ประการที่เก้า: พวกเขาทำหน้าที่ของพวกเขาเพียงเพื่อให้ตนเองโดดเด่นและหล่อเลี้ยงผลประโยชน์และความทะเยอทะยานของตน พวกเขาไม่เคยคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และถึงขั้นทรยศผลประโยชน์เหล่านั้นแลกกับความรุ่งโรจน์ส่วนตน (ภาคที่สาม)

II. ผลประโยชน์ของพวกศัตรูของพระคริสต์

ข. ความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขาเอง

คราวที่แล้วพวกเราสามัคคีธรรมถึงการสำแดงต่างๆ ของศัตรูของพระคริสต์ประการที่เก้า  พวกเรามาทบทวนอย่างง่ายๆ กันเถิด  พวกเราแบ่งผลประโยชน์ของพวกศัตรูของพระคริสต์ออกเป็นกี่หัวข้อย่อยเพื่อทำการชำแหละ?  (สามหัวข้อย่อย  หัวข้อแรกคือความปลอดภัยของศัตรูของพระคริสต์เอง หัวข้อที่สองคือความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขาเอง และหัวข้อที่สามคือผลประโยชน์)  ผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับศัตรูของพระคริสต์ประกอบด้วยสามหัวข้อย่อยดังนี้ ความปลอดภัยของพวกเขาเอง สถานะ และผลประโยชน์ส่วนตนของพวกเขา—ถูกต้องหรือไม่?  (ถูกต้อง)  หัวข้อย่อยแรกคือ ความปลอดภัยของพวกเขาเองนั้นค่อนข้างเข้าใจง่าย  เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมที่อันตรายที่พวกเขาเผชิญ และเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์โดยตรงของศัตรูของพระคริสต์ นั่นคือ ความปลอดภัยส่วนตนของพวกเขา  โดยพื้นฐานแล้ว พวกเราได้สามัคคีธรรมหัวข้อย่อยนี้จบไปแล้ว  หัวข้อย่อยที่สองคือความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขาเอง  คราวที่แล้วพวกเราสามัคคีธรรมถึงการสำแดงบางประการของเรื่องนี้ แต่เป็นในภาพกว้าง  เราคิดว่าพวกเจ้าทุกคนมีเพียงความเข้าใจและความรู้เชิงแนวคิดเกี่ยวกับหัวข้อย่อยนี้เท่านั้น  หากเราไม่ยกตัวอย่างบางประการให้พวกเจ้า และไม่วิเคราะห์อย่างละเอียดและเป็นรูปธรรม พวกเจ้าก็อาจมีความเข้าใจเชิงคำสอนและตามตัวอักษรเกี่ยวกับแง่มุมนี้ของแก่นแท้และการสำแดงของศัตรูของพระคริสต์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น และพวกเจ้าอาจจะไม่สามารถรับรู้ถึงการเผยและการสำแดงที่เฉพาะเจาะจงและเป็นจริงเหล่านี้ได้เลย  จากมุมมองของพวกเจ้า เมื่อพูดถึงการสามัคคีธรรมหัวข้อเหล่านี้ ยิ่งเฉพาะเจาะจงมากเท่าใดก็ยิ่งดีใช่หรือไม่?  (ใช่)  พวกเจ้าชอบฟังสิ่งที่สำเร็จรูป พวกเจ้าไม่ชอบที่ต้องคิดหาคำตอบเอง  หลังจากพวกเจ้าฟังคำเทศนาเหล่านี้แล้ว พวกเจ้าทำการบ้านบ้างหรือไม่?  หากเราสามัคคีธรรมละเอียดเกินไป พวกเจ้าจะรู้สึกว่าเราจู้จี้และเยิ่นเย้อเกินไปหรือไม่?  พวกเจ้าอาจกล่าวว่า “พระองค์ทรงประเมินสติปัญญาของพวกเราต่ำเกินไปจริงๆ พวกเรามีขีดความสามารถต่ำขนาดนั้นเชียวหรือ?  แค่พระองค์ทรงยกตัวอย่างสักหนึ่งหรือสองตัวอย่างก็เพียงพอแล้ว  อีกอย่าง เมื่อพูดถึงการชำแหละแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ พวกเราก็ได้สามัคคีธรรมเรื่องความรักในสถานะและอำนาจของพวกเขาไปไม่น้อยแล้ว  เหตุใดการสามัคคีธรรมของพวกเราเรื่องผลประโยชน์ของพวกศัตรูของพระคริสต์จึงต้องกล่าวถึงหัวข้อนี้ด้วย?  นั่นไม่ซ้ำซากและจุกจิกเกินไปหรือ?  จำเป็นต้องสามัคคีธรรมเรื่องนี้จริงๆ หรือ?”  ที่จริงแล้ว การกล่าวซ้ำบ้างเล็กน้อยก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย  หากพวกเราสามัคคีธรรมจากทุกแง่มุม พวกเจ้าย่อมจะมีความเข้าใจที่ถ่องแท้ยิ่งขึ้นเกี่ยวกับแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ในแง่มุมนี้  ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อสามัคคีธรรมความจริง พวกเจ้าต้องไม่หลีกเลี่ยงการสามัคคีธรรมซ้ำ  มีความจริงบางประการที่ได้รับการสามัคคีธรรมกันมานานหลายปีโดยไม่มีผู้คนที่ได้รับการเข้าสู่ความจริงเหล่านั้นเลย  การเพียรพยายามหลีกเลี่ยงการสามัคคีธรรมซ้ำอยู่เสมอ และแสวงหารูปแบบและการแสดงออกใหม่ๆ ตลอดเวลานั้นถูกต้องหรือไม่?  (ไม่ถูกต้อง)  ความจริงนั้นสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับชีวิตของผู้คน  สิ่งต่างๆ และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่ผู้คนเผยออกมาในชีวิตของตน การสำแดงของพวกเขา มุมมองกับท่าทีที่พวกเขามีต่อสิ่งต่างๆ สารพัดรูปแบบ ล้วนเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ทุกวัน  การสามัคคีธรรมความจริงและการชำแหละเนื้อหาและแก่นแท้ที่แตกต่างกันจากหลากหลายแง่มุม ย่อมเป็นประโยชน์ต่อการเข้าสู่ความจริงของผู้คนอย่างแน่นอน  คราวที่แล้ว พวกเราสามัคคีธรรมในแบบเรียบง่ายและกว้างๆ ถึงหัวข้อย่อยที่สองเรื่องผลประโยชน์ของพวกศัตรูของพระคริสต์ นั่นคือ ความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขาเอง  วันนี้เราจะยกตัวอย่างบางประการเพื่อที่พวกเราจะได้สามัคคีธรรมเรื่องนี้กันอย่างละเอียด  แน่นอนว่า หากพวกเจ้าได้รับความเข้าใจใหม่ๆ หรือได้รับการเผยหรือความสว่างบนรากฐานของการสามัคคีธรรมของเราอยู่บ้าง หรือหากพวกเจ้าได้เห็นตัวอย่างที่เกี่ยวข้องบางอย่างในระหว่างที่ได้รับประสบการณ์หรือในชีวิตของพวกเจ้าเอง พวกเจ้าก็สามารถมีส่วนร่วมในการสามัคคีธรรมได้เช่นกัน  ต่อไป พวกเรามาชำแหละกันอย่างเฉพาะเจาะจงจากมุมมองเรื่องผลประโยชน์ของพวกศัตรูของพระคริสต์ว่า ศัตรูของพระคริสต์สำแดงสิ่งใดเมื่อเป็นเรื่องความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขาเอง ศัตรูของพระคริสต์เผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามใดออกมา และศัตรูของพระคริสต์เผยแก่นแท้ธรรมชาติเช่นนั้นในหนทางใดบ้าง

การที่ศัตรูของพระคริสต์หวงแหนความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขานั้นเกินกว่าคนธรรมดา และเป็นสิ่งที่อยู่ภายในแก่นนิสัยของพวกเขา นี่ไม่ใช่ความสนใจชั่วคราว หรือผลกระทบชั่วคราวจากสิ่งแวดล้อมของพวกเขา—นี่เป็นสิ่งที่อยู่ภายในชีวิตของพวกเขา ในกระดูกของพวกเขา ดังนั้นจึงเป็นแก่นแท้ของพวกเขา  กล่าวคือ ในทุกสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำ สิ่งแรกที่พวกเขาคำนึงถึงก็คือ ความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขาเอง ไม่ใช่สิ่งอื่นใด  สำหรับศัตรูของพระคริสต์ ความมีหน้ามีตาและสถานะคือชีวิตของพวกเขา และเป็นเป้าหมายที่พวกเขาไล่ตามไขว่คว้ามาตลอดชีวิต  ในทุกสิ่งที่พวกเขาทำ สิ่งแรกที่พวกเขาคำนึงถึงก็คือ “จะเกิดอะไรขึ้นกับสถานะของฉัน?  แล้วความมีหน้ามีตาของฉันเล่า?  การทำเช่นนี้จะให้ความมีหน้ามีตาแก่ฉันหรือไม่?  จะยกระดับสถานะของฉันในความรู้สึกนึกคิดของผู้คนหรือไม่?”  นั่นคือสิ่งแรกที่พวกเขานึกถึง ซึ่งเป็นหลักฐานที่เพียงพอว่าพวกเขามีอุปนิสัยและแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์—และเป็นเพราะเหตุนี้เท่านั้นเอง พวกเขาจึงพิจารณาสิ่งต่างๆ ในหนทางนี้  อาจกล่าวได้ว่าสำหรับศัตรูของพระคริสต์แล้ว ความมีหน้ามีตาและสถานะไม่ใช่ข้อเรียกร้องเพิ่มเติมบางอย่าง และยิ่งไม่ใช่สิ่งที่อยู่ภายนอกตัวพวกเขาซึ่งพวกเขาจะไม่มีก็ได้  สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ สิ่งเหล่านี้อยู่ในกระดูกของพวกเขา อยู่ในสายเลือดของพวกเขา เป็นสิ่งที่พวกเขามีมาแต่กำเนิด  ศัตรูของพระคริสต์ไม่เพิกเฉยต่อการที่ตนจะมีความมีหน้ามีตาและสถานะหรือไม่ นี่ไม่ใช่ท่าทีของพวกเขา  ถ้าเช่นนั้น ท่าทีของพวกเขาเป็นเช่นไร?  ความมีหน้ามีตาและสถานะเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันของพวกเขา กับสภาวะประจำวันของพวกเขา กับสิ่งที่พวกเขาไล่ตามไขว่คว้าในแต่ละวัน  สำหรับศัตรูของพระคริสต์แล้ว สถานะและความมีหน้ามีตาคือชีวิตของพวกเขา  ไม่ว่าพวกเขาจะใช้ชีวิตอย่างไร ไม่ว่าพวกเขาจะอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบใด ไม่ว่าพวกเขาจะทำงานอะไร ไม่ว่าพวกเขาจะไล่ตามไขว่คว้าสิ่งใด เป้าหมายของพวกเขาคืออะไร ทิศทางชีวิตของพวกเขาเป็นเช่นไร ทั้งหมดล้วนวนเวียนอยู่กับความมีหน้ามีตาและการมีสถานะที่สูงส่ง  และเป้าหมายนี้ไม่เปลี่ยนแปลง พวกเขาไม่มีวันวางสิ่งเหล่านี้ลงได้เลย  นี่คือโฉมหน้าที่แท้จริงของศัตรูของพระคริสต์ และเป็นแก่นแท้ของพวกเขา  ต่อให้เจ้าพาพวกเขาไปไว้ในป่าดึกดำบรรพ์ลึกเข้าไปในภูเขา พวกเขาก็ยังจะไม่ปล่อยมือจากการไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะ  ต่อให้เจ้าพาพวกเขาไปอยู่ท่ามกลางคนกลุ่มใดก็ตาม สิ่งที่พวกเขาคิดถึงก็ยังคงเป็นเพียงความมีหน้ามีตาและสถานะ  แม้ศัตรูของพระคริสต์จะเชื่อในพระเจ้า แต่พวกเขากลับถือว่าการไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะเทียบเท่ากับความเชื่อในพระเจ้า และวางสองสิ่งนี้ไว้ในระดับเดียวกัน  กล่าวคือ ขณะที่พวกเขาเดินบนเส้นทางแห่งความเชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็ไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขาเองด้วย  อาจกล่าวได้ว่า ในหัวใจของศัตรูของพระคริสต์ การไล่ตามเสาะหาความจริงในการเชื่อในพระเจ้าคือการไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะ และการไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะก็คือการไล่ตามเสาะหาความจริงเช่นกัน—การได้รับความมีหน้ามีตาและสถานะคือการได้รับความจริงและชีวิต  หากพวกเขารู้สึกว่าตนไม่ได้รับชื่อเสียง ผลประโยชน์ หรือสถานะ ไม่มีใครยกย่องพวกเขา นับถือพวกเขา หรือติดตามพวกเขา เมื่อนั้นพวกเขาก็จะท้อแท้ พวกเขาเชื่อว่าการเชื่อในพระเจ้าไม่มีประโยชน์และไม่มีคุณค่าเลย และพวกเขาสงสัยอยู่ภายในใจว่า “ฉันล้มเหลวไปแล้วหรือที่เชื่อในพระเจ้าเช่นนี้?  ฉันไม่มีความหวังเลยหรือ?”  พวกเขามักจะคิดคำนวณเรื่องเหล่านี้อยู่ในหัวใจของตน  พวกเขาคิดคำนวณว่าจะสร้างสถานะให้ตัวเองในพระนิเวศของพระเจ้าได้อย่างไร จะมีความมีหน้ามีตาอันสูงส่งในคริสตจักรได้อย่างไร จะทำให้ผู้คนรับฟังเวลาที่พวกเขาพูด และยกย่องพวกเขาเวลาที่พวกเขากระทำการได้อย่างไร จะทำให้ผู้คนติดตามพวกเขาไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนได้อย่างไร และจะมีเสียงที่มีอิทธิพลในคริสตจักร รวมทั้งมีชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะได้อย่างไร—พวกเขามุ่งเน้นสิ่งเหล่านี้อยู่ในหัวใจจริงๆ  สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผู้คนเช่นนี้ไล่ตามไขว่คว้า  เหตุใดพวกเขาจึงให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้อยู่เสมอ?  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า หลังจากฟังคำเทศนา พวกเขาไม่เข้าใจเรื่องทั้งหมดนี้จริงๆ หรือ พวกเขาไม่สามารถแยกแยะทั้งหมดนี้ได้จริงๆ หรือ?  พระวจนะของพระเจ้าและความจริงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงมโนคติอันหลงผิด แนวคิด และความคิดเห็นของพวกเขาได้จริงๆ หรือ?  ไม่ใช่อย่างนั้นเลย  ปัญหาอยู่ที่ตัวพวกเขา ทั้งหมดเป็นเพราะพวกเขาไม่รักความจริง เพราะในหัวใจของพวกเขารังเกียจความจริง และผลก็คือ พวกเขาไม่ยอมรับความจริงโดยสิ้นเชิง—ซึ่งนั่นถูกกำหนดโดยแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา

หลังจากศัตรูของพระคริสต์ฟังพระวจนะของพระเจ้าและความจริง ดูเหมือนพวกเขาจะพบทิศทางในหัวใจ  แต่แท้จริงแล้วทิศทางที่ว่านี้คืออะไร?  คือการที่พวกเขาได้รับเครื่องมือชนิดหนึ่ง—หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นอาวุธที่มีประโยชน์ประเภทหนึ่ง—ซึ่งทำให้พวกเขาถึงกับมั่นใจยิ่งขึ้นว่าจะได้รับสถานะ  ดังนั้น พวกเขาจึงใช้โอกาสนี้รับฟังให้มากขึ้น อ่านให้มากขึ้น เรียนรู้ให้มากขึ้น สามัคคีธรรมให้มากขึ้น และปฏิบัติให้มากขึ้น และค่อยๆ ไปถึงจุดที่พวกเขาสามารถพูดถึงคำพูดและคำสอนมากมาย และเทศนาสิ่งที่อ้างว่าเป็นคำเทศนาที่น่าจดจำจำนวนมากและทำให้ผู้คนยกย่องพวกเขา  ทันทีที่พวกเขาจับความเข้าใจคำสอนเหล่านี้ที่ผู้คนคิดว่าดีในแง่ความหมายตามตัวอักษรแล้ว นั่นก็เหมือนกับว่าพวกเขาได้คว้าสายชูชีพเอาไว้ และได้พบทิศทางรวมทั้งความสว่างแห่งรุ่งอรุณ  ดังนั้น ศัตรูของพระคริสต์จึงไม่ฟังคำเทศนาและไม่อ่านพระวจนะของพระเจ้าเพื่อการปฏิบัติของตนหรือเพื่อติดตามพระวจนะของพระเจ้า และแน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้เพื่อเข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์  พวกเขาทำสิ่งเหล่านี้เพื่อที่จะสามารถเอาชนะใจผู้คนและล่อลวงผู้คนให้บูชาและติดตามพวกเขามากขึ้น โดยใช้พระวจนะของพระเจ้า หรือใช้ทฤษฎีเหล่านี้ที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นฝ่ายวิญญาณ หรือโดยการเทศนาคำเทศนาที่สูงส่ง  ในทางนามธรรม พระวจนะของพระเจ้า ความจริง และหนทางของพระองค์กลายเป็นช่องทางอย่างหนึ่ง เป็นบันไดประเภทหนึ่ง และเครื่องมือชนิดหนึ่งที่ผู้คนเหล่านี้ใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งสถานะและเกียรติท่ามกลางผู้อื่น  เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเจ้าจะมองในหนทางใด เจ้าก็จะไม่สามารถพบความเชื่อที่แท้จริงหรือการนบนอบที่แท้จริงใดๆ ภายในตัวศัตรูของพระคริสต์  ตรงกันข้าม ไม่ว่าพวกเขาจะทุ่มเทฟังคำเทศนาและอ่านพระวจนะของพระเจ้ามากเพียงใด และไม่ว่าการเชื่อของพวกเขาในพระวจนะของพระองค์จะ “เคร่งศาสนา” เพียงใด ก็มีสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ นั่นคือ ขณะที่ศัตรูของพระคริสต์ทำสิ่งเหล่านี้ เจตนาและแผนการของพวกเขาไม่ใช่เพื่อทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า และแน่นอนว่าไม่ใช่เพื่อปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดี พวกเขาไม่ปรารถนาที่จะเป็นผู้ติดตามที่ตัวเล็กที่สุดหรือเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง โดยยอมรับพระบัญชาของพระเจ้าและอธิปไตยกับการจัดเตรียมการของพระองค์อย่างเชื่อฟังและประพฤติตนอย่างเหมาะสม  แต่พวกเขากลับต้องการใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อสัมฤทธิ์เป้าหมายส่วนบุคคลของตนเท่านั้น เพื่อให้ได้มาซึ่งที่ทางในหัวใจของผู้อื่น และการประเมินที่เป็นบวกเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า—นี่คือทั้งหมดที่พวกเขาต้องการ  ดังนั้น ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะเทศนาพระวจนะของพระเจ้าอย่างไร และไม่ว่าคำเทศนาที่พวกเขาเทศนาจะถูกต้อง สูงส่ง เป็นฝ่ายวิญญาณ และเหมาะกับรสนิยมของผู้คนเพียงใด พวกเขาก็จะไม่มีการปฏิบัติและไม่มีการเข้าสู่เลย  ในเวลาเดียวกัน การไล่ตามไขว่คว้าสถานะและความมีหน้ามีตาของพวกเขาก็จะยิ่ง “ออกดอกออกผล” มากขึ้นเรื่อยๆ  เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้?  เรากล่าวเช่นนี้เพราะไม่ว่าคนเช่นนี้จะทำสิ่งใด ไม่ว่าสิ่งที่พวกเขาทำให้สัมฤทธิ์ได้ด้วยความพยายามอย่างยิ่ง ทิศทางและเป้าหมายที่พวกเขาไล่ตามไขว่คว้า และแรงจูงใจกับจุดเริ่มต้นที่พวกเขาเก็บงำไว้ในส่วนลึกของหัวใจเมื่อใดก็ตามที่พวกเขากระทำการ ล้วนไม่อาจแยกออกจากสถานะและความมีหน้ามีตาที่พัวพันอย่างใกล้ชิดกับผลประโยชน์ของพวกเขาเองได้

มีคำกล่าวที่ว่า เจ้าหว่านสิ่งใดก็ย่อมเก็บเกี่ยวสิ่งนั้น  ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะมีขีดความสามารถและพรสวรรค์ที่ดีเพียงใด หรือจะแสดงให้เห็นถึงการสำแดงฝ่ายวิญญาณที่เคร่งศาสนาเพียงใด ในเมื่อพวกเขาเก็บงำความทะเยอทะยานและความอยากที่จะกุมอำนาจและควบคุมประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และในเมื่อพวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง แต่ไล่ตามไขว่คว้าเพียงความมีหน้ามีตาและสถานะเท่านั้น พวกเขาจะสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดของพระเจ้าได้หรือ?  พวกเขาสามารถกระทำการตามมาตรฐานที่พระเจ้าทรงกำหนดได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  ดังนั้น แท้จริงแล้วการกระทำและพฤติกรรมของพวกเขาจะนำไปสู่ผลสืบเนื่องเช่นใด?  (นำไปสู่การที่พวกเขาจัดตั้งอาณาจักรอิสระของตนเองและเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดอย่างแน่นอน)  ถูกต้อง  ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะทำสิ่งใด นี่คือผลลัพธ์ในท้ายที่สุด  แล้วสิ่งใดก่อให้เกิดผลสืบเนื่องเช่นนี้?  สาเหตุหลักมาจากการที่พวกเขาไม่สามารถยอมรับความจริง  ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะถูกตัดแต่ง พิพากษา หรือตีสอน พวกเขาก็จะไม่ยอมรับความจริงไว้ในหัวใจ  ไม่ว่ากำลังทำสิ่งใด ศัตรูของพระคริสต์ก็มีจุดมุ่งหมายและเจตนาของตนเองเสมอ พวกเขากระทำการตามแผนการของตนเองตลอดเวลา และท่าทีที่พวกเขามีต่อการจัดแจงเตรียมการและงานของพระนิเวศของพระเจ้าคือ “คุณอาจมีแผนเป็นพัน แต่ฉันมีกฎข้อเดียว” ทั้งหมดนี้ถูกกำหนดโดยธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์  ศัตรูของพระคริสต์สามารถเปลี่ยนวิธีคิดและกระทำการตามหลักธรรมความจริงได้หรือไม่?  นั่นย่อมจะเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน เว้นแต่เบื้องบนจะสั่งให้พวกเขาทำเช่นนั้นโดยตรง ซึ่งในกรณีนั้นพวกเขาจึงจะสามารถฝืนใจทำได้บ้างเพราะความจำเป็น  หากพวกเขาไม่ทำอะไรเลย พวกเขาจะถูกเปิดโปงและถูกปลด  ภายใต้สถานการณ์เหล่านี้เท่านั้นที่พวกเขาสามารถทำงานจริงได้บ้าง  นี่คือท่าทีที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อการทำหน้าที่ นี่ก็เป็นท่าทีที่พวกเขามีต่อการปฏิบัติความจริงด้วยเช่นกัน กล่าวคือ เมื่อการปฏิบัติความจริงเป็นประโยชน์ต่อพวกเขา เมื่อทุกคนจะเห็นชอบกับพวกเขาและชื่นชมพวกเขาเพราะการนั้น แน่นอนว่า พวกเขาย่อมจะทำตาม และใช้ความพยายามเพียงเล็กน้อยที่ดูเหมือนพอจะยอมรับได้สำหรับผู้อื่น  หากการปฏิบัติความจริงไม่มีประโยชน์ต่อพวกเขา หากไม่มีใครเห็น และผู้นำระดับสูงก็ไม่เห็น เช่นนั้นแล้วในเวลาดังกล่าว พวกเขาก็ไม่มีทางที่จะปฏิบัติความจริง  การปฏิบัติความจริงของพวกเขาขึ้นอยู่กับบริบทและสถานการณ์ และพวกเขาย่อมพิจารณาว่าควรทำอย่างไรผู้อื่นจึงจะมองเห็นได้ และผลประโยชน์จะมากเพียงใด พวกเขามีความเข้าใจที่ชาญฉลาดในเรื่องเหล่านี้ และสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้  พวกเขาคำนึงถึงชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของตนเองตลอดเวลา และไม่แสดงการคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าแม้แต่น้อย และด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงล้มเหลวในการปฏิบัติความจริงและค้ำชูหลักธรรม  ศัตรูของพระคริสต์ใส่ใจเพียงชื่อเสียง ผลประโยชน์ สถานะ และประโยชน์ส่วนตนของตนเองเท่านั้น และการที่พวกเขาไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ หรือไม่ได้แสดงตนให้ผู้อื่นเห็นนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และการปฏิบัติความจริงเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับพวกเขา  หากความพยายามของพวกเขาไม่ได้รับการยอมรับ และแม้ว่าพวกเขาจะกำลังทำงานต่อหน้าผู้อื่นแต่งานของพวกเขากลับไม่ถูกมองเห็น เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็จะไม่ปฏิบัติความจริงใดๆ เลย  หากงานนั้นได้รับการจัดแจงเตรียมการโดยตรงจากพระนิเวศของพระเจ้า และพวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากทำงานนั้น พวกเขาก็ยังคงพิจารณาอยู่ดีว่างานนี้จะเป็นประโยชน์ต่อสถานะและความมีหน้ามีตาของพวกเขาหรือไม่  หากเป็นประโยชน์ต่อสถานะของพวกเขาและสามารถเพิ่มพูนความมีหน้ามีตาของพวกเขาได้ พวกเขาก็จะทุ่มเททุกอย่างที่มีให้กับงานนี้และทำงานนี้ได้ดี พวกเขารู้สึกว่าตนกำลังยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว  หากนั่นไม่เป็นประโยชน์ต่อชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของพวกเขา และการทำงานได้ไม่ดีอาจทำให้พวกเขาเสียความน่าเชื่อถือ พวกเขาก็จะคิดหาวิธีหรือข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงที่จะไม่ทำงานนั้น  ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะปฏิบัติหน้าที่ใด พวกเขายึดมั่นในหลักการเดิมเสมอ นั่นคือ พวกเขาต้องได้รับผลประโยชน์บางประการในแง่ของความมีหน้ามีตา สถานะ หรือผลประโยชน์ของตน และต้องไม่ได้รับความสูญเสียใดๆ  งานประเภทที่ศัตรูของพระคริสต์ชอบมากที่สุดก็คือ งานที่พวกเขาไม่ต้องทนทุกข์หรือจ่ายราคาใดๆ และเป็นประโยชน์ต่อความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขา  โดยสรุป ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์กำลังทำสิ่งใด พวกเขาก็คำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเองก่อน และจะกระทำการก็ต่อเมื่อพวกเขาคิดอย่างละเอียดรอบคอบแล้วเท่านั้น พวกเขาไม่นบนอบความจริงอย่างแท้จริง อย่างจริงใจ และอย่างสิ้นเชิงโดยไม่มีการประนีประนอม แต่เลือกนบนอบอย่างมีเงื่อนไข  เงื่อนไขนี้คืออะไร?  คือสถานะและความมีหน้ามีตาของพวกเขาต้องได้รับการปกป้อง และต้องไม่ประสบกับความสูญเสียใดๆ  หลังจากเงื่อนไขนี้ได้รับการตอบสนองแล้วเท่านั้น พวกเขาจึงจะตัดสินใจและเลือกว่าจะทำสิ่งใด  นั่นคือ ศัตรูของพระคริสต์พิจารณาอย่างจริงจังว่าจะปฏิบัติต่อหลักธรรมความจริง พระบัญชาของพระเจ้า และงานของพระนิเวศของพระเจ้าอย่างไร หรือจะจัดการกับสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาเผชิญอย่างไร  พวกเขาไม่คำนึงว่าจะสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าอย่างไร ทำอย่างไรจึงจะไม่สร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า จะทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้อย่างไร หรือทำอย่างไรจึงจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องชายหญิง พวกเขาไม่คำนึงถึงสิ่งเหล่านี้เลย  ศัตรูของพระคริสต์คำนึงถึงสิ่งใด?  สถานะและความมีหน้ามีตาของพวกเขาเองจะได้รับผลกระทบหรือไม่ และเกียรติของพวกเขาจะลดลงหรือไม่  หากการทำบางสิ่งตามหลักธรรมความจริงเป็นประโยชน์ต่องานของคริสตจักรและพี่น้องชายหญิง แต่จะทำให้ความมีหน้ามีตาของพวกเขาเองเสียหาย และทำให้ผู้คนจำนวนมากตระหนักถึงวุฒิภาวะที่แท้จริงของพวกเขา และรู้ว่าพวกเขามีแก่นแท้ธรรมชาติประเภทใด เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็จะไม่กระทำการตามหลักธรรมความจริงอย่างแน่นอน  หากการทำงานที่แท้จริงบางอย่างจะทำให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นคิดถึงพวกเขาในทางที่ดี ยกย่องพวกเขาและชื่นชมพวกเขา ยอมให้พวกเขาได้รับเกียรติที่ยิ่งใหญ่ขึ้น หรือทำให้คำพูดของพวกเขามีอำนาจและทำให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นนบนอบพวกเขา เมื่อนั้นพวกเขาก็จะเลือกทำในหนทางนั้น มิฉะนั้น พวกเขาจะไม่มีวันเลือกที่จะเพิกเฉยต่อผลประโยชน์ของตนเองเพื่อคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าหรือของพี่น้องชายหญิง  นี่คือแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์  ช่างเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจมิใช่หรือ?  ในสถานการณ์ใดก็ตาม ศัตรูของพระคริสต์มองว่าสถานะและความมีหน้ามีตาของตนมีความสำคัญสูงสุด  ไม่มีใครสามารถแข่งขันกับพวกเขาได้  ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีการใด ตราบใดที่เอาชนะใจผู้คนและทำให้ผู้อื่นบูชาพวกเขาได้ ศัตรูของพระคริสต์ก็จะทำ  หากใครสักคนได้รับการยกย่องและเห็นชอบจากประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรในการเป็นพยานถึงพระเจ้า ศัตรูของพระคริสต์ก็จะใช้วิธีการนี้เพื่อเอาชนะใจผู้คนเช่นกัน  แต่ศัตรูของพระคริสต์ไม่มีความจริง หรือประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง ดังนั้น พวกเขาจึงเค้นสมองสร้างชุดทฤษฎีที่เป็นพยานยืนยันถึงพระเจ้าบนพื้นฐานความคิดฝันของมนุษย์ โดยพูดคุยว่าพระเจ้ายิ่งใหญ่เพียงใด พูดว่าพระเจ้าทรงรักมนุษย์มากเพียงใด พระเจ้าทรงจ่ายราคาเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอดอย่างไร และพระเจ้าทรงถ่อมพระองค์และซ่อนเร้นพระองค์เองเพียงใด  หลังจากที่พวกเขาเป็นพยานยืนยันถึงพระเจ้าในหนทางนี้ ผลลัพธ์ที่พวกเขาสัมฤทธิ์ก็คือ ผู้คนยกย่องพวกเขามากขึ้นไปอีก และมีที่ทางสำหรับพวกเขาในหัวใจมากขึ้น และไม่มีที่ทางสำหรับพระเจ้า  หากพวกเขาเห็นว่าการพูดถึงการรู้จักตนเองสามารถทำให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นไว้วางใจ ยกย่อง และนับถือพวกเขา พวกเขาก็มักจะพูดถึงการรู้จักตนเอง และมักจะชำแหละตนเอง  พวกเขาจะชำแหละข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขาเป็นมาร พวกเขาไม่ใช่มนุษย์ พวกเขาไม่มีสำนึก พวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง และพวกเขาไม่มีความจริง  พวกเขาจะสามัคคีธรรมหัวข้อลวงโลกและไร้ความสำคัญไม่กี่หัวข้อเพื่อชักพาผู้อื่นให้หลงผิด เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจ และทำให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นยกย่องและนับถือพวกเขา  นี่คือวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์กระทำการ  หากวิธีการแบ่งปันคำพยานจากประสบการณ์บางอย่างจะทำให้พวกเขาได้รับความเห็นชอบและความชื่นชมจากผู้อื่นได้ พวกเขาก็จะไม่ลังเลที่จะใช้วิธีนั้น  พวกเขาจะมุ่งเน้น ทุ่มเทความพยายาม และเค้นสมองเพื่อวิธีการนี้จริงๆ  โดยสรุปแล้ว เป้าหมายและแรงจูงใจของพวกเขาในการทำทั้งหมดนี้วนเวียนอยู่กับสถานะและความมีหน้ามีตาเท่านั้น  ไม่ว่าจะเป็นคำพูดภายนอก วิธีการ พฤติกรรม หรือความคิด มุมมอง หรือวิธีการไล่ตามเสาะหา สิ่งเหล่านี้ล้วนวนเวียนอยู่กับความมีหน้ามีตาและสถานะ  นี่คือวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์ทำงาน

สำหรับศัตรูของพระคริสต์ หากความมีหน้ามีตาหรือสถานะของพวกเขาถูกโจมตีและถูกพรากไป นั่นเป็นเรื่องร้ายแรงยิ่งกว่าการพยายามพรากเอาชีวิตของพวกเขาไปเสียอีก  ไม่ว่าพวกเขาจะฟังคำเทศนามากเพียงใด หรืออ่านพระวจนะของพระเจ้ามากเพียงใด พวกเขาก็จะไม่รู้สึกเศร้าหรือเสียใจที่ไม่เคยปฏิบัติความจริงและเดินไปบนเส้นทางของศัตรูของพระคริสต์ และที่ตนมีแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์  แต่พวกเขากลับเค้นสมองเพื่อหาวิธีที่จะได้รับสถานะและเพิ่มพูนความมีหน้ามีตาของตนอยู่เสมอ  อาจกล่าวได้ว่าทุกสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำนั้นล้วนทำไปเพื่อโอ้อวดต่อหน้าผู้อื่น และไม่ได้ทำเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้?  เป็นเพราะผู้คนเช่นนี้รักสถานะมากจนพวกเขาปฏิบัติต่อสถานะราวกับเป็นชีวิตของตน และเป็นเป้าหมายตลอดชีวิตของพวกเขา  ยิ่งไปกว่านั้น เพราะพวกเขารักสถานะมากเหลือเกิน พวกเขาจึงไม่เคยเชื่อในการดำรงอยู่ของความจริง และอาจถึงขั้นกล่าวได้ด้วยซ้ำว่า พวกเขาไม่มีความเชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้า  ดังนั้น ไม่ว่าพวกเขาจะคิดคำนวณอย่างไรเพื่อให้ได้มาซึ่งความมีหน้ามีตาและสถานะ และไม่ว่าพวกเขาจะพยายามใช้ภาพลักษณ์เทียมเท็จเพื่อหลอกลวงผู้คนและพระเจ้าอย่างไร ในส่วนลึกของหัวใจ พวกเขาก็ไม่มีความตระหนักรู้หรือความรู้สึกถูกตำหนิเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความวิตกกังวลใดๆ  ในการไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะอย่างสม่ำเสมอของพวกเขา พวกเขายังปฏิเสธสิ่งที่พระเจ้าทรงทำอย่างไม่ยั้งคิดอีกด้วย  เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนั้น?  ในส่วนลึกของหัวใจของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาเชื่อว่า “ความมีหน้ามีตาและสถานะล้วนได้มาด้วยความพยายามของตนเอง  มีเพียงการได้รับที่ยืนที่มั่นคงท่ามกลางผู้คนและได้รับความมีหน้ามีตาและสถานะเท่านั้น พวกเขาจึงจะสามารถสุขสำราญกับพรของพระเจ้าได้  ชีวิตจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อผู้คนได้รับอำนาจและสถานะโดยสิ้นเชิงเท่านั้น  นี่เท่านั้นคือการใช้ชีวิตอย่างมนุษย์  ในทางตรงกันข้าม เป็นการไร้ประโยชน์ที่จะใช้ชีวิตในหนทางที่กล่าวไว้ในพระวจนะของพระเจ้า—การนบนอบอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าในทุกสิ่ง การเต็มใจยืนอยู่ในตำแหน่งของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และใช้ชีวิตเสมือนคนปกติ—ไม่มีใครที่จะยกย่องคนเช่นนั้น  สถานะ ความมีหน้ามีตา และความสุขของคนคนหนึ่งต้องได้มาด้วยการดิ้นรนของตนเอง พวกเขาต้องต่อสู้แย่งชิงและยึดครองด้วยท่าทีที่เป็นบวกและกระตือรือร้น  ไม่มีใครจะมอบสิ่งเหล่านี้ให้คุณหรอก—การรออยู่นิ่งๆ สามารถนำไปสู่ความล้มเหลวได้เท่านั้น”  นี่คือวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์คิดคำนวณ  นี่คืออุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์  หากเจ้าหวังให้ศัตรูของพระคริสต์ยอมรับความจริง ยอมรับความผิดพลาด และมีการกลับใจที่แท้จริง นั่นย่อมเป็นไปไม่ได้—พวกเขาไม่สามารถทำเช่นนั้นได้อย่างแน่นอน  ศัตรูของพระคริสต์มีแก่นแท้ธรรมชาติของซาตาน และพวกเขาเกลียดชังความจริง ดังนั้น ไม่ว่าพวกเขาจะไปที่ใด แม้จะไปจนสุดขอบแผ่นดินโลก ความทะเยอทะยานในการไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขาก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง อีกทั้งมุมมองของพวกเขาต่อสิ่งต่างๆ หรือเส้นทางที่พวกเขาเดินก็จะไม่เปลี่ยนแปลงเช่นกัน  บางคนจะกล่าวว่า “มีศัตรูของพระคริสต์ไม่กี่คนที่สามารถเปลี่ยนมุมมองของตนในเรื่องนี้ได้”  คำกล่าวนี้ถูกต้องหรือไม่?  หากพวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง พวกเขายังเป็นศัตรูของพระคริสต์อยู่หรือไม่?  ผู้ที่มีธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง  ผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์จะเปลี่ยนแปลงก็ต่อเมื่อพวกเขาไล่ตามเสาะหาความจริงเท่านั้น  บางคนที่เดินบนเส้นทางของศัตรูของพระคริสต์ทำความชั่วบางประการที่ก่อกวนงานของคริสตจักร และแม้ว่าพวกเขาจะถูกระบุลักษณะว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์ แต่หลังจากที่ถูกปลด พวกเขาก็รู้สึกสำนึกผิดอย่างแท้จริง และตั้งใจแน่วแน่ที่จะกลับตัวกลับใจ และหลังจากช่วงเวลาแห่งการทบทวน การรู้จักตนเอง และการกลับใจ พวกเขาก็มีการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงบางประการ  ในกรณีนี้ ผู้คนเหล่านี้ย่อมไม่สามารถถูกระบุลักษณะว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์ได้ พวกเขาเพียงแค่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์  หากพวกเขาไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้  อย่างไรก็ตาม สามารถกล่าวได้อย่างแน่นอนว่า ผู้คนโดยส่วนใหญ่ที่ถูกระบุลักษณะว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์ ถูกคัดออก หรือถูกคริสตจักรขับไล่ จะไม่กลับใจหรือเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง  หากมีใครทำเช่นนั้น นั่นก็จะเป็นกรณีที่หายาก  บางคนจะถามว่า “ถ้าอย่างนั้น กรณีที่หายากเหล่านั้นเป็นการระบุลักษณะผิดพลาดหรือไม่?”  เป็นไปไม่ได้  ไม่ว่าจะอย่างไร พวกเขาก็ได้ทำความชั่วบางอย่าง และเรื่องนี้ไม่สามารถลบล้างได้  อย่างไรก็ตาม หากพวกเขาสามารถกลับใจได้อย่างแท้จริง หากพวกเขาเต็มใจทำหน้าที่ และหากพวกเขามีคำพยานที่แท้จริงถึงการกลับใจของตน คริสตจักรก็ยังสามารถรับพวกเขาไว้ได้  หากคนเหล่านี้ปฏิเสธโดยสิ้นเชิงที่จะยอมรับความผิดหรือกลับใจหลังจากถูกระบุลักษณะว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์ และพวกเขายังคงพยายามหาเหตุผลเข้าข้างตนเองด้วยวิธีการใดก็ตามที่เป็นไปได้ เช่นนั้นแล้ว การระบุลักษณะพวกเขาว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์ก็แม่นยำและถูกต้องโดยสมบูรณ์  หากพวกเขายอมรับข้อผิดพลาดของตนและรู้สึกสำนึกผิดอย่างแท้จริงในตอนนั้น คริสตจักรจะระบุลักษณะว่าพวกเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์ได้อย่างไร?  นั่นย่อมจะเป็นไปไม่ได้  ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใคร ไม่ว่าพวกเขาจะทำชั่วมากเพียงใด หรือความผิดพลาดของพวกเขาร้ายแรงเพียงใด การที่คนคนหนึ่งจะถูกตัดสินว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์หรือมีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาสามารถยอมรับความจริงและการถูกตัดแต่งได้หรือไม่ และพวกเขามีความสำนึกผิดที่แท้จริงหรือไม่  หากพวกเขาสามารถยอมรับความจริงและยอมรับการตัดแต่งได้ หากพวกเขามีความสำนึกผิดที่แท้จริง และหากพวกเขาเต็มใจใช้เวลาทั้งชีวิตทำงานใช้แรงเพื่อพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว นี่ย่อมบ่งชี้ถึงการกลับใจบางประการอย่างแท้จริง  คนเช่นนี้ไม่สามารถถูกระบุลักษณะว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์ได้  ศัตรูของพระคริสต์ตัวจริงเหล่านั้นสามารถยอมรับความจริงได้อย่างแท้จริงหรือไม่?  ไม่ได้อย่างแน่นอน  เป็นเพราะพวกเขาไม่รักความจริง และรังเกียจความจริงนั่นเอง พวกเขาจึงไม่มีวันปล่อยมือจากความมีหน้ามีตาและสถานะ ซึ่งผูกพันอย่างแนบแน่นกับทั้งชีวิตของพวกเขาได้  ศัตรูของพระคริสต์เชื่ออย่างแน่วแน่ในหัวใจว่า มีเพียงความมีหน้ามีตาและสถานะเท่านั้นที่ทำให้พวกเขามีศักดิ์ศรีและเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่แท้จริง และมีเพียงสถานะเท่านั้นที่พวกเขาจะได้รับรางวัลและมงกุฎ มีคุณสมบัติที่จะได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้า ได้รับทุกสิ่ง และเป็นคนที่แท้จริง  ศัตรูของพระคริสต์มองสถานะว่าเป็นอย่างไร?  พวกเขามองสถานะเป็นความจริง พวกเขาถือว่าสถานะเป็นเป้าหมายสูงสุดที่ผู้คนจะไล่ตามไขว่คว้า  นั่นคือปัญหาไม่ใช่หรือ?  คนที่สามารถหมกมุ่นอยู่กับสถานะในลักษณะนี้ ก็คือศัตรูของพระคริสต์ที่แท้จริง  พวกเขาเป็นคนประเภทเดียวกับเปาโล  พวกเขาเชื่อว่าการไล่ตามเสาะหาความจริง การแสวงหาที่จะนบนอบพระเจ้า และการแสวงหาที่จะเป็นคนซื่อสัตย์ล้วนเป็นกระบวนการที่นำคนเราไปสู่สถานะที่สูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงกระบวนการ ไม่ใช่เป้าหมายและมาตรฐานของการประพฤติปฏิบัติตน และสิ่งเหล่านี้ทำไปก็เพื่อให้พระเจ้าทอดพระเนตรเห็นเท่านั้น  ความเข้าใจเช่นนี้ไร้สาระและน่าขัน!  มีเพียงพวกไร้สาระที่เกลียดชังความจริงเท่านั้นที่จะเกิดแนวคิดที่น่าขันเช่นนี้ได้

เมื่อพูดถึงศัตรูของพระคริสต์ ไม่ว่าเจ้าจะสามัคคีธรรมความจริงในแง่มุมใด วิธีการทำความเข้าใจและความเข้าใจของพวกเขาก็จะแตกต่างจากของผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริง  หลังจากได้ยินความจริง ผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงจะคิดว่า “ฉันไม่มีความจริงในแง่มุมนี้ และฉันสามารถเชื่อมโยงสภาวะที่พระเจ้าได้ทรงเผยให้เห็นนี้กับตัวฉันเองได้  หลังจากฟังแล้ว ทำไมฉันถึงรู้สึกสำนึกผิดและติดค้างพระเจ้ามากขนาดนี้?  ฉันยังห่างไกลจากการไล่ตามเสาะหาความจริง และห่างไกลจากการสามารถนบนอบได้อย่างแท้จริง  ฉันรู้สึกหวาดกลัวมาก นี่ถือเป็นสัญญาณเตือนสำหรับฉัน  ฉันคิดว่าช่วงนี้ฉันทำได้ค่อนข้างดี แต่กลับไม่รู้เลยว่าจริงๆ แล้วฉันไม่ใช่คนที่ปฏิบัติความจริงหรือคนที่ทำให้พระเจ้าพอพระทัย  จากนี้ไป ฉันต้องระมัดระวังและรอบคอบ และมุ่งเน้นที่การอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและวิงวอนขอการชี้แนะและความกระจ่างจากพระองค์  ฉันต้องไม่เดินตามทางของตนเอง  ฉันจะเข้าสู่ความจริงในแง่มุมนี้อย่างลึกซึ้ง และฉันยังมีที่ว่างให้ก้าวหน้า  ฉันหวังว่าพระเจ้าจะทรงจัดเตรียมสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้ฉันปฏิบัติได้ดีขึ้น และถวายความจริงใจและความจงรักภักดีของฉันได้”  นี่คือวิธีคิดของผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง  แล้วศัตรูของพระคริสต์เข้าใจความจริงประเภทต่างๆ อย่างไร?  หลังจากได้ยินพระวจนะของพระเจ้าที่ตำหนิมนุษย์แล้ว พวกเขาคิดอย่างไร?  “ฉันทำเรื่องนั้นไม่ค่อยดีนัก ฉันเผลอกระทำบางสิ่งผิดพลาดไป และความผิดพลาดก็ปรากฏขึ้น  มีกี่คนที่รู้เรื่องนี้?  พระวจนะของพระเจ้ากล่าวไว้ชัดเจนทีเดียว นั่นหมายความว่าพระองค์มองฉันทะลุแล้วใช่ไหม?  เอาละ นี่ไม่ใช่จุดจบที่ดีนัก นี่ไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการ  หากพระเจ้ารู้เท่าทันฉัน คนอื่นจะรู้เรื่องนี้ไหม?  หากมีใครรู้เรื่องนี้เข้า นั่นจะยิ่งแย่เข้าไปใหญ่  หากมีเพียงพระเจ้าที่รู้ และไม่มีคนอื่นรู้ นั่นก็ไม่เป็นไร  หากบางคนได้ยินพระวจนะของพระเจ้าเหล่านี้ที่เปิดโปงมนุษย์แล้วเชื่อมโยงกับฉันและนำมาใช้กับฉัน นั่นจะเป็นผลเสียต่อความมีหน้ามีตาของฉัน  ฉันจะต้องคิดหาวิธีแก้ไขเรื่องนี้  ฉันจะแก้ไขเรื่องนี้ได้อย่างไร?”  ศัตรูของพระคริสต์ครุ่นคิดในลักษณะนี้  ตัวอย่างเช่น หลังจากฟังพระเจ้าสามัคคีธรรมเรื่องการที่ผู้คนต้องเป็นคนซื่อสัตย์ ศัตรูของพระคริสต์จะคิดทันทีว่า “มีแต่พวกปัญญาอ่อนเท่านั้นที่พยายามเป็นคนซื่อสัตย์  คนฉลาดอย่างฉันจะเป็นคนซื่อสัตย์ได้อย่างไร?  คนซื่อสัตย์คือพวกทึ่มและคนโง่ พวกเขาพูดทุกอย่างที่เข้ามาในความรู้สึกนึกคิด พวกเขาบอกคนอื่นทุกสิ่งและทำให้คนอื่นเข้าใจทุกอย่าง  ฉันจะไม่มีวันทำอย่างนั้น!  ที่พระเจ้าตรัสว่าพวกเราควรเป็นคนซื่อสัตย์นั้นเป็นเรื่องเปรียบเทียบ ดังนั้น ฉันจะเป็นแค่คนฉลาด เท่านั้นก็พอ  ส่วนการเป็นคนซื่อสัตย์นั้น ฉันก็จะเลือกเฟ้นว่าจะเป็นเมื่อใด  ฉันจะเปิดเผยบางเรื่อง แต่ฉันจะไม่พูดถึงความลับและสิ่งที่ซ่อนเร้นทั้งหมดที่ฉันเก็บงำไว้ลึกๆ ในหัวใจ สิ่งที่อาจทำให้ผู้คนดูถูกฉันหากฉันพูดออกมา  การเป็นคนซื่อสัตย์มีประโยชน์อะไร?  ฉันไม่คิดว่ามีประโยชน์อะไรเลย  บางคนมักจะชำแหละตนเองเสมอ พยายามเป็นคนซื่อสัตย์และพูดอย่างซื่อสัตย์ เปิดเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน แต่พวกเขาก็ไม่ได้รับพระคุณจากพระเจ้า และเมื่อพวกเขาควรถูกตัดแต่ง พวกเขาก็ยังถูกตัดแต่งอยู่ดี พระเจ้าไม่ได้ยกชูพวกเขาเพิ่มเติมแต่อย่างใด”  พวกเขาครุ่นคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “ฉันจะต้องเลือกวิธีอื่น  นี่ไม่ใช่เส้นทางที่ฉันควรเดิน ฉันจะปล่อยให้คนอื่นเดิน  คนฉลาดอย่างฉันจะใช้ชีวิตแบบนั้นได้อย่างไร?”  ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะได้ยินความจริงในแง่มุมใด พวกเขาคิดคำนวณสิ่งใดอยู่ในหัวใจ?  พวกเขาสามารถเข้าใจความจริงนั้นอย่างบริสุทธิ์หรือไม่?  ในส่วนลึกของหัวใจ พวกเขาสามารถยอมรับว่าเป็นความจริงหรือไม่?  ไม่ได้อย่างแน่นอน  พวกเขาคิดคำนวณและวางแผนอยู่ตลอดเวลา และสังเกตการณ์อย่างต่อเนื่อง  ในที่สุดพวกเขาตอบสนองอย่างไร?  พวกเขาเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ พวกเขาปรับตัวให้เข้ากับเงื่อนไข พวกเขาลื่นไหลและเจ้าเล่ห์ในการติดต่อเจรจากับคนอื่น และพวกเขากระทำการอย่างลับๆ ล่อๆ โดยสิ้นเชิง  ไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไร ไม่ว่าพวกเขากำลังคิดหรือคำนวณอะไรอยู่ลึกๆ พวกเขาก็ไม่สามารถให้ผู้อื่นรู้ได้ และไม่สามารถให้พระเจ้ารู้ได้เช่นกัน พวกเขาไม่สามารถเปิดเผยสิ่งเหล่านี้ต่อพระเจ้า ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการสื่อสารเรื่องเหล่านี้กับผู้คนอย่างชัดเจน—พวกเขาเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องส่วนตัวของตนเอง  ดังนั้น ศัตรูของพระคริสต์จึงเป็นคนประเภทที่ไม่สามารถปฏิบัติความจริงได้โดยสิ้นเชิง  นอกจากจะไม่ปฏิบัติความจริงด้วยตนเองแล้ว พวกเขายังดูหมิ่นผู้คนที่ปฏิบัติความจริง และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังเยาะเย้ยผู้คนเหล่านั้นที่ถูกตัดแต่งเพราะได้ทำให้เกิดการเบี่ยงเบนบางอย่างขณะปฏิบัติความจริง หรือเพราะผู้คนเหล่านั้นเลือกเดินผิดทาง หรือทำผิดพลาดบางประการ และหัวเราะเยาะพวกเขาอยู่ห่างๆ  พวกเขาไม่เชื่อในความชอบธรรมของพระเจ้า ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเชื่อว่าวิธีต่างๆ ที่พระองค์ทรงปฏิบัติต่อผู้คนนั้น มีความจริงและความรักของพระองค์อยู่ในนั้น ศัตรูของพระคริสต์ไม่เชื่อในสิ่งเหล่านี้  จากมุมมองของพวกเขา พวกเขาเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นคำโกหกที่มีไว้เพื่อหลอกลวงผู้คน พวกเขาคิดว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้ออ้างชนิดหนึ่ง เป็นเพียงคำพูดที่ฟังดูดี  แล้วพวกเขามักจะแอบยินดีในเรื่องใด?  “โชคดีที่ฉันไม่โง่พอที่จะถวายทุกสิ่ง โชคดีที่ฉันไม่ได้พูดถึงสิ่งที่โสโครกและน่าเกลียดที่ฉันเก็บงำไว้ลึกๆ พวกนั้น โชคดีที่ฉันยังคงยึดมั่นในสถานะและความมีหน้ามีตาของฉัน และพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะไล่ตามไขว่คว้าและวิ่งวุ่นเพื่อสิ่งเหล่านี้  หากฉันไม่วิ่งวุ่นเพื่อตัวเอง แล้วใครจะมานึกถึงฉัน?”  ศัตรูของพระคริสต์ไม่เพียงแค่หลอกลวง แต่พวกเขายังเลวร้าย พวกเขารังเกียจความจริง และมีอุปนิสัยที่ชั่วช้า กล่าวคือ ทุกแง่มุมของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่สำแดงให้เห็นในมนุษย์ที่เสื่อมทราม ได้รับการยืนยันและ “ยกระดับ” ขึ้นไปอีกขั้นในตัวศัตรูของพระคริสต์  หากเจ้าต้องการดูอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมวลมนุษย์ จงหาศัตรูของพระคริสต์สักคนมาชำแหละและปฏิสัมพันธ์ด้วย นั่นเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการแสดงให้เห็นถึงประเด็นปัญหานี้ และเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการมองทะลุแก่นแท้อันเสื่อมทรามของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามและโฉมหน้าของซาตาน  หากเจ้าถือศัตรูของพระคริสต์เป็นตัวอย่างสำคัญ ชำแหละและทำความรู้จักเขา เจ้าก็จะสามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

การไล่ตามไขว่คว้าสถานะและความมีหน้ามีตาของศัตรูของพระคริสต์นั้นเหนือกว่าคนธรรมดามาก ความอยากที่มีต่อสถานะและความมีหน้ามีตาของพวกเขาก็เช่นกัน  คนธรรมดาไม่มีความอยากได้อยากมีสถานะและความมีหน้ามีตาที่มากมายขนาดนั้น ในขณะที่ความอยากในตัวศัตรูของพระคริสต์รุนแรงและชัดเจนอย่างยิ่ง  ทันทีที่เจ้าได้มีปฏิสัมพันธ์กับศัตรูของพระคริสต์ พูดคุยกับพวกเขา และใช้เวลาร่วมกับพวกเขา แก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาจะถูกเปิดโปงต่อหน้าต่อตาเจ้า และเจ้าจะมองพวกเขาทะลุได้ทันที  ความอยากของพวกเขารุนแรงขนาดนี้  เมื่อการปฏิสัมพันธ์ของเจ้ากับพวกเขาลึกซึ้งขึ้น เจ้าจะรู้สึกรังเกียจพวกเขาและปฏิเสธพวกเขา  ในที่สุด เจ้าจะไม่เพียงปฏิเสธพวกเขา แต่จะถึงขั้นกล่าวโทษและสาปแช่งพวกเขาด้วย  ศัตรูของพระคริสต์ไม่ใช่สิ่งที่ดี พวกเขาเป็นศัตรูของพระเจ้า รวมถึงเป็นศัตรูของทุกคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง  ศัตรูของพระคริสต์รังเกียจความจริง และสามารถทำเรื่องเลวร้ายสารพัดอย่างเพื่อสถานะและความมีหน้ามีตา  ในทุกสิ่งที่พวกเขาทำ พวกเขาจะอำพรางตัวเอง เลียนแบบ และทำตัวคล้อยตามสถานการณ์ โดยยอมประนีประนอมเพื่อสถานะและความมีหน้ามีตา  จิตวิญญาณและแก่นแท้ของผู้คนเช่นนี้โสโครก พวกเขาน่ารังเกียจ  พวกเขาไม่มีความรักต่อความจริงหรือสิ่งที่เป็นบวกแม้แต่น้อย  ในเวลาเดียวกัน พวกเขาใช้สิ่งที่เป็นบวกและกล่าวคำพูดและคำสอนที่ถูกต้องเพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิด เพื่อที่พวกเขาจะได้รับความมีหน้ามีตาและสถานะ รวมทั้งสนองความอยากและความทะเยอทะยานของตน  นี่คือพฤติกรรมและแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์  เจ้าไม่สามารถมองเห็นว่าซาตานมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร ซาตานประพฤติปฏิบัติตนในโลกและจัดการกับผู้คนอย่างไร และซาตานมีแก่นแท้ธรรมชาติประเภทใด เจ้าไม่รู้ว่าซาตานเป็นสิ่งใดกันแน่ในสายพระเนตรของพระเจ้า  นี่ไม่ใช่ปัญหา ทั้งหมดที่เจ้าต้องทำคือเฝ้าสังเกตและชำแหละศัตรูของพระคริสต์ แล้วเจ้าจะเห็นสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด—แก่นแท้ธรรมชาติของซาตาน โฉมหน้าอันอัปลักษณ์ของซาตาน และความเลวและความชั่วช้าของซาตาน—ทั้งหมดนี้จะปรากฏแก่สายตาเจ้า  ศัตรูของพระคริสต์คือซาตานที่มีชีวิต พวกเขาคือเหล่าปีศาจที่มีชีวิต

1. วิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อการถูกตัดแต่ง

พวกศัตรูของพระคริสต์มีความทะเยอทะยานและความอยากอย่างรุนแรงในเรื่องสถานะและความมีหน้ามีตา และผู้อื่นก็พบว่าเรื่องนี้น่าสะอิดสะเอียนและน่ารังเกียจอย่างยิ่ง  นี่ก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่าแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์นั้นอัปลักษณ์และเลวร้ายมาก  ดังนั้น การสำแดงที่เฉพาะเจาะจงใดบ้างที่แสดงให้เห็นแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์?  ก่อนอื่น พวกเรามาพิจารณาวิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อการถูกตัดแต่งกันเถิด  (พวกเขาเกลียดและไม่ยอมรับการถูกตัดแต่ง)  พวกเขาเกลียดการถูกตัดแต่งอย่างไร?  จงอธิบายโดยละเอียด  (มีศัตรูของพระคริสต์คนหนึ่งที่ทำชั่วค่อนข้างมากทีเดียว และเมื่อพี่น้องชายหญิงไปเปิดโปงการสำแดงบางอย่างของเขา เขาก็ไม่กลับใจเลย เขาดื้อแพ่งมาก และไม่รู้สึกสำนึกผิดแม้แต่น้อย  เขาถึงกับรู้สึกว่าได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม  นี่คือการสำแดงประเภทที่ข้าพระองค์เคยเห็น)  นี่คือการสำแดงที่เป็นแบบฉบับของศัตรูของพระคริสต์  ท่าทีที่เป็นแบบฉบับของพวกศัตรูของพระคริสต์ต่อการตัดแต่งคือ การปฏิเสธอย่างแข็งขันที่จะยอมรับหรือสารภาพผิดในเรื่องนี้  ไม่ว่าพวกเขาจะทำชั่วมากเพียงใดหรือทำให้งานของพระนิเวศของพระเจ้าและการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเสียหายเพียงใด พวกเขาก็ไม่รู้สึกสำนึกผิดแม้แต่น้อยหรือรู้สึกว่าตนติดค้างสิ่งใด  จากมุมมองนี้ พวกศัตรูของพระคริสต์มีความเป็นมนุษย์หรือไม่?  ไม่มีอย่างแน่นอน  พวกเขาก่อความเสียหายสารพัดประเภทให้กับประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และก่อให้เกิดความเสียหายต่องานของคริสตจักร—ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรสามารถมองเห็นเรื่องนี้ได้อย่างชัดแจ้งเหมือนกลางวัน และพวกเขาสามารถมองเห็นการทำชั่วอย่างต่อเนื่องของพวกศัตรูของพระคริสต์  แต่กระนั้นพวกศัตรูของพระคริสต์กลับไม่ยอมรับหรือรับรู้ข้อเท็จจริงนี้ พวกเขาปฏิเสธอย่างดื้อรั้นที่จะยอมรับว่าตนผิดหรือตนต้องรับผิดชอบ  นี่คือข้อบ่งชี้ว่าพวกเขารังเกียจความจริงไม่ใช่หรือ?  พวกศัตรูของพระคริสต์รังเกียจความจริงถึงระดับนี้—ไม่ว่าพวกเขาจะทำเรื่องเลวร้ายมากเพียงใด พวกเขาก็ปฏิเสธอย่างดื้อรั้นที่จะยอมรับ และยังคงไม่ยอมอ่อนข้อจนถึงที่สุด  นี่เพียงพอที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่า พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่เคยจริงจังกับงานของพระนิเวศของพระเจ้าหรือยอมรับความจริงเลย  พวกเขาไม่ได้มาเพื่อเชื่อในพระเจ้า พวกเขาคือข้ารับใช้ของซาตาน ที่มาเพื่อก่อกวนและขัดขวางงานของพระนิเวศของพระเจ้า  ในหัวใจของพวกศัตรูของพระคริสต์มีเพียงความมีหน้ามีตาและสถานะเท่านั้น  พวกเขาเชื่อว่าหากพวกเขายอมรับความผิดพลาดของตน เช่นนั้นพวกเขาก็จะต้องยอมรับผิดชอบ และเมื่อนั้นสถานะและความมีหน้ามีตาของพวกเขาก็จะเสียหายอย่างรุนแรง  ผลก็คือ พวกเขาต่อต้านด้วยท่าทีของการ “ปฏิเสธจนตัวตาย”  ไม่ว่าผู้คนจะเปิดโปงหรือชำแหละพวกเขาอย่างไร พวกเขาก็พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะปฏิเสธ  ไม่ว่าการปฏิเสธของพวกเขาจะเป็นไปโดยเจตนาหรือไม่ กล่าวโดยสรุปคือ ในแง่หนึ่ง พฤติกรรมเหล่านี้เปิดโปงแก่นแท้ธรรมชาติของพวกศัตรูของพระคริสต์ที่รังเกียจและเกลียดชังความจริง  ในอีกแง่หนึ่ง นี่แสดงให้เห็นว่าพวกศัตรูของพระคริสต์ทะนุถนอมสถานะ ความมีหน้ามีตา และผลประโยชน์ของตนเองมากเพียงใด  ในขณะเดียวกัน ท่าทีที่พวกเขามีต่องานและผลประโยชน์ของคริสตจักรเป็นอย่างไร?  เป็นท่าทีของการดูหมิ่นและการขาดความรับผิดชอบ  พวกเขาไร้ซึ่งมโนธรรมและสำนึกโดยสิ้นเชิง  การปัดความรับผิดชอบของพวกศัตรูของพระคริสต์แสดงให้เห็นประเด็นเหล่านี้มิใช่หรือ?  ในแง่หนึ่ง การปัดความรับผิดชอบพิสูจน์ให้เห็นแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาที่รังเกียจและเกลียดชังความจริง ในขณะที่อีกแง่หนึ่ง เป็นแสดงให้เห็นการไร้ซึ่งมโนธรรม สำนึก และความเป็นมนุษย์ของพวกเขา  ไม่ว่าการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิงจะได้รับความเสียหายจากการก่อกวนและการทำชั่วของพวกเขามากเพียงใด พวกเขาก็ไม่รู้สึกถึงการตำหนิและไม่มีทางรู้สึกไม่ดีกับเรื่องนี้เลย  นี่คือสิ่งมีชีวิตประเภทใดกัน?  แม้แต่การยอมรับความผิดพลาดของตนเพียงเล็กน้อยก็ถือได้ว่าพวกเขามีมโนธรรมและสำนึกอยู่บ้าง แต่พวกศัตรูของพระคริสต์กลับไม่มีความเป็นมนุษย์แม้เพียงเล็กน้อยนั้นเลย  ดังนั้น พวกเจ้าคิดว่าพวกเขาเป็นอะไร?  พวกศัตรูของพระคริสต์คือหมู่มารโดยแก่นแท้  ไม่ว่าพวกเขาจะสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้ามากเพียงใด พวกเขาก็มองไม่เห็น  ในหัวใจของพวกเขาไม่รู้สึกเศร้าเสียใจกับเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย และไม่ตำหนิตนเองด้วย นับประสาอะไรที่จะรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณ  นี่ไม่ใช่สิ่งที่ควรเห็นในผู้คนปกติอย่างแน่นอน  พวกเขาคือหมู่มาร และหมู่มารย่อมปราศจากมโนธรรมหรือสำนึกใดๆ  ไม่ว่าพวกเขาจะทำเรื่องเลวร้ายมากเพียงใด และไม่ว่าพวกเขาจะนำความสูญเสียมาสู่งานของคริสตจักรอย่างใหญ่หลวงเพียงใด พวกเขาก็ปฏิเสธอย่างแข็งขันที่จะยอมรับเรื่องนี้  พวกเขาเชื่อว่าการยอมรับเรื่องนี้ย่อมจะหมายความว่าพวกเขาได้ทำบางสิ่งผิดไป  พวกเขาคิดว่า “เป็นไปได้หรือที่ฉันจะทำอะไรผิด?  ฉันจะไม่มีวันทำอะไรผิด!  ถ้าฉันถูกบังคับให้ยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง นั่นจะเป็นการดูหมิ่นลักษณะนิสัยของฉันไม่ใช่หรือ?  แม้ฉันจะมีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์นั้น แต่ฉันไม่ได้ทำให้เกิดขึ้น และฉันไม่ใช่คนรับผิดชอบหลัก  ไปหาใครก็ได้ที่คุณต้องการ แต่ไม่ควรมาตามหาฉัน  ไม่ว่าจะอย่างไร ฉันก็ไม่อาจยอมรับความผิดพลาดนี้ได้  ฉันแบกรับความรับผิดชอบนี้ไม่ได้!”  พวกเขาคิดว่าหากยอมรับความผิดพลาดของตน พวกเขาจะถูกกล่าวโทษ ถูกตัดสินประหารชีวิต และถูกส่งลงนรกและบึงไฟและกำมะถัน  จงบอกเราเถิดว่า ผู้คนเช่นนี้สามารถยอมรับความจริงได้หรือไม่?  จะคาดหวังการกลับใจที่แท้จริงจากพวกเขาได้หรือไม่?  ไม่ว่าผู้อื่นจะสามัคคีธรรมความจริงอย่างไร พวกศัตรูของพระคริสต์ก็ยังคงต่อต้าน ตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ และขัดขืนความจริงอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ  แม้หลังจากถูกปลด พวกเขาก็ยังไม่ยอมรับความผิดพลาดของตน และพวกเขาไม่แสดงให้เห็นการสำแดงของการกลับใจเลยแม้แต่น้อย  เมื่อมีการเอ่ยถึงเรื่องนี้ในอีกสิบปีต่อมา พวกเขาก็ยังไม่รู้จักตนเอง และไม่ยอมรับว่าตนทำผิดพลาด  เมื่อมีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาในอีกยี่สิบปีต่อมา พวกเขาก็ยังไม่รู้จักตนเอง และยังคงพยายามแก้ต่างและปกป้องตนเอง  และที่น่ารังเกียจยิ่งกว่านั้นก็คือ เมื่อมีการเอ่ยถึงเรื่องนี้ในอีกสามสิบปีต่อมา พวกเขาก็ยังคงไม่รู้จักตนเอง และยังคงพยายามโต้เถียงและแก้ต่างให้ตัวเอง โดยกล่าวว่า “ฉันไม่ได้ทำผิดพลาด ดังนั้น ฉันจึงไม่อาจยอมรับได้  นั่นไม่ใช่ความรับผิดชอบของฉัน ฉันจึงไม่ควรแบกรับเอาไว้”  และที่น่าประหลาดใจสำหรับทุกคนก็คือ สามสิบปีหลังจากที่พวกเขาถูกปลด ศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ยังคงมีท่าทีของการไม่ยอมรับวิธีที่คริสตจักรจัดการกับพวกเขา  แม้เวลาผ่านไปสามสิบปี พวกเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย  แล้วพวกเขาใช้เวลาตลอดสามสิบปีนั้นอย่างไร?  เป็นไปได้หรือไม่ที่พวกเขาไม่ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าหรือทบทวนตนเองเลย?  เป็นไปได้หรือไม่ที่พวกเขาไม่ได้อธิษฐานถึงพระเจ้าหรือเปิดเผยความในใจต่อพระเจ้าเลย?  เป็นไปได้หรือไม่ที่พวกเขาไม่ได้ฟังคำเทศนาและไม่ได้สามัคคีธรรม?  เป็นไปได้หรือไม่ที่พวกเขาไร้สติ และไม่มีความคิดอ่านของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ?  วิธีที่พวกเขาใช้เวลาสามสิบปีนั้นเป็นความล้ำลึกอย่างแท้จริง  สามสิบปีหลังจากเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น พวกเขายังคงเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง คิดว่าพี่น้องชายหญิงทำผิดต่อพวกเขา คิดว่าพระเจ้าไม่เข้าพระทัยพวกเขา คิดว่าพระนิเวศของพระเจ้าทำไม่ดีต่อพวกเขา สร้างปัญหาให้พวกเขา ทำให้สิ่งต่างๆ ยากลำบากยากเย็นสำหรับพวกเขา และตำหนิพวกเขาอย่างไม่ยุติธรรม  จงบอกเราเถิดว่า ผู้คนเช่นนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่?  พวกเขาเปลี่ยนแปลงไม่ได้อย่างแน่นอน  หัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความเป็นปฏิปักษ์ต่อสิ่งที่เป็นบวก รวมทั้งการไม่ยอมรับและการต่อต้าน  พวกเขาเชื่อว่า การที่ผู้อื่นเปิดโปงการทำชั่วและตัดแต่งพวกเขา เป็นการทำลายภาพลักษณ์ของพวกเขา ทำให้ความมีหน้ามีตาของพวกเขาเสื่อมเสีย และก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขา  พวกเขาจะไม่มีวันมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐาน แสวงหา และยอมรับความผิดพลาดของตนเองในเรื่องนี้ และพวกเขาจะไม่มีวันมีท่าทีของการกลับใจหรือการยอมรับความผิดพลาดของตน  พวกเขายิ่งจะไม่ยอมรับการพิพากษาและการตีสอนจากพระวจนะของพระเจ้า  ทุกวันนี้ พวกเขายังคงเก็บงำการไม่เชื่อฟัง ความไม่พอใจ และความคับข้องใจในขณะที่พวกเขาหาเหตุผลเข้าข้างตนเองต่อพระเจ้า และขอให้พระเจ้าทรงแก้ไขความไม่ถูกต้องเหล่านี้ ทรงเผยเรื่องนี้ และทรงพิพากษาว่าใครถูกใครผิดกันแน่ ถึงระดับที่พวกเขาสงสัยและปฏิเสธความชอบธรรมของพระเจ้าเพราะเรื่องนี้ รวมทั้งสงสัยและปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ว่าพระนิเวศของพระเจ้าปกครองโดยความจริงและพระเจ้า  นี่คือจุดจบในท้ายที่สุดของการที่พวกศัตรูของพระคริสต์ถูกตัดแต่ง—พวกเขายอมรับความจริงหรือไม่?  พวกเขาไม่ยอมรับความจริงเลย พวกเขาตั้งป้อมต่อต้านการยอมรับความจริงอย่างถึงที่สุด  จากเรื่องนี้ พวกเราสามารถเห็นได้ว่าแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์คือการรังเกียจและเกลียดชังความจริง

ในเมื่อพวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับการถูกตัดแต่ง แล้วพวกเขามีความรู้เรื่องการถูกตัดแต่งบ้างหรือไม่?  เมื่อพวกเขาสามัคคีธรรมความจริงในแง่มุมนี้ พวกเขาพูดว่าอย่างไร?  พวกเขาสอนผู้อื่นว่าอย่างไร?  พวกเขากล่าวว่า “การตัดแต่งผู้คนเป็นวิธีการหนึ่งที่พระเจ้าใช้เพื่อทำให้พวกเขาเพียบพร้อม  เป็นการทำให้ผู้คนรู้จักตนเองได้ดีขึ้น  เมื่อผู้คนถูกตัดแต่ง พวกเขาควรยอมรับและนบนอบการตัดแต่งอย่างไม่มีเงื่อนไข  พวกที่ไม่ยอมรับการถูกตัดแต่งคือผู้คนที่กบฏต่อพระเจ้าและไม่รักความจริง  ถ้าคุณต้องการปฏิบัติความจริง คุณต้องยอมรับการถูกตัดแต่งเสียก่อน นี่คือวิธีที่พระเจ้าทำให้ผู้คนเพียบพร้อม และทุกคนต้องมีประสบการณ์ในเรื่องนี้  อาจกล่าวได้ว่าการยอมรับการถูกตัดแต่งเป็นหนึ่งในเส้นทางแห่งการปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับผู้คนในการเข้าใจความจริง และด้วยเหตุนี้จึงสัมฤทธิ์การรู้จักตนเองและทำให้พระเจ้าพึงพอใจ  ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร—เป็นผู้นำหรือผู้เชื่อธรรมดา—และไม่ว่าคุณกำลังปฏิบัติหน้าที่ใด คุณต้องเตรียมพร้อมที่จะถูกตัดแต่ง  ถ้าคุณไม่สามารถยอมรับการถูกตัดแต่งได้ นั่นย่อมพิสูจน์ให้เห็นว่าคุณเป็นคนที่ไม่มีวุฒิภาวะ คุณเป็นเด็ก  ทุกคนที่สามารถยอมรับการถูกตัดแต่งได้คือผู้ใหญ่ที่เติบโตเต็มที่ซึ่งมีชีวิตและสามารถได้รับการทำให้เพียบพร้อม”  คำพูดใหญ่โตเหล่านี้พรั่งพรูออกมาจากปากของพวกศัตรูของพระคริสต์ราวกับค้อนทุบ และฟังดูยิ่งใหญ่นัก!  แต่คำพูดเหล่านี้คืออะไร?  สิ่งที่พวกเขาเอ่ยออกมานั้น มีสักบรรทัดที่เป็นความจริงหรือไม่?  พวกเจ้าสามารถแยกแยะได้หรือไม่?  พวกเจ้ามักจะพูดสิ่งเหล่านี้เช่นกันมิใช่หรือ?  (ใช่)  จงบอกเราทีว่า คำพูดเหล่านี้คืออะไร?  (คำสอน)  จงใช้วลีทั่วไปมาสรุปและนิยามว่าคำสอนคืออะไร  (คำขวัญ)  พวกเจ้าคิดวลีอื่นออกหรือไม่?  (คำพูดเชิงทฤษฎีที่ไร้ประโยชน์)  มีอีกไหม?  (ล้วนเป็นขยะและคำพูดไร้สาระ)  ถูกต้อง คำนิยามนี้ตรงประเด็น และเป็นไปตามความเป็นจริง  นี่เรียกว่าภาษาพูดในชีวิตประจำวัน คำสอนล้วนเป็นคำพูดไร้สาระ  คำว่า “คำพูดไร้สาระ” บอกเป็นนัยถึงสิ่งใด?  คำพูดที่ว่างเปล่า  ในความเป็นจริง พวกเราจะระบุลักษณะคำพูดนี้ว่าอย่างไร?  เป็นคำพูดและคำสอน  คำพูดเหล่านี้ที่พวกศัตรูของพระคริสต์กล่าวเป็นเพียงคำพูดและคำสอน  เมื่อเป็นเรื่องของการถูกตัดแต่ง พวกเขาสามารถเอ่ยคำสอนเช่นนี้ได้บ่อยครั้ง แต่นั่นพิสูจน์ว่า พวกเขามีความเข้าใจและการจับใจความที่แท้จริงในเรื่องนี้กระนั้นหรือ?  ทันทีที่พวกเจ้าได้ยินพวกเขากล่าวคำพูดเหล่านี้ พวกเจ้าก็รู้ว่าพวกเขาไม่มีความเข้าใจที่แท้จริงใดๆ เกี่ยวกับการถูกตัดแต่งเลย  ความสามารถของพวกเขาในการเอ่ยคำพูดเหลวไหลมากมายเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง  หากพวกเขาถูกตัดแต่งจริงๆ พวกเขาย่อมไม่มีทางยอมรับ  ท่าทีที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อการถูกตัดแต่งคือท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์และการไม่ยอมรับ เขาไม่ยอมรับหรือนบนอบว่านั่นเป็นความจริงอย่างเด็ดขาด  สำหรับเขาแล้ว การทำเช่นนั้นจะเป็นการดูหมิ่นลักษณะนิสัยและศักดิ์ศรีของเขา

พวกเจ้ามีตัวอย่างอื่นอีกหรือไม่เกี่ยวกับวิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อการถูกตัดแต่ง?  (เมื่อศัตรูของพระคริสต์บางคนเผชิญกับการถูกตัดแต่ง ภายนอกอาจดูเหมือนกำลังเริ่มรู้จักตนเอง แต่ความหมายที่แฝงอยู่จะเต็มไปด้วยเหตุผลบิดเบือน และลักษณะของการพยายามชักพาผู้คนให้หลงผิด  บางครั้งหากทำผิดพลาดไปแล้ว พวกเขาก็จะพูดว่า “พระเจ้ายอมให้เรื่องนี้เกิดขึ้น ทุกคนควรนบนอบอธิปไตยของพระเจ้า”  บางครั้งพวกศัตรูของพระคริสต์จะถึงกับสร้างข้อกล่าวหาเท็จเพื่อตอบโต้ โดยกล่าวว่า “คุณต้องไม่พยายามจับผิดผู้นำและคนทำงาน หรือมีข้อเรียกร้องต่อพวกเขาสูงเกินไป”  พวกศัตรูของพระคริสต์พูดสิ่งเหล่านี้ด้วยความพยายามที่จะชักพาผู้คนให้หลงผิดและป้องกันไม่ให้ผู้คนแยกแยะพวกเขาได้)  นี่เป็นการสำแดงอย่างหนึ่ง—นั่นคือ พวกศัตรูของพระคริสต์บิดเบือนสิ่งผิดให้กลายเป็นถูกต้อง พวกเขากลับดำให้เป็นขาว  ด้วยความหวาดกลัวว่าผู้คนจะมองทะลุปัญหาของพวกเขา พวกศัตรูของพระคริสต์จึงรีบอ้างเหตุผลลวงและใช้เล่ห์เหลี่ยมทางวาจาสารพัดรูปแบบมาชักพาผู้คนให้หลงผิด ก่อกวนความรู้สึกนึกคิดของผู้คน และทำให้นิมิตของผู้คนพร่ามัว เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนมีความรู้หรือวิจารณญาณแยกแยะใดๆ เกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาได้ทำลงไป และด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงรักษาสถานะอันสูงส่งและความมีหน้ามีตาที่ดีของตนในความรู้สึกนึกคิดของผู้คนไว้ได้  นี่เป็นท่าทีประเภทเดียวกับที่พวกเราพูดถึงเมื่อครู่ เกี่ยวกับวิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์จะไม่กลับตัวกลับใจอย่างแน่นอนเมื่อถูกตัดแต่ง หรือเมื่อพวกเขาทำผิดพลาดหรือเดินไปบนเส้นทางที่ผิด  มีตัวอย่างอื่นใดอีกบ้าง?  (พวกศัตรูของพระคริสต์ผูกใจเจ็บกับใครก็ตามที่ตัดแต่งพวกเขา และอาจถึงกับมองหาโอกาสตอบโต้และโจมตีคนเหล่านั้นในภายหลัง)  การโจมตีและการตอบโต้เป็นการสำแดงอีกอย่างหนึ่ง  เรื่องนี้สัมพันธ์กับการที่พวกศัตรูของพระคริสต์ปกป้องสถานะและความมีหน้ามีตาของตนเองอย่างไร?  เหตุใดพวกเขาจึงต้องการโจมตีและตอบโต้?  (ใครก็ตามที่ตัดแต่งพวกเขาได้เปิดโปงความชั่วทั้งหมดที่พวกเขาทำและข้อเท็จจริงที่แท้จริงของเรื่องนั้น คนเหล่านั้นทำลายสถานะและความมีหน้ามีตาของพวกเขา และทำลายภาพลักษณ์ของพวกเขาที่อยู่ในหัวใจของผู้คน ดังนั้น พวกเขาจึงผูกใจเจ็บคนเหล่านั้น)  ถูกต้อง นั่นคือจุดที่สัมพันธ์กัน  พวกเขาคิดว่าผู้คนที่ตัดแต่งพวกเขาได้ทำร้ายศักดิ์ศรีของพวกเขา ทำให้พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าอับอาย ทำลายความมีหน้ามีตาของพวกเขา และทำให้สถานะของพวกเขาในความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่นเสียหายอย่างรุนแรงด้วยการเปิดโปงพวกเขาต่อหน้าผู้คนมากมาย  นี่คือเหตุผลในการตอบโต้ของพวกเขา  ในเรื่องนี้ ความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขาได้รับความเสียหาย และเพื่อระบายความขุ่นเคืองและความเกลียดชังในหัวใจของตน พวกเขาจึงมองหาโอกาสโจมตีและตอบโต้ผู้คนที่เปิดโปงและตัดแต่งพวกเขา  พวกศัตรูของพระคริสต์แสดงการสำแดงอื่นใดออกมาอีกบ้าง?  (ศัตรูของพระคริสต์บางคนยังเจ้าเล่ห์เป็นพิเศษอีกด้วย  เมื่อใครสักคนตัดแต่งพวกเขา พวกเขาอาจจะไม่โต้แย้งหรือกล่าวสิ่งใดออกมาให้เห็นภายนอก และอาจดูเหมือนพวกเขาเริ่มเข้าใจบางสิ่งเกี่ยวกับตนเองอย่างแท้จริง แต่ภายหลังพวกเขาจะยังคงกระทำชั่วแบบเดิมและไม่กลับใจอย่างแท้จริงเลย  พวกเขาใช้การสร้างภาพเช่นนั้นชักพาผู้คนให้หลงผิด)  นี่เป็นการสำแดงอีกอย่างหนึ่ง  ศัตรูของพระคริสต์ประเภทหนึ่งทำเช่นนั้นไม่มีผิด  พวกเขาคิดในใจว่า “ที่ใดมีชีวิตที่นั่นมีความหวัง  ฉันจะอดทนไปก่อนและจะไม่ยอมให้คุณรู้เท่าทันฉัน  ถ้าฉันโต้แย้งคุณอย่างโจ่งแจ้งและปฏิเสธที่จะยอมรับการถูกตัดแต่ง คุณก็จะบอกว่าฉันเป็นคนที่ไม่ปฏิบัติหรือไม่รักความจริง และถ้าเรื่องนั้นแพร่งพรายออกไป ก็จะส่งผลกระทบต่อความมีหน้ามีตาของฉัน  ถ้าพี่น้องชายหญิงของพวกเรารู้เรื่องเข้า พวกเขาย่อมจะไม่ยอมรับการนำของคนที่ไม่มีความรักต่อความจริงโดยสิ้นเชิงอย่างแน่นอน  ฉันต้องสร้างภาพลักษณ์ที่ดีเสียก่อน  เมื่อเผชิญกับการถูกตัดแต่ง และมีคนกำลังเปิดโปงความผิดพลาดหรือการกระทำผิดใดๆ ที่ฉันได้ทำลงไป ฉันจะฝืนยิ้มและแบกรับด้วยการแสร้งทำเป็นยอมรับและพยักหน้ารับ โดยไม่ยอมให้ใครรู้เท่าทันฉันหรือรู้ว่าจริงๆ แล้วฉันกำลังคิดอะไรอยู่  จากนั้นฉันก็สามารถสร้างภาพ บีบน้ำตาสักหน่อย และพูดเรื่องการเป็นหนี้บุญคุณพระเจ้าบ้าง และทำให้เรื่องนี้จบๆ ไป  ด้วยวิธีนั้น พี่น้องชายหญิงก็จะคิดว่าฉันเป็นคนที่ยอมรับความจริง และฉันสามารถเป็นผู้นำต่อไปได้อย่างถูกต้อง—และเมื่อนั้นความมีหน้ามีตาและสถานะของฉันก็จะได้รับการรักษาไว้ ถูกต้องไหม?”  ทุกสิ่งที่พวกเขาทำคือการสร้างภาพ  พวกเจ้าจะบอกว่าผู้คนเช่นนี้มองออกง่ายหรือไม่?  (พวกเขาไม่ใช่คนที่จะรู้เท่าทันได้โดยง่าย)  ต้องใช้ระยะเวลาในการสังเกตและมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาเพื่อดูว่าเมื่อเผชิญกับปัญหา พวกเขาปกป้องผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าหรือไม่ และพวกเขาปฏิบัติอย่างสอดคล้องกับหลักธรรมความจริงอย่างแท้จริงหรือไม่  ไม่ว่าภายนอกพวกเขาจะพูดได้ดีหรือถูกต้องเพียงใด นั่นก็เป็นเพียงชั่วคราว ไม่ช้าก็เร็ว วิธีที่พวกเขาคิดจริงๆ จะถูกเปิดเผยออกมา  ต่อให้พระเจ้าไม่ทรงเผยพวกเขา แต่พวกศัตรูของพระคริสต์จะสามารถปิดบังความคิดที่แท้จริงและแก่นแท้ธรรมชาติของตนได้มิดชิดขนาดนั้นเชียวหรือ?  พวกเขาสามารถปกปิดสิ่งเหล่านั้นไปได้ตลอดชีวิตหรือไม่?  นั่นย่อมจะเป็นไปไม่ได้ ไม่ช้าก็เร็วสิ่งเหล่านี้จะถูกเปิดเผยออกมา  ดังนั้น ไม่ว่าพวกศัตรูของพระคริสต์อาจจะเลวร้ายหรือเจ้าเล่ห์เพียงใด ตราบใดที่พวกเขาเก็บงำเจตนาและแรงจูงใจ และมีการกระทำที่ขัดต่อความจริง ในที่สุดผู้คนที่เข้าใจความจริงก็ย่อมจะแยกแยะและมองพวกเขาออก  ศัตรูของพระคริสต์เช่นนี้เจ้าเล่ห์ที่สุดในบรรดาทั้งหมด ภายนอกนั้น พวกเขาดูเหมือนยอมรับความจริงและสิ่งที่เป็นบวก แต่แท้จริงแล้ว ในส่วนลึกของหัวใจและในแก่นแท้ของพวกเขา พวกเขาไม่รักความจริง และถึงกับรังเกียจสิ่งที่เป็นบวกและความจริง  เพราะพวกเขามีคารมคมคาย คนส่วนใหญ่จึงไม่สามารถแยกแยะพวกเขาได้ และมีเพียงผู้คนที่เข้าใจความจริงเท่านั้นที่สามารถแยกแยะและมองคนประเภทนี้ออก  มีตัวอย่างอื่นอีกหรือไม่?  (มีศัตรูของพระคริสต์คนหนึ่งที่เห็นว่าผู้ร่วมงานของตนมีขีดความสามารถดีกว่าตนและทำงานได้ดีกว่าตน  เพื่อรักษาสถานะของตน เขาจึงแอบบิดเบือนข้อเท็จจริงและตัดสินผู้ร่วมงานและคู่ทำงานของตน ชักพาผู้คนให้หลงผิด ดึงผู้คนเหล่านั้นเข้ามา และทำให้ผู้คนเหล่านั้นรับฟังตน  เรื่องนี้นำไปสู่ความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันในหมู่ผู้ร่วมงานของเขา  พวกเขาไม่ได้ร่วมมือกันอย่างกลมเกลียวอีกต่อไป และไม่สัมฤทธิ์ผลลัพธ์ในงานด้านใดเลย  เมื่อการทำชั่วของศัตรูของพระคริสต์ถูกเปิดโปง เขาไม่เพียงปฏิเสธที่จะยอมรับ แต่เขายังแก้ตัวและพยายามปัดความรับผิดชอบอีกด้วย  เห็นได้ชัดว่าเขาจะทำทุกอย่างเพื่อความมีหน้ามีตาและสถานะของตน ไม่ว่าเขาจะทำร้ายพี่น้องชายหญิงไปกี่คน และไม่ว่าเขาจะก่อกวนและขัดขวางงานของพระนิเวศของพระเจ้าอย่างรุนแรงเพียงใด เขาก็ไม่ใส่ใจเลย  นับประสาอะไรที่จะรู้สึกเสียใจหรือรู้สึกผิด  เขาไม่มีความเป็นมนุษย์และสำนึกแม้แต่น้อย)  สรุปก็คือ พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจที่จะเสียสละผลประโยชน์ของใครก็ตามเพื่อปกป้องความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขาเอง  ต่อให้ต้องเหยียบย่ำทุกคนเพื่อรักษาสถานะของตนเองไว้ พวกเขาก็จะไม่ลังเลที่จะทำเช่นนี้  เมื่อเป็นเรื่องของการปกป้องความมีหน้ามีตาและสถานะของตน พวกเขาไม่สนใจว่าคนอื่นจะอยู่หรือตาย และงานของพระนิเวศของพระเจ้าและผลประโยชน์ของคริสตจักรก็ไม่อยู่ในความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาเลยด้วยซ้ำ และไม่อยู่ในขอบข่ายที่พวกเขาจะคำนึงถึงแม้แต่น้อย  จากการกระทำเหล่านี้ พวกเราจะเห็นได้ว่าพวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ใช่คนของพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาคือผู้ไม่มีความเชื่อที่แทรกซึมเข้ามา  พระนิเวศของพระเจ้าไม่ใช่บ้านของพวกเขา ดังนั้น ผลประโยชน์ใดๆ ของที่นั่นจึงไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขา  พวกเขาเพียงต้องการสัมฤทธิ์เป้าหมายของตนในการกุมอำนาจและควบคุมผู้คน และตอบสนองความทะเยอทะยานและความอยากส่วนตัวของตนในพระนิเวศของพระเจ้า  เพราะนี่คือแก่นแท้ธรรมชาติประเภทที่พวกศัตรูของพระคริสต์มี พวกเขาจะไม่ยอมรับการถูกตัดแต่งอย่างเด็ดขาด และจะไม่ยอมรับความจริงในแง่มุมใดๆ เลย

จากตัวอย่างที่พวกเราเพิ่งยกมา เจ้าจะเห็นได้ว่าความทะเยอทะยานและความอยากของพวกศัตรูของพระคริสต์ที่จะไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะนั้นมีมาแต่กำเนิด  พวกศัตรูของพระคริสต์เกิดมาเป็นเช่นนั้น มีแก่นแท้ธรรมชาติแบบนั้น  พวกเขาไม่ได้เรียนรู้เรื่องนี้หลังจากเกิดมาอย่างแน่นอน และนี่ไม่ใช่ผลพวงจากสภาพแวดล้อมของพวกเขา  นี่ก็เหมือนกับคนป่วยบางคนไม่ได้ติดโรคหลังจากเกิดมา แต่ได้รับถ่ายทอดทางพันธุกรรมแทน  จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะรักษาโรคประเภทเหล่านี้ให้หาย  พวกศัตรูของพระคริสต์เกิดมาพร้อมกับความทะเยอทะยานที่จะไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและสถานะ และพวกเขาไม่ต่างอะไรกับการกลับมาเกิดของเหล่ากษัตริย์มาร  พวกศัตรูของพระคริสต์รังเกียจและเกลียดชังความจริง และพวกเขาไม่ยอมรับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าเลย  ดังนั้น ไม่ว่าเผชิญกับการตัดแต่งประเภทใด พวกเขาก็จะไม่ยอมรับ  หากพี่น้องชายหรือพี่น้องหญิงธรรมดาคนหนึ่งตัดแต่งพวกเขา พวกเขาก็จะยิ่งไม่เต็มใจยอมรับ  พวกเขาเชื่อว่า “คุณไม่มีคุณสมบัติที่จะตัดแต่งฉัน คุณไม่คู่ควร!  คุณเป็นผู้เชื่อมากี่วันแล้ว?  ตอนที่ฉันเริ่มเป็นผู้เชื่อ คุณยังไม่เกิดด้วยซ้ำ!  ตอนที่ฉันกลายมาเป็นผู้นำ คุณยังไม่ได้เริ่มเชื่อในพระเจ้าเลย!”  นั่นคือท่าทีที่พวกเขามีต่อพี่น้องชายหญิงที่ตัดแต่งพวกเขา  พวกเขามุ่งเน้นคุณสมบัติและความอาวุโส และปฏิเสธการถูกตัดแต่งด้วยเหตุผลเหล่านี้  ดังนั้น พวกเขาสามารถยอมรับได้หรือไม่เมื่อเบื้องบนตัดแต่งพวกเขา?  จากแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา พวกเขาจะไม่ยอมรับการถูกตัดแต่งเช่นกัน  แม้ภายนอกพวกเขาอาจจะไม่พูดอะไร แต่หัวใจของพวกเขาจะต่อต้านและปฏิเสธการถูกตัดแต่งอย่างแน่นอน  เรื่องนี้ไม่มีข้อสงสัยเลย  เมื่อพวกเขาเผชิญกับการตัดแต่งจากเบื้องบนอย่างแท้จริง การสำแดงที่พบบ่อยที่สุดของพวกศัตรูของพระคริสต์คือ การโต้เถียงและแก้ตัวอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อปัดความรับผิดชอบ ถึงขั้นโกหกเบื้องบนและปิดบังสิ่งต่างๆ จากผู้ที่อยู่ใต้พวกเขา เพื่อให้ตนสามารถลอยนวลไปได้  พวกศัตรูของพระคริสต์มักใช้วิธีการโกหกเบื้องบนและปิดบังสิ่งต่างๆ จากผู้ที่อยู่ใต้พวกเขาเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตัดแต่งจากเบื้องบน  ตัวอย่างเช่น หากมีปัญหามากมายในคริสตจักร พวกเขาก็ไม่รายงานปัญหาเหล่านั้นเลย  หากพี่น้องชายหญิงของพวกเขาต้องการรายงานปัญหาเหล่านั้น พวกศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่อนุญาต และใครก็ตามที่ทำเช่นนั้นจะถูกพวกเขากดขี่และกีดกัน  ผลก็คือ ผู้คนส่วนใหญ่ถูกบังคับไม่ให้เข้าไปข้องเกี่ยว ปล่อยให้ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข และทำตัวเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คน  พวกศัตรูของพระคริสต์ปิดกั้นปัญหาทั้งหมดของคริสตจักร เก็บ เป็นความลับอย่างมิดชิด และพวกเขาไม่ยอมให้เบื้องบนก้าวก่ายหรือสอบถาม  พวกศัตรูของพระคริสต์ยังยับยั้งการจัดแจงเตรียมงานของเบื้องบนไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และไม่ส่งต่อหรือนำการจัดแจงเตรียมงานของเบื้องบนไปปฏิบัติ  หากการจัดแจงเตรียมงานของเบื้องบนไม่ส่งผลกระทบต่อความมีหน้ามีตาหรือสถานะส่วนตัวของพวกเขาเลย พวกเขาก็อาจป่าวประกาศอย่างผิวเผินไม่กี่ครั้ง และทำอย่างขอไปที แต่พวกเขาจะไม่นำไปปฏิบัติจริงอย่างแน่นอน  หากการจัดแจงเตรียมงานของเบื้องบนเป็นภัยคุกคาม หรือมีผลกระทบบางอย่างต่อความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขา พวกศัตรูของพระคริสต์ก็ต้องคิด  พวกเขาต้องพิจารณาว่าจะกระทำการอย่างไร จะกระทำการกับใคร และจะกระทำการเมื่อใด  พวกเขาต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในเรื่องเหล่านี้ คิดคำนวณซ้ำแล้วซ้ำเล่า  หากมีปัญหาบางอย่างปรากฏขึ้นในงานของคริสตจักร พวกศัตรูของพระคริสต์ย่อมรู้ว่าพวกเขาจะถูกตัดแต่งอย่างแน่นอน หรือถึงขั้นถูกปลดเมื่อเบื้องบนรู้ถึงปัญหาเหล่านั้น ดังนั้น พวกเขาจึงปกปิดปัญหา และไม่รายงานปัญหาเหล่านั้นต่อเบื้องบน  พวกเขาไม่สนใจเลยว่าปัญหาเหล่านั้นจะนำผลกระทบหรือความเสียหายใดมาสู่งานของพระนิเวศของพระเจ้าหากไม่ได้รับการแก้ไข พวกเขาไม่แยแสต่อความสูญเสียใดๆ ที่งานของพระนิเวศของพระเจ้าจะได้รับ  พวกเขาไม่คิดว่าการกระทำใดจะเป็นประโยชน์ต่องานของพระนิเวศของพระเจ้าหรือทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย พวกเขาคำนึงถึงแต่ความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขาเองเท่านั้น เบื้องบนจะมองและปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไร และจะปกป้องความมีหน้ามีตาและสถานะของตนอย่างไรเพื่อไม่ให้ได้รับผลกระทบ  นี่คือวิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์มองสิ่งต่างๆ และคิดเกี่ยวกับปัญหา และนี่แสดงถึงอุปนิสัยของพวกเขาโดยสมบูรณ์  ดังนั้น พวกศัตรูของพระคริสต์จะไม่รายงานปัญหาที่มีอยู่ภายในคริสตจักรหรือที่เกิดขึ้นในงานของตนตามความเป็นจริงโดยเด็ดขาด  ไม่ว่าพวกเขาจะทำงานใด ไม่ว่าจะเผชิญกับความลำบากยากเย็นใด หรือหากพบเจอสถานการณ์ที่พวกเขาไม่รู้วิธีรับมือ หรือไม่รู้ว่าจะตัดสินใจเลือกอย่างไรในขณะที่ดำเนินการงานนั้น พวกเขาจะปกปิดและซ่อนเร้นมันไว้ กลัวว่าเบื้องบนจะบอกว่าขีดความสามารถของพวกเขาต่ำเกินไป หรือรู้สถานการณ์ที่แท้จริงของพวกเขา หรือตัดแต่งพวกเขาเพราะพวกเขาไม่ได้จัดการและแก้ไขความลำบากยากเย็นหรือสถานการณ์เหล่านั้นอย่างทันท่วงที  พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าและงานของคริสตจักรเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตัดแต่งโดยเบื้องบน  พวกเขาไม่ลังเลที่จะสละงานและผลประโยชน์ของคริสตจักรเพื่อรักษาสถานะและการทำมาหากินของตน และเพื่อให้แน่ใจว่าเบื้องบนมีภาพจำที่ดีต่อพวกเขา  พวกเขาไม่สนใจว่าจะชะลอหรือส่งผลกระทบต่อความคืบหน้าของงานของคริสตจักรและยิ่งไม่สนใจต่อการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร  ไม่ว่าพี่น้องชายหญิงจะเผชิญความลำบากยากเย็นใด หรือมีปัญหาใดในแง่ของการเข้าสู่ชีวิตของพวกเขา พวกศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่สามารถแก้ไขได้ และพวกเขาจะไม่แสวงหาจากเบื้องบน  พวกเขารู้อย่างชัดเจนว่าการปิดบังปัญหาและปล่อยให้ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขจะชะลอและส่งผลกระทบต่อความคืบหน้าของงานของคริสตจักร รวมทั้งก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตของพี่น้องชายหญิง แต่พวกเขาก็เพิกเฉยต่อสิ่งเหล่านี้ และไม่สนใจสิ่งเหล่านี้  ไม่ว่าจะมีปัญหาใหญ่โตเพียงใดเกิดขึ้นในคริสตจักร พวกเขาก็ไม่เคยรายงานปัญหาเหล่านั้นเลย แต่กลับพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะปกปิดและปิดกั้นปัญหาเหล่านั้นไว้  หากพี่น้องชายหญิงค้นพบการทำชั่วของพวกเขาและเขียนจดหมายรายงานเรื่องเหล่านั้น พวกศัตรูของพระคริสต์ก็ยิ่งพยายามหนักขึ้นที่จะยับยั้งและปิดกั้นจดหมายเหล่านั้นไว้  เป้าหมายของพวกเขาในการยับยั้งและปิดกั้นจดหมายเหล่านั้นคืออะไร?  คือการรักษาสถานะของพวกเขา เพื่อปกป้องความมีหน้ามีตาและเกียรติของพวกเขา และเพื่อรักษาทุกสิ่งที่พวกเขาครอบครองอยู่ในขณะนั้น  สำหรับพวกเขาแล้ว การถูกปลด หรือการที่เบื้องบนประเมินว่าพวกเขาไม่เหมาะกับงานที่ตนทำ ก็เหมือนกับการสูญเสียชีวิตและถูกตัดสินประหารชีวิต เหมือนกับการมาถึงทางตันในการเชื่อในพระเจ้าของตน  ดังนั้น ไม่ว่าจะอย่างไร พวกเขาก็ไม่เคยแสวงหาจากเบื้องบนเลย  แต่พวกเขากลับคิดหาวิธีปกปิดปัญหาทั้งหมดที่มีอยู่ในงานของตนและหยุดยั้งไม่ให้เบื้องบนค้นพบปัญหาเหล่านั้นแทน  การปฏิบัติเช่นนี้ของพวกเขาน่ารังเกียจมากมิใช่หรือ?  พวกเขาเชื่อว่าผู้นำที่ดีในสายพระเนตรของพระเจ้าและในสายตาของเบื้องบนต้องเป็นคนที่ไม่เคยมีปัญหาหรือความลำบากยากเย็นใดๆ เป็นคนที่สามารถรับมือกับทุกเรื่องได้ดี และเหมาะกับงานทุกประเภท  พวกเขาคิดว่าผู้นำที่ดีไม่พร่ำบ่นเรื่องความลำบากยากเย็นหรือแสวงหาเกี่ยวกับปัญหาเลย และผู้นำที่ดีต้องเป็นคนที่เพียบพร้อมและไร้ที่ติโดยสิ้นเชิงในความรู้สึกนึกคิดของพระเจ้าและเบื้องบน เป็นคนที่สามารถทำงานให้เสร็จได้ด้วยดีโดยที่เบื้องบนไม่ต้องตัดแต่งพวกเขา  ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงปกป้องสถานะของตนอย่างสุดกำลัง โดยหวังว่าจะสร้างภาพจำอันดีต่อเบื้องบน และทำให้เบื้องบนเข้าใจผิดว่าพวกเขาเหมาะกับงานที่ทำ พวกเขาสามารถแบกรับงานของตัวเองได้ และจะไม่มีปัญหาใหญ่เกิดขึ้น และด้วยเหตุนี้จึงคิดว่าไม่จำเป็นต้องสอบถามเรื่องงานของพวกเขาโดยตรงหรือให้ทิศทางแก่พวกเขา และแน่นอนว่าไม่จำเป็นต้องตัดแต่งพวกเขา  พวกศัตรูของพระคริสต์ต้องการสร้างภาพลักษณ์เช่นนี้ให้ตนเอง เพื่อทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าพระเจ้าทรงเชื่อในตัวพวกเขาและไว้วางพระทัยมอบหมายทุกสิ่งให้พวกเขา คิดว่าพระองค์ทรงมีพระบัญชาภารกิจสำคัญแก่พวกเขาและไว้วางพระทัยในตัวพวกเขาอย่างยิ่ง ถึงขนาดที่พระองค์ทรงลังเลที่จะตัดแต่งพวกเขา ด้วยทรงเกรงว่าการที่พวกเขากลายเป็นคนคิดลบและอู้งานจะส่งผลกระทบต่องาน พวกศัตรูของพระคริสต์ทำให้พี่น้องชายหญิงคิดว่า พวกเขาเป็นคนที่ได้รับความนิยมในพระนิเวศของพระเจ้าและคริสตจักร และเป็นบุคคลสำคัญในพระนิเวศของพระเจ้า  เหตุใดพวกเขาจึงต้องการสร้างภาพจำให้กับพี่น้องชายหญิงด้วยภาพลวงตาประเภทนี้และการสร้างภาพเช่นนี้?  ก็เพื่อที่พวกเขาจะสามารถทำให้ผู้คนยกย่องและบูชาตน  เพื่อที่พวกเขาจะสามารถสุขสำราญกับผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่งในคริสตจักร ตลอดจนสถานะอันสูงส่งและได้รับการปฏิบัติที่เป็นพิเศษ ถึงขนาดที่พวกเขาอาจแทนที่พระเจ้าได้  พวกเขามักพูดกับพี่น้องชายหญิงว่า “พระเจ้าไม่สามารถตรัสกับพวกคุณด้วยพระองค์เอง พระองค์ไม่สามารถลงมาอยู่ในระดับเดียวกับพวกคุณและดำเนินงานด้วยพระองค์เองได้ พระองค์ไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่เคียงข้างพวกคุณ และชี้แนะสิ่งต่างๆ สารพัดที่พวกคุณพบเจอในชีวิตประจำวันได้  แล้วใครจะเป็นผู้ดำเนินการภารกิจอันเฉพาะเจาะจงเหล่านี้?  ย่อมจะเป็นผู้นำและคนทำงานอย่างพวกเราไม่ใช่หรือ?”  ในขณะที่พวกเขาพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะปกป้องสถานะของตน พวกเขามักพูดสิ่งเหล่านี้และแสดงความคิดเห็นเช่นนี้ เพื่อให้พี่น้องชายหญิงเชื่อในตัวพวกเขาและไว้วางใจพวกเขาอย่างหมดใจและปราศจากข้อสงสัย  ธรรมชาติในการปฏิบัติเช่นนี้ของพวกเขาคืออะไร?  นี่คือการโกหกเบื้องบนและปิดบังสิ่งต่างๆ จากผู้คนที่อยู่ใต้พวกเขามิใช่หรือ?  (ใช่)  นี่คือส่วนที่แยบยลในวิธีการของพวกเขา  คนส่วนใหญ่มีขีดความสามารถต่ำ พวกเขาไม่เข้าใจความจริง ไม่สามารถแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ และได้แต่ถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดและใช้ประโยชน์เท่านั้น  หากพวกศัตรูของพระคริสต์พยายามชักพาผู้คนให้หลงผิดโดยตรงด้วยการกล่าวว่า “เบื้องบนเชื่อในตัวฉันจริงๆ เขาฟังฉันทุกเรื่อง” ผู้คนอาจระแวดระวังเล็กน้อยและมีวิจารณญาณแยกแยะพวกเขาได้บ้าง แต่พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่พูดตรงๆ แบบนี้  พวกเขาใช้วิธีพูดบางอย่างมาชักพาผู้คนให้หลงผิด และทำให้ผู้คนเข้าใจผิด ว่าเบื้องบนต้องเชื่อและไว้วางใจในตัวพวกเขาถึงได้ไว้วางใจมอบหมายงานผู้นำให้พวกเขา  คนหัวทึบที่ขาดวิจารณญาณแยกแยะและไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงก็หลงเชื่อเรื่องนี้และติดตามพวกเขา  และเมื่อมีอะไรเกิดขึ้น คนหัวทึบเหล่านั้นก็ไม่อธิษฐานถึงพระเจ้าหรือแสวงหาความจริงในพระวจนะของพระเจ้า แต่กลับมาอยู่เบื้องหน้าพวกศัตรูของพระคริสต์ ขอให้พวกศัตรูของพระคริสต์ชี้ทางและเลือกเส้นทางให้พวกเขา  นี่คือเป้าหมายที่พวกศัตรูของพระคริสต์ต้องการสัมฤทธิ์ด้วยการกระทำของตน  หากในคริสตจักรไม่มีคนที่เข้าใจความจริงซึ่งแยกแยะและเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ได้ ผู้คนส่วนใหญ่ก็จะเชื่อพวกเขาอย่างมืดบอด บูชาและติดตามพวกเขา และใช้ชีวิตภายใต้การควบคุมของพวกเขา  แบบนี้อันตรายมาก!  หากใครสักคนถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดและควบคุมเป็นเวลาสามหรือห้าปี ชีวิตของเขาก็จะทนทุกข์กับความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง  หากเขาถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดและควบคุมเป็นเวลาแปดหรือสิบปี เขาจะถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง แม้ต้องการไถ่ตนเอง เขาก็จะไม่มีโอกาส

ศัตรูของพระคริสต์มักจะชักพาผู้คนให้หลงผิด เอาชนะใจผู้คน และควบคุมผู้คนโดยอ้างว่าตนเป็นคนที่ได้รับความนิยมชมชอบในพระนิเวศของพระเจ้า เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงแต่งตั้งให้อยู่ในตำแหน่งสำคัญ และเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงยกย่องและไว้วางพระทัย โดยพยายามสัมฤทธิ์เป้าหมายในการสุขสำราญกับสถานะอยู่เสมอ และมีสิทธิ์ตัดสินชี้ขาดตลอดไป  ศัตรูของพระคริสต์กลัวสิ่งใดมากที่สุด?  พวกเขากลัวการสูญเสียสถานะและการมีชื่อเสียงฉาวโฉ่มากที่สุด  พวกเขากลัวว่าพี่น้องชายหญิงจะคิดว่าพวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขามีขีดความสามารถที่ต่ำมาก และพวกเขาไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ หรือไม่ได้ทำงานที่แท้จริงใดๆ และพวกเขาไม่สามารถทำงานที่แท้จริงใดๆ ได้  สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์หวาดกลัวที่จะได้ยินมากที่สุด  เมื่อศัตรูของพระคริสต์ได้ยินถ้อยแถลงและคำประกาศเช่นนั้น พวกเขาก็ตื่นตระหนกและถึงกับหงุดหงิด บางครั้งถึงขั้นตีโพยตีพาย โดยกล่าวว่า “ฉันมีขีดความสามารถต่ำ เช่นนั้นก็เชิญใช้ใครก็ตามที่คุณใช้ได้เถิด ฉันทำงานนี้ไม่ได้อยู่แล้ว!  พระเจ้าทรงชอบธรรมไม่ใช่หรือ?  ฉันเชื่อในพระองค์มาตลอดหลายปีนี้ ละทิ้งครอบครัวและอาชีพการงานของฉันเพื่อพระองค์ และตรากตรำอย่างหนักเพื่อพวกคุณทุกคนที่เป็นพี่น้องชายหญิงของฉัน  ทำไมพวกคุณถึงกล่าวคำพูดที่เป็นธรรมเกี่ยวกับฉันไม่ได้เลย?”  พวกเขาไม่สามารถใส่ใจความมีหน้ามีตาและสถานะของตนได้อีกต่อไป และไม่พยายามปกปิดตัวเองหรือเสแสร้งอีกต่อไป ความอัปลักษณ์ของพวกเขาถูกเปิดเผยออกมาอย่างหมดเปลือก  หลังจากระบายความโกรธของตนแล้ว พวกเขาก็เช็ดน้ำตาและคิดว่า “แย่แล้ว ฉันทำตัวเองเสียชื่อเสียงเสียแล้ว  ฉันจะต้องกลับมาทวงสถานะคืนให้ได้!”  จากนั้นพวกเขาก็เสแสร้งต่อไป พวกเขาเรียนรู้คำขวัญและคำสอนดีๆ และฟัง อ่าน เทศนา และชักพาผู้คนให้หลงผิดต่อไป  พวกเขารู้สึกว่าต้องกอบกู้ความมีหน้ามีตาและสถานะของตน และหวังว่าสักวันหนึ่ง เมื่อถึงเวลาเลือกตั้ง พี่น้องชายหญิงจะยังคงนึกถึงพวกเขา ระลึกถึงสิ่งดีๆ ที่พวกเขาเคยทำ จดจำราคาที่พวกเขาเคยจ่าย และสิ่งที่พวกเขาเคยกล่าว  แบบนี้ไร้ยางอายอย่างสิ้นเชิงไม่ใช่หรือ?  ธรรมชาติเก่าของพวกเขาไม่ได้เปลี่ยนไปเลยใช่ไหม?  ทำไมศัตรูของพระคริสต์ถึงไม่เคยเปลี่ยนไปเลย?  เรื่องนี้ถูกกำหนดโดยแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา พวกเขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ นี่คือสิ่งที่พวกเขาเป็นจริงๆ  เมื่อความทะเยอทะยานและความอยากของพวกเขาพังทลายไปจนหมดสิ้น พวกเขาก็ตีโพยตีพาย แล้วจากนั้นก็ประพฤติตัวดีขึ้นมาก  เมื่อเร็วๆ นี้เราถามถึงความเป็นไปของคนคนหนึ่ง และพี่น้องชายหญิงบางคนบอกว่าเขาประพฤติตัวดีมาก  “ประพฤติตัวดี” หมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่าระยะหลังมานี้เขาประพฤติตัวดีขึ้นมาก และการกระทำก็ดีกว่าแต่ก่อนมาก เขาไม่ก่อให้เกิดปัญหา ไม่โจมตีผู้คน หรือแก่งแย่งสถานะอีกต่อไป และเขาได้เรียนรู้วิธีพูดคุยกับผู้คนอย่างอ่อนโยน ถ่อมตน และสงบเสงี่ยมมากขึ้น  และเขาได้ใช้คำพูดที่ถูกต้องเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น และในชีวิตประจำวันของเขา เขาได้แสดงความห่วงใยและเอาใจใส่ผู้อื่นเป็นพิเศษ  ราวกับว่าเขาได้เปลี่ยนเป็นคนใหม่โดยสิ้นเชิง  แต่เขาเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ หรือ?  ไม่  แล้วการปฏิบัติเหล่านั้นคืออะไร?  (พฤติกรรมภายนอกที่ดี)

หลังจากศัตรูของพระคริสต์บางคนถูกเผยและการทำชั่วทั้งหมดของพวกเขาปรากฏออกมา เมื่อพวกเขาเห็นพี่น้องชายหญิง พวกเขาก็พูดว่า “เมื่อไม่นานมานี้ ฉันรู้สึกเหมือนได้รับความรู้แจ้งและความกระจ่างจากพระเจ้าแล้ว และฉันอยู่ในสภาวะที่ดีจริงๆ  ฉันรู้สึกเกลียดชังการกระทำก่อนหน้านี้ของฉันอย่างลึกซึ้ง และจะไม่มีวันลืมหรือปล่อยมือจากความสูญเสียที่ฉันทำให้พี่น้องชายหญิงต้องทนทุกข์ได้เลย  ฉันรู้สึกเสียใจมาก”  ขณะที่พูดเช่นนี้ พวกเขาก็ร้องไห้ออกมาและถึงกับเป็นฝ่ายขอให้พี่น้องชายหญิงตัดแต่งพวกเขา โดยกล่าวว่า “ไม่ต้องห่วงว่าฉันจะอ่อนแอ  ถ้าพวกคุณเห็นฉันทำอะไรผิด ก็ตัดแต่งฉันเถิด ฉันยอมรับได้—ฉันยอมรับการตัดแต่งจากพระเจ้าได้ ฉันจะไม่ถือโทษโกรธเคืองพวกคุณ”  พวกเขาได้เปลี่ยนจากการปฏิเสธอย่างดื้อรั้น จากการต่อต้าน และขัดขืนการถูกพี่น้องชายหญิงตัดแต่ง จากการหาเหตุผลเข้าข้างตนเองและโต้เถียงเพื่อปกป้องตนเอง และเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง มาเป็นการแสวงหาการถูกตัดแต่งอย่างกระตือรือร้น  นี่เป็นการเปลี่ยนท่าทีที่ค่อนข้างรวดเร็วไม่ใช่หรือ?  หมายความว่าพวกเขารู้สึกสำนึกผิดหรือไม่?  เมื่อพิจารณาจากท่าทีนี้ ดูเหมือนว่าพวกเขาได้กลับตัวกลับใจแล้ว ดังนั้น เจ้าจึงควรตัดแต่งพวกเขา  การทำเช่นนี้สามารถทำให้พวกเขาตระหนักถึงความผิดที่พวกเขาได้กระทำลงไปในอดีต และช่วยให้พวกเขารู้จักตนเอง  ในช่วงเวลานั้น เจ้าควรช่วยพวกเขาโดยแสดงความจริงใจบ้าง และกล่าวว่า “ฉันเห็นได้ว่าในช่วงนี้คุณปฏิบัติตนอย่างดีทีเดียว  ฉันจะพูดกับคุณจากใจจริง  ถ้าสิ่งที่ฉันพูดไม่ถูกต้อง และคุณยอมรับไม่ได้ เช่นนั้นก็อย่าไปใส่ใจ แต่ถ้าคุณเชื่อว่าสิ่งที่ฉันพูดนั้นถูกต้อง ก็ยอมรับจากพระเจ้าเสีย  เจตนาของฉันคือการช่วยเหลือคุณ ไม่ใช่การซ้ำเติมตอนที่คุณล้มหรือโจมตีคุณ  พวกเรามาเปิดใจต่อกันและสามัคคีธรรมกันเถิด  ย้อนกลับไปตอนที่คุณรับใช้ในฐานะผู้นำ คุณมักจะวางก้ามไปทั่ว และปฏิเสธที่จะยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง ต่อให้ภายนอกคุณจะยอมรับบ้าง แต่ลึกๆ แล้วคุณไม่ได้ยอมรับผิดอย่างแท้จริง—และหลังจากนั้น เมื่อคุณพบกับปัญหาแบบเดิม คุณก็ยังปฏิบัติตนเหมือนเดิม  พวกเรามาพูดถึงเหตุการณ์ล่าสุดเป็นตัวอย่างกันเถิด  เพราะคุณไม่มีความรับผิดชอบ บางอย่างจึงผิดพลาด และนำความสูญเสียครั้งใหญ่มาสู่ทรัพย์สินของพระนิเวศของพระเจ้า  ความไม่รับผิดชอบของคุณยังทำให้พี่น้องชายหญิงหลายคนถูกจับกุมและถูกจำคุก และต้องจ่ายราคาสำหรับเรื่องนี้  คุณไม่คิดว่าคุณควรรับผิดชอบเรื่องนั้นเลยหรือ?  คุณเป็นคนที่รับผิดชอบต่อเหตุการณ์นั้นโดยตรง ดังนั้น คุณควรมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า สารภาพบาปของตน และกลับใจ  อันที่จริง ถ้าคุณยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง อย่างร้ายแรงที่สุดพระเจ้าก็จะทรงมองว่านั่นเป็นการกระทำผิด และจะไม่ส่งผลกระทบต่อการไล่ตามเสาะหาความจริงของคุณในอนาคต  พี่น้องชายหญิงก็จะสามารถปฏิบัติต่อคุณอย่างถูกควรและมองว่าคุณเป็นสมาชิกของพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาจะไม่กีดกันคุณหรือโจมตีคุณ  เป็นความจริงที่ว่าทุกสิ่งเกี่ยวกับคนคนหนึ่งอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า แต่ถ้าคุณไม่เคยไล่ตามเสาะหาความจริง เช่นนั้นแล้ว คุณย่อมถูกพระเจ้าทรงรังเกียจและทอดทิ้งอย่างแน่นอน ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้น คุณจะเป็นเป้าหมายของการทำลายล้าง  ถ้าคุณยอมรับและนบนอบพระราชกิจของพระเจ้าและสามารถกลับใจได้อย่างแท้จริง พระเจ้าจะไม่ทรงจดจำการกระทำผิดในอดีตของคุณ และคุณจะยังคงเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  พวกเราไม่ได้ขอการอภัยโทษหรือการประทานอภัยจากพระองค์ แต่อย่างน้อยที่สุด พวกเราต้องทำในสิ่งที่มนุษย์ควรทำ นี่คือความรับผิดชอบและหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งปวง และเป็นเส้นทางที่พวกเราทุกคนควรเดิน”  สิ่งเหล่านี้คือคำพูดที่แท้จริงไม่ใช่หรือ?  มีการเยาะเย้ยหรือเล่ห์เหลี่ยมใดๆ อยู่ในคำพูดเหล่านี้หรือไม่?  มีการเสียดสีหรือประชดประชันใดๆ อยู่ในคำพูดเหล่านี้หรือไม่?  (ไม่มี)  นี่เป็นเพียงคำพูดจากใจจริง พูดอย่างใจเย็นและสอดคล้องกับหลักธรรมในการช่วยเหลือและการเจริญใจผู้คน  คำพูดเหล่านี้ถูกต้อง ภายในคำพูดเหล่านี้มีเส้นทางแห่งการปฏิบัติ รวมทั้งความจริงให้แสวงหา  อย่างไรก็ตาม ศัตรูของพระคริสต์สามารถยอมรับคำพูดเหล่านี้ได้หรือไม่?  พวกเขาสามารถเข้าใจและปฏิบัติคำพูดเหล่านี้ให้เป็นความจริงได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  พวกเขาจะตอบสนองคำพูดเหล่านี้อย่างไร?  “แม้แต่ตอนนี้ พวกคุณทุกคนก็ยังเอาแต่จับผิดฉัน และไม่ยอมปล่อยมือใช่หรือไม่?  แม้แต่พระเจ้าก็ไม่จดจำการกระทำผิดของผู้คน แล้วทำไมพวกคุณถึงคอยจ้องจับผิดฉันอยู่ตลอดเวลา?  พวกคุณบอกว่าอยากเปิดอกคุยกับฉันและกำลังช่วยฉัน  เป็นการช่วยเหลือแบบไหนกัน?  เห็นได้ชัดว่านี่เป็นความพยายามที่จะรื้อฟื้นอดีตและให้ฉันรับผิดชอบ  พวกคุณเพียงแค่พยายามทำให้ฉันต้องรับผิดชอบ ถูกต้องไหม?  ฉันรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นั้นคนเดียวหรือ?  ทุกสิ่งอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ซึ่งหมายความว่าพระองค์ต่างหากที่เป็นผู้รับผิดชอบ  ตอนที่เกิดเหตุการณ์นั้น ทำไมพระเจ้าไม่บอกใบ้พวกเราเลยเล่า?  เป็นสิ่งที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ไม่ใช่หรือ?  ถ้าอย่างนั้น พวกคุณจะโทษฉันได้อย่างไร?”  นี่คือสิ่งที่พวกเขาพูดสิ่งที่อยู่ในใจไม่ใช่หรือ?  ปัญหาของพวกเขาอยู่ตรงไหน?  ภายนอกดูเหมือนพวกเขาได้กลับตัวกลับใจและถ่อมตนมากขึ้นแล้ว ดูเหมือนพวกเขาประพฤติตัวดีกว่าเมื่อก่อนมาก ราวกับว่าพวกเขาไม่ไล่ตามไขว่คว้าสถานะและความมีหน้ามีตาอีกต่อไป และราวกับว่าพวกเขาสามารถนั่งลงอย่างใจเย็น พูดคุยกับใครสักคน และเปิดอกคุยกันได้  แล้วพวกเขายังสามารถพูดอะไรแบบนี้ได้อย่างไร?  ปัญหาที่เห็นได้จากเรื่องนี้คืออะไร?  (วิธีที่พวกเขากระทำการเป็นเพียงภาพลวงตาที่พวกเขาสร้างขึ้นเพื่อที่จะได้กลับมาทวงสถานะคืน)  มีอะไรอีก?  (พวกเขาไม่รู้จักตนเองอย่างแท้จริงเลย และสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่การแสดงออกถึงการกลับใจที่แท้จริง  เป็นเพียงการปฏิบัติอย่างหน้าซื่อใจคดรูปแบบหนึ่ง  เมื่อคนอื่นสามัคคีธรรมกับพวกเขาถึงปัญหาของพวกเขา พวกเขาก็ยังคงไม่สามารถยอมรับความจริง  เห็นได้ชัดว่าแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาเป็นปฏิปักษ์ต่อความจริง)  มีสองประเด็นที่ชัดเจนมากในเรื่องนี้  ประเด็นแรกคือ เมื่อศัตรูของพระคริสต์คนหนึ่งสูญเสียสถานะของตน หนึ่งในสภาวะความเป็นอยู่ของเขาก็คือ “ที่ใดมีชีวิตที่นั่นมีความหวัง”—เขาพร้อมเสมอที่จะกลับมาทวงสถานะคืน  ประเด็นที่สอง เกี่ยวกับเส้นทางผิดพลาดที่เขาเคยเดินและการกระทำผิดที่เขาเคยทำ พวกศัตรูของพระคริสต์จะไม่มีวันทบทวนตนเองอย่างแท้จริงอย่างเด็ดขาด  พวกเขาจะไม่ยอมรับความผิดพลาดของตนหรือยอมรับความจริง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าพวกเขาจะมาเข้าใจแก่นแท้ของตนจากข้อเท็จจริงในการทำชั่วของตน หรือคิดหาวิธีปฏิบัติให้สอดคล้องกับความจริง  เมื่อพวกเขาถูกปลดและสูญเสียสถานะ พวกเขาไม่คิดว่า “ฉันทำอะไรผิดกันแน่?  ฉันควรกลับใจอย่างไร?  ถ้าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก ฉันควรกระทำการอย่างไรเพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า?”  พวกเขาไม่มีท่าทีที่จะกลับตัวกลับใจนี้เลย  ต่อให้พวกเขาถูกตัดแต่ง และต่อให้พวกเขาถูกปลด พวกเขาก็ยังคงจะไม่หันกลับมาและไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง ไม่แสวงหาเส้นทางแห่งการปฏิบัติ หรือเปลี่ยนทิศทางในการไล่ตามเสาะหาของตน  ไม่ว่าพวกเขาจะนำความสูญเสียมาสู่พระนิเวศของพระเจ้าอย่างยิ่งใหญ่เพียงใด และไม่ว่าพวกเขาจะพบความล้มเหลวที่ใหญ่โตเพียงใด พวกเขาก็จะไม่มีวันสารภาพบาปของตน  ความล้มเหลวของพวกเขาจะไม่ทำให้พวกเขาไล่ตามเสาะหาและแสวงหาความจริงในเวลาต่อมา แต่จะคำนวณว่าพวกเขาจะทำอะไรได้บ้างเพื่อกอบกู้ทุกสิ่งและทวงสถานะที่สูญเสียไปกลับคืนมา  นี่คือทั้งสองประเด็น  ประเด็นแรกคือสภาวะความเป็นอยู่ประเภทหนึ่งที่พวกเขามีหลังจากสูญเสียสถานะของตน ซึ่งก็คือการพร้อมอยู่เสมอที่จะกลับมาทวงสถานะคืน  ประเด็นที่สองคือการปฏิเสธที่จะยอมรับหรือเข้าใจเส้นทางที่ผิดพลาดที่พวกเขาเคยเดิน  ในประเด็นที่สองนี้ การไม่เข้าใจเส้นทางที่ผิดพลาดที่พวกเขาเคยเดินถือเป็นส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ พวกเขาจะไม่มีวันกลับใจอย่างแท้จริงโดยเด็ดขาด และจะไม่ยอมรับความจริง และแน่นอนว่าพวกเขาจะไม่ชดเชยความเสียหายที่พวกเขาทำต่อพระนิเวศของพระเจ้าด้วยหัวใจที่สำนึกผิด  พวกเขาจะไม่คิดถึงวิธีเปลี่ยนแปลง วิธีที่จะเปลี่ยนจากคนที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงมาเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาและปฏิบัติความจริง  สองประเด็นนี้ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าศัตรูของพระคริสต์รังเกียจความจริงและเลวร้ายโดยธรรมชาติ พวกเขาเก่งในการอำพรางตนและปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมเป็นพิเศษ เหมือนกิ้งก่า  พวกเขามีแก่นแท้ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ และในส่วนลึกของหัวใจพวกเขา การไล่ตามไขว่คว้าสถานะรวมทั้งความทะเยอทะยานและความอยากของพวกเขาไม่เคยผ่อนคลาย และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง  ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงผู้คนเหล่านั้นได้  เมื่อพิจารณาจากการสำแดงเหล่านี้ แก่นแท้ธรรมชาติของคนแบบนี้คืออะไร?  ศัตรูของพระคริสต์เป็นพี่น้องชายหรือพี่น้องหญิงหรือไม่?  ศัตรูของพระคริสต์เป็นคนจริงๆ หรือไม่?  (ไม่ใช่)  หากพวกเจ้ามองว่าผู้คนเหล่านี้เป็นพี่น้องชายหรือพี่น้องหญิง นั่นหมายความว่าพวกเจ้าโง่เขลาเบาปัญญาอย่างร้ายแรงไม่ใช่หรือ?  การสำแดงเหล่านี้เป็นการเผยให้เห็นแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์  เมื่อศัตรูของพระคริสต์ไม่มีสถานะ นี่คือสภาวะในแบบที่พวกเขาเป็นอยู่ การคิดคำนวณในหัวใจของพวกเขา สิ่งที่พวกเขาเผยออกมา การปฏิบัติตนภายนอก และท่าทีพวกเขามีในส่วนลึกของหัวใจต่อความจริงและต่อการกระทำผิดของพวกเขาก็เป็นเช่นนี้ และมุมมองของพวกเขาจะไม่เปลี่ยนแปลง  ไม่ว่าเจ้าจะสามัคคีธรรมความจริงหรือพูดถึงเส้นทางแห่งการปฏิบัติที่ถูกต้องและเป็นบวกมากเพียงใด ลึกลงไปพวกเขาจะไม่มีวันยอมรับความจริงอย่างแท้จริง แต่กลับจะต่อต้านความจริง  พวกเขาจะถึงกับเชื่อว่า “เอาละ ตอนนี้ฉันไม่มีสถานะแล้วนี่ สิ่งที่ฉันพูดจึงไม่มีความหมาย  ไม่มีใครเกื้อหนุนฉันอีกแล้ว พวกคุณก็แค่ต้องการเยาะเย้ยฉันและสอนบทเรียนให้ฉัน  คุณมีคุณสมบัติที่จะสอนฉันหรือ?  คุณคิดว่าคุณเป็นใคร?  ตอนที่ฉันได้เป็นผู้นำ คุณยังไม่ได้หัดเดินเลย!  คุณไม่ได้เรียนรู้สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณพูดถึงมาจากฉันเลยหรือ?  แล้วคุณก็กำลังพยายามจะสอนบทเรียนให้ฉัน  คุณช่างไม่รู้ที่ทางของตัวเองในจักรวาลเลยจริงๆ!”  พวกเขาคิดว่าผู้คนจำเป็นต้องมีความอาวุโสระดับหนึ่งเพื่อตัดแต่งพวกเขา พูดกับพวกเขา สนทนากับพวกเขา หรือเปิดอกคุยกับพวกเขา  ผู้คนเหล่านี้เป็นสิ่งใดกันแน่?  มีเพียงศัตรูของพระคริสต์เท่านั้นที่สามารถพูดสิ่งเหล่านี้ได้ ผู้คนที่เป็นปกติ และผู้คนที่มีสำนึกของความละอายอยู่บ้างและมีความมีเหตุผลอยู่บ้าง จะไม่มีวันพูดสิ่งเหล่านี้  หากใครสักคนกำลังเทศนาให้พวกเจ้าฟัง เปิดอกคุยกับพวกเจ้าอย่างใจเย็น และชี้ให้เห็นปัญหาที่พวกเจ้ามีและให้คำแนะนำบางประการแก่พวกเจ้า พวกเจ้าจะสามารถยอมรับเรื่องนี้ได้หรือไม่?  หรือพวกเจ้าจะมีวิธีคิดแบบเดียวกับศัตรูของพระคริสต์?  ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่าเจ้าเป็นผู้เชื่อมา 10 ปีแล้วแต่ไม่เคยรับใช้ในฐานะผู้นำเลย  อีกคนหนึ่งเชื่อได้เพียงสองปีเท่านั้น แต่มีสถานะสูงกว่าเจ้า และเจ้ารู้สึกไม่พอใจในเรื่องนี้  สมมุติว่าเจ้าเชื่อในพระเจ้ามานาน 20 ปี ก่อนที่จะได้เป็นผู้นำเขตในที่สุด  คนอื่นกลายเป็นผู้นำภูมิภาคหลังจากเชื่อมาเพียงห้าปีและเริ่มนำเจ้า เจ้าพบว่าเรื่องนี้ยากที่จะยอมรับ  หากพวกเขาตัดแต่งเจ้า เจ้าย่อมรู้สึกอึดอัดใจ และต่อให้พวกเขาถูกต้องในการตัดแต่งเจ้า เจ้าก็ยังไม่ต้องการยอมรับการตัดแต่งนั้น  พวกเจ้าเคยมีท่าทีหรือการสำแดงแบบนี้บ้างหรือไม่?  (เคย)  นี่คืออุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์  เจ้าคิดว่ามีเพียงศัตรูของพระคริสต์เท่านั้นที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์อย่างนั้นหรือ?  ใครก็ตามที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ย่อมตกอยู่ในอันตราย เขาอาจก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ และอุปนิสัยนี้อาจจะทำลายเขา  เรื่องราวก็เป็นเช่นนั้น  เมื่อพวกเราสามัคคีธรรมและชำแหละแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ นี่ก็รวมถึงผู้คนที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ด้วย  พวกเจ้าคิดว่าผู้คนเหล่านี้เป็นคนส่วนน้อยหรือคนส่วนใหญ่?  หรือรวมถึงทุกคน?  (รวมถึงทุกคน)  ถูกต้อง เพราะอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์คืออุปนิสัยของซาตาน และมนุษย์ที่เสื่อมทรามทุกคนล้วนมีอุปนิสัยของซาตาน  ตอนนี้ พวกเราได้สามัคคีธรรมหัวข้อเรื่องวิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อการถูกตัดแต่งไปบ้างแล้ว  เพื่อลงรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมบางอย่างได้  เราจะปล่อยให้พวกเจ้าสามัคคีธรรมในระหว่างการชุมนุมของพวกเจ้า  ขณะที่พวกเจ้ากำลังสามัคคีธรรม จงอย่าเอาแต่พูดว่าคนอื่นเป็นอย่างไร  แน่นอนว่าการสามัคคีธรรมเรื่องการสำแดงของผู้อื่นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่พวกเจ้าควรสามัคคีธรรมเรื่องการสำแดงของพวกเจ้าเองเป็นหลัก  หากพวกเจ้าสามารถพบการสำแดงหรือการเผยบางอย่างในตัวเองที่เชื่อมโยงกับอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ นั่นจะเป็นประโยชน์และเป็นผลดีต่อการรู้จักตนเองของพวกเจ้า และจะช่วยพวกเจ้าในการกำจัดอุปนิสัยนั้นออกจากตัวเอง

พวกเราได้สามัคคีธรรมหัวข้อการสำแดงต่างๆ ของอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ไปก่อนหน้านี้แล้ว—ตอนนี้พวกเจ้าสามารถเปรียบเทียบตนเองกับสิ่งเหล่านั้นได้หรือไม่?  พวกเจ้าสามารถบรรลุความเข้าใจบ้างแล้วหรือยัง?  พวกเจ้าสามารถแก้ไขปัญหาที่แท้จริงบางอย่างได้หรือไม่?  ไม่ว่าเจ้าจะเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าในแง่มุมใด ทั้งหมดล้วนสัมฤทธิ์บนรากฐานของการเข้าใจความจริง เปรียบเทียบตนเองกับความจริง แล้วจากนั้นก็มาทำความเข้าใจตนเอง  ดังนั้น การสามารถแยกแยะและชำแหละการสำแดงต่างๆ ของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามจึงเป็นเส้นทางที่เจ้าต้องก้าวเดินเมื่อเป็นเรื่องของการรู้จักตนเองและการสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย  พวกเจ้าเข้าใจประเด็นนี้แล้วหรือยัง?  พวกเจ้าบางคนอาจยังไม่เข้าใจ และกำลังคิดว่า “พระองค์ทรงสามัคคีธรรมหัวข้อและเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้เสมอ พระองค์ไม่เคยตรัสถึงความจริงที่ลึกซึ้งหรือทรงเผยความล้ำลึกที่ลึกซึ้งใดๆ เลย  ช่างน่าเบื่อและจืดชืดเหลือเกิน!  สิ่งที่พระองค์ทรงสามัคคีธรรมถึงเหล่านี้เกี่ยวอะไรกับการที่พวกเราจะเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ การได้มาซึ่งพรอันยิ่งใหญ่ และการได้รับการทำให้เพียบพร้อมในภายหน้า?”  คนเหล่านี้ไม่เคยเข้าใจ พวกเขาง่วงนอนเวลาฟังสิ่งเหล่านี้  ผู้คนที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณย่อมไม่เข้าใจ พวกเขาไม่เข้าใจสภาวะต่างๆ ของมนุษย์ที่ความจริงแต่ละประการเกี่ยวข้อง หรือความสัมพันธ์ระหว่างความจริงต่างๆ  พวกเขาไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้  ยิ่งเจ้าอธิบายให้พวกเขาฟังอย่างละเอียดมากเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งสับสนและเข้าใจน้อยลงเท่านั้น ดังนั้น พวกเขาจึงง่วงนอนอยู่เสมอ  เมื่อการชุมนุมเริ่มต้นขึ้น พวกเขาก็ร้องเพลงและเต้นรำ และไม่ง่วงนอนไม่ว่ากฎเกณฑ์และพิธีกรรมจะน่าเบื่อหรือซ้ำซากเพียงใด  อย่างไรก็ตาม ทันทีที่เจ้าสามัคคีธรรมความจริงและสภาวะต่างๆ ของผู้คน พวกเขาก็เริ่มสัปหงก  เกิดอะไรขึ้นกับผู้คนที่ง่วงนอนเสมอเช่นนั้นเป็นอย่างไร?  พวกเขาถูกเผยออกมาแล้วไม่ใช่หรือ?  นี่เป็นการสำแดงของการไม่รักความจริงไม่ใช่หรือ?  เมื่อพูดถึงรายละเอียดของความจริงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ชีวิต ผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างแท้จริงและมีขีดความสามารถระดับหนึ่งย่อมเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้ดีขึ้นเมื่อได้ยินสิ่งเหล่านั้นมากขึ้น ในขณะที่คนที่ไม่รักความจริงและไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณจะยิ่งสับสนเมื่อได้ยินสิ่งเหล่านั้นมากขึ้น  ยิ่งฟังมากเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งพบว่าน่าเบื่อมากเท่านั้น และไม่ว่าพวกเขาจะฟังมากแค่ไหน พวกเขาก็ยังรู้สึกเหมือนเดิม พวกเขาไม่ได้ยินเส้นทางในสิ่งเหล่านั้นเลย  พวกเขารู้สึกว่าเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ชีวิตไม่ได้ซับซ้อนขนาดนั้นจริงๆ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องสามัคคีธรรมเกี่ยวกับเรื่องเหล่านั้นมากนัก  นี่คือสิ่งที่คนไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณเป็น  การเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยเกี่ยวข้องกับความจริงมากมาย  บนเส้นทางของการแสวงหาการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของตน หากผู้คนไม่ใช้เวลาและความพยายามกับความจริงแต่ละประการ ไม่สัมฤทธิ์ความเข้าใจ การทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง และการรู้จักความจริงแต่ละประการ และไม่พบเส้นทางแห่งการปฏิบัติ พวกเขาก็จะไม่สามารถเข้าสู่ความจริงใดๆ ได้เลย  อะไรคือหนทางที่ผู้คนจะสามารถรู้จักพระเจ้าได้?  ด้วยการเข้าใจและเข้าสู่ความจริงต่างๆ ทั้งหมด นี่เป็นหนทางเดียว  ยิ่งไปกว่านั้น ความจริงแต่ละประการไม่ใช่ทฤษฎีบางอย่าง หรือความรู้หรือปรัชญาประเภทหนึ่ง แต่เกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คนและสถานะการดำรงอยู่ของพวกเขา สภาวะที่พวกเขาเป็นอยู่และสิ่งที่พวกเขาคิดในแต่ละวัน และความคิด แนวคิด เจตนา และท่าทีต่างๆ ที่พวกเขาสร้างขึ้นภายใต้การครอบงำของแก่นแท้อันเสื่อมทรามของตน  ดังนั้น สิ่งเหล่านี้คือหัวข้อที่พวกเรากำลังพูดถึง  เมื่อเจ้าได้ทำความเข้าใจหัวข้อเหล่านี้ เชื่อมโยงกับตัวเจ้าเอง ค้นพบหลักธรรมของการปฏิบัติ รวมทั้งรู้จักสภาวะและมุมมองต่างๆ ที่อุปนิสัยที่แตกต่างกันของเจ้าก่อให้เกิดขึ้นแล้ว เจ้าจะเข้าใจความจริงที่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้นอย่างแท้จริง และเมื่อนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะสามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้องแม่นยำตามหลักธรรมความจริง  หากเจ้าเพียงเข้าใจคำพูดตามตัวอักษร และเมื่อเจ้าเห็นการเปิดโปงของพระเจ้าเกี่ยวกับความเห็นแก่ตัวและความน่ารังเกียจของศัตรูของพระคริสต์ เจ้าคิดว่า “ศัตรูของพระคริสต์เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจ แต่ตัวฉันเองค่อนข้างไม่เห็นแก่ตัว ฉันมีความรักที่จะมอบให้มากมาย ฉันมีความผ่อนปรน ฉันเกิดในครอบครัวนักวิชาการ ฉันได้รับการศึกษาสูง และฉันได้รับอิทธิพลจากบุคคลที่มีชื่อเสียงและผลงานชิ้นเอก ฉันไม่ใช่คนเห็นแก่ตัว”—การพูดสิ่งเหล่านี้คือการยอมรับความจริงหรือไม่?  คือการรู้จักตนเองหรือเปล่า?  เห็นได้ชัดเจนทีเดียวว่าเจ้าไม่เข้าใจความจริงประการนี้ หรือสภาวะต่างๆ ที่ครอบคลุมโดยความจริงประการนี้  เมื่อเจ้าเข้าใจสภาวะต่างๆ ที่พระเจ้าตรัสถึงและเปิดโปงซึ่งอยู่ในความจริงประการหนึ่ง และสามารถเปรียบเทียบตนเองกับสภาวะเหล่านั้นและค้นพบหลักธรรมของการปฏิบัติที่แม่นยำได้ เจ้าจะได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการปฏิบัติความจริง และเจ้าจะได้เข้าสู่ความเป็นจริงความจริง  หากเจ้าไม่ได้ทำเช่นนี้ เจ้าก็เพียงแค่เข้าใจคำสอนเท่านั้น เจ้าไม่ได้เข้าใจความจริง  นั่นก็เหมือนกับหัวข้อที่พวกเราเพิ่งพูดถึง เกี่ยวกับวิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อการถูกตัดแต่ง  สภาวะ การสำแดง และการเผยต่างๆ ที่พวกเราสามัคคีธรรมล้วนเกี่ยวข้องกับแก่นแท้ธรรมชาติและอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์  เจ้าเข้าใจสิ่งเหล่านี้มากเพียงใด?  เจ้าได้เปรียบเทียบตนเองกับสิ่งเหล่านี้มากเพียงใด?  ถ้อยแถลง รายละเอียด และสภาวะในหัวข้อนี้ที่เจ้าจับความเข้าใจได้เกี่ยวข้องกับคนอื่นหรือกับเจ้า?  ตัวเจ้าเองมีความเชื่อมโยงใดๆ กับสภาวะเหล่านี้หรือไม่?  เจ้าได้เชื่อมโยงสิ่งเหล่านี้กับตัวเองอย่างแท้จริงแล้ว หรือเจ้าเพียงแค่ยอมรับและเห็นด้วยอย่างไม่เต็มใจ?  เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับความเข้าใจของเจ้าและท่าทีที่เจ้ามีต่อความจริง  การเชื่อมโยงสภาวะเหล่านี้กับตัวเจ้าเองเป็นเพียงข้อกำหนดเบื้องต้นเพื่อให้เจ้าสามารถปฏิบัติความจริงได้ นั่นไม่ได้หมายความว่าเจ้าได้เริ่มปฏิบัติความจริงแล้ว  อย่างไรก็ตาม หากเจ้าไม่สามารถเชื่อมโยงสภาวะเหล่านี้กับตัวเองได้ เจ้าก็จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติความจริงโดยสิ้นเชิง  หากเป็นเช่นนั้น เมื่อเจ้าฟังคำเทศนา เจ้าจะได้ยินอะไร?  เจ้าจะแค่เสแสร้ง จะดูเหมือนว่าเจ้าเชื่อในพระเจ้า แต่จริงๆ แล้วเจ้าจะไม่ปฏิบัติตามพระวจนะของพระองค์ และเจ้าจะไม่สามารถเข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระองค์ได้  เจ้าจะเป็นเพียงคนธรรมดา ข้าวของเครื่องใช้ ตัวประกอบเสริมความเด่น  เมื่อพูดถึงวิธีที่เจ้าควรเปรียบเทียบตนเองกับสภาวะเหล่านี้และวิธีที่เจ้าควรชำแหละสภาวะต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราพูด เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับความรู้ของพวกเจ้าเอง  สิ่งเดียวที่เราทำได้คือบอกกล่าวพระวจนะเหล่านี้แก่พวกเจ้าและมอบพระวจนะเหล่านี้ให้พวกเจ้า ส่วนที่เหลือ พวกเจ้าจะต้องใช้ความพยายามด้วยตนเอง  พวกเจ้าจะยอมรับพระวจนะเหล่านี้ได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับท่าทีของพวกเจ้า  บางคนดื้อแพ่งอยู่ในหัวใจ พวกเขาเสแสร้งและพยายามปกป้องสถานะและความมีหน้ามีตาของตนเสมอ  พวกเขามีปัญหาอย่างชัดเจน แต่กลับมองไม่เห็นปัญหาเหล่านี้และไม่ยอมรับ พวกเขาถึงกับถือวิสาสะเปิดโปงและชำแหละผู้อื่น  ผลก็คือ คนอื่นๆ เหล่านั้นลงเอยด้วยการได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ ในขณะที่พวกเขาเองไม่ได้รับอะไรเลย  คนพวกนี้เป็นคนโง่ไม่ใช่หรือ?  นี่เป็นพฤติกรรมที่โง่เขลา  จุดประสงค์ของการฟังคำเทศนาไม่ใช่เพื่อเรียนรู้วิธีแยกแยะผู้อื่น และไม่ใช่ฟังแทนผู้อื่น แต่เพื่อให้ตัวเจ้าเองสามารถได้ยินสิ่งที่พูดและได้รับสิ่งเหล่านั้น  เจ้าฟังพระวจนะของพระเจ้า ความจริง และคำเทศนา และจากทั้งหมดนั้น เจ้าจะเข้าใจความจริง ได้รับชีวิต และสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงของอุปนิสัย  เรื่องนี้เกี่ยวข้องอะไรกับคนอื่นหรือไม่?  พระวจนะเหล่านี้เกี่ยวข้องกับเจ้า  หากเจ้านำท่าทีแบบนี้มาใช้ พระวจนะเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลงเจ้า กลายเป็นความเป็นจริงของเจ้า และทำให้เจ้าสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยได้

ในหัวข้อแรกนี้ พวกเราได้พูดถึงการสำแดงต่างๆ ของวิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อการถูกตัดแต่ง  ในแง่หนึ่ง การสามัคคีธรรมเรื่องนี้ช่วยให้พวกเจ้าทุกคนเข้าใจท่าทีแบบที่ศัตรูของพระคริสต์มี และการเผยแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ในอีกแง่หนึ่ง นั่นให้คำชี้แนะที่เป็นบวกและคำเตือนแก่พวกเจ้า  พวกเจ้าสามารถสามัคคีธรรมและแก้ไขปัญหาที่เหลือได้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องของพวกเจ้าเอง

2. วิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อบรรดาผู้ที่แข็งแกร่งกว่าตัวพวกเขาเอง

เมื่อพูดถึงความอยากของพวกศัตรูของพระคริสต์ที่จะปกป้องความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขาเอง พวกเขาไม่เพียงแสดงและเผยแก่นแท้ธรรมชาติของตนออกมาในยามที่ถูกตัดแต่งเท่านั้น—ศัตรูของพระคริสต์ยังเผชิญกับสถานการณ์และเรื่องราวในรูปแบบอื่นอีกมากมาย  ดังนั้น หัวข้อที่สองที่พวกเราจะสามัคคีธรรมถึงคือวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์รักษาสถานะและความมีหน้ามีตาของตนภายในกลุ่มผู้คน  ขณะที่อยู่ในกลุ่มผู้คน ศัตรูของพระคริสต์แสดงพฤติกรรมใดที่สามารถแสดงให้เห็นภาพว่า ในทุกสิ่งที่พวกเขาทำ พวกเขากำลังพยายามปกป้องความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขาเอง?  หัวข้อนี้ชัดเจนหรือไม่?  ขอบข่ายของหัวข้อนี้กว้างหรือแคบ?  หัวข้อนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนหรือไม่?  (เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน)  หัวข้อนี้สัมพันธ์โดยตรงกับแก่นแท้ธรรมชาติของพวกศัตรูของพระคริสต์  ขณะใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางกลุ่มคน ศัตรูของพระคริสต์แสดงการสำแดงใดออกมา?  พวกเขาใช้ท่าทีแบบใดและการกระทำใดในการปกป้องความมีหน้ามีตาและสถานะของตน?  ก่อนอื่น หากศัตรูของพระคริสต์ไม่มีสถานะ พวกเขายังคงเป็นศัตรูของพระคริสต์อยู่หรือไม่?  (เป็น)  เจ้าจำเป็นต้องมีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวคิดนี้  จงอย่าคิดว่าเฉพาะผู้คนที่มีสถานะเท่านั้นที่สามารถมีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์และเป็นศัตรูของพระคริสต์ หรือคิดว่าผู้คนธรรมดาที่ไม่มีสถานะย่อมไม่ใช่ศัตรูของพระคริสต์  แท้จริงแล้วขอบข่ายนั้นกว้างทีเดียว  บุคคลใดก็ตามที่มีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ก็ยังคงเป็นศัตรูของพระคริสต์ ไม่ว่าเขาจะมีสถานะหรือไม่ และไม่ว่าเขาจะเป็นผู้นำหรือผู้เชื่อธรรมดาก็ตาม เรื่องนี้ถูกกำหนดโดยแก่นแท้ของเขา  ดังนั้น ผู้คนที่มีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์แสดงการสำแดงใดออกมาในขณะที่พวกเขาเป็นผู้ติดตามธรรมดา?  การเผยแก่นแท้ธรรมชาติใดเป็นบทพิสูจน์ที่เพียงพอว่าแท้จริงแล้วพวกเขาคือศัตรูของพระคริสต์?  ก่อนอื่น พวกเรามาดูกันว่าพวกเขาใช้ชีวิตภายในกลุ่มผู้คนอย่างไร พวกเขาปฏิบัติต่อผู้อื่นและจัดการกับเรื่องราวต่างๆ อย่างไร และมีท่าทีต่อความจริงอย่างไร  สิ่งที่พวกเราควรสามัคคีธรรมกันมากที่สุดไม่ใช่เรื่องที่ว่าศัตรูของพระคริสต์กินอะไร สวมใส่อะไร พักอาศัยอยู่ที่ไหน หรือเดินทางไปไหนมาไหนอย่างไร แต่เป็นวิธีที่พวกเขาปกป้องความมีหน้ามีตาและสถานะของตนในขณะที่อยู่ในกลุ่ม  ถึงแม้พวกเขาจะเป็นผู้เชื่อธรรมดา แต่พวกเขาก็ยังคงพยายามปกป้องความมีหน้ามีตาและสถานะของตนอยู่ตลอดเวลา เผยอุปนิสัยและแก่นแท้เช่นนี้ออกมาอยู่เสมอ และทำสิ่งต่างๆ จำพวกนี้  ดังนั้น การนี้จึงทำให้พวกเราก้าวไปอีกขั้นในการทำความเข้าใจอุปนิสัยและแก่นแท้ของพวกศัตรูของพระคริสต์  ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะมีสถานะหรือไม่ และไม่ว่าเมื่อไรหรือพวกเขาจะอยู่ที่ไหน อุปนิสัยและแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ย่อมถูกเผยและสำแดงในตัวพวกเขาเสมอ  เรื่องนี้ไม่ได้จำกัดด้วยพื้นที่ ภูมิศาสตร์ หรือผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายเลย

เมื่อศัตรูของพระคริสต์ทำหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ใดและไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในกลุ่มใด พวกเขาจะแสดงพฤติกรรมรูปแบบหนึ่งอย่างชัดเจน ซึ่งก็คือในทุกสิ่งที่ทำ พวกเขาต้องการที่จะโดดเด่นและแสดงตนเสมอ พวกเขามักจะตีกรอบผู้คนและควบคุมคนเหล่านั้นตลอดเวลา พวกเขาต้องการนำผู้คนและกุมอำนาจเบ็ดเสร็จเสมอ พวกเขาต้องการเป็นจุดสนใจตลอดเวลา พวกเขาต้องการดึงดูดสายตาและความสนใจของผู้คนมาที่ตนอยู่เสมอ และต้องการการชื่นชมจากทุกคน  เมื่อใดก็ตามที่ศัตรูของพระคริสต์เข้าร่วมกลุ่ม ไม่ว่ากลุ่มนั้นจะมีจำนวนคนเท่าใด สมาชิกในกลุ่มเป็นใคร หรืออาชีพหรือตัวตนของพวกเขาเป็นอย่างไร ก่อนอื่นศัตรูของพระคริสต์จะประเมินสถานการณ์เพื่อดูว่าใครน่าเกรงขามและโดดเด่น ใครพูดจาฉะฉาน ใครน่าประทับใจ และใครมีคุณสมบัติหรือมีเกียรติ  พวกเขาประเมินว่าใครที่พวกเขาสามารถเอาชนะได้และใครที่เอาชนะไม่ได้ รวมทั้งใครเหนือกว่าพวกเขาและใครด้อยกว่า  สิ่งเหล่านี้คือสิ่งแรกที่พวกเขาพิจารณา  หลังจากประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็วแล้ว พวกเขาก็เริ่มลงมือ โดยกันพวกที่ด้อยกว่าตนออกไปและเพิกเฉยต่อคนเหล่านั้นชั่วคราว  ก่อนอื่น พวกเขาจะไปหาบรรดาผู้ที่พวกเขาเชื่อว่าเหนือกว่า ผู้ที่มีเกียรติและสถานะบางอย่าง หรือผู้ที่มีพรสวรรค์และความสามารถ  ผู้คนเหล่านี้คือคนที่พวกเขานำตนไปเปรียบเทียบด้วยเป็นอันดับแรก  หากผู้คนเหล่านี้ได้รับการยกย่องจากพี่น้องชายหญิง หรือเชื่อในพระเจ้ามาเป็นเวลานานและอยู่ในสถานะที่ดี เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะกลายเป็นเป้าหมายของความอิจฉาของศัตรูของพระคริสต์ และแน่นอนว่าย่อมถูกมองเป็นคู่แข่ง  จากนั้น ศัตรูของพระคริสต์ก็แอบเปรียบเทียบตนเองกับผู้คนเหล่านี้ที่มีเกียรติ มีสถานะ และได้รับความชื่นชมจากพี่น้องชายหญิง  พวกเขาเริ่มใคร่ครวญเกี่ยวกับผู้คนเช่นนั้น ตรวจสอบว่าผู้คนเหล่านี้ทำอะไรได้บ้างและเชี่ยวชาญในเรื่องใด และเหตุใดบางคนจึงยกย่องคนเหล่านี้  จากการเฝ้าดูและสังเกต ศัตรูของพระคริสต์ก็ตระหนักว่าคนเหล่านี้เป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพบางอย่าง รวมทั้งความจริงที่ว่าทุกคนยกย่องคนเหล่านี้อย่างสูง เพราะคนเหล่านี้เชื่อในพระเจ้ามานานกว่า และคนเหล่านี้สามารถแบ่งปันคำพยานจากประสบการณ์บางอย่างได้  ศัตรูของพระคริสต์มองว่าผู้คนเช่นนั้นเป็น “เหยื่อ” และรับรู้ว่าเป็นคู่ต่อสู้ แล้วจากนั้นพวกเขาก็วางแผนดำเนินการ  แผนการนั้นคืออะไร?  พวกเขามองดูแง่มุมที่พวกเขาไม่ทัดเทียมกับคู่ต่อสู้ แล้วจึงเริ่มจัดการกับแง่มุมเหล่านี้  ตัวอย่างเช่น หากพวกเขาไม่เก่งในวิชาชีพหนึ่งเท่ากับคนเหล่านี้ พวกเขาก็จะศึกษาวิชาชีพนั้น อ่านหนังสือให้มากขึ้น ค้นหาข้อมูลสารพัดอย่างให้มากขึ้น และขอคำชี้แนะจากผู้อื่นอย่างถ่อมใจให้มากขึ้น  พวกเขาจะเข้าร่วมงานทุกประเภทที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพนั้น สั่งสมประสบการณ์และบ่มเพาะอำนาจของตนเองไปทีละน้อย  และเมื่อพวกเขาเชื่อว่าตนมีต้นทุนที่จะต่อกรกับคู่ต่อสู้แล้ว พวกเขาก็มักจะออกมาแสดง “มุมมองอันยอดเยี่ยม” ของตน และมักจะจงใจหักล้างและดูเบาคู่ต่อสู้ เพื่อทำให้คนเหล่านี้อับอายและทำให้ชื่อเสียงด่างพร้อย และด้วยเหตุนี้จึงเป็นการเน้นย้ำว่าพวกเขาฉลาดและพิเศษมากเพียงใด และกดขี่คู่ต่อสู้ของพวกเขา  ผู้คนที่มีสายตาเฉียบคมย่อมมองเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ทั้งหมด มีเพียงคนที่โง่เขลาและไม่รู้ความและขาดวิจารณญาณแยกแยะเท่านั้นที่มองไม่เห็น  คนส่วนใหญ่มองเห็นเพียงความกระตือรือร้นของศัตรูของพระคริสต์ การไล่ตามเสาะหาของพวกเขา การทนทุกข์ของพวกเขา การจ่ายราคา และพฤติกรรมภายนอกที่ดีของพวกเขา แต่สถานการณ์ที่แท้จริงกลับถูกซ่อนเร้นอยู่ในส่วนลึกของหัวใจของศัตรูของพระคริสต์  วัตถุประสงค์หลักของพวกเขาคืออะไร?  คือการได้มาซึ่งสถานะ  เป้าหมายที่เป็นศูนย์กลางของงานทั้งหมดของพวกเขา ความตรากตรำทั้งหมดของพวกเขา และราคาทั้งหมดที่พวกเขาจ่ายนั้นคือสิ่งที่อยู่ในหัวใจที่พวกเขาบูชามากที่สุด นั่นคือ สถานะและอำนาจ

เพื่อที่จะได้มาซึ่งอำนาจและสถานะ สิ่งแรกที่ศัตรูของพระคริสต์ทำในคริสตจักรคือ พยายามเอาชนะความไว้วางใจและการยกย่องจากผู้อื่น เพื่อให้พวกเขาสามารถโน้มน้าวผู้คนได้มากขึ้น และทำให้ผู้คนยกย่องและบูชาพวกเขามากขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงสัมฤทธิ์เป้าหมายของตนในการมีสิทธิ์ตัดสินใจชี้ขาดและกุมอำนาจในคริสตจักร  เมื่อพูดถึงการได้มาซึ่งอำนาจ พวกเขามีทักษะที่สุดในการแข่งขันและต่อสู้กับผู้อื่น  บรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริง ผู้ที่มีเกียรติในคริสตจักร และผู้ที่เป็นที่รักของพี่น้องชายหญิง คือคู่ต่อสู้หลักของพวกเขา  บุคคลใดก็ตามที่เป็นภัยคุกคามต่อสถานะของพวกเขาคือคู่ต่อสู้ของพวกเขา  พวกเขาแข่งขันกับผู้ที่แข็งแกร่งกว่าตนอย่างไม่สะทกสะท้าน และแข่งขันกับผู้ที่อ่อนแอกว่าโดยไม่รู้สึกสงสารเลย  หัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยปรัชญาแห่งการแข่งขันและการต่อสู้  พวกเขาเชื่อว่าหากผู้คนไม่แข่งขันและต่อสู้ ก็จะไม่สามารถได้มาซึ่งผลประโยชน์ใดๆ และพวกเขาสามารถได้สิ่งที่ต้องการมาด้วยการแข่งขันและการต่อสู้เท่านั้น  เพื่อที่จะได้มาซึ่งสถานะ และเพื่อยึดครองตำแหน่งที่โดดเด่นภายในกลุ่มผู้คน พวกเขาทำทุกวิถีทางเพื่อแข่งขันกับทุกคน และพวกเขาไม่ละเว้นผู้ที่เป็นภัยคุกคามต่อสถานะของตนแม้แต่คนเดียว  ไม่ว่าพวกเขาจะมีปฏิสัมพันธ์กับใคร การปฏิสัมพันธ์เหล่านี้ล้วนเต็มไปด้วยการแข่งขันและการต่อสู้ และพวกเขายังคงแข่งขันและต่อสู้ต่อไปจนแก่เฒ่า  พวกเขามักจะพูดว่า “ถ้าสู้กัน ฉันจะเอาชนะคนคนนั้นได้ไหม?”  ใครก็ตามที่พูดจาฉะฉาน และสามารถพูดได้อย่างมีเหตุผล เป็นลำดับขั้นตอน และมีแบบแผน ย่อมกลายเป็นเป้าของความอิจฉาและการเลียนแบบของพวกเขา  ยิ่งไปกว่านั้น คนคนนั้นยังกลายเป็นคู่ต่อสู้ของพวกเขาอีกด้วย  ใครก็ตามที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและมีความเชื่อ สามารถช่วยเหลือและสนับสนุนพี่น้องชายหญิงได้บ่อยครั้ง และทำให้พี่น้องชายหญิงหลุดพ้นจากความเป็นลบและความอ่อนแอได้ ก็จะกลายเป็นคู่ต่อสู้ของพวกเขาเช่นกัน เช่นเดียวกับผู้ที่เชี่ยวชาญในวิชาชีพบางอย่าง และได้รับการยกย่องจากพี่น้องชายหญิงในระดับหนึ่ง  ใครก็ตามที่ได้ผลลัพธ์ในงานของตน และได้รับการยอมรับจากเบื้องบน ย่อมกลายเป็นคู่ต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้นสำหรับพวกเขาตามธรรมชาติ  คติพจน์ของศัตรูของพระคริสต์คืออะไร ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในกลุ่มใด?  จงแบ่งปันความคิดของพวกเจ้า  (การต่อสู้กับผู้คนและกับสวรรค์เป็นแหล่งความสนุกที่ไม่รู้จบ)  นี่คือความบ้าไม่ใช่หรือ?  นี่คือความบ้า  มีอย่างอื่นอีกไหม?  (ข้าแต่พระเจ้า พวกเขาคิดว่า “ทั่วทั้งจักรวาลนี้ เราเท่านั้นที่ครองราชย์สูงสุด” ไม่ใช่หรือ?  นั่นคือ พวกเขาต้องการเป็นผู้สูงสุด และไม่ว่าพวกเขาจะอยู่กับใคร พวกเขาก็ต้องการเอาชนะคนเหล่านั้นเสมอ)  นี่เป็นหนึ่งในแนวคิดของพวกเขา  มีอย่างอื่นอีกไหม?  (ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์นึกถึงคำสามคำคือ “ผู้ชนะคือราชา”  ข้าพระองค์คิดว่าพวกเขาต้องการเหนือกว่าผู้อื่นและโดดเด่นอยู่เสมอ ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหน และพวกเขาก็พยายามอย่างหนักที่จะเป็นผู้สูงสุด)  สิ่งที่พวกเจ้าพูดมานั้นส่วนใหญ่เป็นแนวคิดประเภทต่างๆ จงลองใช้พฤติกรรมสักรูปแบบหนึ่งมาบรรยายพวกเขา  ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ศัตรูของพระคริสต์ไม่ได้ต้องการยึดครองตำแหน่งสูงสุดเสมอไป  เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาไปยังสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง พวกเขามีอุปนิสัยและวิธีคิดที่ผลักดันให้พวกเขากระทำการ  วิธีคิดที่ว่านี้คืออะไร?  คือ “ฉันต้องแข่งขัน!  แข่งขัน!  แข่งขัน!”  ทำไมถึงมี “แข่งขัน” สามคำ ทำไมไม่ใช่ “แข่งขัน” คำเดียว?  (การแข่งขันกลายเป็นชีวิตของพวกเขา เป็นสิ่งที่พวกเขาใช้ดำเนินชีวิต)  นี่คืออุปนิสัยของพวกเขา  พวกเขาเกิดมาพร้อมกับอุปนิสัยที่โอหังอย่างรุนแรงและยากที่จะควบคุมได้ นั่นคือ การมองว่าตนไม่เป็นสองรองใคร และหลงตัวเองอย่างยิ่งยวด  ไม่มีใครสามารถลดทอนอุปนิสัยที่โอหังอย่างเหลือเชื่อของพวกเขาได้ พวกเขาเองก็ไม่สามารถควบคุมได้เช่นกัน  ดังนั้น ชีวิตของพวกเขาจึงมีแต่เรื่องการต่อสู้และการแข่งขัน  พวกเขาต่อสู้และแข่งขันเพื่อสิ่งใด?  โดยธรรมชาติแล้ว พวกเขาแข่งขันเพื่อชื่อเสียง ผลประโยชน์ สถานะ หน้าตา และผลประโยชน์ของตนเอง  ไม่ว่าพวกเขาจะต้องใช้วิธีการใด ตราบใดที่ทุกคนนบนอบพวกเขา และตราบใดที่พวกเขาได้มาซึ่งผลประโยชน์และสถานะสำหรับตัวเอง พวกเขาก็ถือว่าสัมฤทธิ์เป้าหมายของตนแล้ว  เจตจำนงที่จะแข่งขันของพวกเขาไม่ใช่ความสนุกสนานชั่วคราว แต่เป็นอุปนิสัยชนิดหนึ่งที่มาจากธรรมชาติเยี่ยงซาตาน  เปรียบเสมือนอุปนิสัยของพญานาคใหญ่สีแดงที่ต่อสู้กับสวรรค์ ต่อสู้กับแผ่นดินโลก และต่อสู้กับผู้คน  ทีนี้ เมื่อศัตรูของพระคริสต์ต่อสู้และแข่งขันกับผู้อื่นในคริสตจักร พวกเขาต้องการสิ่งใด?  ไม่ต้องสงสัยเลยว่า พวกเขากำลังแข่งขันเพื่อความมีหน้ามีตาและสถานะ  แต่เมื่อพวกเขาได้รับสถานะแล้ว สถานะนั้นจะมีประโยชน์อะไรต่อพวกเขา?  การที่ผู้อื่นรับฟัง ชื่นชม และบูชาพวกเขานั้นดีต่อพวกเขาอย่างไร?  แม้แต่ศัตรูของพระคริสต์เองก็ไม่สามารถอธิบายเรื่องนี้ได้  ในความเป็นจริง พวกเขาชอบสุขสำราญกับความมีหน้ามีตาและสถานะ ชอบให้ทุกคนยิ้มให้ตน และชอบที่จะได้รับการทักทายด้วยการป้อยอและประจบสอพลอ  ดังนั้น ทุกครั้งที่ศัตรูของพระคริสต์ไปยังคริสตจักรสักแห่ง พวกเขาจะทำสิ่งหนึ่ง นั่นคือ ต่อสู้และแข่งขันกับผู้อื่น  ต่อให้พวกเขาได้อำนาจและสถานะมาแล้ว พวกเขาก็ยังไม่หยุด  เพื่อปกป้องสถานะของตนและทำให้อำนาจของตนมั่นคง พวกเขายังคงต่อสู้และแข่งขันกับผู้อื่นต่อไป  พวกเขาจะทำเช่นนี้ไปจนตาย  ดังนั้น ปรัชญาของศัตรูของพระคริสต์ก็คือ “ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ จงอย่าหยุดต่อสู้”  หากมีคนชั่วเช่นนี้อยู่ในคริสตจักร จะเป็นการก่อกวนพี่น้องชายหญิงหรือไม่?  ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าทุกคนกำลังกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าอย่างเงียบๆ และสามัคคีธรรมความจริง บรรยากาศสงบสุขและอารมณ์ผ่อนคลาย  ในเวลานี้ ศัตรูของพระคริสต์จะเดือดพล่านด้วยความไม่พอใจ  เขาจะเริ่มอิจฉาผู้ที่สามัคคีธรรมความจริงและเกลียดชังคนเหล่านั้น  เขาจะเริ่มโจมตีและทำการตัดสินคนเหล่านั้น  นี่ย่อมจะก่อกวนบรรยากาศที่สงบสุขไม่ใช่หรือ?  เขาคือคนชั่วที่ได้มาก่อกวนและทำให้ผู้อื่นรังเกียจ  นั่นคือสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์เป็น  บางครั้งศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่ได้แสวงหาที่จะทำลายหรือเอาชนะคนที่พวกเขาแข่งขันด้วยและกดขี่ ตราบใดที่พวกเขาได้มาซึ่งความมีหน้ามีตา สถานะ ความหยิ่งยโส และความทะนงตน และทำให้ผู้คนชื่นชมพวกเขา พวกเขาก็ได้สัมฤทธิ์เป้าหมายของตนแล้ว  ในขณะที่กำลังแข่งขัน พวกเขาเผยอุปนิสัยเยี่ยงซาตานที่ชัดเจนชนิดหนึ่งออกมา  อุปนิสัยนี้คืออะไร?  นั่นคือ  ไม่ว่าพวกเขาจะปรากฏตัวในคริสตจักรใด พวกเขาก็ต้องการแข่งขันและต่อสู้กับผู้คนอื่นๆ เสมอ พวกเขาต้องการแข่งขันเพื่อชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะเสมอ และพวกเขารู้สึกว่าตนบรรลุเป้าหมายก็ต่อเมื่อคริสตจักรตกอยู่ในความระส่ำระสายและความโกลาหล เมื่อพวกเขาได้รับสถานะแล้วและทุกคนยอมจำนนต่อพวกเขาเท่านั้น  นี่คือธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ นั่นคือ พวกเขาใช้การแข่งขันและการต่อสู้เพื่อสัมฤทธิ์เป้าหมายของตน

ไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มใด คติพจน์ของศัตรูของพระคริสต์คืออะไร?  “ฉันต้องแข่งขัน!  แข่งขัน!  แข่งขัน!  ฉันต้องแข่งขันเพื่อให้สูงที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุด!”  นี่คืออุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ ไม่ว่าพวกเขาจะไปที่ใด พวกเขาก็แข่งขันและพยายามสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายของตน  พวกเขาคือข้ารับใช้ของซาตาน และพวกเขาก่อกวนงานของคริสตจักร  อุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์เป็นเช่นนี้ กล่าวคือ พวกเขาเริ่มต้นด้วยการมองไปรอบๆ คริสตจักรเพื่อดูว่าใครเชื่อในพระเจ้ามานานหลายปีและมีต้นทุน ใครมีพรสวรรค์หรือความสามารถบางอย่าง ใครเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องชายหญิงในการเข้าสู่ชีวิตของพวกเขา ใครมีเกียรติยศมากกว่า ใครมีความอาวุโส ใครถูกพี่น้องชายหญิงกล่าวขวัญถึงในทางที่ดี ใครมีสิ่งที่เป็นบวกมากกว่า  คนเหล่านั้นย่อมเป็นคู่แข่งของพวกเขา  โดยสรุป ทุกครั้งที่ศัตรูของพระคริสต์อยู่ท่ามกลางกลุ่มผู้คน นี่คือสิ่งที่พวกเขาทำเสมอ กล่าวคือ พวกเขาแข่งขันเพื่อสถานะ แข่งขันเพื่อความมีหน้ามีตาที่ดี แข่งขันเพื่อให้มีสิทธิ์ตัดสินชี้ขาดในเรื่องต่างๆ และสิทธิ์ในการตัดสินใจในกลุ่ม ซึ่งเมื่อพวกเขาได้รับมาแล้ว ก็ทำให้พวกเขามีความสุข  พวกเขาสามารถทำงานที่แท้จริงหลังจากได้รับสิ่งเหล่านี้หรือไม่?  ไม่ได้อย่างแน่นอน พวกเขาไม่ได้แข่งขันและต่อสู้เพื่อทำงานจริง เป้าหมายของพวกเขาคือการเอาชนะทุกคน  “ฉันไม่สนใจหรอกว่าคุณจะเต็มใจยอมจำนนต่อฉันหรือไม่ ในแง่ของต้นทุน ฉันยิ่งใหญ่ที่สุด ในแง่ทักษะการพูด ฉันเก่งที่สุด ในแง่ของพรสวรรค์และความสามารถ ฉันมีมากที่สุด”  ไม่ว่าจะเป็นด้านใด พวกเขาก็ต้องการแข่งขันเพื่อเป็นที่หนึ่งเสมอ  หากพี่น้องชายหญิงเลือกให้พวกเขาเป็นผู้ดูแล พวกเขาก็จะแข่งขันกับคู่ทำงานของตนเพื่อให้ตนเป็นผู้ชี้ขาดและสิทธิ์ในการตัดสินใจ  หากคริสตจักรมอบหมายให้พวกเขารับผิดชอบงานบางอย่าง พวกเขาก็จะยืนกรานที่จะเป็นคนมีอำนาจสั่งการว่าจะดำเนินการอย่างไร  พวกเขาจะต้องการพยายามอย่างหนักที่จะทำให้ทุกสิ่งที่พวกเขาพูดและทุกสิ่งที่พวกเขาตัดสินใจประสบความสำเร็จและกลายเป็นความเป็นจริง  หากพี่น้องชายหญิงนำแนวคิดของคนอื่นมาใช้ พวกเขาจะยอมให้ผ่านไปได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  นั่นหมายถึงปัญหา  หากเจ้าไม่ฟังพวกเขา พวกเขาจะสอนบทเรียนให้เจ้า ทำให้เจ้ารู้สึกว่าเจ้าขาดพวกเขาไม่ได้ และแสดงให้เจ้าเห็นว่าจะมีผลสืบเนื่องอะไรตามมาหากเจ้าไม่เชื่อฟังพวกเขา  นั่นคือความทะนงตน น่ารังเกียจ และไร้เหตุผลของอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์  พวกเขาไม่มีทั้งมโนธรรมและสำนึก และไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความจริง  คนเราสามารถเห็นได้ในการกระทำและความประพฤติของศัตรูของพระคริสต์ว่าสิ่งที่พวกเขาทำไม่มีสำนึกของคนปกติเลย และแม้คนเราจะสามัคคีธรรมความจริงกับพวกเขาได้ แต่พวกเขาไม่ยอมรับ  ไม่ว่าสิ่งที่เจ้าพูดจะถูกต้องเพียงใด พวกเขาก็ไม่เห็นด้วย  สิ่งเดียวที่พวกเขาชอบไล่ตามไขว่คว้าคือความมีหน้ามีตาและสถานะ ซึ่งพวกเขาเทิดทูนบูชา  ตราบใดที่พวกเขาสามารถสุขสำราญกับผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่ง พวกเขาก็รู้สึกพอใจ  พวกเขาเชื่อว่านี่คือคุณค่าในการดำรงอยู่ของพวกเขา  ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ท่ามกลางกลุ่มผู้คนกลุ่มใด พวกเขาต้องแสดงให้ผู้คนเห็น “แสงสว่าง” และ “ความอบอุ่น” ที่พวกเขามอบให้ เห็นความสามารถของพวกเขา ความไม่เหมือนใครของพวกเขา  และเป็นเพราะพวกเขาเชื่อว่าตนพิเศษ พวกเขาย่อมคิดเป็นธรรมดาว่าตนควรได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่าคนทั่วไป ตนควรได้รับการเกื้อหนุนและความชื่นชมจากผู้คน ผู้คนควรยกย่องพวกเขา บูชาพวกเขา—พวกเขาคิดว่าทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ตนสมควรได้รับ  ผู้คนเช่นนี้อวดดีและไร้ยางอายมิใช่หรือ?  การมีผู้คนเช่นนี้อยู่ในคริสตจักรย่อมเป็นปัญหาไม่ใช่หรือ?  เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้น สิ่งที่เป็นสามัญสำนึกก็คือผู้คนควรฟังใครก็ตามที่พูดถูกต้อง นบนอบใครก็ตามที่ให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่องานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า และนำข้อเสนอแนะของใครก็ตามที่สอดคล้องกับหลักธรรมความจริงมาใช้  หากศัตรูของพระคริสต์พูดบางสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับหลักธรรม คนอื่นๆ อาจไม่ฟังพวกเขา หรือไม่นำข้อเสนอแนะของพวกเขามาใช้  ในกรณีนั้น ศัตรูของพระคริสต์จะทำอย่างไร?  พวกเขาจะพยายามแก้ต่างและให้เหตุผลเข้าข้างตนเองต่อไป และคิดหาวิธีโน้มน้าวผู้อื่น และทำให้พี่น้องชายหญิงฟังพวกเขาและนำข้อเสนอแนะของพวกเขามาใช้  พวกเขาจะไม่พิจารณาว่าอาจมีผลกระทบอะไรต่องานของคริสตจักรหากนำข้อเสนอแนะของพวกเขามาใช้  นี่ไม่ได้อยู่ในขอบข่ายการพิจารณาของพวกเขา  สิ่งเดียวที่พวกเขาจะพิจารณาคืออะไร?  “ถ้าข้อเสนอแนะของฉันไม่ถูกนำมาใช้ ฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?  ดังนั้น ฉันต้องแข่งขัน และพยายามอย่างหนักให้ข้อเสนอแนะของฉันถูกนำมาใช้”  เมื่อใดก็ตามที่เกิดเรื่องขึ้น นี่คือวิธีที่พวกเขาคิดและกระทำการ  พวกเขาไม่เคยคิดทบทวนว่าเรื่องนี้สอดคล้องกับหลักธรรมหรือไม่ และพวกเขาไม่เคยยอมรับความจริง  นี่คืออุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์

อะไรคือการสำแดงหลักของการขาดสำนึกโดยสิ้นเชิงของศัตรูของพระคริสต์?  พวกเขาเชื่อว่าตนมีพรสวรรค์ มีความสามารถ มีขีดความสามารถที่ดี และควรได้รับการบูชาและเกื้อหนุนจากผู้อื่น และได้รับตำแหน่งสำคัญจากพระนิเวศของพระเจ้า  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาเชื่อว่าพระนิเวศของพระเจ้าควรนำข้อเสนอแนะและแนวคิดทั้งหมดที่พวกเขาเสนอมาใช้และส่งเสริม และหากพระนิเวศของพระเจ้าไม่นำมาสิ่งเหล่านั้นใช้ พวกเขาจะโกรธมาก ตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับพระนิเวศของพระเจ้า และก่อตั้งอาณาจักรอิสระของตนเอง  การเผยอุปนิสัยและแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์เช่นนี้ก่อให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวนในคริสตจักรไม่ใช่หรือ?  อาจกล่าวได้ว่าการกระทำทั้งหมดของศัตรูของพระคริสต์ก่อให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวนอย่างใหญ่หลวงต่องานของคริสตจักรและการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร  เมื่อศัตรูของพระคริสต์แข่งขันเพื่อตำแหน่งผู้นำคริสตจักรและเกียรติในหมู่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร พวกเขาใช้ทุกวิถีทางที่ทำได้เพื่อโจมตีผู้อื่นและยกชูตนเอง  พวกเขาไม่พิจารณาว่าตนอาจทำร้ายงานของพระนิเวศของพระเจ้าและการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรได้อย่างเลวร้ายเพียงใด  พวกเขาพิจารณาเพียงว่าความทะเยอทะยานและความอยากของตนสามารถได้รับการตอบสนองหรือไม่ และรักษาสถานะและความมีหน้ามีตาของตนไว้ได้หรือไม่  บทบาทของพวกเขาในคริสตจักรและท่ามกลางประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรคือบทบาทของปีศาจ ของความชั่ว คือบทบาทของข้ารับใช้ของซาตาน  พวกเขาไม่ใช่ผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง และไม่ใช่ผู้ติดตามของพระเจ้า นับประสาอะไรกับการเป็นคนที่รักและยอมรับความจริง  เมื่อเจตนาและเป้าหมายของพวกเขายังไม่สัมฤทธิ์ พวกเขาไม่เคยทบทวนและรู้จักตนเองเลย พวกเขาไม่เคยคิดทบทวนว่าเจตนาและเป้าหมายของตนสอดคล้องกับความจริงหรือไม่ พวกเขาไม่เคยแสวงหาว่าจะเดินบนเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไรเพื่อบรรลุความรอด  พวกเขาไม่ได้เชื่อในพระเจ้าและเลือกเส้นทางที่ตนควรเดินด้วยสภาวะจิตใจที่นบนอบ  ตรงกันข้าม พวกเขากลับเค้นสมอง และคิดว่า “ฉันจะดำรงตำแหน่งผู้นำหรือคนทำงานได้อย่างไร?  ฉันจะแข่งขันกับผู้นำและคนทำงานของคริสตจักรได้อย่างไร?  ฉันจะชักพาประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้หลงผิดและควบคุมพวกเขา รวมถึงทำให้พระคริสต์กลายเป็นเพียงหุ่นเชิดได้อย่างไร?  ฉันจะทำให้ตนเองมีที่ทางในคริสตจักรได้อย่างไร?  ฉันจะทำให้มั่นใจได้อย่างไรว่าฉันจะมีรากฐานที่มั่นคงในคริสตจักรและได้รับสถานะ รับประกันว่าฉันจะประสบความสำเร็จและไม่ล้มเหลว และสัมฤทธิ์เป้าหมายของฉันในการควบคุมประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรและก่อตั้งอาณาจักรของตนเองได้ในที่สุด?”  สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้เวลาทั้งวันทั้งคืนครุ่นคิด  นี่คืออุปนิสัยและธรรมชาติเช่นไร?  ตัวอย่างเช่น เมื่อพี่น้องชายหญิงธรรมดาเขียนบทความคำพยาน พวกเขาคิดว่าจะถ่ายทอดประสบการณ์และความเข้าใจของตนเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างซื่อสัตย์ได้อย่างไร  ดังนั้น พวกเขาจึงอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าด้วยความหวังว่าพระองค์จะประทานความรู้แจ้งเกี่ยวกับความจริงแก่พวกเขามากขึ้น และจะทรงทำให้พวกเขาได้รับความเข้าใจความจริงที่ยิ่งใหญ่และลึกซึ้งยิ่งขึ้น  ในทางตรงกันข้าม เมื่อศัตรูของพระคริสต์เขียนบทความ พวกเขาเค้นสมองใคร่ครวญว่าจะเขียนด้วยวิธีไหนจึงจะทำให้ผู้คนเข้าใจพวกเขา รู้จักพวกเขา และชื่นชมพวกเขามากขึ้น และด้วยเหตุนี้จึงได้สถานะในจิตใจของผู้คนมากขึ้น  พวกเขาปรารถนาที่จะใช้เรื่องเล็กน้อยที่ธรรมดาที่สุดนี้เพื่อเพิ่มพูนชื่อเสียงของตน  พวกเขาไม่สามารถปล่อยโอกาสเช่นนี้ให้หลุดมือไปได้ด้วยซ้ำ  พวกเขาเป็นผู้คนประเภทใด?  เมื่อศัตรูของพระคริสต์บางคน เห็นว่าผู้อื่นสามารถเขียนบทความคำพยานจากประสบการณ์ได้ ก็ปรารถนาที่จะเขียนสิ่งที่วิเศษยิ่งกว่าคำพยานจากประสบการณ์ของผู้อื่น ทุ่มเทความพยายามในการแข่งขันกับคนเหล่านั้นเพื่อสถานะและเกียรติ  ดังนั้น พวกเขาจึงกุเรื่องและลอกเลียนเรื่องราวต่างๆ  พวกเขาถึงกับกล้าทำสิ่งต่างๆ เช่น การให้คำพยานเทียมเท็จ  เพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตนเอง เพื่อให้ผู้คนรู้จักพวกเขามากขึ้น และเผยแพร่ชื่อเสียงของตน ศัตรูของพระคริสต์ไม่ลังเลที่จะทำเรื่องน่าละอายสารพัดอย่าง  พวกเขาจะไม่ปล่อยแม้แต่โอกาสที่เล็กที่สุดที่จะกลายเป็นคนมีชื่อเสียง ได้มาซึ่งสถานะ และได้รับการนับถือท่ามกลางกลุ่มผู้คนและถูกยกย่องด้วยความเคารพเป็นพิเศษ  จุดประสงค์ของการได้รับการยกย่องด้วยความเคารพเป็นพิเศษคืออะไร?  ผลสืบเนื่องและเป้าหมายใดที่ศัตรูของพระคริสต์ปรารถนาจะสัมฤทธิ์?  ศัตรูของพระคริสต์ต้องการให้ผู้อื่นมองว่าตนเป็นคนที่ไม่ธรรมดา เป็นคนที่สูงส่งกว่าผู้อื่น และเป็นเลิศในบางด้าน พวกเขาต้องการทิ้งความประทับใจที่ดีไว้ในจิตใจของผู้อื่น เป็นความประทับใจที่ลึกซึ้ง และถึงกับค่อยๆ ทำให้คนอื่นอิจฉา ชื่นชม และยกย่องพวกเขา  ในขณะที่เพียรพยายามอย่างสุดกำลังเพื่อสัมฤทธิ์เป้าหมายนี้ พวกเขาก็ยังคงเดินบนเส้นทางเดิมที่พวกเขาเคยเดินมาก่อน

ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในกลุ่มผู้คนกลุ่มใด ไม่ว่าพวกเขากำลังเสแสร้งหรือตรากตรำ สิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในส่วนลึกของหัวใจของศัตรูของพระคริสต์ไม่มีอะไรมากไปกว่าความอยากได้สถานะ  แก่นแท้ที่พวกเขาเผยและสำแดงออกมาไม่มีอะไรมากไปกว่าการต่อสู้และการแข่งขัน  ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะทำสิ่งใด พวกเขาก็กำลังแข่งขันกับผู้อื่นเพื่อสถานะ หน้าตา และผลประโยชน์  การสำแดงที่พบบ่อยที่สุดในเรื่องนี้คือ การแข่งขันเพื่อชื่อเสียงที่ดี คำชื่นชมที่ดี และสถานะในจิตใจของผู้คน เพื่อให้ผู้คนยกย่องและบูชาพวกเขา วนเวียนและยึดพวกเขาเป็นศูนย์กลาง  นี่คือเส้นทางที่ศัตรูของพระคริสต์เดิน นี่คือสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์แข่งขันเพื่อให้ได้มา  ไม่ว่าพระวจนะของพระเจ้าจะกล่าวโทษและชำแหละสิ่งเหล่านี้อย่างไร ศัตรูของพระคริสต์ก็จะไม่ยอมรับความจริง หรือยอมรับการพิพากษาและการตีสอนจากพระวจนะของพระเจ้า หรือละทิ้งสิ่งเหล่านี้ที่พระเจ้าทรงพิพากษาและกล่าวโทษ  ในทางตรงกันข้าม ยิ่งพระเจ้าทรงเปิดโปงสิ่งเหล่านี้มากเท่าใด ศัตรูของพระคริสต์ก็ยิ่งมีเล่ห์เหลี่ยมมากขึ้นเท่านั้น  พวกเขานำวิธีการที่ซ่อนเร้นและลื่นไหลมากขึ้นมาใช้เพื่อไล่ตามไขว่คว้าสิ่งเหล่านี้ เพื่อไม่ให้ผู้คนมองเห็นสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่ และหลงเชื่อผิดๆ ว่าพวกเขาได้ละทิ้งสิ่งเหล่านี้ไปแล้ว  ยิ่งพระเจ้าทรงเปิดโปงสิ่งเหล่านี้มากเท่าใด ศัตรูของพระคริสต์ก็ยิ่งหาทางใช้วิธีการที่เจ้าเล่ห์และแยบยลยิ่งขึ้นเพื่อไล่ตามไขว่คว้าและเพื่อให้ได้สิ่งเหล่านั้นมา  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังใช้คำพูดที่ฟังดูรื่นหูมาปกปิดแรงจูงใจแอบแฝงของตนอีกด้วย  โดยสรุปแล้ว ศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับความจริงอย่างเด็ดขาด ไม่ทบทวนพฤติกรรมของตน หรือมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐานและแสวงหาความจริง  ในทางตรงกันข้าม ภายในใจพวกเขากลับยิ่งไม่พอใจต่อการเปิดโปงและการพิพากษาของพระเจ้ามากขึ้น ถึงขั้นนำท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสิ่งเหล่านี้มาใช้  ไม่เพียงพวกเขาจะไม่ละทิ้งการไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะของตนเท่านั้น แต่พวกเขากลับหวงแหนสิ่งเหล่านี้มากขึ้น และคิดหาวิธีซ่อนเร้นและปกปิดการไล่ตามไขว่คว้านี้ และหยุดยั้งผู้คนไม่ให้รู้เท่าทันและสังเกตเห็น  ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร ศัตรูของพระคริสต์ไม่เพียงล้มเหลวในการปฏิบัติความจริงเท่านั้น เมื่อโฉมหน้าที่แท้จริงของพวกเขาถูกเผยออกมา กล่าวคือ เมื่อพวกเขาเผลอเผยความทะเยอทะยานและความอยากเหล่านี้ของตนออกมา พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกกังวลว่าผู้อื่นจะมองแก่นแท้และโฉมหน้าที่แท้จริงของตนทะลุปรุโปร่งตามพระวจนะของพระเจ้าและความจริง ดังนั้น พวกเขาจึงพยายามปกปิดเรื่องนี้ และพยายามอย่างสุดกำลังที่จะปกป้องตนเอง  จุดประสงค์ที่พวกเขาปกปิดเรื่องนี้คืออะไร?  เพื่อปกป้องสถานะและความมีหน้ามีตาของตนจากการสูญเสีย และเพื่อสงวนกำลังของตนไว้สำหรับการต่อสู้ครั้งต่อไป  นี่คือแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์  ไม่ว่าเมื่อไร หรือสถานการณ์จะเป็นเช่นไร เป้าหมายและแนวทางในการประพฤติปฏิบัติตนของพวกเขาก็จะไม่เปลี่ยนแปลง และเป้าหมายตลอดชีวิตของพวกเขา หรือหลักการเบื้องหลังการกระทำของพวกเขา หรือความอยาก ความทะเยอทะยาน และจุดมุ่งหมายในส่วนลึกของหัวใจของพวกเขาในการไล่ตามไขว่คว้าสถานะก็จะไม่เปลี่ยนแปลงเช่นกัน  ไม่เพียงพวกเขาจะพยายามอย่างสุดกำลังเพื่อให้บรรลุถึงสถานะเท่านั้น พวกเขายังจะเพิ่มความพยายามให้มากขึ้นเพื่อที่จะได้สถานะนั้นมา  ยิ่งพระนิเวศของพระเจ้าสามัคคีธรรมความจริงมากเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งจะหลีกเลี่ยงอย่างชาญฉลาดจากการใช้พฤติกรรมและการสำแดงที่โจ่งแจ้งบางอย่างซึ่งผู้อื่นสามารถมองเห็นอย่างทะลุปรุโปร่งและแยกแยะได้มากเท่านั้น  พวกเขาจะเปลี่ยนไปใช้วิธีการอีกรูปแบบหนึ่ง ร้องไห้อย่างขมขื่นขณะยอมรับความผิดพลาดของตนและกล่าวโทษตนเอง เพื่อให้ได้รับความเห็นใจจากผู้คน ทำให้ผู้คนหลงเชื่อผิดๆ ว่าพวกเขากลับใจและเปลี่ยนแปลงไปแล้ว และทำให้ผู้คนแยกแยะพวกเขาได้ยากขึ้น  แก่นแท้เช่นนี้ของศัตรูของพระคริสต์คืออะไร?  มีความเจ้าเล่ห์อยู่บ้างไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  เมื่อผู้คนเจ้าเล่ห์ถึงเพียงนี้ พวกเขาก็คือหมู่มาร  หมู่มารสามารถกลับใจอย่างแท้จริงได้หรือ?  พวกเขาสามารถละทิ้งความทะเยอทะยานและความอยากที่จะไล่ตามไขว่คว้าสถานะของตนอย่างแท้จริงหรือ?  หมู่มารยอมตายเสียดีกว่าที่จะละทิ้งความทะเยอทะยานนี้  ไม่ว่าเจ้าจะสามัคคีธรรมความจริงกับพวกเขาอย่างไรก็จะไร้ประโยชน์ พวกเขาจะไม่ละทิ้งความทะเยอทะยานนี้  ในสถานการณ์นี้ หากพวกเขาพ่ายแพ้ในการต่อสู้และถูกพี่น้องชายหญิงเปิดโปง พวกเขาจะยังคงต่อสู้ต่อไป และแข่งขันเพื่อสถานะ หน้าตา สิทธิ์ในการตัดสินชี้ขาด และสิทธิ์ในการตัดสินใจเมื่อพวกเขาย้ายไปยังกลุ่มต่อไป  พวกเขาจะแข่งขันเพื่อสิ่งเหล่านี้  ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร หรือพวกเขาอยู่ในกลุ่มผู้คนกลุ่มใด หลักการที่พวกเขายึดถืออยู่เสมอคือการแข่งขัน “ฉันเท่านั้นที่สามารถนำได้ ไม่มีใครที่จะนำฉันได้!”  พวกเขาไม่เต็มใจที่จะเป็นผู้ติดตามธรรมดา หรือยอมรับการนำหรือความช่วยเหลือจากผู้อื่นอย่างเด็ดขาด  นี่คือแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์

ในคริสตจักร มีบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้ามานานหลายปี แต่กลับไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงเลย และมักจะไล่ตามไขว่คว้าสถานะและความมีหน้ามีตาอยู่เสมอหรือไม่?  การสำแดงของผู้คนเช่นนั้นคืออะไร?  พวกเจ้าจะคิดหรือไม่ว่าผู้คนที่ชอบอวดตนต่ออยู่เสมอ ผู้ที่มักจะมีความคิดใหม่ๆ และพร่ำพูดแนวคิดที่ฟังดูสูงส่งคือผู้คนเช่นนั้นใช่หรือไม่?  พวกเขามักจะทำสิ่งใดบ้าง?  (บางคนแสดงมุมมองของตน และสำหรับผู้อื่นก็ดูเหมือนว่าจะถูกต้อง แต่เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเก่งเพียงใด คนคนนี้จึงนำเสนอมุมมองที่แตกต่างออกไป ซึ่งผู้คนจะรู้สึกว่าถูกต้องยิ่งกว่า และจะหักล้างมุมมองของคนแรก จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าตนเก่งขนาดไหน)  นี่เรียกว่าการโอ้อวด  พวกเขาปฏิเสธทัศนะของคนอื่น แล้วจากนั้นก็นำเสนอมุมมองที่ไม่เหมือนใครของตนเอง ซึ่งเป็นมุมมองที่แม้แต่พวกเขาก็ไม่รู้สึกว่าตั้งอยู่บนความเป็นจริงหรือถูกต้อง—เป็นเพียงคำขวัญ—แต่พวกเขาก็ต้องแสดงให้ผู้คนเห็นว่าพวกเขาเก่งขนาดไหน และทำให้ทุกคนรับฟังพวกเขา  พวกเขาต้องแตกต่างอยู่เสมอ ต้องมีความคิดใหม่ๆ ตลอดเวลา พวกเขาพร่ำพูดแนวคิดที่ฟังดูสูงส่งอยู่เสมอ และไม่ว่าสิ่งที่ผู้อื่นพูดจะเป็นไปได้และสัมพันธ์กับชีวิตจริงเพียงใด พวกเขาก็ต้องลงคะแนนคัดค้าน และหาเหตุผลรวมถึงข้ออ้างต่างๆ นานาเพื่อหักล้างมุมมองของผู้อื่น  นี่คือพฤติกรรมที่พบบ่อยที่สุดของผู้คนที่พยายามคิดหาความคิดแปลกใหม่และพร่ำพูดแนวคิดที่ฟังดูสูงส่ง  ไม่ว่าการกระทำของใครบางคนจะถูกต้องหรือเหมาะสมเพียงใด พวกเขาก็จะมองข้ามและเพิกเฉยต่อการกระทำเหล่านั้น  แม้พวกเขาจะรู้อย่างชัดเจนว่าคนคนนี้กระทำการอย่างเหมาะสม แต่พวกเขาก็ยังคงพูดว่าการกระทำของคนคนนี้ไม่เหมาะสม และพูดให้ฟังราวกับว่าพวกเขาสามารถทำได้ดีกว่า และพวกเขาไม่ได้เป็นรองคนคนนั้นเลย  ผู้คนเช่นนี้คิดว่าไม่มีใครดีเท่าตน คิดว่าตนดีกว่าคนอื่นในทุกด้าน  สำหรับพวกเขาแล้ว ทุกสิ่งที่คนอื่นพูดล้วนไม่ถูกต้อง คนอื่นไร้ค่า และตนเองเก่งทุกด้าน  แม้ว่าพวกเขาทำสิ่งใดผิดพลาดและถูกตัดแต่งก็ตาม พวกเขาก็จะไม่เต็มใจที่จะนบนอบ พวกเขาจะไม่ยอมรับความจริงเลย และพวกเขาอาจยกข้ออ้างมาเป็นกองอีกด้วย ซึ่งทำให้ผู้อื่นคิดว่าพวกเขาไม่ได้ทำผิด และพวกเขาไม่ควรถูกตัดแต่ง  ผู้คนที่ชอบมีความคิดใหม่ๆ และพร่ำพูดแนวคิดที่ฟังดูสูงส่งย่อมโอหังและคิดว่าตนถูกในลักษณะนี้  แท้จริงแล้ว ผู้คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ขาดความสามารถที่แท้จริง และไม่สามารถทำสิ่งใดให้ดีได้เลย ไม่ว่าพวกเขาจะทำสิ่งใดก็กลายเป็นความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง  แต่พวกเขาไม่มีความตระหนักรู้ในตนเอง และพวกเขาคิดว่าตนเก่งกว่าคนอื่น และพวกเขากล้าที่จะก้าวก่ายและเข้าไปข้องเกี่ยวกับสิ่งที่คนอื่นกำลังทำอยู่ และยังคงพร่ำพูดแนวคิดที่ฟังดูสูงส่ง โดยต้องการให้ผู้คนอื่นยกย่องและรับฟังพวกเขาตลอดเวลา  ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร หรือพวกเขาจะอยู่ในกลุ่มใด พวกเขาเพียงต้องการให้ผู้อื่นรับใช้และรับฟังพวกเขา แต่พวกเขาไม่ต้องการรับใช้หรือรับฟังใครอื่นเลย  นี่คือศัตรูของพระคริสต์ไม่ใช่หรือ?  นี่คือความโอหังและคิดว่าตนถูกของศัตรูของพระคริสต์ นี่คือการขาดสำนึกของพวกเขา  พวกเขาพูดถึงแต่คำสอนลวงโลก และหากคนอื่นชี้ให้เห็นความผิดพลาดของพวกเขา พวกเขาก็ต้องบิดเบือนคำพูดและตรรกะ และพูดด้วยวิธีที่ฟังรื่นหูแต่ไม่จริงใจ เพื่อทำให้ผู้คนรู้สึกว่าพวกเขาถูกต้อง  ไม่ว่าความคิดเห็นของคนอื่นจะถูกต้องเพียงใด ศัตรูของพระคริสต์ก็จะใช้วิธีการพูดจาที่ฉะฉานเพื่อทำให้ความคิดเห็นนั้นฟังดูไม่ถูกต้อง และทำให้ทุกคนยอมรับความคิดเห็นของพวกเขาเอง  ศัตรูของพระคริสต์เป็นผู้คนประเภทนี้—พวกเขามีความสามารถเป็นพิเศษในการชักพาผู้อื่นให้หลงผิด พวกเขาสามารถชักพาคนเหล่านั้นให้หลงผิดจนถึงจุดที่ทำให้คนเหล่านั้นตกอยู่ในความสับสน งุนงง และไม่รู้จักถูกผิดอีกต่อไป  ในท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่ขาดวิจารณญาณแยกแยะทั้งหมดจะถูกศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ชักพาให้หลงผิดและจับเป็นเชลยอย่างสมบูรณ์  มีผู้คนที่ชักพาผู้อื่นให้หลงผิดเช่นนี้อยู่ในคริสตจักรส่วนใหญ่  เมื่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรกำลังสามัคคีธรรมความจริงหรือแบ่งปันคำพยานจากประสบการณ์ของตน ศัตรูของพระคริสต์ก็มักจะลุกขึ้นและแสดงทัศนะของตนเองอยู่เสมอ  พวกเขาไม่เปิดใจเพื่อสามัคคีธรรมถึงความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ของตนอย่างตรงไปตรงมา ตรงกันข้าม พวกเขากลับชี้ให้เห็นสิ่งต่างๆ และวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร้ความรับผิดชอบเกี่ยวกับความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ของคนอื่น เพื่อโอ้อวดว่าตนฉลาดเพียงใด และสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายในการทำให้ผู้อื่นยกย่องตน  ศัตรูของพระคริสต์มีทักษะมากที่สุดในการพูดถึงคำพูดและคำสอน พวกเขาไม่สามารถแบ่งปันคำพยานจากประสบการณ์ที่แท้จริงได้เลย และไม่เคยพูดถึงการรู้จักตนเอง  ตรงกันข้าม พวกเขากลับมองหาปัญหาในตัวผู้อื่นและทำให้เป็นเรื่องใหญ่เสมอ  เจ้าย่อมไม่เคยเห็นศัตรูของพระคริสต์ยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่นด้วยใจที่เปิดกว้าง หรือสามัคคีธรรมถึงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเองอย่างกระตือรือร้น และเปิดเผยตนเองต่อผู้อื่นเลย  แน่นอนว่าเจ้าจะไม่เห็นพวกเขาสามัคคีธรรมถึงทัศนะที่ผิดพลาดและไร้สาระที่พวกเขาเคยมี และวิธีที่พวกเขาแก้ไขทัศนะเหล่านั้น และเจ้าจะไม่ได้ยินพวกเขายอมรับความผิดพลาดที่ตนได้ทำลงไปหรือยอมรับข้อบกพร่องของตนอย่างเด็ดขาด…  ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นนานเพียงใด พวกเขาก็มักจะทำให้ผู้อื่นรู้สึกอยู่เสมอว่าตนไม่มีความเสื่อมทรามใดๆ ตนเกิดมาเพียบพร้อมและบริสุทธิ์ และผู้อื่นควรบูชาตน  ผู้คนที่มีสำนึกอย่างแท้จริงย่อมไม่เต็มใจที่จะให้ผู้อื่นยกย่องหรือบูชา  หากผู้อื่นยกย่องและบูชาพวกเขาจริงๆ พวกเขาย่อมรู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าละอาย เพราะพวกเขารู้ว่าตนเป็นมนุษย์ที่เสื่อมทรามซึ่งมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม และตนไม่มีความเป็นจริงความจริง  พวกเขารู้ประมาณตน ดังนั้น ไม่ว่าพวกเขาจะเผยความเสื่อมทรามใด และไม่ว่าพวกเขาจะแสดงทัศนะที่ผิดพลาดใด พวกเขาก็สามารถสามัคคีธรรมถึงสิ่งเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมาและให้ผู้อื่นรับรู้ และการทำเช่นนี้ทำให้พวกเขารู้สึกผ่อนคลาย เป็นอิสระ และมีความสุขมาก  พวกเขาไม่รู้สึกเลยว่าการทำเช่นนี้เป็นเรื่องยาก  แม้ว่าผู้อื่นจะตัดสินพวกเขา ดูถูกพวกเขา หาว่าพวกเขาโง่เขลา หรือรังเกียจพวกเขา พวกเขาก็ไม่รู้สึกแย่มากนัก  ในทางตรงกันข้าม พวกเขากลับรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องปกติมาก และพวกเขาสามารถจัดการกับเรื่องนี้ได้อย่างถูกต้อง  เพราะผู้คนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม พวกเขาย่อมจะเผยความเสื่อมทรามออกมาเป็นธรรมดา  ไม่ว่าเจ้าจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม นี่คือข้อเท็จจริง  หากเจ้าสามารถรับรู้ถึงความเสื่อมทรามของตัวเจ้าเองได้ นั่นเป็นเรื่องดี และจะดียิ่งขึ้นไปอีกหากผู้อื่นสามารถมองเห็นความเสื่อมทรามนั้นได้อย่างชัดเจน ด้วยวิธีนั้น พวกเขาก็จะไม่บูชาหรือยกย่องเจ้า  ผู้คนที่เข้าใจความจริงและมีสำนึกอยู่บ้างย่อมสามารถเปิดใจและสามัคคีธรรมถึงการรู้จักตนเองได้ พวกเขาไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องยาก  แต่นี่เป็นเรื่องยากมากสำหรับพวกศัตรูของพระคริสต์  พวกเขามองบรรดาผู้ที่เปิดใจอย่างบริสุทธิ์ว่าเป็นคนโง่ และมองบรรดาผู้ที่พูดถึงการรู้จักตนเองและพูดอย่างซื่อสัตย์ว่าโง่เขลา  ดังนั้น ศัตรูของพระคริสต์จึงดูถูกผู้คนเหล่านั้นโดยสิ้นเชิง  หากใครสักคนสามารถเข้าใจความจริงและทุกคนให้ความเห็นชอบเขาเป็นพิเศษ ศัตรูของพระคริสต์ก็จะมองว่าคนคนนั้นเป็นตะปูที่ทิ่มตาและหนามยอกอกของตน และพวกเขาจะตัดสินและกล่าวโทษคนคนนั้น  พวกเขาจะหักล้างการปฏิบัติที่ถูกต้องและสิ่งที่เป็นบวกที่คนคนนั้นมี และทำให้สิ่งเหล่านั้นฟังดูเหมือนเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องและที่บิดเบือน  ไม่ว่าใครจะทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อคริสตจักรหรือพี่น้องชายหญิง ศัตรูของพระคริสต์ก็จะคิดหาวิธีดูเบา เยาะเย้ย และล้อเลียนคนคนนั้น ไม่ว่าสิ่งที่คนคนนั้นทำจะดีเพียงใด หรือเป็นประโยชน์ต่อผู้คนมากเพียงใด ศัตรูของพระคริสต์ก็จะไม่คิดว่าสิ่งนั้นควรค่าแก่การเอ่ยถึง และพวกเขาจะลดทอนและทำให้สิ่งนั้นกลายเป็นเรื่องเล็กน้อย โดยด้อยค่าสิ่งนั้นจนถึงจุดที่ดูเหมือนไร้ค่าโดยสิ้นเชิง  ในทางตรงกันข้าม หากศัตรูของพระคริสต์ทำสิ่งที่ดีเพียงเล็กน้อย พวกเขาก็จะพยายามอย่างสุดกำลังที่จะพูดให้เกินจริงและขยายความให้ใหญ่โตขึ้น เพื่อให้ทุกคนเห็น และรู้ว่าพวกเขาเป็นคนทำ และนั่นคือผลงานความดีความชอบของพวกเขา เพื่อให้พี่น้องชายหญิงมองพวกเขาด้วยความเคารพเป็นพิเศษ ระลึกถึงพวกเขาตลอดเวลา รู้สึกซาบซึ้งใจต่อพวกเขาเป็นอย่างมาก และจดจำสิ่งที่ดีเกี่ยวกับพวกเขา  ศัตรูของพระคริสต์ทั้งปวงสามารถกระทำการเช่นนี้ได้ เช่นเดียวกับบรรดาผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์  ในแง่มุมนี้ ศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่ต่างจากพวกฟาริสีที่หน้าซื่อใจคด อันที่จริง พวกเขายังเลวร้ายยิ่งกว่าพวกฟาริสีเสียอีก  เหล่านี้คือการสำแดงทั่วไปที่พบบ่อยและชัดเจนที่สุดของพวกศัตรูของพระคริสต์

ศัตรูของพระคริสต์มีท่าทีเช่นไรเมื่อพวกเขาทำสิ่งต่างๆ?  พวกเขาต้องการทำสิ่งที่ดีต่อหน้าผู้คนอื่น และพวกเขาต้องการทำสิ่งที่เลวร้ายอย่างลับๆ  พวกเขาต้องการให้ทุกคนรู้ถึงสิ่งดีๆ ที่พวกเขาทำ และปกปิดสิ่งเลวร้ายทั้งหมดเพื่อไม่ให้ใครรู้เรื่องเหล่านั้น จนถึงขั้นที่ไม่มีคำพูดใดหลุดรอดออกไปแม้แต่คำเดียว และพวกเขารู้สึกว่าต้องพยายามอย่างสุดกำลังที่จะซ่อนเร้นสิ่งเหล่านั้น  อุปนิสัยเช่นนี้ของศัตรูของพระคริสต์ช่างน่ารังเกียจไม่ใช่หรือ?  จุดประสงค์ของศัตรูของพระคริสต์ที่กระทำการเช่นนี้คืออะไร?  (เพื่อปกป้องความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขา)  ถูกต้อง  ภายนอกดูเหมือนพวกเขาไม่ได้แข่งขันเพื่อสถานะหรือพูดสิ่งใดเพื่อสถานะ แต่ทุกสิ่งที่พวกเขาทำและพูดนั้นเป็นไปเพื่อปกป้องและรักษาสถานะของตนเอาไว้ และเพื่อครอบครองเกียรติยศอันสูงส่งและชื่อเสียงที่ดีงาม  บางครั้งพวกเขาถึงกับพยายามอย่างหนักเพื่อสถานะภายในกลุ่มผู้คนโดยไม่ให้ใครเห็นว่าพวกเขากำลังทำเช่นนั้น  แม้พวกเขาจะแนะนำใครบางคน กล่าวคือ การทำสิ่งต่างๆ ไม่กี่อย่างที่พวกเขาควรทำอยู่แล้ว พวกเขาก็ต้องการทำให้คนที่ตนแนะนำรู้สึกซาบซึ้งใจต่อพวกเขาอย่างมาก และทำให้คนคนนั้นรู้ว่าตนมีโอกาสปฏิบัติหน้าที่นี้ได้ก็เพราะการแนะนำของพวกเขาเท่านั้น  ศัตรูของพระคริสต์จะไม่มีวันพลาดโอกาสเช่นนี้  พวกเขาคิดว่า “ถึงแม้ฉันจะเป็นคนแนะนำคุณ แต่ฉันก็ยังคงเป็นผู้นำของคุณ ดังนั้น คุณจะเหนือกว่าฉันไม่ได้”  ความหลงใหลอย่างแรงกล้าที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อสถานะและความมีหน้ามีตานั้นชัดเจนทีเดียว  เพื่อแข่งขันและปกป้องสถานะ พวกเขาไม่มองข้ามแม้แต่สายตาเพียงแวบเดียวหรือคำพูดที่ไม่ได้ตั้งใจจากใครก็ตามแม้เพียงคำเดียว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นในซอกมุมใดๆ  ศัตรูของพระคริสต์สังเกตเห็นสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ และคำพูดที่ผู้คนอื่นได้กล่าวไว้ก็วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของพวกเขา  จุดประสงค์ของพวกเขาในการทำเช่นนี้คืออะไร?  พวกเขาเพลิดเพลินกับการซุบซิบนินทาอย่างนั้นหรือ?  ไม่ใช่ เป็นเพราะพวกเขาต้องการค้นหาวิธีและโอกาสจากเรื่องทั้งหมดนี้เพื่อปกป้องสถานะของตนเองต่างหาก  พวกเขาไม่ต้องการให้สถานะหรือชื่อเสียงของตนได้รับความสูญเสียไปเนื่องจากความประมาทเลินเล่อหรือความสะเพร่าเพียงชั่วครู่  เพื่อสถานะ พวกเขาได้เรียนรู้วิธีที่จะได้รับ “ความเข้าใจเชิงลึก” ในทุกสิ่ง เมื่อใดก็ตามที่พี่น้องชายหญิงกล่าวสิ่งใดที่พวกเขารู้สึกว่าเป็นการไม่เคารพหรือแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้งกับพวกเขา พวกเขาย่อมไม่ปล่อยให้ผ่านไป พวกเขาจริงจังกับเรื่องนี้ โดยทำการค้นคว้าอย่างละเอียดและวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง แล้วจากนั้นก็ค้นหาคำตอบที่สอดคล้องกันเพื่อรับมือกับสิ่งที่พี่น้องชายหญิงคนนั้นพูด จนถึงจุดที่สถานะของพวกเขาประทับอยู่ในจิตใจของทุกคนอย่างมั่นคงและไม่อาจสั่นคลอนได้อย่างเด็ดขาด  ทันทีที่ชื่อเสียงของพวกเขาได้รับความเสียหายหรือพวกเขาได้ยินคำพูดบางอย่างที่เป็นภัยต่อชื่อเสียง พวกเขาจะรีบตามหาต้นตออย่างรวดเร็วและพยายามหาข้ออ้างและหาเหตุผลเข้าข้างตนเองเพื่อกอบกู้ชื่อเสียงของตน  ดังนั้น ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์กำลังทำหน้าที่ใด ไม่ว่าพวกเขาจะกระทำการในฐานะผู้นำและคนทำงานหรือไม่ก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำอยู่และทุกคำพูดที่พวกเขาเอ่ยออกมาล้วนเพื่อสถานะของตน และไม่สามารถแยกออกจากความอยากที่จะปกป้องผลประโยชน์ของตนได้  ในส่วนลึกของหัวใจของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาไม่มีแนวคิดใดๆ เกี่ยวกับการปฏิบัติความจริงหรือการปกป้องผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า  ดังนั้น แก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์สามารถได้รับการนิยามอย่างถูกต้องแม่นยำดังนี้ พวกเขาเป็นศัตรูของพระเจ้า พวกเขาคือหมู่มารและเหล่าซาตานที่ได้มาก่อกวน ขัดขวาง และทำลายงานของพระนิเวศของพระเจ้า  พวกเขาคือข้ารับใช้ของซาตาน พวกเขาไม่ใช่ผู้คนที่ติดตามพระเจ้า และไม่ใช่สมาชิกของพระนิเวศของพระเจ้า อีกทั้งไม่ใช่เป้าหมายแห่งความรอดของพระเจ้า

พวกเจ้ารู้สึกซาบซึ้งใจในสิ่งใดที่พวกเราได้สามัคคีธรรมในวันนี้หรือไม่?  ส่วนไหนที่ทำให้พวกเจ้าซาบซึ้งใจ?  (ส่วนสุดท้าย นั่นคือ ตอนที่พระเจ้าทรงชำแหละธรรมชาติที่ชอบแข่งขันของศัตรูของพระคริสต์)  การแข่งขันตลอดเวลาไม่ใช่เรื่องที่ดี  พฤติกรรมนี้เชื่อมโยงกับพวกศัตรูของพระคริสต์และการทำลายล้าง  นั่นไม่ใช่เส้นทางที่ดี  ผู้คนควรทำอย่างไรเมื่อพวกเขามีการสำแดงและเผยสิ่งเหล่านี้ออกมา?  พวกเขาควรเลือกเช่นไร?  พวกเขาควรหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้อย่างไร?  สิ่งเหล่านี้คือปัญหาที่ผู้คนควรคิดและไตร่ตรองมากที่สุดในตอนนี้ และยังเป็นปัญหาที่ผู้คนเผชิญอยู่ทุกวันอีกด้วย  พวกเขาสามารถละเว้นจากการแข่งขันได้อย่างไรเมื่อสิ่งต่างๆ เกิดขึ้น และพวกเขาควรจัดการกับความเจ็บปวดและความไม่สบายใจในหัวใจของตนอย่างไรหลังจากที่แข่งขันไปแล้ว—นี่คือปัญหาที่ทุกคนต้องเผชิญ  ผู้คนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม ดังนั้น พวกเขาทุกคนจึงแข่งขันเพื่อเกียรติ ผลประโยชน์ และหน้าตา และเป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะละเว้นจากการแข่งขัน  แล้วหากคนคนหนึ่งไม่แข่งขัน นั่นหมายความว่าเขาได้กำจัดอุปนิสัยและแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ไปแล้วอย่างนั้นหรือ?  (ไม่ใช่ นั่นเป็นเพียงปรากฏการณ์ในระดับผิวเผินเท่านั้น  หากอุปนิสัยภายในของพวกเขาไม่ได้รับการแก้ไข เช่นนั้นแล้ว ปัญหาของการเดินบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่สามารถแก้ไขได้)  ดังนั้น ปัญหาของการเดินบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์จะสามารถแก้ไขได้อย่างไร?  (ในแง่หนึ่ง คนเราต้องมีความรู้ในเรื่องนี้ และมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐานเมื่อพวกเขาเผยความคิดและแนวคิดในการแก่งแย่งสถานะ  นอกจากนี้ พวกเขาต้องเปิดใจและเปิดเผยตนเองต่อพี่น้องชายหญิง แล้วจากนั้นก็ขัดขืนความคิดและแนวคิดที่ไม่ถูกต้องเหล่านี้อย่างมีสติ  พวกเขาต้องขอให้พระเจ้าทรงพิพากษา ตีสอน ตัดแต่ง และบ่มวินัยพวกเขาด้วย  จากนั้นพวกเขาจึงจะสามารถก้าวเข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้อง)  นั่นเป็นคำตอบที่ดีทีเดียว  อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้สัมฤทธิ์ได้ไม่ง่ายนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับบรรดาผู้ที่รักความมีหน้ามีตาและสถานะมากจนเกินไป ก็ยิ่งสัมฤทธิ์ได้ยากขึ้นไปอีก  การปล่อยมือจากความมีหน้ามีตาและสถานะไม่ใช่เรื่องง่าย—ผู้คนสามารถสัมฤทธิ์การนี้ได้โดยการไล่ตามเสาะหาความจริงเท่านั้น  ด้วยการเข้าใจความจริงเท่านั้น พวกเขาจึงจะสามารถมารู้จักตนเอง มองเห็นความว่างเปล่าของการไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะได้อย่างชัดเจน และมองเห็นความจริงเกี่ยวกับความเสื่อมทรามของมวลมนุษย์ได้อย่างชัดเจน  เฉพาะเมื่อผู้คนมารู้จักตนเองอย่างแท้จริงเท่านั้น พวกเขาจึงจะสามารถละทิ้งสถานะและความมีหน้ามีตาได้  ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้า  หากเจ้าได้ยอมรับแล้วว่าเจ้าไม่มีความจริง เจ้ามีข้อบกพร่องมากเกินไป และเจ้าเผยความเสื่อมทรามออกมามากเกินไป ทว่าเจ้าไม่ทุ่มเทความพยายามในการไล่ตามเสาะหาความจริง และเจ้าอำพรางตนและทำตัวหน้าซื่อใจคด ทำให้ผู้คนเชื่ออย่างผิดๆ ว่าเจ้าสามารถทำได้ทุกสิ่ง เช่นนั้นแล้ว การนี้จะทำให้เจ้าตกอยู่ในอันตราย—และไม่ช้าก็เร็ว จะถึงเวลาที่เจ้าจะชนกำแพงและล้มลง  เจ้าต้องยอมรับว่าเจ้าไม่มีความจริง และกล้าพอที่จะเผชิญความเป็นจริง  เจ้ามีจุดอ่อน เผยความเสื่อมทราม และมีข้อบกพร่องสารพัดอย่าง  นี่เป็นเรื่องปกติ เพราะเจ้าเป็นคนธรรมดา เจ้าไม่ใช่ยอดมนุษย์หรือผู้มีสรรพานุภาพ และเจ้าต้องยอมรับเรื่องนี้  เมื่อคนอื่นดูหมิ่นเหยียดหยามหรือเยาะเย้ยเจ้า จงอย่าตอบสนองด้วยความชิงชังทันทีเพราะสิ่งที่พวกเขาพูดนั้นไม่รื่นหู หรือต่อต้านเพราะเจ้าเชื่อว่าตนเองมีความสามารถและเพียบพร้อม—นี่ไม่ควรเป็นท่าทีที่เจ้ามีต่อคำพูดดังกล่าว  ท่าทีของเจ้าควรเป็นเช่นไร?  เจ้าควรบอกกับตนเองว่า “ฉันมีข้อผิดพลาดของฉัน ทุกสิ่งเกี่ยวกับฉันล้วนเสื่อมทรามและบกพร่อง และฉันเป็นเพียงคนธรรมดาเท่านั้น  แม้พวกเขาจะดูหมิ่นเหยียดหยามและเยาะเย้ยฉัน แต่นั่นมีความจริงอยู่บ้างหรือไม่?  หากสิ่งที่พวกเขาพูดมีส่วนที่เป็นจริง เช่นนั้นฉันก็ต้องยอมรับการนี้จากพระเจ้า”  หากเจ้ามีท่าทีเช่นนี้ นั่นย่อมเป็นข้อพิสูจน์ว่าเจ้าสามารถจัดการกับสถานะ ความมีหน้ามีตา และสิ่งที่ผู้คนอื่นพูดเกี่ยวกับเจ้าได้อย่างถูกต้อง  สถานะและความมีหน้ามีตานั้นไม่อาจละทิ้งได้ง่ายๆ  สำหรับบรรดาผู้ที่มีพรสวรรค์อยู่บ้าง มีขีดความสามารถในระดับหนึ่ง หรือมีประสบการณ์ในการทำงานบางประการ การละทิ้งสิ่งเหล่านี้ยิ่งยากขึ้นไปอีก  แม้บางครั้งพวกเขาอาจกล่าวอ้างว่าได้ละทิ้งสิ่งเหล่านั้นแล้ว แต่ในหัวใจของพวกเขากลับไม่สามารถทำเช่นนั้นได้  ทันทีที่สถานการณ์เอื้ออำนวยและพวกเขามีโอกาส พวกเขาจะพยายามไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะต่อไปเหมือนที่เคยทำมาก่อน เพราะมนุษย์ที่เสื่อมทรามทุกคนล้วนรักสิ่งเหล่านี้ เพียงแต่ผู้ที่ไม่มีพรสวรรค์หรือความสามารถมีความอยากที่จะไล่ตามไขว่คว้าสถานะน้อยกว่าเล็กน้อย  บรรดาผู้ที่มีความรู้ มีความสามารถ มีรูปร่างหน้าตาดี และมีต้นทุนพิเศษ มีความอยากได้ความมีหน้ามีตาและสถานะที่รุนแรงเป็นพิเศษ จนถึงขั้นที่พวกเขาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและความอยากนี้  นี่คือสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับพวกเขาที่จะละทิ้ง  เมื่อพวกเขาไม่มีสถานะ ความอยากของพวกเขาก็อยู่ในระยะเริ่มต้น  เมื่อพวกเขาได้รับสถานะมา เมื่อพระนิเวศของพระเจ้ามอบหมายงานสำคัญบางอย่างให้พวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากพวกเขาทำงานมานานหลายปีและมีประสบการณ์รวมถึงต้นทุนมากมาย ความอยากก็ไม่ได้อยู่ในระยะเริ่มต้นอีกต่อไป แต่ได้หยั่งราก ผลิบาน และกำลังจะออกผลแล้ว  หากคนคนหนึ่งมีความอยากและความทะเยอทะยานอย่างต่อเนื่องที่จะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เพื่อให้มีชื่อเสียง เพื่อกลายเป็นบุคคลสำคัญ เช่นนั้นแล้ว ทันทีที่เขากระทำชั่วอย่างใหญ่หลวง และเกิดผลสืบเนื่องตามมา เขาจะจบสิ้นและถูกกำจัดออกไปอย่างสิ้นเชิง  ดังนั้น ก่อนที่เรื่องนี้จะนำไปสู่ความหายนะอันใหญ่หลวง พวกเขาต้องรีบพลิกสถานการณ์กลับมาในขณะที่ยังมีเวลา  เมื่อใดก็ตามที่เจ้าทำสิ่งใด และไม่ว่าในบริบทใด เจ้าต้องแสวงหาความจริง ปฏิบัติตนเป็นคนที่ซื่อสัตย์และเชื่อฟังพระเจ้า และละทิ้งการไล่ตามไขว่คว้าสถานะและความมีหน้ามีตา  เมื่อเจ้ามีความคิดและความอยากที่จะแข่งขันเพื่อสถานะอย่างไม่เปลี่ยนแปลง เช่นนั้นเจ้าก็ต้องตระหนักว่าสภาวะเช่นนี้จะนำไปสู่ผลสืบเนื่องที่เลวร้ายใดหากปล่อยไว้โดยไม่แก้ไข  ดังนั้น จงอย่าเสียเวลาในการแสวงหาความจริง จงเอาชนะความอยากที่จะแข่งขันเพื่อสถานะในขณะที่ความอยากนั้นอยู่ในระยะเริ่มต้น และแทนที่ความอยากนั้นด้วยการปฏิบัติความจริง  เมื่อเจ้าปฏิบัติความจริง ความอยากและความทะเยอทะยานของเจ้าที่จะแข่งขันเพื่อสถานะก็จะลดลง และเจ้าจะไม่ก่อกวนงานของคริสตจักร  ด้วยวิธีนี้ การกระทำของเจ้าจะได้รับการจดจำและได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า  ดังนั้น อะไรคือสิ่งที่เรากำลังพยายามเน้นย้ำ?  คือดังนี้ เจ้าต้องกำจัดความอยากและความทะเยอทะยานของเจ้าก่อนที่สิ่งเหล่านั้นจะผลิบาน ออกผล และนำไปสู่ความหายนะอันใหญ่หลวง  หากเจ้าไม่จัดการกับสิ่งเหล่านั้นในขณะที่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น เจ้าจะพลาดโอกาสอันยิ่งใหญ่ และเมื่อสิ่งเหล่านั้นได้นำไปสู่ความหายนะอันใหญ่หลวงแล้ว การแก้ไขก็จะสายเกินไป  หากเจ้าขาดแม้กระทั่งความตั้งใจแน่วแน่ที่จะขบถต่อเนื้อหนัง ก็จะเป็นเรื่องยากมากสำหรับเจ้าที่จะก้าวเท้าลงบนเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริง หากเจ้าเผชิญกับอุปสรรคและความล้มเหลวในการไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ และเจ้ายังไม่ได้สำนึก เช่นนั้นแล้ว นี่ย่อมเป็นอันตราย กล่าวคือ มีความเป็นไปได้ที่เจ้าจะถูกกำจัดออกไป  เมื่อบรรดาผู้ที่รักความจริงเผชิญกับความล้มเหลวและอุปสรรคครั้งหรือสองครั้งในแง่ของความมีหน้ามีตาและสถานะของตน พวกเขาย่อมสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะนั้นไม่มีคุณค่าใดๆ เลย  พวกเขาสามารถละทิ้งสถานะและความมีหน้ามีตาได้อย่างสิ้นเชิง และตั้งใจแน่วแน่ว่า แม้พวกเขาจะไม่เคยมีสถานะก็ตาม พวกเขาก็จะยังคงไล่ตามเสาะหาความจริงและปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างถูกควรต่อไป และแบ่งปันคำพยานจากประสบการณ์ของตน และด้วยเหตุนี้จึงสัมฤทธิ์ผลของการเป็นคำพยานให้พระเจ้า  แม้เมื่อพวกเขาเป็นผู้ติดตามธรรมดา พวกเขาก็ยังคงสามารถติดตามไปจนถึงปลายทางได้ และทั้งหมดที่พวกเขาต้องการก็คือการได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า  ผู้คนเหล่านี้เท่านั้นที่เป็นผู้ที่รักความจริงอย่างแท้จริงและมีความตั้งใจแน่วแน่  พระนิเวศของพระเจ้าได้กำจัดพวกศัตรูของพระคริสต์และคนชั่วออกไปแล้วมากมาย และบางคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง หลังจากได้เห็นความล้มเหลวของศัตรูของพระคริสต์ ก็กลับมาคิดทบทวนเส้นทางที่ผู้คนเหล่านั้นเดิน รวมถึงทบทวนตนเองและรู้จักตนเองด้วย  จากการนี้ พวกเขาได้รับความเข้าใจเกี่ยวกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า ตั้งใจแน่วแน่ที่จะเป็นผู้ติดตามธรรมดา และมุ่งเน้นที่การไล่ตามเสาะหาความจริงรวมถึงการทำหน้าที่ของตนให้ดี  ต่อให้พระเจ้าตรัสว่าพวกเขาเป็นผู้รับใช้หรือเป็นคนต่ำต้อยที่ไม่มีความสำคัญ พวกเขาก็ไม่ว่าอะไร  พวกเขาจะเพียงพยายามเป็นคนต่ำต้อย และเป็นผู้ติดตามที่ต้อยต่ำและไร้ความสำคัญในสายพระเนตรของพระเจ้า ที่จะลงเอยด้วยการได้ชื่อว่าเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐานจากพระเจ้า  ผู้คนเช่นนี้คือคนดีและเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงให้ความเห็นชอบ

พระเจ้าโปรดผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง และสิ่งที่พระองค์ทรงชิงชังที่สุดคือการที่ผู้คนไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ  ผู้คนบางคนหวงแหนสถานะและความมีหน้ามีตาจริงๆ ยึดติดกับสิ่งเหล่านั้นอย่างลึกซึ้ง และทนไม่ได้ที่จะสละสิ่งเหล่านั้น  พวกเขารู้สึกอยู่เสมอว่าหากปราศจากสถานะและความมีหน้ามีตา ก็จะไม่มีความสุขหรือความหวังในการมีชีวิตอยู่ พวกเขามีความหวังในชีวิตนี้ก็ต่อเมื่อมีชีวิตอยู่เพื่อสถานะและความมีหน้ามีตาเท่านั้น และแม้พวกเขาจะมีชื่อเสียงเล็กน้อย แต่พวกเขาก็จะยังคงต่อสู้ต่อไปโดยไม่ยอมแพ้  หากนี่คือความคิดและทัศนะที่เจ้ามี หากหัวใจของเจ้าเต็มไปด้วยสิ่งเหล่านี้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ไม่สามารถรักและไล่ตามเสาะหาความจริง เจ้าขาดแนวทางและจุดมุ่งหมายที่ถูกต้องในความเชื่อในพระเจ้าของเจ้า และไม่สามารถไล่ตามเสาะหาการรู้จักตนเอง ทิ้งความเสื่อมทราม และดำเนินชีวิตตามภาพลักษณ์ของมนุษย์ได้ เจ้าปล่อยปละละเลยเมื่อทำหน้าที่ของเจ้า เจ้าปราศจากสำนึกของความรับผิดชอบ และพอใจแค่กับการไม่กระทำชั่ว ไม่ก่อให้เกิดการก่อกวน และไม่ถูกคัดออก  ผู้คนเช่นนั้นจะสามารถทำหน้าที่ของตนอย่างได้มาตรฐานได้หรือ?  และพวกเขาจะได้รับการช่วยให้รอดจากพระเจ้าได้หรือ?  เป็นไปไม่ได้  เมื่อเจ้ากระทำการเพื่อความมีหน้ามีตาและสถานะ เจ้าถึงกับคิดว่า “ตราบใดที่สิ่งที่ฉันทำไม่ใช่การทำชั่วและไม่ทำให้เกิดการก่อกวน เช่นนั้นต่อให้แรงจูงใจของฉันจะผิด ก็ไม่มีใครสามารถมองเห็นหรือกล่าวโทษฉันได้”  เจ้าไม่รู้ว่าพระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ทุกสิ่ง  หากเจ้าไม่ยอมรับหรือปฏิบัติความจริง และพระเจ้าทรงรังเกียจเดียดฉันท์เจ้า ทุกอย่างสำหรับเจ้าก็เป็นอันจบสิ้น  ทุกคนที่ไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าคิดว่าตนเองฉลาด ที่จริงแล้ว พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนได้ล่วงเกินพระองค์ไปเมื่อใด  ผู้คนบางคนมองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้อย่างชัดเจน พวกเขาคิดว่า “ฉันไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะก็เพื่อที่จะทำให้มากขึ้น และรับผิดชอบมากขึ้นเท่านั้น  นั่นไม่ก่อให้เกิดการขัดขวางหรือการก่อกวนงานของคริสตจักร และไม่ได้สร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าอย่างแน่นอน  นั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่  ฉันก็แค่รักสถานะและปกป้องสถานะของฉัน แต่นั่นไม่ใช่การทำชั่ว”  เมื่อดูอย่างผิวเผิน การไล่ตามไขว่คว้าเช่นนี้อาจดูเหมือนไม่ใช่การกระทำชั่ว แต่จะนำไปสู่สิ่งใดในท้ายที่สุด?  ผู้คนเช่นนั้นจะได้รับความจริงหรือไม่?  พวกเขาจะสัมฤทธิ์ความรอดหรือไม่?  ไม่ได้อย่างแน่นอน  ดังนั้น การไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะจึงไม่ใช่เส้นทางที่ถูกต้อง—เส้นทางนั้นวิ่งไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับการไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างสิ้นเชิง  โดยสรุปแล้ว ไม่ว่าแนวทางหรือเป้าหมายในการไล่ตามเสาะหาของเจ้าจะเป็นเช่นไร หากเจ้าไม่คิดทบทวนเรื่องการไล่ตามไขว่คว้าสถานะและความมีหน้ามีตา และหากเจ้าพบว่าการละทิ้งเป็นเรื่องยากมาก เช่นนั้นนั่นก็จะส่งผลต่อการเข้าสู่ชีวิตของเจ้า  ตราบใดที่สถานะยังมีที่ทางในหัวใจของเจ้า สถานะก็จะสามารถควบคุมและมีอิทธิพลต่อทิศทางชีวิตและเป้าหมายในการไล่ตามเสาะหาของเจ้าได้อย่างเต็มที่ ซึ่งในกรณีนี้ จะเป็นเรื่องยากมากที่เจ้าจะเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเจ้า ท้ายที่สุดแล้ว เจ้าจะสามารถได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้าได้หรือไม่นั้น แน่นอนว่าไม่จำเป็นต้องพูดถึง  ยิ่งไปกว่านั้น หากเจ้าไม่สามารถละทิ้งการไล่ตามไขว่คว้าสถานะของตนได้เลย ก็จะส่งผลต่อความสามารถในการทำหน้าที่ของเจ้าให้ได้มาตรฐาน ซึ่งจะทำให้เป็นเรื่องยากมากสำหรับเจ้าที่จะกลายเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐาน  เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้?  พระเจ้าไม่ทรงเกลียดชังสิ่งใดมากไปกว่าการที่ผู้คนไล่ตามไขว่คว้าสถานะ เพราะการไล่ตามไขว่คว้าสถานะเป็นอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน เป็นเส้นทางที่ผิด เกิดจากความเสื่อมทรามของซาตาน เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงกล่าวโทษ และเป็นสิ่งที่พระองค์จะทรงพิพากษาและชำระออกไป  พระเจ้าไม่ทรงเกลียดชังสิ่งใดมากไปกว่าการที่ผู้คนไล่ตามไขว่คว้าสถานะ ทว่าเจ้ายังคงดื้อรั้นที่จะแข่งขันเพื่อสถานะ เจ้าหวงแหนและปกป้องสถานะอย่างไม่ลดละ โดยพยายามยึดมาเป็นของตนอยู่เสมอ  ทั้งหมดนี้มีคุณลักษณะของการเป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้าอยู่บ้างไม่ใช่หรือ?  พระเจ้าไม่ได้ทรงลิขิตสถานะให้กับผู้คน พระเจ้าประทานความจริง หนทาง และชีวิตให้แก่ผู้คน เพื่อให้พวกเขากลายเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐานในท้ายที่สุด เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ต้อยต่ำและไร้ความสำคัญ—ไม่ใช่คนที่มีสถานะ มีเกียรติ และได้รับการเคารพบูชาจากผู้คนหลายพันคน  ดังนั้น ไม่ว่าจะมองจากมุมมองใด การไล่ตามไขว่คว้าสถานะก็คือหนทางสู่ความพินาศ  ไม่ว่าข้ออ้างในการไล่ตามไขว่คว้าสถานะของเจ้าจะมีเหตุผลเพียงใด เส้นทางนี้ก็ยังคงเป็นเส้นทางที่ผิด และไม่ได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้า  ไม่ว่าเจ้าจะพยายามอย่างหนักเพียงใดหรือจ่ายราคาไปมากมายเพียงใด หากเจ้าอยากได้อยากมีสถานะ พระเจ้าก็จะไม่ประทานให้เจ้า หากพระเจ้าไม่ประทานให้เจ้า เจ้าก็จะล้มเหลวในการต่อสู้เพื่อให้ได้มา และหากเจ้ายังคงต่อสู้ต่อไป ย่อมจะมีจุดจบเพียงประการเดียว กล่าวคือ เจ้าจะถูกเผยและถูกกำจัดออกไป—เจ้าจะอยู่บนหนทางสู่ความพินาศ  เจ้าเข้าใจเรื่องนี้ใช่ไหม?

7 มีนาคม ค.ศ. 2020

ก่อนหน้า: ຂໍ້ທີເກົ້າ: ພວກເຂົາປະຕິບັດໜ້າທີ່ຂອງພວກເຂົາພຽງແຕ່ເພື່ອເຮັດໃຫ້ຕົນເອງໂດດເດັ່ນ ແລະ ຕອບສະໜອງຜົນປະໂຫຍດ ແລະ ຄວາມທະເຍີທະຍານຂອງພວກເຂົາເອງ; ພວກເຂົາບໍ່ເຄີຍພິຈາລະນາຜົນປະໂຫຍດຂອງເຮືອນຂອງພຣະເຈົ້າເລີຍ ແລະ ເຖິງກັບທໍລະຍົດຕໍ່ຜົນປະໂຫຍດເຫຼົ່ານັ້ນເພື່ອແລກເອົາກຽດຕິຍົດສ່ວນຕົວ (ພາກທີສອງ)

ถัดไป: ຂໍ້ທີເກົ້າ: ພວກເຂົາປະຕິບັດໜ້າທີ່ຂອງພວກເຂົາພຽງແຕ່ເພື່ອເຮັດໃຫ້ຕົນເອງໂດດເດັ່ນ ແລະ ຕອບສະໜອງຜົນປະໂຫຍດ ແລະ ຄວາມທະເຍີທະຍານຂອງພວກເຂົາເອງ; ພວກເຂົາບໍ່ເຄີຍພິຈາລະນາຜົນປະໂຫຍດຂອງເຮືອນຂອງພຣະເຈົ້າເລີຍ ແລະ ເຖິງກັບທໍລະຍົດຕໍ່ຜົນປະໂຫຍດເຫຼົ່ານັ້ນເພື່ອແລກເອົາກຽດຕິຍົດສ່ວນຕົວ (ພາກທີສີ່)

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger