ประการที่เจ็ด: พวกเขาเลว เคลือบแฝง และหลอกลวง (ภาคที่หนึ่ง)

ส่วนเสริม: การรับมือกับอุบัติการณ์เกี่ยวกับศัตรูของพระคริสต์ในแคนาดา

ตอนนี้สถานการณ์ของผู้คนที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนในคริสตจักรแคนาดาเป็นอย่างไรบ้าง?  พวกเจ้ามีวิจารณญาณแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ที่ชื่อเหยียนหรือไม่?  พวกเจ้าสามารถมองเห็นปัญหาในวิธีที่เหยียนพูดและกระทำการหรือไม่?  (ในตอนนั้น ข้าพระองค์มองไม่เห็นปัญหาใดๆ ข้าพระองค์เพียงแค่คิดว่าเขาไม่ได้ติดตามงานเลย  ข้าพระองค์ไม่ค่อยรู้เรื่องอื่นมากนัก)  คนต่อไปพูดต่อได้  (ข้าพระองค์ไม่ได้ติดต่อกับเหยียนมากนัก  ข้าพระองค์เข้าร่วมชุมนุมกับเขาไม่กี่ครั้งเมื่อสองปีก่อน แต่หลังจากนั้นข้าพระองค์ก็ไม่ได้ติดต่อกับเขาอีกเลย)  เหยียนเป็นผู้นำคริสตจักรของพวกเจ้า แล้วเป็นไปได้อย่างไรที่ไม่มีทีมใดของพวกเจ้าติดต่อกับเขาเลย?  เป็นเพราะตอนนี้พบว่าเขามีปัญหาและพวกเจ้ากำลังพยายามหลบเลี่ยงหน้าที่รับผิดชอบของพวกเจ้า หรือพวกเจ้าไม่ได้ติดต่อกับเขาจริงๆ?  เราได้ยินมาว่ามีใครบางคนมีความสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสมกับเหยียน—เป็นเช่นนี้ใช่หรือไม่?  (ใช่)  พวกเจ้ารับรู้เรื่องนี้หรือไม่?  (ไม่)  เช่นนั้นพวกเจ้าก็ตาบอดมาก  คนอื่นพูดต่อได้  (ข้าพระองค์ติดต่อกับเหยียนบ่อยมาก  ในตอนนั้น ข้าพระองค์เพียงแค่คิดว่าเขาค่อนข้างโอหังและคิดว่าตนเองถูก และเขาชอบยกชูตัวเองและโอ้อวด  แต่ข้าพระองค์ไม่เคยแยกแยะเลยว่าเขามีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์)  เขาชอบล่อลวงผู้หญิง เจ้ารู้เรื่องนั้นหรือไม่?  (ไม่  เขาพูดอย่างเคร่งขรึมในการสามัคคีธรรมอยู่เสมอว่าการที่ชายและหญิงประพฤติสำส่อนนั้นเป็นเรื่องที่เลวร้ายอย่างยิ่ง และเขามักจะสามัคคีธรรมว่าพวกเราต้องยุติพฤติกรรมดังกล่าว  ข้าพระองค์ไม่เคยคิดเลยว่าลับหลังเขาจะเป็นเช่นนั้นได้)  คนต่อไปพูดต่อได้  (ข้าพระองค์คบหาสมาคมกับเหยียนเป็นเวลาหนึ่งปี แต่ข้าพระองค์ไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเขานัก และพวกเราก็ไม่ได้มีความร่วมมือที่กลมเกลียว  ข้าพระองค์ติดต่อกับเขาเฉพาะเวลาพูดคุยเรื่องงาน และนอกเหนือจากนั้นก็แทบไม่ได้ติดต่อกับเขา  นั่นคือเหตุผลที่ข้าพระองค์ไม่มีวิจารณญาณแยกแยะเขามากนัก)  เจ้าไม่มีวิจารณญาณแยกแยะเขามากนักกระนั้นหรือ?  เป็นเพราะเจ้ามองไม่เห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นหรือเป็นเพราะเจ้าไม่แยกแยะเรื่องนี้?  เป็นไปได้อย่างไรที่เจ้าไม่มีวิจารณญาณแยกแยะเขามากนัก?  ผลลัพธ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?  (เพราะเส้นทางที่ข้าพระองค์เดินนั้นผิด และข้าพระองค์เทิดทูนและยกย่องผู้ชายที่มีพรสวรรค์  เหยียนเป็นคนพูดเก่ง และในการสามัคคีธรรมทุกครั้ง เขาจะยกพระวจนะของพระเจ้าและคำเทศนากับการสามัคคีธรรมจากเบื้องบนมาอ้างอิง  ดูเหมือนเขารู้วิธีแก้ปัญหา และทุกครั้งที่มีปัญหาในคริสตจักร เขาก็จะพยายามแก้ไขปัญหานั้น)  หากเขารู้วิธีแก้ปัญหา เหตุใดฝ่ายผลิตภาพยนตร์ของคริสตจักรแคนาดาจึงมีปัญหามากมายที่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข?  เจ้าบอกว่าเขารู้วิธีแก้ปัญหาจริงๆ แต่นั่นเป็นเรื่องไร้สาระไม่ใช่หรือ?  นั่นเป็นการหลอกลวงไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  พวกเจ้าฟังคำเทศนาหรือไม่?  พวกเจ้าเข้าร่วมชุมนุมทุกสัปดาห์หรือไม่?  (พวกเราเข้าร่วม)  แล้วพวกเจ้าฟังเราตอนที่เราเทศนาคำเทศนาเกี่ยวกับการแยกแยะศัตรูของพระคริสต์หรือไม่?  (ฟัง)  หลังจากฟังเราแล้ว พวกเจ้ามีวิจารณญาณแยกแยะเหยียนหรือไม่?  พวกเจ้าสามารถมองเห็นปัญหาใดๆ ในวิธีที่เหยียนทำสิ่งต่างๆ หรือไม่?  พวกเจ้าฟังคำเทศนาและชุมนุมร่วมกันในสถานที่เดียวกับศัตรูของพระคริสต์ แต่พวกเจ้ากลับไม่สามารถมองเห็นศัตรูของพระคริสต์ที่ชัดเจนเช่นนี้ได้—ปัญหาอยู่ตรงไหน?  เหยียนเป็นผู้นำมาเป็นเวลาสองปีห้าเดือน ใครติดต่อกับเขามากที่สุด?  เขาใช้เวลาอยู่ในทีมใดนานที่สุด?  ในทีมนั้นมีกี่คนที่มีวิจารณญาณแยกแยะเขา?  มีกี่คนที่ค้นพบว่าเขามีปัญหาแต่ไม่ยอมเปิดเผย?  ใครค้นพบว่าเขามีปัญหาและออกมาเปิดเผยเรื่องนี้?  พวกเจ้ารู้คำตอบของคำถามเหล่านี้หรือไม่?  (ไม่มีใครแยกแยะว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นอย่างไร)  แล้วพวกเจ้าค้นพบว่าเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์ในภายหลังได้อย่างไร?  (พี่น้องหญิงคนหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับเขากล่าวว่าเธออยู่ในสภาวะที่ย่ำแย่ และเมื่อพวกเราพยายามสืบหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ พวกเราก็ค้นพบปัญหาของเหยียนเรื่องความสัมพันธ์ของเขากับผู้หญิง)  พี่น้องหญิงคนนั้นนำปัญหามาเปิดเผย แล้วมีคนอื่นรายงานเรื่องนี้หรือไม่?  (ไม่มี)

ตลอดเวลาที่พวกเราใช้ไปกับการสามัคคีธรรมและชำแหละการสำแดงต่างๆ ของศัตรูของพระคริสต์นี้ พวกเจ้าได้ค้นพบปัญหาอื่นใดเกี่ยวกับเหยียนบ้างหรือไม่?  (ด้วยการสามัคคีธรรมถึงการแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ ข้าพระองค์ได้ค้นพบว่าเหยียนเก่งมากในการยุแยงให้ผู้คนแตกแยกกัน  เขามักจะตัดสินพี่น้องชายหญิงบางคนต่อหน้าข้าพระองค์และจะสร้างความบาดหมางในความสัมพันธ์ของข้าพระองค์กับพี่น้องหญิงที่ข้าพระองค์ให้ความร่วมมือ โดยกล่าวว่าเธอเป็นแค่คนที่ชอบเอาใจผู้คนและไม่ได้ปฏิบัติความจริง เป็นต้น  เรื่องนี้ทำให้ข้าพระองค์มีความคิดเห็นบางอย่างเกี่ยวกับเธอ และเมื่อเวลาผ่านไป ข้าพระองค์ก็ไม่สามารถให้ความร่วมมือกับเธออย่างกลมเกลียวได้)  แท้จริงแล้ว พวกเจ้าทุกคนต่างก็มีความคิดเห็นเกี่ยวกับเหยียน แต่ไม่มีใครเปิดเผยความเห็นเหล่านั้นหรือรายงานเขา  พวกเจ้าทุกคนล้วนเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คนและยอมให้งานของคริสตจักรล่าช้าโดยไม่ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย  เขาไม่ได้ทำงานที่เบื้องบนจัดแจงให้เขา และเมื่อเห็นเช่นนี้ พวกเจ้าก็ไม่ได้รายงานเขา แต่กลับปกป้องและให้ท้ายศัตรูของพระคริสต์คนนี้  เหตุใดพวกเจ้าจึงไม่รายงานเขาเล่า?  พวกเจ้ากลัวที่จะทำให้เขาไม่พอใจหรือพวกเจ้ามองเขาไม่ออก?  (ข้าพระองค์มองเขาไม่ออก  นอกจากพบเขาเมื่อข้าพระองค์มีปัญหาบางอย่างเป็นครั้งคราวแล้ว ปกติข้าพระองค์ก็ไม่ได้คบหาสมาคมกับเขาเลย  เขาบอกว่าเขางานยุ่ง แต่พวกเราไม่รู้ว่าเขาพูดความจริงหรือไม่)  ไม่มีความจำเป็นต้องสืบค้นว่าที่เขากำลังทำอะไรลับหลัง เจ้าควรจะมองสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ตรงหน้าเจ้าให้ออก  เมื่อศัตรูของพระคริสต์ทำสิ่งต่างๆ ย่อมมีการสำแดงบางอย่าง  เขาไม่เพียงแค่ทำสิ่งต่างๆ ลับหลังเท่านั้น เจ้าสามารถรับรู้ถึงการสำแดงเหล่านั้นต่อหน้าต่อตา  หากพวกเจ้าไม่สามารถมองเห็นการสำแดงเหล่านั้นได้ เช่นนั้นพวกเจ้าก็ตาบอดแล้วไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  ดังนั้น หากตอนนี้มีคนเช่นนี้อีก พวกเจ้าจะสามารถแยกแยะเขาได้หรือไม่?  คนเช่นเหยียนสามารถปฏิบัติงานจริงได้หรือไม่?  เขาสามารถสามัคคีธรรมความจริงและแก้ไขปัญหาได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  เหตุใดพวกเจ้าจึงบอกว่าไม่ได้?  (ในแง่ของผลลัพธ์ของงาน คริสตจักรมีปัญหามากมายที่ไม่ได้รับการแก้ไขมาเป็นเวลานาน งานทั้งหมดนั้นคืบหน้าไปอย่างล่าช้ามาก และภาพยนตร์ที่พวกเราถ่ายทำก็ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของพระนิเวศของพระเจ้า)  ก่อนที่เหยียนจะถูกจัดการ พวกเจ้าเห็นหรือไม่ว่านี่คือปัญหา?  (ไม่เห็น)  แล้วหลังจากที่พวกเจ้าฟังคำเทศนา พวกเจ้าเข้าใจสิ่งใดบ้าง?  พวกเจ้าไม่สามารถมองเห็นปัญหาที่ร้ายแรงเช่นนี้ได้ และจากนั้นพวกเจ้าก็เอาแต่หาข้ออ้างอยู่เสมอ โดยกล่าวว่า “พวกเราไม่ได้คบหาสมาคมกับเขา  พวกเราจะรู้สิ่งต่างๆ ที่เขากำลังทำลับหลังได้อย่างไร?  พวกเราเป็นแค่ผู้เชื่อธรรมดา เขาเป็นผู้นำ  พวกเราไม่สามารถติดตามเขาไปได้ตลอดเวลา จึงสมเหตุสมผลที่พวกเรามองเขาไม่ออกและไม่ได้รายงานเขา”  นี่คือสิ่งที่พวกเจ้าหมายถึงใช่หรือไม่?  (ใช่)  ธรรมชาติของเรื่องนี้คืออะไร?  (พวกเรากำลังพยายามหลบเลี่ยงหน้าที่รับผิดชอบของพวกเรา)  ดังนั้น หากพวกเจ้าพบเจอคนเช่นนี้ในภายหน้า พวกเจ้าจะจัดการเรื่องนี้ด้วยวิธีนี้อีกหรือไม่?  (ไม่ ข้าพระองค์จะไม่จัดการกับเรื่องนี้เช่นนี้อีก  เมื่อข้าพระองค์ค้นพบเขา ข้าพระองค์ก็ควรรายงานเขา)  เราไม่แน่ใจนักว่าพวกเจ้าจะทำเช่นนั้น  มีผู้คนในคริสตจักรหลายแห่งที่รายงานผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ แต่กลับไม่มีคนเช่นนั้นในคริสตจักรแคนาดา  ศัตรูของพระคริสต์คนนี้เคลื่อนไหวมาเป็นเวลานานขนาดนั้นแต่กลับไม่มีใครรายงานเขา ไม่มีใครรายงานเขาเลย  เมื่อเร็วๆ นี้ ฝ่ายผลิตภาพยนตร์ในสหรัฐอเมริกาได้ส่งจดหมายรายงานใครบางคน  จดหมายฉบับนั้นเขียนอย่างเป็นระบบและมีมูลความจริง ทั้งยังมีความเฉพาะเจาะจงและแม่นยำมาก โดยพื้นฐานแล้วเขียนขึ้นจากข้อเท็จจริง  เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าในทุกคริสตจักรมีบางคนที่สามารถแยกแยะผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ได้—นี่เป็นเรื่องที่ดี  บางครั้งผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ก็แสดงละครอยู่พักหนึ่ง และพวกเขาก็เผยให้เห็นปัญหาบางอย่าง  ผู้คนบางคนอาจมองเห็นได้เพียงว่ามีปัญหา แต่ไม่สามารถมองทะลุถึงแก่นแท้และความจริงของปัญหาเหล่านี้ได้ และไม่รู้วิธีแก้ไขปัญหาเหล่านั้น—นี่ก็เกี่ยวข้องกับการไม่มีวิจารณญาณแยกแยะเช่นกัน  พวกเจ้าควรทำอย่างไรในสภาพการณ์เช่นนี้?  ในเวลาเช่นนี้ พวกเจ้าควรให้ใครสักคนที่เข้าใจความจริงมาแยกแยะพวกเขา  หากมีหลายคนที่สามารถรับผิดชอบได้ โดยที่ทุกคนแสวงหา สามัคคีธรรม และหารือเรื่องนี้ร่วมกัน เช่นนั้นพวกเจ้าทุกคนก็สามารถบรรลุฉันทามติและมองทะลุถึงแก่นแท้ของปัญหาได้ และจากนั้นพวกเจ้าก็จะสามารถแยกแยะได้ว่าพวกเขาเป็นผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์หรือไม่  การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ไม่ใช่เรื่องที่ยากนัก ผู้นำเทียมเท็จไม่ปฏิบัติงานที่เป็นจริงและง่ายที่จะค้นพบและมองเห็นอย่างชัดเจน ศัตรูของพระคริสต์ก่อกวนและขัดขวางงานของคริสตจักร รวมทั้งง่ายที่จะค้นพบและมองเห็นอย่างชัดเจนเช่นกัน  ทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับปัญหาเรื่องการก่อกวนไม่ให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรปฏิบัติหน้าที่ของตน และเจ้าควรรายงานและเปิดโปงผู้คนเช่นนี้—มีเพียงการทำเช่นนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถป้องกันไม่ให้งานของคริสตจักรล่าช้าออกไป  การรายงานและการเปิดโปงผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์เป็นงานที่สำคัญอย่างยิ่งยวดซึ่งรับประกันว่าประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีได้ และประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรทุกคนแบกรับความรับผิดชอบนี้ไว้  ไม่สำคัญว่าผู้นั้นเป็นใคร ตราบที่พวกเขาเป็นผู้นำเทียมเท็จหรือศัตรูของพระคริสต์ เช่นนั้นประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรก็ควรเปิดโปงพวกเขาและเปิดเผยพวกเขาออกมา และในหนทางนี้เจ้าย่อมจะลุล่วงความรับผิดชอบของตน  ตราบที่ปัญหาที่ถูกรายงานเป็นจริงและมีอุบัติการณ์เกี่ยวกับผู้นำเทียมเท็จหรือศัตรูของพระคริสต์จริงๆ พระนิเวศของพระเจ้าย่อมจะรับมือกับปัญหานี้อย่างทันท่วงทีและสอดคล้องกับหลักธรรมเสมอ  แล้วพวกเจ้าได้ทำให้ปัญหาเกี่ยวกับศัตรูของพระคริสต์ที่ชื่อเหยียนเป็นที่รู้กันหรือไม่?  ไม่ พวกเจ้าไม่ได้ทำ  มารผู้นี้หลอกพวกเจ้าและชักพาพวกเจ้าให้หลงผิดมาเป็นเวลานาน ราวกับว่าพวกเจ้าไม่มีการตระหนักรู้  การมีศัตรูของพระคริสต์ที่ชัดเจนเช่นนี้อยู่เคียงข้างเจ้า ปฏิบัติตนอย่างมัวเมาตลอดเวลาที่ผ่านมา รวมทั้งการที่พวกเจ้าปล่อยให้เรื่องนี้ดำเนินต่อไปโดยไม่มีการทักท้วง พวกเจ้าไม่มีการตระหนักรู้แม้แต่น้อยจริงๆ หรือ?  พวกเจ้าดำเนินชีวิตคริสตจักรตามปกติหรือไม่?  พวกเจ้าสามารถชื่นชมพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้หรือไม่?  พวกเจ้าได้รับประโยชน์ทุกครั้งที่พวกเจ้าเข้าร่วมการชุมนุมหรือไม่?  พวกเจ้าควรสามารถรู้สึกถึงสิ่งทั้งหมดนี้  ที่สำคัญที่สุดก็คือ ศัตรูของพระคริสต์ที่ชื่อเหยียนไม่ได้ปฏิบัติงานที่แท้จริงอันใดเลยแม้แต่น้อย เขาเป็นเหตุให้เกิดความล่าช้าในงานการสร้างภาพยนตร์ และเขาทำให้งานของคริสตจักรยุ่งเหยิงขนานใหญ่  ใครก็ตามที่มีหัวใจควรสามารถมองเห็นสิ่งเหล่านี้ แต่ในบรรดาพวกเจ้าไม่มีใครถอดหน้ากากหรือรายงานศัตรูของพระคริสต์คนนี้เลย  ดูราวกับว่าพวกเจ้าชอบปะปนกับวิญญาณสกปรกและวิญญาณชั่ว และพวกเจ้าก็ไม่มีความรักให้กับความจริงเลยแม้แต่น้อย  พวกเจ้าอาจไม่เต็มใจที่จะรับรู้เรื่องนี้ แต่นี่คือข้อเท็จจริง  พวกเจ้าปะปนกับมารแต่พวกเจ้ากลับคิดว่านี่เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่  พวกเจ้าคิดว่าตนเองไม่จำเป็นต้องอ่านพระวจนะของพระเจ้าหรือไล่ตามเสาะหาความจริงอีกต่อไป และสามารถทำเพียงแค่ปฏิบัติหน้าที่ของตนไปตามพิธีรีตองเท่านั้น พวกเจ้าคิดว่าพวกเจ้าไม่จำเป็นต้องยุ่งยากกับการบรรลุความรอด การปฏิบัติความจริง การนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า หรือการปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีอีกต่อไป  พวกเจ้าเชื่อว่าพวกเจ้าสามารถเพียงแค่ตามใจเนื้อหนังของตนและปราศจากการผูกมัด เหมือนกับผู้คนแห่งโสโดมในสมัยนั้นไม่มีผิด ดื่มกิน เฉลิมฉลอง และไม่ทำงานที่ถูกควรเลย ไม่มีใครรับผิดชอบ และไม่มีใครเปิดโปงหรือรายงานศัตรูของพระคริสต์  การนี้นำไปสู่การที่คริสตจักรปราศจากพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นเวลานาน  และพวกเจ้าก็ไม่ใส่ใจ พวกเจ้าได้ตกอยู่ในความเสื่อมถอยแล้ว ไม่แตกต่างไปจากผู้ไม่เชื่อและผู้ไม่มีความเชื่อ  พวกเจ้าได้รับฟังคำเทศนามานานหลายปี และแม้กระทั่งตอนนี้พวกเจ้าก็ยังไม่สามารถแยกแยะผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ได้ แต่กลับเต็มใจที่จะปะปนกับศัตรูของพระคริสต์และกินตลอดทั้งวันโดยไม่คิดจริงจังกับสิ่งใดเลยแม้แต่น้อย  พฤติกรรมเช่นนี้มากพอที่จะแสดงให้เห็นว่าพวกเจ้าไม่ใช่ผู้เชื่อในพระเจ้าที่แท้จริง  ประการแรก พวกเจ้าไม่รักความจริงและไม่ยอมรับความจริง ประการที่สอง พวกเจ้าไม่มีสำนึกถึงความรับผิดชอบในหน้าที่ของตน นับประสาอะไรที่จะพูดได้ว่าพวกเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างจงรักภักดี และพวกเจ้าเพียงแค่เพิกเฉยงานของคริสตจักร  พวกเจ้าดูเหมือนปฏิบัติหน้าที่ของตนแต่พวกเจ้าไม่สัมฤทธิ์ผลลัพธ์ใดเลย พวกเจ้าก็แค่ทำไปตามพิธีรีตอง  ไม่สำคัญว่าผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ก่อกวนและสร้างความเสียหายต่องานของคริสตจักรอย่างไร พวกเจ้าไม่ตระหนักรู้เรื่องนี้โดยสิ้นเชิง และเรื่องนี้ก็ไม่ได้รบกวนพวกเจ้าเลยแม้แต่น้อย  มีเพียงเมื่อศัตรูของพระคริสต์ได้ถูกเผยให้เห็นอย่างสิ้นเชิงแล้วเท่านั้นพวกเจ้าจึงจะยอมรับว่าพวกเจ้าปราศจากวิจารณญาณ และเมื่อเราถามถึงรายละเอียด พวกเจ้าก็พูดว่า “ข้าพระองค์ไม่รู้ ข้าพระองค์ไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบ!”  พวกเจ้าล้างมือจากเรื่องนี้อย่างสิ้นเชิง  พวกเจ้าคิดว่าด้วยการพูดเช่นนี้เรื่องนี้ก็จบแล้วและพวกเจ้าจะสามารถหนีความรับผิดชอบของตนได้กระนั้นหรือ?  พระนิเวศของพระเจ้าจะไม่ค้นดูเรื่องนี้อีกต่อไปกระนั้นหรือ?  พระนิเวศของพระเจ้าได้ให้น้ำพวกเจ้าตลอดเวลาที่ผ่านมา และพวกเจ้าก็รับฟังคำเทศนามามากมาย แล้วผลลัพธ์เป็นอย่างไร?  มีปัญหาที่ร้ายแรงนี้ ซึ่งเป็นปัญหาของการที่ศัตรูของพระคริสต์ปรากฏตัวขึ้นในคริสตจักร แต่พวกเจ้ากลับไม่ตระหนักรู้ถึงเรื่องนี้  นี่แสดงให้เห็นว่าพวกเจ้าไม่คืบหน้าเลยแม้แต่น้อย พวกเจ้าด้านชาและปัญญาทึบ และพวกเจ้าตามใจเนื้อหนังของตน  พวกเจ้าคือกองคนตาย ไม่มีสักคนที่มีชีวิตอยู่ ไม่ใช่คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง อย่างมากที่สุดก็เป็นแค่คนลงแรงไม่กี่คน  การได้เชื่อในพระเจ้าและรับฟังคำเทศนาตลอดเวลาที่ผ่านมา จากนั้นก็ไปปะปนกับศัตรูของพระคริสต์ ไม่เปิดโปงหรือรายงานเขา—อะไรคือความแตกต่างระหว่างพวกเจ้ากับใครบางคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้า?  พวกเจ้าอยู่กับศัตรูของพระคริสต์ พวกเจ้าไม่ใช่ประชากรของพระเจ้า พวกเจ้าติดตามศัตรูของพระคริสต์ พวกเจ้าติดตามซาตาน และไม่ใช่ผู้ติดตามพระเจ้าอย่างแน่นอนที่สุด  แม้พวกเจ้าไม่ได้ทำสิ่งที่ชั่วเหล่านั้นซึ่งศัตรูของพระคริสต์ทำ แต่เจ้าก็ติดตามเขาและปกป้องเขา เพราะพวกเจ้าไม่ได้เปิดโปงหรือรายงานเขา ทั้งยังพูดพร่ำว่าไม่ได้คบหาสมาคมกับศัตรูของพระคริสต์มากนักและพวกเจ้าก็ไม่รู้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่  ด้วยการทำเช่นนี้ พวกเจ้าไม่ได้กำลังเป็นโล่กำบังให้กับศัตรูของพระคริสต์ด้วยสองตาที่เปิดกว้างหรอกหรือ?  ศัตรูของพระคริสต์ทำชั่วมากมายเหลือเกินและทำให้งานของคริสตจักรเป็นอัมพาต ขัดขวางจนชีวิตคริสตจักรตกอยู่ในความยุ่งเหยิงไปหมด แต่กระนั้นพวกเจ้ากลับพูดว่าพวกเจ้าไม่รู้ว่าศัตรูของพระคริสต์กำลังทำอะไรอยู่—ใครจะเชื่อเช่นนั้น?  พวกเจ้าเห็นว่าศัตรูของพระคริสต์กำลังก่อกวนและสร้างความเสียหายต่องานของคริสตจักรด้วยตาของตัวเอง แต่กลับไม่แยแสอย่างสิ้นเชิงและไม่ตอบสนองเลยแม้แต่น้อย  ไม่มีใครเปิดโปงหรือรายงานเขา—พวกเจ้าล้วนล้มเหลวในการปฏิบัติแม้กระทั่งความรับผิดชอบเล็กน้อยนี้ และพวกเจ้าก็ช่างปราศจากมโนธรรมและสำนึก!  คริสตจักรในหลากหลายสถานที่ส่งจดหมายรายงานเพื่อรายงานผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์อยู่เป็นนิจ—พวกเจ้าไม่เคยเห็นเรื่องนี้หรอกหรือ?  มีเพียงคริสตจักรในแคนาดาเท่านั้นที่เป็นสระน้ำนิ่งซึ่งไม่เคยติดต่อกับเบื้องบนเพื่อรายงานเกี่ยวกับสถานการณ์ของคริสตจักรแห่งนี้  พวกเจ้าเป็นแค่คนตายกลุ่มหนึ่ง โดยไม่มีสักคนที่มีชีวิตอยู่เลย!  พระเจ้าจะไม่ทรงยอมรับคริสตจักรเช่นนี้ และหากพวกเจ้าไม่กลับใจ พวกเจ้าย่อมจะจบสิ้นโดยสิ้นเชิงและจะถูกกำจัดออกไป

วันนี้คือวันที่ 10 กรกฎาคม ค.ศ. 2019  เริ่มตั้งแต่วันนี้ ฝ่ายผลิตภาพยนตร์ของแคนาดาจะเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการแยกตัวและทบทวนตนเองอย่างเป็นทางการเป็นเวลาหนึ่งปี  มีผู้คนกี่คนในฝ่ายผลิตภาพยนตร์?  (ข้าแต่พระเจ้า มีผู้คน 34 คนในฝ่ายผลิตภาพยนตร์)  แล้วมีผู้นำกี่คน?  (สองคน)  ดี ถ้าเช่นนั้นพวกเจ้าสองคนก็ลุกขึ้นมาให้เราดูหน้าหน่อย  พวกเจ้าที่อยู่ในฝ่ายผลิตภาพยนตร์ จงจำวันนี้ไว้ วันที่ 10 กรกฎาคม  เริ่มตั้งแต่วันนี้ ฝ่ายผลิตภาพยนตร์ของแคนาดาจะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม ข. อย่างเป็นทางการเป็นเวลาหนึ่งปี  หากพวกเจ้ากลับใจ เช่นนั้นพวกเจ้าก็สามารถกลับไปที่คริสตจักรธรรมดาได้ เราจะดูว่าพฤติกรรมของพวกเจ้าเป็นอย่างไรตลอดปีนี้—หากพวกเจ้าสามารถปฏิบัติหน้าที่ของพวกเจ้าต่อไปได้ และพวกเจ้าแสดงให้เห็นถึงการกลับใจ เช่นนั้นพวกเจ้าก็สามารถกลับมาดำเนินชีวิตคริสตจักรได้อีกครั้ง  เข้าใจหรือไม่?  (เข้าใจ)  ในช่วงเวลานี้หน้าที่ของพวกเจ้าจะยังคงเหมือนเดิม  หากบางคนในหมู่พวกเจ้าไม่ต้องการถูกคัดออกและถูกขับไล่ พวกเจ้าคิดอย่างไรกับการใช้วิธีการแยกตัวและทบทวนตนเองนี้?  พวกเจ้าพอใจกับสิ่งนี้หรือไม่?  (พอใจ)  เหตุใดเราจึงให้เวลาพวกเจ้าหนึ่งปี?  (เพื่อประทานโอกาสพวกเราได้กลับใจ)  เพื่อให้โอกาสพวกเจ้าได้กลับใจ  หากหลังจากผ่านไปหนึ่งปี ความประพฤติของพวกเจ้ายังคงน่าละอาย ประสิทธิภาพการทำงานของพวกเจ้ายังคงไม่ถึงมาตรฐาน พวกเจ้ายังคงอิดออดเมื่อปฏิบัติหน้าที่ และหน้าที่ของพวกเจ้าก็ยังคงยุ่งเหยิงเหมือนเดิม พวกเจ้าไม่มีความคืบหน้าใดๆ เลยกับงานระดับมืออาชีพและการเข้าสู่ชีวิตของตน และพวกเจ้าไม่บรรลุผลลัพธ์ใดๆ เลย เช่นนั้นพวกเจ้าก็จะถูกแยกตัวต่อไปอีกเป็นเวลาหนึ่งปี และระยะเวลาจะถูกขยายออกไปในลักษณะนี้แบบปีต่อปี  เมื่อพวกเจ้ามีความคืบหน้า กล่าวคือ เมื่อพวกเจ้าสามารถเขียนบทความคำพยานจากประสบการณ์ได้บ้าง และพฤติกรรม ความเข้าใจ และผลลัพธ์ของงานของพวกเจ้าล้วนได้มาตรฐานอย่างแท้จริง เช่นนั้นพวกเจ้าก็สามารถกลับมาดำเนินชีวิตคริสตจักรได้อีกครั้ง  ทีมอื่นๆ ในคริสตจักรแคนาดาสามารถดำเนินชีวิตคริสตจักรต่อไปได้  เราจะดูว่าท่าทีของพวกเจ้าต่อการปฏิบัติหน้าที่จะเป็นอย่างไรในอนาคต  หากพวกเจ้ายังคงประพฤติปฏิบัติตนอย่างน่าละอาย เช่นนั้นทุกคนในคริสตจักรแคนาดาก็จะถูกแยกตัว  เข้าใจหรือไม่?  (เข้าใจ)  พวกเจ้าคิดอย่างไรกับผลลัพธ์ของการจัดการรับมือกับเรื่องนี้?  (ดี)  พวกเจ้าหมายความว่าดีจริงๆ หรือพวกเจ้าแค่พูดไปอย่างนั้น?  (ดีจริงๆ)  ดี พวกเจ้าพอใจกับสิ่งนี้  ดังนั้นคำเทศนาในวันนี้จึงเป็นคำเทศนาสุดท้ายที่พวกเจ้าจะได้ยิน  เจตนารมณ์เดิมของเราคือให้แยกตัวและกำจัดพวกเจ้าออกไปโดยสิ้นเชิง และไม่อนุญาตให้พวกเจ้าฟังคำเทศนานี้  คำเทศนาตลอดหลายปีมานี้ที่พวกเจ้าได้รับฟังนั้นสูญเปล่าและพวกเจ้าไม่ได้รับสิ่งใดเลย แล้วเหตุใดพวกเจ้าจึงยังคงฟังอยู่?  เราปวดใจมากเมื่อมองดูพวกเจ้า!  พวกเจ้าทุกคนดูด้านชาและปัญญาทึบมาก

เมื่อก่อนตอนที่เราสนทนากับพี่น้องหญิงคนหนึ่งในคริสตจักรแคนาดา เราได้ยินมาว่าสถานการณ์ที่นั่นมีแต่เสียงหัวเราะไร้สาระและความเหลวแหลกอย่างถึงที่สุด เสียงดังมากจนเธอไม่สามารถพิมพ์งานได้ ราวกับว่าเธออยู่ในย่านใจกลางเมืองที่พลุกพล่าน  ตอนนั้นเราเริ่มรู้สึกรังเกียจเรื่องนี้ และเรากล่าวว่าผู้คนในคริสตจักรแคนาดาไม่มีความเลื่อมใส แต่ล้วนเหลวแหลก เหมือนกับผู้ไม่เชื่อ และพวกเขาไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริง  ต่อมา เราได้สามัคคีธรรมกับผู้คนเหล่านี้ถึงการผลิตภาพยนตร์ และพวกเขาก็ด้านชาโดยสิ้นเชิง  “ด้านชา” หมายความว่าอย่างไร?  เมื่อเราพูดคุยกับพวกเขา พวกเขาไม่แสดงปฏิกิริยาหรือสีหน้าใดๆ เลย สายตาเหม่อลอย ราวกับว่าพวกเขาถูกวิญญาณชั่วเข้าสิง—พวกเขาไม่มีปฏิกิริยาหรือท่าทีกับสิ่งใดเลย  นี่ไม่น่ารังเกียจหรอกหรือ?  เมื่อพิพากษาจากสภาวะทางจิตใจและท่าทางของผู้คนเหล่านี้ ไม่มีทีมใดดีเลย ทุกทีมยุ่งเหยิง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีอุบัติการณ์ความสำส่อนเกิดขึ้นในฝ่ายผลิตภาพยนตร์ และพวกเขาก็ยังคงพูดว่าไม่รู้เรื่อง  สิ่งที่พวกเขาพูดนั้นถูกต้องหรือไม่?  นั่นไม่ใช่การหลอกลวงหรอกหรือ?  แท้จริงแล้ว เรื่องของเหยียนที่เป็นศัตรูของพระคริสต์นี้ได้รับการจัดการรับมือโดยผู้นำและคนทำงานไปแล้ว แต่เนื่องจากเรื่องนี้ร้ายแรงและน่ารังเกียจมาก เราจึงต้องยื่นมือเข้ามาจัดการด้วยตนเอง  เหตุใดเราจึงต้องยื่นมือเข้ามาจัดการ?  เพราะพวกเขาจัดการรับมือกับเรื่องนี้อย่างไม่ถูกควร  พวกเขาเพียงแค่พูดอะไรแบบผิวเผินสองสามเรื่อง พวกเขาไม่สามารถแก้ไขปัญหาใดๆ ได้เลย และไม่สามารถชำแหละเรื่องนี้ได้เลยแม้แต่น้อย  ตอนนี้พวกเจ้าด้านชามากเพียงใดกัน?  พวกเจ้าถูกเข็มทิ่มหน้าได้โดยที่ไม่มีเลือดออก พวกเจ้าไม่สามารถรู้สึกถึงสิ่งใดได้เลยโดยสิ้นเชิง  ผู้นำและคนทำงานทุกคนถูกตัดแต่งไปแล้ว แต่หลังจากนั้นพวกเขาก็ยังคงเหมือนเดิมและไม่ได้เปลี่ยนแปลง  นั่นคือเหตุผลที่เราต้องยื่นมือเข้ามาจัดการและเปลี่ยน “วิธีจัดการ” กับพวกเจ้า  พวกเจ้าได้เรียนรู้บทเรียนใดบ้างผ่านเรื่องนี้?  พวกเจ้ารู้สึกไม่สบายใจใช่หรือไม่?  พวกเจ้าคิดว่ายุติธรรมหรือไม่ที่เราจัดการรับมือกับสิ่งต่างๆ ด้วยวิธีนี้?  (ใช่)  ยุติธรรมอย่างไร?  เราจะพูดตามตรง หากเจ้าไม่เดินตามเส้นทางที่ถูกต้องหรือปฏิบัติความจริง หากเจ้าเอาความเชื่อในพระเจ้ามาบังหน้า แต่อยากใช้ชีวิตเหมือนกับผู้ไม่มีความเชื่อและกระทำการตามอำเภอใจ เช่นนั้นความเชื่อในพระเจ้าของเจ้าก็ไร้ความหมาย  เหตุใดเราจึงเรียกว่าไร้ความหมาย?  ความหมายของความเชื่อในพระเจ้าอยู่ที่ใด?  อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงอย่างสมบูรณ์ในเส้นทางที่ผู้คนเดิน ทัศนะต่อชีวิตของพวกเขา ตลอดจนทิศทางและเป้าหมายในชีวิตของพวกเขาหลังจากที่พวกเขาหันมาเชื่อในพระเจ้า อยู่ที่การที่สิ่งเหล่านี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากผู้ที่ไม่เชื่อในพระเจ้า จากคนทางโลก และจากพวกมาร และเส้นทางที่ผู้เชื่อเดินนั้นตรงกันข้ามกับพวกเขาโดยสิ้นเชิง  ทิศทางที่ตรงกันข้ามนี้คืออะไร?  คือการที่เจ้าต้องการเป็นคนดี และเป็นใครบางคนที่นบนอบพระเจ้าและมีสภาพเสมือนมนุษย์  ดังนั้น เจ้าจะบรรลุสิ่งนี้ได้อย่างไร?  เจ้าควรมุ่งเน้นที่การเสาะหาความจริง และเมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้  หากเจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือปฏิบัติความจริง เช่นนั้นความเชื่อในพระเจ้าของเจ้าก็ไม่มีความหมายหรือคุณค่า ความเชื่อของเจ้าจะเป็นเพียงเปลือกกลวง เป็นคำพูดเยี่ยงมารที่มีไว้หลอกลวง เป็นเพียงคำพูดว่างเปล่าที่ไม่มีผลใดๆ เลย  พวกเจ้าควรใคร่ครวญสิ่งนี้เรากำลังพูด  คำพูดเหล่านี้คือความจริงที่เรียบง่ายและเป็นพื้นฐานที่สุด และพวกเจ้าอาจไม่เคยใคร่ครวญสิ่งเหล่านี้มาก่อน  เป็นเช่นนั้นใช่หรือไม่?  หากเจ้ากล่าวว่า “ฉันเชื่อในพระเจ้า  ฉันจะทำสิ่งที่ฉันควรทำ ฉันจะทำสิ่งที่ฉันอยากทำ ส่วนเรื่องนบนอบพระเจ้า เรื่องนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า เรื่องจงรักภักดีต่อพระเจ้า และเรื่องเป็นคนที่มีความเป็นมนุษย์นั้น เรื่องพวกนั้นไม่เกี่ยวข้องกับฉัน” เช่นนั้นหากสิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้า เจ้าเชื่อในพระเจ้าไปเพื่ออะไร?  เหตุใดเจ้าจึงเชื่อในพระเจ้า?  เจ้าต้องการเชื่อในพระองค์อย่างไร?  เจ้าต้องการเป็นคนแบบใดเมื่อเชื่อในพระเจ้า?  หากสิ่งเหล่านี้ไม่มีเกี่ยวข้องกับเจ้า เช่นนั้นความเชื่อในพระเจ้าของเจ้าก็ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง  หากเจ้าเชื่อในพระเจ้าโดยพึ่งพามโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของเจ้าอยู่เสมอ เจ้าทำสิ่งต่างๆ ตามความชอบของเจ้าอยู่เสมอ เจ้าทำทุกสิ่งที่อยากทำและตามใจเนื้อหนังของเจ้า เช่นนั้นความคิดและทัศนะของเจ้า และสิ่งที่เจ้าทำก็ไม่เกี่ยวข้องกับความจริงและไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่พระเจ้าทรงกำหนด ความเชื่อในพระเจ้าของเจ้าก็ไร้ความหมาย และไม่มีความจำเป็นที่เจ้าจะต้องเชื่อต่อไป  ต่อให้เจ้าจะเชื่อต่อไป ก็จะเป็นการเสียแรงเปล่า และพระเจ้าจะไม่ทรงช่วยเจ้าให้รอด

หัวข้อนี้เป็นหัวข้อที่หนักหนามาก และพวกเจ้าทุกคนรู้สึกไม่สบายใจเกี่ยวกับการจัดการรับมือกับเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดเล็กน้อย  ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม จะมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต  ในเมื่อครั้งนี้พวกเราได้จัดการรับมือกับเรื่องนี้ด้วยวิธีนี้แล้ว หากเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต ก็จะไม่ได้รับการจัดการรับมือเช่นนี้ แต่อาจได้รับการจัดการรับมืออย่างเข้มงวดมากขึ้น  บอกเราเถิด สิ่งนี้เหมาะสมหรือไม่?  (เหมาะสม)

ต่อไป พวกเราจะสามัคคีธรรมในหัวข้อที่ง่ายขึ้นสักหน่อย  พวกเจ้าชอบฟังเรื่องราวหรือไม่?  (ชอบ)  ถ้าเช่นนั้นเราจะเล่าเรื่องราวหนึ่งให้พวกเจ้าฟัง  เราควรเล่าเรื่องอะไรให้พวกเจ้าฟังดี?  พวกเจ้าอยากฟังหัวข้อประเภทใด?  พวกเจ้าชอบฟังการเล่าเรื่อง หรือการหารือเรื่องสถานการณ์ปัจจุบัน การเมือง หรือฟังเกี่ยวกับประวัติศาสตร์มากกว่ากัน?  พวกเราจะไม่พูดถึงเรื่องเหล่านั้นเพราะพูดไปก็ไร้ความหมาย  เราจะเล่าเรื่องราวหนึ่งเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้คนที่เชื่อในพระเจ้า อุปนิสัยของผู้คน และสภาวะต่างๆ ที่ผู้คนมีประสบการณ์ในชีวิตประจำวันให้พวกเจ้าฟัง

ส่วนเสริม:

เสวนาเรื่องต้นทุน:
“แล้วแต่ละกัน”

มีคนห้าคนกำลังพูดคุยกัน หนึ่งในนั้นชื่อนายมหา’ลัยบอกว่า “ช่วงที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย สิ่งที่ผมคิดถึงมากที่สุดก็คือชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย  ที่นั่นเต็มไปด้วยพันธุ์ไม้สารพัด และทิวทัศน์ในช่วงฤดูใบไม้ผลิกับฤดูใบไม้ร่วงก็สวยมาก ทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายและมีความสุข  แถมตอนนั้น ผมยังเป็นวัยรุ่น เต็มไปด้วยความใฝ่ฝัน แล้วก็ใสซื่อ ไม่มีความกดดันอะไรมากมาย  ชีวิตตลอดสามปีในมหาวิทยาลัยช่างเรียบง่าย  ถ้าสามารถย้อนเวลากลับไปสักสิบหรือยี่สิบปีและใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยได้ ผมคิดว่านั่นคงเป็นสิ่งที่วิเศษที่สุดในชีวิตนี้เลย...”  นี่คือคนแรกซึ่งมีชื่อว่านายมหา’ลัย  แล้วมหา’ลัยหมายถึงอะไร?  หมายถึงนักศึกษามหาวิทยาลัย นี่คือที่มาของชื่อนายมหา’ลัย  นายมหา’ลัยยังไม่ทันได้หวนระลึกและชื่นชมชีวิตอันแสนวิเศษอย่างเต็มที่ นายมหาบัณฑิตก็พูดขึ้นมาเสียก่อนว่า “หลักสูตรสามปีนับเป็นหลักสูตรมหาวิทยาลัยได้หรือ?  นั่นเป็นหลักสูตรวิชาชีพต่างหาก  ปกติแล้วระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยเรียนกันสี่ปี แบบนั้นเท่านั้นถึงจะถือได้ว่าเป็นหลักสูตรมหาวิทยาลัย  ผมเรียนในมหาวิทยาลัยนานสี่ปี  ในช่วงหลายปีที่มหาวิทยาลัย ผมพบว่าตลาดแรงงานผู้มีความสามารถนั้นคลาคล่ำไปด้วยนักศึกษามหาวิทยาลัย และหางานได้ยาก  ดังนั้น ก่อนที่จะเรียนจบ ผมเลยคิดทบทวนดู แล้วก็ตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโท  ตอนนั้นนักศึกษาปริญญาโทยังมีไม่มากเท่าไร การหางานเลยน่าจะง่าย  แล้วก็เป็นไปตามคาด หลังเรียนจบปริญญาโท ผมได้งานที่ดีมาก รายได้ก็ดี ทั้งยังมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีมาก  นี่คือผลลัพธ์ของการเป็นนักศึกษาปริญญาโท”  ฟังเรื่องนี้แล้ว พวกเจ้าได้ข้อคิดอะไร?  นายมหา’ลัยเรียนจบหลักสูตรวิชาชีพ ขณะที่นายมหาบัณฑิตจบหลักสูตรบัณฑิตศึกษา มีรายได้ร่ำรวย มีสถานะ และได้รับความเคารพนับถือในสังคม  นายมหาบัณฑิตพูดคุยอย่างมีความสุข แล้วนายผู้จัดการก็พูดขึ้นมาว่า “เธอยังเด็กนัก หนุ่มน้อย!  เธอไม่มีประสบการณ์ในสังคม  จะเรียนจบปริญญาโทหรือปริญญาเอกก็ไม่สำคัญหรอก ไม่มีอะไรสู้การเลือกวิชาเอกดีๆ ในมหาวิทยาลัยได้  ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย ผมเคยศึกษาตลาดและเห็นว่าธุรกิจทุกขนาดต้องการคนที่มีทักษะบริหารจัดการ ดังนั้น พอเข้ามหาวิทยาลัย ผมเลยเลือกเรียนการจัดการตลาด พอเรียนจบ ผมจะได้เป็นหนึ่งในผู้บริหารสูงสุดของบริษัทที่เรียกกันอีกอย่างว่าซีอีโอ  ตอนเรียนจบก็เป็นช่วงเวลาที่ธุรกิจทุกขนาดต้องการคนที่มีความสามารถแบบผม  ตลาดตอนนั้นใหญ่โตมาก พอผมเริ่มสมัครงาน หลายบริษัทก็พยายามแย่งตัว  สุดท้ายผมเลยได้เลือกบริษัทเอง  ผมเลือกบริษัทต่างชาติที่ดีที่สุด และได้เป็นผู้จัดการทันทีพร้อมรายได้ที่สูง  ภายในเวลาห้าปี ผมก็ซื้อรถของตัวเองได้แล้ว  ฉลาดไม่เบาเลยใช่ไหม?  ผมเลือกได้เก่งใช่ไหม?”  ขณะที่นายผู้จัดการพูดอยู่นั้น สองคนที่อยู่ตรงหน้าเขารู้สึกขัดใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา  พวกเขาคิดในใจว่า “เขาเป็นถึงผู้บริหารระดับสูง แถมยังมองการณ์ไกล  เขามีต้นทุนสูงกว่าพวกเราตั้งเยอะ  ถึงพวกเราจะรู้สึกขัดใจอยู่บ้าง แต่ก็จะไม่พูดอะไร  พวกเราจะยอมแพ้ก็แล้วกัน”  เมื่อนายผู้จัดการพูดจบ เขาก็รู้สึกครึ้มใจมาก พลางคิดว่าคนหนุ่มสาวพวกนี้มีประสบการณ์ไม่โชกโชนเท่าเขา  แต่ในขณะที่เขากำลังกระหยิ่มยิ้มย่องนักหนา คนที่ชื่อว่านายเจ้าหน้าที่ก็เริ่มพูด  นายเจ้าหน้าที่ไม่ได้ใส่ใจสิ่งที่อีกสามคนพูดเอาไว้เท่าใดนัก  เขาถือถ้วยชาด้วยท่าทางเอื่อยๆ จิบชาทีหนึ่ง พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วพูดว่า “สมัยนี้ใครๆ ก็เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยกันทั้งนั้น  มีใครสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้บ้าง?  แค่ได้เรียนมหาวิทยาลัยนั้นไม่พอหรอก และการได้ทำธุรกิจก็ไม่พอเหมือนกัน  ต่อให้คุณเป็นผู้บริหารระดับสูง งานนั้นก็ไม่ยืนยงไปตลอดชีวิต ไม่มีความมั่นคง  กุญแจสำคัญคือการหางานที่มั่นคง จากนั้นคุณก็จะสบายไปตลอดชีวิต!”  พอคนที่เหลือได้ยินเช่นนี้ก็พากันพูดว่า “งานที่มั่นคงไปตลอดชีวิตหรือ?  สมัยนี้ใครเขาพูดเรื่องแบบนั้นกัน?  นั่นเป็นเรื่องล้าสมัยแล้ว!”  นายเจ้าหน้าที่จึงตอบว่า “เรื่องล้าสมัยหรือ?  ฮึ พวกคุณพูดแบบนั้นก็เพราะเอาแต่มองอะไรสั้นๆ และไม่มีความเข้าใจเชิงลึก!  เมื่อมีงานทำไปตลอดชีวิต ถึงรายได้จะน้อยหน่อย แต่ก็แน่ใจได้ว่าชีวิตจะมั่นคง แถมยังมีอำนาจสั่งการและมีส่วนแบ่งได้ทุกเรื่อง!  ตอนที่ผมสอบเข้าไปเป็นเจ้าหน้าที่ คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจและพากันถามว่าทำไมคนหนุ่มขนาดนี้ถึงอยากทำงานในหน่วยงานรัฐ  แต่หลังจากที่ผมสอบผ่านเป็นเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว เพื่อนฝูงและญาติพี่น้องที่อยากได้งานทำหรือต้องเข้าไปพัวพันกับคดีความกลับพากันมาหาผม  แบบนั้นมีอำนาจมากเลยไม่ใช่หรือ?  ถึงรายได้จะไม่มากมายอะไร แต่ก็มีการจัดสรรบ้านพักและรถยนต์ให้  สวัสดิการของผมก็ดีกว่าของพวกคุณ  ยิ่งไปกว่านั้น ผมยังเบิกค่าใช้จ่ายเวลาออกไปกินอาหารและซื้อของได้ แถมยังนั่งรถแท็กซี่หรือขึ้นเครื่องบินฟรีด้วย  งานของพวกคุณไม่ดีพอ พวกคุณมีงานที่ไม่มั่นคงกันทั้งนั้น  ผมทำได้ดีกว่าพวกคุณตั้งเยอะ!”  คนอื่นๆ เมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนี้ก็รู้สึกอึดอัด จึงพูดออกไปว่า “แม้สวัสดิการของคุณจะค่อนข้างดี แต่คุณกลับมีชื่อเสียงไม่ดี  คุณเที่ยวทำเรื่องทุจริต ทำตัวเผด็จการไปทั่ว และไม่ได้รับใช้ประชาชน  คุณเอาแต่ทำร้ายผู้คนและทำเรื่องเลวร้ายสารพัดอย่าง”  นายเจ้าหน้าที่จึงตอบกลับว่า “ชื่อเสียงไม่ดีแล้วอย่างไร?  ผมได้ดิบได้ดีก็เพราะอย่างนี้!”  ทุกคนเริ่มถกเถียงเรื่องนี้กันใหญ่ จนในที่สุด คนสุดท้ายก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า “ดูเอาเถอะ พวกคุณเรียนจบมหาวิทยาลัย จบปริญญาโท เป็นผู้บริหารระดับสูงทางธุรกิจ เป็นเจ้าหน้าที่ ส่วนผมไม่เคยมีประสบการณ์อย่างที่พวกคุณมีกัน  ถึงผมจะเป็นเพียงคนที่ไม่มีความสำคัญ แต่ก็ต้องเล่าประสบการณ์ของตัวเองให้พวกคุณฟังเอาไว้  ตอนที่ผมกลับไปที่ ‘สถาบัน’...”  คนที่เหลือพากันประหลาดใจและถามว่า “ที่ว่า ‘สถาบัน’ นี้คืออะไร?  ผ่านการสอบเข้าไปเป็นเจ้าหน้าที่ก็ทำให้ได้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เรียนต่อปริญญาโทก็ทำให้เป็นมหาบัณฑิต เป็นผู้บริหารสูงสุดของบริษัทก็ทำให้เป็นซีอีโอ แล้วคำว่า ‘สถาบัน’ นี้หมายความว่าอย่างไร?  คุณอธิบายหน่อยได้ไหม?”  คนคนนี้จึงตอบว่า “แล้วกัน พวกคุณเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เรียนปริญญาโท เป็นผู้บริหารระดับสูงทางธุรกิจ และเป็นเจ้าหน้าที่รัฐได้ แต่ผมกลับไปเยี่ยมเยือนโรงเรียนเก่าของตัวเองบ้างไม่ได้หรือ?”  เจ้าเห็นหรือไม่?  เขาโกรธแล้ว  คนที่ไร้ความสำคัญนี้มีการศึกษาน้อยนิด แต่ก็ยังคงถือดี  คนอื่นจึงพูดว่า “พวกเราทุกคนรู้ว่าการกลับไปเยี่ยมโรงเรียนเก่าคืออะไร  คุณไม่จำเป็นต้องพูดว่าคุณกลับไปที่ ‘สถาบัน’  บอกว่าคุณกลับไปโรงเรียนเก่าก็พอ”  จากนั้น คนอื่นจึงถามเขาว่าโรงเรียนเก่าของเขาคือการศึกษาระดับใด เป็นโรงเรียนมัธยมปลาย วิทยาลัยเทคนิค มหาวิทยาลัย หรือว่าบัณฑิตวิทยาลัย  เขาก็ตอบว่า “ผมไม่เคยเรียนมหาวิทยาลัย ไม่เคยเรียนปริญญาโท และไม่เคยสอบเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ  เรียนจบแค่ชั้นประถมศึกษาก็ไม่ได้หรือ?  แล้วแต่ละกัน!”  เขารู้สึกอับอาย เขาเผยภูมิหลังของตนออกมา และไม่สามารถปกปิดเอาไว้ได้อีกต่อไป  เขาเสแสร้งแกล้งทำมาโดยตลอด  ไม่เคยเปิดเผยระดับการศึกษาของตนเวลาคบหากับผู้อื่น  ตอนนี้ทุกอย่างเผยออกมาหมดแล้ว เขาเสียหน้า จึงยื่นมือไปเปิดประตูแล้วหนีไป  คนที่เหลือไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงวิ่งหนี และพูดพร้อมกันว่า “คุณก็แค่เรียนจบประถมศึกษาไม่ใช่หรือ?  วิ่งหนีทำไม?  แล้วคุณยังทำตัวภาคภูมิใจกับเรื่องนี้เสียขนาดนั้น!”  เราจะจบเรื่องเล่าไว้ตรงนี้ เท่านี้ก็ครอบคลุมพอประมาณแล้ว

ในเรื่องนี้มีคนอยู่ห้าคน  พวกเขาเสวนากันเรื่องอะไร?  (เรื่องภูมิหลังทางการศึกษาของตน)  แท้จริงแล้ว ภูมิหลังทางการศึกษาหมายถึงอะไรสำหรับผู้คน?  (หมายถึงสถานะทางสังคมของพวกเขา)  ภูมิหลังทางการศึกษาของคนเราย่อมเกี่ยวเนื่องกับสถานะทางสังคมของตน—นี่เป็นข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์อย่างหนึ่ง  แล้วเหตุใดผู้คนจึงอยากเสวนาเรื่องสถานะทางสังคมของตน?  เหตุใดพวกเขาจึงอยากใช้หัวข้อเสวนามาเปิดเผยสถานะทางสังคมและตัวตน?  พวกเขาทำอะไรกันอยู่?  (พวกเขากำลังอวดตน)  ถ้าอย่างนั้นควรตั้งชื่อเรื่องนี้ว่าอย่างไร?  (เปรียบเทียบภูมิหลังทางการศึกษา)  ถ้าใช้ชื่อเรื่องว่า “เปรียบเทียบภูมิหลังทางการศึกษา” จะไม่ตรงเกินไปหรือ?  (ย่อมจะตรงเกินไป  แล้ว “โอ้อวดสถานะ” เป็นอย่างไร?)  ชื่อนั้นก็ตรงเกินไปหน่อย ไม่แฝงนัยให้คิด และไม่ลุ่มลึกพอ  แล้วถ้าพวกเราตั้งชื่อเรื่องหลักว่า “เสวนาเรื่องต้นทุน” แล้วใช้ชื่อรองว่า “แล้วแต่ละกัน” จะเป็นอย่างไร?  ฟังดูเสียดสีนิดหน่อยใช่หรือไม่?  ชื่อ “เสวนาเรื่องต้นทุน” หมายความว่าทุกคนต่างพูดถึงต้นทุนของตนเอง รวมถึงภูมิหลังทางการศึกษาและสถานะทางสังคมด้วย  แล้วชื่อ “แล้วแต่ละกัน” หมายความว่าอย่างไร?  (ไม่ยอมรับว่าคนอื่นดีกว่า)  ถูกต้อง ในเรื่องนี้มีอุปนิสัยประเภทหนึ่ง  “ถ้าคุณเป็นนักศึกษาปริญญาโทแล้วอย่างไร?  มีการศึกษาสูงกว่าฉันแล้วอย่างไร?”  ไม่มีใครยอมรับว่าคนอื่นดีกว่าตนเอง  นี่คือความหมายของการเสวนาเรื่องต้นทุน  มักจะได้ยินบทสนทนาทำนองนี้เวลาอยู่กับผู้อื่นมิใช่หรือ?  มีผู้คนที่โอ้อวดความมั่งคั่งในครอบครัวของตน คนที่อวดภูมิหลังอันทรงเกียรติของตระกูลตน คนที่อวดอ้างข้อเท็จจริงที่ว่าตนใช้แซ่เดียวกับจักรพรรดิและคนดังบางคน และบ้างก็คุยว่าตนสำเร็จการศึกษามาจากมหาวิทยาลัยแห่งใด เคยรุ่งโรจน์เพียงใด มีแม้กระทั่งสาวทำงานนวดในร้านเสริมสวยที่พูดว่า “ฉันเรียนนวดมาจากอาจารย์ชื่อดัง ได้รับการขัดเกลาฝีมือจากผู้เชี่ยวชาญและอาจารย์ยังตรวจดูผลงานด้วยตัวเอง  ในที่สุดฉันก็ได้เป็นนักนวดบำบัดมืออาชีพระดับชั้นนำ และทศวรรษ 2000 ก็เป็นช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ที่สุดของฉัน...”  คำว่า “รุ่งโรจน์” นี้ใช้ผิดที่แล้ว  แม้แต่สาวทำงานนวดในธุรกิจบริการก็ยังพูดถึง “ช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ที่สุด” ของเธอ—นี่คือการคุยโวและอวดตนอย่างแท้จริง  สิ่งที่พวกเรากำลังพูดถึงเป็นหลักในหัวข้อนี้คือบทสนทนาบางอย่างที่มักจะได้ยินกัน พฤติกรรมที่พบเห็นอยู่บ่อยครั้ง และอุปนิสัยที่มักจะเผยออกมาเมื่ออยู่ท่ามกลางผู้คนในชีวิตจริง  เหตุใดผู้คนจึงพูดถึงต้นทุนดังกล่าว?  นี่เกี่ยวข้องกับอุปนิสัยหรือแรงจูงใจอันใด?  สิ่งที่พากันพูดถึงนั้นมองว่ารุ่งโรจน์ได้หรือไม่?  ความรุ่งโรจน์ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้เลย  เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้คนได้ประโยชน์จากการพูดถึงเรื่องดังกล่าวหรือไม่?  (ไม่)  แล้วพวกเจ้าคุยเรื่องเหล่านี้ด้วยหรือไม่?  (คุย)  พวกเจ้ารู้ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีประโยชน์ แล้วเหตุใดจึงเอามาคุย?  เหตุใดผู้คนจึงสุขสำราญกับการพูดเรื่องดังกล่าว?  (เพราะสิ่งเหล่านี้คือต้นทุนที่ผู้คนใช้อวดอ้าง)  การอวดอ้างสิ่งเหล่านี้มีจุดประสงค์อันใด?  (เพื่อให้ผู้อื่นยกย่องนับถือ)  นั่นเป็นเพราะไม่มีใครอยากเป็นคนธรรมดาทั่วไป  แม้แต่คนที่เรียนจบเพียงชั้นประถมศึกษาก็ยังพูดถึงการกลับไปเยี่ยม “สถาบัน” ของตน อยากใช้ภาษาที่ฟังดูทรงภูมิเช่นนี้มาหลอกและทำให้ผู้อื่นไม่เฉลียวใจ ผู้อื่นจะได้ยกย่องนับถือเขา  การทำให้ผู้อื่นยกย่องนับถือตนนั้นมีจุดประสงค์อันใด?  เพื่อให้ตนเองเหนือกว่าผู้อื่นได้ มีที่ทางและตำแหน่งในหมู่ผู้อื่น มีรัศมีอยู่บนศีรษะ เพื่อให้สิ่งที่ตนพูดมีอำนาจสั่งการในตัว เพื่อให้ได้การเกื้อหนุนจากผู้อื่น และมีเกียรติยศ  ถ้าเจ้าโยนสิ่งเหล่านี้ทิ้งไปและเป็นคนที่ธรรมดาสามัญ เจ้าควรมีสิ่งใด?  ก่อนอื่น เจ้าควรมีมุมมองที่ถูกต้อง  มุมมองที่ถูกต้องนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร?  เกิดจากการอ่านพระวจนะของพระเจ้าและเข้าใจว่าเจ้าควรมีท่าทีเช่นไรต่อบางสิ่ง ซึ่งเป็นท่าทีที่ตรงกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า และเป็นสิ่งที่ผู้คนควรมีตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติ—นี่คือมุมมองที่ถูกต้อง  ดังนั้น ในฐานะคนที่ธรรมดาสามัญและปกติ อะไรคือมุมมองที่เหมาะสมและถูกต้องที่สุดที่ควรมีต่อทุกสิ่งที่กล่าวมานี้ ต่อสถานะทางสังคม ต้นทุนทางสังคม หรือภูมิหลังของครอบครัว และอื่นๆ?  พวกเจ้ารู้หรือไม่?  สมมุติว่ามีคนที่เชื่อในพระเจ้ามาหลายปี เชื่อว่าตนเองเข้าใจความจริงมากมาย เชื่อว่าตนนั้นเดินตามหนทางของพระเจ้า จงรักภักดีต่อพระเจ้าและหน้าที่ของตน กระนั้น พวกเขากลับมองว่าสถานะของตนในสังคมและในหมู่ผู้คน รวมทั้งคุณค่าของตนเป็นเรื่องสำคัญมาก และถนอมรักสิ่งเหล่านี้อย่างยิ่ง ถึงกับอวดอ้างต้นทุนของตน ภูมิหลังอันรุ่งโรจน์ และคุณค่าของตนอยู่บ่อยๆ—คนเช่นนี้ใช่คนที่เข้าใจความจริงโดยแท้หรือไม่?  ชัดเจนว่าไม่ใช่  แล้วคนที่ไม่เข้าใจความจริงใช่คนที่รักความจริงหรือไม่?  (ไม่ใช่)  ไม่ใช่  การเสวนาเรื่องต้นทุนกับเรื่องที่ใครบางคนเข้าใจและรักความจริงมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร?  เหตุใดเราจึงกล่าวว่าคนที่ถนอมรักคุณค่าของตนและอวดอ้างต้นทุนของตนไม่ใช่คนที่รักและเข้าใจความจริง?  คนที่รักและเข้าใจความจริงโดยแท้ควรมีแนวทางอย่างไรในเรื่องสถานะทางสังคม รวมทั้งต้นทุนและคุณค่าส่วนบุคคลนี้?  สถานะทางสังคมประกอบด้วยสิ่งใดบ้าง?  ภูมิหลังทางครอบครัว การศึกษา ความมีหน้ามีตา ความสำเร็จในสังคม พรสวรรค์ส่วนตัว และเชื้อชาติของเจ้า  แล้วเจ้าทำอย่างไรกับสิ่งเหล่านี้เพื่อที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าเจ้าเป็นคนที่เข้าใจความจริง?  คำถามนี้น่าจะตอบได้ง่าย ใช่หรือไม่?  พวกเจ้าน่าจะเข้าใจแง่มุมนี้ในทางทฤษฎีอยู่มาก  พูดสิ่งที่พวกเจ้าคิดออกมาเถิด  อย่ามัวคิดไปว่า “โอ ฉันยังคิดไม่ตกในเรื่องนี้ เลยยังพูดอะไรไม่ได้”  ถ้าเจ้ายังคิดไม่ตก ก็พูดสิ่งที่เจ้าคิดอยู่ในตอนนี้แล้วกัน  ถ้าเจ้าพูดได้ต่อเมื่อคิดบางเรื่องได้ถ้วนถี่ เช่นนั้นก็เรียกว่าการเขียนบทความแล้ว  ตอนนี้พวกเราแค่พูดคุยกันเท่านั้น เราไม่ได้บอกให้เจ้าเขียนบทความ  จงพูดจากมุมมองทางทฤษฎีก่อนเถิด  (จากพระวจนะของพระเจ้า ข้าพระองค์เข้าใจว่าพระเจ้าไม่ได้ดูว่าใครมีการศึกษาสูงเพียงใดหรือสถานะทางสังคมของพวกเขาเป็นเช่นไร แต่ที่สำคัญคือทรงดูว่าพวกเขาไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่ ปฏิบัติความจริงได้หรือไม่ นบนอบพระเจ้าโดยแท้และปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ตามมาตรฐานหรือไม่  ถ้าใครมีสถานะสูงทางสังคมและมีการศึกษาสูง แต่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ ไม่เดินบนเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริง ไม่ยำเกรงพระเจ้าหรือหลบเลี่ยงความชั่ว เช่นนั้นแล้ว ท้ายที่สุดพวกเขาก็จะถูกกำจัดออกไปและไม่สามารถตั้งมั่นในพระนิเวศของพระเจ้าได้อยู่ดี  ฉะนั้น ภูมิหลังทางการศึกษาและสถานะของคนเราจึงไม่สำคัญ  สิ่งสำคัญคือคนเราไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่)  เยี่ยมมาก นี่คือแนวคิดพื้นฐานที่สุด  เหตุใดเราจึงกล่าวว่าเป็นแนวคิดพื้นฐานที่สุด?  เพราะโดยพื้นฐานแล้ว หัวข้อเหล่านี้และเนื้อหานี้คือสิ่งที่ผู้คนพูดคุยกันทั่วไป  มีใครอื่นที่เข้าใจแตกต่างออกไปหรือไม่?  ใครก็ได้จงกล่าวเสริมสิ่งที่พูดกันไปแล้วเถิด  (ถ้าใครไล่ตามเสาะหาความจริงได้ เช่นนั้นแล้ว พวกเขาย่อมเห็นได้ว่าการไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะคือการเป็นทาสรูปแบบหนึ่งโดยแท้ เป็นโซ่ตรวนที่พวกเขาสวมอยู่ และยิ่งไล่ตามไขว่คว้าสิ่งเหล่านี้ พวกเขาก็จะยิ่งรู้สึกว่างเปล่า และยิ่งพบกับความเสียหายและความเจ็บปวดที่ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะก่อให้เกิดกับผู้คน  เมื่อพวกเขาเข้าใจเรื่องนี้และเห็นคนที่มองสิ่งเหล่านี้เป็นต้นทุน พวกเขาก็จะคิดว่าคนเช่นนี้น่าเวทนาจริงๆ)  (คนที่รักและเข้าใจความจริงโดยแท้จะใช้พระวจนะของพระเจ้ามาประเมินสถานะทางสังคมและความมีหน้ามีตา ดูสิ่งที่พระเจ้าตรัสและกำหนด สิ่งที่พระเจ้าประสงค์ให้ผู้คนไล่ตามเสาะหา สิ่งที่ผู้คนจะได้จากการไล่ตามเสาะหาสิ่งเหล่านี้ในที่สุด และดูว่าสิ่งที่พวกเขาได้ไปนั้นสอดคล้องกับผลลัพธ์ที่พระเจ้าทรงหวังที่จะเห็นในตัวผู้คนหรือไม่)  ในที่นี้พวกเจ้าพูดถึงเรื่องนี้กันไปแล้ว แต่สิ่งที่พวกเจ้าพูดเกี่ยวข้องกับความจริงมากน้อยเพียงใด?  พวกเจ้าสามารถประเมินเรื่องนี้ได้หรือไม่?  ผู้คนส่วนใหญ่มีความรู้เชิงประจักษ์อยู่บ้าง และถ้าเราบอกให้พวกเจ้าเทศนา นั่นก็จะเป็นคำเทศนาเตือนสติ  เหตุใดเราจึงกล่าวว่านั่นจะเป็นคำเทศนาเตือนสติ?  คำเทศนาเตือนสติคือคำเทศนาที่เจ้ากล่าวสิ่งที่ให้คำแนะนำและหนุนใจผู้คน—ซึ่งไม่สามารถแก้ปัญหาที่แท้จริงได้  แม้ทุกประโยคจะฟังดูถูกต้องและสมเหตุสมผล สอดคล้องกับสำนึกของมนุษย์และข้อกำหนดที่เป็นเหตุเป็นผล แต่ก็ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับความจริง กลับเป็นเพียงความรู้เพียงเล็กน้อยที่ผู้คนมีซึ่งตื้นเขินและเป็นไปตามการรับรู้เท่านั้น  ถ้าเจ้าต้องสามัคคีธรรมกับผู้อื่นด้วยคำพูดเหล่านี้ เจ้าจะแก้ปัญหาและความลำบากให้ผู้คนได้ถึงต้นตอหรือไม่?  ไม่ เจ้าจะทำไม่ได้ และนั่นคือสาเหตุที่เรากล่าวว่านั่นจะเป็นคำเทศนาเตือนสติ  ถ้าเจ้าไม่อาจแก้ปัญหาและความลำบากให้แก่ผู้คนที่ต้นตอได้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ไม่ได้ใช้ความจริงแก้ปัญหาให้ผู้คน  คนที่ไม่เข้าใจความจริงย่อมจะให้การสนับสนุนความรู้ ความมีหน้ามีตา และสถานะอยู่เสมอ ไม่อาจหนีพ้นการตีกรอบและพันธนาการของสิ่งเหล่านี้ได้

จงคิดดู—พวกเจ้าควรจัดการกับค่า สถานะทางสังคม และภูมิหลังทางครอบครัวของมนุษย์อย่างไร?  ท่าทีที่ถูกต้องที่พวกเจ้าควรมีคืออะไร?  อันดับแรกเลยก็คือ พวกเจ้าควรมองจากพระวจนะของพระเจ้าว่าพระองค์ทรงจัดการเรื่องนี้อย่างไร มีเพียงในหนทางนี้เท่านั้นพวกเจ้าจึงจะทำความเข้าใจความจริงและไม่ทำสิ่งใดที่ต่อต้านความจริง  แล้วพระเจ้าทรงคำนึงถึงภูมิหลังทางครอบครัวของใครบางคน สถานะทางสังคม และการศึกษาที่พวกเขาได้รับ รวมทั้งความมั่งคั่งที่พวกเขามีในสังคมอย่างไร?  หากเจ้าไม่มองสิ่งทั้งหลายบนพื้นฐานของพระวจนะของพระเจ้าและไม่สามารถยืนอยู่ข้างเดียวกันกับพระเจ้ารวมทั้งยอมรับสิ่งทั้งหลายจากพระเจ้า เช่นนั้นก็แน่นอนว่าหนทางที่เจ้ามองสิ่งทั้งหลายย่อมจะห่างไกลจากสิ่งที่พระเจ้าตั้งพระทัยอยู่บ้าง  หากว่าไม่ไกลกันมากนัก โดยมีความคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อย เช่นนั้นนั่นย่อมไม่เป็นปัญหา หากหนทางที่เจ้ามองสิ่งทั้งหลายต่อต้านสิ่งที่พระเจ้าตั้งพระทัยอย่างสิ้นเชิง เช่นนั้นนั่นย่อมขัดแย้งกับความจริง  สำหรับพระเจ้าแล้ว สิ่งที่พระองค์ประทานให้กับผู้คนและพระองค์ประทานมากเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับพระองค์ และสถานะที่ผู้คนมีในสังคมก็ถูกพระเจ้าลิขิตเอาไว้เช่นกัน ไม่ใช่สิ่งที่ใครๆ จะสร้างขึ้นมาได้อย่างแน่นอน  หากพระเจ้าทรงเป็นเหตุให้ใครบางคนทนทุกข์กับความเจ็บปวดและความยากจน นั่นหมายความว่าพวกเขาไม่มีความหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอดกระนั้นหรือ?  หากพวกเขามีค่าและตำแหน่งทางสังคมต่ำ พระเจ้าจะไม่ทรงช่วยพวกเขาให้รอดกระนั้นหรือ?  หากพวกเขามีสถานะต่ำในสังคม เช่นนั้นในสายพระเนตรของพระเจ้า พวกเขามีสถานะต่ำด้วยหรือไม่?  ไม่จำเป็น  นี่ขึ้นอยู่กับอะไร?  ขึ้นอยู่กับเส้นทางที่คนคนนี้เดิน การไล่ตามเสาะหาของพวกเขา และท่าทีที่พวกเขามีต่อความจริงและพระเจ้า  หากสถานะทางสังคมของใครบางคนต่ำมาก ครอบครัวของพวกเขายากจนมาก และพวกเขามีระดับการศึกษาต่ำ แต่พวกเขาเชื่อในพระเจ้าในลักษณะที่อยู่กับความเป็นจริง รวมทั้งรักความจริงและสิ่งที่เป็นบวก เช่นนั้นในสายพระเนตรของพระเจ้า พวกเขามีค่ามากหรือน้อย เป็นคุณค่าที่สูงส่งหรือต่ำต้อย?  พวกเขามีคุณค่า  เมื่อมองเรื่องนี้จากมุมมองนี้ คุณค่าของใครบางคน—ไม่ว่าสูงหรือต่ำ สูงศักดิ์หรือต่ำศักดิ์—ขึ้นอยู่กับสิ่งใด?  ขึ้นอยู่กับว่าพระเจ้าทรงมองเจ้าอย่างไร  หากพระเจ้าทรงมองเจ้าเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง เช่นนั้นเจ้าย่อมมีค่าและมีคุณค่า—เจ้าเป็นภาชนะที่มีคุณค่า  หากพระเจ้าทรงมองว่าเจ้าไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริงและไม่สละตัวเองเพื่อพระองค์อย่างจริงใจ เช่นนั้นเจ้าย่อมไร้ค่าและไม่มีคุณค่า—เจ้าเป็นภาชนะที่ต่ำต้อย  ไม่สำคัญว่าเจ้ามีการศึกษาสูงเพียงใดหรือสถานะทางสังคมของเจ้าสูงเพียงใด หากเจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาหรือไม่เข้าใจความจริง เช่นนั้นคุณค่าของเจ้าก็ไม่อาจสูงส่งได้เลย ต่อให้มีคนมากมายสนับสนุนเจ้า ยกชูเจ้า และชื่นชมบูชาเจ้า เจ้าก็เป็นขยะชิ้นหนึ่งอยู่ดี  แล้วเหตุใดพระเจ้าจึงทรงมองผู้คนในหนทางนี้?  เหตุใดคนที่ “สูงส่ง” มาก มีสถานะที่สูงส่งนักหนาในสังคม มีคนมากมายคอยยกชูและเลื่อมใสพวกเขา มีแม้กระทั่งเกียรติยศที่สูงส่ง จึงถูกพระเจ้ามองว่าต่ำต้อย?  เหตุใดหนทางที่พระเจ้าทรงมองผู้คนจึงตรงข้ามกับทรรศนะที่ผู้คนมีต่อผู้อื่นอย่างสิ้นเชิง?  พระเจ้าตั้งพระทัยที่จะเป็นศัตรูกับผู้คนกระนั้นหรือ?  ไม่เลย  เป็นเพราะพระเจ้าทรงเป็นความจริง พระเจ้าทรงเป็นความชอบธรรม ในขณะที่มนุษย์เสื่อมทรามและไม่มีความจริงหรือความชอบธรรม และพระเจ้าทรงวัดค่ามนุษย์ด้วยมาตรฐานของพระองค์เอง และมาตรฐานที่พระองค์ใช้วัดค่าก็คือความจริง  การกล่าวเช่นนั้นอาจฟังดูเป็นนามธรรมไปนิด ดังนั้นจึงกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า มาตรฐานการประเมินของพระเจ้าเป็นไปตามท่าทีที่คนคนหนึ่งมีต่อพระเจ้า ท่าทีที่มีต่อความจริง และท่าทีที่มีต่อสิ่งที่เป็นบวก—นี่จึงไม่เป็นนามธรรมอีกต่อไป  สมมุติว่ามีคนที่มีสถานะสูงในสังคม มีระดับการศึกษาที่สูง รอบรู้และผ่านการบ่มเพาะมามาก ครอบครัวของเขามีประวัติที่รุ่งโรจน์และเลิศเลอเป็นพิเศษ แต่กลับมีปัญหาอยู่อย่างหนึ่งคือ เขาไม่รักสิ่งที่เป็นบวก รู้สึกรังเกียจ ชิงชัง และเกลียดพระเจ้าจากก้นบึ้งของหัวใจ และเมื่อเกิดเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับพระเจ้า เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของพระเจ้าหรือพระราชกิจของพระเจ้า เขาก็จะกัดฟันด้วยความเกลียดชัง นัยน์ตาลุกวาว และถึงกับอยากลงมือทุบตีผู้อื่น  เมื่อใดที่มีคนเอ่ยหัวข้อที่เกี่ยวเนื่องกับพระเจ้าหรือความจริง เขาจะรู้สึกรังเกียจและเป็นปฏิปักษ์ สัญชาตญาณดิบของเขาย่อมปะทุขึ้นมา  คนเช่นนี้มีค่าหรือไร้ค่า?  ภูมิหลังทางการศึกษาของเขา รวมทั้งสิ่งที่เรียกว่าสถานะทางสังคมและเกียรติในสังคมของเขามีค่าเพียงใดในสายพระเนตรของพระเจ้า?  ไม่มีค่าเลย  พระเจ้าทรงมองผู้คนเช่นนี้ว่าอย่างไร?  พระเจ้าทรงระบุลักษณะของผู้คนเช่นนี้ว่าอย่างไร?  ผู้คนเช่นนี้คือหมู่มารและเหล่าซาตาน พวกเขาเป็นคนชั่วที่น่ารังเกียจและไร้ค่าที่สุด  พอมองในตอนนี้ อะไรคือหลักการที่ใช้นิยามคุณค่าของใครสักคนว่าประเสริฐหรือต่ำทราม?  (ท่าทีที่เขามีต่อพระเจ้า ความจริง และสิ่งที่เป็นบวก)  ถูกต้อง  ก่อนอื่น คนเราต้องทำความเข้าใจว่าท่าทีของพระเจ้าเป็นเช่นไร  การเข้าใจท่าทีของพระเจ้า เข้าใจหลักธรรมและมาตรฐานที่พระเจ้าทรงใช้วินิจฉัยผู้คน จากนั้นจึงประเมินผู้คนตามหลักธรรมและมาตรฐานที่พระเจ้าทรงใช้กับผู้คน—เช่นนี้เท่านั้นจึงถูกต้อง เหมาะควร และเป็นธรรมที่สุด  ตอนนี้พวกเรามีหลักการประเมินผู้คนกันแล้ว ดังนั้น พวกเราควรเจาะจงนำไปปฏิบัติอย่างไร?  ตัวอย่างเช่น บางคนมีการศึกษาสูงมากและไม่ว่าจะไปที่ใดก็เป็นที่นิยมชมชอบ ทุกคนมีความคิดเห็นต่อเขาในทางที่ดี และในสายตาของผู้อื่น พวกเขาก็ดูเหมือนจะมีจุดหมายปลายทางในอนาคตอันยิ่งใหญ่—เช่นนั้นแล้ว ในสายพระเนตรของพระเจ้า จะทรงมองว่าเขาประเสริฐได้แน่หรือ?  (ไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น)  ดังนั้น พวกเราควรประเมินคนคนนี้ว่าอย่างไร?  ความประเสริฐและต่ำทรามของคนคนหนึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานะที่เขามีในสังคม หรือภูมิหลังทางการศึกษา และยิ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับเชื้อชาติ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสัญชาติของเขาเป็นแน่ แล้วต้องเป็นไปตามสิ่งใด?  (ต้องเป็นไปตามพระวจนะของพระเจ้าและท่าทีที่คนคนนั้นมีต่อความจริงและพระเจ้า)  ถูกต้อง  ตัวอย่างเช่น พวกเจ้าออกจากจีนแผ่นดินใหญ่มายังสหรัฐอเมริกา และต่อให้วันหนึ่งพวกเจ้ากลายเป็นพลเมืองอเมริกัน คุณค่าและสถานะของพวกเจ้าจะเปลี่ยนไปหรือไม่?  (ไม่)  จะไม่เปลี่ยนไป เจ้าจะยังคงเป็นเจ้า  ถ้าเจ้าเชื่อในพระเจ้า แต่ไม่สามารถได้รับความจริง เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็เป็นคนจำพวกที่จะพินาศอยู่ดี  คนที่ตื้นเขินบางคนไม่ได้เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาเดินตามวิสัยโลก และเมื่อได้สัญชาติอเมริกันแล้ว พวกเขาก็พูดว่า “พวกคุณคนจีน” และ “พวกคุณที่เป็นคนจากจีนแผ่นดินใหญ่”  จงบอกเราเถิด ผู้คนเช่นนี้ประเสริฐหรือต่ำทราม?  (ต่ำทราม)  พวกเขาต่ำทรามมาก!  ทำตัวราวกับว่าการได้สัญชาติอเมริกันทำให้พวกเขากลายเป็นคนที่สูงส่ง—พวกเขาตื้นเขินมากมิใช่หรือ?  พวกเขาตื้นเขินนัก  ถ้าคนคนหนึ่งสามารถรับมือชื่อเสียงและผลประโยชน์ สถานะทางสังคม ความมั่งคั่ง และความสำเร็จทางการศึกษาด้วยหัวใจที่ปกติ—แน่นอนว่าหัวใจที่ปกตินี้ไม่ได้หมายความว่าเจ้าเคยมีประสบการณ์กับสิ่งเหล่านี้และกลายเป็นคนด้านชาไปแล้ว แต่หมายความว่าเจ้ามีมาตรฐานในการประเมินและไม่ได้มองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเจ้า มาตรฐานและหลักธรรมที่เจ้าใช้ประเมินและมองสิ่งเหล่านี้ รวมทั้งค่านิยมของเจ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว เจ้าสามารถรับมือสิ่งเหล่านี้ได้อย่างถูกต้องและมองสิ่งเหล่านี้ด้วยหัวใจที่ปกติ—นี่พิสูจน์ให้เห็นสิ่งใด?  พิสูจน์ให้เห็นว่าเจ้าเป็นอิสระจากสิ่งภายนอก เช่น สิ่งที่เรียกว่าสถานะทางสังคม คุณค่าของมนุษย์ และอื่นๆ แล้ว  พวกเจ้าอาจจะยังทำเช่นนี้ไม่ได้ในตอนนี้ แต่เมื่อพวกเจ้าเข้าใจความจริงได้อย่างถ่องแท้ เมื่อนั้นพวกเจ้าก็จะเท่าทันสิ่งเหล่านี้ได้  เราจะยกตัวอย่างให้พวกเจ้าฟัง  บางคนพบเจอพี่น้องชายหญิงที่มั่งคั่ง เห็นพวกเขาสวมใส่แต่เสื้อผ้าแบรนด์เนมและดูมีฐานะ ก็ไม่รู้ว่าจะพูดคุยหรือคบหากับพี่น้องเหล่านั้นอย่างไร ดังนั้นจึงถ่อมตน พะเน้าพะนอและป้อยอพี่น้องชายหญิงที่มั่งคั่ง ทั้งยังประพฤติตนน่ารังเกียจ—นี่พวกเขาลดทอนคุณค่าของตนเองมิใช่หรือ?  ในเรื่องนี้มีบางสิ่งครอบงำพวกเขาอยู่  บางคนร้องเรียก “พี่สาว” เวลาพบปะผู้หญิงที่มั่งคั่ง และเรียกว่า “พี่ชาย” เมื่อพบผู้ชายที่มั่งคั่ง  อยากพะเน้าพะนอผู้คนเหล่านี้และคอยเสนอตัวอยู่เสมอ  พอเห็นใครยากจนและไม่มีอะไรโดดเด่น มาจากชนบทและมีการศึกษาในระดับต่ำ พวกเขาก็ดูถูกคนเหล่านั้น ไม่ให้ความสนใจ และท่าทีของพวกเขาก็เปลี่ยนไป  วิธีปฏิบัติที่พบได้ทั่วไปเช่นนี้เกิดขึ้นในคริสตจักรบ้างหรือไม่?  เกิด และพวกเจ้าก็ไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะมีพวกเจ้าบางคนเผยพฤติกรรมดังกล่าวออกมาจริง  บ้างร้องเรียก “พี่ชาย” บ้างร้องเรียก “พี่สาว” และบ้างก็ร้องเรียก “คุณป้า”—ธรรมเนียมปฏิบัติทางสังคมเหล่านี้เป็นเรื่องร้ายแรง  ดูจากพฤติกรรมของคนเหล่านี้แล้ว พวกเขาย่อมไม่ใช่ผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง และไม่มีความเป็นจริงความจริงแม้แต่น้อย  คนแบบนี้คือผู้คนส่วนใหญ่ในหมู่พวกเจ้า และถ้าไม่เปลี่ยนแปลง ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาทุกคนก็ย่อมจะถูกกำจัดออกไป  แม้ทัศนะผิดๆ เหล่านี้จะไม่ส่งผลต่อการยอมรับหนทางที่แท้จริงของผู้คน แต่ก็สามารถส่งผลต่อการเข้าสู่ชีวิตและการปฏิบัติหน้าที่ของผู้คนได้ ถ้าพวกเขาไม่ใช่คนที่ยอมรับความจริง ก็ย่อมมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดการรบกวนในคริสตจักร  ถ้าเจ้าสามารถเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า เจ้าย่อมจะเข้าใจหลักธรรมและมาตรฐานที่ใช้ประเมินสิ่งเหล่านี้ได้  ยังมีอีกแง่มุมหนึ่งคือ ไม่ว่าคนคนหนึ่งจะมีสถานะทางสังคมหรือภูมิหลังทางการศึกษาเช่นใด หรือมาจากภูมิหลังทางครอบครัวแบบใด ก็มีข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่เจ้าต้องรับรู้คือ ผลสำเร็จทางการศึกษาและภูมิหลังทางครอบครัวของเจ้าไม่อาจเปลี่ยนแปลงลักษณะนิสัยหรือมีอิทธิพลต่ออุปนิสัยของเจ้าได้  ย่อมเป็นเช่นนั้นมิใช่หรือ?  (ใช่)  เหตุใดเราจึงกล่าวดังนี้?  ไม่ว่าคนคนหนึ่งจะเกิดมาในครอบครัวแบบใดหรือศึกษาต่อแบบใด มีการศึกษาสูงหรือไม่ และเกิดมาพร้อมภูมิหลังทางสังคมแบบใด ไม่ว่าสถานะทางสังคมของเขาจะสูงหรือต่ำต้อย อุปนิสัยที่เสื่อมทรามของเขาย่อมเหมือนกับคนอื่นอยู่ดี  ทุกคนล้วนเหมือนกัน—นี่เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้  สถานะทางสังคมและคุณค่าของเจ้าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่เจ้าเป็นสมาชิกของเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่เจ้าเป็นมนุษย์ที่เสื่อมทราม มีอุปนิสัยที่เสื่อมทราม ทั้งยังต่อต้านพระเจ้า  ที่กล่าวเช่นนี้เราหมายความว่าอย่างไร?  เราหมายความว่าไม่ว่าเจ้าจะเกิดในครอบครัวที่มั่งคั่งเพียงใดหรือมีการศึกษาสูงเท่าใด เจ้าก็ยังคงมีอุปนิสัยที่เสื่อมทราม ไม่ว่าเจ้าจะประเสริฐหรือต่ำทราม รวยหรือจน มีสถานะสูงหรือต่ำต้อย เจ้าก็ยังคงเป็นมนุษย์ที่เสื่อมทราม  ฉะนั้น หลังจากที่พวกเจ้ายอมรับพระราชกิจของพระเจ้าแล้ว พวกเจ้าทุกคนย่อมเท่าเทียมกันหมด และพระเจ้าก็ทรงเที่ยงธรรมและชอบธรรมต่อทุกคน  นี่คือความเข้าใจที่ผู้คนควรมีมิใช่หรือ?  (ใช่)  มีใครบ้างไม่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามและไม่มีอุปนิสัยที่เสื่อมทรามเพราะมีสถานะที่สูงส่งในสังคมและเกิดมามีเชื้อชาติที่สูงส่งที่สุดในหมู่มนุษย์ทั้งมวล?  กล่าวเช่นนี้ฟังขึ้นหรือไม่?  เคยเกิดข้อเท็จจริงเช่นนี้ในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษย์หรือไม่?  (ไม่)  ไม่เคยเกิดขึ้น  แท้จริงแล้ว ไม่มีมนุษย์คนใด รวมทั้งโยบ อับราฮัม ผู้เผยพระวจนะ ธรรมิกชนยุคโบราณ ตลอดจนชาวอิสราเอล สามารถหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตอยู่กับข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้นี้ว่า ขณะใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ มวลมนุษย์ล้วนถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามไปแล้ว  ในการทำให้มนุษย์เสื่อมทรามนั้น ซาตานไม่สนว่าเจ้ามีการศึกษาสูงหรือไม่ ประวัติครอบครัวของเจ้าเป็นเช่นไร เจ้าใช้นามสกุลใด หรือสาแหรกวงศ์ตระกูลของเจ้าใหญ่โตเพียงใด ผลสุดท้ายย่อมเป็นว่าถ้าเจ้าใช้ชีวิตอยู่ในหมู่มวลมนุษย์ เจ้าย่อมถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามไปแล้ว  ฉะนั้น ข้อเท็จจริงที่เจ้ามีอุปนิสัยที่เสื่อมทรามเยี่ยงซาตานและใช้ชีวิตอยู่กับอุปนิสัยที่เสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของเจ้านั้น ไม่อาจใช้คุณค่าและภูมิหลังทางการศึกษาของเจ้ามาเปลี่ยนแปลงได้  นี่คือความเข้าใจที่ผู้คนควรมีมิใช่หรือ?  (ใช่)  เมื่อพวกเจ้าเข้าใจเรื่องเหล่านี้แล้ว ในอนาคตเมื่อมีใครโอ้อวดพรสวรรค์และต้นทุนของตน หรือพวกเจ้าพบเจอคนที่ “เหนือกว่า” ในหมู่พวกเจ้าอีก พวกเจ้าจะปฏิบัติต่อเขาอย่างไร?  (ข้าพระองค์จะปฏิบัติต่อเขาตามพระวจนะของพระเจ้า)  ถูกต้อง  แล้วพวกเจ้าจะปฏิบัติต่อเขาตามพระวจนะของพระเจ้าอย่างไร?  ถ้าเจ้าไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร แล้วไปดูถูกและเย้ยหยันเขาว่า “ดูเถอะว่าคุณมีการศึกษาขนาดไหน แล้วจะโอ้อวดไปเพื่ออะไร? คุณพูดถึงต้นทุนของตัวเองอีกแล้ว แต่คุณสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ดีหรือเปล่า? ไม่ว่าคุณจะมีการศึกษาสูงขนาดไหน คุณก็ยังคงถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามไปแล้วไม่ใช่หรือ?” การปฏิบัติต่อเขาเช่นนี้เป็นวิธีที่ดีหรือไม่?  นี่ไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกับหลักธรรม และไม่ใช่สิ่งที่คนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติควรทำ  แล้วเจ้าควรปฏิบัติต่อเขาอย่างไรจึงจะสอดคล้องกับหลักธรรม?  เจ้าไม่ควรยกย่องเขา แต่ก็ไม่ควรดูถูกเช่นกัน—นี่ทำผิดหลักธรรมมิใช่หรือ?  (ใช่)  การทำผิดหลักธรรมเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่?  ไม่ถูกต้อง  เจ้าควรปฏิบัติต่อเขาให้ถูกต้อง และถ้าสามารถใช้ความจริงที่เจ้าเข้าใจมาช่วยเขาได้ เช่นนั้นก็จงช่วยเขาเถิด  ถ้าเจ้าไม่อาจช่วยเขาได้ เช่นนั้นแล้ว ถ้าเจ้าเป็นผู้นำและเห็นว่าเขาเหมาะกับหน้าที่หนึ่งๆ โดยเฉพาะ ก็จงให้เขาปฏิบัติหน้าที่นั้น  อย่าดูแคลนเขาเพราะเขามีการศึกษาในระดับสูง คิดไปว่า “หึ มีการศึกษาสูงแล้วมีประโยชน์อะไร? คุณเข้าใจความจริงหรือไม่? การศึกษาของฉันไม่สูง แต่ฉันก็ยังได้เป็นผู้นำ ฉันมีขีดความสามารถที่ดี ฉันเก่งกว่าคุณ ดังนั้น ฉันจะดูถูกคุณและทำให้คุณอับอาย!”  นี่ใจร้ายและไร้ความเป็นมนุษย์  ที่ว่า “ปฏิบัติต่อเขาให้ถูกต้อง” หมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่าให้จัดการเรื่องต่างๆ ตามหลักธรรมความจริง  แล้วหลักธรรมความจริงในที่นี้คืออะไร?  คือการปฏิบัติต่อผู้คนด้วยความเที่ยงธรรม  อย่าเคารพนับถือและยกย่องผู้คน และอย่าถ่อมตนเมื่ออยู่ต่อหน้าพวกเขา รู้สึกไปว่าเจ้ามีระดับต่ำกว่า และจงอย่าป้อยอพวกเขาเช่นกัน อย่าเหยียบย่ำ และอย่าดูถูก พวกเขาอาจไม่ได้คิดว่าคุณค่าของตนนั้นสูงส่งนักหนาและอาจไม่ได้อวดตนอยู่ก็เป็นได้  การที่เจ้ากลัวอยู่เสมอว่าพวกเขาจะอวดตน จึงคอยเหยียบย่ำพวกเขาตลอดเวลาด้วยเหตุนั้น เป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่?  ไม่ถูกต้อง  นี่ใจร้ายและไร้ความเป็นมนุษย์—ถ้าเจ้าไม่เอียงไปข้างหนึ่งมากเกินไป เจ้าก็เอียงไปอีกข้างมากเกินไป  การปฏิบัติต่อผู้คนอย่างถูกต้อง ปฏิบัติต่อผู้คนอย่างเป็นธรรม—นี่คือหลักธรรม  หลักธรรมนี้ฟังดูเรียบง่าย แต่ไม่ง่ายที่จะนำไปปฏิบัติ

ก่อนหน้านี้มีผู้นำคนหนึ่งกำลังจะย้ายไปใช้ชีวิตที่อื่น  เราจึงบอกเขาว่าเขาสามารถพาผู้นำทีมและสมาชิกที่เกี่ยวข้องไปกับเขาด้วย เพราะเมื่อทำเช่นนั้น พวกเขาก็จะหารือเรื่องงานกันได้สะดวก  สิ่งที่เราพูดไปนั้นเข้าใจไม่ยาก—ทันทีที่ได้ยิน คนเราย่อมเข้าใจ  ท้ายที่สุดบุคลากรที่เกี่ยวข้องซึ่งเขาพาไปด้วยก็มี “คุณสมบัติเฉพาะตัว” เอาการ กล่าวคือ บ้างก็ยกน้ำชามาให้เขา บ้างก็ล้างเท้าและนวดหลังให้เขา—ทุกคนล้วนเป็นพวกประจบประแจง  ผู้นำคนนี้น่าขยะแขยงมากขนาดไหน?  มีคนเป็นโรคติดต่ออยู่คนหนึ่งคอยประจบเอาใจและป้อยอเขาทุกวัน ติดตามรับใช้เขาไปทั่ว  เพื่อให้ตนเองสามารถสุขสำราญกับความรู้สึกของการถูกป้อยอ เขาถึงกับเต็มใจเสี่ยงที่จะติดโรคนี้  ในที่สุด เนื่องจากคนที่เป็นโรคติดเชื้อนี้ต้องทนทุกข์กับอาการที่กำเริบขึ้นมาใหม่หลังจากที่พวกเขาย้ายไปกันแล้ว  ผู้นำเทียมเท็จคนนี้จึงพลอยถูกเผยไปด้วย  เพราะฉะนั้น ไม่ว่าผู้คนจะเข้าใจความจริงหรือไม่ พวกเขาก็ต้องไม่ทำเรื่องไม่ดีเป็นอันขาด ไม่ทำสิ่งที่พึ่งพาความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของตน และต้องไม่มีวิธีคิดหวังพึ่งดวงหรือโชค เพราะพระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์หัวใจของมนุษย์และทรงพินิจพิเคราะห์แผ่นดินโลกทั้งมวล  คำว่า “แผ่นดินโลกทั้งมวล” ประกอบด้วยสิ่งใดบ้าง?  มีทั้งสิ่งที่เป็นวัตถุและสิ่งที่ไม่ใช่วัตถุ  อย่าพยายามประเมินพระเจ้า สิทธิอำนาจของพระเจ้า หรือมหิทธานุภาพของพระเจ้าด้วยการใช้สมองของตนเอง  ผู้คนคือสิ่งมีชีวิตทรงสร้างและชีวิตของพวกเขาก็ไม่มีนัยสำคัญเท่าใดนัก—แล้วพวกเขาจะสามารถประเมินความยิ่งใหญ่ของพระผู้สร้างได้อย่างไร?  พวกเขาจะสามารถวัดมหิทธานุภาพและพระปัญญาของพระผู้สร้างในการสร้างสรรพสิ่งและในอธิปไตยที่พระองค์ทรงมีเหนือสรรพสิ่งได้อย่างไร?  เจ้าต้องไม่ทำเรื่องไม่รู้ความหรือทำความชั่วเป็นอันขาด  การทำความชั่วจะทำให้เจ้าถูกลงทัณฑ์อย่างที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และสักวันหนึ่งเมื่อพระเจ้าทรงเผยตัวเจ้า ทัณฑ์ที่เจ้าได้ย่อมเกินคาด ถึงวันนั้นเจ้าจะร้องไห้และขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน  เจ้าต้องประพฤติปฏิบัติตนด้วยความตระหนักรู้ในตนเอง  ในบางเรื่อง ก่อนที่พระเจ้าจะทรงเผยตัวเจ้าออกมา จะเป็นการดีกว่าถ้าเจ้านำพระวจนะของพระเจ้ามาเทียบดูตัวเอง ทบทวนตัวเองและขุดสิ่งที่ฝังกลบเอาไว้ขึ้นมา ค้นพบปัญหาของเจ้าเอง จากนั้นก็แสวงหาความจริงเพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้น—อย่ารอให้พระเจ้าเผยตัวเจ้าออกมา  เมื่อพระเจ้าทรงเผยตัวเจ้าให้เห็นแล้ว นั่นย่อมทำให้เจ้าอยู่ในภาวะจำยอมมิใช่หรือ?  ถึงเวลานั้น เจ้าย่อมจะกระทำผิดไปเรียบร้อยแล้ว  ตั้งแต่ที่พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์เจ้าไปจนถึงยามที่ตัวเจ้าถูกเผยออกมา บางทีคุณค่าของเจ้าและความคิดเห็นที่พระเจ้าทรงมีต่อเจ้าอาจจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก  นี่เป็นเพราะขณะที่พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์เจ้าอยู่นั้น พระองค์ก็ประทานโอกาสและฝากความหวังของพระองค์ไว้ที่เจ้า จวบจนถึงช่วงเวลาที่เจ้าถูกเผยออกมา  ตั้งแต่ที่พระเจ้าทรงฝากความหวังของพระองค์ไว้กับใครสักคนจนกระทั่งความหวังของพระองค์พังทลายลงในที่สุด พระอารมณ์ของพระเจ้าจะเป็นเช่นไร?  ย่อมดิ่งลงอย่างมาก  แล้วผลที่จะเกิดขึ้นกับเจ้าจะเป็นอย่างไร?  ในกรณีที่ไม่ร้ายแรงนัก เจ้าอาจกลายเป็นคนที่พระเจ้าทรงชิงชัง และเจ้าก็จะถูกวางเอาไว้  ที่ว่า “วางเอาไว้” หมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่าจะเก็บเจ้าไว้สังเกตดู  แล้วในกรณีที่ร้ายแรงกว่านั้นจะมีผลสืบเนื่องเช่นใด?  พระเจ้าจะตรัสว่า “คนคนนี้คือหายนะอย่างหนึ่ง ไม่สมควรที่จะทำงานรับใช้ด้วยซ้ำ  เราจะไม่ช่วยคนคนนี้ให้รอดเป็นอันขาด!”  เมื่อพระเจ้ามีพระดำริดังนี้แล้ว เจ้าก็จะไม่มีจุดจบอีกเลย และเมื่อเกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้น เจ้าจะหมอบกราบและหลั่งเลือดก็ย่อมได้ แต่จะไม่มีประโยชน์อันใด เพราะพระเจ้าย่อมจะประทานโอกาสแก่เจ้าไปมากพอแล้ว ทว่าเจ้าไม่เคยกลับใจและเตลิดไกลเกินไปแล้ว  เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเจ้าจะมีปัญหาอันใดหรือเผยความเสื่อมทรามอันใดออกมา เจ้าก็ควรทบทวนและทำความรู้จักตนเองอยู่เสมอภายใต้ความสว่างแห่งพระวจนะของพระเจ้าหรือขอให้พี่น้องชายหญิงชี้ให้เจ้าเห็นสิ่งเหล่านี้  สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเจ้าควรยอมรับการพินิจพิเคราะห์จากพระเจ้า มาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และขอให้พระองค์ประทานความรู้แจ้งและความกระจ่างแก่เจ้า  ไม่ว่าเจ้าจะใช้วิธีการใด การค้นพบปัญหาแต่เนิ่นๆ แล้วแก้ปัญหาเสียก็คือผลสัมฤทธิ์ของการทบทวนตนเอง และนี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่เจ้าจะทำได้  เจ้าต้องไม่รอจนพระเจ้าทรงเผยและกำจัดเจ้าไปเสียก่อนแล้วค่อยสำนึกผิด เพราะถึงจะเสียใจก็สายเกินไปแล้ว!  เมื่อพระเจ้าทรงเผยใครสักคน พระองค์จะพิโรธอย่างยิ่งหรือจะทรงกรุณาอย่างเหลือล้น?  เรื่องนี้พูดยาก เป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้ และเราจะไม่ให้การรับรองแก่เจ้าในเรื่องนี้—เส้นทางที่เจ้าเดินย่อมขึ้นอยู่กับเจ้า  พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าความรับผิดชอบของเราเป็นเช่นใด?  เราบอกทุกสิ่งที่เราจำต้องกล่าวแก่พวกเจ้า ทุกคำที่เราควรพูด ไม่ตัดทิ้งแม้แต่คำเดียว  ไม่ว่าเราจะใช้วิธีการใด จะเป็นคำเขียน การเล่าเรื่อง หรือผลิตรายการเล็กๆ ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเช่นใด เราก็ใช้วิธีการต่างๆ มาถ่ายทอดความจริงที่พระเจ้าทรงต้องการให้พวกเจ้าเข้าใจ พลางบอกให้พวกเจ้ารู้ถึงปัญหาที่เรามองเห็นได้ไปด้วย  เราทั้งตักเตือน ตอกย้ำ และเคี่ยวเข็ญพวกเจ้า จัดเตรียมเสบียง ความช่วยเหลือ และแรงเกื้อหนุนบางอย่างแก่พวกเจ้า  บางครั้งเรายังกล่าวคำที่เกรี้ยวกราดอีกด้วย  นี่คือความรับผิดชอบของเรา และขึ้นอยู่กับเจ้าว่าจะเดินไปบนหนทางที่เหลืออยู่อย่างไร  เจ้าไม่จำเป็นต้องพิจารณาวาจาและสีหน้าของเรา และไม่ต้องตั้งใจจับสังเกตว่าความคิดเห็นที่เรามีต่อเจ้าเป็นเช่นไร—เจ้าไม่จำเป็นต้องทำสิ่งเหล่านี้  จุดจบของเจ้าจะเป็นเช่นไรในภายภาคหน้าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเรา นั่นเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เจ้าไล่ตามเสาะหาเอาเองทั้งสิ้น  วันนี้เราเปิดหน้าต่างออกมากล่าวอย่างตรงไปตรงมา เราพูดจาชัดเจนทุกอย่าง  พวกเจ้าได้ยินและเข้าใจทุกคำทุกประโยคที่เราพูดมา สิ่งที่เราต้องกล่าว สิ่งที่เราควรกล่าว และสิ่งที่เราได้กล่าวไปแล้วในอดีตใช่หรือไม่?  สิ่งที่เรากล่าวไปนั้นไม่มีอะไรเป็นนามธรรม ไม่มีสิ่งใดที่พวกเจ้าไม่เข้าใจ พวกเจ้าเข้าใจทุกอย่างแล้ว ดังนั้นเราจึงลุล่วงความรับผิดชอบของเราแล้ว  อย่าคิดว่าเรายังคงต้องจับตามองพวกเจ้าหลังจากที่เรากล่าวจบไปแล้วและยังคงต้องรับผิดชอบพวกเจ้า กุมมือกันไปจนถึงปลายทาง  พวกเจ้าล้วนเชื่อในพระเจ้ามาหลายปี ทุกคนเป็นผู้ใหญ่และไม่ใช่เด็กเล็ก  พวกเจ้ามีผู้นำทั้งหลายคอยรับผิดชอบพวกเจ้าเวลาพวกเจ้าทำสิ่งต่างๆ นั่นไม่ใช่ความรับผิดชอบของเรา  เรามีขอบเขตงานของเราเอง มีขอบเขตความรับผิดชอบของเราเอง เราไม่ต้องเดินตามหลังพวกเจ้าแต่ละคน คอยกำกับดูแลและกระตุ้นเตือนพวกเจ้า และเป็นไปไม่ได้ที่เราจะทำเช่นนั้น—เราไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น  ส่วนเรื่องที่ว่าพวกเจ้าจะไล่ตามเสาะหาสิ่งใด จะพูดและทำสิ่งใดเป็นการส่วนตัว และจะเดินไปตามเส้นทางใด ทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวกับเรา  เหตุใดเราจึงกล่าวว่าไม่เกี่ยวกับเรา?  ถ้าพวกเจ้าสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนในพระนิเวศของพระเจ้าได้อย่างเหมาะสมและถูกควร พระนิเวศของพระเจ้าก็จะรับผิดชอบพวกเจ้าไปจนถึงปลายทาง  ถ้าพวกเจ้าเต็มใจปฏิบัติหน้าที่ของตน จ่ายราคา ยอมรับความจริง และกระทำการตามหลักธรรม เช่นนั้นแล้วพระนิเวศของพระเจ้าก็จะชี้นำพวกเจ้า เกื้อหนุน และจัดเตรียมให้แก่พวกเจ้า ถ้าพวกเจ้าไม่เต็มใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนและอยากออกไปทำงานหาเงิน ประตูพระนิเวศของพระเจ้าก็เปิดกว้างและจะได้รับการบอกลาอย่างอบอุ่นฉันมิตร  อย่างไรก็ดี ถ้าพวกเจ้าก่อให้เกิดการรบกวน ทำความชั่ว และสร้างความวุ่นวายในพระนิเวศของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วไม่ว่าใครที่ทำความชั่ว พระนิเวศของพระเจ้าก็มีกฎการปกครอง มีการจัดแจงเตรียมงาน และย่อมจะจัดการเจ้าตามหลักธรรมเหล่านี้  พวกเจ้าเข้าใจหรือไม่?  พวกเจ้าทุกคนเชื่อในพระเจ้ามาหลายปี อ่านพระวจนะของพระเจ้าไปมากมาย เข้าชุมนุมและฟังคำเทศนามาตลอดหลายปีนี้ แล้วเหตุใดจึงไม่กลับใจหรือเปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย?  มีผู้คนมากมายที่ฟังคำเทศนามาเป็นปีๆ และเข้าใจความจริงอยู่บ้าง แต่พวกเขาก็ยังไม่กลับใจอยู่ดี ยังคงปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างสุกเอาเผากิน ผู้คนเหล่านี้จึงมีภัย  ให้เราบอกเรื่องจริงแก่พวกเจ้าเถิดว่า อย่าคาดหวังตลอดเวลาว่าเราจะจับตาดูพวกเจ้า เอาใจใส่ และสอนพวกเจ้า พลางกุมมือพวกเจ้าไปด้วยเพื่อให้พวกเจ้าสามารถทำสิ่งที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงและเกิดประสิทธิผล  ถ้าเราไม่เฝ้ามองพวกเจ้าหรือกำกับดูแลและกระตุ้นเตือนพวกเจ้า แล้วพวกเจ้ากลายเป็นคนสุกเอาเผากิน และงานก็ดำเนินไปอย่างเชื่องช้า เช่นนั้นพวกเจ้าย่อมจะจบสิ้น  นี่แสดงให้เห็นว่าพวกเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยไม่มีความจงรักภักดีและล้วนเป็นคนออกแรงทำงาน  เราขอบอกพวกเจ้าว่าเราได้ปฏิบัติพันธกิจของเราแล้ว และเราไม่จำเป็นต้องดูแลพวกเจ้าอีก  นี่เป็นเพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์กำลังทรงพระราชกิจและทรงพินิจพิเคราะห์พวกเจ้าในเรื่องเหล่านี้  สิ่งที่เราพึงทำก็ได้ทำไปแล้ว สิ่งที่เราพึงกล่าวก็ได้กล่าวไปแล้ว เราได้ยึดมั่นในพันธกิจของเรา เราได้ลุล่วงความรับผิดชอบของเราแล้ว ส่วนที่เหลือนั้นพวกเจ้าต้องรับผิดชอบการกระทำและพฤติกรรมของตนเอง  ถ้าพวกเจ้าไม่ยอมรับความจริง กลับสุกเอาเผากินต่อไป และไม่เคยคิดที่จะกลับใจ เช่นนั้นแล้วการลงโทษและกำจัดพวกเจ้าออกไปย่อมไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรา

เรื่องที่เราเพิ่งเล่าไปนั้นมีด้านหนึ่งระบุว่าควรมองสถานะทางสังคม คุณค่า ภูมิหลังทางครอบครัว ภูมิหลังทางการศึกษา และอื่นๆ ของผู้คนกันอย่างไร อะไรคือมาตรฐานและหลักธรรมที่จะใช้มองสิ่งเหล่านี้ อีกด้านหนึ่งก็ระบุว่าควรทำตัวอย่างไรกับสิ่งเหล่านี้และทำอย่างไรจึงจะเท่าทันแก่นแท้ของสิ่งเหล่านี้  เมื่อเจ้ามองทะลุเข้าไปถึงแก่นแท้ของสิ่งเหล่านี้ ถึงตอนนั้น แม้จะยังคงมีสิ่งเหล่านี้อยู่ในหัวใจของเจ้า แต่เจ้าก็จะไม่ถูกสิ่งเหล่านี้ตีกรอบและจะไม่ใช้ชีวิตตามสิ่งเหล่านี้  เมื่อเจ้าเห็นผู้ไม่มีความเชื่อโอ้อวดประวัติอันรุ่งโรจน์ของตนที่เคยเข้ามหาวิทยาลัยและเคยเรียนปริญญาโทหรือเอก เมื่อนั้นทัศนะและท่าทีของเจ้าย่อมเป็นเช่นไร?  ถ้าเจ้ากล่าวว่า “การเรียนปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยไม่เห็นจะมีอะไรสำคัญ ตัวฉันก็เรียนจบโทมาหลายปีแล้ว” ถ้าเจ้ามีทัศนคติเช่นนี้ ก็จะสร้างปัญหาให้ตัวเจ้าเอง และแสดงให้เห็นว่าเจ้าไม่ได้เปลี่ยนแปลงสักเท่าใดในการเชื่อในพระเจ้า  ถ้าพวกเขาถามถึงภูมิหลังทางการศึกษาของเจ้า และเจ้าตอบว่า “แม้แต่ชั้นประถม ฉันก็เรียนไม่จบและเขียนเรียงความไม่เป็นด้วยซ้ำ” พวกเขาจึงมองว่าเจ้าไม่มีความสำคัญอะไรและเริ่มเมินเจ้า เช่นนั้นก็ยอดเยี่ยมไปเลยมิใช่หรือ?  เจ้าจะได้มีเวลาอ่านพระวจนะของพระเจ้าและปฏิบัติหน้าที่ของตนได้มากขึ้น นี่ต่างหากคือสิ่งที่ถูกต้องและควรทำ  การซุบซิบนินทาอยู่กับผู้ไม่มีความเชื่อและผู้ไม่เชื่อนั้นมีประโยชน์อะไร?  ถ้าเจ้าบอกว่าการศึกษาของเจ้าอยู่ในระดับต่ำ เจ้าไม่มีสถานะในสังคม แล้วมีคนมาดูถูกเจ้า เจ้าจะทำอย่างไร?  อย่าเก็บมาใส่ใจและอย่าไปรู้สึกว่าถูกบีบคั้น ปล่อยให้พวกเขาพูดไปก็พอ ปล่อยให้พูดตามใจอยากก็แล้วกัน นั่นไม่มีความหมายอะไรต่อเจ้า  ตราบใดที่ไม่ได้ทำให้เจ้าล่าช้าในการไล่ตามเสาะหาความจริงในความเชื่อในพระเจ้า ตราบนั้นย่อมไม่เป็นไร  นี่เป็นเรื่องเล็กโดยแท้ แต่ในชีวิตประจำวัน จากสิ่งที่ผู้คนแสดงออก สามารถเห็นได้ว่าผู้คนให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับสิ่งที่เป็นทุนรอนเหล่านี้และพกพาสิ่งเหล่านี้เอาไว้ในหัวใจเสมอ  นี่ไม่เพียงสามารถส่งผลต่อคำพูดและพฤติกรรมของผู้คนเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการเข้าสู่ชีวิตของพวกเขาและการเลือกเส้นทางที่ถูกต้องในการเชื่อในพระเจ้าได้อีกด้วย  เอาละ เราจะไม่พูดถึงเรื่องแบบนี้อีก  กลับเข้าหัวข้อที่พวกเราสามัคคีธรรมเอาไว้เมื่อคราวที่แล้ว และมาสามัคคีธรรมพร้อมทั้งชำแหละการสำแดงต่างๆ ของศัตรูของพระคริสต์กันต่อเถิด

การชำแหละว่าศัตรูของพระคริสต์เลว ร้ายลึก และหลอกลวงอย่างไร

I. การชำแหละความเป็นปฏิปักษ์และความเกลียดชังที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อสิ่งที่เป็นบวกและความจริง

พวกเราชำแหละสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์สำแดงออกมาเป็นประการที่หกจบแล้ว คราวนี้ก็จะเริ่มชำแหละประการที่เจ็ดว่าศัตรูของพระคริสต์เลว ร้ายลึก และหลอกลวงอย่างไร  บางคนบอกว่า “ในเมื่อพวกเรากำลังชำแหละและเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์ การพูดว่าพวกเขาเลว ร้ายลึก และหลอกลวงจะเบาไปหรือไม่?  มีใครไม่มีอุปนิสัยที่เลวหรือหลอกลวงสักนิดบ้าง?  ผู้คนทั่วไปมีอุปนิสัยที่เสื่อมทรามเหล่านี้กันทั้งนั้น ดังนั้น ถ้าพวกเราเปิดโปงและชำแหละศัตรูของพระคริสต์กันแบบนี้ นั่นย่อมจะหมายความว่าทุกคนเป็นศัตรูของพระคริสต์ไม่ใช่หรือ?”  พวกเจ้ามีใครคิดอย่างนี้บ้าง?  ถ้าพวกเจ้ามีใครคิดเช่นนี้จริง ก็คิดผิดแล้ว  มีความแตกต่างหรือไม่ระหว่างความเลว ความร้ายลึก และความหลอกลวงในตัวศัตรูของพระคริสต์กับการเผยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามเหล่านี้ให้เห็นในตัวคนทั่วไป?  แน่นอนที่สุดว่าย่อมมีความแตกต่าง หาไม่แล้ว พวกเราจะไม่รวมอุปนิสัยเหล่านี้ไว้ในสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์สำแดงออกมา  วันนี้ เราจะสามัคคีธรรมถึงความแตกต่างข้อนี้เป็นหลักเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยพูดถึงตัวอย่างจากเรื่องจริงและการสำแดงจำเพาะของอุปนิสัยที่เลว ร้ายลึก และหลอกลวงในตัวศัตรูของพระคริสต์  ความหมายตามตัวอักษรของคำว่า “เลว” “ร้ายลึก” และ “หลอกลวง” นั้นเข้าใจง่าย  ความยากอยู่ตรงการแยกแยะข้อแตกต่างที่เป็นแก่นสำคัญระหว่างการสำแดงจำพวกนี้ในตัวศัตรูของพระคริสต์กับคนทั่วไป เหตุใดพวกเราจึงระบุว่าคนประเภทที่มีอุปนิสัยที่เสื่อมทรามและแก่นแท้เหล่านี้เป็นศัตรูของพระคริสต์ และมีความแตกต่างอย่างไรระหว่างแก่นแท้ในตัวศัตรูของพระคริสต์กับมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามทั่วไป  ข้อแรก ศัตรูของพระคริสต์เป็นอริกับความจริงและพระเจ้าอย่างเปิดเผย พวกเขาแข่งขันกับพระเจ้าเพื่อแก่งแย่งประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรร ตำแหน่งของพระองค์ และหัวใจของผู้คน ถึงกับทำสิ่งต่างๆ รอบตัวประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเพื่อเอาชนะใจคนเหล่านั้น ชักพาให้หลงผิด และทำให้ไร้ความรู้สึก  สรุปแล้ว ธรรมชาติในการกระทำและพฤติกรรมของศัตรูของพระคริสต์ไม่ว่าจะเป็นในที่แจ้งหรือในที่ลับ ย่อมเป็นอริกับพระเจ้าเสมอ  เหตุใดเราจึงกล่าวว่าเป็นอริกับพระเจ้า?  เพราะพวกเขารู้ดีโดยแท้ว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริงและพระองค์คือพระเจ้า แต่ก็ยังต่อต้านพระองค์และไม่ยอมรับความจริงไม่ว่าจะสามัคคีธรรมความจริงกันอย่างไร  ยกตัวอย่าง ศัตรูของพระคริสต์บางคนหว่านล้อม ชักพาให้หลงผิด และควบคุมบางคนเอาไว้  พวกเขาทำให้คนเหล่านี้เชื่อฟังและทำตามที่ตนบอก จากนั้นก็ได้หนังสือและสื่อวัสดุสารพัดอย่างจากคริสตจักรไปอย่างฉ้อฉล แล้วก็ตั้งคริสตจักรและสร้างอาณาจักรอิสระของตนขึ้นมา พวกเขาจะได้สุขสำราญกับการมีผู้ติดตามคอยเดินตามและบูชาพวกเขา ต่อจากนั้นพวกเขาก็เริ่มเกาะกินคริสตจักร  เห็นได้ชัดจากพฤติกรรมเช่นนี้ว่าพวกเขาแย่งชิงประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไปจากพระองค์—นี่คือลักษณะอย่างหนึ่งของศัตรูของพระคริสต์มิใช่หรือ?  ยุติธรรมมิใช่หรือที่จะระบุว่าคนเหล่านี้เป็นศัตรูของพระคริสต์ตามลักษณะที่ชัดแจ้งนี้?  ยุติธรรมแน่นอน—การระบุลักษณะเช่นนี้เที่ยงตรงอย่างยิ่ง!  ยังมีศัตรูของพระคริสต์บางคนที่ตั้งพลพรรคภายในคริสตจักร แล้วก็รื้อทำลายคริสตจักร  พวกเขาบ่มเพาะขุมกำลังของตนภายในคริสตจักรอย่างต่อเนื่อง กีดกันคนที่ไม่เห็นด้วยกับตน  จากนั้นก็เอาคนที่ฟังและติดตามตนมาไว้ข้างตัวเพื่อสร้างกองกำลังของตนเอง และให้ทุกคนทำตามที่พวกเขาบอก  นี่พวกเขาสร้างอาณาจักรอิสระของตนเองอยู่มิใช่หรือ?  ไม่ว่าเบื้องบนจะมีการจัดแจงเตรียมงานหรือข้อกำหนดอันใด พวกเขาก็ไม่ยอมดำเนินการตามนั้น กลับกระทำการตามวิธีของตน นำคนที่ติดตามพวกเขามาต่อต้านเบื้องบนอย่างเปิดเผย  ตัวอย่างเช่น พระนิเวศของพระเจ้ากำหนดให้ปลดผู้นำและคนทำงานที่ไม่สามารถปฏิบัติงานจริงได้ทันที  แต่ศัตรูของพระคริสต์จะคิดไปว่า “ถึงผู้นำและคนทำงานบางคนจะไม่สามารถปฏิบัติงานจริงได้ แต่พวกเขาก็เกื้อหนุนและให้ความเห็นชอบในตัวฉัน แล้วฉันก็บ่มเพาะพวกเขามา  ไม่มีทางที่เบื้องบนจะปลดคนเหล่านี้ได้ เว้นเสียแต่จะปลดฉันก่อน”  จงบอกเราเถิด คริสตจักรแห่งนั้นถูกศัตรูของพระคริสต์คนนั้นควบคุมเอาไว้แล้วมิใช่หรือ?  การจัดแจงเตรียมงานโดยพระนิเวศของพระเจ้าไม่อาจผ่านศัตรูของพระคริสต์ไปได้และไม่สามารถดำเนินการ  เมื่อประกาศการจัดแจงเตรียมงานออกไปนานแล้ว และคริสตจักรทุกแห่งก็รายงานกลับเข้ามาแล้ว เป็นต้นว่า นำไปดำเนินการอย่างไรบ้าง มีการปรับเปลี่ยนการมอบหมายหน้าที่ให้แก่ใครบ้าง หรือใครถูกปลดเพราะรูปการณ์ใด ศัตรูของพระคริสต์กลับไม่เคยรายงานอะไรกลับมาและไม่เคยปรับเปลี่ยนการมอบหมายหน้าที่ให้แก่ใคร  บางคนสุกเอาเผากินในหน้าที่ของตนเสมอ ซึ่งส่งผลต่องานของคริสตจักรอย่างร้ายแรง แต่ศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่ปรับเปลี่ยนการมอบหมายหน้าที่ให้แก่พวกเขา  แม้ในยามที่เบื้องบนบอกศัตรูของพระคริสต์โดยตรงว่าให้ปลดคนเหล่านี้ พวกเขาก็ปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาเนิ่นนานโดยไม่ตอบคำ  ตรงนี้มีปัญหามิใช่หรือ?  เมื่อเบื้องบนบอกให้พวกเขานำการจัดแจงเตรียมงานไปทำให้เป็นผลหรือพยายามสอบถามบางเรื่อง ก็มาติดขัดอยู่ที่ศัตรูของพระคริสต์  พี่น้องชายหญิงในคริสตจักรไม่รู้อะไรในเรื่องดังกล่าวเลย ไม่ได้รับข่าวสาร และถูกตัดขาดจากเบื้องบน—คริสตจักรอยู่ภายใต้การควบคุมของคนคนเดียวโดยสิ้นเชิง  การที่ศัตรูของพระคริสต์กระทำการเช่นนี้มีธรรมชาติอย่างไร?  นี่คือการที่ศัตรูของพระคริสต์ยึดครองคริสตจักรหนึ่งๆ  ศัตรูของพระคริสต์ตั้งพลพรรคในคริสตจักร สร้างอาณาจักรของตนเอง ต่อต้านพระนิเวศของพระเจ้า และทำร้ายประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร  ผู้คนสูญเสียพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่อาจรู้สึกถึงการมีอยู่ของพระเจ้า ไม่มีสันติสุขหรือความเบิกบาน พวกเขาสูญเสียความเชื่อในพระเจ้า และไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยความกระปรี้กระเปร่าอีกต่อไป  ถึงกับกลายเป็นคนที่คิดลบและต่ำทราม และชีวิตของพวกเขาก็หยุดนิ่ง  ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการที่ศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้ผู้คนหลงผิดและควบคุมเอาไว้  เวลานี้ตามพื้นที่อภิบาลทุกแห่งในจีนแผ่นดินใหญ่ มีผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ถูกเปิดโปงและปลดออกไปหลายคนแล้ว  ในจำนวนนี้มีผู้นำเทียมเท็จและคนทำงานเทียมเท็จบางคนที่ไม่ทำงานจริง  พวกเขาทุกคนมีการสำแดงเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์ ทุกคนมีอุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์ แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นศัตรูของพระคริสต์เท่าใดนัก ดังนั้นจึงถูกปลดเท่านั้น  อย่างไรก็ดี บางคนเอาตนเองเป็นที่ตั้ง มีสิทธิ์ขาดในทุกเรื่อง ละเมิดการจัดแจงเตรียมงานและกระทำการตามวิธีของตนทุกอย่าง ดังนั้นจึงถูกระบุว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์และถูกขับไล่  การเปิดโปงและจัดการผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์เช่นนี้เยี่ยมมาก!  เรารู้สึกมีความสุขมากเมื่อเห็นจดหมายรายงานเรื่องเหล่านี้ เพราะแสดงให้เห็นว่าประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรบางคนเข้าใจความจริงบ้างแล้วหลังจากที่ฟังคำเทศนามาหลายปี  เหตุใดเราจึงบอกว่าพวกเขาเข้าใจความจริงบ้างแล้ว?  เพราะหลังจากฟังคำเทศนาเหล่านี้แล้ว พวกเขาก็สามารถเชื่อมโยงและนำคำเทศนาไปปรับใช้กับบางเรื่องที่พวกเขาพบเจอในชีวิต  หลังจากที่ฟังความจริงเหล่านี้จบ พวกเขาอาจไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ในตอนนั้น แต่มีวิจารณญาณแยกแยะผู้คนและเหตุการณ์ในภายหลัง  พวกเขามีหลักธรรมและมาตรฐานที่สามารถใช้ประเมินคนที่เอาตนเองเป็นที่ตั้ง คนที่ไม่ปฏิบัติงานจริง คนที่ไม่อาจแก้ปัญหาจริงได้ คนที่สุกเอาเผากินในหน้าที่ของตนและไม่แบกรับภาระ รวมทั้งคนที่ไม่มีสำนึกรับผิดชอบ  นี่คือความก้าวหน้ามิใช่หรือ?  นี่คือความก้าวหน้า  ไม่อาจกล่าวได้ว่าพวกเขามีวุฒิภาวะ เพียงแต่เข้าใจความจริงบ้างเท่านั้น  ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรมีวิจารณญาณแยกแยะผู้นำเทียมเท็จ ศัตรูของพระคริสต์ รวมทั้งบางคนที่ไม่ปฏิบัติงานจริงและไร้ความสามารถในงานของตนบ้างแล้ว—นี่เป็นเรื่องดีมิใช่หรือ?  นี่เป็นเรื่องดี แสดงให้เห็นว่าประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเข้าใจความจริงและมีวิจารณญาณ สามารถยืนเคียงข้างพระเจ้าและปกป้องงานของคริสตจักรได้แล้ว—นี่เป็นเรื่องที่ควรแก่การฉลอง  เป็นไปไม่ได้ที่ศัตรูของพระคริสต์จะชักพาให้คนที่เข้าใจความจริงหลงผิด  พวกเขาอาจชักพาคนที่ไม่เข้าใจความจริงและไร้วิจารณญาณให้หลงผิดได้ระยะหนึ่ง แต่จะทำได้นานเท่าใด?  เราเชื่อมั่นว่ายิ่งผู้คนเข้าใจความจริงและมีความเชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็จะยิ่งใช้เวลาน้อยลงในการปฏิเสธและทิ้งพันธนาการและข้อจำกัดที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้ตีกรอบพวกเขาเอาไว้  ฉะนั้น พวกเราก็ยังจำเป็นต้องสามัคคีธรรมอย่างละเอียดเรื่องการสำแดงต่างๆ ของศัตรูของพระคริสต์ หาไม่แล้ว ถ้าผู้คนถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดและควบคุมเอาไว้ ก็ยากมากที่ผู้คนจะได้รับความรอด

เราเพิ่งอธิบายให้ฟังง่ายๆ เรื่องการสำแดงของศัตรูของพระคริสต์และสาเหตุที่ระบุว่าผู้คนเช่นนั้นเป็นศัตรูของพระคริสต์  แล้วความเลว ความร้ายลึก และความหลอกลวงที่ศัตรูของพระคริสต์สำแดงออกมา แตกต่างจากอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของคนทั่วไปอย่างไร?  พวกเจ้ามีความเข้าใจในเรื่องนี้บ้างหรือไม่?  เราจะเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง และแน่นอนที่สุดว่าเรื่องนี้ย่อมเกี่ยวเนื่องกับความเลว ความร้ายลึก และความหลอกลวง  หนังสือโยบในพระคัมภีร์บันทึกการสนทนาระหว่างพระเจ้ากับซาตานเอาไว้ตอนหนึ่ง  พระเจ้าตรัสถามซาตานว่า “เจ้ามาจากไหน?” (โยบ 1:7)  แล้วซาตานตอบว่าอย่างไร?  (“จากไปๆ มาๆ บนแผ่นดินโลก และจากเดินไปเรื่อยๆ บนนั้น” [โยบ1:7])  จนทุกวันนี้ผู้คนก็ยังคงไม่เข้าใจว่าการที่ซาตานพูดเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร—นี่สะท้อนให้เห็นอุปนิสัยของมัน  เหตุใดผู้คนจึงไม่เข้าใจความหมายของซาตาน?  เพราะเจ้ายังคงขบคิดไม่ออกว่าแท้จริงแล้วซาตานมาจากไหน  สิ่งที่ซาตานพูดมีปัญหาเช่นใด?  ตรงนี้มีอุปนิสัยอย่างหนึ่ง ซึ่งก็คืออุปนิสัยที่เลว  ตอนนี้พวกเราพักการคุยถึงประโยคนั้นเอาไว้ก่อน แล้วมาวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังกันเถิด  ซาตานมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และหลังจากที่มันตอบคำถามของพระองค์แล้ว พระเจ้าก็ตรัสแก่ซาตานว่า “เจ้าได้พิจารณาดูโยบผู้รับใช้ของเราหรือไม่ว่า ในแผ่นดินโลกไม่มีใครเหมือนเขา เป็นคนดีพร้อมและเที่ยงธรรม เป็นผู้ยำเกรงพระเจ้าและหันจากความชั่วร้าย?” (โยบ 1:8)  โดยปกติแล้ว เมื่อได้ฟังพระเจ้าตรัสเช่นนี้ คนที่ปกติย่อมจะมีปฏิกิริยาอย่างไร?  (พวกเขาย่อมจะอยากเห็นว่าโยบปฏิบัติตัวอย่างไร)  ผู้คนจะคิดทันทีว่า “โยบยำเกรงพระเจ้าและหันจากความชั่ว แล้วก็เป็นคนที่เพียบพร้อม  ฉันเลื่อมใสในตัวเขาจริงๆ!”  ความเลื่อมใสนี้มาจากไหน?  เกิดจากการถวิลหา รัก และโหยหาสิ่งที่เป็นบวกในความเป็นมนุษย์ที่ปกติ  อย่างไรก็ดี ถ้าเจ้าไม่รักความจริง เมื่อได้ฟังพระวจนะเหล่านี้ เจ้าย่อมจะสำแดงสิ่งใดออกมา?  (การดูหมิ่น)  เจ้าจะดูหมิ่นพระวจนะเหล่านี้และเพิกเฉย  จากนั้น บางคนย่อมคิดว่า “ยำเกรงพระเจ้าและหันจากความชั่วหรือ?  ความยำเกรงนี้คืออะไร?  การ ‘หันจากความชั่ว’ หมายความว่าอย่างไร?  ทุกวันนี้จะหาคนที่เพียบพร้อมได้ที่ไหนกัน?”  พวกเขาดูเหมือนจะไม่รู้สึกอะไรหลังจากที่ฟังพระวจนะเหล่านี้ ดังนั้น พวกเขามีหัวใจที่โหยหาและปรารถนาสิ่งเหล่านี้หรือไม่?  (ไม่มี)  พวกเขามีความประสงค์ในสิ่งเหล่านี้หรือไม่?  (ไม่มี)  พวกเขาอยากเสาะแสวงที่จะเข้าใจอย่างถ่องแท้หรือไม่ว่ามีรายละเอียดอันใดอยู่ในเรื่องนี้?  พวกเขามีความปรารถนาข้อนี้หรือไม่?  ไม่มี  ในหัวใจของพวกเขา พวกเขาไม่ได้อยากรู้  ยังมีคนอีกจำพวกหนึ่งที่มีปฏิกิริยาที่ผิดปกติเมื่อได้ฟังพระเจ้าตรัสว่าโยบยำเกรงพระองค์และหันจากความชั่ว ทั้งยังเป็นคนที่เพียบพร้อม  พวกเขาบอกว่า “หา?  โยบยำเกรงพระเจ้า หันจากความชั่ว และเป็นคนที่เพียบพร้อม—มีคนแบบนั้นด้วยหรือ?  ทำให้ฉันดูสิว่าเขาเพียบพร้อมอย่างไร—ฉันไม่เชื่อหรอก!”  ผู้คนเช่นนี้ คนที่มีแนวคิดและการแสดงออกเช่นนี้ แท้จริงแล้วเชื่อและยอมรับพระวจนะที่พระเจ้าตรัสหรือไม่?  (ไม่)  แท้จริงแล้วพวกเขาไม่ได้เชื่อหรือยอมรับพระวจนะ  ก่อนอื่น มีประเด็นหนึ่งที่แน่นอนคือพวกเขาไม่ยอมรับว่าสิ่งที่พระเจ้าตรัสนั้นเป็นเรื่องจริง เชื่อถือได้ และถูกต้อง พวกเขาไม่ได้มองว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง เป็นพระวจนะของพระผู้สร้าง และเป็นความจริงสูงสุดสำหรับมนุษย์ทั้งมวล  ในเมื่อพวกเขาไม่ได้มองว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง พวกเขาย่อมจะมองพระเจ้าว่าอย่างไร?  ในเมื่อพวกเขาปฏิเสธพระวจนะของพระเจ้า แล้วเป็นไปได้หรือไม่ที่พวกเขาจะยอมรับได้ว่าพระเจ้าคือพระเจ้า?  แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะพวกเขาปฏิเสธพระวจนะของพระเจ้า ปฏิเสธมุมมองของพระเจ้า และปฏิเสธคำตรัสของพระเจ้า ซึ่งแฝงนัยว่าพวกเขาปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้าและปฏิเสธเรื่องที่พระองค์คือความเป็นจริงของทุกสิ่งที่เป็นบวก  แน่นอนว่าเรื่องย่อมเป็นเช่นนี้  ยังมีอีกประเด็นหนึ่งคือ ผู้คนเช่นนี้มีท่าทีอย่างไรต่อความจริงที่พระเจ้าทรงแสดง ต่อสิ่งที่เป็นบวกและเป็นลบ และมีอุปนิสัยเช่นใดอยู่เบื้องหลังท่าทีของพวกเขา?  พวกเขามองโยบว่าอย่างไร?  “นั่นเป็นไปไม่ได้!  ยังจะมีคนแบบนั้นอยู่ในโลกได้อีกหรือ?  ก็แค่โครงกระดูกในประวัติศาสตร์เท่านั้น  คนแบบนั้นไม่ควรมีชีวิตอยู่ในโลกนี้  คนที่คิดคด ร้าย ชั่ว และเลวเท่านั้นที่ควรมีชีวิตอยู่  ผู้คนแบบโยบสมควรตาย ไม่ควรมีชีวิตอยู่!”  นี่คืออุปนิสัยเช่นใด?  (ความเลว)  นี่คือความเลวของซาตาน  ตอนนี้ในหมู่มวลมนุษย์มีคนที่มีอุปนิสัยอันเลวเหมือนซาตานโดยแท้หรือไม่?  ผู้คนที่พอได้ฟังพระเจ้าตรัสว่า “โยบยำเกรงพระเจ้าและหันจากความชั่ว เขาเป็นคนที่เพียบพร้อม” แล้วไม่เชื่อ ไม่ยอมรับ รู้สึกรังเกียจและเกลียดชัง ถึงกับมีคำสาปแช่งเกิดขึ้นในหัวใจ ย่อมเป็นคนเช่นใด?  พวกเรากล่าวได้หรือไม่ว่าผู้คนที่ก่อเกิดอะไรเยี่ยงนี้ขึ้นมาเป็นพวกเดียวกับซาตาน?  (ได้)  แล้วเกินไปหรือไม่ที่จะระบุว่าคนเหล่านี้เป็นศัตรูของพระคริสต์?  (ไม่)  เมื่อพระเจ้าตรัสกับซาตานอย่างชัดเจนและจริงจังว่า “โยบยำเกรงพระเจ้าและหันจากความชั่ว เขาเป็นคนที่เพียบพร้อม” ซาตานมีท่าทีเช่นไร?  มันสงสัยข้อเท็จจริงนี้  ด้านหนึ่ง ซาตานสงสัยว่าโยบเป็นคนเช่นนั้นจริงหรือ และไม่คิดว่าจะเป็นไปได้  นี่เป็นเพราะซาตานนั้นเลวและเชื่อว่าสรรพสิ่งล้วนเลว มันไม่เชื่อว่าจะมีใครในหมู่มวลมนุษย์ที่วิเศษได้เช่นนี้ เป็นคนที่เพียบพร้อมโดยแท้ในสายพระเนตรของพระเจ้า—ซาตานไม่เชื่อข้อเท็จจริงนี้  อีกด้านหนึ่ง เมื่อพระเจ้าทรงพบเจอคนดีอย่างโยบ ซาตานย่อมรู้สึกเช่นใดอยู่ในหัวใจ?  ก่อนอื่น ในระดับพื้นผิวที่สุด มันย่อมรู้สึกอิจฉา คิดไปว่า “จะมีคนที่เพียบพร้อมได้อย่างไร?  ฉันทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทรามหมดแล้วไม่ใช่หรือ?  ผู้คนเป็นเหมือนฉันหมดแล้ว ทุกคนทรยศพระองค์กันหมดแล้ว  พวกเขาจะติดตามพระองค์ได้อย่างไร?”  ถ้าแปลออกมาเป็นภาษามนุษย์ นี่ก็คือทัศนคติของมัน  ซาตานไม่เชื่อว่าเรื่องนี้เป็นไปได้ และการที่มันไม่เชื่อว่าเรื่องนี้เป็นไปได้ก็ประกอบด้วยสองส่วนคือ ส่วนแรกนั้นซาตานหวังให้โยบไม่มีตัวตนอยู่จริง ส่วนที่สอง ซาตานคิดไปว่า “ต่อให้เขามีตัวตนจริง ฉันก็จะทำลายเขาให้สิ้น”  นี่คือความเลวของซาตานมิใช่หรือ?  (ใช่)  นี่ก็คือความเลวของซาตาน  มันไม่อยากให้คนที่ดีแท้ คนที่ยำเกรงพระเจ้าและหันจากความชั่ว มาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า มันไม่อยากให้คนแบบโยบมีชีวิตอยู่ในโลก มันไม่อยากให้คนแบบนี้มีตัวตนอยู่จริง และยิ่งไม่อยากให้มีคนแบบนี้ขึ้นมา—นี่คือความเลวของซาตาน  อะไรคือต้นตอของความเลวในตัวซาตาน?  แก่นนิสัยของมันนั้นเลว  นอกจากนี้ ซาตานยังเป็นปฏิปักษ์กับทุกสิ่งที่เป็นบวก  ที่ว่า “ทุกสิ่งที่เป็นบวก” นี้รวมถึงสิ่งใด?  รวมถึงคนเพียบพร้อมที่ยำเกรงพระเจ้าและหันจากความชั่ว  ด้วยการเป็นปฏิปักษ์กับโยบ ซาตานก็กำลังเป็นปฏิปักษ์กับพระเจ้ามิใช่หรือ?  (ใช่)  แท้จริงแล้วเรื่องก็เป็นเช่นนี้  ขณะที่ซาตานเป็นปฏิปักษ์กับโยบ มันก็เกลียดพระเจ้าไปด้วย  มันไม่อยากให้ใครนมัสการพระเจ้า—นี่ย่อมจะทำให้มันมีความสุขที่สุด และนี่ก็คือความปรารถนาสูงสุดของมัน  แต่แล้ว ข้อเท็จจริงทั้งหมดนี้กลับกลายเป็นเรื่องตรงกันข้ามกับสิ่งที่มันหวัง สิ่งที่มันอยากเห็น และสิ่งที่มันถวิลหา  เรื่องมหัศจรรย์เช่นนั้นกลับเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาของมัน กระนั้น ความเลว ความชั่วช้าของมันกลับเป็นเหตุให้มันได้สนทนาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าอีกครั้ง ซึ่งก็คือบทสนทนาต่อไปนี้ระหว่างมันกับพระเจ้า  มีใครรู้ข้อความต้นฉบับบ้าง?  (“โยบยำเกรงพระเจ้าเปล่าๆ หรือ?” [โยบ 1:9])  ซาตานไม่พูดจาตรงๆ มีกับดักซ่อนอยู่ในคำพูดของมัน  มันถามว่า “โยบยำเกรงพระเจ้าเปล่าๆ หรือ?” เพื่อให้เจ้าครุ่นคิด  จงบอกเราเถิด พระเจ้าทรงรู้หรือไม่ว่าที่ซาตานพูดมานี้หมายความว่าอย่างไร?  (รู้)  พระเจ้าทรงรู้  พระเจ้ารู้จักซาตานอย่างทะลุปรุโปร่งและสามารถมองเห็นเรื่องราวได้อย่างชัดแจ้งทุกประการ  ทันทีที่มันถามว่า “โยบยำเกรงพระเจ้าเปล่าๆ หรือ?”  พระเจ้าก็ทรงรู้ว่ามันจะทำอะไร  เมื่อพระเจ้ามองเห็นว่ามันอยากทำอะไรบางอย่าง พระองค์ก็รู้ว่าโอกาสมาถึงแล้ว ถึงเวลาที่พระองค์จะใช้ซาตานทดลองโยบแล้ว  ดังนั้น ผู้มีปัญญาคือฝ่ายใด?  (พระเจ้า)  ซาตานไม่รู้เรื่องนี้และคิดไปว่า “พระเจ้าไม่อนุญาตให้ฉันแตะต้องโยบไม่ใช่หรือ?  ไม่เคยคาดคิดเลยว่าคราวนี้พระองค์จะยินยอม”  พวกเราจะจบเรื่องเล่าไว้ตรงนี้  โดยทั่วไป ทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่าถัดไปเกิดอะไรขึ้น

คราวนี้พวกเราก็มาชำแหละพฤติการณ์และอุปนิสัยของซาตานจากสิ่งที่มันพูด รวมทั้งสิ่งที่เป็นแรงจูงใจและเจตนาของมันโดยแท้ในการพูดเช่นนี้กันเถิด  ข้อแรก ซาตานไม่เชื่อสิ่งที่พระเจ้าตรัส นั่นคือ มันมีท่าทีเคลือบแคลงในเนื้อหาและข้อเท็จจริงในพระวจนะที่พระเจ้าตรัสไว้  และพร้อมกับที่สงสัยสิ่งที่พระเจ้าตรัสนี้เอง มันก็อยากใช้วิธีการบางอย่างมาปฏิเสธสิ่งที่พระเจ้าตรัส แต่มันไม่อาจปฏิเสธได้โดยตรง  ความเลวของซาตานอยู่ตรงไหน?  ตรงที่มันเอาวิธีการที่ยิ่งหลอกลวงมาใช้ พลางนึกอยู่ในใจว่า “ฉันจะไม่ปฏิเสธพระองค์ตรงๆ  ฉันจะทำให้พระองค์อนุญาตให้ฉันทารุณโยบ จากนั้นก็ทำให้เขาปฏิเสธพระองค์  นี่จะเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุด  ถึงตอนนั้น พระองค์ย่อมจะล้มเหลวไปแล้วไม่ใช่หรือ?”  นี่คือจุดมุ่งหมายของมัน  ซาตานเผยอุปนิสัยเช่นใดออกมาในบทสนทนาที่มันมีกับพระเจ้าและในความคิดของมันเอง?  เห็นได้ชัดว่าอุปนิสัยนี้เลว  อะไรคือความแตกต่างระหว่างความเลวของซาตานกับความเลวของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามทั่วไป?  ซาตานมีบทบาทเช่นใดในที่นี้?  มันไม่ไปหาโยบโดยตรงเพื่อทำให้เขาปฏิเสธพระเจ้า  ถ้าโยบสู้กลับในตอนนั้น มันย่อมจะได้รับความอับอาย ดังนั้น ซาตานจึงไม่ลงมือเช่นนั้น  แล้วซาตานทำอย่างไร?  แท้จริงแล้ว อะไรคือแรงจูงใจ วิธีการ และลูกไม้ที่ซาตานใช้ในการทำสิ่งที่มันทำลงไป?  (ยืมมือคนอื่นเล่นงาน)  เจ้าประเมินซาตานต่ำไปจริงๆ ความเลวของมันเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่อาจหยั่งได้  สิ่งที่เป็นบวกทั้งปวงที่ยุติธรรมและวิเศษในโลกกลับไม่วิเศษสำหรับซาตาน—มันอยากทำให้ทั้งหมดนี้เลวและเป็นมลทิน  อะไรคือข้อแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างซาตานกับมนุษย์ที่เสื่อมทราม?  ข้อแตกต่างที่สำคัญที่สุดคือมันรู้ดีแก่ใจว่าพระเจ้าคือความจริง พระเจ้าทรงปัญญาและทรงสิทธิอำนาจ และพระเจ้าคือต้นกำเนิดของทุกสิ่งที่เป็นบวก กระนั้น มันก็ไม่ยอมรับเรื่องเหล่านี้ กลับรังเกียจ ชัง เกลียด และถึงกับสาปแช่งเรื่องทั้งหมดนี้  อย่างไรก็ดี มนุษย์ที่เสื่อมทรามมักจะถูกซาตานชักพาให้หลงผิด ไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่เป็นบวก หรืออะไรคือสิ่งที่ยุติธรรม และยิ่งไม่รู้ว่าอะไรคือความจริงหรือพระเจ้าทรงมีข้อกำหนดว่าอย่างไรบ้าง  แม้พวกเขาจะเผยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามออกมาบ้าง แต่อุปนิสัยที่เสื่อมทราม เลว และหลอกลวงเหล่านี้ก็ถูกเผยออกมาในยามที่ผู้คนนั้นเขลา ไม่รู้ความ ด้านชา มืดบอด ถูกหลอก และไม่เข้าใจความจริง ส่วนซาตานก็ทำผิดทั้งๆ ที่รู้ว่าผิด  เหตุใดพวกเราจึงเรียกมันว่าซาตาน?  เพราะมันมองเห็นทุกสิ่งที่พระเจ้าทำในโลกวิญญาณและทั่วทั้งจักรวาล แล้วระหว่างที่พบเห็นเรื่องทั้งหมดนี้ มันก็ปฏิเสธอยู่ดีว่าไม่มีพระเจ้า พระเจ้าไม่ใช่ความจริง ปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือมนุษย์ทั้งมวล  ไม่ว่าจะมีผู้คนติดตามพระเจ้ามากเท่าใด พระราชกิจที่พระเจ้าทำจะยิ่งใหญ่เพียงใด สิทธิอำนาจที่พระเจ้ามีจะเกรียงไกรเพียงใด หรือพระเจ้าจะเปี่ยมมหิทธิฤทธิ์ขนาดไหน ซาตานก็ยังคงปฏิเสธทั้งหมดนี้ ทั้งยังทำให้มวลมนุษย์ไร้ความรู้สึก มืดบอด และเสื่อมทรามโดยที่ตัวมันไม่มีความละอายแก่ใจหรือเกียรติ ใช้วิธีการสารพัดรูปแบบมาชักพาให้มวลมนุษย์หลงผิดและติดตามมัน  เราเพิ่งพูดไปว่าสิ่งสำคัญที่สำแดงถึงความเลวของซาตานคืออะไร?  มันถนัดทำอะไรสวนทางกับพระเจ้า ไม่ยอมรับสิ่งที่พระเจ้าตรัสไม่ว่าพระวจนะของพระองค์จะถูกต้องเพียงใด มันไม่ยอมรับว่าพระวจนะของพระองค์คือสิ่งที่เป็นบวกและเป็นความจริง ทั้งยังเปลี่ยนถูกให้เป็นผิด  ยกตัวอย่าง พระเจ้าทรงให้ผู้คนบันทึกประวัติศาสตร์เรื่องที่พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ และนอกจากบันทึกข้อเท็จจริงเรื่องพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์แล้ว ยังมีร่องรอยหลักฐานที่สามารถพบเจอได้อีกด้วย  แล้วซาตานทำเช่นใด?  มันสร้าง “ทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วิน” ขึ้นมาและบอกว่ามนุษย์วิวัฒน์มาจากวานร มันเขียนภาพที่แสดงให้เห็นว่าวานรค่อยๆ วิวัฒน์จากสิ่งมีชีวิตสี่ขามาเป็นคนสองขาที่เดินตัวตรง เสกสรรปั้นแต่งเรื่องนอกรีตและตรรกะวิบัตินี้ขึ้นมา  ผลก็คือ แม้ตอนนี้จะมีบางคนไม่ยอมรับเรื่องวิวัฒนาการ แต่ก็ยังมีคนอีกมากที่ไม่เชื่อว่ามนุษย์มาจากพระเจ้า  นี่คือความเลวของซาตานมิใช่หรือ?  (ใช่)  นี่คือความเลวของซาตาน  ไม่ว่ามันจะพบเห็นด้วยตนเองว่าพระราชกิจที่พระเจ้าทำนั้นยิ่งใหญ่เพียงใด ซาตานก็ยังคงเป็นอริและต่อต้านพระเจ้าอย่างถึงที่สุด  แต่ละวันที่พระเจ้าไม่ทรงทำลายหรือสลายมันไป มันย่อมต่อต้านพระองค์ไม่หยุด  ความเลวของซาตานอยู่ตรงนี้เอง และต้นตอของเรื่องนี้ก็อยู่ตรงที่แก่นแท้ของมันนั้นเลว

ในการสนทนาระหว่างซาตานกับพระเจ้าในหนังสือโยบ มีความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่ซาตานสำแดงออกมากับสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์สำแดงหรือไม่?  (มี)  เป็นความเชื่อมโยงเช่นใด?  เหตุใดเราจึงเล่าบทตอนนี้ให้ฟัง?  ความเลว ความร้ายลึก และความหลอกลวงในตัวศัตรูของพระคริสต์เป็นหัวข้อที่พวกเจ้ามักจะพบเจอ และสิ่งเหล่านี้ก็เป็นการสำแดงที่มีอยู่จริงซึ่งพวกเจ้ามักจะพบเห็นอีกด้วย แล้วเหตุใดเราจึงแยกการสำแดงเหล่านี้ของศัตรูของพระคริสต์ออกมาเป็นประเด็นให้ชำแหละต่างหาก?  พวกเราเพิ่งพูดถึงความเลวของซาตานและคุยกันว่ามันเจาะจงตั้งตนต่อต้านพระเจ้าอย่างไร แล้วศัตรูของพระคริสต์ก็ทำเช่นนี้ด้วยมิใช่หรือ?  (ใช่)  ศัตรูของพระคริสต์สำแดงสิ่งใดให้เห็น?  หลังจากที่ศัตรูของพระคริสต์ฟังคำเทศนาหนึ่งๆ ไปแล้ว พวกเขาย่อมรู้ว่าคำเทศนานั้นดีและสามารถเข้าใจถ้อยคำเหล่านั้นได้  นอกจากนี้ พวกเขายังมีขีดความสามารถอยู่บ้าง เมื่อเข้าใจถ้อยคำเหล่านั้นแล้ว พวกเขาจึงพยายามจดจำ พยายามท่องจำสิ่งที่ตนชอบและตรงกับมโนคติอันหลงผิดของตนให้ขึ้นใจ  จากนั้น เมื่อมีพื้นฐานเช่นนี้แล้ว พวกเขาก็ดัดแปลงและคิดคำเทศนาของตนออกมา ซึ่งเมื่อผู้อื่นฟังแล้วก็คิดว่าดีมาก  อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่การสำแดงที่สำคัญถึงความเลวในตัวศัตรูของพระคริสต์ แล้วอะไรคือการสำแดงที่สำคัญ?  ผู้คนเช่นนี้เข้าใจความจริงได้ ดังนั้น จงบอกเราเถิดว่าพวกเขามีความสามารถที่จะแยกแยะถูกผิดหรือไม่?  (มี)  พวกเขาย่อมมี พวกเขาไม่ได้โง่  ตัวอย่างเช่น พวกเขามักจะไปมาหาสู่พี่น้องชายหญิง และรู้อยู่แก่ใจว่าคนไหนไล่ตามเสาะหาความจริงและคนไหนไม่ทำเช่นนั้น  พวกเขารู้อยู่แก่ใจว่าใครถวายของและสละสิ่งต่างๆ ได้ ใครสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยความจงรักภักดี และใครเลือกที่จะปฏิบัติความจริงและกระทำการตามหลักธรรมได้อย่างแน่นอนเมื่อเผชิญเรื่องราวทั่วไป  แต่พวกเขาปฏิบัติต่อผู้คนดังกล่าวอย่างเที่ยงธรรมได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  แล้วพวกเขาปฏิบัติต่อผู้คนในลักษณะที่เชื่อมโยงกับการสำแดงของศัตรูของพระคริสต์อย่างไร?  ยกตัวอย่าง บางคนไม่ได้เป็นภัยคุกคามพวกเขา แต่พวกเขากลับคิดว่า “คุณไล่ตามเสาะหาความจริง ขีดความสามารถของคุณก็ดีกว่าฉัน แต่ฉันจะไม่เลื่อนตำแหน่งให้คุณ  การที่ฉันไม่เลื่อนตำแหน่งให้คุณไม่ได้หมายความว่าฉันจะเมินคุณ  ถ้าคุณพะเน้าพะนอฉัน ฉันก็จะเก็บคุณไว้ข้างตัว  ถ้าไม่พะเน้าพะนอฉันเลยและทำตัวเที่ยงตรงมากอยู่เสมอ ทำอะไรก็ไม่ลำเอียงและยึดปฏิบัติตามหลักธรรมตลอดเวลา แบบนั้นคุณก็จะดูออกว่าฉันทำอะไรไม่ดีบ้างและมองฉันได้ทะลุ แล้วคุณก็จะสามัคคีธรรมความจริงกับฉันเพื่อให้ฉันกลับใจ และนั่นก็จะทำให้ฉันอับอายเกินไป  ถ้าคุณไม่เข้ามาวุ่นวายกับฉัน เช่นนั้นก็ไม่เป็นไร  ถ้ามาวุ่นวายกับฉันอยู่เสมอ ฉันก็จะขจัดคุณออกไปให้พ้นตัว!”  นี่คือแผนการชนิดที่พวกเขามี และพวกเขาก็คิดวางแผนเช่นนี้อยู่ในใจ  นี่คืออุปนิสัยเช่นใด?  พวกเขามีอุปนิสัยสองอย่างคือความโหดร้ายและความเลว  พวกเขาคิดเช่นนี้ก่อนที่จะลงมือกระทำการดังกล่าวและทำให้คนคนนี้ทนทุกข์—นี่คือความเลว  พวกเขารู้ดีแก่ใจว่าคนคนนี้ไล่ตามเสาะหาความจริงและมีสำนึกของความยุติธรรม แต่กลับไม่เลื่อนตำแหน่งให้ ไม่เข้าใกล้ และในหัวใจก็ยังรู้สึกระแวดระวังและรังเกียจคนคนนี้—นี่คืออุปนิสัยเช่นใด?  นี่คือความเลว  ความเลวนี้หมายถึงสิ่งใด?  ไม่ใช่ว่าศัตรูของพระคริสต์ไม่เข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่เป็นบวกและอะไรคือสิ่งที่เป็นลบ พวกเขารู้ว่าอะไรคือเส้นทางที่ถูกต้อง เพียงแต่ว่าพวกเขาไม่ยอมเดินตามนั้น ไม่ปฏิบัติความจริง ไม่ฟังใคร และเลือกเส้นทางที่เป็นความเลว  ยกตัวอย่าง ผู้หญิงบางคนไม่เต็มใจเป็นสตรีที่อยู่ในศีลธรรมอันดีและดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสมและถูกควร กลับต้องหนีไปอยู่ซ่อง  ทุกวันนี้ไม่มีใครขายพวกเธอกินหรือบีบบังคับพวกเธอกันแล้ว แล้วเหตุใดจึงหนีไปอยู่ซ่อง?  เพราะหญิงเหล่านั้นเลวและเกิดมาเพื่อที่จะเป็นอะไรแบบนั้น  ศัตรูของพระคริสต์ก็เป็นขยะจำพวกนี้ พวกเราชำแหละและระบุว่าพวกเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์เพราะความเลวในตัวศัตรูของพระคริสต์จะไม่มีวันกลายเป็นความเที่ยงตรงและความดีในตัวผู้คนที่ปกติได้—นี่คือความแตกต่างระหว่างพวกเขากับคนปกติที่มีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม  ไม่ว่าพวกเขาจะถูกตัดแต่ง หรือคริสตจักรจะใช้มาตรการด้านการปกครองมาลงโทษพวกเขา หรือพี่น้องชายหญิงจะลุกขึ้นมาต่อต้านและเปิดโปงพวกเขา ก็ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงเจตนาและหลักการดั้งเดิมที่พวกเขาใช้กระทำการได้—นี่จะไม่มีวันเกิดขึ้น  ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงพวกเขาได้ ไม่มีใครโน้มน้าวใจและทำให้พวกเขายอมละทิ้งทัศนะหรือหลักการที่ใช้ประพฤติปฏิบัติตนได้ เจ้าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพวกเขา—พวกเขาคือศัตรูของพระคริสต์  เจ้าคิดหรือว่าศัตรูของพระคริสต์เลวเสียจนไม่รู้ว่าอะไรดีและอะไรไม่ดี?  พวกเขารู้  เวลาศัตรูของพระคริสต์รายงานปัญหาหรือรายงานเรื่องงานแก่เบื้องบน พวกเขาเขียนคำได้น่าอ่านมาก แล้วพอเจ้าอ่านรายงานเหล่านี้ เจ้าย่อมนึกว่าคนคนนี้ต้องมีขีดความสามารถดียิ่ง  อย่างไรก็ตาม เมื่อเจ้ามารู้สถานการณ์จริงในพื้นที่ เจ้ากลับพบว่าพวกเขาละเมิดการจัดแจงเตรียมงานอยู่เสมอในงานของตน กดขี่คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง ทั้งยังก่อกวนงานของคริสตจักร—พวกเขาคือศัตรูของพระคริสต์  ศัตรูของพระคริสต์บางคนแสดงความคิดเห็นเอาไว้บนเว็บไซต์ของคริสตจักร และเมื่อเจ้าไม่รู้ภูมิหลังหรือที่มาของพวกเขา เจ้าย่อมมองเห็นแต่เพียงว่าพวกเขาแสดงความคิดเห็นได้ลื่นไหลเพียงใด เขียนประโยคต่างๆ ได้ชัดเจนเป็นพิเศษ และมีลีลาการเขียนที่ดี เจ้าย่อมคิดไปว่าคนคนนี้มีขีดความสามารถดี  ต่อเมื่อเจ้ารู้เรื่องของพวกเขาในภายหลัง เจ้าจึงมารู้ว่าพวกเขาคือศัตรูของพระคริสต์ ทำความชั่วไว้มาก และถูกขับไล่ไปจากคริสตจักรเมื่อสามปีก่อน  พวกเขายังคงโพสต์ข้อความไว้บนเว็บไซต์ของพระนิเวศของพระเจ้าต่อไปเพื่อให้เบื้องบนสังเกตเห็น เพื่อให้พวกเขาได้รับการส่งเสริมและได้โอกาสกอบกู้สถานการณ์อีกครั้ง เรื่องก็เป็นเช่นนี้  จงบอกเราเถิด ศัตรูของพระคริสต์อยากได้พรหรือไม่?  (อยากได้)  พวกเขาอยากได้จริงๆ พวกเขากลัวความตายและกลัวว่าจะพินาศ

สิ่งสำคัญที่สำแดงถึงความเลวในตัวศัตรูของพระคริสต์คืออะไร?  คือการที่พวกเขารู้ชัดว่าสิ่งใดถูกและสิ่งใดตรงกับความจริง แต่พอลงมือทำอะไรสักอย่าง พวกเขาจะเลือกแต่สิ่งที่ละเมิดหลักธรรมและขัดกับความจริงอยู่ร่ำไป รวมทั้งสิ่งที่สนองผลประโยชน์และสถานะแก่พวกเขา—นี่คือสิ่งสำคัญที่สำแดงถึงอุปนิสัยอันเลวในตัวศัตรูของพระคริสต์  ไม่ว่าพวกเขาจะเข้าใจวาจาและคำสอนมากเท่าใด ใช้ภาษาในคำเทศนาได้น่าฟังเพียงใด หรือดูมีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณมากเท่าใดในสายตาของผู้อื่น เมื่อพวกเขาลงมือทำสิ่งต่างๆ พวกเขาย่อมเลือกแต่หลักการและวิธีการอยู่อย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งก็คือสวนทางกับความจริง ปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง และต่อต้านความจริงจนถึงที่สุด แบบเต็มร้อย—นี่คือหลักการและวิธีการที่พวกเขาเลือกใช้กระทำการ  นอกจากนี้ แท้จริงแล้ว พระเจ้าและความจริงที่พวกเขาวาดภาพเอาไว้ในใจเป็นเช่นใด?  ท่าทีที่พวกเขามีต่อความจริงเป็นเพียงท่าทีที่อยากกล่าวเทศนาเรื่องความจริงได้เท่านั้น ไม่อยากนำไปปฏิบัติ  พวกเขาเอาแต่พูดถึงความจริง อยากเป็นที่ยกย่องของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร แล้วก็ใช้เรื่องนี้มายึดตำแหน่งผู้นำคริสตจักรและบรรลุจุดมุ่งหมายของตนที่จะได้เป็นนายเหนือประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร  พวกเขาใช้การกล่าวคำสอนมาบรรลุจุดมุ่งหมายของตน—นี่พวกเขาเหยียดหยามความจริง เล่นกับความจริง และเหยียบย่ำความจริงไม่ใช่หรือ?  ด้วยการปฏิบัติต่อความจริงเช่นนี้ พวกเขาก้าวล่วงอุปนิสัยของพระเจ้าไม่ใช่หรือ?  พวกเขาเพียงแต่ใช้ความจริงให้เป็นประโยชน์เท่านั้น  ในหัวใจของพวกเขา ความจริงคือคำขวัญ เป็นถ้อยคำบางอย่างที่สูงส่ง เป็นวาจาสูงส่งที่พวกเขาใช้ชักพาให้ผู้คนหลงผิดและเอาชนะใจผู้คนได้ สามารถใช้ดับความกระหายของผู้คนที่อยากได้สิ่งที่วิเศษ  พวกเขานึกว่าในโลกนี้ไม่มีใครปฏิบัติความจริงหรือใช้ชีวิตตามความจริงได้ คิดไปว่านี่ไม่ได้ผลหรอก เป็นไปไม่ได้ และมีแต่สิ่งที่ทุกคนยอมรับและทำได้เท่านั้นที่เป็นความจริง  แม้พวกเขาจะพูดถึงความจริง แต่ในหัวใจ พวกเขากลับไม่ยอมรับว่านี่คือความจริง  พวกเราจะทดสอบเรื่องนี้ได้อย่างไร?  (พวกเขาไม่ปฏิบัติความจริง)  พวกเขาไม่เคยปฏิบัติความจริง นี่คือด้านหนึ่ง  แล้วอีกด้านที่สำคัญคืออะไร?  เมื่อพบเจอเรื่องราวในชีวิตจริง คำสอนที่พวกเขาเข้าใจกลับไม่เคยใช้งานได้จริง  พวกเขาดูเหมือนจะมีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณโดยแท้ กล่าวคำสอนข้อแล้วข้อเล่า แต่พอพบเจอปัญหา วิธีการของพวกเขากลับบิดเบี้ยว  แม้จะไม่สามารถปฏิบัติความจริงได้ แต่อย่างน้อย สิ่งที่พวกเขาทำก็ต้องสอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์ สอดคล้องกับมาตรฐานและความนิยมชมชอบของมนุษย์ และอย่างน้อยก็ต้องผ่านเกณฑ์ที่ผู้อื่นยอมรับ  เช่นนี้จึงจะรักษาฐานะของพวกเขาให้มั่นคงได้  แต่ในชีวิตจริง สิ่งที่พวกเขาทำกลับบิดเบี้ยวอย่างไม่น่าเชื่อ เพียงมองปราดเดียวก็พอที่จะบอกได้แล้วว่าพวกเขาไม่เข้าใจความจริง  เหตุใดพวกเขาจึงไม่เข้าใจความจริง?  ในหัวใจ พวกเขารังเกียจความจริง ไม่ยอมรับความจริง ชอบทำสิ่งต่างๆ ตามปรัชญาของซาตาน อยากใช้วิธีการของมนุษย์มาจัดการเรื่องต่างๆ อยู่เสมอ และถ้าพวกเขาสามารถโน้มน้าวให้ผู้อื่นเชื่อและทำให้พวกเขาได้รับความนับหน้าถือตา เช่นนั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับพวกเขา  เวลาไปยังสถานที่สักแห่ง ถ้าศัตรูของพระคริสต์ได้ฟังใครเทศนาทฤษฎีที่ว่างเปล่า พวกเขาย่อมตื่นเต้นเป็นอย่างมาก แต่ถ้ามีใครในที่นั้นเทศนาความเป็นจริงความจริงและลงรายละเอียด เช่น สภาวะต่างๆ ของผู้คน พวกเขาย่อมรู้สึกอยู่เสมอว่าผู้พูดกำลังวิจารณ์พวกเขา กำลังทิ่มแทงหัวใจของพวกเขา ดังนั้น พวกเขาจึงรู้สึกรังเกียจและไม่อยากฟัง  ถ้าขอให้พวกเขาสามัคคีธรรมว่าหมู่นี้สภาวะของพวกเขาเป็นอย่างไร พวกเขามีความก้าวหน้าบ้างหรือไม่ พบเจอเรื่องยากลำบากขณะปฏิบัติหน้าที่ของตนบ้างหรือไม่ พวกเขากลับไม่มีอะไรจะพูด  ถ้าเจ้าสามัคคีธรรมความจริงในแง่นี้ต่อไป พวกเขาย่อมผล็อยหลับ ไม่ยินดีที่จะฟังเรื่องแบบนี้  ยังมีบางคนที่โน้มตัวมาข้างหน้าเวลาเจ้าคุยเล่นกับพวกเขา แต่ทันทีที่ได้ยินใครสามัคคีธรรมความจริง พวกเขากลับไปซุกตัวงีบหลับตามมุมห้อง—พวกเขาไม่มีความรักให้กับความจริงแต่อย่างใด  พวกเขาไม่รักความจริงถึงขั้นใด?  พูดให้เบาก็คือพวกเขาไม่สนใจความจริง และการเป็นคนทำงานใช้แรงก็เพียงพอแล้วสำหรับพวกเขา พูดให้ร้ายแรงก็ว่าพวกเขารังเกียจความจริง รู้สึกสะอิดสะเอียนความจริงเป็นพิเศษ และไม่อาจยอมรับความจริงได้  ถ้าคนแบบนี้ได้เป็นผู้นำ เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็คือศัตรูของพระคริสต์ ถ้าเป็นผู้ติดตามทั่วไป เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็ยังคงเดินอยู่บนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์และเป็นผู้สืบทอดต่อจากศัตรูของพระคริสต์  ดูภายนอกเหมือนว่าพวกเขามีสติปัญญาและพรสวรรค์ พร้อมศักยภาพบางอย่างที่ดี แต่แก่นแท้ธรรมชาติในตัวพวกเขากลับเป็นแบบศัตรูของพระคริสต์—เรื่องก็เป็นเช่นนี้  แล้วคำตัดสินเหล่านี้เป็นไปตามสิ่งใด?  ล้วนเป็นไปตามท่าทีที่ผู้คนเหล่านี้มีต่อความจริงและท่าทีที่พวกเขามีต่อสิ่งที่เป็นบวก  นี่พูดในแง่ของแนวปฏิบัติที่ผู้คนมีต่อความจริง  อีกแง่คือผู้คนมักจะไม่เผชิญหน้าความจริงโดยตรง เรื่องบางอย่างไม่ได้เกี่ยวพันกับความจริง ผู้คนคิดไม่ได้ว่าเกี่ยวพันกับความจริงด้านใด แล้วผู้คนเผชิญหน้าใครโดยตรง?  พระเจ้าคือองค์หนึ่งเดียวที่พวกเขาเผชิญหน้าโดยตรง  แล้วผู้คนเหล่านี้ปฏิบัติต่อพระเจ้าอย่างไร?  พวกเขาแสดงอุปนิสัยอันเลวของตนออกมาทางพฤติกรรมเช่นไร?  พวกเขาอธิษฐานอย่างแท้จริงและเข้าสนิทโดยแท้กับพระเจ้าหรือไม่?  พวกเขามีท่าทีที่ซื่อสัตย์หรือไม่?  มีความเชื่อที่แท้จริงหรือไม่?  (ไม่)  พวกเขาพึ่งพาพระเจ้าโดยแท้และฝากตัวไว้กับพระเจ้าโดยแท้หรือไม่?  พวกเขายำเกรงพระเจ้าโดยแท้หรือไม่?  (ไม่)  ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง และแน่นอนที่สุดว่าไม่ใช่วาจาเสนาะหูที่ว่างเปล่าหรือถ้อยคำจำเจ  ถ้าเจ้าไม่เข้าใจว่าวจนะเหล่านี้สัมพันธ์กับชีวิตจริง เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ  เราจะยกตัวอย่างพฤติกรรมของผู้คนแบบนี้ให้พวกเจ้าฟัง  บางคนกำหมัดแน่นและปฏิญาณในที่ชุมนุมว่า “ฉันจะไม่แต่งงานตราบเท่าที่ยังมีชีวิตอยู่ ฉันจะออกจากงาน จะละทิ้งทุกอย่างและติดตามพระเจ้าไปจนถึงปลายทาง!”  เมื่อป่าวร้องเสร็จและกำลังจะสละตนเพื่อพระเจ้า พวกเขาก็ครุ่นคิดว่า “ฉันจะได้พรจากพระเจ้ามากขึ้นได้อย่างไร?  ฉันต้องทำอะไรสักอย่างให้พระเจ้าเห็น”  อย่างไรก็ดี พวกเขาได้ยินพระเจ้าตรัสว่าพระองค์ไม่รักคนอย่างพวกเขา พวกเขาจึงคิดว่า “แล้วทีนี้ฉันจะทำอย่างไร?  ฉันจะออกห่างจากพระเจ้า พระเจ้าจะได้ไม่อาจมองเห็นฉันได้”  นี่คือสภาวะเช่นใด?  (ระวังตัว)  พวกเขาหลบเลี่ยงพระเจ้าเพื่อระวังตัวจากพระองค์  แล้วในความระวังตัวของพวกเขานี้มีอุปนิสัยอันใด?  ความเลว  พวกเขาระวังตัวกับพระเจ้าเสมอเวลาทำสิ่งต่างๆ กลัวว่าพระเจ้าจะมองทะลุตน และพวกเขาก็ไม่ยอมรับการพินิจพิเคราะห์จากพระเจ้า—นี่เป็นการเชื่อในพระเจ้าหรือไม่?  นี่พวกเขาต่อต้านพระเจ้าไม่ใช่หรือ?  นี่คือสภาวะที่เป็นลบอย่างยิ่ง ไม่ปกติ  แม้พวกเขาจะยังคงกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าพร้อมกับผู้อื่นได้ แต่ทันทีที่ได้ยินพระเจ้าตรัสพระวจนะเพื่อพิพากษาและเปิดโปงผู้คน พวกเขาก็วิ่งหนี หรือไม่ก็รีบเสแสร้งและหาวิธีการบางอย่างที่อะลุ้มอล่วยเพื่อกำบังตน  พวกเขาพยายามอย่างหนักที่จะปกปิดตนเอง ทำทุกสิ่งที่ทำได้เพื่อหลบหลีกและระวังตัว พร้อมกันนั้นก็ต่อสู้กับพระเจ้าอยู่ในหัวใจอย่างต่อเนื่อง  พวกเขาไม่แสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือแสวงหาความจริงในสิ่งที่ตนทำ  กลับอยากแสดงให้เห็นมากขึ้นอีกว่าตนยอมรับความจริงและนบนอบพระเจ้าโดยไม่พร่ำบ่นได้ พยายามใช้การเสแสร้งและความเทียมเท็จเพื่อให้ได้รับการเห็นชอบจากทุกคน  ส่วนสิ่งที่พระเจ้าตรัส ข้อกำหนดที่พระองค์ทรงมีต่อผู้คนดังกล่าว พระองค์ทรงประเมินและนิยามผู้คนดังกล่าวว่าอย่างไรนั้น พวกเขาไม่สนใจเรื่องเช่นนั้นและไม่อยากรู้  พวกเขาไม่มีความชัดเจนในหัวใจโดยแท้ว่าแท้จริงแล้วพระเจ้าคือใคร กลับมีแต่จินตนาการและการตัดสิน  เมื่อพระเจ้าทำบางสิ่งที่ขัดกับมโนคติอันหลงผิดของพวกเขา พวกเขาก็กล่าวโทษสิ่งนั้นอยู่ในหัวใจ  แม้จะบอกว่าตนเชื่อในพระเจ้า แต่หัวใจของพวกเขากลับเต็มไปด้วยความสงสัย  นี่คืออุปนิสัยอันเลวของผู้คน

ศัตรูของพระคริสต์บางคนมักจะพยายามทดสอบพระเจ้า  พวกเขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว สำรวจดูสถานการณ์ แล้วค่อยสาวเท้าต่ออีกก้าว พูดง่ายๆ ก็คือกล่าวได้ว่าพวกเขามีท่าที “รอดู”  ที่ว่า “รอดู” นี้หมายความว่าอย่างไร?  เราจะยกตัวอย่างให้เจ้าฟัง  เช่น บางคนออกจากงานแล้วก็อธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าโดยกล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่มีงานอีกแล้ว  ในอนาคตข้าพระองค์จะขอพึ่งการเกื้อหนุนจากพระองค์  ขอฝากทุกสิ่งเอาไว้ในพระหัตถ์  ข้าพระองค์ขออุทิศชีวิตแด่พระองค์”  เมื่ออธิษฐานเสร็จ พวกเขาก็รอดูว่าพระเจ้าจะประทานพรแก่พวกเขาบ้างหรือไม่ พระองค์จะประทานวิวรณ์ที่เหนือธรรมชาติหรือว่าจะประทานพระคุณอันยิ่งใหญ่ขึ้นไป และพวกเขาจะได้รับความสุขสำราญมากกว่าและดีกว่าที่เคยได้เวลาทำงานทางโลกเป็นอย่างน้อยหรือไม่  นี่พวกเขากำลังทดสอบพระเจ้า  การอธิษฐานและอุทิศตนเช่นนี้คืออะไร?  (ธุรกรรมแลกเปลี่ยน)  มีอุปนิสัยอันเลวอยู่ในธุรกรรมแลกเปลี่ยนนี้ไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  วิธีการของพวกเขาคือเป็นฝ่ายเริ่มด้วยการนำเสนอสิ่งล่อใจเล็กน้อยเพื่อดึงดูดการเกื้อกูลที่มีค่ามากกว่า พลางวอนขอพระคุณและขอพรจากพระเจ้า—นี่คือจุดมุ่งหมายของพวกเขา  บางคนกล่าวว่า “สถานการณ์ในจีนเลวร้ายมาก  สถานการณ์ที่พญานาคใหญ่สีแดงจับกุมผู้คนก็เลวร้ายลงไปเรื่อยๆ  แม้แต่คนชุมนุมกันสองคนก็มีอันตรายแล้ว แม้แต่ครอบครัวที่มีกันสี่คนชุมนุมกันก็อันตราย  การเชื่อในพระเจ้าท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ในจีนเป็นเรื่องอันตรายมาก  ถ้ามีอะไรผิดพลาดไปจริงๆ พวกเรายังจะได้รับการช่วยให้รอดหรือไม่?  เช่นนั้นพวกเราก็จะเชื่อโดยสูญเปล่าไม่ใช่หรือ?”  พวกเขาคิดไปว่า “ฉันต้องคิดหาทางไปจากประเทศนี้  แต่ก่อนตอนที่สถานการณ์ยังดี ฉันก็มีความละโมบในความสะดวกและสบาย ไม่อยากไปจากจีน  การได้อยู่พร้อมหน้าครอบครัวนั้นดีมาก ซ้ำฉันยังเชื่อในพระเจ้าได้และรับพรได้อีกด้วย เป็นสถานการณ์ที่มีแต่ได้กับได้  ตอนนี้สิ่งต่างๆ เลวร้าย ความวิบัติก็มาถึงแล้ว ฉันต้องเร่งออกจากจีน  เมื่อไปจากประเทศนี้แล้ว ฉันก็ยังคงทำหน้าที่ของตนเองได้ และด้วยการทำหน้าที่ ฉันย่อมจะมีโอกาสได้รับพร”  ในที่สุด พวกเขาก็หนีออกนอกประเทศ  นี่คือเรื่องใด?  นี่คือการฉวยโอกาส  ทุกคนคิดคำนวณผลได้ผลเสียเป็น และทุกคนก็มีทัศนคติเชิงธุรกรรมแลกเปลี่ยน—นี่เลวไม่ใช่หรือ?  ในหมู่พวกเจ้ามีคนเช่นนี้หรือไม่?  พวกเขาพูดอยู่ในใจว่า “ถ้าฉันถูกรังแกในโลก พ่อแม่และครอบครัวสามารถปกป้องฉันได้  ถ้าฉันถูกจับกุมเพราะเชื่อในพระเจ้า พระเจ้าจะคุ้มครองฉันให้ปลอดภัยหรือไม่?  ดูเหมือนจะรู้ชัดได้ยาก  แล้วถ้าไม่อาจรู้ได้อย่างแน่ชัด ฉันควรทำอย่างไร?  แน่นอนว่าพ่อแม่ย่อมจะปกป้องฉันไม่ได้  เวลาใครถูกจับกุมเพราะเชื่อในพระเจ้า ผู้คนทั่วไปย่อมจะช่วยพวกเขาไม่ได้ แล้วถ้าฉันทนถูกทรมาทรกรรมอย่างโหดร้ายในเงื้อมมือของพญานาคใหญ่สีแดงไม่ไหวและกลายเป็นยูดาส ชีวิตน้อยๆ ของฉันก็จะย่อยยับไม่ใช่หรือ?  ฉันควรออกนอกประเทศและไปเชื่อในพระเจ้าในต่างแดนถึงจะดีที่สุด”  มีใครคิดเช่นนี้บ้างหรือไม่?  ต้องมีแน่ใช่หรือไม่?  แล้วมีใครพูดบ้างหรือไม่ว่า “พระองค์ให้ร้ายพวกเรา พวกเราไม่เคยคิดแบบนั้น”?  ผู้คนเช่นนี้มีอยู่ไม่น้อยเป็นแน่ เมื่อเวลาผ่านไป เจ้าก็จะมองเห็นและเข้าใจ

ความเลวในตัวศัตรูของพระคริสต์มีสิ่งใดเป็นลักษณะที่สำคัญ?  ข้อแรกคือพวกเขาไม่ยอมรับสิ่งที่เป็นบวก ไม่ยอมรับว่ามีอะไรอย่างความจริง และคิดไปว่าตรรกะวิบัตินอกรีตของตนและสิ่งเลวๆ ที่เป็นลบของตนคือความจริง—นี่คือลักษณะอย่างหนึ่งที่สำแดงถึงความเลวในตัวศัตรูของพระคริสต์  ตัวอย่างเช่น บางคนบอกว่า “ความสุขอยู่ในมือของคนเราเอง” และ “คนเรามีทุกสิ่งได้ด้วยอำนาจเท่านั้น”—นี่คือตรรกะของศัตรูของพระคริสต์  พวกเขาเชื่อว่าเมื่อมีอำนาจ ผู้คนที่พะเน้าพะนอและยกยอตน ผู้คนที่มอบของขวัญและประจบประแจงตนก็จะมาหา รวมทั้งผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่งและความสุขสำราญทุกรูปแบบ พวกเขาเชื่อว่าตนไม่ต้องถูกใครข่มหรือถูกใครนำอีกแล้ว ตนสามารถนำผู้อื่นได้—นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเขา  การที่พวกเขาคิดคำนวณเช่นนี้ เจ้าคิดว่าอย่างไร?  เลวไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  ศัตรูของพระคริสต์ใช้ตรรกะเยี่ยงซาตานและตรรกะวิบัตินอกรีตของตนมาแทนที่ความจริง—นี่คือความเลวด้านหนึ่งของพวกเขา  ก่อนอื่น พวกเขาไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมรับว่ามีสิ่งที่เป็นบวก และไม่ยอมรับความถูกต้องของสิ่งที่เป็นบวก  นอกจากนี้ แม้บางคนจะยอมรับว่ามีสิ่งที่เป็นบวกและสิ่งที่เป็นลบในโลกนี้ แต่พวกเขาทำตัวเช่นไรต่อสิ่งที่เป็นบวกและการมีอยู่ของความจริง?  พวกเขายังคงไม่รักความจริง ชีวิตที่พวกเขาเลือกและเส้นทางที่พวกเขาเดินในการเชื่อในพระเจ้ายังคงเป็นลบและขัดกับความจริง  พวกเขาปกป้องแต่ผลประโยชน์ของตนเองเท่านั้น  ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เป็นบวกหรือสิ่งที่เป็นลบ ตราบใดที่สามารถปกป้องผลประโยชน์ให้พวกเขาได้ ตราบนั้นย่อมถูกต้อง ย่อมเป็นที่สุดทั้งสิ้น  นี่คืออุปนิสัยที่เลวไม่ใช่หรือ?  ยังมีอีกด้านหนึ่งคือ โดยธรรมชาติแล้ว ผู้คนที่มีแก่นแท้อันเลวเช่นนี้ย่อมเหยียดหยามความถ่อมพระทัยและความซ่อนเร้นของพระเจ้า ความสัตย์ซื่อและความดีของพระเจ้า โดยเนื้อแท้แล้วพวกเขาเหยียดหยามสิ่งที่เป็นบวกเหล่านี้  จงดูเราเป็นตัวอย่างเถิด เราธรรมดามากไม่ใช่หรือ?  เราเป็นคนธรรมดา เหตุใดเจ้าจึงไม่กล้าพูดเช่นนี้?  ตัวเราเองยอมรับว่าเราธรรมดา  ไม่เคยนึกว่าตนเองพิเศษหรือยิ่งใหญ่  เราเป็นเพียงคนธรรมดาเท่านั้น เรายอมรับข้อเท็จจริงนี้เสมอและกล้าเผชิญหน้าข้อเท็จจริงนี้  เราไม่อยากเป็นยอดคนหรือผู้ยิ่งใหญ่อะไร—นั่นย่อมจะเหน็ดเหนื่อยยิ่ง!  บางคนดูแคลนคนธรรมดาอย่างที่เราเป็นนี้และมีมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับเราอยู่เสมอ  เมื่อคนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงมาอยู่ตรงหน้าเรา ไม่ว่าเราจะมีรูปร่างหน้าตาภายนอกเช่นใด พวกเขาก็ยังคงมาด้วยความเคารพยำเกรงอยู่บ้าง  แล้วก็มีบางคนที่ทั้งๆ ที่พูดคุยกับเราอย่างสุภาพเรียบร้อยมาก แต่ในหัวใจกลับมีท่าทีเหยียดหยามเรา และเราก็บอกได้จากน้ำเสียงและท่าทางการขยับตัวของพวกเขา  แม้บางครั้งพวกเขาจะดูให้ความเคารพเป็นอันมาก แต่ไม่ว่าเราจะพูดสิ่งใด พวกเขากลับตอบว่า “ไม่” เสมอ ปฏิเสธสิ่งที่เราพูดตลอดเวลา  ตัวอย่างเช่น เราพูดว่าวันนี้อากาศร้อนมาก พวกเขาก็ตอบว่า “ไม่ร้อน  เมื่อวานสิร้อนจริงๆ”  พวกเขาค้านสิ่งที่เราพูดใช่หรือไม่?  ไม่ว่าเจ้าจะพูดอะไรกับพวกเขา พวกเขาก็ปฏิเสธเสมอ  มีผู้คนแบบนี้อยู่รอบตัวบ้างหรือไม่?  (มี)  เราบอกว่า “อาหารวันนี้เค็ม  นี่ใส่เกลือมากเกินไปหรือว่าใส่ซีอิ๊วมากไป?”  พวกเขากลับตอบว่า “ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง  ใส่น้ำตาลมากไปต่างหาก”  ไม่ว่าเราจะพูดอะไร พวกเขาก็พูดจาหักล้าง ดังนั้น เราจึงไม่พูดอะไรอีก พวกเราไม่เห็นพ้องและพูดจากันคนละภาษา  แล้วก็มีบางคนที่พอได้ยินเราพูดถึงความเชื่อในพระเจ้า ก็บอกว่า “พระองค์เป็นผู้เชี่ยวชาญในการพูดเรื่องนี้ ดังนั้น ข้าพระองค์จะรับฟัง”  ถ้าเราพูดเรื่องภายนอกบ้าง พวกเขาย่อมไม่อยากฟังอีกต่อไป ราวกับว่าเราไม่รู้เรื่องอะไรภายนอกเลย  พวกเขาจะไม่สนใจเราก็ได้ เราอยากอยู่เงียบๆ  เราไม่จำเป็นต้องให้ใครมาสนใจเรา เราแค่ทำสิ่งที่เราพึงทำ  เรามีความรับผิดชอบของเรา และมีวิถีชีวิตของเรา  จงบอกเราเถิดว่าท่าทีที่ผู้คนมีนี้แสดงให้เห็นสิ่งใด?  พวกเขาเห็นว่าเราดูไม่เหมือนผู้ยิ่งใหญ่หรือผู้มีความสามารถ พูดจาและทำตัวเหมือนคนธรรมดา ดังนั้น พวกเขาจึงคิดว่า “เหตุใดพระองค์จึงไม่เหมือนพระเจ้า?  ดูฉันสิ  ถ้าฉันเป็นพระเจ้า ฉันย่อมจะเหมือนพระเจ้ามากที่สุด”  นี่ไม่ใช่เรื่องเหมือนหรือไม่เหมือนพระเจ้า  คนที่เรียกร้องให้เราเหมือนพระเจ้าก็คือเจ้า เราไม่เคยพูดว่าเราเหมือนพระองค์ และไม่เคยอยากเป็นเหมือนพระองค์ เราแค่ทำสิ่งที่เราพึงทำ  ถ้าเราไปที่ใดแล้วมีคนจำเราไม่ได้ เช่นนั้นก็ดีมากเพราะช่วยให้เราไม่ต้องยุ่งยาก  เจ้าดูเถิด สมัยนั้นองค์พระเยซูเจ้าตรัสและทรงพระราชกิจมากมายนักในแคว้นยูเดีย และไม่ว่าสาวกที่ติดตามพระองค์จะมีอุปนิสัยที่เสื่อมทรามอันใด ท่าทีที่พวกเขามีต่อพระองค์ก็คือท่าทีที่มนุษย์มีต่อพระเจ้า—ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายเป็นความสัมพันธ์ที่ปกติ  แต่ก็มีบางคนที่พูดถึงองค์พระเยซูเจ้าว่า “เขาเป็นบุตรของช่างไม้ไม่ใช่หรือ?” แม้กระทั่งบางคนที่ติดตามพระองค์มานานก็ยังมีท่าทีเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง  นี่คือสิ่งที่พระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังมักจะเผชิญเวลากลายเป็นมนุษย์ปกติธรรมดา และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติ  บางคนกระวีกระวาดอย่างยิ่งเวลาพบหน้าเราเป็นครั้งแรก และพอเราจากมา พวกเขาก็หมอบกราบและร่ำไห้ แต่นี่กลับไม่เป็นผลดีเวลามีปฏิสัมพันธ์กันจริง และในเวลาส่วนมาก เรากลับต้องอดทนให้ผ่านพ้นไป  เหตุใดเราจึงต้องอดทน?  เพราะบางคนเบาปัญญา บ้างก็สอนไม่ได้ บางคนจำเป็นต้องมีไว้เป็นผู้รับใช้ และบ้างก็ไม่ฟังเหตุผลเลย  นั่นคือสาเหตุที่เราต้องอดทนในบางครั้ง และบางครั้งก็มีบางคนที่เราไม่อาจอนุญาตให้มาใกล้ชิดเราได้ คนเหล่านี้น่ารังเกียจเกินไปและมีอุปนิสัยที่ชอบต่อต้าน  ต่อต้านอย่างไร?  ตัวอย่างเช่น เราเห็นสุนัขเล็กๆ ตัวหนึ่งที่ดูน่ารักมาก แล้วเราก็บอกว่า “เรียกมันว่าฮวามาวกันเถิด”  แล้วผู้คนส่วนใหญ่มีท่าทีอย่างไรกับชื่อนี้?  นี่เป็นเพียงชื่อหนึ่งเท่านั้น และในเมื่อเราตั้งชื่อขึ้นมาก่อน สุนัขตัวนั้นก็ย่อมมีชื่อเช่นนั้น เป็นเรื่องปกติมากเลย  แต่บางคนที่มีอุปนิสัยต่อต้านจะไม่ยอมเรียกมันด้วยชื่อนั้น พวกเขาบอกว่า “ฮวามาวนี่เป็นชื่อประเภทไหนกัน?  ไม่เคยได้ยินสุนัขชื่อฮวามาวมาก่อน  อย่าเรียกมันแบบนั้นเลย พวกเราควรตั้งชื่ออังกฤษให้”  เราก็บอกว่า “เราคิดชื่ออังกฤษไม่ค่อยเก่ง พวกเจ้าเรียกมันตามที่อยากเรียกก็แล้วกัน เราจะยอมตามที่พวกเจ้าตัดสินใจ”  เหตุใดเราจึงยอมตามการตัดสินใจของพวกเขา?  นี่เป็นเรื่องเล็ก แล้วจะเถียงกันไปเพื่ออะไร?  บางคนไม่ยอมและต้องเถียงเรื่องอย่างนั้นกันให้ได้  เพียงเพราะเรายอม นั่นไม่ได้หมายความว่าเราเชื่อว่าเราทำอะไรผิด แต่เป็นเพียงหลักธรรมที่เราใช้ประพฤติปฏิบัติตนและกระทำการ  เพียงเพราะเราไม่เถียงกับเจ้า นั่นไม่ได้หมายความว่าเรากลัวเจ้า  เราไม่เถียง แต่เรารู้อยู่แก่ใจว่าเจ้าคือผู้ไม่เชื่อ เรายอมข้องเกี่ยวกับสุนัขยังดีเสียกว่าไปข้องเกี่ยวกับคนอย่างเจ้า  นอกจากคนไม่กี่คนที่เราต้องมีปฏิสัมพันธ์ด้วยภายในขอบเขตการใช้ชีวิตของเราแล้ว  ผู้คนที่เราติดต่อด้วยก็คือพี่น้องชายหญิง ผู้คนในพระนิเวศของพระเจ้า—นี่คือหลักธรรมของเรา  เราไม่ข้องเกี่ยวกับผู้ไม่มีความเชื่อแม้แต่คนเดียว เราไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น  อย่างไรก็ดี ถ้ามีผู้ไม่เชื่อในพระนิเวศของพระเจ้าที่เป็นมิตรกับพระนิเวศของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็สามารถเป็นมิตรกับคริสตจักร  ไม่ว่าพวกเขาจะช่วยเหลือคริสตจักรหรือใช้ความมานะพยายามบางอย่างและจัดการบางเรื่องให้คริสตจักร คริสตจักรก็สามารถเปิดรับพวกเขา แต่เราจะไม่ข้องเกี่ยวกับพวกเขาอย่างที่เราทำกับพี่น้องชายหญิง เรามีงานรัดตัวมากและไม่มีเวลาไปยุ่งเรื่องแบบนั้น  บางคนที่เชื่อในพระเจ้ามาหลายปีควรมีแนวคิดบางอย่างเรื่องพระราชกิจของพระเจ้า พระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง และเรื่องที่พระเจ้าทรงช่วยผู้คนให้รอด กระนั้น พวกเขากลับไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าเลย  พวกเขาเหมือนผู้ไม่มีความเชื่อโดยแท้และไม่เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด  จงบอกเราเถิด คนเหล่านี้คืออะไร?  พวกเขาเป็นมารโดยกำเนิด เป็นศัตรูของพระเจ้า  เมื่อคนเราคบหาสมาคมกับเหล่าซาตานและหมู่มารพวกนี้อย่างสนิทสนมมากขึ้น ก็ย่อมนำมาซึ่งหายนะและความวิบัติทั้งสิ้น

พวกเจ้าทุกคนอาจมีประสบการณ์ในชีวิตประจำวันว่า ไม่ว่าจะเข้ากลุ่มใด ย่อมจะมีคนที่ไม่ชอบหน้าเจ้าเสมอ และแม้จะไม่ได้ยั่วยุหรือทำให้พวกเขาไม่พอใจ พวกเขาก็จะพูดถึงเจ้าในทางที่ไม่ดี ตัดสิน และป้ายสีเจ้า  เจ้าไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น กระนั้น พวกเขาก็ไม่ชอบเจ้า เข้ากับเจ้าด้วยดีไม่ได้ และอยากกลั่นแกล้งเจ้า—ในที่นี้สถานการณ์เป็นเช่นไร?  เจ้าไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไปถึงทำให้พวกเขาไม่พอใจ แต่ด้วยสาเหตุบางอย่างที่ไม่มีใครรู้ได้ เจ้ากลับถูกพวกเขากลั่นแกล้ง  มีคนชั่วเช่นนี้หรือไม่?  (มี)  พวกเขาคือคู่อริของเจ้าและสามารถอธิบายได้เช่นนั้นเท่านั้น  เจ้ายังไม่ทันมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาด้วยซ้ำ พวกเขาก็ไม่ชอบหน้าเจ้าทันทีและคิดว่าจะใช้วิธีใดทำร้ายเจ้าได้บ้าง—พวกเขาคือศัตรูคู่อาฆาตของเจ้าไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  เจ้าจะเข้ากันได้ดีกับศัตรูคู่อาฆาตหรือไม่?  พวกเจ้าจะเดินบนเส้นทางเดียวกันได้หรือไม่?  แน่นอนว่าไม่ได้  แล้วเจ้าจะปะทะและทุ่มเถียงกับคนแบบนั้นหรือไม่?  (ข้าพระองค์จะไม่ทุ่มเถียงกับพวกเขา)  เพราะเหตุใด?  เพราะพวกเขาไม่ฟังเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น  บางคนมีธรรมชาติที่รังเกียจและสะอิดสะเอียนสิ่งที่เป็นบวก สิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่ค่อนข้างดีงามในหมู่มนุษย์ ซึ่งก็คือสิ่งที่เป็นบวกซึ่งผู้คนออกจะโหยหาและชื่นชอบ อุปนิสัยที่ชัดเจนอย่างหนึ่งที่ผู้คนเช่นนี้มีก็คือความเลว—พวกเขาเป็นคนเลว  ยกตัวอย่าง ชายคนหนึ่งมองหาแฟนสาวและคิดว่า “ไม่ว่าเธอจะอัปลักษณ์หรือสะสวย ตราบใดที่มีคุณธรรม เป็นคนดี และใช้ชีวิตร่วมกันได้ นั่นก็พอแล้ว  โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นผู้หญิงที่มีความเป็นมนุษย์และความเชื่อ ไม่ว่าฉันจะร่ำรวยหรือยากจน อัปลักษณ์หรือหล่อเหลา หรือว่าเจ็บป่วย เธอก็จะแน่วแน่อย่างที่สุดที่จะอยู่กับฉัน”  ปกติแล้วผู้คนที่น่านับถือย่อมมีทัศนะเช่นนี้  แล้วคนประเภทใดที่ไม่ชอบหรือไม่เห็นชอบในทัศนะแบบนี้?  (คนเลว)  เช่นนั้นจงบอกเราเถิดว่าคนเลวมีทัศนะเช่นใด?  เมื่อได้ฟังคำเหล่านี้ พวกเขาย่อมมีปฏิกิริยาอย่างไร?  พวกเขาย่อมยิ้มหยันเจ้า พลางกล่าวว่า “ไม่มีหัวคิด  พวกเราอยู่ยุคไหนกันแล้ว?  แล้วคุณยังจะมองหาคนแบบนั้นหรือ?  คุณควรมองหาผู้หญิงที่รวยและสวยต่างหาก!”  ผู้ชายทั่วไปแต่งงานกับผู้หญิงที่ดีมีคุณธรรม แล้วก็ใช้ชีวิตอย่างเหมาะสมและถูกควรด้วยกัน พร้อมครอบครัวที่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและมีความสุข พวกเขาประพฤติปฏิบัติตนในชีวิตได้อย่างสะอาดหมดจด  แล้วคนเลวคิดอย่างนี้หรือไม่?  (ไม่)  พวกเขากลับบอกว่า “ในโลกสมัยนี้ ถ้าผู้ชายไม่มีแฟนสัก 10 คนและมีเมียหลายคน เขายังจะได้ชื่อว่าเป็นชายอยู่อีกหรือ?  ถ้าไม่มีอย่างที่ว่ามา ชีวิตแบบนั้นก็เสียเปล่า!”  พวกเขาทุกคนมีทัศนะเช่นนี้  เจ้าบอกให้พวกเขา “หาผู้หญิงที่ดี มีคุณธรรม และเรียบร้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีความเป็นมนุษย์และความเชื่อ” แต่นี่เป็นที่ยอมรับของพวกเขาหรือไม่?  (ไม่)  พวกเขากลับยิ้มหยันเจ้าและพูดว่า “คุณนี่โง่จริง!  ในโลกสมัยนี้ไม่มีใครสนใจเรื่องของคนอื่นหรอก ทุกคนใช้ชีวิตกันอย่างอิสระและเสรี  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาคุณออกจากจีนไปโลกตะวันตก นั่นยิ่งมีอิสระ ไม่มีใครคอยจับจ้องชนิดหายใจรดต้นคอ  แล้วคุณจะเข้มงวดกับตัวเองไปทำไมนักหนา?  คุณนี่โง่มาก!”  นี่คือทัศนะที่พวกเขามี  ดังนั้น เมื่อเจ้าพูดกับพวกเขาเรื่องสิ่งที่เป็นบวก พูดถึงสิ่งที่เป็นบวกซึ่งยอดเยี่ยมที่สุดในตัวมนุษย์และมีธรรมชาติของความจริงและความยุติธรรม พวกเขาย่อมรู้สึกอย่างไร?  รู้สึกรังเกียจและสาปแช่งเจ้าอยู่ในหัวใจ  เมื่อพวกเขารู้ว่าเจ้าเป็นคนเช่นนี้ หัวใจของพวกเขาย่อมจะระแวดระวังเจ้า และพวกเขาก็จะหลีกเลี่ยงเจ้า  ผู้คนที่ไม่ใช่คนประเภทเดียวกันย่อมไม่เดินเส้นทางเดียวกัน  พวกเขารู้ว่าเจ้ารู้สึกรังเกียจคนแบบพวกเขา และพวกเขาก็ดูแคลนคนแบบเจ้าอยู่ในหัวใจ  พวกเขาไม่อยากบอกเจ้าว่าพวกเขาแต่งเนื้อแต่งตัวและเที่ยวหยอกเอินกับผู้อื่นมากขนาดไหน  กลัวว่าเจ้าจะสามัคคีธรรมความจริงกับพวกเขาและพยายามให้พวกเขาเดินไปตามเส้นทางที่ถูกต้อง  พวกเขารู้สึกรังเกียจอย่างที่สุด กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ในหัวใจส่วนลึกสุด พวกเขาดูแคลนทุกสิ่งที่เป็นบวก  ฉะนั้น ถ้าพบเจอคนแบบนี้เวลาประกาศข่าวประเสริฐ พวกเจ้าก็ไม่อาจประกาศให้พวกเขาฟังได้  ต่อให้พวกเจ้าประกาศและพวกเขามาเชื่อ พวกเขาก็ยังคงเป็นศัตรูของพระคริสต์และไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอด  เหตุใดพวกเจ้าทุกคนจึงนั่งฟังคำเทศนาของเราอยู่ที่นี่ได้?  เพราะพวกเจ้ามีหัวใจที่รักความจริงอยู่บ้างไม่ใช่หรือ?  ตราบใดที่เจ้ามีพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจต่อเจ้า พลางเราก็กล่าวกับพวกเจ้าไปด้วย เจ้าย่อมจะรู้สึกอยู่ในหัวใจว่าได้รับการดลใจและหนุนใจ และย่อมปรารถนาที่จะอุทิศตน ทนทุกข์ และสละตนในการไล่ตามเสาะหาความยุติธรรม ความจริง และความรอด  ทันทีที่คนเลวพวกนั้นได้ยินใครพูดเรื่องการสละตนเพื่อความยุติธรรม เพื่อความจริง และเพื่อพระเจ้า พวกเขาก็รู้สึกว่าถ้อยคำเหล่านี้ว่างเปล่า เป็นคำขวัญ เหลือวิสัยที่จะเข้าใจได้ และพวกเขาก็เลือกปฏิบัติต่อผู้คนดังกล่าว  ฉะนั้น เมื่อพวกเจ้าพบเจอคนเลวเหล่านี้ ห้ามสามัคคีธรรมสิ่งใดกับพวกเขา พวกเจ้าไม่ใช่คนประเภทเดียวกับพวกเขา ดังนั้น รักษาระยะห่างไว้เป็นพอ  เวลาเราพบเจอผู้คนเช่นนี้และมองเห็นว่าพวกเขามีท่าทีเช่นนี้ต่อเรา พูดจาด้วยน้ำเสียงเช่นนี้ เมื่อนั้นเราควรตัดแต่งและอบรมสั่งสอนพวกเขาหรือไม่?  (ไม่ นั่นไม่จำเป็น)  ย่อมไม่จำเป็น ไม่มีความจำเป็นต้องสนใจพวกเขา ไม่จำเป็นต้องตอบคำ  เจ้าจะเปลี่ยนแปลงพวกเขาได้ด้วยการตอบพวกเขาหรือ?  เจ้าไม่อาจเปลี่ยนพวกเขาได้  ทิ้งพวกเขาไว้และปล่อยให้เรื่องจบลงตรงนั้นก็พอ คนแบบนี้ย่อมจะเชื่อในพระเจ้าได้ไม่นาน  หนึ่ง พวกเขาไม่รักความจริง สอง พวกเขารังเกียจสิ่งที่เป็นบวก สาม พวกเขาเลือกปฏิบัติต่อพระเจ้า มองอย่างเหยียดหยามที่สุดว่าอุปนิสัยของพระเจ้าและทุกสิ่งที่ควรค่าที่จะรักเกี่ยวกับพระเจ้านั้นต่ำต้อยที่สุด—สิ่งเหล่านี้คือเครื่องกำหนดว่าพวกเขาจะไม่มีวันได้รับการช่วยให้รอดจากพระเจ้า  ไม่ว่าผู้คนดังกล่าวจะอยู่ที่ใด เป็นคนไร้เล่ห์มารยาหรือคิดคด การที่พวกเขามีการสำแดงเหล่านี้ก็คือเครื่องกำหนดว่ามีความเลวอยู่ในอุปนิสัยของพวกเขาอย่างแน่นอน

ที่ใดก็ตามที่ศัตรูของพระคริสต์มีกุมอำนาจ ชีวิตคริสตจักรและผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติหน้าที่ของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรก็จะไม่ดี และงานในพระนิเวศของพระเจ้าก็จะมีอุปสรรค ดังนั้น ถ้าไม่จัดการศัตรูของพระคริสต์และขับไล่ไปเสีย งานของคริสตจักรก็จะประสบกับความสูญเสียอย่างหนักและประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจะถูกทำร้ายเป็นจำนวนมาก!  โดยหลักแล้วผู้นำเทียมเท็จไม่อาจปฏิบัติงานจริงได้ เวลาจัดการกิจธุระทั่วไปบางอย่าง พวกเขาจึงรุดหน้าไปอย่างล่าช้าและไร้ประสิทธิผล  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาไม่รู้วิธีบ่มเพาะและวิธีใช้คนดีที่มีขีดความสามารถดีและไล่ตามเสาะหาความจริง  แล้วศัตรูของพระคริสต์เล่า?  เวลาศัตรูของพระคริสต์กุมอำนาจ เขาทำสิ่งต่างๆ เพียงเพื่อชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของตนเท่านั้น เขาไม่ทำงานจริงแต่อย่างใด ทั้งยังขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักรโดยตรง—ศัตรูของพระคริสต์มีแต่จะลงมือทำลายและไม่แตกต่างจากซาตานเลย  ถ้าศัตรูของพระคริสต์เห็นคนบางคนรักและไล่ตามเสาะหาความจริง เขาย่อมรู้สึกอึดอัด  ความอึดอัดนี้มาจากไหน?  มาจากอุปนิสัยอันเลวร้ายของเขา กล่าวคือ ธรรมชาติของเขามีอุปนิสัยอันเลวร้ายที่เกลียดความยุติธรรม เกลียดสิ่งที่เป็นบวก เกลียดความจริง และต่อต้านพระเจ้า  นั่นคือเหตุผลที่พอเห็นใครสักคนไล่ตามเสาะหาความจริง เขาก็พูดว่า “คุณไม่ค่อยมีการศึกษาและหน้าตาก็ไม่ชวนมองเท่าไรนัก แต่ยังคงไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างแท้จริง”  นี่แสดงให้เห็นท่าทีเช่นใด?  นี่คือการเหยียดหยาม  ตัวอย่างเช่น พี่น้องชายหญิงบางคนมีพรสวรรค์หรือทักษะพิเศษบางอย่าง และต้องการปฏิบัติหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกัน  อันที่จริง เมื่อพิจารณาจากเงื่อนไขต่างๆ ของพวกเขาแล้ว นี่เป็นเรื่องที่เหมาะสม แต่ศัตรูของพระคริสต์กลับปฏิบัติต่อพี่น้องชายหญิงเช่นนี้อย่างไร?  พวกเขาคิดในใจว่า “ถ้าอยากปฏิบัติหน้าที่นี้ ก็ต้องพยายามตีสนิทกับฉันและเป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มของฉันเสียก่อน  เมื่อนั้นเท่านั้นฉันถึงจะอนุญาตให้คุณปฏิบัติหน้าที่นี้  ไม่อย่างนั้นก็ฝันไปเถอะ!”  ศัตรูของพระคริสต์ทำตัวเช่นนี้มิใช่หรือ?  เหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงรังเกียจคนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างจริงใจ คนที่พอจะมีสำนึกของความยุติธรรมและความเป็นมนุษย์ รวมทั้งคนที่ทุ่มเทความพยายามในการไล่ตามเสาะหาความจริงอยู่บ้างถึงขนาดนั้น?  เหตุใดพวกเขาจึงขัดแย้งกับผู้คนดังกล่าวอยู่เสมอ?  เวลาที่พวกเขาเห็นผู้คนไล่ตามเสาะหาความจริงและประพฤติดี ผู้คนที่ไม่เคยคิดลบและมีเจตนาดี พวกเขากลับรู้สึกอึดอัด  เมื่อศัตรูของพระคริสต์เห็นผู้คนกระทำการอย่างเป็นธรรม ผู้คนที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนตามหลักธรรม นำความจริงไปปฏิบัติได้เมื่อเข้าใจความจริงแล้ว พวกเขากลับโกรธมาก พยายามเค้นสมองคิดหาทางระรานคนเหล่านั้น พยายามทำให้คนเหล่านั้นลำบาก  ถ้าใครเท่าทันแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ เท่าทันความร้ายลึกและความเลวในตัวศัตรูของพระคริสต์คนนั้น อยากเปิดโปงและรายงานเรื่องของเขา ศัตรูของพระคริสต์จะทำเช่นไร?  ศัตรูของพระคริสต์จะคิดหาทุกวิธีที่นึกออกมาดึงเข็มที่ทิ่มแทงดวงตาของตนและหนามที่ยอกเนื้อหนังของตนออกไป และจะยุยงให้พี่น้องชายหญิงปฏิเสธคนคนนี้  พี่น้องชายหรือพี่น้องหญิงทั่วไปไม่มีเกียรติยศและสถานะใดๆ ในคริสตจักร มีเพียงวิจารณญาณแยกแยะที่พอจะดูศัตรูของพระคริสต์คนนี้ออก และไม่ได้เป็นภัยคุกคามศัตรูของพระคริสต์คนนี้  แล้วเหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงไม่ชอบเขาและปฏิบัติต่อคนคนนี้เหมือนเป็นเข็มแทงตาและเป็นหนามยอกเนื้อหนังของตนอยู่เสมอ?  คนคนนี้ไปขวางทางของศัตรูของพระคริสต์ได้อย่างไร?  เหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงเปิดใจรับผู้คนเช่นนี้ไม่ได้?  เพราะในตัวศัตรูของพระคริสต์มีอุปนิสัยอันเลวร้าย  เขาจึงไม่สามารถทนยอมรับผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือเดินตามเส้นทางที่ถูกต้องได้  เขาตั้งตนต่อต้านใครก็ตามที่ต้องการเดินตามเส้นทางที่ถูกต้อง จงใจทำให้เจ้าลำบาก ซ้ำยังจะเค้นสมองพยายามคิดหาทางขจัดเจ้า หรือไม่ก็กดขี่เจ้าเพื่อให้เจ้าคิดลบและอ่อนแอ หรือหาจุดอ่อนของเจ้าและแพร่กระจายเรื่องดังกล่าวเพื่อให้ผู้อื่นปฏิเสธเจ้า เช่นนั้นเขาจึงมีความสุข  ถ้าเจ้าไม่ฟังเขาหรือทำตามสิ่งที่เขาบอก และยังคงไล่ตามเสาะหาความจริง เดินไปตามเส้นทางที่ถูกต้อง และเป็นคนดีต่อไป เขาย่อมรู้สึกไม่สบายใจ รู้สึกไม่พอใจและอึดอัดที่เห็นเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของตน  นี่คือเรื่องอันใด?  เจ้าได้ทำให้เขาไม่พอใจกระนั้นหรือ?  เปล่า เจ้าไม่ได้ทำ  แล้วเหตุใดเขาจึงปฏิบัติต่อเจ้าเช่นนั้นในเมื่อเจ้าไม่ได้ทำอะไรเขาหรือทำให้ผลประโยชน์ของเขาเสียหายแต่อย่างใด?  นี่แสดงให้เห็นเพียงว่าธรรมชาติของคนเช่นนี้—ศัตรูของพระคริสต์—เลวร้าย และโดยเนื้อแท้แล้วพวกเขาต่อต้านความยุติธรรม สิ่งที่เป็นบวก และความจริง  ถ้าเจ้าถามพวกเขาว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ พวกเขาเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำ พวกเขาแค่จงใจทำให้เจ้าลำบากเท่านั้น  ถ้าเจ้าบอกให้ทำแบบหนึ่ง พวกเขาต้องทำอีกแบบ ถ้าเจ้าบอกว่าคนชื่อนั้นชื่อนี้ไม่ค่อยเก่ง พวกเขากลับบอกว่าคนคนนั้นเยี่ยมมาก ถ้าเจ้าบอกว่าวิธีประกาศข่าวประเสริฐแบบนี้ดีมาก พวกเขาก็บอกว่าไม่ดี ถ้าเจ้าบอกว่าพี่น้องหญิงที่เชื่อในพระเจ้ามาเพียงปีสองปีกลายเป็นคนคิดลบและอ่อนแอไปแล้ว และควรได้รับการเกื้อหนุน พวกเขากลับบอกว่า “ไม่จำเป็น เธอเข้มแข็งกว่าคุณอีก”  สรุปแล้ว พวกเขาขัดแย้งกับเจ้าและจงใจกระทำการตรงข้ามกับเจ้าอยู่เสมอ  อะไรคือหลักการของพวกเขาในการขัดแย้งกับเจ้า?  คือไม่ว่าเจ้าว่าสิ่งใดถูก พวกเขาก็บอกว่าผิด และเจ้าว่าสิ่งใดผิด พวกเขาก็บอกว่าถูก  มีหลักธรรมความจริงอยู่ในการกระทำของพวกเขาบ้างหรือไม่?  ไม่มีแม้แต่น้อย  พวกเขาเพียงต้องการให้เจ้าเป็นตัวตลก ทำให้เจ้าเสียหน้า บั่นทอนเจ้า กดเจ้าจนไม่อาจเงยหน้าขึ้นมาได้ จนเจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงอีกต่อไป กลายเป็นคนอ่อนแอ และไม่เชื่ออีกต่อไป และเมื่อนั้นพวกเขาย่อมบรรลุเป้าหมายและรู้สึกเบิกบานในหัวใจ  เกิดอะไรขึ้นที่นี่?  นี่คือแก่นแท้อันเลวร้ายในตัวผู้คนจำพวกที่เป็นศัตรูของพระคริสต์  ถ้าพวกเขาเห็นพี่น้องชายหญิงสรรเสริญพระเจ้าและเป็นคำพยานถึงพระเจ้า อีกทั้งไม่สนใจพวกเขา พวกเขาจะมีความสุขหรือไม่?  พวกเขาไม่มีความสุข  แล้วพวกเขารู้สึกอย่างไร?  รู้สึกอิจฉา  โดยทั่วไปแล้ว เวลาผู้คนได้ยินใครยกย่องผู้อื่น ปฏิกิริยาตามปกติของพวกเขาก็คือ “ฉันก็เยี่ยมพอตัวเหมือนกัน ทำไมถึงไม่ยกย่องฉันด้วย?”  พวกเขามีความคิดเล็กน้อยเช่นนี้ แต่พอได้ยินใครเป็นพยานยืนยันถึงพระเจ้า พวกเขาก็คิดว่า “คนคนนี้มีประสบการณ์แบบนั้นและมีคำพยานเช่นนั้น แล้วทุกคนก็เห็นชอบในตัวเขา  เขามีความเข้าใจเช่นนี้ แล้วทำไมฉันถึงไม่มีความเข้าใจเช่นนี้บ้าง?”  พวกเขาอิจฉาและชื่นชมคนคนนี้  ศัตรูของพระคริสต์มีลักษณะเฉพาะประการหนึ่งคือ เวลาได้ยินใครเป็นพยานยืนยันถึงพระเจ้าว่า “นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ นี่คือการบ่มวินัยจากพระเจ้า เหล่านี้คือกิจการของพระเจ้า เป็นการจัดการเตรียมการของพระเจ้า และฉันก็เต็มใจนบนอบ” ศัตรูของพระคริสต์ก็รู้สึกไม่พอใจและคิดว่า “คุณบอกว่าทุกสิ่งคือการกระทำของพระเจ้า  เคยเห็นแล้วหรือว่าพระเจ้าใช้อธิปไตยเหนือสิ่งต่างๆ อย่างไร?  เคยรู้สึกหรือไม่ว่าพระเจ้าจัดการเตรียมการสิ่งต่างๆ อย่างไร?  ทำไมฉันถึงไม่รู้เรื่องเหล่านี้เลย?”  ในแง่หนึ่ง พวกเขาเป็นเช่นเดียวกับซาตานในวิธีที่มันปฏิบัติต่อการที่พระเจ้าทรงเห็นชอบโยบ  ศัตรูของพระคริสต์มีความรู้สึกนึกคิดเหมือนซาตานเมื่อพระเจ้าทรงได้รับคนคนหนึ่ง—พวกเขามีอุปนิสัยของซาตาน  อีกแง่หนึ่งคือ ถ้าใครเข้าใจความจริง มีวิจารณญาณแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ และไม่ติดตามศัตรูของพระคริสต์ แต่กลับปฏิเสธพวกเขา เช่นนั้นศัตรูของพระคริสต์ก็จะมีสภาวะจิตใจที่บ้าคลั่งและคิดว่า “ในเมื่อฉันไม่สามารถได้รับคนคนนี้มาได้เลย อย่างนั้นฉันก็จะทำลายเขาให้สิ้นซาก!”  ฉะนั้น เมื่อโยบเผชิญบททดสอบ พระเจ้าจึงตรัสกับซาตานว่า “เขาอยู่ในมือเจ้า จงไว้ชีวิตเขาเท่านั้น”  ถ้าพระเจ้าไม่ได้ตรัสเช่นนี้ ซาตานจะแสดงความกรุณาให้เห็นหรือไม่?  (ไม่)  เป็นดังนี้แน่นอน มันจะไม่แสดงความกรุณาให้เห็นโดยเด็ดขาด

ศัตรูของพระคริสต์มีท่าทีเช่นใดต่อพี่น้องชายหญิงที่ไล่ตามเสาะหาและรักความจริง รวมทั้งผู้คนที่มีความเชื่อและปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยความจงรักภักดีอยู่บ้าง?  และพวกเขามีท่าทีเช่นไรต่อผู้คนบางคนที่พูดถึงประสบการณ์ชีวิตเพื่อเป็นพยานยืนยันถึงพระเจ้าและมักจะสามัคคีธรรมความจริงกับพี่น้องชายหญิง?  (พวกเขารู้สึกอิจฉาและเกลียดชัง)  ท่าทีของพวกเขาขึ้นอยู่กับอะไร?  ขึ้นอยู่กับอุปนิสัยอันเลวร้ายของพวกเขา  ฉะนั้น เมื่อเจ้าเห็นพวกเขากดขี่ใครสักคน เกลียดใครสักคน และทำให้คนบางคนทนทุกข์อย่างไร้เหตุผลอยู่บ่อยครั้ง เช่นนั้นเจ้าย่อมรู้ว่าไม่มีใครเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยอันเลวร้ายในตัวศัตรูของพระคริสต์ได้ และอุปนิสัยนั้นฝังรากลึกและอยู่ในตัวพวกเขามาแต่กำเนิด  จากจุดนี้จะเห็นได้ว่าเป็นไปไม่ได้ที่ผู้คนเหล่านี้ซึ่งเป็นศัตรูของพระคริสต์จะสามารถได้รับความรอด  พวกเขาไม่ยอมให้พี่น้องชายหญิงเป็นคำพยานถึงพระเจ้า แล้วพวกเขาจะเป็นคำพยานถึงพระเจ้าได้หรือ?  (ไม่ได้)  เวลาคนอื่นเป็นคำพยานถึงพระเจ้า พวกเขาก็เกลียดเสียจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ดังนั้น จงบอกเราเถิดว่า พวกเขาจะเป็นคำพยานถึงพระเจ้าได้หรือไม่?  พวกเขาไม่สามารถเป็นคำพยานถึงพระเจ้าได้อย่างเด็ดขาด  บางคนบอกว่า “นั่นไม่ถูกต้อง ศัตรูของพระคริสต์บางคนเป็นคำพยานถึงพระเจ้าได้ดีมาก และพี่น้องชายหญิงก็ร้องไห้เมื่อได้ฟัง”  นี่คือคำพยานประเภทใด?  พวกเจ้าต้องฟัง “คำพยาน” ประเภทนี้เพื่อพิจารณาว่าเป็นคำพยานที่แท้จริงหรือไม่  สมมุติว่าใครบางคนมีการงานดี มีครอบครัวดี และเมื่อได้รับการดลใจจากพระเจ้า เขาก็ละทิ้งงานและครอบครัวที่ดีของตน ทุ่มเทกายและใจให้กับการสละตนเพื่อพระเจ้า แม้จะรู้สึกโศกเศร้าอยู่ในหัวใจ แต่เขาก็ยอมละทิ้งทั้งหมด  พี่น้องชายหญิงกล่าวกับเขาว่า “คุณไม่รู้สึกอ่อนแอสักนิดเลยหรือ?”  เขาตอบว่า “รู้สึกนิดหน่อย แต่สำหรับฉันแล้ว การละทิ้งครอบครัวและการงานได้ล้วนเป็นการกระทำของพระเจ้าไม่ใช่หรือ?  ฉันเคยหาเงินได้วันละสองสามพัน เดือนหนึ่งก็หลายหมื่น มีสินทรัพย์มากมาย  หลังจากมาเชื่อในพระเจ้าแล้ว เพื่อที่จะปฏิบัติหน้าที่ของฉัน ฉันจึงยกสินทรัพย์ให้คนอื่นดูแล”  คนอื่นๆ ถามว่า “หลังยกสินทรัพย์ให้คนอื่นแล้ว คุณไม่ได้จัดการสินทรัพย์ของคุณเองเลยหรือ?  ตอนนี้คุณไม่มีส่วนเป็นเจ้าของอีกแล้วใช่ไหม?  คุณทำอย่างไรถึงปล่อยมือจากสินทรัพย์ของตัวเองได้?”  เขาตอบว่า “นี่เป็นการกระทำของพระเจ้า”  คำตอบนี้คลุมเครือเกินไปมิใช่หรือ?  (ใช่)  นี่เป็นเพียงคำพูดที่ว่างเปล่า  ยิ่งไปกว่านั้น การที่เขาบอกว่าเคยมีรายได้สูงเท่าใดก็เป็นเพียงการคุยโวมิใช่หรือ?  เหตุใดเขาจึงพูดเช่นนี้?  เขากำลังเป็นคำพยานว่าตนละทิ้งไปมากเท่าใด  เขาเป็นคำพยานถึงพระเจ้าอยู่หรือไม่?  เขากำลังเป็นคำพยานถึงประวัติ “อันรุ่งโรจน์” เล็กๆ น้อยๆ ของตน ราคาที่เคยจ่าย และสิ่งที่เคยสละในอดีต ถึงการที่เขาอุทิศตนมากขนาดไหน และเขาไม่ได้พร่ำบ่นพระเจ้า  ในเรื่องนี้มีส่วนที่เป็นคำพยานถึงพระเจ้าบ้างหรือไม่?  เจ้าไม่ได้เห็นสิ่งที่พระเจ้าทรงทำในเรื่องทั้งหมดนี้ใช่หรือไม่?  การที่เขาเป็นคำพยานถึงพระเจ้าจึงไม่จริง เห็นได้ชัดว่าเขากำลังเป็นคำพยานถึงตนเอง แต่กลับบอกว่ากำลังเป็นคำพยานถึงพระเจ้า!  นี่เป็นการหลอกลวงมิใช่หรือ?  เขาเสแสร้งว่าเป็นคำพยานถึงพระเจ้าเพื่อที่จะเป็นคำพยานถึงตนเอง—นี่คือความหน้าซื่อใจคดมิใช่หรือ?  เมื่อเป็นเช่นนั้น แล้วเหตุใดเมื่อได้ฟัง ผู้คนจึงรู้สึกตื้นตันมากและร้องไห้ไม่หยุด?  มีคนโง่สารพัดรูปแบบอยู่ทั่วไปหมด!  เมื่อใครเอ่ยถึงการเป็นคำพยานถึงพระเจ้า เมื่อนั้นศัตรูของพระคริสต์เป็นต้องพูดถึงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ บางอย่างที่พวกเขาได้ทำเอาไว้ สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่พวกเขาได้อุทิศ และเวลาอันน้อยนิดที่พวกเขาได้สละตน และเมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนก็เลิกสนใจ ดังนั้น พวกเขาจึงคิดหาเรื่องใหม่มาพูด พวกเขาเป็นคำพยานถึงตนเองด้วยวิธีนี้  ถ้าใครก็ตามเก่งกว่าพวกเขาและสามัคคีธรรมได้ดีกว่า นำความสว่างแห่งความจริงบางอย่างออกมา พวกเขาก็จะรู้สึกไม่สบายใจ  พวกเขารู้สึกไม่สบายใจเพราะความพยายามของพวกเขาในเรื่องความจริงด้อยกว่าคนอื่นและพวกเขากระตือรือร้นที่จะเป็นเลิศกว่าอย่างนั้นหรือ?  ไม่ใช่ พวกเขาจะไม่ยอมให้ใครดีกว่าตนเอง พวกเขาทนให้คนอื่นเก่งกว่าตนไม่ได้ และจะมีความสุขก็ต่อเมื่อพวกเขาดีกว่าผู้อื่น  นี่ไม่เลวร้ายหรอกหรือ?  ถ้าใครสักคนดีกว่าเจ้าและเข้าใจความจริงมากกว่าเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ควรเรียนรู้จากเขา—นี่เป็นเรื่องดีมิใช่หรือ?  นี่คือสิ่งที่ทุกคนควรยินดี  ตัวอย่างก็มีโยบ ชายคนนั้นที่อยู่ท่ามกลางผู้ติดตามพระเจ้าในประวัติศาสตร์ของมนุษย์  นี่เป็นเรื่องที่เปี่ยมสง่าราศีซึ่งเกิดขึ้นในพระราชกิจบริหารจัดการหกพันปีของพระเจ้าหรือเป็นเรื่องที่สร้างความเสื่อมเสีย?  (เปี่ยมสง่าราศี)  นี่เป็นเรื่องที่เปี่ยมสง่าราศี  แล้วเจ้าควรมีท่าทีเช่นไรต่อเรื่องนี้?  เจ้าควรมีมุมมองเช่นใด?  เจ้าควรยินดีกับพระเจ้าและเฉลิมฉลองให้พระองค์ สรรเสริญฤทธานุภาพของพระเจ้า สรรเสริญที่พระเจ้าทรงได้รับพระสิริ—นี่เป็นเรื่องดี  เป็นเรื่องดียิ่งนัก กระนั้น บางคนกลับรู้สึกรังเกียจและชิงชังด้วยซ้ำ  นี่ไม่ใช่ความเลวของพวกเขาเลวหรอกหรือ?  กล่าวตามตรงก็คือ พวกเขาเลว และที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะอุปนิสัยอันเลวร้ายของพวกเขา

อุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์นั้นเลวร้าย พวกเขาไม่เพียงไม่ยอมรับความจริงเท่านั้น แต่ยังสามารถขัดขืนพระเจ้า สร้างอาณาจักรของตนเอง และต่อต้านพระเจ้าอย่างไม่ลดละอีกด้วย—นี่คืออุปนิสัยอันเลวร้าย  พวกเจ้ามีความเข้าใจในอุปนิสัยอันเลวร้ายบ้างหรือไม่?  ผู้คนส่วนใหญ่อาจจะไม่รู้ว่าจะแยกแยะอุปนิสัยเหล่านี้ได้อย่างไร ดังนั้น พวกเรามายกตัวอย่างกันเถิด  บางคนมักจะประพฤติตนเป็นปกติอย่างยิ่งเมื่ออยู่ภายใต้รูปการณ์ทั่วไป กล่าวคือ พวกเขาพูดคุยและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างเป็นปกติมาก พวกเขาดูเหมือนผู้คนปกติและไม่ทำสิ่งใดที่ไม่ดี  แต่เมื่อพวกเขามาร่วมชุมนุม อ่านพระวจนะของพระเจ้า และสามัคคีธรรมความจริง บางคนกลับไม่เต็มใจฟัง บ้างก็ง่วงนอน บ้างก็รู้สึกรังเกียจความจริงและเห็นว่าเป็นเรื่องที่ทนฟังได้ยาก พวกเขาไม่อยากฟัง และบ้างก็เผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัวและไม่รับรู้อะไรเลย—นี่เกิดอะไรขึ้น?  เวลาที่ใครสักคนเริ่มสามัคคีธรรมความจริง เหตุใดจึงเกิดปรากฏการณ์ที่ผิดปกติมากมายนัก?  คนเหล่านี้บางคนก็อยู่ในสภาวะที่ผิดปกติ แต่บางคนก็เลวร้าย  ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ออกไปได้ว่าพวกเขาได้ถูกวิญญาณชั่วครอบงำแล้ว และบางครั้งผู้คนก็ไม่สามารถเข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างถ่องแท้หรือแยกแยะได้อย่างชัดเจน  ศัตรูของพระคริสต์มีวิญญาณชั่วอยู่ในตัว  ถ้าเจ้าถามพวกเขาว่าเหตุใดจึงเป็นปฏิปักษ์ต่อความจริง พวกเขาก็ตอบว่าตนไม่ได้เป็นปฏิปักษ์ต่อความจริงและดื้อรั้นไม่ยอมรับเรื่องนี้ ทั้งที่ตามข้อเท็จจริงแล้ว พวกเขารู้อยู่แก่ใจว่าตนไม่รักความจริง  เวลาไม่มีใครอ่านพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาก็เข้ากับผู้อื่นได้เหมือนเป็นคนปกติ และเจ้าย่อมไม่ตระหนักถึงสิ่งที่อยู่ภายในตัวพวกเขา  อย่างไรก็ดี เมื่อใครสักคนอ่านพระวจนะของพระเจ้า พวกเขากลับไม่อยากฟังและเกิดความรู้สึกรังเกียจขึ้นมาในหัวใจ  นี่คือการเปิดโปงธรรมชาติของพวกเขา—พวกเขาคือวิญญาณชั่ว พวกเขาเป็นแบบนี้  พระวจนะของพระเจ้าเปิดโปงแก่นแท้ของคนเหล่านี้หรือจี้ใจดำ?  ไม่ใช่ทั้งคู่  เวลาเข้าร่วมชุมนุม พวกเขาไม่ต้องการฟังใครอ่านพระวจนะของพระเจ้า—พวกเขาไม่เลวหรอกหรือ?  ที่ว่า “เลว” นี้หมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่าเป็นปฏิปักษ์โดยไม่มีเหตุผลต่อความจริง ต่อสิ่งที่เป็นบวก และผู้คนที่เป็นบวก แม้แต่ตัวพวกเขาเองก็ไม่รู้เหตุผล พวกเขาแค่ต้องทำตัวเช่นนั้นเท่านั้น  นี่คือความหมายของการเป็นคนเลว และพูดตรงๆ ก็คือการเป็นคนเลวทรามนั่นเอง  ศัตรูของพระคริสต์บางคนกล่าวว่า “แค่มีคนเริ่มอ่านพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น ฉันก็ไม่อยากฟังแล้ว  แค่ฉันได้ยินใครสักคนเป็นคำพยานถึงพระเจ้า ฉันก็รู้สึกรังเกียจ และฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไม  เวลาเห็นใครรักและไล่ตามเสาะหาความจริง ฉันกลับเข้ากับเขาไม่ได้ อยากต่อต้านเขา ฉันอยากสาปแช่ง อยากทำร้ายเขาลับหลัง และอยากทำลายเขาตลอดเวลา”  แม้แต่พวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดจึงรู้สึกเช่นนี้—นี่คือการเป็นคนเลว  เหตุผลที่แท้จริงของเรื่องนี้คืออะไร?  แท้จริงแล้ว ศัตรูของพระคริสต์ไม่มีวิญญาณของคนปกติอยู่ในตัว พวกเขาไม่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติเลย—ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องก็เป็นเช่นนี้  ถ้าคนปกติได้ฟังพระเจ้าตรัสอย่างชัดเจนและแจ่มแจ้งเช่นนั้นถึงแง่มุมต่างๆ ของความจริง พวกเขาย่อมคิดว่า “ในยุคสมัยที่เลวร้ายและสำส่อนทางเพศเช่นนี้ ยุคที่ไม่อาจแยกแยะถูกผิดและเรื่องดีชั่วสับสนปนเปกัน การได้ฟังความจริงมากมายเช่นนี้และพระวจนะอันประเสริฐเช่นนี้ช่างล้ำค่าและหาได้ยากยิ่ง!”  เหตุใดจึงล้ำค่า?  พระวจนะของพระเจ้าปลุกเร้าความปรารถนาและแรงบันดาลใจในตัวผู้ที่มีทั้งหัวใจและวิญญาณให้ตื่นขึ้น  แรงบันดาลใจอันใด?  พวกเขาโหยหาความยุติธรรมและสิ่งที่เป็นบวก โหยหาที่จะดำเนินชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า โหยหาที่จะมีความเป็นธรรมและความชอบธรรมในโลก และให้พระเจ้าเสด็จมาครองฤทธานุภาพเหนือโลก—นี่คือเสียงร่ำร้องของทุกคนที่รักความจริง  อย่างไรก็ดี ศัตรูของพระคริสต์โหยหาสิ่งเหล่านี้หรือไม่?  (ไม่)  ศัตรูของพระคริสต์โหยหาสิ่งใด?  “ถ้าฉันมีอำนาจ ฉันจะทำลายทุกคนที่ฉันไม่ชอบ!  เวลามีคนเป็นพยานยืนยันว่าพระคริสต์คือพระเจ้าผู้ปรากฏและทำพระราชกิจ เป็นพยานยืนยันว่าพระเจ้าคือองค์อธิปัตย์ของมวลมนุษย์ และเป็นพยานยืนยันว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง เป็นหลักสูงสุดในการดำเนินชีวิตของมวลมนุษย์ และเป็นรากฐานของการมีชีวิตรอดของมนุษย์ ฉันรู้สึกสะอิดสะเอียน เกลียดชัง และไม่อยากได้ยิน!”  นี่คือสิ่งที่ฝังลึกอยู่ในตัวศัตรูของพระคริสต์  ศัตรูของพระคริสต์มีอุปนิสัยเช่นนี้มิใช่หรือ?  ตราบใดที่มีคนบูชาพวกเขา เคารพยกย่อง และติดตามพวกเขา ตราบนั้นทั้งสองฝ่ายก็เป็นเพื่อนรัก เป็นพวกเดียวกัน ถ้าใครสามัคคีธรรมความจริงและเป็นพยานยืนยันถึงพระเจ้าอยู่เสมอ ศัตรูของพระคริสต์ก็จะหลบเลี่ยงคนคนนั้น รู้สึกรังเกียจ และถึงกับเล่นงาน กีดกัน และระรานเขา—นี่คือความเลว  เวลาพวกเราพูดถึงความเลว นั่นหมายถึงกลอุบายที่มากเล่ห์ของซาตานเสมอ สิ่งที่ซาตานทำนั้นเลวร้าย สิ่งที่พญานาคใหญ่สีแดงทำนั้นเลวร้าย สิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำก็เลวร้าย และเมื่อพวกเราพูดว่าพวกเขาเลว โดยหลักแล้วหมายถึงเรื่องที่พวกเขาเป็นปฏิปักษ์ต่อทุกสิ่งที่เป็นบวก ต่อต้านความจริงและพระเจ้าเป็นพิเศษ—นี่คือความเลว และนี่ก็คืออุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์

จงคิดดูเถิดว่าศัตรูของพระคริสต์ที่พวกเจ้าเคยพบเจอและรู้เรื่องของพวกเขานั้น มีคนใดบ้างที่แสดงอุปนิสัยอันเลวร้ายเช่นนี้ออกมา  เราเคยพบผู้หญิงร้ายกาจคนหนึ่งซึ่งมีความเป็นมนุษย์ที่มุ่งร้ายอย่างยิ่ง  เมื่อใดก็ตามที่พระนิเวศของพระเจ้าเทศนาว่ามหันตภัยใหญ่หลวงกำลังจะมาถึงในไม่ช้า มีเวลาไม่มากแล้ว พี่น้องชายหญิงควรตระเตรียมความดีกันอย่างไร ควรพยายามไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร ควรปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีเพื่อสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าอย่างไร และควรทำอย่างไรจึงจะไม่หลงเหลือเรื่องใดให้เสียใจ เมื่อใดก็ตามที่พระนิเวศของพระเจ้าเทศนาเรื่องเหล่านี้ หญิงคนนี้ก็จะสบถอยู่ในใจและคิดว่า “จุดจบของโลกหรือ?  ชีวิตนั้นยอดเยี่ยม  อาจเป็นจุดจบของโลกสำหรับคุณ แต่ไม่ใช่จุดจบของโลกสำหรับฉัน!  ต่อให้มหันตภัยใหญ่หลวงมาถึง ฉันก็ควรมีชีวิตอยู่ต่อไป  ถ้ามีใครต้องตาย พวกคุณก็ตายได้เลย!”  ผู้หญิงคนนี้ไร้เหตุผลหรืออย่างไรกันแน่?  เมื่อใดที่มีคนสามัคคีธรรมความจริงในแง่มุมนี้ เธอก็จะเริ่มไร้เหตุผลและเกิดความรู้สึกรังเกียจขึ้นมาในหัวใจ และเธอจะคิดว่า “ชีวิตของฉันเท่าที่เป็นอยู่ก็ดีอยู่แล้ว!  ฉันมีเงินมากมาย มีรถหลายคัน มีบ้านหลายหลัง มีรายได้สูง เป็นคนใหญ่คนโตในท้องถิ่นของฉัน และไม่มีใครกล้าล่วงเกินฉัน  สภาพความเป็นอยู่ของฉันดีถึงเพียงนี้ ถ้ามหันตภัยใหญ่หลวงมาถึง ฉันก็จะประสบกับการสูญเสียไม่ใช่หรือ?  ฉันยังไม่พร้อมที่จะตาย!”  เธอมีมุมมองเช่นใดต่อพระราชกิจของพระเจ้าและการที่พระเจ้าต้องประสงค์ที่จะทำลายล้างโลกที่เลวร้ายและมวลมนุษย์ที่เลวร้ายนี้?  (เป็นปฏิปักษ์ต่อเรื่องเหล่านี้)  ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงทำสิ่งใด ถ้านั่นเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของเธอ ถ้าทำให้ผลประโยชน์ของเธอเสียหาย เช่นนั้นเธอก็จะเกลียดและเป็นปฏิปักษ์ต่อสิ่งนั้น และเธอจะไม่เห็นด้วย โดยคิดว่า “สิ่งที่พระองค์ทำอยู่นั้นผิด!” แล้วเธอก็จะปฏิเสธกิจการของพระเจ้าทันที  ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่เลวร้ายที่สุดในตัวเธอก็คือเธอไม่ชอบที่ความเป็นธรรมและความชอบธรรมจะเป็นใหญ่ ไม่ว่าใครจะกุมอำนาจ ต่อให้พระเจ้าทรงเป็นผู้ครองฤทธานุภาพและมีความเป็นธรรมและความชอบธรรม ถ้านั่นทำให้ผลประโยชน์ของเธอเสียหาย เช่นนั้นก็ไม่ได้—สำหรับเธอแล้ว ผลประโยชน์ของเธอสำคัญกว่าพระเจ้า  การกระทำของเธอมีธรรมชาติของปีศาจมิใช่หรือ?  และเมื่อธรรมชาติของปีศาจมีบทบาท นั่นคือธรรมชาติเดียวกับตอนที่วิญญาณชั่วครอบงำใครบางคน แล้วคนคนนั้นก็บอกว่าไม่อยากฟังพระวจนะของพระเจ้ามิใช่หรือ?  (ใช่)  เมื่อใดที่มีคนอ่านพระวจนะของพระเจ้า วิญญาณชั่วตนนั้นก็จะบอกว่ามันไม่อยากฟัง  เมื่อใดก็ตามที่พี่น้องชายหรือพี่น้องหญิงสามัคคีธรรมเรื่องวันของพระเจ้าที่ใกล้จะมาถึงหรือมหันตภัยใหญ่หลวงที่จะมาถึงในไม่ช้า หญิงร้ายกาจคนนี้จะนึกเกลียดและสาปแช่งอยู่ในหัวใจ  เหตุใดจึงสาปแช่ง?  ถ้าพระเจ้าเสด็จมาทำลายล้างโลก เช่นนั้นเธอก็จะสูญเสียทรัพย์สินทั้งหมดของเธอ—เมื่อมีสิ่งใดมาแตะต้องผลประโยชน์ของเธอ เธอก็จะสาปแช่งสิ่งนั้น  ฉะนั้น การสาปแช่งของเธอจึงมีธรรมชาติเหมือนกับที่วิญญาณชั่วบอกว่ามันไม่อยากฟังพระวจนะของพระเจ้า  ทั้งสองมีลักษณะที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ เมื่อใดที่มีคนเอ่ยถึงความจริง เปิดเผยส่วนลึกในดวงจิตของพวกเขา เปิดเผยความอัปลักษณ์ ความเลว และความร้ายลึกของพวกเขา เมื่อนั้นความเกลียดชัง ความรู้สึกคัดค้าน และการต่อต้านก็จะเกิดขึ้นหัวใจของพวกเขา จากนั้นพวกเขาก็สาปแช่งและสบถ—วิญญาณชั่วก็เป็นเช่นนี้  จากภายนอก หญิงร้ายกาจคนนี้พูดจาและทำตัวเหมือนคนปกติโดยแท้ ไม่เหมือนคนที่ถูกปีศาจครอบงำ แต่ธรรมชาติในการกระทำของเธอกลับเหมือนของปีศาจนั่นไม่มีผิด  เมื่อมีโอกาส พวกเจ้าสามารถถามคนร่ำรวยในคริสตจักรได้ว่า “เมื่อวันของพระเจ้ามาถึงและเกิดมหันตภัยใหญ่หลวง แล้วทรัพย์สินของครอบครัวคุณสูญสิ้นไปทั้งหมด คุณจะรู้สึกเสียใจหรือไม่?  คุณเฝ้ารอให้วันของพระเจ้ามาถึงหรือไม่?  คุณเฝ้ารอให้พระเจ้าทรงครองฤทธานุภาพ รอให้ความเป็นธรรมและความชอบธรรมเป็นใหญ่หรือเปล่า?  คุณเฝ้ารอให้พระเจ้าทรงทำลายล้างมวลมนุษย์ที่เลวร้ายนี้โดยเร็ว แม้ว่าคุณจะถูกทำลายล้างไปด้วยหรือไม่?  คุณเต็มใจให้เกิดเรื่องเช่นนี้หรือไม่?”  จงดูเถิดว่ามุมมองของพวกเขาเป็นเช่นไร  บางคนจะเต็มใจให้เรื่องนี้เกิดขึ้น และบางคนก็จะไม่เต็มใจ  เมื่อนำโลกทั้งใบ จักรวาลทั้งมวล และสิ่งของทางวัตถุทั้งหมดที่พระเจ้าทรงปกครอง—ในที่นี้พวกเราไม่ได้พูดถึงสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่พูดถึงสิ่งที่อยู่ในขอบข่ายของวัตถุเท่านั้น เช่น ทรัพย์สินของครอบครัว รถยนต์ บ้าน เงิน และอื่นๆ—เมื่อนำสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดมารวมกัน สิ่งเหล่านี้จะมีค่าเท่ากับทรายเม็ดหนึ่งในพระหัตถ์ของพระเจ้าหรือไม่?  (ไม่)  อย่างไรก็ดี เมื่อผู้คนได้สิ่งเหล่านี้ พวกเขากลับไม่อยากปล่อยมือ และรู้สึกว่าตนมีต้นทุนที่จะต่อกรกับพระเจ้า โดยบอกว่า “ถ้าพระองค์เอาทรัพย์สินของครอบครัวข้าพระองค์ไป ข้าพระองค์ก็จะเกลียดพระองค์ ต่อต้านพระองค์ และจะไม่ยอมรับว่าพระองค์คือพระเจ้า!”  การที่พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการยอมรับของเจ้ากระนั้นหรือ?  (ไม่)  ด้วยทรัพย์สินเล็กๆ น้อยๆ ของครอบครัว เจ้าก็มีต้นทุนมาต่อกรกับพระเจ้าแล้วหรือ?  เจ้าช่างไม่รู้ความนัก!  เพชรคือสิ่งที่มีค่าที่สุดในโลก  เมื่อคนทั่วไปเห็นเพชรหนึ่งกะรัต พวกเขาย่อมรู้สึกทึ่งและพูดว่า “เพชรเม็ดใหญ่มาก!  ต้องมีราคาสักหมื่นหรือสองหมื่นดอลลาร์สหรัฐแน่ๆ!”  พวกเขาคิดว่าเพชรมีค่ามากเหลือเกิน  แต่แล้วเรากลับได้ยินรายงานข่าวที่บอกว่าดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากโลกทำด้วยเพชรทั้งดวง เราจึงตระหนักทันทีว่า ผู้คนช่างไม่มองการณ์ไกลกันเลย  เมื่อเจ้าเห็นเพชรส่องประกายระยิบระยับ เจ้าชอบมันมากและคิดว่าเป็นของที่ยอดเยี่ยม แต่พอเจ้าได้ยินว่ามีดาวเคราะห์ทั้งดวงที่ประกอบจากเพชร เมื่อนั้นมุมมองของเจ้าจะเป็นเช่นไร?  มุมมองที่เจ้ามีต่อเพชรย่อมเปลี่ยนไป  กล่าวคือ เมื่อเจ้าได้ยินข้อมูลอื่นๆ บางอย่าง โลกทัศน์ของเจ้าก็เปิดกว้างขึ้นทันที เจ้าไม่ได้มองเห็นเพียงพื้นที่เล็กๆ ตรงหน้าเจ้าอีกต่อไป เจ้าไม่ใช่กบในกะลาอีกต่อไป เพราะเจ้ามีข้อมูลเพิ่มขึ้นแล้ว การรับรู้ของเจ้าได้เปลี่ยนแปลงและเติบโตขึ้นแล้ว  ระหว่างที่ดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้ เมื่อผู้คนพบเจอทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันอยู่ตลอดเวลา โลกทัศน์ของพวกเขาก็เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน มุมมองของพวกเขาก็ได้รับการปรับเปลี่ยนใหม่อยู่ตลอดเวลา  นี่เป็นเรื่องปกติ และเป็นกระบวนการที่พระเจ้าทรงทำให้ผู้คนก้าวหน้าขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในชีวิตนี้ ทั้งยังก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในด้านความเข้าใจเชิงลึก มุมมอง และความเข้าใจเกี่ยวกับโลกทั้งโลกและกิจการของพระเจ้า  แล้วเมื่อพวกเจ้าได้ฟังเราบอกเล่าเรื่องนี้แล้ว พวกเจ้าควรปฏิบัติต่อเรื่องนี้อย่างไร?  ควรคิดหรือไม่ว่า “โอ้ ผู้คนบนแผ่นดินโลกช่างไม่รู้ความ พวกเขาไร้ความเข้าใจเชิงลึกและรู้น้อยนัก!”?  นั่นหมายความว่า บางทีมุมมองและความเข้าใจเชิงลึกที่เจ้ามีต่อทั้งจักรวาลทั้งหมด ต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งมวล ต่อสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงบัญชา และทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงบัญชา อาจจะเหมือนกับความเข้าใจที่เจ้ามีต่อเพชรเม็ดเล็กๆ เม็ดหนึ่งที่ถูกนำมูลค่าไปเทียบกับดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง ถูกต้องหรือไม่?  (ถูกต้อง)  จากเรื่องนี้ พวกเราสรุปได้ว่าอย่างไร?  บนโลกใบนี้ ไม่ว่าใครจะประสบความสำเร็จในเรื่องใด มีชื่อเสียงเพียงใด ทำสิ่งใดได้อย่างยอดเยี่ยมขนาดไหน พวกเขาก็ต้องไม่คุยโว เพราะมนุษย์ช่างไร้ความสำคัญและไร้ค่าโดยสิ้นเชิง!  พระเจ้าทรงเตรียมเพชรบางส่วนไว้บนแผ่นดินโลก และผู้คนก็ต่อสู้แย่งเพชรเหล่านั้น  ผู้คนไม่รู้หรือว่ามีดาวเคราะห์กี่ดวงในพระหัตถ์ของพระเจ้าที่มีสิ่งที่ดียิ่งกว่าเพชรเสียอีก?  ผู้คนน่าเวทนามิใช่หรือ?  (ใช่)  ผู้คนน่าเวทนาเช่นนี้เอง ผู้คนช่างไม่รู้ความเอาเสียเลย

ศัตรูของพระคริสต์อดไม่ได้ที่จะต่อต้านพระเจ้า โดยเนื้อแท้แล้ว พวกเขาเกลียดความจริงและสิ่งที่เป็นบวก ถึงขั้นไม่อาจปล่อยให้ผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและรักสิ่งที่เป็นบวกอยู่ตามลำพังได้ แต่กลับกล่าวโทษ กดขี่ และกีดกันผู้คนเช่นนี้  ส่วนคนที่สมรู้ร่วมคิดกับพวกเขานั้นก็ย่อมผูกพันกันโดยธรรมชาติ ปกป้องกันและกัน เป็นที่พึ่งพิงให้กัน รวมทั้งเลียแข้งเลียขากัน  จากเรื่องนี้ พวกเราสามารถเห็นได้ว่าผู้คนที่เป็นศัตรูของพระคริสต์คือพวกวิญญาณชั่วและวิญญาณโสมมที่กลับมาเกิดใหม่ และไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์ที่ปกติ  ไม่ว่าพวกเขาจะเข้าใจความจริงที่ได้ฟังมากเพียงใด หรือกล่าววาจาและคำสอนได้ชัดเจนเพียงใด เมื่อถึงเวลาปฏิบัติ สิ่งเดียวที่พวกเขาเลือกทำก็คือการทำสิ่งที่สวนทางกับความจริงและต่อต้านพระเจ้า ปกป้องสถานะและผลประโยชน์ของตนเอง—นี่คือความเลวของพวกเขา  แล้วพวกเขาเลวที่สุดในแง่ใด?  ในแง่ที่พวกเขาเกลียดความจริง พวกเขาเกลียดความจริงอย่างไร้คำอธิบายหรือสาเหตุ  ถ้าเจ้าถามพวกเขาว่าเหตุใดจึงเกลียดความจริง บางทีพวกเขาก็อาจจะอธิบายไม่ได้ แต่ทุกการกระทำของพวกเขาล้วนมีอุปนิสัยและวิธีการของศัตรูของพระคริสต์ และทุกการกระทำของพวกเขาล้วนชักพาให้ผู้คนหลงผิดและดักจับผู้คนเอาไว้ ก่อกวนและขัดขวางงานของพระนิเวศของพระเจ้า—นี่คือผลลัพธ์จากทุกการกระทำของพวกเขา  จงเปรียบเทียบและสังเกตดูผู้นำและคนทำงานทุกระดับ หรือพี่น้องชายหญิงทั่วไปรอบตัวพวกเจ้าที่พวกเจ้ารู้จักและไปมาหาสู่ เพื่อดูว่ามีพวกเขาคนใดเกลียดพี่น้องชายหญิงที่ไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร้เหตุผลและต้องการโจมตีรวมทั้งกีดกันคนเหล่านี้อยู่เสมอบ้างหรือไม่  พวกเขาเองก็รู้ว่านี่ไม่ถูกต้อง แต่พวกเขาก็อดไม่ได้ กล่าวคำพูดที่ฟังรื่นหูต่อหน้าพี่น้องชายหญิงเหล่านี้ แต่ลับหลังกลับทำสิ่งที่แตกต่างกันมาก เผยโฉมหน้าเยี่ยงปีศาจของตนออกมาและเริ่มต่อต้านพี่น้องชายหญิงเหล่านี้  ถ้านี่ไม่ใช่ความเลว แล้วคืออะไร?  สิ่งที่น่ารังเกียจที่สุดเกี่ยวกับศัตรูของพระคริสต์คืออะไร?  พวกเขามักจะพูดสิ่งที่ถูกต้องเพื่อชักพาประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรและคนรอบตัวให้หลงเชื่อ และถึงกับพูดเช่นนั้นเพื่อตบตาและหลอกลวงเบื้องบนอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาต้องการหลอกลวงพระเจ้าและได้รับความไว้วางใจจากผู้คนด้วยการใช้คำพูดที่สละสลวย จากนั้นก็อาละวาด กระทำการโดยไม่ยั้งคิด และทำทุกอย่างตามที่ตนต้องการในพระนิเวศของพระเจ้า  พวกเขารู้ว่าพูดอย่างไรจึงจะถูกต้อง พูดอย่างไรไม่ถูก และรู้ว่าตนควรกระทำการอย่างไร ไม่ควรกระทำการอย่างไร อะไรคือหลักธรรม อะไรไม่ใช่หลักธรรม อะไรคือการฝ่าฝืนหลักธรรม และอะไรคือการกระทำตามหลักธรรม  ในใจของพวกเขาไม่ได้มีความคลุมเครือในเรื่องเหล่านี้ และบางคนถึงกับรู้เรื่องเหล่านี้อย่างชัดเจนและกระจ่างแจ้งด้วยซ้ำ แต่ไม่ว่าพวกเขาจะเข้าใจดีเพียงใดและรู้หลักธรรมชัดเจนเพียงใด เวลาทำสิ่งต่างๆ พวกเขากลับไม่ปฏิบัติความจริงแม้แต่น้อย ทั้งยังทำเรื่องเลวร้ายตามใจปรารถนาอย่างไม่หยุดยั้ง  เรื่องนี้เป็นตัวตัดสินว่าพวกเขามีธรรมชาติเยี่ยงซาตานและมีธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์  พวกเขาไม่เพียงรังเกียจความจริงและเกลียดความจริงเท่านั้น แต่ยังเกลียดและกล่าวโทษสิ่งที่เป็นบวกอยู่เป็นประจำอีกด้วย  เหตุใดพญานาคใหญ่สีแดงจึงเกลียดความจริงและพระเจ้า?  ทั้งหมดนี้ถูกกำหนดโดยธรรมชาติเยี่ยงซาตานของมันทั้งสิ้น  พี่น้องชายหญิงบางคนถูกข่มเหงและไล่ล่ามากเสียจนไม่อาจกลับบ้านได้ แต่หมู่มารและเหล่าซาตานพวกนั้นกลับพูดว่า “คนเหล่านี้จะไม่ได้ใช้ชีวิตตามปกติอีกต่อไป พวกเขาถูกครอบครัวทอดทิ้งแล้ว”  อันที่จริง พวกเขากลับบ้านไม่ได้เพราะกำลังถูกพญานาคใหญ่สีแดงข่มเหง  มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมากมาย  พวกเจ้าเคยได้ยินเรื่องอื่นใดอีกบ้าง?  (พญานาคใหญ่สีแดงบอกว่าถ้าผู้คนอ่านพระวจนะของพระเจ้ามากเกินไป พวกเขาจะถูกล้างสมอง)  พญานาคใหญ่สีแดงบอกว่า “ผู้คนถูกพระวจนะของพระเจ้าล้างสมอง พวกเขาถูกทำให้เป็นพวกคลั่งพระเจ้าไปแล้ว”  นี่คือการบิดเบือนความจริงจากขาวให้เป็นดำ  เห็นได้ชัดว่าเป็นพญานาคใหญ่สีแดงที่ทำให้ผู้คนเสื่อมทรามและล้างสมองพวกเขา แต่มันกลับพลิกหน้ามือเป็นหลังมือและกล่าวว่าพระวจนะของพระเจ้าล้างสมองผู้คน—พวกปีศาจเหล่านี้เลวมาก!  พญานาคใหญ่สีแดงกล่าวอ้างความดีทั้งหมดที่คนอื่นทำว่าเป็นผลงานของมันและเอาเรื่องเลวร้ายที่มันทำมากล่าวโทษผู้อื่น  ศัตรูของพระคริสต์ก็ทำแบบเดียวกัน วิธีการของพวกเขาเหมือนพญานาคใหญ่สีแดง เหมือนซาตานไม่มีผิด  พวกเขาเป็นข้ารับใช้ของซาตานโดยแท้!

บัดนี้พวกเราได้สามัคคีธรรมเรื่องการสำแดงที่เลว ร้ายลึก และหลอกลวงของศัตรูของพระคริสต์ไปเกือบจบแล้วใช่หรือไม่?  สิ่งที่เราได้สามัคคีธรรมในวันนี้แตกต่างและเป็นจริงมากกว่าสิ่งที่พวกเจ้าสามารถทำความเข้าใจตามตัวอักษรมิใช่หรือ?  ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ พระนิเวศของพระเจ้าได้ผลิตวีดิทัศน์ออกมามากมาย รวมถึงบทเพลงนมัสการและภาพยนตร์บางส่วน และอื่นๆ ทั้งหมดนี้ได้ถูกเผยแพร่ทางออนไลน์แล้ว  ศัตรูของพระคริสต์คนหนึ่งในจีนแผ่นดินใหญ่เห็นสิ่งเหล่านี้ทางออนไลน์ก็กล่าวว่า “พวกคุณผลิตรายการเหล่านี้ในต่างประเทศ และพวกเราก็สามารถทำอย่างนี้ในประเทศจีนได้เช่นกัน”  จากนั้นเขาก็เริ่มเดินหน้ารับสมัครคน ได้คนกลุ่มหนึ่งมา และก่อตั้งคณะนักร้องประสานเสียงในประเทศของพญานาคใหญ่สีแดง  ในที่สุด คนเหล่านี้ก็ถูกจับกุม  เหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงต้องทำเช่นนี้?  เขามีจุดมุ่งหมายหรือไม่?  (มี)  จุดมุ่งหมายของเขาคืออะไร?  (ควบคุมผู้คน)  เรื่องไม่ได้ง่ายเพียงแค่ว่าเขาต้องการควบคุมผู้คน  เขาต้องการตั้งกลุ่มของตนเองขึ้นมา  แนวคิดของเขาคือ “พระนิเวศของพระเจ้ามีคณะประสานเสียงได้ ฉันก็มีได้เช่นกัน!  ถ้าทำสำเร็จ ฉันก็จะมีกลุ่มของตัวเอง  แค่โบกมือครั้งเดียว ผู้คนก็จะมามากมาย!”  ด้วยวิธีนี้ เขาก็จะเข้ามาแทนที่คริสตจักรของพระเจ้าได้  นี่คือจุดมุ่งหมายที่เขาต้องการสัมฤทธิ์มิใช่หรือ?  แต่ผลก็คือพญานาคใหญ่สีแดงเข้าปราบปรามอย่างเข้มงวดและความคิดเพ้อฝันของเขาก็ไม่เป็นผล  พระนิเวศของพระเจ้าปฏิบัติงานนี้ภายใต้เงื่อนไขที่มั่นใจได้ว่าจะมีความปลอดภัย  ในประเทศที่พญานาคใหญ่สีแดงปกครองมีเงื่อนไขเช่นนี้ให้เขาหรือไม่?  เขาไม่มีเงื่อนไขดังกล่าว แต่เขาก็ยังต้องการอวดตัว  เขาอวดตัวได้ไม่ดีเท่าใดนัก และท้ายที่สุดเรื่องต่างๆ ก็ไม่ได้ลงเอยด้วยดีสำหรับเขา  ไม่กี่ปีก่อน คนอีกกลุ่มหนึ่งผลิตรายการขึ้นมาและเผยแพร่ทางออนไลน์  พวกเขาขับร้องทำนองเพลงเก่าๆ พร้อมเต้นประกอบและสวมชุดลายดอกแบบชนกลุ่มน้อย  นั่นเป็นไปตามแบบแผนและล้าสมัยเกินไป  จงบอกเราเถิดว่า ศัตรูของพระคริสต์พวกนี้รังแต่จะก่อให้เกิดการก่อกวนมิใช่หรือ?  (ใช่)  ผู้ไม่มีความเชื่อและผู้คนในศาสนาไม่รู้สถานการณ์ที่แท้จริงและเชื่อว่าคริสตจักรเป็นผู้ทำเรื่องเหล่านี้จริงๆ  ศัตรูของพระคริสต์ทำเรื่องโง่เขลาอยู่เสมอ พวกเขาไม่เพียงเลวเท่านั้น แต่ยังโง่เขลาอีกด้วย  เหตุใดพวกเขาจึงโง่เขลา?  เพราะพวกเขาเลวมากจนกลายเป็นคนโง่เพราะความเลวใช่หรือไม่?  ไม่ใช่  ไม่ว่าคนคนหนึ่งจะมีขีดความสามารถเช่นไร ถ้าเขาเข้าใจความจริงอยู่บ้าง เช่นนั้นแล้ว ต่อให้ไม่มีหนทางที่จะก้าวไปข้างหน้าในการทำสิ่งต่างๆ และไม่รู้ว่าอะไรเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมที่จะทำ เขาก็มีบรรทัดฐานอยู่ในหัวใจของเขาว่า จะไม่กระทำการอย่างบุ่มบ่ามหรืออย่างมืดบอด  เป็นเช่นนี้ไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  อย่างไรก็ดี ผู้คนเหล่านั้นที่ไม่เข้าใจความจริงและโอหังจนไร้สำนึกก็กระทำการตามอำเภอใจ  การที่พวกเขากระทำการตามอำเภอใจหมายความว่าอย่างไร?  ผู้คนเช่นนี้ไม่มีสำนึกแห่งเหตุผล และผู้คนที่ไม่มีสำนึกแห่งเหตุผลไม่สามารถพิจารณาเรื่องต่างๆ ได้  ที่ว่า “พิจารณา” นี้เราหมายถึงอะไร?  เราหมายถึงสิ่งที่ควรทำในระยะแรกๆ สิ่งที่ต้องตระเตรียม เมื่อลงมือทำต้องมีสิ่งใดบ้าง เหตุใดจึงต้องทำรายการนี้ และหลังจากผลิตรายการแล้วจะสามารถส่งผลต่อผู้คนจำนวนเท่าใด สามารถเจริญใจผู้คนได้กี่คน และมีผลสืบเนื่องหรือข้อเสียใดๆ หรือไม่—เรื่องทั้งหมดนี้จำเป็นต้องได้รับการประเมิน  กระบวนการประเมินเช่นนี้เรียกว่า “การพิจารณา”  คนโง่เขลาเหล่านี้สามารถพิจารณาเรื่องต่างๆ ได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  ผู้คนที่ไม่สามารถพิจารณาประเด็นต่างๆ ได้ย่อมปราศจากความมีเหตุผล แล้วพวกเขามีความเข้าใจความจริงบ้างหรือไม่?  แน่นอนว่าไม่มี  ถ้าใครสักคนเข้าใจความจริงบางประการได้อย่างแท้จริง สำนึกแห่งเหตุผลของเขาก็จะชัดเจนขึ้นและสมเหตุสมผลยิ่งขึ้น  เขาสามารถเข้าใจได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าสิ่งใดเป็นบวก สิ่งใดเป็นลบ สิ่งใดถูก สิ่งใดผิด และหลักธรรมนั้นๆ อยู่ภายในขอบเขตใด นั่นคือ ไม่ว่าเขาจะทำสิ่งใด ทำเรื่องดีหรือไม่ดี เขาก็มีมาตรฐานอยู่ในหัวใจ  ตัวอย่างเช่น ถ้าใครบอกเจ้าให้วิ่งแก้ผ้าไปตามถนน เจ้าจะยอมทำหรือไม่?  (ไม่)  แล้วถ้ามีใครทุบตีเจ้า เจ้าจะไปทำหรือไม่?  ถ้ามีคนให้เงินเจ้าหนึ่งหมื่นหยวน เจ้าจะไปทำหรือไม่?  (การทำเช่นนั้นเป็นเรื่องน่าอับอาย  ข้าพระองค์ทำไม่ได้)  การรู้ว่าการทำเช่นนั้นเป็นเรื่องน่าอับอายก็คือการคิดอ่านประเภทหนึ่ง เป็นคำตัดสินรูปแบบหนึ่ง และเป็นท่าทีอย่างหนึ่งที่เกิดจากความมีเหตุผล นั่นคือ ด้วยความมีเหตุผลเช่นนี้เท่านั้น เจ้าจึงมีการคิดอ่านและท่าทีดังกล่าวได้  ฉะนั้น ไม่ว่าเจ้าจะถูกล่อลวงด้วยเงิน หรือถูกทรมานและถูกระรานอย่างโหดร้าย ไม่ว่าจะถูกบีบบังคับอย่างไร เจ้าก็ไม่ยอมทำเรื่องนั้นอยู่ดี เช่นนั้นเจ้าก็จะไม่ได้รับผลกระทบเลย และเจ้าจะตั้งมั่น  ศัตรูของพระคริสต์ไม่เข้าใจความจริง และนั่นคือสาเหตุที่พวกเขาไม่มีแนวคิดในเรื่องใดๆ ที่พวกเขาทำ  “แนวคิด” ที่ว่านี้หมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่าพวกเขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเพื่อเป็นคำพยานถึงพระเจ้า  ศัตรูของพระคริสต์คนนี้เชื่อว่าตนมีหัวใจที่เปี่ยมรักอย่างมหาศาล จึงรวบรวมผู้คนกลุ่มหนึ่งมาทำวีดิทัศน์ขับร้องประสานเสียงและลงเอยด้วยการใช้เงินไปเป็นจำนวนมาก รวมทั้งเอาตัวเข้าไปเสี่ยง  สถานการณ์ในจีนแผ่นดินใหญ่เลวร้ายกว่าในต่างประเทศ ดังนั้น ถ้ามีอะไรผิดพลาดขึ้นมาจะเป็นอย่างไร?  เขาพิจารณาเรื่องนี้หรือไม่?  เขาอาจจะพิจารณาสถานการณ์ในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่รู้ว่าควรทำรายการใดหรือสัมฤทธิ์ผลลัพธ์เช่นใด—เขาไม่เข้าใจแม้แต่น้อย  เหตุใดเขาจึงไม่เข้าใจ?  เขาปราศจากความมีเหตุผลนี้  ความมีเหตุผลเกิดขึ้นได้อย่างไร?  ด้วยการเข้าใจความจริงเท่านั้น เหตุผลของผู้คนจึงจะค่อยๆ ชัดเจนและสมเหตุสมผล  ศัตรูของพระคริสต์มีธรรมชาติที่เกลียดความจริง โดยเนื้อแท้แล้ว พวกเขาต่อต้านสิ่งที่เป็นบวก และในส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจ พวกเขาไม่มีวันที่จะรักความจริงได้ แล้วพวกเขาจะเข้าใจความจริงได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  ถ้าพวกเขาไม่สามารถเข้าใจความจริงได้ พวกเขาจะมีการคิดอ่านของความเป็นมนุษย์ที่ปกติได้หรือไม่?  พวกเขาจะไม่มีวันมีได้  คนที่ไม่มีการคิดอ่านของความเป็นมนุษย์ที่ปกติมีความมีเหตุผลหรือไม่?  ไม่มี  เมื่อศัตรูของพระคริสต์ทำและพูดอะไรบางอย่าง มุมมองและทุกสิ่งที่พวกเขาทำก็ไม่ต่างจากสิ่งที่หมู่มารและพวกวิญญาณชั่วทำ  เหตุใดเราจึงกล่าวว่าไม่มีความแตกต่าง?  ยกตัวอย่างเช่น ใครบางคนชอบเทศนาและอวดตนจริงๆ เขาย่อมมองหาผู้คนมาฟังเขาเทศนาอยู่เสมอ  ต่อให้ผู้คนไม่ชอบฟังเขา เขาก็ยังคงเทศนา เมื่อคนอื่นรู้สึกรังเกียจเขามาก เขากลับดูไม่ออก และไม่พยายามสังเกตคนเหล่านั้น เขามองไม่เห็นว่าผู้อื่นต้องการสิ่งใด และเอาแต่ตอบสนองความต้องการของตนเองเท่านั้น  นี่เป็นเรื่องน่าอับอายมิใช่หรือ?  นี่เป็นเรื่องน่าอับอาย และเขาก็ปราศจากความมีเหตุผล  การปราศจากความมีเหตุผลเช่นนี้มีความแตกต่างจากคำพูดและการกระทำที่ไร้แบบแผนและตามอำเภอใจของคนที่ถูกซาตานและพวกวิญญาณชั่วครอบงำหรือไม่?  แม้เขาอาจดูไม่เหมือนผู้ป่วยทางจิตที่วิ่งเปลือยเปล่าอย่างบ้าคลั่งไปตามถนน แต่เจ้าก็เห็นได้ว่าเขากระทำการอย่างปราศจากความมีเหตุผล  เวลาขอให้เขาให้น้ำพี่น้องชายหญิงหลายคน หรือประกาศข่าวประเสริฐ หรือปฏิบัติหน้าที่บางอย่าง เขาก็ปราศจากหลักธรรมโดยสิ้นเชิง และเอาแต่กระทำการอย่างบุ่มบ่ามตามที่เขาต้องการ  มีบางคนที่ประกาศข่าวประเสริฐมานาน 20 ปีโดยไม่ได้รับใครมาแม้แต่คนเดียว ทว่าพวกเขาก็ยังต้องการเป็นผู้นำ  มีคนแบบนี้หรือไม่?  มี  พวกเขาไม่มีหลักธรรมแม้แต่น้อย พวกเขาทำจนทุกสิ่งยุ่งเหยิงไปหมด แต่พวกเขากลับต้องการเป็นผู้นำและต้องการนำคนอื่น—แน่นอนว่ามีคนเช่นนี้อยู่เป็นจำนวนมาก  พวกเขาเชื่อในพระเจ้ามาตั้งหลายปีแล้ว อ่านพระวจนะของพระเจ้ามามากมาย และฟังคำเทศนามามากมาย แต่กลับไม่เข้าใจความจริงเลย  แล้วการที่พวกเขาไม่มีความเข้าใจเกี่ยวข้องกับสิ่งใด?  อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขาไม่เข้าใจ?  เป็นเพราะพวกเขาขาดพร่องขีดความสามารถและขาดพร่องความสามารถในการทำความเข้าใจมากเกินไป หรือเป็นเพราะลักษณะนิสัยของพวกเขาเลวร้ายและพวกเขาไม่รักความจริง?  (เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับแก่นแท้ของพวกเขา)  เหตุใดจึงเกี่ยวข้องกับแก่นแท้?  (เพราะแก่นแท้ของพวกเขาเลวร้าย พวกเขาจึงรับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ได้ และพระเจ้าไม่ทรงพระราชกิจในผู้คนเช่นนี้ ดังนั้น ไม่ว่าพวกเขาจะกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าอย่างไร พวกเขาก็จะไม่มีวันเข้าใจความจริง)  นี่คือสาเหตุจากปัจจัยภายนอก  แน่นอนว่าสาเหตุจากปัจจัยภายนอกก็คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ทรงพระราชกิจในตัวพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจะไม่สามารถเข้าใจสิ่งใดได้เลย—เรื่องนี้เกิดขึ้นกับใครก็ได้  ยังมีสาเหตุจากตัวบุคคลอีกประการหนึ่ง แล้วสาเหตุนั้นคืออะไร?  (ผู้คนดังกล่าวเกลียดความจริง)  แล้วผู้คนที่เกลียดความจริงมองความจริงว่าอย่างไร?  (เป็นสิ่งตรงข้ามกับตน)  พวกเขามองความจริงเป็นสิ่งตรงข้ามกับตน นั่นคือแง่มุมหนึ่ง  มีอะไรอีก?  พวกเขาสามารถเข้าใจความจริงในด้านที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงหรือไม่?  ไม่มีทาง  ถ้าพวกเขายังไม่สามารถแม้แต่จะทำความเข้าใจระดับนี้ได้ เช่นนั้นจงบอกเราเถิดว่า พวกเขาสามารถเข้าใจความจริงได้หรือไม่?  ไม่มีวัน พวกเขาไม่สามารถเข้าใจความจริงได้  สาเหตุจากปัจจัยภายนอกก็คือผู้คนเช่นนี้ไม่สามารถรับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ และพระเจ้าไม่ประทานความรู้แจ้งแก่พวกเขา  สาเหตุจากตัวบุคคลก็คือ พวกเขาเป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้า ความจริง และสิ่งที่เป็นบวก และสำหรับพวกเขาแล้ว ไม่มีสิ่งที่เป็นบวกใดเป็นสิ่งที่เป็นบวกเลย  แล้วในหัวใจของพวกเขา พวกเขาเชื่อว่าสิ่งใดเป็นบวก?  สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ซาตานสนับสนุน—ล้วนเป็นสิ่งที่เลวร้าย ว่างเปล่า และคลุมเครือ  แล้วคนเลวที่เกลียดความจริงเหล่านี้สามารถเข้าใจความจริงได้หรือไม่?  พวกเขาไม่มีวันเข้าใจความจริงได้เพราะพวกเขาไม่ยอมรับความจริง  คราวนี้จงบอกเราเถิดว่า มีประโยชน์อันใดหรือไม่ที่จะสามัคคีธรรมความจริงกับผู้คนแบบนี้?  เวลาที่เจ้าอ่านพระวจนะของพระเจ้าให้พวกเขาฟัง พวกเขาจะเต็มใจรับฟังได้หรือไม่?  พวกเขาคือผู้ไม่มีความเชื่อและเป็นพวกปีศาจกันทั้งสิ้น แล้วพวกเขาจะรับฟังพระวจนะของพระเจ้าได้อย่างไร?  บางคนไม่สามารถมองทะลุเรื่องนี้ได้และกล่าวว่า “เวลาฉันสามัคคีธรรมความจริงกับพวกเขา ทำไมพวกเขาถึงไม่เข้าใจ?  พวกเขาไม่ใช่มนุษย์หรอกหรือ?”  เจ้ารู้สึกฉงนและไม่อาจสื่อสารให้พวกเขาเข้าใจได้  เจ้าไม่สามารถรับฟังคำพูดของบางคนได้เลยและสิ่งที่พวกเขาทำก็เหลวไหลสิ้นดี—คนเหล่านี้คือผู้ไม่มีความเชื่อ เป็นพวกปีศาจ และไม่รับฟังเหตุผลใดๆ  เหตุใดเราจึงกล่าวสี่คำนี้ที่ว่า “ไม่รับฟังเหตุผลใดๆ”?  เจ้าเชื่อว่าพระเจ้าทรงดำรงอยู่และพระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง—เรื่องเหล่านี้คือสิ่งที่เป็นบวกมิใช่หรือ?  (ใช่)  แล้วคนเหล่านี้เชื่อสิ่งใด?  “พระเจ้าครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่งแบบนี้หรือ?  พระองค์ไม่ค่อยมีอะไรน่าประทับใจนัก”  พวกเขาไม่รับฟังเหตุผลเลยมิใช่หรือ?  (ใช่)  ไม่มีหนทางที่จะสื่อสารกับคนประเภทนี้ พวกเขาเป็นคนอีกจำพวกหนึ่ง เป็นสัตว์เดรัจฉาน ไม่รับฟังเหตุผลใดๆ   สัตว์เดรัจฉานไม่มีทางเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่เป็นบวกหรืออะไรคือความจริง ดังนั้นจึงไม่มีหนทางที่จะสื่อสารกับพวกเขา  การที่เจ้าไม่อาจสื่อสารกับพวกเขาได้นั้นไม่ใช่ปัญหาเรื่องเวลา หรือปัญหาว่าเจ้าเพียรพยายามหรือไม่ หรือเจ้าพยายามมากเท่าใด แต่เป็นเพราะพวกเขาไม่สามารถเข้าใจได้เลย แล้วจะมีอะไรให้พูดกับพวกเขาอีก?  มีอะไรอยู่ในตัวผู้คนเหล่านี้กันแน่?  ไม่มีความซื่อสัตย์ ไม่มีความเที่ยงธรรม และไม่มีความดีอยู่ในหัวใจของพวกเขา มีแต่ความเลว พวกเขาเต็มไปด้วยความเลว  นี่คือสาเหตุที่คนเหล่านี้ไม่รับฟังเหตุผลใดๆ และเหลือวิสัยที่จะช่วยให้รอดได้

เมื่อเทียบความหลอกลวงและความร้ายลึกกับอุปนิสัยที่เป็นความเลวแล้ว ความหลอกลวงและความร้ายลึกมีระดับที่ค่อนข้างเบาและตื้นเขินกว่า  ถ้ามีระดับตื้นเขิน แล้วเหตุใดเราจึงเอ่ยถึงความหลอกลวงและความร้ายลึกในที่นี้?  ศัตรูของพระคริสต์กระทำการและพูดจาหลอกลวง ไม่อาจอธิบายได้ และคลุมเครือ ทำให้ผู้อื่นรู้สึกว่าพวกเขาร้ายลึกและหลอกลวง และผู้คนทั่วไปก็ไม่อาจจับความเข้าใจความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับตัวพวกเขาได้  พวกเขากระทำการและพูดจาหลอกลวง ไม่สามารถเข้ากับผู้คนที่ไร้เล่ห์มารยา ซื่อสัตย์ และไล่ตามเสาะหาความจริงได้  ตรงกันข้าม พวกเขามักจะเห็นผู้คนดังกล่าวเป็นของเล่นและใช้ประโยชน์จากผู้คนเหล่านี้  ผู้คนเหล่านี้ถูกศัตรูของพระคริสต์ปั่นหัวเล่น หลอกลวง และถึงกับใช้ประโยชน์โดยไม่ตระหนักรู้เลย  แน่นอนว่าพฤติกรรมเช่นนี้และวิธีการเหล่านี้ที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้ไม่ได้ทำร้ายผู้คนมากนัก  แล้วอะไรที่ทำร้ายผู้คนอย่างหนัก?  นั่นก็คืออุปนิสัยอันเลวร้ายของศัตรูของพระคริสต์ และสิ่งที่ยิ่งร้ายแรงขึ้นไปอีกก็คือการชักพาให้ผู้คนหลงผิด การควบคุม และการกดขี่ผู้คนซึ่งเกิดจากอุปนิสัยอันเลวร้ายนี้  เมื่อศัตรูของพระคริสต์กระทำการ พวกเขามีแรงจูงใจและเจตนาที่ไม่อาจบอกผู้อื่นได้อยู่เสมอ  พวกเขาจะไม่มีวันอุทิศหรือสละสิ่งใดโดยไม่มีเหตุผล และจะไม่ทำสิ่งใดเพื่อใครหรือเพื่อพระนิเวศของพระเจ้าโดยไม่มีเหตุผลหรือสิ่งตอบแทน  เบื้องหลังทุกการกระทำและคำพูดของพวกเขามีแรงจูงใจ มีเจตนา และทันทีที่เจตนาและแรงจูงใจของพวกเขาถูกตีแผ่ หรือความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของพวกเขาพังทลาย พวกเขาก็มองหาโอกาสถอนตัว  พวกเขาคิดในใจว่า “การอุทิศหรือสละตนโดยไม่มีเหตุผลช่างไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย ไม่คุ้มค่ากับที่ฉันทุ่มเท  คนเราต้องได้อะไรบางอย่างจากการเชื่อในพระเจ้า  ถ้าคนเราสละตนเพื่อพระเจ้าโดยไม่ขอรางวัล เช่นนั้นก็โง่จริงๆ”  ตรรกะของพวกเขาคือ “ของฟรีไม่มีในโลก”  พวกเขาระบุว่ามโนธรรมและสำนึก พฤติกรรม และความดีซึ่งผู้คนที่ปกติควรมีและควรทำเป็นเรื่องโง่เขลาและเบาปัญญา  นี่เป็นความเลวร้ายมิใช่หรือ?  (ใช่)  นี่เป็นความเลวร้ายอย่างยิ่ง  ตัวอย่างเช่น พระนิเวศของพระเจ้าจัดแจงเตรียมงานบางอย่างและให้การดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องชายหญิงที่ปฏิบัติหน้าที่ของตน แต่ศัตรูของพระคริสต์กลับขัดขวางจากภายใน  ศัตรูของพระคริสต์มีจุดประสงค์ใดในการขัดขวางพวกเขา?  ถ้าการจัดแจงเตรียมงานมาจากศัตรูของพระคริสต์ และเมื่อพี่น้องชายหญิงรู้เรื่องนี้ พี่น้องชายหญิงย่อมจะรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณศัตรูของพระคริสต์ เมื่อเป็นเช่นนั้น ศัตรูของพระคริสต์จะริเริ่มดำเนินการ  ถ้าพี่น้องชายหญิงไม่รู้ว่าใครเป็นผู้จัดแจงเตรียมงานและคิดว่าพระนิเวศของพระเจ้าเป็นผู้ทำ พวกเขาย่อมขอบคุณพระเจ้า แล้วศัตรูของพระคริสต์จะดำเนินการจัดแจงเตรียมงานนั้นหรือไม่?  ไม่อย่างเด็ดขาด  การจัดแจงเตรียมงานจะหยุดอยู่ที่ศัตรูของพระคริสต์และจะไม่ถูกนำไปปฏิบัติ  การที่พระนิเวศของพระเจ้าออกการจัดแจงเตรียมงานเหล่านี้ย่อมเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องชายหญิง และงานข่าวประเสริฐก็จะเผยแผ่ได้ดียิ่งขึ้น นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับพระราชกิจของพระเจ้า แล้วผู้ที่ทำหน้าที่ผู้นำควรนำการจัดแจงเตรียมงานเหล่านี้ไปดำเนินการอย่างไร?  พวกเขาควรทำทุกสิ่งที่ทำได้เพื่อดำเนินการจัดแจงเตรียมงานเหล่านี้ให้ดีและทำงานให้บรรลุผล  อย่างไรก็ดี ศัตรูของพระคริสต์บางคนกลับขัดขวางจากภายในและไม่ยอมดำเนินงานเป็นเวลาสองปี  อะไรคือสาเหตุของเรื่องนี้?  นี่คือซาตานก่อให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวน  คริสตจักรบางแห่งถูกศัตรูของพระคริสต์และคนชั่วก่อกวนและควบคุม และพี่น้องชายหญิงที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนก็ไม่ได้รับการดูแล  นี่ทำให้ศัตรูของพระคริสต์มีความสุข พวกเขาคิดในใจว่า “ฉันได้เป็นผู้รับประโยชน์จากสิ่งที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้และได้ประโยชน์มหาศาลอย่างนี้ก็เพียงพอแล้ว  พี่น้องชายหญิงทั้งหมดจะเป็นผู้รับประโยชน์ได้อย่างไร?”  การที่พี่น้องชายหญิงได้ประโยชน์จะส่งผลต่อศัตรูของพระคริสต์ในทางใดบ้าง?  นั่นจะไม่ส่งผลต่อพวกเขาเลย  พวกเขาจะได้ประโยชน์ ทุกคนจะได้ประโยชน์ และนั่นจะเป็นเรื่องที่ดีมาก!  ลองพิจารณาสถานการณ์โดยรวมว่า เจ้าไม่ควรขัดขวางเรื่องนี้ และไม่ควรระงับเรื่องเอาไว้ แต่ควรนำไปปฏิบัติด้วยความยินดี  นั่นเป็นปกติมิใช่หรือ?  (ใช่)  นี่คือหน้าที่ที่คนคนหนึ่งควรปฏิบัติ และเป็นความรับผิดชอบของเจ้า  ในแง่มุมหนึ่ง เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้เจ้าเสียอะไรเลย ขณะที่อีกแง่มุมหนึ่งคือ ทุกคนปรารถนาให้งานข่าวประเสริฐเผยแผ่ออกไปมิใช่หรือ?  (ใช่)  เมื่อพวกเขาเห็นพี่น้องชายหญิงชื่นชมพระคุณจากพระเจ้า พวกเขาอิจฉาใช่หรือไม่?  พวกเขาอิจฉาอะไร?  ศัตรูของพระคริสต์เป็นพวกปีศาจมิใช่หรือ?  แล้วเหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงไม่ดำเนินงานเล่า?  เพราะพวกเขาอิจฉา  พวกเขาพิจารณาหรือไม่ว่าการนำงานไปปฏิบัติจะเป็นประโยชน์ต่อการเผยแผ่งานข่าวประเสริฐ?  (ไม่)  เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของพวกเขาหรือไม่?  เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับพวกเขา?  ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพวกเขาเลย แต่พวกเขาก็ไม่ยอมดำเนินงาน และนี่คือความเลวของพวกเขา  พวกเขาเป็นหมู่มารที่มีชีวิตและควรถูกสาปแช่ง!  ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานในพระนิเวศของพระเจ้าและผู้คนที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนเป็นจำนวนมากเช่นนี้ พวกเขากลับไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมาเลย  ถ้าพวกเขามีเจตนาดีแม้เพียงสักนิด พวกเขาคงจะทำเรื่องดังกล่าวไม่ลง  แล้วเหตุใดพวกเขาจึงกระทำการเช่นนี้?  นี่คือความชั่วร้ายและเป็นความเลว  พวกเจ้าทำเรื่องเช่นนี้หรือไม่?  ถ้าสามารถทำเรื่องเช่นนี้ได้ พวกเจ้าก็ไม่ต่างจากศัตรูของพระคริสต์ และเป็นหมู่มารที่มีชีวิตเช่นกัน  พวกเจ้าต้องไม่ทำเรื่องแบบนี้!  มีศัตรูของพระคริสต์บางคนเช่นกันที่มองเห็นว่ามีคนชั่วในคริสตจักรที่มักจะก่อกวนงานของคริสตจักร ก่อความวุ่นวายในคริสตจักร แต่พวกเขากลับเพิกเฉย  เมื่อขอให้พวกเขาจัดการผู้คนดังกล่าว พวกเขากลับอิดออดและผัดผ่อนไม่ยอมจัดการ  พวกเขาไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของพี่น้องชายหญิง คิดแต่จะไม่ให้ความมีหน้ามีตาของตนเสียหายเท่านั้นเอง  พวกเขาคิดว่า “ฉันได้รับแต่งตั้งเป็นผู้นำก็ต้องมีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาด  ฉันมีอำนาจและสิทธิ์ขาดอย่างเบ็ดเสร็จ  ถ้าฉันขับไล่ใครก็ตามที่คุณบอกให้ขับไล่ แบบนั้นก็จะทำให้เห็นว่าฉันว่าไร้อำนาจโดยสิ้นเชิง  ฉันต้องทำให้แน่ใจว่าพี่น้องชายหญิงรู้ว่าคนเหล่านี้อยู่ภายใต้การดูแลของฉันและเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของฉัน”  พวกเขากำลังต่อต้านใคร?  (พระเจ้า)  การต่อต้านพระเจ้าไม่เลวร้ายหรอกหรือ?  นี่คือความเลว  เจ้ารู้หรือไม่ว่ามนุษย์คือสิ่งมีชีวิตจำพวกใด?  พระเจ้าประทานลมหายใจแก่เจ้า และถ้าเจ้าไม่รู้เรื่องที่สำคัญเช่นนี้ เช่นนั้นเจ้าก็โง่เขลามิใช่หรือ?  พระเจ้าทรงปลิดชีวิตเจ้าได้ทุกเมื่อ กระนั้น เจ้าก็ยังคงตั้งตนต่อต้านพระเจ้าอย่างสุดกำลัง—นี่คือความเลว และเจ้าคือมารที่มีชีวิตตนหนึ่ง!  ฉะนั้น ด้านหนึ่ง พวกเจ้าต้องไล่ตามเสาะหาความจริงและไม่เดินตามเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ นอกจากนี้ พวกเจ้าต้องรู้ว่าจะแยกแยะศัตรูของพระคริสต์อย่างไร  ถ้าเจ้าพบเจอศัตรูของพระคริสต์ เจ้าควรเฝ้าสังเกตเขาอย่างใกล้ชิด และถ้าเห็นเขากำลังจะทำเรื่องเลวร้าย เช่นนั้นจงหยุดเขาทันที รวมตัวกับพี่น้องชายหญิงมาเปิดโปงพวกเขา ชำแหละ ปฏิเสธ และขับไล่เขา  เมื่อเร็วๆ นี้ เราได้ยินเรื่องพี่น้องชายหญิงวัยหนุ่มสาวหลายคนในคริสตจักรแห่งหนึ่งรวมตัวกันขับไล่ผู้นำเทียมเท็จ  เราว่าคนหนุ่มสาวเหล่านี้มีความก้าวหน้า พวกเขาไม่ได้ใช้ชีวิตตามปรัชญาเยี่ยงซาตาน สามารถปฏิบัติความจริงและกระทำการตามหลักธรรม และพวกเขาดีกว่าคนส่วนใหญ่มาก  ผู้คนส่วนใหญ่มีปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลก ถูกพิษของซาตานอย่างลึกซึ้งทีเดียว และยังไม่สามารถสลัดอิทธิพลของซาตานออกไปได้  การสามารถปลดผู้นำเทียมเท็จได้แสดงให้เห็นว่าคนเราเข้าใจความจริงบางประการและสามารถปกป้องงานของพระนิเวศของพระเจ้าได้—นี่เป็นเรื่องดี  นี่แสดงว่าคนเราได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ในชีวิตแล้วและสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ดี

ด้วยการสามัคคีธรรมและการเปิดโปงในวันนี้ถึงแง่มุมต่างๆ ที่เป็นแก่นแท้แห่งความเลว ความเคลือบแฝง และความหลอกลวงของศัตรูของพระคริสต์ ตลอดจนการสำแดงต่างๆ นานาทั้งปวงของพวกเขา พวกเราย่อมเห็นว่าศัตรูของพระคริสต์ต่อต้านพระเจ้าโดยเนื้อแท้  บางคนกล่าวว่า “แม้ฉันจะมีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ แต่ฉันก็ไม่มีแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ และจะไม่มีวันกลายเป็นศัตรูของพระคริสต์”  เจ้าคิดอย่างไรกับท่าทีเช่นนี้?  แม้เจ้าไม่มีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ แต่เจ้าก็มีการสำแดงและการเผยเหล่านี้ของศัตรูของพระคริสต์ เจ้าใช้ชีวิตตามสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้ชีวิต และเจ้าก็มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ ดังนั้น เจ้าจึงตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะเดินตามเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์  เมื่อมีสถานะ อิทธิพล และต้นทุน การที่เจ้าจะกลายเป็นศัตรูของพระคริสต์ก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น และนั่นคือข้อเท็จจริง  อะไรคือเจตนารมณ์ของเราที่กล่าวเช่นนี้?  เรากล่าวเช่นนี้เพื่อส่งสัญญาณเตือนและบอกข้อเท็จจริงแก่พวกเจ้าว่า เมื่อใครสักคนเริ่มใช้เส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ ก็มีความเป็นไปได้อยู่สองประการ  ประการหนึ่งคือเจ้าจะค้นพบเรื่องนี้ทันเวลา เปลี่ยนแนวทาง ทบทวนตนเอง กลับใจ และสามารถนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า  นี่คือความเป็นไปได้ที่ดีที่สุด และเจ้าก็จะมีหวังในการได้รับความรอด  อย่างไรก็ดี ถ้าเจ้าไม่อาจเดินตามเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริง เช่นนั้นแล้ว เมื่อเจ้าได้กระทำความชั่วไปมากมายและถูกระบุว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์ ผลที่ตามมาย่อมเป็นเรื่องที่ไม่อยากจะนึกถึง  เจ้าเข้าใจหรือไม่?  (เข้าใจ)  ดีที่เจ้าเข้าใจ  ที่กล่าวเช่นนี้ เราหมายความว่าอย่างไร?  เราหมายความว่าถ้าเจ้ามีการสำแดงของศัตรูของพระคริสต์ เจ้าก็ยังคงมีพื้นที่ให้ปรับเปลี่ยนและมีโอกาสกลับใจ แต่เมื่อเจ้ากลายเป็นศัตรูของพระคริสต์แล้ว เช่นนั้นเจ้าก็ตกอยู่ในอันตราย  ฉะนั้น เมื่อเจ้าค้นพบว่าตนเองมีการสำแดงของศัตรูของพระคริสต์ เจ้าก็ควรเปลี่ยนเส้นทางเสีย แสวงหาความจริง และแก้ไขปัญหานี้ อย่าดูเบาเรื่องนี้  หาไม่แล้ว เมื่อเจ้ามีอำนาจและโอกาส เจ้าจะกระทำความชั่วอย่างไม่ยั้งคิด ก่อให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวนงานของคริสตจักร  เจ้าจะแบกรับผลที่ตามมาไม่ไหว และนั่นก็มีแนวโน้มอย่างมากที่จะส่งผลกระทบต่อจุดจบและบั้นปลายของเจ้า

วันนี้ พวกเราได้อธิบายอย่างชัดเจนถึงความแตกต่างที่สำคัญยิ่งระหว่างอุปนิสัยอันเลวร้ายของศัตรูของพระคริสต์กับอุปนิสัยอันเลวร้ายของคนทั่วไป  พวกเจ้าเข้าใจแล้วใช่หรือไม่?  มนุษย์ที่เสื่อมทรามล้วนมีอุปนิสัยอันเลวร้ายกันทั้งสิ้น และพวกเขาทุกคนมีการเผยและการสำแดงอุปนิสัยอันเลวร้ายออกมา  อย่างไรก็ดี อุปนิสัยอันเลวร้ายของคนทั่วไปกับอุปนิสัยอันเลวร้ายของศัตรูของพระคริสต์นั้นแตกต่างกัน  แม้คนทั่วไปจะมีอุปนิสัยอันเลวร้าย แต่พวกเขาก็โหยหาความจริงและรักความจริงอยู่ในหัวใจ และระหว่างที่พวกเขาเชื่อในพระเจ้าและปฏิบัติหน้าที่ของตนอยู่นั้น พวกเขาสามารถยอมรับความจริง  แม้ความจริงที่พวกเขาสามารถนำไปปฏิบัติได้จะมีจำกัด แต่พวกเขาก็ยังปฏิบัติความจริงได้บ้าง ดังนั้น อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาจึงค่อยๆ ถูกชำระให้บริสุทธิ์และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงได้ แล้วในที่สุด พวกเขาก็สามารถนบนอบพระเจ้าในระดับพื้นฐานและได้รับความรอด  ในทางกลับกัน ศัตรูของพระคริสต์ไม่รักความจริงแม้แต่น้อย พวกเขาไม่เคยยอมรับความจริง และไม่เคยนำไปปฏิบัติเลย  พวกเจ้าควรพยายามสังเกตและแยกแยะตามที่เรากล่าวไว้ในที่นี้ว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้นำคริสตจักรหรือคนทำงาน จะเป็นพี่น้องชายหรือพี่น้องหญิงทั่วไป จงดูว่าพวกเขาสามารถนำความจริงไปปฏิบัติภายในขอบเขตที่พวกเขาสามารถเข้าใจได้หรือไม่  ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าใครบางคนเข้าใจหลักธรรมความจริงประการหนึ่ง แต่พอถึงเวลานำไปปฏิบัติ เขากลับไม่นำไปปฏิบัติเลย เขาทำในสิ่งที่ตนต้องการและกระทำการตามอำเภอใจ—นี่คือความเลวและยากที่จะช่วยคนแบบนี้ให้รอด  บางคนไม่เข้าใจความจริงอย่างแท้จริง แต่ในหัวใจของพวกเขาต้องการแสวงหาว่าแท้จริงแล้วควรทำสิ่งใดจึงจะเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าและสอดคล้องกับความจริง  ในส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจ พวกเขาปรารถนาที่จะไม่ฝ่าฝืนความจริง  เพียงเพราะไม่เข้าใจความจริง พวกเขาจึงพูดและกระทำการที่เป็นการละเมิดหลักธรรม ทำเรื่องผิดพลาด และถึงขั้นทำสิ่งที่ก่อให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวน—เรื่องนี้มีธรรมชาติเช่นใด?  ธรรมชาติของเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการทำความชั่ว แต่เกิดจากความโง่เขลาและการไม่รู้ความ  พวกเขาทำเรื่องเหล่านี้เพียงเพราะไม่เข้าใจความจริง เพราะไม่สามารถบรรลุหลักธรรมความจริง และเพราะคิดไปตามมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของตนว่า การทำสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องถูกต้องแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงกระทำการเช่นนั้น และด้วยเหตุนั้น พระเจ้าจึงทรงระบุว่าพวกเขาเป็นคนที่โง่เขลาและไม่รู้ความ ขาดขีดความสามารถ ไม่ใช่ว่าพวกเขาเข้าใจความจริงและจงใจฝ่าฝืนความจริง  สำหรับผู้นำและคนทำงานที่ทำสิ่งต่างๆ ตามมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของตนอยู่เสมอ และมักจะขัดขวางงานของพระนิเวศของพระเจ้าเพราะไม่เข้าใจความจริง เจ้าต้องปฏิบัติด้วยการดำเนินการกำกับดูแลและการจำกัด รวมทั้งปฏิบัติการสามัคคีธรรมความจริงให้มากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ  ถ้าใครสักคนขาดพร่องขีดความสามารถมากเกินไป ไม่สามารถเข้าใจหลักธรรมความจริงได้ เช่นนั้นก็ถึงเวลาแล้วที่จะปลดเขาในฐานะผู้นำเทียมเท็จ  ถ้าเขาเข้าใจความจริง แต่จงใจฝ่าฝืนความจริง เขาก็ต้องถูกตัดแต่ง  ถ้าตลอดเวลาที่ผ่านมา เขายังคงไม่สามารถยอมรับความจริงและไม่แสดงให้เห็นการกลับใจ เช่นนั้นเขาก็ต้องถูกจัดการในฐานะคนชั่ว และควรถูกคัดออก  อย่างไรก็ดี ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ร้ายแรงกว่าธรรมชาติของคนชั่วหรือผู้นำเทียมเท็จมาก เพราะศัตรูของพระคริสต์จงใจก่อกวนงานของคริสตจักรโดยเจตนา  ต่อให้เข้าใจความจริง พวกเขาก็ไม่ปฏิบัติความจริง พวกเขาไม่ฟังใคร และถ้าฟัง พวกเขาก็ไม่ยอมรับสิ่งที่ได้ยิน  แม้ว่าภายนอกพวกเขาจะดูเหมือนยอมรับความจริง แต่พวกเขากลับต่อต้านความจริงอยู่ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจ และเมื่อถึงเวลากระทำการ พวกเขาก็ยังคงกระทำการตามความชอบของตนเองโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าเลย  เวลาอยู่ต่อหน้าผู้อื่น พวกเขาก็พูดจาภาษามนุษย์อยู่บ้างและมีสภาพเสมือนมนุษย์อยู่บ้าง แต่เวลากระทำการลับหลังผู้คน ธรรมชาติเยี่ยงปีศาจของพวกเขาก็ปรากฏออกมา—คนเหล่านี้คือศัตรูของพระคริสต์  เมื่อได้รับสถานะ บางคนก็ทำความชั่วทุกรูปแบบและกลายเป็นศัตรูของพระคริสต์  บางคนไม่มีสถานะ แต่แก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาเหมือนกับศัตรูของพระคริสต์—เจ้าบอกได้หรือไม่ว่าพวกเขาเป็นคนดี?  ทันทีที่พวกเขาได้รับสถานะ พวกเขาก็ทำความชั่วสารพัดรูปแบบ—พวกเขาคือศัตรูของพระคริสต์

มีพวกเจ้าคนใดบ้างที่พบว่าตนเองกำลังกลายเป็นศัตรูของพระคริสต์อย่างรวดเร็ว และรู้สึกว่าทันทีที่ได้รับสถานะ พวกเจ้าจะกลายเป็นศัตรูของพระคริสต์อย่างแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์?  ถ้าเป็นเช่นนั้น เมื่อผู้อื่นเลือกเจ้าเป็นผู้นำ เจ้าก็ต้องไม่ยอมให้พวกเขาเลือกเจ้าเป็นอันขาดและควรบอกว่า “ฉันสละสิทธิ์  กรุณาอย่าเลือกฉัน  ถ้าพวกคุณทำอย่างนั้น ทุกอย่างก็จะจบสิ้นสำหรับฉัน”  นี่เรียกว่ามีการตระหนักรู้ตนเอง  การไม่มีสถานะเป็นการปกป้องตัวเจ้าเอง  ในฐานะผู้ติดตามทั่วไป เจ้าอาจไม่เคยมีโอกาสทำความชั่วร้ายแรง และความน่าจะเป็นที่เจ้าจะถูกลงโทษอาจเป็นศูนย์  แต่ทันทีที่เจ้าได้รับสถานะ ความน่าจะเป็นที่เจ้าจะกระทำความชั่วก็เต็มร้อย เช่นเดียวกับความน่าจะเป็นที่เจ้าจะถูกลงโทษ จากนั้น ทุกอย่างก็จบสิ้นสำหรับเจ้า และเจ้าจะทำลายโอกาสที่เจ้าอาจมีในการได้รับความรอดไปแล้วโดยสิ้นเชิง  ถ้าเจ้ามีความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมี เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ควรรีบอธิษฐานถึงพระเจ้า แสวงหาความจริงมาแก้ไขปัญหา พึ่งพาพระเจ้า ปฏิบัติการยับยั้งชั่งใจตนเอง ไม่อวดอ้างสถานะของตน แล้วจากนั้นเจ้าย่อมจะปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าได้ตามปกติ  ถ้าเจ้าใจจดใจจ่ออยู่กับตำแหน่งอย่างเป็นทางการและอวดอ้างสถานะของตนอยู่เสมอ ไม่ใส่ใจการปฏิบัติหน้าที่ของตน เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็คือนักต้มตุ๋นและต้องถูกกำจัดออกไป  เมื่อเจ้ายอมรับหน้าที่หนึ่ง จงอย่ามัวใจจดใจจ่อกับสถานะ เจ้าควรปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าให้ดีเท่านั้น—การจัดการเรื่องต่างๆ ให้ดีนั้นคือสิ่งที่เป็นจริงยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด  ถ้าเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าให้ดีได้ เช่นนั้นเจ้าก็จะทำให้พระเจ้าพอพระทัยแล้วมิใช่หรือ?  สำหรับพวกเจ้าแล้ว นี่เป็นหนทางสุดท้ายที่พวกเจ้าจะหลีกเลี่ยงการทำชั่วได้  การจำกัดตนเองอยู่เสมอและไม่ยอมให้ตนเองได้รับสถานะเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี?  (เป็นเรื่องดี)  แล้วเหตุใดบางคนจึงยังพากเพียรอย่างหนักที่จะแข่งขันชิงสถานะระหว่างการเลือกตั้งเล่า?  คนแบบนี้มีความทะเยอทะยานมากเกินไป  การที่ผู้คนมีความทะเยอทะยานมากเกินไปไม่ใช่เรื่องปกติ—พวกเขากำลังเป็นคนเลว  มีพี่น้องหญิงสาวๆ หลายคนที่ต้องการมีตำแหน่งอย่างเป็นทางการและรักสถานะเป็นอย่างมาก ทุกคนอยู่ในวัยยี่สิบกว่าปี  ถ้าไม่ได้รับเลือกให้เป็นผู้นำ พวกเธอก็จะแง่งอนและไม่กินอาหาร  แม้พวกเธอจะดูเป็นเด็กอยู่บ้าง แต่ในแง่ของความมุ่งมั่น เรื่องต่างๆ จะร้ายแรงอย่างยิ่งเมื่อพวกเธออายุมากขึ้น และพวกเธอจะกลายเป็นผู้จัดเจน ถูกต้องหรือไม่?  ผู้หญิงบางคนได้ยินว่าครั้งหนึ่งในอดีตเคยมีสตรีได้เป็นจักรพรรดินี และพวกเธอรู้สึกอิจฉาอย่างยิ่ง ปรารถนาว่าตนจะได้เป็นสตรีผู้นั้น  พวกเธอไม่ต้องการเป็นคนธรรมดา และในความเชื่อที่พวกเธอมีในพระเจ้า พวกเธอก็ไม่อยากเป็นเพียงผู้ติดตามธรรมดา  ความปรารถนาของพวกเธอลุกโชนอยู่ในหัวใจตลอดเวลา และเมื่อสบโอกาสที่จะอวดตน พวกเธอก็คว้าเอาไว้  ผู้หญิงเหล่านี้ไม่ต้องการลุล่วงหน้าที่ของตนอย่างสงบเสงี่ยม ไม่ต้องการลุล่วงความรับผิดชอบของตน ไม่ต้องการใส่ใจไล่ตามเสาะหาความจริง หรือนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า  พวกเธอไม่ชอบไล่ตามเสาะหาความจริง ไม่ชอบทำหน้าที่ของตนในลักษณะที่ว่ามานี้ และไม่ต้องการใช้ชีวิตเรียบง่ายเช่นนั้น—นี่เป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับพวกเธอ  ในหมู่พวกเจ้ามีใครเป็นเช่นนี้บ้างหรือไม่?  ยกตัวอย่างเช่น ผู้หญิงคนหนึ่งที่ชอบทำตัวเสเพล ไม่ว่าสามีจะดีกับเธอมากเพียงใดหรือมีเงินมากเท่าใด เขาก็ไม่มีทางครองใจเธอได้  ผู้หญิงบางคนมีลูกหลายคนและยังคงพยายามยั่วยวนผู้ชายอย่างไม่ยั้งคิด และไม่มีชายคนใดคอยจับตามองพวกเธอได้ตลอดเวลา—นี่คือความเลว  พลังงานอันเลวร้ายนี้มาจากไหน?  (มาจากภายในธรรมชาติของพวกเธอ)  แล้วธรรมชาติของพวกเธอเกิดขึ้นมาได้อย่างไร?  พวกเธอมีปีศาจโสโครกอาศัยอยู่ในตัว และพวกเธอก็คือปีศาจโสโครกกลับมาเกิดใหม่  แม้เรื่องราวในโลกวิญญาณจะซับซ้อน แต่ไม่ว่าจะซับซ้อนเพียงใด ตราบใดที่คนเราเข้าใจความจริงและมองเรื่องเหล่านี้ได้ตามพระวจนะของพระเจ้า ตราบนั้นคนเราก็สามารถมีวิจารณญาณแยกแยะได้ และนี่คือสิ่งที่เรียกกันว่าการมองทะลุเข้าไปถึงโลกวิญญาณโดยตรง  เมื่อเจ้าเข้าใจความจริง เจ้าย่อมจะมองสิ่งต่างๆ ได้อย่างเฉียบคมและแม่นยำ การคิดอ่านของเจ้าก็จะฉับไวและชัดเจนอีกด้วย และหัวใจของเจ้าก็จะสว่างไสว  ถ้าเจ้าไม่เข้าใจความจริง เช่นนั้นหัวใจของเจ้าก็จะเลอะเลือนอยู่เสมอ ในหัวใจของเจ้าจะไม่รู้เลยว่าตนกำลังทำอะไรอยู่ และเจ้าก็จะเป็นเหมือนคนโง่ หันไปทางไหนก็หวาดกลัว  เจ้าจะกลัวว่าเจ้ากำลังอวดตนถ้าทำมากขึ้น กลัวว่าเจ้าจะไม่ลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตนถ้าเจ้าไม่ทำ เจ้าจะอยู่ในสภาวะเช่นนี้เสมอ  นี่เป็นเพราะเจ้ามีความเข้าใจความจริงน้อยเกินไป  การสำแดงแรกของคนที่มีความเข้าใจความจริงน้อยเกินไปคืออะไร?  เขาใช้ชีวิตอย่างต่ำต้อยและไร้ประโยชน์  หลังจากที่ถูกศัตรูของพระคริสต์ปั่นหัวเล่น กลั่นแกล้ง และปฏิบัติอย่างทิ้งๆ ขว้างๆ แล้ว ในวันที่พวกเขาตาสว่าง พวกเขาจึงตระหนักว่าตนเคยวิ่งตามศัตรูของพระคริสต์ รับใช้และทำงานให้ศัตรูของพระคริสต์ แต่กลับยังคงพูดว่าศัตรูของพระคริสต์รักและจงรักภักดีต่อพระเจ้า  พวกเขาเพิ่งมองเห็นในตอนนี้ว่า พวกเขาใช้คำพูดเหล่านี้ผิดทั้งหมด  นี่ไร้ประโยชน์อย่างยิ่งมิใช่หรือ?  (ใช่)  เหตุใดจึงไร้ประโยชน์?  เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะพวกเขาไม่เข้าใจความจริงและพวกเขาก็ได้รับผลที่สมควรได้รับ!  ถ้าเจ้าเข้าใจความจริง เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็สามารถมีวิจารณญาณแยกแยะและเท่าทันศัตรูของพระคริสต์ได้ จากนั้นก็สามารถเปิดโปงและขับไล่พวกเขาออกไปได้  เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าจะยังคงถูกพวกเขาชักพาให้หลงผิดและติดตามพวกเขาต่อไปหรือไม่?  แน่นอนว่าไม่  ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าได้ฟังคำเทศนามามากมายนัก พระนิเวศของพระเจ้าได้ให้น้ำและบ่มเพาะเจ้ามานานหลายปี ดังนั้น ถ้าเจ้าไม่เข้าใจความจริงข้อใดเลย ไม่สามารถแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ได้ ไม่ลุล่วงแม้แต่หน้าที่รับผิดชอบที่เจ้าควรลุล่วง รวมทั้งลงเอยด้วยการร่วมทางกับศัตรูของพระคริสต์และกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของพวกเขา เช่นนั้นนั่นย่อมทำให้เจ้าไร้ประโยชน์มิใช่หรือ?  ผู้คนเช่นนี้น่าเวทนามิใช่หรือ?  ถ้าเจ้าติดตามพระเจ้าเพียงในนาม ซ้ำยังถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดและดึงไปเป็นพวก เจ้าเดินไปตามเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์เป็นเวลาหลายปี และเจ้าต้องการกลับมา แต่ไม่มีความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับพี่น้องชายหญิง เช่นนั้นนั่นก็เป็นวิธีใช้ชีวิตที่ไร้ประโยชน์มิใช่หรือ?  ไม่ว่าเจ้าจะเสียใจเพียงใดก็ไร้ประโยชน์  เป็นความผิดของใครที่เจ้าไม่เข้าใจความจริง?  เจ้าไม่อาจโทษใครได้นอกจากตนเอง

พวกเราได้สามัคคีธรรมเรื่องการสำแดงต่างๆ ของศัตรูของพระคริสต์ไปทั้งหมดเจ็ดประการแล้ว  ในส่วนของรายละเอียดในการสำแดงแต่ละประการที่พวกเราได้พูดถึง แก่นแท้ที่พวกเราได้ชำแหละ ตลอดจนรูปการณ์ต่างๆ ที่พวกเราได้พูดคุยกันไปนั้น ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องที่กุขึ้นมาลอยๆ แต่มีที่มาที่ไปและมีข้อเท็จจริงรองรับ  อย่างไรก็ดี มีอยู่ประเด็นหนึ่งคือ หลังจากที่ได้ฟังเรื่องเหล่านี้แล้ว ถ้าพวกเจ้าไม่อาจเชื่อมโยงเรื่องเหล่านี้เข้ากับสถานการณ์จริงที่พบเจอได้เลย นี่แสดงว่าอย่างไร?  ประการแรก นี่แสดงว่าพวกเจ้าไร้ซึ่งความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ และต่อให้พวกเจ้ามีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณบ้างในบางครั้ง ก็เป็นเพียงความเข้าใจแบบครึ่งๆ กลางๆ ไม่ใช่ความเข้าใจฝ่ายวิญญาณที่ครบถ้วน ประการที่สอง นี่แสดงว่าพวกเจ้าไม่รักความจริงและไม่จริงจังกับความจริง ประการที่สาม นี่แสดงว่าพวกเจ้าขาดพร่องขีดความสามารถมากเกินไปและไร้ซึ่งความสามารถในการทำความเข้าใจโดยสิ้นเชิง  เราได้กล่าวเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์ไปมากแล้ว แต่เจ้าก็ยังไม่เข้าใจแม้แต่น้อย  เจ้าอาจคิดว่าเจ้าเข้าใจในเวลานั้น แต่ภายหลังกลับไม่จะแจ้ง และนี่แสดงว่าเจ้ายังคงไม่เข้าใจ  เหตุใดเจ้าจึงไม่เข้าใจ?  เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการทำความเข้าใจใดๆ หรือไม่?  เมื่อเราอธิบายสิ่งต่างๆ มาถึงขั้นนี้แล้ว เจ้ายังคงไม่เข้าใจ นี่หมายความว่าเจ้ามีความสามารถในการทำความเข้าใจน้อยเกินไป และแท้จริงแล้วเจ้าไม่มีความสามารถในการทำความเข้าใจความจริง  สิ่งที่เรากล่าวถูกต้องหรือไม่?  เรื่องเป็นเช่นนี้  ในหมู่พวกเจ้ามีบางคนที่ฟังคำเทศนามา 10 หรือ 20 ปีแล้ว และยังคงไม่เข้าใจความจริง  พวกเราจะอธิบายเรื่องนี้ว่าอย่างไร?  มีความเป็นไปได้เพียงสองประการ ประการหนึ่งคือ เจ้าไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ ขาดขีดความสามารถ และไม่สามารถเข้าใจความจริง อีกประการหนึ่งคือ แม้เจ้าจะมีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ แต่เจ้าก็ไม่รักความจริงและไม่สนใจความจริง  ถ้าเจ้าเข้าข่ายความเป็นไปได้หนึ่งในสองประการนี้ เช่นนั้นเจ้าก็ไม่สามารถเข้าใจความจริง  ถ้าเข้าข่ายความเป็นไปทั้งสองประการ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็เหมือนคนตาบอดที่ทนทุกข์กับปัญหาเกี่ยวกับดวงตา—ไร้ทางรักษา  เราสามัคคีธรรมถึงพระวจนะทั้งหมดนี้ไปแล้ว แต่พวกเจ้ายังคงไม่สามารถนำมาเทียบเคียงกับตนเองอย่างเหมาะสมได้ และไม่รู้ว่าเราหมายความว่าอย่างไร  นั่นบ่งบอกอะไรเกี่ยวกับความสามารถในการทำความเข้าใจของพวกเจ้า?  ไม่ขาดพร่องเกินไปหรอกหรือ?  ถ้าพวกเจ้าเกียจคร้านกว่านี้ ละโมบความสะดวกสบาย ไม่รักความจริง มีความชอบส่วนตน และว่อกแว่กไปตามเรื่องภายนอก พระวจนะเหล่านี้ก็จะมีผลกับเจ้าน้อยลงเรื่อยๆ และผลของพระวจนะเหล่านี้ก็จะลดน้อยลงมาก—เรื่องก็เป็นเช่นนี้  ในความเป็นจริง ศัตรูของพระคริสต์นั้นแยกแยะได้ง่ายมาก  แง่มุมหนึ่งคือ ระบุให้ชัดเจนว่าพวกเขาใช้วิธีการใดในการทำสิ่งต่างๆ ในขณะที่อีกแง่มุมหนึ่งคือ ดูว่าอุปนิสัยของพวกเขาเป็นเช่นใด มีแนวทางในชีวิตและมีทัศนะเช่นใดต่อการดำรงอยู่ มีท่าทีอย่างไรต่อพี่น้องชายหญิง หน้าที่ ผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า ต่อพระเจ้า ต่อความจริง และสิ่งที่เป็นบวก ตลอดจนดูว่ามีหลักการในการกระทำอย่างไร  โดยพื้นฐานแล้ว เจ้าจะสามารถระบุลักษณะของพวกเขาได้โดยใช้แง่มุมเหล่านี้  แล้วยังจะมีความจำเป็นต้องสังเกตและเรียนรู้เกี่ยวกับพวกเขาให้นานกว่านี้หรือไม่?  ไม่  ศัตรูของพระคริสต์ไม่เพียงทำตัวเสเพลหรือเพียงกดขี่ผู้คนเท่านั้น  พวกเขามีธรรมชาติเยี่ยงซาตานและสามารถทำได้ทุกสิ่งใด  หลังจากฟังคำเทศนาเหล่านี้แล้ว ถ้าเจ้าไม่สามารถแยกแยะอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ได้เลยและมองไม่ออกว่าสิ่งที่พวกเขาเผยอยู่นั้นคืออุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ เช่นนั้นแล้ว เจ้าเข้าใจคำเทศนาเหล่านี้บ้างหรือไม่?  เจ้าจดจำคำสอน แต่ไม่อาจนำคำสอนไปเชื่อมโยงกับสิ่งใดได้เลย แล้วเวลาเผชิญกับข้อเท็จจริง คำสอนของเจ้ากลับอ่อนแอและไร้ผล และนี่พิสูจน์ว่าเจ้ายังไม่เข้าใจ  ถ้าเจ้าเข้าใจในเวลานั้น แล้วหลังจากนั้นก็อ่านอธิษฐานบ้าง ถ้าเจ้าสามัคคีธรรมเรื่องเหล่านี้กับพี่น้องชายหญิงอยู่บ่อยครั้ง จดบันทึกและใคร่ครวญความจริงเหล่านี้ และมักจะอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะได้รับมากขึ้น  อย่างไรก็ดี ถ้าเจ้าละโมบความสะดวกสบายในการทำหน้าที่ของเจ้า หย่อนยาน ไม่มีภาระ และมีความชอบส่วนตน เอาแต่ใจ ไม่ได้รักความจริงอย่างแท้จริง ทำตามกระแสนิยมทางโลก และใฝ่ใจในเรื่องราวภายนอก เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมจะปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ไม่ดี  ในที่สุด ความจริงที่พวกเราได้สามัคคีธรรมกันนี้ก็จะไม่เกิดผลอันใดกับเจ้า สิ่งที่เหลืออยู่จะมีเพียงคำพูดและคำสอน และนั่นก็จะหมายความว่าเจ้าได้ฟังทั้งหมดนี้ไปโดยเปล่าประโยชน์  พวกเจ้าฟังสามัคคีธรรมเหล่านี้ในภายหลังอีกหรือไม่?  (ฟัง)  พวกเจ้าฟังได้กี่ครั้ง?  แต่ละครั้งที่ฟังนั้นมีผลที่แตกต่างออกไปหรือไม่?  หลังจากนั้นพวกเจ้านำไปใคร่ครวญหรือไม่?  หลังจากใคร่ครวญแล้วเจ้ามีความประทับใจอะไรหลงเหลืออยู่?  สำหรับเจ้าแล้ว คำเทศนาเหล่านี้กลายเป็นหลักธรรมของการปฏิบัติและหลักเกณฑ์ให้เจ้าใช้แยกแยะผู้คนและสิ่งทั้งหลายในชีวิตได้หรือไม่?  (ข้าพระองค์สามารถนำอุปนิสัยและการสำแดงที่ชัดเจนบางอย่างของศัตรูของพระคริสต์มาเทียบเคียงกับตนเองได้ นั่นคือ สิ่งที่ข้าพระองค์พูดและทำซึ่งชัดเจนว่ามีเจตนาที่จะล่อลวงหัวใจของผู้อื่น และข้าพระองค์จะนึกถึงพระวจนะแห่งการเปิดโปงของพระเจ้า และรู้ว่าธรรมชาติของการกระทำของข้าพระองค์คือการล่อลวงหัวใจของผู้อื่น รู้ว่าข้าพระองค์ต้องการบรรลุจุดประสงค์บางอย่าง  แต่ในเรื่องของการแยกแยะผู้คน ข้าพระองค์ยังคงอ่อนด้อยอยู่มากทีเดียว และไม่ได้ตั้งใจนำพระวจนะของพระเจ้าไปเทียบเคียงกับผู้คนรอบตัวข้าพระองค์)  จงบอกเราเถิดว่า ถ้าเจ้าต้องการเห็นตนเองอย่างชัดเจน เจ้าจะใช้กระจกหรือแอ่งน้ำขุ่น?  (กระจก)  การส่องกระจกมีผลดีอย่างไร?  เจ้าสามารถมองเห็นตนเองได้อย่างชัดเจนขึ้น  ฉะนั้น ถ้าเจ้าแยกแยะได้แต่ตนเอง นั่นย่อมมีข้อจำกัดมาก เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะแยกแยะผู้อื่นด้วย  การแยกแยะผู้อื่นไม่ใช่การจงใจระบุว่าพวกเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์ แต่มีหลักธรรมที่จะใช้ประเมินและแยกแยะการพูดและการกระทำของผู้คนประเภทต่างๆ  นี่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง และเมื่อทำเช่นนี้ คนเราก็จะปฏิบัติต่อผู้คนได้อย่างถูกต้องตามหลักธรรมอีกด้วย ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการสัมฤทธิ์ความร่วมมืออย่างปรองดองเวลาปฏิบัติหน้าที่ของตนร่วมกับผู้อื่น  อย่างไรก็ดี สิ่งที่คนเราสัมฤทธิ์ได้จากการพึ่งพาแต่การรู้จักตนเองนั้นเป็นเพียงผลลัพธ์ที่จำกัด  เวลาไล่ตามเสาะหาความจริง เจ้าไม่อาจมุ่งเน้นแต่การทำความรู้จักตนเองได้  เจ้าต้องมุ่งเน้นที่การนำความจริงไปปฏิบัติเพื่อสัมฤทธิ์ผลของการนบนอบพระเจ้าด้วย  ด้วยการมุ่งเน้นเพียงแง่มุมเดียว เจ้าจะไม่มีวันสัมฤทธิ์การเข้าใจความจริงได้อย่างครบถ้วน หรือเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง และเจ้าจะไม่เติบโตในชีวิต  นี่แทบจะเหมือนกับการเข้าใจแค่คำพูดและคำสอน และเจ้าก็จะไม่สามารถรู้จักพระเจ้า  คนที่เข้าใจความจริงอย่างแท้จริงย่อมสามารถมองทุกสิ่งได้อย่างทะลุปรุโปร่ง  พวกเขาไม่เพียงรู้จักตนเองเท่านั้น แต่สามารถแยกแยะผู้อื่นได้ด้วย รวมทั้งมองผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายสารพัดประเภทได้อย่างทะลุปรุโปร่ง  เช่นนี้เท่านั้น คนเราจึงสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ตามมาตรฐานและเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงใช้

จากการสามัคคีธรรมในวันนี้เรื่องการสำแดงอุปนิสัยอันเลวร้ายของศัตรูของพระคริสต์ พวกเจ้ามีความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นและใหม่ขึ้นเกี่ยวกับอุปนิสัยอันเลวร้ายอย่างไรบ้าง?  จงสามัคคีธรรมเรื่องนี้เถิด  (ข้าแต่พระเจ้า สิ่งที่กระตุ้นให้ข้าพระองค์ตื่นตัวมากที่สุดในวันนี้คือการที่พระเจ้าตรัสว่าถ้าพวกเราทำตัวเหมือนศัตรูของพระคริสต์ จงใจขัดขวางและก่อกวนงานของพระนิเวศของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว พวกเราก็คือหมู่มารที่มีชีวิต  พระเจ้าตรัสถึงผู้คนบางคนที่ทนเห็นใครดีกว่าตนเองไม่ได้ ข้าพระองค์จึงทบทวนตนเองและตระหนักว่าข้าพระองค์มีจิตวิญญาณที่ชอบแข่งขันอย่างรุนแรงเป็นพิเศษ และเมื่อเห็นคนที่ข้าพระองค์ปฏิบัติหน้าที่ด้วยมีจุดแข็งมากกว่า ข้าพระองค์ก็รู้สึกไม่สบายใจ อยากเก่งกว่าพวกเขาตลอดเวลา  ข้าพระองค์รู้สึกว่าสภาวะของข้าพระองค์เป็นเหมือนหมู่มารที่มีชีวิตซึ่งพระเจ้าทรงเปิดโปง และมองเห็นว่าธรรมชาติของเรื่องนี้ร้ายแรงกว่าที่ข้าพระองค์คิดเอาไว้ ซึ่งทำให้ข้าพระองค์นึกกลัว  ข้าพระองค์ไม่เคยเข้าใจเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งนัก และเมื่อมองเห็นในตอนนี้ว่าอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเช่นนี้ของข้าพระองค์ร้ายแรงขนาดไหน ข้าพระองค์ก็รู้สึกทุกข์ใจเป็นอย่างมาก)  บัดนี้เจ้าตระหนักรู้แล้ว  อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คนไม่ได้เรียบง่ายเหมือนการเผยชั่วครั้งชั่วคราว แต่มีสาเหตุรากเหง้าและสิ่งต่างๆ ในอุปนิสัยเหล่านี้ที่ทำให้เจ้าทิ้งได้ยาก คอยควบคุมเจ้าอยู่เสมอ ทำให้เจ้าเผยความเสื่อมทรามออกมามากมาย และไม่สามารถควบคุมตนเองได้  ผู้คนไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนว่าเหตุใดพวกเขาจึงเป็นเช่นนี้ และพวกเขาก็ไม่สามารถควบคุมได้—นี่คืออุปนิสัยของผู้คน  การที่ใครสักคนเข้าใจอุปนิสัยอันเสื่อมทรามประเภทนี้ได้อย่างชัดเจนย่อมเป็นความก้าวหน้าอย่างหนึ่ง  เมื่อพูดถึงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามประเภทนี้ ถ้าเจ้าสามารถแสวงหาความจริงและมองทะลุแก่นแท้ของอุปนิสัยนี้ได้ ถ้าเจ้ายอมรับการพิพากษา บททดสอบ และการถลุงจากพระเจ้าได้ ถ้าในการทำเช่นนั้น เจ้าสามารถบรรลุสภาวะที่เจ้าปฏิบัติความจริงและนบนอบพระเจ้าได้อย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้ว อุปนิสัยอันเสื่อมทรามนี้ก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้—นี่คือการที่เจ้าเริ่มปฏิบัติความจริงบนพื้นฐานของการเข้าใจความจริง  ตอนนี้เป็นเรื่องยากมากที่พวกเจ้าส่วนใหญ่จะยับยั้งชั่งใจตนเองได้ยามที่พวกเจ้าเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนออกมา และนี่หมายความว่าพวกเจ้ายังไม่ได้เริ่มปฏิบัติความจริง สิ่งเล็กน้อยที่พวกเจ้าทำในการปฏิบัติหน้าที่ของตนนั้นส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนผลประโยชน์ส่วนตน ความชอบ และแม้กระทั่งความมุทะลุ และนี่แทบจะไม่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยเลย ถูกต้องหรือไม่?  (ถูกต้อง)  เยี่ยมมาก พวกเจ้ารู้สึกตื่นตัวขึ้นมาแล้ว  มีใครอยากพูดอีกบ้าง?  (หลังจากฟังสามัคคีธรรมของพระเจ้าในวันนี้แล้ว ข้าพระองค์รู้สึกตื่นตัวเป็นอย่างยิ่ง  ข้าพระองค์เคยคิดว่าความเลวหมายถึงการพูดจาหลอกลวงอย่างยิ่ง ไม่พูดตรงๆ เสแสร้งและหลอกลวงผู้อื่นอยู่เสมอ  แต่เมื่อฟังพระเจ้าทรงชำแหละในวันนี้ว่าอะไรคืออุปนิสัยอันเลวร้าย ตอนนี้ข้าพระองค์จึงรู้แล้วว่าความเลวหมายถึงการไม่ยอมรับและการต่อต้านความจริงและสิ่งที่เป็นบวก และถ้าใครต่อต้านและไม่ยอมรับความจริงและสิ่งที่เป็นบวก เช่นนั้นนั่นก็คืออุปนิสัยอันเลวร้ายของพวกเขา  ข้าพระองค์เคยมีความเข้าใจที่ตื้นเขินเกี่ยวกับอุปนิสัยอันเลวร้าย แต่ตอนนี้เมื่อได้ฟังสามัคคีธรรมของพระเจ้า ข้าพระองค์มีความเข้าใจใหม่ประการหนึ่ง  ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ทำให้ข้าพระองค์สะเทือนใจอย่างมากทีเดียวก็คือการที่พระเจ้าตรัสว่าฝ่ายผลิตภาพยนตร์แคนาดาจะถูกจัดเข้ากลุ่ม ข. เป็นเวลาหนึ่งปี  ข้าพระองค์ตกใจมากจริงๆ ที่ได้ยินเรื่องนี้ และจากการจัดการเรื่องนี้ของพระเจ้า ข้าพระองค์ก็สามารถมองเห็นอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า  ข้าพระองค์มองเห็นว่าทีมนั้นไม่มีแม้แต่คนเดียวที่ปฏิบัติความจริง และนี่เป็นอุปสรรคอย่างใหญ่หลวงต่องานของพระนิเวศของพระเจ้า และทำให้ข้าพระองค์โกรธมาก  ช่วงนี้ผู้คนในทีมของพวกเราก็อยู่ในสภาวะที่คล้ายคลึงกัน นั่นคือไม่แบกรับภาระเพื่อหน้าที่ของตน  เมื่องานของพวกเรามีปริมาณน้อยกว่าแต่ก่อน พวกเราก็ไม่วางแผนการทำหน้าที่ของตนให้ชัดเจน หย่อนยานในการทำหน้าที่ และเอาแต่ปล่อยให้วันเวลาล่วงเลยไป  จากการฟังสามัคคีธรรมของพระเจ้าในวันนี้ ข้าพระองค์จึงมองเห็นว่าถ้าคนเราไม่ปฏิบัติความจริงหรือไล่ตามเสาะหาความก้าวหน้าในหน้าที่ของตน และถ้าคนเราไม่จริงจังกับความจริง พระเจ้าย่อมทรงรังเกียจท่าทีเช่นนี้ที่มีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตน  ข้าพระองค์ยังตระหนักด้วยว่าพวกเราต้องทะนุถนอมเวลาและโอกาสในการปฏิบัติหน้าที่ของตน  ถ้าไม่ทะนุถนอมหน้าที่ของพวกเรา เช่นนั้นแล้ว เมื่อเวลาที่พระเจ้าทรงรอคอยพวกเราและโอกาสที่พระเจ้าประทานแก่พวกเราถูกผลาญไปอย่างสูญเปล่าแล้ว พระเจ้าจะทรงสำแดงพระพิโรธต่อผู้คน และนั่นก็จะสายเกินไปสำหรับความเสียใจ)  ดูเหมือนว่าพวกเจ้าจำเป็นต้องอยู่ภายใต้ความกดดันบางอย่างใช่หรือไม่?  (ใช่)  เยี่ยมมาก  นี่คือปัญหาที่แท้จริง และเมื่อพวกเจ้าชุมนุมกัน พวกเจ้าต้องสามัคคีธรรมถึงวิธีที่จะแก้ไขปัญหานี้  พวกเจ้าต้องสามัคคีธรรมกันเป็นประจำ และทำการสรุป รวมทั้งวางแผนใหม่  ทุกคนมีภารกิจในชีวิตนี้ รวมทั้งเราด้วย และหากพวกเขาไม่ใช้ชีวิตเพื่อภารกิจของตน เช่นนั้นแล้วการใช้ชีวิตนี้ย่อมไม่มีคุณค่าสำหรับพวกเขา  หากการใช้ชีวิตไม่มีคุณค่าเลยสำหรับเจ้า เช่นนั้นแล้วชีวิตของเจ้าก็ไร้ค่า  เหตุใดเราจึงกล่าวว่าชีวิตของเจ้าไร้ค่า?  เจ้าจะใช้ชีวิตเหมือนศพที่เดินได้ เจ้าจะไม่สมควรที่จะมีชีวิตอยู่  หากเจ้าไม่ทำให้ความรับผิดชอบของตนลุล่วงและไม่ทำให้ภารกิจของตนสำเร็จลุล่วง เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมไม่สมควรที่จะสุขสำราญกับทุกสิ่งที่พระเจ้าประทานให้เจ้า  เรื่องนี้บ่งบอกถึงสิ่งใด?  เรื่องนี้บ่งบอกว่าพระเจ้าทรงพรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเจ้าได้ทุกเมื่อ  พระเจ้าประทานได้ และพระเจ้าก็ทรงเอาไปได้—เรื่องเป็นอย่างนี้  ที่จริงแล้วทุกคนที่อยู่ที่นี่ในตอนนี้ต่างก็มีภารกิจ เพียงแต่ว่าเจ้าทุกคนมีงานที่ต้องปฏิบัติแตกต่างกันไป  ผู้ไม่มีความเชื่อก็มีภารกิจเช่นกัน  ภารกิจของพวกเขาคือการทำให้สถานการณ์ในโลกนี้สับสนวุ่นวายและสร้างความโกลาหลในสังคม เพื่อให้ผู้คนใช้ชีวิตอย่างเจ็บปวดมากขึ้นเรื่อยๆ และตายท่ามกลางความวิบัติ  ภารกิจของพวกเจ้าคือการให้ความร่วมมือกับพระราชกิจของพระเจ้า การเผยแผ่ข่าวประเสริฐและพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า พร้อมกันนั้นก็สามารถเข้าใจความจริงและได้รับความรอด—นี่คือเรื่องที่ผาสุกที่สุด  ไม่มีสิ่งใดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่ผาสุกหรือโชคดีมากไปกว่าการนี้แล้ว  ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าการนี้ นี่คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต และเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์  ทันทีที่เจ้าทิ้งภารกิจของตน ละทิ้งหน้าที่และความรับผิดชอบของตน ชีวิตของเจ้าย่อมจะไร้ค่า และการมีชีวิตอยู่ก็จะไม่มีความหมายสำหรับเจ้า  อาจเป็นไปได้ว่าเจ้ายังไม่ตายและเจ้าจะใช้ชีวิตที่เหลือของตนอยู่ในโลกนี้ แต่การมีชีวิตอยู่ก็จะไม่มีความหมายหรือคุณค่าใดๆ สำหรับเจ้า  สมมติว่ามีคนคนหนึ่งซึ่งไม่เคยได้ยินความจริงหรือหนทางของพระเจ้าเลย และมีคนคนหนึ่งซึ่งครั้งหนึ่งเคยรู้ว่าแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าคืออะไรและเข้าใจหนทางของพระเจ้า แต่สุดท้ายกลับไม่ได้รับความจริงหรือชีวิต จงบอกเราเถิดว่า เมื่อทั้งสองคนยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ในส่วนลึกที่สุดในหัวใจของพวกเขานั้น พวกเขาจะรู้สึกเหมือนกันหรือไม่?  (ไม่)  ผู้ไม่มีความเชื่อไม่รู้ภารกิจของตน พวกเขาไม่มีสำนึกถึงภารกิจ  เจ้ารู้ว่าภารกิจของตนมาจากที่ใด เจ้ารู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง ทรงเป็นองค์อธิปัตย์เหนือสรรพสิ่ง เจ้ารู้ว่าผู้คนมาจากพระเจ้าและควรกลับคืนสู่พระองค์—เมื่อรู้ทั้งหมดนี้แล้ว เจ้ายังคงสามารถใช้ชีวิตอย่างมีสันติสุขในโลกนี้ได้หรือไม่?  เจ้ายังคงสามารถใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมายด้วยความสบายใจได้หรือไม่?  เจ้าไม่สามารถทำได้  ในเมื่อพระเจ้าได้ประทานภารกิจนี้ให้เจ้า เจ้าก็ควรแบกรับความรับผิดชอบในการประกาศข่าวประเสริฐ เป็นคำพยานถึงพระเจ้าแก่ผู้อื่น ลุล่วงความรับผิดชอบทั้งหมดที่มนุษย์ควรลุล่วง อุทิศความจริงที่เจ้าเข้าใจและคำพยานจากประสบการณ์ของเจ้าเพื่อให้ทุกคนสามารถได้รับประโยชน์ และเมื่อถึงตอนนั้นพระเจ้าก็จะพอพระทัย  ตามข้อเท็จจริงแล้วสิ่งที่ผู้คนสามารถทำได้ก็คือสิ่งเหล่านี้เท่านั้น  ตราบใดที่เจ้าสามารถทนทุกข์ได้เล็กน้อย จ่ายราคาได้บ้าง และลุ่มหลงในสิ่งชูใจน้อยลงสักหน่อย เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะสามารถสัมฤทธิ์สิ่งเหล่านี้ได้  ในหนทางนี้จุดจบของเจ้าจะแตกต่างไปจากจุดจบของผู้ไม่มีความเชื่อ และตัวเจ้าก็จะมีน้ำหนักที่ต่างออกไปในสายพระเนตรของพระเจ้า—นี่หาได้ยากนัก!  พระเจ้าประทานพรนี้ให้เจ้า และหากเจ้าไม่รู้จักที่จะหวงแหนสิ่งนี้ไว้ เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมเป็นกบฏอย่างอุกอาจ  ในเมื่อเจ้าเลือกเส้นทางแห่งความเชื่อในพระเจ้านี้แล้ว ก็จงอย่าเป็นคนสองจิตสองใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่จงสงบหัวใจของเจ้าอย่างเด็ดเดี่ยวและปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีแทน  อย่าปล่อยให้ตัวเองต้องมาเสียใจภายหลัง  ต่อให้ขณะนี้เจ้าไม่อาจมีวุฒิภาวะได้อย่างเปโตรและไม่เคยปฏิบัติความชอบธรรมอย่างโยบ ก็จงพากเพียรปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ได้มาตรฐานเถิด  “การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ได้มาตรฐาน” หมายถึงสิ่งใด?  หมายถึงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าตามหลักธรรมความจริงและการจัดแจงเตรียมงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า โดยไม่กะล่อนหรือหย่อนยาน ไม่เก็บงำเหตุจูงใจใดๆ หรือเหนี่ยวรั้งสิ่งใดไว้ แต่ทำทุกสิ่งเท่าที่เจ้าสามารถทำได้—เช่นนั้นเจ้าจึงจะปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ถึงมาตรฐาน  พระเจ้าไม่ประสงค์อะไรมากมายจากผู้คน ถูกต้องหรือไม่?  (ถูกต้อง)  เรื่องนี้สัมฤทธิ์ได้ง่ายหรือไม่?  นี่เป็นบางสิ่งที่อยู่ในขอบเขตของความเป็นมนุษย์และเจ้าควรจะสามารถสัมฤทธิ์สิ่งนี้ได้  มีคำถามอะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่?  หากไม่มี ดังนั้นพวกเราก็สามารถยุติการสามัคคีธรรมนี้ไว้ที่นี่สำหรับวันนี้

10 กรกฎาคม ค.ศ. 2019

ก่อนหน้า: ประการที่หก: พวกเขาประพฤติตนในหนทางที่มีเล่ห์เหลี่ยมพิกล พวกเขาทำโดยพลการและเป็นเผด็จการ พวกเขาไม่สามัคคีธรรมกับผู้อื่นเลย และพวกเขาบังคับผู้อื่นให้เชื่อฟังพวกเขา

ถัดไป: ประการที่เจ็ด: พวกเขาเลว ร้ายลึก และหลอกลวง (ภาคที่สอง)

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger