ประการที่หก: พวกเขาประพฤติตนในหนทางที่มีเล่ห์เหลี่ยมพิกล พวกเขาทำโดยพลการและเป็นเผด็จการ พวกเขาไม่สามัคคีธรรมกับผู้อื่นเลย และพวกเขาบังคับผู้อื่นให้เชื่อฟังพวกเขา

ส่วนเสริม: “เรื่องราวของต้าหมิงและเสียวหมิง”

ก่อนเข้าสู่หัวข้อหลักในการสามัคคีธรรมของพวกเรา พวกเรามาเริ่มด้วยการเล่าเรื่องกันก่อนเถิด  การเล่าเรื่องมีประโยชน์อย่างไร?  (เรื่องเหล่านี้จดจำได้ง่าย)  จนถึงตอนนี้ เราได้เล่าเรื่องที่จดจำง่ายไปกี่เรื่องแล้ว?  (เรื่องราวของต้าเป่าและเสียวเป่า)  “เรื่องราวของต้าเป่าและเสียวเป่า” คือเรื่องที่เราเล่าไปเมื่อคราวที่แล้ว  (ยังมี “การล่าหนู” และเรื่องราวของบรรดาผู้นำหญิงด้วย)  มีการเล่าเรื่องไปแล้วไม่น้อย  เหตุใดเราจึงเล่าเรื่อง?  แท้จริงแล้ว จุดมุ่งหมายคือการเปลี่ยนไปใช้รูปแบบที่ผ่อนคลายและเข้าใจง่ายขึ้นเพื่อสามัคคีธรรมความจริงบางประการที่ผู้คนควรเข้าใจ  หากพวกเจ้าเข้าใจความจริงจากเรื่องราวที่เราเล่า และความจริงเหล่านี้ช่วยในแง่มุมต่างๆ ของการเข้าสู่ในชีวิตประจำวันของพวกเจ้าได้ เช่นนั้นแล้ว เรื่องราวเหล่านี้ก็ไม่ได้ถูกเล่าไปโดยเปล่าประโยชน์  นั่นแสดงให้เห็นว่าพวกเจ้าเข้าใจความจริงที่แฝงอยู่ในเรื่องราวเหล่านี้อย่างแท้จริง ว่าพวกเจ้าเข้าใจด้านที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของความจริงเหล่านี้ แทนที่จะเพียงแค่ฟังเป็นเรื่องเล่าเท่านั้น  คราวที่แล้ว เราได้เล่าเรื่องราวของต้าเป่าและเสียวเป่า  วันนี้ เราจะเล่าเรื่องราวของต้าหมิงและเสียวหมิง  ขณะที่พวกเจ้ารับฟัง จงคิดดูว่าแท้จริงแล้ว เรื่องราวนี้กำลังพยายามทำให้พวกเจ้าเข้าใจสิ่งใด และเกี่ยวข้องกับความจริงในแง่มุมใด

ต้าหมิงและเสียวหมิงเป็นพ่อลูกกัน  ก่อนหน้านี้ ต้าหมิงและเสียวหมิงลูกชายของเขาได้ยอมรับพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า  นี่เป็นเรื่องดีหรือไม่?  (เป็นเรื่องดี)  นี่เป็นเรื่องดี  เสียวหมิงยังเด็กและอ่านหนังสือออกเพียงเล็กน้อย ดังนั้น ต้าหมิงจึงอ่านพระวจนะของพระเจ้าให้เขาฟังทุกวันและอธิบายคำที่เสียวหมิงไม่เข้าใจอย่างใจเย็น  หลังจากผ่านไประยะหนึ่ง เสียวหมิงก็เข้าใจคำสอนมากมายเกี่ยวกับวิธีการประพฤติปฏิบัติตน ตลอดจนคำศัพท์บางคำที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อนที่จะเชื่อในพระเจ้า เช่น การนบนอบ ความเชื่อ ความซื่อสัตย์ ความหลอกลวง และอื่นๆ  ต้าหมิงเห็นความก้าวหน้าของลูกชายก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง  อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้ ต้าหมิงสังเกตเห็นว่าไม่ว่าเขาจะอ่านพระวจนะของพระเจ้าให้เสียวหมิงฟังมากเพียงใด พฤติกรรมหรือคำพูดของเสียวหมิงก็ไม่มีความก้าวหน้ามากนัก  ต้าหมิงเริ่มกระวนกระวายและเกิดภาระขึ้นในใจ พลางคิดว่า “ฉันจะทำให้ลูกชายเข้าใจความจริงบางประการจากการอ่านพระวจนะของพระเจ้า เพื่อแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงบางอย่างจนผู้อื่นเห็นชอบในตัวเขา ชมเชยเขา และชื่นชมเขาว่าเป็นเด็กดีได้อย่างไร?  แล้วจากนั้น ด้วยการปฏิบัติของเสียวหมิง พวกเขาก็จะสามารถยกย่องว่าการเชื่อในพระเจ้าเป็นสิ่งที่ดี และสามารถประกาศข่าวประเสริฐแก่ผู้อื่นผ่านการเปลี่ยนแปลงของลูกชายฉันได้—นั่นจะยอดเยี่ยมเพียงใด!”  เมื่อเกิดภาระนี้ขึ้นแล้ว ต้าหมิงก็เอาแต่ครุ่นคิดว่า “ฉันจะอบรมสั่งสอนเสียวหมิงอย่างถูกควรได้อย่างไร เพื่อให้เขาเข้าใจเกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติตนมากยิ่งขึ้น ทำให้เขาปฏิบัติได้ดีขึ้นและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า?  ท้ายที่สุด เมื่อเสียวหมิงกลายเป็นเด็กดีและทุกคนชื่นชมเขา ก็จะสามารถถวายพระสิริทั้งหมดนี้แด่พระเจ้าได้—นั่นจะวิเศษเพียงใด!  เมื่อถึงจุดนั้น ก้อนหินที่หนักอึ้งในหัวใจฉันก็จะถูกวางลง”  ภาระที่ต้าหมิงรู้สึกนั้นสมเหตุสมผลหรือไม่?  สามารถถือได้หรือไม่ว่าเป็นการปฏิบัติกิจที่ถูกควรสำหรับเขา?  (ได้)  จากมุมมองนี้ จุดเริ่มต้นของเขานั้นถูกต้อง—นับได้ว่าสมเหตุสมผลและเป็นกิจที่ถูกควร  เส้นทางที่ต้าหมิงเลือกให้เสียวหมิงนั้นถูกหรือผิด?  ดีหรือไม่ดี?  พวกเรามาดูกันต่อไปเถิด  ต้าหมิงมักจะอธิษฐานถึงและวิงวอนพระเจ้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ และในที่สุด วันหนึ่ง เขาก็เกิด “แรงบันดาลใจ” ขึ้นมา  “แรงบันดาลใจ” อะไร?  สิ่งที่เรียกว่า “แรงบันดาลใจ” ในเครื่องหมายคำพูด  ในเมื่อ “แรงบันดาลใจ” นี้อยู่ในเครื่องหมายคำพูด ต้าหมิงอาจกำลังหมายถึงเส้นทางประเภทใด?  พวกเจ้าจินตนาการได้หรือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปในเรื่องราวนี้?  ยังไม่ชัดเจนนักใช่หรือไม่?  ค่อนข้างจะไม่ชัดเจน

วันหนึ่ง หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้าให้ลูกชายฟังแล้ว ต้าหมิงก็ถามเสียวหมิงอย่างจริงจังว่าการเชื่อในพระเจ้านั้นดีหรือไม่  เสียวหมิงตอบอย่างขึงขังว่า “การเชื่อในพระเจ้านั้นดี  ผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าจะไม่รังแกผู้อื่น ไม่เผชิญกับความวิบัติ สามารถไปสวรรค์ได้ และจะไม่ถูกส่งลงนรกหลังจากความตาย”  เสียวหมิงพูดถูกหรือไม่?  เมื่อพิจารณาจากอายุที่ยังน้อยของเขา การที่เสียวหมิงสามารถพูดเช่นนี้ได้ก็ถือว่าดีมากแล้ว  ความเข้าใจของเขาเกี่ยวกับการเชื่อในพระเจ้านั้นเรียบง่ายมาก เป็นเรื่องพื้นฐานและผิวเผินอย่างยิ่ง แต่สำหรับเขา นั่นลึกซึ้งมากแล้ว  เมื่อได้ยินเช่นนี้ ต้าหมิงก็รู้สึกยินดีและได้รับการชูใจ จึงกล่าวว่า “ดีมาก ลูกมีความก้าวหน้าแล้วนะเสียวหมิง  ดูเหมือนว่าการเชื่อในพระเจ้าของลูกพอมีรากฐานอยู่บ้าง  พ่อรู้สึกยินดีและได้รับการชูใจมาก  แต่การเชื่อในพระเจ้านั้นเรียบง่ายขนาดนั้นจริงหรือ?”  เสียวหมิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “พระวจนะของพระเจ้ากล่าวไว้เพียงเท่านี้ไม่ใช่หรือ?  ยังมีอะไรอีกหรือ?”  ต้าหมิงตอบกลับทันทีว่า “ข้อกำหนดของพระเจ้าไม่ได้มีเพียงเท่านี้  ลูกเชื่อในพระเจ้ามานานขนาดนี้แล้ว เวลาพี่น้องชายหญิงมาเยี่ยม ลูกก็ยังไม่รู้จักทักทายพวกเขาเลย  จากนี้ไป เมื่อลูกพบผู้สูงวัย  ให้เรียกพวกท่านว่าคุณปู่คุณย่า เมื่อลูกพบผู้ใหญ่ที่อายุน้อยกว่านั้น ให้เรียกพวกท่านเขาว่าคุณลุงคุณป้า หรือพี่ชายและพี่สาว  แบบนี้ ลูกก็จะกลายเป็นเด็กที่ทุกคนรัก—และพระเจ้าทรงรักเฉพาะเด็กที่ทุกคนรักเท่านั้น  จากนี้ไป จงฟังพ่อและทำตามที่พ่อบอก เมื่อพ่อบอกให้ลูกเรียกใครว่าอย่างไร ลูกก็เรียกพวกเขาอย่างนั้น”  เสียวหมิงจดจำคำพูดของพ่อไว้ในใจ โดยรู้สึกว่าสิ่งที่พ่อของเขาพูดนั้นถูกต้อง  ในหัวใจที่ยังเยาว์วัยของเขา เขาเชื่อว่าพ่อของเขาอายุมากกว่า ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้ามามากกว่า และรู้มากกว่าเขา  ยิ่งไปกว่านั้น พ่อของเขาดีคำนึงถึงสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขา และจะไม่มีวันนำเขาให้หลงทางอย่างแน่นอน ดังนั้น สิ่งที่พ่อพูดย่อมต้องถูกต้อง  เสียวหมิงไม่เข้าใจว่าอะไรคือความจริงและอะไรคือคำสอน แต่อย่างน้อยที่สุด เขาก็รู้ว่าอะไรดีและไม่ดี อะไรถูกและผิด  หลังจากที่พ่อของเขาพูด เสียวหมิงก็รู้สึกเป็นภาระเกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้นมาเล็กน้อยเช่นกัน  นับแต่นั้นมา เมื่อใดก็ตามที่เสียวหมิงออกไปข้างนอกกับพ่อและพวกเขาบังเอิญพบใครบางคน หากพ่อบอกให้เขาเรียกคนคนนั้นว่า “คุณป้า” เขาก็กล่าวว่า “สวัสดีครับ คุณป้า” หากบอกให้เรียกคนคนนั้นว่า “คุณลุง” เขาก็กล่าวว่า “สวัสดีครับ คุณลุง”  ผู้คนต่างชื่นชมเสียวหมิงว่าเป็นเด็กดีมีมารยาท และพวกเขายังชมเชยต้าหมิงสำหรับการเลี้ยงดูลูกอย่างถูกควรอีกด้วย  เสียวหมิงรู้สึกยินดีมากทีเดียว และคิดในใจว่า “คำสั่งสอนของพ่อช่างดีจริง ฉันเป็นที่ชื่นชอบของทุกคนที่พบเจอ”  เสียวหมิงรู้สึกปีติยินดีอยู่ภายในและภาคภูมิใจเป็นพิเศษ โดยคิดว่าวิธีที่พ่อกำลังชี้แนะเขานั้นดีและถูกต้องอย่างแท้จริง

วันหนึ่ง ทันทีที่เสียวหมิงกลับถึงบ้านจากโรงเรียน เขาก็รีบวิ่งไปหาพ่อและพูดว่า “พ่อ ทายสิว่าเกิดอะไรขึ้น?  ตาเฒ่าจางข้างบ้านจับได้ตัวเบ้อเริ่ม—” ก่อนที่เขาจะพูดจบ ต้าหมิงก็ขัดขึ้นว่า “‘ตาเฒ่าจาง’ หรือ?  เสียวหมิง ลูกพูดแบบนั้นได้อย่างไร?  ลูกยังเป็นผู้เชื่ออยู่หรือเปล่า?  ลูกเรียกเขาว่า ‘ตาเฒ่าจาง’ ได้อย่างไร?  ลูกลืมสิ่งที่พ่อบอกลูกไปแล้ว ลูกไม่ได้มีความเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง ลูกไม่ใช่ผู้เชื่อที่แท้จริง  ฟังนะ พ่อจำเรื่องนี้ได้ พ่อสามารถช่วยเตือนลูกได้  ลูกควรเรียกเขาว่าคุณปู่จาง เข้าใจไหม?”  เสียวหมิงครุ่นคิดว่า “เรียกเขาว่าคุณปู่จางก็เข้าทีเหมือนกัน”  เขาพูดต่อว่า “คุณปู่จางข้างบ้านจับปลาได้ตัวเบ้อเริ่มเลย!  ยายเฒ่าจางดีใจมาก!”  “ลูกลืมอีกแล้วหรือ?”  ต้าหมิงกล่าว  “ลูกยังคงไม่เข้าใจสินะ  พ่อเพิ่งบอกลูกไปว่า ลูกควรเรียกเขาว่าคุณปู่จาง นั่นหมายความว่าภรรยาของเขาซึ่งอยู่ในรุ่นเดียวกันควรเรียกว่าอะไร?  ควรเรียกว่าคุณย่าจางสิ  จำไว้ อย่าพูดว่าตาเฒ่าจางหรือยายเฒ่าจางอีกเป็นอันขาด มิฉะนั้นผู้คนจะหัวเราะเยาะพวกเราได้  นั่นย่อมจะน่าอับอายสำหรับพวกเราในฐานะผู้เชื่อไม่ใช่หรือ?  พวกเขาจะกล่าวว่าพวกเราไม่มีมารยาทและทำตัวไม่เหมาะสม ไม่เหมือนผู้เชื่อ  นี่ไม่ใช่การถวายพระสิริแด่พระเจ้า”  ตอนแรกเสียวหมิงตื่นเต้นที่จะเล่าให้พ่อฟังเรื่องปลาตัวใหญ่ที่ตาเฒ่าจางจับได้ แต่หลังจากถูกพ่อของตนตักเตือนเขาก็หมดความสนใจและไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้อีกต่อไป  เขาหันหลังกลับ สะพายเป้ และบ่นพึมพำขณะเดินจากไปว่า “พ่อคิดว่าพ่อรู้ทุกเรื่อง กับเรื่องคุณปู่จาง คุณย่าจางอะไรพวกนี้  มันเกี่ยวอะไรกับพวกเราด้วย?  ทำเหมือนพ่อเป็นคนเดียวที่เป็นฝ่ายวิญญาณ”  ต้าหมิงตอบว่า “ก็พ่อเป็นฝ่ายวิญญาณจริงๆ!  สำหรับผู้คนส่วนใหญ่ ไม่ว่าพวกเขาจะอายุเท่าใด พ่อก็บอกความอาวุโสของพวกเขาได้เพียงแค่ดูจากอายุของพวกเขา และรู้ว่าควรเรียกขานพวกเขาอย่างไร  พ่อเรียกคนที่อายุมากกว่าว่าลุงและป้า—ทำไมลูกถึงเรียกคำนำหน้าให้ถูกต้องไม่ได้?  ในฐานะผู้เชื่อ พวกเราจะลืมเรื่องนี้ไม่ได้ พวกเราจะเรียกขานลำดับรุ่นผิดไม่ได้”  หลังจากการดุด่านี้ ในใจเสียวหมิงรู้สึกไม่ค่อยดี แต่ลึกๆ แล้ว เขาก็ยังคิดว่าพ่อของเขาพูดถูก ไม่ว่าพ่อจะทำอะไรก็ถูกต้อง และต่อให้เขาไม่อยากยอมรับ แต่เขาก็ยอมรับว่าตนเองผิด  ตั้งแต่นั้นมา เมื่อใดก็ตามที่เขาเห็นตาเฒ่าจางหรือยายเฒ่าจาง เสียวหมิงก็เรียกพวกเขาว่าคุณปู่จางและคุณย่าจาง  ทุกสิ่งที่พ่อของเขาสอนและปลูกฝังให้เขา เสียวหมิงจดจำไว้ในใจ  นี่เป็นเรื่องดีหรือไม่ดี?  จนถึงตอนนี้ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องดีใช่หรือไม่?

วันหนึ่ง เสียวหมิงและพ่อของเขาออกไปเดินเล่นและเห็นแม่หมูแก่ตัวหนึ่งกำลังเดินนำลูกหมูครอกหนึ่ง  ความสัมพันธ์ระหว่างแม่หมูกับลูกๆ ของมันนั้นใกล้ชิดกันมาก  เสียวหมิงคิดว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างนั้นดี ไม่ว่าจะเป็นหมูหรือหมา พวกมันล้วนมีสัญชาตญาณความเป็นแม่และควรได้รับการเคารพ  คราวนี้ เสียวหมิงไม่พูดจาหยาบคายหรือผลีผลามเรียกมันว่า “แม่หมูแก่”  ด้วยความกลัวว่าจะทำผิดพลาดและทำให้พ่อโกรธ เขาจึงถามเบาๆ ว่า “พ่อ แม่หมูตัวนี้อายุเท่าไหร่แล้ว?  มันคลอดลูกหมูมาตั้งหลายตัว ผมควรเรียกมันว่าอะไรดี?”  ต้าหมิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “พวกเราควรเรียกมันว่าอะไรดี?  พูดยากเหมือนกันนะ”  เมื่อเห็นพ่อครุ่นคิดอยู่นานแต่คิดหาคำตอบไม่ได้ เสียวหมิงจึงบ่นว่า “พ่อไม่ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้ามาเยอะหรอกหรือ?  แถมพ่อก็อายุมากกว่าผม ทำไมพ่อถึงไม่รู้เรื่องนี้ล่ะ?”  เมื่อถูกเสียวหมิงยั่วโมโห ต้าหมิงก็เริ่มกระวนกระวายเล็กน้อยและกล่าวว่า “พวกเราเรียกมันว่า ‘คุณยาย’ ดีไหม?”  ก่อนที่เสียวหมิงจะร้องเรียกหมู ต้าหมิงก็คิดทบทวนและกล่าวว่า “พวกเราเรียกมันว่าคุณยายไม่ได้ นั่นจะทำให้มันอยู่ในรุ่นเดียวกับคุณยายของลูกไม่ใช่หรือ?  ถ้าเรียกมันว่าคุณย่าหมูก็จะยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ นั่นจะทำให้มันอยู่ในรุ่นเดียวกับแม่ของพ่อ  ในเมื่อมันคลอดลูกหมูมามากมายขนาดนี้ พวกเราจะละเลยอัตลักษณ์หรือสถานะของมันไม่ได้ และพวกเราจะเรียกรุ่นของมันผิดไม่ได้  พวกเราควรเรียกมันว่า ‘คุณป้าหมู’”  เมื่อได้ยินเช่นนี้ เสียวหมิงก็โค้งคำนับหมูอย่างนอบน้อมและร้องเรียกออกไปว่า “สวัสดีครับ คุณป้าหมู”  แม่หมูตกใจ และด้วยความตื่นตระหนก มันกับลูกหมูทั้งหมดก็วิ่งหนีไป  เมื่อเห็นเช่นนี้ เสียวหมิงก็สงสัยว่าเขาเรียกคำนำหน้ามันผิดหรือไม่  ต้าหมิงกล่าวว่า “หมูต้องดีใจและตื่นเต้นแน่ๆ ถึงได้มีปฏิกิริยาแบบนี้  ในอนาคต เมื่อพวกเราเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ ไม่ว่าผู้อื่นจะพูดหรือทำอะไร พวกเราก็ควรประพฤติตนเช่นนี้ต่อไป  จงสุภาพและทำตามบรรทัดฐานทางสังคม แม้แต่หมูก็ยังจะยินดีเมื่อเห็นเช่นนั้น”  จากเรื่องนี้ เสียวหมิงได้เรียนรู้สิ่งใหม่  เขาได้เรียนรู้อะไร?  เขากล่าวว่า “พระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่ง ตราบใดที่ทุกสิ่งมีชีวิตเคารพซึ่งกันและกัน สุภาพ เข้าใจความอาวุโส และเคารพผู้สูงอายุและรักเด็ก เช่นนั้นแล้วทุกสิ่งมีชีวิตก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมเกลียว”  ตอนนี้เสียวหมิงเข้าใจคำสอนนี้แล้ว  เมื่อได้ยินเช่นนี้ พ่อของเขาก็ชื่นชมเสียวหมิงว่าเป็นเด็กน้อยที่ว่านอนสอนง่ายอย่างยิ่ง  ตั้งแต่นั้นมา เสียวหมิงก็มีอารยะและสุภาพมากยิ่งขึ้น  ไม่ว่าเขาจะไปที่ใด เขาก็ประพฤติตัวดีและโดดเด่น  เขาเป็น “เด็กดี” ไม่ใช่หรือ?  เขาเป็น “เด็กดี” ในเครื่องหมายคำพูด  และนั่นก็นำพวกเรามาถึงตอนจบของเรื่องราว

เจ้าคิดอย่างไรกับเรื่องราวนี้?  น่าขบขันทีเดียวใช่หรือไม่?  เรื่องราวนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร?  เรื่องนี้มาจากคำพูด การกระทำ พฤติกรรม ความคิด และมุมมองของผู้คนในชีวิตจริง—สิ่งเหล่านั้นถูกย่อให้กลายเป็นเรื่องราวเล็กๆ เรื่องนี้  เรื่องราวนี้กำลังพูดถึงปัญหาใด?  พวกเจ้าเห็นปัญหาใดในตัวต้าหมิงจากเรื่องราวนี้?  แล้วเสียวหมิงเล่า?  แก่นแท้ของปัญหาของต้าหมิงคืออะไร?  ก่อนอื่น จงคิดดูว่า มีส่วนใดในสิ่งที่ต้าหมิงสรุปและนำไปปฏิบัติที่สอดคล้องกับความจริงบ้างหรือไม่?  (ไม่มี)  แล้วเขากำลังปฏิบัติสิ่งใดอยู่?  (มโนคติอันหลงผิดและความคิดฝัน)  มโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันเหล่านี้มาจากไหน?  (วัฒนธรรมดั้งเดิม)  รากเหง้าคือวัฒนธรรมดั้งเดิม มโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของเขาเป็นผลผลิตจากการซึมซับ การหล่อหลอม และการอบรมสั่งสอนด้วยวัฒนธรรมดั้งเดิม  เขานำสิ่งที่เขาเชื่อว่าเป็นองค์ประกอบที่ดีที่สุด เป็นบวกที่สุด และเป็นแก่นแท้ของวัฒนธรรมดั้งเดิม มาปรับรูปแบบใหม่ และเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นให้กลายเป็นสิ่งที่เขาเชื่อว่าเป็นความจริงเพื่อให้ลูกชายของเขานำไปปฏิบัติ  เรื่องราวนี้ถือได้ว่าชัดเจนและเข้าใจง่ายใช่หรือไม่?  (ใช่)  จงแบ่งปันสิ่งที่พวกเจ้าเข้าใจและสิ่งที่พวกเจ้าสามารถจับใจความได้จากการฟังเรื่องราวนี้  (หลังจากฟังแล้ว ข้าพระองค์รู้สึกว่าปัญหาของต้าหมิงก็คือ แม้ว่าเขาจะเชื่อในพระเจ้า แต่เขาไม่เคยทุ่มเทความพยายามให้กับพระวจนะของพระเจ้าเลย  เขาเชื่อในพระเจ้าโดยยึดตามมโนคติอันหลงผิดดั้งเดิมของผู้คน โดยคิดว่าหากเขายึดมั่นในบรรทัดฐานที่ผิวเผินเหล่านั้น พระเจ้าก็จะทรงพอพระทัย  เขาไม่ได้แสวงหาหรือใคร่ครวญจากภายในพระวจนะของพระเจ้าว่าแท้จริงแล้วพระเจ้าทรงมีข้อกำหนดใดต่อผู้คน และคนเราควรดำเนินชีวิตตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติอย่างไร)  ต้าหมิงกำลังดำเนินชีวิตตามสิ่งใด?  (มโนคติอันหลงผิดและความคิดฝัน)  การดำเนินชีวิตตามมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันเป็นเพียงวลีที่ว่างเปล่า แท้จริงแล้ว เขากำลังดำเนินชีวิตตามวัฒนธรรมดั้งเดิม และเขาปฏิบัติต่อวัฒนธรรมดั้งเดิมประหนึ่งเป็นความจริง  เขากำลังดำเนินชีวิตตามวัฒนธรรมดั้งเดิม—มีรายละเอียดใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้?  เหตุใดเขาจึงต้องการให้เสียวหมิงเรียกขานผู้คนด้วยคำนำหน้าบางอย่าง?  (ดูผิวเผินแล้ว เขาบอกว่าเพื่อเป็นการถวายพระสิริแด่พระเจ้าผ่านพฤติกรรมที่ดีเหล่านี้ แต่ในความเป็นจริง เขาต้องการสนองความทะนงตนของเขา เพื่อให้ได้รับการชื่นชมว่ามีความสามารถในการอบรมสั่งสอนลูกของเขาได้เป็นอย่างดี)  ใช่ นั่นคือเจตนาของเขา  เขาไม่ได้อบรมสั่งสอนเพื่อให้ลูกของเขาเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าและความจริง แต่เพื่อให้ลูกของเขาทำสิ่งต่างๆ ที่เพิ่มความรุ่งโรจน์ให้กับเขา เพื่อสนองความทะนงตนของเขา  นี่ก็เป็นปัญหาเช่นกัน  การมุ่งเน้นที่การประดับประดาและสร้างภาพลักษณ์ให้ตนเองผ่านพฤติกรรมอยู่เสมอเป็นปัญหาหรือไม่?  (เป็น)  นี่เป็นการบ่งชี้ถึงปัญหาเกี่ยวกับเส้นทางที่เขากำลังเดินอยู่ และนี่คือปัญหาที่ร้ายแรงที่สุด  จุดประสงค์ของการมุ่งเน้นที่การสร้างภาพลักษณ์ให้กับพฤติกรรมของตนอยู่เสมอคืออะไร?  เพื่อให้ได้รับการชื่นชมจากผู้คน เพื่อทำให้ผู้คนประจบประแจงและชมเชยตนเอง  ธรรมชาติเช่นนี้คืออะไร?  คือความหน้าซื่อใจคด คือแนวทางของพวกฟาริสี  บรรดาผู้ที่มุ่งเน้นที่พฤติกรรมภายนอกอันดีงาม ผู้ที่มุ่งเน้นที่การสร้างภาพลักษณ์ให้กับพฤติกรรมของตน ผู้ที่ทุ่มเทความพยายามอย่างมากให้กับพฤติกรรมของตน—พวกเขาเข้าใจความจริงหรือไม่?  (ไม่)  พวกเขาอ่านพระวจนะของพระเจ้ามามากมายและทุ่มเทความพยายามไปไม่น้อย แล้วเหตุใดพวกเขาจึงไม่เข้าใจความจริง?  พวกเขาไม่เข้าใจว่าการบริหารจัดการและการช่วยมวลมนุษย์ให้รอดของพระเจ้านั้นมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้ผู้คนเข้าใจความจริง เพื่อทำให้ผู้คนเพียบพร้อม และเพื่อทำให้พวกเขาได้รับการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัย—พวกเขาไม่เข้าใจเรื่องนี้  พวกเขาคิดว่า “ไม่ว่าฉันจะอ่านพระวจนะของพระเจ้าอย่างไร ฉันก็จะดึงเอาคำพูด การกระทำ และพฤติกรรมบางอย่างที่ผู้คนยอมรับได้ง่ายกว่า ที่พวกเขาชื่นชม และที่พวกเขาจะยกนิ้วให้ แล้วจากนั้นฉันก็จะดำเนินชีวิตตามสิ่งเหล่านี้และยึดมั่นสิ่งเหล่านี้ในชีวิตจริง  นี่คือสิ่งที่ผู้เชื่อที่แท้จริงจะทำ”

พวกเจ้ามีปัญหาคล้ายกับปัญหาของต้าหมิงหรือไม่?  นอกจากแง่มุมที่ชัดเจนที่เพิ่งหารือกันไป เช่น การทำตามบรรทัดฐานทางสังคม การใส่ใจเรื่องความอาวุโส การเคารพผู้สูงวัยและการเอาใจใส่ผู้เยาว์ และการรักษาลำดับที่ถูกควรระหว่างผู้สูงวัยและผู้เยาว์แล้ว ยังมีพฤติกรรม ความคิด มุมมอง หรือความเข้าใจอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกันอีกหรือไม่?  พวกเจ้าเองรู้จักขุดคุ้ยและชำแหละปัญหาเหล่านี้หรือไม่?  ตัวอย่างเช่น หากในคริสตจักรมีใครสักคนที่อายุมากกว่าหรือเชื่อในพระเจ้ามานานหลายปี เจ้าก็ต้องการไว้หน้าเขาเสมอ  เจ้าปล่อยให้เขาพูดจนจบ ไม่ขัดจังหวะแม้ว่าเขาจะกำลังพูดเรื่องไร้สาระ และแม้ในยามที่เขาทำสิ่งที่ผิดและจำเป็นต้องถูกตัดแต่ง เจ้าก็ยังคงพยายามรักษาหน้าเขาและหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์เขาต่อหน้าผู้อื่น โดยคิดว่าไม่ว่าการกระทำของเขาจะไร้เหตุผลหรือเลวร้ายเพียงใด ทุกคนก็ยังคงต้องให้อภัยและยอมผ่อนปรนให้เขา  เจ้ามักจะสอนผู้อื่นด้วยว่า “พวกเราควรไว้หน้าผู้สูงวัยบ้างและไม่ทำให้พวกเขาเสียศักดิ์ศรี  พวกเราเป็นผู้น้อยของพวกเขา”  คำว่า “ผู้น้อย” นี้มาจากไหน?  (วัฒนธรรมดั้งเดิม)  คำนี้มาจากความคิดทางวัฒนธรรมดั้งเดิม  นอกจากนี้ บรรยากาศบางอย่างได้ก่อตัวขึ้นในคริสตจักร เมื่อผู้คนพบปะพี่น้องชายหญิงที่อายุมากกว่า ก็จะเรียกขานพวกเขาอย่างอบอุ่นว่า “พี่ชายใหญ่” “พี่สาวใหญ่” “คุณป้า” หรือ “พี่ชาย” ราวกับว่าทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวใหญ่ คนสูงวัยเหล่านี้ได้รับความเคารพเป็นพิเศษ ซึ่งทำให้ผู้อื่นมองคนหนุ่มสาวเหล่านี้ในแง่ดีโดยไม่รู้ตัว  องค์ประกอบของวัฒนธรรมดั้งเดิมเหล่านี้หยั่งรากลึกในความคิดและสายเลือดของคนจีน จนถึงขั้นที่สิ่งเหล่านี้แพร่กระจายและส่งผลต่อบรรยากาศในชีวิตคริสตจักรอย่างต่อเนื่อง  เพราะผู้คนมักจะถูกตีกรอบและควบคุมโดยแนวคิดเหล่านี้ พวกเขาไม่เพียงแต่เห็นดีเห็นงามกับสิ่งเหล่านี้เป็นการส่วนตัว พยายามอย่างหนักเพื่อกระทำการและปฏิบัติไปในแนวทางนี้เท่านั้น แต่ยังเห็นชอบที่ผู้อื่นทำเช่นเดียวกัน โดยสั่งให้พวกเขาทำตามอีกด้วย  วัฒนธรรมดั้งเดิมไม่ใช่ความจริง นี่คือสิ่งที่แน่นอน  แต่การที่ผู้คนเพียงแค่รู้ว่าวัฒนธรรมดั้งเดิมไม่ใช่ความจริงนั้นเพียงพอแล้วหรือ?  การที่วัฒนธรรมดั้งเดิมไม่ใช่ความจริงก็เป็นแง่มุมหนึ่ง แล้วเหตุใดพวกเราจึงควรชำแหละวัฒนธรรมดั้งเดิม?  รากเหง้าของวัฒนธรรมดั้งเดิมคืออะไร?  แก่นแท้ของปัญหาอยู่ที่ใด?  คนเราจะปล่อยมือจากสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร?  การชำแหละวัฒนธรรมดั้งเดิมมีจุดประสงค์เพื่อให้เจ้ามีความเข้าใจใหม่ทั้งหมดเกี่ยวกับทฤษฎี ความคิด และทัศนะในแง่มุมนี้ที่อยู่ลึกลงไปในหัวใจของเจ้า  ความเข้าใจใหม่ทั้งหมดนี้จะสัมฤทธิ์ได้อย่างไร?  ก่อนอื่น เจ้าต้องรู้ว่าวัฒนธรรมดั้งเดิมมีต้นกำเนิดมาจากซาตาน  แล้วซาตานปลูกฝังองค์ประกอบของวัฒนธรรมดั้งเดิมเหล่านี้เข้าไปในตัวมนุษย์ได้อย่างไร?  ในทุกยุคสมัย ซาตานใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงและผู้คนที่ยิ่งใหญ่บางคนมาเผยแพร่ความคิดเหล่านี้ รวมถึงคำกล่าวและทฤษฎีเหล่านี้  จากนั้น แนวคิดเหล่านี้ก็ค่อยๆ ถูกทำให้เป็นระบบและเป็นรูปธรรม ใกล้ชิดกับชีวิตของผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุดก็แพร่หลายไปในหมู่ผู้คน ความคิด คำกล่าว และทฤษฎีเยี่ยงซาตานเหล่านี้ถูกปลูกฝังเข้าไปในความรู้สึกนึกคิดของผู้คนทีละน้อย  หลังจากถูกปลูกฝังแล้ว ผู้คนก็ถือว่าความคิดและทฤษฎีเหล่านี้ที่มาจากซาตานเป็นสิ่งที่เป็นบวกที่สุดที่พวกเขาควรปฏิบัติและยึดถือ  จากนั้นซาตานก็ใช้สิ่งเหล่านี้มากักขังและควบคุมความรู้สึกนึกคิดของผู้คน  คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าได้รับการอบรมสั่งสอน ถูกหล่อหลอม และถูกควบคุมภายใต้สภาพการณ์เช่นนี้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน  คนทุกรุ่นเหล่านี้เชื่อว่าวัฒนธรรมดั้งเดิมนั้นถูกต้องและดีงาม  ไม่มีใครชำแหละต้นกำเนิดหรือแหล่งที่มาของสิ่งที่เรียกว่าดีงามและถูกต้องเหล่านี้เลย—นี่คือสิ่งที่ทำให้ปัญหานี้มีความร้ายแรง  แม้แต่ผู้เชื่อบางคนที่ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้ามานานหลายปีก็ยังคงคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องและเป็นบวก จนถึงขั้นเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้สามารถแทนที่ความจริง สามารถแทนที่พระวจนะของพระเจ้าได้  ยิ่งไปกว่านั้น บางคนยังคิดว่า “ไม่ว่าพวกเราจะอ่านพระวจนะของพระเจ้ามากเพียงใด เมื่อดำเนินชีวิตอยู่ท่ามกลางผู้คน สิ่งที่เรียกว่าแนวคิดดั้งเดิมและองค์ประกอบทางวัฒนธรรมดั้งเดิม—เช่น ความเชื่อฟังสามประการกับคุณธรรมสี่ประการ ตลอดจนแนวคิดต่างๆ เช่น ความเมตตากรุณา ความชอบธรรม ความเหมาะควร ปัญญา และความน่าเชื่อถือ—ก็ไม่สามารถละทิ้งได้  นี่เป็นเพราะสิ่งเหล่านี้สืบทอดมาจากบรรพบุรุษของพวกเรา ซึ่งเป็นปราชญ์  พวกเราจะขัดต่อหลักคำสอนของบรรพบุรุษของพวกเราเพียงเพราะพวกเราเชื่อในพระเจ้าไม่ได้ และพวกเราจะเปลี่ยนแปลงหรือละทิ้งหลักคำสอนของบรรพบุรุษของพวกเราและปราชญ์โบราณเหล่านั้นไม่ได้”  ความคิดและความตระหนักรู้เช่นนี้มีอยู่ในหัวใจของผู้คนทุกคน  พวกเขาทุกคนยังคงถูกควบคุมและผูกมัดด้วยองค์ประกอบของวัฒนธรรมดั้งเดิมเหล่านี้โดยไม่รู้ตัว  ตัวอย่างเช่น เมื่อเด็กคนหนึ่งเห็นว่าเจ้าอายุยี่สิบกว่าๆ และเรียกเจ้าว่า “คุณอา” เจ้าย่อมรู้สึกยินดีและพึงพอใจ  หากพวกเขาเรียกชื่อของเจ้าตรงๆ เจ้าย่อมรู้สึกอึดอัด โดยคิดว่าเด็กคนนี้ไม่สุภาพและควรถูกตำหนิ และท่าทีของเจ้าก็เปลี่ยนไป  ในความเป็นจริง ไม่ว่าเขาจะเรียกเจ้าว่าคุณอาหรือเรียกชื่อของเจ้า ก็ไม่มีผลต่อความซื่อตรงของเจ้าเลย  แล้วเหตุใดเจ้าจึงไม่พอใจเมื่อเขาไม่เรียกเจ้าว่าคุณอา?  เป็นเพราะวัฒนธรรมดั้งเดิมครอบงำและมีอิทธิพลต่อเจ้า สิ่งนี้ได้หยั่งรากในความรู้สึกนึกคิดของเจ้ามาก่อนแล้ว และกลายเป็นมาตรฐานที่พื้นฐานที่สุดของเจ้าในการปฏิบัติต่อผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลาย รวมถึงในการประเมินและการตัดสินทุกสิ่ง  เมื่อมาตรฐานของเจ้าผิดพลาด ธรรมชาติของการกระทำของเจ้าจะถูกต้องได้หรือ?  ย่อมไม่ได้อย่างแน่นอน  หากใช้ความจริงเป็นมาตรฐาน เจ้าจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร?  เจ้าจะใส่ใจหรือไม่ว่าผู้อื่นเรียกเจ้าว่าอะไร?  (ไม่)  เว้นเสียแต่ว่า หากพวกเขาดูถูกหรือทำให้เจ้าอับอาย—ในกรณีนั้น เจ้าย่อมจะรู้สึกอึดอัดอย่างแน่นอน นี่คือการแสดงออกตามปกติของความเป็นมนุษย์  อย่างไรก็ตาม หากเจ้าใช้พระวจนะของพระเจ้า ความจริง หรือวัฒนธรรมที่มาจากพระเจ้าเป็นมาตรฐาน เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าผู้คนจะเรียกเจ้าด้วยชื่อของเจ้า หรือ “คุณอา” หรือ “พี่ชาย” เจ้าก็จะไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เลย  ในเรื่องนี้ เจ้าสามารถทำตามธรรมเนียมท้องถิ่นได้  ตัวอย่างเช่น ในประเทศจีน เมื่อใครสักคนเรียกเจ้าว่า “คุณอา” เจ้าย่อมรู้สึกว่าเขากำลังให้เกียรติเจ้า  แต่หากเจ้าไปประเทศตะวันตกและมีคนเรียกเจ้าว่า “คุณอา” เจ้าก็จะรู้สึกกระอักกระอ่วน เจ้าคงจะชอบให้เรียกชื่อของเจ้ามากกว่า และมองว่านี่เป็นรูปแบบหนึ่งของการให้เกียรติ  ในประเทศจีน หากใครสักคนที่อายุน้อยกว่าเจ้ามากเรียกเจ้าด้วยชื่อของเจ้า เจ้าจะรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก และรู้สึกว่าเขาไม่ใส่ใจเรื่องความอาวุโส เจ้าจะรู้สึกเสียหน้าอย่างยิ่ง เจ้าจะโกรธและถึงขั้นกล่าวโทษคนคนนี้  นี่ไม่ได้แสดงให้เห็นหรอกหรือว่าวิธีคิดเช่นนี้มีปัญหา?  นี่คือปัญหาที่เราตั้งใจจะกล่าวถึง

แต่ละประเทศและแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ล้วนมีวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนเอง  พวกเราวิพากษ์วิจารณ์วัฒนธรรมดั้งเดิมทั้งหมดหรือไม่?  มีวัฒนธรรมหนึ่งที่ไม่ควรถูกวิพากษ์วิจารณ์  พวกเจ้าบอกได้หรือไม่ว่าวัฒนธรรมนั้นคืออะไร?  เราจะยกตัวอย่างให้พวกเจ้าฟัง  พระเจ้าทรงสร้างอาดัม ใครเป็นคนตั้งชื่อให้อาดัม?  (พระเจ้า)  ดังนั้น พระเจ้าก็ทรงสร้างมวลมนุษย์ และเมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขา พระองค์ทรงเรียกขานผู้คนอย่างไร?  (โดยการเรียกชื่อของพวกเขา)  ถูกต้อง พระองค์ทรงเรียกพวกเขาด้วยชื่อของพวกเขา  พระเจ้าประทานชื่อให้เจ้า และชื่อนี้มีความหมายในสายพระเนตรของพระเจ้า สิ่งนี้ทำหน้าที่เป็นชื่อเรียก เป็นคำเรียกขาน  เมื่อพระเจ้าประทานชื่อเรียกให้เจ้า พระองค์ก็ทรงเรียกเจ้าด้วยชื่อเรียกนี้  นี่เป็นรูปแบบหนึ่งของความเคารพไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  นี่คือรูปแบบที่ดีที่สุดของความเคารพ เป็นความเคารพที่สอดคล้องกับความจริงมากที่สุดและเป็นบวกที่สุด  นี่คือมาตรฐานในการเคารพผู้คน และสิ่งนี้มาจากพระเจ้า  นี่เป็นรูปแบบหนึ่งของวัฒนธรรมไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  พวกเราควรสนับสนุนวัฒนธรรมนี้หรือไม่?  (ควร)  สิ่งนี้มาจากพระเจ้า พระเจ้าทรงเรียกบุคคลหนึ่งด้วยชื่อของเขาโดยตรง  พระเจ้าประทานชื่อให้เจ้า ประทานชื่อเรียกให้เจ้า แล้วจากนั้นก็ใช้ชื่อเรียกนี้เพื่อเป็นตัวแทนของเจ้าและเรียกขานเจ้า  นี่คือวิธีที่พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อผู้คน  เมื่อพระเจ้าทรงสร้างบุคคลที่สอง พระองค์ทรงปฏิบัติต่อเธออย่างไร?  พระเจ้าทรงให้อาดัมตั้งชื่อให้เธอ  อาดัมตั้งชื่อให้เธอว่าเอวา  พระเจ้าทรงเรียกเธอด้วยชื่อนี้หรือไม่?  พระองค์ทรงเรียก  ดังนั้น นี่คือวัฒนธรรมที่มาจากพระเจ้า  พระเจ้าประทานชื่อเรียกให้สิ่งมีชีวิตทรงสร้างแต่ละชีวิต และเมื่อพระองค์ทรงเรียกชื่อเรียกนั้น ทั้งมนุษย์และพระเจ้าต่างก็รู้ว่ากำลังหมายถึงใคร  สิ่งนี้เรียกว่าความเคารพ สิ่งนี้เรียกว่าความเท่าเทียม สิ่งนี้คือมาตรฐานในการวัดว่าบุคคลหนึ่งสุภาพหรือไม่ ความเป็นมนุษย์ของเขามีสำนึกถึงความเหมาะสมหรือไม่  สิ่งนี้ถูกต้องหรือไม่?  (ถูกต้อง)  สิ่งนี้ถูกต้องโดยแท้  ในพระคัมภีร์ ไม่ว่าจะบันทึกเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งหรือลำดับวงศ์ตระกูลของครอบครัวหนึ่ง ตัวละครทั้งหมดล้วนมีชื่อ พวกเขามีชื่อเรียก  อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่เราไม่แน่ใจว่าพวกเจ้าสังเกตเห็นหรือไม่ พระคัมภีร์ไม่ได้ใช้คำเรียกขาน เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา และอื่นๆ พระคัมภีร์เพียงแค่ใช้ชื่อของผู้คน  พวกเจ้าได้รับสิ่งใดจากเรื่องนี้บ้าง?  สิ่งที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้สำหรับผู้คน ไม่ว่าจะเป็นกฎเกณฑ์หรือธรรมบัญญัติ ในมุมมองของมนุษย์แล้ว ก็คือประเพณีประเภทหนึ่งที่สืบทอดกันมาในหมู่ผู้คน  แล้วประเพณีนี้ที่สืบทอดมาจากพระเจ้าคืออะไร?  คือสิ่งที่ผู้คนควรปฏิบัติตาม ไม่จำเป็นต้องมีคำนำหน้าตามลำดับชั้น  ในสายพระเนตรของพระเจ้า ไม่มีคำนำหน้าทางครอบครัวที่ซับซ้อนเหล่านี้ เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา และอื่นๆ  เหตุใดมนุษย์จึงใส่ใจกับคำนำหน้าและคำเรียกขานตามลำดับชั้นเหล่านี้นัก?  สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร?  พระเจ้าทรงรังเกียจสิ่งเหล่านี้เป็นที่สุด  เป็นพวกของซาตานเสมอที่จู้จี้จุกจิกกับเรื่องเหล่านี้  ในแง่ของวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมนี้ มีข้อเท็จจริงที่เป็นจริงอย่างยิ่งประการหนึ่งเกี่ยวกับพระเจ้า พระเจ้าทรงสร้างมวลมนุษย์ทั้งหมด และพระองค์ทรงทราบอย่างชัดเจนว่าบุคคลหนึ่งอาจมีครอบครัวและลูกหลานสืบต่อไปมากเพียงใด ไม่จำเป็นต้องมีลำดับชั้นใดๆ  พระเจ้าเพียงแค่ตรัสว่าจงมีลูกดกทวีมากขึ้น จงทำให้ครอบครัวของเจ้าเจริญรุ่งเรือง—เจ้าต้องจดจำเพียงเท่านั้น  แต่ละรุ่นมีลูกหลานกี่คน และลูกหลานเหล่านั้นมีลูกหลานกี่คน—ก็เท่านั้นเอง ไม่จำเป็นต้องมีลำดับชั้น  คนรุ่นหลังไม่จำเป็นต้องรู้ว่าบรรพบุรุษของตนคือใคร และไม่จำเป็นต้องสร้างศาลบรรพบุรุษหรือสถานที่บูชาบรรพบุรุษ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องถวายเครื่องบูชาหรือสักการบูชาพวกเขา  พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่า ทุกคนที่เชื่อในพระเจ้าและติดตามพระองค์ บรรดาผู้ที่เชื่อในพระยาห์เวห์ ล้วนถวายเครื่องบูชาต่อหน้าแท่นบูชา  ทุกคนในครอบครัวมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและถวายเครื่องบูชา  สิ่งนี้ไม่เหมือนกับคนจีน ที่แต่ละครอบครัวมีศาลบรรพบุรุษซึ่งเต็มไปด้วยป้ายวิญญาณสำหรับคนรุ่นเทียดและรุ่นทวด  ในสถานที่ซึ่งพระเจ้าทรงเริ่มพระราชกิจของพระองค์เป็นครั้งแรก สิ่งเหล่านี้ไม่มีอยู่จริง  อย่างไรก็ตาม สถานที่อื่นๆ ที่อยู่ห่างไกลจากสถานที่ปฏิบัติพระราชกิจของพระเจ้า กลับถูกควบคุมโดยซาตานและวิญญาณชั่ว  ในประเทศที่นับถือศาสนาพุทธเหล่านี้ การปฏิบัติเยี่ยงซาตานเหล่านี้เจริญรุ่งเรือง  ที่นั่น ผู้คนต้องสักการบูชาบรรพบุรุษของตน และต้องรายงานทุกสิ่งต่อครอบครัว ต้องถ่ายทอดทุกสิ่งให้บรรพบุรุษของครอบครัวรับรู้ ต่อให้เถ้ากระดูกของบรรพบุรุษจะไม่มีแล้ว คนรุ่นหลังก็ยังคงต้องจุดธูปไหว้  ในยุคปัจจุบัน ผู้คนบางคนที่ได้สัมผัสกับแนวคิดแบบตะวันตกและแนวคิดใหม่ๆ มากขึ้น และได้หลุดพ้นจากพันธนาการของครอบครัวแบบดั้งเดิม ไม่เต็มใจที่จะอยู่ในครอบครัวเช่นนั้น  พวกเขารู้สึกว่าถูกควบคุมอย่างเข้มงวดและตายตัวโดยครอบครัวเช่นนั้น โดยมีผู้อาวุโสในครอบครัวเข้ามาแทรกแซงในแทบทุกเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นเรื่องของการแต่งงาน  ในประเทศจีน เรื่องเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก  ซาตานทำให้ผู้คนมุ่งเน้นที่ความอาวุโส และแนวคิดนี้ดูเหมือนจะได้รับการยอมรับอย่างง่ายดายจากผู้คน ซึ่งเชื่อว่า “คนแต่ละรุ่นมีลำดับชั้นของตน ผู้ที่อยู่บนสุดคือบรรพบุรุษของพวกเรา  เมื่อเอ่ยคำว่า ‘บรรพบุรุษ’ ผู้คนก็ควรคุกเข่าและสักการบูชาพวกเขาเหมือนเทพเจ้า”  ตั้งแต่เด็ก คนเราได้รับอิทธิพล ถูกหล่อหลอม และถูกเลี้ยงดูมาโดยครอบครัวของตนในลักษณะนี้ จิตใจที่ยังเด็กของพวกเขาถูกปลูกฝังด้วยสิ่งเดียว นั่นคือ คนเราไม่สามารถอยู่ในโลกนี้ได้หากไม่มีครอบครัว และการออกจากครอบครัวหรือการหลุดพ้นจากพันธนาการของครอบครัวนั้นเป็นการล่วงเกินที่น่าตำหนิทางศีลธรรม  การล่วงเกินที่น่าตำหนิทางศีลธรรมนั้นหมายความว่าอย่างไร?  มีนัยว่าหากเจ้าไม่ฟังครอบครัวของเจ้า เจ้าก็เป็นลูกที่อกตัญญู และการเป็นคนอกตัญญูหมายความว่าเจ้าไม่ใช่มนุษย์  ดังนั้น ผู้คนส่วนใหญ่จึงไม่กล้าทำลายโซ่ตรวนทางครอบครัวเหล่านี้  คนจีนถูกหล่อหลอม ได้รับอิทธิพล และถูกควบคุมอย่างรุนแรงโดยลำดับชั้น ตลอดจนแนวคิดต่างๆ เช่น ความเชื่อฟังสามประการกับคุณธรรมสี่ประการ และหลักสัมพันธ์พื้นฐานสามประการกับหลักคุณธรรมห้าประการ  คนหนุ่มสาวที่ไม่เรียกผู้อาวุโสของตนอย่างถูกควรว่าลุง ป้า น้า อา ปู่ ย่า ตา ยาย มักจะถูกกล่าวหาว่าหยาบคายและไร้วัฒนธรรม  สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่าเจ้าถูกมองว่าด้อยกว่าในกลุ่มชาติพันธุ์นี้ ในสังคมนี้ เพราะเจ้าไม่ทำตามบรรทัดฐานทางสังคม เจ้าไม่มีวัฒนธรรม และเจ้าไร้ค่า  คนอื่นๆ แต่งตัวดี เสแสร้งเก่ง และพูดจาสุภาพนุ่มนวล พวกเขาปากหวาน ในขณะที่เจ้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องเรียกใครบางคนว่าลุงหรือป้า  ผู้คนจะบอกว่าเจ้าไร้วัฒนธรรม และดูถูกเจ้าไม่ว่าเจ้าจะไปที่ใด  นี่คือแนวคิดประเภทที่คนจีนถูกปลูกฝัง  เด็กบางคนที่ไม่รู้วิธีเรียกขานผู้คนจะถูกดุด่าอย่างรุนแรงหรือถึงขั้นถูกพ่อแม่ทุบตี  ขณะที่ทุบตีลูก พ่อแม่บางคนจะพูดว่า “แกมันหยาบคาย ไร้ค่า และไร้วัฒนธรรม ฉันน่าจะตีแกให้ตายไปเลย!  แกมันดีแต่ทำให้ฉันอับอาย ทำให้ฉันเสียหน้าต่อหน้าคนอื่น!”  เพียงเพราะลูกไม่รู้วิธีเรียกขานผู้อื่น พ่อแม่ก็จะทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เพื่อเห็นแก่หน้าของตนเอง โดยทุบตีลูกอย่างรุนแรง  นี่เป็นพฤติกรรมประเภทใด?  นี่เป็นเรื่องไร้สาระโดยสิ้นเชิง!  พวกเจ้าจะตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้หรือไม่หากเราไม่สามัคคีธรรมในลักษณะนี้?  เจ้าสามารถมองเรื่องเหล่านี้ออกทีละน้อยและค่อยเป็นค่อยไป ผ่านปรากฏการณ์ที่เจ้าสังเกตเห็นในชีวิตจริง หรือผ่านการอ่านพระวจนะของพระเจ้า หรือผ่านประสบการณ์ของเจ้าเอง แล้วจากนั้นก็เปลี่ยนทิศทางชีวิตของเจ้า โดยเปลี่ยนทิศทางของเส้นทางที่เจ้ากำลังเดินอยู่ได้หรือไม่?  หากเจ้าทำไม่ได้ ความเข้าใจเชิงลึกของพวกเจ้าก็บกพร่อง  การใช้พระวจนะของพระเจ้า พระราชกิจของพระเจ้า และข้อเรียกร้องของพระเจ้าเป็นมาตรฐานในทุกเรื่องคือแนวทางที่ถูกต้องที่สุด ปราศจากข้อผิดพลาดใดๆ—เรื่องนี้ไม่ต้องสงสัยเลย  สิ่งใดก็ตามที่มาจากซาตาน ไม่ว่าจะสอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดหรือรสนิยมของมนุษย์มากเพียงใด ไม่ว่าจะดูดีเพียงใด ก็ไม่ใช่ความจริง แต่เป็นของปลอม

จุดประสงค์ของการเล่าเรื่องนี้ก็เพื่อให้พวกเจ้ามองเห็นความสว่าง เพื่อทำให้พวกเจ้าเข้าใจว่าความจริงคืออะไร มนุษย์ได้รับสิ่งใดจากการเชื่อในพระเจ้า การที่พระเจ้าทรงทำให้ผู้คนเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของตนและได้รับความจริงนั้นหมายความว่าอย่างไร และความจริงที่พระเจ้าตรัสและข้อเรียกร้องของพระองค์มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับสิ่งที่คนเราอาจคิดขึ้นมา หรือความคิด มุมมอง และความเข้าใจต่างๆ ที่เกิดขึ้นผ่านการศึกษาและการหล่อหลอมจากสภาพแวดล้อมทางชาติพันธุ์และสังคมของตนหรือไม่  พวกเจ้าทุกคนควรชำแหละเรื่องเหล่านี้ด้วยตนเองเช่นกัน  วันนี้ ตัวอย่างของพวกเราครอบคลุมเพียงแง่มุมเดียวเท่านั้น  อันที่จริง ในหัวใจของแต่ละคน มีสิ่งต่างๆ จากวัฒนธรรมดั้งเดิมอยู่ไม่น้อย  บางคนกล่าวว่า “ในเมื่อพวกเราควรจะละทิ้งลำดับชั้น นั่นหมายความว่าฉันสามารถเรียกพ่อแม่ด้วยชื่อได้หรือ?”  ทำแบบนี้ได้หรือไม่?  หากเจ้าเรียกพ่อแม่ของเจ้าว่าพ่อและแม่ นั่นหมายความว่าเจ้ายังคงยึดถือลำดับชั้นและกลับไปหาวัฒนธรรมดั้งเดิมหรือไม่?  ไม่  พ่อแม่ยังคงควรได้รับการเรียกขานตามที่ควรจะเป็น การเรียกพวกเขาว่าแม่และพ่อคือวิธีที่พระเจ้าทรงให้ผู้คนเรียกขานพวกเขา  นี่คือวิธีที่ควรเรียกขานพวกเขา ก็เหมือนกับที่พ่อแม่ของเจ้าเรียกเจ้าว่า “เด็กน้อย” “ลูกชาย” หรือ “ลูกสาว” นั่นแหละ  ดังนั้น พวกเจ้าควรเข้าใจสิ่งใดเป็นหลักจากการที่เราเล่าเรื่องนี้?  เรื่องนี้กำลังจัดการกับปัญหาใดเป็นหลัก?  (มาตรฐานของพวกเราในการตัดสินสิ่งต่างๆ ต้องเปลี่ยนไป ทุกสิ่งควรได้รับการตัดสินตามพระวจนะและข้อกำหนดของพระเจ้า)  ถูกต้อง  อย่าหลับหูหลับตาแต่งเรื่องขึ้นมาเอง  ผู้คนต้องการสร้าง “ความจริง” ของตนเองอยู่เสมอ  เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาต้องการทำสิ่งใด พวกเขาก็จะคิดข้อโต้แย้งและทฤษฎีขึ้นมาเป็นชุด แล้วจากนั้นก็คิดวิธีการขึ้นมาเป็นชุด และดำเนินการไปโดยไม่สนใจความถูกต้อง  พวกเขาปฏิบัติสิ่งนี้มานานหลายปี ยึดติดแบบหัวชนฝาโดยไม่สนใจว่าจะเกิดผลลัพธ์ใดๆ หรือไม่ แต่ก็ยังรู้สึกว่าตนเองมีความเมตตากรุณา มีความชอบธรรม และใจดี  พวกเขาคิดว่าสิ่งที่ตนกำลังใช้ในการดำเนินชีวิตนั้นเป็นสิ่งที่ดี และสิ่งนี้ทำให้พวกเขาได้รับคำชมเชยและความชื่นชม และพวกเขาก็ลงเอยด้วยการคิดว่าตนเองยอดเยี่ยมมากขึ้นเรื่อยๆ  ผู้คนไม่เคยใคร่ครวญ พยายามหยั่งถึง หรือแสวงหาว่าข้อกำหนดของพระเจ้าสำหรับแต่ละเรื่องคืออะไร หลักธรรมของการกระทำสำหรับการทำแต่ละสิ่งคืออะไร และพวกเขาได้แสดงความจงรักภักดีต่อพระบัญชาของพระเจ้าในกระบวนการทำหน้าที่ของตนหรือไม่  พวกเขาไม่ใคร่ครวญเรื่องเหล่านี้ พวกเขาเพียงแค่ใคร่ครวญเรื่องที่ผิดเพี้ยนและเลวร้ายเหล่านั้น—นี่ไม่ใช่การมีส่วนร่วมในความเลวร้ายหรอกหรือ?  (ใช่)  ใครก็ตามที่ภายนอกดูอ่อนโยน ประพฤติตัวเหมาะสม มีการศึกษาและทำตามบรรทัดฐานทางสังคม เอาแต่พูดเรื่องความเมตตากรุณา ความชอบธรรม ความเหมาะควร ปัญญา และความน่าเชื่อถือ และผู้ที่พูดจาสุภาพนุ่มนวลและพูดคำรื่นหู—จงสังเกตดูว่าคนคนนั้นปฏิบัติความจริงหรือไม่  หากพวกเขาไม่เคยปฏิบัติความจริง เช่นนั้นพวกเขาก็เป็นเพียงคนหน้าซื่อใจคดที่เสแสร้งทำเป็นดี พวกเขาเป็นเหมือนต้าหมิง และไม่แตกต่างกันเลยแม้แต่น้อย  ผู้คนที่มุ่งเน้นแต่การมีพฤติกรรมที่ดีและใช้สิ่งนี้หลอกลวงผู้อื่นให้ชมเชยและชื่นชมพวกเขาเป็นคนประเภทใด?  (คนหน้าซื่อใจคด)  ผู้คนเหล่านี้มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณหรือไม่?  (ไม่มี)  ผู้คนที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณสามารถปฏิบัติความจริงได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  เหตุใดพวกเขาจึงทำไม่ได้?  (พวกเขาไม่เข้าใจว่าความจริงคืออะไร จึงเพียงแค่นำพฤติกรรมภายนอกที่ดีและสิ่งที่ผู้คนมองว่าดีมาเป็นความจริงและนำไปปฏิบัติ)  นั่นไม่ใช่ประเด็นหลัก  ไม่ว่าพวกเขาจะไม่เข้าใจความจริงมากเพียงใด พวกเขาก็ยังคงรู้หลักธรรมที่ชัดเจนบางประการในการทำสิ่งต่างๆ ไม่ใช่หรือ?  เมื่อเจ้าบอกพวกเขาถึงวิธีทำหน้าที่ของตน พวกเขาจะไม่เข้าใจเชียวหรือ?  ผู้คนเช่นนี้มีลักษณะนิสัยประการหนึ่งคือ พวกเขาไม่มีเจตนาที่จะปฏิบัติความจริง  ไม่ว่าเจ้าจะพูดอะไร พวกเขาก็จะไม่ฟังเจ้า พวกเขาเพียงแค่จะทำและพูดตามที่ตนพอใจ  ช่วงนี้พวกเราพูดคุยกันบ่อยครั้งเกี่ยวกับการสำแดงต่างๆ ของศัตรูของพระคริสต์  ลองดูผู้คนที่อยู่รอบตัวเจ้าสิ ดูว่าใครแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงบ้าง และพฤติกรรมและหลักธรรมในการทำสิ่งต่างๆ ของใครที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย หัวใจของใครที่ยังคงไม่หวั่นไหวไม่ว่าเจ้าจะสามัคคีธรรมกับพวกเขาอย่างไร และใครที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง หรือไม่มีเจตนาที่จะเปลี่ยนแปลง และยังคงทำสิ่งต่างๆ ตามที่ตนพอใจต่อไป แม้ว่าพวกเขาจะสามารถเชื่อมโยงเนื้อหาของการสามัคคีธรรมของเจ้าเข้ากับตนเองได้ก็ตาม  พวกเจ้าเคยพบเจอผู้คนเช่นนี้หรือไม่?  พวกเจ้าเคยพบเจอใช่ไหม?  เหตุใดผู้นำและคนทำงานบางคนจึงถูกปลด?  เป็นเพราะพวกเขาไม่ปฏิบัติความจริง พวกเขาไม่ทำงานจริง  พวกเขาเข้าใจคำสอนสารพัดอย่าง และพวกเขาก็ยังคงดื้อดึงยึดหนทางของตนเอง  ไม่ว่าเจ้าจะสามัคคีธรรมหลักธรรมความจริงอย่างไร พวกเขาก็ยังคงมีชุดกฎเกณฑ์ของตนเอง ยึดติดกับทัศนะของตนเองและไม่ฟังใคร  พวกเขาเพียงแค่ทำตามที่ตนปรารถนา—เจ้าพูดอย่างหนึ่ง พวกเขาก็ทำอีกอย่างหนึ่ง  ผู้นำและคนทำงานเช่นนี้ควรถูกปลดใช่หรือไม่?  (ใช่)  พวกเขาควรถูกปลดจริงๆ  ผู้คนเหล่านี้กำลังเดินอยู่บนเส้นทางใด?  (เส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์)  การเดินบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ เมื่อเวลาผ่านไปนานพอ พวกเขาก็จะกลายเป็นศัตรูของพระคริสต์เสียเอง  มันเป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น  ไม่ว่าเจ้าจะสามัคคีธรรมความจริงกับพวกเขาอย่างไร หากพวกเขายังคงไม่ยอมรับและไม่เปลี่ยนแปลงเลย เช่นนั้นก็เป็นเรื่องที่น่าหนักใจจริงๆ และพวกเขาก็ได้กลายเป็นศัตรูของพระคริสต์ไปแล้ว

แรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่พวกเจ้าได้รับจากเรื่องราวที่เล่าในวันนี้คืออะไร?  คือผู้คนเบี่ยงเบนได้ง่าย  เหตุใดผู้คนจึงเบี่ยงเบนได้ง่าย?  ประการแรก ผู้คนมีอุปนิสัยที่เสื่อมทราม ประการที่สอง ไม่ว่าพวกเขาจะอายุเท่าใด ผู้คนก็ไม่ได้ว่างเปล่าในความคิดและในส่วนลึกของหัวใจ  ดังนั้น เรื่องราวนี้ให้ข้อคิดอะไรแก่พวกเจ้าบ้าง?  ผู้คนเบี่ยงเบนได้ง่าย—นั่นคือประการแรก  ประการที่สอง ผู้คนมักจะยึดมั่นในสิ่งที่ตนเชื่อว่าดีและถูกต้องราวกับว่าสิ่งนั้นเป็นความจริง โดยปฏิบัติต่อความรู้ทางพระคัมภีร์และคำสอนฝ่ายวิญญาณประหนึ่งเป็นพระวจนะของพระเจ้าที่ต้องนำไปปฏิบัติ  หลังจากเข้าใจปัญหาสองข้อนี้แล้ว พวกเจ้ามีความเข้าใจ แนวคิด หรือแผนการใหม่ใดบ้างสำหรับเส้นทางที่พวกเจ้าควรเดินในอนาคตและสำหรับแต่ละงานที่พวกเจ้าต้องปฏิบัติในอนาคต?  (เมื่อทำสิ่งต่างๆ ในอนาคต พวกเราไม่ควรกระทำการตามสิ่งที่พวกเราเชื่อว่าถูกต้อง  ก่อนอื่น พวกเราควรคำนึงว่าความคิดของพวกเราสอดคล้องกับสิ่งที่พระเจ้าทรงปรารถนาหรือไม่ และตรงกับข้อกำหนดของพระเจ้าหรือไม่  พวกเราควรค้นหาหลักธรรมของการปฏิบัติในพระวจนะของพระเจ้า แล้วจึงดำเนินการ  ด้วยวิธีนี้เท่านั้นพวกเราจึงจะมั่นใจได้ว่าพวกเรากำลังปฏิบัติความจริงและเส้นทางที่พวกเรากำลังเดินในการเชื่อในพระเจ้าของพวกเรานั้นถูกต้อง)  พวกเจ้าต้องทุ่มเทความพยายามในเรื่องพระวจนะของพระเจ้า  จงเลิกคิดทึกทักเอาเอง  เจ้าไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ ขีดความสามารถของเจ้าก็ย่ำแย่ และไม่ว่าแนวคิดที่เจ้าคิดขึ้นมาจะยิ่งใหญ่เพียงใด สิ่งเหล่านั้นก็ไม่ใช่ความจริง  ต่อให้เจ้ามั่นใจว่าสิ่งที่เจ้าทำลงไปนั้นไร้ที่ติและถูกต้อง เจ้าก็ยังคงควรนำเรื่องนี้มาให้พี่น้องชายหญิงสามัคคีธรรมและตรวจสอบยืนยัน หรือนำไปเปรียบเทียบกับพระวจนะที่เกี่ยวข้องของพระเจ้า  เจ้าสามารถสัมฤทธิ์ความไร้ที่ติแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ด้วยวิธีนี้ได้หรือไม่?  ไม่จำเป็นเสมอไป เจ้าอาจยังคงมีความเบี่ยงเบนบางอย่างในการปฏิบัติของเจ้า เว้นเสียแต่ว่าเจ้าได้จับความเข้าใจหลักธรรมความจริงและแหล่งที่มาของสิ่งที่พระเจ้าตรัสไว้ได้อย่างครบถ้วนแล้ว  นั่นคือแง่มุมหนึ่ง  แง่มุมที่สองคืออะไร?  หากผู้คนเบี่ยงเบนจากพระวจนะของพระเจ้า ไม่ว่าการกระทำของพวกเขาจะดูมีเหตุผลหรือน่ายอมรับเพียงใด สิ่งเหล่านั้นก็ไม่สามารถแทนที่ความจริงได้  สิ่งใดก็ตามที่ไม่สามารถแทนที่ความจริงได้ย่อมไม่ใช่ความจริง และไม่ใช่สิ่งที่เป็นบวกด้วยเช่นกัน  หากไม่ใช่สิ่งที่เป็นบวก แล้วมันคืออะไร?  ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ทำให้พระเจ้าพอพระทัยอย่างแน่นอน และไม่สอดคล้องกับความจริงด้วย สิ่งนั้นคือสิ่งที่พระเจ้าทรงกล่าวโทษ  จะเกิดผลสืบเนื่องอะไรตามมาหากเจ้าทำสิ่งที่พระเจ้าทรงกล่าวโทษ?  เจ้าจะทำให้พระเจ้าทรงรังเกียจเจ้า  ทุกสิ่งที่ไม่ได้มาจากพระเจ้าล้วนเป็นสิ่งที่เป็นลบ สิ่งเหล่านั้นมาจากซาตาน  บางคนอาจไม่เข้าใจเรื่องนี้ ปล่อยให้ค่อยเป็นค่อยไปขณะที่เจ้าได้รับประสบการณ์มากขึ้น

วันนี้ พวกเราได้วิพากษ์วิจารณ์สิ่งหนึ่งอย่างขึงขัง  พวกเรากำลังวิพากษ์วิจารณ์สิ่งใด?  เรื่องการเรียกแม่หมูแก่ว่าคุณป้าหมู ใช่หรือไม่?  การเรียกหมูว่า “คุณป้าหมู” เป็นเรื่องน่าละอายหรือไม่?  (ใช่)  เป็นเรื่องที่น่าละอาย  ผู้คนต้องการมีคำนำหน้าเพื่อยกย่องเสมอ  “การยกย่อง” นี้มาจากไหน?  “การยกย่อง” หมายถึงอะไร?  เกี่ยวกับความอาวุโสใช่หรือไม่?  (ใช่)  การต้องการถูกมองว่าเป็นผู้ใหญ่อยู่เสมอ การมุ่งเน้นที่ความอาวุโสอยู่เสมอ—สิ่งนี้ดีหรือไม่?  (ไม่)  เหตุใดการมุ่งเน้นที่ความอาวุโสจึงไม่ดี?  เจ้าควรวิเคราะห์ว่านัยสำคัญของการมุ่งเน้นที่ความอาวุโสคืออะไร  เป็นเรื่องง่ายมากที่จะพูดไปเลยว่า “พระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้ผู้คนมุ่งเน้นที่ความอาวุโส แล้วเหตุใดเจ้าจึงหารือเรื่องนี้อย่างไร้สำนึกล่ะ?  เจ้ากำลังพูดเรื่องไร้สาระในขณะที่เสแสร้งทำเป็นมีอารยะ  เจ้าไม่เคยคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าในขณะที่ทำหน้าที่ของเจ้า และทรยศผลประโยชน์เหล่านั้นอยู่เสมอ  เมื่อมีบางสิ่งเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของเจ้าเอง เจ้าก็จะไม่ลังเลที่จะทรยศผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า  เจ้าพยายามจะหลอกใครด้วยการทำตัวเหมือนคนดี?  เจ้าคู่ควรที่จะถูกมองว่าเป็นคนดีหรือ?”  การพูดเช่นนี้จะเป็นเรื่องที่ยอมรับได้หรือไม่?  (ยอมรับได้)  ควรพูดว่าอย่างไรเพื่อให้รุนแรงยิ่งขึ้น?  “เจ้ากำลังพล่ามเรื่องอะไร?  เจ้ามันก็แค่หมูโง่ เป็นคนปัญญาอ่อน ที่ไม่เข้าใจความจริงเลยแม้แต่น้อย  เจ้ากำลังวางท่าเป็นอะไร?  เจ้าได้รับการศึกษา เจ้ามีวัฒนธรรม และเจ้าเชื่อในพระเจ้า  เจ้าได้อ่านพระวจนะของพระเจ้ามามากมาย และเจ้าก็ยังคงคิดว่าเจ้าเชื่อในพระเจ้าได้ดีทีเดียว  แต่ท้ายที่สุดแล้ว เจ้ากลับไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการปฏิบัติความจริงหมายความว่าอย่างไร  เจ้าไม่ใช่แค่หมูโง่ เป็นคนงี่เง่าโดยสิ้นเชิงหรอกหรือ?”  เรื่องราวนี้ก็มีเพียงเท่านี้  ตอนนี้กลับมาที่หัวข้อหลักของการสามัคคีธรรมกันเถิด

การชำแหละพฤติกรรมที่มีเล่ห์เหลี่ยมพิกล เอาแต่ใจและเผด็จการในตัวศัตรูของพระคริสต์และวิธีที่พวกเขาบังคับผู้คนให้เชื่อฟังพวกเขา

I. การชำแหละพฤติกรรมที่มีเล่ห์เหลี่ยมพิกลในตัวศัตรูของพระคริสต์

คราวที่แล้วพวกเราสามัคคีธรรมถึงการสำแดงประการที่ห้าของศัตรูของพระคริสต์—พวกเขาชักพาผู้คนให้หลงผิด ดึงผู้คนมาเข้าร่วม ข่มขู่ และควบคุมผู้คน  วันนี้ พวกเราจะสามัคคีธรรมถึงประการที่หก—พวกเขาประพฤติตนในหนทางที่มีเล่ห์เหลี่ยมพิกล พวกเขาทำโดยพลการและเป็นเผด็จการ พวกเขาไม่สามัคคีธรรมกับผู้อื่นเลย และพวกเขาบังคับผู้อื่นให้เชื่อฟังพวกเขา  ระหว่างประการนี้กับประการที่ห้ามีความแตกต่างกันอยู่หรือไม่?  ในแง่ของอุปนิสัยนั้นไม่มีความแตกต่างที่สลักสำคัญ การกระทำของทั้งสองประการล้วนเป็นเรื่องของการยึดอำนาจ และกระทำโดยพลการและเป็นเผด็จการ  ทั้งสองประการต่างมีอุปนิสัยที่เลวร้าย โอหัง ดื้อแพ่ง และโหดร้าย มีอุปนิสัยที่เหมือนกัน  อย่างไรก็ตาม ประการที่หกนั้นเน้นย้ำให้เห็นการสำแดงที่โดดเด่นอีกประการหนึ่งของศัตรูของพระคริสต์ ซึ่งก็คือการกระทำของพวกเขามีเล่ห์เหลี่ยมพิกล—สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับธรรมชาติของการกระทำของพวกศัตรูของพระคริสต์  บัดนี้ ก่อนอื่นพวกเรามาหารือกันถึงคำว่า “มีเล่ห์เหลี่ยมพิกล” กันเถิด  โดยผิวเผินแล้ว คำว่า “มีเล่ห์เหลี่ยมพิกล” เป็นคำที่มีความหมายในเชิงลบหรือเชิงบวก?  หากใครบางคนทำสิ่งที่มีเล่ห์เหลี่ยมพิกล สิ่งนั้นดีหรือไม่ดี?  (ไม่ดี)  หากกล่าวว่าใครบางคนกระทำการอย่างมีเล่ห์เหลี่ยมพิกล คนคนนี้เป็นคนดีหรือคนไม่ดี?  เห็นได้ชัดว่า ความประทับใจและความรู้สึกของผู้คนก็คือ คนที่กระทำการอย่างมีเล่ห์เหลี่ยมพิกลเป็นคนเลวที่ไม่เอาไหน  หากใครบางคนพบเจอเรื่องที่มีเล่ห์เหลี่ยมพิกล นั่นจะก่อให้เกิดความสุขหรือทำให้พวกเขารู้สึกขนลุก?  (ทำให้ขนลุก)  นี่ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ดีเลย  กล่าวสั้นๆ ก็คือ โดยผิวเผินแล้ว คำว่า “มีเล่ห์เหลี่ยมพิกล” เป็นคำที่มีความหมายในเชิงลบ ไม่ว่าจะเป็นการบรรยายถึงการกระทำนั้นเอง หรือถึงวิถีทางในการกระทำการของคนคนหนึ่งกระทำการ ก็ไม่มีสิ่งใดที่เป็นบวกเลย สิ่งนี้เป็นลบอย่างแน่นอน  บัดนี้ พวกเรามาอธิบายกันก่อนเถิดว่าการสำแดงของความมีเล่ห์เหลี่ยมพิกลมีอะไรบ้าง  เหตุใดจึงเรียกว่ามีเล่ห์เหลี่ยมพิกลไม่ใช่หลอกลวง?  คำว่า “มีเล่ห์เหลี่ยมพิกล” มีความหมายแฝงพิเศษใดในจุดนี้?  ความมีเล่ห์เหลี่ยมพิกลนั้นลึกล้ำกว่าความหลอกลวง  การที่ผู้คนจะมองทะลุปรุโปร่งถึงคนที่กระทำการอย่างมีเล่ห์เหลี่ยมพิกลนั้นต้องใช้เวลานานกว่าและยากกว่ามิใช่หรือ?  (ใช่)  เรื่องนี้ชัดเจนมาก  ดังนั้น จงใช้คำที่พวกเจ้าทุกคนเข้าใจได้มาอธิบายคำว่า “มีเล่ห์เหลี่ยมพิกล”  ในที่นี้ “มีเล่ห์เหลี่ยมพิกล” หมายถึง เคลือบแฝงและเจ้าเล่ห์ และหมายถึงพฤติกรรมที่ผิดปกติ  ความผิดปกตินี้หมายถึงการซ่อนเร้นอย่างลึกซึ้งและเกินความเข้าใจสำหรับคนทั่วไป ซึ่งไม่สามารถเห็นได้ว่าผู้คนเช่นนั้นกำลังคิดหรือทำอะไรอยู่  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ วิธีการ แรงจูงใจ และจุดเริ่มต้นของการกระทำของคนประเภทนี้ยากที่จะหยั่งถึงเป็นพิเศษ และบางครั้งพฤติกรรมของพวกเขาก็ยังลับๆ ล่อๆ และมีลับลมคมในอีกด้วย  กล่าวสั้นๆ ก็คือ มีคำคำหนึ่งที่สามารถอธิบายการสำแดงและสภาวะที่แท้จริงของความมีเล่ห์เหลี่ยมพิกลของคนเราได้ นั่นก็คือ “การขาดความโปร่งใส” ซึ่งทำให้พวกเขาเป็นคนที่ผู้อื่นมิอาจหยั่งถึงและมิอาจเข้าใจได้  การกระทำของพวกศัตรูของพระคริสต์มีธรรมชาติเช่นนี้—กล่าวคือ เมื่อเจ้าตระหนักและสัมผัสได้ว่าเจตนาในการทำบางสิ่งบางอย่างของพวกเขาไม่ตรงไปตรงมา เจ้าย่อมพบว่าการนั้นน่าหวาดกลัวมาก ทว่าในช่วงเวลาสั้นๆ หรือด้วยเหตุผลบางอย่าง เจ้าก็ยังคงมองแรงจูงใจและเจตนาของพวกเขาไม่ออก และเจ้าเพียงรู้สึกขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวว่าการกระทำของพวกเขามีเล่ห์เหลี่ยมพิกล  เหตุใดพวกเขาจึงทำให้เจ้ารู้สึกเช่นนี้?  ในแง่หนึ่ง นี่เป็นเพราะไม่มีใครสามารถจับทางสิ่งที่พวกเขาพูดหรือทำได้  อีกแง่หนึ่งก็คือ พวกเขามักจะพูดจาอ้อมค้อม ชักนำเจ้าไปในทางที่ผิด จนท้ายที่สุดก็ทำให้เจ้าไม่แน่ใจว่าคำกล่าวใดของพวกเขาจริงและคำกล่าวใดเท็จ และคำพูดของพวกเขาหมายความว่าอย่างไรกันแน่  เวลาที่พวกเขาโกหก เจ้ากลับคิดว่าเป็นความจริง เจ้าไม่รู้ว่าคำกล่าวใดจริงหรือเท็จ และเจ้ามักจะรู้สึกว่าถูกหลอกและถูกตบตา  เหตุใดจึงเกิดความรู้สึกเช่นนี้ขึ้น?  นี่เป็นเพราะผู้คนเช่นนี้ไม่เคยกระทำการอย่างโปร่งใส เจ้าไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าพวกเขากำลังทำอะไรหรือยุ่งอยู่กับอะไร จึงเลี่ยงไม่ได้ที่เจ้าจะสงสัยพวกเขา  ในท้ายที่สุด เจ้าจะเห็นว่าอุปนิสัยของพวกเขานั้นหลอกลวง เคลือบแฝง และยังเลวร้ายอีกด้วย  คำว่า “มีเล่ห์เหลี่ยมพิกล” นั้นเข้าใจยากและฟังดูค่อนข้างผิดปกติสำหรับผู้คน แต่เหตุใดจึงอธิบายด้วยวลีที่เรียบง่ายอย่าง “การขาดความโปร่งใส” เล่า?  ในวลีนี้มีความหมายแฝงอยู่  ความหมายแฝงนี้คืออะไร?  คือศัตรูของพระคริสต์มักจะแสดงภาพเทียมเท็จให้เจ้าเห็นเวลาที่พวกเขาต้องการทำบางสิ่ง ทำให้ยากที่เจ้าจะมองพวกเขาออก  ตัวอย่างเช่น หากศัตรูของพระคริสต์ต้องการตบแก้มซ้ายของเจ้า พวกเขาจะเล็งการตบไปที่แก้มขวาของเจ้า  เมื่อเจ้าหลบเพื่อปกป้องแก้มขวาของเจ้า พวกเขาก็สามารถตบเข้าที่แก้มซ้ายของเจ้าได้สำเร็จ แล้วเป้าหมายของพวกเขาก็บรรลุ  นี่คือความมีเล่ห์เหลี่ยมพิกล และการเต็มไปด้วยกลอุบาย—ทุกคนที่มีปฏิสัมพันธ์และติดต่อพูดคุยกับพวกเขาล้วนอยู่ในการคิดคำนวณของพวกเขา  เหตุใดพวกเขาจึงคิดคำนวณอยู่เสมอ?  นอกจากต้องการที่จะควบคุมผู้คนและมีที่ทางในหัวใจของคนเหล่านั้นแล้ว พวกเขายังต้องการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากทุกคนอีกด้วย  นอกจากนี้ เจ้ายังสามารถค้นพบอุปนิสัยที่เลวร้ายประการหนึ่งได้ในผู้คนเช่นนี้ กล่าวคือ พวกเขาเพลิดเพลินกับการเอาเปรียบผู้อื่น หรือใช้จุดแข็งของตนเองมาล้อเลียนจุดอ่อนของผู้อื่นเป็นพิเศษ และพวกเขาก็พึงพอใจกับการปั่นหัวผู้คน  นี่คือการสำแดงถึงความเลวร้ายของพวกเขา  ในภาษาทางโลก ผู้คนเช่นนี้ถือว่าเป็นคนฉลาดแกมโกง  คนทั่วไปคิดว่า “มีแต่คนที่มีอายุเท่านั้นที่สามารถฉลาดแกมโกงได้  คนหนุ่มสาวไม่มีประสบการณ์หรือปัญญาในทางโลก แล้วพวกเขาจะฉลาดแกมโกงได้อย่างไร?”  คำกล่าวนี้ถูกต้องหรือไม่?  ไม่ ไม่ถูกต้อง  อุปนิสัยที่เลวร้ายของศัตรูของพระคริสต์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ พวกเขาเกิดมาพร้อมกับอุปนิสัยนี้  เพียงแต่ว่าเมื่อพวกเขายังอายุน้อยและด้อยประสบการณ์ การมีส่วนร่วมในกลอุบายเช่นนั้นของพวกเขาอาจจะยังอ่อนหัดกว่าและไม่แนบเนียนนัก  ยิ่งพวกเขาอายุมากขึ้น พวกเขาก็จะทำได้ไร้ช่องโหว่ เหมือนพญามารเฒ่าเหล่านั้นที่ปกปิดการกระทำได้อย่างมิดชิดและคนส่วนใหญ่ก็มิอาจหยั่งรู้ได้โดยสิ้นเชิง

เราเพิ่งอธิบายคำว่า “มีเล่ห์เหลี่ยมพิกล” ไปแบบคร่าวๆ  ดังนั้นตอนนี้พวกเรามาสามัคคีธรรมกันถึงสภาวะและการสำแดงเฉพาะของความมีเล่ห์เหลี่ยมพิกลกันเถิด  เรื่องนี้ควรค่าแก่การสามัคคีธรรมมิใช่หรือ?  หากพวกเราไม่สามัคคีธรรมถึงเรื่องนี้ พวกเจ้าจะสามารถแยกแยะพวกเขาได้หรือไม่?  พวกเจ้าจะสามารถมองพวกเขาออกหรือไม่?  (ไม่)  ไม่ใช่ว่าเจ้าไม่สามารถแยกแยะหรือมองพวกเขาออกได้โดยสิ้นเชิง บางครั้งเจ้าก็จะรู้สึกว่าคนบางคนเจ้าเล่ห์จริงๆ—เจ้าเล่ห์เสียจนท้ายที่สุดเจ้าก็ยอมทำตามที่พวกเขาต้องการแม้หลังจากที่พวกเขาหักหลังเจ้าไปแล้ว—และเจ้าต้องระแวดระวังพวกเขา  แล้วสิ่งใดที่ศัตรูของพระคริสต์ทำ รวมถึงคำพูดและการกระทำใดที่พวกเขาเผยออกมาในการปฏิบัติต่อพี่น้องชายหญิงและผู้คนที่อยู่รอบตัวพวกเขา ที่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาทำสิ่งทั้งหลายอย่างมีเล่ห์เหลี่ยมพิกลและด้วยอุปนิสัยที่เลวร้าย?  นี่เป็นเรื่องที่ควรค่าแก่การสามัคคีธรรม  เมื่ออธิบายเพียงคำว่า “มีเล่ห์เหลี่ยมพิกล” โดยทั่วไปผู้คนย่อมมองว่าค่อนข้างเรียบง่าย การเปิดพจนานุกรมก็อาจจะเพียงพอแล้วต่อการเข้าใจความหมายของคำคำนี้  แต่เมื่อพูดถึงเรื่องที่ว่าการกระทำ พฤติกรรม และอุปนิสัยใดของผู้คนที่เชื่อมโยงกับคำนี้ อีกทั้งเป็นการสำแดงและสภาวะที่เป็นรูปธรรมของคำนี้ เรื่องนี้ก็กลายเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความพยายามมากขึ้นและยากที่จะเข้าใจมิใช่หรือ?  อันดับแรก จงคิดถึงผู้คน หรือศัตรูของพระคริสต์คนใดคนหนึ่งที่พวกเจ้าได้ประสบพบเจอมา  การกระทำใดของพวกเขาที่ทำให้เจ้ารู้สึกว่าธรรมชาติของการกระทำนี้สัมพันธ์กับความมีเล่ห์เหลี่ยมพิกล หรือคำพูด การกระทำ และพฤติกรรมใดในชีวิตประจำวันของพวกเขาที่สัมพันธ์กับเรื่องนี้?  (ครั้งหนึ่ง ข้าพระองค์เคยพบศัตรูของพระคริสต์คนหนึ่งที่เห็นได้ชัดว่าต้องการแก่งแย่งสถานะและเป็นผู้นำ แต่กลับบอกพี่น้องชายหญิงว่า “พวกเราจำเป็นต้องรายงานเรื่องผู้นำเทียมเท็จและคนทำงานเทียมเท็จ  มีเพียงการทำเช่นนี้ที่พวกเราจะได้มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  หากพวกเราไม่รายงานและเปิดโปงผู้นำเทียมเท็จ พวกเราก็จะไม่ได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  พวกเราต้องลุกขึ้นเพื่อร่วมกันปกป้องงานของคริสตจักร”  ภายใต้การชูธงเรื่องการปกป้องงานของคริสตจักร เขาเสาะหาหนทางที่จะได้เปรียบเหนือผู้นำและคนทำงาน โดยทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ และยุยงให้พี่น้องชายหญิงรายงานเรื่องผู้นำและคนทำงาน  เป้าหมายของเขาคือการโค่นล้มผู้นำและคนทำงานเพื่อให้เขามีโอกาสได้กลายเป็นผู้นำเสียเอง  พี่น้องชายหญิงหลายคนไม่มีวิจารณญาณในเรื่องนี้และถูกเขาชักพาให้หลงผิด  แทนที่จะแยกแยะปัญหาตามหลักธรรม พวกเขากลับฉวยเอาปัญหาเล็กๆ น้อยๆ และความเสื่อมทรามที่ผู้นำและคนทำงานเผยออกมามากล่าวโทษพวกเขา ตีตราพวกเขา และทำให้เรื่องบานปลาย จนทำให้คริสตจักรตกอยู่ในความโกลาหล)  บอกเราเถิดว่า นี่คือความมีเล่ห์เหลี่ยมพิกลใช่หรือไม่?  (ใช่)  เป็นเช่นนั้นอย่างแท้จริง  เหตุใดจึงมีเล่ห์เหลี่ยมพิกล?  เขาโบกธงแห่งความยุติธรรมเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ไม่ได้เปิดเผยของตนเอง ขณะเดียวกันก็ยุยงให้ผู้อื่นกระทำการขณะที่เขาไม่แสดงตัวและซ่อนตัวเพื่อคอยสังเกตการณ์ผลลัพธ์  หากสิ่งต่างๆ ดำเนินไปด้วยดี นั่นก็ยิ่งดี และหากไม่เป็นเช่นนั้น ก็จะไม่มีใครมองเขาออก เพราะเขาซ่อนตัวไว้อย่างมิดชิด  นี่คือความมีเล่ห์เหลี่ยมพิกล—นี่คือการสำแดงรูปแบบหนึ่งของมัน  ศัตรูของพระคริสต์จะไม่ยอมให้เจ้ารู้ถึงความคิดที่แท้จริงลึกๆ ของเขา และหากเจ้าสามารถเดาได้แม้เพียงเล็กน้อย เขาก็จะรีบหาข้อแก้ตัวและข้อโต้แย้งมาปกปิดและปกป้องตนเองในทุกวิถีทาง ด้วยกลัวว่าผู้คนจะมองทะลุปรุโปร่งถึงความจริง  เขาจงใจทำให้เรื่องราวซับซ้อน นี่คือความมีเล่ห์เหลี่ยมพิกล  มีใครอยากตอบอีกหรือไม่?  (ไม่กี่ปีมานี้ มีศัตรูของพระคริสต์กลุ่มหนึ่งปรากฏตัวในคริสตจักรของพวกเราและเข้าควบคุม ทิ้งให้งานของคริสตจักรตกอยู่ในความสับสนวุ่นวาย  เบื้องบนส่งคนมารับช่วงงานต่อ แต่ศัตรูของพระคริสต์กลุ่มนี้กลับกระทำการภายใต้ฉากบังหน้า กล่าวว่า “พวกเรามีผู้นำของพวกเราแล้ว และพวกเราไม่ยอมรับผู้นำที่ถูกย้ายมาจากที่อื่น พวกเราจัดการงานกันเองได้”  ผลก็คือ ผู้คนมากมายถูกชักพาให้หลงผิดและฟังพวกศัตรูของพระคริสต์ ไม่ยอมรับผู้นำที่เบื้องบนจัดแจงให้  ศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ถึงกับกักขังผู้นำที่เบื้องบนส่งมาไว้ในที่แห่งหนึ่ง โดยห้ามไม่ให้เขามีปฏิสัมพันธ์กับพี่น้องชายหญิง และทำให้พวกเขาไม่สามารถยื่นมือเข้ามาช่วยงานของคริสตจักรหรือดำเนินงานใดๆ ได้เลย)  นี่คือความมีเล่ห์เหลี่ยมพิกลอย่างรุนแรงของพวกศัตรูของพระคริสต์—แรงจูงใจที่ซ่อนอยู่ของพวกเขาคืออะไร?  พวกเขาต้องการควบคุมคริสตจักรและสถาปนาอาณาจักรอิสระของตนเอง  นี่คือความมีเล่ห์เหลี่ยมพิกล นี่คือสิ่งที่พวกศัตรูของพระคริสต์ทำ

การสำแดงหลักของศัตรูของพระคริสต์ที่กระทำการอย่างมีเล่ห์เหลี่ยมพิกลมีอะไรบ้าง?  ประการหนึ่งคือการขาดความโปร่งใส และอีกประการหนึ่งคือ พวกเขาแอบสมคบคิดกลอุบายที่ไม่อาจเอ่ยถึงได้  หากพวกเขาเปิดเผยแผนการและเจตนาของตนให้ทุกคนรู้ พวกเขาจะสามารถทำให้สิ่งเหล่านั้นเป็นจริงได้หรือไม่?  ไม่ได้อย่างแน่นอน  เหตุใดผู้คนที่ใช้วิธีการที่มีเล่ห์เหลี่ยมพิกลจึงทำสิ่งต่างๆ ในหนทางนี้?  วัตถุประสงค์เบื้องหลังการกระทำเหล่านี้คืออะไร?  จนถึงตอนนี้ สิ่งที่พวกเจ้าได้นึกถึงมีเพียงการควบคุมคริสตจักรเท่านั้น แต่บางเรื่องไม่ได้เกี่ยวข้องกับการควบคุมคริสตจักรหรือการควบคุมทุกคน  การชักพาผู้คนในคริสตจักรหรือในภูมิภาคหนึ่งให้หลงผิดเป็นเรื่องใหญ่พอสมควร ดังนั้น วัตถุประสงค์เบื้องหลังพฤติกรรมและการกระทำที่เล็กน้อยกว่านี้ของพวกศัตรูของพระคริสต์ในยามปกติคืออะไร?  คือการเอาเปรียบผู้คนและทำให้ผู้คนทุ่มเทความพยายามเพื่อพวกเขา เพื่อสนองผลประโยชน์และเป้าหมายของพวกเขาเอง  ในขณะที่พระเจ้าทรงจัดวางเรียบเรียงผู้คนและทรงมีอธิปไตยเหนือชะตากรรมของพวกเขา ศัตรูของพระคริสต์ก็ปรารถนาที่จะกำหนดชะตากรรมของผู้คนและบงการผู้คนเช่นกัน  แต่หากพวกเขาพูดออกมาตรงๆ ว่าต้องการบงการเจ้า เจ้าจะยอมตกลงหรือไม่?  หากพวกเขาบอกว่าต้องการสั่งการเจ้าเยี่ยงทาส เจ้าจะยอมตกลงหรือไม่?  หากพวกเขาบอกว่าตนเป็นผู้นำและเจ้าต้องฟังพวกเขา เจ้าจะยอมตกลงหรือไม่?  เจ้าย่อมจะไม่ยอมตกลงอย่างแน่นอน  ดังนั้น พวกเขาจึงต้องหันไปใช้วิธีการบางอย่างที่ผิดแผกไปจากเดิมเพื่อเอาเปรียบเจ้าโดยที่เจ้าไม่รู้ตัว การทำเช่นนี้เรียกว่าการมีเล่ห์เหลี่ยมพิกล  ตัวอย่างเช่น พญานาคใหญ่สีแดงปฏิบัติการอย่างมีเล่ห์เหลี่ยมพิกล โดยใช้ข้ออ้างที่ดูเหมือนชอบธรรมมาชักพาผู้คนให้หลงผิด  มันดำเนินการริบสินทรัพย์ของเจ้าของที่ดินและนายทุนอย่างไร?  มันกำหนดนโยบายเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ว่าสินทรัพย์ทั้งหมดที่เกินจำนวนหนึ่งต้องถูกส่งมอบให้แก่รัฐ?  หากประกาศเรื่องนี้อย่างเปิดเผย จะได้ผลหรือไม่?  (ไม่ได้ผล)  ในเมื่อทำเช่นนั้นไม่ได้ผล แล้วพญานาคใหญ่สีแดงทำอย่างไร?  พญานาคใหญ่สีแดงต้องหาวิธีที่ทุกคนเชื่อว่าถูกต้องเพื่อริบและยึดสินทรัพย์ของเจ้าของที่ดินและนายทุนอย่างชอบด้วยเหตุผล  นี่เป็นการลิดรอนอำนาจของเจ้าของที่ดินและนายทุน ทำให้รัฐมั่งคั่ง และเสริมสร้างการปกครองให้มั่นคง  พญานาคใหญ่สีแดงทำเช่นนั้นได้อย่างไร?  (โดยการโจมตีเจ้าของที่ดินและจัดสรรที่ดินเสียใหม่)  พญานาคใหญ่สีแดงชูธงเรื่อง “การโจมตีเจ้าของที่ดินและจัดสรรที่ดินเสียใหม่” และ “ความเท่าเทียมกันของทุกคน” จากนั้นก็กุเรื่องราวอย่าง “สาวผมขาว” ขึ้นมาเพื่อใส่ร้ายและกล่าวโทษบรรดาเจ้าของที่ดินและนายทุนทั้งปวง  มันใช้พลังของความคิดเห็นสาธารณะและการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อปลูกฝังแนวคิดที่คลาดเคลื่อนเหล่านี้ให้กับผู้คน ทำให้ที่ไม่รู้เรื่องทุกคนคิดว่าเจ้าของที่ดินและนายทุนเป็นคนเลวและไม่เท่าเทียมกับมวลชนผู้ใช้แรงงาน คิดว่าตอนนี้ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศของตนเอง รัฐเป็นของประชาชน บุคคลเพียงไม่กี่คนนี้ไม่ควรครอบครองความมั่งคั่งมากมายขนาดนี้ ควรถูกริบและจัดสรรให้ทุกคนใหม่  ภายใต้การปลุกปั่นของอุดมการณ์และทฤษฎีที่เรียกกันว่าดี ถูกต้อง และเข้าข้างคนจนเช่นนี้ ผู้คนถูกชักพาให้หลงผิดและถูกทำให้มืดบอด และพวกเขาก็เริ่มต่อสู้กับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น รวมทั้งโจมตีเจ้าของที่ดินและนายทุน  แล้วผลลัพธ์สุดท้ายเป็นอย่างไร?  เจ้าของที่ดินและนายทุนเหล่านี้บางคนถูกทุบตีจนตาย บางคนถูกทำร้ายจนพิการ และบางคนก็หนีไปไกล  สรุปแล้วผลลัพธ์สุดท้ายคือพญานาคใหญ่สีแดงได้ในสิ่งที่ต้องการ  มวลชนที่โง่เขลาและไม่รู้ความเหล่านี้ถูกชี้แนะอย่างค่อยเป็นค่อยไปภายใต้กลโกงดังกล่าวเพื่อบรรลุเป้าหมายที่พวกมารเหล่านี้ต้องการ  ในทำนองเดียวกัน ศัตรูของพระคริสต์ก็ใช้วิธีการที่มีเล่ห์เหลี่ยมพิกลเช่นนี้เวลาทำสิ่งต่างๆ  ตัวอย่างเช่น เมื่อศัตรูของพระคริสต์ทำงานร่วมกับใครบางคนที่มีบทบาทเป็นผู้นำ และเห็นว่าคนคนนี้มีสำนึกของความยุติธรรม เข้าใจความจริง และสามารถแยกแยะเขาได้ เขาก็เริ่มรู้สึกไม่มั่นใจ ว่า “หมอนี่จะบ่อนทำลายฉันลับหลังหรือเปล่า?  เขาแอบทำอะไรอยู่เบื้องหลังหรือไม่?  ทำไมฉันถึงจับทางเขาไม่ได้เสียที?  เขาอยู่ข้างฉันหรือเปล่า?  เขาจะรายงานเรื่องของฉันต่อเบื้องบนหรือไม่?”  เมื่อมีความคิดเหล่านี้อยู่ในใจ เขาก็เริ่มกังวลว่าสถานะของตนจะไม่ปลอดภัย ใช่หรือไม่?  แล้วเขาทำอย่างไรต่อไป?  เขาระรานคนคนนั้นโดยตรงหรือไม่?  ศัตรูของพระคริสต์บางคนจะระรานคนแบบนั้นอย่างเปิดเผย แต่พวกที่มีเล่ห์เหลี่ยมพิกลจะไม่ทำเช่นนั้นโดยตรง  ตรงกันข้าม พวกเขาจะเริ่มจากการพูดคุยกับพี่น้องชายหญิงไม่กี่คนที่ค่อนข้างอ่อนแอกว่า เลอะเลือน และไม่รู้จักแยกแยะ โดยตั้งคำถามและหยั่งเชิงพวกเขาอย่างแนบเนียนว่า “คนนั้นคนนี้เป็นผู้เชื่อมานานกว่าสิบปีแล้ว ดังนั้นความเชื่อของเขาก็น่าจะมีรากฐานอยู่บ้าง ถูกต้องหรือไม่?”  บางคนอาจตอบว่า “เขามีรากฐานอยู่พอสมควร  ตลอดหลายปีที่เชื่อในพระเจ้า เขาได้ละทิ้งครอบครัวและอาชีพการงานของเขา ความเชื่อของเขายิ่งใหญ่กว่าพวกเรา  การให้ความร่วมมือกับเขาน่าจะเป็นผลดีต่อคุณทีเดียว”  ศัตรูของพระคริสต์ก็จะพูดว่า “ใช่ ดีทีเดียว แต่เขาไม่เคยคลุกคลีกับพี่น้องชายหญิงคนอื่นเลย  ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยชอบเข้าสังคมเท่าไร”  อีกคนอาจเสริมว่า “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก—เขาไล่ตามเสาะหาความจริงมากกว่าพวกเราเสียอีก  พวกเรามักจะพูดคุยกัน แต่เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฟังคำเทศนา และเรียนรู้บทเพลงนมัสการ เวลาอยู่กับพวกเรา เขาก็สามัคคีธรรมพระวจนะของพระเจ้า”  เมื่อได้ยินความคิดเห็นที่เป็นไปในทางชื่นชมและเห็นชอบในตัวคนคนนี้ ศัตรูของพระคริสต์ก็รู้สึกว่าไม่อาจพูดอะไรได้อีก เขาจึงเปลี่ยนเรื่อง โดยพูดว่า “เขาเชื่อในพระเจ้ามานานหลายปีและมีประสบการณ์มากกว่าพวกเรา  ในวันหน้าพวกเราควรมีปฏิสัมพันธ์กับเขาให้มากขึ้นและไม่โดดเดี่ยวเขา”  เมื่อได้ยินเช่นนี้ คนอื่นๆ ก็ยังคงแยกแยะอะไรไม่ได้เลย  เมื่อเห็นว่าผู้คนส่วนใหญ่พูดจาชื่นชมคนคนนั้น ศัตรูของพระคริสต์ผู้ซึ่งไม่สามารถบรรลุจุดประสงค์ของตนได้ จึงไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก  ต่อมา ศัตรูของพระคริสต์พบคนอีกกลุ่มหนึ่งและถามว่า “พวกคุณเคยเห็นคนนั้นคนนี้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบ้างไหม?  ผมรู้สึกว่าเขามักจะสามัคคีธรรมกับคนอื่นและภายนอกก็ดูเหมือนจะยุ่งอยู่ตลอดเวลา ทำไมเขาถึงไม่เคยอ่านพระวจนะของพระเจ้าเลย?”  คนกลุ่มนี้ช่างสังเกตมากกว่า พวกเขาจับน้ำเสียงที่แฝงอยู่ได้และคิดว่า “ดูเหมือนสองคนนี้จะไม่ลงรอยกัน เขากำลังพยายามให้พวกเราบ่อนทำลายและกีดกันคนคนนั้นออกไป”  ดังนั้น พวกเขาจึงตอบว่า “ใช่ เขามักจะยุ่งอยู่กับงานที่ไม่สำคัญตลอดเวลา มักจะตีความผู้คนและสิ่งต่างๆ ไปไกลเสมอ  เขาแทบไม่ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าเลย และในบางครั้งที่อ่าน เขาก็ลงเอยด้วยการผล็อยหลับไป ฉันสังเกตเห็นหลายครั้งแล้ว”  จากการพูดคุยกับคนกลุ่มแรกและกลุ่มที่สอง คำพูดของศัตรูของพระคริสต์แสดงถึงอุปนิสัยประเภทใด?  เป็นอุปนิสัยที่เลวร้ายมิใช่หรือ?  (ใช่)  การกระทำของเขามีธรรมชาติและวิธีการเช่นไร?  มีเล่ห์เหลี่ยมพิกล  ผู้คนกลุ่มแรกไม่ตระหนักว่าศัตรูของพระคริสต์กำลังพยายามทำสิ่งใด ในขณะที่คนกลุ่มที่สองมองออกว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น และคล้อยตามสิ่งที่เขาพูด  เมื่อเห็นว่าคนกลุ่มที่สองทำตามคำพูดของตนและสามารถดึงมาเป็นพวกได้ ศัตรูของพระคริสต์จึงต้องการใช้คนกลุ่มนี้เพื่อกำจัดคู่ทำงานของตน  แนวความคิดเช่นนี้มีเล่ห์เหลี่ยมพิกล  หลังจากการหว่านล้อมสารพัดรูปแบบ คนกลุ่มที่สองก็ถูกชักพาให้หลงผิดและถูกดึงเข้ามาเป็นพวก และกล่าวว่า “ในเมื่อคนคนนั้นไม่เป็นไปตามหลักธรรมและเงื่อนไขของการเป็นผู้นำคริสตจักร ฉันคิดว่าคราวหน้าพวกเราไม่ควรเลือกเขาเป็นผู้นำ ใช่ไหม?”  คนกลุ่มนี้เจ้าเล่ห์ทีเดียว และหลังจากพูดจบ พวกเขาก็สังเกตท่าทีของศัตรูของพระคริสต์  ศัตรูของพระคริสต์กล่าวว่า “แบบนั้นไม่ได้หรอก นั่นจะไม่ยุติธรรม  ที่นี่คือพระนิเวศของพระเจ้า ไม่ใช่สังคมภายนอก!”  เมื่อได้ยินดังนี้ พวกเขาจึงถามว่า “แบบนั้นไม่ได้จริงๆ หรือ?  แล้วพวกเราควรทำอย่างไรดี?  อย่างนั้นคราวหน้าพวกเราจะลงคะแนนให้เขาก็แล้วกัน”  ศัตรูของพระคริสต์พูดขึ้นมาทันทีว่า “จะลงคะแนนเลือกเขาก็ไม่ได้เหมือนกัน”  เห็นหรือไม่?  ไม่ว่าพวกเขาจะพูดอย่างไร ก็ไม่ถูกต้อง นี่คือปัญหา  ที่จริงแล้ว ศัตรูของพระคริสต์เพียงต้องการนำผู้คนเหล่านี้ไปสู่เส้นทางของตน โดยขุดหลุมพรางให้พวกเขาตกลงไป  ในที่สุด หลังจากได้ฟังเรื่องนั้นเรื่องนี้แล้ว ผู้คนเหล่านี้ก็รู้ถึงเจตนาของศัตรูของพระคริสต์ว่า “พวกเราจัดการเลือกตั้งที่ยุติธรรมเถิด  เขาก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรมากมาย  เขาอาจจะไม่ได้รับเลือกอยู่ดี”  ศัตรูของพระคริสต์รู้สึกพอใจ  ดูเอาเถิด นี่คือหมาป่าตัวหนึ่งกับสุนัขจิ้งจอกบางตัว และพวกเขากำลังรวมหัวสมรู้ร่วมคิดกันอย่างเป็นปี่เป็นขลุ่ย  นี่คือหลักการและธรรมชาติของการกระทำของศัตรูของพระคริสต์และกองกำลังที่ติดตามเขาในคริสตจักร นี่คือการสำแดงของพวกเขา  ผู้คนที่ติดตามศัตรูของพระคริสต์กล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ลงคะแนนกันเถิด  อีกอย่าง เขาก็ไม่ได้ดีเด่นขนาดนั้น ถ้าพวกเราลงคะแนน เขาอาจจะไม่ได้รับเลือกด้วยซ้ำ”  มีอะไรไม่ชอบมาพากลในที่นี้หรือไม่?  พวกเขากำลังวางแผนอะไรอยู่หรือไม่?  พวกเขาจับสัญญาณจากคำพูดของกันและกันได้แล้ว แต่ไม่มีใครพูดตรงๆ ว่าต้องทำอย่างไร พวกเขาเข้าใจกันโดยปริยาย และทุกคนก็เข้าใจเรื่องนี้  โดยผิวเผินแล้ว ศัตรูของพระคริสต์ไม่ได้สั่งใครโดยตรงว่าห้ามเลือกคู่ทำงานของตน และผู้คนที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของเขาก็ไม่ได้พูดว่า “พวกเราจะไม่เลือกเขา พวกเราจะเลือกคุณ”  เหตุใดพวกเขาจึงไม่พูดออกมาตรงๆ?  นั่นเป็นเพราะไม่มีใครอยากให้อีกฝ่ายได้เปรียบตน  นี่คือการมีเล่ห์เหลี่ยมพิกลมิใช่หรือ?  นี่คือความเลวร้ายอย่างแท้จริง  พวกเขาฟังน้ำเสียงในการพูดของกันและกัน แต่ไม่มีใครพูดตรงๆ และในที่สุดก็บรรลุฉันทามติ  นี่เรียกว่าบทสนทนาเยี่ยงซาตาน  ในหมู่พวกเขามี “คนโง่” อยู่คนหนึ่งซึ่งหลังจากฟังแล้วก็ยังไม่เข้าใจ และถามคนอื่นว่าจะลงคะแนนให้คนคนนั้นหรือไม่  ศัตรูของพระคริสต์ตอบว่าอย่างไร?  หากเขาพูดว่า “ทำตามที่คุณเห็นสมควรเถิด” ก็จะชัดเจนเกินไป  คำตอบเช่นนี้มีธรรมชาติของการข่มขู่และการชักจูง คนเลวไม่พูดเช่นนี้  ในทางกลับกัน เขาจะพูดว่า “พระนิเวศของพระเจ้ามีการจัดแจงเตรียมงานไม่ใช่หรือ?  ลงคะแนนให้คนที่คุณควรลงคะแนนให้เถิด ถ้าใครไม่สมควรได้รับเลือก ก็อย่าลงคะแนนให้เขา”  นี่เป็นการพูดที่กำกวมมิใช่หรือ?  ศัตรูของพระคริสต์ใช้ข้ออ้างที่ดูเหมือนถูกทำนองคลองธรรม โดยกล่าวว่า “คุณต้องกระทำการตามหลักธรรม คุณห้ามฟังผม  สิ่งที่ผมพูดไม่ได้สำคัญอะไร  ผมไม่ใช่หลักธรรม พระวจนะของพระเจ้าต่างหากที่เป็นหลักธรรม”  เมื่อ “คนโง่” ได้ยินดังนี้ก็คิดว่า “ถ้าพวกเราต้องกระทำการตามหลักธรรม ฉันก็จะเลือกเขา”  เมื่อเห็นว่าคนคนนี้โง่เขลาและอาจทำให้แผนการของพวกเขาพังได้ คนกลุ่มนี้ก็พากันไล่เขาออกไป ไม่ยอมให้ “คนโง่” อยู่ร่วมกับพวกตน  ท้ายที่สุด เมื่อ “คนโง่” เอาแต่ถามว่าพวกตนควรเลือกคนคนนั้นหรือไม่ ใครบางคนก็พูดขึ้นว่า “เอาไว้ค่อยคุยกันทีหลังแล้วกัน พวกเราจะตัดสินจากผลงานของเขา”  คำพูดเหล่านี้มีความเด็ดขาดอยู่หรือไม่?  มีองค์ประกอบของความซื่อสัตย์บ้างหรือไม่?  (ไม่มี)  แล้วอันที่จริง มีสิ่งใดอยู่ในคำพูดเหล่านี้?  คำพูดเหล่านี้ถ่ายทอดอุปนิสัยที่เลวร้ายของพวกเขา รวมไปถึงแรงจูงใจ เจตนา และวัตถุประสงค์ที่ไม่ได้เปิดเผยของพวกเขา  พวกเขาแอบสมรู้ร่วมคิดกันภายในกลุ่ม—หมาป่าและสุนัขจิ้งจอก—เพื่อกำจัดคนที่เป็นเสี้ยนหนามตำตาของศัตรูของพระคริสต์  เหตุใดคนกลุ่มนี้จึงสามารถทำเช่นนี้ได้?  นอกเหนือจากการถูกอุปนิสัยที่เลวร้ายของตนครอบงำแล้ว เหตุผลที่พวกเขาทำเช่นนั้นได้ก็คือ ศัตรูของพระคริสต์ผู้เป็นเบื้องบนของพวกเขาไม่ชอบคนคนนั้น  หากพวกเขาเลือกคนคนนั้น และศัตรูของพระคริสต์รู้เข้า ผลลัพธ์ย่อมจะไม่ดีแน่  ดังนั้น สำหรับพวกเขาแล้ว สิ่งที่เร่งด่วนและสำคัญที่สุดที่จะต้องทำ สิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุดที่จะทำก็คือไม่เลือกคนคนนั้น  พวกเขาทุกคนฟังศัตรูของพระคริสต์ ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะพูดสิ่งใด ไม่ว่าคำพูดของพวกเขาจะไปในทิศทางใด คนเหล่านี้ก็จะคล้อยตาม ละทิ้งหลักธรรมความจริงและพระวจนะของพระเจ้า  เจ้าจะเห็นว่า ตราบใดที่มีศัตรูของพระคริสต์ปรากฏตัวขึ้น ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคนเชื่อฟังพวกเขา  ตราบใดที่ศัตรูของพระคริสต์กระทำการ คนบางคนก็จะร่วมไปกับพวกเขาและติดตามพวกเขา—ไม่มีศัตรูของพระคริสต์คนใดที่กระทำการเพียงลำพังและโดดเดี่ยว

สิ่งที่เพิ่งหารือไปนั้นคือหนึ่งในการสำแดงของการที่ศัตรูของพระคริสต์กระทำการอย่างมีเล่ห์เหลี่ยมพิกล  ความมีเล่ห์เหลี่ยมพิกลที่กล่าวถึงในที่นี้หมายถึงการที่ศัตรูของพระคริสต์มีจุดประสงค์และแรงจูงใจของตนเองในสิ่งที่พวกเขาทำ แต่พวกเขาจะไม่บอกเจ้าและจะไม่ยอมให้เจ้าเห็น  เมื่อเจ้าค้นพบ พวกเขาจะพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะปกปิดเอาไว้ โดยใช้วิธีการอันหลากหลายมาชักพาเจ้าให้หลงผิด เพื่อเปลี่ยนการรับรู้ที่เจ้ามีต่อพวกเขา  นี่คือแง่มุมที่มีเล่ห์เหลี่ยมพิกลของศัตรูของพระคริสต์  หากแรงจูงใจของพวกเขาถูกเปิดโปงอย่างง่ายดาย ถูกเผยแพร่ไปอย่างกว้างขวาง และถูกแบ่งปันให้ทุกคนรู้ นั่นจะเป็นการมีเล่ห์เหลี่ยมพิกลหรือไม่?  นั่นจะไม่ใช่การมีเล่ห์เหลี่ยมพิกล แล้วจะเป็นอะไรหรือ?  (เป็นความโง่เขลา)  ไม่ใช่โง่เขลา—นั่นจะเป็นความโอหังจนถึงจุดที่สิ้นสำนึก  พฤติกรรมของศัตรูของพระคริสต์นั้นมีเล่ห์เหลี่ยมพิกล  พวกเขามีเล่ห์เหลี่ยมพิกลอย่างไร?  พวกเขามักจะประพฤติตนในวิถีทางที่ต้องพึ่งพากลอุบาย และคำพูดของพวกเขาก็ไม่ได้ส่อพิรุธอะไรเลย จึงเป็นเรื่องยากที่ผู้คนจะหยั่งถึงเจตนาและเป้าหมายของพวกเขาได้  นั่นคือความมีเล่ห์เหลี่ยมพิกล  พวกเขาไม่ได้ด่วนสรุปในสิ่งที่พวกเขาพูดหรือทำ พวกเขาทำเช่นนั้นเพื่อให้ผู้ใต้บังคับบัญชาและคนที่เชื่อฟังสัมผัสได้ถึงเจตนาของตน และเมื่อคนเหล่านั้นเข้าใจศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาก็กระทำการตามวาระที่ซ่อนเร้นและแรงจูงใจของศัตรูของพระคริสต์ และทำตามคำสั่งของศัตรูของพระคริสต์  หากงานเสร็จสมบูรณ์ ศัตรูของพระคริสต์ก็มีความสุข  หากไม่เสร็จสมบูรณ์ ก็ไม่มีใครสามารถหาข้อจับผิดพวกเขาหรือหยั่งถึงแรงจูงใจ เจตนา หรือเป้าหมายเบื้องหลังสิ่งที่พวกเขาทำได้  ความมีเล่ห์เหลี่ยมพิกลในสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำนั้นอยู่ที่แผนการซ่อนเร้นและเป้าหมายลับ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพื่อหลอกลวง ปั่นหัว และควบคุมทุกคน  นี่คือแก่นแท้ของพฤติกรรมที่มีเล่ห์เหลี่ยมพิกล  ความมีเล่ห์เหลี่ยมพิกลไม่ใช่แค่การโกหกธรรมดาหรือการทำสิ่งที่ไม่ดี แต่กลับเกี่ยวข้องกับเจตนาและเป้าหมายที่ใหญ่กว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั่วไปมิอาจหยั่งถึงได้  หากเจ้าทำบางสิ่งที่ไม่ต้องการให้ใครรู้ และพูดโกหก การนั้นจะนับเป็นความมีเล่ห์เหลี่ยมพิกลหรือไม่?  (ไม่)  นั่นเป็นเพียงความหลอกลวง และไม่ถึงขั้นความมีเล่ห์เหลี่ยมพิกล  สิ่งใดทำให้ความมีเล่ห์เหลี่ยมพิกลนั้นลึกล้ำกว่าความหลอกลวง?  (ผู้คนมิอาจหยั่งถึงได้)  สิ่งนั้นย่อมเป็นเรื่องยากที่ผู้คนจะหยั่งถึงได้  นั่นคือส่วนหนึ่ง  มีอะไรอีก?  (ผู้คนไม่มีข้อที่จะจับผิดคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมพิกลได้)  ถูกต้องแล้ว  ประเด็นก็คือ เป็นเรื่องยากที่ผู้คนจะหาข้อจับผิดพวกเขาได้  ต่อให้บางคนจะรู้ว่าคนคนนั้นได้ทำเรื่องที่ไม่ดี แต่พวกเขาก็ไม่สามารถบอกได้ว่าคนคนนั้นเป็นคนดีหรือคนเลว เป็นคนชั่วหรือเป็นศัตรูของพระคริสต์  ผู้คนมองพวกเขาไม่ออก แต่กลับคิดว่าพวกเขาเป็นคนดี และอาจถูกพวกเขาชักพาให้หลงผิดได้  นั่นคือความมีเล่ห์เหลี่ยมพิกล  โดยทั่วไป ผู้คนมักจะพูดโกหกและคิดแผนการเล็กๆ น้อยๆ  นั่นเป็นเพียงความหลอกลวง  แต่ศัตรูของพระคริสต์นั้นเคลือบแฝงยิ่งกว่าคนหลอกลวงทั่วไป  พวกเขาเป็นเหมือนพญามาร ไม่มีผู้ใดหยั่งถึงสิ่งที่พวกเขาทำได้  พวกเขาสามารถทำชั่วได้มากมายในนามของความยุติธรรม และพวกเขาทำร้ายผู้คน แต่ผู้คนก็ยังคงสรรเสริญพวกเขา  สิ่งนี้เรียกว่าความมีเล่ห์เหลี่ยมพิกล

ในอดีต มีเหตุการณ์ที่ผู้นำคนหนึ่งได้รับแจ้งเกี่ยวกับแผนงานบางอย่างของพระนิเวศของพระเจ้าขณะที่พูดคุยและสามัคคีธรรมกับเบื้องบน  ในขณะนั้นยังไม่ได้ประกาศการจัดแจงเตรียมงานอย่างเป็นทางการ  เมื่อกลับมา เขาก็เริ่มอวดตน แต่เจ้าย่อมไม่สามารถบอกได้ว่านั่นคือการอวดตน  เขากำลังพูดอย่างจริงจังมากในระหว่างการชุมนุม และทันใดนั้น ในระหว่างการสามัคคีธรรมของเขา เขาก็พูดบางสิ่งที่ไม่เคยมีใครได้ยินมาก่อนว่า “จนถึงขณะนี้ พระราชกิจแต่ละขั้นตอนของพระเจ้านั้นครบบริบูรณ์แล้ว และเบื้องต้นผู้คนก็มั่นคงแล้ว  ตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป พวกเราจะเผยแผ่ข่าวประเสริฐ ดังนั้นพวกเราจึงจำเป็นต้องจัดตั้งฝ่ายข่าวประเสริฐขึ้น  ฝ่ายข่าวประเสริฐควรจัดตั้งอย่างไร?  ในเรื่องนี้มีรายละเอียดบางอย่าง….”  เมื่อคนอื่นได้ยินเช่นนี้ พวกเขาก็คิดว่า “คำพูดเหล่านี้มาจากไหน?  เบื้องบนยังไม่ได้ประกาศการจัดแจงเตรียมงานเลย  เขารู้ได้อย่างไร?  เขาต้องมีญาณทิพย์แน่ๆ!”  พวกเขากำลังบูชาคนคนนี้อยู่มิใช่หรือ?  ท่าทีที่ผู้คนมีต่อเขาเปลี่ยนไปในทันที  สิ่งที่เขาทำคือเพียงแค่เอ่ยถึงการจัดตั้งฝ่ายข่าวประเสริฐ แต่หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้ทำงานที่เจาะจงใดๆ เลย—เขาเพียงตะโกนคำขวัญที่ว่างเปล่า  แน่นอนว่า เขามีจุดประสงค์ในการตะโกนคำขวัญที่ว่างเปล่า เขากำลังอวดตนเอง ต้องการให้ผู้คนเทิดทูนเขา ต้องการให้คนเหล่านั้นบูชาเขา  ไม่นานหลังจากนั้น การจัดแจงเตรียมงานจากเบื้องบนก็ถูกประกาศออกมา  เมื่อพี่น้องชายหญิงเห็นการจัดแจงเตรียมงานนี้ พวกเขาก็ประหลาดใจและพูดว่า “เหลือเชื่อเลย!  เหมือนคำพยากรณ์เลยไม่ใช่หรือ?  คุณรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?  คุณเข้าใจความจริงได้ดีกว่าพวกเรา คุณมีวุฒิภาวะมากกว่า  วุฒิภาวะของพวกเรานั้นน้อยเกินไป  เมื่อถึงเวลาประกาศข่าวประเสริฐ คุณก็ได้บอกพวกเราไว้แล้ว ในขณะที่พวกเรายังด้านชาและไม่รู้เรื่องรู้ราว  ดูสิ สิ่งที่คุณสามัคคีธรรมสอดคล้องกับการจัดแจงเตรียมงานจากเบื้องบนเลยไม่ใช่หรือ?  บังเอิญตรงกันพอดี และตอนนี้ก็ได้รับการยืนยันแล้ว”  จากเหตุการณ์นี้ ทุกคนก็ยิ่งบูชาเขามากขึ้น และไม่ได้บูชาแบบธรรมดา แต่ด้วยความนบนอบอย่างสมบูรณ์ ถึงขั้นแทบจะคุกเข่าและโค้งคำนับต่อหน้าเขา  คนส่วนใหญ่ไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ หากเขาไม่พูดออกมาเอง ก็จะไม่มีใครรู้ มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงรู้เรื่องนี้  นี่เป็นเรื่องที่ชัดเจนมาก แต่เขากลับไม่เผยเรื่องนี้ให้ใครรู้ กลับเลือกที่จะหลอกลวงพวกเขาอย่างหน้าด้านๆ  พฤติกรรมนี้ถือว่ามีเล่ห์เหลี่ยมพิกลใช่หรือไม่?  (ใช่)  เหตุใดเขาจึงหลอกลวงผู้อื่นเช่นนี้?  เหตุใดเขาจึงสามารถประพฤติและกระทำการในหนทางนี้ได้?  แท้จริงแล้วเขาคิดอะไรอยู่ในใจ?  เขาต้องการให้ผู้คนเห็นว่าเขาแตกต่าง คิดว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดา  นี่เป็นสิ่งที่ควรพบในความเป็นมนุษย์ที่ปกติใช่หรือไม่?  (ไม่ใช่)  การกระทำของคนเช่นนั้นช่างน่าขยะแขยงและไร้ยางอาย  เจ้าจะถือว่าสิ่งนี้มีเล่ห์เหลี่ยมพิกลใช่หรือไม่?  (ใช่)  นอกจากจะมีเล่ห์เหลี่ยมพิกลแล้ว ยังค่อนข้างน่าขยะแขยงอีกด้วย

ในบรรดาพวกศัตรูของพระคริสต์ มีคนประเภทหนึ่งที่ไม่เคยมีใครได้ยินพวกเขาพูดสิ่งที่ผิด หรือเห็นพวกเขาทำสิ่งที่ผิดเลย โดยทั่วไปแล้ว สิ่งที่พวกเขาทำและวิธีที่พวกเขาปฏิบัติถือว่าดีและได้รับการเห็นชอบจากทุกคน  พวกเขามักจะมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า มีสีหน้าราวกับวิสุทธิชนผู้เปี่ยมกรุณา และไม่เคยตัดแต่งใครเลย  ไม่ว่าผู้คนจะทำผิดพลาดประการใด พวกเขาก็มักอดกลั้นต่อคนเหล่านั้นด้วยหัวใจที่ให้อภัยราวกับมารดาที่เปี่ยมรักเสมอ  พวกเขาไม่เคยจัดการคนในคริสตจักรที่ละเมิดกฎการปกครอง ก่อการขัดขวางและการก่อกวน หรือทำความชั่วเลย  นี่เป็นเพราะพวกเขามองไม่เห็นหรือแยกแยะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้กระนั้นหรือ?  ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง พวกเขามองเห็นและสามารถแยกแยะสิ่งเหล่านั้นได้ แต่ในใจของพวกเขานั้นเชื่อว่า หากผู้คนเหล่านี้ถูกชำระออกไปและคริสตจักรเกิดความสงบสุข มีแต่คนที่ซื่อสัตย์ คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง และคนที่สละตนเพื่อพระเจ้าด้วยใจจริงเท่านั้น เช่นนั้นแล้ว พวกเขาเองก็คงจะถูกแยกแยะได้อย่างง่ายดายและอาจจะไม่มีที่หยัดยืนในคริสตจักรได้อีกต่อไป  ดังนั้น พวกเขาจึงเก็บผู้คนเหล่านี้ไว้ใกล้ตัว ปล่อยให้คนทำชั่วทำชั่วต่อไป คนโกหกโกหกต่อไป และคนที่ก่อกวนก็ก่อกวนต่อไป โดยอาศัยการก่อกวนเหล่านี้เพื่อให้แน่ใจว่าคริสตจักรจะไม่มีวันสงบสุข เพื่อเป็นการรักษาสถานะของตนเอาไว้  เพราะฉะนั้น ทันทีที่มีใครบางคนกำลังจะถูกขับไล่ ถูกจัดการ ถูกโดดเดี่ยว หรือถูกปลดจากตำแหน่ง พวกเขาจะกล่าวว่าอย่างไร?  “พวกเราต้องให้โอกาสผู้คนได้กลับใจ  ใครบ้างที่ไม่มีข้อบกพร่องหรือความเสื่อมทราม?  ใครบ้างที่ไม่เคยทำผิดพลาด?  พวกเราต้องเรียนรู้ที่จะอดกลั้น”  พี่น้องชายหญิงไตร่ตรองเรื่องนี้และกล่าวว่า “พวกเราอดกลั้นต่อบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงและมีการกระทำผิด หรือผู้ที่โง่เขลาและไม่รู้ความ แต่พวกเราไม่อดกลั้นต่อคนชั่ว  เขาเป็นคนชั่ว”  ศัตรูของพระคริสต์ตอบว่า “เขาจะเป็นคนชั่วได้อย่างไร?  เขาแค่พูดจารุนแรงบ้างเป็นบางครั้ง นั่นไม่ใช่ความชั่วเสียหน่อย  คนที่ฆ่าคนและวางเพลิงในโลกต่างหากที่เป็นคนชั่วตัวจริง”  แต่ที่จริงแล้วศัตรูของพระคริสต์คิดอะไรอยู่?  “เขาเป็นคนชั่วหรือ?  เขาชั่วเท่าฉันหรือเปล่า?  คุณยังไม่เห็นสิ่งที่ฉันทำ คุณไม่รู้ว่าข้างในฉันกำลังคิดอะไรอยู่  ถ้าพวกคุณรู้ พวกคุณก็คงจะชำระฉันออกแล้วไม่ใช่หรือ?  คิดจะชำระเขาออกหรือ?  อย่าหวังเลย!  ฉันจะไม่ยอมให้คุณจัดการเขา  ใครก็ตามที่พยายามทำ ฉันจะโกรธคนคนนั้น ฉันจะทำให้คนคนนั้นตกที่นั่งลำบาก!  ใครก็ตามที่พยายามจัดการเขา ฉันจะขับไล่ไปเสีย!”  แต่เขาจะพูดเรื่องนี้ออกมาหรือไม่?  ไม่ เขาย่อมจะไม่พูดออกมา  แล้วเขาทำอย่างไร?  เขาจะทำให้สถานการณ์สงบลง ทำให้สภาวะของกิจธุระทั้งหลายมั่นคงเสียก่อน โดยแสร้งว่าสามารถนำคริสตจักรและสามารถรักษาสมดุลของกองกำลังต่างๆ ได้ เพื่อให้คริสตจักรขาดเขาไม่ได้  ในหนทางนี้ ตำแหน่งของพวกเขาย่อมมั่นคงมิใช่หรือ?  เมื่อตำแหน่งของพวกเขามั่นคง ความเป็นอยู่ของเขาก็ย่อมได้รับการดูแลรักษามิใช่หรือ?  นี่คือสิ่งที่เรียกว่าการมีเล่ห์เหลี่ยมพิกล  นั่นคือเหตุผลที่ผู้คนส่วนใหญ่มองบุคคลดังกล่าวไม่ออก  เหตุใดจึงมองไม่ออก?  เพราะเขาไม่เคยพูดความจริง และไม่เคยทำสิ่งใดโดยไม่ไตร่ตรอง  ไม่ว่าเบื้องบนขอให้เขาทำสิ่งใด เขาก็ทำไปอย่างขอไปที หนังสือใดที่จำเป็นต้องแจกจ่าย เขาก็ส่งออกไป พวกเขายังคงจัดการชุมนุมสองสามครั้งต่อสัปดาห์ และไม่ผูกขาดการสามัคคีธรรมระหว่างการชุมนุม  ดูภายนอกแล้ว ทุกสิ่งดูเพียบพร้อมและไร้ที่ติ ไม่มีจุดที่ต้องวิพากษ์วิจารณ์เลย  แต่มีสิ่งหนึ่งที่พวกเจ้าสามารถแยกแยะได้ นั่นคือ ศัตรูของพระคริสต์ไม่เคยจัดการคนชั่ว  ตรงกันข้าม พวกเขากลับปกป้องคนเหล่านั้น คอยปกปิดและแก้ต่างแทนคนเหล่านั้นเสมอ  นี่คือความมีเล่ห์เหลี่ยมพิกลมิใช่หรือ?  แง่มุมที่มีเล่ห์เหลี่ยมพิกลในพฤติกรรมของพวกเขาในที่นี้คืออะไร จุดมุ่งเน้นคืออะไร?  การนี้ต้องชี้แจงให้ชัดเจน  พวกเขาไม่เคยพูดความจริง เอาแต่พูดโกหกเพื่อหลอกลวงพระนิเวศของพระเจ้าอยู่เสมอ  พวกเขาเห็นคนชั่วกำลังทำชั่วแต่กลับไม่จัดการคนเหล่านั้น เอาแต่คลี่คลายเรื่องต่างๆ และฝึกความอดทนและความอดกลั้นอยู่เสมอ  แรงจูงใจในการทำสิ่งเหล่านี้ของพวกเขาคืออะไร?  คือเพื่อช่วยผู้คนเติมเต็มจุดแข็งของกันและกัน และอดกลั้นต่อกันและกันอย่างแท้จริงใช่หรือไม่?  (ไม่ใช่)  เช่นนั้นแล้ว จุดมุ่งหมายของพวกเขาคืออะไร?  พวกเขาต้องการทำให้อิทธิพลของตนแข็งแกร่ง ต้องการให้สถานะของตนมั่นคง  พวกเขารู้ว่าเมื่อคนชั่วถูกชำระออกไป พวกเขาจะเป็นรายต่อไปที่ต้องไป นี่คือสิ่งที่พวกเขาหวาดกลัว  ดังนั้น พวกเขาจึงเก็บคนชั่วเอาไว้ใกล้ตัว ตราบใดที่คนเหล่านั้นยังอยู่ที่นั่น สถานะของศัตรูของพระคริสต์ย่อมปลอดภัย  หากคนชั่วถูกชำระออกไป ศัตรูของพระคริสต์ก็ย่อมจะถึงจุดจบ  คนชั่วคือร่มคุ้มภัยและเป็นเกราะกำบังของพวกเขา  ดังนั้น ไม่ว่าใครจะเปิดโปงคนชั่วหรือเสนอแนะว่าควรชำระคนเหล่านั้นออกไป พวกเขาย่อมจะไม่เห็นด้วย พลางกล่าวว่า “พวกเขายังคงทำหน้าที่ของตัวเองได้ พวกเขายังคงถวายเงินได้ อย่างน้อยที่สุดพวกเขาก็ยังคงใช้แรงงานได้!”  พวกเขาหาเหตุผลและข้อแก้ตัวมาแก้ต่างแทนคนชั่ว และโดยทั่วไปแล้ว ผู้คนที่ไม่มีวิจารณญาณย่อมไม่เห็นเจตนามุ่งร้ายที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวพวกเขา ผู้คนเหล่านั้นไม่สามารถแยกแยะเรื่องนี้ได้

มีเหตุการณ์ใดอีกหรือไม่ที่การกระทำอันมีเล่ห์เหลี่ยมพิกลของศัตรูของพระคริสต์ทิ้งความประทับใจอันลึกซึ้งไว้ให้พวกเจ้า?  ใครสักคนช่วยแบ่งปันให้ฟังทีเถิด  (มีพี่น้องหญิงคนหนึ่งที่เป็นผู้ดูแลฝ่ายข่าวประเสริฐ และทุกเดือนเธอก็พอจะได้รับคนเอาไว้บ้าง ในบรรดาคนเหล่านั้น บางคนเป็นผู้ไม่มีความเชื่อ  ศัตรูของพระคริสต์ตีความการจัดแจงเตรียมงานโดยไม่ดูบริบท กล่าวว่าการประกาศข่าวประเสริฐควรมุ่งไปที่ผู้คนในนิกายเป็นหลัก ผู้ไม่มีความเชื่อเป็นเป้าหมายรอง และหากจุดมุ่งเน้นหลักคือผู้ไม่มีความเชื่อ นั่นย่อมเป็นการละเมิดการจัดแจงเตรียมงานอย่างร้ายแรง  เขาถึงกับใช้พระวจนะของพระเจ้าจาก “คำเตือนสำหรับบรรดาผู้ที่ไม่ปฏิบัติความจริง” มาชำแหละพฤติกรรมนี้  จากนั้น ศัตรูของพระคริสต์ก็ให้ทุกคนลงคะแนนเสียง พลางถามว่า “คนแบบนี้ยังเป็นผู้ดูแลได้อยู่อีกหรือ?”  ในเวลานั้น หลายคนในคริสตจักรเป็นผู้เชื่อใหม่ที่เพิ่งเชื่อมาเพียงหนึ่งหรือสองปีและไม่สามารถแยกแยะได้ พวกเขาจึงรู้สึกว่าการละเมิดการจัดแจงเตรียมงานเป็นเรื่องร้ายแรงและตกลงที่จะปลดพี่น้องหญิงคนนี้  ในเวลานั้น พี่น้องหญิงคนนี้เกิดคิดลบอย่างมาก หลังจากถูกศัตรูของพระคริสต์คนนี้ชำแหละและกล่าวโทษ เธอรู้สึกว่าตัวเธอเองก็เป็นศัตรูของพระคริสต์ที่จะถูกพระเจ้าทรงกำจัดอย่างแน่นอน และเธอก็เริ่มคิดลบอย่างที่สุดจนถึงขั้นไม่อยากมีชีวิตอยู่  ยิ่งไปกว่านั้น ศัตรูของพระคริสต์ผู้นี้ยังเก็บคำเทศนาและสามัคคีธรรมบางส่วนจากเบื้องบนเอาไว้ ไม่ยอมให้พวกเราฟัง  เขาอ้างว่าสามัคคีธรรมจากเบื้องบนนั้นรุนแรงมาก และพวกเราในฐานะผู้เชื่อใหม่ที่ด้อยวุฒิภาวะย่อมจะเกิดมโนคติอันหลงผิดหลังจากที่ได้ฟัง  ดูจากภายนอกนั้นเหมือนกับเขากำลังเป็นห่วงเป็นใยพวกเรา แต่ในความเป็นจริง เขาหวาดกลัวว่าหากพวกเราฟังคำเทศนาจากเบื้องบน พวกเราจะสามารถแยกแยะเขาได้ แล้วเขาก็จะไม่สามารถควบคุมพวกเราได้  เขาใช้วิธีการที่ดูเหมือนสมเหตุสมผลเหล่านี้มาทรมานและหลอกลวงผู้คน ทำให้ดูเหมือนสิ่งที่เขาทำนั้นเป็นเหตุเป็นผลและเป็นไปตามการจัดแจงเตรียมงานของพระนิเวศของพระเจ้า)  เหตุการณ์นี้สามารถอธิบายว่ามีเล่ห์เหลี่ยมพิกลได้อย่างแน่นอน  วิธีปฏิบัติที่คงเส้นคงวาของพวกศัตรูของพระคริสต์ย่อมเหมือนเดิมเสมอ ไม่เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย โดยมีเจตนาแบบเดียวกันและมุ่งไปที่เป้าหมายเดียวกันในทุกสิ่งที่พวกเขาทำ  นี่พิสูจน์ว่าศัตรูของพระคริสต์คือพวกปีศาจและวิญญาณชั่วโดยแท้จริงมิใช่หรือ?  (ใช่)  ใช่อย่างแน่นอน  การอธิบายการกระทำของศัตรูของพระคริสต์—พวกปีศาจและวิญญาณชั่วเหล่านี้—ว่ามีเล่ห์เหลี่ยมพิกลนั้นเหมาะสมอย่างยิ่งและไม่ได้เกินจริงเลย

หลังจากตัวอย่างเหล่านี้ พวกเจ้าน่าจะเกิดความเข้าใจเชิงลึกอยู่บ้าง พวกเจ้าเริ่มมีวิจารณญาณเกี่ยวกับการกระทำอันมีเล่ห์เหลี่ยมพิกลของพวกศัตรูของพระคริสต์บ้างแล้วหรือยัง?  สิ่งใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมที่มีเล่ห์เหลี่ยมพิกล มีเจตนาและแรงจูงใจแอบแฝง ย่อมไม่ใช่การกระทำของบุคคลปกติ ไม่ใช่การกระทำของคนที่ซื่อสัตย์ และไม่ใช่การกระทำของผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างแน่นอน  สิ่งที่พวกเขาทำคือการปฏิบัติความจริงใช่หรือไม่?  พวกเขากำลังค้ำจุนผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าใช่หรือไม่?  (ไม่ใช่)  แล้วพวกเขากำลังทำสิ่งใดอยู่?  พวกเขากำลังขัดขวางและรื้องานของคริสตจักร และทำชั่ว พวกเขาไม่ได้กำลังเดินตามหนทางของพระเจ้า และไม่ได้กำลังค้ำจุนงานของพระนิเวศของพระเจ้า  สิ่งที่พวกเขาทำไม่ใช่งานของคริสตจักร พวกเขาแค่กำลังใช้การแสร้งว่าทำงานของคริสตจักรเพื่อไล่ตามไขว่คว้าวาระของตนเอง ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วคือการปกป้องผลประโยชน์ส่วนตัวของตนเองและผลประโยชน์ของซาตาน  มีตัวอย่างอื่นอีกหรือไม่?  (ในปี 2015 เบื้องบนประกาศการจัดแจงเตรียมงาน โดยสั่งให้พวกเราใช้บทความจาก “ผู้ตื่นรู้” เพื่อสามัคคีธรรมเรื่องการแยกแยะผู้นำเทียมเท็จและการแยกความแตกต่างระหว่างคริสตจักรที่แท้จริงและคริสตจักรเทียมเท็จ  มีผู้นำคนหนึ่งในคริสตจักรที่เพิ่งถูกปลด ผู้ที่กล่าวว่าพวกเรายังใหม่ต่อการเชื่อในพระเจ้าและมีวุฒิภาวะน้อย และกล่าวว่าพวกเราจับความเข้าใจการจัดแจงเตรียมงานของเบื้องบนผิวเผินเกินไป—การกระทำของพระเจ้านั้นมิอาจหยั่งถึงได้ และเบื้องบนประกาศการจัดแจงเตรียมงานนี้โดยมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้น  เขายังกล่าวอีกว่า “สำหรับความจริงของการแยกแยะผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์นั้น ก่อนหน้านี้เบื้องบนได้ให้สามัคคีธรรมไว้มากมายและได้อธิบายไว้ชัดเจนมาก  หากนี่เป็นเพียงเรื่องเกี่ยวกับการแยกแยะผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ เบื้องบนจำเป็นจะต้องประกาศการจัดแจงเตรียมงานอีกฉบับมาด้วยหรือ?”  หลังจากนั้น เขาก็ตัดตอนเนื้อหาบางส่วนจากการจัดแจงเตรียมงาน คำเทศนา และสามัคคีธรรมในอดีตจากเบื้องบนมาแบบไม่ดูบริบท โดยรวบรวมเนื้อหาเป็นหมื่นๆ คำเพื่อชักพาพี่น้องชายหญิงให้หลงผิด นำพวกเราให้แยกแยะ “ผู้ตื่นรู้” แทน  ในเวลานั้น พวกเราถูกชักพาให้หลงผิดและไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การแยกแยะผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์  ต่อมา คนคนนี้ก็ถูกเผยว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์  เขากลัวว่าหากทุกคนเริ่มแยกแยะผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ คนเหล่านั้นจะค้นพบการทำชั่วของเขาและแยกแยะเขา ดังนั้นเขาจึงจงใจชักนำให้พวกเราหลงผิดไปแยกแยะ “ผู้ตื่นรู้” แทน)  นี่คือการเล่นกล เป็นกลยุทธ์เบี่ยงเบนความสนใจ สร้างความไขว้เขวเพื่อเปลี่ยนจุดมุ่งเน้นของเจ้าเพื่อไม่ให้มีใครสนใจเขา  วิธีการนี้ฟังดูคุ้นเคยมิใช่หรือ?  ในยามที่พญานาคใหญ่สีแดงเผชิญกับวิกฤติ อย่างเช่น ความวุ่นวายภายในระบบการเมืองของมัน หรือประชาชนวางแผนนัดหยุดงานหรือก่อกบฏ พญานาคใหญ่สีแดงก็ใช้กลยุทธ์เชิงเดียวกันนี้—การเบี่ยงเบนความสนใจ  มันใช้วิธีการนี้บ่อยครั้ง  เมื่อใดก็ตามที่เกิดวิกฤติขึ้น มันก็จะปลุกปั่นให้เกิดความตื่นตระหนกเกี่ยวกับสงคราม ส่งเสริมความรักชาติ จากนั้นก็เปิดภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามต่อต้านและรักชาติอย่างไม่หยุดหย่อน หรือเผยแพร่ข่าวปลอมเพื่อปลุกปั่นกระแสชาตินิยมเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ  พญานาคใหญ่สีแดงทำสิ่งเหล่านี้ด้วยแรงจูงใจแอบแฝง โดยเก็บงำจุดมุ่งหมายที่ไม่ได้พูดออกมา—สิ่งนี้เรียกว่าพฤติกรรมที่มีเล่ห์เหลี่ยมพิกล  บรรพบุรุษของศัตรูของพระคริสต์คือใคร?  คือคือพญานาคใหญ่สีแดงมารร้ายนั่นเอง  ธรรมชาติของการกระทำของพวกเขานั้นเหมือนกันทุกประการ ราวกับว่าพวกเขาสมรู้ร่วมคิดกัน  แผนการและวิธีการของพวกศัตรูของพระคริสต์มาจากไหน?  สิ่งเหล่านี้ได้รับการสั่งสอนมาจากบรรพบุรุษของพวกเขา ซึ่งก็คือมารซาตาน  ซาตานสถิตอยู่ในตัวพวกเขา ดังนั้นการดำเนินการในลักษณะที่มีเล่ห์เหลี่ยมพิกลจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดามากสำหรับพวกเขา นี่เผยให้เห็นแบบหมดเปลือกว่าพวกเขามีธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์

(ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์อยากจะแบ่งปันตัวอย่างหนึ่ง  ตัวอย่างของศัตรูของพระคริสต์คนนี้เกิดขึ้นในเขตชนบทจี้จิน  ราวช่วงฤดูใบไม้ผลิของปี 2012  ศัตรูของพระคริสต์คนหนึ่งนามว่าอันได้เผยแพร่ตรรกะวิบัติมากมายในคริสตจักรต่างๆ และถึงกับเขียนจุลสารที่ชื่อว่า “สิ่งที่พระเจ้าทรงห่วงใยมากที่สุดก่อนเสด็จออกจากแผ่นดินโลก” ซึ่งเขาได้แจกจ่ายให้กับคริสตจักรทุกแห่งเป็นการส่วนตัว  เขาอ้างว่าสิ่งที่พระเจ้าทรงห่วงใยมากที่สุดก่อนเสด็จจากไปก็คือประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจะฟังคนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้หรือไม่หลังจากที่พระองค์เสด็จจากไป ดังนั้นพวกเราจึงควรเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า และขณะนี้ การอ่านคำเทศนา สามัคคีธรรม และการจัดแจงเตรียมงานของคนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้แทนความจำเป็นในการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าก็เพียงพอแล้ว  ผลก็คือ พี่น้องชายหญิงหลายคนถูกชักพาให้หลงผิด พวกเขาหยุดกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ศัตรูของพระคริสต์เสาะแสวงที่จะทำให้สำเร็จ  ความเคลือบแฝงของศัตรูของพระคริสต์อยู่ที่ ภายใต้ฉากบังหน้าของการเป็นพยานถึงคนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้นั้น เขาได้นำผู้คนให้ห่างออกจากพระวจนะของพระเจ้า ละทิ้งการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า ขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเขาเข้าใจพระทัยของพระเจ้าอย่างลึกซึ้ง  เขานึกถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงห่วงใยก่อนเสด็จจากไป ดังนั้นผู้คนจึงเทิดทูนและบูชาเขาอย่างมาก)  เหตุใดเขาจึงยกชูคนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้?  คนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้เป็นมนุษย์ และตัวเขาเองก็เช่นกัน  การยกชูคนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้ แท้จริงแล้วเป็นการที่เขากำลังทำให้ผู้คนบูชาและยกชูเขา นั่นคือเป้าหมายของเขา  พวกเราไม่อาจตัดสินเพียงแค่ว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นถูกหรือผิด พวกเราจำเป็นต้องดูผลที่ตามมา และดูว่าคำพูดของเขาบรรลุวัตถุประสงค์ใด นั่นคือกุญแจสำคัญ  เพราะฉะนั้น จุดประสงค์ของเขาในการยกชูคนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้ แท้จริงแล้วก็คือการยกชูตนเอง นั่นคือจุดมุ่งหมายของเขา  เขารู้ว่าการยกชูคนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้นั้นย่อมจะไม่มีผู้ใดคัดค้านอย่างแน่นอน และผู้คนจะเห็นด้วยกับเขาและยกชูเขา  แต่หากเขายกชูและเป็นพยานยืนยันถึงตัวเขาเองโดยตรง ผู้คนก็สามารถเปิดโปง แยกแยะ และปฏิเสธเขาได้  ด้วยเหตุนั้น ศัตรูของพระคริสต์จึงใช้กลยุทธ์ในการยกชูคนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้เพื่อให้การยกชูตนเองและการเป็นคำพยานให้ตนเองนั้นสัมฤทธิ์ผล นี่คือความเคลือบแฝงของศัตรูของพระคริสต์  การกระทำของศัตรูของพระคริสต์ที่ชื่ออันนั้นมีเล่ห์เหลี่ยมพิกลเหลือเกิน ผู้คนถูกการกระทำเหล่านั้นชักพาให้หลงผิดอย่างง่ายดาย—นี่คือเหตุการณ์ทั่วไปเกี่ยวกับศัตรูของพระคริสต์  ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรควรเรียนรู้ที่จะแยกแยะจากกรณีของศัตรูของพระคริสต์ผู้นี้ เข้าใจแง่มุมที่มีเล่ห์เหลี่ยมพิกลของศัตรูของพระคริสต์ ตลอดจนวิธีการและหนทางทั่วไปที่พวกเขาใช้เพื่อให้การชักพาผู้คนให้หลงผิดสัมฤทธิ์ผล  การทำความเข้าใจสิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้คนในการแยกแยะศัตรูของพระคริสต์  ใครมีตัวอย่างอื่นจะแบ่งปันอีกหรือไม่?

(ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ก็มีกรณีของศัตรูของพระคริสต์จะแบ่งปันเช่นกัน  เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเขตชนบทเหอหนาน  ราวปี 2011 ศัตรูของพระคริสต์ซึ่งมีนามว่าหยูและเป็นผู้นำเทียมเท็จที่ถูกปลด ได้รับมอบหมายจากคริสตจักรให้รับผิดชอบงานชำระให้สะอาด เนื่องจากเธอพอมีพรสวรรค์และประสบการณ์การทำงานอยู่บ้าง  ในเวลานั้น เบื้องบนได้ประกาศการจัดแจงเตรียมงานเพื่อเปิดโปงและกำจัดผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์อย่างถ้วนทั่ว  หยู ผู้ซึ่งหลงใหลในสถานะ มองว่านี่เป็นโอกาสที่จะกลับมา  ภายใต้ฉากบังหน้าของการดำเนินการจัดแจงเตรียมงาน เธอได้สามัคคีธรรมกับพี่น้องชายหญิงให้เดินตามกระแสแห่งพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และมุ่งเน้นการแยกแยะผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์อย่างต่อเนื่อง  อย่างไรก็ตาม เธอไม่ได้สามัคคีธรรมถึงหลักธรรมในการแยกแยะคนเหล่านั้น แต่กลับนำพวกเราให้มุ่งความสนใจไปที่บรรดาผู้นำและคนทำงาน  ในทุกการชุมนุม เธอจะขอให้พี่น้องชายหญิงพูดถึงการปฏิบัติหน้าที่ของผู้นำและคนทำงาน  หลังจากที่พวกเราพูดจบ เธอก็จะฉวยเอาความเบี่ยงเบนบางประการในงานของพวกเขาและอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่พวกเขาเผยออกมา ทำให้ธรรมชาติของปัญหาเหล่านี้ร้ายแรงขึ้น แปะป้ายพวกเขาโดยตรงว่าเป็นผู้นำเทียมเท็จ และปลดพวกเขา  หลังจากนั้น เธอก็จะคอยเป็นพยานยืนยันกับพี่น้องชายหญิงว่าเธอปลดผู้นำและคนทำงานเทียมเท็จเหล่านี้อย่างไร ทำให้พวกเขารู้สึกว่าเธอมีวิจารณญาณและมีความสามารถในการทำงาน  ในความเป็นจริง เธอมุ่งหมายที่จะใช้การปลดบรรดาผู้นำและคนทำงานเหล่านี้เป็นโอกาสในการกลับมาและเป็นผู้นำต่อไป  เมื่อพี่น้องชายหญิงที่ถูกหยูชักพาให้หลงผิดได้เห็นความเสื่อมทรามที่บรรดาผู้นำและคนทำงานเผยออกมาและเห็นความเบี่ยงเบนในงานของพวกเขา ก็เริ่มสงสัยว่าคนเหล่านั้นเป็นผู้นำเทียมเท็จหรือไม่ และถึงกับตั้งคำถามต่อผู้นำของคริสตจักรในทุกระดับ จนไม่อาจให้ความร่วมมือกับงานของผู้นำและคนทำงานได้ตามปกติ  ผู้นำและคนทำงานที่มีวุฒิภาวะน้อยหลายคนก็ถูกบีบคั้นอย่างหนัก ใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะของความคิดลบและความระแวดระวังจนไม่สามารถทำหน้าที่ของตนได้ตามปกติ นำไปสู่ความวุ่นวายในคริสตจักร  ในเวลานั้น ผู้คนมากมายบูชาศัตรูของพระคริสต์คนนี้ และคริสตจักรสิบกว่าแห่งก็ถูกศัตรูของพระคริสต์คนนี้ชักพาให้หลงผิดและควบคุม  แม้หลังจากที่ศัตรูของพระคริสต์คนนี้จะถูกเผยแล้ว คนบางคนก็ยังไม่สามารถแยกแยะเธอได้ เชื่อว่าเธอกำลังค้ำจุนงานของคริสตจักร และบางคนก็ถึงกับออกตัวแทนเธอ)  แล้วหลังจากนั้น เกิดอะไรขึ้นกับพี่น้องชายหญิงที่ถูกชักพาให้หลงผิด?  (ผ่านการสามัคคีธรรมและความช่วยเหลือ บางคนก็เกิดวิจารณญาณเกี่ยวกับศัตรูของพระคริสต์และถูกช่วยไว้ได้ ในขณะที่บางคน ไม่ว่าผู้อื่นจะสามัคคีธรรมกับพวกเขาอย่างไร ก็ยังคงดื้อรั้นและตั้งใจแน่วแน่ที่จะติดตามศัตรูของพระคริสต์ และท้ายที่สุด ผู้คนเหล่านี้ก็ถูกกำจัดออกไป)  ตอนนี้ผู้คนส่วนใหญ่แยกแยะศัตรูของพระคริสต์คนนี้ได้แล้วหรือยัง?  (ตอนนี้พวกเขาพอมีวิจารณญาณบ้างแล้ว)  บรรดาผู้ที่ยังคงดื้อรั้นและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้นั้นสมควรที่จะย่อยยับ นี่คือจุดจบของการติดตามศัตรูของพระคริสต์

พวกเราเพิ่งสามัคคีธรรมถึงการสำแดงนานาประการของการกระทำที่มีเล่ห์เหลี่ยมพิกลของศัตรูของพระคริสต์  บัดนี้พวกเรามาสรุปกันเถิดว่า พฤติกรรมดังกล่าวของพวกศัตรูของพระคริสต์นั้นแสดงแก่นแท้และอุปนิสัยใดออกมา?  (ความเลวร้าย)  อุปนิสัยที่ระบุลักษณะจากความเลวร้ายเป็นหลักนั่นเอง  เช่นนั้นแล้ว พวกเราสามารถกล่าวได้หรือไม่ว่า ผู้คนที่มีอุปนิสัยอันเลวร้ายมักจะกระทำการอย่างมีเล่ห์เหลี่ยมพิกล และบรรดาผู้ที่กระทำการอย่างมีเล่ห์เหลี่ยมพิกลนั้นมีอุปนิสัยที่เลวร้ายอย่างมาก?  (ได้)  นี่คือการใช้เหตุผลเชิงตรรกะใช่หรือไม่?  แม้ดูผิวเผินแล้วจะเหมือนกับการใช้เหตุผลอยู่บ้าง แต่ในความเป็นจริง สิ่งทั้งหลายเป็นเช่นนี้นั่นเอง—ผู้คนที่มีอุปนิสัยอันเลวร้ายมักจะดำเนินการในหนทางที่มีเล่ห์เหลี่ยมพิกล  แก่นแท้ธรรมชาติของการที่ศัตรูของพระคริสต์กระทำการอย่างมีเล่ห์เหลี่ยมพิกลนั้นมีต้นกำเนิดมาจากซาตาน เห็นได้ชัดเจนทีเดียวว่าพวกเขาเหมือนกับพวกมารและซาตาน  จากการสังเกตวิธีกระทำการของศัตรูของพระคริสต์ เจ้าย่อมเข้าใจได้ว่าพวกมารและซาตานกระทำการอย่างไร  พวกมาร ซาตาน และพญานาคใหญ่สีแดงตัวจริงนั้นกระทำการอย่างร้ายแรงกว่านี้เสียอีก  ขนาดเป็นเพียงศัตรูของพระคริสต์ก็ยังกระทำการได้อย่างมีเล่ห์เหลี่ยมพิกลยิ่งนัก มีกลยุทธ์ที่หลักแหลม พูดจาแบบไม่มีช่องโหว่ ทำให้ไม่มีใครสามารถหาข้อบกพร่องหรือไล่จับพวกเขาได้ทัน  พวกมารเฒ่าและซาตานคงจะนักหนากว่านี้นัก!  เมื่อพิจารณาจากมุมมองของพฤติกรรมที่มีเล่ห์เหลี่ยมพิกลของศัตรูของพระคริสต์ คนธรรมดาที่ไม่มีสถานะ คนที่แทบจะไม่สื่อสารหรือเปิดใจกับผู้อื่น คนที่กระทำการอย่างไม่โปร่งใสและไม่ต้องการให้ผู้อื่นรู้สิ่งที่ตนกำลังคิดหรือกำลังพิจารณาที่จะทำอะไรอยู่ลึกๆ ภายในใจ รวมถึงเจตนาในการกระทำการ คนที่ซ่อนตัวอย่างมิดชิดและปิดบังตัวเองไว้อย่างแน่นหนา—คำพูดและการกระทำของพวกเขาย่อมจะมีเค้าลางของความมีเล่ห์เหลี่ยมพิกลอยู่มิใช่หรือ?  หากผู้คนเช่นนั้นไม่ถูกระบุว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์ เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็ต้องเดินอยู่บนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์อย่างแน่นอน  นี่คือสิ่งที่แน่นอน  บรรดาผู้ที่เดินบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ หากพวกเขาไม่ยอมรับการถูกตัดแต่ง และไม่ใส่ใจต่อคำเสนอแนะของผู้อื่น และที่หนักกว่านั้นคือไม่ยอมรับความจริง เมื่อพวกเขามีสถานะ พวกเขาย่อมจะกลายเป็นศัตรูของพระคริสต์อย่างเลี่ยงไม่ได้ เพียงแค่รอเวลาเท่านั้น  หากบางคนมีอุปนิสัยอันเลวร้ายเช่นนี้และเคยเดินบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ แสดงออกซึ่งความคล้ายคลึงกับศัตรูของพระคริสต์ในบางประการ แต่หลังจากยอมรับการถูกตัดแต่ง พวกเขาก็กลับใจ สามารถยอมรับความจริง ละทิ้งเส้นทางก่อนหน้านี้ของตน และหันกลับมาปฏิบัติความจริงได้ ผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร?  การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมจะทำให้พวกเขาห่างไกลจากเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์มากขึ้น ทำให้พวกเขาเข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้องของการเชื่อในพระเจ้าได้ง่ายขึ้น และจากนั้นพวกเขาก็จะมีหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอด  นั่นคือทั้งหมดของการสามัคคีธรรมถึงการสำแดงที่ว่าศัตรูของพระคริสต์กระทำการอย่างมีเล่ห์เหลี่ยมพิกลอย่างไร การสำแดงที่จะสามัคคีธรรมเป็นลำดับต่อไปก็คือพวกเขาทำตัวเอาแต่ใจและเผด็จการอย่างไรนั่นเอง

II. การชำแหละพฤติกรรมที่เอาแต่ใจและเผด็จการในตัวศัตรูของพระคริสต์และวิธีที่พวกเขาบังคับผู้คนให้เชื่อฟังพวกเขา

พวกศัตรูของพระคริสต์กระทำการในลักษณะที่เอาแต่ใจและเผด็จการ ไม่เคยสามัคคีธรรมหรือปรึกษาหารือกับผู้อื่น ทำตามอำเภอใจ และบังคับให้ผู้อื่นเชื่อฟังตนเอง  การนี้ย่อมกล่าวได้ว่า ไม่ว่าพวกศัตรูของพระคริสต์ทำสิ่งใด ไม่ว่าพวกเขาจัดการเตรียมการหรือตัดสินใจอย่างไร พวกเขาก็ไม่สามัคคีธรรมกับผู้อื่น ไม่หาข้อตกลงร่วมกัน ไม่แสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหา และไม่แสวงหาหลักธรรมที่ควรนำมาใช้ในการทำหน้าที่ของตน  มากไปกว่านั้น พวกเขาไม่ยอมให้ผู้คนเข้าใจว่าเหตุใดพวกเขาจึงทำสิ่งทั้งหลายในหนทางใดหนทางหนึ่ง ปล่อยให้ผู้คนสับสนและจำต้องฟังพวกเขา  หากใครบางคนไม่เข้าใจและถามพวกเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ศัตรูของพระคริสต์ย่อมไม่เต็มใจที่จะสามัคคีธรรมหรืออธิบาย  ศัตรูของพระคริสต์ต้องการรักษาสถานการณ์ของเรื่องนี้ไว้ให้เป็นเช่นไร?  คือไม่อนุญาตให้ใครรู้รายละเอียด ไม่มีใครมีสิทธิ์ได้รับรู้ข้อมูล  พวกเขาทำตามที่ตนต้องการ และต้องนำสิ่งที่พวกเขาคิดว่าถูกต้องไปปฏิบัติอย่างครบถ้วน  คนอื่นไม่มีสิทธิ์ตั้งคำถาม นับประสาอะไรกับการมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะร่วมมือกับพวกเขา คนอื่นมีบทบาทในการเชื่อฟังและนบนอบเท่านั้น  ศัตรูของพระคริสต์มองเรื่องนี้อย่างไร?  “ในเมื่อพวกคุณเลือกฉันเป็นผู้นำ พวกคุณก็อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของฉันและต้องฟังฉัน  หากพวกคุณไม่อยากฟังฉัน พวกคุณก็ไม่ควรเลือกฉัน  หากพวกคุณเลือกฉัน พวกคุณก็ต้องฟังฉัน  ฉันเป็นผู้ชี้ขาดในทุกเรื่อง!”  ในสายตาของพวกเขา ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับบรรดาพี่น้องชายหญิงคืออะไร?  พวกเขาคือคนออกคำสั่ง  พี่น้องชายหญิงไม่สามารถวิเคราะห์ถูกผิด ไม่สามารถสอบถาม และไม่ได้รับอนุญาตให้กล่าวหา แยกแยะ ตั้งคำถาม หรือสงสัยในตัวพวกเขา ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งต้องห้าม  ศัตรูของพระคริสต์ต้องการแค่เสนอแผนการ ถ้อยแถลง และวิธีการ และทุกคนต้องปรบมือและเห็นด้วยโดยไม่ตั้งคำถามเท่านั้น  นี่ค่อนข้างเป็นการบีบบังคับมิใช่หรือ?  นี่คือกลยุทธ์ประเภทใด?  นี่คือการเอาแต่ใจและเผด็จการ  นี่คืออุปนิสัยประเภทใด?  (โหดร้าย)  เมื่อมองอย่างผิวเผิน คำว่า “เอาแต่ใจ” หมายถึงการตัดสินใจเพียงลำพัง การมีอำนาจชี้ขาด และคำว่า “เผด็จการ” หมายความว่าหลังจากทำการตัดสินหรือตัดสินใจด้วยตนเองแล้ว ทุกคนต้องนำไปปฏิบัติโดยไม่มีสิทธิ์มีคำพูดหรือความคิดเห็นที่แตกต่าง และไม่มีสิทธิ์ตั้งคำถามเสียด้วยซ้ำ  การเอาแต่ใจและเผด็จการหมายความว่าเมื่อเผชิญกับสถานการณ์หนึ่ง พวกเขาจะครุ่นคิดและพิจารณาด้วยตนเองก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร  พวกเขาตัดสินใจอย่างเป็นเอกเทศอยู่เบื้องหลังเกี่ยวกับวิธีทำสิ่งต่างๆ โดยไม่รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น แม้กระทั่งเพื่อนร่วมงาน คู่ทำงาน หรือผู้นำระดับสูงกว่าของพวกเขาก็ไม่สามารถก้าวก่ายได้—นี่คือความหมายของการเอาแต่ใจและเผด็จการ  ไม่ว่าพวกเขาจะเผชิญกับสถานการณ์ใด บรรดาผู้ที่กระทำการในลักษณะนี้ก็มักจะดำเนินการโดยการครุ่นคิดสิ่งต่างๆ อยู่ในใจและเค้นสมองตรึกตรองเรื่องดังกล่าวอยู่เสมอ ไม่เคยปรึกษาหารือกับผู้อื่นเลย  พวกเขาคิดเช่นนั้นเช่นนี้อยู่ในหัว แต่ไม่มีใครรู้ว่าที่จริงแล้วพวกเขาคิดอะไรอยู่  เหตุใดจึงไม่มีใครรู้?  เพราะพวกเขาไม่พูด  บางคนอาจจะคิดว่านี่เป็นเพียงเพราะพวกเขาไม่ใช่คนช่างพูด แต่เป็นเช่นนั้นจริงหรือ?  นี่ไม่ใช่เรื่องของบุคลิก แต่เป็นความตั้งใจที่จะปิดบังไม่ให้ผู้อื่นรู้  พวกเขาต้องการทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง พวกเขามีการคิดคำนวณของตนเอง  พวกเขากำลังคิดคำนวณสิ่งใด?  การคิดคำนวณของพวกเขาวนเวียนอยู่กับประโยชน์ส่วนตน สถานะ ชื่อเสียงและผลประโยชน์ และเกียรติยศของตนเอง  พวกเขาครุ่นคิดว่าจะกระทำการให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองได้อย่างไร จะปกป้องสถานะและความมีหน้ามีตาของตนไม่ให้ได้รับความเสียหายอย่างไร จะกระทำการโดยที่ผู้อื่นมองพวกเขาไม่ออกได้อย่างไร และที่สำคัญอย่างยิ่งยวดก็คือ พวกเขาจะปกปิดการกระทำของตนไม่ให้เบื้องบนรับรู้ได้อย่างไร โดยหวังว่าท้ายที่สุดจะได้รับผลประโยชน์โดยไม่เผยข้อบกพร่องใดๆ ให้ใครรู้  พวกเขาคิดว่า “หากฉันพลั้งพลาดไปชั่วขณะและพูดอะไรผิดไป ทุกคนก็จะมองฉันออก  หากมีคนพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดและรายงานฉันต่อเบื้องบน เบื้องบนก็อาจจะปลดฉัน และฉันจะเสียสถานะของตัวเองไป  อีกอย่าง หากฉันสามัคคีธรรมกับผู้อื่นอยู่เสมอ ทุกคนก็จะเห็นถึงความสามารถอันจำกัดของฉันได้อย่างชัดเจนไม่ใช่หรือ?  คนอื่นก็อาจจะดูถูกฉันใช่ไหม?”  บัดนี้ บอกเราทีเถิดว่า หากพวกเขาถูกมองเห็นอย่างทะลุปรุโปร่งจริงๆ นั่นจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องไม่ดี?  แท้จริงแล้ว สำหรับบรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริง สำหรับผู้คนที่ซื่อสัตย์ การถูกมองเห็นอย่างทะลุปรุโปร่งและเสียหน้าหรือความมีหน้ามีตาไปบ้างย่อมไม่ใช่เรื่องสำคัญนัก  พวกเขาดูเหมือนจะไม่กังวลกับสิ่งเหล่านี้มากนัก พวกเขาดูไม่ค่อยตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้อย่างเห็นได้ชัด และไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้มากเกินไป  แต่พวกศัตรูของพระคริสต์นั้นตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง พวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง และพวกเขามองว่าสถานะของตน รวมถึงการรับรู้และท่าทีที่ผู้อื่นมีต่อตนนั้นสำคัญยิ่งกว่าชีวิตของตนเสียอีก  การขอให้พวกเขาพูดสิ่งที่อยู่ในใจหรือพูดความจริงเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง แม้จะเสนอผลประโยชน์มากมายให้ก็อาจจะไม่เพียงพอ  หากขอให้พวกเขาเผยความลับหรือเรื่องส่วนตัวของตน นั่นย่อมจะเป็นเรื่องที่ยิ่งยากเข้าไปใหญ่—พวกเขาอาจจะไม่ยอมทำแม้จะต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม  นี่คือธรรมชาติประเภทใด?  คนเช่นนี้สามารถยอมรับความจริงได้หรือไม่?  พวกเขาสามารถได้รับการช่วยให้รอดหรือไม่?  ไม่ได้อย่างแน่นอน  ท้ายที่สุดแล้ว “เสือดาวเปลี่ยนแปลงลายของมันไม่ได้”

พวกศัตรูของพระคริสต์ให้ความสำคัญกับคุณค่าในตนเอง สถานะ ความมีหน้ามีตา และสิ่งที่สามารถรักษาอำนาจของตนไว้ได้เป็นพิเศษ  เจ้าสามัคคีธรรมกับพวกเขาโดยกล่าวว่า “ในการทำงานของคริสตจักร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภายนอกหรือการบริหารจัดการภายใน การปรับเปลี่ยนบุคลากร หรือเรื่องอื่นๆ คุณต้องสามัคคีธรรมกับพี่น้องชายหญิง  ก้าวแรกในการเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่นคือการเรียนรู้ที่จะสามัคคีธรรม  การสามัคคีธรรมไม่ใช่การพูดเรื่องสัพเพเหระหรือเพียงแค่แสดงความเป็นลบหรือการกบฏต่อพระเจ้าของคุณออกมาเท่านั้น  คุณไม่ควรระบายสภาวะที่เป็นลบหรือเป็นกบฏของคุณเพื่อไปมีอิทธิพลต่อผู้อื่น  ประเด็นหลักคือการสามัคคีธรรมเรื่องวิธีค้นหาหลักธรรมในพระวจนะของพระเจ้าและเข้าใจความจริง”  อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเจ้าจะสามัคคีธรรมความจริงอย่างไร ก็ไม่สามารถทำให้พวกเขาหวั่นไหวหรือทำให้พวกเขาเปลี่ยนหลักธรรมและทิศทางในการดำเนินการและประพฤติปฏิบัติตนได้  นี่คืออุปนิสัยประเภทใด?  หากพูดสถานเบา สิ่งนี้คือการดื้อแพ่ง หากพูดสถานหนัก สิ่งนี้คือความโหดร้าย  อันที่แท้จริง การเรียกว่าโหดร้ายนั้นเหมาะสมทีเดียว  ลองนึกถึงหมาป่าที่คาบแกะไว้ในปากและกำลังเพลิดเพลินกับเหยื่อของมัน หากเจ้าเจรจากับมันโดยกล่าวว่า “ฉันจะให้กระต่ายแก่แกแทน แล้วแกก็ปล่อยแกะไป ตกลงไหม?” เจ้าหมาป่าย่อมจะไม่ตกลง  เจ้ากล่าวว่า “ฉันจะให้วัวแก่แก เป็นอย่างไร?” หมาป่าย่อมจะไม่ตกลงอย่างเด็ดขาด  มันจะกินแกะก่อน แล้วค่อยไปกินวัว  สัตว์หนึ่งตัวย่อมจะไม่สาแก่ใจ มันต้องการทั้งสองตัว  นี่คืออุปนิสัยประเภทใด?  (โลภแบบไม่รู้จักพอและโหดร้ายอย่างยิ่ง)  ทั้งหมดล้วนโหดร้ายเหลือเกิน!  ในทำนองเดียวกัน สำหรับอุปนิสัยที่โหดร้ายอย่างยิ่งของพวกศัตรูของพระคริสต์นั้น การสามัคคีธรรมความจริง การตัดแต่ง หรือการให้คำแนะนำกับพวกเขาย่อมไม่ได้ผล  ไม่มีสิ่งใดสามารถเปลี่ยนแปลงการไล่ตามไขว่คว้าสถานะที่ฝังรากลึกของพวกเขา หรือความอยากที่จะควบคุมผู้อื่นของพวกเขาได้ เว้นแต่เจ้าจะดึงดูดพวกเขาด้วยสถานะที่สูงกว่าหรือผลประโยชน์ที่มากกว่า  มิฉะนั้นเมื่อเหยื่ออยู่ในปากพวกเขาแล้ว พวกเขาจะไม่ยอมปล่อยไปอย่างเด็ดขาด  การไม่ยอมปล่อยไปอย่างเด็ดขาดนี้หมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่าเมื่อพวกเขามีสถานะบางอย่างแล้ว พวกเขาจะใช้โอกาสนี้แสดงผลงานและโอ้อวดตนเองอย่างเต็มที่  โอ้อวดสิ่งใดหรือ?  พรสวรรค์และความสามารถพิเศษนานาประการของพวกเขา ภูมิหลัง การศึกษา คุณค่า และสถานะในสังคมของพวกเขา คุยโวและโอ้อวดว่าพวกเขามีความสามารถและมีทักษะเพียงใด พวกเขาสามารถหลอกใช้และบงการผู้คนได้อย่างไร พวกเขาสามารถขับเคลื่อนผู้คนได้อย่างไร  เมื่อผู้ที่ไม่มีความจริงหรือไม่มีวิจารณญาณได้ยินเช่นนี้ย่อมรู้สึกว่า ศัตรูของพระคริสต์เหล่านั้นช่างน่าประทับใจ พวกเขารู้สึกว่าตนเองด้อยกว่า และพวกเขาก็เต็มใจนบนอบการควบคุมของศัตรูของพระคริสต์

ศัตรูของพระคริสต์บางคนเจ้าเล่ห์เป็นพิเศษและมีแผนการที่ล้ำลึก  พวกเขายึดถือปรัชญาเยี่ยงซาตานอันสูงสุด นั่นคือ การแทบไม่พูดอะไรเลยในทุกสถานการณ์ และไม่แสดงจุดยืนของตนออกมาง่ายๆ ในสถานการณ์ที่เผชิญ โดยจะพูดก็ต่อเมื่อจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพูดเท่านั้น  พวกเขาเพียงแค่ตั้งใจสังเกตการกระทำของทุกคน ราวกับว่าพวกเขามีจุดประสงค์ที่จะเข้าใจคนรอบตัวให้ถ่องแท้และมองคนเหล่านั้นให้ทะลุปรุโปร่งก่อนจะพูดหรือกระทำการ  อันดับแรกพวกเขาระบุว่าใครสามารถเป็นเหยื่อและกลายมาเป็นผู้ช่วยเหลือของตนได้ และใครที่พวกเขาต้องระแวดระวังในฐานะ “ศัตรูทางการเมือง” ของตน  บางครั้ง พวกเขาไม่ได้พูดหรือแสดงจุดยืน เอาแต่ปิดปากเงียบ ทว่าในใจของพวกเขากำลังครุ่นคิดและคิดคำนวณ บุคคลเหล่านี้มีหัวใจที่เจ้าเล่ห์และแทบจะไม่พูดอะไรออกมาเลย  พวกเจ้าจะกล่าวว่าคนเช่นนี้ร้ายกาจทีเดียวใช่หรือไม่?  หากพวกเขาไม่ค่อยพูดออกมา เจ้าจะแยกแยะพวกเขาได้อย่างไร?  การมองพวกเขาให้ทะลุปรุโปร่งเป็นเรื่องง่ายหรือไม่?  การนี้เป็นเรื่องที่ยากมาก  หัวใจของผู้คนเช่นนี้มีแต่ปรัชญาเยี่ยงซาตาน  นี่คือการมีเล่ห์เหลี่ยมพิกลมิใช่หรือ?  ศัตรูของพระคริสต์เชื่อว่าหากพวกเขามีแนวโน้มที่จะพูดออกมา อีกทั้งแสดงทัศนะของพวกเขาและสามัคคีธรรมกับผู้อื่นอยู่เสมอ ทุกคนย่อมจะมองเห็นพวกเขาอย่างทะลุปรุโปร่ง ทุกคนจะคิดว่าศัตรูของพระคริสต์นั้นตื้นเขิน เป็นเพียงคนธรรมดา และจะไม่เคารพคนเหล่านั้น  สำหรับศัตรูของพระคริสต์ การสูญเสียความเคารพนับถือนั้นหมายถึงอะไร?  สิ่งนี้หมายถึงการสูญเสียสถานะของตนอันเป็นที่ยกย่องในหัวใจของผู้อื่น และแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเป็นคนทั่วไป ไม่รู้ความ และธรรมดาเพียงใด  นี่คือสิ่งที่พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่หวังที่จะเห็น  ดังนั้น เมื่อพวกเขาเห็นคนอื่นในคริสตจักรตีแผ่ตนเองและยอมรับความเป็นลบ การกบฏต่อพระเจ้า ความผิดพลาดที่ทำไปเมื่อวาน หรือความเจ็บปวดอันเหลือทนที่รู้สึกจากการไม่ซื่อสัตย์ในวันนี้อยู่เสมอ ศัตรูของพระคริสต์ก็ถือว่าผู้คนเหล่านี้โง่เขลาและไร้เดียงสา ตัวพวกเขาเองไม่เคยยอมรับสิ่งเหล่านั้น พลางเก็บซ่อนความคิดของตนเอาไว้  คนบางคนไม่ค่อยพูดเพราะขีดความสามารถที่ย่ำแย่หรือเป็นคนซื่อๆ ขาดความคิดที่ซับซ้อน แต่เมื่อพวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ค่อยพูด นั่นกลับไม่ใช่เพราะเหตุผลเดียวกัน ทว่าเป็นปัญหาด้านอุปนิสัย  พวกเขาแทบจะไม่พูดเมื่อพบปะผู้อื่น และไม่แสดงทัศนะเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้อื่นกำลังพูดถึงออกมาง่ายๆ  เหตุใดพวกเขาจึงไม่แสดงทัศนะของตนออกมา?  ประการแรก พวกเขาขาดความจริงโดยสิ้นเชิงและไม่สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง  หากพวกเขาพูด พวกเขาอาจจะทำพลาดและถูกมองออก พวกเขากลัวการโดนดูถูก จึงแสร้งทำเป็นนิ่งเงียบและเสแสร้งว่าเป็นคนล้ำลึก ทำให้ผู้อื่นประเมินพวกเขาได้ยาก และถึงกับทำให้ผู้อื่นคิดว่าพวกเขาฉลาดและโดดเด่นเสียด้วยซ้ำ  ด้วยวิธีนี้ ผู้คนจึงไม่กล้าประเมินศัตรูของพระคริสต์ต่ำไป และเมื่อเห็นเปลือกนอกที่ดูเหมือนสงบและเยือกเย็นของพวกเขา ผู้คนก็ยิ่งเคารพนับถือพวกเขาอย่างสูง ไม่กล้าดูแคลนพวกเขาโดยเด็ดขาด  นี่คือแง่มุมที่มีเล่ห์เหลี่ยมพิกลและเลวร้ายของศัตรูของพระคริสต์  พวกเขาไม่แสดงทัศนะของตนออกมาง่ายๆ เพราะทัศนะส่วนใหญ่ของพวกเขาไม่สอดคล้องกับความจริง แต่เป็นมโนคติอันหลงผิดและจินตนาการของมนุษย์ ไม่เหมาะที่จะนำมาเปิดเผยอย่างสิ้นเชิง  ดังนั้น พวกเขาจึงปิดปากเงียบ  กระนั้นในใจของพวกเขาก็ยังหวังที่จะได้รับความสว่างบางอย่างที่พวกเขาสามารถแสดงออกมาเพื่อทำให้ผู้อื่นเคารพยกย่องพวกเขา แต่เนื่องจากพวกเขาขาดสิ่งนี้ ระหว่างสามัคคีธรรมความจริงพวกเขาจึงปิดปากเงียบและซ่อนเร้น แฝงตัวอยู่ในเงามืดราวกับพวกผีที่รอคอยโอกาส  เมื่อพวกเขาพบว่าผู้อื่นพูดความสว่างออกมา พวกเขาก็คิดหาวิธีที่จะเอาความสว่างนั้นมาเป็นของตน โดยแสดงออกในอีกรูปแบบหนึ่งเพื่ออวดตน  นี่คือความเจ้าเล่ห์ของศัตรูของพระคริสต์  ไม่ว่าจะทำสิ่งใด พวกเขาก็เพียรพยายามที่จะโดดเด่นและเป็นคนที่เหนือกว่า เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะรู้สึกพอใจ  หากพวกเขาไม่มีโอกาส พวกเขาก็จะเก็บตัวเงียบ และเก็บทัศนะเอาไว้ในใจเสียก่อน  นี่คือความเจ้าเล่ห์ของศัตรูของพระคริสต์  ตัวอย่างเช่น เมื่อพระนิเวศของพระเจ้าประกาศคำเทศนา คนบางคนกล่าวว่าดูเหมือนพระวจนะของพระเจ้า และคนอื่นๆ คิดว่าดูเหมือนสามัคคีธรรมจากเบื้องบนมากกว่า  ผู้คนที่มีหัวใจค่อนข้างเรียบง่ายจะพูดสิ่งที่อยู่ในใจ แต่พวกศัตรูของพระคริสต์ ต่อให้พวกเขาจะมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ พวกเขาก็จะเก็บซ่อนไว้  พวกเขาสังเกตและเตรียมพร้อมที่จะทำตามทัศนะของคนส่วนใหญ่ แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกเขาเองก็ไม่สามารถจับความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้  ผู้คนที่ลื่นไหลและมีเล่ห์เหลี่ยมเช่นนี้จะสามารถเข้าใจความจริงหรือมีวิจารณญาณที่แท้จริงได้หรือไม่?  คนที่ไม่เข้าใจความจริงจะสามารถมองเห็นสิ่งใดได้อย่างทะลุปรุโปร่งหรือ?  พวกเขาไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้อย่างทะลุปรุโปร่ง  คนบางคนไม่สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้อย่างทะลุปรุโปร่งแต่กลับเสแสร้งว่าเป็นคนที่ลึกซึ้ง แท้จริงแล้วพวกเขาขาดวิจารณญาณและกลัวว่าผู้อื่นจะมองตนเองออก  ท่าทีที่ถูกต้องในสถานการณ์เช่นนี้คือ “พวกเราไม่สามารถมองเห็นเรื่องนี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ในเมื่อพวกเราไม่รู้ พวกเราก็ไม่ควรพูดอย่างไม่ระมัดระวัง การพูดผิดอาจก่อให้เกิดผลกระทบในทางลบได้ ฉันจะรอดูว่าเบื้องบนพูดว่าอย่างไร”  นั่นคือการพูดอย่างซื่อสัตย์มิใช่หรือ?  นี่เป็นภาษาที่เรียบง่าย ทว่าเหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงไม่พูดเช่นนี้?  พวกเขาไม่ต้องการถูกมองเห็นอย่างทะลุปรุโปร่ง พวกเขารู้ขีดจำกัดของตนเอง แต่พวกเขาก็ยังแอบมีเจตนาที่น่ารังเกียจ—นั่นคือการทำให้ผู้อื่นเคารพยกย่องพวกเขา  นี่เป็นสิ่งที่น่าขยะแขยงที่สุดมิใช่หรือ?  หลังจากที่ทุกคนพูดออกมา เมื่อเห็นว่าคนส่วนใหญ่บอกว่านี่คือพระวจนะของพระเจ้าและมีเพียงไม่กี่คนที่บอกว่าไม่ใช่ ศัตรูของพระคริสต์ก็รู้สึกว่าคำเทศนานี้อาจจะไม่ใช่พระวจนะของพระเจ้า แต่พวกเขาไม่กล่าวออกมาตรงๆ  พวกเขากล่าวว่า “ฉันไม่สามารถด่วนตัดสินในเรื่องนี้ได้ ฉันจะทำตามคนส่วนใหญ่”  พวกเขาไม่ยอมรับว่าตนขาดความเข้าใจเชิงลึก แต่กลับใช้คำกล่าวนี้เพื่ออำพรางและปกปิด คิดอยู่ตลอดเวลาว่าตนนั้นฉลาดมาก และวิธีการของตนนั้นยอดเยี่ยม  แล้วสองวันต่อจากนั้น เมื่อพระนิเวศของพระเจ้าประกาศว่าคำเทศนานี้คือพระวจนะของพระเจ้า ศัตรูของพระคริสต์ก็พูดทันทีว่า “เห็นไหม ฉันบอกคุณว่าอย่างไร?  ฉันรู้มาตลอดว่านี่คือพระวจนะของพระเจ้า แต่ฉันกังวลเกี่ยวกับความอ่อนแอของพวกคุณที่จำพระวจนะเหล่านี้ไม่ได้ ดังนั้นฉันจึงพูดไม่ได้  หากฉันบอกว่านี่คือพระวจนะของพระเจ้า ฉันย่อมจะกล่าวโทษพวกคุณไม่ใช่หรือ?  พวกคุณจะเสียใจขนาดไหนเล่า!  ฉันจะสบายใจได้อย่างไรเมื่อรู้ว่าพวกคุณอ่อนแอเพียงใด?  แบบนั้นฉันจะเป็นผู้นำประเภทไหนกัน?”  ช่างเป็นปรมาจารย์ด้านการอำพรางเสียจริง!  เบื้องหลังทุกสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์พูดนั้นมีเจตนาและเป้าหมายอยู่ เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาเปิดปาก นั่นก็เพื่อคุยโวเกี่ยวกับตนเอง เพื่อโอ้อวดความสำเร็จ ความประพฤติดีในอดีต และความรุ่งโรจน์ในอดีตของตน  เมื่อใดที่พวกเขาพูดก็ย่อมจะเป็นเรื่องเหล่านี้  คนที่มองไม่ออกย่อมจะเทิดทูนพวกเขา ในขณะที่คนที่มองออกย่อมพบว่าพวกเขาเคลือบแฝงและหลอกลวงอย่างยิ่ง—ศัตรูของพระคริสต์ไม่เคยยอมรับข้อบกพร่องของตน  พวกศัตรูของพระคริสต์ดำเนินการอย่างลับๆ และพูดจาคลุมเครือ สิ่งที่พวกเขาพูดส่วนใหญ่เป็นเรื่องไร้สาระ อีกทั้งพวกเขาไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้อย่างทะลุปรุโปร่งหรือเข้าใจความจริงใดเลย  ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ พวกเขาแสร้งทำเป็นเข้าใจความจริงทั้งที่ไม่เข้าใจเลย แถมยังต้องการมีส่วนร่วมในทุกสิ่ง ต้องการตัดสินใจและเป็นคนชี้ขาดในทุกเรื่อง ทิ้งให้บรรดาคนที่อยู่รอบตัวพวกเขาไม่มีสิทธิ์รับรู้  ท้ายที่สุดแล้วสิ่งนี้นำไปสู่สถานการณ์ใด?  ทุกคนที่ให้ความร่วมมือกับพวกเขาหรือทำหน้าที่ร่วมกับพวกเขาย่อมรู้สึกว่า ถึงแม้ภายนอกพวกเขาจะดูจงรักภักดีและเต็มใจจ่ายราคา แต่แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น  แม้กระทั่งคนที่ใกล้ชิดกับศัตรูของพระคริสต์มาหลายปีก็มองไม่ออกว่าพวกเขากำลังคิดเช่นไร หรือรู้ว่าแท้จริงแล้วพวกเขามีความสามารถเพียงใด—ผู้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถมองเห็นพวกเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง  สิ่งที่พวกเขาพูดล้วนเป็นความเท็จและคำพูดที่ว่างเปล่า เป็นคำพูดที่ตีสองหน้าและหลอกลวง  พวกเขาต้องการมีส่วนร่วมในทุกสิ่งและทำการตัดสินใจในทุกเรื่อง แต่เมื่อพวกเขาตัดสินใจแล้ว พวกเขากลับไม่รับผิดชอบต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และพวกเขาคิดหาเหตุผลมาแก้ตัวให้กับพฤติกรรมนี้  หลังจากตัดสินใจแล้ว พวกเขาก็ปล่อยให้ผู้อื่นทำงาน ขณะที่ตนเองย้ายไปก้าวก่ายเรื่องอื่นๆ  ส่วนเรื่องที่ว่าเรื่องเดิมนั้นได้รับการติดตามผลหรือไม่ ได้รับการนำไปปฏิบัติหรือไม่ ประสิทธิผลของการดำเนินการเป็นอย่างไร คนส่วนใหญ่มีความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางนี้หรือไม่ การนั้นสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าหรือไม่ หรือบรรดาพี่น้องชายหญิงมีวิจารณญาณเกี่ยวกับการนั้นหรือไม่นั้น พวกเขากลับไม่สนใจ ทำตัวราวกับว่าไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวล ราวกับว่าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพวกเขา—พวกเขาไม่แสดงความใส่ใจเลยแม้แต่น้อย  สิ่งเดียวที่พวกเขาใส่ใจคืออะไร?  พวกเขาใส่ใจเฉพาะเรื่องที่ตนสามารถโอ้อวดและได้รับความเลื่อมใสจากผู้อื่นเท่านั้น พวกเขาไม่เคยพลาดโอกาสที่จะทำเช่นนั้นเลย  ในงานของพวกเขา พวกเขาเอาแต่ออกคำสั่งและบังคับใช้กฎข้อบังคับเท่านั้น  พวกเขาทำได้เพียงเล่นเกมอำนาจและบงการผู้คน ขณะเดียวกันก็พอใจในตนเองและคิดว่าตนเองประสบความสำเร็จในงานแล้ว  พวกเขาไม่ตระหนักถึงผลที่ตามมาจากวิธีการทำงานของตนเลยแม้แต่น้อย—พวกเขากำลังทำร้ายประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร ก่อการดขวางและการก่อกวนต่องานของคริสตจักร  พวกเขากำลังขัดขวางการดำเนินการตามน้ำพระทัยพระเจ้า และพยายามที่จะสถาปนาอาณาจักรอิสระองตนเอง

“การเอาแต่ใจและเผด็จการ ไม่เคยสามัคคีธรรมกับผู้อื่น และบังคับให้ผู้คนเชื่อฟังพวกเขา”—แก่นแท้ของพฤติกรรมนี้ของศัตรูของพระคริสต์ชี้ให้เห็นถึงสิ่งใดเป็นหลัก?  อุปนิสัยของพวกเขานั้นเลวและโหดร้าย และพวกเขามีความอยากที่จะควบคุมผู้อื่นอย่างรุนแรงเป็นพิเศษ เกินขอบเขตของความมีเหตุผลตามปกติของมนุษย์  นอกจากนี้แล้ว พวกเขามีความเข้าใจหรือทัศนะและท่าทีต่อหน้าที่ที่ตนปฏิบัติอย่างไร?  สิ่งนี้แตกต่างจากบรรดาผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างแท้จริงอย่างไร?  บรรดาผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างแท้จริงย่อมแสวงหาหลักธรรมในสิ่งที่ทำ ซึ่งเป็นข้อกำหนดพื้นฐาน  แต่ศัตรูของพระคริสต์เข้าใจหน้าที่ที่พวกเขาปฏิบัติอย่างไร?  อุปนิสัยและแก่นแท้ใดที่เผยออกมาในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา?  พวกเขายืนอยู่ในตำแหน่งที่สูงส่งและวางมาดเหนือบรรดาผู้ที่อยู่ต่ำกว่าตน  เมื่อพวกเขาได้รับเลือกให้เป็นผู้นำ พวกเขาก็เริ่มมองตนเองว่าเป็นบุคคลที่มีสถานะและอัตลักษณ์  พวกเขาไม่ยอมรับหน้าที่ของตนจากพระเจ้า  เมื่อได้ตำแหน่งบางอย่างมา พวกเขาก็รู้สึกว่าสถานะของตนนั้นสำคัญ อำนาจของตนนั้นยิ่งใหญ่ และอัตลักษณ์ของตนนั้นโดดเด่นไม่เหมือนใคร ทำให้พวกเขาสามารถดูถูกผู้อื่นจากตำแหน่งที่สูงส่งของตนได้  ในขณะเดียวกัน พวกเขาคิดว่าตนสามารถออกคำสั่งและกระทำการตามความคิดของตนเองได้ และคิดว่าไม่จำเป็นต้องกังขาในการทำเช่นนี้เสียด้วยซ้ำ  พวกเขาคิดว่าพวกเขาสามารถใช้โอกาสในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อสนองความกระหายอำนาจของตน เพื่อสนองความอยากและความทะเยอทะยานของตนที่จะปกครองและนำผู้อื่นด้วยอำนาจ  การนี้อาจกล่าวได้ว่า พวกเขารู้สึกว่าในที่สุดตนก็มีโอกาสที่จะอำนาจโดยไม่มีใครกล้าท้าทาย  บางคนกล่าวว่า “การสำแดงของศัตรูของพระคริสต์คือการเอาแต่ใจและเผด็จการ และไม่เคยสามัคคีธรรมกับผู้อื่น  ถึงแม้ว่าผู้นำของพวกเราจะมีอุปนิสัยและการเผยของศัตรูของพระคริสต์ แต่เขาก็สามัคคีธรรมกับพวกเราอยู่บ่อยๆ!”  นั่นหมายความว่า เขาไม่ใช่ศัตรูของพระคริสต์กระนั้นหรือ?  บางครั้งศัตรูของพระคริสต์ก็สามารถเสแสร้งได้ หลังจากสามัคคีธรรมกับทุกคนไปหนึ่งรอบ และเข้าใจ รวมถึงจับความคิดของทุกคนได้แล้ว—ระบุได้ว่าใครเห็นด้วยกับตน และใครที่ไม่เห็นด้วย—พวกเขาก็จะจัดหมวดหมู่คนเหล่านั้น  สำหรับเรื่องทั้งหลายในอนาคต พวกเขาจะสื่อสารกับคนที่มีความสัมพันธ์อันดีและเข้ากับตนเองได้เท่านั้น  ส่วนคนที่เข้ากับพวกเขาไม่ได้ก็มักจะถูกปิดบังไม่ให้รู้เรื่องราวส่วนใหญ่ และพวกเขาก็อาจจะถึงกับเก็บหนังสือพระวจนะของพระเจ้าเอาไว้ ไม่ส่งให้คนเหล่านั้นเสียด้วยซ้ำ  พวกเจ้าเคยกระทำการในลักษณะที่เอาแต่ใจและเผด็จการ ไม่เคยสามัคคีธรรมกับผู้อื่นเช่นนี้บ้างหรือไม่?  การเอาแต่ใจและเผด็จการเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่สำหรับการไม่เคยสามัคคีธรรมกับผู้อื่นนั้นไม่จำเป็น เนื่องจากเจ้าอาจจะสามัคคีธรรมอยู่เป็นครั้งคราว  อย่างไรก็ตาม หลังจากสามัคคีธรรมแล้ว สิ่งต่างๆ ก็ยังดำเนินไปตามที่เจ้าพูด  บางคนคิดว่า “ถึงแม้พวกเราจะสามัคคีธรรมกัน แต่ที่จริงฉันได้กำหนดแผนการที่ตายตัวเอาไว้นานแล้ว  ฉันแค่สามัคคีธรรมกับคุณพอเป็นพิธี เพื่อให้คุณรู้ว่าฉันมีหลักธรรมอยู่ในสิ่งที่ฉันทำ  คุณคิดว่าฉันไม่รู้ขีดจำกัดของคุณหรือ?  ท้ายที่สุดแล้ว คุณก็ยังต้องฟังฉันและทำตามวิธีของฉันอยู่ดี”  อันที่จริง ในใจของพวกเขาได้ตัดสินใจไว้นานแล้ว  พวกเขาเชื่อว่า “ฉันมีวาทศิลป์เป็นเลิศและสามารถบิดเบือนข้อโต้แย้งให้เป็นประโยชน์ต่อฉันได้ ไม่มีใครพูดชนะฉันได้ ดังนั้นโดยธรรมชาติแล้ว แนวโน้มก็ย่อมจะเป็นไปตามการนำของฉัน”  พวกเขาคิดคำนวณไว้ล่วงหน้านานแล้ว  สถานการณ์เช่นนี้มีอยู่ใช่หรือไม่?  การเอาแต่ใจและเผด็จการไม่ใช่พฤติกรรมที่บังเอิญเผยออกมาเป็นครั้งคราว แต่สิ่งนี้ถูกควบคุมโดยอุปนิสัยบางอย่าง  จากวิธีพูดหรือกระทำการของพวกเขา นี่อาจจะดูไม่เหมือนการเอาแต่ใจและเผด็จการ แต่จากอุปนิสัยและธรรมชาติของการกระทำของพวกเขา พวกเขาเอาแต่ใจและเผด็จการอย่างแท้จริง  พวกเขาทำไปพอเป็นพิธีและ “รับฟัง” ความคิดเห็นของผู้อื่น อนุญาตให้ผู้อื่นพูด ทำให้ผู้อื่นตระหนักถึงรายละเอียดของสถานการณ์ หารือเกี่ยวกับสิ่งที่พระวจนะของพระเจ้ากำหนด—แต่พวกเขาใช้วาทศิลป์หรือการใช้ถ้อยคำบางอย่างเพื่อชี้แนะให้ผู้อื่นบรรลุข้อตกลงร่วมกับตน  แล้วผลสุดท้ายคืออะไร?  ทุกสิ่งพัฒนาไปตามแผนของพวกเขา  นี่คือแง่มุมที่เคลือบแฝงของพวกเขา การนี้เรียกอีกอย่างว่าการบังคับให้ผู้คนเชื่อฟังพวกเขา เป็นการบีบบังคับที่ “นุ่มนวล” อย่างหนึ่ง  พวกเขาคิดว่า “คุณไม่ฟังใช่ไหม?  คุณไม่เข้าใจใช่ไหม?  ให้ฉันอธิบายสิ”  ในการอธิบาย พวกเขาถักทอและร้อยเรียงคำพูดของตน ชี้นำผู้อื่นให้เข้าสู่ตรรกะของตน  หลังจากชี้นำพวกเขาวนไปวนมา ผู้คนก็ฟังและคิดว่า “สิ่งที่คุณพูดนั้นถูกต้อง พวกเราจะปฏิบัติตามที่คุณพูด ไม่จำเป็นต้องกระตือรือร้นมากมายอีกต่อไปแล้ว” และศัตรูของพระคริสต์ก็พอใจ  ผู้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถแยกแยะคำพูดของพวกเขาได้  พวกเจ้ามีวิจารณญาณแยกแยะหรือไม่?  เจ้าควรทำอย่างไรเมื่อเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้?  ตัวอย่างเช่น เมื่อเผชิญกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เจ้ารู้สึกว่ามีปัญหา เจ้าไม่สามารถระบุปัญหาที่แน่ชัดได้ในขณะนั้น แต่เจ้ารู้สึกว่ากำลังถูกบังคับให้เชื่อฟัง  เช่นนั้นเจ้าควรทำอย่างไร?  เจ้าควรมองหาหลักธรรมที่เกี่ยวข้อง แสวงหาการชี้แนะจากเบื้องบน หรือสามัคคีธรรมกับบุคคลที่เป็นประเด็น  นอกจากนี้ บรรดาผู้ที่เข้าใจความจริงย่อมสามารถหารือและสามัคคีธรรมเกี่ยวกับเรื่องนี้ร่วมกันได้  บางครั้ง พระราชกิจและการชี้แนะของพระวิญญาณบริสุทธิ์จะช่วยให้เจ้าเข้าใจปัญหาในข้อเสนอหรือทฤษฎีที่พวกศัตรูของพระคริสต์หรือบรรดาผู้ที่เดินบนเส้นทางของพวกศัตรูของพระคริสต์หยิบยกขึ้นมา รวมถึงเข้าใจแรงจูงใจแอบแฝงของพวกเขา  ผ่านการสามัคคีธรรมซึ่งกันและกัน เจ้าอาจจะเริ่มเข้าใจ  แต่บางทีเจ้าอาจจะไม่สามัคคีธรรม กลับคิดว่า “นี่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ปล่อยให้เขาทำตามที่เขาต้องการเถิด  ท้ายที่สุดแล้ว ฉันไม่ใช่ผู้รับผิดชอบหลัก ฉันไม่จำเป็นต้องไปยุ่งกับเรื่องเหล่านี้  ฉันจะไม่รับผิดชอบหากมีอะไรผิดพลาด เขาจะเป็นคนแบกรับเอง”  นี่คือพฤติกรรมประเภทใด?  นี่คือการไม่จงรักภักดีต่อหน้าที่ของเจ้า  การไม่จงรักภักดีต่อหน้าที่ของเจ้าเป็นการทรยศต่อผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าไม่ใช่หรือ?  การนี้ช่างเหมือนยูดาสเสียจริง!  เมื่อเผชิญกับอำนาจที่กดขี่ ผู้คนมากมายก็ลงเอยด้วยการประนีประนอมและคล้อยตามพวกที่กวัดแกว่งอำนาจนี้ ซึ่งถือเป็นการสำแดงถึงการไม่จงรักภักดีต่อหน้าที่ของตน  ไม่ว่าเจ้าจะเผชิญหน้ากับศัตรูของพระคริสต์หรือคนที่กระทำการโดยไม่ยั้งคิดและบังคับให้เจ้าเชื่อฟังพวกเขา หลักธรรมที่เจ้าควรค้ำจุนคือหลักธรรมประการใด?  เจ้าควรเดินตามเส้นทางใด?  หากเจ้ารู้สึกว่าสิ่งที่เจ้ากำลังทำไม่ได้ขัดแย้งหรือเบี่ยงเบนไปจากพระวจนะของพระเจ้าและการจัดแจงเตรียมงาน เจ้าก็ต้องตั้งมั่น  การยึดมั่นในความจริงนั้นถูกต้องและเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงเห็นชอบ แต่การก้มหัวและประนีประนอมต่อซาตาน ต่อกองกำลังที่เลวร้าย ต่อคนชั่วนั้นเป็นพฤติกรรมของการทรยศ เป็นการทำชั่ว ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงเกลียดชังและทรงสาปแช่ง  เมื่อศัตรูของพระคริสต์เผชิญหน้ากับคนที่โต้เถียงกับตน พวกเขาก็มักจะกล่าวว่า “ฉันมีสิทธิ์ชี้ขาดในเรื่องนี้ และเรื่องนี้ต้องทำตามวิธีของฉัน  หากมีอะไรผิดพลาด ฉันจะรับผิดชอบเอง!”  คำกล่าวนี้แสดงให้เห็นถึงอุปนิสัยใด?  คนที่พูดและปฏิบัติเช่นนี้จะสามารถมีความเป็นมนุษย์ที่ปกติได้หรือไม่?  เหตุใดพวกเขาจึงบังคับให้ผู้อื่นเชื่อฟังตนเอง?  เหตุใดพวกเขาจึงไม่แสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น?  เหตุใดพวกเขาจึงไม่สามารถกำหนดหลักธรรมของการปฏิบัติความจริงได้?  สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาขาดความจริง  พวกเจ้าสามารถแยกแยะปัญหาของคำกล่าวนี้ได้หรือไม่?  การกล่าวเช่นนี้เพียงพอแล้วที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขามีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ นี่คือพฤติกรรมของศัตรูของพระคริสต์  อย่างไรก็ตาม ด้วยความกลัวว่าจะถูกผู้อื่นแยกแยะได้ ศัตรูของพระคริสต์ที่เจ้าเล่ห์กว่าจึงต้องพูดบางสิ่งที่ทุกคนเห็นด้วยและดูเหมือนถูกต้องเพื่อให้สัมฤทธิ์เป้าหมายของตนในการชักพาผู้คนให้หลงผิดและตั้งมั่นให้ได้  แล้วจากนั้น พวกเขาก็จะครุ่นคิดว่าจะควบคุมประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรอย่างไร

การสำแดงของพวกศัตรูของพระคริสต์ที่เอาแต่ใจและเผด็จการน่าจะมีอยู่มากมาย เพราะพฤติกรรม อุปนิสัย และบุคลิกลักษณะนี้สามารถพบเห็นได้ในคนที่เสื่อมทรามทุกคน ไม่ต้องพูดถึงศัตรูของพระคริสต์เลย  พวกเจ้าพอนึกตัวอย่างที่พวกเจ้าเอาแต่ใจและเผด็จการออกบ้างหรือไม่?  ตัวอย่างเช่น หากใครบางคนบอกว่าเจ้าดูดีเมื่อไว้ผมสั้น และเจ้าตอบว่า “ผมสั้นดีตรงไหน?  ฉันชอบผมยาวมากกว่า และฉันจะทำแบบที่ฉันพอใจ” นี่เป็นการเอาแต่ใจและเผด็จการหรือไม่?  (ไม่ใช่)  นั่นเป็นเพียงความชอบส่วนตัว เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ  คนบางคนชอบสวมแว่นตาแม้จะไม่ได้สายตาสั้น  หากบางคนตัดสินพวกเขาโดยกล่าวว่า “คุณก็แค่พยายามทำให้ตัวเองดูดี ที่จริงคุณไม่จำเป็นต้องใส่แว่นตาเสียหน่อย!” และพวกเขาตอบว่า “ถ้าไม่ต้องใส่แล้วจะทำไม?  ถึงอย่างไรฉันก็จะใส่!”—นี่คือการเอาแต่ใจและเผด็จการหรือไม่?  ไม่ใช่ นี่คือความชอบส่วนตัว อย่างมากที่สุดนี่ก็เป็นเพียงการดื้อรั้น และไม่เกี่ยวข้องกับปัญหาด้านอุปนิสัยของพวกเขาเลย หากพวกเขาอยากจะเลิกสวมแว่นตา พวกเขาก็อาจจะเลิกสวมหลังจากผ่านไปสักสองสามวัน  แล้วสิ่งใดเป็นองค์ประกอบหลักของการเอาแต่ใจและเผด็จการ?  โดยหลักแล้ว สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับเส้นทางที่คนเราเดิน อุปนิสัยของเขา รวมถึงหลักธรรมและแรงจูงใจเบื้องหลังการกระทำของเขา  ตัวอย่างเช่น ในชีวิตคู่ที่สามีชอบรถยนต์และครอบครัวมีเงินเพียงสองหมื่นหยวน และสามีก็ไปยืมเงินจากทุกที่ที่สามารถยืมได้เพื่อซื้อรถยนต์ในราคาสองหมื่นหยวนโดยไม่จำเป็น ทำให้ครอบครัวไม่มีเงินซื้ออาหาร และภรรยาก็ไม่รู้เรื่องการซื้อครั้งนี้เสียด้วยซ้ำ สามีคนนี้กำลังเอาแต่ใจและเผด็จการใช่หรือไม่?  นี่คือการเอาแต่ใจและเผด็จการอย่างแท้จริง  การเอาแต่ใจและเผด็จการหมายถึงการไม่คำนึงถึงความรู้สึก ความคิด ความคิดเห็น ท่าที หรือมุมมองของผู้อื่น มุ่งเน้นแต่ตนเองเท่านั้น  กล่าวโดยง่ายก็คือ ในชีวิตประจำวัน นี่หมายถึงการสนองความพึงพอใจและความอยากทางเนื้อหนังของตน การสนองความเห็นแก่ตัวของตน และเมื่อเกี่ยวข้องกับหน้าที่ นี่ย่อมหมายถึงการสนองความทะเยอทะยานและความอยากที่จะไล่ตามไขว่คว้าสถานะและอำนาจของตน  ต่อไปนี้คือตัวอย่างหนึ่ง คริสตจักรมีบ้านหลังหนึ่ง และจำเป็นต้องสร้างถนนข้างบ้านหลังนั้น  ความกว้างที่เหมาะสมของถนนควรกำหนดโดยขนาดของบ้านและลานบ้าน มีจุดมุ่งหมายทั้งความสวยงามและการใช้งาน  เมื่อพิจารณาจากพื้นที่ขนาดใหญ่ของบ้านและลานบ้านแห่งนี้ ถนนดังกล่าวจำเป็นต้องมีความกว้างอย่างน้อยสองเมตร  ผู้ที่รับผิดชอบกล่าวว่า “ฉันตัดสินใจแล้ว พวกเราจะทำถนนกว้างหนึ่งเมตร”  คนอื่นๆ กล่าวว่า “มีคนเข้าออกมากมายทุกวัน และบางครั้งพวกเราก็ต้องแบกของ หนึ่งเมตรใช้ไม่ได้หรอก มันแคบเกินไป”  แต่ผู้ที่รับผิดชอบยืนกรานในทัศนะของตน และไม่เปิดรับการพูดคุยหารือ  หลังจากสร้างเสร็จ ทุกคนก็เห็นว่าถนนแคบเกินไป มันไม่เข้ากับบ้านและลานบ้าน และไม่สามารถใช้งานได้จริง—ถนนเส้นนี้จำเป็นต้องทำใหม่ ซึ่งนำไปสู่การทำงานซ้ำ  ทุกคนจึงบ่นเกี่ยวกับคนคนนี้  อันที่จริงก่อนที่จะเริ่มสร้างถนน มีบางคนที่คัดค้านขึ้นมา แต่คนคนนี้ไม่เห็นด้วยและยืนกรานในทัศนะของตน บังคับให้ผู้อื่นดำเนินการตามความต้องการของตน จนนำไปสู่ผลสืบเนื่องเช่นนี้  เหตุใดคนคนนี้จึงไม่สามารถยอมรับคำแนะนำของผู้อื่นได้?  เมื่อมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน เหตุใดพวกเขาจึงไม่สามารถพิจารณาทุกแง่มุมและหาแนวทางที่ถูกต้องได้?  หากไม่มีคนให้ปรึกษา การตัดสินใจด้วยตนเองย่อมไม่เป็นไร แต่ตอนนี้ ในเมื่อมีคนให้ปรึกษาหารือด้วยและมีคำแนะนำที่ดีกว่าเสียด้วยซ้ำ เหตุใดพวกเขาจึงไม่อาจยอมรับคำแนะนำเหล่านั้นได้?  นี่คืออุปนิสัยประเภทใด?  มีความเป็นไปได้อยู่อย่างน้อยสองประการ ประการที่หนึ่งคือคนคนนั้นเป็นคนไม่คิดหน้าคิดหลัง เป็นบุคคลที่เลอะเลือน อีกประการหนึ่งคืออุปนิสัยของพวกเขาโอหังและคิดว่าตนเองถูกมากเกินไป รู้สึกอยู่เสมอว่าตนถูกต้อง ไม่สามารถยอมรับสิ่งที่ผู้อื่นพูดได้ไม่ว่าสิ่งนั้นจะถูกต้องเพียงใดก็ตาม—นี่คือการโอหังเสียจนทำให้สูญสิ้นสำนึก  เรื่องที่เรียบง่ายเช่นนี้เผยให้เห็นอุปนิสัยของพวกเขา  ความโอหังที่มากเกินไปนำไปสู่การสูญเสียความมีเหตุผล  การขาดความมีเหตุผลหมายความว่าอย่างไร?  สิ่งใดที่ขาดความมีเหตุผลหรือ?  สัตว์ร้ายขาดความมีเหตุผล  หากคนเราขาดความมีเหตุผล พวกเขาก็ไม่ได้ต่างอะไรจากสัตว์ร้าย ในใจของสัตว์ร้ายขาดความสามารถในการตัดสิน และมันไม่มีความมีเหตุผล  หากคนคนหนึ่งเริ่มโอหังเสียจนสูญสิ้นสำนึก และพวกเขาขาดความมีเหตุผล พวกเขาย่อมเหมือนกับสัตว์ร้ายมิใช่หรือ?  (ใช่)  พวกเขาเป็นเช่นนั้นเอง การขาดความมีเหตุผลของมนุษย์หมายความว่าพวกเขาไม่ใช่มนุษย์  ศัตรูของพระคริสต์มีความมีเหตุผลเช่นนี้อยู่หรือไม่?  (ไม่มี)  ศัตรูของพระคริสต์ยิ่งขาดความมีเหตุผลมากขึ้นไปอีก พวกเขาแย่กว่าสัตว์ร้าย พวกเขาคือเหล่าปีศาจ  ดังเช่นตอนที่พระเจ้าทรงถามซาตานว่า “เจ้ามาจากไหน?” อันที่จริงคำถามของพระเจ้านั้นชัดเจนมาก ข้อความที่พระเจ้าทรงสื่อสารคืออะไรใด?  (พระองค์ทรงกำลังถามซาตานว่ามันมาจากไหน)  เห็นได้ชัดว่าประโยคนี้จบด้วยเครื่องหมายคำถาม นี่คือคำถามที่อ้างถึง “ซาตาน” โดยมีประธานคือ “เจ้า” “เจ้ามาจากไหน?”  ไวยากรณ์นั้นเหมาะสม และคำถามของพระเจ้าก็เข้าใจได้ง่าย  แล้วซาตานตอบว่าอย่างไร?  (“จากไปๆ มาๆ บนแผ่นดินโลก และจากเดินไปเรื่อยๆ บนนั้น” (โยบ 1:7))  นี่คือคำกล่าวอันโด่งดังของซาตาน  คำตอบของซาตานแสดงให้เห็นถึงความมีเหตุผลบ้างหรือไม่?  (ไม่)  คำตอบนี้ขาดความมีเหตุผล  เมื่อพระเจ้าทรงถามมันอีกครั้งว่ามาจากไหน มันก็ตอบแบบเดิมซ้ำ ราวกับว่ามันไม่อาจเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าได้  ผู้คนสามารถเข้าใจสิ่งที่ซาตานพูดได้หรือไม่?  คำพูดของมันมีความมีเหตุผลอยู่บ้างหรือไม่?  (ไม่มี)  ซาตานขาดความมีเหตุผล—แล้วมันจะสามารถเข้าใจความจริงได้หรือ?  แม้แต่คำถามที่เรียบง่ายเช่นนี้จากพระเจ้า มันยังตอบในลักษณะนั้น ยิ่งเป็นการเข้าใจในความจริงที่พระเจ้าตรัส ซาตานยิ่งไม่สามารถทำได้  เรื่องนี้อาจกล่าวได้ว่า ศัตรูของพระคริสต์ก็ขาดความมีเหตุผลเช่นกัน บรรดาผู้ที่กระทำการอย่างมีเล่ห์เหลี่ยมพิกล ผู้ที่ไม่สามารถเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าหรือความจริงได้นั้นล้วนเป็นพวกที่ไร้ความมีเหตุผล  ไม่ว่าเจ้าจะพูดถึงการปฏิบัติความจริง การกระทำการตามหลักธรรม และการแสวงหาหลักธรรมและการสามัคคีธรรมกับผู้อื่นในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ของตน—ซึ่งพวกเขากล่าวว่าพวกเขาเข้าใจและรู้—มากเพียงใด เมื่อถึงเวลาลงมือทำ พวกเขากลับไม่ใส่ใจคำพูดของเจ้าและทำในสิ่งที่พวกเขาต้องการ  นี่คือธรรมชาติเยี่ยงปีศาจ!  บรรดาผู้ที่มีธรรมชาติเยี่ยงปีศาจเช่นนี้ไม่เข้าใจความจริงและขาดความมีเหตุผล  สิ่งใดคือแง่มุมที่ไร้สำนึกและไร้ยางอายที่สุดของพวกเขา?  มนุษย์เป็นสิ่งทรงสร้างโดยพระเจ้า แล้วจุดประสงค์ที่พระเจ้าทรงเลือกผู้คนและนำพวกเขามาเฉพาะพระพักตร์พระองค์คืออะไร?  คือเพื่อทำให้ผู้คนเอาใจใส่และเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า เพื่อเดินบนเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิตตามที่พระเจ้าทรงกำกับ และท้ายที่สุดเพื่อให้สามารถแยกแยะถูกผิด สิ่งที่เป็นบวกและเป็นลบได้  นี่คือเจตนารมณ์ของพระเจ้า ในหนทางนี้ บรรดาผู้ที่ติดตามพระเจ้าย่อมกลายเป็นคนที่ดีขึ้นเรื่อยๆ  แล้วศัตรูของพระคริสต์ไร้สำนึกจนถึงระดับใด?  พวกเขาคิดว่า “ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงนำผู้คนมาเฉพาะพระพักตร์พระองค์ ดังนั้นข้าพระองค์ก็จะทำเช่นเดียวกัน พระองค์สามารถทรงเลือกสรรผู้คน อีกทั้งทรงจัดวางเรียบเรียงและทรงครองอธิปไตยเหนือพวกเขาได้ ดังนั้นข้าพระองค์ก็จะทำเช่นเดียวกัน พระองค์ทรงทำให้ผู้คนนบนอบและฟังพระองค์ได้ พระองค์ทรงออกคำสั่งโดยตรงและให้พวกเขาทำตามที่พระองค์ตรัส ดังนั้นข้าพระองค์ก็จะทำเช่นเดียวกัน”  นี่คือการไร้ความเป็นเหตุเป็นผลมิใช่หรือ?  (ใช่)  การไร้ความเป็นเหตุเป็นผลหมายความว่าพวกเขาไม่มีความละอายมิใช่หรือ?  (ใช่)  ผู้คนเป็นของเจ้าหรือ?  พวกเขาควรติดตามเจ้าหรือ?  เหตุใดพวกเขาจึงควรฟังเจ้า?  เจ้าเป็นเพียงหนึ่งในสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่เล็กจ้อย เจ้าจะมุ่งมาดปรารถนาที่จะอยู่เหนือทุกสิ่งได้อย่างไร?  การนี้ไร้ความเป็นเหตุเป็นผลมิใช่หรือ?  (ใช่)

คนบางคนโชคดีมากพอที่จะได้รับเลือกให้เป็นผู้นำในคริสตจักร แต่ในความเป็นจริง ขีดความสามารถและวุฒิภาวะของพวกเขายังไม่ได้มาตรฐาน  การเป็นผู้นำคือการยกชูจากพระเจ้า แต่พวกเขาไม่ได้มองเช่นนั้น  ตรงกันข้าม พวกเขากลับคิดว่า “ในฐานะผู้นำ ฉันดีกว่าและสูงส่งกว่าคนอื่นๆ ฉันไม่ใช่คนธรรมดาอีกต่อไป  ในขณะที่พวกคุณทุกคนต้องก้มหัวและนมัสการเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าด้วยความเชื่อฟัง ฉันไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น เพราะฉันแตกต่างจากพวกคุณ พวกคุณคือสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง แต่ฉันไม่ใช่”  แล้วเจ้าเป็นอะไรหรือ?  เจ้าก็เป็นเลือดเนื้อเหมือนกันมิใช่หรือ?  เจ้าแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร?  ความแตกต่างนั้นอยู่ที่ความไร้ยางอายของเจ้า เจ้าขาดสำนึกแห่งเกียรติและความมีเหตุผล เจ้าเทียบกับสุนัขไม่ได้เสียด้วยซ้ำ  เจ้าทำตัวเอาแต่ใจและเผด็จการ เพิกเฉยต่อคำแนะนำจากผู้อื่น—นั่นคือความแตกต่าง  ไม่ว่าขีดความสามารถของพวกเขาเองจะด้อยเพียงใดหรือประสิทธิผลในการทำสิ่งต่างๆ ของพวกเขาจะต่ำเพียงใด พวกเขาก็ยังคงคิดว่าตนอยู่เหนือคนทั่วไป เชื่อว่าตนมีความสามารถและความสามารถพิเศษ  ดังนั้น ไม่ว่าพวกเขาจะทำสิ่งใด พวกเขาก็ไม่ปรึกษาหารือกับผู้อื่นเพื่อให้บรรลุฉันทามติ คิดไปว่าตนเองมีคุณสมบัติเหมาะสมหรือมีขีดความสามารถสมบูรณ์ที่จะควบคุมทุกสิ่ง  นี่คือความโอหังที่นำไปสู่การสูญสิ้นสำนึกมิใช่หรือ?  นี่คือความหน้าด้านอันไร้ยางอายมิใช่หรือ?  (ใช่)  ก่อนจะมาเป็นผู้นำ พวกเขาทำตัวหงอ พวกเขาเชื่อว่าตนเองมีความสามารถพิเศษและขีดความสามารถ และเก็บงำความทะเยอทะยานบางอย่างไว้ในการกระทำของตน เพียงแต่ขาดโอกาสเท่านั้น  ทันทีที่พวกเขาได้เป็นผู้นำ พวกเขาก็แยกตัวเองออกจากบรรดาพี่น้องชายหญิง วางตัวอยู่ในตำแหน่งที่เหนือกว่า  พวกเขาเริ่มทำตัวเหนือกว่า เผยธาตุแท้ของตนออกมา พวกเขาเริ่มคิดว่าตนเองสามารถสัมฤทธิ์สิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ โดยเชื่อว่า “พระนิเวศของพระเจ้าเลือกคนที่ถูกต้องแล้ว ฉันเป็นคนมีความสามารถพิเศษจริงๆ—ทองแท้ย่อมส่องประกายในที่สุด  ดูฉันตอนนี้สิ พระเจ้าทรงยอมรับฉันแล้วไม่ใช่หรือ?”  ความคิดนี้น่ารังเกียจมิใช่หรือ?  (ใช่)  เจ้าเป็นเพียงหนึ่งในบรรดาสิ่งมีชีวิตทรงสร้างธรรมดาทั่วไป ไม่ว่าพรสวรรค์หรือความสามารถพิเศษของเจ้าจะยิ่งใหญ่เพียงใด อุปนิสัยที่เสื่อมทรามของเจ้าก็เหมือนกับของคนอื่นๆ  หากเจ้าคิดว่าเจ้าเป็นคนพิเศษอันมีเอกลักษณ์ และถือว่าตัวเองเหนือกว่า ต้องการที่จะผงาดขึ้นเหนือทุกคน ต้องการที่จะอยู่เหนือทุกสิ่ง เช่นนั้นเจ้าก็เข้าใจผิดแล้ว  เนื่องจากความเข้าใจผิดนี้ เจ้าจึงทำตัวเอาแต่ใจและเผด็จการ ไม่สามัคคีธรรมหรือปรึกษาหารือกับผู้อื่น และเจ้าก็ถึงกับปรารถนาที่จะดื่มด่ำอยู่กับการที่ผู้อื่นเชื่อฟังและยอมทำตามเจ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิด  ความผิดพลาดอยู่ที่ใด?  (อยู่ที่การวางตัวผิดที่)  เหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงยืนอยู่ในตำแหน่งที่ผิดเสมอ?  มีหนึ่งสิ่งที่แน่นอน  ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเจ้าอาจจะไม่ตระหนัก นั่นคือ ในความเป็นมนุษย์ของพวกเขานั้นมีบางสิ่งที่มากเกินไปเมื่อเทียบกับคนอื่น พวกเขามักจะมีความเข้าใจผิดบางอย่างอยู่เสมอ  ความเข้าใจผิดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?  สิ่งนี้ไม่ได้มาจากพระเจ้า แต่มาจากซาตาน  ทุกสิ่งที่พวกเขาทำ ทุกสิ่งที่พวกเขาเผยและแสดงออกมาไม่ใช่สัญชาตญาณที่อยู่ภายในขอบเขตปกติของความเป็นมนุษย์ แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยอำนาจภายนอก  เหตุใดจึงกล่าวว่าการกระทำของพวกเขานั้นมีเล่ห์เหลี่ยมพิกล อีกทั้งความทะเยอทะยานและความอยากของพวกเขานั้นเกินที่จะควบคุม?  ความอยากที่จะควบคุมผู้คนของพวกเขานั้นเกินขีดจำกัดไปแล้ว  คำว่าเกินขีดจำกัดหมายถึงอะไร?  สิ่งนี้หมายถึงการพึ่งพาวิธีการใดก็ตามจนก้าวข้ามความมีเหตุผลและสำนึกของความละอาย เป็นสิ่งที่ยั้งไม่อยู่เหมือนกับสปริง—มันอาจจะยุบลงไปชั่วคราวในยามที่เจ้ากดมันไว้ แต่ทันทีที่เจ้าปล่อยมือ มันก็เด้งกลับขึ้นมา  นี่คือการถูกความอยากกลืนกินและถูกขับเคลื่อนไปสู่ความหมกมุ่นมิใช่หรือ?  นี่ไม่ใช่การกล่าวเกินจริงเลยแม้แต่น้อย

ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์กุมอำนาจในคริสตจักรใด คริสตจักรนั้นย่อมไม่อาจเรียกว่าคริสตจักรได้อีกต่อไป  บรรดาผู้ที่เคยมีประสบการณ์กับเรื่องนี้ควรจะมีสำนึกในเรื่องนี้  นี่ไม่ใช่บรรยากาศแห่งความสงบสุข ความชื่นบานยินดี และการยกระดับจิตใจร่วมกัน แต่กลับเป็นบรรยากาศแห่งความไม่ลงรอยอันแสนโกลาหล  ทุกคนต่างรู้สึกกระสับกระส่ายและไม่สบายใจเป็นพิเศษ ในใจของพวกเขาไม่อาจรู้สึกได้ถึงสันติสุข ราวกับความวิบัติใหญ่หลวงบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น  คำพูดและการกระทำของศัตรูของพระคริสต์นำมาซึ่งบรรยากาศที่ทำให้หัวใจของผู้คนเริ่มมืดมัว สูญเสียความสามารถในการแยกแยะสิ่งที่เป็นบวกออกจากสิ่งที่เป็นลบ  นอกจากนี้ การถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดเป็นเวลานานทำให้หัวใจของผู้คนห่างเหินจากพระเจ้า นำไปสู่สัมพันธภาพที่ผิดปกติกับพระเจ้า เช่นเดียวกับผู้คนในศาสนาที่เชื่อในพระเจ้าแต่เพียงในนาม ทว่าไม่มีที่ทางสำหรับพระองค์อยู่ในหัวใจ  ยังมีปัญหาจริงอีกประการหนึ่ง นั่นคือ เมื่อพวกศัตรูของพระคริสต์ครองอำนาจ การนี้ย่อมก่อให้เกิดความแตกแยกและความโกลาหลในคริสตจักร  บรรดาผู้ที่รักความจริงไม่รู้สึกถึงความชื่นชมยินดีหรือการปลดปล่อยในการชุมนุม จนอยากออกจากคริสตจักรไปเชื่อในพระเจ้าที่บ้าน  ในยามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจในคริสตจักร ไม่ว่าผู้คนจะเข้าใจความจริงหรือไม่ ทุกคนต่างก็รวมใจและรวมพลังเป็นหนึ่งเดียว สร้างบรรยากาศที่สงบสุขและมั่นคงยิ่งขึ้น ปราศจากความปั่นป่วน  อย่างไรก็ตาม เมื่อใดที่พวกศัตรูของพระคริสต์กระทำการ พวกเขากลับนำมาซึ่งบรรยากาศที่กระวนกระวายและแปลกประหลาด  การก้าวก่ายของพวกเขานำไปสู่การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ผู้คนเริ่มระวังตัวจากกันและกัน ตัดสินกันและกัน และโจมตีกันและกัน บ่อนทำลายกันและกันลับหลัง  เห็นได้ชัดว่าศัตรูของพระคริสต์รับบทบาทใด?  พวกเขาเป็นข้ารับใช้ของซาตาน  ผลพวงจากการกระทำของศัตรูของพระคริสต์มีดังนี้ ประการแรก การตัดสิน ความเคลือบแคลงสงสัย และการระวังตัวซึ่งกันและกันในบรรดาพี่น้องชายหญิง ประการที่สอง การลบเลือนขอบเขตระหว่างชายและหญิง จนค่อยๆ นำไปสู่ปฏิสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสม และประการที่สาม ผู้คนเริ่มเกิดความไม่ชัดเจนเรื่องนิมิตอยู่ในหัวใจ และพวกเขาก็หยุดมุ่งเน้นการปฏิบัติความจริง  พวกเขาไม่รู้วิธีกระทำการให้สอดคล้องกับหลักธรรมความจริงอีกต่อไป  ความเข้าใจในคำสอนเพียงเล็กน้อยที่พวกเขาเคยมีก็หายไป จิตใจของพวกเขากลายเป็นมืดมัว และพวกเขาติดตามพวกศัตรูของพระคริสต์อย่างมืดบอด โดยมุ่งเน้นแต่การวิ่งวุ่นทำงานที่ผิวเผินเท่านั้น  บางคนรู้สึกได้ว่าการติดตามศัตรูของพระคริสต์ไม่นำไปสู่ที่ใดเลย หากเพียงบรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงสามารถรวมตัวกันและทำหน้าที่ของตนร่วมกันได้ การนั้นจะนำมาซึ่งความชื่นบานยินดีเพียงใดเล่า!  เมื่อศัตรูของพระคริสต์ครองอำนาจในคริสตจักร พระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมทรงหยุดพระราชกิจ และความมืดมิดก็ปกคลุมพี่น้องชายหญิง  การเชื่อในพระเจ้าและการทำหน้าที่กลายเป็นเรื่องจืดชืด  หากเป็นเช่นนี้ต่อไปนานวันเข้า พี่น้องชายหญิงส่วนใหญ่ย่อมจะถูกพระเจ้าทรงกำจัดออกไปมิใช่หรือ?

วันนี้ ในแง่หนึ่ง พวกเราได้ชำแหละการสำแดงของพฤติกรรมที่เอาแต่ใจและเผด็จการของศัตรูของพระคริสต์  ในอีกแง่หนึ่ง การชำแหละการสำแดงเหล่านี้ย่อมทำให้ทุกคนตระหนักได้ว่า ต่อให้เจ้าจะไม่ใช่ศัตรูของพระคริสต์ แต่การมีการสำแดงเช่นนั้นก็เชื่อมโยงเจ้าเข้ากับลักษณะนิสัยของศัตรูของพระคริสต์  การกระทำในลักษณะที่เอาแต่ใจและเผด็จการคือการสำแดงของความเป็นมนุษย์ที่ปกติใช่หรือไม่?  ไม่ใช่อย่างแน่นอน ชัดเจนว่านี่คือการแสดงออกของอุปนิสัยที่เสื่อมทราม  ไม่ว่าเจ้าจะมีสถานะสูงส่งเพียงใด หรือเจ้าสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้มากเพียงใด หากเจ้าสามารถเรียนรู้ที่จะสามัคคีธรรมกับผู้อื่นได้ เช่นนั้นเจ้าก็กำลังค้ำจุนหลักธรรมความจริง ซึ่งเป็นข้อกำหนดขั้นต่ำ  เหตุใดจึงกล่าวว่า การเรียนรู้ที่จะสามัคคีธรรมกับผู้อื่นเท่ากับการค้ำจุนหลักธรรม?  หากเจ้าสามารถเรียนรู้ที่จะสามัคคีธรรมได้ นั่นย่อมพิสูจน์ให้เห็นว่าเจ้าไม่ได้ปฏิบัติต่อสถานะของเจ้าประหนึ่งเป็นเครื่องมือหากิน หรือจริงจังกับสถานะมากเกินไป  ไม่ว่าสถานะของเจ้าจะสูงส่งเพียงใด เจ้าก็กำลังปฏิบัติหน้าที่ของตน  การกระทำของเจ้าเป็นไปเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า ไม่ใช่เพื่อสถานะ  ขณะเดียวกันมื่อเผชิญปัญหา หากเจ้าสามารถเรียนรู้ที่จะสามัคคีธรรม และเจ้าสามารถแสวงหาและสามัคคีธรรมกับพี่น้องชายหญิง ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดาทั่วไปหรือคนที่เจ้าทำงานด้วยได้  การนี้ย่อมพิสูจน์ให้เห็นว่าอย่างไร?  นี่แสดงให้เห็นว่า เจ้ามีท่าทีของการแสวงหาและการนบนอบความจริง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงท่าทีของเจ้าที่มีต่อพระเจ้าและความจริงเป็นอันดับแรก  ยิ่งไปกว่านั้น การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าเป็นความรับผิดชอบของเจ้า และการแสวงหาความจริงในงานของเจ้าเป็นเส้นทางที่เจ้าควรเดินตาม  ไม่ว่าผู้อื่นจะตอบสนองต่อการตัดสินใจของเจ้าอย่างไร พวกเขาจะสามารถนบนอบได้หรือไม่ หรือพวกเขานบนอบอย่างไร นั่นเป็นเรื่องของพวกเขา แต่การที่เจ้าจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าอย่างถูกควรและได้มาตรฐานหรือไม่นั้นเป็นเรื่องของเจ้า  เจ้าต้องเข้าใจหลักธรรมของการปฏิบัติหน้าที่ว่านี่ไม่ใช่เรื่องของการนบนอบบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นการนบนอบหลักธรรมความจริง  หากเจ้ารู้สึกว่าเจ้าเข้าใจหลักธรรมความจริง และบรรลุข้อตกลงร่วมกันที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าเหมาะสมผ่านการสามัคคีธรรมกับทุกคน แต่มีอยู่ไม่กี่คนที่ดื้อรั้นและต้องการสร้างปัญหา เจ้าควรทำอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้?  ในกรณีนี้ เสียงข้างน้อยควรทำตามเสียงข้างมาก  ในเมื่อคนส่วนใหญ่บรรลุข้อตกลงร่วมกันแล้ว เหตุใดพวกเขาจึงออกมาสร้างปัญหาเล่า?  พวกเขาจงใจพยายามที่จะก่อการทำลายล้างใช่หรือไม่?  พวกเขาสามารถแสดงความคิดเห็นของตนเพื่อให้ทุกคนแยกแยะความคิดเห็นเหล่านั้น และหากทุกคนกล่าวว่าความคิดเห็นของพวกเขาไม่สอดคล้องกับหลักธรรมและฟังไม่ขึ้น เช่นนั้นพวกเขาก็ควรละทิ้งมุมมองของตนและเลิกยึดติดกับมุมมองเหล่านั้น  หลักธรรมในการจัดการกับเรื่องนี้คืออะไร?  คนเราควรค้ำจุนสิ่งที่ถูกต้องและไม่บังคับผู้อื่นให้เชื่อฟังสิ่งที่ผิด  เข้าใจหรือไม่?  อันที่จริง ก่อนที่ศัตรูของพระคริสต์จะแสดงพฤติกรรมนี้และกระทำการอย่างเอาแต่ใจและเผด็จการ พวกเขามีแผนการของตนอยู่ในใจแล้ว  แน่นอนว่าการเอาแต่ใจและเผด็จการไม่ได้หมายถึงการทำสิ่งที่ถูกต้องหรือการปฏิบัติความจริง  แต่แท้จริงแล้ว นี่หมายถึงการทำสิ่งที่ผิดและสิ่งที่ละเมิดความจริง การเดินตามเส้นทางที่ผิด และการตัดสินใจที่ผิดพลาด ขณะเดียวกันก็ยังคงทำให้ผู้อื่นรับฟังพวกเขา  นี่คือสิ่งที่เรียกว่าการเอาแต่ใจและเผด็จการ  หากบางสิ่งบางอย่างนั้นถูกต้องและสอดคล้องกับความจริง เช่นนั้นก็ต้องยึดมั่นในสิ่งนั้น  นี่ไม่ใช่การเอาแต่ใจและเผด็จการ นี่คือการยึดมั่นในหลักธรรม  สองสิ่งนี้ควรถูกแยกออกจากกัน  โดยหลักแล้ว การเอาแต่ใจและเผด็จการของศัตรูของพระคริสต์หมายถึงสิ่งใด?  (การทำสิ่งต่างๆ ที่ไม่สอดคล้องกับหลักธรรมหรือความจริง และยังคงทำให้ผู้อื่นทำตาม)  ถูกต้อง ไม่ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นคืออะไรกำลังจัดการกับปัญหาใด พวกเขาก็ไม่แสวงหาหลักธรรมความจริง แต่ตัดสินใจโดยอ้างอิงจากมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของตนเอง  พวกเขารู้อยู่แก่ใจว่าการทำเช่นนั้นขัดต่อหลักธรรม แต่ก็ยังต้องการให้ผู้อื่นฟังและนบนอบ  นี่คือแนวทางที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้มาเสมอ

เมื่องานแห่งการเผยแผ่ข่าวประเสริฐเริ่มขึ้นในทีแรก บางคนได้นำหนังสือพระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ไปยังแวดวงศาสนาเพื่อประกาศข่าวประเสริฐ  หลังจากผู้คนในศาสนาได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่เผยความล้ำลึก สามัคคีธรรมเรื่องนิมิต และเสวนาเรื่องการเข้าสู่ชีวิต ทุกคนก็ต่างกล่าวว่าพระวจนะเหล่านั้นดีพอสมควร  อย่างไรก็ตาม พวกเขาพบว่าพระวจนะแห่งการพิพากษาและการเปิดโปงเกี่ยวกับผู้คนบางส่วนมีการเลือกใช้คำที่รุนแรงเกินไป  พวกเขารู้สึกราวกับว่าตนกำลังถูกด่าทอและไม่สามารถยอมรับได้ พลางกล่าวว่า “พระเจ้าสามารถตรัสในหนทางที่ด่าทอผู้คนเช่นนั้นได้หรือ?  อย่างดีที่สุดแล้ว คำพูดเหล่านี้ดูเหมือนจะเขียนโดยคนฉลาดคนหนึ่งเท่านั้น”  ผู้รับผิดชอบในการประกาศข่าวประเสริฐกล่าวว่าเขามีทางออก  ต่อมา เขาได้แก้ไขดัดแปลงพระวจนะของพระเจ้าทุกส่วนที่ไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิด จินตนาการ และรสนิยมของผู้คน ตลอดจนพระวจนะที่เขากลัวว่าจะทำให้ผู้คนเกิดมโนคติอันหลงผิดหลังจากได้อ่าน  ตัวอย่างเช่น พระวจนะที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อเปิดโปงธรรมชาติของมนุษย์ อย่างเช่น “หญิงแพศยา” “โสเภณี” “คนพาล” และวลีต่างๆ เช่น “ถูกเหวี่ยงลงสู่นรก” และ “ถูกเหวี่ยงลงสู่บึงไฟและกำมะถัน” ล้วนถูกลบออกไป  กล่าวโดยสรุปคือ คำใดก็ตามที่สามารถทำให้เกิดมโนคติอันหลงผิดหรือความเข้าใจผิดได้ง่ายล้วนถูกตัดออกไปจนหมดสิ้น  บอกเราทีเถิดว่า หลังจากตัดพระวจนะแห่งการพิพากษา กล่าวโทษ และสาปแช่งเหล่านี้ออกจากพระวจนะของพระเจ้าแล้ว พระวจนะเหล่านั้นยังคงเป็นพระวจนะดั้งเดิมของพระเจ้าอยู่หรือไม่?  (ไม่ใช่)  พระวจนะเหล่านั้นยังคงเป็นพระวจนะที่พระเจ้าทรงแสดงในพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระองค์หรือไม่?  “สุภาพบุรุษสูงวัย” ผู้นี้ไม่ได้ปรึกษาหารือกับผู้ใด อีกทั้งได้ลบพระวจนะของพระเจ้าที่รุนแรงเป็นพิเศษเกี่ยวกับการถลุงและการเปิดโปงอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของผู้คนออกไปมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระวจนะที่เกี่ยวข้องกับช่วงเวลาแห่งบททดสอบของผู้รับใช้  ต่อมา เมื่อคนในศาสนาได้อ่านฉบับแก้ไข พวกเขาก็กล่าวว่า “ไม่เลวเลย พวกเราสามารถเชื่อในพระเจ้าแบบนี้ได้” และพวกเขาก็ยอมรับพระวจนะดังกล่าว  สุภาพบุรุษสูงวัยผู้นี้คิดในใจว่า “ดูสิว่าฉันฉลาดแค่ไหน!  การที่พระวจนะของพระเจ้าใช้ถ้อยคำที่รุนแรงเกินไปนั้นไม่ฉลาดเลย  กับผู้คนเหล่านั้น นี่ล้วนเป็นเรื่องของการเกลี้ยกล่อมพวกเขา—คุณจะพูดสิ่งที่อาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นการด่าทอได้อย่างไร?  แบบนั้นไม่ฉลาดเลย!  ฉันได้แก้ไขดัดแปลงบางส่วน และดูสิว่าเกิดอะไรขึ้น แม้แต่ศิษยาภิบาลในศาสนาก็ยังเต็มใจที่จะเชื่อ และมีผู้คนยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ  เป็นอย่างไรเล่า?  ฉันฉลาดไม่ใช่หรือ?  ฉันปราดเปรื่องไม่ใช่หรือ?  นั่นน่าประทับใจมากเลยไม่ใช่หรือ?”  ผลลัพธ์จากการแก้ไขดัดแปลงของเขาทำให้เขาภูมิใจในตัวเองอย่างเหลือล้น  อย่างไรก็ตาม คนในศาสนาบางคนที่เข้ามาในคริสตจักรพบว่าพระวจนะของพระเจ้าที่พวกเขาได้อ่านนั้นถูกแก้ไขดัดแปลงและแตกต่างจากต้นฉบับในคริสตจักร และปัญหานี้ก็ถูกหยิบยกขึ้นมา  ต่อมา มีการค้นพบว่าสุภาพบุรุษสูงวัยผู้นี้ได้เปลี่ยนแปลงเนื้อหาในพระวจนะของพระเจ้า  พวกเจ้าคิดอย่างไรกับสิ่งที่สุภาพบุรุษสูงวัยผู้นี้ทำลงไป?  อย่าเอ่ยถึงเรื่องเอยเลย จงกล่าวเพียงว่า ถ้อยคำเหล่านั้นไม่ใช่ของคุณ คุณไม่มีสิทธิ์เปลี่ยนแปลงถ้อยคำเหล่านั้น  ต่อให้จะเป็นบทความหรือหนังสือที่เขียนโดยมนุษย์ หากคุณต้องการเปลี่ยนแปลง คุณก็ต้องได้รับความยินยอมจากผู้เขียนต้นฉบับเสียก่อน  หากเขาเห็นด้วย คุณก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้  หากเขาไม่เห็นด้วย คุณก็ห้ามแก้ไขแม้แต่คำเดียว  สิ่งนี้เรียกว่าการเคารพผู้เขียนและผู้อ่าน  หากผู้เขียนไม่มีเรี่ยวแรงที่จะทำการแก้ไขและมอบอำนาจให้เจ้า โดยกล่าวว่าเจ้าสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งใดก็ได้ ตราบใดที่ยังคงความหมายดั้งเดิมไว้และสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ที่ต้องการ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่?  (ใช่)  หากผู้เขียนให้ความยินยอมหรือมอบอำนาจแล้ว เช่นนั้นก็สามารถทำการเปลี่ยนแปลงได้  พฤติกรรมประเภทนี้เรียกว่าอะไร?  นี่คือการชอบด้วยเหตุผลสมควร ถูกทำนองคลองธรรม และถูกควรใช่หรือไม่?  แต่หากผู้เขียนไม่ไม่เห็นด้วยและเจ้าทำการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ได้รับมอบอำนาจจากพวกเขาเล่า?  สิ่งนั้นเรียกว่าอะไร?  (การทำตัวบุ่มบ่ามและดื้อรั้น)  สิ่งนั้นเรียกว่าการทำตัวบุ่มบ่ามและดื้อรั้น เป็นการเอาแต่ใจและเผด็จการ  แล้วสิ่งที่สุภาพบุรุษสูงวัยผู้นี้เปลี่ยนแปลงคืออะไร?  (พระวจนะของพระเจ้า)  พระวจนะดั้งเดิมของพระเจ้าที่ประกอบด้วยอารมณ์ อุปนิสัย และเจตนารมณ์ของพระเจ้าที่ทรงมีต่อมวลมนุษย์  พระวจนะของพระเจ้านั้นเปี่ยมความหมายในวิธีที่ถูกตรัสออกมา  เจ้ารู้ถึงอารมณ์ จุดประสงค์ และผลลัพธ์ที่ต้องการเบื้องหลังพระวจนะแต่ละคำที่พระเจ้าตรัสออกมาหรือไม่?  หากเจ้าไม่สามารถหยั่งถึงสิ่งเหล่านั้นได้ เหตุใดจึงหลับหูหลับตาเปลี่ยนแปลงเล่า?  แต่ละประโยคที่พระเจ้าตรัส การเลือกใช้ถ้อยวจนะ น้ำเสียง และบรรยากาศ อารมณ์ และความรู้สึกที่ทำให้ผู้คนรู้สึก ล้วนถูกกำหนดและพิจารณามาอย่างรอบคอบ  พระเจ้าทรงมีความรอบคอบและพระปัญญา  แล้วสุภาพบุรุษสูงวัยผู้นี้คิดเช่นไร?  เขามองว่าวิธีตรัสของพระเจ้านั้นไม่ฉลาด  นั่นคือวิธีที่เขามองพระราชกิจของพระเจ้า  เขาเชื่อว่า “คนในศาสนาที่ปรารถนาเพียงแค่กินขนมปังให้อิ่มท้องจำเป็นต้องได้รับการเกลี้ยกล่อมและได้รับการปฏิบัติด้วยความรักและความกรุณา  คำพูดจะรุนแรงเช่นนั้นไม่ได้  หากรุนแรงเกินไป พวกเราจะประกาศข่าวประเสริฐได้อย่างไร?  เช่นนั้นแล้วข่าวประเสริฐจะยังได้รับการเผยแผ่อยู่อีกหรือ?”  พระเจ้าไม่ทรงทราบเรื่องนี้หรือ?  (ใช่)  พระเจ้าทรงทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี  เช่นนั้นแล้ว เหตุใดพระองค์จึงยังคงตรัสในหนทางนี้?  นี่คืออุปนิสัยของพระเจ้า  อุปนิสัยของพระเจ้าคืออะไร?  คือการตรัสในหนทางของพระองค์ ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม  หากเจ้าเชื่อ เจ้าก็เป็นหนึ่งในแกะของพระเจ้า หากเจ้าไม่เชื่อ เจ้าก็คือหมาป่า  พระวจนะของพระเจ้าเปิดโปงเจ้าและด่าทอเจ้าเพียงเล็กน้อย แล้วเจ้าก็ไม่ยอมรับว่าเจ้าเป็นผู้เชื่อในพระเจ้ากระนั้นหรือ?  อะไรกัน เจ้าไม่ใช่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างของพระเจ้าอีกต่อไปแล้วหรือ?  พระเจ้าทรงเลิกเป็นพระเจ้าแล้วหรือ?  หากเจ้าสามารถปฏิเสธพระเจ้าได้เพราะเหตุนี้ เช่นนั้นเจ้าก็คือคนชั่ว เป็นมารตนหนึ่ง  พระเจ้าไม่ทรงช่วยผู้คนเช่นนั้นให้รอด ดังนั้นคริสตจักรจึงไม่ควรบังคับหรือเกลี้ยกล่อมให้พวกเขายอมรับ  บางคนกล่าวว่า “ต่อให้พระเจ้าจะทรงด่าทอฉัน ฉันก็เต็มใจอย่างมีความสุข  หากพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า พระองค์ก็ช่วยฉันให้รอดได้  หากพระองค์ทรงโบยตีฉัน เช่นนั้นก็สมควรแล้ว  หากพระองค์ทรงเรียกฉันว่าคนที่เลอะเลือน ฉันก็จะเป็นเช่นนั้น และเลอะเลือนเสียยิ่งกว่านั้นอีก หากพระองค์ทรงเรียกฉันว่าหญิงแพศยา ถึงแม้ว่าฉันจะดูเหมือนไม่ได้ทำสิ่งที่หญิงแพศยาทำ แต่ในเมื่อพระเจ้าตรัสเช่นนั้น ฉันก็รับรู้และยอมรับ”  พวกเขามีความเชื่อ การรับรู้ และการยอมรับที่เรียบง่ายที่สุด และมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าที่เรียบง่ายที่สุด  พระเจ้าทรงต้องการได้รับผู้คนเช่นนั้น  คนบางคนพบว่าพระวจนะของพระเจ้ารุนแรงและทิ่มแทงเกินไป รู้สึกว่าพวกเขาจะไม่ได้รับพร และด้วยเหตุนี้จึงไม่อยากเชื่ออีกต่อไป  พวกเขาคิดว่า “ต่อให้คุณจะเป็นพระเจ้า ฉันก็จะไม่เชื่อในตัวคุณ  ถ้าคุณพูดแบบนี้ ฉันก็จะไม่ติดตามคุณ”  เช่นนั้นก็ไสหัวไปเสีย!  หากเจ้าไม่แม้แต่จะยอมรับพระเจ้า แล้วพระเจ้าจะทรงยอมรับเจ้าในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างของพระองค์ได้อย่างไร?  นั่นเป็นไปไม่ได้!  พระวจนะของพระเจ้าถูกตีแผ่ไว้ตรงนี้แล้ว จะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่เจ้า  หากเจ้าไม่เชื่อ เช่นนั้นก็ไปให้พ้น  เจ้าย่อมจะพลาดโอกาส  หากเจ้าเชื่อ เจ้าจะมีความหวังริบหรี่สำหรับความรอด  การนี้ย่อมยุติธรรมมิใช่หรือ?  (ใช่)  แต่สุภาพบุรุษสูงวัยผู้นี้คิดเช่นนี้หรือไม่?  เขาสามารถมองเห็นพระดำริของพระเจ้าได้อย่างทะลุปรุโปร่งหรือไม่?  (ไม่ได้)  เขาเป็นคนโง่เขลามิใช่ไหรือ?  คนที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณย่อมกระทำการโง่เขลาเช่นนี้  เขามองว่าพระเจ้าทรงเรียบง่ายและไม่สลักสำคัญแม้แต่น้อย คิดไปว่าพระดำริของพระเจ้านั้นไม่ได้สูงส่งไปกว่าความคิดของมนุษย์มากนัก  เขามักจะพูดว่าพระดำริของพระเจ้านั้นสูงส่งกว่าของมนุษย์ โดยเทศนาคำสอนอันยิ่งใหญ่เหล่านี้ในช่วงเวลาปกติ แต่เมื่อเผชิญกับสถานการณ์เข้าจริงๆ เขาเลิกคิดถึงคำพูดเหล่านี้ พลางรู้สึกว่าพระวจนะเหล่านี้ไม่ดูเหมือนสิ่งที่พระเจ้าจะตรัส  ในหัวใจของเขานั้นจำพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงไม่อาจยอมรับพระวจนะเหล่านี้ได้  ในขณะที่กำลังประกาศข่าวประเสริฐ เขาก็ฉวยโอกาสรีบเปลี่ยนพระวจนะของพระเจ้าภายใต้ข้ออ้างที่ว่า “ประกาศข่าวประเสริฐอย่างมีประสิทธิผลและได้รับผู้คนมากขึ้น” เสียด้วยซ้ำ  สุดท้ายแล้ว เราได้ระบุลักษณะพฤติกรรมของเขาว่าอย่างไร?  ว่าเป็นการดัดแปลงพระวจนะของพระเจ้าโดยมิชอบ  การดัดแปลงโดยมิชอบหมายถึงอะไร?  นี่หมายถึงการเพิ่ม ลด หรือแก้ไขดัดแปลงความหมายดั้งเดิมตามอำเภอใจ การเปลี่ยนแปลงความหมายที่ผู้เขียนตั้งใจไว้ การเพิกเฉยต่อเจตนารมณ์และจุดประสงค์เริ่มแรกที่ผู้เขียนต้องการพูด และจากนั้นก็แก้ไขดัดแปลงสิ่งเหล่านั้นอย่างส่งเดช  สิ่งนี้เรียกว่าการดัดแปลงโดยมิชอบ  เขามีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าหรือไม่?  (ไม่มี)  ช่างบังอาจนัก!  นี่คือสิ่งที่มนุษย์จะทำใช่หรือไม่?  (ไม่ใช่)  นี่คืองานของมาร ไม่ใช่ของมนุษย์  เจ้าไม่สามารถแก้ไขดัดแปลงคำพูดของคนธรรมดาคนหนึ่งอย่างส่งเดชได้เสียด้วยซ้ำ เจ้าต้องเคารพความคิดเห็นของผู้เขียน  หากเจ้าต้องการเปลี่ยนแปลง เจ้าจำเป็นต้องแจ้งให้พวกเขาทราบล่วงหน้าและได้รับความยินยอมจากพวกเขา และหลังจากได้รับอนุญาตจากพวกเขาแล้วเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถทำการแก้ไขดัดแปลงตามความคิดเห็นของพวกเขาได้  สิ่งนี้เรียกว่าความเคารพ  สำหรับพระเจ้า สิ่งที่จำเป็นต้องมีนั้นมากกว่าแค่ความเคารพอย่างมาก!  หากพระวจนะของพระเจ้าตีพิมพ์ผิดแม้กระทั่งประโยคเดียว หากคำนำหน้าในไวยากรณ์ตกหล่นไปแม้แต่คำเดียว เจ้าก็ต้องถามสิ่งนี้ว่ารับได้หรือไม่ หากไม่ได้ เจ้าก็ต้องพิมพ์หน้านั้นใหม่  การนี้จำเป็นต้องมีท่าทีที่จริงจังและรับผิดชอบเช่นนั้น นี่เรียกว่าการมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า  สุภาพบุรุษสูงวัยผู้นี้มีหัวใจเช่นนั้นหรือไม่?  (ไม่มี)  เขาไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า  เขาถือว่าพระเจ้าอยู่ต่ำกว่าตน เขาช่างบังอาจอย่างถึงที่สุด  คนเช่นนั้นควรถูกขับไล่

ไม่นานมานี้มีเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันเกิดขึ้น  คนบางคนได้ใช้ข้ออ้างเรื่องการประกาศข่าวประเสริฐและการได้รับผู้คนมากขึ้นมาเป็นเหตุผลในการแก้ไขดัดแปลงพระวจนะของพระเจ้าอย่างส่งเดชอีกครั้ง  ทว่าครั้งนี้ดีกว่าครั้งที่แล้วเล็กน้อย ในเหตุการณ์ที่แล้ว การนี้ถูกทำไปอย่างเอาแต่ใจและเผด็จการ ไม่มีการสามัคคีธรรมกับผู้อื่น กระทำการอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าและไม่สนใจเพื่อแก้ไขพระวจนะของพระเจ้าโดยมิชอบ  คราวนี้ พวกเขาถามเบื้องบนก่อนว่า “ผู้คนจากกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งไม่สามารถยอมรับคำศัพท์บางคำในพระวจนะของพระเจ้าได้  พวกเราเลยคิดหากลยุทธ์ที่จะลบหรือเปลี่ยนแปลงคำศัพท์เหล่านั้น รวมถึงคำกล่าวหรือข้อความในพระวจนะของพระเจ้าในส่วนที่พวกเขาไม่สามารถยอมรับได้ แล้วจึงประกาศกับพวกเขาด้วยพระวจนะของพระเจ้าฉบับที่ปรับแต่งมาเป็นพิเศษ  แบบนั้นพวกเขาย่อมจะเชื่อไม่ใช่หรือ?”  ดูเอาเถิด พวกเขาช่างบังอาจเสียจริง  นี่คือพฤติกรรมประเภทใด?  หากปฏิบัติด้วยความผ่อนปรน ผู้คนเช่นนั้นก็อาจถูกมองว่าโง่เขลาและไม่รู้ความ และยังเด็กเกินไป พวกเขาอาจเพียงถูกบอกไม่ให้ทำเช่นนั้นอีก  แต่หากพวกเราระบุลักษณะธรรมชาติของสิ่งที่พวกเขาทำ พวกเขากำลังแก้ไขดัดแปลงพระวจนะของพระเจ้าอย่างส่งเดชเพื่อเอาใจซาตาน  สิ่งนี้เรียกว่าอะไร?  นี่คือพฤติกรรมของยูดาส ของคนทรยศและผู้หักหลัง ที่ขายองค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อความรุ่งโรจน์  พวกเขาแก้ไขพระวจนะของพระเจ้าโดยมิชอบ ทำให้พระวจนะเหล่านั้นถูกใจและเป็นที่ยอมรับของผู้คนมากขึ้นเพื่อเอาใจพวกเขาและทำให้พวกเขายอมรับข่าวประเสริฐ—สิ่งนี้เทียบเท่ากับสิ่งใด?  ต่อให้บนแผ่นดินโลกไม่มีใครเชื่อแม้แต่คนเดียว พระวจนะของพระเจ้าจะเลิกเป็นพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่?  ธรรมชาติแห่งพระวจนะของพระเจ้าจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่?  (ไม่)  พระวจนะของพระเจ้าจะเป็นความจริงก็ต่อเมื่อพวกเขายอมรับ และหากพวกเขาไม่ยอมรับ พระวจนะของพระองค์ก็ไม่ใช่ความจริงกระนั้นหรือ?  ธรรมชาติแห่งพระวจนะของพระเจ้าสามารถเปลี่ยนแปลงได้เพราะเหตุนี้หรือ?  ไม่ใช่อย่างแน่นอน  ความจริงก็คือความจริง หากเจ้าไม่ยอมรับ เจ้าก็ย่อมพินาศ!  บางคนที่ประกาศข่าวประเสริฐนั้นคิดว่า “พวกเขาช่างน่าเวทนาเหลือเกินที่ไม่ยอมรับ!  พวกเขาช่างเป็นคนที่ยิ่งใหญ่และสูงส่งเหลือเกิน  พระเจ้าทรงรักและทรงกรุณาต่อพวกเขามาก พวกเราจะไม่แสดงความรักต่อพวกเขาบ้างได้อย่างไร?  พวกเรามาเปลี่ยนแปลงพระวจนะของพระเจ้าเพื่อให้พวกเขาสามารถยอมรับได้กันเถิด  ผู้คนเหล่านั้นช่างยอดเยี่ยม และพระเจ้าทรงดีและทรงกรุณาต่อพวกเขาเหลือเกิน  พวกเราควรคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า!”  นี่คือการเสแสร้งมิใช่หรือ?  (ใช่)  นักต้มตุ๋นอีกคน—ผู้ที่ไม่เข้าใจความจริง ย่อมทำได้เพียงเรื่องโง่เขลาเท่านั้น!  มีการกล่าวไปแล้วว่า คนที่แก้ไขพระวจนะของพระเจ้าโดยมิชอบได้ถูกจัดการและถูกขับไล่แล้ว และตอนนี้ก็มีคนที่อยากจะแก้ไขพระวจนะเหล่านั้นโดยมิชอบอีก  พวกเขาพยายามที่จะสัมฤทธิ์สิ่งใด?  นี่คือการขายองค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อความรุ่งโรจน์มิใช่หรือ?  (ใช่)  นี่คือการขายองค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อความรุ่งโรจน์ นี่คือการเอาใจซาตาน  พระวจนะของพระเจ้าไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริงหรือ?  พระวจนะเหล่านั้นไม่สามารถนำเสนออย่างเปิดเผยหรอกหรือ?  เจ้าไม่ยอมรับหรือว่าพระวจนะเหล่านั้นคือความจริง?  หากเจ้าไม่ยอมรับ แล้วเหตุใดเจ้าจึงยังเชื่ออยู่เล่า?  หากเจ้าไม่สามารถยอมรับความจริงได้ การเชื่อในพระเจ้าจะมีประโยชน์อันใด?  ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะสัมฤทธิ์ความรอดเช่นนี้  ไม่ว่าพระเจ้าจะตรัสอย่างไร ไม่ว่าพระองค์จะทรงใช้พระวจนะใดที่ไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของเจ้า พระองค์ก็ยังทรงเป็นพระเจ้า และแก่นแท้ของพระองค์ก็ไม่เปลี่ยนแปลง  ไม่ว่าเจ้าจะพูดจาน่าฟังเพียงใด ไม่ว่าเจ้าจะทำสิ่งใด ไม่ว่าเจ้าจะคิดว่าตนเองใจดี มีเมตตา หรือเปี่ยมรักเพียงใด เจ้าก็ยังคงเป็นมนุษย์ เป็นมนุษย์ที่เสื่อมทราม  เจ้าปฏิเสธที่จะยอมรับว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริงและพยายามที่จะแก้ไขดัดแปลงพระวจนะของพระเจ้าเพื่อเอาใจซาตาน  นี่คือพฤติกรรมประเภทใดหรือ?  สิ่งนี้ช่างน่าดูหมิ่นนัก!  เราคิดว่าหลังจากการสามัคคีธรรมถึงการแก้ไขพระวจนะของพระเจ้าโดยมิชอบก่อนหน้านี้ ปัญหาเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในการประกาศข่าวประเสริฐตอนนี้  แต่ไม่น่าเชื่อเลยว่า ยังมีคนกล้าจะแก้ไขโดยมิชอบและมีความคิดเช่นนั้น  ท่าทีที่ผู้คนเหล่านี้มีต่อพระวจนะของพระเจ้าคืออะไร?  (ความไม่ยำเกรง)  พวกเขาช่างบุ่มบ่ามเหลือเกิน!  ในหัวใจของพวกเขา พระวจนะของพระเจ้านั้นเบาหวิวราวกับขนนก ไม่ได้ส่งผลแต่อย่างใด  พวกเขาคิดว่า “พระวจนะของพระเจ้านั้นกล่าวอย่างไรก็ได้ ฉันสามารถเปลี่ยนแปลงพระวจนะของพระองค์ได้ตามใจชอบ  การทำให้พระวจนะเหล่านั้นสอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดและรสนิยมของมนุษย์ย่อมจะดีกว่า  พระวจนะของพระเจ้าควรเป็นเช่นนั้น!”  บรรดาผู้ที่ทำสิ่งต่างๆ อย่างเช่น การแก้ไขพระวจนะของพระเจ้าโดยมิชอบสามารถระบุได้ว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์  พวกเขากระทำการอย่างทำบุ่มบ่ามและไม่ยั้งคิด แก้ไขโดยมิชอบแบบส่งเดช พวกเขาเป็นคนเอาแต่ใจและเผด็จการ และมีอุปนิสัย รวมถึงลักษณะนิสัยเช่นเดียวกับศัตรูของพระคริสต์คนอื่นๆ  ยังมีอีกหนึ่งประเด็น นั่นคือ เมื่อพวกเขาเผชิญกับอันตรายหรือเมื่อผลประโยชน์ของพวกเขาได้รับความเสียหาย ความคิดและการกระทำแรกของพวกเขาคืออะไร?  พวกเขาเลือกสิ่งใด?  พวกเขาเลือกที่จะทรยศผลประโยชน์ของพระเจ้าและผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าเพื่อปกป้องตนเอง  พวกที่แก้ไขพระวจนะของพระเจ้าโดยมิชอบนั้น พวกเขาทำไปเพื่อให้การประกาศข่าวประเสริฐมีประสิทธิผลจริงหรือ?  แรงจูงใจแอบแฝงเบื้องหลังสิ่งที่พวกเขาเรียกว่าประสิทธิผลคืออะไร?  พวกเขาต้องการโอ้อวดความสามารถพิเศษและขีดความสามารถของตน ทำให้ผู้คนเห็นว่า “ดูสิว่าฉันมีขีดความสามารถแค่ไหน!  เห็นไหมว่าหลังจากฉันแก้ไขดัดแปลงแล้ว การประกาศข่าวประเสริฐมีประสิทธิผลแค่ไหน?  พวกคุณไม่มีทักษะแบบเดียวกัน พวกคุณคงจะไม่กล้าคิดแบบนั้นเสียด้วยซ้ำ  ดูเอาเถิด ด้วยความคิดและการกระทำของฉัน เห็นผลลัพธ์ที่ฉันบรรลุไหม?”  ผู้คนเหล่านี้ไม่ใส่ใจพระวจนะของพระเจ้าและแก้ไขพระวจนะเหล่านั้นโดยมิชอบเพื่อสนองความทะเยอทะยานและความอยากที่จะไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและสถานะของตน  พวกเขามีลักษณะนิสัยของศัตรูของพระคริสต์มิใช่หรือ?  การระบุว่าพวกเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์นั้นไม่ใช่เรื่องที่ไม่ยุติธรรมเลยแม้แต่น้อย

การสำแดงอีกประการหนึ่งของการเอาแต่ใจและเผด็จการของศัตรูของพระคริสต์คืออะไร?  พวกเขาไม่เคยสามัคคีธรรมความจริงกับพี่น้องชายหญิง และไม่เคยแก้ไขปัญหาที่แท้จริงของผู้คนเลย  ในทางกลับกัน พวกเขาเพียงแค่เทศนาคำพูดและคำสอนเพื่อสั่งสอนผู้คน และถึงกับบังคับให้ผู้อื่นเชื่อฟังตนเองเสียด้วยซ้ำ  แล้วพวกเขามีท่าทีและแนวทางอย่างไรต่อเบื้องบนและต่อพระเจ้า?  ไม่มีอะไรเลยนอกจากความหลอกลวงและการตีสองหน้า  ไม่ว่าจะเป็นปัญหาใดในคริสตจักร พวกเขาก็ไม่เคยรายงานสิ่งใดต่อเบื้องบนเลย  ไม่ว่าพวกเขาจะทำสิ่งใด พวกเขาไม่เคยสอบถามเบื้องบน  การนี้ดูเหมือนว่า พวกเขาไม่มีปัญหาที่ต้องอาศัยการสามัคคีธรรมหรือแนวทางจากเบื้องบน—ทุกสิ่งที่พวกเขาทำนั้นลับๆ ล่อๆ และซ่อนเร้น และอยู่เบื้องหลัง  สิ่งนี้เรียกว่าการบงการอย่างมีลับลมคมใน ซึ่งพวกเขาปรารถนาที่จะมีสิทธิ์ชี้ขาดและเป็นผู้ตัดสินใจ  อย่างไรก็ตาม บางครั้งพวกเขาก็แสร้งทำช่นกัน โดยหยิบยกเรื่องสัพเพเหระมาสอบถามเบื้องบน สร้างภาพเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง ทำให้เบื้องบนเชื่ออย่างผิดๆ ว่าพวกเขาแสวงหาความจริงในทุกสิ่งด้วยความพิถีพิถันอย่างถึงที่สุด  ในความเป็นจริง พวกเขาไม่เคยแสวงหาการชี้แนะในเรื่องที่สลักสำคัญเลย ตัดสินใจเพียงฝ่ายเดียวและปิดบังไม่ให้เบื้องบนรู้  หากมีปัญหาเกิดขึ้น พวกเขายิ่งมีแนวโน้มที่จะไม่รายงาน โดยกลัวว่าสิ่งนั้นอาจจะส่งผลกระทบต่ออำนาจ สถานะ หรือความมีหน้ามีตาของพวกเขา  ศัตรูของพระคริสต์กระทำการอย่างเอาแต่ใจและเผด็จการ พวกเขาไม่เคยสามัคคีธรรมกับผู้อื่นและบังคับให้ผู้อื่นเชื่อฟังพวกเขา  พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ การสำแดงหลักของพฤติกรรมนี้คือการดำเนินกิจการของตนเอง การบ่มเพาะอิทธิพลของตน พรรคพวกส่วนตัว และเส้นสายของตน การไล่ตามไขว่คว้ากิจการของตนเอง แล้วจากนั้น พวกเขาก็ทำในสิ่งที่ตนพอใจ ทำสิ่งทั้งหลายที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง และกระทำการโดยปราศจากความโปร่งใส  ความปรารถนาและความอยากให้ผู้อื่นนบนอบต่อตนของศัตรูของพระคริสต์นั้นรุนแรงเป็นพิเศษ พวกเขาคาดหวังให้ผู้คนเชื่อฟังพวกเขาเหมือนนายพรานที่ทำให้สุนัขล่าเนื้อของเขาเชื่อฟังคำสั่งของตน โดยไม่อนุญาตให้มีการแยกแยะถูกผิด ยืนกรานให้ยอมทำตามและนบนอบโดยสมบูรณ์

การสำแดงถึงความเอาแต่ใจและเผด็จการอีกประการหนึ่งของศัตรูของพระคริสต์สามารถสังเกตได้จากสถานการณ์ต่อไปนี้  ตัวอย่างเช่น หากผู้นำของคริสตจักรแห่งหนึ่งเป็นศัตรูของพระคริสต์ และหากผู้นำและคนทำงานระดับสูงกว่าตั้งใจที่จะศึกษาและแทรกแซงงานของคริสตจักรนั้น ศัตรูของพระคริสต์ผู้นี้จะยอมหรือไม่?  ไม่ยอมอย่างแน่นอน  เขาควบคุมคริสตจักรถึงขั้นไหน?  ราวกับป้อมปราการที่ไม่อาจเจาะผ่านได้ เข็มก็แทงไม่เข้าและน้ำไม่อาจซึมผ่าน เขาไม่ยอมให้ผู้ใดเข้ามาเกี่ยวข้องหรือถามไถ่ทั้งสิ้น  เมื่อเขาทราบว่าผู้นำและคนทำงานกำลังจะมาศึกษาเกี่ยวกับงาน เขาก็กล่าวกับพี่น้องชายหญิงว่า “ผมไม่รู้ว่าคนพวกนี้มีจุดมุ่งหมายออะไรในการมา  พวกเขาไม่เข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริงของคริสตจักรเรา  หากพวกเขาเข้ามาแทรกแซง พวกเขาก็อาจก่อกวนงานคริสตจักรเราได้”  นั่นคือวิธีที่เขาชักพาพี่น้องชายหญิงให้หลงผิด  เมื่อผู้นำและคนทำงานมาถึง เขาก็หาเหตุผลและข้ออ้างต่างๆ นานามากีดกันไม่ให้พี่น้องชายหญิงพูดคุยติดต่อกับคนเหล่านั้น ขณะเดียวกันก็ต้อนรับผู้นำและคนทำงานอย่างหน้าซื่อใจคดง กันพวกเขาให้แยกไปอยู่ที่หนึ่งภายใต้ข้ออ้างเรื่องการรับรองความปลอดภัยของพวกเขา แต่ในความเป็นจริงแล้ว นั่นก็เพื่อขัดขวางไม่ให้พวกเขาพบกับพี่น้องชายหญิงและเรียนรู้สถานการณ์จากพี่น้องชายหญิงเหล่านี้  เมื่อผู้นำและคนทำงานถามไถ่เกี่ยวกับสถานการณ์ของงาน ศัตรูของพระคริสต์ก็ทำการหลอกลวงด้วยการนำเสนอภาพเท็จ เขาหลอกลวงคนที่อยู่สูงกว่าตนและปิดบังความจริงจากคนที่อยู่เบื้องล่าง แต่งเติมคำพูด และพูดถึงประสิทธิผลของงานแบบเกินจริงเพื่อหลอกลวงพวกเขา  เมื่อผู้นำและคนทำงานเสนอให้มีการพบปะกับพี่น้องชายหญิงของคริสตจักร เขาก็ตอบว่า “ผมยังไม่ได้จัดการเตรียมการอะไรไว้เลย!  คุณไม่ได้แจ้งผมก่อนจะมา  หากคุณแจ้ง ผมก็คงจะจัดแจงให้พี่น้องชายหญิงบางคนให้มาพบปะกับคุณแล้ว  แต่เมื่อพิจารณาถึงสภาพแวดล้อมที่เป็นปรปักษ์ในปัจจุบัน เพื่อเหตุผลด้านความปลอดภัย พวกคุณไม่ควรพบปะกับพี่น้องชายหญิงจะดีกว่า”  ถึงแม้ว่าคำพูดของเขาจะฟังดูมีเหตุผล แต่คนที่มีวิจารณญาณย่อมสามารถมองเห็นปัญหาได้ว่า “เขาไม่ต้องการให้ผู้นำและคนทำงานพบปะกับพี่น้องชายหญิงเพราะเขากลัวถูกเปิดโปง กลัวว่าข้อบกพร่องและความเบี่ยงเบนในงานของเขาจะถูกเผยออกมา”  ศัตรูของพระคริสต์คนนี้ควบคุมพี่น้องชายหญิงของคริสตจักรไว้อย่างแน่นหนา  หากผู้นำและคนทำงานไม่มีความรับผิดชอบ พวกเขาก็สามารถถูกศัตรูของพระคริสต์หลอกลวงและตบตาได้ง่าย  สถานการณ์ที่แท้จริงของพี่น้องชายหญิงของคริสตจักร ความยากลำบากของพวกเขาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข สามัคคีธรรมและคำเทศนาของเบื้องบน รวมถึงหนังสือพระวจนะของพระเจ้าถูกส่งมอบให้พี่น้องชายหญิงอย่างทันท่วงทีหรือไม่ โครงการงานต่างๆ ของคริสตจักรมีความคืบหน้าอย่างไร มีความเบี่ยงเบนหรือปัญหาหรือไม่—ทั้งหมดนี้ผู้นำและคนทำงานย่อมจะไม่รู้เลย  พี่น้องชายหญิงก็ไม่ตระหนักถึงการจัดแจงเตรียมงานใหม่ๆ ในพระนิเวศของพระเจ้าเช่นกัน ดังนั้น ศัตรูของพระคริสต์จึงควบคุมคริสตจักรแบบเบ็ดเสร็จ ผูกขาดอำนาจและมีสิทธิ์ชี้ขาดในเรื่องทั้งหลาย  พี่น้องชายหญิงของคริสตจักรไม่มีโอกาสได้ติดต่อกับผู้นำและคนทำงานระดับสูง และเมื่อไม่รู้ข้อเท็จจริงที่เป็นจริง พวกเขาจึงถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดและควบคุมเอาไว้  ผู้นำและคนทำงานที่มาตรวจสอบเหล่านี้ ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะพูดอย่างไร พวกเขาก็ขาดวิจารณญาณและยังคงคิดว่าศัตรูของพระคริสต์ทำงานได้ดี ไว้วางใจเขาอย่างสมบูรณ์  สิ่งนี้เทียบเท่ากับเป็นการไว้วางใจมอบหมายประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้ศัตรูของพระคริสต์ดูแล  ในยามที่ศัตรูของพระคริสต์ชักพาผู้คนให้หลงผิด หากผู้นำและคนทำงานไม่สามารถแยกแยะได้ ไม่มีความรับผิดชอบ และไม่รู้ว่าจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร นี่ย่อมเป็นการขัดขวางงานของคริสตจักรและสร้างความเสียหายต่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรมิใช่หรือ?  ผู้นำและคนทำงานเช่นนี้คือผู้นำและคนทำงานเทียมเท็จมิใช่หรือ?  สำหรับคริสตจักรที่ถูกควบคุมโดยศัตรูของพระคริสต์ ผู้นำและคนทำงานต้องแทรกแซงและถามไถ่ และพวกเขาจำเป็นต้องจัดการและกำจัดศัตรูของพระคริสต์อย่างทันท่วงที—นี่คือเรื่องที่ไม่ต้องสงสัยเลย  หากมีผู้นำเทียมเท็จที่ไม่ทำงานจริงและเพิกเฉยต่อการที่ศัตรูของพระคริสต์ชักพาประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้หลงผิด ประชากรที่ทรงเลือกสรรก็ควรเปิดโปงผู้นำและคนทำงานเทียมเท็จเหล่านี้ รายงานพวกเขา ปลดพวกเขาออกจากตำแหน่ง และหาผู้นำที่ดีมาแทนที่พวกเขา  นี่เป็นหนทางเดียวที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องศัตรูของพระคริสต์ชักพาผู้คนให้หลงผิดได้อย่างสมบูรณ์  บางคนอาจจะกล่าวว่า “ผู้นำและคนทำงานเช่นนั้นอาจจะมีขีดความสามารถต่ำและขาดวิจารณญาณ ซึ่งเป็นเหตุผลที่พวกเขาไม่สามารถจัดการและแก้ไขปัญหาเรื่องศัตรูของพระคริสต์ได้  พวกเขาไม่ได้ทำโดยเจตนา  พวกเขาก็ควรได้รับโอกาสอีกครั้งไม่ใช่หรือ?”  ผู้นำที่เลอะเลือนเช่นนี้ไม่ควรได้รับโอกาสอีกต่อไป  หากได้รับโอกาสอีกครั้ง พวกเขาก็มีแต่จะสร้างความเสียหายให้แก่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรต่อไปเท่านั้น  นี่เป็นเพราะพวกเขาไม่ใช่คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาขาดมโนธรรมและสำนึก ทั้งยังกระทำการโดยไร้หลักธรรม—พวกเขาคือคนน่ารังเกียจที่ควรถูกกำจัดออกไป!  ในช่วงสองปีที่ผ่านมา พี่น้องชายหญิงบางคนในคริสตจักรบางแห่งได้รวมพลังกันเพื่อปลดผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ที่ไม่ทำงานจริงเช่นนี้ โดยทำให้พวกเขาถูกปลดและถูกกำจัดออกไป  นั่นเป็นเรื่องดีมิใช่หรืออ?  (ใช่)  การได้ยินข่าวดีเช่นนี้ทำให้เราพอใจนัก  นี่คือหลักฐานที่ดีที่สุดที่แสดงให้เห็นว่าประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรกำลังเติบโตในชีวิตและเข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้องของการเชื่อในพระเจ้า  สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าผู้คนได้มีรับวิจารณญาณและวุฒิภาวะบ้างแล้ว และไม่ถูกผู้นำเทียมเท็จ ศัตรูของพระคริสต์ และพวกปีศาจชั่วควบคุมอีกต่อไป  ผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ธรรมดาทั่วไปไม่สามารถชักพาประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร ผู้ซึ่งไม่ได้ถูกสถานะหรืออำนาจบีบคั้นอีกต่อไป ให้หลงผิดหรือควบคุมพวกเขาได้อีกต่อไป  พวกเขามีความกล้าที่จะแยกแยะและเปิดโปงผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ กล้าที่จะขับไล่และปลดคนเหล่านั้น  อันที่จริง ไม่ว่าจะเป็นผู้นำและคนทำงานหรือคนธรรมดาทั่วไปในหมู่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร พวกเขาทุกคนล้วนมีสถานะที่เท่าเทียมกันเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า แตกต่างกันเพียงหน้าที่ของพวกเขาเท่านั้น  ในพระนิเวศของพระเจ้านั้นไม่มีความแตกต่างในเรื่องสถานะ มีเพียงความแตกต่างในเรื่องหน้าที่และความรับผิดชอบเท่านั้น  เมื่อเผชิญหน้ากับผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ที่มาก่อกวนงานของคริสตจักร ทั้งผู้นำและคนทำงาน รวมถึงประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรควรเปิดโปงและรายงานพวกเขา จัดการกับพวกเขาอย่างทันท่วงที โดยขับไล่ศัตรูของพระคริสต์ออกจากคริสตจักร  นี่คือความรับผิดชอบร่วมที่ทุกคนต่างมีเหมือนกัน

ศัตรูของพระคริสต์เอาแต่ใจและเผด็จการ ไม่เคยสามัคคีธรรมกับผู้อื่น และต้องมีสิทธิ์ชี้ขาดในทุกเรื่อง—ปัญหาเหล่านี้ล้วนเห็นได้อย่างชัดเจนมิใช่หรือ?  การสามัคคีธรรมกับผู้อื่นและการแสวงหาหลักธรรมไม่ใช่พิธีการหรือกระบวนการที่ทำอย่างผิวเผิน จุดมุ่งหมายคืออะไร?  (คือเพื่อปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างมีหลักธรรม และเพื่อให้มีเส้นทางในการปฏิบัติหน้าที่เหล่านั้น)  ถูกต้อง การนั้นก็เพื่อให้สามารถมีหลักธรรมและเส้นทางในการปฏิบัติหน้าที่ของตน  เจ้าต้องเข้าใจเสียก่อนว่า มีเพียงการแสวงหาความจริงในพระวจนะของพระเจ้าและการเข้าใจหลักธรรมเท่านั้นที่จะทำให้คนเราสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างมีประสิทธิผล  หากเจ้าสามัคคีธรรมความจริงเพื่อแก้ไขปัญหา เจ้าควรจะใช้แนวทางใด?  ใครที่จำเป็นต้องเข้ามามีส่วนร่วม?  ควรเลือกบุคคลที่ถูกต้อง โดยหลักแล้วเจ้าควรสามัคคีธรรมกับคนที่มีขีดความสามารถดีที่สามารถเข้าใจความจริง เพราะสิ่งนี้จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เห็นผล  นี่คือสิ่งที่สำคัญยิ่ง  หากเจ้าเลือกผู้คนที่เลอะเลือนที่มีขีดความสามารถต่ำซึ่งขาดสำนึก คนที่ไม่ว่าจะหารือกันมากเพียงใดก็ไม่ทำให้พวกเขาเข้าใจหรือเข้าถึงความจริงได้ เช่นนั้นแล้ว ต่อให้มีการสามัคคีธรรมความจริงมากมายเพียงใด ก็ย่อมจะไม่เกิดผลลัพธ์ใดเลย  ไม่ว่าเกิดปัญหาใดขึ้นในคริสตจักร ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับทราบ และควรรู้ถึงสถานการณ์ของงานคริสตจักรและปัญหาที่มีอยู่  หากผู้นำและคนทำงานหลอกลวงคนที่อยู่สูงกว่าตนเองและปิดบังความจริงจากคนที่อยู่เบื้องล่าง ใช้วิธีการที่ตั้งใจจะทำให้ผู้อื่นสับสน ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรก็มีสิทธิ์ที่จะเปิดโปงและรายงานพวกเขา หรือนำสถานการณ์ดังกล่าวไปแจ้งต่อผู้ที่อยู่ระดับสูงกว่า  นี่เป็นหน้าที่และภาระผูกพันของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเช่นกัน  ผู้นำเทียมเท็จบางคนกระทำการอย่างเอาแต่ใจและเผด็จการ โดยควบคุมประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรในคริสตจักร  นี่คือการต้านทานและต่อต้านพระเจ้า นี่คือการปฏิบัติที่ศัตรูของพระคริสต์เป็นมาเสมอ  หากประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไม่เปิดโปงและรายงานเรื่องนี้ และงานของคริสตจักรถูกขัดขวางหรือหยุดชะงัก คนที่ต้องรับผิดชอบย่อมจะไม่ใช่เพียงผู้นำและคนทำงานเท่านั้น แต่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรก็ต้องรับผิดชอบด้วยเช่นกัน เพราะประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรคือผู้ที่ทนทุกข์ในยามที่ผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์กุมอำนาจในคริสตจักร ซึ่งอาจจะทำลายโอกาสในการได้รับความรอดของพวกเขา  ดังนั้นแล้ว ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจึงมีสิทธิ์และมีความรับผิดชอบที่จะรายงานและเปิดโปงผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่องานของคริสตจักรและการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร  ผู้นำและคนทำงานบางคนกล่าวว่า “พวกคุณทุกคนบอกว่าฉันเอาแต่ใจและเผด็จการใช่ไหม?  คราวนี้ฉันจะไม่เป็นแบบนั้นแล้ว  ฉันจะให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นของตัวเอง  หนึ่งวัน สองวัน—ไม่ว่าจะนานแค่ไหนฉันก็จะรอ เพื่อให้พวกคุณแบ่งปันความคิดเห็นเหล่านั้น”  บางครั้ง เมื่อเผชิญกับปัญหาพิเศษบางอย่าง การโต้เถียงก็ดำเนินไปหลายวันโดยไม่มีข้อยุติ และพวกเขาก็เอาแต่รอ  พวกเขารอจนกว่าทุกคนจะบรรลุข้อตกลงร่วมกันค่อยดำเนินงานต่อ  มีกี่งานที่ล่าช้าออกไปเพราะเรื่องนี้?  การนี้ทำให้สิ่งต่างๆ ล่าช้าออกไปอย่างมาก นี่คือการสำแดงถึงการไร้ความรับผิดชอบอย่างชัดเจน  ผู้นำหรือคนทำงานจะบริหารจัดการงานของคริสตจักรอย่างมีประสิทธิผลได้อย่างไรหากพวกเขาไม่สามารถตัดสินใจได้?  ในงานของคริสตจักร ขณะที่ผู้นำและคนทำงานมีอำนาจในการตัดสินใจ พี่น้องชายหญิงก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับทราบ  อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดแล้ว ผู้นำและคนทำงานคือคนที่ต้องตัดสินใจ  หากผู้นำหรือคนทำงานไม่สามารถตัดสินใจได้ เช่นนั้นขีดความสามารถของพวกเขาก็ย่ำแย่เกินไป และพวกเขาไม่เหมาะสมกับบทบาทผู้นำ  ต่อให้พวกเขาจะเป็นผู้นำ พวกเขาก็ไม่สามารถทำงานจริงหรือปฏิบัติหน้าที่ของตนในหนทางที่ได้มาตรฐาน  ผู้นำและคนทำงานบางคนโต้เถียงกันในเรื่องเดียวเป็นเวลานาน ไม่สามารถตัดสินใจได้ และสุดท้ายก็แค่คล้อยตามคนที่พวกเขาเห็นว่ามีอิทธิพลมากกว่า  แนวทางนี้มีหลักธรรมหรือไม่?  (ไม่มี)  พวกเขาเป็นผู้นำประเภทใด?  พวกเขาเป็นเพียงผู้คนที่เลอะเลือน  หากเจ้ากล่าวว่า “ศัตรูของพระคริสต์เอาแต่ใจและเผด็จการ และฉันกลัวที่จะกลายเป็นแบบนั้น ฉันไม่อยากเดินบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์  ฉันจะรอให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นของตน แล้วค่อยสรุปและคิดหาแนวทางที่เป็นกลางในการตัดสินใจ”—นั่นเป็นสิ่งที่ยอมรับได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  เหตุใดจึงไม่ได้?  หากผลลัพธ์ไม่สอดคล้องกับหลักธรรมความจริง ต่อให้เจ้าดำเนินการในลักษณะนี้ ผลลัพธ์ดังกล่าวจะมีประสิทธิผลได้หรือ?  สิ่งนั้นจะทำให้พระเจ้าพอพระทัยหรือไม่?  หากผลลัพธ์นั้นไม่มีประสิทธิผลและไม่ทำให้พระเจ้าพอพระทัย เช่นนั้นแล้ว นี่ย่อมเป็นปัญหาที่ร้ายแรง  การไม่กระทำการตามหลักธรรมความจริง การไร้ความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า การทำอย่างสุกเอาเผากิน และการทำสิ่งต่างๆ ตามปรัชญาของซาตานคือการไม่จงรักภักดีต่อพระเจ้า  นี่คือการหลอกลวงพระเจ้า!  เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกสงสัยหรือถูกตัดสินว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์ เจ้าจึงหลบเลี่ยงความรับผิดชอบที่เจ้าพึงลุล่วง และนำแนวทางด้าน “การประนีประนอม” ของปรัชญาของซาตานมาใช้  ผลก็คือ เจ้าสร้างความเสียหายต่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรและส่งผลกระทบต่องานของคริสตจักร  นี่คือสิ่งที่ไร้หลักธรรมมิใช่หรือ?  การนี้เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจมิใช่หรือ?  ในฐานะผู้นำหรือคนทำงาน เจ้าต้องพูดและกระทำการตามหลักธรรม ลุล่วงหน้าที่ของเจ้าลุล่วงด้วยผลลัพธ์และประสิทธิผล  เจ้าควรกระทำการในหนทางใดก็ตามที่เป็นประโยชน์ต่องานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าและสอดคล้องกับหลักธรรมความจริง  ตัวอย่างเช่น การซื้อสิ่งของสำหรับคริสตจักรต้องคำนึงถึงผลลัพธ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง  สิ่งของเหล่านั้นควรมีราคาที่สมเหตุสมผลและใช้งานได้จริง  หากเจ้าใช้จ่ายเงินอย่างบุ่มบ่ามโดยไร้หลักธรรม การนี้อาจก่อให้เกิดความสูญเสียต่อผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าและต่อของถวายของพระเจ้าได้  พวกเจ้าจะรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้อย่างไร?  (แสวงหาการชี้แนะจากเบื้องบน)  การแสวงหาการชี้แนะจากเบื้องบนเป็นหนทางหนึ่ง  นอกจากนี้ จงอย่าเกียจคร้าน  จงค้นคว้าอย่างถี่ถ้วน สอบถามอย่างครอบคลุม ถามไถ่ให้มากขึ้น ทำความเข้าใจรายละเอียด และตระเตรียมอย่างเพียงพอ บางทีเจ้าอาจจะพบทางออกที่ค่อนข้างเหมาะสมได้  หากเจ้าไม่ทำงานพื้นฐานนี้และกระทำการอย่างสะเพร่าโดยไม่เข้าใจรายละเอียด จนส่งผลให้เสียเงินเปล่าไปเป็นจำนวนมาก สิ่งนั้นเรียกว่าอะไร?  นั่นย่อมเรียกว่าการทำอย่างสุกเอาเผากิน  บางคนปฏิบัติหน้าที่ของตนในหนทางนี้ โดยขาดความโปร่งใสในสิ่งที่พวกเขาทำ  พวกเขารายงานเพียงครึ่งเดียวของสิ่งที่ควรรายงานและปิดบังส่วนที่เหลือเอาไว้ เพราะพวกเขารู้สึกว่าการโปร่งใสอย่างสมบูรณ์จะทำให้พวกเขาตกที่นั่งลำบาก และพวกเขาจะถูกเรียกร้องให้ดำเนินการค้นคว้าและปรับปรุงเพิ่มเติม  ดังนั้น พวกเขาจึงเพียงแค่ปกปิดสถานการณ์และรายละเอียดที่แท้จริงจากผู้อื่น รีบปิดงานแล้วขอให้พระนิเวศของพระเจ้าจ่ายเงิน  แต่เมื่อตรวจสอบ งานนั้นกลับไม่ได้มาตรฐานและจำเป็นต้องทำใหม่ และต้องเสียเงินมากขึ้นอีกเสียด้วยซ้ำ  นี่เป็นการสร้างความเสียหายต่อพระนิเวศของพระเจ้ามิใช่หรือ?  นี่คือพฤติกรรมของยูดาสมิใช่หรือ?  (ใช่)  พฤติกรรมของยูดาสนั้นเกี่ยวข้องกับการทรยศผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าโดยเฉพาะ  เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ บุคคลเช่นนี้ย่อมเข้าข้างคนนอกคริสตจักร โดยคำนึงถึงแต่เนื้อหนังของตนเองและไม่คิดถึงผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าเลย  พวกเขามีความจงรักภักดีต่อพระเจ้าบ้างหรือไม่?  (ไม่มี)  ไม่มีความจงรักภักดีเลยแม้แต่น้อย  พวกเขาพึงพอใจในการทรยศผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าและสร้างความเสียหายให้กับงานของคริสตจักร—นี่คือพฤติกรรมของยูดาส  ยังมีอีกหนึ่งสถานการณ์ นั่นคือ บางหน้าที่นั้นเกี่ยวข้องกับความรู้หรือความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในสาขาอื่นที่ทุกคนอาจจะไม่คุ้นเคย  ในกรณีเช่นนี้ เจ้าต้องไม่หลีกหนีจากปัญหา  ในยุคที่มีข้อมูลมากมายเช่นนี้ เจ้าไม่ควรเกียจคร้าน แต่ควรค้นหาข้อมูลและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องอย่างแข็งขัน  จงเริ่มต้นจากการหาข้อมูลพื้นฐานที่สุด เจ้าจะได้รับความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับวิชาชีพหรือสาขานั้น แล้วจากนั้นก็ค่อยๆ เรียนรู้แง่มุมต่างๆ ภายในขอบข่ายของสาขานั้นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลหรือคำศัพท์เฉพาะทางต่างๆ เพื่อให้เบื้องต้นตัวเจ้าเองคุ้นเคยกับสิ่งนั้น  เมื่อมาถึงระดับนี้ การนี้ย่อมเป็นประโยชน์มากกว่าต่อการลุล่วงหน้าที่ของเจ้าอย่างจงรักภักดีและในหนทางที่ได้มาตรฐานมิใช่หรือ?  (ใช่)  แล้วอะไรคือจุดประสงค์ของงานในการตระเตรียมทั้งหมดนี้ในยามที่เจ้าปฏิบัติหน้าที่?  การค้นคว้า การเข้าใจรายละเอียด แล้วหาทางออกที่พอทำได้ผ่านการสามัคคีธรรมและการหารือเชิงวิพากษ์ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการตระเตรียมเพื่อให้ลุล่วงหน้าที่ของเจ้าในหนทางที่ได้มาตรฐาน  การทำการตระเตรียมเหล่านี้ให้ดีแสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีในการปฏิบัติหน้าที่ของคนเรา นอกจากนี้ยังเผยให้เห็นคนที่ทำอย่างสุกเอาเผากินอีกด้วย  แล้วท่าทีของผู้ไม่เชื่อและผู้ที่ไม่ได้สละตนเพื่อพระเจ้าอย่างแท้จริงในยามที่พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตนเป็นอย่างไร?  พวกเขาทำอย่างสุกเอาเผากินโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าพวกเขาจะซื้อสิ่งใดให้คริสตจักร พวกเขาก็ใช้จ่ายเงินอย่างบุ่มบ่ามตามใจตน ไม่แสวงหาการชี้แนะจากเบื้องบน และคิดว่าตนเข้าใจทุกสิ่ง  ผลก็คือ พวกเขาผลาญเงินของพระนิเวศของพระเจ้าไปโดยเปล่าประโยชน์  พวกเขาคือจอมล้างผลาญและลางร้ายแห่งความวิบัติมิใช่หรือ?  พวกเขาก่อให้เกิดความสูญเสียต่อของถวายของพระเจ้า และไม่ตระหนักด้วยซ้ำว่าตนเองกำลังทำความชั่วและต้านทานพระเจ้า หัวใจของพวกเขาไม่รู้สึกสำนึกผิดแต่อย่างใด  มีเพียงตอนที่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเปิดโปงและแยกแยะพวกเขา และมีมติให้คัดพวกเขาออกและขับไล่พวกเขาเท่านั้นที่พวกเขาจะมีความตระหนักรู้บ้างและเริ่มเสียใจ  พวกเขาไม่ตระหนักว่าการกระทำของตนจะส่งผลสืบเนื่องที่ร้ายแรงเช่นนี้—แท้จริงแล้ว หากพวกเขาไม่เห็นหลุมศพของตนเอง พวกเขาก็คงจะไม่หลั่งน้ำตา!  ส่วนใหญ่แล้ว ผู้คนเช่นนี้เป็นคนทึ่มที่สติไม่สมประดี แต่พวกเขากลับมุ่งมาดปรารถนาที่จะเป็นผู้นำและคนทำงาน และปฏิบัติงานให้พระนิเวศของพระเจ้า  พวกเขาเป็นเหมือนหมูที่ทาลิปสติก—ช่างไร้ยางอายโดยสิ้นเชิง  คนเหล่านี้คือผู้ไม่เชื่อ ไม่ว่าพวกเขาจะเชื่อมาแล้วกี่ปี พวกเขาก็ไม่เข้าใจความจริงเลย  ทว่าพวกเขายังอยากเป็นผู้นำและคนทำงานในพระนิเวศของพระเจ้าอยู่เสมอ ต้องการกุมอำนาจและมีสิทธิ์ชี้ขาดตลอดเวลา—พวกเขาคือคนที่ไร้ยางอายแบบหน้าด้านๆ มิใช่หรือ?  เหตุใดผู้คนเช่นนี้จึงถูกพิจารณาว่าเป็นผู้ไม่เชื่อ?  นี่ก็เพราะถึงแม้ว่าจะเชื่อในพระเจ้ามาหลายปีและได้ฟังคำเทศนามามากมาย แต่พวกเขาก็ไม่เข้าใจความจริงและไม่สามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้เลย ซึ่งทำให้พวกเขาเป็นผู้ไม่เชื่อ  พวกเจ้าคนใดแสดงพฤติกรรมเหล่านี้ออกมาบ้างหรือไม่?  คนที่แสดงพฤติกรรมเหล่านี้ออกมาจงยกมือขึ้น  ทุกคนเลยหรือ?  เช่นนั้นพวกเจ้าทุกคนก็คือผู้ไม่เชื่อ และนั่นเป็นปัญหาที่ร้ายแรง  หากคนที่เชื่อในพระเจ้าด้วยใจจริงฟังคำเทศนาอย่างสม่ำเสมอ พวกเขาย่อมจะเข้าใจความจริงและมีความคืบหน้าอยู่บ้าง คำพูดและการกระทำของพวกเขาย่อมจะเชื่อถือได้มากขึ้น  หากคนบางคนฟังคำเทศนามาหลายปีโดยไม่มีความคืบหน้าเลย พวกเขาก็ย่อมเป็นคนเลอะเลือน เป็นสัตว์ร้าย เป็นผู้ไม่เชื่อ  คนบางคนเข้าใจอะไรได้ค่อนข้างมากและสามารถแสวงหาความจริงในคำพูดและการกระทำของตนได้หลังจากเชื่อในพระเจ้ามาสามถึงห้าปี  หากพวกเขาสังเกตเห็นข้อบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ของตนหรือก่อให้เกิดความสูญเสียบางอย่างต่อพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาย่อมจะรู้สึกทุกข์ใจ ตำหนิตนเอง และเกลียดตนเอง พวกเขาย่อมรู้สึกว่าความผิดพลาด การขาดความจงรักภักดี ความเกียจคร้าน หรือความลุ่มหลงในความสะดวกสบายทางเนื้อหนังที่เกิดขึ้นชั่วขณะของตนได้นำไปสู่ข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญและก่อให้เกิดความสูญเสียที่ใหญ่หลวงเช่นนี้ และพวกเขาก็เกลียดตนเองเพราะเหตุนี้  ผู้คนที่มีหัวใจที่สำนึกผิดเช่นนี้พอจะมีความเป็นมนุษย์อยู่บ้าง และย่อมไปถึงจุดที่ได้รับความรอดได้  หากคนบางคนฟังคำเทศนามานานหลายปีแต่ไม่เข้าใจความจริงเลย เอาแต่ทำผิดพลาดในการปฏิบัติหน้าที่ของตน สร้างปัญหาให้พระนิเวศของพระเจ้าและทำให้เกิดความสูญเสียต่องานของคริสตจักรอยู่เสมอ ทั้งยังไม่มีหัวใจที่สำนึกผิดเสียด้วยซ้ำ เช่นนั้นแล้ว คนคนนี้ก็ไม่มีความเป็นมนุษย์อยู่เลย พวกเขาย่ำแย่เสียยิ่งกว่าหมูและหมา  พวกเขายังจะปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างถูกควรได้หรือไม่?  ต่อให้พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ นั่นก็ทำไปแบบสุกเอาเผากิน และจะไม่ได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า

เวลาพูดคุย คนบางคนมักจะเรียกพระนิเวศของพระเจ้าว่า “ครอบครัวของพวกเรา” โดยยกเรื่อง “ครอบครัวของพวกเรา” ขึ้นมาในการสนทนาอยู่เสมอ  พวกเขาช่างพูดจารื่นหูเหลือเกิน!  คำว่า “ครอบครัวของพวกเรา” ที่พวกเขากล่าวถึงคืออะไร?  มีเพียงพระนิเวศของพระเจ้า ครอบครัวของพระเจ้า และคริสตจักรเท่านั้น  การพูดว่า “ครอบครัวของพวกเรา” อยู่เสมอเป็นเรื่องเหมาะสมหรือไม่?  เราไม่รู้สึกว่าเหมาะสมเลย  คำว่า “ครอบครัวของพวกเรา” สามารถใช้ได้ แต่จะเหมาะสมก็ต่อเมื่อสิ่งที่พูดสอดคล้องกับความเป็นจริง  หากเจ้าไม่ใช่คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง หากเจ้ามักจะปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างสุกเอาเผากิน ไม่ค้ำจุนงานของคริสตจักรแต่อย่างใด ไม่เอาจริงเอาจังกับงานของคริสตจักรเลยแม้แต่น้อย แต่เจ้าก็ยังคงพูดว่า “ครอบครัวของพวกเรา” เช่นนั้นแล้ว นั่นก็ไม่เหมาะสม  ในการนี้มีกลิ่นอายของความเท็จและการเสแสร้ง ก่อให้เกิดความสะอิดสะเอียนและความรังเกียจ อย่างไรก็ตาม หากเจ้าเป็นคนที่มีความเป็นจริงความจริงอย่างแท้จริงและค้ำจุนงานของคริสตจักร เช่นนั้นการเรียกพระนิเวศของพระเจ้าว่า “ครอบครัวของพวกเรา” ก็เป็นเรื่องที่รับได้  มันฟังดูจริงใจสำหรับผู้อื่น ปราศจากความเท็จ และพวกเขาย่อมจะมองว่าเจ้าเป็นพี่น้องชายหญิง ชื่นชอบและนับถือเจ้า  หากในหัวใจของเจ้าไม่รักความจริง อีกทั้งไม่ยอมรับความจริง และไร้ความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า เช่นนั้นก็อย่าเรียกพระนิเวศของพระเจ้าว่า “ครอบครัวของพวกเรา” เลย  เจ้าควรตั้งใจไล่ตามเสาะหาความจริง ลุล่วงหน้าที่ของตนเป็นอย่างดี และสามารถค้ำจุนงานของคริสตจักร เพื่อให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรรู้สึกว่าเจ้าเป็นส่วนหนึ่งของพระนิเวศของพระเจ้า  เมื่อถึงตอนนั้น เวลาที่เจ้าพูดว่า “ครอบครัวของพวกเรา” คำนี้ย่อมจะทำให้ผู้อื่นรู้สึกถึงสำนึกของความใกล้ชิด ไม่มีความรู้สึกสะอิดสะเอียนแต่อย่างใด เพราะในหัวใจของเจ้านั้น เจ้าถือว่าพระนิเวศของพระเจ้าเป็นบ้านของเจ้าเองอย่างแท้จริง และในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า เจ้าก็มีความรับผิดชอบและค้ำจุนงานของคริสตจักรอย่างแท้จริง  ในยามที่เจ้าพูดว่า “ครอบครัวของพวกเรา” การนี้ย่อมฟังดูคู่ควรอย่างเต็มที่ ไม่มีร่องรอยของความเท็จเลย  หากคนเราไม่แสดงความรับผิดชอบต่องานของคริสตจักร ปฏิบัติหน้าที่ที่ตนมีอย่างสุกเอาเผากิน ไม่สนใจแม้แต่จะเก็บของที่ตกอยู่บนพื้น ทำความสะอาดห้องที่สกปรก หรือกวาดหิมะหรือจัดระเบียบสนามหญ้าในฤดูหนาวเสียด้วยซ้ำ ดูไม่เหมือนสมาชิกของพระนิเวศของพระเจ้า แต่กลับดูเหมือนคนนอก คนเช่นนี้มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเรียกพระนิเวศของพระเจ้าว่า “ครอบครัวของพวกเรา” หรือไม่?  พวกเขาเป็นเพียงผู้รับใช้ เป็นคนงานชั่วคราว เป็นคนไร้ชีวิตที่มีธรรมชาติของซาตาน ไม่ใช่คนของพระนิเวศของพระเจ้าเลย  และพวกเขาก็ยังคงเรียกพระนิเวศของพระเจ้าว่า “ครอบครัวของพวกเรา” อย่างไร้ยางอายอยู่บ่อยครั้ง พูดทุกครั้งที่เปิดปาก พูดด้วยความสนิทสนมยิ่งนัก เรียกขานพี่น้องชายหญิงด้วยความอบอุ่นอย่างยิ่ง—แต่พวกเขาไม่ได้จัดการกับงานจริงเลย  เมื่อพวกเขาลงมือทำงาน พวกเขาก็ทำผิดพลาด ก่อให้เกิดความเสียหายต่อพระนิเวศของพระเจ้า  พวกเขาก็เป็นแค่คนหน้าซื่อใจคดมิใช่หรือหรือ?  ผู้คนเช่นนี้ไร้ศีลธรรมอย่างสิ้นเชิง ไร้ซึ่งมโนธรรมหรือสำนึกใดๆ  คุณสมบัติพื้นฐานที่สุดที่คนเราควรมีในฐานะผู้เชื่อในพระเจ้าคือมโนธรรมและสำนึก และพวกเขาก็ควรยอมรับความจริงได้  หากพวกเขาไม่มีแม้กระทั่งมโนธรรมและสำนึก อีกทั้งไม่ยอมรับความจริงเลย พวกเขายังสมควรที่จะเรียกพระนิเวศของพระเจ้าว่า “ครอบครัวของพวกเรา” อีกหรือ?  พวกเขาเป็นเพียงคนทำงานชั่วคราว เป็นผู้รับใช้ พวกเขามีธรรมชาติของซาตานและแทบไม่เกี่ยวข้องกับพระนิเวศของพระเจ้าเลย  พระเจ้าไม่ทรงยอมรับผู้คนเช่นนี้ ในสายพระเนตรของพระองค์ พวกเขาคือคนชั่ว  ผู้คนมากมายเชื่อในพระเจ้าแต่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงเลย แสดงความเฉยเมยต่อกิจธุระต่างๆ ของพระนิเวศของพระเจ้า  พวกเขาเพิกเฉยต่อปัญหาที่พบเจอ ละเลยความรับผิดชอบของตน อยู่ห่างจากพี่น้องชายหญิงที่ตกอยู่ในความยากลำบาก และไม่แสดงความเกลียดชังต่อบรรดาผู้ที่ทำเรื่องเลวร้ายและสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าหรือทำลายงานของคริสตจักร  พวกเขาขาดความตระหนักรู้ในเรื่องของความถูกผิดที่ยิ่งใหญ่ ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นในพระนิเวศของพระเจ้าพวกเขาก็ไม่ใใส่ใจ  พวกเขาปฏิบัติต่อพระนิเวศของพระเจ้าราวกับบ้านของพวกเขาเองใช่หรือไม่?  ชัดเจนว่าไม่ใช่  ผู้คนเหล่านี้ไม่มีคุณสมบัติที่จะเรียกพระนิเวศของพระเจ้าว่า “ครอบครัวของพวกเรา” คนที่ทำเช่นนั้นเป็นเพียงคนหน้าซื่อใจคด  ใครคือคนที่มีคุณสมบัติเพียงพอจะกล่าวว่า “ครอบครัวของพวกเรา”?  ช่วงนี้เราสังเกตเห็นว่าอันที่จริงแล้วคนบางคนนั้นไม่ได้ย่ำแย่ ถึงแม้แน่นอนว่าพวกเขาจะเป็นคนส่วนน้อยก็ตาม  ในตอนนี้พวกเราจะไม่พูดว่าพวกเขาเข้าใจความจริงมากเพียงใด หรือวุฒิภาวะหรือความเชื่อของพวกเขาใหญ่โตแค่ไหน แต่ผู้คนเหล่านี้เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง สามารถทำงานจริงได้ ทั้งยังมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่พวกเขาปฏิบัติอย่างแท้จริง—พวกเขามีความคล้ายคลึงกับความเป็นมนุษย์อยู่บ้าง  มีเพียงผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่สามารถถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของพระนิเวศของพระเจ้าอย่างแท้จริง  เมื่อพวกเขาพูดว่า “ครอบครัวของพวกเรา” นี่ย่อมให้ความรู้สึกอบอุ่นและมาจากใจจริง  ตัวอย่างเช่น คริสตจักรต้องการโต๊ะตัวหนึ่งที่หากซื้อก็จะมีราคาราวหกหรือเจ็ดร้อยดอลลาร์  พี่น้องชายหญิงบางคนกล่าวว่า “แพงเกินไป  พวกเราสามารถประหยัดเงินได้มากด้วยการซื้อไม้มาทำเอง  มันก็ใช้งานได้ดีพอกัน ไม่ได้แตกต่างกันเลย”  หลังจากได้ยินเช่นนี้ ในหัวใจของเรารู้สึกเช่นไร?  เรารู้สึกตื้นตันใจทีเดียวว่า “ผู้คนเหล่านี้ไม่ได้ย่ำแย่ พวกเขารู้จักประหยัดเงินให้พระนิเวศของพระเจ้า”  ผู้คนเช่นนี้ดีกว่ามากเมื่อเทียบกับบรรดาผู้ที่ผลาญของถวาย อย่างน้อยก็พอจะมีมโนธรรมและสำนึก และมีความรู้สึกของมนุษย์อยู่บ้าง  คนบางคนทำให้พระนิเวศของพระเจ้าเสียเงินหลายร้อยหรือหลายพันดอลลาร์โดยไม่ตระหนัก ถึงกับพูดว่าไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาต้องใส่ใจ ไม่รู้สึกตำหนิตนเองในหัวใจเลยเสียด้วยซ้ำ  ในทางกลับกัน มีคนอื่นๆ ที่กล่าวว่า “การประหยัดเงินได้แม้กระทั่งสิบหรือแปดดอลลาร์ก็คุ้มค่า  พวกเราไม่ควรใช้จ่ายเงินอย่างไม่จำเป็นกับสิ่งที่พวกเราสามารถแก้ไขได้เอง  พวกเราควรประหยัดในส่วนที่พวกเราทำได้  ส่วนที่ไม่จำเป็นต้องจ่ายก็ไม่ต้องจ่าย  การที่พวกเราสู้ทนความยากลำบากและความตรากตรำเล็กน้อยนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว”  มีเพียงบรรดาผู้ที่สามารถพูดสิ่งเหล่านี้ได้เท่านั้นที่เป็นคนที่มีมโนธรรมและสำนึก มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติ และทำได้ตามพระนิเวศของพระเจ้าอย่างแท้จริง  คนเหล่านี้สามารถเรียกพระนิเวศของพระเจ้าว่า “ครอบครัวของพวกเรา” ได้อย่างชอบธรรมเพราะพวกเขาคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า  คนบางคนไม่คำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าเลย  นั่นเป็นเพราะพวกเขาไม่มีความสามารถที่จะคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ได้กระนั้นหรือ?  สำหรับชีวิตของพวกเขาเอง พวกเขามัธยัสถ์อย่างถึงที่สุด เสียดายทุกบาททุกสตางค์ ต้องการซื้อสิ่งของที่ถูกที่สุดและใช้งานได้จริงมากที่สุดอยู่เสมอ ประหยัดทุกอย่างเท่าที่ทำได้ ถึงกับต่อรองราคา คำนวณอย่างถี่ถ้วน เห็นได้ชัดว่าเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการชีวิตของตนเสียด้วยซ้ำ  แต่ในเรื่องของการทำสิ่งต่างๆ ให้พระนิเวศของพระเจ้า พวกเขากลับไม่กระทำการเช่นนี้  เมื่อใช้เงินของพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขากลับใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ใช้จ่ายตามอำเภอใจของตน ราวกับว่าหากไม่ใช้ก็จะเป็นการสูญเปล่า  นี่คือสัญญาณของลักษณะนิสัยที่เลวร้ายมิใช่หรือ?  ผู้คนเช่นนี้เห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง ไม่คำนึงถึงพระนิเวศของพระเจ้าเลย เพียงแต่เสาะแสวงหาที่จะทำให้ตนเองพอใจเท่านั้น  พวกเขาหวังที่จะแทรกซึมเข้าไปในราชอาณาจักรแห่งสวรรค์และได้รับพรที่ยิ่งใหญ่ด้วยต้นทุนที่น้อยที่สุด  คนที่เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจเช่นนี้ยังคงเก็บงำความทะเยอทะยานและความอยากที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้เอาไว้ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าลักษณะนิสัยของพวกเขามีความบกพร่องอย่างร้ายแรง

ตอนนี้ เบื้องต้นพวกเราได้สามัคคีธรรมถึงการสำแดงนี้ของศัตรูของพระคริสต์ ที่ว่าพวกเขาประพฤติตนอย่างมีเล่ห์เหลี่ยมพิกล อีกทั้งทำตัวเอาแต่ใจและเผด็จการ อย่างครบถ้วนแล้วใช่หรือไม่?  (ใช่)  เช่นนั้นพวกเรามาสรุปความกันเถิด  การที่ศัตรูของพระคริสต์ทำสิ่งทั้งหลายอย่างมีเล่ห์เหลี่ยมพิกล และการที่พวกเขาเอาแต่ใจและเผด็จการนั้นเป็นสองพฤติกรรมที่แตกต่างกัน ทว่ามีนัยสำคัญเท่าเทียมกันและเกิดขึ้นพร้อมกันซึ่งพบได้ทั่วไปในหมู่พวกเขา  การสำแดงนี้เปิดโปงอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์สองประการ—กล่าวคือ ความเลวและความโหดร้าย พวกเขาทั้งเลวร้ายและชั่วช้า  บางครั้ง เจ้าอาจจะไม่เห็นด้านที่ชั่วช้าของพวกเขา แต่เจ้าย่อมมองเห็นด้านเลวของพวกเขาได้  พวกเขาอาจกระทำการอย่างอ่อนโยน ทำให้ยากที่จะเห็นพฤติกรรมที่บังคับขู่เข็ญหรือป่าเถื่อนของพวกเขา  ภายนอกพวกเขาดูไม่ดุร้าย และพวกเขาไม่ได้บังคับให้เจ้าทำสิ่งใด แต่พวกเขาทำให้เจ้าติดบ่วงผ่านวิธีการที่เลวร้ายอื่นๆ ชักใยเจ้าให้เข้ามาอยู่ในการควบคุมของพวกเขา ใช้เจ้าเพื่อสนองจุดประสงค์ของพวกเขา—และด้วยเหตุนี้เจ้าจึงถูกพวกเขาเอาเปรียบ  เจ้าตกหลุมพรางของพวกเขาโดยไม่รู้ตัว เต็มใจนบนอบการบงการและการหลอกใช้ของพวกเขา  เหตุใดพวกเขาจึงทำให้เกิดผลสืบเนื่องเช่นนี้ได้?  ศัตรูของพระคริสต์มักใช้คำพูดและคำกล่าวที่ถูกต้องเพื่อสั่งและมีอิทธิพลต่อเจ้า ยุยงให้เจ้าทำบางสิ่งบางอย่าง ทำให้เจ้ารู้สึกว่าทุกสิ่งที่พวกเขาพูดนั้นถูกต้อง รู้สึกว่าเจ้าควรดำเนินการตามนั้นและเจ้าควรทำในหนทางนี้ มิฉะนั้นเจ้าจะรู้สึกเหมือนตนเองกำลังต่อต้านความจริง เจ้าจะรู้สึกว่าการไม่เชื่อฟังพวกเขาหมายถึงการกบฏต่อพระเจ้า  เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าย่อมจะเชื่อฟังพวกเขาอย่างเต็มใจ  ผลสุดท้ายของการนี้คืออะไร?  ต่อให้ผู้คนทำตามที่พวกเขาพูดและปฏิบัติในสิ่งที่พวกเขาบอก ผู้คนเหล่านั้นเข้าใจความจริงหรือไม่?  สัมพันธภาพของพวกเขากับพระเจ้าใกล้ชิดกันมากขึ้นเรื่อยๆ หรือห่างเหินกันมากขึ้นเรื่อยๆ?  เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ ผู้คนไม่เพียงล้มเหลวที่จะมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและอธิษฐานต่อพระองค์เท่านั้น แต่พวกเขายังไม่รู้วิธีแสวงหาหลักธรรมความจริงในพระวจนะของพระเจ้า และไม่รู้วิธีจับความเข้าใจเจตนารมณ์และข้อกำหนดของพระเจ้าอีกด้วย  กลับกัน พวกเขากล่าวคำพูดที่เหลือเชื่อว่า “ฉันเชื่อในพระเจ้ามาหลายปี พึ่งพาผู้นำเป็นหลักสำหรับการเกื้อหนุนและการค้ำจุน  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ตราบใดที่ผู้นำสามัคคีธรรม ก็ย่อมมีหนทางก้าวไปข้างหน้า  หากไม่มีผู้นำ การนี้ย่อมไม่ได้ผล”  พวกเขาเชื่อในพระเจ้ามาหลายปีและมีวุฒิภาวะเพียงเท่านี้ ยังคงไม่สามารถทำหน้าที่ได้หากไม่มีผู้นำ  นั่นเป็นเรื่องที่น่าสมเพชมิใช่หรือ?  ความหมายโดยนัยในที่นี้คืออะไร?  ความหมายโดยนัยก็คือ พวกเขาไม่รู้วิธีอธิษฐานถึงพระเจ้า วิธีพึ่งพาพระเจ้า มองไปที่พระเจ้า หรือกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า  ทั้งหมดนี้ต้องได้รับการเกื้อหนุนจากผู้นำพวกเขาจึงจะเข้าใจ ผู้นำสามารถแทนที่พระเจ้าที่พวกเขาเชื่อได้  นี่ย่อมกล่าวได้ว่าการเชื่อในพระเจ้าของบุคคลเช่นนี้ แท้จริงแล้วคือการเชื่อในผู้นำของพวกเขา  พวกเขาฟังทุกสิ่งที่ผู้นำพูด และเชื่อทุกอย่างที่ผู้นำบอก  พวกเขาเชื่อ ติดตาม และเชื่อฟังใครอย่างแท้จริง—พระเจ้าหรือผู้นำกันเล่า?  นี่ก็เหมือนกับคนในศาสนาที่เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าแค่ในนาม แต่ในความเป็นจริงกลับเชื่อ ติดตาม และไว้วางใจศิษยาภิบาลของพวกเขามิใช่หรือ?  นี่คือการถูกมนุษย์ควบคุมมิใช่หรือ?  เจ้าบูชาผู้นำ ฟังพวกเขาในทุกเรื่อง  นี่คือการเชื่อและติดตามมนุษย์ การถูกผู้คนตีกรอบและควบคุม  พระเจ้าได้ตรัสไว้อย่างชัดเจนมาก แต่เจ้ากลับไม่สามารถเข้าใจพระวจนะของพระองค์ได้ และเจ้าก็ไม่รู้วิธีนำพระวจนะเหล่านั้นไปปฏิบัติ แต่หลังจากที่พวกปีศาจและเหล่าซาตานเจ้าพูดเพียงไม่กี่คำ เจ้าเข้าใจกระนั้นหรือ?  อันที่จริงเจ้าเข้าใจสิ่งใดกันแน่?  บางครั้งเจ้าเข้าใจข้อบังคับหรือคำสอน—สิ่งนั้นถือว่าเป็นการเข้าใจความจริงใช่หรือไม่?  (ไม่ใช่)  นั่นไม่ใช่การเข้าใจความจริง แต่คือการถูกชักพาให้หลงผิด  โดยแท้แล้วเป็นเช่นนั้นเอง

ในการสำแดงของศัตรูของพระคริสต์ที่ทำตัวมีเล่ห์เหลี่ยมพิกล ทั้งยังเอาแต่ใจและเผด็จการ  อุปนิสัยหลักของพวกเขาคือความเลวร้ายและความชั่วช้า  ความเลวร้ายของพวกเขาสำแดงออกมาที่ใด?  สิ่งนี้สำแดงออกมาในพฤติกรรมที่มีเล่ห์เหลี่ยมพิกลของพวกเขา  แล้วความชั่วช้าของพวกเขาสำแดงออกมาที่ใด?  (ในการเอาแต่ใจและเผด็จการ)  โดยหลักแล้ว สิ่งนี้สำแดงออกมาในการที่พวกเขาเอาแต่ใจและเผด็จการ และในการบังคับให้ผู้อื่นเชื่อฟังพวกเขา การบีบบังคับของพวกเขาสื่อถึงอุปนิสัยที่ชั่วช้า  พระเจ้าทรงกำหนดให้ผู้คนนบนอบพระองค์และความจริง  หนทางในการทรงพระราชกิจของพระเจ้าคืออะไร?  หลังจากที่พระเจ้าทรงแสดงพระวจนะของพระองค์แล้ว พระองค์ก็ตรัสบอกผู้คนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของการเชื่อในพระเจ้าคือพวกเขาควรนบนอบความจริงและพระวจนะของพระเจ้า  เจ้ารู้ความจริงข้อนี้ รู้ว่าวลีนี้ถูกต้อง แต่ในเรื่องที่ว่าเจ้าจะนบนอบหรือไม่และเจ้าจะนบนอบอย่างไรนั้น พระเจ้าทรงมีท่าทีเช่นไรหรือ?  เจ้ามีเจตจำนงเสรี มีสิทธิ์ที่จะเลือก  หากเจ้าต้องการนบนอบ เจ้าก็นบนอบ หากเจ้าไม่ต้องการนบนอบ เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องทำ  อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผลสืบเนื่องที่อาจจะเกิดจากการไม่นบนอบ สิ่งที่พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ในตัวผู้คน และข้อสรุปที่พระองค์ทรงมีเกี่ยวกับคนเหล่านั้น พระเจ้าไม่ได้ทรงทำสิ่งใดเกินความจำเป็นในเรื่องเหล่านี้  พระองค์ไม่ได้ทรงตักเตือนเจ้า ข่มขู่เจ้า หรือบังคับเจ้า ทำให้เจ้าต้องจ่ายราคาหรือลงโทษเจ้าเพราะเหตุนั้น  พระเจ้าไม่ทรงกระทำการในหนทางนั้น  ในช่วงเวลาที่พระเจ้ากำลังทรงช่วยผู้คนให้รอด ในยามที่พระองค์กำลังทรงแสดงพระวจนะเพื่อจัดเตรียมให้แก่มนุษย์ พระเจ้าทรงยอมให้ผู้คนทำผิดพลาด เดินบนเส้นทางที่ผิด และทรงยอมให้ผู้คนกบฏต่อพระองค์และทำเรื่องโง่เขลา  แต่พระเจ้าก็ทรงทำให้ผู้คนเข้าใจมากขึ้นทีละน้อยว่าข้อกำหนดของพระองค์คืออะไร ความจริงคืออะไร และสิ่งที่อะไรถูกต้องกับสิ่งที่อะไรผิดคืออะไรผ่านพระวจนะและวิธีการทรงพระราชกิจบางอย่างของพระองค์—ตัวอย่างเช่น ผ่านการตัดแต่ง การสั่งสอน และการบ่มวินัย รวมถึงผ่านการเตือนสติ  บางครั้ง พระองค์ก็ประทานพระคุณบางอย่างแก่เจ้า ทรงทำให้เจ้าตื้นตันใจ หรือประทานความกระจ่างและความรู้แจ้งบางอย่างแก่เจ้า ทำให้เจ้ารู้ว่าอะไรถูกและอะไรผิด ข้อกำหนดที่แท้จริงของพระเจ้าคืออะไร มนุษย์ควรอยู่ในตำแหน่งใด และผู้คนควรปฏิบัติสิ่งใด  ในขณะที่ทรงทำให้เจ้าเข้าใจ พระองค์ก็ประทานทางเลือกให้เจ้าด้วยเช่นกัน  หากเจ้ากล่าวว่า “ฉันจะเป็นกบฏ ฉันจะเอาแต่ใจ ฉันไม่อยากเลือกสิ่งที่ถูกต้อง ฉันไม่อยากจงรักภักดี ฉันแค่ต้องการทำแบบนี้!” เช่นนั้นแล้ว ท้ายที่สุดเจ้าต้องรับผิดชอบต่อบั้นปลายและจุดจบของเจ้าเอง  เจ้าต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของเจ้าและจ่ายราคา พระเจ้าไม่ทรงทำสิ่งใดในเรื่องนี้  พระเจ้าทรงยุติธรรมและชอบธรรม  หากเจ้ากระทำการตามข้อกำหนดของพระองค์และเป็นคนที่นบนอบพระเจ้า หรือในทางกลับกัน หากเจ้าไม่กระทำการตามข้อกำหนดของพระเจ้าและไม่ใช่คนที่นบนอบพระเจ้า เช่นนั้นแล้วในทั้งสองกรณี ไม่ว่าบั้นปลายของเจ้าจะเป็นเช่นไร พระเจ้าก็ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว  พระเจ้าไม่จำเป็นต้องทรงทำสิ่งใดเพิ่มเติม  ไม่ใช่ว่าหากวันนี้เจ้าไม่กระทำการตามข้อกำหนดของพระเจ้า พระองค์จะทรงบ่มวินัย สั่งสอน หรือลงโทษเจ้า ทรงนำความวิบัติมาสู่เจ้า—พระเจ้าไม่ได้ทรงพระราชกิจเช่นนั้น  สำหรับพระเจ้าแล้ว พระองค์ทรงกำหนดให้ผู้คนนบนอบเพื่อให้พวกเขาเข้าใจความจริงเกี่ยวกับการนบนอบ ไม่มีส่วนใดที่เป็น “การบีบบังคับ” เลย  พระเจ้าไม่ทรงบังคับผู้คนให้นบนอบหรือปฏิบัติความจริงในแง่มุมนี้  ดังนั้น ในหนทางของพระเจ้า ไม่ว่าพระองค์จะทรงจัดวางเรียบเรียงผู้คน ทรงมีอธิปไตยเหนือโชคชะตาของพวกเขา ทรงนำพวกเขา หรือประทานความจริงให้พวกเขาอย่างไร งการกระทำเหล่านี้ก็ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการบีบบังคับ และไม่ใช่ความจำเป็นด้วยเช่นกัน  หากเจ้ากระทำการตามพระวจนะของพระเจ้า เจ้าจะค่อยๆ เข้าใจความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ และภาวะของเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าจะพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง—เจ้าจะรักษาภาวะที่ดีไว้ได้ และพระเจ้าจะทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้าในแง่มุมต่างๆ ของชีวิตประจำวันที่เจ้าไม่เข้าใจด้วย  อย่างไรก็ตาม หากเจ้าไม่ปฏิบัติความจริง ไม่นบนอบพระเจ้า และไม่เต็มใจที่จะไล่ตามเสาะหาความจริง สิ่งที่เจ้าได้รับย่อมจะมีจำกัดอย่างยิ่ง  นี่คือความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงระหว่างสองสิ่งนี้  พระเจ้าไม่ทรงลำเอียง พระองค์ทรงยุติธรรมต่อทุกคน  บางคนกล่าวว่า “ถ้าพระเจ้าทรงบังคับฉัน ฉันก็คงจะปฏิบัติไม่ใช่หรือ?”  พระเจ้าไม่ได้ทรงบังคับผู้คน นั่นคือสิ่งที่ซาตานทำ  พระเจ้าไม่ทรงพระราชกิจในหนทางนั้น  หากเจ้าสามารถนบนอบพระเจ้าได้ต่อเมื่อถูกบังคับเท่านั้น เช่นนั้นแล้วเจ้าเป็นอะไรหรือ?  เจ้านบนอบต่อพระเจ้าอย่างแท้จริงกระนั้นหรือ?  นั่นไม่ใช่การนบนอบที่พระเจ้าทรงปรารถนา  การนบนอบที่พระเจ้าตรัสถึงคือการที่คนคนหนึ่งปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้าอย่างเต็มใจด้วยมโนธรรมและสำนึก โดยอ้างอิงจากการเข้าใจความจริง  นี่คือความหมายในตัวเองของคำว่าการนบนอบ  สิ่งนี้ไม่เกี่ยวกับการบีบบังคับ การจำกัด การข่มขู่ หรือการผูกมัดหรือควบคุมรูปแบบใดทั้งสิ้น  เพราะฉะนั้น เมื่อเจ้ารู้สึกถูกผูกมัดหรือบีบคั้นเป็นพิเศษในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง นั่นย่อมไม่ใช่พระราชกิจของพระเจ้าอย่างแน่นอน  ในแง่หนึ่ง สิ่งนี้อาจจะเกิดจากความคิดของมนุษย์ หรือความเข้าใจที่บิดเบือนและการบีบคั้นที่สร้างขึ้นเอง  ในอีกแง่หนึ่งก็อาจจะเป็นการที่ใครบางคนพยายามบีบคั้นเจ้า โดยใช้ข้อบังคับ หรือข้อโต้แย้งหรือทฤษฎีบางอย่างที่ฟังดูถูกต้องมาบีบคั้นเจ้า จนทำให้ความคิดของเจ้าเกิดความบิดเบือนบางประการขึ้น  สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาด้านความเข้าใจของเจ้า  หากเจ้ารู้สึกนบนอบพระเจ้าอย่างเต็มใจและเปี่ยมสุข สิ่งนี้ย่อมมาจากพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทั้งยังยังมาจากความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง มาจากมโนธรรมและสำนึกอีกด้วย

ในพระนิเวศของพระเจ้า มีบางคนที่ไม่นบนอบความจริง ไม่นบนอบการจัดแจงเตรียมงานของพระนิเวศของพระเจ้า และไม่นบนอบการจัดแจงของคริสตจักร  พระนิเวศของพระเจ้าจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร?  มีการบังคับใช้วิธีการใดเพื่อแก้ไขเรื่องนี้หรือไม่?  หากผู้นำคนหนึ่งไม่ทำงานจริง ไม่ทำงานตามการจัดแจงเตรียมงาน และไม่ปฏิบัติความจริง หรือไม่สามารถทำงานจริงได้ พระนิเวศของพระเจ้าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร?  (พระนิเวศของพระเจ้าจะปลดพวกเขา)  พวกเขาย่อมถูกปลดโดยตรง แต่พวกเขาถูกขับไล่หรือไม่?  (ไม่)  บรรดาผู้ที่ไม่ได้ทำชั่วย่อมไม่ถูกขับไล่  สำหรับพี่น้องชายหญิงทั่วไป หากพวกเขาได้รับการจัดแจงให้ปฏิบัติหน้าที่บางอย่างแล้วพวกเขาปฏิเสธ นี่ย่อมถือว่าเป็นการไม่นบนอบใช่หรือไม่?  หากพวกเขาไม่ไปก็สามารถหาคนอื่นได้ จะมีใครถูกบังคับให้ปฏิบัติหน้าที่หรือไม่?  (ไม่มี)  ไม่มีการบังคับขู่เข็ญ  หากพวกเขาเต็มใจที่จะยอมรับและนบนอบผ่านการสามัคคีธรรมความจริง เช่นนั้นก็ไม่เป็นไร  การนี้ไม่ถือว่าเป็นการบังคับขู่เข็ญ นี่คือการจัดแจงให้พวกเขาปฏิบัติหน้าที่นี้ภายใต้เงื่อนไขของการยินยอมและความเต็มใจส่วนตัวของพวกเขา  ตัวอย่างเช่น บางคนชอบทำอาหาร แต่ถูกจัดแจงให้ไปทำความสะอาด และพวกเขากล่าวว่า “หากขอให้ฉันทำความสะอาด เช่นนั้นฉันก็จะทำความสะอาด ฉันนบนอบการจัดแจงของพระนิเวศของพระเจ้า”  ในที่นี้มีการบังคับขู่เข็ญใดๆ หรือไม่?  มีการบังคับให้ฝืนใจใครหรือไม่?  (ไม่มี)  การนี้ได้รับการจัดแจงภายใต้ความเต็มใจและการนบนอบของพวกเขา โดยไม่ทำให้ใครต้องลำบากใจหรือบังคับให้ใครดำเนินการสิ่งใดทั้งสิ้น  อาจจะมีกรณีที่หน้าที่บางอย่างหาคนไม่ได้ชั่วคราว และเจ้าถูกจัดแจงให้มาทำหน้าที่นี้ไปก่อน โดยส่วนตัวแล้วเจ้าอาจจะไม่เต็มใจ แต่นี่คือความจำเป็นในส่วนของงาน นี่เป็นกรณีพิเศษ  เจ้าเป็นสมาชิกคนหนึ่งของพระนิเวศของพระเจ้า เจ้าร่วมกินอาหารจากพระนิเวศของพระเจ้าและปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าที่นั่น—ในเมื่อเจ้ายอมรับว่าตัวเองเป็นคนที่เชื่อและติดตามพระเจ้า เจ้าจะไม่สามารถขบถต่อเนื้อหนังของเจ้าในเรื่องเล็กน้อยนี้ได้เชียวหรือ?  เรื่องนี้ไม่นับว่าเป็นการนบนอบหรือความยากลำบากเสียด้วยซ้ำ นี่เป็นเพียงเรื่องชั่วคราว ไม่ได้ขอให้เจ้าปฏิบัติหน้าที่นี้ในระยะยาว  บางคนพร่ำบ่นว่างานที่พวกเขาถูกขอให้ทำนั้นสกปรกและเหนื่อย และพวกเขาไม่เต็มใจที่จะทำงานดังกล่าว  หากพวกเขาหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา พวกเขาก็ควรถูกโยกย้ายทันที  อย่างไรก็ตาม หากพวกเขาเพียงพูดแสดงความคิดเห็นออกมา แต่แท้จริงแล้วเต็มใจที่จะนบนอบและเต็มใจที่จะทนทุกข์ เช่นนั้นพวกเขาก็ควรปฏิบัติหน้าที่ของตนต่อไป  นี่เป็นแนวทางที่เหมาะสมใช่หรือไม่?  (ใช่)  นี่คือหลักธรรมที่ถูกต้องใช่หรือไม่?  (ใช่)  พระนิเวศของพระเจ้าไม่บังคับให้ผู้คนฝืนใจตนเองโดยเด็ดขาด  มีอีกสถานการณ์หนึ่งที่ไม่ว่าคนบางคนจะปฏิบัติหน้าที่ใด พวกเขาก็เกียจคร้าน ไร้ความรับผิดชอบ และขาดความจงรักภักดี  บางครั้ง พวกเขาถึงกับแอบทำชั่ว  เมื่อพวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ไม่ดี พวกเขาก็หาข้อแก้ตัว อ้างว่าหน้าที่นั้นไม่เหมาะกับพวกเขา ไม่เหมาะกับจุดแข็งของพวกเขา หรืออ้างว่าตนไม่เข้าใจในสาขาที่เกี่ยวข้อง  แต่ในความเป็นจริง ทุกคนเห็นชัดเจนว่าความล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่ให้ดีของพวกเขาไม่ได้มาจากเหตุผลเหล่านี้  ผู้คนเช่นนั้นควรถูกจัดการอย่างไร?  หากพวกเขาขอไปปฏิบัติหน้าที่ที่อื่น ควรจะตกลงตามนั้นหรือไม่?  (ไม่)  เช่นนั้นแล้วควรทำอย่างไร?  ผู้คนเช่นนั้นไม่เหมาะสมที่จะปฏิบัติหน้าที่ พวกเขาไม่เต็มใจที่จะทำหน้าที่ดังกล่าวและไม่มีท่าทีที่เหมาะสม ดังนั้นพวกเขาจึงควรถูกส่งตัวออกไป  ยังมีคนอีกประเภทหนึ่งที่ทันทีที่ถูกบอกให้ปฏิบัติหน้าที่ ก็กลายเป็นคนเรื่องมากและรู้สึกคัดค้าน  พวกเขาอึกอักและไม่เต็มใจอย่างยิ่งจนแทบจะข่มความไม่พอใจของตนไว้ไม่อยู่ พลางคิดว่า “ฉันจะอยู่เงียบๆ ที่นี่และประคองชีวิตให้รอดสักสองสามปี ใครจะรู้ว่าหลังจากนั้นฉันจะไปลงเอยที่ไหน!”  ผู้คนที่มีเจตนาเช่นนี้ไม่ควรได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติหน้าที่ และต่อให้พวกเขาอยากจะปฏิบัติหน้าที่อื่น การนี้ก็ไม่อนุญาต  กรณีเช่นนี้ต้องจัดการอย่างเด็ดขาด  เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?  เพราะแก่นแท้ของพวกเขาถูกมองทะลุปรุโปร่งแล้ว—บรรดาผู้ที่เข้าใจพวกเขาต่างกล่าวว่าพวกเขาคือผู้ไม่เชื่อ ผู้คนรอบข้างพวกเขาก็กล่าวว่าพวกเขาไม่เหมาะสมที่จะปฏิบัติหน้าที่เช่นกัน  ผู้คนเช่นนั้นคือผู้ไม่มีความเชื่อ และพวกเขาต้องถูกชำระออกไป  หากไม่ทำเช่นนั้น พวกเขาก็รังแต่จะก่อการรบกวน กระทำผิด และสร้างความเสียหายต่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรภายในคริสตจักรเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้โดยสิ้นเชิง  กรณีเช่นนี้ควรจัดการตามหลักธรรมในการปฏิบัติต่อผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในคริสตจักร ความไม่เต็มใจของพวกเขาไม่ใช่ปัจจัย  นี่คือการบังคับขู่เข็ญใช่หรือไม่?  นี่ไม่ใช่การบังคับขู่เข็ญ นี่คือการกระทำตามหลักธรรม การค้ำจุนผลประโยชน์และงานของพระนิเวศของพระเจ้า  นี่เป็นเรื่องของการชำระพวกผู้ไม่เชื่อและบรรดาผู้ที่อยู่เพียงเพื่อเกาะพระนิเวศของพระเจ้ากินออก  หากเจ้าอยากจะเกาะเขากิน ก็จงไปทำที่อื่น ไม่ใช่ที่นี่  พระนิเวศของพระเจ้าไม่ใช่บ้านพักคนชรา ที่แห่งนี้ไม่เกื้อหนุนคนเกียจคร้าน  เข้าใจหรือไม่?

มีศัตรูของพระคริสต์บางคนที่พรางตัวได้ดีมาก เมื่อพบเห็นบางสิ่ง พวกเขาก็เพียงแค่ยิ้มโดยไม่พูดจา ปิดปากเงียบในหลายเรื่อง แสร้งทำเป็นคนที่ลึกซึ้งและไม่แสดงจุดยืนใดๆ  เมื่อเจ้าพูดคุยกับพวกเขาในตอนแรก การมองพวกเขาให้ออกย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย เจ้าอาจจะถึงกับคิดว่าพวกเขามีสาระและน่าทึ่งเสียด้วยซ้ำ  เจ้าจะแยกแยะศัตรูของพระคริสต์เช่นนั้นได้อย่างไร?  เจ้าต้องเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดและสังเกตดูว่าที่จริงแล้วพวกเขาชอบอะไร พวกเขามุ่งเน้นสิ่งใด สิ่งใดที่พวกเขาให้ความสนใจ และพวกเขามีปฏิสัมพันธ์กับใคร  การสังเกตแง่มุมเหล่านี้จะทำให้เจ้าเกิดความเข้าใจเกี่ยวกับพวกเขา  นอกจากนี้ มีสิ่งหนึ่งที่พวกเจ้าทุกคนจำเป็นต้องตระหนัก นั่นคือ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำหรือคนทำงานระดับใด หากพวกเจ้าบูชาพวกเขาเพราะการเข้าใจความจริงเพียงเล็กน้อยและเพราะการมีพรสวรรค์อยู่บ้าง และเชื่อว่าพวกเขามีความเป็นจริงความจริงและสามารถช่วยเจ้าได้ และหากเจ้ายกย่องและพึ่งพาพวกเขาในทุกสิ่ง อีกทั้งเจ้าพยายามจะได้รับความรอดผ่านการนี้ เช่นนั้นแล้ว นี่ก็คือความโง่เขลาและไม่รู้ความของเจ้า  ในท้ายที่สุด ทุกอย่างย่อมจะสูญเปล่า เพราะจุดเริ่มต้นของเจ้านั้นผิดพลาดโดยเนื้อแท้  ไม่ว่าใครบางคนจะเข้าใจความจริงมากมายเพียงใด พวกเขาก็ไม่สามารถยืนแทนที่พระคริสต์ได้ และไม่ว่าใครบางคนจะมีพรสวรรค์เพียงใด นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขามีความจริง—ดังนั้นใครก็ตามที่บูชา ยกย่อง และติดตามผู้อื่น ท้ายที่สุดย่อมจะถูกกำจัดและถูกกล่าวโทษทั้งสิ้น  ผู้เชื่อในพระเจ้าสามารถยกย่องและติดตามได้เพียงพระเจ้าเท่านั้น  ไม่ว่าเหล่าผู้นำและคนทำงานจะอยู่ในตำแหน่งใด พวกเขาก็ยังคงเป็นคนธรรมดา  หากเจ้ามองพวกเขาเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของเจ้า หากเจ้ารู้สึกว่าพวกเขาเหนือกว่าเจ้า พวกเขามีความสามารถมากกว่าเจ้า และพวกเขาควรนำเจ้า พวกเขาเหนือกว่าผู้อื่นในทุกด้าน เช่นนั้นแล้วเจ้าก็คิดผิด—นั่นคือความหลงผิด  และความหลงผิดนี้จะนำผลสืบเนื่องใดมาสู่เจ้า?  สิ่งนี้จะนำพาเจ้าไปสู่การประเมินผู้นำของเจ้าตามข้อกำหนดที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงโดยไม่รู้ตัว และไม่สามารถปฏิบัติต่อปัญหาและข้อบกพร่องที่พวกเขามีได้อย่างถูกต้อง ในขณะเดียวกันเจ้าก็จะถูกสติปัญญา  พรสวรรค์ และความสามารถพิเศษของพวกเขาดึงดูดอย่างลึกซึ้งโดยที่เจ้าไม่รู้ตัว และไม่ทันที่เจ้าจะรู้ตัว เจ้าก็กำลังบูชาพวกเขา และพวกเขาก็คือพระเจ้าของเจ้าแล้ว  เส้นทางนั้น  นับตั้งแต่ที่พวกเขาเริ่มกลายเป็นแบบอย่างของเจ้า เป็นคนที่เจ้าบูชา ไปจนถึงตอนที่เจ้ากลายเป็นผู้ติดตามคนหนึ่งของพวกเขา คือเส้นทางที่จะนำพาเจ้าให้ออกห่างจากพระเจ้าไปโดยไม่รู้ตัว  และแม้แต่ในตอนที่เจ้าค่อยๆ ออกห่างจากพระเจ้าไป เจ้าก็ยังคงเชื่อว่าตนเองกำลังติดตามพระเจ้า เชื่อว่าเจ้าอยู่ในพระนิเวศของพระองค์ เจ้าอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ ทั้งที่จริงแล้ว เจ้าย่อมจะถูกข้ารับใช้ของซาตาน ถูกศัตรูของพระคริสต์จับไปเป็นเชลยแล้ว  เจ้าจะไม่รู้สึกถึงการนี้เสียด้วยซ้ำ  นี่คือภาวะที่อันตรายมาก  การจะแก้ไขปัญหานี้ได้ ส่วนหนึ่งจำเป็นต้องมีความสามารถในการแยกแยะแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ และมีความสามารถในการมองให้ทะลุปรุโปร่งถึงโฉมหน้าอันอัปลักษณ์แห่งความเกลียดชังความจริงและการไม่ยอมรับพระเจ้าของศัตรูของพระคริสต์ และจำเป็นต้องมีความคุ้นเคยกับเทคนิคที่ศัตรูของพระคริสต์มักใช้ในการชักพาให้หลงผิดและล่อลวงผู้คนให้ติดกับ ตลอดจนวิธีที่พวกเขาทำสิ่งต่างๆ  อีกส่วนหนึ่งคือพวกเจ้าต้องไล่ตามเสาะหาความรู้เกี่ยวกับอุปนิสัยและแก่นแท้ของพระเจ้า  พวกเจ้าต้องเข้าใจให้กระจ่างว่ามีเพียงพระคริสต์เท่านั้นที่เป็นความจริง เป็นหนทาง และเป็นชีวิต เข้าใจว่าการบูชาบุคคลใดก็ตามย่อมจะนำมหันตภัยและเคราะห์ร้ายมาสู่เจ้า  เจ้าต้องวางใจว่ามีเพียงพระคริสต์เท่านั้นที่สามารถช่วยผู้คนให้รอดได้ และเจ้าต้องติดตามและนบนอบพระคริสต์ด้วยความเชื่ออย่างสมบูรณ์  มีเพียงสิ่งนี้ที่เป็นเส้นทางที่ถูกต้องของชีวิตมนุษย์  บางคนอาจจะกล่าวว่า “ฉันมีเหตุผลของฉันในการบูชาผู้นำ—ในใจฉัน ปกติฉันก็บูชาคนที่มีความสามารถพิเศษอยู่แล้ว  ฉันบูชาผู้นำที่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของฉัน”  เหตุใดเจ้าจึงยืนกรานที่จะบูชามนุษย์ทั้งที่เจ้าเชื่อในพระเจ้า?  ท้ายที่สุดแล้ว ใครคือผู้ที่จะช่วยเจ้าให้รอด?  ใครคือผู้ที่รักเจ้าและคุ้มครองเจ้าอย่างแท้จริง—เจ้ามองไม่เห็นจริงๆ หรือ?  หากเจ้าเชื่อในพระเจ้าและติดตามพระเจ้า เจ้าก็ควรใส่ใจพระวจนะของพระองค์ และหากใครบางคนพูดและกระทำการอย่างถูกต้อง และสิ่งนั้นสอดคล้องกับหลักธรรมความจริง ก็เพียงแค่นบนอบความจริง—การนี้เรียบง่ายเช่นนั้นมิใช่หรือ?  เหตุใดเจ้าจึงน่าดูหมิ่นยิ่งนัก?  เหตุใดเจ้าจึงยืนกรานที่จะหาใครสักคนที่เจ้าบูชาเพื่อติดตาม?  เหตุใดเจ้าจึงชอบเป็นทาสของซาตาน?  เหตุใดจึงไม่เป็นผู้รับใช้ความจริงแทนเล่า?  ในการนี้ย่อมเห็นได้ว่าคนคนหนึ่งมีสำนึกและศักดิ์ศรีหรือไม่  เจ้าควรเริ่มต้นที่ตัวเจ้าเอง กล่าวคือ จงเตรียมตัวเจ้าเองให้พร้อมด้วยความจริงทั้งหลาย สามารถระบุหนทางนานาที่สำแดงออกมาจากเรื่องราวและผู้คนทั้งหลาย รู้ว่าธรรมชาติของพฤติกรรมนานาประการของผู้คนคืออะไร และพวกเขาเผยอุปนิสัยใดออกมา เรียนรู้ที่จะแยกแยะแก่นแท้ของผู้คนนานาประเภท เข้าใจให้ชัดเจนมีว่าผู้คนประเภทใดอยู่รอบตัวเจ้า ตัวเจ้าเป็นคนประเภทใด และผู้นำของเจ้าเป็นคนประเภทใด  เมื่อเจ้าเห็นทั้งหมดนี้อย่างชัดเจน เจ้าจะสามารถปฏิบัติต่อผู้คนได้ในหนทางที่ถูกต้อง ตามหลักธรรมความจริง กล่าวคือ หากพวกเขาเป็นพี่น้องชายหญิง เจ้าก็จะปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความรัก หากพวกเขาไม่ใช่พี่น้องชายหญิงแต่เป็นคนชั่ว เป็นศัตรูของพระคริสต์ หรือผู้ไม่เชื่อ เจ้าก็จะรักษาระยะห่างและละทิ้งพวกเขา  และหากพวกเขาเป็นคนที่มีความเป็นจริงความจริง แม้ว่าเจ้าอาจจะชื่นชมพวกเขา แต่เจ้าก็จะไม่บูชาพวกเขา  ไม่มีใครสามารถแทนที่พระคริสต์ได้ มีเพียงพระคริสต์เท่านั้นที่เป็นพระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริง  มีเพียงพระคริสต์เท่านั้นที่สามารถช่วยผู้คนให้รอดได้ และมีเพียงการติดตามพระคริสต์เท่านั้นที่เจ้าจะได้รับความจริงและชีวิต  หากเจ้าเห็นสิ่งเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน เช่นนั้นเจ้าก็ย่อมจะมีวุฒิภาวะและไม่น่าจะถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิด และเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องกลัวว่าจะถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิด

เมื่อเห็นศัตรูของพระคริสต์คนใดถูกเปิดโปงและถูกกำจัด คนบางคนก็เริ่มกังวลพลางกล่าวว่า “แม้ภายนอกศัตรูของพระคริสต์จะดูไม่เหมือนคนชั่ว แต่เหตุใดเมื่อแยกแยะสิ่งที่พวกเขาทำ พวกเขากลับกลายเป็นคนชั่วร้ายเช่นนี้?  ดูเหมือนว่าแท้จริงแล้วศัตรูของพระคริสต์จะมีเล่ห์เหลี่ยมพิกลทีเดียว  แต่ฉันมีขีดความสามารถที่ย่ำแย่ และหากฉันพบเจอศัตรูของพระคริสต์เช่นนั้นอีก ฉันเกรงว่าฉันจะไม่สามารถแยกแยะพวกเขาได้  ฉันควรระวังตัวจากศัตรูของพระคริสต์อย่างไร?”  ต่อให้เจ้ามีขีดความสามารถที่ย่ำแย่ เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องคอยกังวลว่าจะถูกชักพาให้หลงผิดหรือคิดอยู่เสมอว่าจะระวังตัวจากพวกเขาอย่างไร  เจ้าเพียงต้องมุ่งเน้นการเข้าใจความจริง อ่านพระวจนะของพระเจ้าให้มากขึ้น และเมื่อเจ้ามีเวลา ก็จงใคร่ครวญอย่างจริงจังถึงความประพฤติชั่วที่ศัตรูของพระคริสต์กระทำ โดยถามตัวเองว่า “ความชั่วของพวกเขาอยู่ที่ใด?  สิ่งใดที่ขับเคลื่อนให้พวกเขากระทำความชั่วเช่นนั้น?  คนธรรมดาสามารถกระทำความชั่วเช่นนั้นได้หรือไม่?  คนที่เข้าใจความจริงนั้นแยกแยะพวกเขาอย่างไร?  ฉันจะแยกแยะพวกเขาอย่างไร?”  เมื่อเจ้าเห็นแก่นแท้ของผู้คนอย่างกระจ่างชัดผ่านทางพระวจนะของพระเจ้า เจ้าจะเข้าใจทุกสิ่ง  ในขณะที่เจ้าคิดถึงสิ่งเหล่านี้อยู่เป็นนิจ เจ้าจะเรียนรู้ที่จะแยกแยะไปโดยไม่รู้ตัว และเมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูของพระคริสต์ที่พยายามชักพาผู้คนให้หลงผิดอีกครั้ง เจ้าจะสามารถแยกแยะได้โดยธรรมชาติ  การนี้จำเป็นต้องผ่านประสบการณ์มากมาย นี่ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าเรียนรู้ได้จากการแค่ฟังคำเทศนาให้มากขึ้น  นี่เหมือนกับการมีประสบการณ์ในสังคมหลังจากถูกเอาเปรียบมากเกินไปหรือทนทุกข์กับความสูญเสียมากเกินไป—“ตกหลุมพรางหนึ่งครั้ง ก็ได้บทเรียนหนึ่งอย่าง”  นี่คือแนวคิดแบบเดียวกัน  ในความเชื่อในพระเจ้าของพวกเรา สิ่งที่เป็นหลักสำคัญคือการเข้าใจความจริง  ยิ่งเจ้าเข้าใจความจริงมากเท่าใด เจ้าจะยิ่งมองสิ่งทั้งหลายได้ทะลุปรุโปร่งมากขึ้นเท่านั้น  หากเจ้าไม่เข้าใจความจริงใดๆ เลย ต่อให้มีความรู้ก็ไร้ประโยชน์  ความรู้เพียงอย่างเดียวไม่อาจทำให้เจ้ามองสิ่งใดได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ทัศนะของเจ้าย่อมเหมือนกับทัศนะของผู้คนทางโลก และไม่ว่าเจ้าจะแสดงความคิดเห็นเรื่องใด นั่นก็จะเป็นเรื่องไร้สาระและเป็นเหตุผลวิบัติ  อย่ากังวลหากเจ้าไม่สามารถมองคนบางคนให้ทะลุปรุโปร่งได้ในตอนนี้  เมื่อเจ้าเข้าใจความจริง เจ้าก็จะเกิดวิจารณญาณไปโดยธรรมชาติ  สำหรับตอนนี้ จงมุ่งเน้นแค่การทำหน้าที่ของเจ้าเองให้ดี กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าให้มากขึ้น และใคร่ครวญความจริงให้มากขึ้น  เมื่อถึงวันที่เจ้าเข้าใจความจริง เจ้าก็จะสามารถแยกแยะผู้คนได้  เพียงแค่สังเกตพฤติกรรมของใครบางคน ในใจของเจ้าก็จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา เพียงแค่ฟังใครบางคนรายงานปัญหาบางอย่าง เจ้าก็จะสามารถมองแก่นแท้ของปัญหานั้นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และเพียงแค่ได้ฟังความคิดและมุมมองของใครบางคน เจ้าก็จะรู้วุฒิภาวะของพวกเขา  เจ้าจะสามารถเข้าใจทุกอย่างเกี่ยวกับเรื่องราวหรือบุคคลใดๆ ได้โดยไม่ต้องพยายามมากนัก—นี่คือผลลัพธ์ของการเข้าใจความจริง  อย่างไรก็ตาม หากเจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง แต่กลับพึ่งพาจินตนาการของตนในการประเมินผู้คน บูชาพวกเขา พึ่งพาพวกเขา และหลับหูหลับตาประจบสอพลอพวกเขา และหากเจ้าไม่เดินตามเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริง ผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นเช่นไร?  ใครๆ ก็สามารถชักพาเจ้าให้หลงผิด เจ้าจะไม่สามารถมองเห็นใครอย่างทะลุปรุโปร่งได้เลย แม้แต่ศัตรูของพระคริสต์ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด  พวกเขาจะปั่นหัวเจ้าให้เป็นคนโง่ และเจ้าจะยังคงชื่นชมพวกเขาเพราะความสามารถของพวกเขา โคจรอยู่รอบตัวพวกเขาทุกเมื่อเชื่อวัน  เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็คือคนเลอะเลือนอย่างแท้จริง และสามารถกล่าวได้อย่างแน่นอนว่าเจ้าเชื่อในพระเจ้าที่คลุมเครือ ไม่ใช่พระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริง และเจ้าไม่ใช่คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างแน่นอน

แม้จะได้ฟังคำเทศนาเกี่ยวกับการแยกแยะศัตรูของพระคริสต์มามากมาย  แต่บางคนก็ยังไม่สามารถแยกแยะพวกเขาได้  พวกเขาเข้าใจเพียงวิธีการแยกแยะบางอย่างเท่านั้น แต่ยังขาดประสบการณ์จริง  เมื่อพวกเขาเผชิญกับการทำชั่วของศัตรูของพระคริสต์อย่างแท้จริง พวกเขาก็ไม่สามารถแยกแยะศัตรูของพระคริสต์เหล่านั้นได้อีก  ถึงแม้ว่าหลังจากฟังคำเทศนาแล้วพวกเขาจะไม่สามารถแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ได้ แต่พวกเขาก็เปรียบเทียบตนเองกับสิ่งที่ได้ยิน และเริ่มรู้สึก ว่าตนเองเหมือนศัตรูของพระคริสต์มากขึ้นเรื่อยๆ  สุดท้ายแล้ว พวกเขาก็เริ่มเชื่อว่าตนเองคือศัตรูของพระคริสต์  การแยกแยะแบบนี้ไม่มีอะไรผิด  พวกเขาตระหนักถึงรายละเอียดในการแยกแยะศัตรูของพระคริสต์อย่างครบถ้วน แต่พวกเขาขาดแค่เพียงหลักธรรมในการระบุลักษณะ  นี่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ นี่แสดงให้เห็นว่าการฟังคำเทศนาของพวกเขานั้นได้ผล  ถึงแม้ว่าพวกเขาจะยังแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ตัวจริงไม่ได้ แต่พวกเขาก็ได้แยกแยะตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีเช่นกัน  อันดับแรกคือพวกเขาได้ช่วยชีวิตตนเอง และหลีกเลี่ยงการกลายเป็นศัตรูของพระคริสต์ ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่เกิดผลจากการฟังคำเทศนาที่เปิดโปงศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้  การสามารถแยกแยะตนเองว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์ได้ไม่ใช่เรื่องที่เรียบง่าย การแยกแยะดังกล่าวเป็นเรื่องของการสังเกตอย่างละเอียด และเราก็เชื่อว่าสิ่งนี้นับว่าเป็นการมีวิจารณญาณแล้ว  การแยกแยะตนเองในตอนนี้เป็นเรื่องดี ยังไม่สายเกินไปที่จะทำเช่นนั้น  หากเจ้าได้กระทำความชั่วหรือก่อให้เกิดความวิบัติ แล้วถูกระบุว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์ เช่นนั้นก็คงสายเกินไป  หากเจ้ามีวิจารณญาณต่อตนเองในตอนนี้ อย่างมากที่สุดนี่ก็หมายความว่าเจ้าแสดงลักษณะนิสัยที่คล้ายคลึงกับศัตรูของพระคริสต์ออกมา เจ้ากำลังเดินไปบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ และเจ้าได้เลือกเส้นทางที่ผิด—เจ้าย่อมถูกระบุลักษณะได้ในหนทางนี้เท่านั้น  ยังมีเวลาที่จะเปลี่ยนเส้นทาง แต่หากเจ้าไม่เปลี่ยน นั่นย่อมจะอันตราย  หัวข้อเรื่องการแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ได้รับการสามัคคีธรรมมาแล้วหลายครั้ง และจนถึงตอนนี้บางคนก็สามารถแยกแยะได้โดยแท้จริงแล้ว  พวกเขาสามารถระบุอุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์ที่พวกเขาเผยออกมา ซึ่งเป็นผลลัพธ์และพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขามีวิจารณญาณแล้ว  หากพวกเขาสามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างบรรดาผู้ที่มีแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์กับบรรดาผู้ที่มีเพียงอุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์ได้มากขึ้น เช่นนั้นแล้ว พวกเขาย่อมจะเชี่ยวชาญการแยกแยะอย่างสมบูรณ์  นี่คือสิ่งที่สัมฤทธิ์ได้ในเวลาไม่นาน ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องกังวล  หากผู้คนสามารถแยกแยะอุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์ของตนเองได้ รับรู้ว่าตนเองกำลังเดินไปบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์หรือไม่ และเข้าใจว่าแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์คืออะไร เช่นนั้นพวกเขาก็ได้เรียนรู้วิธีแยกแยะศัตรูของพระคริสต์แล้ว  การสามารถแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ได้นั้นไม่ได้เกี่ยวกับว่าคนคนหนึ่งเชื่อในพระเจ้ามาแล้วกี่ปี แต่เกี่ยวกับว่าคนคนหนึ่งสามารถเพียรพยายามเพื่อความจริงและเข้าใจความจริงได้หรือไม่  คนบางคนเชื่อในพระเจ้ามาหลายปีและได้ฟังคำเทศนามากมายเกี่ยวกับการเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์ แต่อุปนิสัยและการสำแดงเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์ของพวกเขาไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย  ไม่ว่าเราจะสามัคคีธรรมความจริงอย่างไร พวกเขาก็ยังคงไม่รู้ตัว  พวกเขาอาจเห็นด้วยกับเนื้อหาของการสามัคคีธรรมในขณะนั้น แต่เมื่อถึงเวลาลงมือกระทำหรือทำหน้าที่ของตน พวกเขาก็กลับไปใช้วิธีการเดิมๆ ของตน  นี่เป็นเรื่องที่สร้างปัญหาและอันตรายสำหรับผู้คนเช่นนั้นมิใช่หรือ?  เรื่องนี้อันตรายอย่างมาก!  ไม่ว่าเราจะสามัคคีธรรมอย่างไร ไม่ว่าในขณะที่ฟังเราพวกเขาจะรู้สึกตำหนิตนเองหรือรู้สึกเสียใจเพียงใด หลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่เปลี่ยนแปลงเลย  พวกเขาไม่ทบทวนว่าเหตุใดพวกเขาจึงมักจะเลื่อนขั้นและบ่มเพาะผู้คนที่ประจบสอพลอและเอาอกเอาใจเสมอ และพวกเขาไม่ทบทวนว่าเหตุใดพวกเขาจึงไม่ปฏิบัติต่อผู้อื่นตามหลักธรรม แต่ทำตามใจตนเอง  พวกเขาไม่รู้สึกสะอิดสะเอียนคนที่ตนชอบ ต่อให้คนเหล่านั้นจะเลวหรือชั่วก็ตาม และยังคงเลื่อนขั้นและใช้งานคนเหล่านั้นต่อไป  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาไม่ทบทวนว่าเหตุใดพวกเขาจึงไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงเลย ทั้งยังออกเดินไปบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์  การกระทำความชั่วมากมายโดยปราศจากการทบทวนหรือการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงนั้นเป็นเรื่องอันตราย  ในการชุมนุมช่วงนี้ การสามัคคีธรรมเเกี่ยวกับการเปิดโปงอุปนิสัยและแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์  อุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์นั้นซ่อนเร้นและเลวร้ายกว่าอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่พบเห็นได้ทั่วไป  ศัตรูของพระคริสต์รังเกียจความจริง พวกเขาเกลียดชังความจริง และไม่สามารถยอมรับความจริงหรือการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าได้โดยสิ้นเชิง  เช่นนั้นแล้วผลลัพธ์ จุดจบของศัตรูของพระคริสต์เป็นเช่นไร?  พวกเขาย่อมถูกกำจัดอย่างแน่นอน  พระเจ้าทรงระบุลักษณะของศัตรูของพระคริสต์ไว้อย่างไร?  ในฐานะของคนที่เกลียดชังความจริงและต่อต้านพระเจ้า—พวกเขาคือศัตรูของพระเจ้า!  การต่อต้านความจริง การเกลียดชังพระเจ้า และการเกลียดชังทุกสิ่งที่เป็นบวก—นี่ไม่ใช่ความอ่อนแอหรือความโง่เขลาชั่วขณะที่พบในคนทั่วไป และไม่ใช่การเผยความคิดและมุมมองที่ไม่ถูกต้องอันเกิดจากความเข้าใจที่บิดเบือนชั่วขณะ นี่ไม่ใช่ปัญหา  ปัญหาคือพวกเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์ เป็นศัตรูของพระเจ้า เกลียดชังทุกสิ่งที่เป็นบวกและความจริงทั้งปวง พวกเขาคือบุคคลที่เกลียดชังและต่อต้านพระเจ้า  พระเจ้าทรงมองบุคคลเช่นนั้นอย่างไร?  พระเจ้าไม่ทรงช่วยพวกเขาให้รอด!  ผู้คนเหล่านี้ดูหมิ่นและเกลียดชังความจริง พวกเขามีแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์  พวกเจ้าเข้าใจเรื่องนี้หรือไม่?  สิ่งที่กำลังถูกเปิดโปงในที่นี้คือความเลว ความโหดร้าย และความเกลียดชังความจริง  นี่คืออุปนิสัยเยี่ยงซาตานที่ร้ายแรงที่สุดในบรรดาอุปนิสัยอันเสื่อมทราม เป็นตัวแทนของคุณลักษณะที่เป็นแบบฉบับและเป็นแก่นสารที่สุดของซาตาน ไม่ใช่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่มวลมนุษย์ผู้เสื่อมทรามทั่วไปเผยออกมา  ศัตรูของพระคริสต์คือกองกำลังที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้า  พวกเขาสามารถก่อกวนและควบคุมคริสตจักรได้ และพวกเขามีขีดความสามารถที่จะรื้อทำลายและขัดขวางพระราชกิจบริหารจัดการของพระเจ้า  นี่ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปที่มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามสามารถทำได้ มีเพียงศัตรูของพระคริสต์เท่านั้นที่สามารถกระทำการเช่นนั้นได้  จงอย่าประเมินเรื่องนี้ต่ำเกินไป

คนชั่วล้วนมีอุปนิสัยที่เลวร้าย  ความเลวร้ายบางอย่างแสดงออกผ่านทางอุปนิสัยที่โหดร้าย เช่น การรังแกคนที่ไร้เล่ห์มารยาอยู่บ่อยครั้ง การปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยวิธีที่เสียดสีหรือประชดประชัน การทำให้พวกเขาเป็นตัวตลกอยู่เสมอ และการเอาเปรียบพวกเขา  คนชั่วจะก้มหัวและโค้งคำนับด้วยความยกย่องเมื่อพวกเขาเห็นคนชั่วอีกคน แต่เมื่อพวกเขาเห็นคนที่อ่อนแอ พวกเขาก็จะเหยียบย่ำคนเหล่านั้นและใช้อำนาจบาตรใหญ่  คนเหล่านี้คือคนที่โหดร้ายและเลวอย่างยิ่ง  ใครก็ตามที่รังแกหรือกดขี่คริสตชนคือปีศาจที่จำแลงกายเป็นคน พวกเขาคือสัตว์ร้ายที่ไร้จิตวิญญาณ และเป็นการกลับชาติมาเกิดของมารชั่ว  หากในหมู่คนชั่วมีคนที่ไม่รังแกคนที่ไร้เล่ห์มารยา ไม่ทำร้ายคริสตชนอย่างทารุณ มีคนที่ปลดปล่อยความโกรธเกรี้ยวของตนใส่ผู้ที่สร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ส่วนตนของพวกเขาเท่านั้น เช่นนั้นคนเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นคนดีในหมู่ผู้ไม่มีความเชื่อ  แต่ความเลวร้ายของศัตรูของพระคริสต์แตกต่างกันอย่างไร?  โดยหลักแล้ว ความเลวร้ายของศัตรูของพระคริสต์สำแดงออกมาในความชอบแข่งขันเป็นพิเศษของพวกเขา  พวกเขากล้าที่จะแก่งแย่งชิงดีกับฟ้าสวรรค์ แก่งแย่งชิงดีกับแผ่นดินโลก และแก่งแย่งชิงดีกับผู้คนอื่น  นอกจากพวกเขาจะไม่ยอมให้ผู้อื่นรังแกตนเองแล้ว พวกเขายังรังแกและทรมานผู้อื่นอีกด้วย  พวกเขาครุ่นคิดถึงวิธีที่จะทรมานผู้คนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน  หากพวกเขาอิจฉาหรือเกลียดชังใครบางคน พวกเขาก็จะไม่มีวันปล่อยไป  นี่คือความเลวร้ายของพวกศัตรูของพระคริสต์  ความเลวร้ายนี้สำแดงออกมาที่ใดอีก?  สิ่งนี้สามารถเห็นได้ในวิธีทำสิ่งต่างๆ ที่มีเล่ห์เหลี่ยมพิกลของพวกเขา—ผู้คนที่มีสมองอยู่บ้าง มีความรู้อยู่บ้าง และมีประสบการณ์ทางสังคมอยู่บ้าง ย่อมพบว่าเป็นเรื่องยากที่จะหยั่งถึงพวกเขาได้  พวกเขาทำสิ่งต่างๆ ในหนทางที่มีเล่ห์เหลี่ยมพิกลมากเป็นพิเศษ และการนี้ยกระดับไปสู่ความเลวร้าย นี่ไม่ใช่ความหลอกลวงทั่วไป  พวกเขาสามารถเล่นเกมอยู่เบื้องหลังและใช้เล่ห์เหลี่ยม และทำเช่นนั้นในระดับที่สูงกว่าผู้คนส่วนใหญ่  ผู้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถแข่งขันกับพวกเขาได้และไม่สามารถจัดการกับพวกเขาได้  นี่คือศัตรูของพระคริสต์  เหตุใดเราจึงกล่าวว่าคนทั่วไปไม่สามารถจัดการกับพวกเขาได้?  เพราะความเลวร้ายของพวกเขานั้นสุดโต่งเสียจนพวกเขามีอำนาจมหาศาลในการชักพาผู้คนให้หลงผิด  พวกเขาสามารถคิดหาวิธีการสารพัดอย่างเพื่อทำให้ผู้คนบูชาพวกเขาและติดตามพวกเขา  พวกเขายังสามารถใช้ประโยชน์จากผู้คนสารพัดประเภทเพื่อก่อกวนและสร้างความเสียหายต่องานของคริสตจักร  ในรูปการณ์แวดล้อมเช่นนี้ พระนิเวศของพระเจ้าจึงสามัคคีธรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงการสำแดง อุปนิสัย และแก่นแท้ทุกประเภทของศัตรูของพระคริสต์ เพื่อให้ผู้คนสามารถแยกแยะพวกเขาได้  การนี้เป็นสิ่งจำเป็น  คนบางคนไม่เข้าใจ และกล่าวว่า “เหตุใดจึงสามัคคีธรรมถึงวิธีแยกแยะศัตรูของพระคริสต์อยู่เสมอ?”  เพราะศัตรูของพระคริสต์สามารถชักพาผู้คนให้หลงผิดอย่างมาก  พวกเขาสามารถชักพาผู้คนมากมายให้หลงผิด เหมือนโรคระบาดร้ายแรงที่สามารถทำร้ายและคร่าชีวิตผู้คนมากมายได้ในการระบาดเพียงครั้งเดียวผ่านการแพร่เชื้อ นี่คือโรคที่ติดต่อได้ง่ายและแพร่กระจายไปในวงกว้าง อีกทั้งมีอัตราการติดเชื้อและอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง  นี่คือผลสืบเนื่องที่ร้ายแรงมิใช่หรือ?  หากเราไม่สามัคคีธรรมเช่นนี้กับพวกเจ้า พวกเจ้าจะสามารถหลุดพ้นจากการถูกพวกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดและตีกรอบได้หรือไม่?  พวกเจ้าจะสามารถหันมาหาพระเจ้าและนบนอบพระองค์อย่างแท้จริงได้หรือไม่?  นี่ย่อมเป็นเรื่องที่ยากมาก  เมื่อคนทั่วไปเผยอุปนิสัยที่โอหังออกมา อย่างมากที่สุด นี่ก็ทำให้ผู้อื่นเห็นสภาวะที่น่าเกลียดของความโอหังของพวกเขา  บางครั้งพวกเขาก็คุยโว บางครั้งพวกเขาก็โอ้อวดและอวดตน และบางครั้งพวกเขาก็รักที่จะยืนยันสถานะของตนและสั่งสอนผู้อื่น  แต่กรณีของศัตรูของพระคริสต์เป็นเช่นนี้หรือไม่?  จากภายนอก พวกเขาอาจจะดูไม่ได้ยืนยันสถานะของตนหรือชื่นชอบสถานะ พวกเขาอาจจะดูเหมือนไม่เคยสนใจสถานะ แต่ลึกๆ แล้ว พวกเขามีความปรารถนาอย่างแรงกล้าต่อสิ่งนี้  เช่นเดียวกับจักรพรรดิบางองค์หรือหัวหน้าโจรของผู้ไม่มีความเชื่อ เมื่อต่อสู้เพื่อดินแดนของตน พวกเขาก็ทนทุกข์กับความยากลำบากร่วมกับสหายของตน ดูถ่อมใจและไม่มีความทะเยอทะยาน  แต่เจ้าเคยเห็นความอยากที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในใจของพวกเขาหรือไม่?  เหตุใดพวกเขาจึงสามารถสู้ทนความยากลำบากเช่นนั้นได้?  สิ่งที่หนุนพวกเขาไว้คือความอยากของพวกเขานั่นเอง  พวกเขาเก็บงำความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ไว้ในใจ พร้อมที่จะสู้ทนต่อความทุกข์ใดๆ หรือทนต่อการใส่ร้าย การหมิ่นประมาท การล่วงเกิน และการดูถูกเหยียดหยามใดๆ เพื่อที่สักวันหนึ่งพวกเขาจะได้ขึ้นครองบัลลังก์  นี่คือการมีเล่ห์เหลี่ยมพิกลมิใช่หรือ?  พวกเขาสามารถให้ใครรู้เกี่ยวกับความทะเยอทะยานนี้ได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  พวกเขาปกปิดมันและเก็บเป็นความลับ  สิ่งที่มองเห็นได้ภายนอกคือบุคคลที่สามารถสู้ทนในสิ่งที่ผู้อื่นทนไม่ได้ คนที่สามารถทนต่อความยากลำบากที่เกินทน คนที่ดูแน่วแน่ ไม่ทะเยอทะยาน ติดดิน และดีต่อคนรอบข้าง  แต่วันที่พวกเขาขึ้นครองบัลลังก์และได้รับอำนาจที่แท้จริง พวกเขาก็ฆ่าทุกคนที่ทนทุกข์และต่อสู้เคียงข้างพวกเขาเพื่อเสริมสร้างอำนาจของตนและป้องกันการแย่งชิงอำนาจ   มีเพียงตอนที่ความจริงถูกเปิดเท่านั้นที่ผู้คนจะตระหนักว่าพวกเขาเจ้าเล่ห์อย่างหนักหนาเพียงใด  เมื่อเจ้ามองย้อนกลับไปและเห็นว่าทุกสิ่งที่พวกเขาทำนั้นขับเคลื่อนด้วยความทะเยอทะยาน เจ้าก็จะค้นพบว่าอุปนิสัยของพวกเขาคือความเลว  นี่คือกลยุทธ์อะไร?  นี่คือการมีเล่ห์เหลี่ยมพิกล  นี่คืออุปนิสัยที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้ดำเนินการ  ศัตรูของพระคริสต์และพญามารที่กุมอำนาจทางการนั้นเป็นพวกเดียวกัน พวกเขาจะไม่ยอมสู้ทนและทนทุกข์ในคริสตจักรโดยไร้เหตุผลอย่างเด็ดขาดหากพวกเขาไม่ได้อำนาจและสถานะ  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ผู้คนเหล่านี้ไม่มีทางพอใจที่จะเป็นผู้ติดตามธรรมดา ยอมอ่อนข้อในพระนิเวศของพระเจ้าในฐานะผู้ที่นมัสการพระเจ้าทั่วไป หรือทำหน้าที่บางอย่างเงียบๆ และไม่เปิดเผยตัวตน พวกเขาไม่เต็มใจที่จะทำเช่นนี้แน่นอน  หากใครบางคนที่มีสถานะถูกปลดเพราะพวกเขาเดินบนเส้นทางของศัตรูของพระคริสต์ และพวกเขาคิดว่า “ตอนนี้ไม่มีสถานะแล้ว ฉันก็จะทำตัวเป็นคนธรรมดาอย่างตรงไปตรงมา ทำหน้าที่ที่ฉันสามารถทำได้ ฉันยังสามารถเชื่อในพระเจ้าได้เหมือนกับตอนที่ไม่มีสถานะนั่นแหละ” พวกเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์หรือไม่?  ไม่ใช่ คนคนนี้เคยเดินบนเส้นทางของศัตรูของพระคริสต์ เคยเลือกเส้นทางที่ผิดเพราะความโง่เขลาชั่วขณะ แต่พวกเขาไม่ใช่ศัตรูของพระคริสต์  ศัตรูของพระคริสต์ที่แท้จริงจะทำอย่างไร?  หากพวกเขาสูญเสียสถานะ พวกเขาก็จะไม่เชื่ออีกต่อไป  ไม่เพียงเท่านั้น แต่พวกเขายังจะคิดหาวิธีการต่างๆ นานาเพื่อชักพาผู้อื่นให้หลงผิด ทำให้ผู้อื่นบูชาและติดตามพวกเขา เพื่อเติมเต็มความทะเยอทะยานและความอยากมีอำนาจของตน  นี่คือความแตกต่างระหว่างบรรดาผู้ที่เดินไปบนเส้นทางของศัตรูของพระคริสต์กับศัตรูของพระคริสต์ที่แท้จริง  พวกเราแยกแยะและชำแหละแก่นนิสัยและการสำแดงเหล่านี้ของศัตรูของพระคริสต์เพราะธรรมชาติของปัญหานี้ร้ายแรงมาก  คนส่วนใหญ่ไม่สามารถแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ได้  นับประสาอะไรกับพี่น้องชายหญิงทั่วไป แม้กระทั่งผู้นำและคนทำงานบางคนที่คิดว่าตนเองเข้าใจความจริงอยู่บ้างก็ยังไม่เชี่ยวชาญเรื่องการแยกแยะศัตรูของพระคริสต์อย่างสมบูรณ์  เป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าพวกเขาเชี่ยวชาญมากน้อยเพียงใด ซึ่งชี้ให้เห็นว่าพวกเขามีวุฒิภาวะน้อยเหลือเกิน  มีเพียงผู้ที่สามารถแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ได้อย่างถูกต้องเท่านั้นที่เป็นผู้คนที่มีวุฒิภาวะที่แท้จริง

ปัญหาใหญ่ที่พวกเจ้าทุกคนกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้คืออะไร?  คนส่วนใหญ่ไม่สามารถแยกแยะได้ ทั้งยังถูกผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดได้อย่างง่ายดาย ซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายมากหากไม่ได้รับการแก้ไข  ด้วยเหตุนั้น เราจึงกำหนดให้พวกเจ้าเรียนรู้ที่จะแยกแยะผู้คนนานาประเภท  จงแยกแยะว่าพฤติกรรมและคำกล่าวนานาของผู้คนแสดงให้เห็นถึงอุปนิสัยใด และจงแยกแยะแก่นแท้ของบุคคลจากสิ่งเหล่านี้  นอกจากนี้ พวกเจ้าจำเป็นต้องแยกแยะความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เป็นความเป็นจริงความจริงกับสิ่งที่เป็นเพียงคำพูดและคำสอนให้ได้  หากพวกเจ้าไม่สามารถแยกแยะสิ่งเหล่านี้ได้ เช่นนั้นพวกเจ้าก็จะไม่สามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้  หากไม่มีวิจารณญาณ พวกเจ้าจะมีเส้นทางเข้าสู่ความเป็นจริงได้อย่างไร?  ผู้นำและคนทำงานบางคนเอาแต่พ่นคำพูดและคำสอน โดยคิดว่าการเข้าใจคำพูดและคำสอนนั้นหมายความว่าพวกเขามีความเป็นจริง  ดังนั้น ในขณะที่พ่นคำพูดและคำสอนออกมา พวกเขาย่อมรู้สึกพึงพอใจและรู้สึกชอบด้วยเหตุผลจนเริ่มกระตือรือร้นมากขึ้นเรื่อยๆ  แต่เมื่อการทดลองมาเยือนพวกเขา พวกเขาก็สะดุดล้ม และโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองสะดุดล้มได้อย่างไร พวกเขาก็ยังคงกล่าวว่า “เหตุใดพระเจ้าจึงไม่ทรงคุ้มครองฉัน?”  นี่คือความล้มเหลวที่น่าละอายมิใช่หรือ?  ดังนั้น ผู้นำและคนทำงานบางคนจึงมักจะพูดถึงคำพูดและคำสอนเสมอ—พวกเจ้าสามารถแยกแยะการนี้ได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  บางครั้งเราได้ยินจากพี่น้องชายหญิงบางคนว่าผู้นำบางคนเอาแต่พูดถึงคำพูดและคำสอน และไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้นำ ทั้งยังขอให้ปลดผู้นำเหล่านั้น  อย่างไรก็ตาม หลังจากขอให้พวกเขาเลือกผู้นำคนใหม่ ผู้คนส่วนใหญ่กลับขาดวิจารณญาณ และผู้นำและคนทำงานที่ได้รับเลือกก็เป็นบรรดาผู้ที่พูดถึงแต่คำพูดและคำสอนโดยไม่มีความเป็นจริงมากนัก  นี่เป็นปัญหาที่ร้ายแรงมาก เป็นปัญหาที่ยากมาก  เมื่อพวกเจ้าฟังพระวจนะของเราที่สามัคคีธรรมถึงเรื่องเหล่านี้ พวกเจ้าจะสามารถแยกแยะความแตกต่าง จากสิ่งที่ผู้นำทั่วไปพูดได้หรือไม่?  หากเจ้าสามารถแยกแยะความแตกต่างได้ เช่นนั้นเจ้าก็รู้ว่าความเป็นจริงความจริงคืออะไร  หากเจ้าไม่สามารถแยกแยะได้และคิดว่ามันเหมือนกันหมด โดยคิดว่า “พวกเราก็ได้เรียนรู้ที่จะพูดพระวจนะของพระเจ้าเช่นกัน และสิ่งที่พวกเราพูดก็เหมือนกับสิ่งที่พระเจ้าตรัส” เช่นนั้นแล้ว นั่นย่อมเป็นปัญหา  สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าเจ้าไม่เข้าใจความจริงเลย เพียงแต่รู้วิธีเลียนแบบพระวจนะของพระเจ้าและท่องจำพระวจนะเหล่านั้นได้นิดหน่อยเท่านั้น ไม่ได้เข้าใจความจริงอย่างแท้จริง  ศัตรูของพระคริสต์ส่วนใหญ่มีพรสวรรค์และวาทศิลป์บางอย่างเป็นต้นทุนให้พวกเขาชักพาผู้คนให้หลงผิด  เมื่อประกอบเข้ากับอุปนิสัยที่เลวร้ายและวิธีบงการผ่านคำพูดและการกระทำของพวกเขา พวกเขาก็สามารถชักพาผู้คนให้หลงผิดได้อย่างแท้จริง  หากพวกเจ้าได้แต่พ่นคำพูดและคำสอน และไม่สามารถแยกแยะได้ว่าความเป็นจริงความจริงคืออะไร พวกเจ้าก็ทำได้เพียงถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดเท่านั้น  นี่คือสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของพวกเจ้า!  สำหรับผู้ที่ไม่เข้าใจความจริง ไม่ว่าพวกเขาจะปรารถนาเช่นไรก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่ถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิด  การหลุดพ้นจากอิทธิพลของซาตานไม่ใช่เรื่องที่เรียบง่าย ใช่หรือไม่?

11 มิถุนายน ค.ศ. 2019

ก่อนหน้า: ประการที่สี่: พวกเขายกชูตัวเองและเป็นพยานยืนยันให้ตัวเอง

ถัดไป: ລາຍການທີເຈັດ: ພວກເຂົາຊົ່ວຮ້າຍ, ມີເລ່ຫຼຽມ ແລະ ຫຼອກລວງ (ພາກທີໜຶ່ງ)

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger