาพแวดล้อมมากขึ้น ได้พบเจอผู้คนทุกประเภท และได้รับการเปิดหูเปิดตาแล้ว เพราะพวกเขาไล่ตามเสาะหาความจริงและเพราะพวกเขาเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า หัวใจของพวกเขาสามารถรังเกียจเส้นทางที่ผู้คนทางโลกกำลังเดินอยู่ได้มากยิ่งขึ้น ตลอดจนสามารถแยกแยะและละทิ้งเส้นทางนั้นได้โดยสมบูรณ์ เพื่อไล่ตามเสาะหาที่จะเดินบนเส้นทางที่พระเจ้าทรงชี้แนะพวกเขา ส่วนผู้คนที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงและมีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์นั้น ทันทีที่พวกเขาได้รับการเปิดหูเปิดตาและเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างออกไป ความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของพวกเขาไม่เพียงไม่ลดน้อยลง แต่กลับเติบโตและเพิ่มพูนขึ้น หลังจากที่ความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของพวกเขาเพิ่มพูนขึ้น ผู้คนเหล่านี้ก็ยิ่งอิจฉาชีวิตของผู้คนในโลกที่ได้สุขสำราญกับสิ่งดีๆ มีเงินและอิทธิพล และพวกเขาก็เกิดความรู้สึกดูแคลนชีวิตของผู้เชื่ออยู่ลึกๆ ในหัวใจ พวกเขาคิดว่าผู้เชื่อส่วนใหญ่ไม่ไล่ตามไขว่คว้าโลก ไม่มีเงิน ไม่มีสถานะ ไม่มีอิทธิพล และไม่ค่อยได้เห็นโลกกว้าง พวกเขาไม่มีเสน่ห์ดึงดูดเท่าผู้ไม่มีความเชื่อ ไม่เข้าใจวิธีที่จะสุขสำราญกับชีวิตได้ดีเท่าผู้ไม่มีความเชื่อ และไม่อวดตนมากเท่าผู้ไม่มีความเชื่อ ผลก็คือ การต่อต้านและความเป็นปฏิปักษ์ต่อการเชื่อในพระเจ้าได้ฝังลึกลงในหัวใจของพวกเขา ดังนั้น สำหรับผู้คนมากมายที่มีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ นับตั้งแต่ที่พวกเขาเริ่มเชื่อในพระเจ้าจนถึงตอนนี้ ไม่มีใครบอกได้ว่าแท้จริงแล้วพวกเขาเป็นคนที่มีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์หรือไม่ แต่สักวันหนึ่ง เมื่อสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมมาถึง พวกเขาก็จะถูกเผยออกมา ก่อนหน้านี้ เมื่อผู้คนที่ถูกเผยนั้นยังไม่ถูกเผยออกมา พวกเขาก็ทำตามกฎเกณฑ์และทำในสิ่งที่ตนควรทำเช่นกัน ไม่ว่าพระนิเวศของพระเจ้าขอให้พวกเขาทำสิ่งใด พวกเขาก็ทำสิ่งนั้น และพวกเขาสามารถสู้ทนความทุกข์และจ่ายราคาได้ พวกเขาดูเหมือนเป็นคนที่รับผิดชอบต่อหน้าที่ เป็นคนที่อยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง มีสภาพเสมือนและท่าทีของผู้คนที่เชื่อในพระเจ้า อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าภายนอกพวกเขาจะทำสิ่งใด แก่นแท้ของพวกเขาและเส้นทางที่พวกเขาเดินอยู่ก็ไม่อาจทนต่อการทดสอบของกาลเวลา หรือบททดสอบของสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันได้ ไม่ว่าคนคนหนึ่งจะเชื่อในพระเจ้ามานานกี่ปี และไม่ว่ารากฐานความเชื่อของคนคนหนึ่งจะแข็งแกร่งเพียงใด หากเขามีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์และอยู่บนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ เช่นนั้นแล้ว เขาย่อมจะไล่ตามไขว่คว้าความสุขทางวัตถุ ไล่ตามไขว่คว้าวิถีชีวิตที่ฟุ้งเฟ้อ ไล่ตามไขว่คว้าการปฏิบัติทางวัตถุที่อุดมสมบูรณ์ และยิ่งไปกว่านั้น จะไล่ตามไขว่คว้าสิ่งที่ต้องการทุกประเภท ในขณะเดียวกันก็อิจฉาท่าทีและแนวทางที่ผู้คนทางโลกมีต่อการดำรงชีวิต เป็นเช่นนี้แน่นอน ดังนั้น แม้ว่าตอนนี้ทุกคนกำลังฟังคำเทศนา กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า และทำหน้าที่ของตน แต่ผู้คนที่ทำสิ่งเหล่านี้ทว่าไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงย่อมจะไล่ตามไขว่คว้าสิ่งของทางวัตถุอย่างแน่นอน สิ่งเหล่านี้จะมีความสำคัญเป็นอันดับแรกในหัวใจของพวกเขา และทันทีที่สภาพแวดล้อมหรือสภาพการณ์ที่เหมาะสมมาถึง ความอยากได้อยากมีของพวกเขาจะเติบโตและแสดงตัวออกมา ทันทีที่มาถึงจุดนี้ นั่นก็คือเวลาที่พวกเขาจะถูกเผยให้เห็น หากผู้คนไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง ไม่ช้าก็เร็ววันนี้ย่อมจะมาถึงพวกเขา ส่วนผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง เข้าใจความจริง และมีความจริงเป็นรากฐานของตน เมื่อการทดลองและสภาพแวดล้อมเหล่านี้มาถึง พวกเขาย่อมสามารถรับมือกับสิ่งเหล่านั้นได้อย่างถูกต้อง ปฏิเสธสิ่งเหล่านั้น และตั้งมั่นในคำพยานของตนให้พระเจ้าได้ เมื่อการทดลองเหล่านี้มาถึง พวกเขายังสามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งใดเป็นบวกและสิ่งใดเป็นลบ และรู้ว่านั่นคือสิ่งที่พวกเขาต้องการหรือไม่ เช่นเดียวกับผู้หญิงบางคนที่ไม่สนใจผู้ชายที่มาตามจีบตน ไม่ว่าผู้ชายเหล่านั้นจะมีเงินมากแค่ไหนก็ตาม ทำไมพวกเธอถึงไม่สนใจ? เพราะผู้ชายเหล่านั้นมีลักษณะนิสัยที่ไม่ดี ผู้หญิงบางคนไม่มองหาคู่ครองเพราะไม่มีผู้ชายรวยๆ มาตามจีบพวกเธอ หากมีผู้ชายที่มีเงินมาตามจีบพวกเธอและซื้อชุดกระโปรงจากนักออกแบบชื่อดังในราคา 20,000 หยวนให้ พวกเธอย่อมจะหวั่นไหว และหากต่อมาเขาซื้อเสื้อโค้ตขนมิงก์มูลค่า 100,000 หยวน หรือเพชรเม็ดโต บ้านสวยหลังใหญ่ และรถยนต์ให้พวกเธอ พวกเธอก็จะเต็มใจแต่งงานกับเขาทันที ดังนั้น เมื่อผู้หญิงเหล่านี้เคยพูดว่าพวกเธอจะไม่แต่งงาน นั่นเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ? นั่นคือการโกหก ด้วยเหตุนี้ จึงมีผู้คนมากมายที่บอกว่าพวกเขาไม่ไล่ตามไขว่คว้าโลก และไม่ไล่ตามไขว่คว้าจุดหมายปลายทางในอนาคตและความสุขทางโลก แต่นั่นเป็นตอนที่ไม่มีการทดลองมาวางอยู่ตรงหน้าพวกเขา สภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยให้ทำเช่นนั้น ทันทีที่สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยมาถึง พวกเขาจะถลำลึกลงไปในนั้นและไม่สามารถถอนตัวออกมาได้ ก็เหมือนกับตัวอย่างที่พวกเราเพิ่งหยิบยกขึ้นมา ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ถอนตัวจากสถานการณ์เช่นนั้น หลังจากสุขสำราญกับชีวิตในเมืองระยะหนึ่ง เธอก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครและหลงทาง หากเธอถูกส่งไปอยู่ในพระราชวัง เช่นนั้นเธอก็ควรให้พ่อแม่ของเธอฆ่าตัวตายโดยเร็วที่สุดเพื่อไม่ให้ชื่อเสียงของเธอมัวหมองหรือไม่? ผู้คนเช่นนี้สามารถทำเรื่องโง่เขลาได้ทุกประเภทเพื่อความสุขสำราญ ความมีหน้ามีตา วิถีชีวิตที่ฟุ้งเฟ้อ และคุณภาพชีวิตที่สูงส่งของตน พวกเขาไร้ค่าและมีลักษณะนิสัยที่เลวทราม ผู้คนเช่นนี้เคยไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่? (ไม่) แล้วคำเทศนาที่เธอเทศนามาจากไหน? เธอมีคำเทศนาให้เทศนาด้วยหรือ? สิ่งที่เธอเทศนาไม่ใช่คำเทศนา แต่เป็นคำสอน เธอกำลังโอ้อวดและชักพาผู้คนให้หลงผิด ไม่ใช่การเทศนาคำเทศนา เธอเทศนาคำเทศนามามากมาย แล้วทำไมเธอถึงไม่สามารถแม้แต่จะแก้ปัญหาของตัวเองได้เล่า? เธอรู้หรือไม่ว่าเธอจะมาถึงจุดนี้ได้? เธอมองเห็นสิ่งต่างๆ อย่างชัดเจนหรือไม่? เธอเทศนาคำเทศนามากมายเหลือเกิน แต่หลังจากสุขสำราญกับชีวิตในเมืองระยะหนึ่ง เธอกลับไม่สามารถเอาชนะการทดลองเช่นนี้ และไม่สามารถตั้งมั่นในคำพยานของตนได้ ดังนั้นสิ่งที่เธอเทศนาคือคำเทศนาหรือไม่? ชัดเจนว่าไม่ใช่ นี่คือกรณีที่สาม

กรณีที่สี่: ฉ้อโกงของถวายไปชดใช้หนี้สิน

ก่อนหน้านี้ เมื่อครั้งที่เราอยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ พวกเราจำเป็นต้องหาสถานที่ที่ค่อนข้างปลอดภัยเพื่อให้ผู้ร่วมงานได้พบปะกัน ดังนั้น พวกเราจึงพบครอบครัวเจ้าภาพครอบครัวหนึ่ง ครอบครัวนี้เต็มใจที่จะเป็นเจ้าภาพรับรองพวกเราและช่วยปกป้องสถานที่นั้น อย่างไรก็ตาม หลังจากเวลาผ่านไประยะหนึ่ง ครอบครัวนี้ก็เริ่มคิดว่า “ดูเหมือนพวกคุณกำลังวางแผนที่จะพบปะกันที่นี่ในระยะยาว พวกคุณไม่สามารถพบปะกันที่อื่นได้นอกจากบ้านของฉัน ดังนั้น ฉันควรฉวยโอกาสหาประโยชน์จากสถานการณ์นี้ ไม่เช่นนั้น ฉันคงจะเป็นคนโง่ไม่ใช่หรือ?” ครั้งหนึ่ง ขณะที่พวกเรามาชุมนุมกันเพื่อประชุมผู้ร่วมงานและผู้เข้าร่วมยังมาไม่ครบทุกคน มีคนคนหนึ่งมาที่บ้านของครอบครัวเจ้าภาพโดยไม่มีเหตุผลที่แน่ชัด และนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นโดยไม่ยอมจากไป เจ้าภาพเดินเข้ามาบอกว่าคนคนนี้มาทวงหนี้ และครอบครัวของเขาได้ยืมเงินจากคนคนนี้เมื่อหลายปีก่อนและยังไม่ได้ชำระคืน พวกเจ้าคิดว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่? คนคนนี้จะมาก่อนหน้านี้ หรือจะมาหลังจากนี้ก็ได้ แต่เขากลับบังเอิญมาทวงหนี้ในเวลานี้พอดี นี่เป็นเพียงความบังเอิญ หรือมีใครจงใจวางแผนให้เป็นเช่นนี้? ใครๆ จึงอดสงสัยไม่ได้ มีสิ่งที่ไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรกันแน่? ครอบครัวนี้มีเจตนาไม่ดี และจงใจเรียกคนคนนั้นให้มาหาไม่ใช่หรือ? (ใช่) เรากล่าวว่า “ไล่เขาออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้” เจ้าภาพกล่าวว่า “เขาจะไม่ไปจนกว่าจะได้รับเงินคืน” เราจึงกล่าวว่า “ทำไมเจ้าคืนเงินเขาเล่า?” เจ้าภาพอึกอัก ซึ่งส่อให้เห็นว่าเขาจะไม่ยอมชดใช้หนี้สินของตนแม้ว่าจะมีเงินก็ตาม—เขาต้องการยืมเงินแบบให้เปล่า คนทวงหนี้รออยู่ที่นั่นและยังคงไม่จากไปในขณะที่ผู้ร่วมงานบางคนกำลังจะมาถึง เจ้าภาพกำลังวางแผนที่จะทำสิ่งใด? นี่เป็นกลอุบายที่ไตร่ตรองไว้ล่วงหน้าไม่ใช่หรือ? (ใช่) ต่อมา เราบอกให้ใครสักคนให้เงินเจ้าภาพและให้เขาไล่คนทวงหนี้ไปให้พ้นทันที หลังจากให้เงินเจ้าภาพแล้ว คนทวงหนี้ก็จากไปภายในครึ่งชั่วโมง สามัญสำนึกบอกพวกเราว่าคนทวงหนี้ไม่ควรกลับมาอีก แต่เรื่องนี้ยังไม่จบ หนึ่งเดือนต่อมา คนทวงหนี้มาอีกครั้งก่อนการประชุมผู้ร่วมงาน เจ้าภาพบอกว่าคราวที่แล้วชดใช้หนี้สินไปเพียงบางส่วนเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมด เขามีเป้าหมายอะไรในการพูดเช่นนี้? เพื่อให้พระนิเวศของพระเจ้าชดใช้หนี้สินแทนเขาอีกครั้ง เช่นเดียวกับครั้งก่อน หลังจากให้เงินเจ้าภาพแล้ว คนทวงหนี้ก็จากไป จากนั้นเป็นต้นมา เมื่อใดก็ตามที่พวกเราไปประชุมที่นั่น คนทวงหนี้ก็ไม่เคยมาอีกเลย เพราะพวกเราได้ชดใช้หนี้สินของเจ้าภาพไปหมดแล้วในการจ่ายสองครั้ง เจ้าภาพกังวลว่าหากเขาขอเงินจำนวนมากตั้งแต่แรก พวกเราจะยอมจ่าย ดังนั้นเขาจึงขอแบ่งเป็นสองส่วน ควรมองเงินจำนวนนี้อย่างไร? พระนิเวศของพระเจ้าให้เขายืมเงิน หรือเขาบงการพระนิเวศของพระเจ้าให้มอบเงินแก่เขา? (เขาบงการพระนิเวศของพระเจ้า) แท้จริงแล้ว เขาหลอกลวงพระนิเวศของพระเจ้าให้มอบเงินแก่เขา แล้วเหตุใดพระนิเวศของพระเจ้าจึงมอบเงินให้เขา? พวกเราไม่มอบเงินให้เขาไม่ได้หรือ? การที่พวกเราจะไม่ให้เงินเขาเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลและชอบด้วยกฎหมาย แต่ในที่สุด นั่นย่อมหมายความว่าผู้ร่วมงานจะไม่สามารถประชุมกันได้ แล้วเหตุผลที่พวกเรามอบเงินให้เขาคืออะไร? ในเวลานั้น ความคิดของเราคือการถือว่าเงินจำนวนนี้เป็นค่าเช่า หากพวกเราเช่าหอพักหรือสนามกีฬา พวกเราก็จะเสียเงินเช่นกันไม่ใช่หรือ? พวกเราไม่สามารถประชุมกันในสถานที่เหล่านั้นได้ และนั่นก็ไม่ปลอดภัยด้วย ที่นี่ เจ้าภาพช่วยปกป้องสถานที่แห่งนี้และรับประกันความปลอดภัยของพวกเรา ดังนั้นการที่พระนิเวศของพระเจ้าจะใช้จ่ายเงินบางส่วนเพื่อชดใช้หนี้สินแทนเขาจึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลใช่หรือไม่? (ใช่) เพียงแต่ว่าไม่ได้มอบเงินนั้นให้อย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในสภาพแวดล้อมเช่นประเทศของพญานาคใหญ่สีแดง มักจะมีความจำเป็นต้องทำเรื่องทำนองนี้

ผู้คนบางคนมีความเป็นมนุษย์ที่ชั่ว และพวกเขาไม่ได้เต็มใจที่จะทำหน้าที่เจ้าภาพโดยสิ้นเชิง พวกเราใช้พวกเขาเพื่อปกป้องสถานที่ที่พวกเราอยู่ ดังนั้นจึงต้องยอมให้พวกเขาหาประโยชน์จากสถานการณ์นี้บ้าง อย่างไรก็ตาม หลังจากที่พวกเขาหาประโยชน์แล้ว พวกเขายังสามารถได้รับความรอดหรือไม่? พวกเขาไม่สามารถได้รับความรอด ไม่ใช่ว่าพระเจ้าจะไม่ทรงช่วยพวกเขาให้รอด แต่เป็นเพราะคนประเภทนี้ไม่สามารถสัมฤทธิ์ความรอดได้ พวกเขาหลอกลวงทุกคนและเอาเปรียบทุกคน ในยามที่พวกเขาทำหน้าที่ของตนและพยายามตระเตรียมความดีบางอย่าง พวกเขาต้องหลอกเอาสิ่งที่ต้องการจากการทำเช่นนั้นเสมอ และไม่ว่าพวกเขาจะมีปฏิสัมพันธ์กับใคร พวกเขาก็ยึดมั่นในหลักการเดียวคือ การเอาเปรียบอยู่เสมอและไม่ยอมเสียเปรียบเลย นี่คือหลักการที่พวกเขาทำตามในการทำหน้าที่ในพระนิเวศของพระเจ้า แล้ว “การทำดี” เหล่านี้มาจากไหน? การทำดีเหล่านี้เป็นสิ่งที่พระนิเวศของพระเจ้าซื้อและจ่ายเงิน แทนที่ผู้คนเหล่านี้จะตระเตรียมความดีด้วยตนเอง พวกเขากลับไม่ได้ตระเตรียมความดี พวกเขาจัดหาสถานที่ พระนิเวศของพระเจ้าจ่ายเงิน และถือว่านั่นเป็นค่าเช่า นี่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำดีเลย และไม่ใช่การทำดีของพวกเขา เมื่อคนคนหนึ่งชูธงของการจัดหาสถานที่ให้กับพี่น้องชายหญิงในนามของพระนิเวศของพระเจ้า เพื่อฉ้อโกงให้ได้มาซึ่งเงินหรือสิ่งของจากพระนิเวศของพระเจ้านั้น เป็นพฤติกรรมประเภทใด? คนประเภทนี้มีลักษณะนิสัยเช่นใด? พฤติกรรมของพวกเขาสามารถได้รับการจดจำจากพระเจ้าหรือไม่? ลักษณะนิสัยของพวกเขาอยู่ในระดับใดในหัวใจของผู้คนและในพระทัยของพระเจ้า? การตระเตรียมความดีเป็นสิ่งที่เจ้าสมควรตระเตรียม—เจ้าตระเตรียมความดีเพื่อบั้นปลายของเจ้า และทุกสิ่งที่เจ้าทำก็เพื่อตัวเจ้าเอง ไม่ใช่เพื่อผู้อื่น ด้วยการทำในสิ่งที่เจ้าควรทำ เจ้าก็ได้รับบำเหน็จรางวัลแล้ว และได้รับสิ่งที่ต้องการตามที่เจ้าตั้งใจไว้แล้ว แล้วในพระทัยของพระเจ้า พระองค์ทรงมองเจ้าอย่างไร? เจ้าทำสิ่งดีงามเพื่อให้ได้รับสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ของเจ้า ไม่ใช่เพื่อให้ได้รับความจริงหรือได้รับชีวิต ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย พระเจ้ายังทรงช่วยผู้คนเช่นนี้ให้รอดได้หรือไม่? ไม่ พระองค์ทรงทำเช่นนั้นไม่ได้ พวกเขาเพียงแค่ตระเตรียมความดีเล็กๆ น้อยๆ ปฏิบัติภาระผูกพันและหน้าที่เล็กๆ น้อยๆ แต่พวกเขากลับยื่นมือออกมาและร้องขอค่าตอบแทนจากพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาคิดเล็กคิดน้อยกับพระนิเวศของพระเจ้า คิดหาวิธีการสารพัดอย่างเพื่อหลอกลวงพระนิเวศของพระเจ้าและเพื่อให้ได้รับสิ่งที่ต้องการ และทำให้แน่ใจว่าพวกเขาจะไม่มีทางเสียเปรียบ ราวกับว่าพวกเขากำลังทำธุรกิจอยู่ ด้วยเหตุนี้ การทำดีเช่นนี้จึงไม่ใช่การทำดี—แต่กลายเป็นการทำชั่วไปแล้ว และพระเจ้าไม่เพียงจะไม่ทรงจดจำเท่านั้น แต่พระองค์จะทรงยกเลิกและริบสิทธิ์ในการได้รับความรอดของผู้คนเหล่านี้ เมื่อเจ้าภาพคนนั้นทำให้พระนิเวศของพระเจ้าชดใช้หนี้สินแทนเขา การกระทำดังกล่าวมีธรรมชาติของการฉ้อโกงอยู่บ้างหรือไม่? นี่คือสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำ เวลาพวกเขาต้องการเงิน พวกเขาไม่ทำอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา แต่จะใช้วิธีการที่มีธรรมชาติของการฉ้อโกง โดยฉวยโอกาสรีดไถสิ่งต่างๆ พระเจ้าทรงช่วยบรรดาผู้ที่รีดไถของถวายพระเจ้าให้รอดหรือไม่? (พระองค์ไม่ทรงทำเช่นนั้น) หากผู้คนเหล่านี้กลับใจและมีการเชื่อที่แท้จริง พวกเขาควรได้รับการช่วยให้รอดหรือไม่? (ไม่) เพราะเหตุใด? (ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้คนเหล่านี้สามารถกระทำการฉ้อโกงต่อพระนิเวศของพระเจ้าได้นั้น หมายความว่าพระเจ้าไม่มีที่ทางในหัวใจของพวกเขา—พวกเขาคือผู้ไม่เชื่ออย่างแท้จริง) ผู้ไม่เชื่อจะกลับใจหรือไม่? ผู้ไม่เชื่อประเภทที่เป็นศัตรูของพระคริสต์จะไม่กลับใจ ผลประโยชน์ของตนเองคือศูนย์กลางของทุกสิ่งที่พวกเขาทำ และพวกเขาจะไม่มีวันกลับใจแม้ว่าพวกเขาจะต้องตายก็ตาม พวกเขาไม่ยอมรับว่าตนได้ทำบางสิ่งผิดพลาด และไม่ยอมรับว่าตนได้ทำชั่ว แล้วพวกเขาจะกลับใจเพื่อสิ่งใดเล่า? การกลับใจมีไว้สำหรับผู้คนที่มีความเป็นมนุษย์ มีมโนธรรมและสำนึก และสามารถมองเห็นความเสื่อมทรามของตนได้อย่างชัดเจนและยอมรับความเสื่อมทรามนั้น เมื่อครอบครัวเจ้าภาพนั้นทำหน้าที่เล็กๆ น้อยๆ พวกเขาก็ต้องหลอกเอาสิ่งที่ต้องการจากการนั้น และไม่ยอมปล่อยผ่านแม้แต่โอกาสเช่นนี้ พวกเขาคือมิจฉาชีพตัวฉกาจ นี่คือกรณีที่สี่

กรณีที่ห้า: เรียกร้องค่าจ้างจากการทำงานให้พระนิเวศของพระเจ้า

ในจีนแผ่นดินใหญ่ มีงานบางอย่างที่ค่อนข้างอันตรายและมีความเสี่ยง ซึ่งจำเป็นต้องใช้ผู้คนที่มีสติปัญญาและมีคุณสมบัติบางประการในการปฏิบัติงาน ในเวลานั้น มีคนคนหนึ่งที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ ดังนั้นเบื้องบนจึงจัดแจงให้เขาทำงานบางอย่าง ขณะที่เขากำลังทำงานนี้ เขาได้ยื่นคำร้อง โดยกล่าวว่าทันทีที่เขาเริ่มทำงานนี้ เขาก็ไม่สามารถไปทำงานประจำของเขาทุกวันได้อีกต่อไป และครอบครัวของเขาก็กำลังประสบความยากลำบากในการดำรงชีวิตอยู่บ้าง พระนิเวศของพระเจ้าจึงมอบเงินค่าครองชีพให้เขาจำนวนหนึ่ง เขามีความสุขมากและรับงานที่ได้รับมอบหมายไปทำ อย่างไรก็ตาม ผลการปฏิบัติงานของเขากลับอยู่ในระดับปานกลางเท่านั้น หลังจากผ่านไประยะหนึ่ง ครอบครัวของเขาก็ไม่มีปัญหาในการดำรงชีวิต แต่มีเรื่องอื่นเกิดขึ้นซึ่งเขานำมาแจ้งกับพระนิเวศของพระเจ้า และพระนิเวศของพระเจ้าก็มอบเงินค่าครองชีพให้เขาเพิ่มเติม เพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ เขาตกลงที่จะทำงานของตนต่อไปอย่างไม่เต็มใจนัก แต่เขาทำได้ดีแค่ไหน? งานยุ่งเหยิงอย่างยิ่ง หากเขารู้สึกอยากทำอะไรสักอย่าง เขาก็ทำนิดหน่อย และหากเขาไม่รู้สึกอยากทำ เขาก็ไม่ทำเลย เรื่องนี้ทำให้งานล่าช้าและเป็นเหตุให้งานของคริสตจักรต้องประสบกับความสูญเสียบางประการ และคนอื่นๆ ก็ต้องไปตามแก้ไข ต่อมา พระนิเวศของพระเจ้าได้ติดต่อเขาเพื่อบอกให้เขาทุ่มเทความพยายามในการทำงานของตน และพระนิเวศของพระเจ้าจะยังคงช่วยเขาแก้ไขความยากลำบากใดๆ ที่เขามีต่อไป เขาไม่ได้พูดเรื่องนี้ตรงๆ ต่อหน้าพระนิเวศของพระเจ้า แต่กลับไปบอกพี่น้องชายหญิงสองสามคนเป็นการส่วนตัวว่า “ค่าครองชีพคือสิ่งที่ฉันขาดอย่างนั้นหรือ? เงินแค่นั้นจะแก้ปัญหาใหญ่โตอะไรได้? ฉันกำลังแก้ไขปัญหาที่ใหญ่หลวงมากให้กับพระนิเวศของพระเจ้าด้วยการทำงานนี้ พระนิเวศของพระเจ้าก็ควรแก้ไขปัญหาใหญ่ๆ ให้ฉันด้วยเช่นกัน ตอนนี้ลูกชายของฉันไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน และปัญหานี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข เงินเพียงเล็กน้อยเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่ฉันขาด” คำพูดเหล่านี้คือสิ่งที่เขาคิดอย่างแท้จริง แต่เขาไม่อาจพูดต่อหน้าพระนิเวศของพระเจ้าได้ แต่กลับถูกเผยเมื่อเขาระบายออกมาเป็นการส่วนตัว ควรแก้ไขสถานการณ์นี้อย่างไร? พระนิเวศของพระเจ้าควรใช้เขาต่อไปหรือหาคนอื่น? (หาคนอื่น) ทำไมเล่า? ลักษณะนิสัยและแก่นแท้ของเขาได้ถูกเผยออกมาแล้ว เขาไม่เพียงต้องการให้พระนิเวศของพระเจ้าเกื้อหนุนความเป็นอยู่ของครอบครัวเขาเท่านั้น เขายังต้องการให้พระนิเวศของพระเจ้าจ่ายค่าเล่าเรียนให้ลูกชายของเขาด้วย และต่อมาเขาก็บอกว่าภรรยาของเขาป่วยและต้องการให้พระนิเวศของพระเจ้าจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้เธอ เขากำลังเรียกร้องมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่หรือ? เขาคิดว่าด้วยการทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ให้กับพระนิเวศของพระเจ้า เขาก็ได้ทำคุณูปการอันยิ่งใหญ่ และพระนิเวศของพระเจ้าควรจัดหาทุกสิ่งที่เขาต้องการให้อย่างไม่มีเงื่อนไข หากเขาทำงานประจำ เขาจะสามารถส่งลูกชายเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้หรือไม่? เขาจะสามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ภรรยาได้หรือไม่? อาจจะไม่ก็ได้ ดังนั้น เมื่อเขาทำงานเล็กๆ น้อยๆ นี้ในพระนิเวศของพระเจ้า เหตุใดเขาจึงขอเงินจากพระนิเวศของพระเจ้าอยู่ตลอดเวลา? เขากำลังคิดอะไรอยู่? ทัศนะของเขาในเรื่องนี้เป็นอย่างไร? เขาคิดว่าหากไม่มีเขา พระนิเวศของพระเจ้าก็จะไม่มีคนอื่นมาทำงานนี้ ดังนั้นเขาจึงต้องฉวยโอกาสนี้หาเหตุผลมาเรียกร้องเงินจากพระนิเวศของพระเจ้าให้มากขึ้น ไม่ควรปล่อยโอกาสผ่านไปเปล่าๆ และหากเขาพลาดโอกาสนี้ไป ก็จะไม่มีโอกาสอีกแล้ว นี่คือสิ่งที่เขาหมายถึงไม่ใช่หรือ? เขาคิดว่าการทำงานนี้ก็เหมือนกับการทำงานหาเงิน ดังนั้นเขาจึงควรรีดไถพระนิเวศของพระเจ้า หลังจากนั้น เมื่อตระหนักว่าเขาไม่สามารถรีดไถพระนิเวศของพระเจ้าได้ เขาก็ไม่ทำงานของตน นี่คือคนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่? (ไม่)

ผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงไม่กลัวที่จะแบกรับความยากลำบากในขณะที่ทำหน้าที่ของตน บางคนไม่เอ่ยถึงความยากลำบากที่ครอบครัวของตนมีในขณะที่ทำหน้าที่ของตน คนในพื้นที่ยากจนบางคนทำหน้าที่เจ้าภาพรับรอง เมื่อพี่น้องชายหญิงมาถึงแล้วไม่มีข้าวกิน พวกเขาก็ออกไปยืมเงินแต่ไม่พูดอะไรเลย หากพวกเขาพูดขึ้นมา พระนิเวศของพระเจ้าจะสามารถให้เงินพวกเขาได้หรือไม่? (ได้) พระนิเวศของพระเจ้าสามารถจ่ายค่าสิ่งของที่พวกเขาต้องการในการเป็นเจ้าภาพรับรองพี่น้องชายหญิงได้ แล้วทำไมพวกเขาถึงไม่พูดอะไรเลยเล่า? หากเจ้าเสนอให้ พวกเขาก็จะปฏิเสธ หลังจากออกไปยืมเงินแล้ว พวกเขาจะค่อยๆ ทยอยชำระคืนด้วยตนเอง พวกเขาไม่ต้องการเงินจากพระนิเวศของพระเจ้า ศัตรูของพระคริสต์นั้นตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง พวกเขาตั้งเงื่อนไขและยื่นมือออกไปเรียกร้องก่อนที่จะได้ทำงานเสียอีก ทำไมพวกเขาจึงยื่นมือออกมาง่ายดายนัก? พวกเขาสามารถยื่นมือออกมาในลักษณะที่ “มั่นใจในตัวเอง” เช่นนี้ได้อย่างไร? ผู้คนเช่นนั้นไม่มีความละอายเลยใช่ไหม? หลังจากขอเงินไปแล้ว พวกเขาก็ต้องการมากขึ้นอีก หากไม่ได้รับเงิน พวกเขาจะไม่ทำงานใดๆ—พวกเขาจะไม่โก่งหน้าไม้จนกว่าจะเห็นกระรอก “ฉันจะทำงานให้เท่ากับเงินที่คุณจ่ายให้ฉัน ถ้าไม่จ่ายเงินให้ เช่นนั้นก็ลืมเรื่องที่จะให้ฉันทำงานอื่นให้คุณไปได้เลย นี่คืองานสำหรับฉัน และหากไม่มีผลประโยชน์ใดๆ ให้กับฉัน ฉันก็จะไม่ทำ ฉันเอาตัวเองไปเสี่ยงเพื่อทำหน้าที่ของฉัน จึงต้องมีอะไรตอบแทนฉันบ้าง และนั่นต้องสมน้ำสมเนื้อกับสิ่งที่ฉันทุ่มเทลงไป ฉันจะยอมเสียเปรียบไม่ได้!” ดังนั้น พวกเขาจึงต้องขอในสิ่งที่พวกเขารู้สึกว่าตนสมควรได้รับ และพวกเขาต้องหาข้ออ้างเพื่อร้องขอสิ่งเหล่านั้น—พวกเขาต้องเค้นสมองเพื่อร้องขอ และคิดหาสารพัดวิธีเพื่อขอสิ่งเหล่านั้น หากสามารถให้พวกเขาได้ก็ยิ่งดี แต่หากไม่ให้พวกเขา พวกเขาก็จะทิ้งทุกอย่างและจากไป และพวกเขาจะไม่ทนทุกข์กับความสูญเสียใดๆ นอกเหนือจากนี้ พวกเขาคิดว่างานทั้งหมดนี้ที่พระนิเวศของพระเจ้าทำนั้นมีความเสี่ยง และหากพระนิเวศของพระเจ้าไม่ให้สิ่งที่พวกเขาร้องขอ พระนิเวศของพระเจ้าก็กลัวว่าพวกเขาจะไปแจ้งทางการ และพระนิเวศของพระเจ้าก็ไม่มีใครอื่นที่เหมาะสม ดังนั้นจึงต้องใช้พวกเขา และหากใช้พวกเขา ก็ต้องจ่ายเงินให้พวกเขา เรื่องนี้มีธรรมชาติของการฉ้อโกงอยู่บ้างไม่ใช่หรือ? มีธรรมชาติของการเอารัดเอาเปรียบอยู่บ้างไม่ใช่หรือ? ผู้คนเช่นนี้นับเป็นผู้เชื่อหรือไม่? คนเหล่านี้คือผู้ไม่เชื่อที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพระนิเวศของพระเจ้า—พวกเขาไม่ได้เป็นแม้กระทั่งมิตรสหายของคริสตจักร เมื่อมิตรสหายของคริสตจักรเห็นว่าผู้เชื่อเป็นคนดี พวกเขาก็ช่วยปกปิดให้ และช่วยทำบางสิ่งบางอย่าง ผู้คนเช่นนี้สามารถได้รับพรเล็กๆ น้อยๆ ในทางตรงกันข้าม ศัตรูของพระคริสต์เชื่อในพระเจ้าเพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการเท่านั้น หากพวกเขาไม่สามารถได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ พวกเขาก็จะไม่ทำหน้าที่ใดๆ จะไม่ปฏิบัติภาระผูกพันใดๆ และจะไม่สละตนเองแม้แต่น้อย เมื่อพระนิเวศของพระเจ้าจัดแจงให้พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ พวกเขาย่อมถามก่อนว่าพระนิเวศของพระเจ้าจะมอบสิ่งที่ต้องการใดให้บ้าง และหากไม่มีสิ่งที่ต้องการใดเสนอให้ พวกเขาก็จะไม่ทำหน้าที่นั้น พวกเขาแตกต่างจากมิจฉาชีพในโลกที่ไม่มีความเชื่ออย่างไร? ผู้คนเหล่านี้ยังคงต้องการได้รับการช่วยให้รอด และได้รับพรจากพระเจ้า พวกเขากำลังร้องขอในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ไม่ใช่หรือ? หากผู้คนเหล่านี้ไม่มีลักษณะนิสัยที่เลวทรามและไม่มีความละอาย แล้วหัวใจของพวกเขาจะสามารถคิดหาวิธีกระทำการที่บิดเบี้ยวเช่นนี้ได้อย่างไร? พวกเขามีท่าทีเช่นนี้ต่อการทำหน้าที่ของตนได้อย่างไร? พวกเจ้าสามารถทำเรื่องเช่นนี้ได้หรือไม่? (พวกเราก็ทำได้เช่นกัน) มากน้อยเพียงใด? มีขีดจำกัดหรือไม่? ถึงจุดใดเจ้าจึงจะคิดว่าเป็นเรื่องร้ายแรงมาก และเจ้าไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้อีกต่อไป? (บางครั้งหัวใจของข้าพระองค์รู้สึกถูกตำหนิ และมโนธรรมของข้าพระองค์ก็กล่าวโทษ นอกจากนี้ยังมีบางครั้งที่ข้าพระองค์กลัวว่าคนอื่นจะเปิดโปงสิ่งที่ข้าพระองค์ทำลงไป ดังนั้นข้าพระองค์จึงไม่ทำเช่นนั้นอีก) ไม่ว่าผู้คนจะทำสิ่งใด ลักษณะนิสัยของพวกเขาก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง คนที่ไม่มีความละอายแม้แต่น้อยสามารถทำเรื่องเลวร้ายได้ทุกประเภท เขาเป็นคนชั่วโดยสิ้นเชิง ทุกสิ่งเขาทำไม่มีขีดจำกัด และเขาไม่ได้กระทำการตามมโนธรรมของตน ผู้คนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ไม่มีมโนธรรมคือคนประเภทใด? พวกเขาคือสัตว์เดรัจฉานและพวกปีศาจ และพระเจ้าจะไม่ทรงช่วยพวกเขาให้รอด ผู้คนที่สามารถฉ้อโกงเพื่อให้ได้มาซึ่งของถวายพระเจ้าและรีดไถของถวายพระเจ้าในขณะที่พระเจ้าทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ และผู้ที่ร้องขอค่าตอบแทนจากพระนิเวศของพระเจ้าไม่ใช่คนดี พวกเขาคิดว่าพระนิเวศของพระเจ้าหลอกลวงได้ง่าย และไม่มีใครรับผิดชอบดูแลสิ่งของในพระนิเวศของพระเจ้า และไม่มีใครเป็นเจ้าของสิ่งต่างๆ ในพระนิเวศของพระเจ้า ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถครอบครองและฉ้อโกงเอาสิ่งของเหล่านี้ไปได้ตามที่ตนต้องการ พวกเขาคิดว่าการทำเช่นนี้ทำให้พวกเขาได้รับผลประโยชน์ ผลประโยชน์นี้ได้มาง่ายดายขนาดนั้นจริงหรือ? ผลประโยชน์ที่เจ้าได้มานั้นไม่ได้ใหญ่โตอะไร แต่ผลสืบเนื่องของการได้มาคืออะไร? การสูญเสียชีวิตของเจ้า

หากคนคนหนึ่งมีความเป็นมนุษย์และมีมโนธรรมอยู่บ้างอย่างแท้จริง เขาจะสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่? เจ้าเชื่อในพระเจ้า แต่เจ้ากลับสามารถฉ้อโกงพระองค์และรีดไถของถวายพระองค์ได้ เจ้าเป็นคนประเภทใดกัน? เจ้ายังเป็นคนอยู่หรือเปล่า? มีเพียงพวกปีศาจเท่านั้นที่ทำเรื่องจำพวกนี้ สัตว์เดรัจฉานไม่ทำสิ่งเหล่านี้ จงดูสุนัขเถิด เจ้าของสุนัขเลี้ยงดูมันมา และมันเฝ้าบ้านให้เจ้าของ เมื่อคนไม่ดีเข้ามา มันก็ส่งเสียงเตือนและโจมตีคนไม่ดีคนนั้น มันวิ่งไล่ตามทุกคนที่เอาสิ่งของของเจ้าของมันไป เมื่อไก่ เป็ด และห่านในบ้านเจ้าของมันวิ่งหนี มันก็ช่วยตามหา เมื่อหมูในบ้านเจ้าของกำลังกัดกัน มันก็พยายามแยกหมูออกจากกัน สุนัขรู้ว่าเจ้าของต้องการให้เฝ้าหมู ดังนั้นมันจึงสามารถลุล่วงความรับผิดชอบนี้ได้ สุนัขไม่โต้เถียงกับเจ้าของและพูดว่า “ฉันเฝ้าหมูให้คุณ แล้วทำไมคุณถึงไม่เอาไก่หรืออะไรให้ฉันกินบ้าง?” มันไม่เคยพูดเช่นนี้ แม้แต่สุนัขก็สามารถปกป้องบ้านของเจ้าของ และปฏิบัติภาระผูกพันของมันเพื่อเจ้าของโดยไม่มีสิ่งตอบแทน แต่ผู้คนเหล่านี้กลับเทียบไม่ได้แม้แต่กับสัตว์ หลังจากปฏิบัติภาระผูกพันเล็กๆ น้อยๆ พวกเขาก็คิดว่าตนเสียเปรียบแล้ว และหลังจากลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบบางอย่างและทุ่มเทความพยายามลงไปบ้าง พวกเขาก็รู้สึกไม่สบายใจ รู้สึกว่าการจัดการเตรียมการนั้นไม่ยุติธรรม และรู้สึกว่าตนถูกใช้ประโยชน์ ดังนั้นพวกเขาจึงคิดหาสารพัดวิธีเพื่อไม่ให้ตนเสียเปรียบ เมื่อเจ้าเชื่อในพระเจ้า พระเจ้าทรงคุ้มครองเจ้าและทรงนำเจ้า และประทานความจริงมากมายให้แก่เจ้า เจ้าไม่คิดที่จะตอบแทนพระองค์ได้อย่างไร? เจ้าไม่คิดที่จะตอบแทนพระองค์ แต่พระเจ้าไม่ทรงเอาความ อย่างไรก็ตาม เมื่อเจ้าปฏิบัติภาระผูกพันเล็กๆ น้อยๆ เจ้ากลับไปหาพระเจ้าโดยหวังที่จะทำให้ตนไม่เป็นฝ่ายเสียเปรียบ เมื่อเจ้าปฏิบัติภาระผูกพันเล็กๆ น้อยๆ เจ้าก็ต้องการรีดไถสิ่งต่างๆ และฉ้อโกงเพื่อให้ได้บางสิ่ง—เจ้าคิดหาสารพัดวิธีเพื่อเป็นการชดเชย เจ้ากำลังรนหาที่ตายไม่ใช่หรือ? สิ่งที่พระเจ้าประทานให้เจ้านั้นไม่มากพอหรือ? ในแง่ของการสำแดงของผู้คน พวกเขาสมควรได้รับสิ่งใด? ผู้คนมีสิ่งที่พวกเขาสุขสำราญและมีอยู่ในทุกวันนี้เพราะพวกเขาสมควรได้รับสิ่งเหล่านั้นหรือ? ไม่ใช่ สิ่งเหล่านั้นคือสิ่งที่พระเจ้าประทานให้แก่เจ้าและสิ่งที่พระองค์ทรงอวยพรเจ้า เจ้าได้รับการปฏิบัติอย่างดีมามากมายแล้ว พระเจ้าประทานชีวิต ความจริง และหนทางให้แก่เจ้าโดยไม่ทรงเรียกร้องสิ่งใดตอบแทน เจ้าได้ตอบแทนพระองค์อย่างไร? เมื่อเจ้าทำภาระผูกพันและหน้าที่ของเจ้าเพียงเล็กน้อย ภายในใจเจ้าก็รู้สึกว่ายากที่จะรับไหวและรู้สึกว่าเจ้าได้ทนทุกข์กับการสูญเสียแล้ว และคิดหาสารพัดวิธีเพื่อให้เจ้าไม่เสียเปรียบ หากเจ้าไม่ต้องการเป็นฝ่ายเสียเปรียบ พระเจ้าก็สามารถประทานบางสิ่งตอบแทนแก่เจ้าได้ แต่หลังจากที่เจ้าได้รับแล้ว เจ้าจะยังคงสามารถได้รับการช่วยให้รอดหรือไม่? สักวันหนึ่งผู้คนเหล่านี้จะรู้ซึ้งว่าสิ่งใดสำคัญที่สุดและสิ่งใดมีค่ามากที่สุด ผู้คนที่มีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์จะไม่มีวันรู้คุณค่าของความจริง เมื่อถึงวันที่จุดจบของพวกเขาถูกเผย และเมื่อทุกสิ่งถูกเผยให้เห็นและเปิดเผยต่อสาธารณชน พวกเขาจึงจะรู้ ถึงตอนนั้นจะไม่สายเกินไปหรือ? จุดจบของสรรพสิ่งใกล้เข้ามาแล้ว และสรรพสิ่งจะสูญสิ้นไป มีเพียงพระวจนะของพระเจ้าและความจริงของพระองค์เท่านั้นที่จะคงอยู่ชั่วนิรันดร์ บรรดาผู้ที่มีความจริงและปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าจะคงอยู่ร่วมกับพระวจนะของพระองค์ และความจริงของพระองค์ นี่คือคุณค่าและอานุภาพของพระวจนะของพระเจ้า อย่างไรก็ตาม ศัตรูของพระคริสต์จะไม่มีวันเข้าใจข้อเท็จจริงนี้ ดังนั้นพวกเขาจึงเค้นสมอง คิดหาสารพัดวิธี และใช้วิธีการใดๆ ก็ตามที่เป็นไปได้ในการวางอุบายเพื่อผลประโยชน์ต่างๆ โดยชูธงแห่งการเชื่อในพระเจ้า และใช้วิธีการฉ้อโกงที่งุ่มง่ามมากขึ้นเพื่อให้ได้มาซึ่งของถวายของพระเจ้า ยักยอกและยึดครองของถวายของพระองค์ การกระทำและพฤติกรรมทั้งหมดของผู้คนเหล่านี้ถูกบันทึกไว้ในสมุดบันทึกของพระเจ้าทุกตัวอักษร เมื่อถึงวันที่จุดจบของพวกเขาถูกเผยออกมา พระเจ้าจะทรงกำหนดจุดจบของแต่ละคนตามบันทึกเหล่านี้ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความจริง ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม สิ่งเหล่านี้จะถูกเผยออกมาทั้งหมด นี่คือกรณีที่ห้า ผู้ชายคนนี้เป็นคนประเภทใด? ลักษณะนิสัยของเขาสูงส่งหรือเลวทราม? (เลวทราม) ในสายพระเนตรของพระเจ้า เขาไม่ใช่คนที่มีเกียรติ เขาต่ำต้อย เรียกสั้นๆ ว่าเขาเป็น “คนชั้นต่ำ”

กรณีที่หก: ตรากตรำพยายามที่จะได้ตำแหน่งเพื่อให้มีกินมีเสื้อผ้าใส่

หลังจากมาเชื่อในพระเจ้า ผู้คนมากมายมักจะไล่ตามไขว่คว้าสถานะและไล่ตามไขว่คว้าการทำให้ผู้อื่นยกย่องตนเสมอ ในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาต้องการโดดเด่นเหนือฝูงชนและเป็นผู้นำผู้อื่นเสมอ เพราะเห็นแก่สิ่งเหล่านี้ พวกเขาละทิ้งครอบครัวและทิ้งอาชีพการงานของตน ทนทุกข์กับความยากลำบากและจ่ายราคา แล้วในที่สุดพวกเขาก็สมปรารถนาและได้เป็นผู้นำ หลังจากได้เป็นผู้นำ ชีวิตของผู้คนเหล่านี้ก็แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง พวกเขาสำแดงทุกแง่มุมตามภาพลักษณ์และรูปแบบที่พวกเขาเคยมีอยู่ในหัวว่าคนที่เป็นข้าราชการนั้นเป็นอย่างไร ตั้งแต่วิธีแต่งตัวและแต่งหน้า ไปจนถึงวิธีพูดและกระทำการ พวกเขาเรียนรู้วิธีพูดจาแบบข้าราชการ เรียนรู้วิธีสั่งการผู้คนรอบข้าง และเรียนรู้วิธีทำให้ผู้คนจัดการธุระส่วนตัวให้พวกเขา พูดง่ายๆ ก็คือ พวกเขาเรียนรู้วิธีเป็นข้าราชการ เมื่อพวกเขาไปยังสถานที่แห่งหนึ่งเพื่อเป็นผู้นำ นั่นหมายความว่าพวกเขากำลังไปที่นั่นเพื่อเป็นข้าราชการ การเป็นข้าราชการหมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าพวกเขา “ตรากตรำพยายามที่จะได้ตำแหน่งเพื่อให้มีกินมีเสื้อผ้าใส่” นี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความสุขสำราญทางเนื้อหนัง หลังจากได้เป็นผู้นำ ชีวิตของพวกเขาแตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างไร? สิ่งที่พวกเขากิน สวมใส่ และสิ่งที่พวกเขาใช้แตกต่างไปจากเดิม เวลาที่พวกเขากิน พวกเขาจะพิถีพิถันเรื่องโภชนาการและรสชาติ พวกเขาพิถีพิถันเรื่องยี่ห้อและรูปแบบของเสื้อผ้าที่สวมใส่ หลังจากเป็นผู้นำในสถานที่แห่งหนึ่งเป็นเวลาหนึ่งปี พวกเขาก็กลายเป็นคนอ้วนท้วนสมบูรณ์ พวกเขาแต่งตัวด้วยเสื้อผ้ายี่ห้อดังตั้งแต่หัวจรดเท้า อีกทั้งโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และเครื่องใช้ในบ้านของพวกเขาล้วนมาเป็นยี่ห้อหรู พวกเขามีภาวะเช่นนี้ก่อนที่จะเป็นผู้นำหรือไม่? (ไม่) หลังจากได้เป็นผู้นำ พวกเขาไม่ได้ทุ่มเทความพยายามในการหาเงิน แล้วพวกเขาเอาเงินจากที่ไหนมาซื้อสิ่งของทั้งหมดนี้? พี่น้องชายหญิงบริจาคสิ่งเหล่านี้ให้พวกเขา หรือพระนิเวศของพระเจ้าจัดสรรสิ่งเหล่านี้ให้กับพวกเขา? พวกเจ้าเคยได้ยินหรือไม่ว่าพระนิเวศของพระเจ้าจัดสรรสิ่งเหล่านี้ให้แก่ผู้นำและคนทำงานทุกคน? (ไม่เคย) แล้วพวกเขาได้สิ่งเหล่านี้มาอย่างไร? ไม่ว่าอย่างไร สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาได้มาจากการทำงานหนักของตนเอง แต่เป็นสิ่งที่พวกเขาได้มาหลังจากได้รับสถานะและกลายเป็น “ข้าราชการ”—ซึ่งพวกเขาสุขสำราญกับผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่ง—ด้วยการรีดไถผู้อื่น และผ่านการฉ้อโกงและการยึดครอง ในคริสตจักรทุกแห่ง มีผู้คนเช่นนี้ในหมู่ผู้นำและคนทำงานระดับต่างๆ ที่พวกเจ้าติดต่อด้วยบ้างหรือไม่? เมื่อพวกเขาได้เป็นผู้นำครั้งแรก พวกเขาไม่มีอะไรเลย แต่ในเวลาไม่ถึงสามเดือน พวกเขากลับมีคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือยี่ห้อหรูราคาแพง หลังจากได้เป็นผู้นำ ผู้คนบางคนคิดว่าพวกเขาควรได้รับการปฏิบัติด้วยมาตรฐานระดับสูง—เวลาพวกเขาออกไปข้างนอก พวกเขาควรมีรถนั่ง คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือที่พวกเขาใช้ควรจะดีกว่าที่ผู้คนทั่วไปใช้ ต้องเป็นยี่ห้อหรู และเมื่อตกรุ่นก็ต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่ พระนิเวศของพระเจ้ามีกฎเกณฑ์เหล่านี้หรือไม่? พระนิเวศของพระเจ้าไม่เคยมีกฎเกณฑ์เหล่านี้ และไม่มีพี่น้องชายหญิงคนใดที่คิดเช่นนั้น แล้วสิ่งเหล่านี้ที่บรรดาผู้นำสุขสำราญนั้นมาจากไหน? ประการหนึ่ง พวกเขาได้สิ่งเหล่านี้มาด้วยการรีดไถพี่น้องชายหญิงและให้คนที่มีฐานะร่ำรวยซื้อสิ่งเหล่านี้ให้โดยชูธงว่ากำลังทำงานของพระนิเวศของพระเจ้า นอกจากนี้ พวกเขายังซื้อสิ่งเหล่านี้ด้วยตนเองโดยการเบียดบังและขโมยของถวาย พวกเขาเป็นพวกต่ำช้าที่ฉ้อโกงเพื่อให้ได้มาซึ่งอาหารและเครื่องดื่มไม่ใช่หรือ? เรื่องนี้แตกต่างจากผู้คนในบางกรณีที่เราแบ่งปันไปก่อนหน้านี้หรือไม่? (ไม่) พวกเขามีสิ่งใดที่เหมือนกัน? พวกเขาทุกคนใช้ตำแหน่งของตนเพื่อยักยอกของถวายและได้ของถวายมาด้วยการรีดไถ ผู้คนบางคนกล่าวว่า “ด้วยการทำงานในพระนิเวศของพระเจ้าและการเป็นผู้นำหรือคนทำงาน พวกเขาไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะสุขสำราญกับสิ่งเหล่านี้อย่างนั้นหรือ? พวกเขาไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะมีส่วนร่วมในของถวายของพระเจ้าร่วมกับพระองค์อย่างนั้นหรือ?” จงบอกเราเถิดว่า พวกเขามีคุณสมบัติเหมาะสมหรือไม่? (ไม่) หากพวกเขาจำเป็นต้องซื้อของบางสิ่งเพื่อทำงานของพระนิเวศของพระเจ้า ในกรณีนี้ พระนิเวศของพระเจ้ามีกฎเกณฑ์ที่ระบุว่าพวกเขาสามารถซื้อสิ่งเหล่านั้นได้ แต่ผู้คนเหล่านี้กำลังซื้อสิ่งต่างๆ ภายในข้อกำหนดของกฎเกณฑ์นี้หรือไม่? (ไม่) พวกเจ้าเห็นสิ่งใดที่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้ทำเช่นนั้น? (หากพวกเขาจำเป็นต้องใช้เพื่อทำงานจริงๆ พวกเขาคงจะคิดว่าตราบใดที่สามารถใช้งานได้ก็ดีทั้งนั้น แต่สิ่งที่พวกศัตรูของพระคริสต์ไล่ตามไขว่คว้าคือสิ่งของระดับสูงจากยี่ห้อชั้นนำ และพวกเขาใช้ทุกสิ่งที่ดีที่สุด จากเรื่องนี้ พวกเราสามารถเห็นได้ว่าพวกเขากำลังใช้สถานะของตนเพื่อสุขสำราญกับสิ่งของทางวัตถุเหล่านี้) ถูกต้อง หากจำเป็นต่องาน ตราบใดที่ใช้งานได้ก็ดีทั้งนั้น เหตุใดพวกเขาจึงต้องการใช้สิ่งที่หรูหราและราคาแพงเช่นนี้? นอกจากนี้ ตอนที่พวกเขาซื้อสิ่งเหล่านี้ ผู้คนอื่นมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและเห็นด้วยกับเรื่องนี้หรือไม่? นี่เป็นปัญหาไม่ใช่หรือ? หากคนอื่นมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ทุกคนจะเห็นด้วยกับการที่พวกเขาซื้อสิ่งของหรูหราราคาแพงเหล่านี้ได้หรือ? ไม่มีทาง เห็นได้ชัดเจนมากว่าพวกเขาได้สิ่งเหล่านี้มาด้วยการขโมยของถวาย เรื่องนี้ชัดเจนแจ่มแจ้ง อีกทั้ง พระนิเวศของพระเจ้ามีกฎเกณฑ์อยู่ข้อหนึ่ง—ในคริสตจักรแต่ละแห่ง ไม่ว่าจะเป็นการดูแลรักษาของถวายหรือการร่วมมือกันปฏิบัติงานก็ไม่เคยเป็นงานของคนเพียงคนเดียว แล้วเหตุใดผู้คนเหล่านี้ในฐานะปัจเจกบุคคล จึงสามารถนำของถวายไปใช้และใช้จ่ายได้ตามอำเภอใจ? การทำเช่นนี้ไม่สอดคล้องกับหลักธรรม ธรรมชาติของสิ่งที่พวกเขาทำเหล่านี้เป็นการขโมยของถวายไม่ใช่หรือ? พวกเขาซื้อสิ่งเหล่านี้และได้สิ่งเหล่านี้มาโดยไม่ได้รับการเห็นพ้องและการเห็นชอบจากบรรดาผู้นำและคนทำงานคนอื่นๆ นับประสาอะไรกับการแจ้งให้คนอื่นทราบ และไม่มีใครอื่นรู้ว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่ ธรรมชาติของเรื่องนี้เหมือนการขโมยอยู่บ้างไม่ใช่หรือ? นี่เรียกว่าการขโมยของถวาย การขโมยคือการคดโกง เหตุใดจึงเรียกว่าการคดโกง? เพราะพวกเขาซื้อสิ่งที่หรูหราเหล่านี้และได้สิ่งเหล่านี้มาโดยชูธงว่ากำลังทำงานของพระนิเวศของพระเจ้า พฤติกรรมประเภทนี้เรียกว่าการฉ้อโกง และนี่เรียกว่าการคดโกง เราทำเกินไปหรือไม่ที่ระบุพฤติกรรมประเภทนี้ว่าเป็นเช่นนี้? เรากำลังทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่หรือไม่? (ไม่) ไม่เพียงเท่านั้น แต่หลังจากบรรดาผู้ที่ถูกเรียกว่าผู้นำเหล่านี้อยู่ในสถานที่แห่งหนึ่งได้ระยะหนึ่ง พวกเขาก็สืบเสาะจนชัดเจนแจ่มแจ้งว่าบรรดาพี่น้องชายหญิงที่นั่นทำงานอะไรในโลก มีเส้นสายทางสังคมอะไรบ้าง และผลประโยชน์ใดที่พวกเขาสามารถหลอกเอามาจากผู้คนเหล่านี้ และเส้นสายใดที่พวกเขาสามารถนำมาใช้ได้ ตัวอย่างเช่น พี่น้องชายหญิงคนใดทำงานอยู่ในโรงพยาบาล ทำงานให้หน่วยงานรัฐ หรือทำงานที่ธนาคาร หรือใครเป็นเจ้าของกิจการ ครอบครัวของใครเป็นเจ้าของร้านค้า มีรถยนต์ หรือมีบ้านหลังใหญ่ และอื่นๆ พวกเขาก็สืบเสาะเรื่องเหล่านั้นจนชัดเจนแจ่มแจ้ง สิ่งเหล่านี้อยู่ในขอบข่ายงานของผู้นำเหล่านี้หรือไม่? พวกเขาสืบเสาะเรื่องเหล่านี้ไปเพื่ออะไร? พวกเขาต้องการใช้เส้นสายเหล่านี้ และใช้บรรดาพี่น้องชายหญิงเหล่านี้ที่มีตำแหน่งพิเศษในโลกให้ทำงานให้พวกเขา รับใช้พวกเขา และอำนวยความสะดวกให้พวกเขา เจ้าคิดว่าพวกเขากำลังทำเช่นนี้เพื่อทำงานของคริสตจักร และสามัคคีธรรมความจริงเพื่อแก้ไขความยากลำบากของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรกระนั้นหรือ? นั่นเป็นสิ่งที่พวกเขาทำอยู่อย่างนั้นหรือ? สิ่งที่พวกเขาทำทั้งหมดนี้มีเจตนาและวัตถุประสงค์อยู่เบื้องหลัง เวลาที่ผู้นำและคนทำงานที่แท้จริงทำงาน พวกเขามุ่งเน้นที่การแก้ปัญหา และมุ่งเน้นที่การทำงานของคริสตจักรให้ดี พวกเขาไม่ใส่ใจต่อสิ่งต่างๆ ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานของคริสตจักร พวกเขาเพียงมุ่งเน้นที่การไถ่ถามว่าในคริสตจักรมีใครที่กำลังทำหน้าที่ของตนอย่างจริงใจ ใครที่ทำหน้าที่ของตนอย่างมีประสิทธิผล ใครที่สามารถยอมรับความจริงและปฏิบัติความจริงได้ และใครที่จงรักภักดีในการทำหน้าที่ของตน จากนั้น พวกเขาก็ส่งเสริมผู้คนเหล่านั้น และตรวจสอบผู้คนที่ก่อให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวน และจัดการกับพวกเขาตามหลักธรรม มีเพียงผู้คนที่ปฏิบัติเช่นนี้เท่านั้นที่เป็นผู้นำและคนทำงานที่แท้จริง ศัตรูของพระคริสต์ทำสิ่งเหล่านี้หรือไม่? (ไม่) พวกเขาทำสิ่งใด? พวกเขาทำสิ่งต่างๆ และตระเตรียมการเพื่อที่จะเก็บเกี่ยวสิ่งที่ต้องการให้ตนเอง และเพื่อผลประโยชน์ของพวกเขาเอง แต่ไม่ทุ่มเทตนเองให้กับงานของคริสตจักร และไม่ปฏิบัติต่องานนั้นด้วยการให้ความสำคัญ ดังนั้น หลังจากที่พวกเขาตั้งหลักในสถานที่แห่งหนึ่งได้แล้ว พวกเขาก็สืบเสาะจนแทบจะรู้หมดแล้วว่าพี่น้องชายหญิงคนใดสามารถให้การรับใช้พวกเขาในด้านใดบ้าง ตัวอย่างเช่น ใครก็ตามที่ทำงานในโรงงานผลิตยาย่อมสามารถให้ยาฟรีแก่พวกเขาในยามที่พวกเขาเจ็บป่วย และให้ยานำเข้าคุณภาพสูงแก่พวกเขา ใครก็ตามที่ทำงานธนาคารย่อมสามารถอำนวยความสะดวกให้พวกเขาในการฝากหรือถอนเงิน และอื่นๆ พวกเขาสืบเสาะเรื่องเหล่านี้จนชัดเจนแจ่มแจ้งทั้งหมด พวกเขารวบรวมผู้คนเหล่านี้มาไว้เบื้องหน้าตนโดยไม่สนใจว่าความเป็นมนุษย์ของผู้คนเหล่านี้จะดีหรือไม่ ตราบใดที่ผู้คนเหล่านี้ติดตามพวกเขาและเต็มใจที่จะเป็นผู้ช่วยเหลือและลูกสมุนของพวกเขา ศัตรูของพระคริสต์ก็จะให้สิ่งที่ต้องการแก่คนเหล่านี้ และเก็บคนเหล่านี้ไว้ใกล้ตัว เลี้ยงดูและปกป้องคนเหล่านี้ ในขณะที่ผู้คนเหล่านี้ทำงานเพื่อเสริมสร้างสถานะของพวกศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ในคริสตจักรให้มั่นคง และเพื่อรักษากองกำลังของพวกศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้เอาไว้ ดังนั้น เมื่อเจ้าต้องการเห็นว่าผู้นำคริสตจักรคนหนึ่งกำลังทำงานจริงอยู่หรือไม่ ให้ถามเขาเกี่ยวกับสถานการณ์จริงของบรรดาพี่น้องชายหญิงในคริสตจักรนั้น และถามว่างานของคริสตจักรดำเนินไปอย่างไร แล้วเจ้าก็จะสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นคนที่ทำงานจริงหรือไม่ ผู้คนบางคนสืบเสาะเรื่องครอบครัวและสภาพความเป็นอยู่ของบรรดาพี่น้องชายหญิงในคริสตจักรจนชัดเจน หากเจ้าถามพวกเขาว่าใครทำงานที่โรงงานผลิตยา ครอบครัวของใครเป็นเจ้าของร้านค้า ครอบครัวของใครมีรถยนต์ ครอบครัวของใครทำธุรกิจขนาดใหญ่ หรือใครทำงานที่หน่วยงานท้องถิ่นใดก็ตามและสามารถทำสิ่งต่างๆ ให้บรรดาพี่น้องชายหญิงได้ พวกเขาสามารถบอกเจ้าได้อย่างถูกต้องแม่นยำ หากเจ้าถามพวกเขาว่าใครไล่ตามเสาะหาความจริง ใครทำหน้าที่ของตนอย่างสุกเอาเผากิน ใครเป็นศัตรูของพระคริสต์ ใครพยายามเอาชนะใจผู้คน ใครมีประสิทธิผลในการประกาศข่าวประเสริฐ หรือผู้มีศักยภาพในการรับข่าวประเสริฐในท้องถิ่นมีจำนวนเท่าใด พวกเขากลับไม่รู้เรื่องเหล่านี้เลย ผู้คนเหล่านี้เป็นคนประเภทใด? พวกเขาต้องการใช้เส้นสายทางสังคมทั้งหมดในสถานที่ที่พวกเขาอยู่ และรวบรวมเส้นสายเหล่านั้นเข้าด้วยกันกลายเป็นกลุ่มสังคมเล็กๆ ดังนั้น สถานที่ที่ผู้นำเหล่านี้อยู่จึงไม่สามารถเรียกว่าคริสตจักร หลังจากที่พวกเขาจัดการเสร็จสิ้น ที่นั่นก็กลายเป็นกลุ่มสังคมไปแล้ว เมื่อผู้คนเหล่านี้มารวมตัวกัน พวกเขาไม่ได้เปิดใจและสามัคคีธรรมถึงความเข้าใจที่ได้จากประสบการณ์ของกันและกัน แต่พวกเขากลับดูว่าใครมีเส้นสายที่แข็งแกร่งกว่า ใครมีฐานะทางสังคมสูงและประสบความสำเร็จอย่างมาก ใครเป็นที่รู้จักกันดีในสังคม ใครมีอิทธิพลในสังคม และใครสามารถอำนวยความสะดวกเป็นพิเศษและให้สิ่งที่ต้องการแก่ผู้นำได้ ไม่ว่าผู้คนเหล่านี้จะเป็นใคร พวกเขาก็มีที่ยืนอยู่ในหัวใจของผู้นำ นี่คือสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำไม่ใช่หรือ? (ใช่) ศัตรูของพระคริสต์กำลังทำสิ่งใด? พวกเขากำลังสร้างคริสตจักรอยู่หรือ? พวกเขากำลังรื้อถอนและทำลายคริสตจักร รวมทั้งก่อกวนและขัดขวางงานของพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขากำลังสร้างอาณาจักรอิสระของตนเอง กลุ่มส่วนตัวของตนเอง และพรรคพวกของตนเอง นี่คือสิ่งที่พวกศัตรูของพระคริสต์ทำ

เราได้ติดต่อกับพวกเจ้ามาหลายปีแล้ว แต่เราเคยถามพวกเจ้าหรือไม่ว่าครอบครัวของพวกเจ้าทำงานอะไร ครอบครัวของพวกเจ้ามีฐานะดีเพียงใด และภูมิหลังของพวกเจ้าเป็นอย่างไร? (ไม่) เหตุใดเราจึงไม่ถามเรื่องเหล่านี้? การถามเรื่องเหล่านั้นไม่มีประโยชน์ พระนิเวศของพระเจ้าไม่ใช่สังคม ไม่จำเป็นต้องประจบประแจงผู้อื่นหรือใช้เส้นสายกับผู้อื่น การถามเรื่องเหล่านี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการเชื่อในพระเจ้าเลย จงอย่าเปลี่ยนพระนิเวศของพระเจ้าให้กลายเป็นสังคม ไม่ว่าภูมิหลังครอบครัวของเจ้าจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะยากจนหรือร่ำรวย ไม่ว่าเจ้าอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบใด ไม่ว่าจะเป็นในเมืองหรือชนบท นั่นไม่สำคัญ หากเจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง ไม่ว่าเจ้าเคยมีสถานะสูงส่งเพียงใดในสังคม ก็ไม่สำคัญ เราจะไม่มองเรื่องนั้น เวลาที่เราพูดคุยกับผู้คน เราไม่เคยถามถึงสถานการณ์ในครอบครัวของพวกเขา หากพวกเขาเต็มใจที่จะพูดถึงเรื่องนี้ เราก็รับฟัง แต่เราไม่เคยปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นข้อมูลสำคัญที่เราต้องถาม นับประสาอะไรกับการพยายามสืบเสาะข้อมูลบางอย่างเพื่อนำมาใช้ประโยชน์จากผู้คน อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกศัตรูของพระคริสต์ถามเรื่องเหล่านี้ แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้ทำเพียงเพื่อพูดคุย แต่พวกเขาทำเพื่อเก็บเกี่ยวสิ่งที่ต้องการบางอย่าง ตัวอย่างเช่น ครอบครัวของใครเป็นเจ้าของร้านขายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและสามารถให้พวกเขาซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในราคาส่งได้ พวกเขาก็จะตีสนิทกับครอบครัวนี้ หรือใครก็ตามที่มีเพื่อนที่สามารถช่วยให้พวกเขาซื้อของดีๆ ได้ พวกเขาก็จะจดจำไว้ พวกเขาเก็บรายชื่อ “เส้นสาย” เหล่านี้และผู้คนเหล่านี้ที่พวกเขาคิดว่าเป็นคนที่มีความสามารถพิเศษ และใช้พวกเขาในช่วงเวลาสำคัญ พวกเขาคิดว่าผู้คนเหล่านี้ล้วนเป็นคนที่มีความสามารถและมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อพวกเขา ทัศนะเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่? (ไม่) ผู้คนที่ไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริง และเป็นของโลกและมีธรรมชาติของซาตานมองว่าสิ่งเหล่านี้สำคัญยิ่งกว่าชีวิตและความจริง หากคนคนหนึ่งเคยเป็นคนทำงานทั่วไปในสังคม และทันทีที่ผู้นำได้ยินเช่นนี้ เขาย่อมไม่ต้องการให้ความสนใจคนคนนั้น ไม่ว่าคนคนนั้นจะไล่ตามเสาะหาในความเชื่อของตนอย่างจริงจังเพียงใด แต่เมื่อผู้นำเห็นว่าใครบางคนเคยเป็นผู้บริหารและครอบครัวของคนคนนั้นมีฐานะดี มีวิถีชีวิตที่เหนือกว่าคนอื่นและใช้ชีวิตในระดับสูง เขาก็จะประจบเอาใจคนคนนั้น ผู้นำเช่นนี้เป็นผู้นำที่ดีหรือไม่? (ไม่) พวกเจ้าเคยได้รับการปฏิบัติเช่นนี้หรือไม่? หลังจากได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ ในใจของพวกเจ้าคิดอย่างไร? พวกเจ้ารู้สึกหรือไม่ว่าในพระนิเวศของพระเจ้าไม่มีความรักหรือความอบอุ่น? ศัตรูของพระคริสต์เป็นตัวแทนของพระนิเวศของพระเจ้าหรือไม่? พวกเขาไม่ใช่ตัวแทนของพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาเป็นตัวแทนของซาตาน วิธีที่พวกเขากระทำการและแก่นแท้ของพวกเขาล้วนเป็นธรรมชาติของซาตานและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความจริงเลย พวกเขาเป็นตัวแทนของตนเองเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีศัตรูของพระคริสต์บางคนที่หลังจากได้ “เส้นสาย” เหล่านี้มาอยู่ในกำมือและติดต่อกับคนเหล่านี้แล้ว ก็ใช้เส้นสายเหล่านี้เพื่อจัดการเรื่องส่วนตัวให้ตนเอง หรือแม้แต่จัดหางานให้สมาชิกในครอบครัวของตนเอง จงบอกเราเถิดว่า มีเรื่องประเภทนี้เกิดขึ้นหรือไม่? (มี) ศัตรูของพระคริสต์ล้วนถนัดในการทำสิ่งเหล่านี้เหลือเกิน คนที่ไม่มีมโนธรรม ไม่มีความละอาย เห็นแก่ตัวและเลวทรามถึงขีดสุด สามารถทำได้ทุกอย่าง—เขาสามารถทำสิ่งใดก็ตามที่ไม่สอดคล้องกับความจริง และขัดต่อศีลธรรมและมโนธรรมของคนเรา ดังนั้น ในสายตาของพวกศัตรูของพระคริสต์ การใช้ตำแหน่งของตนเพื่อจัดการธุระส่วนตัว เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ และเรื่องทำนองนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่สุดในโลก และไม่ควรนำมาพูดถึงและแยกแยะหรือทำความเข้าใจ ก็เหมือนกับที่ผู้ไม่มีความเชื่อกล่าวว่า “ตรากตรำพยายามที่จะได้ตำแหน่งเพื่อให้มีกินมีเสื้อผ้าใส่” นี่คือเป้าหมายที่พวกศัตรูของพระคริสต์ไล่ตามไขว่คว้าจากการเป็นผู้นำเช่นกัน เช่นเดียวกับการไล่ตามไขว่คว้าของพวกเขา พวกเขายังทุ่มเทอย่างหนักในแนวทางนี้โดยไม่มีความรู้สึกตำหนิตนเองแม้แต่น้อย ใช้อำนาจในมือและใช้ตำแหน่งของตนเพื่อข่มขู่ให้บรรดาพี่น้องชายหญิงทำสิ่งต่างๆ ราวกับว่าเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลเท่านั้น และหยิบยกการปฏิบัติและข้อเรียกร้องสารพัดอย่างที่ไม่สอดคล้องกับหลักธรรมมาให้บรรดาพี่น้องชายหญิง ผู้คนที่เลอะเลือนบางคนที่ขาดวิจารณญาณแยกแยะถูกผู้นำเหล่านี้ใช้งานและสั่งการโดยที่พวกเขาไม่เต็มใจ และอาจมีบางคนที่ใช้เงินของตนเองเพื่อทำสิ่งต่างๆ ให้ผู้นำเหล่านี้แต่ไม่สามารถพูดอะไรได้ และคิดว่าการทำเช่นนี้เป็นการทำหน้าที่ของตนและตระเตรียมความดี เราขอบอกเจ้าว่า แท้จริงแล้วเจ้าคิดผิด ในการทำเช่นนี้ เจ้าไม่ได้กำลังตระเตรียมความดี แต่เจ้ากำลังช่วยเหลือคนไม่ดีให้ทำเรื่องเลวร้าย และกำลังเพิ่มอำนาจให้คนชั่ว เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้? เวลาที่เจ้าทำสิ่งเหล่านี้ ย่อมไม่สอดคล้องกับหลักธรรม เจ้าไม่ได้กำลังทำหน้าที่ของเจ้า เจ้ากำลังช่วยศัตรูของพระคริสต์วางอุบายเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวของพวกเขา และจัดการเรื่องส่วนตัวให้พวกเขา นี่ไม่ใช่หน้าที่ของเจ้า นี่ไม่ใช่ความรับผิดชอบของเจ้า นี่ไม่ใช่พระบัญชาที่พระเจ้าประทานให้เจ้า และไม่ใช่งานของพระนิเวศของพระเจ้า โดยการทำเช่นนี้ เจ้ากำลังรับใช้ซาตานและทำงานให้ซาตาน พระเจ้าจะทรงจดจำเจ้าที่ทำงานให้ซาตานหรือไม่? (ไม่) แล้วพระเจ้าจะทรงจดจำสิ่งใด? มีวลีหนึ่งในพระคัมภีร์ องค์พระเยซูเจ้าตรัสไว้ว่า “เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า ซึ่งพวกท่านได้ทำกับคนใดคนหนึ่งที่เล็กน้อยที่สุดในพี่น้องของเรานี้ ก็เหมือนทำกับเราด้วย” (มัทธิว 25:40) นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ พระวจนะเหล่านี้หมายความว่าอย่างไร? หากเจ้าสามารถทำบางสิ่งให้บรรดาพี่น้องชายหญิงที่เล็กน้อยที่สุดได้ สิ่งนั้นย่อมเป็นการทำตามหลักธรรมและตามข้อเรียกร้องของพระเจ้าอย่างแน่นอน เจ้าไม่ได้มองว่าสถานะของคนคนหนึ่งสูงส่งเพียงใด แต่ทำสิ่งต่างๆ ตามหลักธรรม ผู้คนบางคนเพียงทำสิ่งต่างๆ ทุ่มเทความพยายามและทำงานให้ผู้ที่มีสถานะ และเกื้อหนุนพวกเขาอย่างกระตือรือร้น แต่หากคนที่ไม่มีสถานะขอให้พวกเขาทำบางสิ่ง แม้นั่นจะเป็นหน้าที่หรือความรับผิดชอบที่พวกเขาพึงทำ พวกเขาก็ไม่สนใจ ดังนั้น สิ่งที่พวกเขาทำจึงถูกระบุว่าเป็นอย่างไร? ในสายพระเนตรของพระเจ้า สิ่งเหล่านี้ถูกระบุว่าเป็นการทำงานให้ซาตาน และพระองค์จะไม่ทรงจดจำสิ่งเหล่านี้เลย นี่คือกรณีที่หก พวกเจ้าคนใดเคยเห็นกรณีเช่นนี้บ้างหรือไม่? (ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์เคยเห็นกรณีหนึ่ง ก่อนหน้านี้ ตอนที่มีศัตรูของพระคริสต์คนหนึ่งเป็นผู้นำในสถานที่ที่พวกเราอยู่ เธอใช้ตำแหน่งของเธอเก็บอาหารดีๆ ของใช้ที่มีประโยชน์ เครื่องสำอาง และสิ่งอื่นๆ ที่พี่น้องชายหญิงบริจาคไว้ใช้ส่วนตัว บางอย่างหมดอายุไปแล้วแต่เธอก็ยังไม่ยอมมอบให้พี่น้องชายหญิง เธอยักยอกสิ่งของทั้งหมดนี้ นอกจากนี้ เธอซื้อเสื้อแจ็กเกตขนเป็ดมาตัวหนึ่ง แต่ต่อมาเมื่อเธอเห็นพี่น้องหญิงคนหนึ่งซื้อเสื้อแจ็กเกตขนเป็ดที่ราคาไม่แพงและมีคุณภาพดี เธอก็คิดหาสารพัดคำพูดมาพูดกับพี่น้องหญิงคนนั้นเพื่อฉ้อโกงเสื้อแจ็กเกตของพี่น้องหญิงคนนั้น และทำให้พี่น้องหญิงคนนั้นต้องเสียเงินมากขึ้นเพื่อซื้อเสื้อแจ็กเกตขนเป็ดของตนเอง) อาจกล่าวได้ว่าศัตรูของพระคริสต์ทุกคนเป็นคนชั่ว และพวกเขาไม่มีความเป็นมนุษย์ ไม่มีมโนธรรม และลักษณะนิสัยของพวกเขาเลวทรามเป็นพิเศษ ผู้คนเหล่านี้ต้องถูกเผยและถูกกำจัดในท้ายที่สุด

ในอดีต มีครอบครัวหนึ่งซึ่งมีสมาชิกสามคนเดินทางไปต่างประเทศเพื่อปฏิบัติหน้าที่ของตน หลังจากไปถึง พวกเขาก็ให้พี่น้องชายหญิงพาพวกเขาออกไปซื้อของทุกวัน—บางคนอยากได้เสื้อแจ็กเกตขนเป็ด บางคนอยากได้กางเกง และคนอื่นๆ อยากได้รองเท้า พวกเขาหาข้ออ้าง โดยกล่าวว่าพวกเขาไม่ได้นำเงินมามากนัก หากพวกเขาไม่ได้นำเงินมามากนัก พวกเขาก็ไม่ควรซื้อสิ่งต่างๆ แต่พวกเขาก็ยังอยากซื้อ และพวกเขาไม่ได้ต้องการของธรรมดา แต่ต้องการของหรูหรา ซึ่งพี่น้องชายหญิงใช้เงินของตนเองจ่ายให้ เมื่อครอบครัวนี้ทำหน้าที่ของตนไปได้ระยะหนึ่ง ผู้คนก็เริ่มไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมของพวกเขา—อาหารที่พวกเขากิน สถานที่ที่พวกเขาอยู่ และสิ่งที่พวกเขาใช้ล้วนฟุ่มเฟือยเกินไป! ผู้เป็นพ่อในครอบครัวนี้ถึงกับให้พี่น้องชายหญิงซื้อนมให้เขา และเมื่อกระหายน้ำ เขาก็ดื่มนมราวกับเป็นน้ำ มีผู้คนสักกี่คนในโลกนี้ที่สามารถดื่มนมราวกับน้ำได้? พวกเขาต้องเป็นคนระดับไหนกัน? ต่อมา เขาให้พี่น้องชายหญิงซื้อส้มเขียวหวานและส้ม และพี่น้องชายหญิงก็ซื้อมาถุงใหญ่ซึ่งครอบครัวนี้กินหมดภายในสองวัน หลังจากเรื่องนี้ เขากล่าวว่าพวกเขาต้องการวิตามินเสริม จึงบอกให้พี่น้องชายหญิงซื้อเชอร์รี่ ถึงกับใช้เราเป็นข้ออ้าง โดยกล่าวว่า “คุณต้องซื้อเชอร์รี่ให้พระเจ้า!” เรากล่าวว่า “ตอนนี้เป็นฤดูหนาว ไม่ใช่ฤดูกาลที่จะกินเชอร์รี่ เราจะไม่กิน อย่าซื้อมาให้เรา” เขากล่าวว่า “ถึงอย่างไรพวกเราก็ต้องซื้อ!” เมื่อพี่น้องชายหญิงซื้อเชอร์รี่มากล่องหนึ่ง ครอบครัวของเขาก็กินจนหมดเกลี้ยงในเวลาไม่นาน เราไม่เคยเห็นใครที่สามารถกินได้ขนาดนั้นมาก่อน—พวกเขากินผลไม้เหมือนกินข้าวและดื่มนมเหมือนดื่มน้ำ และจากนั้น เมื่อถึงเวลากินอาหาร พวกเขาเห็นว่ามีปลา ก็กินอย่างตะกละตะกลาม วิธีกินของพวกเขาจะทำให้พวกเจ้าขยะแขยง—พวกเขาเหมือนผีตายอดตายอยากที่ไม่เคยกินของดีๆ มาก่อน พวกเขาคิดว่าควรฉวยโอกาสนี้เพื่อกินของดีๆ ดังนั้นพวกเขาจึงแย่งกันยัดอาหารเข้าปากอย่างกระตือรือร้น ในท้ายที่สุด เด็กคนนั้นก็กินมากจนเกิดอาการผิดปกติ หลังจากนั้น เด็กคนนั้นก็พูดบางสิ่งที่เหตุผลบิดเบี้ยวว่า “ถ้าผมไม่ได้กินปลาตัวนั้นแทนพระเจ้า ผมก็คงไม่ป่วยหรอก!” เราไม่ได้อยู่ที่นั่นด้วยซ้ำตอนที่เขากินปลา และเราก็ไม่รู้เรื่องนี้เลย เขากินด้วยความเต็มใจของเขาเอง—เขาจะมาโทษเราได้อย่างไร? แต่เขาก็โทษเรา ควรจัดการกับผู้คนเช่นนี้อย่างไร? (พวกเขาควรถูกคัดออก) พวกเขาเป็นอะไร? (หมู่มารและเหล่าซาตาน) พวกเขาคือหมู่มาร ในตอนนั้น เรากล่าวกับผู้นำคริสตจักรในท้องถิ่นว่า “คัดพวกเขาออกและให้พวกเขาไปจากที่นี่ ไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เราไม่อยากเห็นหน้าพวกเขาอีกเลย!”

เราเคยไปคริสตจักรบางแห่งและมีปฏิสัมพันธ์กับพี่น้องชายหญิงจำนวนไม่น้อย เราเคยเห็นคนเลวและคนชั่วสารพัดประเภท แต่จำนวนผู้คนที่เราสามารถคบหากันตามปกติได้นั้นค่อนข้างน้อย ไม่มีทางที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนส่วนใหญ่ได้เลยจริงๆ และมีผู้คนมากมายเกินไปที่ไม่ยอมรับฟังเหตุผล ทุกสิ่งที่พวกเขาพูดมีเหตุผลที่บิดเบี้ยวและผิดพลาด และพวกเขานำเสนอความเท็จราวกับเป็นความจริง—พวกเขาเป็นเพียงสัตว์เดรัจฉาน หมู่มาร และเหล่าซาตาน และพวกเขาไม่มีความเป็นมนุษย์หรือสำนึกแม้แต่น้อย ผู้คนเช่นนี้คิดเป็นอย่างน้อยประมาณหนึ่งในสามของผู้คนในคริสตจักรแต่ละแห่ง พวกเขาไม่มีค่าใดๆ และไม่มีใครในหมู่พวกเขาที่สามารถได้รับการช่วยให้รอด พวกเขาทั้งหมดควรถูกกำจัดโดยเร็วที่สุด ผู้คนที่เราชอบมีปฏิสัมพันธ์ด้วยคือบรรดาผู้ที่สามารถยอมรับความจริง ผู้ที่ค่อนข้างซื่อสัตย์ และผู้ที่สามารถพูดจากหัวใจของตนได้ ไม่ว่าพวกเขาจะเผยความเสื่อมทรามใดหรือมีความเบี่ยงเบนใด ตราบใดที่พวกเขาเต็มใจที่จะสามัคคีธรรมความจริงและสามารถยอมรับความจริงได้ เราก็สามารถเข้ากับพวกเขาได้ สำหรับผู้คนที่หลอกลวงและผู้ที่ชอบเอาเปรียบผู้อื่น เราไม่สนใจพวกเขา ผู้คนบางคนต้องการโอ้อวดตนเองเมื่อพวกเขาอยู่ต่อหน้าเราและทำให้เราชื่นชมพวกเขาอยู่เสมอ พวกเขากระทำการอย่างหนึ่งต่อหน้าเราและอีกอย่างหนึ่งลับหลังเราเพื่อหลอกเรา ผู้คนเช่นนี้คือพวกมาร และพวกเขาควรถูกส่งไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เราไม่ต้องการเห็นพวกเขาอีกเลย เมื่อผู้คนมีความอ่อนแอและข้อบกพร่อง เราสามารถเกื้อหนุนและจัดเตรียมให้พวกเขาได้ และเมื่อพวกเขามีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม เราสามารถสามัคคีธรรมความจริงกับพวกเขาได้ แต่เราไม่ข้องเกี่ยวกับพวกมารหรือรับฟังสิ่งที่พวกมารพูด ผู้คนบางคนเป็นผู้เชื่อใหม่และมีความจริงบางประการที่พวกเขาไม่เข้าใจ ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถพูดและกระทำการอย่างไม่รู้ความ พวกเราสามัคคีธรรมความจริงได้ แต่หากเจ้าเข้าใจความจริงบางประการแล้วจงใจก่อความวุ่นวาย กระทำการอย่างไร้เหตุผลต่อเราและจับผิดเรา เช่นนั้นเราก็จะไม่อดทนต่อเจ้า เหตุใดเราจึงไม่อดทนต่อเจ้า? เจ้าไม่ใช่คนที่สามารถได้รับการช่วยให้รอดได้ แล้วเหตุใดเราจึงควรอดทนต่อเจ้า? การอดทนต่อผู้ใดหมายความว่าเราสามารถผ่อนปรนและอดทนต่อผู้นั้นได้ เราอดทนต่อผู้คนที่ไม่รู้ความและคนที่เสื่อมทรามทั่วไป แต่ไม่อดทนต่อศัตรูหรือพวกมาร หากพวกมารและศัตรูแสร้งพูดสิ่งที่รื่นหูต่อเจ้าและติดสินบนเจ้า หลอกเจ้า หรือให้ความสุขชั่วครู่แก่เจ้า เจ้าจะเชื่อสิ่งที่พวกเขาพูดได้หรือไม่? (พวกเราเชื่อไม่ได้) เพราะเหตุใด? เพราะพวกเขาไม่สามารถยอมรับความจริง เจ้าได้เห็นเรื่องนี้อย่างชัดเจนแล้ว และผู้คนเหล่านี้ก็ถูกเผยให้เห็นแล้ว พวกเขาไม่ซื่อสัตย์ในสิ่งที่พวกเขาพูด เมื่อพวกเขาสามัคคีธรรมความจริงก็ล้วนเป็นความหน้าซื่อใจคด และยากที่จะแยกแยะว่าสิ่งที่พวกเขาพูดนั้นจริงหรือเท็จ หากเจ้าสามารถมองเห็นสิ่งเหล่านี้ได้อย่างถูกต้อง เช่นนั้นเจ้าก็สามารถมั่นใจได้ว่าพวกเขาคือหมู่มารและเหล่าซาตาน มีเพียงการคัดพวกเขาออกหรือขับไล่พวกเขาเท่านั้นจึงจะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างหมดจด บางคนกล่าวว่า “เหตุใดจึงไม่ให้โอกาสพวกเขาบ้าง?” ผู้คนเหล่านี้ไม่มีโอกาสที่จะกลับใจ เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะกลับใจ พวกเขาเป็นเหมือนซาตาน—ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงเปี่ยมด้วยมหิทธานุภาพและพระปัญญาเพียงใด จากมุมมองของมัน นี่ก็ไม่ใช่แก่นแท้ที่พระเจ้าควรมี มันไม่ได้ปฏิบัติต่อพระเจ้าในฐานะพระเจ้า และมันคิดว่ากลอุบายเจ้าเล่ห์ของมันคือสติปัญญา แก่นแท้ธรรมชาติของมันคือความจริง และพระเจ้าไม่ใช่ความจริง นี่คือซาตานขนานแท้ และมันถูกกำหนดให้เป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้าจนถึงที่สุด ดังนั้น คนชั่วจึงถูกกำหนดให้ไม่สามารถรักความจริงและไม่สามารถไล่ตามเสาะหาความจริงได้ และด้วยเหตุนี้ พระเจ้าจึงไม่ทรงช่วยพวกเขาให้รอด การคัดพวกเขาออกจากคริสตจักรและขับไล่พวกเขาออกจากพระนิเวศของพระเจ้าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดและไม่ผิดเลยแม้แต่น้อย

พวกศัตรูของพระคริสต์ที่เราสามัคคีธรรมและชำแหละในวันนี้จะไม่มีวันเปลี่ยนแนวทางและเป้าหมายที่พวกเขาไล่ตามไขว่คว้า ในทุกสิ่งที่ไล่ตามไขว่คว้า พวกเขาให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของตนเป็นอันดับแรกใด โดยใช้พละกำลังทั้งหมดที่มีและเค้นสมองเพื่อฉ้อโกงให้ได้มาซึ่งอาหารและเครื่องดื่มในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาไม่เคยสละตนอย่างจริงใจเพื่อพระเจ้าเลย พวกเขาเพียงต้องการหลอกกินหลอกดื่ม หลอกเอาผลประโยชน์ และการปฏิบัติที่ดี พวกเขาคิดว่าพระเจ้าไม่ทรงเห็น ไม่ทรงรู้เรื่องนี้ และไม่สามารถพินิจพิเคราะห์เรื่องนี้ได้ ดังนั้นพวกเขาจึงไล่ตามไขว่คว้าสิ่งเหล่านี้อย่างแน่วแน่ แน่นอนว่า นี่คือแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา—พวกเขาไม่รักความจริง และไม่สามารถเดินบนเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริงได้ ดังนั้นพวกเขาจึงถูกกำหนดให้ถูกระบุลักษณะว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์ ผู้คนเหล่านี้คือคนประเภทที่พระเจ้าทรงกำจัด และเป็นคนประเภทที่พระนิเวศของพระเจ้าควรขับไล่ทันทีที่ค้นพบ ตั้งแต่การค้นพบว่าคนคนหนึ่งกำลังเดินอยู่บนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ ไปจนถึงการที่เขาทำสิ่งต่างๆ มากมายที่ไม่สอดคล้องกับความจริง จนถึงวันที่เขาถูกระบุลักษณะว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์ ทั้งหมดนี้แสดงให้ทุกคนเห็นว่าศัตรูของพระคริสต์ไม่เปลี่ยนแปลง จุดจบในท้ายที่สุดของพวกเขาคือการถูกพระนิเวศของพระเจ้าขับไล่และถูกกำจัดโดยพระเจ้า—พวกเขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้น การรู้เรื่องเหล่านี้มีประโยชน์อะไรต่อพวกเจ้า? ผู้คนบางคนกล่าวว่า “พวกเราไม่ได้ฉ้อโกงเพื่อให้ได้มาซึ่งอาหารและเครื่องดื่ม พวกเราไล่ตามเสาะหาความจริงและต้องการทำหน้าที่ของพวกเราในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง พวกเราติดตามพระเจ้าและนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระองค์ พวกเราไม่ได้กระทำการเหมือนศัตรูของพระคริสต์ และไม่ได้วางแผนที่จะเดินบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ การรู้เรื่องเหล่านี้มีประโยชน์อะไรกับพวกเรา?” สำหรับพี่น้องชายหญิงทั่วไป การสำแดงและการเผยเหล่านี้ของพวกศัตรูของพระคริสต์สามารถใช้เป็นคำเตือนสำหรับคนแต่ละคน และทำให้พวกเขารู้ว่าเส้นทางใดถูกต้อง รวมทั้งพฤติกรรมใดและควรทำสิ่งต่างๆ อย่างไรให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า สำหรับบรรดาผู้นำและคนทำงานในคริสตจักรทุกระดับ นี่คือหลักฐานในชีวิตจริงในการแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ การแยกแยะศัตรูของพระคริสต์มีประโยชน์ต่องานของคริสตจักรอย่างไร? นั่นช่วยให้พวกเจ้าระบุตัวพวกศัตรูของพระคริสต์ได้อย่างถูกต้องและขับไล่พวกเขาจากคริสตจักรในเวลาที่เหมาะสม ทำให้คริสตจักรบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นและปราศจากการก่อกวน การขัดขวาง และความเสียหายจากพวกศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ เพื่อให้ผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างแท้จริงและผู้ที่สามารถสละตนอย่างจริงใจเพื่อพระเจ้ามีสภาพแวดล้อมที่สะอาดและสงบสุข ปราศจากการก่อกวนของหมู่มารและเหล่าซาตาน ดังนั้น เมื่อพูดถึงความจริงเกี่ยวกับการแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ ไม่ว่าพวกเจ้าจะแยกแยะพวกเขาจากมุมมองของข้อเท็จจริงและการสำแดง หรือตามหลักธรรมความจริง พวกเจ้าต้องทำความเข้าใจทั้งสองแง่มุมนี้ นั่นเป็นประโยชน์ต่อการเข้าสู่ชีวิตของพวกเจ้าและต่องานของคริสตจักร—นี่คือสิ่งที่พวกเจ้าควรเข้าใจ

วันนี้เราได้พูดถึงหลายกรณี เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นพฤติกรรมบางอย่าง วิธีการทำสิ่งต่างๆ และการสำแดงความชั่วช้า ความไร้ยางอาย และการไร้เส้นแบ่งทางศีลธรรมโดยสิ้นเชิงของพวกศัตรูของพระคริสต์ กรณีเช่นนี้ควรเป็นกรณีที่เกิดขึ้นรอบตัวพวกเจ้าทั้งสิ้น และอาจกล่าวได้ว่าวิธีการทำสิ่งต่างๆ ของศัตรูของพระคริสต์และการสำแดงของพวกเขามีอยู่ในตัวพวกเจ้าทุกคนในระดับหนึ่ง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พวกเจ้าทุกคนมีอุปนิสัยบางอย่างของพวกศัตรูของพระคริสต์และมีการปฏิบัติบางอย่างของศัตรูของพระคริสต์ ดังนั้น ในขณะที่พวกเจ้าแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ พวกเจ้าก็ควรตรวจสอบ พิจารณาอย่างละเอียด และทบทวนพฤติกรรมของพวกเจ้าเองด้วย ผู้คนบางคนอาจกล่าวว่า “พระองค์ตรัสถึงกรณีเช่นนี้ เรื่องซุบซิบนินทาเช่นนี้ และพระองค์ทรงลงรายละเอียดมากมายเสมอ เรื่องนี้เป็นประโยชน์ต่อการเข้าสู่ความจริงของพวกเราอย่างไร? ตอนนี้ พวกเรายุ่งกับหน้าที่ของพวกเรามาก และพวกเราไม่ต้องการจดบันทึกเรื่องเหล่านี้หรือรับฟังเรื่องเหล่านี้ เมื่อเข้าสู่ความจริง เพียงยึดมั่นในสองสิ่งก็พอแล้ว—สิ่งหนึ่งคือการนบนอบพระเจ้า และอีกสิ่งหนึ่งคือการทำหน้าที่ของตนอย่างถูกควร ช่างเรียบง่ายเสียนี่กระไร!” ในทางทฤษฎีอาจจะเรียบง่ายเช่นนั้น แต่หากพูดให้แม่นยำและเจาะจงแล้ว ไม่ได้เรียบง่ายเช่นนั้นเลย หากเจ้าเข้าใจความจริงเพียงเล็กน้อย การเข้าสู่ของเจ้าก็จะหยาบและตื้นเขิน และหากความจริงที่เจ้าเข้าใจเป็นความจริงทั่วไป รายละเอียดที่เจ้ามีประสบการณ์ก็จะมีจำนวนน้อยเช่นกัน และเจ้าจะไม่มีวันได้รับการชำระให้บริสุทธิ์เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า พระเจ้าทรงขอให้ผู้คนไล่ตามเสาะหาความจริงและเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง ดังนั้นผู้คนจึงต้องเข้าใจรายละเอียดเหล่านี้ พวกเจ้าเห็นสิ่งใดจากเรื่องนี้? พระเจ้าได้ตัดสินพระทัยที่จะช่วยพวกเจ้าให้รอด ดังนั้นพระองค์จึงต้องทรงจริงจังกับพวกเจ้า และไม่ทรงสะเพร่า เลอะเลือน หรือพอพระทัยกับความใกล้เคียงหรือเกือบจะถูกต้องอย่างเด็ดขาด สำหรับพระเจ้าแล้ว คำว่า “เกือบจะถูกต้อง” “สี่ในห้าส่วน” “บางที” และ “อาจจะ” นั้นไม่มีอยู่จริง หากเจ้าต้องการได้รับการช่วยให้รอดและต้องการเดินบนเส้นทางแห่งความรอด เจ้าต้องเข้าใจรายละเอียดทั้งหมดนี้ของความจริง หากตอนนี้เจ้ายังไม่พร้อม ก็ไม่เป็นไร—การเริ่มเข้าสู่รายละเอียดของความจริงในตอนนี้ยังไม่สายเกินไป หากเจ้าเพียงแค่พอใจกับการมีท่าทีในการทำหน้าที่ของเจ้าให้ดีโดยไม่ทำผิดพลาด และสามารถนบนอบได้เมื่อมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นกับเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็จะไม่มีวันเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้เลย ความจริงทุกประการที่พระเจ้าประทานให้แก่ผู้คนมีรายละเอียดที่เฉพาะเจาะจงมากมาย และหากผู้คนไม่เข้าใจรายละเอียดเหล่านี้ พวกเขาก็จะไม่มีวันเข้าใจความจริงหรือเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า การที่พระเจ้าทรงจริงจังกับผู้คนเป็นเรื่องดีหรือไม่? (ดี) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำหน้าที่ของพวกเขา การนบนอบของพวกเขา ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลของพวกเขา หรือวิธีที่พวกเขามองเรื่องจุดหมายปลายทางในอนาคตและชะตากรรมของพวกเขา หรือแม้แต่เรื่องที่เรากำลังพูดถึงอยู่ตอนนี้ เช่น วิธีแยกแยะพวกศัตรูของพระคริสต์ วิธีที่จะไม่เดินบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ และวิธีทิ้งอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาควรจับความเข้าใจสิ่งเหล่านี้ทีละเรื่อง เมื่อพวกเจ้าสามารถแยกแยะรายละเอียดเหล่านี้ได้อย่างแท้จริง และไม่ได้รู้แค่วิธีเทศนาคำสอนที่เรียบง่ายและว่างเปล่าเพียงเล็กน้อย เช่นนั้นพวกเจ้าก็จะได้เข้าสู่ความเป็นจริงความจริงแล้ว มีเพียงผู้คนที่เข้าสู่ความเป็นจริงความจริงเท่านั้นที่มีโอกาสและมีความหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอด การกล่าวเพียงคำพูดและคำสอนเป็นแค่การลงแรงทำงานเท่านั้น หากผู้คนต้องการเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง พวกเขาต้องเริ่มต้นด้วยรายละเอียดเหล่านี้ มิฉะนั้น พวกเขาจะไม่มีวันสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยได้เลย

4 เมษายน ค.ศ. 2020

ก่อนหน้า: ประการที่เก้า: พวกเขาทำหน้าที่ของพวกเขาเพียงเพื่อให้ตนเองโดดเด่นและหล่อเลี้ยงผลประโยชน์และความทะเยอทะยานของตน พวกเขาไม่เคยคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และถึงขั้นทรยศผลประโยชน์เหล่านั้นแลกกับความรุ่งโรจน์ส่วนตน (ภาคที่สี่)

ถัดไป: ຂໍ້ທີເກົ້າ: ພວກເຂົາປະຕິບັດໜ້າທີ່ຂອງພວກເຂົາພຽງແຕ່ເພື່ອເຮັດໃຫ້ຕົນເອງໂດດເດັ່ນ ແລະ ຕອບສະໜອງຜົນປະໂຫຍດ ແລະ ຄວາມທະເຍີທະຍານຂອງພວກເຂົາເອງ; ພວກເຂົາບໍ່ເຄີຍພິຈາລະນາຜົນປະໂຫຍດຂອງເຮືອນຂອງພຣະເຈົ້າເລີຍ ແລະ ເຖິງກັບທໍລະຍົດຕໍ່ຜົນປະໂຫຍດເຫຼົ່ານັ້ນເພື່ອແລກເອົາກຽດຕິຍົດສ່ວນຕົວ (ພາກທີຫົກ)

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger