ประการที่ห้า: พวกเขาชักพาผู้คนให้หลงผิด ดึงผู้คนมาเข้าร่วม ข่มขู่ และควบคุมผู้คน

ส่วนเสริม: เรื่องราวของต้าเป่าและเสียวเป่า

ก่อนที่พวกเราจะเริ่มสามัคคีธรรมกันอย่างเป็นทางการในวันนี้ เราขอเริ่มต้นด้วยเรื่องเล่าสักเรื่องหนึ่ง  พวกเจ้าทุกคนชอบฟังเรื่องเล่าหรือไม่?  (ชอบ)  แล้วในการฟังเรื่องเล่ามีหลักธรรมอยู่หรือไม่?  จากเรื่องราวที่กำลังเล่าอยู่นี้ พวกเจ้าควรจะสามารถทำความเข้าใจความจริงในแง่มุมหนึ่ง เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าในแง่มุมหนึ่ง ตระหนักถึงแก่นแท้ธรรมชาติของมนุษย์ในแง่มุมหนึ่ง หรือค้นพบความเป็นจริงความจริงที่ผู้คนควรปฏิบัติและควรเข้าสู่ภายในเรื่องเล่านั้น  นี่คือความหมายของการเล่าเรื่อง ไม่ใช่การพูดคุยไร้สาระ และยิ่งไม่ใช่การซุบซิบนินทา  เวลาที่บางคนฟังเรื่องเล่า พวกขาจับความเข้าใจเพียงเหตุการณ์เท่านั้น—พวกเขาเป็นผู้คนประเภทใด?  (คนที่มีขีดความสามารถต่ำ)  ขีดความสามารถต่ำหมายความว่าพวกเขาขาดการใคร่ครวญ โดยหลักก็คือ พวกเขาขาดความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ  ไม่ว่าพวกเขาจะฟังเรื่องเล่าเรื่องใด พวกเขาก็จดจำได้เพียงเหตุการณ์หรือจับได้แค่ข้อบังคับไม่กี่ประการจากเรื่องเล่านั้น  แต่เมื่อเป็นเรื่องของความจริงต่างๆ นานาที่ผู้คนควรเข้าใจภายในเรื่องเล่านั้น พวกเขากลับไม่จับความเข้าใจ ไม่เข้าใจ หรือไม่ทำความเข้าใจความจริง  พฤติกรรมเช่นนี้บ่งชี้ถึงการขาดความเข้าใจฝ่ายวิญญาณอย่างที่สุดไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  ในหมู่พวกเจ้า มีผู้ใดเคยแสดงพฤติกรรมเช่นนี้หลังจากฟังเรื่องเล่าหรือไม่?  หลังจากฟังแล้ว พวกเขาก็ไม่เข้าใจมากนัก รู้สึกว่าเรื่องนั้นไร้ความหมาย และจะเล่าหรือไม่เล่าก็ไม่สำคัญ  ผู้คนเช่นนี้มีความสามารถในการจับใจความหรือไม่?   เมื่อพวกเจ้าฟังเรื่องเล่า พวกเจ้าสามารถได้รับประโยชน์บางประการจากเหตุการณ์ภายในเรื่องเล่านั้นหรือไม่?  ไม่ว่าพวกเจ้าจะสามารถเข้าใจความจริงจากเรื่องเล่านั้นได้หรือไม่ พวกเจ้าก็ควรเข้าใจหลักธรรมที่เราเพิ่งกล่าวถึงเกี่ยวกับการฟังเรื่องเล่า  บัดนี้ พวกเรามาเริ่มต้นด้วยเรื่องเล่ากันเถิด

มีเด็กชายตัวเล็กๆ  คนหนึ่งชื่อเสียวเป่า  เมื่อไม่นานมานี้ ชายคนหนึ่งมาที่บ้านของเขา และชายคนนี้ออกไปประกาศข่าวประเสริฐกับพ่อแม่ของเสียวเป่าอยู่เป็นประจำ  วันหนึ่งพ่อแม่ของเสียวเป่าออกไปจัดการธุระบางอย่าง เหลือเพียงชายคนนั้นกับเสียวเป่าอยู่ที่บ้าน  เรื่องเล่าของพวกเราเริ่มต้นตรงนี้  เนื่องจากเสียวเป่าไม่ค่อยคุ้นเคยกับชายคนนั้นมากนัก  ชายคนนั้นจึงตัดสินใจเดินเข้าไปทำความสนิทสนมกับเสียวเป่าในขณะที่เด็กน้อยกำลังเล่นอยู่  เขาบอกเสียวเป่าว่าเขารู้จักเสียวเป่าและรู้แม้กระทั่งชื่อของเสียวเป่าด้วย  เสียวเป่ารู้สึกยินดีและคิดว่าชายคนนั้นคงจะไม่ใช่คนเลว  จากนั้น ชายคนนั้นก็ถามเสียวเป่าว่า “เสียวเป่า พ่อแม่ของหนูเคยพูดถึงฉันตอนที่พวกท่านกำลังพูดคุยกันไหม?”  เสียวเป่าคิดอยู่ครู่หนึ่งและบอกว่า “ผมไม่รู้”  ชายคนนั้นพูดว่า “หนูเป็นเด็กที่ซื่อสัตย์  เด็กดีจะพูดสิ่งที่ตัวเองรู้”  เขาถามเสียวเป่าอีกครั้งว่า “พ่อแม่ของหนูเคยพูดถึงฉันหรือเปล่า?”  เสียวเป่าก็ยังบอกว่าเขาไม่รู้  ชายคนนั้นพูดต่อว่า “เสียวเป่า เป็นเด็กดีนะ ถ้าหนูบอกความจริงกับฉัน ฉันจะให้ลูกกวาดหนู?”  เสียวเป่าคิดอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ยังบอกว่าเขาไม่รู้  ชายคนนั้นครุ่นคิดว่า “ฉันจะทำอย่างไรให้เขาพูดความจริงกับฉันดีนะ?”  เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดกับเสียวเป่าว่า “เสียวเป่า พ่อแม่ของหนูเชื่อในพระเจ้า และฉันเองก็เชื่อเช่นกัน”  ฉันเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของพ่อแม่หนู  พวกเราทั้งสามคนเชื่อในพระเจ้า และหนูก็เชื่อในพระเจ้าด้วย  หนูรู้ไหมว่าพระเจ้าทรงโปรดเด็กแบบไหน?  เสียวเป่าคิดใคร่ครวญแล้วพูดว่า “ผมไม่รู้”  ชายคนนั้นกล่าวว่า “พระเจ้าทรงโปรดเด็กที่ซื่อสัตย์ เด็กที่ไม่พูดโกหก  เมื่อพวกเขารู้อะไร ก็บอกว่ารู้ และเมื่อพวกเขาไม่รู้ ก็บอกว่าไม่รู้  นั่นคือเด็กที่ซื่อสัตย์ และพระเจ้าทรงโปรดเด็กแบบนี้”  เสียวเป่าครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วพูดว่า “ตกลงครับ”  จากนั้น เสียวเป่าก็เลิกพูดว่าไม่รู้  ชายคนนั้นกล่าวต่อไปว่า “ถ้าหนูบอกความจริงกับฉัน หนูก็จะเป็นเด็กที่ซื่อสัตย์ เป็นเด็กที่พระเจ้าทรงรัก”  เสียวเป่าคิดอยู่สักครู่แล้วพูดว่า “ก็ได้ครับ”  ชายคนนั้นถามว่า “‘ก็ได้ครับ’ หมายความว่าอย่างไร?”  เสียวเป่าตอบว่า “หมายความว่าพ่อแม่ของผมเคยพูดถึงคุณมาก่อน”  จากนั้น ชายคนนั้นก็เอาแต่ถามว่าพูดอะไรกันบ้างและบอกกับเสียวเป่าซ้ำๆ ว่าให้เป็นเด็กที่ซื่อสัตย์และไม่พูดโกหก  เสียวเป่าพูดว่า “พ่อกับแม่ของผมบอกว่าคุณไม่ใช่คนดี  พวกท่านบอกว่าคุณไม่ค่อยซื่อสัตย์นัก และพวกท่านควรระมัดระวังเวลาพูดคุยกับคุณ”  ชายคนนั้นถามอีกครั้งว่า “พ่อกับแม่ของหนูพูดอะไรอีกบ้าง?”  เสียวเป่าตอบว่า “ผมจำไม่ได้”  “เป็นเด็กดีนะ!” ชายคนนั้นพูด  แล้วเสียวเป่าก็ตอบว่า “พ่อกับแม่ของผมบอกว่าพวกท่านไม่ควรบอกคุณทุกเรื่อง”  จากนั้น ชายคนนั้นก็ซักถามต่อไป และเสียวเป่าก็บอกเขาไปหลายเรื่อง  ชายคนนั้นรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้นเรื่อยๆ และพูดกับเสียวเป่าว่า “เสียวเป่า หนูเป็นเด็กดีจริงๆ เป็นเด็กที่พระเจ้าทรงรักเพราะหนูเป็นคนที่ซื่อสัตย์และหนูบอกฉันทุกเรื่อง”  ถึงตอนนี้ เสียวเป่าไม่ได้ระวังตัวกับชายคนนี้เหมือนในตอนแรกอีกต่อไป และไม่ได้ตอบทุกคำถามที่ชายคนนั้นถามด้วยคำว่า “ผมไม่รู้” อีกแล้ว  เขาอยากบอกทุกอย่างกับชายคนนั้น อยากบอกทุกเรื่องที่ชายคนนั้นไม่รู้—ชายคนนั้นเพียงแค่ต้องถามเสียวเป่าเท่านั้น  ชายคนนั้นยังเผยกับเสียวเป่าด้วยว่า “ชื่อเล่นของฉันคือต้าเป่า เห็นไหม หนูชื่อเสียวเป่าและฉันชื่อต้าเป่า  พวกเราควรมาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดต่อกันไม่ใช่หรือ?”  เสียวเป่าตอบว่า “ใช่”  ขณะที่โต้ตอบกันไปมา พวกเขาก็พูดคุยกันหลายเรื่อง และยิ่งคุยกันมากขึ้น พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกมีความสุข  เสียวเป่ายังได้ลูกกวาดมากินและเลิกระวังตัวกับชายคนนั้น  จากนั้น ชายคนนั้นก็ขอร้องเสียวเป่าว่า “วันหลังถ้าพ่อกับแม่ของหนูพูดถึงฉันอีก หนูจะบอกฉันได้ไหม?”  เสียวเป่ากล่าวว่า “แน่นอนครับ เพราะพวกเราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน”  เสียวเป่าไม่ได้ระวังตัวกับชายคนนี้อีกต่อไป และชายคนนี้ก็ได้ข้อมูลที่เขาต้องการจากเสียวเป่า  ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา พวกเขาก็กลายเป็นเพื่อนที่ดีมากต่อกัน  เมื่อใดก็ตามที่พ่อกับแม่ของเสียวเป่าพูดถึงชายคนนั้น เสียวเป่าก็จะรีบไปบอกเขาทันที  ชายคนนั้นสัญญากับเสียวเป่าด้วยว่า “ฉันจะไม่บอกพ่อแม่ของหนูเกี่ยวกับเรื่องระหว่างพวกเราสองคนเด็ดขาด—นี่เป็นความลับของพวกเรา  ต่อไปภายหน้า ถ้าหนูอยากกินอะไรอร่อยๆ หรืออยากได้ของเล่นสนุกๆ ฉันจะซื้อให้หนูอย่างแน่นอน  และถ้ามีอะไรที่หนูไม่อยากให้พ่อกับแม่ของหนูรู้ ฉันก็จะเก็บเป็นความลับให้หนู”  ดังนั้น เสียวเป่าจึงรู้สึกสบายใจมากขึ้นและเชื่อใจชายคนนั้นอย่างหมดหัวใจ  เขายังคงติดต่อกับชายคนนั้นอย่างจริงใจ และพวกเขาก็กลายเป็น “เพื่อนที่ดีต่อกันอย่างแท้จริง”

นั่นคือเรื่องราวทั้งหมด  เรื่องนี้ไม่ได้มีตัวละครมากมายนัก ตัวละครหลักคือต้าเป่าและเสียวเป่า  เนื้อหาเฉพาะกล่าวถึงวิธีที่ชายคนหนึ่งที่ชื่อต้าเป่าพยายามชักพาให้หลงผิด หว่านล้อม และดึงเด็กที่ชื่อเสียวเป่ามาเข้าร่วม และทำให้เด็กคนนั้นบอกข้อมูลบางอย่างที่เขาต้องการรู้  นั่นคือลักษณะของเรื่องราวและบทสนทนาในเรื่องนี้  พวกเรามองเห็นอะไรได้จากโครงเรื่องและบทสนทนาที่เรียบง่ายเช่นนี้?  ในที่นี้ มีการกล่าวถึงลักษณะเฉพาะของผู้ใดเป็นหลัก?  ของเด็กหรือของผู้ใหญ่?  (ของผู้ใหญ่)  เช่นนั้นแล้ว เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงสิ่งใด?  เนื้อหาหลักของเรื่องนี้คืออะไร?  เนื้อหาหลักเกี่ยวข้องกับการที่ผู้ใหญ่คนนี้ใช้วิธีการต่างๆ เพื่อให้สัมฤทธิ์เป้าหมายของตน  พวกเจ้าเข้าใจหรือไม่ว่าเขาใช้วิธีการใด?  (การดึงมาเข้าร่วมและการชักพาให้หลงผิด)  เขาใช้สิ่งล่อใจเพื่อดึงเด็กมาเข้าร่วมและใช้คำพูดที่ถูกต้องเพื่อชักพาให้เด็กหลงผิด และเขายังล่อลวงเด็กอีกด้วย  เขาใช้สิ่งใดล่อลวง?  ผลประโยชน์—เขาใช้ผลประโยชน์ล่อลวงเด็ก การดึงมาเข้าร่วม การล่อลวง และการชักพาให้หลงผิด—นี่เป็นทั้งการล่อลวงและการชักพาให้หลงผิด การใช้คำพูดที่ถูกต้องเพื่อล่อลวง และยังมีลักษณะข่มขู่เล็กน้อยอยู่ด้วย  คำพูดนั้นอาจฟังดูถูกต้อง แต่เขาใช้คำพูดเหล่านี้เพื่อสิ่งใด?  (เพื่อให้สัมฤทธิ์เป้าหมายของตนเอง)  เขาใช้คำพูดเหล่านี้เพื่อสัมฤทธิ์จุดประสงค์แอบแฝงของตนเอง  วิธีการที่ชายคนนั้นใช้ค่อนข้างชัดเจน  นี่เป็นพฤติกรรมที่ความเป็นมนุษย์ที่ปกติมีอย่างนั้นหรือ?  (ไม่ใช่)  แล้วพฤติกรรมนี้เป็นอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของซาตานในแง่มุมใด?  (ความเลว)  เหตุใดพวกเราจึงกล่าวว่าเป็นความเลวแทนที่จะเป็นความหลอกลวง?  เพราะความเลวอยู่ในระดับที่ลึกซึ้งกว่าความหลอกลวง ความเลวนั้นร้ายลึกกว่า ปกปิดมากกว่า ชักพาให้หลงผิดมากกว่า และยากที่จะหยั่งถึงยิ่งกว่า และความเลวยังแฝงไว้ด้วยการล่อลวง การหว่านล้อม การดึงมาเข้าร่วม การเอาชนะใจ การติดสินบน และการทดลอง  การกระทำและพฤติกรรมเหล่านี้ไปไกลเกินกว่าความหลอกลวง สิ่งเหล่านี้เป็นความเลวอย่างไม่ต้องสงสัย  ชายคนนั้นไม่ได้พูดว่า “ถ้าหนูไม่บอกฉัน ฉันจะตีหนู จะเตะหนู หรือจะฆ่าหนู!”  เขาไม่ได้ใช้วิธีการแบบนั้น และภายนอกก็ดูไม่มีความมุ่งร้าย  อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้น่ากลัวยิ่งกว่าความมุ่งร้ายเสียอีก—นี่คือความเลว  เหตุใดเราจึงบอกว่านี่คือความเลว?  โดยปกติแล้ว คนส่วนใหญ่สามารถจับสังเกตความหลอกลวงได้ แต่วิธีการของเขาเจ้าเล่ห์ยิ่งกว่า  เมื่อมองอย่างผิวเผิน เขาใช้ถ้อยคำสุภาพที่สอดคล้องกับความรักใคร่เอ็นดูของมนุษย์ แต่ในความเป็นจริง ลึกๆ แล้วกลับมีสิ่งที่ซ่อนเร้นยิ่งกว่านั้น  การกระทำและวิธีการของเขาแนบเนียนกว่า ร้ายลึกยิ่งกว่าความหลอกลวงที่ผู้คนมักพบเห็นและเผชิญกันทั่วไป  ชั้นเชิงของเขาซับซ้อนกว่า ตลบตะแลงมากกว่า และชักพาให้หลงผิดมากกว่า  นี่คือความเลว

ในชีวิตประจำวัน พวกเจ้าสามารถจำแนกและแยกแยะการเผยอุปนิสัยอันเลวร้ายและพฤติกรรมเลวร้ายของผู้อื่นได้หรือไม่?  แม้บุคคลที่หลอกลวงจะมีชั้นเชิงพอสมควร แต่หลังจากมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ผู้คนส่วนใหญ่ก็ยังสามารถรู้เท่าทันพวกเขาได้  อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีอุปนิสัยเลวร้ายเหล่านั้นก็ไม่ใช่ว่าจะรู้เท่าทันได้ง่ายนัก  หากเจ้าไม่อาจมองเห็นแก่นแท้หรือผลสืบเนื่อง เจ้าก็ไม่มีทางที่จะรู้เท่าทันพวกเขาได้  บุคคลที่เลวร้ายนั้นร้ายลึกยิ่งกว่าคนหลอกลวง  เจ้าไม่มีทางที่จะรู้เท่าทันพวกเขาได้จากเพียงประโยคเดียวหรือสองประโยค  เมื่อพูดถึงผู้คนที่มีอุปนิสัยเลวร้าย ในช่วงเวลาหนึ่งหรือในระยะเวลาสั้นๆ เจ้าอาจจะไม่รู้เท่าทันหรือหยั่งรู้ได้ว่าเหตุใดพวกเขาจึงกำลังทำบางสิ่งบางอย่างอยู่ และเหตุใดพวกเขาจึงพูดหรือกระทำการในลักษณะนั้น  วันหนึ่งเมื่อพวกเขาถูกเผยให้เห็นอย่างสิ้นเชิงและถูกตีแผ่จนหมดเปลือกแล้ว ทุกคนก็จะค้นพบในที่สุดว่าพวกเขาเป็นคนประเภทใด  นี่ไม่ใช่แค่ความหลอกลวง—แต่คือความเลว  ดังนั้น การแยกแยะอุปนิสัยเลวร้ายจึงต้องอาศัยระยะเวลา และบางครั้งต้องมีผลสืบเนื่องปรากฏให้เห็นเสียก่อน คนเราจึงสามารถแยกแยะได้—นี่ไม่ใช่สิ่งที่แยกแยะได้อย่างรวดเร็ว  ตัวอย่างเช่น พญานาคใหญ่สีแดงได้ชักพามวลมนุษย์ให้หลงผิดมานานหลายทศวรรษ และในตอนนี้ก็เพิ่งมีเพียงผู้คนจำนวนน้อยที่มีวิจารณญาณแยกแยะอยู่บ้าง  พญานาคใหญ่สีแดงมักจะกล่าวสิ่งต่างๆ ที่ฟังดูดีที่สุดและสอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์มากที่สุด โดยชูธงของการรับใช้ผู้คนเพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิด และชูธงแห่งความยุติธรรมเพื่อขับไล่ผู้เห็นต่าง และทำร้ายคนดีจำนวนนับไม่ถ้วนอย่างแสนสาหัส  แต่มีเพียงไม่กี่คนที่สามารถแยกแยะเรื่องนี้ได้ เพราะสิ่งที่พญานาคใหญ่สีแดงพูดและทำดูเหมือนถูกต้องในสายตาของผู้คน  ผู้คนล้วนคิดว่าทุกสิ่งที่พญานาคใหญ่สีแดงทำนั้นยุติธรรมและเหมาะสม ถูกกฎหมายและสมเหตุสมผล และสอดคล้องกับหลักมนุษยธรรม  ด้วยเหตุนี้ พญานาคใหญ่สีแดงจึงได้ชักพาผู้คนให้หลงผิดมานานหลายทศวรรษ  เมื่อพญานาคใหญ่สีแดงถูกเปิดโปงและล่มสลายในที่สุด ผู้คนก็จะเห็นว่าโฉมหน้าที่แท้จริงของพญานาคใหญ่สีแดงก็คือโฉมหน้าของมาร และแก่นแท้ธรรมชาติของพญานาคใหญ่สีแดงนั้นเลวร้าย  พญานาคใหญ่สีแดงได้ชักพามวลมนุษย์ให้หลงผิดมานานหลายปีเหลือเกิน และพิษของพญานาคใหญ่สีแดงก็อยู่ภายในตัวคนทุกคน—พวกเขากลายเป็นลูกหลานของมันไปแล้ว  มีพวกเจ้าคนใดที่สามารถทำแบบเดียวกับที่พญานาคใหญ่สีแดงได้ทำไว้หรือไม่?  บางคนพูดจาเหมือนกับพญานาคใหญ่สีแดง ใช้คำพูดที่ไพเราะน่าฟังแต่ไม่ทำงานจริงเลย  คำพูดของพวกเขาล้วนฟังรื่นหูแต่พวกเขาไม่ได้ทำงานที่แท้จริง  นอกจากนั้น พวกเขายังร้ายลึกและเลวร้ายเป็นพิเศษ  เมื่อพูดถึงผู้คนเช่นนี้ หากใครล่วงเกินพวกเขา พวกเขาจะไม่ปล่อยให้ผ่านไป  ไม่ช้าก็เร็วพวกเขาจะหาโอกาสที่เหมาะสมเพื่อบรรลุจุดประสงค์ในการแก้แค้นของพวกเขาโดยไม่เปิดช่องให้ผู้อื่นได้เปรียบ  พวกเขาอาจจัดการเรื่องนั้นโดยไม่ออกหน้าและไม่แสดงตัวเลยด้วยซ้ำ  แบบนี้ไม่เลวร้ายหรือ?  คนเลวดำเนินการด้วยหลักการ วิธีการ เจตนา แรงจูงใจ และจุดประสงค์ที่ปกปิดและซ่อนเร้นเป็นพิเศษ  บุคคลที่เลวร้ายใช้กลอุบายเพื่อทำร้ายผู้อื่น บางครั้งก็ใช้ผู้อื่นสังหารแทนตน บางครั้งทรมานผู้อื่นโดยล่อลวงให้พวกเขากระทำบาป และบางครั้งก็ใช้กฎหมายหรือหันไปใช้วิธีการอันน่ารังเกียจทุกรูปแบบเพื่อทรมานผู้อื่น  สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการสำแดงของความเลว และไม่มีสิ่งใดเป็นวิธีการที่ยุติธรรมหรือซื่อสัตย์  พวกเจ้าคนใดแสดงพฤติกรรมหรือการเผยเหล่านี้ออกมาบ้างหรือไม่?  พวกเจ้าสามารถแยกแยะสิ่งเหล่านั้นได้หรือไม่?  พวกเจ้าตระหนักหรือไม่ว่าสิ่งเหล่านี้ประกอบขึ้นเป็นอุปนิสัยอันเลวร้าย?  โดยปกติแล้ว ความหลอกลวงสามารถมองเห็นได้จากภายนอก กล่าวคือ บางคนพูดจาอ้อมค้อมหรือใช้ถ้อยคำสละสลวย และไม่มีใครอ่านออกได้ว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่  นั่นคือความหลอกลวง  ลักษณะเฉพาะที่สำคัญของความเลวคืออะไร?  คือการที่คำพูดของพวกเขาฟังดูไพเราะเป็นพิเศษ และเมื่อมองอย่างผิวเผิน ทุกสิ่งก็ดูเหมือนถูกต้อง  ดูเหมือนไม่มีปัญหาและสิ่งต่างๆ ก็ดูค่อนข้างดีจากทุกมุมมอง  เมื่อพวกเขาทำอะไรบางอย่าง เจ้าจะไม่เห็นว่าพวกเขาใช้วิธีการพิเศษใดๆ และภายนอกก็ไม่มีวี่แววของจุดอ่อนหรือข้อบกพร่อง แต่พวกเขากลับสัมฤทธิ์เป้าหมายของตน  พวกเขาทำสิ่งต่างๆ อย่างปกปิดเป็นอย่างยิ่ง  นี่คือวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์ชักพาผู้คนให้หลงผิด  ผู้คนและเรื่องราวเช่นนี้แยกแยะยากที่สุด  บางคนมักจะพูดสิ่งที่ถูกต้อง ใช้ข้ออ้างที่ฟังดูดี และใช้คำสอน คำกล่าว หรือการกระทำบางอย่างที่สอดคล้องกับความรักใคร่เอ็นดูของมนุษย์เพื่อตบตาผู้คน  พวกเขาแสร้งทำสิ่งหนึ่งในขณะที่กำลังทำอีกสิ่งหนึ่งเพื่อสัมฤทธิ์จุดประสงค์แอบแฝงของตน  นี่คือความเลว แต่ผู้คนส่วนใหญ่มองว่าพฤติกรรมเหล่านี้เป็นความหลอกลวง  ผู้คนมีความเข้าใจและการชำแหละความเลวที่ค่อนข้างจำกัด  แท้จริงแล้ว ความเลวนั้นแยกแยะยากยิ่งกว่าความหลอกลวง เพราะปกปิดมากกว่า และวิธีการกับการกระทำก็ซับซ้อนกว่า  หากใครสักคนมีอุปนิสัยหลอกลวงอยู่ภายในตนเอง โดยปกติแล้ว ผู้อื่นสามารถจับสังเกตความหลอกลวงของเขาได้ภายในสองหรือสามวันหลังจากมีปฏิสัมพันธ์กับเขา หรือสามารถรับรู้ถึงการเผยอุปนิสัยหลอกลวงของพวกเขาได้จากการกระทำและคำพูดของคนคนนั้น  อย่างไรก็ตาม สมมุติว่าคนคนนั้นเลวร้าย นี่ไม่ใช่สิ่งที่สามารถแยกแยะได้ภายในเวลาไม่กี่วัน เพราะหากไม่มีเหตุการณ์สำคัญหรือสถานการณ์พิเศษใดๆ เกิดขึ้นภายในช่วงเวลาสั้นๆ การแยกแยะสิ่งใดจากการฟังเขาพูดคุยเพียงอย่างเดียวย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย  เขามักจะพูดและทำสิ่งที่ถูกต้องเสมอ และนำเสนอคำสอนที่ถูกต้องทีละข้ออย่างต่อเนื่อง  หลังจากมีปฏิสัมพันธ์กับเขาไม่กี่วัน เจ้าอาจคิดว่าคนคนนี้ค่อนข้างดี สามารถสละสิ่งต่างๆ และสละตนได้ มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ มีหัวใจที่รักพระเจ้า และมีทั้งมโนธรรมและสำนึกในวิธีที่เขาปฏิบัติตน  แต่หลังจากที่เขาจัดการเรื่องต่างๆ ไม่กี่เรื่อง เจ้าจึงเห็นว่าคำพูดและการกระทำของเขาเจือปนสิ่งต่างๆ มากเกินไป และมีเจตนาเยี่ยงมารมากเกินไป  เจ้าตระหนักว่าคนคนนี้ไม่ได้ซื่อสัตย์แต่เป็นคนหลอกลวง—เป็นสิ่งที่เลวร้าย  เขามักใช้คำพูดที่ถูกต้องและวลีที่น่าฟังซึ่งสอดคล้องกับความจริง และมีความรักใคร่เอ็นดูของมนุษย์ในการปฏิสัมพันธ์กับผู้คน  ในแง่หนึ่ง เขาสร้างความน่าเชื่อถือให้ตนเอง และในอีกแง่หนึ่ง เขาชักพาผู้อื่นให้หลงผิด เพื่อสัมฤทธิ์ความมีเกียรติและสถานะในหมู่ผู้คน  บุคคลเช่นนี้ชักพาผู้อื่นให้หลงผิดได้อย่างยิ่ง และเมื่อพวกเขาได้รับอำนาจและสถานะ พวกเขาก็สามารถชักพาผู้คนจำนวนมากให้หลงผิดและทำร้ายผู้คนจำนวนมากได้  ผู้คนที่มีอุปนิสัยเลวร้ายนั้นอันตรายอย่างยิ่ง  มีผู้คนประเภทนี้อยู่รอบตัวพวกเจ้าหรือไม่?  พวกเจ้าเองเป็นเช่นนี้หรือไม่?  (เป็น)  แล้วเรื่องนี้ร้ายแรงเพียงใด?  การพูดและการกระทำโดยปราศจากหลักธรรมความจริงใดๆ พึ่งพาเพียงธรรมชาติอันเลวร้ายของตนในการกระทำ ปรารถนาที่จะชักพาผู้อื่นให้หลงผิดอยู่เสมอ และใช้ชีวิตอยู่ภายใต้หน้ากาก เพื่อให้ผู้อื่นไม่รู้เท่าทันหรือจดจำเจ้าได้ และจะมองความเป็นมนุษย์และสถานะของเจ้าด้วยความยกย่องและความชื่นชม—นี่คือความเลว  พวกเจ้าแสดงพฤติกรรมเลวร้ายเหล่านี้เพียงครั้งคราว หรือพวกเจ้าเป็นเช่นนี้เกือบตลอดเวลา?  นี่คือตัวตนที่แท้จริงของพวกเจ้าหรือไม่ และเป็นเรื่องยากที่พวกเจ้าจะหลุดพ้นใช่หรือไม่?  หากพวกเจ้าใช้วิธีการเช่นนี้เพียงครั้งคราว การนี้ก็ยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้  อย่างไรก็ตาม หากนี่คือตัวตนที่แท้จริงของเจ้า คือการกระทำอย่างมีชั้นเชิงและเต็มไปด้วยความหลอกลวงตลอดเวลา และพึ่งพากลอุบายอยู่ตลอดเวลา เช่นนั้นแล้ว พวกเจ้าก็คือหมู่มารที่เจ้าเล่ห์ที่สุด  เราจะบอกความจริงแก่พวกเจ้าว่า ผู้คนเช่นนี้จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

ในเรื่องนี้ ต้าเป่าใช้วิธีการเหล่านี้เพื่อชักพาเสียวเป่าให้หลงเชื่อ และทำให้เด็กชายบอกความจริงกับเขา  จงบอกเราเถิดว่า ใครสอนให้เขากระทำการเช่นนี้?  ไม่มีใครสอนเขาเลย  แล้วเล่ห์เหลี่ยมเหล่านี้มาจากไหน?  (จากธรรมชาติของเขา)  เล่ห์เหลี่ยมเหล่านี้มาจากธรรมชาติของเขา มาจากแก่นแท้ที่เสื่อมทรามของเขา  เขาเป็นคนเช่นนั้นเอง  เขาไม่ละเว้นแม้กระทั่งเด็ก—ช่างน่ารังเกียจนัก!  หากเขาต้องการรู้ความจริง เขาสามารถถามจากพ่อแม่ของเด็กคนนั้นโดยตรง หรือเขาอาจทำความเข้าใจตนเองอย่างจริงจังและเปิดใจต่อพ่อแม่ของเด็กคนนั้น ถึงตอนนั้นพวกเขาอาจจะบอกความจริงกับเขาก็ได้  ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการเช่นนี้เพื่อทำเรื่องน่าละอายและไม่เข้าท่าลับหลังผู้อื่น  นี่คือสิ่งที่คนที่มีอุปนิสัยเลวร้ายทำ  จงบอกเราเถิดว่า การทำเช่นนี้น่ารังเกียจหรือไม่?  (น่ารังเกียจ)  เขาไม่ละเว้นแม้กระทั่งเด็กคนหนึ่ง เขาเห็นว่าเด็กคนนั้นถูกรังแก ถูกหลอก และเอาเปรียบได้ง่าย เขาจึงวางแผนร้ายกับเด็กคนนั้น  แล้วหากเขาเห็นผู้ใหญ่ที่ซื่อสัตย์และมีเมตตา เขาจะปฏิบัติต่อผู้ใหญ่คนนั้นอย่างไร?  เขาจะปล่อยผู้ใหญ่คนนั้นไปไหม?  ไม่มีทางแน่นอน  หากเขาเห็นคนที่คล้ายกับตนเอง คนที่ชอบใช้กลยุทธ์ในคำพูดและการกระทำ เขาจะทำอย่างไร?  (เขารู้ว่าคนคนนั้นเลวพอๆ กับตน และอาจระแวดระวังคนคนนั้น ไม่เผยอะไรออกมาโดยง่าย)  นอกจากจะระแวดระวังแล้ว เขาอาจจะทำอย่างไรอีก?  (เขาจะแข่งขัน)  เขาจะแข่งขันทั้งต่อหน้าและลับหลัง—ก็แค่นั้นเอง  นี่คือพฤติกรรมของคนที่มีอุปนิสัยเลวร้าย  ผู้คนประเภทนี้ชอบแข่งขันกับผู้อื่นทั้งต่อหน้าและลับหลัง และจะฉวยทุกโอกาส  พวกเขามีคติประจำใจ และหากเจ้าพบเจอคนเช่นนี้และได้ยินพวกเขาพูดคติประจำใจนี้ ก็มั่นใจได้เลยว่าพวกเขามีอุปนิสัยเลวร้าย  พวกเขาพูดว่าอย่างไร?  ตัวอย่างเช่น เมื่อเจ้าแนะนำให้พวกเขาร่วมมือกับคนอีกคนหนึ่งเพื่อทำหน้าที่ของตน พวกเขาจะบอกว่า “โอ๊ะ ฉันแข่งกับเขาไม่ได้หรอก!”  ความคิดแรกของพวกเขาเป็นเรื่องของ “การแข่งขัน” เสมอ  ความคิดแรกของพวกเขาไม่ใช่วิธีร่วมมือกับคนอื่นเพื่อทำงานให้ดี แต่เป็นเรื่องของการแข่งขันกับคนคนนั้น  นี่คือคติประจำใจของพวกเขา  ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในกลุ่มคนแบบไหน ไม่ว่าจะอยู่ในหมู่ผู้ไม่มีความเชื่อ พี่น้องชายหญิง หรือสมาชิกในครอบครัว กฎข้อเดียวของพวกเขาคืออะไร?  คือการแข่งขัน และหากพวกเขาไม่สามารถเอาชนะผู้อื่นได้อย่างเปิดเผย พวกเขาก็จะแอบทำลับหลัง  อุปนิสัยแบบนี้เลวร้าย  บางคนอาจดูเหมือนกำลังพูดคุยกับผู้อื่นอย่างเป็นกันเอง แต่ภายในใจ พวกเขากำลังแข่งขันอย่างลับๆ ใช้วิธีการและชั้นเชิงต่างๆ เพื่อเล่นงานและดูเบาอีกฝ่ายทางอ้อม  ผู้คนที่ไม่สามารถแยกแยะเรื่องนี้ได้ย่อมจะมองกลวิธีของพวกเขาไม่ออก และกว่าจะรู้ทัน การแข่งขันก็ได้ข้อสรุปไปแล้ว  นี่คือความเลว  เมื่อคนเลวมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ก็จะมีแต่เรื่องของการแข่งขันทั้งต่อหน้าและลับหลัง โดยใช้แผนการต่างๆ กลอุบาย หรือวิธีการบางอย่างเพื่อเอาชนะผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นยอมจำนน และท้ายที่สุด ก็ทำให้ทุกคนยอมสยบต่อพวกเขา  ตั้งแต่มีมนุษยชาติมาจนถึงปัจจุบัน ประวัติศาสตร์ทั้งหมดของมนุษยชาติล้วนเต็มไปด้วย “การแข่งขัน”  ไม่ว่าจะเป็นในระดับใหญ่ระหว่างชนชาติ ระดับที่เล็กลงมาระหว่างครอบครัว หรือในระดับบุคคลระหว่างผู้คน ไม่มีกลุ่มใดเลยที่ปราศจากความขัดแย้ง หากไม่ใช่การแข่งขันอย่างเปิดเผยก็เป็นไปอย่างลับๆ หากไม่ใช่การปะทะกันทางวาจาก็เป็นการปะทะกันทางกาย  ช่วงเวลาที่มีการทำสงครามระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ บ่อยครั้งที่สุดในประวัติศาสตร์จีนก็คือ ยุควสันตสารทและยุครณรัฐ  หนังสือเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ทางการทหารที่มีชื่อเสียงส่วนใหญ่ก็เขียนขึ้นในช่วงสองยุคนั้น เช่น ยุทธวิธีที่อยู่ในตำราพิชัยสงครามของซุนวู—สิ่งเหล่านี้ล้วนเขียนขึ้นมาในช่วงเวลานั้นทั้งสิ้น  นอกจากนี้ยังมีหนังสือสามสิบหกกลยุทธ์ ซึ่งบันทึกยุทธวิธีต่างๆ ที่ใช้ในการสงคราม  บางส่วนของกลยุทธ์และยุทธวิธีทางการทหารเหล่านี้ยังคงถูกนำมาใช้จนถึงทุกวันนี้  จงบอกเราเถิดว่า กลยุทธ์บางส่วนนั้นมีอะไรบ้าง?  (กลยุทธ์ “ทำร้ายตัวเอง”)  (กลยุทธ์ “เบี่ยงเบนความสนใจ”)  (กลยุทธ์ “ไส้ศึก” กลยุทธ์ “เมืองร้าง” และกลยุทธ์ “สาวงาม”)  กลยุทธ์ที่มีชื่อเสียงทั้งหมดนี้ ไม่ว่าจะเรียกว่า “สาวงาม” “เมืองร้าง” หรือ “เบี่ยงเบนความสนใจ” ล้วนมีคำว่า “กลยุทธ์” อยู่ด้วย  “กลยุทธ์” หมายความว่าอย่างไร?  (“ยุทธวิธี” หรือ “อุบาย”)   คำนี้สื่อถึงยุทธวิธีบางอย่างที่เคลือบแฝง ตลบตะแลง ซ่อนเร้น หรือเป็นความลับ  “ยุทธวิธี” เหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับการวางแผน—แต่เป็นเรื่องของการวางอุบาย  พวกเรามองเห็นสิ่งใดอยู่เบื้องหลังยุทธวิธีเหล่านี้?  การกระทำของพวกเขา พฤติกรรมของพวกเขา รวมทั้งยุทธวิธีและการปฏิบัติที่พวกเขานำมาใช้ในการสงครามนั้นสอดคล้องกับความเป็นมนุษย์และความจริงหรือไม่?  (ไม่)  พระเจ้าทรงพระราชกิจในหนทางนี้หรือไม่?  (ไม่)  ไม่ใช่อย่างแน่นอน  แล้วการปฏิบัติเหล่านี้เป็นตัวแทนผู้ใด?  เป็นตัวแทนของซาตานและมนุษยชาติที่เลวร้ายนี้  กลยุทธ์เหล่านี้ของมนุษยชาติที่เลวร้ายมาจากไหน?  (ซาตาน)  ได้รับมาจากซาตาน  บางคนอาจเข้าใจเรื่องนี้ได้ยาก ดังนั้นเราควรกล่าวว่าได้รับกลยุทธ์เหล่านี้มาจากเหล่าพญามาร—แล้วผู้คนจะเข้าใจ  เหล่าพญามารคือใคร?  พวกมันคือพวกปีศาจและซาตานที่มาเกิดใหม่ในโลกเพื่อหว่านความแตกแยกและสร้างความหายนะในหมู่มนุษยชาติ—พวกมันเป็นผู้สร้างกลยุทธ์เหล่านี้ขึ้นมา  ในบันทึกเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า พวกเจ้าเคยเห็นพระองค์ทรงใช้กลยุทธ์ “เมืองร้าง” หรือกลยุทธ์ “เบี่ยงเบนความสนใจ” หรือไม่?  แผนการบริหารจัดการของพระเจ้ามีกลยุทธ์เหล่านี้อยู่หรือไม่?  พระเจ้าไม่เคยทรงใช้กลยุทธ์เช่นนี้มาบริหารจัดการพระราชกิจของพระองค์  กลยุทธ์เหล่านี้ถูกใช้โดยมนุษยชาติที่เลวร้ายทั้งหมด  จากระดับใหญ่เช่นชนชาติหรือราชวงศ์ ไปจนถึงระดับที่เล็กกว่าเช่นชนเผ่าหรือครอบครัว และแม้กระทั่งความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ไม่ว่าที่ใดที่เจ้าพบมนุษยชาติที่เสื่อมทราม เจ้าย่อมพบกับความขัดแย้ง  พวกเขากำลังต่อสู้กันเพื่อสิ่งใด?  พวกเขากำลังแข่งขันกันเพื่อสิ่งใด?  เป้าหมายของพวกเขาคืออะไร?  ทั้งหมดนั้นก็เพื่ออำนาจ สถานะ และผลประโยชน์—เพื่อให้ได้รับสิ่งเหล่านี้  ชนชาติต่างๆ ต่อสู้กันเพื่อควบคุมผู้คนให้ได้มากขึ้น  ชนเผ่าทั้งหลายต่อสู้กันเพื่อดินแดน ผู้คน และอธิปไตย  บุคคลต่อสู้กันเพื่อความเหนือกว่าและผลประโยชน์  ทุกที่ที่มีมนุษยชาติ ย่อมมีความขัดแย้ง เพราะทุกที่ที่มีมนุษยชาติ ย่อมมีความเสื่อมทรามของซาตาน  มนุษยชาติทั้งมวลได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม ดังนั้นโลกจึงเต็มไปด้วยความขัดแย้งและการนองเลือด  ไม่ว่าจะทำสิ่งใด มนุษยชาติที่เสื่อมทรามก็ไม่อาจหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งอุปนิสัยของซาตานได้  เพราะฉะนั้น ประวัติศาสตร์ทั้งหมดของมนุษยชาติ ไม่ว่าในตะวันตกหรือตะวันออก ทุกส่วนของประวัติศาสตร์ล้วนเป็นเรื่องราวอันน่าเวทนาเกี่ยวกับการดิ้นรนต่อสู้อันเลวร้ายของมนุษยชาติ  มนุษยชาติถึงกับมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความรุ่งโรจน์  ทุกวันนี้บางคนยังคงศึกษาสามสิบหกกลยุทธ์ของจีนอยู่  พวกเจ้ากำลังศึกษาสิ่งเหล่านั้นอยู่หรือไม่?  (ไม่)  หากเจ้าจงใจศึกษาสิ่งเหล่านี้ ซึมซับประสบการณ์ บทเรียน วิถีทาง วิธีการ และกลวิธีที่อยู่ในนั้นเพื่อเพิ่มพูนความรู้ในสมองของเจ้า และทำให้สิ่งเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งในทักษะการเอาชีวิตรอดของเจ้า นั่นย่อมเป็นเรื่องที่ผิดอย่างแน่นอน  เจ้าจะเข้าใกล้ซาตานมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กลายเป็นคนที่เลวขึ้นเรื่อยๆ และชั่วมากขึ้นเรื่อยๆ  อย่างไรก็ตาม หากเจ้าสามารถเปลี่ยนมุมมองของเจ้า และชำแหละ แยกแยะ รวมทั้งเปิดโปงสิ่งเหล่านั้นตามพระวจนะของพระเจ้า เจ้าจะสัมฤทธิ์ผลลัพธ์เช่นไร?  เจ้าจะเกลียดชังซาตานมากยิ่งขึ้น เจ้าจะเข้าใจรวมทั้งเกลียดชังตัวเองมากยิ่งขึ้น  ผลลัพธ์ที่ดียิ่งกว่านั้นคืออะไร?  คือการปฏิเสธซาตานและตั้งใจแน่วแน่ที่จะติดตามพระเจ้า  ซาตานใช้สิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมดั้งเดิมเหล่านี้ ตลอดจนความรู้และทฤษฎีทุกรูปแบบที่มนุษยชาติสั่งสมมานานหลายพันปีเพื่อสั่งสอนและปลูกฝังในตัวผู้คน โดยมุ่งเป้าที่จะทำให้พวกเขาเสื่อมทรามและควบคุมพวกเขาในระดับที่ลึกขึ้น  หากเจ้าเชี่ยวชาญสิ่งเหล่านี้และรู้วิธีใช้สิ่งเหล่านี้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะกลายเป็นซาตานที่มีชีวิต และเจ้าจะถูกพระเจ้าทรงกำจัดอย่างสิ้นเชิง

เมื่อสามัคคีธรรมเรื่องการรู้จักตนเองในระหว่างการชุมนุมครั้งก่อนๆ ผู้คนส่วนใหญ่มักจะหยิบยกปัญหาเรื่องอุปนิสัยโอหังขึ้นมา ซึ่งเป็นอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่พบได้บ่อยที่สุด และมีอยู่อย่างแพร่หลายทั่วไป  มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามอื่นใดอีกบ้างที่ค่อนข้างพบเห็นได้ทั่วไป?  (ความหลอกลวงและการดื้อแพ่ง)  ความหลอกลวง การดื้อแพ่ง การรังเกียจความจริง และความชั่วช้า—สิ่งเหล่านี้คืออุปนิสัยที่ผู้คนพบเจออยู่บ่อยครั้ง  ความเลวนั้นพบเห็นไม่บ่อยนัก และไม่มีการตระหนักถึงความเลวมากนัก  อาจกล่าวได้ว่าอุปนิสัยที่เลวร้ายนั้นตระหนักรู้ได้ยากที่สุด และเป็นอุปนิสัยอันเสื่อมทรามประเภทที่ซ่อนเร้นอยู่ลึกๆ และค่อนข้างปกปิด ใช่หรือไม่?  ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าคนสองคนอาศัยอยู่ด้วยกัน และทั้งคู่ต่างก็ไม่รักความจริงและไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง อีกทั้งพวกเขาไม่ได้จงรักภักดีในการปฏิบัติหน้าที่ของตน  เมื่อมองจากภายนอก ทั้งคู่อาจดูเหมือนใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างปรองดองโดยไม่มีปัญหาเลย  อย่างไรก็ตาม ลึกลงไปแล้ว ทั้งคู่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง และยังคงมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามต่างๆ อยู่ แม้เจ้าไม่อาจมองเห็นได้ก็ตาม  เหตุใดเจ้าจึงมองไม่เห็นอุปนิสัยอันเสื่อมทรามต่างๆ เหล่านั้น?  เป็นเพราะบุคคลทั้งสองนี้มีความหลอกลวงและเจ้าเล่ห์ในการกระทำของตนเป็นพิเศษ  เนื่องจากเจ้าไม่เข้าใจความจริงและขาดวิจารณญาณแยกแยะโดยสิ้นเชิง เจ้าจึงไม่สามารถมองทะลุถึงแก่นแท้ของปัญหาของพวกเขาได้  ความจริงที่เจ้าเข้าใจมีไม่กี่ประการ และวุฒิภาวะของเจ้าน้อยเกินไป ดังนั้นจึงมีปัญหาซับซ้อนมากมายที่เจ้าไม่มีทางทำความเข้าใจได้ และเจ้าก็ไร้กำลังที่จะช่วยเหลือผู้อื่นแก้ไขปัญหาของพวกเขา  ในฐานะผู้นำ พวกเจ้าควรทำอย่างไรเมื่อพบเจอผู้คนเช่นนี้?  หากเจ้าเปิดโปงและแยกแยะพวกเขา พวกเขาจะยอมรับโดยง่ายหรือไม่?  พวกเขาไม่ยอมรับ  เช่นนั้นแล้ว เจ้าควรจัดการกับผู้คนเช่นนี้อย่างไร?  มีวิธีจัดการหรือไม่?  หลักธรรมในการจัดการกับผู้คนเช่นนี้คืออะไร?  หากพวกเขามีทักษะเฉพาะด้านหรือทักษะทางวิชาชีพบางอย่างที่จะลงแรงทำงานเพื่อพระนิเวศของพระเจ้า เจ้าก็ควรปฏิบัติต่อพวกเขาในฐานะพี่น้องชายหญิงและตั้งข้อกำหนดต่อพวกเขาในฐานะดังกล่าว  อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นว่าผู้คนเช่นนี้ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาจะสามารถจงรักภักดีในการทำหน้าที่ของตนหรือไม่?  (ไม่ได้)  พฤติกรรมใดที่บ่งชี้ว่าพวกเขาขาดความจงรักภักดี?  ผู้คนเช่นนี้เก่งในการทำสิ่งต่างๆ เพื่อสร้างภาพไม่ใช่หรือ?  เวลาไม่มีใครอยู่ พวกเขาก็ทำตัวเหลวไหลและไม่รีบร้อน  เมื่อเห็นใครบางคนกำลังมา พวกเขาก็เร่งมือขึ้นทันที  พวกเขาอาจถึงขั้นหยิบยกคำถามขึ้นมามากมาย โดยถามว่าเรื่องนั้นเรื่องนี้เป็นที่ยอมรับหรือไม่  ทันทีที่คนคนนั้นจากไป พวกเขาก็หยุดทำงาน ไม่ทำอะไรเลย ไม่มีปัญหาที่จะหยิบยกขึ้นมาแม้แต่น้อย และถึงกับพูดในใจว่า “ฉันแค่หลอกคุณเล่นเท่านั้น ฉันไม่ได้โง่ขนาดนั้นหรอก!”  ผู้คนประเภทนี้ทำทุกสิ่งเพื่อสร้างภาพ พวกเขาเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในการสร้างภาพและเก่งในการเสแสร้ง ทำให้ผู้คนหลงเข้าใจผิด  ผู้คนมากมายที่มีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขามานานหลายปียังไม่สามารถมองทะลุแก่นแท้ที่เจ้าเล่ห์และหลอกลวงของพวกเขาได้  เมื่อผู้อื่นสอบถามเกี่ยวกับคนประเภทนี้ พวกเขาถึงกับพูดว่า “คนคนนี้ค่อนข้างดี ปฏิบัติต่อทุกคนเป็นอย่างดี ไม่เคยทำร้ายใคร เป็นแค่คนที่ชอบเอาใจผู้คน  แม้เมื่อใครบางคนทำผิด เขาก็ไม่ตัดแต่งคนคนนั้น เขาเตือนสติและชูใจผู้อื่นอยู่เสมอ”  ผู้คนเหล่านี้ใช้วิถีทางและวิธีการใดในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น?  พวกเขาสวมบทบาทที่เหมาะกับสถานการณ์ ลื่นไหลและปลิ้นปล้อน และผู้คนส่วนใหญ่ก็บอกว่าเขาเป็นคนดี  รอบตัวพวกเจ้ามีผู้คนเช่นนี้อยู่หรือไม่?  (มี)  ทุกคนมักจะเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเองออกมา แต่บุคคลเหล่านี้กลับห่อหุ้มตนเองไว้อย่างมิดชิด ทำให้ไม่มีใครสามารถสังเกตเห็นปัญหาของพวกเขา  นี่เป็นปัญหาไม่ใช่หรือ?  ในประวัติศาสตร์ จักรพรรดิบางพระองค์กระทำความผิดมากมาย แต่คนรุ่นหลังก็ยังคงเรียกขานจักรพรรดิเหล่านั้นว่าเป็นผู้ปกครองที่ชาญฉลาด  เหตุใดผู้คนจึงมีทัศนะเช่นนั้นต่อจักรพรรดิเหล่านั้น?  จักรพรรดิเหล่านั้นไม่ได้ทุ่มเทความพยายามและทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อรักษาความมีหน้ามีตาของตนเองไว้หรอกหรือ?  ในแง่หนึ่ง จักรพรรดิเหล่านั้นทำสิ่งที่ดีบางอย่างเพื่อความสำเร็จทางการเมืองของตนเอง ในขณะที่อีกแง่หนึ่ง จักรพรรดิเหล่านั้นก็บิดเบือนประวัติศาสตร์และสังหารบรรดาผู้ที่เขียนความจริงและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตนเพื่อปกปิดการกระทำผิดของตน  อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจักรพรรดิเหล่านั้นจะพยายามปกปิดการกระทำผิดของตนอย่างไร ก็มีบันทึกเกี่ยวกับการกระทำของตนอยู่อย่างไม่ต้องสงสัย  จักรพรรดิเหล่านั้นไม่สามารถกำจัดทุกคนที่รู้ความจริงได้  ในท้ายที่สุด เรื่องราวเหล่านั้นก็ถูกคนรุ่นหลังเปิดโปงทีละน้อย  เมื่อผู้คนล่วงรู้ความจริง พวกเขาก็รู้สึกว่าถูกหลอก  ด้วยการเปิดโปงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ ผู้คนควรมีความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับความจริงของมนุษยชาติทั้งปวง  ความเข้าใจประเภทใด?  ตั้งแต่กษัตริย์จนถึงสามัญชน มนุษยชาติทั้งปวงล้วนตกอยู่ในเงื้อมมือของคนเลว ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามจนคนหนึ่งเลวร้ายกว่าอีกคนหนึ่ง  ไม่มีใครที่ไม่ชั่ว ไม่มีใครที่ไม่เลว  พวกเขาล้วนกระทำความผิดมามากมาย พวกเขาล้วนเลวร้ายอย่างยิ่ง ไม่มีใครในหมู่พวกเขาที่เป็นคนดี  บางคนกล่าวว่า “ในทุกราชวงศ์ มีขุนนางที่ซื่อตรงอยู่ไม่กี่คน ขุนนางที่ซื่อตรงเหล่านี้นับว่าเป็นคนเลวด้วยหรือไม่?”  หากเจ้าเชื่อในพระเจ้าภายใต้อำนาจของขุนนางที่ซื่อตรงเหล่านี้ ลองดูสิว่าพวกเขาจะจับกุมเจ้าหรือไม่  หากเจ้าเป็นพยานถึงพระเจ้าแก่พวกเขา จงสังเกตท่าทีของพวกเขา  เจ้าจะรู้ได้ทันทีว่าพวกเขาเลวหรือไม่  การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ตลอดจนความจริงที่พระองค์ทรงแสดง เผยผู้คนตามที่พวกเขาเป็นได้มากกว่าสิ่งอื่นใด  ผู้ปกครองและขุนนางบางคนอาจมีความสำเร็จทางการเมืองบางอย่างและได้ทำความดีบางประการ แต่ธรรมชาติของการกระทำดีเหล่านี้คืออะไร?  ใครได้รับประโยชน์จากการกระทำดีเหล่านี้?  การกระทำดีเหล่านี้เป็นสิ่งที่ชนชั้นปกครองเรียกร้องให้ทำ  การกระทำดีที่พวกเขาทำนั้นใช่ความดีที่พระเจ้าทรงเห็นชอบหรือไม่?  “ความสำเร็จทางการเมือง” เหล่านี้คือการปฏิบัติความจริงและการนบนอบพระเจ้าหรือไม่?  ไม่ใช่อย่างแน่นอน  ความสำเร็จทางการเมืองและการกระทำดีของพวกเขาไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ กับความจริงหรือกับการนบนอบพระเจ้าเลย  การกระทำดีและความสำเร็จทางการเมืองของพวกเขาล้วนเกิดจากเจตนาและแรงจูงใจของพวกเขา ทั้งหมดนี้ทำไปเพื่อให้ตนเองเป็นที่จดจำตลอดไปและเพื่อให้ได้รับการยกย่องจากผู้อื่น  เพราะฉะนั้น ไม่ว่าพวกเขาจะกระทำความดีมากเพียงใดหรือสั่งสมความสำเร็จทางการเมืองมากเพียงใด ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าพวกเขาเป็นคนดีที่มีจิตใจเมตตา นับประสาอะไรกับการพิสูจน์ว่าพวกเขาไม่เคยกระทำชั่วหรือไม่มีธรรมชาติที่เลวร้าย  เจ้าเข้าใจอย่างชัดเจนหรือไม่ว่าผู้คนเหล่านี้เป็นคนประเภทใดในสายพระเนตรของพระเจ้า?  พวกเจ้าสามารถใช้เรื่องราวเหล่านี้เพื่อทำความเข้าใจตนเองได้หรือไม่?  พวกเจ้ามีการปฏิบัติเช่นนี้หรือไม่ คือทันทีที่พวกเจ้าทำสิ่งดีๆ บางอย่างก็ต้องการโอ้อวด ทำให้แน่ใจว่าทุกคนรู้ แล้วภายนอกกลับพูดว่าคนเราไม่ควรคุยโวหรือโอหัง คนเราควรประพฤติปฏิบัติตนด้วยความถ่อมใจ?  ตัวอย่างเช่น เจ้าไปทำงานที่คริสตจักรแห่งใหม่ และผู้คนไม่รู้ว่าเจ้าอยู่ในตำแหน่งผู้นำ ดังนั้นเจ้าจึงต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อทำให้ผู้คนรู้ว่าเจ้าเป็นผู้นำ และเจ้าเค้นสมองคิดตลอดทั้งคืน จนในที่สุดก็คิดวิธีแก้ปัญหาที่ดีออก  วิธีแก้ปัญหานั้นคืออะไร?  เจ้าเรียกทุกคนมาประชุมและพูดว่า “ในระหว่างการชุมนุมวันนี้ พวกเรามาสามัคคีธรรมกันเถิดว่า ฉันเป็นไปตามมาตรฐานในฐานะผู้นำหรือไม่  ถ้าฉันไม่ได้มาตรฐาน พวกคุณสามารถเปิดโปงและปลดฉันได้  หากฉันเป็นไปตามมาตรฐาน ฉันก็จะทำหน้าที่นี้ต่อไป”  เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนี้ พวกเขาก็รู้ทันทีว่าเจ้าเป็นผู้นำ  เจ้าสัมฤทธิ์เป้าหมายของเจ้าด้วยการนี้แล้วไม่ใช่หรือ?  เป้าหมายนี้มาจากไหน?  เกิดจากธรรมชาติอันเลวร้ายของเจ้า  การมีความทะเยอทะยานเป็นลักษณะทั่วไปของมนุษย์ แต่ถึงแม้ทุกคนจะมีความทะเยอทะยาน บางคนก็ใช้คำพูด วิธีการ และกลยุทธ์ที่แตกต่างกันในเวลาและสถานที่ต่างๆ เพื่อสัมฤทธิ์เป้าหมายที่ตนอยากสัมฤทธิ์  นี่คือความเลว

สำหรับหัวข้อเรื่องธรรมชาติอันเลวร้ายนี้ พวกเราจะยังคงพูดคุยเรื่องนี้กันบ่อยๆ  ด้วยวิธีนี้ พวกเจ้าจะได้รับความเข้าใจความจริงและอุปนิสัยอันเสื่อมทรามในแง่มุมนี้อย่างถี่ถ้วนมากขึ้น  ในแง่หนึ่ง พวกเจ้าจะสามารถเข้าใจตนเอง และในอีกแง่หนึ่ง พวกเจ้าจะสามารถแยกแยะผู้คนประเภทต่างๆ ได้  พวกเจ้ายังจะมีการเข้าสู่ความจริงที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นด้วย  หากเราเพียงแค่สามัคคีธรรมถึงแนวคิดทั่วไปหรือแง่มุมหนึ่งของคำนิยาม ความเข้าใจของพวกเจ้าก็จะค่อนข้างตื้นเขิน  อย่างไรก็ตาม ด้วยการใช้ข้อเท็จจริงบางอย่างและยกตัวอย่างสำหรับการสามัคคีธรรมของพวกเรา ความเข้าใจของพวกเจ้าก็สามารถลึกซึ้งยิ่งขึ้นได้  ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าเด็กสองคนกำลังคุยกัน  คนหนึ่งถามว่า “วันนี้เธอทำการบ้านหรือยัง?”  อีกคนตอบว่า “ยังไม่ได้ทำเลย”  จากนั้นคนแรกก็พูดว่า “ฉันก็ยังไม่ได้ทำเหมือนกัน”  พวกเขาทั้งคู่กำลังพูดความจริงอยู่หรือไม่?  (ใช่)  เจ้าเข้าใจผิดแล้ว คนหนึ่งในนั้นกำลังโกหก  เขากำลังคิดอะไรอยู่ในใจ?  “เจ้าโง่ เธอคิดว่าฉันยังไม่ได้ทำจริงๆ หรือ?  ฉันไม่โง่ขนาดนั้นหรอก!  ถ้าฉันไม่ทำการบ้าน ฉันก็จะถูกลงโทษ  ฉันจะยังไม่ทำได้อย่างไร?  ฉันจงใจทำให้เธอคิดว่าฉันไม่ได้ทำเพื่อที่เธอจะได้ไม่ทำเหมือนกัน  ในท้ายที่สุด เธอก็จะถูกลงโทษ และฉันก็จะได้หัวเราะเยาะอย่างสนุกสนาน”  เด็กคนนี้เป็นเด็กไม่ดีหรือไม่?  (เขาเป็นเด็กไม่ดี)  มีพวกเจ้าคนใดเคยทำเรื่องแบบนี้บ้างหรือไม่?  นี่คืออีกตัวอย่างหนึ่ง ในชั้นเรียนวันจันทร์ นักเรียนคนหนึ่งบอกว่าเธอไปซื้อของเมื่อวันอาทิตย์ ในขณะที่อีกคนอ้างว่าเธอไปเยี่ยมเพื่อน  ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งคู่อยู่บ้านอ่านหนังสือ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันสูงอย่างประเทศจีน สิ่งเหล่านี้ถูกพูดออกมาเพื่อทำให้คู่แข่งของเจ้าลดการระวังตัวลง เพื่อที่เจ้าจะได้แซงหน้าพวกเขา  นี่คือสิ่งที่เรียกว่ากลยุทธ์  เรื่องเช่นนี้เป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวัน  บางครั้งพ่อแม่และลูกก็มีบทสนทนาที่คล้ายคลึงกันและเผยอุปนิสัยที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งเพื่อนๆ ก็อาจเผยอุปนิสัยที่คล้ายคลึงกันต่อกันและกันด้วย  การเผยอุปนิสัยเช่นนี้สามารถพบเห็นได้ทุกที่ เจ้าเพียงแค่ต้องคอยสังเกตดูให้ดี  เหตุใดจึงต้องคอยสังเกตดู?  ไม่ใช่เพื่อรวบรวมข้อมูล พูดคุยไร้สาระ ซุบซิบนินทา หรือแต่งเรื่องขึ้นมา  แต่เพื่อพัฒนาวิจารณญาณแยกแยะของเจ้า ทำให้เจ้าสามารถเปรียบเทียบตัวเองกับสิ่งที่ผู้อื่นทำและสิ่งที่พวกเขาเผยและแสดงออกมา เพื่อที่เจ้าจะได้มองเห็นว่าเจ้าแสดงพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกันหรือไม่  เมื่อเจ้าเห็นใครบางคนแสดงพฤติกรรมประเภทนี้ เจ้าก็จะเข้าใจว่าพวกเขามีอุปนิสัยเช่นนี้  อย่างไรก็ตาม เมื่อเจ้าแสดงพฤติกรรมเช่นนี้ด้วย เจ้าจะสามารถตระหนักได้หรือไม่ว่าเจ้าก็มีอุปนิสัยนี้เช่นกัน?  หากเจ้าไม่สามารถตระหนักได้ เช่นนั้นแล้ว ความเข้าใจที่เจ้ามีต่ออุปนิสัยของพวกเขาก็เป็นความเข้าใจที่ผิด เจ้ายังไม่เข้าใจอุปนิสัยนี้อย่างแท้จริง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เจ้าไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ และเจ้ายังไม่เข้าใจอุปนิสัยนี้อย่างถูกต้องแม่นยำ  หัวข้อเหล่านี้ไม่สามารถอธิบายได้อย่างครบถ้วนภายในเวลาไม่กี่วัน  การพูดคุยเรื่องนี้สักเล็กน้อยจะช่วยให้พวกเจ้าได้รับบางสิ่งบางอย่าง และความเข้าใจความจริงของพวกเจ้าก็จะลึกซึ้งขึ้นบ้าง  หากเจ้ารักความจริงอย่างแท้จริง เจ้าก็จะมีการเข้าสู่ในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น  ความลึกซึ้งของประสบการณ์และการเข้าสู่ของเจ้าไม่อาจแยกออกจากความเข้าใจของเจ้าได้  ความลึกซึ้งของประสบการณ์และการเข้าสู่ของเจ้าย่อมจะกำหนดความลึกซึ้งของความเข้าใจของเจ้าอย่างแน่นอน  ในทำนองเดียวกัน ความลึกซึ้งของความเข้าใจของเจ้าก็สามารถแสดงให้เห็นได้เช่นกันว่าเจ้ามีประสบการณ์และเข้าสู่ได้ลึกซึ้งเพียงใด  ทั้งสองประการนี้เชื่อมโยงถึงกัน  นี่คือเส้นทางเข้าสู่ความจริง และโดยการเข้าสู่ความจริงเท่านั้น เจ้าจึงสามารถมีความเป็นจริงได้  พวกเราจะจบหัวข้อนี้ไว้เพียงเท่านี้ และจะไปสู่หัวข้อหลักของการสามัคคีธรรมในวันนี้ต่อไป

การชำแหละวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้ผู้คนหลงผิด ดึงผู้คนมาเข้าร่วม ข่มขู่ และควบคุมผู้คน

I. การชำแหละวิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้ผู้คนหลงผิด

ในการชุมนุมครั้งที่แล้ว พวกเราสามัคคีธรรมเรื่องการสำแดงต่างๆ ในตัวศัตรูของพระคริสต์ประการที่สี่จบไปแล้ว  วันนี้พวกเราจะเริ่มสามัคคีธรรมถึงประการที่ห้าคือ วิธีที่ศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้ผู้คนหลงผิด ดึงผู้คนมาเข้าร่วม ข่มขู่ และควบคุมผู้คน  มีคำกิริยาอยู่สี่คำที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์สำแดงออกมาในด้านนี้ และจากคำกิริยาทั้งสี่และพฤติกรรมในตัวศัตรูของพระคริสต์นี้ พวกเราก็สามารถมองเห็นอุปนิสัยของพวกเขา  คำกิริยาคำแรกคือ “ชักพาให้หลงผิด”  มีอุปนิสัยเช่นไรอยู่ในคำคำนี้?  ย่อมเป็นความเลว  แล้วคำว่า “ดึงมาเข้าร่วม” เป็นเช่นไร?  ปกติแล้วการดึงมาเข้าร่วมย่อมใช้ถ้อยคำที่ฟังรื่นหูหรือระคายหู?  (คำที่รื่นหู)  แล้วอุปนิสัยเช่นใดกำกับพฤติกรรมนี้อยู่?  ความเลว  “ข่มขู่” และ “ควบคุม” เป็นเช่นไร—อุปนิสัยใดกำกับกิริยาเหล่านี้?  (ความโหดร้าย)  ถูกต้อง เป็นความโหดร้าย  จากประการที่ห้านี้ พวกเราสามารถมองเห็นอุปนิสัยในตัวศัตรูของพระคริสต์ได้  ลักษณะสำคัญที่ศัตรูของพระคริสต์สำแดงออกมาในประการนี้คือสิ่งใด?  (ความเลวและความโหดร้าย)  อุปนิสัยสองข้อซึ่งก็คือความเลวและความโหดร้ายนี้ทั้งโดดเด่นและเห็นได้ชัดมาก  พวกเรามาเสวนาถึงพฤติกรรมเหล่านี้ไปทีละอย่างเถิด เริ่มด้วย “ชักพาให้หลงผิด”  คำว่า “ชักพาให้หลงผิด” โดยทั่วไปแล้วหมายความว่าอย่างไร?  เกี่ยวพันกับการสำแดงถึงความซื่อสัตย์หรือไม่?  มีวาจาที่ซื่อสัตย์อยู่ในนี้หรือไม่?  (ไม่มี)  ไม่มีถ้อยคำที่ซื่อสัตย์อยู่ในนี้—เทียมเท็จทั้งสิ้น เป็นการใช้ภาพจำเทียมเท็จ ถ้อยแถลงเทียมเท็จ และคำหลอกลวงมาทำให้ผู้อื่นเชื่อว่าสิ่งที่คนเราพูดออกมานั้นถูกต้อง พลอยทำให้ผู้อื่นยอมรับและไว้ใจพวกเขา  คำว่า “ชักพาให้หลงผิด” มีความหมายเช่นนี้  คนที่ถูกชักพาให้หลงผิดได้รับความจริงหรือออกเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้องหรือไม่?  พวกเขาทำสิ่งเหล่านี้ไม่สำเร็จเช่นกัน  พฤติกรรมและการปฏิบัติที่ชักพาให้ผู้คนหลงผิดย่อมเป็นลบมากกว่าเป็นบวกแน่นอน  คนที่ถูกชักพาให้หลงผิดนั้นว่ากันตามหลักจึงถูกหลอกเสียแล้ว พวกเขาไม่เข้าใจข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น สถานการณ์จริง หรือบริบทที่แท้จริง และแล้วพวกเขาจึงเลือกเส้นทางและทิศทางที่ผิด และเลือกเดินตามคนผิด  นี่คือผลกระทบที่การชักพาให้หลงผิดมีต่อคนที่หลงเชื่อ  นี่เหมือนโฆษณาตามห้างสรรพสินค้าตรงที่เขียนไว้ดีมาก เมื่อผู้คนเห็นเข้าก็เชื่อตามที่เขียนไว้ แต่พอซื้อไปแล้วจึงพบว่าผลิตภัณฑ์เหล่านั้นใช้ประโยชน์ไม่ได้  นั่นคือการถูกหลอก  แล้วจุดประสงค์เบื้องหลังการที่ศัตรูของพระคริสต์ประพฤติตัวในทางที่ชักพาให้ผู้คนหลงผิดคืออะไร?  พวกเขาใช้วิธีการใด กล่าวคำใด และทำสิ่งใดเพื่อชักพาให้ผู้คนหลงผิด?  พวกเรามาพูดถึงจุดประสงค์ของพวกเขากันก่อน  ถ้าพวกเขาไม่มีจุดประสงค์เลย พวกเขาจำเป็นต้องใช้ความพยายามหรือพูดจารื่นหูเพื่อดึงผู้คนมาเข้าร่วมและชักพาให้หลงผิดหรือไม่?  ในหมู่ผู้ไม่มีความเชื่อมีคำกล่าวว่า “ไม่มีสิ่งใดที่ไม่มีค่าใช้จ่าย”  ถ้าเจ้าไม่อาจเท่าทันเรื่องนี้ได้ เช่นนั้นเจ้าก็จะถูกหลอก  โลกก็แค่เลวร้ายเช่นนี้เท่านั้นเอง  ผู้คนออกอุบายเล่นงานและเอารัดเอาเปรียบกัน  นี่คือชีวิตของมนุษยชาติที่เสื่อมทราม  เหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงพยายามพูดอ้อมไปอ้อมมาเพื่อชักพาให้ผู้คนหลงผิด?  พวกเขาพูดจาและกระทำการด้วยจุดประสงค์ที่ชัดเจนก็คือเพื่อแก่งแย่งอำนาจและการควบคุมผู้คน—เรื่องนี้ไม่มีข้อสงสัยเลย  วัตถุประสงค์ของพวกเขาไม่ต่างจากวัตถุประสงค์ของนักการเมือง  แล้วศัตรูของพระคริสต์ใช้กลยุทธ์ใดมาชักพาให้ผู้คนหลงผิด?  พวกเขาทำอย่างไร?  ก่อนอื่น พวกเขาทำให้เจ้าชอบพวกเขา  เมื่อเจ้ามีความประทับใจในทางที่ดีต่อพวกเขา เจ้าก็จะไม่ระวังพวกเขาอีกต่อไป กล่าวคือ เจ้าจะไว้ใจพวกเขา แล้วก็จะยอมรับการเป็นผู้นำของพวกเขา เต็มใจเชื่อฟังพวกเขา  เจ้าจะเต็มใจรับฟังไม่ว่าพวกเขาจะพูดสิ่งใดและขอให้เจ้าทำอะไร  ความเต็มใจที่จะรับฟังนี้หมายถึงสิ่งใด?  หมายถึงการปฏิบัติโดยไม่ใช้วิจารณญาณ กลับรับฟังและทำตามโดยไม่ใช้หลักธรรม  ศัตรูของพระคริสต์สัมฤทธิ์ผลในการชักพาให้ผู้คนหลงผิดโดยใช้คำหรือวิธีการกล่าวโทษได้หรือไม่?  แน่นอนว่าไม่ได้  แล้วปกติพวกเขาใช้วิธีใดเพื่อให้สัมฤทธิ์ผลเช่นนี้?  โดยมากแล้วพวกเขาใช้คำพูดที่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ รวมทั้งคำสอนที่สอดคล้องกับอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์  บางครั้งพวกเขาก็กล่าววาจาและคำสอนบางอย่างที่สอดคล้องกับความจริงอีกด้วย  นี่ทำให้พวกเขาบรรลุจุดมุ่งหมายที่จะชักพาให้ผู้คนหลงผิดได้ง่าย และผู้คนก็มีแนวโน้มที่จะยอมรับพวกเขาเช่นกัน  ยกตัวอย่าง เวลาที่พี่น้องชายหญิงทำบางสิ่งผิดพลาด เป็นเหตุให้งานของคริสตจักรเกิดความเสียหาย และพวกเขาก็รู้สึกในทางลบและอ่อนแอ ศัตรูของพระคริสต์ย่อมไม่สามัคคีธรรมความจริงเพื่อเกื้อหนุนและช่วยเหลือพวกเขา  แต่กลับกล่าวว่า “การที่ผู้คนอ่อนแอนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วไป—เป็นเรื่องที่ปกติ  ฉันก็มักจะอ่อนแอเช่นกัน  พระเจ้าไม่ทรงจดจำเรื่องเหล่านี้”  ในความเป็นจริง พวกเขารู้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงจดจำเรื่องเหล่านี้หรือไม่?  พวกเขาไม่รู้  พวกเขากล่าวว่า “ไม่สำคัญหรอกว่าเรื่องนี้จัดการได้อย่างถูกควรหรือไม่  คราวหน้าแก้ไขให้ถูกต้องก็พอ  พระนิเวศของพระเจ้าไม่รู้ และจะไม่มีใครสอบถาม  ตราบใดที่ฉันไม่รายงานขึ้นไป ผู้นำระดับสูงย่อมจะไม่รู้ และเบื้องบนก็จะไม่รู้อย่างแน่นอน เมื่อเป็นเช่นนั้นพระเจ้าก็จะไม่รู้เช่นกัน—ฉะนั้น พระเจ้าจะไม่สนพระทัยเรื่องนี้  พวกเราเป็นคนที่เสื่อมทรามกันทั้งนั้น คุณก็มีความเสื่อมทราม และฉันก็มี  ในฐานะผู้นำ ฉันนี้เป็นเหมือนพ่อแม่ ไม่ว่าพวกคุณจะทำอะไรผิดพลาดย่อมเป็นความรับผิดชอบของฉัน  ต้องโทษฉันทีวุฒิภาวะยังน้อย ไม่สามารถเกื้อหนุนและช่วยเหลือพวกคุณได้ ทำให้พวกคุณทำสิ่งที่ผิด  ถ้าฉันมีวุฒิภาวะมากขึ้น ฉันก็คงจะช่วยพวกคุณได้ และพวกคุณก็คงไม่ทำอะไรผิดพลาด  ความรับผิดชอบในเรื่องนี้ตกอยู่กับฉัน  แม้เรื่องนี้จะเป็นเหตุให้งานของคริสตจักรเกิดความเสียหายบางอย่าง แต่พวกเราก็สามารถจัดการเรื่องนี้กันเองได้ และเรื่องนี้ก็จะจบลงเพียงเท่านี้  ไม่ควรมีใครซักไซ้เรื่องนี้ และไม่ควรมีใครรายงานขึ้นไป เก็บเรื่องนี้ไว้ให้รู้กันแค่คุณกับฉันก็พอ  ถ้าฉันไม่เอ่ยเรื่องนี้กับพี่น้องชายหญิงคนอื่น ก็จะไม่มีใครรายงานเรื่องนี้ให้ระดับสูงขึ้นไปรู้ และเรื่องก็จะเงียบไป  พวกเราก็แค่ต้องอธิษฐานและกล่าวคำสาบานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าว่าพวกเราจะไม่มีวันทำอะไรเช่นนี้หรือผิดพลาดเช่นนี้อีก  ในฐานะผู้นำ ฉันมีความรับผิดชอบที่จะต้องปกป้องพวกคุณ  พระเจ้าทรงสูงส่งยิ่ง—การที่พวกเราร้องขอความคุ้มครองจากพระองค์เช่นนี้เป็นเรื่องที่ตั้งอยู่บนความเป็นจริงหรือไม่?  นอกจากนี้พระเจ้าก็ไม่สนพระทัยเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ในชีวิตของผู้คน ดังนั้นการรับผิดชอบปกป้องพวกคุณจึงตกอยู่บนบ่าของฉันที่เป็นผู้นำอย่างไม่ต้องสงสัย  วุฒิภาวะของพวกคุณยังน้อย ดังนั้นถ้าพวกคุณทำอะไรผิด ย่อมเป็นความผิดของฉัน  อย่ากังวล ถ้าถึงเวลาที่มีอะไรผิดพลาดขึ้นมาจริงๆ แล้วเบื้องบนพบเจอหรือรู้เข้า ฉันจะลุกขึ้นมาปกป้องพวกคุณเอง”  เมื่อผู้คนได้ฟังเช่นนี้ พวกเขาย่อมคิดว่า “นี่เยี่ยมมาก!  ฉันกังวลกับการรับผิดชอบเป็นอย่างมาก—ผู้นำคนนี้วิเศษจริงๆ!”  พวกเขาถูกชักพาให้หลงผิดไปแล้วมิใช่หรือ?  สิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์กล่าวมานั้นมีอะไรตรงกับความจริงบ้างหรือไม่?  มีอะไรเป็นประโยชน์หรือเสริมสร้างทำให้ผู้คนบ้างหรือไม่?  มีสิ่งใดที่จัดการเรื่องราวตามหลักธรรมบ้างหรือไม่?  (ไม่มี)  แล้วนี่เป็นวาจาเยี่ยงใด?  เป็นวาจาที่ใช้อารมณ์ความรู้สึก ความเห็นอกเห็นใจ และการให้อภัยของมนุษย์มาสร้างความสัมพันธ์ โดยเน้นความรู้สึกและมิตรภาพเพื่อยกระดับสัมพันธภาพขึ้นมา ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าศัตรูของพระคริสต์เข้าอกเข้าใจเป็นพิเศษ ให้อภัยและผ่อนปรนต่อผู้คนเป็นพิเศษ  แต่กลับไม่มีหลักธรรมหรือความจริงในเรื่องนี้  ความเข้าใจในระดับพื้นผิวนี้คืออะไร?  เป็นการกลบเกลื่อนสิ่งต่างๆ เท่านั้น เหมือนการตะล่อมเด็ก  ในที่นี้มีการใช้กลยุทธ์ใดบ้าง?  ตะล่อม หลอกให้หลงกล สร้างความสัมพันธ์ กลบเกลื่อนเรื่องราว และแสร้งทำตัวเป็นคนดี ล้วนเป็นการทำร้ายผลประโยชน์ของพี่น้องชายหญิง ทั้งยังทรยศผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายของตนที่จะหลอกและชักพาให้ผู้คนหลงผิด  ผลที่ตามมาในท้ายที่สุดของเรื่องนี้คืออะไร?  ทำให้ผู้คนตีตัวออกห่างจากพระเจ้า ระวังระไวพระเจ้า และสนิทสนมกับศัตรูของพระคริสต์มากขึ้น  แม้เมื่อถูกชักพาให้หลงผิดไปแล้ว ผู้คนเหล่านี้ก็ยังกล่าวว่า “หลังจากที่ฉันผิดพลาดเรื่องนั้น ฉันก็กังวลมาก  ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้าหลายครั้ง แต่พระองค์ก็ไม่ได้ทรงชูใจฉัน  ฉันรู้สึกไม่มั่นคงและอึดอัดอยู่ในหัวใจ ไม่อาจพบทางแก้ไขจากพระเจ้า  แต่ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว ตราบใดที่ฉันไปหาผู้นำ ปัญหาทุกอย่างของฉันย่อมได้รับการแก้ไข  ฉันโชคดีมากจริงๆ ที่มีผู้นำเช่นนี้  ผู้นำของพวกเราเก่งกว่าใครๆ!”  ถึงจุดนี้ หัวใจและมุมมองของพวกเขาก็เอนเอียงไปทางศัตรูของพระคริสต์เรียบร้อยแล้ว พวกเขาถูกอีกฝ่ายควบคุมเอาไว้แล้ว  พวกเขาถูกศัตรูของพระคริสต์ควบคุมได้อย่างไร?  เพราะพวกเขาพบความรู้สึกปลอดภัยในตัวศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้  พวกเขาได้รับความเห็นอกเห็นใจ และลึกลงไปในหัวใจ พวกเขาได้รับความพึงพอใจและความชูใจ  นี่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาถูกชักพาให้หลงผิดไปแล้ว

ที่ผ่านมา เบื้องบนเคยพบเจอคนที่มีความเป็นมนุษย์ที่แย่ในคริสตจักรแห่งหนึ่ง ซึ่งทำเรื่องก่อกวนและขัดขวางอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีสัญญาณว่าจะกลับใจแต่อย่างใด ดังนั้นพวกเขาจึงบอกผู้นำคริสตจักรท้องถิ่นให้ชำระคนคนนี้ออกไป  เมื่อผู้นำคริสตจักรท้องถิ่นได้ฟังดังนี้ เขากลับคิดว่า “ชำระเขาออกไปหรือ?  ฉันต้องคิดดูก่อน  เขาเป็นคนของฉัน—พวกคุณจะชำระเขาออกไปเฉยๆ อย่างนั้นไม่ได้  ฉันต้องลุกขึ้นมาปกป้องเขา  เบื้องบนไม่เข้าใจสภาพการณ์ที่แท้จริง  การพยายามชำระเขาออกไปเสียเฉยๆ แบบนั้นก็เกินไปจริงๆ  เขาย่อมจะปวดใจมาก!”  เขาจึงรับปากว่าจะชำระคนคนนั้นออกไป แต่ในหัวใจ เขากลับไม่มีเจตนาที่จะทำเช่นนั้น  เจ้าเดาออกไหมว่าเขาจัดการเรื่องนี้อย่างไร?  เขาใคร่ครวญเรื่องนี้ว่า “ฉันจะจัดการสถานการณ์นี้อย่างไรเพื่อให้ผู้คนที่อยู่ใต้การนำของฉันพอใจในฐานะที่ฉันเป็นผู้นำ และเบื้องบนก็ไม่ชิงชังฉัน?”  หลังจากครุ่นคิดไปมา เขาก็คิดแผนการออกมาได้  เขาเรียกทุกคนมารวมตัวเพื่อชุมนุมและกล่าวว่า “วันนี้พวกเรามีเรื่องพิเศษให้จัดการ  นี่เป็นเรื่องอะไร?  มีคนที่เบื้องบนไม่ค่อยพอใจเท่าใดนัก และอยากให้ชำระเขาออกไป  ดังนั้นพวกเราควรทำอย่างไร?  พวกเราทุกคนมาตัดสินด้วยการออกเสียงกันเถิดว่าจะชำระเขาออกไปหรือไม่”  มีการนับคะแนนเสียง และผู้คนราวร้อยละ 80-90 เห็นพ้องให้ชำระคนคนนั้นออกไป แต่มีเสียงเห็นต่างอยู่บ้าง  พวกเราจะไม่พูดถึงว่าคนเห็นต่างเหล่านี้เป็นผู้ติดตามเดนตายของคนชั่วนั่นหรือทำไปด้วยเหตุผลอื่น ไม่ว่าอย่างไรก็มีบางคนไม่เห็นด้วย และความคิดเห็นก็ไม่เป็นเอกฉันท์  จากนั้นผู้นำก็บอกว่า “ตามการออกเสียง ฉันสังเกตเห็นว่ามีเสียงที่เห็นต่าง  นี่เป็นเรื่องสำคัญ และพวกเราก็ต้องเคารพเสียงเหล่านี้  พวกเราจำเป็นต้องปฏิบัติตามหลักประชาธิปไตย  ดูเถิดว่าระบอบประชาธิปไตยของโลกตะวันตกนั้นยอดเยี่ยมเพียงใด ดังนั้นพวกเราก็ต้องปฏิบัติเช่นนั้นในคริสตจักรด้วย พวกเราต้องพากเพียรอย่างสุดความสามารถที่จะทำได้ตามหลักประชาธิปไตยและหลักสิทธิมนุษยชน  ทีนี้ ในเมื่อมีเสียงคัดค้านอยู่บ้าง พวกเราย่อมจะชำระคนคนนี้ออกไปไม่ได้  พวกเราต้องเคารพความคิดเห็นของพี่น้องชายหญิง  พี่น้องชายหญิงเป็นใคร? พวกเขาคือประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร!  พวกเราจะไม่สนใจความคิดเห็นของพวกเขาไม่ได้  ต่อให้มีประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไม่เห็นด้วยเพียงคนเดียว พวกเราก็ไม่สามารถดำเนินการชำระออกไปได้”  ในความเป็นจริง สิ่งที่เขากล่าวนั้นไม่มีหลักการรองรับ พระเจ้าไม่เคยตรัสอะไรเช่นนั้น  เขาแค่พูดเรื่องเหลวไหลเท่านั้น  ต่อมาเมื่อเบื้องบนพบว่าคนชั่วนั้นยังไม่ถูกชำระออกไป พวกเขาจึงขอให้ผู้นำท้องถิ่นเร่งดำเนินการให้เร็วขึ้น  เขาก็สัญญาพลางกล่าวว่า “ได้ เดี๋ยวจะจัดการให้”  คำสัญญาของเขาหมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่าเขาจะถ่วงเวลาไปก่อน  เขาคิดว่า “พวกคุณขอให้ฉันชำระเขาออกไป แต่ฉันทำทันทีไม่ได้  ใครจะไปรู้ ถ้าเวลาล่วงเลยไปมากพอ บางทีพวกคุณอาจจะลืมเรื่องนี้ และฉันก็จะไม่ต้องชำระเขาออกไป”  ต่อมาเขาเรียกทุกคนมารวมตัวเพื่อชุมนุมและออกเสียงกันอีกครั้ง  เมื่อสามัคคีธรรมและใช้วิจารณญาณพิจารณาแล้ว ทุกคนจึงเห็นชัดเจนว่าจำเป็นต้องชำระคนคนนี้ออกไปโดยแท้  เสียงคัดค้านจึงหมดไป แต่มีเสียงหนึ่งที่คัดค้านการชำระเขาออกไปอยู่ดี  จึงเป็นอีกครั้งที่ผู้นำไม่ชำระเขาออกไป พลางกล่าวว่า “ตราบใดที่มีเสียงหนึ่งไม่เห็นด้วย พวกเราก็ไม่อาจชำระเขาออกไปได้”  ผู้คนส่วนใหญ่กลับคิดว่า “ถ้าเบื้องบนสั่งให้ชำระออกไป เช่นนั้นก็ชำระเขาออกไปเสีย  เบื้องบนย่อมมองเรื่องออกอย่างแน่นอนไม่ใช่หรือ?  พวกเขาไม่ผิดพลาดแน่นอนไม่ใช่หรือ?”  การนบนอบการจัดแจงจากเบื้องบนเป็นหลักธรรมอย่างหนึ่งหรือไม่?  เป็นความจริงหรือไม่?  (เป็น)  ผู้นำคนนี้ไม่รู้ว่านี่คือความจริง  แล้วเขาทำอย่างไร?  เขาบอกว่า “ยังคงมีเสียงคัดค้านอยู่หนึ่งเสียง ดังนั้นพวกเราจึงไม่อาจชำระเขาออกไปได้  แน่นอนว่าพวกเราต้องเคารพความคิดเห็นของพี่น้องชายหญิง  นี่คือสิ่งที่เรียกกันว่าสิทธิมนุษยชนระดับสูงสุด”  ในเวลาต่อมา เมื่อเบื้องบนสอบถามเรื่องนี้อีกครั้ง ผู้นำก็ยังคงคุยกับพวกเขาอย่างสุกเอาเผากินและประวิงเวลาต่อไป  ในที่สุดเมื่อเบื้องบนเห็นว่าเขาไม่ยอมชำระคนชั่วนั้นออกไป พวกเขาจึงปลดและชำระผู้นำออกไปด้วย  เบื้องบนให้เขาเป็นผู้นำ แต่เขากลับไม่ฟังเบื้องบน เบื้องบนจึงมีอำนาจที่จะใช้เขาและปลดเขา—นี่คือกฎการปกครอง  เมื่อเป็นไปตามนี้ พรรคพวกของเขาจึงถูกชำระออกไปด้วย  การจัดแจงจากเบื้องบนจำเป็นต้องให้ทุกคนออกเสียงเห็นด้วยหรือไม่?  (ไม่)  เพราะเหตุใดจึงไม่จำเป็น?  พวกเจ้าไม่อาจอธิบายเหตุผลได้ ดูเหมือนพวกเจ้าก็คล้ายผู้นำที่เลอะเลือนคนนั้นอยู่มากมิใช่หรือ?  บอกเรามาเถิด วจนะที่เราสามัคคีธรรมแก่พวกเจ้าอยู่นี้เป็นคำสอนหรือว่าความเป็นจริง?  (ความเป็นจริง)  ถ้าผู้คนปฏิบัติตามวจนะเหล่านี้และนำไปทำให้เกิดผล นั่นจะถูกต้องหรือไม่?  (ถูกต้อง)  ถ้าถูกต้อง จำเป็นหรือไม่ที่ทุกคนจะต้องลงคะแนนและออกเสียงในเรื่องนี้?  (ไม่จำเป็น)  เป็นไปได้หรือไม่ที่เบื้องบนจะสั่งให้ชำระใครบางคนออกไปอย่างไม่เป็นธรรม?  แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้  และเมื่อเบื้องบนสั่งให้ชำระคนชั่วนี้ออกไป แล้วผู้นำคนนี้ไม่ยอมดำเนินการ ปัญหาตรงจุดนี้คืออะไร?  (เป็นการท้าทายอย่างเปิดเผย)  นี่เป็นยิ่งกว่าการท้าทายอย่างเปิดเผยเสียอีก นี่คือการสร้างอาณาจักรอิสระ  เมื่อเบื้องบนสั่งให้ชำระคนชั่วนั้นออกไป ผู้นำเทียมเท็จคนนี้กลับถ่วงเวลาและไม่ดำเนินการ เขาถึงกับจัดให้ออกเสียงและสำรวจความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่  เขาสำรวจความคิดเห็นอันใดของคนส่วนใหญ่?  ความคิดเห็นส่วนใหญ่เป็นเช่นใด?  ผู้คนส่วนใหญ่เป็นอย่างไร?  ผู้คนส่วนใหญ่เข้าใจหรือมีความจริงหรือไม่?  (ไม่)  ผู้คนส่วนใหญ่ไม่มีวิจารณญาณด้วยซ้ำไป แล้วพวกเขาจะเข้าใจความจริงได้อย่างไร?  ผู้นำคนนี้ถึงกับสำรวจความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่—นั่นแก้ปัญหาอันใดได้จริงหรือไม่?  จำเป็นหรือไม่?  ผู้คนส่วนใหญ่ไม่มีวิจารณญาณ และเบื้องบนก็กำกับดูแลและสั่งการให้ชำระคนชั่วดังกล่าวออกไปด้วยตนเอง แต่ศัตรูของพระคริสต์คนนี้กลับดึงเรื่องเอาไว้และไม่ชำระเขาออกไป เป็นที่พักพิงและโล่กำบังให้คนชั่ว อนุญาตให้เขาอยู่ในคริสตจักรและก่อให้เกิดการรบกวน  ที่ใดมีคนชั่ว ย่อมเกิดความวุ่นวายและไร้ระเบียบแบบแผน  ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไม่อาจทำหน้าที่ของตนได้ตามปกติ และงานของคริสตจักรก็ไม่อาจเดินหน้าได้ตามปกติ  มีเพียงชำระคนชั่วออกไปทันทีเท่านั้นจึงจะแน่ใจได้ว่างานของคริสตจักรจะเดินหน้าอย่างเป็นปกติ  อย่างไรก็ดี ในที่ที่ศัตรูของพระคริสต์กุมอำนาจ คนที่ทำลายผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า ก่อให้เกิดการรบกวน กระทำการอย่างไร้สำนึก และทำหน้าที่ของตนโดยที่ไม่มีความจริงใจแม้แต่น้อย ย่อมไม่อาจถูกชำระออกไปได้  ศัตรูของพระคริสต์วิ่งพล่านทำเรื่องเลวอยู่ในคริสตจักร เป็นที่พักพิงและโล่กำบังให้คนชั่วและผู้ไม่เชื่อพวกนั้น  พวกเขาทำเช่นนี้โดยใช้ข้ออ้างอันใด?  อ้างว่าตนเป็นเจ้าหน้าที่ ดังนั้นตนก็ต้องเป็นเจ้านายของผู้คนอื่นๆ  พวกเขาเสกสรรให้ตัวเองเป็นเจ้าหน้าที่ในพระนิเวศของพระเจ้า และอยากเป็นเจ้านายเหนือผู้อื่น  จงบอกเราเถิด ใครคือเจ้านายของมนุษย์?  (พระเจ้า)  พระเจ้าและความจริงคือองค์เจ้านายของมนุษย์  ศัตรูของพระคริสต์พวกนั้นไม่ได้มีความสำคัญอันใดเลย!  พวกเขาอยากเป็นเจ้านายของผู้คนเหล่านี้ แต่กลับไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครคือเจ้านายของตน!  นี่คือคนสารเลวมิใช่หรือ?  ศัตรูของพระคริสต์ใช้วิธีนี้มาบอกผู้คนว่า “ฉันสามารถเป็นเจ้านายของพวกคุณได้  ถ้าพวกคุณมีความคับข้องอะไร ไม่พอใจอะไร หรือถ้าทนทุกข์กับความอยุติธรรมหรือความยากลำบากอันใด ในฐานะที่ฉันเป็นผู้นำ ฉันสามารถจัดการเรื่องราวให้พวกคุณได้อย่างเรียบร้อย”  เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่ไม่เข้าใจความจริงหรือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นย่อมถูกศัตรูของพระคริสต์เหล่านั้นชักพาให้หลงผิด  พวกเขาทำเหมือนศัตรูของพระคริสต์เป็นบรรพชนและพระเจ้าให้คอยติดตามและบูชา  แล้วคนที่เข้าใจความจริงย่อมรู้สึกอย่างไรเมื่อพบเจอศัตรูของพระคริสต์ที่เป็นเช่นนั้น?  พวกเขาย่อมรู้สึกขยะแขยงและสะอิดสะเอียน พลางกล่าวว่า “คุณอยากเป็นเจ้านายของพวกเราและควบคุมพวกเราเอาไว้อย่างนั้นหรือ?  ฝันไปเถอะ!  พวกเราเลือกคุณมาเป็นผู้นำเพื่อให้คุณนำพวกเราไปเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ไม่ใช่มาอยู่ตรงหน้าคุณ”  นี่หมายความว่าพวกเขาเท่าทันกลอุบายที่ศัตรูของพระคริสต์วางเอาไว้  ศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้ผู้คนหลงผิดโดยอ้างว่าตนเป็นเจ้านายของพวกเขา ทำให้พวกเขานึกว่านี่ตรงกับสิ่งที่พวกเขาต้องการ ไม่ว่าจะเป็นความต้องการทางอารมณ์ ทางจิตวิทยา ความต้องการฝ่ายวิญญาณ หรืออื่นๆ  คนที่ไม่เข้าใจความจริงหรือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจึงตกเป็นเหยื่อ ถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดบ่อยๆ ถึงขั้นที่ว่าเมื่อถูกชักพาให้หลงผิดไปแล้ว ไม่เพียงพวกเขาจะไม่สามารถกลับตัวและคิดทบทวนเท่านั้น แต่อาจจะถึงกับพูดแทนและปกป้องศัตรูของพระคริสต์เหล่านั้นอีกด้วย  ข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขาสามารถพูดแทนและปกป้องศัตรูของพระคริสต์ย่อมแสดงให้เห็นมากพอว่าพวกเขาถูกชักพาให้หลงผิดไปแล้วโดยแท้—เป็นอย่างนั้นใช่หรือไม่?  (ใช่)  เหตุใดผู้คนจึงเชื่อในพระเจ้า?  เพื่อให้ได้รับความรอดมิใช่หรือ?  ถ้าเจ้าติดตามศัตรูของพระคริสต์ เจ้าก็กำลังต่อต้านพระเจ้าและทรยศพระองค์มิใช่หรือ?  เจ้ายืนเข้าข้างกองกำลังที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้าอยู่มิใช่หรือ?  เมื่อเป็นดังนั้น พระเจ้าจะยังทรงต้องการเจ้าหรือไม่?  ถ้าเจ้าติดตามพระเจ้าแต่ในนาม ตัวเจ้ากลับติดตามคนคนหนึ่ง พระเจ้าจะทรงมองเจ้าและทำเช่นไรกับเจ้า?  ถ้าเจ้าปฏิเสธพระเจ้า เจ้าจะไม่เป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ของพระองค์หรอกหรือ?  ถ้าผู้คนไม่เข้าใจแม้แต่คำสอนอันน้อยนิดนี้ พวกเขาจะเข้าใจความจริงได้หรือ?  ผู้คนเหล่านี้เลอะเลือนมิใช่หรือ?

การที่ศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้ผู้คนหลงผิดไม่ใช่การสำแดงที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว พวกเขามักจะทำเช่นนี้ เป็นหลักการกระทำของพวกเขามาอย่างต่อเนื่อง หรือคนเราอาจจะกล่าวได้ว่านี่คือพื้นฐาน วิธีการ และหนทางที่พวกเขาใช้ทำสิ่งต่างๆ—เป็นรูปแบบการกระทำอย่างต่อเนื่องของพวกเขา  หาไม่แล้ว ใครจะยกย่องพวกเขา?  ข้อแรก พวกเขาไม่เข้าใจความจริง  ข้อสอง พวกเขามีความเป็นมนุษย์ที่ไม่ดี  ข้อสาม พวกเขาไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าอีกด้วย  แล้วพวกเขาทำเช่นไรจึงสามารถทำให้ผู้คนยอมอ่อนข้อให้ตนโดยสิ้นเชิง ทั้งยังยกย่องและเลื่อมใสพวกเขา?  พวกเขาพึ่งพากลอุบายและวิธีการต่างๆ เพื่ออวดตัว ทำให้ผู้คนยกย่องและบูชาตน  พวกเขาใช้วิธีการเหล่านี้มาชักพาให้ผู้คนหลงผิด ทำให้ผู้คนเกิดภาพจำเทียมเท็จบางอย่าง มองว่าพวกเขามีสภาวะฝ่ายวิญญาณ รักพระเจ้า จ่ายราคา มักจะกล่าววาจาที่ถูกต้อง และนำเสนอทฤษฎีที่ถูกต้อง ทั้งยังพิทักษ์ผลประโยชน์ให้พี่น้องชายหญิง  จากนั้นพวกเขาก็ใช้ภาพจำเทียมเท็จเหล่านี้มาสร้างความรู้สึกเคารพและเลื่อมใสเอาไว้ในตัวผู้คน บรรลุจุดมุ่งหมายของตนในการชักพาให้ผู้คนหลงผิดและทำให้พวกเขาติดตามตนได้  เมื่อพวกเขาชักพาให้ผู้คนหลงผิดเช่นนี้ แล้วสิ่งที่พวกเขาทำจะตรงกับความจริงหรือไม่?  แม้พวกเขาจะกล่าวทุกสิ่งที่ถูกต้อง แต่แน่นอนว่าสิ่งที่พวกเขาทำย่อมไม่ตรงกับความจริง  คนที่ไม่มีวิจารณญาณย่อมไม่สามารถมองปัญหาออก  ในเรื่องแก่นแท้ของการชักพาให้ผู้คนหลงผิดนั้น การกระทำของพวกเขาทำให้ผู้คนยากที่จะมองเห็นว่าพวกเขาไม่ใช่คนที่ตรงตามความจริง  ถ้าสามารถมองเห็นเรื่องนี้ได้ ผู้คนก็จะสังเกตเห็นความฉ้อฉลของพวกเขามิใช่หรือ?  ในความเป็นจริง สิ่งที่พวกเขาทำและสิ่งที่พวกเขาเผยออกมาก็คือสภาวะฝ่ายวิญญาณที่เทียมเท็จ  แล้วสภาวะฝ่ายวิญญาณที่เทียมเท็จมีการสำแดงอย่างไร?  พฤติกรรม การกระทำ และคำกล่าวมากมายในสภาวะฝ่ายวิญญาณที่เทียมเท็จย่อมดูเหมือนถูกต้อง แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงการกระทำภายนอกเท่านั้น ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติความจริง  เหมือนพวกฟาริสีที่ต่อต้านองค์พระเยซูเจ้าไม่มีผิด นั่นคือ พวกเขาถือพระคัมภีร์ไว้ในมือและอธิษฐานเสียงดังอยู่ตามมุมถนนโดยกล่าวว่า “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์...” แสดงให้ผู้คนเห็นศรัทธาของพวกเขา  ผลก็คือ ทุกวันนี้คำว่า “ฟาริสี” กลายเป็นศัพท์อีกคำหนึ่งที่ใช้เรียกคนหน้าซื่อใจคดไปแล้ว  คำวิเศษณ์ที่ใช้ต่อท้ายคำว่าฟาริสีคือคำใด?  หน้าซื่อใจคด  อันที่จริง ถ้าไม่กล่าวว่า “หน้าซื่อใจคด” ตราบใดที่เอ่ยคำว่า “ฟาริสี” เจ้าก็จะรู้ว่านี่ไม่ใช่คำที่เป็นบวก—เหมือนคำว่า “สารเลว” หรือ “มาร” และมีความหมายเหมือนกัน  พูดถึงสภาวะฝ่ายวิญญาณที่เทียมเท็จ ทุกวันนี้มีคนพูดถึงสภาวะฝ่ายวิญญาณไม่มากนัก และเมื่อใดที่มีคนเอ่ยถึงสภาวะฝ่ายวิญญาณ พวกเขาต่อท้ายด้วยคำว่าอะไร?  (เทียมเท็จ)  ถูกต้อง เทียมเท็จ  แท้จริงแล้วลักษณะที่สำแดงว่าศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้ผู้คนหลงผิดในกรณีส่วนใหญ่ก็คือลักษณะของสภาวะฝ่ายวิญญาณที่เทียมเท็จ  วาจา การกระทำ และพฤติกรรมที่เชื่อมโยงกับสภาวะฝ่ายวิญญาณที่เทียมเท็จย่อมดูดีทีเดียว เปี่ยมศรัทธามาก และตรงกับความจริง  เมื่อพวกเขาเห็นใครบางคนอ่อนแอ พวกเขาก็ลืมมื้ออาหารของตนและรีบรุดไปเกื้อหนุนคนเหล่านั้น  เมื่อเห็นว่าใครบางคนเกิดเรื่องขึ้นที่บ้าน พวกเขาก็ทิ้งธุระของตนเองและรีบไปช่วยเหลือคนเหล่านั้น  อย่างไรก็ดี ความช่วยเหลือของพวกเขากอปรด้วยการกล่าววาจาบางอย่างที่ถูกต้องหรือคำที่ฟังรื่นหูและเห็นใจ แต่หลังจากคุยกันไปตั้งมากมาย ปัญหาที่แท้จริงของอีกฝ่ายกลับไม่ได้รับการแก้ไข  เมื่อเป็นเช่นนั้น การที่พวกเขาทำดังนี้มีจุดประสงค์อันใด?  ผู้คนย่อมตื้นตันกับพฤติกรรมของพวกเขาเป็นพิเศษ รู้สึกว่าการมีผู้นำเช่นนี้ให้พึ่งพาในยามตกยากเป็นเรื่องที่วิเศษ—พวกเขาจึงมีความสุขจริงๆ  ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่าศัตรูของพระคริสต์ไม่เพียงใช้วาจามาชักพาให้ผู้คนหลงผิดเท่านั้น แต่ในเวลาเดียวกันยังใช้พฤติกรรมต่างๆ มาชักพาให้ผู้คนหลงผิดอีกด้วย เพื่อที่จะทำให้ผู้คนเชื่อว่าพวกเขามีสภาวะฝ่ายวิญญาณขั้นสูง เป็นคนที่โดดเด่น คู่ควรที่ผู้คนจะเชื่อใจและพึ่งพา  บ้างก็อาจจะถึงขั้นคิดไปว่า “การเชื่อในพระเจ้าให้ความรู้สึกเป็นนามธรรมไปหน่อย แต่การเชื่อในผู้นำของพวกเรากลับสัมพันธ์กับชีวิตจริง  เป็นจริงและมีความสัตย์จริงอย่างมาก กล่าวคือ พวกเขาจับต้องได้และมองเห็นได้ เวลาพวกเราจัดการสิ่งต่างๆ ก็ถามและคุยกับพวกเขาได้โดยตรง  นั่นวิเศษมาก!”  เมื่อสัมฤทธิ์ผลดังกล่าว ศัตรูของพระคริสต์ย่อมบรรลุวัตถุประสงค์ของตนแล้ว แต่คนที่พวกเขาชักพาให้หลงผิดกลับลงเอยด้วยความรันทด  หลังจากถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดอยู่ระยะหนึ่ง เมื่อผู้คนเหล่านี้มาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าอีกครั้ง พวกเขาก็ไม่รู้อีกต่อไปแล้วว่าควรอธิษฐานหรือเปิดใจให้พระองค์อย่างไร  ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อผู้คนเหล่านี้มารวมตัวกัน พวกเขาก็ป้อยอกัน แสร้งทำเป็นมีสภาวะฝ่ายวิญญาณ ต่างคนต่างชักพาให้อีกฝ่ายหลงเชื่อและหลอกให้หลงกล  ในที่สุดศัตรูของพระคริสต์ก็ถึงกับกล่าวอ้างว่า “พี่น้องชายหญิงทุกคนในคริสตจักรของพวกเรารักพระเจ้า  เวลาเผชิญปัญหา ทุกคนก็ลุกขึ้นมารับมือได้—ต่อให้พวกเขาถูกพญานาคใหญ่สีแดงจับกุม พวกเขาทุกคนก็สามารถตั้งมั่นในการเป็นพยานของตนได้  จะไม่มียูดาสในหมู่พวกเราแม้แต่คนเดียว—ฉันขอรับรอง!”  แต่การณ์กลับกลายเป็นว่าเมื่อพวกเขาถูกจับกุม ส่วนใหญ่กลับแปรเปลี่ยนเป็นยูดาส  พวกเขาจึงเป็นคนสารเลวกลุ่มหนึ่งมิใช่หรือ?  ศัตรูของพระคริสต์ใช้วาจาและคำขวัญที่ว่างเปล่ามาหลอก ชักพาให้พี่น้องชายหญิงหลงผิด และโกงพวกเขา  ผู้คนส่วนใหญ่เบาปัญญาและไม่รู้ความ ขาดวิจารณญาณ และยอมให้ศัตรูของพระคริสต์ประพฤติตัวอย่างไม่ยั้งคิด  การจัดแจงเตรียมงานจากเบื้องบนเน้นย้ำมานานแล้วว่าเมื่อเกิดรูปการณ์ต่างๆ ขึ้นควรจัดการอย่างไร และควรทำงานอันใด โดยมีจุดมุ่งหมายคือเพื่อให้แน่ใจว่าประชากรทุกคนที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจะสามารถทำหน้าที่ของตนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มั่นคงปลอดภัย  เมื่อมีเหตุการณ์จับกุมและข่มเหง ควรลดความสูญเสียให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้  ถ้าประชากรทุกคนที่พระเจ้าทรงเลือกสรรถูกกุมตัวเข้าคุก สูญเสียชีวิตคริสตจักรโดยสิ้นเชิง นี่ย่อมทำให้การเข้าสู่ชีวิตของพวกเขาขาดพร่องมิใช่หรือ?  หากไม่สามารถกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าในคุกได้ ชีวิตของคนเราจะเติบโตได้อย่างเต็มที่หรือไม่?  พวกเขาจะได้แต่จดจำเพลงนมัสการไม่กี่คำ และชีวิตทุกวันของพวกเขาย่อมขึ้นอยู่กับคำไม่กี่คำนั้น  เวลาอธิษฐานในยามค่ำคืน พวกเขาก็จะได้แต่อธิษฐานเงียบๆ อยู่ในหัวใจ ไม่กล้าขยับปาก  สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ในหัวใจของพวกเขาก็คือความนึกคิด เช่น “อย่าหักหลังเพื่อประโยชน์ส่วนตน อย่าเป็นยูดาส ตั้งมั่นในคำพยานให้พระเจ้าและถวายพระสิริแด่พระองค์ อย่าสร้างความเสื่อมเสียแก่พระองค์” ไม่มีสิ่งอื่น—ผู้คนมีวุฒิภาวะที่น้อยนิดเช่นนี้เท่านั้น  แต่ศัตรูของพระคริสต์ไม่คำนึงถึงสิ่งเหล่านี้  เหตุใดพวกเขาจึงได้ชื่อว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์?  พวกเขาเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นและทำร้ายพี่น้องชายหญิงโดยไม่ลังเล!  การจัดแจงเตรียมงานจากเบื้องบนกำหนดให้ผู้คนทำหน้าที่ของตนภายในบริบทที่ปลอดภัยและหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ศัตรูของพระคริสต์ไม่ปฏิบัติตามการจัดแจงเตรียมงานเหล่านี้เวลาทำงานของตน  พวกเขาตะโกนและกระทำการอย่างมืดบอดตามเจตจำนงของตนเอง ไม่สนใจความปลอดภัย  คนเขลาบางคนก็ไม่มีวิจารณญาณและคิดไปว่า “ทำไมเบื้องบนถึงพูดเรื่องความปลอดภัยอยู่เรื่อย?  ทำไมถึงกลัวอุบัติเหตุนักหนา?  มีอะไรให้กลัว?  ทุกสิ่งล้วนอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า!”  การพูดอะไรเช่นนั้นโง่เขลามิใช่หรือ?  วุฒิภาวะของเจ้าอาจจะน้อย เจ้าอาจจะไม่มีความเข้าใจ และอาจจะไม่สามารถมองเรื่องต่างๆ ได้อย่างทะลุประโปร่ง แต่เจ้าไม่อาจกระทำการอย่างโง่เขลา!  เบื้องบนจัดแจงไว้แล้วว่าผู้คนควรชุมนุมภายใต้รูปการณ์บางอย่าง และควรปฏิบัติตามหลักธรรมใดบ้าง—การจัดแจงที่ลงรายละเอียดเอาไว้ทั้งหมดนี้มีไว้เพื่ออะไร?  เพื่อปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรโดยแท้ พวกเขาจะได้สามารถชุมนุมและทำหน้าที่ของตนได้ตามปกติและปลอดภัย  ความปลอดภัยเปิดโอกาสให้เจ้าเชื่อในพระเจ้าต่อไป ใช้ชีวิตคริสตจักร รวมทั้งกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าตามปกติ  ถ้าแม้แต่ความปลอดภัยของตัวเจ้าก็ไม่มี ถ้าเจ้าถูกพญานาคใหญ่สีแดงจับกุม และไม่อาจฟังหรืออ่านพระวจนะของพระเจ้าในคุก ไม่อาจร้องเพลงนมัสการ และไม่มีการชุมนุม—เจ้าจะยังคงเชื่อในพระเจ้าได้อย่างไร?  เจ้าอาจจะกลายเป็นเพียงผู้เชื่อในนามเท่านั้น  ศัตรูของพระคริสต์ไม่สนใจเรื่องเหล่านี้ พวกเขาไม่ใส่ใจชีวิตและความตายของผู้คน  พวกเขาหนุนใจให้ทุกคนลุกขึ้นมาตะโกนกันอย่างมืดบอดว่า “พวกเราไม่กลัวรูปการณ์ต่างๆ—พวกเรามีพระเจ้า!” ก็เพื่อตอบสนองความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของพวกเขาเอง  คนที่โง่เขลาย่อมไม่เข้าใจสิ่งใดและถูกวาจาเหล่านี้ชักพาให้หลงผิด  ทุกคนมีความคิดอ่านที่คลุมเครือและกลวงเปล่า นึกว่า “พวกเราเชื่อในพระเจ้า และพระเจ้าก็ทรงคุ้มครองพวกเรา ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเรา นั่นก็เพราะพระเจ้าทรงอนุญาต”  นี่เป็นถ้อยคำที่ว่างเปล่ามิใช่หรือ?  ศัตรูของพระคริสต์และคนที่ไม่เข้าใจความจริงกระทำการกันเช่นนี้  แม้พี่น้องชายหญิงจะไม่เข้าใจ แต่ในฐานะผู้นำที่มักจะสามัคคีธรรมเรื่องการจัดแจงเตรียมงาน เจ้าก็ไม่ควรไม่รู้ความในเรื่องเหล่านี้  เจ้าต้องดำเนินงานตามการจัดแจงเตรียมงาน และต้องไม่อยากพูดมากขนาดนั้นอยู่เสมอเพื่อตอบสนองความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของตัวเจ้า ถึงกับนึกว่ายิ่งมีผู้คนฟังเจ้ามากก็ยิ่งดี และยิ่งมีคนมาก วาทะของเจ้าก็จะยิ่งมีความกระตือรือร้น  ศัตรูของพระคริสต์เรียกผู้คนเหล่านี้มาชุมนุมในยามว่างเพื่อที่จะดึงคนที่อยู่ใต้การนำของตนมาเข้าพวกและทำให้พวกเขาฟังการชักนำของตน ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในสภาพแวดล้อมแต่อย่างใด พาให้ผู้คนเหล่านี้ต้องล่มจมในท้ายที่สุด

ศัตรูของพระคริสต์มีทักษะในการพูดจาใหญ่โตและใช้หลักการเชิงทฤษฎีบางอย่างที่ว่างเปล่าและเทียมเท็จทางฝ่ายวิญญาณมาชักพาให้ผู้คนหลงผิด  ผู้คนมากมายที่ไร้วิจารณญาณเอาแต่ฟังพวกเขา เชื่อฟังศัตรูของพระคริสต์ไม่ว่าพวกเขาจะบงการอย่างไร ส่งผลให้เกิดปัญหาและถูกจับกุม  ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?  บางคนอาจจะบอกว่าเป็นเพราะพระเจ้าไม่ทรงคุ้มครองคนเหล่านั้น  แต่นั่นคือการพร่ำบ่นพระเจ้ามิใช่หรือ?  เรื่องนี้ไม่อาจโทษพระเจ้าได้  พระเจ้าทรงเปิดโอกาสให้ผู้คนมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระองค์ในรูปการณ์ต่างๆ  ถ้าเจ้าปฏิบัติไปตามหลักธรรมดังที่ระบุไว้ในการจัดแจงเตรียมงาน และเมื่อสภาพแวดล้อมเป็นใจ ไม่ว่าจะมีผู้คนชุมนุมกันอยู่กี่คน เจ้าก็สามารถกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าไปตามปกติ มีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า และทำหน้าที่ที่เจ้าควรทำได้ เช่นนั้นแล้วพระเจ้าก็จะทรงนำเจ้าและทรงพระราชกิจของพระองค์ในตัวเจ้า  ถ้าเจ้าดำเนินการขัดต่อข้อกำหนดจากเบื้องบนและกระทำการอย่างมืดบอดตามเจตจำนงของเจ้าเอง แล้วมีบางสิ่งเกิดขึ้น นั่นก็เป็นแค่ความเบาปัญญาและไม่รู้ความเท่านั้น  พระเจ้าไม่ได้ตั้งพระทัยให้ทุกคนเข้าคุกเพื่อรับการถลุง  เจตนารมณ์ของพระองค์เป็นไปเพื่อให้แต่ละคนกินและดื่มพระวจนะของพระองค์และมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระองค์อย่างถูกควร  อย่างไรก็ดี ศัตรูของพระคริสต์ไม่เข้าใจเรื่องนี้  พวกเขาเชื่อในตรรกะของตนเอง คิดไปว่าด้วยการคุ้มครองจากพระเจ้า ย่อมไม่มีสิ่งใดให้เกรงกลัว  พวกเขาไม่เข้าใจหลักธรรมเกี่ยวกับการคุ้มครองของพระเจ้าและปฏิบัติตามกฎข้อบังคับอย่างมืดบอด ตีกรอบพระเจ้าอยู่เสมอ  ผู้คนมากมายถูกพวกเขาชักพาให้หลงผิดและกระทำการอย่างมืดบอดไปพร้อมกับพวกเขาด้วย เพิกเฉยต่อการจัดแจงจากเบื้องบน ด้วยเหตุนั้นจึงเกิดเรื่องบางอย่างขึ้น—ผู้คนถูกจับกุมและสู้ทนการถูกทรมานอยู่ในคุก  เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา ผู้คนเหล่านี้มีวุฒิภาวะเช่นใด?  พวกเขามีความกระตือรือร้นอยู่บ้างเท่านั้น เข้าใจคำสอนบ้าง และร้องตะโกนคำขวัญบางอย่างได้ แต่กลับไม่รู้จักพระเจ้าเลย ไม่มีความเข้าใจ ความรู้ หรือประสบการณ์กับความจริงอย่างแท้จริง และไม่เข้าใจว่าพระเจ้าทรงพระราชกิจอย่างไรเพื่อช่วยผู้คนให้รอด  พวกเขาเอาแต่พึ่งพาความกระตือรือร้นที่จะติดตามพระเจ้าและมีปณิธานบ้างเท่านั้น  ผู้คนที่มีวุฒิภาวะเช่นนี้จะสามารถให้คำพยานเมื่อถูกจับกุมและคุมขังได้หรือไม่?  แน่นอนว่าไม่ได้  ทันทีที่พวกเขาหักหลังเพื่อประโยชน์ส่วนตน ผลที่ตามมาย่อมเป็นเช่นใด?  พวกเขาเริ่มคิดว่า “พระเจ้าทรงมหิทธิฤทธิ์ไม่ใช่หรือ?  ทุกสิ่งอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ แล้วทำไมพระองค์ถึงไม่ช่วยฉันให้รอด?  ทำไมถึงปล่อยให้ฉันทุกข์ทนอย่างนี้?  มีพระเจ้าจริงหรือเปล่า?  เป็นไปได้หรือไม่ว่าพวกเราผิดที่กระตือรือร้นกันขนาดนั้น?  ถ้าผู้นำของพวกเราพาเราออกนอกลู่นอกทาง แล้วทำไมพระเจ้าถึงไม่บ่มวินัยพวกเขา?  ทำไมพระเจ้าพาพวกเรามาที่นี่?  ทำไมพระองค์ถึงยอมให้พวกเราเผชิญรูปการณ์แบบนี้?”  เริ่มมีคำพร่ำบ่นให้ได้ยิน ตามติดมาด้วยการปฏิเสธพระเจ้าว่า “การกระทำของพระเจ้าไม่ตรงกับเจตจำนงของมนุษย์  การกระทำของพระองค์อาจไม่ถูกต้องเสมอไป และอาจไม่จำเป็นก็ได้ที่พระองค์จะต้องเป็นความจริง”  ในที่สุด หลังจากทนทุกข์มามากและสู้ทนมาระยะหนึ่ง แม้แต่คำสอนเล็กน้อยที่พวกเขารู้และแรงฮึดอันน้อยนิดที่พวกเขาเคยมีก็หายไปสิ้น  พวกเขาปฏิเสธพระเจ้าและสูญสิ้นความเชื่อ ถึงกับกลายเป็นยูดาส  หลังจากถูกปล่อยตัวออกจากคุก พวกเขาถึงกับคิดว่า “คราวนี้ฉันก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องรูปการณ์อีกต่อไปแล้ว  ดูสิว่าคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้ามีชีวิตที่ดีขนาดไหน  พวกเขามีอิสระมากมายในโลกข้างนอกนั่น  แล้วพวกเรามัวทำอะไรอยู่ถึงมาเชื่อกันในที่ลับ?  ถ้าประเทศไม่ให้เชื่อ ก็เลิกเชื่อไปแล้วกัน”  ในภายหลังผู้คนเช่นนี้ยังจะเชื่อในพระเจ้าได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  เหตุใดจึงไม่ได้?  พระเจ้าไม่ทรงต้องการพวกเขาแล้ว  พระเจ้าทรงเลือกเจ้าเพียงครั้งเดียวเท่านั้น และเจ้าก็สูญเสียโอกาสของเจ้าไปแล้ว ดังนั้นพระเจ้าจะไม่ทรงต้องการเจ้าเป็นครั้งที่สอง  ความหวังที่ผู้คนดังกล่าวจะได้รับความรอดเป็นเช่นไร?  เป็นศูนย์ ไม่มีความหวังเหลืออยู่  นี่คือผลสืบเนื่องที่ศัตรูของพระคริสต์ก่อให้เกิดขึ้นในท้ายที่สุดด้วยการประพฤติตนอย่างไม่ยั้งคิดและใช้ทฤษฎีฝ่ายวิญญาณบางอย่างที่เทียมเท็จมาชักพาให้ผู้คนหลงผิด ทำให้พวกเขาไล่ตามไขว่คว้าสภาวะฝ่ายวิญญาณและมุมานะให้เห็นเพียงภายนอก  ผลที่ตามมาเป็นเช่นใด?  (พวกเขาย่อมย่อยยับ)  ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงช่วยพวกเขาให้รอดหรือไม่ก็เป็นเรื่องของพระเจ้า แต่อย่างน้อยในตอนนี้ดูเหมือนว่าเมื่อเส้นทางความเชื่อที่ผู้คนมีในพระเจ้ามาถึงจุดนี้แล้ว จุดหมายปลายทางในอนาคตและบั้นปลายของพวกเขาโดยพื้นฐานย่อมย่อยยับไปแล้ว  เมื่อพูดถึงเรื่องทั้งหมด ใครทำให้เป็นเช่นนี้?  ศัตรูของพระคริสต์นั่นเองที่เป็นต้นเหตุ  ถ้าพวกเขาไม่กระทำการอย่างมืดบอดปานนั้น แต่ลงมือทำตามการจัดแจงเตรียมงานต่างๆ นำพี่น้องชายหญิงตามข้อกำหนดจากเบื้องบน และพาทุกคนมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เรื่องเหล่านี้ย่อมจะไม่เกิดขึ้น  ยังคงมีความหวังที่ผู้คนเหล่านี้จะได้รับการช่วยให้รอดหรือไม่?  (มี)  ผู้คนเหล่านี้ยังคงมีความหวังที่จะได้รับความรอด  ด้วยเหตุที่ความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีในตัวศัตรูของพระคริสต์พองตัวขึ้นอย่างรุนแรง ถ้าไม่มีใครอยู่ตรงนั้นคอยปกป้องและรับฟังพวกเขา พวกเขาย่อมรู้สึกว่าชีวิตนี้น่าเบื่อและจืดชืด  พวกเขาปฏิบัติต่อคนเลอะเลือนที่ติดตามพวกเขาเหมือนเป็นทหารสังเวยลูกปืนและเป็นของเล่นไว้บงการ ทำให้ทุกคนทำตามที่พวกเขาชี้นำ  พวกเขารู้สึกว่าตนนั้นมีความสามารถ มีความสุขสำราญ และชีวิตนี้ก็ควรค่าแก่การดำรงอยู่  แล้วเพื่อที่จะตอบสนองความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของตน พวกเขาจึงใช้วาจาที่เรียกกันว่าวาจาฝ่ายวิญญาณและวาจารื่นหูมาชักพาให้คนที่ติดตามพวกเขาหลงผิด หลังจากที่ชักพาให้หลงผิดแล้ว ก็ทำให้คนเหล่านั้นเบี่ยงเบนออกจากหนทางที่แท้จริงและพระวจนะของพระเจ้า ตีตัวออกห่างจากพระเจ้ามาติดตามพวกเขา และใช้เส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์  ผลสุดท้ายย่อมเป็นเช่นใด?  จุดหมายปลายทางในอนาคตและบั้นปลายของผู้คนเหล่านี้ย่อมถูกทำลายย่อยยับ และคนเหล่านี้ก็หมดโอกาสที่จะได้รับความรอด  เมื่อผู้คนไม่เชื่อในพระเจ้าอย่างถูกควร แต่กลับติดตามผู้อื่น ผลที่ตามมาย่อมเป็นเช่นใด?  พวกเจ้ายังคงอิจฉาคนที่ดูเหมือนมีสภาวะฝ่ายวิญญาณอยู่หรือไม่?  (ไม่)  แล้วคำว่า “สภาวะฝ่ายวิญญาณ” เป็นเช่นไร?  กลวงเปล่า  ผู้คนมีความเป็นเนื้อหนัง—พวกเขาเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  ถ้าเจ้ามีสภาวะฝ่ายวิญญาณจริง เช่นนั้นแล้วเนื้อหนังของเจ้าก็จะไม่มีอยู่อีกต่อไป ถึงตอนนั้นสภาวะฝ่ายวิญญาณของเจ้าจะเป็นอย่างไร?  นั่นไม่ใช่การพูดจาที่ว่างเปล่าหรอกหรือ?  ดังนั้น เจ้าดูเอาเถิด คำว่า “สภาวะฝ่ายวิญญาณ” ไม่อาจยืนหยัดด้วยตัวมันเองได้ เป็นเพียงเรื่องคุยที่ว่างเปล่าเท่านั้น  ในภายหน้าถ้าเจ้าได้ยินใครสักคนบอกว่าพวกเขากำลังไล่ตามเสาะหาสภาวะฝ่ายวิญญาณ จงบอกพวกเขาไปว่า “คุณควรไล่ตามเสาะหาการเป็นคนที่ซื่อสัตย์และการใช้ชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า—นั่นอยู่กับความเป็นจริงมากกว่า  ถ้าคุณไล่ตามเสาะหาสภาวะฝ่ายวิญญาณ นั่นคือทางตัน!  อย่าไล่ตามเสาะหาสภาวะฝ่ายวิญญาณอีกเลย ไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนไล่ตามเสาะหากัน—เป็นเรื่องที่ใช้ไม่ได้โดยแท้”  จงบอกเราเถิด หลังจากที่เชื่อในพระเจ้ามาหลายปี มีใครกลายเป็นคนที่มีสภาวะฝ่ายวิญญาณบ้าง?  ผู้มีชื่อเสียงและผู้ให้อรรถาธิบายเกี่ยวกับพระคัมภีร์ในโลกศาสนามีสภาวะฝ่ายวิญญาณหรือไม่?  พวกเขาหน้าซื่อใจคดกันทุกคน ไม่มีสักคนที่มีสภาวะฝ่ายวิญญาณ  ผู้คนที่ประดิษฐ์คำว่า “สภาวะฝ่ายวิญญาณ” กำลังใช้ถ้อยคำที่ว่างเปล่ามาชักพาให้ผู้อื่นหลงผิด  พวกเขาเป็นคนสารเลวและเป็นมาร  คนเช่นใดที่สามารถพูดเรื่องที่ว่างเปล่าแบบนั้นได้?  พวกเขามีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณหรือไม่?  (ไม่มี)  ถ้าเจ้าไม่อาจเข้าใจได้ด้วยซ้ำว่าผู้คนควรไล่ตามเสาะหาสิ่งใดเมื่อพวกเขาเชื่อในพระเจ้าหรือควรมีสภาพเช่นไร เจ้าจะเข้าใจความจริงได้หรือไม่?  เจ้ามีกำเนิดเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง เป็นสมาชิกคนหนึ่งของมนุษยชาติที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม  ในแง่ของสภาพที่เป็นนั้น เจ้าย่อมมีความเป็นเนื้อหนัง—นั่นเป็นคุณลักษณะของมนุษย์  แน่นอนว่าถ้าเจ้าเสาะแสวงที่จะอยู่ฝ่ายเนื้อหนัง เจ้าย่อมอยู่ฝ่ายซาตาน นั่นคือการเดินไปบนเส้นทางของสังคมโลก  ผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าควรไล่ตามเสาะหาความจริง—นั่นจึงถูกต้อง  ถ้าผู้คนเสาะแสวงที่จะมีสภาวะฝ่ายวิญญาณหรือเป็นเหมือนพระเจ้า นี่ใช่สิ่งที่พวกเขาสามารถเทียบเทียมได้หรือ?  ไม่ว่าพวกเขาจะไล่ตามเสาะหาอย่างไรก็ไร้ประโยชน์  นี่ไม่ใช่เส้นทางที่ถูกต้องของการเชื่อในพระเจ้า  ฉะนั้น การเสาะแสวงที่จะมีสภาวะฝ่ายวิญญาณหรือเป็นเหมือนพระเจ้าจึงเป็นเพียงคำขวัญ เป็นทฤษฎีฝ่ายวิญญาณที่เทียมเท็จ ไม่เกี่ยวข้องกับความจริง  ถ้าเจ้าเชื่อในพระเจ้าและติดตามพระเจ้า เจ้าก็ควรลุล่วงหน้าที่ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างอย่างถูกควร สามารถนบนอบพระเจ้าและทำให้พระองค์พอพระทัยได้  นี่จึงเป็นความเป็นจริงความจริง

ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะฟังคำเทศนามากี่ครั้ง พวกเขาก็ไม่สามารถเข้าใจความจริง  สิ่งที่พวกเขาเข้าใจและสามารถสื่อเป็นคำพูดได้นั้นเป็นคำสอนทั้งสิ้น  พวกเขาจดจำวาจาที่ตนสามารถเข้าใจได้เอาไว้และใช้ความคิดประมวลข้อมูลให้เป็นคำสอนทางฝ่ายวิญญาณที่ตรงกับมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์ จากนั้นก็ถ่ายทอดออกไปอย่างมัวเมา อธิบายเรื่องเหล่านี้แก่ผู้อื่น  เมื่อคนที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณและไม่เข้าใจความจริงได้ฟังเรื่องเหล่านี้ พวกเขาก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่อธิบายได้ชัดแจ้งยิ่งและเต็มใจยอมรับ  ด้วยเหตุนั้น พวกเขาจึงถูกชักพาให้หลงผิดและเริ่มบูชาศัตรูของพระคริสต์  นั่นคือยามที่เกิดปัญหา  ในความเป็นจริง ศัตรูของพระคริสต์ไม่เข้าใจความจริงแต่อย่างใด  ถ้าเจ้าฟังอย่างถี่ถ้วนและใช้วิจารณญาณแยกแยะสิ่งที่เรียกว่าถ้อยคำที่ถูกต้องของพวกเขา เจ้าย่อมจะพบว่านั่นคือทฤษฎีที่กลวงเปล่าซึ่งตรงกับมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์  แน่นอนว่าคนที่ไม่เข้าใจความจริงย่อมคิดว่าถ้อยคำเหล่านี้ถูกต้องและหลงเชื่อโดยง่าย  พวกเจ้าเคยมีประสบการณ์กับสถานการณ์เช่นนี้บ้างหรือไม่?  พวกเจ้าสามารถยกตัวอย่างได้หรือไม่?  ถ้าพวกเจ้ายกตัวอย่างได้และมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าคนที่ช่ำชองในการกล่าววาจาและคำสอนนั้นชักพาให้ผู้อื่นหลงผิดกันอย่างไร นี่ย่อมพิสูจน์ว่าพวกเจ้าเข้าใจและสามารถนำไปประยุกต์ใช้  ถ้าพวกเจ้ายกตัวอย่างไม่ได้ ก็บ่งชี้ว่าพวกเจ้ายังไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้และนำไปใช้ไม่ได้  เวลาพบเจอคนที่ช่ำชองในการกล่าววาจาและคำสอน แน่นอนว่าพวกเจ้าย่อมจะไม่สามารถแยกแยะได้  (ข้าพระองค์เคยอยู่ในสภาวะเช่นนั้น  ตอนที่พี่น้องชายหญิงเผชิญการตัดแต่ง การสั่งสอน และการบ่มวินัย แล้วพวกเขาไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า พวกเขาก็มาแสวงหากับข้าพระองค์  อันที่จริงข้าพระองค์ไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือแก่นแท้ของเรื่องเหล่านี้เช่นกัน  แต่ก็กล่าววาจาที่กลวงเปล่ากับพวกเขาไปบ้าง เช่น “การตัดแต่ง การสั่งสอน และการบ่มวินัยล้วนเป็นความรักของพระเจ้า เป็นความรอดจากพระเจ้า  พระเจ้าทรงดำเนินการกับอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของพวกเราแบบนี้”  แม้ในขณะที่พูดเช่นนี้ ข้าพระองค์ก็รู้สึกได้ว่าตัวเองยังไม่ได้อธิบายแก่นแท้ในปัญหาของพวกเขาให้พวกเขาฟังอย่างรอบด้าน เช่น ทำไมพวกเขาถึงพบเจอรูปการณ์เช่นนี้ การกระทำและสิ่งที่พวกเขาเผยออกมาจัดว่าเป็นอุปนิสัยอันเสื่อมทรามชนิดใดหรืออาจมีธรรมชาติเป็นเช่นใด และอะไรคือเจตนารมณ์ของพระเจ้า—ข้าพระองค์ไม่สามารถสามัคคีธรรมเรื่องเหล่านี้และเรื่องอื่นๆ ให้พวกเขาฟัง  เอาแต่กล่าวคำสอนที่ถูกต้องและคำขวัญที่ฟังดูดีเพียงไม่กี่คำเท่านั้น ซึ่งไม่ได้ช่วยใครจริง)  นี่เป็นเพราะตัวเจ้าเองไม่ได้เข้าใจความจริงอย่างชัดเจน เจ้าจึงแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงให้พี่น้องชายหญิงไม่ได้  แล้วเรื่องนี้แตกต่างจากการที่ศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้ผู้คนหลงผิดหรือไม่?  ศัตรูของพระคริสต์ไม่ได้ช่วยเหลือผู้คนเพราะหวังดี แรงจูงใจและจุดประสงค์ของพวกเขาคือการชักพาให้ผู้คนหลงผิดและควบคุมเอาไว้  เมื่อศัตรูของพระคริสต์ทำสิ่งที่กล่าวมานี้ และพร่ำพูดคำขวัญ จงดูพฤติกรรมของพวกเขาและดูว่าพวกเขาเผยอุปนิสัยเช่นใดออกมา—นี่คือกุญแจในการแยกแยะศัตรูของพระคริสต์  บางคนมีวุฒิภาวะน้อย และไม่เข้าใจความจริงอย่างชัดเจน  งานของพวกเขาอาจไม่เข้มข้นพอที่จะสัมฤทธิ์ผลที่จำเป็น แต่พวกเขาก็ไม่มีแรงจูงใจหรือจุดประสงค์ที่จะชักพาให้ผู้คนหลงผิดหรือควบคุมเอาไว้  พวกเขาอยากพาผู้คนมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเช่นกัน—เพียงแต่ว่าความสามารถของพวกเขายังไม่เพียงพอที่จะทำได้ตามที่ปรารถนา  แม้พวกเขาจะไม่เคยสัมฤทธิ์ผลที่ชัดเจน แต่ผู้คนก็สามารถมองเห็นว่าพวกเขามีเจตนาที่ถูกต้องและอยากนำผู้คนมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  อย่างไรก็ดี ศัตรูของพระคริสต์กลับมีวัตถุประสงค์เช่นใด?  (ได้รับความเห็นชอบจากผู้คน ให้ผู้คนฟังพวกเขาและติดตามพวกเขา)  แล้วสิ่งที่พวกเขากล่าวแตกต่างอย่างไรจากสิ่งที่คนที่ความสามารถไม่เพียงพอต่อสิ่งที่ตนปรารถนากล่าวออกมา?  คนที่มีความสามารถไม่พอนั้นกล่าวจากหัวใจ แต่ก็ไม่อาจมองทะลุเข้าไปเห็นแก่นแท้และรากของปัญหา พวกเขาไม่สามารถสามัคคีธรรมถึงปัญหาได้อย่างชัดเจน และในที่สุดก็ไม่สามารถแก้ปัญหาหรือจัดเตรียมให้แก่ผู้อื่นได้  ทีนี้ คำที่ศัตรูของพระคริสต์พูดเป็นอย่างไร?  เป็นคำที่มาจากหัวใจหรือไม่?  (ไม่)  ชัดเจนว่าไม่ใช่ กล่าวคือ สิ่งที่พวกเขาพูดออกมาล้วนเป็นเรื่องโกหก  เหตุใดพวกเขาจึงต้องพูดโกหก?  พวกเขาอยากโกงเจ้าและชักพาให้เจ้าหลงผิด  ความหมายของพวกเขาก็คือ “ฉันทำงานที่ฉันควรทำในฐานะผู้นำแล้ว ฉันสามัคคีธรรมเรื่องที่พึงสามัคคีธรรมแล้ว ทุกสิ่งที่ฉันพูดล้วนถูกต้อง  ถ้าคุณไม่ยอมรับและปัญหาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข นั่นย่อมเป็นความผิดของคุณ—อย่ามาโทษฉัน”  แท้จริงแล้วพวกเขาไม่ได้อยากแก้ปัญหาให้เจ้า เพียงแต่แสร้งทำพอเป็นพิธีเท่านั้น ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องพูดอะไรที่ถูกต้องเพื่อรักษาสถานะของตนเอาไว้  พวกเขากล่าวเหล่านี้ทั้งที่ไม่เต็มใจ และต่อให้กล่าวออกมา พวกเขาก็ไม่ได้สมัครใจกล่าว—นั่นไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาคิดอยู่ในใจอย่างแท้จริง  ฉะนั้น ศัตรูของพระคริสต์บางคนจึงเรียนรู้ที่จะกล่าววาจาบางอย่างที่ถูกต้องให้เป็นปกติ ช่วยผู้อื่นก้าวข้ามการคิดลบ แต่พอตัวพวกเขาเองเผชิญการตัดแต่งหรือถูกปลด พวกเขากลับคิดลบเป็นการใหญ่ ไม่สามารถทำความรู้จักตัวเองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และต้องพึ่งพาพี่น้องชายหญิงให้คอยช่วยเหลือ  นี่เคยเกิดขึ้นแล้วใช่หรือไม่?  (ใช่)  เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยเหลือเกิน  วาจาและคำสอนที่ศัตรูของพระคริสต์ประกาศแก่ผู้อื่นอย่างต่อเนื่องไม่อาจช่วยพวกเขาได้ด้วยซ้ำ  ดังนั้น วาจาเหล่านี้ออกมาจากส่วนลึกในตัวพวกเขาหรือไม่?  เป็นผลจากประสบการณ์จริงของพวกเขาหรือไม่?  (ไม่)  เมื่อเป็นเช่นนั้น สิ่งที่พวกเขาพูดจึงเป็นเพียงวาจาและคำสอนเท่านั้น ไม่ได้สะท้อนให้เห็นวุฒิภาวะที่แท้จริงของพวกเขา  งานที่พวกเขาทำเพื่อช่วยผู้อื่นมีแต่การใช้ภาพลักษณ์จอมปลอม การกระทำภายนอก และพฤติกรรมอันดีงามภายนอกมาแสร้งทำพอเป็นพิธีเท่านั้น เพื่อให้ผู้คนรับรู้ ยอมรับ และเห็นชอบในตัวพวกเขาในฐานะผู้นำ  เมื่อรับรู้ว่าพวกเขาเป็นผู้นำของตนแล้ว ผู้คนย่อมยอมทำตามพวกเขามิใช่หรือ?  ถ้าผู้คนคล้อยตาม ศัตรูของพระคริสต์ก็ได้สถานะไปมิใช่หรือ?  จากนั้นสถานะของพวกเขาย่อมมั่นคงใช่หรือไม่?  นี่เองคือวัตถุประสงค์ของพวกเขา  ผู้นำและคนทำงานบางคนไม่เข้าใจความจริง และเวลาจัดการงานของตน ความสามารถของพวกเขาก็ไม่เพียงพอต่อสิ่งที่ตนปรารถนา  โดยมากแล้วนี่คือสัญญาณว่าพวกเขามีวุฒิภาวะน้อยและไม่ใช่ผู้นำที่ได้มาตรฐาน  แต่เวลาศัตรูของพระคริสต์ทำงาน พวกเขาก็ไม่คำนึงว่าตนเองสามารถช่วยเหลือหรือเกื้อหนุนพี่น้องชายหญิงได้หรือไม่  เอาแต่นึกถึงสถานะและผลประโยชน์ของตนเท่านั้น  นี่คือความแตกต่างระหว่างคนสองกลุ่มนี้ กล่าวคือ อุปนิสัยของพวกเขาแตกต่างกัน  ฉะนั้น ต่อให้ศัตรูของพระคริสต์กล่าวคำมากมายที่ฟังรื่นหู ถ้อยคำเหล่านั้นก็ไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงของพวกเขา  พวกเขาฝืนใจพูดสิ่งเหล่านี้ เพียงใช้คำสอนและคำขวัญบางอย่างที่ฟังดูถูกต้อง หรือถ้อยคำที่สอดคล้องความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ มาแนะนำผู้คนและแสร้งทำไปพอเป็นพิธีเท่านั้น  เหตุใดพวกเขาจึงต้องแสร้งทำพอเป็นพิธี?  เพราะถ้าพวกเขาเห็นใครสักคนคิดลบหรืออ่อนแอ แล้วละเลยที่จะช่วยคนเหล่านั้น ผู้อื่นก็จะบอกว่าพวกเขาไม่ทำงานจริงและไม่ได้ลุล่วงความรับผิดชอบของตนในฐานะผู้นำ  เมื่อกลัวคำกล่าวหาดังกล่าว พวกเขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากลงมือทำ  ฉะนั้น วัตถุประสงค์ของพวกเขาจึงไม่ใช่การทำหน้าที่ของตนอย่างแท้จริง พวกเขากลัวว่าถ้าไม่แสดงตัวทันทีที่พี่น้องชายหญิงเผชิญความยากลำบาก ช่วยเหลือและจัดเตรียมแก่พี่น้องชายหญิง ลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตน เช่นนั้นแล้วพี่น้องชายหญิงก็จะไม่สนับสนุนพวกเขาอีกต่อไป  ในการคัดเลือกครั้งหน้า พี่น้องอาจจะไม่เลือกพวกเขาก็ได้ และพวกเขาก็จะไม่ได้เป็นผู้นำตัวจริง แต่จะมีเพียงตำแหน่งที่ว่างเปล่าเท่านั้น  การมีเพียงตำแหน่งที่ว่างเปล่าคือสิ่งที่พวกเขาอยากได้อยากมีอยู่ในหัวใจหรือไม่?  (ไม่ใช่)  แล้วพวกเขาต้องการสิ่งใด?  พวกเขาต้องการอำนาจและสถานะที่แท้จริง ต้องการให้พี่น้องชายหญิงบูชาพวกเขาอยู่ในใจ เกื้อหนุน และติดตามพวกเขา  ฉะนั้น พวกเขาจึงพากเพียรให้ได้รับเลือกเป็นผู้นำในการลงคะแนนคัดเลือกทุกครั้ง—นั่นคือวัตถุประสงค์ของพวกเขา

บางคนที่เรียกกันว่าผู้นำและคนทำงานยิ่งกระตือรือร้นเป็นพิเศษเมื่อการลงคะแนนคัดเลือกใกล้เข้ามา แสดงตัวไปทั่วและประพฤติตนผิดปกติ  ผู้คนเช่นนี้อาจเป็นสมัครพรรคพวกของศัตรูของพระคริสต์  ถ้าพวกเขาทำตัวเช่นนี้ได้จริง นั่นก็น่ารังเกียจ!  คนที่มีมโนธรรมและสำนึกโดยแท้ย่อมจะรู้สึกผิดอยู่ในหัวใจโดยธรรมชาติยามที่กระทำการตามแรงจูงใจและจุดประสงค์  เมื่อถูกมโนธรรมและสำนึกของตนยับยั้งเอาไว้ พวกเขาย่อมจะตระหนักว่าตนไม่เคยกระตือรือร้นขนาดนั้นมาก่อน และผู้คนก็จะสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่าจู่ๆ พวกเขาก็มีความกระตือรือร้นขึ้นมา  แม้แต่ตัวพวกเขาเองก็ยังรู้สึกขยะแขยงตนเอง และยอมไม่ลงรับเลือกดีกว่าที่จะกระทำการเช่นนั้น  ด้วยเหตุที่พวกเขาเชื่อในพระเจ้ามาหลายปี เติบโตทางวุฒิภาวะเล็กน้อยและเกิดความรู้สึกละอายแก่ใจอยู่บ้าง ในที่สุดพวกเขาจึงสามารถยับยั้งชั่งใจได้  แต่ศัตรูของพระคริสต์กลับไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ พวกเขาทำตามใจชอบและลงมือตามใจอยาก  มีความทะเยอทะยาน รวมทั้งแรงจูงใจ จุดประสงค์ และกลอุบายต่างๆ  พวกเขารู้ทุกอย่างอยู่แก่ใจ แต่ก็ยังยืนกรานที่จะทำสิ่งต่างๆ เช่นนี้ นึกถึงความมีหน้ามีตาและสถานะของตนอยู่เสมอ  พวกเขารู้สึกว่าการทำสิ่งต่างๆ เพื่อคริสตจักรและพี่น้องชายหญิงของตนเป็นความสูญเสียที่มากเกินไปและไม่คุ้มค่า  ฉะนั้น พวกเขาจึงให้ความสำคัญกับตัวเองเป็นอันดับแรกในทุกสิ่งที่ทำ และคอยปกป้องดูแลหมายเลขหนึ่งนี้เสมอ  เมื่อการลงคะแนนคัดเลือกเวียนมาถึง พวกเขาก็วิ่งเต้นไปทั่วอย่างสุดความสามารถ ชักพาให้ผู้คนหลงผิดและดึงเข้าเป็นพวกเพื่อให้เลือกตน ถึงกับลอบเติมคะแนนเสียงให้ตนเองสักคะแนนสองคะแนนระหว่างการลงคะแนนเสียง  การที่ศัตรูของพระคริสต์ทำเช่นนี้น่าขยะแขยงมิใช่หรือ?  ถ้าพวกเขาไม่มีความทะเยอทะยาน เหตุใดจึงพยายามถึงเพียงนี้?  นี่เห็นได้ชัดว่าถูกความทะเยอทะยานครอบงำอยู่มิใช่หรือ?  ทันทีที่ใครสักคนเอ่ยขึ้นมาว่ามีคนทะเยอทะยาน นั่นย่อมไม่ใช่เรื่องที่เป็นบวก ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทุกสิ่งที่ผู้คนเช่นนั้นทำล้วนน่าขยะแขยงเกินจะเอ่ยถึง  ทุกสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำย่อมเทียมเท็จและหลอกลวงทั้งสิ้น พวกเขาใช้ภาพลักษณ์ที่จอมปลอมมาชักพาให้ผู้คนหลงผิดอยู่เสมอ  คนที่ไม่รู้ความจริงในเรื่องดังกล่าวย่อมมองเห็นเช่นนี้และคิดว่า “ในช่วงไม่กี่วันมานี้ ผู้นำทุ่มเทความพยายามไปมากมายนัก ยอมอดกินอดนอน ทำงานหามรุ่งหามค่ำ คอยนำทุกเรื่อง  พวกเขาทนทุกข์ไปไม่น้อย และเหน็ดเหนื่อยจนน้ำหนักตัวลดไปมาก—ถึงกับมีผมหงอกมากขึ้นอีกด้วย”  พี่น้องชายหญิงบางคนเห็นเช่นนี้ก็รู้สึกสงสารต่อศัตรูของพระคริสต์ ระหว่างที่มีการลงคะแนนคัดเลือกจึงลงคะแนนให้พวกเขาในที่สุด  ศัตรูของพระคริสต์ย่อมบรรลุจุดหมายของตนแล้วมิใช่หรือ?  (ใช่)  นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่าการวางอุบายและการใช้เล่ห์กล นี่แหละคือส่งที่เรียกว่าความเลวร้าย  ฉะนั้น ศัตรูของพระคริสต์จึงไม่เพียงใช้วาจาชักพาให้ผู้คนหลงผิดเท่านั้น แต่หลายต่อหลายครั้งยังใช้การกระทำและพฤติกรรมมาคอยบอกผู้คนอย่างไร้สุ้มเสียงว่าพวกเขากระตือรือร้นเพียงใด นบนอบเพียงใด และคำนึงถึงพี่น้องชายหญิงเพียงใดอีกด้วย  พวกเขาใช้การแสดงออกที่ดูเหมือนดีและถูกต้อง รวมถึงการภาพลักษณ์ภายนอกที่จอมปลอมเหล่านี้มาบอกผู้คนซ้ำแล้วซ้ำเล่า เน้นย้ำซ้ำๆ และทำให้ผู้คนรู้ว่าพวกเขาคือผู้นำที่ได้มาตรฐาน เป็นผู้นำที่ดีซึ่งผู้คนควรยอมรับ  นี่ก็เหมือนการเลือกตั้งในประเทศประชาธิปไตยที่ผู้สมัครเที่ยวปราศรัยไปทั่ว วิ่งเต้น และรณรงค์ไปทุกหนแห่งนั่นเอง  พวกเขาถึงกับโกงระหว่างที่กระบวนการออกเสียงเลือกตั้งดำเนินอยู่  แต่ผู้คนเหล่านี้ก็ไม่รู้สึกละอายแก่ใจ พวกเขาทำตามความเชื่อที่ว่า “คนจริงก็ย่อมไม่ไร้พิษสง”  พวกเขาใช้ทุกทางที่จำเป็นมาเอาชนะการเลือกตั้ง—นี่คือความคิดและมุมมองของผู้ไม่มีความเชื่อ  ศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ก็ทำเช่นนี้ด้วยใช่หรือไม่?  แน่นอนที่สุด!  เพื่ออำนาจและสถานะแล้ว คนเหล่านี้ดำเนินการอย่างขมีขมันและกระตือรือร้นอยู่ในส่วนลึกของหัวใจในทุกเรื่อง เค้นสมองคิดที่จะทำเรื่องเหล่านั้นให้สำเร็จ  พวกเขาไม่เคยพอใจกับสิ่งที่ตนมีอยู่เลย  ดังนั้น ถ้าคนที่มีความกระตือรือร้นสูงในอำนาจและสถานะ กล่าวคือ คนที่ไม่สามารถควบคุมความทะเยอทะยานของตนได้ ได้รับเลือกให้เป็นผู้นำในท้ายที่สุด พวกเขาจะไม่เพียงเดินตามเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์เท่านั้น แต่อาจจะถึงกับกลายเป็นศัตรูของพระคริสต์เสียเองอีกด้วย  พวกเจ้ามีความทะเยอทะยานหรือไม่?  พวกเจ้าควบคุมความทะเยอทะยานของตนให้อยู่ในขอบเขตของความเป็นมนุษย์และสำนึกได้หรือไม่?  ถ้าพวกเจ้าควบคุมได้ เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าก็จะหลีกเลี่ยงภัยของการเดินไปตามเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ได้ จะไม่กลายเป็นศัตรูของพระคริสต์ และไม่ถูกกำจัดออกไป  ถ้าพวกเจ้ารู้สึกว่ามีความทะเยอทะยานมากเกินไป หันไปใช้วิธีการใดก็ได้เพื่อให้มีสถานะอยู่บ่อยครั้ง และถึงกับเต็มใจไม่กินไม่ดื่ม ยอมสู้ทนความทุกข์ และถึงกับพร้อมที่จะใช้วิธีการอันน่ารังเกียจ ถ้าเจ้าถึงจุดที่ไร้ความละอายและยากที่จะควบคุมความทะเยอทะยานของตนเอาไว้แล้ว เช่นนั้นย่อมมีปัญหา—เจ้าคือศัตรูของพระคริสต์อย่างไม่ต้องสงสัย  ถ้าเจ้าเพียงแต่สำแดงลักษณะที่เป็นศัตรูของพระคริสต์ออกมา ก็ยังมีหวังที่จะได้รับความรอด  แต่ตัวเจ้าพ้นภัยหรือไม่?  ยังไม่พ้น  ถ้าเจ้าสำแดงลักษณะของศัตรูของพระคริสต์ออกมา นั่นก็หมายความว่าเจ้ายังต่อต้านพระเจ้า พร้อมที่จะขัดขืนและปฏิเสธพระองค์ทุกเมื่อ  หรือบางทีด้วยเหตุที่บางสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำลงไปนั้นไม่ตรงกับมโนคติอันหลงผิดของเจ้า เจ้าก็อาจจะศึกษาพระเจ้า เข้าใจพระองค์ผิด ตัดสินพระองค์ และถึงกับแพร่มโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระองค์ก็เป็นได้  ถึงตอนนั้นเจ้าก็อาจจะปฏิเสธพระเจ้า เดินไปตามทางของเจ้าเอง และถูกพระเจ้ากำจัดออกไปในที่สุด  สิ่งที่เจ้าเผยออกมาทุกเมื่อและทุกที่แสดงถึงอุปนิสัยของเจ้าได้  ฉะนั้น สิ่งที่เจ้าเผยออกมาตลอดเวลาในทุกสถานที่ย่อมเป็นการเผยอุปนิสัยของเจ้า  เหตุใดพวกเราจึงเสวนาถึงการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยกันอยู่เสมอ?  เพราะคนที่ไม่เปลี่ยนแปลงอุปนิสัยก็คือศัตรูของพระเจ้า  ศัตรูของพระคริสต์ทุกคนเป็นตายร้ายดีก็ไม่ยอมกลับใจ ปฏิญาณด้วยชีวิตว่าจะต่อต้านพระเจ้าและยืนหยัดคัดค้านพระองค์ให้ถึงที่สุด  ต่อให้พวกเขายอมรับรู้อยู่ในใจว่าพระเจ้ามีอยู่จริง พระเจ้าทรงสร้างมนุษยชาติขึ้นมา และพระเจ้าสามารถช่วยมนุษยชาติให้รอด แต่เพราะธรรมชาติของพวกเขา พวกเขาจึงไม่อาจเปลี่ยนแปลงเส้นทางที่ตนเดินอยู่ และไม่อาจเปลี่ยนแปลงแก่นแท้ที่ต่อต้านพระเจ้าและเป็นปฏิปักษ์กับพระองค์ได้

แก่นแท้ของพฤติกรรมของศัตรูพระคริสต์คือการใช้วิถีทางและวิธีการต่างๆ มาสนองความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของตนตลอดเวลา ชักพาให้หลงผิดและดักจับผู้คน และการได้สถานะอันสูงส่งเพื่อให้ผู้คนติดตามและเคารพบูชาตน  เป็นไปได้ว่าในส่วนลึกของหัวใจของพวกเขา พวกเขาไม่จงใจแย่งชิงมนุษยชาติกับพระเจ้า แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่นอน นั่นคือแม้ในเวลาที่พวกเขาไม่แย่งชิงพวกมนุษย์กับพระเจ้า พวกเขาก็ยังคงปรารถนาที่จะมีสถานะและพลังอำนาจท่ามกลางพวกมนุษย์  ต่อให้วันนั้นมาถึงเมื่อพวกเขาตระหนักว่าพวกเขากำลังแย่งชิงสถานะกับพระเจ้า และพวกเขาดึงรั้งตัวเองเอาไว้บ้าง พวกเขาก็ยังคงใช้วิธีการต่างๆ มาไล่ตามไขว่คว้าสถานะและความมีหน้ามีตา พวกเขาชัดเจนในหัวใจของตนว่าพวกเขาจะมีสถานะที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมหากได้รับความเห็นชอบและความเลื่อมใสจากผู้คนบางส่วน  กล่าวสั้นๆ ก็คือ แม้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกศัตรูของพระคริสต์ทำดูเหมือนจะประกอบด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา แต่ผลที่เกิดขึ้นคือการชักพาผู้คนให้หลงผิด ทำให้ผู้คนบูชาและติดตามพวกเขา—ซึ่งในกรณีนี้ การปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาในหนทางนี้คือการยกย่องและเป็นพยานยืนยันให้แก่ตัวพวกเขาเอง  ความทะเยอทะยานของพวกเขาที่จะควบคุมผู้คนและได้รับสถานะและอำนาจในคริสตจักรย่อมจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง  พวกเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์โดยแท้  ไม่ว่าพระเจ้าจะตรัสหรือทรงทำสิ่งใด และไม่ว่าพระองค์จะทรงขอสิ่งใดจากผู้คน ศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่ทำสิ่งที่พวกเขาควรทำหรือปฏิบัติหน้าที่ของตนในหนทางที่สอดคล้องกับพระวจนะและข้อกำหนดของพระองค์ และพวกเขาก็ไม่เลิกไล่ตามไขว่คว้าอำนาจและสถานะในฐานะผลลัพธ์อันเกิดจากการเข้าใจความจริงอยู่บ้าง  ความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของพวกเขายังคงมีอยู่ตลอดเวลา ยังคงยึดครองหัวใจของพวกเขา และควบคุมทั้งหมดที่พวกเขาเป็น ชี้นำพฤติกรรมและความคิดของพวกเขา และกำหนดเส้นทางที่พวกเขาเดิน  พวกเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์โดยแท้  สิ่งที่มองเห็นได้มากที่สุดในตัวศัตรูของพระคริสต์คืออะไร?  บางคนกล่าวว่า “ศัตรูของพระคริสต์แข่งกับพระเจ้าเพื่อให้ได้ผู้คนไว้ พวกเขาไม่ยอมรับพระเจ้า”  ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่ยอมรับพระเจ้า ในหัวใจแล้วพวกเขายอมรับและเชื่ออย่างแท้จริงในการดำรงอยู่ของพระองค์  พวกเขาเต็มใจที่จะติดตามพระองค์และอยากไล่ตามเสาะหาความจริง แต่พวกเขาฝืนตัวเองไม่ได้ ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถทำความชั่ว  แม้พวกเขาจะกล่าวหลายสิ่งหลายอย่างที่ฟังดูดีงามก็ตาม แต่มีสิ่งหนึ่งที่จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง นั่นคือความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีอำนาจและสถานะในตัวพวกเขาจะไม่มีวันเปลี่ยนไป  พวกเขาจะไม่มีวันยอมทิ้งการไล่ตามไขว่คว้าอำนาจและสถานะเพราะเกิดความล้มเหลวหรือเกิดปัญหาชะงักงัน หรือเพราะพระเจ้าทรงละวางหรือทอดทิ้งพวกเขา  เยี่ยงนี้คือธรรมชาติแห่งศัตรูของพระคริสต์   แล้วเจ้าว่าอย่างไร เคยมีศัตรูของพระคริสต์ที่เปลี่ยนแปลงวิถีทางของตนและเริ่มไล่ตามเสาะหาความจริงเพราะพวกเขาทนทุกข์กับความยากลำบาก หรือมาเข้าใจความจริงสักนิดและได้รู้จักพระเจ้าสักหน่อยหรือไม่—มีคนเช่นนั้นหรือไม่?  พวกเราไม่เคยพบเห็น  ความทะเยอทะยานและการไล่ตามไขว่คว้าที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อสถานะและอำนาจจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง และเมื่อพวกเขายึดอำนาจได้แล้ว ก็จะไม่มีวันยอมปล่อยมือ นี่เองคือตัวบ่งชี้แก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา  การที่พระเจ้าทรงระบุว่าผู้คนเช่นนี้เป็นศัตรูของพระคริสต์นั้นไม่มีสิ่งใดไม่ถูกต้องแม้แต่น้อย นี่มีแก่นแท้ธรรมชาติที่แท้จริงของพวกเขาเป็นตัวกำหนด  บางทีบางคนอาจจะเชื่อว่าศัตรูของพระคริสต์พยายามแก่งแย่งมนุษยชาติกับพระเจ้า  อย่างไรก็ดี บางครั้งศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่จำเป็นต้องแก่งแย่งกับพระองค์ ความรู้ ความเข้าใจ และความต้องการที่พวกเขามีต่อสถานะและอำนาจไม่เหมือนของผู้คนที่ปกติ  บางครั้งคนปกติก็อาจไร้แก่นสารได้ อาจพยายามที่จะให้ผู้อื่นเชื่อถือตน พยายามให้ผู้อื่นเกิดความรู้สึกดีๆ กับตน และพยายามแก่งแย่งอันดับดีๆ  นี่คือความทะเยอทะยานของคนปกติ  ถ้าพวกเขาถูกปลดจากการเป็นผู้นำ สูญเสียสถานะ ก็ย่อมจะเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขา แต่เมื่อเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม มีการเติบโตในวุฒิภาวะบ้าง มีการเข้าสู่ความจริงบ้าง หรือได้รับความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นในความจริง ความทะเยอทะยานของพวกเขาย่อมค่อยๆ ลดลง  มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นบนเส้นทางที่พวกเขาเดินและทิศทางที่พวกเขามุ่งไป การไล่ตามไขว่คว้าสถานะและอำนาจของพวกเขาย่อมจืดจางลง  ความอยากได้อยากมีของพวกเขาก็ค่อยๆ ลดน้อยลงเช่นกัน  อย่างไรก็ดี ศัตรูของพระคริสต์กลับแตกต่าง พวกเขาไม่อาจละมือจากการไล่ตามไขว่คว้าสถานะและอำนาจได้เลย  ไม่ว่าเมื่อใด ในสภาพแวดล้อมใด และไม่ว่าพวกเขาจะมีใครอยู่รอบตัว ไม่ว่าพวกเขาจะแก่ตัวเพียงใด ความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของพวกเขาก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง  สิ่งใดบ่งชี้ว่าความทะเยอทะยานของพวกเขาจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง?  ยกตัวอย่าง สมมุติว่าพวกเขาเป็นผู้นำคริสตจักร  พวกเขาย่อมคิดอยู่ในใจเสมอว่าจะควบคุมทุกคนในคริสตจักรได้อย่างไร  ถ้าพวกเขาถูกย้ายมายังคริสตจักรอีกแห่งที่พวกเขาไม่ได้เป็นผู้นำ พวกเขาจะยินดีเป็นผู้ติดตามธรรมดาหรือไม่?  แน่นอนว่าไม่  พวกเขาจะครุ่นคิดอยู่ดีว่าจะมีสถานะได้อย่างไร และจะควบคุมทุกคนได้อย่างไร  ไม่ว่าจะไปที่ใด พวกเขาก็อยากปกครองดุจกษัตริย์  ต่อให้เอาพวกเขาไปอยู่ในที่ที่ไม่มีคน ให้อยู่กับฝูงแกะ พวกเขาก็จะอยากนำฝูงอยู่ดี  ถ้าให้พวกเขาไปอยู่กับหมาแมว พวกเขาก็จะอยากเป็นราชาของหมาแมว ปกครองสัตว์ทั้งหลาย  พวกเขาถูกความทะเยอทะยานกลืนกินอยู่มิใช่หรือ?  อุปนิสัยของผู้คนเช่นนี้เป็นเหมือนปีศาจใช่หรือไม่?  นี่คืออุปนิสัยของซาตานมิใช่หรือ?  ซาตานก็เป็นเช่นนี้ไม่มีผิด  บนสวรรค์ ซาตานอยากยืนเทียมพระเจ้า และหลังจากที่ถูกโยนลงมายังแผ่นดินโลก มันก็พยายามเสมอที่จะควบคุมมนุษย์ ทำให้มนุษย์บูชามัน และทำเหมือนมันเป็นพระเจ้า  ศัตรูของพระคริสต์อยากควบคุมผู้คนอยู่เสมอเพราะพวกเขามีธรรมชาติของซาตาน ดำเนินชีวิตตามอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน ซึ่งออกนอกขอบเขตสำนึกของคนปกติไปแล้ว  นี่ผิดปกติอยู่บ้างมิใช่หรือ?  ความผิดปกตินี้หมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่าพฤติกรรมของพวกเขาเป็นสิ่งที่ไม่ควรพบเจอในความเป็นมนุษย์ที่ปกติ  แล้วพฤติกรรมที่ว่านี้เป็นเช่นไร?  มีสิ่งใดกำกับอยู่?  มีธรรมชาติของพวกเขากำกับอยู่  พวกเขามีแก่นแท้ของวิญญาณชั่ว และไม่เหมือนมวลมนุษย์ปกติที่เสื่อมทราม  นี่คือข้อแตกต่าง  การที่ศัตรูของพระคริสต์ไล่ตามไขว่คว้าอำนาจและสถานะอย่างไม่หยุดยั้ง ไม่เพียงเปิดโปงแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาเท่านั้น แต่ยังแสดงให้ผู้คนเห็นอีกด้วยว่าแท้จริงแล้วโฉมหน้าอันน่าเกลียดน่ากลัวของพวกเขาก็คือใบหน้าของซาตานและพวกปีศาจ  พวกเขาไม่เพียงแก่งแย่งสถานะกับผู้คนเท่านั้น แต่ยังกล้าแก่งแย่งสถานะกับพระเจ้าอีกด้วย  พวกเขาจะพอใจก็ต่อเมื่อได้ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไปเป็นของตนและอยู่ใต้การควบคุมของตนโดยสิ้นเชิงเท่านั้น  ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะอยู่ในคริสตจักรใดหรือกับคนกลุ่มใด พวกเขาก็อยากได้สถานะ อยากกุมอำนาจ และทำให้ผู้คนฟังตน  ไม่ว่าผู้คนจะเต็มใจหรือเห็นด้วยหรือไม่ ศัตรูของพระคริสต์ก็อยากมีสิทธิ์ขาด ทั้งยังอยากให้ผู้คนเชื่อฟังและยอมรับตน  นี่คือธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์มิใช่หรือ?  แล้วผู้คนเต็มใจฟังพวกเขาหรือไม่?  ผู้คนลงคะแนนเลือกพวกเขาและเสนอชื่อพวกเขากันหรือไม่?  ไม่  แต่ศัตรูของพระคริสต์ก็ยังอยากมีสิทธิ์ขาดอยู่ดี  ไม่ว่าผู้คนจะเห็นด้วยหรือไม่ ศัตรูของพระคริสต์ก็อยากพูดและกระทำการในนามของพวกเขา อยากให้ผู้คนมองเห็นตน  ถึงกับพยายามยัดเยียดแนวคิดของตนให้กับผู้คน และถ้าพวกเขาไม่ยอมรับ ศัตรูของพระคริสต์ก็จะเค้นสมองพยายามทำให้พวกเขายอมรับให้ได้  นี่เป็นปัญหาอันใด?  นี่คือความไม่ละอายและเหิมเกริม  ผู้คนเช่นนี้คือศัตรูของพระคริสต์ตัวจริงเสียงจริง และไม่ว่าพวกเขาจะเป็นผู้นำหรือไม่ พวกเขาก็เป็นศัตรูของพระคริสต์อยู่ดี  มีแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์

บางคนคอยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการค้นหาว่าใครคือผู้นำคริสตจักร ใครเกี่ยวข้องกับการประกาศข่าวประเสริฐ พวกเขาแต่ละคนอาศัยอยู่ที่ไหน มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับใคร และอื่นๆ  พวกเขาสอดรู้และค้นหาเรื่องเหล่านี้ตลอดเวลาเหมือนเป็นคนสอดแนมให้ซาตาน  เหตุใดพวกเขาจึงสนใจเรื่องเหล่านี้อยู่เสมอ?  ผู้คนมากมายไม่อาจเข้าใจแรงจูงใจของพวกเขาได้ รู้สึกแค่ว่าคนเหล่านี้ไม่ค่อยปกตินิดหน่อย  ผู้คนส่วนใหญ่ไม่สนใจเรื่องเหล่านี้กัน พวกเขายุ่งกับหน้าที่ของตนเองมากพออยู่แล้ว และไม่มีเวลามาวุ่นเรื่องคนอื่น  พวกเขาจดจ่ออยู่กับการทำหน้าที่ของตนเองและมุ่งปฏิบัติความจริง แล้วอุปนิสัยของพวกเขาก็เปลี่ยนแปลงโดยไม่ทันรู้ตัว—นี่คือพระคุณของพระเจ้า  อย่างไรก็ดี มีคนจำพวกหนึ่งที่กระตือรือร้นกับการสอดรู้และค้นหาเรื่องราวสารพัดชนิดเกี่ยวกับคริสตจักรเป็นพิเศษ  พอได้พบเจอผู้นำสักคน พวกเขาก็จะถามว่า “พวกคุณจัดการคนชั่วคนนั้นในคริสตจักรอย่างไร?”  ผู้นำก็ตอบว่า “พวกเราจัดการอย่างไรนั้นใช่ธุระของคุณหรือ?  คุณจะอยากรู้เรื่องนี้ไปทำไม?  รู้จักคนคนนั้นหรือ?”  คนที่ถามก็ตอบว่า “ฉันแค่ใส่ใจ คุณก็รู้ไม่ใช่หรือ?  นี่เป็นเรื่องในพระนิเวศของพระเจ้า  ในฐานะสมาชิกในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเราก็ควรกระตือรือร้นสนใจเรื่องในพระนิเวศให้มาก  จะไม่แยแสได้อย่างไร?”  ผู้นำจึงบอกว่า “คุณไม่ควรอยากรู้อยากเห็นเรื่องนี้  มุ่งฟังคำเทศนาและเข้าชุมนุมเถิด  การกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าคือธุระที่ถูกควรของคุณ  เพียงคุณเชื่อในพระเจ้าอย่างถูกควรก็พอแล้ว”  คนดังกล่าวก็ยืนกรานว่า “นั่นใช้ไม่ได้ ฉันต้องเป็นห่วงเป็นใยสิ”  ในเมื่อไม่มีใครยอมบอก เขาจึงคิดอ่านว่าจะไปสอดรู้ที่ไหนดี  เมื่อผู้นำระดับสูงขึ้นไปเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้ร่วมงานที่บ้านของตนเอง คนเหล่านั้นก็รู้สึกว่าการเข้าไปร่วมประชุมอาจจะดูไม่สมควรนัก ดังนั้นเขาจึงทำทีเป็นยกน้ำเข้าไป และสอบถามว่าขับไล่คนชั่วคนนั้นออกไปแล้วหรือว่าอนุญาตให้อยู่ต่อ  เมื่อไม่มีใครบอก เขาจึงออกไปและแง้มประตูเอาไว้หน่อย พลางยืนแอบฟังอยู่ตรงนั้น  คนคนนี้ป่วยทางจิตมิใช่หรือ?  พวกเขาป่วยจิต ถ้าพูดภาษาชาวบ้านก็เรียกว่าเป็นพวก “สอดรู้สอดเห็น”  คนเช่นนี้ย่อมมีความทะเยอทะยานเป็นแน่  เขาอยากเป็นผู้นำ แต่เป็นไม่ได้ ดังนั้นจึงเที่ยววุ่นวายเรื่องของผู้อื่นเพื่อปลอบใจตัวเอง พร้อมกันนั้นก็อยากแน่ใจได้ว่าผู้คนจะมองเห็นว่าตนนั้นรู้มากและมีความเข้าใจเชิงลึกที่ไม่ธรรมดา  เมื่อเป็นเช่นนี้เขาก็อาจจะได้รับเลือกให้เป็นผู้นำในภายหน้า  และเพื่อที่จะเป็นผู้นำ เขาจึงอยากมีส่วนร่วมในทุกสิ่ง สอบถามทุกอย่าง และรู้ไปทุกเรื่อง  เขาเชื่อว่าเมื่อเข้าไปเกี่ยวพันกับเรื่องเหล่านี้วันแล้ววันเล่า ต่อให้เขาไม่ได้เป็นผู้นำ ก็ยังจะได้กำกับดูแลเรื่องต่างๆ และสามารถทำให้ผู้คนยกย่องตน  เขาไม่สนใจความจริงแม้แต่น้อย สนใจแต่จะยุ่งเรื่องของผู้อื่นเท่านั้น—ช่ำชองในการสอดรู้เรื่องที่ตนอยากรู้เป็นพิเศษ  มีปัญหาที่ไหน เขาก็จะอยู่ที่นั่น โฉบไปโฉบมาเหมือนแมลงวันน่ารำคาญ  คนแบบนี้น่าขยะแขยงมิใช่หรือ?  พวกเขาเลอะเลือนถึงขนาดนี้ แต่ก็มีชีวิตชีวากันอย่างเต็มเปี่ยมทีเดียว—เพียงแต่ไม่คิดจะทำงานที่ถูกควรเท่านั้นเอง  พวกเขาทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพรับรองผู้คนที่บ้านของตน แต่ก็ไม่เต็มใจเช็ดถูพื้นครัวแม้พื้นนั้นจะสกปรกก็ตาม  พวกเขาเชื่อว่าตนจัดการเรื่องสำคัญอยู่ และการเช็ดถูพื้นก็เป็นเรื่องที่ชาวบ้านทั่วไปเขาทำกัน  ด้วยขีดความสามารถอย่างพวกเขา พวกเขาย่อมจะทำงานที่ต่ำต้อยเช่นนั้นไม่ได้  พวกเขาไม่ทำงานจริงแต่อย่างใด จัดการงานในส่วนที่เป็นหน้าที่ของตนเองก็ไม่ได้ ปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่ดีสักอย่าง และไม่ทำอะไรด้วยความจริงใจหรือจริงจังและเป็นชิ้นเป็นอัน กลับกระตือรือร้นที่จะสอดรู้เรื่องงานของคริสตจักร รวมทั้งเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับผู้นำ คนทำงาน และพี่น้องชายหญิงในคริสตจักร  พวกเขาอยากเสนอความคิดเห็นในทุกเรื่อง และถ้าผู้คนไม่เต็มใจฟัง พวกเขาย่อมกล่าวว่า “ถ้าคุณไม่ฟังคำของฉันเอาไว้ คุณก็จะทนทุกข์กับความสูญเสีย!”  นี่ไม่มีสำนึกมิใช่หรือ?  (ใช่)  ฉะนั้น ศัตรูของพระคริสต์บางคนจึงซ่อนตัว พวกเขาไม่จำเป็นต้องมีสถานะ  ถึงไม่มีสถานะ พวกเขาก็ยังวุ่นวายและอยู่ไม่สุขอยู่แล้ว  ถ้าพวกเขามีสถานะขึ้นมา จะแย่กว่านี้สักขนาดไหน?  พวกเขาจะยิ่งเหิมเกริมขนาดไหน?  ต่อให้ตกลงมาตาย พวกเขาก็ไม่สนใจ  จงบอกเราเถิด ถ้าผู้คนเช่นนี้ได้รับเลือกเป็นผู้นำ ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจะมีชีวิตที่เป็นสุขได้หรือไม่?  ศัตรูของพระคริสต์บางคนก็ซ่อนตัวเอาไว้—นี่หมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่าศัตรูของพระคริสต์ไม่ได้กลายเป็นศัตรูของพระคริสต์เมื่อพวกเขาได้สถานะ พวกเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์ตั้งแต่ต้น  เป็นเพราะผู้คนมีวุฒิภาวะน้อยและแยกแยะพวกเขาไม่ออกเท่านั้น หรือบางทีคริสตจักรบางแห่งอาจจะไม่สามารถหาคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงได้ จึงเลือกผู้คนที่กระตือรือร้น สามารถวางแผนการต่างๆ และวิ่งธุระให้ตนได้มาเป็นผู้นำ  ในตอนนี้พวกเราอย่าเพิ่งเสวนากันเลยว่าการเลือกพวกเขามาเป็นผู้นำนั้นถูกหรือผิด มาสนใจกันเถิดว่าเมื่อค้นพบว่าพวกเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์แล้ว ควรทำอย่างไร  พวกเขาควรถูกเปิดโปงและถูกปฏิเสธ  ถ้ามีใครสักคนถูกระบุว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์และถูกปลดจากตำแหน่ง ในอนาคตควรเลือกคนเช่นนั้นมาเป็นผู้นำอีกหรือไม่?  (ไม่ควร)  เพราะเหตุใด?  (ธรรมชาติของพวกเขาจะไม่เปลี่ยนแปลง)  ไม่ควรเลือกใครก็ตามที่ถูกระบุว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์มาเป็นผู้นำอีกเพราะแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้  ศัตรูของพระคริสต์ทำงานเพื่อซาตานเท่านั้น เป็นเพียงทาสของซาตานเท่านั้น  พวกเขาจะไม่มีวันทำสิ่งใดหรือพูดอะไรเพื่อความจริง  แก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ย่อมเป็นปฏิปักษ์กับพระเจ้า รังเกียจความจริง ปฏิเสธและเหยียดหยามความจริง  ธรรมชาติของพวกเขาจะไม่เปลี่ยนแปลง  ถ้าผู้คนเช่นนี้ไม่เคยเป็นผู้นำมาก่อน ก็ไม่ควรเลือกพวกเขา และถ้าพวกเขาเคยเป็นผู้นำมาก่อน แต่ถูกปลด พวกเขาจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ถ้าได้เป็นผู้นำอีกครั้งในวันหน้า?  (ไม่เปลี่ยนแปลง)  พวกเขายังคงเป็นศัตรูของพระคริสต์อยู่ดี  แก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขากำหนดเรื่องนี้เอาไว้แล้ว

II. การชำแหละวิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ดึงผู้คนมาเข้าร่วม

พวกเราเพิ่งเสวนากันไปถึงลักษณะที่สำแดงให้เห็นว่าศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้ผู้คนหลงผิด  ความหมายคร่าวๆ ของการชักพาให้หลงผิดและการดึงมาเข้าร่วมนั้นเหมือนกัน แต่กลับต่างกันทั้งธรรมชาติและวิธีการ  การชักพาให้หลงผิดใช้การทำตัวเทียมเท็จมาชักนำผู้คนไปในทางที่ผิด ทำให้พวกเขาเชื่อว่าสิ่งที่เห็นอยู่นั้นเป็นเรื่องจริง  การดึงมาเข้าร่วมคือการใช้วิธีการบางอย่างโดยเจตนาเพื่อทำให้ผู้คนฟังคนคนหนึ่งและเดินไปตามเส้นทางของคนคนนั้น—เจตนาของพวกเขาชัดเจนทีเดียว  การชักพาให้หลงผิดและการดึงมาเข้าร่วมเกี่ยวพันกับการใช้ถ้อยคำที่ดูเหมือนถูกต้องมาชักพาให้ผู้คนหลงผิด กล่าวสิ่งที่ตรงกับมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์และผู้คนก็พร้อมยอมรับอยู่แล้ว เพื่อที่จะชักพาให้พวกเขาหลงผิด  ผู้คนก็เริ่มเชื่อในตัวพวกเขาและติดตามพวกเขาโดยไม่รู้ตัว ยืนเคียงข้างและร่วมเป็นพรรคพวก  เมื่อเป็นเช่นนี้ ศัตรูของพระคริสต์จึงดึงผู้คนออกจากกลุ่มคนที่ถูกต้องไปเข้ากับฝ่ายของตนเอง  สรุปแล้ว ถ้าผู้คนยอมรับการกระทำดังกล่าวในส่วนของศัตรูของพระคริสต์ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็อาจจะเชื่อและบูชาศัตรูของพระคริสต์ จากนั้นก็ยอมรับและเชื่อฟังทุกสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์พูด เริ่มติดตามศัตรูของพระคริสต์โดยไม่รู้ตัว  พวกเขาถูกหลอกให้หลงเชื่อไปแล้วมิใช่หรือ?  ศัตรูของพระคริสต์บางคนมักจะใช้ชั้นเชิงบางอย่างมาบรรลุเป้าหมายของตนในการชักพาให้ผู้คนหลงผิดและดึงเข้าเป็นพวกระหว่างที่มีปฏิสัมพันธ์และพูดคุยกัน ซึ่งส่งผลให้เกิดการแบ่งแยก เกิดฝักฝ่าย และพลพรรคต่างๆ ภายในคริสตจักร  ยกตัวอย่าง ถ้าศัตรูของพระคริสต์มาจากภาคใต้และพบเจอคนใต้อีกคน ศัตรูของพระคริสต์ก็อาจจะพูดว่า “เราทั้งคู่เป็นคนใต้ พวกเราเติบโตมากับการดื่มน้ำจากแม่น้ำสายเดียวกัน พูดจาภาษาเดียวกัน  ส่วนคนเหนือไม่ได้พูดภาษาของพวกเรา—เป็นไปไม่ได้ที่จะไปสนิทกับพวกเขา!  แม้เราทุกคนจะเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวกัน แต่นิสัยการใช้ชีวิตของคนเหนือนั้นแตกต่างจากพวกเรา และบุคลิกก็เข้ากันไม่ได้  ไม่มีอะไรให้พูดถึงเลย  ดังนั้น คุณกับฉันจึงเป็นเหมือนครอบครัวและพวกเราก็ต้องจับมือกันไว้”  นี่อาจฟังดูมีเหตุผล เหมือนพวกเขาเพิ่งแสดงมุมมองบางอย่าง แต่พวกเขากลับพูดเพราะมีแรงจูงใจและจุดประสงค์ ผู้คนจึงควรใช้วิจารณญาณแยกแยะ  ในความเป็นจริง สิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์กล่าวไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในหัวใจของพวกเขา พวกเขาคือกิ้งก่าเปลี่ยนสี ปรับเปลี่ยนคำพูดไปตามคนที่ตนกำลังคุยด้วย  เมื่อศัตรูของพระคริสต์พบเจอคนเหนือ พวกเขาอาจจะพูดว่า “ภาคเหนือยอดเยี่ยมมาก อากาศที่นั่นก็สดชื่น  ถึงฉันจะเกิดทางใต้ แต่ก็โตมาด้วยการดื่มน้ำของทางเหนือ  อย่างน้อยนั่นก็ทำให้พวกเราใกล้ชิดกัน!”  เมื่อคนเหนือได้ฟังดังนี้ พวกเขาก็อาจจะรู้สึกว่าศัตรูของพระคริสต์เป็นคนดีใช้ได้ และเริ่มคบค้าสมาคมด้วย  ศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้ผู้คนหลงผิดและดึงเข้าเป็นพวกได้อย่างเก่งกาจเหลือเชื่อ ใช้ชั้นเชิงต่างๆ มาทำให้คริสตจักรแตกแยก เป็นเหตุให้คนเหนือและคนใต้ตั้งกลุ่มขึ้นมาอย่างชัดเจน โดยทั้งหมดเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของตัวศัตรูของพระคริสต์เอง เพื่อบรรลุเป้าหมายที่จะสร้างกองกำลังฝักฝ่ายตน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีการลงคะแนนคัดเลือกในคริสตจักร ถ้าศัตรูของพระคริสต์เห็นว่าพี่น้องชายหญิงชาวเหนืออาจได้รับเลือก พวกเขาก็จะแอบดำเนินการ ลอบสับเปลี่ยนคะแนนเสียง แล้วท้ายที่สุดผู้นำคริสตจักรและมัคนายกที่ได้รับเลือกก็จะลงเอยด้วยการเป็นคนจากภาคใต้ทั้งหมด  ศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้ผู้คนหลงผิดและดึงเข้าเป็นพวกอย่างไม่หยุดยั้ง ก่อให้เกิดกลุ่มและฝักฝ่าย และใช้วิธีการเหล่านี้มาแบ่งแยกและควบคุมคริสตจักร  พวกเขามีจุดประสงค์อันใดจึงทำเช่นนี้?  (สร้างอาณาจักรอิสระของตนเอง)  การสร้างอาณาจักรอิสระของตนเองมีธรรมชาติเป็นเช่นไร?  เป็นการไม่อาจอยู่ร่วมกับพระคริสต์ได้ อ้างสิทธิ์ในตัวประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเสียเอง และยืนต่อต้านพระเจ้าประหนึ่งว่าทัดเทียมกับพระองค์  นี่เหมือนกับจัดเวทีประชันเพื่อชิงดีชิงเด่นกับพระเจ้าไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  แท้จริงแล้วเป็นเช่นนั้น  แล้วการที่ศัตรูของพระคริสต์กระทำการเช่นนี้มีผลสืบเนื่องอย่างไร?  การกระทำของพวกเขาขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักรอย่างร้ายแรง เป็นสิ่งที่ล่วงเกินอุปนิสัยของพระเจ้าโดยตรง  พระเจ้าย่อมจะตอบโต้พวกเขาด้วยพระพิโรธ และแน่นอนว่าสิ่งเดียวที่ศัตรูของพระคริสต์ดังกล่าวต้องเผชิญกันทุกคนก็คือการลงโทษและการทำลายล้าง—เรื่องนี้ไม่ต้องสงสัยเลย  ในยุคธรรมบัญญัติ ผู้นำ 250 คนที่ตัดสินโมเสสได้รับการลงโทษโดยตรง  ในยุคพระคุณ คนที่ตรึงกางเขนองค์พระเยซูเจ้าก็พบกับการลงโทษโดยตรงเช่นกัน พวกเขาถูกสาปแช่งและพบจุดจบที่เลวร้าย  นี่คือผลจากการที่ศัตรูของพระคริสต์ต่อต้านพระเจ้าและเป็นจุดจบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับคนที่ขัดขืนพระเจ้า

ศัตรูของพระคริสต์ใช้วิธีการต่างๆ มาดึงผู้คนเข้าพวกเพื่อแบ่งแยกคริสตจักรอย่างไร?  ก่อนอื่นศัตรูของพระคริสต์จะดึงผู้คนที่มีพรสวรรค์และพูดจาได้อย่างมีคารมคมคายมาเข้าพวก ทำให้ผู้คนเหล่านี้เกิดความรู้สึกที่ดีกับตนก่อน ขยายขอบข่ายอำนาจของตนเองด้วยการผูกมิตร  พวกเขาจะไม่สนใจหรืออาจถึงกับกีดกันคนจน คนที่มีขีดความสามารถต่ำ หรือคนที่ค่อนข้างไร้เล่ห์มารยา  ใครก็ตามที่มีสถานะและความมั่งคั่งในสังคม พวกเขาจะคิดหาทางให้ได้ผู้คนเหล่านี้มา ส่วนพี่น้องชายหญิงที่สละตนด้วยความจริงใจ แต่มีเงินน้อย หรือคนที่มีสถานะต่ำต้อยทางสังคม ไร้อำนาจต่อรอง และถูกผู้อื่นรังแกได้ง่าย ก็จะถูกจัดให้เป็นพลเมืองชั้นสองในคริสตจักร  เมื่อเป็นดังนี้ คริสตจักรที่มีสมาชิกไม่กี่สิบคนย่อมถูกแบ่งออกเป็นสองชนชั้นโดยที่ไม่มีใครทันสังเกตรู้  นี่เป็นความผิดของใคร?  (ศัตรูของพระคริสต์)  ศัตรูของพระคริสต์ย่อมจะทำเรื่องแบบนี้  ถ้าผู้นำที่ดีและเข้าใจความจริงโดยแท้มาพบว่าเกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้นในคริสตจักร พวกเขาย่อมจะใช้ความจริงเข้าแก้ไข  จะไม่ยอมให้ผู้คนในคริสตจักรถูกแยกเป็นลำดับชั้นหรือถูกจำแนกตามสถานะทางสังคม และจะไม่ทำให้คริสตจักรแตกแยก  พวกเขาจะดูให้แน่ใจว่าพี่น้องชายหญิงทุกคนมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในพระวจนะของพระเจ้า เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ไม่ว่าจะมาจากที่ใดหรือมีสถานะเช่นใดในสังคม  ส่วนศัตรูของพระคริสต์นั้นไม่เพียงไม่แก้ปัญหาดังกล่าวเท่านั้น แต่ยังใช้อุปนิสัยที่เสื่อมทรามของผู้คนมาบรรลุเป้าหมายของตนอีกด้วย  พวกเขามองหาและดึงคนที่มีสถานะทางสังคมและความมั่งคั่งเข้าเป็นพวก  พวกเขาดึงตัวมาอย่างไร?  พวกเขาอาจจะพูดว่า “สถานะทางสังคมของคุณเป็นพรจากพระเจ้า ซึ่งพระเจ้าทรงลิขิตเอาไว้  คุณควรใช้ภาวะของตนมาลุล่วงหน้าที่ของคุณในพระนิเวศของพระเจ้า  ตอนนี้ฉันเป็นผู้นำ และเป็นที่รู้จักดีทีเดียวในย่านนี้ในเรื่องของความเชื่อ  ครอบครัวของฉันข่มเหงฉันเอามากๆ และบทบาทผู้นำของฉันก็มีความเสี่ยงเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่บ้าง  ฉันต้องการคนอย่างคุณมาช่วยดูแลให้ฉันปลอดภัย  ถ้าคุณทำเช่นนั้นให้ฉันได้ คุณก็จะได้รับพรอันยิ่งใหญ่ในวันข้างหน้า และจะก้าวหน้าในชีวิตอย่างรวดเร็ว!”  ศัตรูของพระคริสต์ดึงคนมาเข้าร่วมและล่อใจผู้คนให้ติดตามพวกเขากันเช่นนี้  ถ้าศัตรูของพระคริสต์ชื่นชอบใครหรือเห็นว่าใครเป็นประโยชน์ พวกเขาย่อมจัดแจงให้คนเหล่านั้นทำหน้าที่ง่ายๆ หรือหน้าที่ที่สามารถส่งให้คนเหล่านั้นได้รับความสนใจ พวกเขาจะส่งเสริมคนเหล่านั้นอย่างสุดกำลัง  ไม่สนใจว่าตนเองทำตามหลักธรรมของการใช้ผู้คนในพระนิเวศของพระเจ้าหรือไม่  ตราบใดที่คนคนนี้มีสถานะทางสังคมและทำประโยชน์ให้พวกเขาได้ พวกเขาย่อมดึงเข้ามาเป็นพวก  ศัตรูของพระคริสต์ย่อมตีสนิท ป้อยอ และดึงคนที่มั่งคั่งและมีสถานะในสังคมมาเข้าพวกเพื่อให้บรรลุจุดหมายของตน พลางสูบผลประโยชน์เข้าตัว  พวกเขายังมีวิธีการที่สองไว้ดึงผู้คนที่มีเงิน อำนาจ และสถานะเข้ามาเป็นพวก นั่นก็คือตามใจพวกเขา  ผู้คนเช่นนั้นมักจะทำความผิดอยู่ในคริสตจักร บั่นทอนความกระตือรือร้นของพี่น้องชายหญิง และรบกวนชีวิตคริสตจักร  ศัตรูของพระคริสต์ก็เฝ้ามองอย่างมีความสุขและยอมให้พวกเขาทำเรื่องไม่ดีตามใจชอบ  ศัตรูของพระคริสต์มีจุดประสงค์อันใดจึงตามใจ?  ยังคงเป็นการดึงพวกเขาเข้าพวกและทำประโยชน์จากพวกเขาเมื่อได้ตัวมาแล้ว  ศัตรูของพระคริสต์ถึงกับแสร้งบอกพวกเขาว่า “ถึงพวกคุณจะเลือกฉันเป็นผู้นำ และการนำพวกคุณก็เป็นความรับผิดชอบของฉัน แต่คริสตจักรนี้ไม่ใช่ของฉันคนเดียว  ฉันตัดสินใจตัวคนเดียวในคริสตจักรไม่ได้  พวกคุณต้องช่วยฉันด้วย ถ้าเกิดอะไรขึ้น พวกคุณก็มีสิทธิ์ตัดสินใจได้เช่นกัน—นี่คือความหมายของการร่วมมือกัน”  พวกเขากล่าวเช่นนี้กับคนที่มั่งคั่ง มีอิทธิพล และอำนวยประโยชน์ให้พวกเขา พยายามอย่างที่สุดที่จะดึงคนเหล่านี้เข้าพวก จนถึงจุดที่พวกเขาสามารถควบคุมคนเหล่านี้ได้  อย่างไรก็ดี สำหรับคนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง แต่ไม่มีเงิน สถานะทางสังคม หรือประโยชน์ใดๆ ที่เห็นได้อย่างชัดเจน พวกเขากลับพยายามอย่างยิ่งที่จะกีดกัน เล่นงาน หรือเพิกเฉยเอาดื้อๆ  การมองข้ามของพวกเขานี้หมายจะบอกสิ่งใด?  “ถ้าพวกเราไม่กี่คนเกาะกลุ่มกันและกลายเป็นป้อมเหล็ก ฉันก็ประเมินว่าชาวบ้านอย่างพวกคุณย่อมจะไม่สามารถสร้างผลกระทบที่มีนัยสำคัญได้  ถ้าคุณฟังคำของฉันด้วยท่าทางที่เชื่อฟัง ฉันก็จะยอมให้คุณเชื่อต่อไป  แต่ถ้าคุณมัวแต่วิจารณ์จุกจิก แสดงความเห็นในเรื่องของฉัน หรือรายงานฉันให้ระดับสูงขึ้นไปรู้ อย่างนั้นฉันก็จะระรานและขับไล่คุณออกไป!”  นี่คือแผนการของพวกเขา  บางคนไม่มีวิจารณญาณแยกแยะและเกิดกลัวขึ้นมา จึงกล่าวว่า “พวกเราต้องไม่ล่วงเกินพวกเขา  พวกเขารวบรวมสมัครพรรคพวกของตัวเองขึ้นมา ส่วนพวกเรานั้นทำไม่ไหว  คำพูดของพวกเราก็ไม่ค่อยมีน้ำหนัก ถ้าบังเอิญไปพูดอะไรที่ทำให้พวกเขาไม่พอใจ แล้วผู้นำขับไล่พวกเราเข้าจริงๆ พวกเราก็จะหมดโอกาสที่จะเชื่อในพระเจ้า”  ผู้คนเหล่านี้กลัวจนผวาไปแล้ว  เวลาศัตรูของพระคริสต์ดึงผู้คนเข้าเป็นพวก ย่อมมีอุปนิสัยที่เลว ชั่วช้า และปองร้ายอยู่ในพฤติกรรมนี้  พวกเขาดึงผู้คนเข้าร่วมด้วยจุดประสงค์อันใด?  เพื่อเสริมสร้างให้ตำแหน่งของตนมั่นคงเช่นกัน  แล้วพวกเขาสร้างกลุ่มหรือพลพรรคขึ้นมาด้วยจุดประสงค์อันใด?  เพื่อขยายขอบข่ายกองกำลังของตน เพื่อให้มีผู้คนคอยสนับสนุนตน ทำให้อำนาจและสถานะของพวกเขายิ่งมั่นคงขึ้นอีก  พวกเจ้ามีใครเคยพบเจอเรื่องราวเช่นนี้บ้างหรือไม่?  เมื่อศัตรูของพระคริสต์ควบคุมคริสตจักรหนึ่งๆ เอาไว้ ใครก็ตามที่มีเงิน สถานะ หรือชอบบงการ ย่อมมารวมพลรอบตัวพวกเขาและเข้าควบคุมด้วยกัน กลายเป็นพลพรรค เป็นกลุ่มสี่ ห้า หรือหกคนขึ้นมา  ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เปิดโปงเรื่องของพวกเขา  ศัตรูของพระคริสต์ดึงผู้คนเหล่านี้เข้าร่วมเพราะการควบคุมคนเหล่านี้เป็นเรื่องท้าทายสำหรับพวกเขา  พวกเขาต้องดึงคนเหล่านี้มาไว้ใกล้ตัว ทำให้เป็นผู้ช่วยของตน อันเป็นการคุ้มกันตำแหน่งของตนให้ปลอดภัย  ยิ่งไปกว่านั้น ผู้คนเหล่านี้ยังมีคุณค่าที่ศัตรูของพระคริสต์สามารถใช้ประโยชน์ได้  ในแง่หนึ่ง วิธีดึงคนมาเข้าร่วมจึงเป็นหนทางที่จะทำให้คนเหล่านี้สงบลงและป้องกันไม่ให้เป็นภัยคุกคามตำแหน่งของพวกเขา

ในแง่ที่ศัตรูของพระคริสต์ดึงผู้คนเข้าร่วมนี้ พวกเราเพิ่งเสวนาถึงลักษณะที่พวกเขาสำแดงออกมาเพียงสองข้อเท่านั้น  เกิดเรื่องดังกล่าวในคริสตจักรของพวกเจ้าบ้างหรือไม่?  จงบอกเราเถิดว่ามีเรื่องแบบนี้อยู่หรือไม่?  (มี)  ย่อมมีเป็นแน่  แล้วในทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการดึงผู้คนเข้าร่วมนี้ ยังมีการสำแดงอื่นใดอีกบ้างที่มีธรรมชาติของการดึงผู้คนมาเข้าร่วมแบบศัตรูของพระคริสต์?  การดึงพวกเขาเข้าร่วมนี้มีผลอันใดตามมา?  เหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงอยากดึงผู้คนเข้าร่วม?  ถ้าไม่ดึงคนมาเข้าร่วม พวกเขาจะบรรลุจุดหมายที่จะควบคุมผู้คนเอาไว้ได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  พวกเขาต้องพาผู้คนที่ฟังพวกเขาและสอดคล้องกับเจตจำนงของพวกเขามาไว้ตรงหน้าตน เพื่อให้พวกเขาได้ครองตำแหน่งและมีคนให้ใช้อำนาจสั่งการด้วย  ถ้าคนรอบตัวไม่มีใครฟังพวกเขา พวกเขาก็จะไม่สมปรารถนาในความทะเยอทะยานต่อสถานะและอำนาจได้ไม่ใช่หรือ?  ฉะนั้น ต่อเมื่อพวกเขาดึงคนทุกประเภทที่ดึงได้มาเข้าร่วมแล้วเท่านั้น พวกเขาจึงจะได้ตำแหน่งและอำนาจมา  แล้วคนที่ไม่อาจดึงมาเข้าร่วมได้ พวกเขาจัดการอย่างไร?  (พวกเขากีดกันและเล่นงาน)  พวกเขาย่อมเริ่มเล่นงานและกีดกันออกไป  เคยมีไม่ใช่หรือที่ศัตรูของพระคริสต์ให้คนในคริสตจักรที่ดึงมาเข้าร่วมไม่ได้กลายเป็นคนที่เรียกกันว่า “ผู้ตรวจสอบ”?  ผู้คนเหล่านี้จะไม่ได้รับมอบคำเทศนา เพลงนมัสการ และหนังสือพระวจนะของพระเจ้าที่ออกโดยคริสตจักรเลย หรือไม่ได้รับแจ้งเรื่องการชุมนุมเป็นเวลานานกว่าปกติ  แน่นอนว่ามีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้น และล้วนเป็นสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำ  คนที่ถูกศัตรูของพระคริสต์เล่นงานและกีดกันนี้ยังไม่ถูกคริสตจักรลบชื่อออก ยังไม่ยินยอมพร้อมใจที่จะจากไปเอง และไม่ได้หยุดเข้าชุมนุมเองด้วยความสมัครใจ  พวกเขาเป็นผู้เชื่อในพระเจ้าที่ล้วนจริงใจกันทุกคน แต่เพราะมีวิจารณญาณแยกแยะในเรื่องศัตรูของพระคริสต์อยู่บ้าง จึงมักจะถูกกีดกันและไม่อาจเข้าถึงหนังสือพระวจนะของพระเจ้า หรือคำเทศนา เพลงนมัสการ และการจัดแจงเตรียมงานต่างๆ ที่ออกโดยคริสตจักรได้อย่างทันกาล ทั้งยังไม่อาจกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าได้  อีกด้านหนึ่ง คนที่อยู่ใต้การดูแลของศัตรูของพระคริสต์ กล่าวคือ คนที่รับฟังพวกเขาได้ ถูกพวกเขาดึงเข้าพวก และยอมสยบให้พวกเขา กลับเข้าถึงหนังสือและวีดิทัศน์ต่างๆ ที่แจกจ่ายโดยพระนิเวศของพระเจ้าเป็นกลุ่มแรก สุขสำราญกับการปฏิบัติที่เป็นคุณกับตนเช่นนี้  คริสตจักรจึงตกอยู่ในความวุ่นวายและถูกแบ่งแยกเพราะพฤติกรรมและสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำ หัวใจของผู้คนก็พลอยปั่นป่วนไปด้วย

การที่จะดึงผู้คนเข้าร่วมนั้น ศัตรูของพระคริสต์มองหาเงื่อนไขอันใดหรือไม่?  พวกเขาดึงคนที่รักความจริงและนบนอบพระเจ้าโดยแท้มาเข้าร่วมหรือไม่?  (ไม่)  คนที่รักความจริงและนบนอบพระเจ้าย่อมมีวิจารณญาณแยกแยะอยู่บ้าง ไม่อาจดึงตัวพวกเขาเข้าร่วมได้ และพวกเขาก็จะไม่ติดตามศัตรูของพระคริสต์  แล้วศัตรูของพระคริสต์ดึงใครเข้าร่วม?  ในหัวใจของพวกเขา คนที่ศัตรูของพระคริสต์ชอบเป็นที่สุดก็คือคนที่เก่งเรื่องป้อยอผู้คนที่มีสถานะ เก่งเรื่องทำตัวให้ถูกใจคนและพูดจาไหลลื่น รวมถึงบางคนที่ทำเรื่องไม่ดีและกลัวถูกขับไล่ ด้วยเหตุนี้จึงเอาใจศัตรูของพระคริสต์อย่างสุดความสามารถ  ศัตรูของพระคริสต์ใช้การปกป้องพวกเขามาเป็นเงื่อนไขดึงคนมาเข้าร่วมและเอาชนะใจพวกเขา ยอมให้พวกเขาเข้าใกล้ตน  ผู้คนส่วนใหญ่ที่ศัตรูของพระคริสต์ดึงเข้าเป็นพวกนั้น นอกจากผู้เชื่อใหม่ที่ไม่เข้าใจความจริงแล้ว ก็คือผู้คนที่ไม่รักความจริง  ทุกคนที่ไม่รักความจริงมีมโนธรรมและสำนึกหรือไม่?  พวกเขาไม่มีใครเป็นคนดี และพระเจ้าก็ไม่ทรงเลือกผู้คนดังกล่าว  ศัตรูของพระคริสต์ดึงผู้คนเหล่านี้มาเข้าร่วมและนำพวกเขาประหนึ่งตัวตลก  ศัตรูของพระคริสต์ถึงกับคิดว่าตนได้ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่และมีสถานะแล้ว ในหัวใจจึงมีความพอใจเป็นพิเศษ  นี่ไม่ละอายแก่ใจไม่ใช่หรือ?  ศัตรูของพระคริสต์ยังดึงคนจำพวกใดเข้าร่วมอีก?  (คนที่มีความเป็นมนุษย์ค่อนข้างชั่ว)  ถูกต้อง ย่อมเป็นพวกคนชั่ว  ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อคนชั่วอย่างไร?  ปกป้องพวกเขา  ยกตัวอย่าง สมมุติว่ามีคนชั่วคนหนึ่งอยู่ในคริสตจักร และพี่น้องชายหญิงทุกคนก็พากันรายงานว่าคนคนนี้ชั่วเป็นพิเศษ ทำให้คริสตจักรเกิดความไม่สงบทุกครั้งที่คนคนนี้อยู่ด้วย รบกวนทุกคนไม่ให้ทำหน้าที่ของตน และก่อกวนงานของคริสตจักร  ตราบใดที่มีการนำคนเช่นนี้เข้ามาทำหน้าที่ ตราบนั้นงานของคริสตจักรย่อมจะบังเกิดความสูญเสีย  แต่ศัตรูของพระคริสต์กลับมองว่าคนชั่วดังกล่าวมีประโยชน์และดึงเข้ามารับใช้ฝ่ายตน  ศัตรูของพระคริสต์ไม่ขับไล่คนชั่ว แต่กลับปกป้องแทน  เว้นเสียแต่ว่าคนชั่วบางคนจะไม่สนับสนุนศัตรูของพระคริสต์หรือสามารถแยกแยะพวกเขาได้—ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น พวกเขาก็จะจัดการคนเหล่านั้นเสีย  ตราบใดที่คนชั่วป้อยอศัตรูของพระคริสต์ สนับสนุน และไม่ต่อต้าน พวกเขาย่อมดึงตัวมาเข้าร่วมและเอาชนะใจคนเหล่านี้เพื่อเสริมสร้างกองกำลังของตนให้แข็งแกร่ง  ทีนี้ ศัตรูของพระคริสต์ทำตัวให้เข้ากับผู้คนที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงได้อย่างไร?  วิธีการมีปฏิสัมพันธ์ของพวกเขาก็คือการป้อยอกันและพูดจาให้รื่นหูเป็นสำคัญ  ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะไปที่ใด คนชั่วพวกนี้ก็รุมตอมเหมือนแมลงวัน  แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้รวมตัวกันเพื่อสามัคคีธรรมความจริง เพราะพวกเขารังเกียจความจริงกันทุกคน และไม่มีใครเสาะแสวงที่จะแก้ปัญหาด้วยการสามัคคีธรรมความจริง  พวกเขาเอาแต่พูดเรื่องที่ผู้ไม่มีความเชื่อพูดกัน ส่วนใหญ่ก็เป็นการนินทาเพื่อยุให้ผิดใจกัน ดูเบาผู้อื่น และยกชูตัวเอง แล้วก็ปรึกษากันว่าจะใช้วิธีใดมาระรานผู้คน  นอกจากนี้ พวกเขายังศึกษาว่าจะระแวดระวังพระนิเวศของพระเจ้ากันอย่างไร หารือกันว่าจะรับมือกับเบื้องบนอย่างไร จะรู้ล่วงหน้าได้อย่างไรว่ามีคนอยากรายงานเรื่องของตน และเมื่อรู้แล้ว จะตอบโต้อย่างไร  คนชั่วกลุ่มนี้หารือเรื่องเหล่านี้กัน  เวลาอยู่ด้วยกัน พวกเขาไม่เคยสามัคคีธรรมเรื่องจำพวกการทำหน้าที่ของตน และไม่เคยสามัคคีธรรมความจริงเพื่อแก้ปัญหา  ตัวอย่างเช่น พวกเขาไม่เคยหารือเรื่องที่สมควรทำ เช่น การเกื้อหนุนและช่วยเหลือพี่น้องชายหญิงที่คิดลบ อ่อนแอ และยังไม่มีแรงกำลังที่จะทำหน้าที่ของตน หรือหาทางแก้ไขและหาเส้นทางมาปรับปรุงงานบางด้านของคริสตจักรให้มีประสิทธิผลมากขึ้น  พวกเขากลับพูดคุยว่าจะหลอกให้เบื้องบนหลงกลอย่างไร จะหลอกให้พระนิเวศของพระเจ้าหลงเชื่ออย่างไร เพื่อให้แน่ใจว่าพระนิเวศของพระเจ้าจะไม่รู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตน  เมื่อพบว่าใครบางคนติดต่อเบื้องบนหรือรายงานสถานการณ์ของพวกเขาขึ้นไป พวกเขาก็ถือว่านั่นเป็นภัยคุกคามตำแหน่งและจะพาให้กิจธุระของตนย่อยยับ  พวกเขาจึงสืบค้นอย่างไม่ลดละว่าใครเป็นคนรายงาน ค้นหาคนต้องสงสัย และเมื่อพบตัว พวกเขาก็โดดเดี่ยวคนคนนั้น ย้ายเขาไปที่อื่น จากนั้นก็ออกคำสั่งห้ามใครรายงานสถานการณ์ของเขาให้เบื้องบนรู้ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครกล้ารายงานเรื่องของพวกเขา  ด้วยวิธีนี้ศัตรูของพระคริสต์จึงควบคุมคริสตจักรเอาไว้ได้อย่างสิ้นเชิง  เบื้องบนไม่มีหนทางล่วงรู้ว่าพวกเขาทำเรื่องชั่วอันใดหลังฉากบ้าง จนกระทั่งเบื้องบนรู้สถานการณ์เข้าและสังเกตเห็นจุดอ่อนของพวกเขา จากนั้นจึงสั่งให้สืบเสาะเรื่องของพวกเขาและปลดหรือขับไล่พวกเขาออกไปในที่สุด  ศัตรูของพระคริสต์และคนชั่วกลุ่มนี้สามารถทำให้งานของคริสตจักรยุ่งเหยิงในเวลาเพียงไม่กี่เดือน สามารถทำให้พี่น้องชายหญิงระแวงกัน บ่อนทำลายกัน เปิดโปง และเล่นงานกัน พาให้คริสตจักรแตกแยก  นี่คือผลสืบเนื่องจากการที่ศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้ผู้คนหลงผิดและเข้าควบคุมคริสตจักร  เมื่อเป็นเช่นนี้ ศัตรูของพระคริสต์จึงชักพาให้ทุกคนที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงหลงผิด และถึงกับดึงคนชั่วที่มีประโยชน์บางคนมาร่วมควบคุมคริสตจักร เสริมสร้างความมั่นคงให้กับตำแหน่งและอำนาจสั่งการของตน  ถ้าคนชั่วฟังพวกเขา พวกเขาย่อมปกป้องคนเหล่านั้น  ถ้าไม่ฟัง พวกเขาก็จัดการพวกคนชั่วก่อน  ถ้าคนชั่วยอมติดตามพวกเขา ถ้าเกณฑ์ให้มาเข้าพวกได้ พวกเขาก็จะยอมให้คนเหล่านั้นเป็นลูกน้องคนสนิท เป็นแขนและเป็นดวงตาไว้ทำเรื่องไม่ดี แทรกซึมเข้าไปในหมู่พี่น้องชายหญิง คอยหาคนที่มีเรื่องคัดค้านพวกเขา คนที่มีวิจารณญาณแยกแยะการกระทำของพวกเขา ค้นหาว่าเรื่องไม่ดีที่พวกเขาทำเอาไว้มีใครพบเจอเรื่องใดแล้วบ้าง และใครบ้างที่อยากติดต่อเบื้องบนอยู่เสมอเพื่อรายงานเรื่องของพวกเขา  ศัตรูของพระคริสต์และคนชั่วเจาะจงสืบเสาะเรื่องเหล่านี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่พวกเขากังวลที่สุด  พวกเขามักจะร่วมกันหารือถึงมาตรการตอบโต้ โดยถือว่าคนที่สามารถใช้วิจารณญาณแยกแยะพวกเขาได้หรือระแวงพวกเขานั้นเป็นศัตรู  วันนี้พวกเขาหาข้ออ้างมาระรานคนหนึ่ง วันพรุ่งพอได้ช่องทางพวกเขาก็ไปหาเรื่องระรานอีกคน พวกเขาถึงกับใช้เหตุผลและข้ออ้างต่างๆ นานามายุยงประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเพื่อที่จะเอาคัดคนเหล่านี้ออกและขับไล่  เมื่อศัตรูของพระคริสต์กลายเป็นผู้นำหรือคนทำงาน พวกเขาย่อมลงมือทำเรื่องเหล่านี้  ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน พวกเขาก็สามารถทำให้คริสตจักรตกอยู่ในความโกลาหล ถึงกับดับความรู้สึกอันเร่าร้อนและแรงกล้าของผู้เชื่อใหม่ทั้งคริสตจักรเหมือนน้ำที่ดับไฟ  ฉะนั้น ศัตรูของพระคริสต์จึงเป็นศัตรูของพระเจ้าและศัตรูของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรโดยแท้  นี่ไม่ใช่เรื่องเกินจริงแลย—กลับถูกต้องแม่นยำอย่างยิ่ง!  ศัตรูของพระคริสต์หรือคนชั่วกุมอำนาจในที่ใด คริสตจักรย่อมมีบรรยากาศที่เลวร้าย  ไม่มีชีวิตคริสตจักรแต่อย่างใด ไม่มีการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าตามปกติ และไม่มีบรรยากาศของการสามัคคีธรรมความจริง  กลับเต็มไปด้วยแผนร้ายและการประพฤติมิชอบที่ไร้การควบคุม  การถูกมารเข้าควบคุมก็มีความหมายเช่นนี้  เมื่อถูกมารเข้าควบคุมจะมีผลลัพธ์ที่ดีได้หรือไม่?  มีแต่จะนำความวิบัติมาสู่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเท่านั้น—แน่นอนว่าย่อมเป็นเช่นนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย

ศัตรูของพระคริสต์บางคนเวลามาที่คริสตจักรเพื่อทำหน้าที่ผู้นำ ก็จะสืบค้นก่อนว่าที่ผ่านมามีใครในคริสตจักรบ้างที่มักจะรายงานปัญหาให้เบื้องบนรู้  เขาอยากกันผู้คนเช่นนี้ออกห่างตัว และต่อให้ผู้คนเหล่านี้เป็นเจ้าภาพรับรองเขาได้ เขาก็ไม่ยอมไปค้างที่บ้านของคนเหล่านี้  ถ้าใครเก่งเรื่องประจบประแจงผู้คน วนเวียนอยู่รอบตัวผู้นำเสมอ และทำตัวให้เป็นที่ถูกใจ เขาย่อมวางแผนไปพักที่บ้านของคนคนนั้น  บางคนกล่าวว่า “เขาเป็นเจ้าภาพรับรองพี่น้องหญิงอยู่สองคน”  ศัตรูของพระคริสต์ย่อมตอบว่า “ไม่ดี ให้พวกเธอย้ายไปอยู่ที่อื่น”  คนคนนั้นจึงบอกว่า “คุณจะย้ายผู้คนไปเสียเฉยๆ ตามใจชอบไม่ได้ พี่น้องหญิงสองคนนั้นค่อนข้างเหมาะจะพักที่นั่น—การย้ายพวกเธออาจจะส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเธอได้”  เขาก็ตอบว่า “ในฐานะผู้นำ ฉันพูดคำไหนก็คำนั้น คุณต้องเชื่อฟังฉัน!”  จากนั้นเขาก็บีบบังคับให้พี่น้องหญิงทั้งสองย้าย  เหตุใดเขาจึงยืนกรานที่จะพักอยู่บ้านหลังนี้?  เพราะครอบครัวนี้ไร้เล่ห์มารยาและอ่อนแอ ไม่เป็นภัยคุกคามต่อศัตรูของพระคริสต์  ไม่ว่าเขาจะทำเรื่องอะไรที่ไม่ดีหรือว่าพฤติกรรมที่เขาทำลับหลังผู้คนจะไร้การควบคุมอย่างไร ครอบครัวดังกล่าวก็จะไม่รายงาน  ดังนั้น เขาจึงมองหาสถานที่เช่นนี้ไว้ค้างแรม  ผ่านไประยะหนึ่ง เขาก็พามิตรชั่วของตนตามติดไปด้วย และพวกเขาก็ทำเรื่องไม่ดีกันที่นั่น หารือเรื่องมาตรการตอบโต้และวางแผนว่าจะระรานคนนี้คนนั้นอย่างไร  เมื่อศัตรูของพระคริสต์หรือคนชั่วปรากฏตัวในคริสตจักร ก่อนอื่นพวกเขาย่อมมองหาผู้คนที่ตนชอบและสามารถเอาเปรียบได้ ขยายและปกป้องกองกำลังของตนให้ปลอดภัยเป็นอันดับแรก  ในยามนี้พวกเขาจะปล่อยคนที่เข้าใจความจริงไว้ตามลำพังก่อน จะได้ไม่เอาตำแหน่งของตนเองไปเสี่ยง  พวกเขายังไม่ขัดขวางระเบียบแบบแผนที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน  หลังจากที่เสริมสร้างตำแหน่งของตนให้มั่นคงและหาผู้สมรู้ร่วมคิดที่เหมาะสมได้แล้ว พวกเขาจึงเริ่มหารือเรื่องมาตรการตอบโต้เพื่อระรานและจัดการพี่น้องชายหญิงที่ไล่ตามเสาะหาความจริง  พวกเขาระรานและจัดการพี่น้องเหล่านั้นอย่างไร?  ก่อนอื่นพวกเขาดึงคนที่เห็นชอบกับตน คนที่แยกแยะพวกเขาไม่ได้ และเป็นคนที่พวกเขาใช้ประโยชน์ได้นั้นเข้าพวก  ถ้ามีคนที่พวกเขาไม่อาจดึงตัวมาเข้าร่วมหรือเป็นคนที่มีวิจารณญาณแยกแยะพวกเขาได้ พวกเขาย่อมหาข้ออ้างหรือเหตุผลมาโดดเดี่ยวหรือคัดคนเหล่านั้นออก  พฤติกรรมของศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้เผยให้เห็นอุปนิสัยเช่นใด?  (ชั่วช้า)  พวกเขารับหน้าที่ผู้นำในที่ใด ที่นั่นย่อมมีบรรยากาศที่เลวร้าย  ระเบียบแบบแผนในชีวิตคริสตจักรก็ถูกขัดขวาง  ถ้าเจ้าไม่ฟังพวกเขา เจ้าก็ถูกกดขี่ ควบคุม ถึงกับถูกคัดออกหรือถูกขับไล่  ศัตรูของพระคริสต์บางคนทำตัวเหมือนโจร เหมือนนักเลงโต หรือหญิงปากร้าย  แม้เมื่อมาเชื่อในพระเจ้าแล้ว พวกเขาก็ยังอยากได้ตำแหน่ง อยากวางอำนาจในพระนิเวศของพระเจ้า และควบคุมประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรอยู่ดี  ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงทำให้คริสตจักรยุ่งเหยิง  ถ้าผู้คนไร้วิจารณญาณแยกแยะ ก็จะถูกพวกเขาชักพาให้หลงผิดและควบคุมเอาไว้ พาให้พวกเขาจบสิ้นในท้ายที่สุด

พวกเราเสร็จสิ้นการเสวนาไปไม่มากก็น้อยว่าศัตรูของพระคริสต์ดึงผู้คนเข้าร่วมอย่างไร  ยามที่พวกเจ้าฟังเราเสวนาเรื่องเหล่านี้ พวกเจ้ารู้สึกหรือไม่ว่าพวกเขาเป็นอะไรที่หาได้ยาก?  พวกเจ้าทึ่งพลางคิดไปด้วยใช่หรือไม่ว่า “นี่เกิดขึ้นได้จริงหรือ?  เป็นไปได้หรือ?  มีผู้คนแบบนี้อยู่ในหมู่ผู้เชื่อได้อย่างไร?”  ให้เราบอกพวกเจ้าเถิดว่าสามารถเลวร้ายกว่านี้ได้ด้วยซ้ำ  ทุกคนสร้างฉากหน้าที่มีสภาพเสมือนมนุษย์ขึ้นมาเวลาอยู่ต่อหน้าผู้อื่น แต่สิ่งที่พวกเขาเป็นเมื่ออยู่หลังฉากนั่นเองที่เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของพวกเขา  วาจาและการกระทำของพวกเขาเวลาอยู่ต่อหน้าผู้อื่นเป็นเพียงการอำพราง เป็นการสร้างภาพเทียมเท็จ  สิ่งที่พวกเขาพูดและทำอยู่หลังฉากนั่นเองที่สะท้อนตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาออกมา  ถ้ามีคนทำตัวแบบหนึ่งต่อหน้าผู้คน ลับหลังก็อีกแบบ พวกเจ้าก็ควรใช้วิจารณญาณแยกแยะได้ว่าอย่างไหนจริง อย่างไหนเทียมเท็จ ใช่หรือไม่?  ต่อหน้าผู้คน ศัตรูของพระคริสต์อาจดูสุภาพมาก แต่ถ้าพวกเขารู้ว่าศัตรูของพระคริสต์ทำสิ่งใดอยู่หลังฉาก พวกเขาย่อมจะเห็นว่าน่าขยะแขยง  พวกเขาจะรู้สึกว่าการติดต่อเจรจากับศัตรูของพระคริสต์เป็นเรื่องเสื่อมเสีย นี่ไม่ใช่คนสุจริต แต่ใจร้ายและคิดเล็กคิดน้อย  เมื่อเป็นดังนั้น ศัตรูของพระคริสต์จะสามารถไปกันได้กับผู้คนที่ปกติหรือไม่?  ย่อมไปกันไม่ได้  นี่ไม่ใช่เรื่องของคนปกติที่มีนิสัยความเคยชินที่ไม่ดีอยู่บ้าง แต่เป็นเรื่องอุปนิสัยของพวกเขา  ทันทีที่เจ้าเห็นอุปนิสัยของพวกเขา เจ้าย่อมตระหนักว่าพวกเขาไม่ใช่คน แต่เป็นสัตว์ร้าย เป็นมารตนหนึ่ง  จงบอกเราเถิด เวลาที่มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับสัตว์นี้ให้ความรู้สึกอย่างไร?  เหมือนเอาหมูเข้าบ้าน ล้างตัวให้สะอาด ใส่เสื้อผ้าตัวน้อยให้ และทำเหมือนเป็นสัตว์เลี้ยง  วันรุ่งขึ้นเจ้าย่อมพบว่าบ้านกลายเป็นเล้าหมูไปแล้ว  มันกิน ดื่ม และขับถ่ายอยู่ในบ้านโดยไม่สนใจความสะอาด  ตอนนั้นเจ้าจึงตระหนักว่าตัวเจ้าจะเลี้ยงหมูไว้เช่นนี้ไม่ได้—มันเป็นสัตว์!  ผู้คนอย่างศัตรูของพระคริสต์ภายนอกอาจดูเหมือนมีขีดความสามารถและถูกกล่อมเกลามาบ้าง หรืออาจจะเคยเป็นผู้มีเกียรติในสังคม ได้รับความนับถืออยู่บ้าง  แต่พวกเขาส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงสัตว์เท่านั้น ไม่มีแม้แต่มโนธรรมและสำนึก  พวกเขามีความเป็นมนุษย์ที่ปกติหรือไม่?  (ไม่มี)  เมื่อไม่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติ ยังจะถือว่าพวกเขาเป็นมนุษย์ได้หรือ?  พวกเจ้าจะยอมให้พวกเขาเป็นผู้นำได้หรือ?  ถ้าพี่น้องชายหญิงตกอยู่ในเงื้อมมือของผู้คนเช่นนี้ จะเกิดอะไรขึ้น?  พวกเขาจะถูกชักพาให้หลงผิดและดึงเข้าพวก และแน่นอนว่าพวกเขาจะทนทุกข์  ศัตรูของพระคริสต์ก็คือหมู่มาร ไร้ซึ่งมโนธรรมหรือสำนึก ภายนอกแล้วพวกเขาดูเปี่ยมรักอย่างยิ่ง เข้าอกเข้าใจ และเห็นใจความยุ่งยาก ความอ่อนแอ และความต้องการทางอารมณ์ของบางคน  ในความเป็นจริง นี่คือผู้คนที่พวกเขาโปรดปราน เป็นคนที่ป้อยอพวกเขา  แต่ถ้าคนเหล่านี้คุกคามสถานะหรือความมีหน้ามีตาของพวกเขา แม้เป็นคนเหล่านี้ก็จะไม่ได้รับการปฏิบัติที่ใจดีมีเมตตา แต่จะถูกจัดการอย่างไร้ศีลธรรมโดยใช้วิธีการที่ยิ่งมุ่งร้ายมากขึ้น ไม่เหลือร่องรอยของความเห็นอกเห็นใจหรือทนยอมรับแต่อย่างใด  ความรักและการทนยอมรับจากศัตรูของพระคริสต์เป็นฉากบังหน้าทั้งสิ้น จุดหมายของพวกเขาก็คือการไม่พาผู้คนมาเบื้องหน้าพระเจ้าเป็นอันขาด แต่จะทำให้ผู้คนบูชาและติดตามพวกเขา  จุดประสงค์ที่พวกเขาดักจับผู้คนไว้เช่นนี้ก็เพื่อคุ้มกันตำแหน่งของตนเอง ได้ผู้คนมาบูชาและติดตามพวกตน  ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะใช้วิธีการใดมาชักพาให้ผู้คนหลงผิดและดึงเข้าพวก สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ พวกเขาจะเค้นสมองคิดและใช้ทุกวิถีทางที่จำเป็นเพื่ออำนาจและสถานะของตนเอง  อีกเรื่องที่แน่นอนก็คือ ไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไร ก็ไม่ได้ทำเพื่อที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตน และแน่นอนว่าไม่ได้ทำเพื่อที่จะลุล่วงหน้าที่ให้ดี แต่ทำเพื่อบรรลุจุดหมายของตนที่จะกุมอำนาจในคริสตจักร  ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าพวกเขาจะทำสิ่งใด พวกเขาก็ไม่เคยคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และแน่นอนว่าไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร  พจนานุกรมของศัตรูของพระคริสต์ไม่มีความคิดคำนึงสองอย่างนี้ พวกเขาไม่มีสองสิ่งนี้มาแต่กำเนิด  ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นผู้นำในระดับใด ก็ไม่ห่วงใยผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าหรือประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรแม้แต่น้อย  ตามความคิดและมุมมองของพวกเขา งานของคริสตจักรและผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญและไม่คู่ควรที่พวกเขาจะสนใจ  พวกเขาเอาแต่คิดเรื่องตำแหน่งและผลประโยชน์ของตนเองเท่านั้น  เห็นได้จากเรื่องนี้ว่าแก่นแท้ธรรมชาติในตัวศัตรูของพระคริสต์ นอกจากจะเลวแล้ว ยังเห็นแก่ตัวและน่าดูหมิ่นเป็นพิเศษอีกด้วย  พวกเขากระทำการเพื่อชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของตนเท่านั้น ไม่สนใจความเป็นความตายของผู้อื่นแม้แต่น้อย  ใครก็ตามที่เป็นภัยคุกคามตำแหน่งของพวกเขาย่อมถูกข่มขี่และกีดกันอย่างไร้ศีลธรรม ถูกระรานอย่างถึงที่สุด  บางครั้งเมื่อศัตรูของพระคริสต์ถูกรายงานว่าทำความชั่วมากเกินไป เบื้องบนรู้เรื่องของพวกเขา และพวกเขาก็รู้สึกว่าตำแหน่งของตนกำลังจะหลุดมือ พวกเขาก็เริ่มร้องไห้อย่างขมขื่น  ดูภายนอกเหมือนพวกเขากลับใจและกลับตัวมาหาพระเจ้า แต่สาเหตุที่แท้จริงเบื้องหลังน้ำตาของพวกเขาคืออะไร?  แท้จริงแล้วพวกเขาเสียใจเรื่องใด?  พวกเขาเศร้าเสียใจและทนทุกข์เพราะสูญเสียหัวใจของผู้คน สูญเสียตำแหน่งและความมีหน้ามีตาของตนเอง  นี่คือสิ่งที่อยู่ในน้ำตาของพวกเขา  ขณะเดียวกันพวกเขาก็วางแผนขั้นตอนต่อๆ ไปที่จะใช้เสริมสร้างความมั่นคงให้กับตำแหน่งของตนเอาไว้แล้ว เรียนรู้จากความล้มเหลวของตนเอง และพลิกกลับมาเอาชนะ  ดูจากพฤติกรรมนี้ของศัตรูของพระคริสต์แล้ว พวกเขาไม่เคยรู้สึกเสียใจหรือทุกข์ทนเพราะการกระทำผิดของตนและอุปนิสัยที่เสื่อมทรามที่ตนเผยออกมา และแท้จริงแล้วพวกเขาก็จะไม่ทำความรู้จักตนเองหรือกลับใจเป็นแน่  พวกเขาอาจจะคุกเข่าเบื้องหน้าพระเจ้า ร้องไห้อย่างขมขื่น ทบทวนและสาปแช่งตนเอง แต่นี่คือฉากหน้าที่หมายจะชักพาให้ผู้คนหลงเชื่อ และบางคนก็อาจเชื่อด้วยซ้ำว่าเป็นเรื่องจริง  เป็นไปได้ว่าในขณะนั้นพวกเขารู้สึกเช่นนั้นจริง  อย่างไรก็ดี จำเป็นต้องระลึกไว้ด้วยว่าศัตรูของพระคริสต์จะไม่มีวันรู้สึกเสียใจอย่างแท้จริง  ต่อให้พวกเขาถูกเผยตัวและกำจัดออกไปในวันหนึ่ง พวกเขาก็จะไม่รู้สึกเสียใจอย่างแท้จริง  พวกเขาจะยอมรับรู้เพียงว่าตนเองล้มเหลว ทำผลงานได้แย่ และเปิดโปงการทำชั่วทั้งหมดของตนออกมาเท่านั้น  เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้?  เพราะตามธรรมชาติในตัวศัตรูของพระคริสต์ที่เกลียดความจริงและพระเจ้าแล้ว พวกเขาจะไม่มีวันยอมรับความจริง  ฉะนั้น การรู้จักตนเองที่ศัตรูของพระคริสต์พูดถึงจึงเทียมเท็จตลอดกาล  พวกเขาจะยอมรับเพียงว่าตนนั้นสูญเสียหัวใจที่ผู้คนมีให้เพราะพวกเขาไม่อาจฉวยโอกาสยึดอำนาจและทำให้ตำแหน่งของตนมั่นคงได้  ความเสียใจและความทุกข์ของพวกเขามาจากเหตุเหล่านี้  เมื่อศัตรูของพระคริสต์ช้ำใจ พวกเขาก็อาจมีน้ำตาเช่นกัน แต่เหตุใดพวกเขาจึงร้องไห้?  มีสิ่งใดอยู่เบื้องหลังน้ำตาของพวกเขา?  พวกเขาร้องไห้เพราะการทำชั่วมากมายของตนถูกเปิดโปงออกมา และพวกเขาก็สูญเสียตำแหน่ง  ถ้าพวกเขาสำนึกเสียใจได้จริง ร้องไห้เพราะทำความผิดและรู้สึกติดค้างพระเจ้า พวกเขาย่อมจะไม่ทำความชั่วนานัปการดังกล่าว  พวกเขาไม่รู้สึกผิดในมโนธรรมและไม่ยอมรับการทำชั่วของตน—แล้วสำนึกเสียใจที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้อย่างไร?  หลังทำความชั่ว พวกเขาไม่รู้สึกเสียใจ กลับเต็มไปด้วยความไม่แยแส รู้สึกแต่ว่าตนนั้นเสียหน้าและทำเรื่องขายหน้าเข้าให้แล้ว  อารมณ์ของพวกเขาอาจจะดิ่งลงมาบ้าง  แม้ภายนอกจะดูเหมือนไม่มีอะไรผิดแปลกไป แต่ในความเป็นจริง ลึกลงไปแล้วพวกเขาเป็นดังคนใบ้ชิมสมุนไพรรสขม—ทนทุกข์อยู่เงียบๆ  พวกเขามีประสบการณ์กับภาวะอารมณ์ที่ปั่นป่วนเหมือนพายุหมุนอยู่ในหัวใจ และร้องไห้อย่างขมขื่น แต่แท้จริงแล้วกลับไม่สำนึกเสียใจ  นี่คือสภาพการณ์ที่แท้จริง  บางครั้งศัตรูของพระคริสต์อาจกล่าวคำที่ฟังรื่นหูบ้าง เช่น “เพราะฉันด้อยขีดความสามารถก็เลยไม่ได้ทำงานให้ถูกควร ทั้งยังทำเรื่องบางอย่างที่เป็นการขัดขวางและก่อกวน ฉันล้มเหลวในการเป็นผู้นำและไม่คู่ควรที่จะเป็นผู้นำ  ขอให้พระเจ้าบ่มวินัยและสาปแช่งฉันเถิด  ถ้าพวกคุณตัดสินใจไม่เลือกฉันเป็นผู้นำในวันหน้า ฉันก็จะไม่พร่ำบ่น”  พูดเสร็จพวกเขาก็ปล่อยโฮทันที  บางคนที่ไม่มีวิจารณญาณย่อมรู้สึกสงสารพวกเขาและกล่าวว่า “อย่าร้องไห้ วันหน้าพวกเราก็จะเลือกคุณอีก”  เมื่อได้ฟังเช่นนี้ พวกเขาก็หยุดร้องทันที  ทีนี้พวกเจ้ามองเห็นตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาแล้วใช่หรือไม่?  เวลาพวกเขากล่าวคำที่ฟังดูดีบ้าง นั่นก็เพื่อเอาชนะใจผู้คน ชักพาให้หลงผิด และหลอกให้หลงกล แล้วบางคนก็หลงเชื่อด้วยซ้ำ  เมื่อใดที่ศัตรูของพระคริสต์มีน้ำตา ย่อมมีวาระซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังอย่างไม่ต้องสงสัย  เมื่อคนที่บูชาพวกเขาเริ่มตั้งคำถามกับพวกเขาและสถานะของพวกเขาก็เริ่มสั่นคลอน พวกเขาย่อมร้องไห้  รู้สึกว้าวุ่นใจเสียจนกินหรือนอนก็ไม่ได้ พลางบอกครอบครัวของตนซ้ำๆ ว่า “ฉันจะอยู่ต่อไปได้อย่างไรถ้าไม่ได้ทำหน้าที่ผู้นำ?”  ครอบครัวของพวกเขาจึงตอบว่า “เมื่อก่อนตอนที่ไม่มีสถานะก็เคยอยู่ดีมาก่อนไม่ใช่หรือ?  ทำไมจะมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้?”  พวกเขาก็ตอบว่า “ถ้าไม่ใช่เพราะสถานะ ฉันจะได้รับผลประโยชน์เหล่านี้หรือ?  พวกเราจะมีฐานะดีกันอย่างนี้หรือ?  ทำไมเธอถึงโง่อย่างนี้?”  บางคนพูดจาเปิดเผยเมื่ออยู่ที่บ้านว่า “จะอยู่ไปเพื่ออะไรถ้าไม่มีสถานะ?  ชีวิตจะมีความหมายอะไร?  ครอบครัวเรามีคนแค่ไม่กี่คน เวลาอยู่บ้าน ฉันก็กำกับดูแลได้แค่ไม่กี่คนนี้เท่านั้น  ฉันเป็นเพียงหัวหน้าครอบครัว และสถานะของฉันก็ไม่ได้รับการยกชู  ฉันควรมีตำแหน่งในคริสตจักร ไม่อย่างนั้นชีวิตของฉันก็เสียเปล่า  นอกจากนี้ ถ้าไม่มีตำแหน่งนี้ในคริสตจักร ครอบครัวของพวกเราจะมีชีวิตที่ดีขนาดนี้ได้หรือ?” พอคุยกันเองภายใน พวกเขากลับพูดจาซื่อสัตย์ และตีแผ่ความทะเยอทะยานของตนออกมา  นี่คือคนที่ไม่มีความละอายแก่ใจมิใช่หรือ?  การชักพาให้หลงผิดที่ศัตรูของพระคริสต์ทำนั้นไม่ใช่การกระทำผิดเป็นครั้งคราว—ไม่ใช่ว่าไม่มีเจตนา  ถ้าการกระทำที่เลวร้ายเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวและไม่ได้เจตนา ก็คงจะไม่ถือว่าพวกเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์  ศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้ผู้คนหลงผิดโดยเจตนา พวกเขาถูกธรรมชาติของซาตานกำกับเอาไว้  นี่คือสาเหตุที่พวกเขาชักพาให้ผู้คนหลงผิดอย่างต่อเนื่อง จงใจใช้วิธีนี้มาควบคุมผู้คนและท้ายที่สุดก็ได้อำนาจ  ที่จริงแล้ว จุดประสงค์ที่ศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้ผู้คนหลงผิดและควบคุมเอาไว้ก็เพื่อทำให้พวกเขาฟังตน เดินตามที่ตนนำ และพาตัวออกห่างจากพระเจ้า  เจตนาของศัตรูของพระคริสต์นั้นชัดเจนมาก พวกเขามุ่งแข่งขันชิงผู้คนกับพระเจ้า  การกระทำของพวกเขาไม่ได้เผยให้เห็นความเสื่อมทรามเพียงชั่วครั้งชั่วคราว และไม่ได้ทำไปด้วยความหุนหันพลันแล่นโดยไม่ได้ตั้งใจ และแน่นอนว่าไม่ได้จำต้องทำตามรูปการณ์พิเศษ  ทั้งหมดนั้นเป็นเพราะธรรมชาติอันเลวของพวกเขา ความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีที่พองโต อุปนิสัยที่ยอกย้อนซ่อนเงื่อน และกลอุบายที่พวกเขามีอยู่เป็นอันมาก  คราวนี้แก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาได้กำหนดความสามารถในการทำสิ่งเหล่านี้เอาไว้ว่า หลังจากเชื่อในพระเจ้า พวกเขาย่อมเก็บงำเจตนาและกลอุบายเหล่านี้เอาไว้ เอาแต่รอคอยที่จะได้เป็นผู้นำเพื่อจะได้เริ่มทำให้ความฝันเหล่านี้เป็นจริงและบรรลุจุดหมายของตน  นี่คือสภาวะที่แท้จริงในหัวใจของศัตรูของพระคริสต์ ซึ่งก็ไม่ได้เบี่ยงเบนไปจากนี้เลยแม้แต่น้อย

จากเนื้อความที่เสวนากันไว้ข้างต้น พวกเจ้าควรที่จะเข้าใจความจริงที่พวกเจ้าจำต้องเข้าสู่  ด้านหนึ่งพวกเจ้าควรใช้วิจารณญาณดูศัตรูของพระคริสต์และพวกคนชั่วที่แสดงพฤติกรรมและแก่นแท้ธรรมชาติดังกล่าวให้เห็น  อีกด้านหนึ่ง พวกเจ้าควรเทียบดูตัวเองด้วยว่าแสดงพฤติกรรมเหล่านี้ออกมาหรือไม่  ทั้งนี้ ถ้าพวกเจ้าสามารถหาพบว่าสิ่งที่พวกเจ้าพูดออกมาตรงกับวาจาของศัตรูของพระคริสต์ หรือว่าในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน พวกเจ้าทั้งสองฝ่ายต่างก็แสดงพฤติกรรมที่เหมือนกัน เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าย่อมจะสามารถดูออกใช่หรือไม่ว่าอุปนิสัยที่พวกเจ้าเผยออกมาหรือการปฏิบัติของพวกเจ้ามีความคล้ายคลึงกับศัตรูของพระคริสต์?  พวกเจ้าสามารถเข้าใจความจริงที่สามัคคีธรรมกันในที่นี้ผ่านทางตัวอย่างที่เราเสวนาไปหรือรายละเอียด วาจา และการกระทำที่บรรยายเอาไว้ในตัวอย่างเหล่านั้นได้หรือไม่ หรือเข้าใจอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของผู้คนที่ถูกเปิดโปงเอาไว้ในที่นี้ได้หรือไม่?  พวกเจ้าสามารถรับฟังในลักษณะนี้ได้หรือไม่?  แล้วพวกเจ้ารับฟังด้วยมุมมองเช่นใด?  ถ้าพวกเจ้าใช้วิจารณญาณมองอุปนิสัยและแก่นแท้เหล่านี้ในตัวศัตรูของพระคริสต์ มองพฤติกรรมและการปฏิบัติเหล่านี้ในฐานะคนที่ดูอยู่รอบนอก พวกเจ้าจะสามารถได้มาซึ่งความจริงหรือไม่?  (ไม่)  เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าควรฟังด้วยมุมมองเช่นใด?  (เทียบดูตนเอง)  เอาไปเทียบดูตนเอง—นี่เป็นเรื่องพื้นฐานที่สุด  มีอะไรอีก?  (เตรียมตนให้มีความจริงติดตัว)  ถูกต้อง พวกเจ้าต้องเข้าใจความจริงที่จำเป็นต้องเข้าใจในทุกตัวอย่างที่เราเสวนาไป  คนที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณย่อมเข้าใจได้แต่เพียงข้อเท็จจริงเท่านั้น ส่วนคนที่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณและมีขีดความสามารถที่ดี ย่อมจะสามารถเข้าใจและได้ความจริงจากตัวอย่างเหล่านี้ไป  พวกเจ้าสามารถสรุปความจริงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในเรื่องเล่าและตัวอย่างที่เสวนากันไปได้หรือไม่?  การสามัคคีธรรมถึงเรื่องเล่าหรือตัวอย่างบางเรื่องนี้หมายที่จะช่วยให้ผู้คนเชื่อมโยงเรื่องเหล่านี้เข้ากับความเป็นจริง จะได้เข้าใจประเด็นปัญหาต่างๆ ที่สะท้อนอยู่ในความเป็นจริงได้ดีขึ้น และมีภาพจำที่คมชัดยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการสำแดงและแก่นแท้นานาที่เชื่อมโยงกับความจริงในแง่นี้  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เมื่อเป็นเรื่องของความจริงหรือแก่นแท้ธรรมชาติในแง่นี้ เจ้าก็จะนึกถึงตัวอย่างหรือฉากจำเพาะขึ้นมา  เมื่อเป็นเช่นนั้น เวลาที่เจ้าทำความเข้าใจตนเองหรือใช้วิจารณญาณมองผู้อื่น เจ้าก็จะมีภาพความเข้าใจที่ตระหนักรู้ได้ง่ายขึ้น สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้น และเป็นรูปธรรมมากกว่าการเอาแต่อ่านทฤษฎีหรือข้อความ  ถ้าเป็นเพียงข้อความที่เจ้าไม่มีประสบการณ์ร่วม ความเข้าใจที่เจ้ามีต่อข้อความก็อาจจะจำกัดอยู่ที่ตัวถ้อยคำเอง ถูกประสบการณ์ที่เจ้ามีอยู่อย่างจำกัดตีกรอบเอาไว้เสมอ และคงอยู่ภายในขอบข่ายนั้นๆ เท่านั้น  อย่างไรก็ดี ถ้าเราเพิ่มตัวอย่างให้บ้าง เล่าเรื่องบางอย่าง เสริมภาพ วาจาและการกระทำจำเพาะ และพฤติกรรมบางอย่างเข้าไปในสามัคคีธรรมของเรา ก็จะส่งผลเป็นการเสริมสร้างให้เจ้าเข้าใจความจริงในแง่นี้มากขึ้น  ถ้าสัมฤทธิ์ผลเช่นนี้ ก็หมายความว่าเจ้าเข้าใจความจริงในแง่นี้แล้ว  เจ้าต้องเข้าใจถึงขั้นใดจึงจะนับว่าเป็นความเข้าใจ?  ไม่จำเป็นต้องเต็มร้อย แต่อย่างน้อยความเข้าใจ นิยาม แนวคิด และสิ่งที่เจ้ารู้เกี่ยวกับความจริงในแง่นี้ก็ควรได้รับการเสริมสร้างให้มั่นคงแล้ว  ที่ว่าเสริมสร้างให้มั่นคงนี้หมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่ากลายเป็นสิ่งที่ค่อนข้างบริสุทธิ์ โดยพื้นฐานย่อมไม่มีความรู้ มโนคติอันหลงผิด ความคิดฝัน หรือการคาดคะเนใดๆ ของมนุษย์เข้ามาผสม  ที่กล่าวมานี้คือผลที่เกิดจากตัวอย่างดังกล่าว  เจ้าอาจจะรู้จักผู้คนหรือเหตุการณ์ที่เราเอ่ยถึงในบางตัวอย่าง หรือเคยติดต่อและออกจะคุ้นเคยกับผู้คนดังกล่าวด้วยซ้ำ หรืออาจจะเคยพบเจอเหตุการณ์ดังกล่าว และถึงขั้นรู้เห็นกระบวนการทั้งหมดที่ผู้คนเหล่านี้ทำเรื่องที่กล่าวไว้  แต่นั่นมีประโยชน์อันใดต่อการที่เจ้าจะเข้าใจและตระหนักรู้ความจริง?  เป็นไปได้ว่าเจ้าอาจเคยใช้ชีวิตร่วมกับผู้คนดังกล่าว เจ้าเคยเห็นเรื่องราวเช่นนี้เกิดขึ้น และมีประสบการณ์กับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องเล่าเหล่านี้ด้วยตัวเจ้าเอง  แต่นั่นก็ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าเจ้าเข้าใจความจริงในแง่นี้  ที่กล่าวมานี้เราหมายความว่าอย่างไร?  อย่าทึกทักเอาว่าเพราะเจ้ารู้จักหรือคุ้นเคยกับคนหรือเหตุการณ์ที่เรากำลังกล่าวถึง เจ้าจึงไม่จำเป็นต้องฟังรายละเอียดหรือความจริงและเนื้อหาจำเพาะที่สามัคคีธรรมกันอยู่ในที่นี้  นั่นจะเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่  ต่อให้คนคนนั้นเป็นคนที่เจ้าสนิทสนมคุ้นเคย นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าเข้าใจและตระหนักรู้ความจริงในที่นี้แล้ว  เหตุใดเราจึงสะกิดเตือนพวกเจ้าในเรื่องนี้?  เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเจ้ามัวฝังใจอยู่กับรายละเอียด  เมื่อใดที่พวกเจ้าเห็นใครสักคนทำอะไรแบบนี้ และพระเจ้าก็ทรงหยิบยกพวกเขาขึ้นมาเป็นตัวอย่าง เจ้าย่อมล้อพวกเขาเล่นและปรามาสผู้คนดังกล่าว  นี่ใช่ท่าทีที่ถูกต้องและพึงมีต่อความจริงหรือไม่?  (ไม่ใช่)  นี่คือท่าทีเช่นใด?  ออกนอกประเด็นมิใช่หรือ?  นี่คือความเข้าใจที่มีอคติ  เพราะตัวอย่าง เรื่องเล่า ผู้คนจำเพาะ และเหตุการณ์จำเพาะที่แจ่มชัดเหล่านี้ ทุกคนจึงรู้ซึ้งได้โดยแท้ว่าการเผยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามในตัวผู้คนออกมาเป็นเช่นไร จะได้รู้เห็นได้โดยแท้ว่าการเผยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามและแก่นแท้ธรรมชาติในตัวผู้คนออกมามีลักษณะอย่างไร แก่นแท้ธรรมชาติของผู้คนคืออะไร อุปนิสัยที่เสื่อมทรามคืออะไร ผู้คนที่มีอุปนิสัยที่เสื่อมทรามและแก่นแท้ธรรมชาติชนิดหนึ่งๆ ย่อมใช้เส้นทางแบบใด พวกเขารักสิ่งใด ภาวะอารมณ์ของพวกเขาคงอยู่นานเท่าใด พวกเขาประพฤติปฏิบัติตนและดำรงชีวิตทางโลกอย่างไร มีทัศนคติต่อชีวิตอย่างไร หลักธรรมในการรับมือสิ่งต่างๆ เป็นเช่นไร และพวกเขามีท่าทีเช่นไรต่อพระเจ้าและความจริง  เพราะตัวอย่างเหล่านี้ ผู้คนจำเพาะ และเหตุการณ์ที่เป็นรูปธรรมเหล่านี้นี่เอง ผู้คนจึงหลอมรวมความเป็นจริงความจริงเข้ากับสิ่งที่พระเจ้าทรงเผยในเรื่องแก่นแท้ของมนุษย์ได้ดีขึ้น เข้าถึงทัศนะที่ค่อนข้างชัดแจ้งและถูกต้องมากขึ้นเกี่ยวกับผู้คนและเหตุการณ์ทั้งหลาย  แล้วความหมายของเราเบื้องหลังวจนะเหล่านี้คือสิ่งใด?  คือเจ้าไม่ควรประเมินเรื่องเล่าเหล่านี้ต่ำเกินไป  ไม่ว่าเราจะเล่าเรื่องแบบใด เรื่องของใคร หรือเป็นเรื่องเกี่ยวกับคนจำพวกใด ก็มีจุดหมายเพียงอย่างเดียว นั่นคือเพื่อช่วยให้เจ้าเข้าใจความจริง  ถ้าเจ้าได้รับความจริงจากการที่เราเล่าเรื่อง เช่นนั้นก็สัมฤทธิ์ผลที่ต้องการแล้ว  ฉะนั้น ครั้งแรกที่ได้ฟัง เรื่องเล่าเหล่านี้ก็อาจจะเปิดโอกาสให้เจ้าเข้าใจความจริงบางอย่างที่ผิวเผิน จับความหมายที่ผิวเผินหรือตีความตามตัวอักษรเท่านั้น  อย่างไรก็ดี เมื่อวุฒิภาวะของเจ้าเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเจ้ามีอายุมากขึ้น เติบโตขึ้นมาในชีวิตด้วยรูปการณ์ต่างๆ ชีวิตของเจ้าย่อมค่อยๆ เติบโตเต็มที่เช่นกัน และเจ้าก็จะมีความเข้าใจที่แตกต่างออกไปเกี่ยวกับเหตุการณ์ในเรื่องเล่าเหล่านี้ รวมทั้งแก่นแท้ธรรมชาติ พฤติกรรม และการสำแดงของบุคคลต่างๆ ที่สะท้อนให้เห็นในที่นี้  ความเข้าใจเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?  เกิดขึ้นจากความจริงที่เกี่ยวข้องในเรื่องเล่าเหล่านี้ ไม่ได้เกิดจากตัวเรื่องเล่าเอง  ถ้าเป็นเพียงการเล่าเรื่องเท่านั้นเหมือนเรื่อง “เด็กเลี้ยงแกะ” เช่นนั้นแล้วหลังจากที่เจ้าฟังเสร็จก็ย่อมจบลงตรงนั้น ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับความจริง  เพียงสอนผู้คนว่าควรกระทำการอย่างไร นั่นคือ มันย่อมตรงไปตรงมาและผิวเผินมาก  แต่เมื่อเป็นเรื่องของความจริง เรื่องเล่าดังกล่าวย่อมลงลึกกว่าความหมายในระดับพื้นผิวที่คนคนหนึ่งสามารถเข้าใจได้ทันที  ย่อมพูดถึงอุปนิสัยที่เสื่อมทรามและแก่นแท้ธรรมชาติของผู้คน เกี่ยวพันกับเรื่องที่ว่าควรใช้วิจารณญาณดูผู้คนอย่างไร ควรเลือกเส้นทางของตนอย่างไร ควรปฏิบัติต่อความจริงอย่างไร และท่าทีที่ผู้คนพึงมีต่อข้อกำหนดของพระเจ้าควรเป็นเช่นไร  เรื่องเล่าย่อมเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ว่าผู้คนควรปฏิเสธสิ่งใดและควรโอบรับสิ่งใด  ถ้าพวกเจ้าสามารถรับฟังในลักษณะนี้ ทุกครั้งที่พวกเจ้าได้ฟังคำเทศนา พวกเจ้าก็จะได้รับบางสิ่งบางอย่าง ได้รับความสว่างมากขึ้นและเข้าใจหลักธรรมมากขึ้นเกี่ยวกับความจริงในแง่ต่างๆ ทั้งยังมีประสบการณ์กับการเข้าสู่ชีวิตบ้าง  ยามที่ผู้คนมีอายุมากขึ้น เมื่อเวลาล่วงเลยไป ขณะที่รูปการณ์ทางสังคมเปลี่ยนแปลง กระแสนิยมเปลี่ยนไป ความจริงกลับทำงานในหัวใจของผู้คนต่อไป และพวกเขาก็จะรู้ว่าควรปฏิบัติความจริงอย่างไร ควรมองผู้คนและสิ่งทั้งหลายตามความจริงอย่างไร  นี่คือความหมายของการได้รับชีวิต—ความจริงกลายเป็นชีวิตของคนคนหนึ่งได้  ฉะนั้น ไม่ว่าจะมีการเล่าเรื่องเมื่อใด อย่าเอาแต่ฟังเพียงครั้งเดียวแล้วก็นึกว่าจบไป  จงฟังไปเรื่อยๆ และถ้าเจ้าไม่เข้าใจ ก็สามารถสามัคคีธรรมถึงเรื่องนั้นได้  ถ้าเจ้าพบว่าระดับขั้นของเจ้าในตอนนี้ยากที่จะเข้าใจ ก็อาจจะเป็นเพราะเจ้ายังมีวุฒิภาวะไม่มากพอ  ในกรณีนั้น จงฟังสิ่งที่เจ้าสามารถเข้าใจได้ และเลือกสิ่งที่เหมาะกับวุฒิภาวะของเจ้าในตอนนี้  ถ้าเรื่องเล่าดูจะชัดแจ้งในยามที่เจ้ารับฟัง แต่ภายหลังกลับดูลึกซึ้ง ถ้าเกินวิสัยที่เจ้าจะทำความเข้าใจ หรือไม่ตรงกับประสบการณ์และรูปการณ์ในชีวิตของเจ้าในระยะนี้ เช่นนั้นแล้วก็จงเก็บเรื่องนั้นเอาไว้ในหัวใจและปล่อยให้มันตราตรึงอยู่ในตัวเจ้า  เมื่อเจ้าเผชิญสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันในภายหลัง ก็อาจสะท้อนสิ่งที่เจ้าเก็บเอาไว้ในหัวใจออกมาภายนอก  เหมือนคลังคำและศัพท์ที่เจ้าศึกษาหรือข้อมูลที่สมองของเจ้าสั่งสมเอาไว้นั่นเอง  เจ้านึกถึงสิ่งเหล่านั้นทุกวันหรือไม่?  น่าจะไม่  ปกติแล้วเจ้าไม่มัวหมกมุ่นอยู่กับสิ่งเหล่านั้น แต่เมื่อเจ้าอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คำศัพท์ คลังคำ หรือข้อมูลเหล่านั้นมีความเกี่ยวข้องขึ้นมา ก็ย่อมนึกถึงคำหรือข้อมูลบางส่วนขึ้นมาได้  ผู้คนมีความทรงจำ จึงจัดเก็บบางอย่างเอาไว้ในใจเป็นธรรมดา  สิ่งเหล่านี้เพียงพอให้เจ้าใช้ในชีวิตประจำวันและค่อนข้างทำประโยชน์ได้ แต่ถ้าเจ้าจงใจพยายามที่จะใช้มันขึ้นมาและนำกฎข้อบังคับมาใช้อย่างแข็งทื่อ ก็มีแนวโน้มมากขึ้นที่เจ้าจะผิดพลาด  เจ้าควรเลือกฟังตามวุฒิภาวะของตนเองและตามรูปการณ์ที่เจ้าเคยมีประสบการณ์ด้วย  เช่นนี้เจ้าจึงจะก้าวหน้าเร็วขึ้น  คนที่รู้จักฟังย่อมได้มากกว่า ส่วนคนที่ไม่รู้จักฟังย่อมได้น้อยกว่า หรือบางทีอาจจะไม่ได้อะไรเลย  พวกเขาอาจจะรู้สึกด้วยซ้ำไปว่าไม่อยากฟังเรื่องเหล่านี้ ไม่มีเรื่องใดเกี่ยวข้องกับความจริง และนึกสงสัยว่าเหตุใดเราจึงไม่พูดถึงความจริงแทนที่จะมาคุยเล่นตามสบายและนินทาอยู่ตลอดเวลา  ผู้คนเช่นใดที่แสดงพฤติกรรมนี้ออกมา?  (คนที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ)  ผู้คนที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณอาจจะคิดเช่นนี้  พวกเขาอาจจะคิดว่าเวลาที่เรากล่าวคำเทศนา เราก็เอาแต่พูดเรื่องชีวิตประจำวันเหล่านี้ แล้วอย่างไร พวกเขาก็พูดได้ ดังนั้นพอไม่มีอะไรอื่นทำ พวกเขาจึงคุยเล่นกับผู้อื่นตามสบาย  เจ้าอาจรู้เรื่องซุบซิบนินทามากกว่าเรื่องที่เราเล่า แต่การพูดคุยของเจ้าเกี่ยวข้องกับความจริงหรือไม่?  (ไม่)  ถ้าไม่เกี่ยวข้องกับความจริง ก็จงระวังอย่าคุยไม่เลือก ไม่เช่นนั้นเจ้าก็อาจจะลงเอยด้วยการเสวนาเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับความจริง  เราเล่าเรื่องเพื่อช่วยให้ผู้คนเข้าใจความจริง  พวกเจ้าไม่ควรเลียนแบบเราอย่างมืดบอด  พวกเจ้าควรมุ่งแสวงหาความจริง เข้าใจความจริง และพากเพียรที่จะจัดการเรื่องราวตามหลักธรรมเท่านั้น  ไม่ว่าจะเป็นวาจาหรือการกระทำของพวกเจ้า ก็จงให้ความสำคัญกับการทำให้ตรงตามหลักธรรมความจริงเป็นอันดับแรก  เช่นนี้พวกเจ้าจึงจะเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงไปทีละน้อย

III. การชำแหละวิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ข่มขู่ผู้คน

พวกเราเสร็จสิ้นการสามัคคีธรรมถึงลักษณะสองข้อที่สำแดงว่าศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้ผู้คนหลงผิดและดึงพวกเขาเข้าร่วมไปแล้ว คราวนี้ก็มาสามัคคีธรรมกันเถิดว่าพวกเขาข่มขู่ผู้คนอย่างไร  วิธีการที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้นี้แต่ละอย่างยิ่งร้ายแรงกว่ากัน  เมื่อเทียบกับการชักพาให้หลงผิดและดึงเข้าร่วมแล้ว วิธีข่มขู่นี้ซับซ้อนมากกว่าหรือน้อยกว่า?  (น้อยกว่า)  ถ้าการชักพาให้หลงผิดและดึงเข้าร่วมไม่ได้ผล พวกเขาย่อมหันมาข่มขู่  ศัตรูของพระคริสต์ข่มขู่ผู้คนอย่างไร?  เหตุใดพวกเขาจึงหันมาใช้วิธีการดังกล่าว?  (เพราะยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์ของตน)  พวกเขายังไม่บรรลุวัตถุประสงค์  การข่มขู่ยังมีความหมายอีกอย่างหนึ่ง—สามารถใช้วลีใดมากล่าวได้?  (เป็นการเผยตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา)  นั่นไม่ค่อยถูกต้องนัก ลองอีกวลีหนึ่งเถิด  (เป็นการโมโหเพราะอับอาย)  ใกล้เคียงขึ้น  มีวลีที่เหมาะกว่านี้หรือไม่?  (รู้สึกโมโหและโกรธจัด)  ถูกต้อง รู้สึกโมโหและโกรธจัด  เหมือนสำนวนพื้นถิ่นที่ว่า “บันดาลโทสะ” ความหมายคือ “ฉันลองใช้คำทั้งที่ใจดีมีเมตตาและแข็งกร้าว  แต่โดยมากฉันไม่เคยทำตัวอยุติธรรมกับพวกคุณ  ทำไมคุณถึงไม่ยอมฟังฉัน?  ในเมื่อคุณไม่ยอมฟังฉัน เช่นนั้นทำอะไรไว้ย่อมจะได้แบบนั้น ฉันจะใช้ไม้นี้กับคุณ—ข่มขู่!”  พวกเขาเปลี่ยนลูกไม้  ซาตานมีชั้นเชิงหลากหลาย ล้วนแล้วแต่น่าดูหมิ่น  ปกติแล้วคำขู่ย่อมมีการล่อใจผสมอยู่ด้วย  ถ้าพวกเขาใช้แต่คำขู่ ย่อมมีบางคนที่ไม่กลัวและไม่ฟังพวกเขา  เมื่อเป็นเช่นนั้นพวกเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นและอาจจะหันไปใช้การล่อใจเป็นบางครั้ง  ถ้าทำเช่นนี้ไม่ได้ผล พวกเขาก็จะลองทำเช่นนั้น—ใช้ทั้งไม้นวมและไม้แข็ง  แล้วเหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงข่มขู่ผู้คน?  พวกเขาหันไปใช้การข่มขู่ภายใต้รูปการณ์ใด?  ถ้าคนสองคนอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ต่างคนต่างเดินไปบนเส้นทางของตนเอง ไม่มีผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน พวกเขาจะหันไปใช้การข่มขู่หรือไม่?  (ไม่)  เช่นนั้นแล้วภายใต้รูปการณ์อันใดจึงจะเริ่มเกิดพฤติกรรมและแนวทางข่มขู่นี้?  แน่นอนว่าย่อมเป็นเมื่อผลประโยชน์หรือความมีหน้ามีตาของพวกเขาเข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อพวกเขาไม่อาจบรรลุวัตถุประสงค์ของตน  พวกเขาจึงหยิบปืนกระบอกใหญ่ออกมาพลางคิดว่า “ดังนั้นเธอจะไม่ฟังฉันใช่ไหม?  อย่างนั้นฉันก็จะแสดงผลที่ตามมาให้เธอดู!”  ผลสืบเนื่องเหล่านี้มีอะไรบ้าง?  ทุกอย่างที่เจ้ากลัว  พวกเจ้านึกออกหรือไม่ว่าเคยเห็นตัวอย่างอันใดที่เป็นการข่มขู่บ้าง?  (ศัตรูของพระคริสต์บางคนเวลาเห็นพี่น้องชายหญิงไม่นบนอบพวกเขา ก็เริ่มตัดสินและกล่าวโทษพี่น้อง บอกว่า “การไม่นบนอบผู้นำก็คือการไม่นบนอบพระเจ้า” แล้วก็ใช้ประโยคนี้มาข่มขู่ผู้คน)  (ข้าพระองค์นึกได้อีกตัวอย่างหนึ่งคือ ถ้าใครไม่ฟังคนที่เป็นผู้นำ ผู้นำก็ใช้อำนาจสั่งการของตนมาปลดพวกเขา)  ไม่ว่าอย่างไร พวกเขาก็อยากให้ผู้คนเข้าใจว่าการไม่ฟังพวกเขาย่อมจะก่อให้เกิดผลตามมา  แล้วพวกเขามีหลักการอันใดรองรับการทำให้ผู้คนฟังตน?  พวกเขามักจะพูดว่า “การนบนอบผู้นำก็คือการนบนอบพระเจ้า เพราะผู้นำได้รับการลิขิตจากพระเจ้า  คุณต้องนบนอบ  ถ้าคุณไม่นบนอบหรือไม่ฟังผู้นำ นั่นก็คือความโอหัง ความคิดว่าตนถูก และเป็นการต่อต้านพระเจ้า  ผลสืบเนื่องของการต่อต้านพระเจ้าก็คือการถูกกำจัดออกไป  ถ้าเป็นสถานเบา คุณอาจถูกโดดเดี่ยวเพื่อให้ทบทวนตนเองได้ ถ้าสถานหนัก คุณก็อาจถึงกับถูกขับไล่ออกจากคริสตจักรได้!”  พวกเขาใช้ความเข้าใจอันคลาดเคลื่อนที่ฟังดูน่าจะเป็นเหล่านี้มาคาดคั้นให้ผู้คนนบนอบพวกเขา  นอกจากนี้ ศัตรูของพระคริสต์บางคนยังใช้วิธีใดมาข่มขู่ผู้คนอีก?  พวกเขายุยงผู้อื่นให้รวมตัวกันเล่นงานและปฏิเสธคนที่ไม่นบนอบพวกเขา  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังปลดหรือปรับเปลี่ยนการมอบหมายหน้าที่ให้แก่คนที่ไม่เชื่อฟังพวกเขา  บางคนกลัวจริงๆ ว่าตนจะไม่มีหน้าที่ทำ  เชื่อไปว่าด้วยการทำหน้าที่ของตน พวกเขาอาจมีโอกาสได้รับความรอด และการไม่ได้ทำหน้าที่ก็อาจทำให้โอกาสดังกล่าวหลุดมือไปก็เป็นได้  ศัตรูของพระคริสต์จึงคิดในใจว่า “ฉันรู้จุดอ่อนของเธอ  ถ้าเธอไม่ฟังฉัน ฉันก็จะเพิกถอนสิทธิ์ในการทำหน้าที่ของเธอ  ฉันจะไม่ให้เธอทำหน้าที่!”  พวกเขาไม่ยอมให้ผู้คนทำหน้าที่เพราะผู้คนเหล่านี้ทำหน้าที่ได้ไม่ถึงมาตรฐานหรือการทำหน้าที่ของคนเหล่านี้ทำร้ายผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าใช่หรือไม่?  (ไม่ใช่)  เช่นนั้นแล้วพวกเขาทำไปเพื่ออะไร?  เพื่อกีดกันคนเห็นต่างและใช้วิธีนี้มาข่มขู่ผู้คน ทำให้พวกเขาเงี่ยหูฟังตน  ในเรื่องของคำขู่นั้น แน่นอนว่าศัตรูของพระคริสต์ย่อมไม่รับมือผู้คนหรือจัดการเรื่องราวตามหลักธรรมความจริง  กลับใช้การขู่เข็ญ บีบบังคับ และคาดคั้นมาทำให้ผู้คนนบนอบและฟังตนด้วยความเชื่อฟัง ไม่สร้างปัญหาหรือทำให้ตนเสียเรื่อง

การที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้คำขู่ไม่ใช่เพราะผู้คนไม่เชื่อฟังหรือไม่ให้ความสำคัญกับพวกเขาและเมินพวกเขาเท่านั้น—นั่นเป็นเพียงด้านหนึ่ง  ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งคือเมื่อผู้อื่นพบเจอปัญหาในตัวศัตรูของพระคริสต์และอยากเปิดโปงหรือรายงานเบื้องบนในเรื่องของพวกเขา พวกเขาก็เกรงกลัวว่าเบื้องบนจะรู้เข้าหรือจะมีผู้คนอีกมากพลอยรู้เรื่องไปด้วย ดังนั้นพวกเขาจึงทำทุกสิ่งที่อยู่ในอำนาจของตนเพื่อปกปิดและระงับเรื่องเหล่านี้เอาไว้ ไม่ยอมให้เปิดโปงเป็นอันขาด  ถ้ามีผู้คนรู้เรื่องมากขึ้น จะเกิดอะไรขึ้น?  คนเหล่านั้นย่อมจะปฏิเสธและสาปแช่งศัตรูของพระคริสต์ จะไม่มีใครบูชาพวกเขาอีกต่อไป และพวกเขาก็จะสูญเสียตำแหน่งและอำนาจสั่งการของตน  ฉะนั้น จุดประสงค์ที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้วิธีข่มขู่ผู้คนนี้จึงเป็นไปเพื่อปกป้องตำแหน่งและอำนาจสั่งการของตนเองอีกด้วย  พวกเขาเชื่อว่าถ้าไม่ทำเช่นนี้ พี่น้องชายหญิงก็จะเริ่มดูพวกเขาออก และจะไม่เลือกพวกเขาในการลงคะแนนคัดเลือกครั้งหน้า ลดทอนพวกเขาให้เป็นเพียงผู้เชื่อธรรมดา  การเป็นผู้เชื่อธรรมดาสำหรับพวกเขาแล้วมีความหมายว่าอย่างไร?  มีความหมายว่าพวกเขาไม่มีอำนาจสั่งการ ไม่มีใครติดตามหรือยึดมั่นปฏิบัติตามพวกเขา อีกทั้งตำแหน่งและอำนาจสั่งการของพวกเขาก็พลอยถูกริบคืน ทิ้งให้ความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของพวกเขาไม่ได้รับการตอบสนอง  พวกเขาไม่อยากเป็นผู้เชื่อหรือผู้ติดตามธรรมดา ดังนั้นพวกเขาจึงใช้วิธีการข่มขู่ผู้คนนี้มาขู่เข็ญและคาดคั้นให้ผู้คนฟังตนและทำตามที่ตนบอก ยอมให้พวกเขากุมอำนาจสั่งการและดำรงตำแหน่งของตนต่อไป ควบคุมผู้คนและได้รับการสนับสนุนจากคนบางคนต่อไป  ทุกสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำล้วนวนเวียนอยู่รอบๆ ตำแหน่งของพวกเขา  เมื่อใดที่มีอะไรเกี่ยวข้องกับตำแหน่งของตน พวกเขาก็จะใช้ช่องทางหรือวิธีการบางอย่างมาพิทักษ์และรักษามันไว้อย่างเต็มกำลัง แม้ในยามที่เบื้องบนถามพวกเขาบางคนในบางเรื่อง พวกเขาก็โป้ปดซึ่งหน้าได้อย่างเหิมเกริม  ยกตัวอย่าง เมื่อถูกเบื้องบนถามว่าเดือนนี้คริสตจักรได้ผู้คนจากการประกาศข่าวประเสริฐมากี่คน ต่อให้ศัตรูของพระคริสต์รู้ว่าไม่ได้คนมา พวกเขาก็อาจจะโกหกและบอกว่าได้มาห้าคน  เมื่อพี่น้องชายหญิงที่รู้เรื่องจริงมาเผชิญหน้าศัตรูของพระคริสต์และบอกว่า “ห้าคนนั้นกำลังสืบค้นเท่านั้น  ทำไมคุณถึงบอกว่าพวกเราได้คนมาห้าคน?  คุณควรพูดเรื่องจริงกับเบื้องบน” แล้วศัตรูของพระคริสต์ตอบว่าอย่างไร?  “ทำไมพวกเราจะได้มาห้าคนไม่ได้?  ฉันบอกว่าห้าคนก็ห้าคนสิ  ความเห็นของคุณนั้นไม่นับ  ถ้าบอกว่าพวกเราไม่ได้ใครมาสักคนเดียว ฉันจะอธิบายเรื่องนั้นแก่เบื้องบนอย่างไร?  ถ้าคุณอยากรายงานก็เชิญเลย แต่ถ้าคุณพูดเรื่องจริง เบื้องบนก็อาจจะตัดแต่งคุณ  พวกเขาอาจจะปลดพวกคุณที่เกี่ยวข้องกับการประกาศข่าวประเสริฐหมดทุกคน หรือถึงขั้นยุบทีมข่าวประเสริฐ  เช่นนั้นคุณก็จะไม่สามารถทำหน้าที่ของตนได้ และฉันก็จะไม่ยอมให้มาโทษฉันในเรื่องนี้”  เมื่อทางนี้ได้ฟังดังนี้ พวกเขาก็อึ้งไปและไม่กล้ารายงาน  นี่คือการข่มขู่มิใช่หรือ?  (ใช่)  เป็นการข่มขู่อย่างโจ่งแจ้ง ดังนั้นจึงเป็นการขู่อย่างเปิดเผย  เมื่อบางคนได้ฟังเช่นนี้ พวกเขาก็คิดว่า “การเป็นคนที่ซื่อสัตย์ย่อมมีผลตามมา  ถ้าฉันซื่อสัตย์ ก็จะไม่สามารถทำหน้าที่ของตนได้ ดังนั้นฉันก็จะไม่รายงานเรื่องนี้  พวกเราต้องรายงานว่าได้มาห้าคน”  บางคนอึดอัดใจพลางกล่าวว่า “ถ้าพวกเราไม่ได้ใครมา เรื่องก็เป็นเช่นนั้นเท่านั้นเอง  ไม่ว่าเบื้องบนจะเลือกจัดการพวกเราอย่างไร พวกเราก็ควรนบนอบ”  เมื่อได้ฟังดังนี้ ศัตรูของพระคริสต์ย่อมมีมุมมองว่าอย่างไร?  “นบนอบหรือ?  นั่นขึ้นอยู่กับสถานการณ์  เบื้องบนรู้หรือไม่ว่าตอนนี้พวกเราเผชิญความยุ่งยากอะไรบ้างเวลาประกาศข่าวประเสริฐ?  พวกเขาสนใจเรื่องนี้หรือเปล่า?”  เมื่อเบื้องบนสอบถามถึงสถานการณ์ของการประกาศข่าวประเสริฐ พวกเขาย่อมไม่ตระหนักรู้ปัญหาท้าทายที่เกี่ยวข้อง  พวกเขารู้ว่าในแต่ละเดือนสามารถได้ผู้คนมาอย่างน้อยที่สุดกี่คน และไม่เคยบอกว่าถ้าทีมข่าวประเสริฐไม่ได้ใครมาเลยในเดือนหนึ่งๆ ก็จะถูกยุบทีม  แล้วศัตรูของพระคริสต์เอาถ้อยแถลงนี้มาจากไหน?  (คิดขึ้นมาเอง)  พวกเขาสร้างเรื่องขึ้นมาเองเพื่อปกปิดเรื่องโกหกของตน เพื่อควบคุมคนเหล่านี้ ป้องกันไม่ให้เบื้องบนหรือพี่น้องชายหญิงเท่าทันเรื่องโกหกของพวกเขา และเพื่อรักษาตำแหน่งของตนให้ปลอดภัย พวกเขาจะได้ไม่ถูกปลด—เพื่อสิ่งนี้ พวกเขาจึงกล้าที่จะประดิษฐ์คำพูดเยี่ยงมารดังกล่าว  การดูคนออกสามารถเปิดโปงพวกเขาได้ แต่คนที่ไม่มีวิจารณญาณย่อมถูกชักพาให้หลงผิด คิดไปว่า “จริงด้วย หน้าที่นี้ไม่ได้ได้มาง่ายๆ  พวกเราจะซื่อสัตย์กับเบื้องบนไม่ได้  ถ้าคุณบอกว่ามีห้าคน เช่นนั้นก็มีห้าคน  แม้เดือนนี้พวกเราจะไม่ได้มาห้าคน แต่ก็จะหมายมุ่งให้ได้มาในเดือนหน้า  ถึงอย่างไร ถ้าพวกเราได้คนมาในเดือนหน้า เช่นนั้นก็จะไม่ใช่เรื่องโกหก”  ศัตรูของพระคริสต์ใช้เล่ห์เหลี่ยม และคนที่ไม่มีวิจารณญาณก็พลอยใช้กับพวกเขาด้วย กลายเป็นกลุ่มนักต้มตุ๋น  ศัตรูของพระคริสต์ข่มขู่ผู้คนด้วยจุดหมายอันใด?  เพื่อทำให้ผู้คนทำตามและฟังพวกเขา  พวกเขาโกหกและทำความชั่ว ควบคุมคริสตจักร ชักพาให้ผู้คนหลงผิด ไม่ดำเนินงานตามหลักธรรมหรือการจัดแจงเตรียมงาน และไม่ว่าพวกเขาจะประพฤติตนวู่วามเพียงใด ก็ไม่ยอมให้พี่น้องชายหญิงเปิดโปงหรือรายงานเรื่องของพวกเขาให้เบื้องบนรู้  เมื่อค้นพบว่ามีคนวางแผนที่จะรายงานพวกเขาให้เบื้องบนรู้ เมื่อนั้นพวกเขาก็หันไปใช้คำขู่  พวกเขาข่มขู่คนคนนั้นว่าอย่างไร?  พวกเขากล่าวว่า “พวกเราทำงานอยู่ระดับล่าง และงานก็มีความยาก  พวกเราถึงกับต้องเสี่ยงที่จะถูกพญานาคใหญ่สีแดงจับกุม  เบื้องบนเรียกร้องให้การปฏิบัติของพวกเราเป็นไปตามการจัดแจงเตรียมงานอยู่เสมอ  พวกเราสู้ทนความทุกข์มากมายนักและรับเอาความเสี่ยงในการประกาศข่าวประเสริฐไว้มากเหลือเกิน  เมื่อได้ผลลัพธ์ที่ไม่ดี คุณกลับอยากรายงานผลแก่เบื้องบนอยู่ดี พอคุณรายงานแล้ว พวกเขาก็จะตัดแต่งคุณ  ในฐานะผู้นำ ฉันไม่กลัวถูกปลดหลังจากที่พวกเขาตัดแต่งคุณหรอก ฉันกลัวพวกคุณจะไม่มีหน้าที่ให้ทำอีกต่อไป  ถ้าพวกคุณไม่มีหน้าที่ให้ทำอีกต่อไป ก็อย่ามาโทษฉัน!”  นั่นฟังดูมีเหตุผลมาก!  พวกเขายังพูดด้วยว่า “แท้จริงแล้ว ใครอยากรายงานบ้าง?  ถ้าพวกคุณอยากรายงาน ฉันจะไม่ห้าม ถึงอย่างไรทุกคนก็รู้เรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว  ถ้าคุณไม่รายงานไปยังเบื้องบน เช่นนั้นพวกเขาก็จะไม่โทษพวกเรา  ถ้าคุณรายงานขึ้นไป เช่นนั้นพวกเราก็จะถูกตัดแต่ง  พวกคุณเลือกให้ตัวเองได้ ถ้าพวกคุณอยากรายงานเบื้องบน เช่นนั้นก็ทำไปเถิด  คราวนี้ใครอยากรายงานก็ให้ยกมือขึ้น”  เมื่อได้ฟังน้ำเสียงของพวกเขา ทุกคนก็เริ่มไตร่ตรองว่า “นี่ยอมให้ฉันรายงานเรื่องนี้หรือไม่กันแน่?”  หลังจากตรองดูแล้ว บางคนก็ยกมือ  ศัตรูของพระคริสต์เห็นเช่นนี้ก็คิดว่า “เธอยังอยากจะรายงานอยู่อีกหรือ?  นี่รนหาที่ไม่ใช่หรือ?  ได้ ฉันจะไม่ลืมเธอ”  หลังจากนั้นพวกเขาก็เริ่มคิดหาโอกาสระรานคนคนนี้  พวกเขาหาข้ออ้างพลางกล่าวว่า “หมู่นี้เวลาทำหน้าที่ คุณไม่ได้สร้างผลงานเลย  คนที่ไม่ได้ทำผลงานขณะทำหน้าที่ของตนเป็นเวลาสามเดือน ย่อมจะถูกเพิกถอนสิทธิ์ในการทำหน้าที่  ถ้าผลการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาไม่ดีขึ้น พวกเขาก็จะถูกแยกเดี่ยว  ถ้ายังคงไม่กลับใจ เช่นนั้นก็จะถูกเอาตัวออกไปหรือถูกขับไล่!”  คนโง่คนนั้น คนขลาดนั่นยังกล้ารายงานอยู่หรือไม่?  เมื่อได้ฟังเช่นนี้ พวกเขาย่อมคิดว่า “เพื่อตัวเองแล้ว ฉันจะไม่รายงานเรื่องนี้  รายงานแล้วมีประโยชน์อะไร?  ถ้ารายงาน แล้วผู้นำเล่นงานและแก้เผ็ดฉัน และพี่น้องชายหญิงก็ปฏิเสธฉัน จะเกิดอะไรขึ้น?  แบบนั้นฉันก็จะถูกโดดเดี่ยวอยู่ในคริสตจักร  สำหรับฉันแล้ว การฟังผู้นำเป็นเรื่องสำคัญกว่า ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพระเจ้าอยู่ที่ไหน พระองค์ใส่ใจในความเป็นความตายของฉันได้หรือเปล่า?”  ดังนั้น พวกเขาจึงไม่รายงานเรื่องนั้นอีกต่อไป  พวกเขาถูกศัตรูของพระคริสต์ทำให้กลัวแล้วมิใช่หรือ?  (ใช่)  คนคนนั้นเชื่อว่า “การทำบาปต่อพระเจ้าไม่ใช่เรื่องใหญ่  พระเจ้าทรงเปี่ยมรัก เปี่ยมกรุณา ทรงอดกลั้น และอดทน พระองค์ไม่กริ้วหรือสาปแช่งและลงโทษผู้คนง่ายๆ  แต่ถ้าฉันล่วงเกินผู้นำ เช่นนั้นฉันก็จะต้องทนทุกข์  การรายงานปัญหาจะไม่ทำประโยชน์อะไรให้ฉัน ซ้ำฉันยังจะถูกทุกคนปฏิเสธ  ฉันจะทำเรื่องโง่เขลาอย่างนั้นไม่ได้”  นี่ไร้กระดูกสันหลังมิใช่หรือ?  (ใช่)  ควรจัดการคนที่ไร้กระดูกสันหลังเช่นนี้อย่างไร?  พวกเขาคู่ควรให้รู้สึกเสียใจด้วยหรือไม่?  คนที่ไร้กระดูกสันหลังเช่นนี้ควรถูกส่งตัวให้ซาตาน ให้ศัตรูของพระคริสต์ ปล่อยให้ศัตรูของพระคริสต์ทรมานพวกเขา—เป็นเรื่องสมควรแล้ว  พวกเขาไร้ซึ่งความเชื่อ ปณิธาน และความเข้มแข็งที่จะปฏิบัติความจริงและนบนอบพระเจ้า แต่พอเป็นการนบนอบศัตรูของพระคริสต์ พวกเขากลับมีเรี่ยวแรงเป็นพิเศษ เต็มใจที่จะทำตามคำร้องขอ และเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น  เมื่อศัตรูของพระคริสต์ข่มขู่และทำให้พวกเขาหวาดกลัว พวกเขาก็ไม่กล้ารายงานปัญหาอีกต่อไป  นี่คือคนขลาดมิใช่หรือ?  ศัพท์ชาวบ้านเรียกว่าอะไร?  พวกอ่อนปวกเปียก และพอเผชิญหน้าศัตรูของพระคริสต์ก็ยอมไปหมด  มีคนไม่น้อยในคริสตจักรที่กลายเป็นพวกอ่อนปวกเปียกเพราะคำขู่จากศัตรูของพระคริสต์!  คนเหล่านี้ไม่รู้ว่าควรมีท่าทีอย่างไรต่อวลีที่ว่า “พระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง”  เมื่อศัตรูของพระคริสต์ข่มขู่ ปฏิเสธ หรือโดดเดี่ยวพวกเขา พวกเขากลับรู้สึกเหมือนว่าตนไม่มีแรงสนับสนุน พวกเขาไม่เชื่อในอธิปไตยที่พระเจ้าทรงมีเหนือทุกสิ่งหรือในความชอบธรรมของพระเจ้า และไม่เชื่อว่าชีวิตของผู้คนอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า  ถ้อยคำขู่เข็ญหรือข่มขู่จากศัตรูของพระคริสต์เพียงสองคำ พวกเขาก็หวาดกลัวกันแล้ว ยอมลงให้ และไม่กล้ารายงานอีกต่อไป

เมื่อศัตรูของพระคริสต์รายงานเบื้องบนเรื่องงานของตน พวกเขาโป้ปดและหลอกให้เบื้องบนหลงกลด้วยความเหิมเกริม  บางคนที่รู้เรื่องจริงก็ทนไม่ได้และอยากรายงานสถานการณ์ให้เบื้องบนรู้  ศัตรูของพระคริสต์จึงควบคุมผู้คนอย่างเข้มงวดและจับตาดูอย่างใกล้ชิด  พวกเขาสามารถจับสังเกตคนที่อาจจะอยากรายงานปัญหาแก่เบื้องบนได้ทันที  เมื่อไม่มีอะไรอื่นทำ พวกเขาจึงมุ่งเน้นเรื่องจับสังเกตผู้คน ดูวาจาและสีหน้า มองหาคนที่มีความคิดเห็นในเรื่องของพวกเขา คนที่ไม่จงรักภักดี ไม่เชื่อฟังพวกเขา เป็นภัยคุกคามตำแหน่งของพวกเขา คนที่ไม่แยแสพวกเขา ไม่ให้ความสำคัญกับพวกเขา ไม่เชิญพวกเขานั่งในที่อันทรงเกียรติ และเมื่อถึงมื้ออาหารก็ไม่เชิญให้พวกเขากินเป็นคนแรก  นี่จึงกลายเป็นปัญหาแก่คนเหล่านี้  ศัตรูของพระคริสต์ทำอย่างไรกับผู้คนดังกล่าว?  ศัตรูของพระคริสต์บางคนที่ยอกย้อนซ่อนเงื่อนย่อมไม่เผยตัวตนที่แท้จริงให้เห็นในทันที  พวกเขารอโอกาสที่จะจัดการเจ้า  ถ้านั่นไม่ได้ผล พวกเขาก็จะหันไปใช้การข่มขู่ที่แข็งกร้าวเพื่อทำให้เจ้ารู้สึกว่าชีวิตของเจ้าถูกบีบอยู่ในกำมือของพวกเขา  การที่เจ้าจะได้รับการช่วยให้รอดในฐานะผู้เชื่อหรือไม่ จะเดินไปถึงปลายทางได้หรือไม่ จะอยู่ในคริสตจักรได้หรือไม่—ทั้งหมดนี้อยู่ในเงื้อมมือของพวกเขาและใช้คำพูดของพวกเขาเพียงคำเดียวเท่านั้น  พวกเขามีสิทธิ์ชี้ขาด  ถ้าเจ้าไม่รับฟัง ไม่เชื่อฟังการควบคุมของพวกเขา ไม่ให้ความสำคัญกับพวกเขา และพยายามรายงานเรื่องของพวกเขาอยู่ร่ำไป เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะทนทุกข์  พวกเขาจะเริ่มวางแผนว่าจะระรานเจ้าอย่างไร  ศัตรูของพระคริสต์มองพฤติกรรมของพี่น้องชายหญิงที่รายงานเรื่องของพวกเขาต่อเบื้องบนว่าอย่างไร?  (เป็นการฟ้อง)  ถูกต้อง พวกเขาไม่ได้มองว่าเป็นการรายงานสถานการณ์ แต่มองว่าเป็นการฟ้อง  การฟ้องหมายถึงสิ่งใด?  หมายถึงการรายงานเบื้องบนถึงทุกสิ่งที่ขัดกับความจริงซึ่งพวกเขาทำและการทำชั่วทั้งปวงของพวกเขา หรือบอกเล่าเรื่องของพวกเขาที่ผู้อื่นไม่รู้ให้เบื้องบนรู้  พวกเขาถือว่านี่คือการฟ้อง  เมื่อพวกเขาพบว่ามีคนฟ้อง คนคนนั้นก็ต้องถูกระราน  ผู้คนที่เลอะเลือนและไร้กระดูกสันหลังบางคนเกรงกลัวการข่มขู่จากศัตรูของพระคริสต์ กลัววิธีการที่ชั่วร้ายและชอบบงการของศัตรูของพระคริสต์  เมื่อศัตรูของพระคริสต์ถามว่าใครมีการติดต่อกับเบื้องบน พวกเขาก็รีบชี้แจงก่อนที่อีกฝ่ายจะมาถึงตัวด้วยซ้ำว่า “ไม่ใช่ฉัน”  ศัตรูของพระคริสต์จึงถามว่า “แล้วเบื้องบนรู้เรื่องนั้นได้อย่างไร?”  พวกเขาก็ตรองเรื่องนี้และตอบว่า “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน”  ศัตรูของพระคริสต์จึงระรานพวกเขาถึงขั้นที่พวกเขาใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัวอย่างต่อเนื่อง หายใจไม่ทั่วท้องอยู่เสมอ กลัวว่าศัตรูของพระคริสต์จะขับไล่พวกเขาออกจากคริสตจักร  พวกเขาร้อนใจและกลัวเกรงเสียจนแม้แต่การผ่านพ้นวันหนึ่งๆ ไปก็เป็นเรื่องยาก  ถ้าศัตรูของพระคริสต์ไม่ได้ข่มขู่พวกเขาเช่นนี้ พวกเขาจะกลัวขนาดนี้หรือไม่?  ย่อมจะไม่เป็น  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่?  ไม่  พวกเขาไม่มีกระดูกสันหลังและเลอะเลือน  เมื่อพบเจอศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาก็ค้อมตัวให้  พวกเขาไม่มีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า แต่เต็มใจที่จะยอมจำนนให้ศัตรูของพระคริสต์ พร้อมทำตามที่คนเหล่านั้นบอก  พวกเขามีธรรมชาติที่เป็นข้ารับใช้ของซาตาน

ศัตรูของพระคริสต์ใช้วิธีการอื่นใดมาข่มขู่ผู้คนอีกบ้าง?  ศัตรูของพระคริสต์บางคนช่ำชองในการกล่าวคำสอนบางอย่างที่ถูกต้องชวนฟังเพื่อมาควบคุมและตีกรอบเจ้าเอาไว้  พวกเขาบอกว่า “คุณรักความจริงไม่ใช่หรือ?  ถ้ารักความจริง คุณก็ต้องฟังฉันเพราะฉันเป็นผู้นำ  ทุกสิ่งที่ฉันพูดล้วนตรงกับความจริง  คุณต้องเชื่อฟังทุกสิ่งที่ฉันบอก เมื่อฉันบอกให้ไปทางทิศตะวันออก คุณก็ต้องไม่ไปทางทิศตะวันตก  เมื่อฉันพูดอะไร คุณก็ต้องไม่คิดซ้ำสอง ต้องไม่มีความเห็นหรือเข้ามาวุ่นวายอย่างมืดบอด  สิ่งที่ฉันพูดก็คือความจริง”  ถ้าเจ้าไม่ฟังพวกเขา พวกเขาก็อาจจะเกลียดหรือกล่าวโทษเจ้า  เป็นการกล่าวโทษเช่นใด?  พวกเขาจะพูดว่า “แท้จริงแล้วคุณไม่ใช่คนที่รักความจริง ถ้าคุณรักความจริงโดยแท้ เช่นนั้นในฐานะผู้นำ คำพูดของฉันย่อมถูกต้อง—ทำไมถึงไม่ฟังคำของฉัน?”  ศัตรูของพระคริสต์ใช้ทฤษฎีและคำสอนที่ดูเหมือนถูกต้องนี้มาควบคุมและดึงรั้งเจ้าเอาไว้  ยิ่งไปกว่านั้น ศัตรูของพระคริสต์บางคนยังให้ผู้คนจัดการเรื่องส่วนตัวให้พวกเขา โดยบอกว่า “ตอนนี้ฉันเป็นผู้นำ ไม่มีเวลาให้กับเรื่องส่วนตัวบางเรื่อง  นอกจากนี้ ฉันเป็นผู้นำ เรื่องของฉันย่อมเป็นเรื่องในพระนิเวศของพระเจ้า  เรื่องในพระนิเวศของพระเจ้าก็คือเรื่องของฉันเช่นกัน  พวกเราไม่อาจแยกสองเรื่องนี้ออกจากกันได้อย่างชัดเจนขนาดนั้นอีกต่อไป  ฉะนั้น พวกคุณจึงต้องช่วยแบ่งเบาภาระบางอย่างที่เป็นเรื่องในบ้านของฉัน เช่น ดูแลลูกๆ เพาะปลูก ขายผัก หรือสร้างบ้าน และเรื่องอื่นอย่างการไม่มีเงินติดบ้านมากพอ  สิ่งเหล่านี้เคยเป็นหน้าที่ของฉัน แต่ในเมื่อตอนนี้ฉันเป็นผู้นำ ก็เลยกลายเป็นหน้าที่ของพวกคุณ—พวกคุณต้องแบ่งเบาภาระ  ไม่อย่างนั้น ฉันก็จะกังวลเรื่องทางบ้านอยู่เรื่อย ว่อกแว่กเพราะเรื่องพวกนี้ แบบนั้นฉันจะยังคงเป็นผู้นำที่มีประสิทธิผลได้อย่างไร?”  ยิ่งพูด พวกเขาก็ยิ่งไม่ละอาย  บางคนได้ฟังเช่นนี้ก็คิดว่า “พวกเราไม่ได้รู้จักคำนึงถึงหัวใจของคุณเลย—พวกเราไร้หัวใจจริงๆ!  คุณไม่ต้องพูดอะไรแล้ว จากนี้ไปพวกเราจะดูแลงานบ้านทั้งหมดให้คุณเอง”  ศัตรูของพระคริสต์พวกนี้ตั้งชื่อที่ฟังดูดีให้กับกิจธุระทางบ้านและกิจธุระในชีวิตประจำวันของตนเองว่าอย่างไร?  พวกเขาเรียกมันว่า “หน้าที่ของผู้คน” กล่าวคือ ศัตรูของพระคริสต์ทำให้การที่ผู้คนทำงานให้ครอบครัวของตน รับใช้ผู้เยาว์และผู้เฒ่าในบ้านของตน และจัดการเรื่องราวในชีวิตส่วนตัวของตน กลายเป็นเรื่องในพระนิเวศของพระเจ้า  ในเมื่อตอนนี้เป็นเรื่องในพระนิเวศของพระเจ้าไปแล้ว ทุกคนก็ควรทำส่วนที่ตนสมควรทำ และถ้าผู้นำอยากให้เจ้าทำบางสิ่ง นั่นย่อมกลายเป็นหน้าที่ของเจ้า  นี่ฟังดูถูกต้องมิใช่หรือ?  ผู้คนที่ไม่มีวิจารณญาณอาจจะคิดว่าถูกต้อง  พวกเขาเชื่อว่าในเมื่อผู้นำยุ่งเกินกว่าจะจัดการเรื่องทางบ้านของตนเองได้ แล้วตัวพวกเขาเองก็มีขีดความสามารถต่ำและไม่อาจทำหน้าที่ใดๆ ได้ พวกเขาก็ได้แต่ช่วยรับเอางานบ้านบางอย่างมาทำให้ผู้นำ  ดังนั้นเมื่อใดที่พวกเขาไม่มีงานยุ่ง พวกเขาย่อมทำงานอยู่ที่บ้านของผู้นำ ช่วยทำธุระปะปังต่างๆ  นี่ถือว่าเป็นการทำหน้าที่ของตนได้หรือไม่?  นี่มองได้แต่เพียงว่าเป็นการกุลีกุจอช่วยเหลือผู้คนเท่านั้น  สำหรับคนที่สละตนเพื่อพระเจ้าอย่างแท้จริง ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า เมื่อครอบครัวของพวกเขาเผชิญความยุ่งยาก คริสตจักรย่อมจัดแจงให้ผู้คนไปช่วยเหลือและดูแลกิจธุระในบ้านให้พวกเขา  ในกรณีดังกล่าว นี่ถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในระดับหนึ่ง  ทีนี้ก็เข้าใจแล้วใช่หรือไม่?  ศัตรูของพระคริสต์พอมัวยุ่งอยู่กับการชักพาให้ผู้คนในคริสตจักรหลงผิดและควบคุมเอาไว้ ก็จัดแจงเอางานบ้านของตนมาให้พี่น้องชายหญิงทำ อ้างว่านี่คือการทำหน้าที่ของพวกเขาเช่นกัน  พี่น้องชายหญิงบางคนก็หลงผิดและเต็มใจรับงานเหล่านี้ไปทำเพราะไม่เข้าใจความจริง รู้สึกเป็นสุขที่ได้ทำเช่นนั้น  ในที่สุดพวกเขาก็ถึงกับรู้สึกว่าตนนั้นติดค้างผู้นำ นึกไปว่า “ผู้นำยอมหัวใจสลายและริมฝีปากแห้งแตกเพื่อพวกเรา  พวกเราช่างไม่คู่ควร  พวกเราทำงานไปมากมาย แต่ทำไมถึงยังไม่เข้าใจความจริงใดๆ?”  ถ้าวันทั้งวันเจ้ามัวสาละวนทำงานให้ผู้นำและละเลยการเข้าชุมนุมหรือฟังคำเทศนา เจ้าจะเข้าใจความจริงได้หรือไม่?  แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้  นี่คือการประจบประแจงจนตัวตาย!  นี่คือการวิ่งตามศัตรูของพระคริสต์และไถลเข้าสู่เส้นทางที่คดเคี้ยว  ศัตรูของพระคริสต์มักจะใช้ถ้อยแถลงที่ฟังดูถูกต้อง แต่งเติมและดัดแปลงให้เป็นวาจาที่ถูกต้อง ทำให้ผู้คนเชื่ออย่างผิดๆ ว่าถ้อยคำเหล่านี้เป็นความจริงโดยแท้ เป็นสิ่งที่พวกเขาควรทำตามและใช้ปฏิบัติ และควรยอมรับวาจาเหล่านี้  เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้คนก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิจารณญาณดูว่าสิ่งที่ผู้นำทำอยู่นั้นถูกหรือผิด หรือว่าสิ่งที่ตนเองกำลังทำตามอยู่นั้นถูกหรือผิด  เป็นเช่นนี้มิใช่หรือ?  นี่จึงเรียกว่าการชักพาให้หลงผิด และเป็นการข่มขู่ผู้คนอีกด้วย  ศัตรูของพระคริสต์ใช้ทฤษฎีและถ้อยแถลงที่ดูเหมือนถูกต้องพวกนี้มาควบคุมผู้คนเหล่านี้  พวกเขาควบคุมผู้คนเอาไว้ถึงขั้นใด?  ผู้คนเหล่านี้เต็มใจที่จะมานะพยายามเพื่อพวกเขา หักโหมทำงานเพื่อพวกเขา และจัดการธุระส่วนตัวให้พวกเขา  คนเหล่านี้ยอมไม่เข้าชุมนุม ละเลยหน้าที่ของตนเอง ทิ้งงานของตนไว้ข้างหลัง และยอมสละเวลาที่ตนเองใช้อุทิศตนฝ่ายวิญญาณ ใช้เข้าชุมนุม กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าเพียงเพื่อมารับใช้และหักโหมทำงานเต็มเวลาให้กับศัตรูของพระคริสต์  เหตุใดคนเหล่านี้จึงสามารถหักโหมทำงานเช่นนี้ได้?  นี่ย่อมมีสาเหตุ  เป็นสาเหตุอันใด?  เพราะศัตรูของพระคริสต์จงใจบอกพวกเขาว่า “ถ้าแม้แต่เรื่องเหล่านี้ คุณก็ไม่อาจจัดการได้อย่างถูกควร คุณจะทำหน้าที่อะไรได้?  ถ้าคุณทำหน้าที่ของตัวเองไม่ได้ คุณยังจะเป็นสมาชิกในพระนิเวศของพระเจ้าอยู่อีกหรือ?  แบบนั้นก็ได้ ฉันจะไม่นำคุณ  ถ้าฉันไม่นำคุณ ก็จะไม่นับว่าคุณเป็นคนในพระนิเวศของพระเจ้า  ในเมื่อฉันได้รับเลือกเป็นผู้นำ ฉันย่อมเป็นประตูเข้าสู่คริสตจักรแห่งนี้  ใครที่อยากเข้าคริสตจักรก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากฉัน  เมื่อฉันไม่ยินยอม ใครก็เข้าไม่ได้  ต่อให้คริสตจักรเอาตัวใครสักคนออกไป ก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากฉันก่อน พวกเขาถึงจะจากไปได้  ฉะนั้น งานที่ฉันมอบหมายให้พวกคุณทำและกิจที่ฉันส่งมอบให้พวกคุณจึงเป็นหน้าที่ของพวกคุณ  ถ้าพวกคุณไม่ทำหน้าที่นี้ ก็มีระบุอยู่ในพระวจนะของพระเจ้าว่าคนที่ไม่ทำหน้าที่จะไม่มีโอกาสได้รับความรอด และจะไม่นับว่าเป็นคนในพระนิเวศของพระเจ้า!”  นี่คือการข่มขู่มิใช่หรือ?  (ใช่)  ใช้วิธีใดมาข่มขู่คน?  (ใช้คำพูดที่ถูกต้อง)  เป็นการใช้คำพูดที่ถูกต้องมาข่มขู่ผู้คน คำพูดที่ฟังดูเหมือนตรงกับความจริง—นี่คือการเอาแอปเปิลมาปนกับส้ม  ศัตรูของพระคริสต์ใช้การทำหน้าที่มาเป็นข้ออ้างที่จะบรรลุเป้าหมายส่วนตัว  แต่การทำสิ่งต่างๆ เพื่อพวกเขา แท้จริงแล้วใช่การทำหน้าที่หรือไม่?  พวกเขาบิดเรื่องราวเพื่อทำให้ดูเหมือนว่าเป็นหน้าที่ที่ผู้คนควรทำ จากนั้นก็ใช้หลักธรรมและมาตรฐานในการทำหน้าที่มาเรียกร้องให้พี่น้องชายหญิงหักโหมทำงานให้พวกเขา  พวกเขาถึงกับข่มขู่ว่าถ้าพี่น้องไม่หักโหมทำงานให้พวกเขา พี่น้องจะไม่มีโอกาสได้รับความรอดและจะถูกเอาตัวออกไปจากคริสตจักร ถูกตัดออกจากพระนิเวศของพระเจ้า  เมื่อคนเขลาที่ไร้วิจารณญาณเหล่านี้ได้ฟังเรื่องความร้ายแรงของผลสืบเนื่องต่างๆ พวกเขาก็รีบรับงานทั้งหมดในบ้านผู้นำและธุระในชีวิตประจำวันของผู้นำไปทำ และเมื่อทำเสร็จก็รู้สึกโล่งใจ  พวกเขาถึงกับคิดพลางนึกดีใจกับตัวเองไปด้วยว่า “คราวนี้ฉันก็ลุล่วงหน้าที่ของตนอย่างถูกควรแล้ว  ฉันไม่ได้เกียจคร้านเลย และคำนึงถึงเจตจำนงของผู้นำเสมอมา  ฉันทำทุกอย่างตามที่ผู้นำบอกให้ทำ และจัดการงานบ้านทั้งหมดให้ผู้นำแล้ว  นี่คือความหมายของการคำนึงถึงพระเจ้า!  ผู้นำพอใจ พระเจ้าก็ย่อมพอพระทัย  ทีนี้ฉันก็มีหวังที่จะได้รับความรอด!”  นี่เรียกว่าความหวังหรือไม่?  พวกเขากลายเป็นทาสให้ศัตรูของพระคริสต์ไปแล้วมิใช่หรือ?  พวกเขาถูกศัตรูของพระคริสต์พาออกนอกทางไปแล้วมิใช่หรือ?  ศัตรูของพระคริสต์สวมบทบาทอันใดในที่นี้?  พวกเขาทำเหมือนเป็นคนลักพาตัวมิใช่หรือ?  พวกเขามีอุปนิสัยอันเลว และแน่นอนว่าความเลวย่อมร้ายแรงกว่าความหลอกลวงมากนัก  ดังนั้นพวกเขาย่อมรู้เป็นแน่ว่าควรพูดสิ่งใดและควรใช้ทฤษฎีอันใดมาควบคุมผู้คน สัมฤทธิ์ตามวาระซ่อนเร้นของตน เอาชนะใจผู้คน ควบคุมพฤติกรรมและความคิดอ่านของผู้คน  พวกเขาตระหนักรู้ทั้งหมดนี้ดี  ฉะนั้น จุดหมายที่ศัตรูของพระคริสต์อยากสัมฤทธิ์ด้วยทุกสิ่งที่พวกเขาพูดและทำจึงผ่านการใคร่ครวญมาอย่างรอบคอบและไตร่ตรองไว้ล่วงหน้าเป็นนาน  นี่ไม่ใช่เรื่องของการพูดหรือทำบางสิ่งโดยไม่รู้ตัว แล้วสัมฤทธิ์ผลอันไม่คาดคิดเป็นแน่—ไม่ใช่เช่นนี้แน่นอน  ดังนั้น คนที่เต็มใจรับใช้และหักโหมทำงานเพื่อศัตรูของพระคริสต์ นอกจากจะถูกวาจาของพวกเขาชักพาให้หลงผิดแล้ว ยังถูกศัตรูของพระคริสต์ใช้วาทกรรมอย่างหนึ่งข่มขู่และบีบบังคับอีกด้วย  บางทีพวกเขาอาจจะเต็มใจทำสิ่งเหล่านั้นให้ศัตรูของพระคริสต์ แต่ “ความเต็มใจ” นี้ก็มีปัญหามิใช่หรือ?  ควรใส่เครื่องหมายคำพูดเอาไว้ตรงคำนี้ใช่หรือไม่?  (ใช่)  แน่นอนว่านี่ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ที่แท้จริง แต่เป็นผลสืบเนื่องจากการถูกชักพาให้หลงผิดด้วยทฤษฎีบางอย่าง ข้อโต้แย้งหรือวาทกรรมบางอย่างที่ฟังดูถูกต้องและรื่นหู แต่ชักพาให้ผู้คนหลงผิด  เนื่องจากพวกเขากังวลว่าจะไม่สามารถทำหน้าที่ของตน กังวลว่าจะถูกขับไล่ และจะไม่ได้รับการช่วยให้รอด พวกเขาจึงเต็มใจยอมรับงานที่ศัตรูของพระคริสต์มอบหมายให้ ถึงขนาดคิดว่าตนเองกำลังทำหน้าที่ของตนเพื่อพระเจ้า  พวกเขาเลอะเลือนถึงเพียงนี้!

คำขู่จากศัตรูของพระคริสต์เปิดโอกาสให้ผู้คนมองเห็นใบหน้าที่แท้จริงของพวกเขาอย่างชัดเจน  พวกเจ้าก็ข่มขู่แบบนั้นด้วยใช่หรือไม่?  มีความแตกต่างระหว่างคำขู่กับคำตักเตือนหรือคำแนะนำหรือไม่?  (มี)  พวกเจ้าแยกแยะเรื่องนี้ได้หรือไม่?  แตกต่างกันตรงไหน?  หาความแตกต่างนี้ออกมาเถิด แล้วพวกเจ้าก็จะเข้าใจและสามารถแยกแยะได้  (แตกต่างที่เจตนา)  เจตนาและแรงจูงใจย่อมต่างออกไปเป็นแน่  แท้จริงแล้วต่างกันในที่ใด?  อะไรคือการข่มขู่?  การข่มขู่ย่อมใช้คำที่อาจฟังดูดีและถูกต้อง และผู้คนก็ไม่รู้สึกขุ่นเคืองเกินไปเมื่อได้ฟัง แต่จุดประสงค์ของการข่มขู่ก็คือผลประโยชน์ส่วนตน  อีกด้านหนึ่งนั้น จุดประสงค์ของคำแนะนำและคำตักเตือนคืออะไร?  คือการช่วยเหลือผู้คน ป้องกันไม่ให้พวกเขาทำอะไรผิดพลาด พลัดออกนอกทาง หรือเดินอ้อม ถูกชักพาให้หลงผิด และเป็นการช่วยลดหรือป้องกันการสูญเสียให้พวกเขา  จุดมุ่งหมายไม่ได้อยู่ที่ผลประโยชน์ส่วนตน แต่เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นโดยแท้  นั่นคือความแตกต่างมิใช่หรือ?  (ใช่)  ในแง่นี้ พวกเจ้าจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะแยกแยะให้ออก  เพียงเพราะมีการสามัคคีธรรมถึงลักษณะที่สำแดงว่าศัตรูของพระคริสต์ข่มขู่ผู้คน นั่นไม่ได้หมายความว่าขณะคุยกับผู้อื่น พวกเจ้าจะไม่กล้าตักเตือนเมื่อจำเป็น  เมื่อจำเป็นต้องตักเตือน พวกเจ้าก็ควรตักเตือน  คำตักเตือนและคำแนะนำไม่เหมือนกับคำขู่  คำตักเตือนมุ่งหมายที่จะช่วยผู้คนอย่างแท้จริง พวกเขาจะได้สามารถทำหน้าที่ของตนได้อย่างถูกควร แน่ใจได้ว่างานในพระนิเวศของพระเจ้าจะไม่ได้รับความเสียหาย  จุดหมายของคำตักเตือนและคำแนะนำนั้นชอบด้วยเหตุผล  ส่วนการข่มขู่กลับมีวาระซ่อนเร้นที่ไม่ชอบด้วยเหตุผล—เกี่ยวโยงกับความทะเยอทะยานส่วนตนและความอยากได้อยากมีที่เห็นแก่ตัว  ยกตัวอย่าง เมื่อศัตรูของพระคริสต์ให้ผู้อื่นทำงานบ้านให้ตน ความอยากได้อยากมีที่เห็นแก่ตัวของพวกเขาคือสิ่งใด?  พวกเขาอยากสุขสำราญกับผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่งเท่านั้น ให้ผู้อื่นทำงานที่สกปรกและเหน็ดเหนื่อย ขณะที่ตนนั้นไม่ทำสิ่งใด  และแล้ว ใครบางคนยังต้องยกอาหารมาให้พวกเขาสามมื้อต่อวันด้วยซ้ำ  พวกเขาเชื่อว่าในเมื่อตอนนี้พวกเขามีตำแหน่ง ความสุขสำราญของพวกเขาก็ย่อมจะเริ่มต้นได้แล้ว  อย่างไรก็ดี ไม่มีเหตุอันสมควรที่จะบอกให้ผู้คนทำงานให้ตนโดยตรง ดังนั้น ศัตรูของพระคริสต์จึงสร้างข้ออ้างต่างๆ ขึ้นมา บอกว่า “ตอนนี้ฉันเป็นผู้นำแล้ว เลยยุ่งกับหน้าที่ของตนอย่างมาก  ถ้าพวกคุณแบกรับภาระและมีความเป็นมนุษย์ เช่นนั้นพวกคุณก็ควรเรียนรู้ที่จะให้ความร่วมมือ  พวกคุณทำอะไรได้บ้าง?  สิ่งที่พวกคุณทำได้ก็มีแต่การมานะพยายามไม่ใช่หรือ?  ที่บ้านของฉันไม่มีคนทำงานในสวนผัก แล้วพวกคุณก็ไม่ช่วย!  ถ้าพวกคุณช่วย ก็ย่อมพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกคุณมีหัวใจที่เมตตา และกำลังทำหน้าที่ของพวกคุณจริงๆ ด้วยการช่วยงานฉัน  ฉันเป็นผู้นำของพวกคุณ—เรื่องของฉันก็คือเรื่องของพวกคุณเช่นกันไม่ใช่หรือ?  เรื่องของพวกคุณก็คือสิ่งที่พวกคุณพึงทำไม่ใช่หรือ แล้วสิ่งที่พวกคุณพึงทำก็คือหน้าที่ของพวกคุณใช่หรือเปล่า?”  เมื่อพวกเขาวางความรับผิดชอบอันใหญ่โตเช่นนั้นไว้บนบ่าของเจ้า และเจ้าก็ตรึกตรองว่าสิ่งที่ผู้นำพูดนั้นฟังเข้าเค้า เจ้าจึงไปทำงานให้พวกเขา  นี่คือการหลงเชื่อกลโกงมิใช่หรือ?  ศัตรูของพระคริสต์มีจุดหมายของตนเอง และก่อนที่จะบรรลุจุดหมายเหล่านั้นได้ พวกเขาต้องหาข้ออ้างและทฤษฎีที่เหมาะสมมาสร้างข้อแก้ตัว  จากนั้นคนที่ยอมรับทฤษฎีเหล่านี้ก็ไปทำงานให้พวกเขา พวกเขาจึงบรรลุจุดประสงค์ของตน และแล้วก็สามารถสุขสำราญกับผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่ง  นี่คือคนที่เกาะคริสตจักรกินมิใช่หรือ?  (ใช่)  แท้จริงแล้วเป็นเช่นนั้น  พวกเขาเกียจคร้านและไม่เต็มใจทำงาน ละโมบความสบายกายและผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่ง  พวกเขาเล่นการเมือง และเมื่อไม่อาจหาคำที่เหมาะสมได้ พวกเขาก็ดึงวลีที่มีสำนึกและเป็นที่ยอมรับได้ง่ายกว่าออกมาจากพระวจนะของพระเจ้าและคำสอนที่ตนเข้าใจ  พวกเขาใช้ถ้อยคำเหล่านี้มาชักพาให้คนที่ไม่เข้าใจความจริงและเบาปัญญาหลงผิด ทั้งยังควบคุมเอาไว้  เมื่อทำเช่นนี้ พวกเขาจึงบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตนซ่อนเร้นเอาไว้ ทำให้ผู้คนเต็มใจยอมรับการบงการจากพวกเขา  บางคนถึงกับคิดว่าถ้าพวกเขาไม่ฟังคำของผู้นำหรือไม่ปฏิบัติงานที่ผู้นำมอบหมายมาให้ดี เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ไม่ได้ทำหน้าที่ของตนอย่างถูกควร  พวกเขารู้สึกเหมือนติดค้างพระเจ้าและถึงกับมีน้ำตา  นี่คือความเลอะเลือนขั้นหนักหนาสาหัสมิใช่หรือ?  พวกเขาเลอะเลือนจนน่าสะอิดสะเอียน

ศัตรูของพระคริสต์มักจะพูดจาโดยใช้คำขู่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตน แต่บางครั้งคำขู่ของพวกเขาก็มาในรูปของคำพูดที่ถูกต้องและมีลักษณะนุ่มนวล เหมือนงูที่กระหวัดรัดตัวเจ้าเอาไว้อย่างช้าๆ—เมื่อรัดดีแล้ว ก็พร้อมที่จะเอาชีวิตของเจ้า  ในยามอื่น คำขู่ของพวกเขาไม่นุ่มนวล แต่กลับแข็งกร้าวและชั่วช้าเหมือนหมาป่าที่มองแกะและเผยใบหน้าที่ชั่วช้าของมันออกมา  เจตนาของพวกเขาคือการบอกผู้คนว่า “ถ้าคุณไม่ฟังฉัน คุณก็จะได้สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับคุณ และถ้ามีผลสืบเนื่องขึ้นมา คุณก็จะแบกความรับผิดชอบเอาไว้เอง!”  เบี้ยต่อรองที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้เป็นปกติในคำขู่ของพวกเขาคืออะไร?  พวกเขาเจาะจงพูดถึงบั้นปลายของผู้คน หน้าที่ แม้กระทั่งตำแหน่ง และการไปหรืออยู่ในคริสตจักร  ศัตรูของพระคริสต์ใช้ลูกไม้เหล่านี้ และแน่นอนว่าลูกไม้อื่นๆ อีกมาข่มขู่คน  อย่างไรก็ดี กลยุทธ์ของพวกเขาโดยทั่วไปแล้วมีอยู่สองประเภทคือ บางครั้งพวกเขาจะหว่านล้อมเจ้าด้วยคำที่รื่นหู และบางครั้งพวกเขาก็จะใช้กำลังจัดการเจ้าด้วยความมุ่งร้าย  คำขู่ที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้มีจุดประสงค์อันใด?  อันดับแรก พวกเขาอยากให้ผู้คนฟังตน  พวกเขามุ่งหมายที่จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากผู้อื่น สุขสำราญกับผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่ง ลุ่มหลงอยู่ในสิทธิพิเศษและความเพลิดเพลินต่างๆ ที่มากับสถานะ  อันดับที่สอง พวกเขาไม่อยากให้ใครเผยสภาพการณ์ที่แท้จริงหรือท้าทายตำแหน่งของพวกเขา  พวกเขาจะไม่ทนยอมให้ผู้คนทำสิ่งใดที่เป็นภัยคุกคามตำแหน่งของพวกเขา  ตัวอย่างเช่น ถ้าบางคนอยากรายงานสถานการณ์ของพวกเขาให้ระดับสูงขึ้นไปรู้ หรือถ้าบางคนดูพวกเขาออกและอยากรวบรวมพี่น้องชายหญิงให้มาร่วมปฏิเสธและปลดพวกเขาออกจากตำแหน่ง ศัตรูของพระคริสต์ก็จะหันมาใช้ลูกไม้ที่เป็นการข่มขู่  จุดหมายของการข่มขู่ในแง่หนึ่งก็เพื่อจะได้สุขสำราญกับผลประโยชน์มากมายที่มากับตำแหน่งของตน และอีกแง่หนึ่งก็เพื่อรักษาตำแหน่งของพวกเขาไว้ให้มั่นคง  นี่คือวัตถุประสงค์สองข้อที่ศัตรูของพระคริสต์มีในการข่มขู่ผู้คน—ต่างก็วนเวียนอยู่รอบๆ ตำแหน่งทั้งสองข้อ  ผลประโยชน์ทั้งหมดนี้มาจากไหน?  มาจากตำแหน่งของพวกเขาเช่นกัน  ศัตรูของพระคริสต์บางคนบอกว่า “ถ้าพวกคุณไม่ยอมตามในเรื่องนี้ พวกคุณก็จะแบกรับผลที่ตามมา!”  ถ้าใครสักคนดูพวกเขาออกและจะไม่ยอมฟังพวกเขา พวกเขาย่อมคิดหาทางจัดการเสียใช่หรือไม่?  พวกเขาจะไม่เอาแต่ทำใจรับสิ่งที่อาจเกิดขึ้น  ตราบใดที่พวกเขายังมีความหวังสักนิดที่จะรักษาตำแหน่งของตนเอาไว้ พวกเขาก็จะสู้ยิบตา  ความกระตือรือร้นที่พวกเขามีต่อตำแหน่งนั้นเกินระดับที่ผู้คนส่วนใหญ่มี  เหมือนหมาป่ามองแกะ—ปากของมันเริ่มน้ำลายสอก่อนที่จะเริ่มกินเสียอีก  ดวงตาของมันฉายแววดุร้ายพลางคิดที่จะกินแกะ มันมีความโหยหาเช่นนี้  นี่คือธรรมชาติของมันมิใช่หรือ?  (ใช่)  ความโหยหาที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อตำแหน่งก็เหมือนที่หมาป่าโหยหาแกะ เป็นความต้องการที่มีอยู่ในธรรมชาติอันมุ่งร้ายของพวกเขา  ฉะนั้น การที่พวกเขาข่มขู่ผู้อื่นจึงเป็นเรื่องที่จะขาดเสียมิได้

IV. การชำแหละวิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ควบคุมผู้คน

การควบคุมผู้คนเป็นหนึ่งในกลวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้  พวกเขาควบคุมผู้คนอย่างไร?  ศัตรูของพระคริสต์มีวิธีนานัปการในการควบคุมผู้คน พวกเขามีหลายวิธี  พวกเจ้าเคยมีประสบการณ์กับเรื่องนี้หรือไม่?  บางคนอาจไม่เคยทำหน้าที่ผู้นำ แต่ก็เก็บงำความอยากควบคุมผู้อื่นเอาไว้—นี่คือสิ่งที่ทำให้คนกลายเป็นศัตรูของพระคริสต์  ไม่ว่าวัย ถิ่นฐาน หรือรูปการณ์ของพวกเขาจะเป็นเช่นใด พวกเขาก็อยากควบคุมผู้คน  แม้ในเรื่องการกิน การทำงาน หรือความเชี่ยวชาญสาขาต่างๆ หรือเรื่องในสายงาน พวกเขาก็อยากให้ผู้คนฟังตน และจะไม่ทนผู้ใดที่ไม่ฟัง  แม้แต่ความอยากกุมอำนาจในคริสตจักรของตน พวกเขาก็ไม่อาจควบคุมได้  พวกเขามองเรื่องนี้ว่าเป็นการลุล่วงความรับผิดชอบและภาระผูกพันของตน นึกว่าตนเองกำลังทำส่วนของตนอย่างเต็มที่เท่านั้น ไม่ได้ตระหนักว่านี่คือความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของพวกเขาเอง เป็นอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของพวกเขา  แล้วศัตรูของพระคริสต์ควบคุมผู้คนอย่างไร?  ยกตัวอย่าง เวลาพวกเขาได้รับเลือกเป็นผู้นำ วันแรกเลย พวกเขาก็เริ่มคิดแล้วว่า “คนเหล่านี้มีนิสัยการกินและกิจวัตรประจำวันที่ไม่เป็นเวลา นี่จึงมีงานให้ทำเป็นอันมาก  การเป็นผู้นำนี้แบกความรับผิดชอบไว้มาก—เป็นภาระที่หนักหนา!”  ศัตรูของพระคริสต์ขังตัวเองอยู่ในห้องตลอดวัน เขียนเอกสารอยู่สองสามหน้า  มีอะไรอยู่ในเอกสารนี้?  อย่างแรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับการกิน  ต้องกินอาหารตามเวลาจำเพาะ ในสถานที่จำเพาะ และในปริมาณจำเพาะ  มื้อเช้าเวลาหกโมงครึ่ง มื้อกลางวันเวลาเที่ยงครึ่ง และมื้อเย็นเวลาหกโมงครึ่ง—จะกินอาหารสามเวลานี้ ไม่ก่อนหรือหลังแม้แต่นาทีเดียว  ไม่ว่ารูปการณ์จะเป็นเช่นไร ต่อให้ฝนตกหรือพายุเริ่มพัด เจ้าก็ต้องตรงเวลา และถ้าเจ้าละเมิดกฎเกณฑ์เหล่านี้ เจ้าก็จะไม่ได้กินอาหาร  จากนั้นยังมีเรื่องของกิจวัตรประจำวันซึ่งสำคัญมาก  เจ้าต้องลุกจากเตียงเวลาหกโมงทุกเช้า ไม่ว่าคืนก่อนหน้านั้นเจ้าจะเข้านอนดึกขนาดไหนก็ตาม  เจ้าควรหยุดพักหลังอาหารเที่ยงในเวลาบ่ายโมง และเข้านอนทันทีในเวลาสี่ทุ่มทุกคืน  เมื่อพวกเขาวางกฎการกินและกิจวัตรประจำวันเสร็จแล้ว ก็ยังมีข้อบังคับจำเพาะอื่นๆ อีกมาก  ตัวอย่างเช่น เจ้าต้องกินในที่ที่กำหนดและไม่ส่งเสียงอันใดขณะกิน  แต่ละคนต้องสวมเสื้อผ้าจำเพาะ เป็นต้น  กฎเหล่านี้มีรายละเอียดมากอย่างเหลือเชื่อ มากกว่ากฎการปกครองในพระนิเวศของพระเจ้าเสียอีก รายละเอียดยิบย่อยในชีวิตประจำวันเหล่านี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับความจริง  ตราบใดที่ชีวิตประจำวันและนิสัยการกินของคนเรามีระบบระเบียบและเหมาะสม ไม่ทำร้ายสุขภาพของตน การปฏิบัติตามหลักธรรมข้อนี้ก็ควรที่จะเพียงพอ  ไม่จำเป็นต้องมีกฎข้อบังคับที่ลงรายละเอียดขนาดนั้น  แล้วเหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงสร้างกฎเกณฑ์ยิบย่อยดังกล่าว?  พวกเขาบอกว่า “การทิ้งผู้คนเอาไว้โดยไม่จัดการดูแลนั้นไม่ดี  พระวจนะของพระเจ้าไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องเหล่านี้ และเมื่อไม่มีรายละเอียดจำเพาะเหล่านี้ ชีวิตของพวกเราก็จะไม่มีวินัย ไร้แบบแผน และไม่มีสภาพเสมือนมนุษย์  ในเมื่อตอนนี้ฉันเป็นผู้นำ พวกคุณทุกคนย่อมจะสามารถได้รับการเยียวยา  พวกคุณไม่ใช่แกะเร่ร่อนอีกแล้ว มีคนคอยดูแลพวกคุณแล้ว”  มีการวางกฎข้อบังคับอย่างละเอียดลออในชีวิตประจำวันทุกเรื่องทั้งที่สำคัญและไม่สำคัญ เช่น เรื่องเสื้อผ้า อาหาร ที่พัก และการคมนาคม  จากนั้นพวกเขาก็บอก “ความลับ” ให้เจ้ารู้ว่า “พระวจนะของพระเจ้าไม่เคยเอ่ยถึงรายละเอียดจำเพาะในชีวิตประจำวันเหล่านี้  เพียงเพราะพระเจ้าไม่ได้ตรัสถึง ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเราไม่ควรรู้  มนุษย์อย่างพวกเราต้องทำงานที่เป็นเรื่องยิบย่อยทั้งหมดที่พระเจ้าไม่เคยพูดถึงนี้”  พวกเขาสร้างกฎเกณฑ์และข้อบังคับต่างๆ นานาที่อยู่นอกเหนือพระวจนะของพระเจ้าขึ้นมา ซึ่งดูเหมือนมีรายละเอียดและมีคำอธิบายชัดเจน พร้อมเงื่อนไขที่ชัดแจ้ง เพื่อแทนที่ความจริงและนำผู้อื่น  เมื่อมีการออกกฎข้อบังคับจำเพาะที่มีคำอธิบายชัดเจนเหล่านี้ ก็ย่อมคาดหวังให้ผู้คนยึดปฏิบัติตามสิ่งที่พวกเขาเรียกว่ากฎเกณฑ์  ถ้าใครไม่ทำตาม ไม่เชื่อฟัง เพิกเฉย หรือละเมิดกฎเหล่านี้ ศัตรูของพระคริสต์ก็ตัดแต่งพวกเขา  หลังจากตัดแต่งแล้ว ศัตรูของพระคริสต์ก็ตรวจดูให้แน่ใจว่าคนคนนั้นยอมรับกฎเกณฑ์เหล่านี้และน้อมรับกฎเหล่านี้จากพระเจ้า  พวกเขาใช้สิ่งเหล่านี้มาแทนที่ความจริงและนำผู้คน แล้วผู้คนเหล่านั้นจะใช้เส้นทางเช่นใด?  พวกเขาก็จะทำตามกฎข้อบังคับและพิธีกรรมเท่านั้น เอาแต่ปฏิบัติตามรูปแบบ  ภายใต้ผู้นำเช่นนี้ ผู้คนอาจเชื่อในทางที่ผิดตามมโนคติอันหลงผิดของตนว่า “ถ้าฉันรักษากฎข้อบังคับและพิธีการภายนอกเอาไว้ได้ ถ้าฉันทำตามตารางเวลาของการตื่น การนอน และการกินได้ นั่นก็หมายความว่าฉันปฏิบัติความจริงอยู่ไม่ใช่หรือ?  อย่างนั้นฉันก็จะได้รับการช่วยให้รอดไม่ใช่หรือ?”  ความรอดเป็นเรื่องง่ายถึงเพียงนั้นจริงหรือ?  ความจริงได้มาง่ายขนาดนั้นหรือไม่?  ความจริงเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของมนุษย์เท่านั้นหรือเปล่า?  เปล่าเลย  ศัตรูของพระคริสต์ทำอย่างไรกับความเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของผู้คน ความเข้าใจที่ผู้คนมีต่อความจริง และการปฏิบัติความจริง?  พวกเขาทำเหมือนว่าเรื่องเหล่านี้คือการทำตามแบบแผนของคนส่วนใหญ่หรือการปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศ  พวกเขาถึงกับทำให้ผู้คนเชื่อกันอย่างผิดๆ ว่ากฎเกณฑ์และข้อบังคับเหล่านี้สูงส่ง เป็นรูปธรรม และสัมพันธ์กับชีวิตจริงกว่าพระวจนะของพระเจ้า  ในความเป็นจริง พวกเขาใช้สิ่งเหล่านี้มาชักพาให้ผู้คนหลงผิดและควบคุมเอาไว้ ควบคุมพฤติกรรมของผู้คนอย่างเคร่งครัด  พวกเขาไม่แก้ปัญหาด้วยความจริง และไม่หนุนใจให้ผู้คนใช้ชีวิต กระทำการ และทำหน้าที่ของตนตามหลักธรรมความจริง  กลับกำหนดกฎเกณฑ์ ข้อบังคับ และระบบต่างๆ นานาขึ้นมาเองให้ผู้คนปฏิบัติตาม  พวกเขามีจุดประสงค์อันใด?  พวกเขาอยากให้ผู้คนยอมตามพวกเขา คิดว่าพวกเขาฉลาด และเชื่อฟังการนำของพวกเขาด้วยการปฏิบัติและทำตามกฎเกณฑ์และข้อบังคับเหล่านี้  เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเขาก็บรรลุจุดหมายของตน  พวกเขามุ่งหมายที่จะบรรลุจุดหมายของตนซึ่งเป็นการควบคุมทุกสิ่งเกี่ยวกับทุกคนโดยควบคุมและวางมาตรฐานให้กับพฤติกรรมของผู้คน  และบางที ด้วยแรงจูงใจในการลงมือของพวกเขา พวกเขาก็อาจจะไม่มีความอยากได้อยากมีสถานะอย่างชัดแจ้ง แต่ผลสุดท้ายก็คือพวกเขาควบคุมผู้คน แล้วผู้คนก็ใช้ชีวิตและกระทำการตามกฎเกณฑ์และข้อบังคับที่พวกเขาวางไว้ทั้งสิ้น  ในสถานการณ์ดังกล่าว ความจริงยังคงมีที่ทางในหัวใจของผู้คนหรือไม่?  ย่อมไม่มี  ศัตรูของพระคริสต์ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ และไม่เข้าใจความจริง  ถ้าเจ้าใช้ชีวิตคริสตจักรร่วมกับพวกเขา พวกเขาก็จะบอกให้เจ้าทำนี่วันนี้และทำนั่นวันพรุ่ง โดยพื้นฐานแล้วไม่สามารถสามัคคีธรรมถึงหลักธรรมความจริงได้  กลับจะมอบกฎข้อบังคับจำนวนหนึ่งให้เจ้าปฏิบัติตามเท่านั้น  เจ้าอาจปฏิบัติตามกฎเหล่านั้นจนอ่อนล้าไปหมด แต่การไม่ยอมทำตามก็ไม่ใช่ทางเลือก  พวกเขาจะไม่ยอมให้เจ้ากระทำการโดยเสรี  นี่คือหนทางหนึ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้ควบคุมผู้คน

ศัตรูของพระคริสต์ควบคุมสิ่งใดในตัวผู้คนเป็นสำคัญ?  (ความคิด)  ถูกต้อง พวกเขาควบคุมความคิดของผู้คนเป็นหลัก  นี่ไม่ใช่การควบคุมสิ่งที่ผู้คนพูดและทำเท่านั้น  พวกเขาใช้ทฤษฎีที่ว่างเปล่าและการบิดเบือนเหตุผลอย่างแยบยลมาชักพาให้เจ้าหลงผิดโดยอ้างว่าเป็นการสามัคคีธรรมความจริง มุ่งหมายที่จะควบคุมความคิดของเจ้า ทำให้เจ้าเชื่อฟังพวกเขา และทำตามที่พวกเขานำ  นี่คือความหมายของการชักพาให้ผู้คนหลงผิดและควบคุมเอาไว้  ถ้าเจ้าไม่ทำตามที่พวกเขาบอก เจ้าก็อาจจะรู้สึกเหมือนว่าตนเองกำลังต่อต้านความจริง และเจ้าก็อาจรู้สึกติดค้างพวกเขาหรือรู้สึกเหมือนไม่อาจสู้หน้าพวกเขาได้ด้วยซ้ำไป  นี่คือสัญญาณว่าเจ้าอยู่ภายใต้การควบคุมของพวกเขาแล้ว  อย่างไรก็ดี ถ้าเจ้าไม่ปฏิบัติความจริงหรือนบนอบพระเจ้า เจ้ารู้สึกติดค้างพระเจ้าอยู่ในหัวใจหรือไม่?  ถ้าไม่รู้สึก เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่มีมโนธรรมและความเป็นมนุษย์  ถ้าเจ้าเชื่อฟังศัตรูของพระคริสต์แทนการปฏิบัติความจริงได้โดยไม่รู้สึกไม่อึดอัดในหัวใจหรือรู้สึกผิดต่อมโนธรรม นี่ก็หมายความว่าเจ้าอยู่ภายใต้การควบคุมของพวกเขาแล้ว  การควบคุมโดยศัตรูของพระคริสต์มีปรากฏการณ์ที่พบเห็นได้มากที่สุดก็คือภายในขอบเขตอำนาจสั่งการของพวกเขา มีแต่พวกเขาเท่านั้นที่มีสิทธิ์ชี้ขาด  ถ้าไม่มีพวกเขาอยู่ด้วย ก็ไม่มีใครกล้าตัดสินใจหรือสะสางเรื่องราว  ถ้าไม่มีพวกเขา ผู้อื่นก็กลายเป็นเด็กหลงทาง ไม่รู้ว่าควรอธิษฐาน แสวงหา หรือหารือร่วมกันอย่างไร ประพฤติตนเหมือนหุ่นกระบอกหรือคนตาย  ในส่วนของสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์มักจะพูดเพื่อชักพาให้ผู้คนหลงผิดและควบคุมเอาไว้นั้น พวกเราจะไม่ลงรายละเอียดในที่นี้  แน่นอนว่ามีถ้อยแถลงและกลวิธีมากมายที่พวกเขาใช้ และสามารถดูผลที่เกิดตามมาได้ในตัวคนที่ถูกชักพาให้หลงผิด  ให้เรายกตัวอย่างเถิด  มีบางคนที่มีขีดความสามารถปานกลาง ไม่แย่เกินไปนัก ทำหน้าที่ของตนด้วยความจงรักภักดี และแทบจะไม่คิดลบ  อย่างไรก็ดี หลังจากทำงานกับศัตรูของพระคริสต์เพื่อทำหน้าที่ของตนไปสักระยะหนึ่ง พวกเขากลับพึ่งพิงศัตรูของพระคริสต์  เลือกที่จะทำตามการชี้นำของศัตรูของพระคริสต์ไปทุกเรื่อง และศัตรูของพระคริสต์ก็กลายเป็นแรงสนับสนุนหลักของพวกเขา  ทันทีที่พวกเขาแยกตัวออกมาจากศัตรูของพระคริสต์ ทุกสิ่งที่พวกเขาทำล้วนไร้ประสิทธิผล  ถ้าไม่มีศัตรูของพระคริสต์อยู่ด้วย การปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาก็ไม่คืบหน้า และแม้ในยามที่เผชิญปัญหา พวกเขาก็ไม่สามารถสามัคคีธรรมให้เกิดผลได้  พวกเขาได้แต่รอคอยให้ศัตรูของพระคริสต์กลับมาแก้ปัญหาให้  ในความเป็นจริง ก่อนที่จะถูกศัตรูของพระคริสต์ควบคุม คนเหล่านี้เดิมมีความสามารถที่จะจัดการเรื่องดังกล่าวด้วยขีดความสามารถ สติปัญญา ประสบการณ์ และภูมิหลังของตนได้ แต่หลังจากที่ถูกพวกเขาควบคุมแล้ว พอศัตรูของพระคริสต์ไม่อยู่ตรงนั้น คราวนี้กลับไม่มีใครกล้าตัดสินใจหรือเสนอทางออกที่ชัดเจนมาจัดการเรื่องต่างๆ  ดูเหมือนความคิดของพวกเขาจะถูกกักขังไปแล้ว มีลักษณะคล้ายผู้คนที่อยู่ในสภาวะกึ่งผัก  ศัตรูของพระคริสต์ที่ควบคุมผู้คนเหล่านี้เอาไว้ทำสิ่งใดลงไปจึงทำให้ผู้คนแสดงพฤติกรรมดังกล่าว?  แน่นอนว่าต้องมีคำกล่าวหรือถ้อยแถลงที่แน่ชัดบางอย่างมาทำให้พวกเขาเชื่อฟังอยู่ในหัวใจและความรู้สึกนึกคิด  ต้องมีถ้อยแถลง มุมมอง หรือการกระทำบางอย่างที่ผู้คนเหล่านี้เห็นพ้องอีกด้วย  อย่างไรก็ดี ศัตรูของพระคริสต์ไม่มีความเป็นจริงความจริงอย่างแน่นอน  ถ้อยแถลงและมุมมองของพวกเขา ต่อให้ถูกต้องก็หมายที่จะชักพาให้ผู้คนหลงผิดและไม่ได้แสดงถึงความเป็นจริงความจริงอันใดในตัวพวกเขา  บางคนเลื่อมใสศัตรูของพระคริสต์เพราะฝ่ายหลังมีพรสวรรค์และความสามารถพิเศษบางอย่างจริง  อย่างไรก็ดี คุณสมบัติเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าพวกเขามีความเป็นจริงความจริง  คนที่บูชาศัตรูของพระคริสต์ทำเช่นนั้นเพราะพวกเขาไม่มีความจริงและไม่สามารถดูคนออก นี่คือสาเหตุที่พวกเขาสามารถบูชาศัตรูของพระคริสต์และแม้กระทั่งผู้ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงฝ่ายวิญญาณบางคนด้วย  บางคนอาจถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิด แต่นี่ก็เป็นเรื่องชั่วคราวเท่านั้น เมื่อพวกเขาตระหนักว่าศัตรูของพระคริสต์ได้แต่พูดเรื่องทฤษฎีฝ่ายวิญญาณเท่านั้น ไม่ปฏิบัติความจริง ไม่เคยทำสิ่งใดที่ปกป้องงานของคริสตจักร และเป็นพวกฟาริสีหน้าซื่อใจคดโดยแท้ พวกเขาก็จะปฏิเสธและเกลียดศัตรูของพระคริสต์  มีหลายครั้งหลายคราที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้พรสวรรค์และคารมของตนมาชักพาให้คนที่ไม่เข้าใจความจริงหลงผิด  ตัวอย่างเช่น ถ้าเจ้ายื่นข้อเสนอแนะที่เป็นเหตุเป็นผล ทุกคนก็ควรโอบอุ้มข้อเสนอที่ถูกต้องนี้และสามัคคีธรรมถึงข้อเสนอนี้กันต่อ นี่คือเส้นทางที่ถูกต้อง แสดงถึงความจงรักภักดีและความรับผิดชอบที่พวกเขามีต่อหน้าที่ของตน แต่ศัตรูของพระคริสต์กลับคิดในใจว่า “ทำไมคนแรกที่นึกข้อเสนอนั้นออกถึงไม่ใช่ฉัน?”  พวกเขายอมรับอยู่ลึกๆ ว่าข้อเสนอนั้นถูกต้อง แต่พวกเขายอมรับได้หรือไม่?  เป็นเพราะธรรมชาติของพวกเขา จึงแน่นอนที่พวกเขาจะไม่ยอมรับข้อเสนอแนะที่ถูกต้องของเจ้า  พวกเขาจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อปฏิเสธข้อเสนอของเจ้า จากนั้นก็เสนออีกแผนหนึ่งขึ้นมาเพื่อทำให้เจ้ารู้สึกว่าข้อเสนอของเจ้าใช้ไม่ได้โดยสิ้นเชิง และแผนของพวกเขานั้นดีกว่า  พวกเขาอยากให้เจ้ารู้สึกว่าเจ้าทำไม่ได้ถ้าไม่มีพวกเขา ต่อเมื่อมีพวกเขาทำงานด้วยเท่านั้น ทุกคนจึงจะมีประสิทธิผล  หากไม่มีพวกเขา ย่อมไม่มีงานใดที่ทำได้อย่างถูกต้อง กลายเป็นคนไร้ค่ากันทุกคน จะทำสิ่งใดก็ไม่สำเร็จ  กลยุทธ์ที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้คือทำตัวให้ดูสูงส่งไม่เหมือนใครอยู่เสมอ และกล่าวอ้างให้ใหญ่โตเข้าไว้  ไม่ว่าถ้อยแถลงของใครอื่นจะถูกต้องเพียงใด พวกเขาก็จะปฏิเสธ  แม้ข้อเสนอแนะของผู้อื่นจะสอดคล้องกับแนวคิดของพวกเขาเอง ถ้าพวกเขาไม่ได้นำเสนอก่อน พวกเขาก็จะไม่มีวันยอมรับหรือยอมใช้  กลับจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อดูเบา จากนั้นก็ปฏิเสธและกล่าวโทษข้อเสนอเหล่านั้น วิพากษ์วิจารณ์ไม่เลิกจนกระทั่งคนที่เสนอแนะรู้สึกว่าแนวคิดของตนผิดและยอมรับว่าตนผิดเอง  เมื่อนั้นเท่านั้นที่ศัตรูของพระคริสต์จะยอมปล่อยผ่านในที่สุด  ศัตรูของพระคริสต์สุขสำราญกับการสร้างตัวพลางดูเบาผู้อื่นไปด้วย มุ่งหมายที่จะทำให้ผู้อื่นบูชาและให้พวกเขาเป็นศูนย์กลาง  พวกเขายอมให้ตนเองเปล่งประกายได้คนเดียว ส่วนผู้อื่นทำได้เพียงยืนอยู่ข้างหลังเท่านั้น  ไม่ว่าพวกเขาจะพูดหรือทำสิ่งใดย่อมถูกต้อง และไม่ว่าผู้อื่นจะพูดหรือทำสิ่งใดย่อมผิด  พวกเขามักจะนำเสนอมุมมองที่สูงส่งเพื่อหักล้างมุมมองและการกระทำของผู้อื่น จับผิดข้อเสนอแนะของผู้อื่น ขัดขวางและปฏิเสธสิ่งที่ผู้อื่นเสนอ  ด้วยเหตุนี้ ผู้อื่นจึงต้องฟังพวกเขาและทำตามแผนของพวกเขา  พวกเขาใช้วิธีและกลยุทธ์เหล่านี้มาปฏิเสธเจ้าอย่างไม่ลดละ เล่นงาน และทำให้เจ้ารู้สึกว่าตัวเจ้ามีความสามารถไม่มากพอ ซึ่งก็ทำให้เจ้านบนอบพวกเขามากขึ้น เลื่อมใสพวกเขามากขึ้น และยกย่องนับถือพวกเขามากขึ้นเรื่อยๆ  เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเขาย่อมควบคุมเจ้าเอาไว้ทุกด้าน  นี่คือกระบวนการที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้กำราบและควบคุมผู้คน

ศัตรูของพระคริสต์ใช้วิธีการต่างๆ มาชักพาให้ผู้คนหลงผิดและควบคุมเอาไว้ สิ่งที่ทำให้ผู้คนยอมติดตามพวกเขาไม่ใช่การขยิบตาหรือคำไม่กี่คำ—ไม่ได้ง่ายเช่นนั้นแต่อย่างใด  ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมผู้คน หรือควบคุมอำนาจสั่งการด้านหนึ่งๆ เช่น การตัดสินใจเกี่ยวกับบุคลากร เรื่องการเงิน หรือการตัดสินชี้ขาด พวกเขาจะใช้กลวิธีต่างๆ และแน่นอนว่าจะไม่ใช้ในบางโอกาสเท่านั้น แต่จะพยายามอวดตนอย่างต่อเนื่องและเป็นพยานให้ตนเองจนกว่าผู้คนจะเลื่อมใสและลงคะแนนเลือกตน เมื่อนั้นอำนาจสั่งการก็จะเป็นของพวกเขา  พวกเขาใช้เวลาอยู่ระยะหนึ่งจึงบรรลุเป้าหมายนี้  อีกวิธีหนึ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้ชักพาผู้คนให้หลงผิดและควบคุมเอาไว้ก็คือการอวดตนอย่างต่อเนื่อง ให้ทุกคนเรียนรู้เรื่องของพวกเขา และให้ผู้คนอีกมากรู้ว่าพวกเขาทำคุณูปการอะไรให้แก่พระนิเวศของพระเจ้า  ตัวอย่างเช่น พวกเขาอาจจะพูดว่า “ฉันเคยเสนอวิธีการบางอย่างสำหรับประกาศข่าวประเสริฐ ซึ่งเพิ่มประสิทธิผลของการประกาศข่าวประเสริฐมาโดยตลอด  ทุกวันนี้คริสตจักรอื่นบางแห่งก็ใช้วิธีการเหล่านี้เช่นกัน”  ในความเป็นจริง คริสตจักรต่างๆ ได้สรุปประสบการณ์ในการประกาศข่าวประเสริฐไว้ไม่น้อย แต่ศัตรูของพระคริสต์กลับคุยโวไม่หยุดว่าตนตัดสินใจได้ถูกต้องและประสบความสำเร็จ แจ้งให้ผู้คนรู้เรื่องของตน เน้นย้ำเรื่องเหล่านี้ และไม่ว่าจะไปที่ใดก็เล่าซ้ำจนทุกคนรู้กันทั่ว  พวกเขามีจุดหมายอันใด?  เพื่อสร้างภาพลักษณ์และสร้างเกียรติให้ตนเอง เพื่อให้ได้รับคำสรรเสริญเยินยอ การเกื้อหนุน และความเลื่อมใสจากผู้คนอีกมาก และเพื่อทำให้ผู้คนหันมาพึ่งตนทุกเรื่อง  นี่ทำให้ศัตรูของพระคริสต์บรรลุเป้าหมายที่จะชักพาให้ผู้คนหลงผิดและควบคุมเอาไว้แล้วมิใช่หรือ?  ศัตรูของพระคริสต์ส่วนใหญ่กระทำการเช่นนี้ มีบทบาทในการชักพาให้ผู้คนหลงผิด ดักจับ และควบคุมเอาไว้  เมื่อใดที่ศัตรูของพระคริสต์ปรากฏตัว ไม่ว่าจะเป็นในคริสตจักร ในกลุ่มคน หรือที่ทำงานแห่งใด ผู้คนส่วนมากก็เริ่มบูชาและยกย่องพวกเขาโดยไม่รู้ตัว  เมื่อใดที่ผู้คนเผชิญเรื่องยุ่งยากจนรู้สึกสับสนและต้องการให้ใครสักคนมาชี้แนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่วิกฤติและจำต้องตัดสินใจ พวกเขาก็จะนึกถึงศัตรูของพระคริสต์ผู้มีพรสวรรค์  พวกเขาเชื่ออยู่ในหัวใจว่า “ถ้าเพียงแต่พวกเขาจะอยู่ตรงนี้ ก็คงผ่านไปได้  มีแต่พวกเขาเท่านั้นที่ให้คำแนะนำและข้อเสนอแนะเพื่อช่วยให้พวกเราก้าวข้ามเรื่องยุ่งยากครั้งนี้ไปได้ พวกเขามีแนวคิดและทางแก้มากที่สุด ประสบการณ์ของพวกเขาเข้มข้นที่สุด และพวกเขาก็คิดอะไรว่องไวที่สุด”  การที่ผู้คนเหล่านี้สามารถบูชาศัตรูของพระคริสต์ได้ถึงขั้นนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับวิธีการตามปกติที่พวกเขาใช้อวดตัว แสดงตน และเที่ยวเดินกรีดกรายไปทั่วมิใช่หรือ?  ถ้าวาจาและการกระทำของพวกเขาสำแดงให้เห็นว่าเชื่อถือได้ ถ้าพวกเขาเป็นคนที่ก้มหน้าก้มตาทำงานหนัก ถ้าพวกเขาพูดจาแต่พอควรและขยันทำงาน ไม่เคยโฆษณาตัวเองหรืออวดตน และยิ่งไม่เคยคุยโม้ เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมจะไม่สามารถชักพาให้ผู้คนหลงผิด ไม่อาจทำให้ผู้คนหันมาให้ค่าและเลื่อมใสตนได้  แล้วเหตุใดบางคนที่ค่อนข้างซื่อสัตย์ สามารถปฏิบัติความจริงและขยันทำงาน จึงแทบไม่ได้รับเลือกเป็นผู้นำและคนทำงาน?  เพราะผู้คนส่วนใหญ่ไม่มีความเป็นจริงความจริงและไม่มีทักษะในการแยกแยะ  ผู้คนมักจะโปรดปรานคนที่มีพรสวรรค์ มีคารมคมคาย และชอบอวดตัว  พวกเขาอิจฉาและเห็นชอบในตัวผู้คนดังกล่าวเป็นพิเศษ และชอบมีปฏิสัมพันธ์กับคนเหล่านี้  ดังนั้นจึงเป็นปกติที่ผู้คนส่วนใหญ่จะบูชาและเลื่อมใสศัตรูของพระคริสต์  ไม่ว่าอย่างไร ศัตรูของพระคริสต์ก็มีวิธีการต่างๆ นานาไว้ใช้ควบคุมผู้คน และพวกเขาก็ไม่ลังเลที่จะทุ่มเทเวลาและพลังงานมาจัดการดูแลสถานะและภาพลักษณ์ที่ตนมีในหัวใจของผู้คน โดยที่ทั้งหมดนั้นมีเป้าหมายในท้ายที่สุดเป็นการได้ควบคุมผู้คน  ศัตรูของพระคริสต์ทำสิ่งใดก่อนที่จะบรรลุเป้าหมายนี้?  พวกเขามีท่าทีเช่นไรต่อสถานะ?  นี่ไม่ใช่ความชื่นชอบหรือความอิจฉาทั่วๆ ไป แต่เป็นแผนการระยะยาว เป็นเจตนาที่จงใจจะได้สถานะมา  พวกเขาให้ความสำคัญกับอำนาจและสถานะเป็นพิเศษ มองว่าสถานะคือเงื่อนไขเบื้องต้นที่จะบรรลุเป้าหมายในการชักพาให้ผู้คนหลงผิดและควบคุมเอาไว้  เมื่อพวกเขาได้สถานะแล้ว ก็เป็นเรื่องแน่นอนที่จะได้สุขสำราญกับผลประโยชน์ทั้งปวงทางสถานะตำแหน่ง  ฉะนั้น ความสามารถในตัวศัตรูของพระคริสต์ที่จะชักพาให้ผู้คนหลงผิดและควบคุมเอาไว้จึงเป็นผลจากการขยันบริหารจัดการ  แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้ใช้เส้นทางนี้โดยบังเอิญ ทุกสิ่งที่พวกเขาทำล้วนมีจุดประสงค์ ไตร่ตรองไว้ล่วงหน้า และคิดคำนวณมาอย่างรอบคอบ  สำหรับศัตรูของพระคริสต์ การได้มาซึ่งอำนาจและบรรลุเป้าหมายที่จะควบคุมผู้คนนั้นคือรางวัล—เป็นผลลัพธ์ที่พวกเขาอยากได้มากที่สุด  การไล่ตามไขว่คว้าอำนาจและสถานะของพวกเขามีแรงจูงใจ มีจุดประสงค์ เป็นไปโดยเจตนา และมีการบริหารจัดการด้วยความอุตสาหะ กล่าวคือ เมื่อพวกเขาพูดจาหรือกระทำการ พวกเขามีสำนึกอันแรงกล้าในจุดประสงค์และเจตนา และเป้าหมายของพวกเขาก็มีการนิยามเอาไว้เป็นพิเศษ  ตัวอย่างเช่น พวกเขาคุยโวว่าเคยเป็นผู้นำหรือคนทำงานระดับใดระดับหนึ่ง เคยได้ผู้คนจำนวนหนึ่งมาด้วยการประกาศข่าวประเสริฐ หรือเคยพัฒนาวิธีการต่างๆ ที่เป็นแบบอย่างของการประกาศข่าวประเสริฐ พวกเขาอวดประสบการณ์และคุณสมบัติของตน  ระหว่างที่คุยโวนั้น พวกเขาคิดอะไรอยู่?  พวกเขาแฝงแรงจูงใจอันใดเอาไว้?  พวกเขาไตร่ตรองมาแล้วมิใช่หรือว่าควรใช้คำใดและควรผสมเรื่องจริงกับเรื่องเท็จเข้าด้วยกันอย่างไร?  พวกเขาไม่ได้พูดจาโดยไร้แบบแผน ทุกสิ่งที่พวกเขาพูดล้วนมีจุดประสงค์ และแน่นอนที่สุดว่าไม่ได้เป็นเพียงการสรรเสริญเยินยอตัวเองเท่านั้น  คำพูดของพวกเขาอาจจะฟังดูเหมือนผ่านการประเมินและเจาะจงเลือกมาเป็นพิเศษ แสดงถึงความรู้สึกอันแหลมคมเรื่องความควรไม่ควร  ยกตัวอย่าง ถ้าพวกเขาพบเจอคนที่เข้าใจความจริง หัวใจของพวกเขาย่อมตื่นตัว พวกเขาจะไม่พูดหรือทำสิ่งใดตามสบายต่อหน้าคนเหล่านั้น เกรงว่าอีกฝ่ายจะดูตนออก  พวกเขาจะมีวินัยมากขึ้น  อย่างไรก็ดี ถ้าพวกเขาพูดคุยอยู่กับผู้เชื่อใหม่หรือผู้เชื่อทั่วไป พวกเขาจะพิจารณาอย่างรอบคอบว่าควรพูดสิ่งใดกับคนเหล่านี้  ถ้าพวกเขาคุยกับผู้นำและคนทำงาน พวกเขาจะใคร่ครวญว่าควรพูดกับคนกลุ่มนี้ว่าอย่างไร  ถ้ากำลังติดต่อเจรจากับคนที่เข้าใจและรู้เรื่องสายงาน พวกเขาก็จะพิจารณาว่าควรพูดสิ่งใดกับคนเหล่านี้  พวกเขาหลักแหลมในเรื่องภายนอกเป็นพิเศษ รู้ว่าควรคุยกับใครโดยใช้คำแบบใดและควรสื่อสารอย่างไรจึงจะมีประสิทธิผล—พวกเขาชัดเจนเป็นพิเศษในเรื่องทั้งหมดนี้  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ศัตรูของพระคริสต์มีเจตนาบางอย่างอยู่เสมอเวลากระทำการ  วาจา การกระทำ และการวางตัวของพวกเขา แม้แต่การเลือกใช้คำจำเพาะเวลาพูดจา ล้วนมีเจตนา พวกเขาไม่ได้กระทำการที่เผยความเสื่อมทราม ความด้อยวุฒิภาวะ ความเบาปัญญาหรือไม่รู้ความออกมาชั่วขณะ ไปที่ใดก็เพ้อพร่ำเรื่องไร้สาระ—ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย  เมื่อพิจารณาวิธีการ วิธีทำสิ่งต่างๆ และการเลือกใช้คำของพวกเขาแล้ว ศัตรูของพระคริสต์ดูเหมือนจะเลวและตลบตะแลงเอาการ  เพื่อสถานะของตนเองและเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายของตนในการควบคุมผู้คน พวกเขาจึงฉวยทุกโอกาสที่มีมาอวดตัว มาใช้ประโยชน์จากสิ่งละอันพันละน้อยทั้งหมด และจะไม่ยอมพลาดโอกาสแม้แต่ครั้งเดียว  จงบอกเราเถิด ผู้คนเช่นนี้จะเผยลักษณะเหล่านี้ออกมาต่อหน้าเราหรือไม่?  (เผย)  เหตุใดเจ้าจึงบอกว่าพวกเขาจะเผยออกมา?  (เพราะแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาคือการอวดตัว)  สำหรับศัตรูของพระคริสต์แล้ว การอวดตัวใช่เป้าหมายในท้ายที่สุดหรือไม่?  เป้าหมายในการอวดตัวของพวกเขาคืออะไร?  พวกเขาอยากได้สถานะ และนี่ก็คือความหมายเวลาพวกเขากล่าวว่า “คุณรู้ไม่ใช่หรือว่าฉันเป็นใคร?  ดูสิ่งที่ฉันทำมาสิ คนที่ทำเรื่องดีๆ เหล่านี้คือฉันเอง ฉันทำคุณูปการให้พระนิเวศของพระเจ้าไว้ไม่น้อย  ในเมื่อรู้แล้ว คุณก็ควรให้งานที่สำคัญกว่าเดิมแก่ฉันไม่ใช่หรือ?  คุณควรยกย่องฉันไม่ใช่หรือ?  ควรพึ่งพาฉันในทุกเรื่องที่คุณทำไม่ใช่หรือ?”  นี่จงใจพูดใช่หรือไม่?  ศัตรูของพระคริสต์อยากควบคุมทุกคนโดยไม่เลือกว่าเป็นใคร  ศัพท์ที่หมายถึงการควบคุมมีอะไรอีก?  บงการ ปั่นหัวเล่น—พวกเขาอยากปกครองเจ้าเท่านั้น  ยกตัวอย่าง เวลาพี่น้องชายหญิงสรรเสริญบางเรื่องว่าทำได้ดี ศัตรูของพระคริสต์ก็พูดทันทีว่าตนเป็นคนทำ เพื่อให้ทุกคนขอบคุณพวกเขา  คนที่มีสำนึกโดยแท้จะทำอะไรเช่นนี้หรือไม่?  ย่อมไม่ทำเป็นแน่  เมื่อศัตรูของพระคริสต์ทำความดีนิดหน่อย พวกเขาก็อยากให้ทุกคนรู้และมายกย่องพวกเขา สรรเสริญพวกเขา—นี่ทำให้พวกเขาพอใจ  ไม่ว่าจะทำสิ่งใด พวกเขาก็อยากได้คำชมเชยและการบูชาจากผู้คน และพวกเขาก็เต็มใจสู้ทนทุกสิ่งเพื่อให้ได้มา  เพื่อสถานะและอำนาจแล้ว ศัตรูของพระคริสต์จะไม่ปล่อยโอกาสอวดตัวให้ผ่านพ้นไปเป็นอันขาด ต่อให้การอวดตัวของพวกเขาดูเขลา หรือวิธีการของพวกเขานั้นหยาบกระด้างและพาให้ผู้อื่นดูหมิ่น—พวกเขาก็จะไม่ปล่อยโอกาสดังกล่าวไปอยู่ดี  ในทำนองเดียวกัน พวกเขายังใช้ทุกทางที่จำเป็นเพื่อบรรลุเป้าหมายของตนในการควบคุมผู้คน ทุ่มเทพยายามเพื่อที่จะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ  พวกเขาอุตสาหะพยายามและเค้นสมองคิดวางกลอุบาย  เมื่อทำเรื่องดี พวกเขาก็โอ่และอวดเรื่องนั้นอย่างต่อเนื่องไปทั่ว  ถ้าใครอื่นทำเรื่องดีบ้าง พวกเขาก็อิจฉาและพยายามทำทุกสิ่งที่ทำได้เพื่อมาอ้างว่าเป็นฝีมือของตนหรือบอกว่าพวกเขามีส่วนในเรื่องนั้นเพื่อกล่าวอ้างเอาความดีความชอบเข้าตัว  สรุปแล้ว ศัตรูของพระคริสต์มีลูกไม้ไว้ใช้ควบคุมผู้คน  นี่ไม่ใช่ความหลอกลวงชั่วครั้งชั่วคราวเป็นแน่ และไม่ใช่การกระทำชั่วครู่เพียงครั้งสองครั้ง  แต่พวกเขาทำและพูดสิ่งต่างๆ มากมาย  วาจาของพวกเขาชักพาให้หลงผิด การกระทำของพวกเขาก็ชักพาให้หลงผิด และเป้าหมายในท้ายที่สุดที่พวกเขาทำและพูดสิ่งเหล่านี้ก็คือการควบคุมผู้คน

ศัตรูของพระคริสต์มีจุดประสงค์อันใดในการควบคุมผู้คน?  เพื่อให้ได้สถานะและอำนาจสั่งการในหัวใจของผู้คน  เมื่อพวกเขามีอำนาจสั่งการและสถานะ พวกเขาก็สามารถสุขสำราญกับผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่งและผลประโยชน์ต่างๆ ที่สถานะตำแหน่งนำมาให้  ยกตัวอย่างช่วงที่อากาศร้อน ขณะที่ผู้อื่นอยู่ในห้องที่ไม่มีเครื่องแอร์ พวกเขากลับได้อยู่ในห้องแอร์  ถึงมื้ออาหาร ขณะที่ผู้อื่นได้กินข้าวกับผักจานเดียว พวกเขากลับได้เนื้อและน้ำแกงเพิ่มเข้ามาหน่อย  เวลาเข้าไปในห้องที่ไม่มีที่นั่งเหลือ ผู้อื่นก็ต้องนั่งกับพื้น เหลือเก้าอี้ไว้เพียงตัวเดียวซึ่งก็เก็บไว้ให้พวกเขา  การปฏิบัติเป็นพิเศษเช่นนี้คือผลที่ได้จากสถานะ และพวกเขาก็สุขสำราญที่จะลุ่มหลงอยู่ในผลประโยชน์ต่างๆ ที่มากับสถานะ  แน่นอนว่าผลประโยชน์และความสุขสำราญเหล่านี้ยังห่างไกลจากคำว่ามากพอที่จะสนองความทะเยอทะยานของพวกเขา  พวกเขาไม่เพียงต้องการผลประโยชน์ทางวัตถุที่สถานะของตนนำมาให้เท่านั้น แต่ยังต้องการความถือดี ความพอใจ และความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยที่สถานะนำมาให้โลกภายในตัวพวกเขาอีกด้วย  ส่วนคนที่ถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิด ดึงเข้าเป็นพวก และควบคุมเอาไว้ย่อมมีพฤติกรรมเช่นใด?  พวกเขาเอาสถานะ อำนาจ พรสวรรค์ และความสามารถ ตลอดจนภูมิหลังทางครอบครัวและชนชั้นมาเทียบกัน แล้วก็แข่งกันว่าใครมีแนวคิดที่เลวกว่ากัน สมองใครไวกว่ากัน  ศัตรูของพระคริสต์ในโลกศาสนายังแข่งกันด้วยว่าใครใช้เวลาอธิษฐานนานที่สุด  ถ้าคนคนหนึ่งอธิษฐานนานสิบนาที อีกคนก็จะอธิษฐานยี่สิบนาที และขณะชุมนุม พวกเขาก็อาจจะไม่ทำสิ่งอื่นใดนอกจากอธิษฐานไม่หยุด ดูคล้ายผู้คนที่สาธยายพระสูตรในวัดพุทธ ส่งเสียงพึมพำไม่เลิก  พระเจ้าทรงฟังการอธิษฐานดังกล่าวหรือไม่?  ดูจากลักษณะที่พวกเขาอธิษฐานแล้ว พระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมจะไม่ทรงพระราชกิจในตัวพวกเขา  พวกเขาดูว่าใครอธิษฐานได้นานที่สุด ใครอธิษฐานได้ดังที่สุดจนกลบเสียงของคนที่เหลือ  นี่คือความบ้าคลั่งโดยสิ้นเชิงมิใช่หรือ?  การกระทำของพวกเขาเป็นสิ่งที่เหลือเชื่อและไร้สำนึก  นี่คือลักษณะส่วนใหญ่ที่มองเห็นได้ในตัวคนที่ถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดและควบคุมเอาไว้ เมื่อศัตรูของพระคริสต์นำผู้คน ย่อมส่งผลเช่นนี้  ฉะนั้น ถ้าเจ้าถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดและควบคุมเอาไว้ เจ้าก็จะยกย่องพวกเขา ติดตาม และเชื่อฟังพวกเขาทุกอย่าง  เจ้าจะไม่ฟังใครอื่น ต่อให้คนที่พูดอยู่นั้นเป็นพระเจ้าก็ตาม  นี่คือพฤติกรรมที่เจ้าจะแสดงให้เห็น  เวลาศัตรูของพระคริสต์ควบคุมผู้คน ก็เหมือนซาตานกำลังปกครองผู้คนอยู่  ถ้าเจ้าอยู่ภายใต้การควบคุมของซาตาน และถ้าหัวใจของเจ้ามีที่ทางให้มนุษย์และซาตาน เช่นนั้นแล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะไม่ทรงพระราชกิจในตัวเจ้า—พระองค์จะทรงละทิ้งเจ้า  เจ้าชอบติดตามศัตรูของพระคริสต์มิใช่หรือ?  เจ้าชอบยกย่องพวกเขามิใช่หรือ?  เจ้าชอบที่จะยอมให้พวกเขาควบคุมและบงการมิใช่หรือ?  เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะถูกส่งมอบให้พวกเขา  ถ้าเจ้าเชื่อว่าไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะพูดสิ่งใดย่อมเป็นความจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ฟังและติดตามพวกเขาได้ และเจ้าก็จะถูกส่งตัวให้พวกเขาไป  อย่างไรก็ดี ตัวเจ้าต้องรับผิดชอบผลที่จะตามมาเอง  ถ้าวันหนึ่งเจ้าไม่ได้รับความรอด ก็อย่าโทษหรือพร่ำบ่นพระเจ้า นี่ไม่เกี่ยวข้องกับพระเจ้า  เป็นการเลือกของเจ้าเอง และเจ้าก็ต้องจ่ายราคาให้กับสิ่งที่เจ้าเลือก

พวกเราสามัคคีธรรมถึงลักษณะที่สำแดงว่าศัตรูของพระคริสต์ควบคุมผู้คนเอาไว้จบไปพอประมาณแล้ว  ผู้คนต้องเข้าใจว่าการถูกควบคุมหมายความว่าอย่างไร  ดูภายนอกบางคนอาจเหมือนกำลังติดตามพระเจ้า ฟังคำเทศนาของพระองค์ กินและดื่มพระวจนะของพระองค์ ใช้ชีวิตคริสตจักร ทำหน้าที่ของตน และไม่เคยผละจากพระนิเวศของพระเจ้า  แล้วเหตุใดพวกเขาจึงถูกศัตรูของพระคริสต์ควบคุม?  โดยมากแล้วเป็นเพราะพวกเขาไม่มีความจริง  ก่อนอื่นผู้คนเหล่านี้ถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิด จากนั้นก็มาบูชาศัตรูของพระคริสต์เป็นพิเศษ ซึ่งพาให้ถูกศัตรูของพระคริสต์ควบคุมเอาไว้  การถูกควบคุมเอาไว้หมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่าถูกพวกเขาครอบงำและพันธนาการเอาไว้  แม้เจ้าจะทำหน้าที่ของตนอยู่ แต่ระหว่างที่แสวงหาหลักธรรมความจริงในการปฏิบัติหน้าที่อยู่นั้น เจ้ากลับถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิด  ยิ่งถ้อยแถลงและมุมมองของพวกเขาตรงกับมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของเจ้า เจ้าก็ยิ่งคิดว่าพวกเขาถูกและเป็นคนที่ตรงกับความจริง เจ้าเลิกแสวงหาหลักธรรมความจริง ไม่เต็มใจคิดอะไรด้วยตนเองอีกต่อไป และไม่ปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าอีกแล้ว  เจ้าเชื่อว่ามุมมองที่ศัตรูของพระคริสต์มีนั้นไม่ผิดแต่อย่างใด และเจ้าก็เห็นด้วยกับมุมมองเหล่านั้นหมดทั้งใจ  เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าเจ้าปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าโดยแท้ เจ้าย่อมรู้สึกอึดอัดและไม่สบายใจ  รู้สึกว่าเจ้าทำให้ศัตรูของพระคริสต์ผิดหวังและตัวเจ้าไม่อาจกระทำการเช่นนี้ได้เป็นแน่  เจ้าถูกถ้อยแถลงและมุมมองของศัตรูของพระคริสต์พันธนาการเอาไว้หมดแล้วมิใช่หรือ?  เวลาทำสิ่งต่างๆ เจ้าก็ไม่รู้ว่าควรตัดสิน แสวงหา หรือยึดปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าอย่างไร  เจ้าไม่รู้ว่าจะทำเช่นนั้นอย่างไร และไม่กล้าทำด้วย  เหตุใดเจ้าจึงไม่รู้และเหตุใดเจ้าจึงไม่กล้า?  ศัตรูของพระคริสต์ยังไม่ได้เอ่ยปากเลย พวกเขายังไม่ได้ตัดสินใจให้กับเจ้าหรือมีข้อสรุป และยังไม่ได้บอกผลลัพธ์หรือชี้ทิศทางอันใดให้แก่เจ้า  นั่นคือสาเหตุที่เจ้าไม่กล้ากระทำการตามความเข้าใจของเจ้า และเจ้าก็กลัวว่าจะเดินผิดทาง กลัวทำอะไรผิด  เจ้าถูกควบคุมแล้วมิใช่หรือ?  เหตุใดเจ้าจึงกลัวเกรงเช่นนั้นอยู่เสมอ?  แท้จริงแล้วพระวจนะของพระเจ้าไม่ชัดเจนหรือไร?  พระวจนะของพระเจ้าไม่สามารถบอกหลักธรรมแก่เจ้าหรือบอกเจ้าว่าควรทำสิ่งใดกระนั้นหรือ?  เหตุใดเจ้าจึงไม่สนใจพระวจนะของพระเจ้าและยืนกรานที่จะฟังศัตรูของพระคริสต์?  เจ้าถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดและควบคุมเอาไว้แล้ว  ตัวอย่างเช่น เราบอกใครบางคนให้ก่อกำแพง ระบุความสูง ความยาว และสถานที่  จากนั้นศัตรูของพระคริสต์คนหนึ่งก็มาบอกว่า “กำแพงนี้สูงใช้ได้ แต่มีปัญหาตรงนี้  ถ้าคุณก่อแบบนี้ พอลมพัดมา กำแพงจะทลายไหม?”  เมื่อได้ฟังดังนี้ คนคนนั้นก็ตอบว่า “นั่นเป็นประเด็นที่ดี กำแพงจะทลายได้ไหม?  พระเจ้าไม่ได้ตรัสไว้ อย่างนั้นฉันก็จะยังไม่ก่อ”  เมื่อเราตรวจดูในภายหลัง จึงถามว่า “เหตุใดเจ้าจึงยังไม่ก่อกำแพงขึ้นมา?  ผ่านไปหลายวันแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ก่อ—เจ้าถ่วงเรื่องเอาไว้มิใช่หรือ?”  พวกเขาก็ตอบว่ามีคนห่วงว่ากำแพงจะถูกลมพัดทลายลงมา  เราจึงบอกให้พวกเขาใช้เสาสักต้นหนึ่งค้ำเอาไว้ถ้ากังวลเรื่องลม และพวกเขาก็จดจำเรื่องนี้เอาไว้  ต่อมาศัตรูของพระคริสต์ก็กลับมารบกวนพวกเขาอีก บอกว่า “เสาเดียวพอหรือ?  คุณควรใช้สองต้นหรือเปล่า?”  คนคนนั้นก็นึกตรองเรื่องนี้ คิดไปว่าพระเจ้าตรัสบอกเพียงว่าให้ใช้เสาหนึ่งต้น ไม่ใช่สอง แล้วพวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรอีกครั้ง  หลังจากถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดและรบกวนเช่นนั้น ทุกคำที่เราพูดไปก่อนหน้านี้กลับสูญเปล่า และพวกเขาก็ไม่สามารถดำเนินงานนี้ได้  นี่เท่ากับว่าถูกศัตรูของพระคริสต์ควบคุมเอาไว้มิใช่หรือ?  พวกเขาควรฟังใครในเรื่องนี้?  (ฟังพระเจ้า)  แล้วเหตุใดพวกเขาจึงไม่ฟังคำที่พระเจ้าตรัส?  พวกเขาไม่อยากฟังใช่หรือไม่?  พวกเขาก็อยากฟัง แต่ถูกหนึ่งในความคิดนอกรีตและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิด  เมื่อถูกชักพาให้หลงผิดแล้ว พวกเขาย่อมเชื่อฟังศัตรูของพระคริสต์ ซึ่งก็เท่ากับถูกศัตรูของพระคริสต์ชิงตัวไป  ถ้าพฤติกรรมและความคิดอ่านของพวกเขาถูกศัตรูของพระคริสต์พันธนาการและล่ามโซ่เอาไว้ พวกเขาก็อยู่ภายใต้การควบคุมของศัตรูของพระคริสต์  ท้ายที่สุดแล้ว คนคนนั้นจึงไม่ลุล่วงหน้าที่ของตน พวกเขาไม่นบนอบพระเจ้าหรือฟังพระวจนะของพระองค์  ใครทำให้เกิดผลเช่นนี้?  นี่เกิดจากความไม่รู้ของพวกเขาเอง และเป็นเรื่องที่ไม่อาจแยกออกจากการชักพาให้หลงผิด ก่อกวน และควบคุมโดยศัตรูของพระคริสต์ได้  แล้วการที่ศัตรูของพระคริสต์แทรกแซงเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?  พวกเขาอยากแสดงความปราดเปรื่องของตนออกมา และแท้จริงแล้วพวกเขากำลังกล่าวว่า “ทำไมคุณถึงฟังพระเจ้าอย่างมืดบอดเวลาพระองค์ตรัสบอกให้คุณก่อกำแพงนี้ไว้ตรงนี้?  ทำไมกระบวนการคิดอ่านของคุณถึงง่ายอย่างนี้?  ถ้าคุณก่อกำแพงตรงนี้ มันก็จะทลายทันทีที่ลมเริ่มพัดไม่ใช่หรือ?  การฟังพระเจ้าไม่ถูกต้องเท่าฟังฉัน คุณต้องฟังฉัน  ถ้าคุณฟังฉัน ฉันก็จะพอใจ แต่ถ้าคุณฟังพระเจ้า ฉันย่อมจะไม่ชอบใจและไม่พอใจ  คุณจะฟังพระเจ้าไม่ได้—แบบนั้นจะเอาฉันไปไว้ตรงไหน?”  พวกเขาไม่ได้พูดเช่นนี้โดยตรง กลับแทรกแซงและจงใจกวนน้ำให้ขุ่น  หลังจากที่พวกเขาเข้ามาวุ่นวาย ก็ไม่อาจทำงานให้เสร็จสมบูรณ์ได้ และพวกเขาก็ดูมีปัญญา ซึ่งทำให้พวกเขามีความสุข  เมื่อพระเจ้าตรัสบอกให้ใครสักคนก่อกำแพง คนคนนั้นควรลงมือก่อทันที แต่บัดนี้ผลกลับเป็นว่ากำแพงไม่ได้ก่อ  ใครทำให้เกิดผลเช่นนี้?  ศัตรูของพระคริสต์เป็นคนทำ—คนคนนี้ถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิด รบกวน และควบคุมไปแล้ว  นี่คล้ายกับวิธีการที่งูใช้ล่อลวงอาดัมและเอวา  พระเจ้าตรัสบอกอาดัมและเอวาว่า “ผลของต้นไม้แห่งการรู้ถึงความดีและความชั่วนั้น ห้ามเจ้ากิน เพราะในวันใดที่เจ้ากิน เจ้าจะต้องตายแน่”  พระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าใช่ความจริงหรือไม่?  พระวจนะเหล่านี้เป็นความจริง และเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องเข้าใจนัยสำคัญของพระวจนะ เจ้าเพียงต้องฟังและนบนอบเท่านั้น  ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์เช่นใด พระวจนะของพระเจ้าก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ และถ้าพระเจ้าทรงประสงค์ให้เจ้าทำบางสิ่ง เช่นนั้นก็จงทำเสีย  อย่าวิเคราะห์  ต่อให้เจ้าไม่เข้าใจ เจ้าก็ต้องรู้ว่าพระวจนะของพระเจ้านั้นถูกต้อง เจ้าต้องเข้าใจนิยามข้อนี้อยู่ในหัวใจ  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เจ้าต้องรู้ความจริงข้อนี้เป็นอันดับแรก  ไม่ว่าพระวจนะของพระเจ้าจะตรงกับมโนคติอันหลงผิดของเจ้าหรือไม่ เจ้าจะเข้าใจพระวจนะหรือไม่ และไม่ว่าเจ้าจะเลอะเลือนเพียงใด เจ้าก็ต้องยึดมั่นในพระวจนะของพระองค์  นี่คือความรับผิดชอบและหน้าที่ของเจ้า  เมื่อเจ้าตั้งใจไว้เช่นนี้แล้ว เจ้าควรทำเอย่างไรเมื่อซาตานมาล่อลวงเจ้า?  เจ้าควรยึดมั่นในพระวจนะของพระเจ้าและเดินตามหนทางของพระองค์—นี่คือหลักธรรมที่สำคัญที่สุด  อย่าสนใจสิ่งที่ซาตานพูด  ผลสุดท้ายเป็นเช่นใดเมื่ออาดัมและเอวาฟังคำของงู?  พวกเขาก็ถูกซาตานชักพาให้หลงผิดและควบคุมเอาไว้  ด้วยคำลวงโลกที่คลุมเครือของมารเพียงวลีเดียว ซาตานก็สามารถโยกคลอนและควบคุมพฤติกรรมของอาดัมและเอวาได้  นี่คือผลลัพธ์ที่พระเจ้าไม่ต้องการเห็น  งูมีจุดประสงค์เช่นใดจึงกล่าวคำเหล่านั้น?  มันอยากใช้ถ้อยคำเหล่านั้นมาทำให้ความคิดอ่านของผู้คนไขว้เขว โยกคลอนพฤติกรรมของผู้คน ทำให้พวกเขาเลิกฟังและละทิ้งพระวจนะของพระเจ้า  เมื่อความคิดที่ดำเนินอยู่นี้ถูกปลูกฝังลงในสมองของผู้คน พวกเขาก็เดินตามเส้นทางที่บ่งชี้เอาไว้  จุดประสงค์ของซาตานคือสิ่งใด?  เพื่อที่จะบอกว่า “อย่าฟังสิ่งที่พระเจ้าตรัส  เจ้าต้องฟังฉัน เจ้าต้องกินผลไม้นี้”  พระเจ้าตรัสห้ามพวกเขากิน แต่ซาตานกลับบอกให้พวกเขากินเสีย  ในที่สุดอาดัมและเอวากินผลไม้นั้นหรือไม่?  (กิน)  นี่คือวิธีที่ซาตานใช้ควบคุมผู้คน  เมื่อเจ้าฟังคำเยี่ยงมารที่ศัตรูของพระคริสต์พูด เจ้าก็อาจเสียศูนย์และหลงทิศได้ ทั้งยังมีแนวโน้มที่จะไม่ใส่ใจฟังพระวจนะของพระเจ้า  นี่หมายความมิใช่หรือว่าพฤติกรรมและความคิดอ่านของเจ้าถูกศัตรูของพระคริสต์คนนี้โยกคลอนและควบคุมแล้ว?  นี่คือความหมายของคำว่าควบคุม  พวกเจ้าเคยพบเจอสถานการณ์เช่นนี้หรือไม่?  บางคนที่มีเจตนาไม่ดีมองเห็นว่าเจ้าทำงานกำลังจะเสร็จอยู่แล้วโดยที่ไม่มีอะไรติดขัด กำลังจะสัมฤทธิ์ผล กำลังจะมีคนมองเห็นตัวเจ้า และพวกเขาก็ตระหนักว่าพวกเขาจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้มากนัก  ถ้ามีคนมองเห็นเจ้า ก็จะไม่มีใครมองเห็นพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงเสนอมุมมองหรือคำถามที่ฟังดูมีความน่าจะเป็นเพื่อชักพาให้เจ้าหลงผิด รบกวน และควบคุมเจ้า  ผลก็คือเจ้ากลายเป็นคนที่เลอะเลือน นึกว่าคำพูดของพวกเขาก็ฟังเข้าทีเช่นกัน  เจ้าไม่รู้อีกต่อไปแล้วว่าควรทำสิ่งใด และไม่อาจทำหน้าที่ของเจ้าต่อไปได้ ดังนั้นเจ้าจึงหยุดทำ  นี่เบาปัญญามิใช่หรือ?  เดิมทีตอนที่เจ้ายังไม่ถูกชักพาให้หลงผิด หัวสมองของเจ้าก็ปลอดโปร่งดีทีเดียว เจ้ารู้ว่าควรทำสิ่งใด แต่ทันทีที่ศัตรูของพระคริสต์รบกวนเจ้า เจ้ากลับสับสนและไม่รู้ว่าควรจัดการสิ่งต่างๆ อย่างไรจึงจะเหมาะควร  ปัญหาในที่นี้คืออะไร?  (การถูกชักพาให้หลงผิด)  ผู้คนที่ถูกศัตรูของพระคริสต์หรือซาตานชักพาให้หลงผิดและควบคุมโดยง่ายย่อมเป็นคนที่ไม่รู้ความและเลอะเลือน  ในส่วนของลักษณะที่สำแดงว่าศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้ผู้คนหลงผิดและควบคุมเอาไว้อย่างไรนั้น สามัคคีธรรมของพวกเราลงรายละเอียดมากพอหรือยัง?  เจ้าควรที่จะเข้าใจได้ และเมื่อเกิดสิ่งต่างๆ ขึ้นกับเจ้า เจ้าก็ควรนำมาเทียบกับความจริงต่างๆ เพื่อคิดทบทวนวาจา การกระทำ และแก่นแท้ของตัวเจ้าเอง  พร้อมกันนั้นเจ้าก็ควรพยายามทำความเข้าใจและใช้วิจารณญาณแยกแยะผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายรอบตัวเจ้าเพื่อให้เข้าใจความจริงได้ชัดเจนขึ้นและเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องมากขึ้นเกี่ยวกับแก่นแท้ธรรมชาติของผู้คนต่างๆ

ทุกวันนี้ พวกเจ้าหลายคนเพิ่งได้มาสัมผัสสภาวะและลักษณะจำเพาะที่สำแดงถึงความจริงต่างๆ  เหตุใดเราจึงกล่าวว่าพวกเจ้าเพิ่งจะมาสัมผัสสิ่งเหล่านี้?  เพราะพวกเจ้าเพิ่งมาเข้าใจรายละเอียดบางอย่าง แต่ก็มีระยะทางให้เดินก่อนที่จะมีการเข้าสู่อย่างแท้จริงอยู่ดี  การเข้าใจไม่ใช่การเข้าสู่  เมื่อเจ้าเข้าใจ นั่นเพียงแต่หมายความว่าในความรู้สึกนึกคิดของเจ้า ความเข้าใจที่เจ้ามีต่อแนวคิดและคำจำกัดความในเรื่องเหล่านี้ค่อนข้างถูกต้องแม่นยำและตรงตามความจริงมากขึ้นเท่านั้น แต่เจ้ายังคงห่างไกลจากการเข้าสู่ด้วยตนเอง  การเข้าใจ ตระหนักรู้ และสามารถเชื่อมโยงเรื่องเหล่านี้เข้ากับสภาวะของเจ้า เข้ากับผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายรอบตัวเจ้าได้นั้นไม่ได้หมายความว่าเจ้ามีการเข้าสู่  สองอย่างนี้เป็นคนละเรื่องกัน  สำหรับคนที่จะได้รับการช่วยให้รอดและสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยแล้ว ย่อมเริ่มต้นด้วยการเข้าใจความจริงทั้งปวงอันหลากหลาย ส่วนการเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงก็เริ่มต้นด้วยการปฏิบัติความจริงเหล่านี้  ถ้าเจ้ามีรากฐานระดับหนึ่งในการเข้าใจและเข้าสู่ความจริงต่างๆ เช่นนั้นแล้วเมื่อเราขอให้พวกเจ้ายกตัวอย่าง พวกเจ้าย่อมจะนึกออกทันทีถึงสิ่งที่ตนเองสำแดงออกมาหรือสิ่งที่พวกเจ้าเคยเห็นและมีประสบการณ์มาบ้าง  นี่จะทำให้การสามัคคีธรรมของเราง่ายขึ้นมาก และเราก็จะไม่ต้องพูดลงรายละเอียดมากนักเพราะพวกเจ้าย่อมจะมีประสบการณ์กันมาแล้วและเข้าถึงระดับนั้นได้แล้ว  อย่างไรก็ดี ตอนนี้พอเราถามพวกเจ้า พวกเจ้ากลับต้องนั่งนึกอยู่กับที่ และต้องพลิกต้องค้นความทรงจำ  เมื่อเราเห็นว่าพวกเจ้าไม่รู้เรื่องเหล่านี้และไม่เคยมีประสบการณ์กับเรื่องเหล่านี้ด้วยตนเอง เราก็ต้องอธิบายอย่างละเอียด ชี้แจงแง่มุมที่เป็นแก่นและศูนย์กลาง รวมทั้งประเด็นสำคัญของเรื่อง ทำให้พวกเจ้ามีความเข้าใจพื้นฐานในรายละเอียดของความจริงต่างๆ เพื่อไม่ให้พวกเจ้าเอาแง่มุมที่เป็นแนวคิดหรือนิยามมาสับสนปนเปกันเวลาปฏิบัติ และเพื่อไม่ให้พวกเจ้าเอาแนวคิดหนึ่งมาแทนที่แนวคิดอีกอย่างหนึ่ง หรือคิดไปว่าสิ่งเหล่านี้ซับซ้อนเกินไป—พวกเจ้าจะสามารถแยกแยะแง่มุมต่างๆ ออกจากกันได้อย่างชัดเจน  เช่นนี้เมื่อเราสามัคคีธรรมถึงสิ่งเหล่านี้ในครั้งต่อไป เรื่องก็จะง่าย  ตอนนี้พวกเจ้ายังคงทำไม่ได้ เราจึงต้องอธิบายอย่างละเอียดอยู่เสมอ  พวกเจ้าสามารถไตร่ตรองและย่อยเนื้อหาจากสามัคคีธรรมต่างๆ ในการชุมนุมของพวกเราได้มากเท่าใด?  ถ้าทำได้เพียงร้อยละสิบ เช่นนั้นพวกเจ้าก็แทบไม่มีวุฒิภาวะใดๆ ให้พูดถึง และถ้าทำได้ร้อยละสามสิบ เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าก็พอจะเข้าใจบ้างเท่านั้น  ถ้าทำได้ถึงร้อยละห้าสิบ พวกเจ้าก็มีวุฒิภาวะและมีการเข้าสู่ถึงระดับหนึ่ง แต่ถ้าทำได้ไม่ถึงขั้นนั้น พวกเจ้าก็ไม่มีการเข้าสู่เลย  พวกเจ้าเข้าใจใช่ไหม?  เวลาเราสามัคคีธรรมเช่นนี้ ถ้าพวกเจ้าไม่อาจเข้าใจได้อยู่ดี นี่ก็หมายความว่าพวกเจ้ามีขีดความสามารถต่ำเกินไป และไม่มีทางเข้าใจความจริงได้  เอาละ วันนี้สามัคคีธรรมของพวกเราก็จบลงตรงนี้  พบกันใหม่คราวหน้า!

17 เมษายน ค.ศ.2025

ก่อนหน้า: ประการที่สี่: พวกเขายกชูตัวเองและเป็นพยานยืนยันให้ตัวเอง

ถัดไป: ประการที่หก: พวกเขาประพฤติตนในหนทางที่มีเล่ห์เหลี่ยมพิกล พวกเขาทำโดยพลการและเป็นเผด็จการ พวกเขาไม่สามัคคีธรรมกับผู้อื่นเลย และพวกเขาบังคับผู้อื่นให้เชื่อฟังพวกเขา

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger