ประการที่สิบห้า: พวกเขาไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้า และพวกเขาไม่ยอมรับแก่นแท้ของพระคริสต์ (ภาคที่หนึ่ง)

I. พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่เชื่อในการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้า

วันนี้พวกเราจะสามัคคีธรรมเรื่องการสำแดงต่างๆ ของศัตรูของพระคริสต์ประการที่สิบห้า—พวกเขาไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้า และพวกเขาไม่ยอมรับแก่นแท้ของพระคริสต์  ประการนี้เปิดโปงการสำแดงสองประการถึงวิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระเจ้าและพระคริสต์ ซึ่งเป็นตัวแทนของแก่นแท้ของพวกศัตรูของพระคริสต์  การสำแดงทั้งสองประการนี้เกี่ยวข้องกับพระเจ้าพระองค์เอง โดยในแง่หนึ่งเกี่ยวข้องกับพระวิญญาณของพระเจ้า และในอีกแง่หนึ่งเกี่ยวข้องกับเนื้อหนังของพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง  พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้า และพวกเขาก็ไม่ยอมรับเนื้อหนังที่บังเกิดของพระองค์ด้วยเช่นกัน  นี่คือมุมมองที่พวกศัตรูของพระคริสต์มีต่อพระเจ้า และเป็นการสำแดงหลักของวิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระเจ้า  สำหรับตอนนี้ พวกเราจะยังไม่สามัคคีธรรมถึงแก่นแท้ของการสำแดงหลักทั้งสองประการนี้ แต่พวกเรามาเสวนากันก่อนว่าการไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้าของพวกศัตรูของพระคริสต์นั้นสำแดงออกมาอย่างไร กล่าวคือ พวกศัตรูของพระคริสต์มีความคิด มุมมอง ท่าที รวมทั้งพฤติกรรม การสำแดง และวิธีปฏิบัติที่เฉพาะเจาะจงต่อพระเจ้าอย่างไร ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระองค์  มีการสำแดงที่เป็นรูปธรรมถึงการไม่เชื่อนี้หรือไม่?  บางคนอาจกล่าวว่า “การที่พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้าหมายถึงการที่พวกเขาไม่ยอมรับข้อเท็จจริงนี้และปฏิเสธการดำรงอยู่ของพระเจ้าเท่านั้น  ในหัวใจของพวกเขา พวกเขาเชื่อว่าไม่มีพระเจ้า อีกทั้งพระวิญญาณของพระเจ้า พระเจ้าพระองค์เอง และพระผู้สร้างนั้นไม่ปรากฏแก่ตาและไม่มีอยู่จริง  สำหรับพวกเขา คำเรียก ‘พระเจ้า’ นั้นว่างเปล่าและเป็นสิ่งที่มนุษย์จินตนาการขึ้นมาเอง  นี่เป็นสิ่งที่อธิบายและสามัคคีธรรมได้ง่ายไม่ใช่หรือ?  เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับแก่นแท้ของพวกศัตรูของพระคริสต์อย่างไร?  มีการสำแดงที่เฉพาะเจาะจงอย่างไรบ้าง?  นี่เป็นการทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ไม่ใช่หรือ?  เรื่องนี้ซับซ้อนขนาดนั้นจริงๆ หรือ?”  แนวความคิดนี้ถูกต้องหรือไม่?  หากพวกเจ้าถูกขอให้สามัคคีธรรมถึงหัวข้อที่ว่า พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้า พวกเจ้าจะสามัคคีธรรมและชำแหละหัวข้อนี้อย่างไร?  ตัวอย่างเช่น ลองพิจารณาบุคคลที่หลอกลวงเป็นพิเศษคนหนึ่ง  เจ้าสามารถพูดถึงการสำแดงเฉพาะของความหลอกลวงของเขาหรือไม่?  หากเจ้าเพียงกล่าวว่า “คนคนนี้หลอกลวงมากและโกหกเสมอโดยไม่เอ่ยความจริงแม้แต่คำเดียว” แล้วการสามัคคีธรรมของเจ้าจะจบลงเพียงเท่านั้นหรือ?  สภาวะและการสำแดงเฉพาะของความหลอกลวงคืออะไร?  เจ้าจะชำแหละความหลอกลวงของคนคนนั้นได้อย่างไร?  เขาใช้แนวทางใดในการประพฤติปฏิบัติตนและรับมือกับเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตประจำวันของเขา?  เขาใช้วิธีการใดในการดำรงชีวิตทางโลก?  ลักษณะนิสัยของเขาเป็นอย่างไร?  เขามีมุมมองต่อผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายอย่างไร?  จะสามารถพิสูจน์ได้อย่างไรว่าคนคนนี้หลอกลวงมาก?  ในเรื่องนี้มีรายละเอียดที่เฉพาะเจาะจงมิใช่หรือ?  มีรายละเอียดที่เฉพาะเจาะจงอย่างแน่นอน  นี่ไม่ใช่เพียงการกล่าวว่าความหลอกลวงคืออะไร หรือการกระทำใดบ้างที่หลอกลวง และไม่ใช่เพียงแค่การอธิบายคำคำนี้ แต่เจ้าจำเป็นต้องชำแหละการสำแดงเฉพาะ พฤติกรรม ความคิด มุมมอง วิธีการในการรับมือกับเรื่องราวต่างๆ ของเขา ลักษณะนิสัยของเขา และอื่นๆ   ลักษณะสำคัญของคนหลอกลวงก็คือ เขาไม่เปิดใจเพื่อสามัคคีธรรมกับผู้ใดเลย และเขาไม่พูดความในใจแม้แต่กับเพื่อนสนิทที่สุดของตน  เขาเจ้าเล่ห์และยากที่จะหยั่งถึงเป็นอย่างยิ่ง  ในความเป็นจริง คนเช่นนี้อาจไม่จำเป็นต้องมีอายุมาก หรือผ่านโลกมามากนัก และอาจมีประสบการณ์น้อยด้วยซ้ำ กระนั้นเขากลับมีเล่ห์เหลี่ยมและยากที่จะหยั่งถึงเป็นอย่างยิ่ง  เขาฉลาดแกมโกงเกินวัยไปมาก  นี่คือบุคคลที่เต็มไปด้วยเล่ห์ลวงโดยธรรมชาติมิใช่หรือ?  พวกเขาซ่อนตัวอยู่ลึกเสียจนไม่มีผู้ใดมองพวกเขาออกอย่างทะลุปรุโปร่ง  ไม่ว่าพวกเขาจะพูดไปมากมายกี่คำ ก็ยากที่จะบอกว่าคำไหนจริงและคำไหนเท็จ และไม่มีผู้ใดรู้ว่าเมื่อใดที่พวกเขากำลังพูดความจริงหรือเมื่อใดที่พวกเขากำลังพูดโกหก  นอกจากนี้พวกเขายังมีทักษะในการอำพรางและบิดเบือนเหตุผลเป็นพิเศษ  บ่อยครั้งที่พวกเขาสร้างภาพจำเทียมเท็จแก่ผู้คนและซ่อนเร้นความจริง เพื่อที่ผู้คนจะได้มองเห็นแต่รูปลักษณ์เทียมเท็จของพวกเขาเท่านั้น  พวกเขาอำพรางตัวตนว่าเป็นบุคคลที่สูงส่ง ดี มีคุณธรรม และไร้เล่ห์มารยา เป็นบุคคลที่เป็นที่ชื่นชอบและได้รับความเห็นชอบ และในท้ายที่สุดทุกคนก็บูชาและยอมรับนับถือพวกเขา  ไม่ว่าเจ้าจะใช้เวลาอยู่กับบุคคลเช่นนี้นานเพียงใด เจ้าก็ไม่เคยรู้ว่าพวกเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่  ทรรศนะและท่าทีที่พวกเขามีต่อผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายทุกรูปแบบถูกเก็บซ่อนอยู่ในหัวใจของพวกเขา  พวกเขาไม่เคยบอกสิ่งเหล่านี้แก่ผู้ใด  พวกเขาไม่เคยสามัคคีธรรมถึงสิ่งเหล่านี้แม้แต่กับคนไว้ใจที่สุดของตน  แม้ในยามที่พวกเขาอธิษฐานต่อพระเจ้า พวกเขาอาจไม่บอกความลับที่อยู่ในหัวใจของตนหรือความจริงเกี่ยวกับตัวพวกเขาเอง  ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังพยายามปลอมแปลงตนว่าเป็นบุคคลที่มีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ดี มีความเชื่อทางฝ่ายวิญญาณและทุ่มเทอุทิศให้กับการไล่ตามเสาะหาความจริงเป็นอย่างมาก  ไม่มีผู้ใดสามารถมองเห็นว่าพวกเขามีอุปนิสัยอย่างไรและพวกเขาคือบุคคลประเภทใด  เหล่านี้คือการสำแดงต่างๆ ถึงความหลอกลวง  ตัวอย่างเช่น ลองพิจารณาคนที่เกียจคร้านคนหนึ่ง  การสำแดงเฉพาะของความเกียจคร้านคืออะไร?  บางคนอาจกล่าวว่า “ความเกียจคร้านก็คือการไม่ทำงานอะไรเลย เอาแต่นั่งเฉยๆ ทั้งวัน ไม่ต้องการขยับตัวหรือกังวลในเรื่องใด และไม่อยากพูดคุย”  สิ่งเหล่านี้ใช่การสำแดงที่เป็นแก่นแท้และเป็นรูปธรรมของความเกียจคร้านหรือไม่?  (ไม่ใช่ สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงปรากฏการณ์ผิวเผินบางอย่างเท่านั้น)  แล้วการสำแดงที่เป็นแก่นแท้ของความเกียจคร้านคืออะไร?  โดยหลักแล้วมีการสำแดงที่สำคัญอยู่สองประการ ประการแรกคือ การไม่เต็มใจที่จะสู้ทนต่อความยากลำบากใดๆ ไม่แบกรับภาระหรือความรับผิดชอบใดๆ ในสิ่งที่ตนทำ พร่ำบ่นเมื่อร่างกายรู้สึกไม่สบายตัวเพียงเล็กน้อย หรือเมื่อเผชิญกับความลำบากยากเย็นหรือความเหนื่อยล้าแม้เพียงเล็กน้อย ประการที่สองคือ รังเกียจที่จะทำงานใดๆ ต้องการชีวิตที่สุขสบาย ชอบความสบายแต่ไม่ชอบทำงานใช้แรง ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ และใช้ชีวิตเลื่อนลอยไปวันๆ ตลอดจนคร่ำครวญไม่รู้จบและหลบซ่อนตัวในที่ซึ่งไม่มีใครหาพบเมื่อใดก็ตามที่เขาต้องทำงาน  เหล่านี้คือการสำแดงหลักสองประการของความเกียจคร้าน พวกเราจะยังไม่เสวนาถึงการสำแดงเฉพาะในที่นี้  ยกตัวอย่างเช่น คนตะกละคนหนึ่ง  การสำแดงเฉพาะของความตะกละคืออะไร?  นี่เป็นสิ่งที่อยู่ภายในความเป็นมนุษย์ซึ่งควรชำแหละและแยกแยะได้ง่ายใช่หรือไม่?  (การไล่ตามไขว่คว้าความสุขทางกายอยู่ตลอดเวลา ต้องการกินอาหารอร่อยๆ อยู่เสมอ เพื่อสนองความอยากกินอาหารอร่อยของตน)  (มีความอยากอาหารที่ไม่รู้จักพอเมื่อเป็นเรื่องของอาหารอร่อย)  เหล่านี้คือการสำแดงของความตะกละ  หลังจากได้ยินว่าสถานที่แห่งหนึ่งมีอาหารอร่อย  ก็มีผู้คนที่อุตส่าห์ดั้นด้นไปหาอาหารที่อร่อยนั้นมิใช่หรือ?  ตัวอย่างเช่น สมมุติว่ามีร้านอาหารเปิดใหม่ที่ไหนสักแห่ง ซึ่งมีอาหารอร่อยหลากหลายชนิด แต่ราคาค่อนข้างแพงและอยู่ไกลออกไป ต้องขับรถถึงหนึ่งชั่วโมงจึงจะไปถึงที่นั่น  ผู้คนส่วนใหญ่คงจะคิดว่าไม่คุ้มค่าเลยที่จะเดินทางไกลขนาดนั้นเพียงเพื่อกินอาหารแค่มื้อเดียว  แต่เมื่อผู้คนที่รักการกินได้ยินเรื่องร้านอาหารแห่งนี้ ก็จะคิดว่า “ขับรถแค่ชั่วโมงเดียวไม่ไกลเลย  ชีวิตก็มีแค่เรื่องกิน ดื่ม และความสนุกสนานเท่านั้นมิใช่หรือ?  ไปกินกันเถอะ!”  อย่างไรก็ตาม หากขอให้คนคนเดียวกันนี้ขับรถหนึ่งชั่วโมงเพื่อไปทำงานที่ถูกควรของตน เขาก็จะเริ่มไตร่ตรองว่า “ไปที่นั่นแล้วฉันก็จะเหนื่อยไม่ใช่หรือ?  จะเป็นผลดีกับฉันไหมถ้าเสียเวลามากขนาดนั้นเพื่อไปทำงานที่นั่น?  ถ้าฉันเจอคนไม่ดีล่ะ?  ถ้ารถน้ำมันหมดล่ะ?  ฉันจะกินอะไรที่นั่น?  จะมีอาหารสำเร็จรูปไหม?  ถ้าฉันปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นไม่ได้ล่ะ?  ถ้าตอนกลางคืนฉันนอนไม่หลับล่ะ?”  พวกเขาคิดมากเกินไปเมื่อเป็นเรื่องของงานที่ถูกควรของตน มองเห็นความลำบากยากเย็นอยู่ทุกหนแห่ง  แต่เมื่อเป็นเรื่องของการกินของอร่อย พวกเขากลับเต็มใจที่จะก้าวข้ามอุปสรรคทั้งปวง อุปสรรคทุกอย่างไม่เป็นปัญหา และพวกเขาก็เลิกคิดมาก  สิ่งเหล่านี้คือการสำแดงเฉพาะของความตะกละ  เราเพียงแค่กล่าวถึงเรื่องนี้สั้นๆ ในที่นี้ เราจะไม่อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมไปมากกว่านี้

กลับมาที่หัวข้อสามัคคีธรรมในวันนี้กันเถิด  การสำแดงของการที่พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้าคืออะไร?  พวกเขาเผยให้เห็นความคิด มุมมอง และสภาวะที่เฉพาะเจาะจงใดบ้าง?  เมื่อสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นกับพวกเขา พวกเขามีท่าที มุมมอง และแนวคิดใดที่พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้าอย่างแท้จริง?  เรื่องนี้ควรค่าแก่การสามัคคีธรรมไม่ใช่หรือ?  พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้า รายละเอียดและการสำแดงเฉพาะของการไม่เชื่อนี้คืออะไร?  (ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกเขาก็ไม่เชื่อว่าเป็นการจัดวางเรียบเรียงและจัดการเตรียมการโดยพระเจ้า และพวกเขาไม่สามารถยอมรับสิ่งนั้นจากพระเจ้าได้)  (พวกเขาไม่เชื่อว่าพระเจ้าทรงปูนบำเหน็จความดีและลงโทษความชั่ว ดังนั้นพวกเขาจึงกระทำชั่วอย่างโจ่งแจ้ง)  สิ่งเหล่านี้คือการสำแดงเฉพาะบางประการ  พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้า  การไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้านี้คือการปฏิเสธอย่างหนึ่ง  พวกเขาปฏิเสธสิ่งใดที่พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาปฏิเสธการดำรงอยู่ของพระเจ้า?  (พวกเขาปฏิเสธอัตลักษณ์ของพระเจ้าในฐานะพระผู้สร้าง)  (พวกเขาปฏิเสธว่าพระเจ้าทรงควบคุมทุกสิ่งและทรงครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง)  (พวกเขาปฏิเสธว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง และปฏิเสธว่าพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าสามารถชำระความเสื่อมทรามของผู้คนให้บริสุทธิ์และช่วยผู้คนให้รอดจากซาตานได้)  ถ้อยแถลงใดในบรรดาถ้อยแถลงเหล่านี้ที่เป็นตัวแทนและเป็นแก่นแท้มากกว่า?  การปฏิเสธอัตลักษณ์ของพระเจ้าและอธิปไตยเหนือสรรพสิ่งของพระองค์—สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ตัวแทนหรอกหรือ?  สิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นที่เป็นแก่นแท้ไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  การเชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้านั้น ในแง่หนึ่งคือการยอมรับอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้า  ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นการรับรู้ข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง ซึ่งอยู่บนรากฐานของการเชื่อในอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้า  นี่คือการเชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ไม่ใช่หรือ?  ทั้งสองประเด็นนี้สำคัญอย่างยิ่งยวดไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  สองประเด็นนี้คือประเด็นที่เป็นแก่นแท้ที่สุด  ดังนั้น ในการชำแหละการที่พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้า ก่อนอื่นพวกเราจำเป็นต้องชำแหละสองสิ่ง ประการแรกคือ พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้า ประการที่สองคือ พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับอธิปไตยของพระเจ้าเหนือสรรพสิ่ง  แง่มุมอื่นๆ ล้วนรวมอยู่ในสองประเด็นนี้แล้ว  ก่อนหน้านี้ พวกเราได้สามัคคีธรรมถึงการที่พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับรู้ว่าพระเจ้าคือความจริง พระวจนะของพระเจ้าคือความจริง หรือพระเจ้าทรงช่วยผู้คนให้รอดได้  นี่ก็เป็นข้อเท็จจริงเช่นกัน  อย่างไรก็ตาม ในที่นี้เรากำลังกล่าวว่า โดยพื้นฐานแล้วพวกศัตรูของพระคริสต์ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า และโดยพื้นฐานแล้วไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้า  การชำแหละเรื่องนี้จากมุมมองของการที่พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้า และไม่ยอมรับอธิปไตยของพระเจ้าเหนือสรรพสิ่งนั้น จะทรงพลังยิ่งกว่าและเป็นตัวแทนมากกว่า

ก. การไม่ยอมรับพระอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้า

พวกเรามาเริ่มด้วยการสามัคคีธรรมในประเด็นแรกกันเถิด นั่นคือ พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้า  อัตลักษณ์ของพระเจ้าคืออะไร?  สำหรับสิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งปวงแล้ว พระเจ้าคือพระผู้สร้าง ดังนั้น อัตลักษณ์ของพระองค์ต่อสรรพสิ่งคืออะไร?  (องค์อธิปัตย์แห่งสรรพสิ่ง)  การเรียกเช่นนี้ถูกต้องแม่นยำเช่นกัน แต่อัตลักษณ์ที่แท้จริงของพระเจ้าคืออะไร?  เมื่อกล่าวถึงพระเจ้า เจ้าสามารถเรียกขานพระองค์ตรงๆ ว่า “องค์อธิปัตย์แห่งสรรพสิ่ง” ได้หรือไม่?  ก็เหมือนกับอัตลักษณ์ของแม่เจ้าที่มีต่อเจ้าก็คือผู้ที่ให้กำเนิดและเลี้ยงดูเจ้า แต่เจ้าสามารถเรียกแม่ของเจ้าว่า “ผู้ที่ให้กำเนิดและเลี้ยงดูฉัน” ได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  เจ้าเรียกแม่ของเจ้าว่าอะไร?  (แม่)  นั่นคือคำที่เจ้าใช้เรียกแม่ของเจ้า  ดังนั้น พระนามของพระผู้สร้าง องค์อธิปัตย์แห่งสรรพสิ่ง ก็คือพระเจ้า และมีเพียงพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นที่ถูกเรียกว่าพระเจ้าได้  สำหรับสิ่งทรงสร้างและไม่ได้ทรงสร้างทั้งปวงนั้น พระเจ้าคือพระเจ้า อัตลักษณ์ของพระองค์คือองค์อธิปัตย์แห่งสรรพสิ่ง และพระนามของพระองค์คือพระเจ้า  องค์หนึ่งเดียวผู้ทรงครองพระนามนี้คือพระเจ้าพระองค์เอง พระองค์คือพระเจ้า  มีเพียงพระองค์ผู้ทรงคู่ควรกับพระนามของพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงมีอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้า  ตอนนี้พวกเราจะยังไม่พูดถึงคำว่า “แก่นแท้” แต่จะพูดถึงอัตลักษณ์แทน  พระเจ้าพระองค์เอง ผู้ทรงมีอัตลักษณ์ของพระเจ้า ทรงทำสิ่งต่างๆ ของพระเจ้า ทรงแสดงอุปนิสัยของพระเจ้า และทรงนำทางมวลมนุษย์ทั้งปวง ตลอดจนทรงครองอธิปไตยเหนือมวลมนุษย์ทั้งปวงและสรรพสิ่งโดยใช้วิธีการของพระเจ้า  สำหรับบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าและยอมรับอัตลักษณ์ของพระเจ้านั้น มุมมองที่พวกเขามีต่อทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำย่อมแตกต่างจากมุมมองของพวกศัตรูของพระคริสต์อย่างสิ้นเชิง  บรรดาผู้ที่สามารถเข้าใจทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำท่ามกลางสรรพสิ่งได้อย่างถูกต้องจะมองเห็นวิธีการกระทำของพระองค์จากสิ่งนี้ และทำให้พวกเขามั่นใจในการดำรงอยู่ของพระองค์ท่ามกลางสรรพสิ่งมากยิ่งขึ้น  ในทางตรงกันข้าม มุมมอง วิธีการ และแง่มุมที่พวกศัตรูของพระคริสต์ใช้มองสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับของบรรดาผู้ที่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้า  ด้วยเหตุนี้เอง พวกศัตรูของพระคริสต์จึงยอมตายเสียดีกว่าที่จะเชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้า หรือเชื่อว่าองค์หนึ่งเดียวผู้ที่ทรงสามารถทำสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดได้คือองค์หนึ่งเดียวผู้ทรงมีอัตลักษณ์ของพระเจ้า และมีเพียงพระองค์เท่านั้นที่ทรงคู่ควรแก่การถูกเรียกว่าพระเจ้าและคู่ควรแก่การได้รับการกล่าวถึงจากผู้คนว่าพระเจ้า

สำหรับหลายๆ เรื่องที่ดำรงอยู่ท่ามกลางสรรพสิ่งและมวลมนุษย์ทั้งปวง ไม่ว่าจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าหรือไม่ก็ตาม หากผู้คนมองและเข้าใจสิ่งเหล่านั้นผ่านพระวจนะของพระเจ้าและความมีเหตุผลของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ พวกเขาจะค้นพบว่าพระเจ้ากำลังทรงนำทางมวลมนุษย์อยู่ท่ามกลางสรรพสิ่ง และพระองค์ทรงดำรงอยู่จริง  ธรรมบัญญัติแห่งสรรพสิ่งและการพัฒนาของสรรพสิ่งล้วนได้รับการจัดวางเรียบเรียงและจัดการเตรียมการอยู่ภายในชุดกฎที่มองไม่เห็นและไม่อาจบรรยายได้ แล้วใครเล่าที่สามารถจัดวางเรียบเรียงและจัดการเตรียมการทั้งหมดนี้ได้?  ไม่ใช่บุคคลผู้ยิ่งใหญ่คนใด หรือวีรบุรุษคนไหน และแน่นอนว่านี่ไม่ใช่การก่อตัวตามธรรมชาติ  แต่เป็นองค์หนึ่งเดียวผู้ที่มองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้ ทว่ามนุษย์สามารถรับรู้ได้ ผู้ทรงมีอธิปไตยเหนือทั้งหมดนี้  นี่คือใครกัน?  นี่คือพระเจ้า  การเชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้าไม่ใช่ความมีเหตุผลขั้นต่ำสุดที่ผู้คนควรมีหรอกหรือ?  นี่ไม่ใช่มุมมองและแง่มุมพื้นฐานที่สุดและขั้นต่ำสุดที่ผู้คนควรใช้มองสิ่งต่างๆ หรอกหรือ?  อย่างไรก็ตาม พวกศัตรูของพระคริสต์ไร้ซึ่งความมีเหตุผลนี้ และดังนั้นจึงไม่ได้มองสิ่งต่างๆ จากมุมมองและแง่มุมเช่นนั้น  ดังนั้น ในส่วนที่เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่พระเจ้าทรงจัดวางเรียบเรียง ซึ่งมนุษย์สามารถรับรู้ได้เท่านั้น และซึ่งพระเจ้าไม่ได้ทรงสื่อสารกับมวลมนุษย์ด้วยภาษาที่ชัดเจนอย่างแจ้งชัดนั้น พวกศัตรูของพระคริสต์กลับมองว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องบังเอิญ เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เป็นสิ่งที่ก่อตัวขึ้นตามธรรมชาติ หรือแม้กระทั่งเป็นสิ่งที่ผู้คนจินตนาการและบงการ  ไม่ว่าเจ้าจะเป็นพยานยืนยันถึงการดำรงอยู่ของพระเจ้าอย่างไร ไม่ว่าเจ้าจะใช้ข้อเท็จจริงมากมายเพียงใดมาพิสูจน์ว่าพระเจ้าทรงอยู่ท่ามกลางสรรพสิ่ง พระเจ้าทรงมีอัตลักษณ์ของพระเจ้า และมีเพียงองค์หนึ่งเดียวผู้ที่ทรงมีอัตลักษณ์ของพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงสามารถทำสิ่งเหล่านี้และจัดการเตรียมการสรรพสิ่งอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยได้ และองค์อธิปัตย์เช่นนี้คือองค์หนึ่งเดียวผู้ที่ทรงมีอัตลักษณ์ของพระเจ้า พวกศัตรูของพระคริสต์จะมองเรื่องนี้ในลักษณะนี้หรือไม่?  พวกศัตรูของพระคริสต์จะเข้าใจเช่นนี้หรือไม่?  (ไม่)  ไม่ว่าเจ้าจะนำเสนอข้อเท็จจริงมากมายเพียงใดมาพิสูจน์เรื่องนี้ พวกศัตรูของพระคริสต์ก็จะไม่เชื่อและจะไม่ยอมรับ  ต่อให้ภายนอกนั้นพวกเขาจะไม่พูดอะไร และต่อให้พวกเขาไม่สามารถนำเสนอหลักฐานใดๆ มาหักล้างได้ แต่ลึกลงไปแล้ว พวกเขากลับไม่เห็นด้วยและไม่ยอมรับเรื่องนี้นับครั้งไม่ถ้วน และตั้งคำถามมากมายกับเรื่องนี้  พวกเขาคิดว่าผู้คนที่เชื่อในอัตลักษณ์ของพระเจ้านั้นเป็นคนโง่เขลา และถูกชักพาให้หลงผิด และนี่เป็นสิ่งที่เฉพาะคนที่ไร้ซึ่งความคิดที่เป็นผู้ใหญ่เท่านั้นที่จะทำและคิดได้  ในทัศนะของพวกเขา เจตจำนงเสรีของมนุษย์ควรถูกควบคุมโดยมนุษย์เองและแสดงออกอย่างอิสระ  พวกเขาคิดว่าผู้คนควรสร้างความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นท่ามกลางสรรพสิ่งด้วยวิธีใดก็ตามที่ตนเลือก และควรมองเหตุการณ์เหล่านี้ผ่านวิธีการและมุมมองทางวิทยาศาสตร์ ผู้คนไม่ควรเชื่องมงายมาก หรือใช้อธิปไตยของพระเจ้ามาอธิบายทุกสิ่ง หรือใช้อธิปไตยของพระเจ้าเป็นกรอบในการมองทุกสิ่ง  ตัวอย่างเช่น ในคริสตจักร พี่น้องชายหญิงหลายคนได้มีประสบการณ์กับหมายสำคัญและการอัศจรรย์นับไม่ถ้วนที่พระเจ้าทรงแสดงนับตั้งแต่ที่ได้รับความรอดของพระองค์  พวกเขาเป็นพยานยืนยันถึงวิธีที่พระเจ้าทรงนำทางพวกเขาในเวลานั้น วิธีที่พระเจ้าทรงแสดงให้พวกเขาเห็นผ่านเหตุการณ์เหล่านี้ว่าพระองค์ทรงดำรงอยู่จริงและพระองค์ทรงดำเนินการสิ่งเหล่านั้นอย่างแท้จริง ตลอดจนพรและพระคุณอันยิ่งใหญ่ที่พวกเขาได้รับผ่านเหตุการณ์เหล่านี้  หลักฐานมีอยู่ ทั้งในคำพยานและในหลักฐานทางกายภาพ  ความเชื่อของบรรดาผู้ที่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้ามีความแข็งแกร่งขึ้นด้วยคำพยานและหลักฐานทางกายภาพเหล่านี้ แต่มุมมองของพวกศัตรูของพระคริสต์ซึ่งไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้าเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่หลังจากที่ได้ยินสิ่งเหล่านี้?  (ไม่)  เจ้ารู้ได้อย่างไร?  เพราะไม่ว่าเจ้าจะพูดอย่างสัตย์จริงเพียงใดหรือมีผู้คนมากมายแค่ไหนมาตรวจสอบคำพยานของเจ้าด้วยตนเอง พวกศัตรูของพระคริสต์ก็จะไม่เชื่อ  พวกเขาจะกล่าวว่า “นอกเสียจากว่าฉันจะมีประสบการณ์กับสิ่งนั้นด้วยตัวเอง ถ้าฉันยังไม่ได้เห็นสิ่งนั้น เช่นนั้นสิ่งนั้นก็ไม่มีอยู่จริง  สิ่งที่พวกคุณได้มีประสบการณ์ก็เป็นแค่ความบังเอิญ เป็นเรื่องบังเอิญ  ทุกคนก็มีประสบการณ์กับเหตุการณ์อันตรายหรือเหตุการณ์บังเอิญในชีวิตกันทั้งนั้นไม่ใช่หรือ?  ความบังเอิญและเรื่องบังเอิญที่เกิดขึ้นเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นการกระทำของพระเจ้าอย่างนั้นหรือ?  นี่พิสูจน์ได้หรือว่าคนที่ทำสิ่งเหล่านี้คือพระเจ้า?  บางทีนี่อาจจะเป็นแค่จินตนาการของคุณ บางทีคุณอาจจะแค่โชคดีที่มีผู้มีพระคุณมาช่วย หรือบางทีคุณอาจจะยังไม่ถึงฆาตก็เลยรอดมาได้อย่างหวุดหวิด”  ดูสิ พวกเขายอมรับในสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงทำกับผู้คนเหล่านี้หรือไม่?  (พวกเขาไม่ยอมรับ)  พวกเขาไม่ยอมรับหรือเชื่อในสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงทำกับพี่น้องชายหญิง และพวกเขาก็ไม่เชื่อว่าพระเจ้าทรงสามารถกระทำกิจการเช่นนั้นได้ หรือสิ่งต่างๆ ที่พี่น้องชายหญิงมีประสบการณ์นั้นเกิดขึ้นจริงๆ  พวกเขาคิดว่า “จะมีเรื่องแบบนี้ในโลกได้อย่างไร?  ถ้ามี ก็เป็นแค่เพียงสิ่งที่มนุษย์จินตนาการขึ้นมาเอง  ดังคำกล่าวที่ว่า ‘กลางวันคิดเรื่องใด กลางคืนก็ฝันเรื่องนั้น’  เรื่องพวกนี้ล้วนเป็นแค่ภาพลวงตา”  เมื่อพวกศัตรูของพระคริสต์ได้ยินเรื่องที่พี่น้องชายหญิงมีประสบการณ์กับหมายสำคัญและการอัศจรรย์บางประการ พระคุณและพรพิเศษบางอย่างจากพระเจ้า และบางสิ่งที่เกินขอบเขตของคนธรรมดาสามัญ พวกเขาก็ไม่เชื่อ  เช่นนั้นแล้ว พวกศัตรูของพระคริสต์จะเชื่อในความรู้แจ้งและการชี้แนะที่พี่น้องชายหญิงได้รับขณะที่มีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าได้หรือไม่?  พวกเขาก็ไม่เชื่อเรื่องนั้นเช่นกัน  พวกเขาไม่เชื่อว่าพระเจ้าทรงให้ความรู้แจ้ง ทรงให้ความกระจ่าง และทรงชี้แนะผู้คน  พวกเขาคิดว่าทั้งหมดนี้มาจากความนึกคิดของมนุษย์ จากการวิเคราะห์และความเข้าใจตามความรู้ของมนุษย์ และสิ่งนี้ก่อให้เกิดคำพยานจากประสบการณ์เหล่านี้  พวกเขาเชื่อว่า “ถ้าผู้คนคิดและพากเพียรอย่างหนักในทิศทางนี้ พวกเขาก็จะได้รับความรู้มาบ้างไม่ใช่หรือ?  ถ้าฉันทุ่มเทความพยายามด้วย รวมทั้งคิดและใคร่ครวญอย่างหนักในเรื่องนี้ เช่นนั้นฉันก็อาจจะคิดหาคำพยานจากประสบการณ์ได้บ้างเหมือนกับการเขียนบทความ”  ดังนั้น เมื่อเป็นเรื่องของคำพยานจากประสบการณ์ของพี่น้องชายหญิง ที่พวกเขาเป็นพยานยืนยันถึงวิธีที่พระเจ้าทรงนำทางพวกเขา วิธีที่พระองค์ทรงให้ความรู้แจ้งและให้ความกระจ่างแก่พวกเขา วิธีที่พระองค์ทรงพิพากษา ตีสอน ตัดแต่ง และบ่มวินัยพวกเขา และวิธีที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมสถานการณ์เพื่อทดสอบและถลุงพวกเขา ตลอดจนวิธีที่พวกเขาได้เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าจากเรื่องนี้ เป็นต้นพวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับหรือเชื่อในกิจการเหล่านี้ของพระเจ้าเลย  พวกเขาคิดว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นไปไม่ได้  พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับหรือเชื่อในเหตุการณ์เหล่านี้ที่เกิดขึ้นในหมู่พี่น้องชายหญิง  นี่เป็นการยืนยันถึงแก่นแท้ของพวกศัตรูของพระคริสต์ที่ไม่ยอมรับอัตลักษณ์ของพระเจ้าอย่างสิ้นเชิงหรือไม่?  อันที่จริง นี่ไม่ใช่หลักฐานที่ทรงพลังที่สุดที่จะพิสูจน์ให้เห็นถึงแก่นแท้ของพวกศัตรูของพระคริสต์ที่ไม่ยอมรับอัตลักษณ์ของพระเจ้า

พวกเราก้าวข้ามขอบเขตของคริสตจักรและพี่น้องชายหญิงเป็นการชั่วคราว แล้วมาพิจารณามุมมองที่พวกศัตรูของพระคริสต์มีต่อเรื่องราวต่างๆ ท่ามกลางกลุ่มผู้คนและในชีวิตจริงกันเถิด  เรื่องราวเหล่านี้มีอะไรบ้าง?  (การเกิด ความแก่ชรา ความเจ็บป่วย และความตายของผู้คน ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม การปรับเปลี่ยนทางการเมือง และการเกิดความวิบัติ  พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่รู้จักอธิปไตยของพระเจ้าภายในสิ่งเหล่านี้เลย)  (พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่เชื่อว่าชะตากรรมของผู้คนอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า แต่พวกเขากลับต้องการสร้างบ้านเกิดที่งดงามด้วยสองมือของตนเอง)  สิ่งเหล่านี้คือการสำแดงเฉพาะซึ่งเกี่ยวข้องกับแก่นแท้ของปัญหา  พวกศัตรูของพระคริสต์สามารถมองเห็นหรือไม่ว่าชะตากรรมของมนุษย์ ชีวิตและความตาย ตลอดจนประสบการณ์ทั้งหมดที่แต่ละคนเผชิญในชีวิตนั้นอยู่ภายใต้อธิปไตยของพระเจ้า?  พวกเขาไม่สามารถมองเห็นเรื่องนี้ได้  ตัวอย่างเช่น มีคำกล่าวที่เป็นที่นิยมในสังคมว่า “ผู้ที่สร้างสะพานและซ่อมถนนมักลงเอยด้วยการตาบอด ในขณะที่ลูกหลานของฆาตกรและคนลอบวางเพลิงกลับทวีจำนวนขึ้น”  คำกล่าวนี้เป็นกฎเกณฑ์ที่มีสาระสำคัญสำหรับสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือไม่?  เป็นความจริงหรือไม่?  เป็นทฤษฎีทางปรัชญาหรือไม่?  (ไม่ใช่)  แล้วคำกล่าวนี้มาจากไหน?  แน่นอนว่าไม่ได้มาจากบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้า แต่เป็นปรากฏการณ์ผิวเผินในสภาพความเป็นอยู่ของผู้คนต่างๆ ตลอดการพัฒนาของมนุษย์  ผู้คนเชื่อว่าโลกนี้ไร้ความเป็นธรรม ยิ่งคนคนหนึ่งทำความดีมากเท่าใด เขาก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะตาบอด และเผชิญกับการลงโทษมากขึ้นเท่านั้น ในขณะที่คนคนหนึ่งยิ่งทำชั่วมากเท่าใด เขาก็ยิ่งเจริญรุ่งเรืองและประสบความสำเร็จในโลกมากขึ้นเท่านั้น  กฎการพัฒนาของสิ่งต่างๆ ในหมู่มวลมนุษย์สอดคล้องกับคำกล่าวนี้ในทางใดบ้างหรือไม่?  นอกจากนี้ยังมีคำกล่าวที่ว่า “คนดีอายุสั้น คนชั่วอายุยืน”  ผู้คนแบบไหนที่สร้างคำกล่าวนี้ขึ้นมา?  คำกล่าวประเภทนี้เป็นที่รู้จักของผู้คนในฐานะภาษิตพื้นบ้าน แล้วคนแบบไหนที่สามารถกล่าวภาษิตเหล่านี้ได้?  พวกเขาคือผู้เชื่อในพระเจ้าหรือไม่?  พวกเขาคือผู้คนที่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้าหรือไม่?  (ไม่ใช่)  มีคนที่มองโลกในแง่ร้ายบางประเภทที่ไม่ประสบความสำเร็จในสังคมและในหมู่ผู้คน ผู้ที่เผชิญกับอุปสรรคทุกหนแห่ง มีชะตาชีวิตที่ยากลำบาก และมีความใฝ่ฝันที่ไม่อาจลุล่วง และไม่ว่าจะไปที่ใดพวกเขาก็ไม่เจริญรุ่งเรือง  พวกเขาคิดว่าตนมีศักยภาพและมีความสามารถอยู่บ้าง กระนั้นพวกเขาก็ยังไม่สามารถสร้างชื่อเสียงให้ตนเอง ไม่สามารถเฟื่องฟู ไม่สามารถล้ำหน้าผู้อื่น หรือเชิดชูบรรพบุรุษของตนได้  ไม่ว่าจะไปที่ใด พวกเขาก็ถูกกีดกัน ถูกกลั่นแกล้ง และถูกกดขี่ และพวกเขาไม่มีความสามารถที่จะหลุดพ้นจากสิ่งทั้งหมดนี้ได้  ในที่สุด พวกเขาก็สรุปว่า “ไม่มีความเที่ยงธรรมในสังคมหรือมวลมนุษย์ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าการให้รางวัลความดีและลงโทษความชั่ว หรือการตอบแทน  คนเลวทำเลวโดยไม่ถูกลงโทษ ในขณะที่คนดีซึ่งทำความดีมากมาย เช่น การบริจาคและการช่วยเหลือคนยากจน กลับไม่ได้รับบำเหน็จในท้ายที่สุด  ดังนั้น อย่าเป็นคนดีเลย เพราะไร้ประโยชน์  คนดีลงเอยด้วยการตาบอด—คนเราจึงต้องเป็นคนชั่วแทน”  เพราะพวกเขาไม่ประสบความสำเร็จในโลกและท่ามกลางกลุ่มผู้คน พวกเขาจึงพร่ำบ่นเรื่องการไร้ความเที่ยงธรรมและไร้ความยุติธรรมในโลกนี้ รวมทั้งการไม่มีผู้ช่วยให้รอดในโลกนี้  พวกเขาคิดว่าทุกคนปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไม่เป็นธรรม เพราะไม่มีใครเห็นจุดแข็งหรือความเชี่ยวชาญของพวกเขา และไม่มีใครจัดวางพวกเขาในตำแหน่งสำคัญ  ดังนั้น พวกเขาจึงสร้างทฤษฎีที่บิดเบี้ยวเช่นนี้ขึ้นมาเพื่อพร่ำบ่นเรื่องมวลมนุษย์และโลก  ในความเป็นจริงแล้ว การเกิดขึ้นของสิ่งต่างๆ เหล่านี้มีเหตุผลเบื้องหลังหรือไม่?  มีความสัมพันธ์เชิงสาเหตุหรือไม่?  มีอย่างแน่นอน!  พวกศัตรูของพระคริสต์มีมุมมองเดียวกันกับผู้คนเหล่านี้ พวกเขาไม่เชื่อว่าพระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง และไม่เชื่อว่าทุกสิ่งที่พระเจ้า—ผู้ทรงมีอัตลักษณ์ของพระเจ้า—ทรงครองอธิปไตยเหนือนั้นชอบธรรม  ดังนั้น พวกศัตรูของพระคริสต์จึงไม่เพียงแต่ไม่ยอมรับว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำล้วนแสดงถึงอัตลักษณ์ของพระองค์เท่านั้น พวกเขายังเชื่อในทฤษฎีที่บิดเบี้ยวและความเห็นนอกรีตที่แพร่หลายในสังคมอีกด้วย  พวกเขาเชื่อว่าทฤษฎีที่บิดเบี้ยวและความเห็นนอกรีตเหล่านั้นเป็นความจริง และมีแต่ผู้ที่สามารถเจริญรุ่งเรืองในโลกนี้ซึ่งได้รับการบูชาและการติดตามเท่านั้นที่จะเรียกได้ว่าเทพเจ้าในหัวใจของพวกเขา และเป็นผู้ที่มีอัตลักษณ์ของเทพเจ้าในหัวใจของพวกเขา  ตัวอย่างเช่น ในตำนานจีน มีบุคคลสำคัญต่างๆ เช่น เจ้าแม่ซีหวังหมู่ เง็กเซียนฮ่องเต้ แปดเซียน เจ้าแม่กวนอิม และพระพุทธเจ้า—บุคคลเหล่านี้คือผู้ที่พวกศัตรูของพระคริสต์บูชาอย่างแท้จริงในหัวใจของพวกเขา  ในตำนานเหล่านี้ เง็กเซียนฮ่องเต้ยิ่งใหญ่ที่สุด เขามีอำนาจที่จะลงโทษคนบาปในแดนสวรรค์โดยการขับไล่พวกเขาลงมายังโลกมนุษย์  เมื่อศัตรูของพระคริสต์ได้ยินเช่นนี้ พวกเขาก็รู้สึกเลื่อมใสเขาเป็นอย่างมาก โดยคิดว่า “เง็กเซียนฮ่องเต้เป็นเทพเจ้าอย่างแท้จริง!  พระองค์มีกิริยาท่าทาง บุคลิกลักษณะ และความสามารถของเทพเจ้า!”  ตำนานเหล่านี้ รวมทั้งผู้ที่เรียกกันว่าเซียนที่คนทั่วไปเซ่นไหว้นั้น ได้ทิ้งความประทับใจอันลึกซึ้งไว้ให้ผู้คน  พวกเขาเชื่อว่า “ผู้ที่เรียกกันว่าเซียนเหล่านี้มีฝีมือและพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่  เซียนเหล่านี้สมควรได้ชื่อว่าเป็นเทพเจ้า  เทพเจ้าเหล่านี้สามารถให้คำตัดสินชี้ขาดในแดนสวรรค์ต่อทุกสิ่งที่ไม่เป็นธรรมและไม่น่าพึงพอใจที่เกิดขึ้นในโลก และหากคนเราแสวงหาความยุติธรรม เขาก็ย่อมสามารถหาคำตอบได้จากเทพเจ้าเหล่านี้  ตัวอย่างเช่น บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์อย่างเปาบุ้นจิ้นและกวนอูผดุงความยุติธรรมให้แก่มวลมนุษย์ในโลกวิญญาณ  เมื่อคนคนหนึ่งถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม และศาลก็ไม่ยุติธรรม หากเขานำคดีของตนไปยื่นต่อเปาบุ้นจิ้นหรือกวนอู เขาย่อมได้รับความยุติธรรมอย่างแน่นอน”  ผู้คนเชื่อว่าบุคคลจากนิทานพื้นบ้านเหล่านี้สามารถตัดสินความยุติธรรมให้แก่มวลมนุษย์ ลงโทษคนชั่ว และแก้ไขความไม่เป็นธรรมทั้งหมดในโลกได้ ทำให้บรรดาผู้ที่ทนทุกข์และต่อสู้ดิ้นรนหยุดหลั่งน้ำตาได้  ผู้คนเหล่านี้คิดว่าคนยากจนที่อยู่ระดับล่างของสังคม คนที่ไร้ความสามารถและผู้ที่ถูกกลั่นแกล้ง จำเป็นต้องถวายเครื่องเซ่นไหว้ เชื่อ และติดตามบุคคลเหล่านี้เท่านั้น เพื่อที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงของตน และแก้ไขการถูกทารุณและการกดขี่ทั้งหมดที่พวกเขาเผชิญ  ทำนองเดียวกัน ในหัวใจและความรู้สึกนึกคิดของพวกศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาเชื่อว่าเทพเจ้าควรเป็นเหมือนผู้ที่ถูกเรียกว่าพระโพธิสัตว์และพระพุทธเจ้า ที่แก้ไขความทุกข์ทั้งหมดของมนุษย์และช่วยผู้คนให้พ้นจากทะเลแห่งความทุกข์ระทม  ตัวอย่างเช่น ชายคนหนึ่งที่แม่ของเขาป่วยระยะสุดท้ายและหมดหนทางรักษา เป็นคนกตัญญูมากและไม่ต้องการให้แม่ตาย เขาจึงจุดธูปหอมสามดอก นำอาหารและเครื่องดื่มรสอร่อยไปถวายรูปเคารพของพระโพธิสัตว์กวนอิมทุกวัน  จากนั้นเขาก็ตั้งปณิธานว่า หากความเจ็บป่วยของแม่เขารักษาหายและเธอสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีก 30 ปี เขาจะยินดีสละชีวิตของตนเอง 30 ปีเพื่อแลกเปลี่ยน จะกินเจไปตลอดช่วงชีวิตที่เหลือ และจะละเว้นจากการคร่าชีวิตของสิ่งมีชีวิตใดๆ อีก  หลังจากจุดธูป คุกเข่าคำนับ และตั้งปณิธานนี้ ตลอดจนถวายความจริงใจของเขาแล้ว ความเจ็บป่วยของแม่เขาก็หายเป็นปกติ  นี่หมายความว่าพระโพธิสัตว์ได้ยินคำสาบานของเขาหรือ?  หมายความว่าแม่ของเขาจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีก 30 ปี และเขาจะมีชีวิตสั้นลง 30 ปีหรือไม่?  ไม่ใช่  แต่เพราะเขาเชื่อ เขาจึงมั่นใจว่านี่เป็นเรื่องจริง  จากนั้นเขาก็เริ่มลุล่วงปณิธานของตนด้วยการกินเจ  วันหนึ่งเขาเกิดความสงสัยว่า “แม่ของฉันหายดีแล้ว และอายุขัยของแม่ก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป แล้วในอนาคตฉันจะผิดคำสาบานได้ไหม?  ฉันจะกินน่องไก่ได้ไหม?  ถ้าฉันอยากกิน ก็กินได้”  หลังจากกินน่องไก่ เขารู้สึกดี และหัวใจก็รู้สึกสงบลง แต่ในวันรุ่งขึ้น เขากลับทนทุกข์จากการอาเจียนและท้องเสีย และป่วยเป็นเวลาหลายวันโดยไม่ดีขึ้นเลย  ในวันที่สี่ เขาเกิดความสงสัยว่า “นี่คือการลงโทษจากพระโพธิสัตว์หรือเปล่า?  ท่านไม่ยอมให้ฉันกินเนื้อสัตว์หรือ?  ดูเหมือนว่าคำพูดที่ฉันเคยพูดไปก่อนหน้านี้จะเป็นจริงเสียแล้ว—ฉันกินเนื้อสัตว์ไม่ได้!”  เมื่อคิดได้ดังนี้ เขาก็รีบจุดธูปหอมอีกสามดอก ถวายอาหารอร่อยมากมาย และยอมรับบาปของตน  อาการป่วยของเขาก็หายดีในวันรุ่งขึ้น  เมื่อเขาเห็นว่าพระโพธิสัตว์ศักดิ์สิทธิ์มาก เขาก็ยิ่งเชื่ออย่างมั่นคงมากขึ้นว่า “เวลาผู้คนกระทำการใด พระโพธิสัตว์คอยเฝ้าดูอยู่  ฉันต้องไม่พยายามหลอกลวงท่าน ฉันต้องรักษาคำสาบาน มิฉะนั้นจะต้องเผชิญกับการลงโทษจากท่าน!”  ตั้งแต่นั้นมา เขาก็ยิ่งรู้สึกมากขึ้นไปอีกว่าพระนาม “พระโพธิสัตว์” นั้นศักดิ์สิทธิ์และมิอาจละเมิดได้  เขาจุดธูปหอมสามดอกทุกวันและถวายเครื่องเซ่นไหว้ในช่วงเทศกาลและวันหยุด  เมื่อเวลาผ่านไป ความเชื่อที่ว่ารูปเคารพที่ผู้คนถวายเครื่องเซ่นไหว้อย่างเง็กเซียนฮ่องเต้ พระโพธิสัตว์กวนอิม กวนอู และอื่นๆ คือเทพเจ้านั้น ก็ถูกตอกย้ำในตัวบุคคลเช่นนี้  สถานะของรูปเคารพเหล่านี้ในหัวใจของเขากลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจสั่นคลอนได้มากยิ่งขึ้น โดยปราศจากความสงสัยหรือความเคลือบแคลงใดๆ  ต่อให้พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่เคยมีประสบการณ์กับสิ่งเหล่านี้ หรือไม่เคยถวายเครื่องเซ่นไหว้แด่รูปเคารพหรือรูปปั้นดินเหนียวเหล่านี้ที่บ้าน แต่บางครั้งพวกเขาก็ยังคงได้ยินหรือพบเจอเรื่องราวเช่นนี้ในแวดวงสังคมของตน  ตัวอย่างเช่น พวกเขาได้ยินเรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงรักษาอาการป่วยของใครบางคน หรือทรงให้ความยุติธรรมโดยการลงโทษคนชั่วตามกรรม หรือเรื่องที่ใครบางคนกลายเป็นมั่งคั่งหลังจากที่ซินแสฮวงจุ้ยจัดเรียงสิ่งของบางอย่างในบ้านของพวกเขาใหม่ หรือเรื่องที่ใครบางคนปรึกษาซินแสฮวงจุ้ยหรือหมอดูหยินหยางเรื่องสุสานและการเลือกที่ดินสำหรับฝังศพที่จะส่งผลให้ลูกหลานของตนกลายเป็นข้าราชการระดับสูง หรือสุขสำราญกับความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในหน้าที่การงานของพวกเขาและอื่นๆ  สิ่งเหล่านี้ทิ้งความประทับใจไว้ในความรู้สึกนึกคิดของพวกศัตรูของพระคริสต์ว่า เทพเจ้าควรมีความสามารถและพลังอำนาจเช่นเดียวกับผู้ที่ถูกเรียกว่าพระพุทธเจ้าและจักรพรรดิเหล่านี้ ซึ่งผู้คนพบเจอและมองเห็นในชีวิตประจำวันของตน  พวกเขาถึงขั้นคิดว่าเทพเจ้าควรเป็นเหมือนรูปเคารพที่ผู้คนถวายเครื่องบูชาให้ โดยแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์บางอย่างในหมู่ผู้คนเพื่อก่อให้เกิดความหวาดกลัวและความตกตะลึง  และหากเทพเจ้าองค์ใดไม่ทำเช่นนี้ พวกเขาก็คิดว่าไม่ควรถือเป็นเทพเจ้า  ด้วยทัศนะและความเข้าใจเกี่ยวกับเทพเจ้าเช่นนี้ แนวคิดเกี่ยวกับเทพเจ้าจะกลายเป็นอย่างไรสำหรับพวกศัตรูของพระคริสต์?  ในความรู้สึกนึกคิดของพวกเขา เทพเจ้าอย่างเง็กเซียนฮ่องเต้ ซึ่งสามารถส่งทหารสวรรค์ไปขับไล่พวกที่ละเมิดกฎสวรรค์ลงมายังโลกมนุษย์ได้ทุกที่ทุกเวลานั้น คือเทพเจ้าอย่างแท้จริง และคือผู้ที่มีอัตลักษณ์ของเทพเจ้า  หรือรูปเคารพที่ผู้คนทำของถวายให้ ซึ่งสามารถทำให้พวกเขาร่ำรวยและกลายเป็นข้าราชการระดับสูงได้—สำหรับพวกศัตรูของพระคริสต์แล้ว สิ่งมีชีวิตเช่นนี้ก็ถือว่าคู่ควรกับการมีอัตลักษณ์ของเทพเจ้าเช่นกัน  นี่คือการรับรู้และความเข้าใจภายในที่พวกศัตรูของพระคริสต์มีต่ออัตลักษณ์ของเทพเจ้า  ดังนั้น เมื่อพระเจ้าทรงปฏิบัติพระราชกิจในแผ่นดินที่พญานาคใหญ่สีแดงนอนหมอบอยู่ และพี่น้องชายหญิงบางคนถูกจับกุม คริสตจักรได้รับความเสียหาย และพระราชกิจของพระเจ้าถูกขัดขวางและถูกก่อกวน พวกศัตรูของพระคริสต์คิดอย่างไร?  “หากนี่คือเทพเจ้า ทำไมสิ่งทั้งหลายดังกล่าวถึงเกิดขึ้นกับคริสตจักรได้ล่ะ?  เวลาที่พี่น้องชายหญิงกำลังถูกจับกุม เทพเจ้าควรแสดงนิมิตบนท้องฟ้า และส่งเสียงฟ้าร้องและความเกรี้ยวกราดออกมา ทำให้ตำรวจชั่วที่กำลังจับกุมพี่น้องชายหญิงวิ่งหนีไปด้วยความหวาดกลัวเหมือนหนูที่ตื่นตระหนกสิ  ทำไมฉันถึงไม่เคยได้ยินว่ามีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเลย?  ในเมื่อผู้คนเหล่านี้ติดตามเทพเจ้าและเป็นประชากรที่เทพเจ้าเลือกสรร ทำไมเทพเจ้าถึงไม่ช่วยพวกเขาให้พ้นและคุ้มครองพวกเขา?  พญานาคใหญ่สีแดงข่มเหงบรรดาผู้ที่ติดตามเทพเจ้าอย่างบ้าคลั่งและโหดร้าย  ทำไมเทพเจ้าถึงไม่ลงมาบนแผ่นดินโลกเพื่อจัดการความยุติธรรมให้มวลมนุษย์?  ทำไมเทพเจ้าถึงไม่ขัดขวางพญานาคใหญ่สีแดง?  ทำไมเขาถึงไม่ลงโทษพญานาคใหญ่สีแดง?  แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้หรอกที่เทพเจ้าผู้มีอัตลักษณ์ของเทพเจ้าจะทำได้แค่พูดและจัดหาความจริงเท่านั้น?  เมื่อเทียบกับเง็กเซียนฮ่องเต้ พระโพธิสัตว์กวนอิม และพระพุทธเจ้าแล้ว เทพเจ้าดูเหมือนจะไม่มีความสามารถและทักษะที่ยิ่งใหญ่เลย  พวกเขาบอกว่าเทพเจ้ามีฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจ แต่ฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจนี้อยู่ที่ไหน?  ผู้ที่สามารถจัดหาได้เพียงความจริงและผู้ที่ไร้ซึ่งฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจของเทพเจ้า จะเป็นเทพเจ้าอย่างแท้จริงได้หรือ?  เวลาที่พี่น้องชายหญิงกำลังจะถูกจับกุม เทพเจ้าควรสร้างกำแพงตรงหน้าตำรวจชั่ว หรือทำให้พวกเขาตาบอดและขาพิการ และทำให้พวกเขาเป็นบ้า หรือทำให้พวกเขากลายเป็นคนโง่เขลา  ก่อนที่อันตรายจะใกล้เข้ามา เทพเจ้าควรให้ทุกคนรู้ถึงความเสี่ยงที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างชัดเจน พวกเขาควรได้ยินเสียง รู้สึกถึงความรู้สึกที่รุนแรง และมีความคิดที่ชัดเจน  ทำไมเทพเจ้าถึงไม่ทำสิ่งทั้งหลายดังกล่าว?  ทำไมเขาถึงไม่บอกใบ้เลยเมื่อสถานการณ์แบบนี้ใกล้เข้ามา?  เวลาที่ผู้คนทนทุกข์กับการจับกุม การทรมาน และการข่มเหง ทำไมเทพเจ้าถึงไม่หยุดยั้งหรือลงโทษพวกปีศาจและตำรวจชั่วเหล่านี้?  เวลาที่พวกคนเหล่านี้ใส่กุญแจมือพี่น้องชายหญิง เวลาที่กระบองของพวกคนเหล่านี้ฟาดลงบนตัวพี่น้องชายหญิง ทำไมเทพเจ้าถึงไม่ทำอะไรเลย?  ถ้าเป็นเง็กเซียนฮ่องเต้หรือพระโพธิสัตว์กวนอิม พวกท่านคงไม่มีวันปล่อยให้ผู้ติดตามของพวกท่านทนทุกข์เช่นนี้  แน่นอนว่าพวกท่านคงจะเข้ามาแทรกแซงและช่วยเหลือ ทำให้ตำรวจชั่วตาบอด ทำให้ใบหน้าของพวกเขาบิดเบี้ยว ทำให้พวกเขาเป็นบ้า ทำให้มือและเท้าของพวกเขาเน่าเปื่อย ทำให้พวกเขาเป็นโรคร้ายแรงที่รักษาไม่หาย และทำให้พวกเขาฆ่ากันเอง  ทำไมเทพเจ้าถึงไม่ทำเช่นนี้?  เทพเจ้าอยู่ที่ไหนกันแน่?  เขาดำรงอยู่จริงหรือ?  เมื่อความเดือดร้อนมาถึง เทพเจ้าก็ไม่ช่วยผู้คนให้พ้น ต่อให้พวกเขาอธิษฐานถึงเขา และเขาก็ไม่จัดเตรียมสภาพการณ์ให้พวกเขาหนีรอดจากอันตรายด้วย  เมื่อตำรวจชั่วทรมานผู้คนที่ไม่มีทางป้องกันตัวเองเหล่านี้ สามัญสำนึกบอกว่าเทพเจ้าควรเข้ามาแทรกแซง ช่วยเหลือ และไม่เพียงแค่ยืนดูอยู่เฉยๆ เพราะเทพเจ้าทั้งหลายไม่ชอบเห็นความไม่ยุติธรรมในโลก และเทพเจ้าทั้งหลายก็ควรที่จะต้องช่วยผู้คนให้รอดจากความระทมทุกข์ และปลดปล่อยสรรพสิ่งทั้งปวงให้พ้นจากความทุกข์  ทำไมเทพเจ้าที่ฉันเชื่อในตอนนี้ถึงไม่ทำสิ่งทั้งหลายดังกล่าวเลย?  เทพเจ้าที่ฉันเชื่อดำรงอยู่จริงๆ หรือ?”  หลังจากมีประสบการณ์กับหลายสิ่งหลายอย่าง พวกศัตรูของพระคริสต์ก็สับสนและสงสัยอยู่ตลอดเวลา  พวกเขายังถึงกับไปหาหมอดูและปรมาจารย์หยินหยางในระหว่างที่เชื่อในพระเจ้าเพื่อดูดวง เพื่อดูว่าอนาคตของพวกเขาจะเป็นอย่างไร เพื่อตรวจสอบว่าพวกเขาจะถูกจำคุกหรือไม่ การงานของพวกเขาจะราบรื่นหรือไม่ คนชั่วร้ายจะพยายามแก้แค้นพวกเขาหรือไม่ หรือมีหนทางที่จะหลีกเลี่ยงคุกได้หรือไม่หากนั่นเป็นชะตากรรมของพวกเขา

ในระหว่างที่ติดตามและเชื่อในพระเจ้า มโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้าเกิดขึ้นในตัวพวกศัตรูของพระคริสต์อยู่เสมอ และพวกเขาก็ตั้งคำถามอยู่เสมอว่าเหตุใดพระเจ้าจึงเพียงแค่ตรัสและไม่ทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ใดๆ  แม้ว่าพวกศัตรูของพระคริสต์ก็อ่านพระวจนะของพระเจ้าด้วยเช่นกัน แต่เจตนาของพวกเขาไม่ใช่เพื่อแสวงหาหรือยอมรับความจริง แต่พวกเขาอ่านพระวจนะเหล่านั้นด้วยกรอบความคิดของการศึกษาและการตรึกตรอง  ผลก็คือ ไม่เพียงแต่พวกเขาไม่สามารถพัฒนาความเชื่อที่จริงแท้ได้แต่กลับสงสัยมากขึ้นรวมทั้งเก็บงำมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังมากขึ้นเท่านั้น พวกเขาพินิจพิเคราะห์มากขึ้น  มโนคติอันหลงผิดหลักของพวกเขาก็คือ พวกเขาเชื่อว่าพระคริสต์ควรทรงมีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่เหนือธรรมชาติ  พวกเขาคิดว่า “ถ้าพระคริสต์ทรงมีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติและไม่ทรงกระทำหมายสำคัญหรือการอัศจรรย์ใดๆ จะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าพระองค์คือเทพเจ้า?”  ในหัวใจของพวกศัตรูของพระคริสต์ มีเพียงพระวิญญาณของพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นเทพเจ้า และมีเพียงเนื้อหนังที่สามารถแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ได้เท่านั้นที่เป็นเทพเจ้า  หากเนื้อหนังมีเพียงสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติและไม่กระทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์ใดๆ แล้ว เช่นนั้นต่อให้เขาสามารถแสดงความจริงออกมาได้ ก็นับว่าเขาเป็นเทพเจ้า  ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่พวกศัตรูของพระคริสต์สงสัยแก่นแท้ของพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังอยู่เสมอ  ไม่ว่าจะมีเรื่องเกิดขึ้นกับพวกเขามากมายเพียงใดก็ตาม คนจำพวกที่เป็นศัตรูของพระคริสต์ย่อมไม่เคยพยายามจัดการแก้ไขเรื่องเหล่านั้นด้วยการแสวงหาความจริงในพระวจนะของพระเจ้า และยิ่งไม่พยายามมองสิ่งต่างๆ ตามพระวจนะของพระเจ้า—ซึ่งล้วนเป็นเพราะพวกเขาไม่เชื่อว่าทุกประโยคในพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง  ไม่ว่าพระนิเวศของพระเจ้าจะสามัคคีธรรมความจริงอย่างไร ศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่เปิดใจรับฟังอยู่ดี และดังนั้นจึงไม่มีท่าทีที่ถูกต้องไม่ว่าพวกเขาจะเผชิญสถานการณ์เช่นใดก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเป็นหนทางที่พวกเขาเข้าหาพระเจ้าและความจริง ศัตรูของพระคริสต์ดื้อรั้นไม่ยอมวางมโนคติอันหลงผิดของตน  พระเจ้าที่พวกเขาเชื่อจึงเป็นพระเจ้าที่กระทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์ เป็นพระเจ้าที่เหนือธรรมชาติ  ใครก็ตามที่สามารถทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์ได้—ไม่ว่าจะเป็นพระโพธิสัตว์กวนอิม พระพุทธเจ้า หรือพระแม่มาจู่—พวกเขาก็เรียกว่าพระเจ้า  พวกเขาเชื่อว่าบรรดาผู้ที่สามารถแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ทั้งหลายได้เท่านั้นที่เป็นพระเจ้าซึ่งมีอัตลักษณ์ของพระเจ้า และพวกที่ทำไม่ได้นั้นไม่จำเป็นต้องเป็นพระเจ้า ไม่ว่าพวกเขาแสดงความจริงมากมายเพียงใดก็ตาม  ศัตรูของพระคริสต์ไม่เข้าใจว่าการแสดงความจริงคือมหาฤทธานุภาพและมหิทธานุภาพของพระเจ้า แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับคิดว่าการแสดงหมายสำคัญกับการอัศจรรย์เท่านั้นที่เป็นมหาฤทธานุภาพและมหิทธานุภาพของบรรดาพระเจ้า  เพราะฉะนั้น เมื่อคำนึงถึงการที่พระราชกิจอันสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์แสดงความจริงเพื่อพิชิตและช่วยมนุษย์ให้รอด การให้น้ำ การเลี้ยง และการนำทางประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร การทำให้พวกเขาสามารถรับประสบการณ์กับการพิพากษา การตีสอน บททดสอบ และการถลุงของพระเจ้าตามจริง และมาเข้าใจความจริง ทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน และกลายเป็นผู้คนที่นบนอบและนมัสการพระเจ้า และอื่นๆ แล้ว—พวกศัตรูของพระคริสต์ถือว่าทั้งหมดนี้เป็นงานของมนุษย์ และไม่ใช่ของพระเจ้า  ในความรู้สึกนึกคิดของศัตรูของพระคริสต์ พระเจ้าทั้งหลายควรเร้นกายอยู่หลังแท่นบูชา และให้ทำของถวายไปให้ตน กินอาหารที่ผู้คนถวาย สูดควันกำยานที่พวกเขาจุดให้ ยื่นมือออกมาช่วยเหลือในเวลาที่พวกเขาเดือดร้อน แสดงตนว่ามีฤทธานุภาพอย่างมากและให้ความช่วยเหลือแก่พวกเขาทันทีภายในขอบเขตของสิ่งที่พวกเขาเข้าใจได้ และสนองความต้องการของพวกเขาในเวลาที่ผู้คนร้องขอความช่วยเหลือและจริงจังตั้งใจในคำวิงวอนของตน  สำหรับศัตรูของพระคริสต์แล้ว พระเจ้าแบบนี้เท่านั้นคือพระเจ้าที่แท้จริง  ในขณะเดียวกัน ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงทำในวันนี้กลับเผชิญกับการดูถูกของพวกศัตรูพระคริสต์  แล้วเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?  เมื่อตัดสินตามแก่นแท้ธรรมชาติของพวกศัตรูพระคริสต์แล้ว สิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่พระราชกิจของการให้น้ำ การเป็นผู้เลี้ยง และการช่วยให้รอดซึ่งพระผู้สร้างทรงปฏิบัติต่อสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง แต่เป็นความเจริญรุ่งเรืองและการลุล่วงความปรารถนาของตนในทุกสิ่ง การไม่ถูกลงโทษในชีวิตนี้ และการไปสวรรค์ในโลกที่จะมาถึง  มุมมองและความต้องการของพวกเขายืนยันแก่นแท้ของพวกเขาที่เกลียดชังความจริง  พวกศัตรูของพระคริสต์รักความเลวร้าย สิ่งเหนือธรรมชาติ และการอัศจรรย์ และถึงกับเคารพบูชาการกระทำและคำพูดเยี่ยงมารของซาตานและวิญญาณชั่ว—ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นลบและเลวร้าย—ประหนึ่งว่าศักดิ์สิทธิ์และเป็นความจริง  พวกเขายึดถือสิ่งเหล่านี้เป็นเป้าหมายของการเคารพบูชาและการไล่ตามไขว่คว้าตลอดชีวิต และเป็นสิ่งที่ควรได้รับการยกย่องและเผยแพร่ในโลก  ด้วยเหตุนี้ มโนคติอันหลงผิดและทัศนะของพวกเขาเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของพระเจ้าย่อมจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงในขณะที่พวกเขากำลังติดตามพระเจ้า  หากผู้คนเช่นนี้ไม่สามารถสำเร็จลุล่วงความทะเยอทะยานของตนในพระนิเวศของพระเจ้า หากพวกเขาไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งหรือถูกนำมาใช้ และไม่สามารถประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วและยิ่งใหญ่ พวกเขาก็ย่อมจะพร้อมที่จะทรยศพระเจ้าได้ทุกที่ ทุกเวลา และทุกชั่วขณะ  บางคนในหมู่คนเหล่านี้เชื่อมา 10 ปี บางคน 20 ปี และเจ้าคงจะคิดว่าพวกเขามีรากฐานแล้ว และคงจะไม่ผละจากพระเจ้า แต่ในความเป็นจริง พวกเขาพร้อมที่จะทรยศพระเจ้าและกลับสู่โลกปุถุชนได้ทุกเมื่อ  ต่อให้พวกเขาไม่ได้ผละจากคริสตจักร หัวใจของพวกเขาก็ได้ทรยศและไหลออกห่างจากพระเจ้าไปแล้ว  เมื่อใดก็ตามที่สภาพการณ์เอื้ออำนวยหรือมีโอกาสเกิดขึ้น พวกเขาก็จะไปเชื่อในพระเจ้าเทียมเท็จและวิญญาณชั่ว  หากพวกเขามีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วปานดาวตก ได้เป็นข้าราชการชั้นสูง มีชื่อเสียง และสุขสำราญกับความรุ่งโรจน์และความมั่งคั่ง พวกเขาก็ย่อมจะไม่ลังเลที่จะผละจากคริสตจักรและติดตามกระแสนิยมของโลกปุถุชน  พวกศัตรูของพระคริสต์บางคนตั้งคำถามว่า “ถ้าเขาคือเทพเจ้า เหตุใดเขาจึงทนทุกข์กับการข่มเหงและการไล่ตามจากพญานาคใหญ่สีแดง?  ถ้าเขาคือเทพเจ้า เหตุใดเขาจึงไม่แสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์เพื่อทำลายล้างพญานาคใหญ่สีแดง?  ประชากรที่เทพเจ้าเลือกสรรจำนวนมากถูกพญานาคใหญ่สีแดงจับกุมและข่มเหง  เหตุใดเทพเจ้าจึงไม่คุ้มครองและช่วยพวกเขาให้พ้นจากการข่มเหงของซาตาน?”  ก็เหมือนกับที่พวกฟาริสีแห่งศาสนายูดาห์คิดว่า “ถ้าพระเยซูคือพระเจ้า เหตุใดพระองค์จึงทรงถูกตรึงกางเขนได้?  เหตุใดพระองค์จึงไม่ทรงสามารถช่วยพระองค์เองให้รอดได้?”  พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่เคยเข้าใจเรื่องนี้เพราะพวกเขาไม่ยอมรับความจริง และไม่เชื่อว่าพระวจนะของพระเจ้าจะทำให้ทุกสิ่งสำเร็จลุล่วง  พวกเขาเชื่อเฉพาะสิ่งที่พวกเขาเห็น และพวกเขาก็ไม่มีความเชื่อในคุณค่าหรือนัยสำคัญที่พระราชกิจทั้งหมดที่พระเจ้าได้ทรงกระทำไปแล้วแสดงให้เห็น  พวกเขาไม่เชื่อว่าทุกพระวจนะที่พระเจ้าทรงแสดงออกมาคือความจริงและแต่ละพระวจนะของพระองค์จะสำเร็จและลุล่วงไป พวกเขาไม่เชื่อว่าพระปัญญาของพระเจ้าถูกนำมาใช้โดยอาศัยกลอุบายของซาตาน หรือพระเจ้าทรงใช้พญานาคใหญ่สีแดงให้ทำงานให้เป็นตัวประกอบเสริมความเด่นที่เผยให้เห็นมหิทธานุภาพและพระปัญญาของพระองค์  พวกเขาไม่เชื่อว่าพระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือทุกสิ่งและพระวจนะของพระเจ้านำพาทุกสิ่งให้สำเร็จลุล่วง แล้วพวกศัตรูของพระคริสต์ยังเป็นผู้เชื่อในพระเจ้าอยู่หรือไม่?  ไม่ใช่  พวกศัตรูของพระคริสต์คือผู้คนที่ปฏิเสธและต่อต้านพระเจ้า พวกเขาคือผู้ไม่เชื่อโดยสิ้นเชิง

เหตุผลหลักเบื้องหลังการที่พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับอัตลักษณ์ของพระเจ้าคืออะไร?  เหตุผลประการหนึ่งคือพระเจ้าไม่ทรงแก้ไขความไม่เที่ยงธรรมทั้งหมดในโลก ไม่ทรงจัดการความยุติธรรมให้แก่มวลมนุษย์ และไม่ทรงลงโทษพวกที่ทำชั่วในทันที ดังที่พวกศัตรูของพระคริสต์จินตนาการในมโนคติอันหลงผิดของพวกเขา ว่าพระองค์ควรทรงทำ มีเหตุการณ์ที่ไม่เที่ยงธรรมมากมายเกิดขึ้นทุกวันท่ามกลางทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือ กระนั้นดูเหมือนพระเจ้าจะไม่ทรงแยแสในเรื่องนี้ และไม่ตรัสพระวจนะสักคำหรือทรงทำแม้แต่สิ่งเดียวเป็นการตอบสนองเลย  ในสายตาของพวกศัตรูของพระคริสต์ ทุกสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าเกิดขึ้นในโลกภายในขอบเขตของสิ่งที่พวกเขาเผชิญนั้นไม่เหมาะสมกับมโนคติอันหลงผิดของพวกเขา และไม่ควรเกิดขึ้น  ทำไมพวกเขาจึงคิดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ควรเกิดขึ้น?  พวกเขาคิดว่า “ถ้าพระเจ้าทรงดำรงอยู่จริง ทำไมพระองค์ถึงไม่ทรงจัดการเรื่องพวกนี้?  ถ้าพระเจ้าทรงดำรงอยู่จริง ทำไมคนชั่วตั้งมากมายถึงยังมีชีวิตที่ดีอยู่?  ทำไมคนรวยถึงรวยขึ้นและคนจนถึงจนลง?  ทำไมคนรวยถึงได้กินอาหารหรูหราทุกวัน และมีความสุขสำราญขนาดนั้น ในขณะที่ผู้คนอีกมากมายยังต้องขออาหารกินอยู่?  ทำไมผู้คนที่ไร้เล่ห์มารยาถึงถูกกลั่นแกล้ง ถูกกดขี่ และถูกเอาเปรียบ?  ทำไมผู้คนบางคนต้องใช้แรงงานและเสียเหงื่อ ทำงานมากกว่าแปดชั่วโมงต่อวันเพื่อค่าจ้างเพียงน้อยนิด ในขณะที่คนอื่นๆ ทำเงินได้ภายในหนึ่งชั่วโมงมากกว่าที่คนคนหนึ่งจะหาได้ทั้งชีวิตเสียอีก?  ทำไมพระเจ้าถึงไม่ทรงจัดการกับความไม่ยุติธรรมในสังคมและทางโลกเหล่านี้?  ทำไมบางคนถึงคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด ในขณะที่คนอื่นๆ เกิดมาในความยากจนและความเหนื่อยล้า?  ทำไมผู้คนบางคนถึงสามารถสุขสำราญกับความรุ่งโรจน์และความมั่งคั่งและความรักที่ทะนุถนอมจากครอบครัวไปตลอดชีวิตของพวกเขาได้ ในขณะที่คนอื่นๆ ไม่สามารถทำได้ ในเมื่อพวกเขาเกิดมาในสภาพแวดล้อมทางสังคมเดียวกัน?”  สิ่งเหล่านี้คือปริศนาที่ไม่อาจแก้ไขได้ตลอดกาลในหัวใจของพวกศัตรูของพระคริสต์  พวกเขาคิดว่าในเมื่อพวกเขาเชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็ควรส่งมอบสิ่งต่างๆ ทั้งหมดที่พวกเขามองไม่ออกและไม่เข้าใจรวมทั้งปริศนาทั้งหมดที่พวกเขาไม่สามารถแก้ไขได้นี้ให้พระเจ้า แล้วให้พระองค์ทรงหาทางแก้ไขให้ และพวกเขาควรจะพบคำตอบของสิ่งเหล่านี้ในพระวจนะของพระเจ้า  อย่างไรก็ตาม หลังจากเชื่อในพระเจ้ามาสามถึงห้าปี พวกเขาก็ไม่สามารถหาคำตอบเหล่านี้ได้ และหลังจากเชื่อมาแปดถึงสิบปี พวกเขาก็ยังคงหาไม่พบ  หลังจากที่พวกเขาเชื่อมา 20 ปี พวกเขาก็สงสัยว่า “ทำไมฉันถึงยังไม่ได้รับคำตอบใดๆ เลย?  ทำไมพระเจ้าถึงไม่ทรงแก้ไขประเด็นปัญหาเหล่านี้?  ทำไมพระเจ้าถึงไม่ทรงปฏิบัติพระองค์เหมือนพระโพธิสัตว์กวนอิมหรือเง็กเซียนฮ่องเต้?  พระเจ้าทรงมีฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจ รวมทั้งอัตลักษณ์ของพระเจ้า ดังนั้นพระองค์ก็ควรจะทรงทำสิ่งเหล่านี้!  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคริสตจักร ทำไมคนชั่วถึงมักจะปรากฏตัวและทำให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวน โดยบางคนถึงกับขโมยของถวายโดยไม่ได้ทนทุกข์กับผลที่ตามมาใดๆ เลย?  บางคนมักจะโกหก และบางคนก็เผยแพร่มโนคติอันหลงผิดและข่าวลือที่ไม่มีมูล โดยไม่ได้ทนทุกข์กับการบ่มวินัยหรือการลงโทษจากพระเจ้า  คนอื่นๆ ก็เลิกเชื่อในพระเจ้าอย่างกะทันหันและออกไปทำงานในสังคม และหลังจากนั้นไม่กี่ปี พวกเขาก็กลายเป็นมั่งคั่งโดยไม่เคยตกที่นั่งลำบากอีกเลย  ผู้เชื่อบางคนมีชีวิตที่แย่กว่าผู้คนที่ไม่เชื่อในพระเจ้าเสียอีก  ในความเป็นจริงแล้ว บรรดาผู้เชื่อในพระเจ้ากำลังทนทุกข์ และหลายคนกำลังถูกข่มเหง ไม่สามารถกลับบ้านของตนได้ และใช้ชีวิตด้วยความยากจนและความระทมทุกข์  แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ความหมายของการเชื่อในพระเจ้าใช่ไหม?  แน่นอนว่านี่ไม่ใช่คุณค่าของการติดตามพระเจ้าใช่ไหม?  แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ชีวิตประจำวันที่พระเจ้าต้องประสงค์จะมอบให้กับผู้คนใช่ไหม?  เวลาที่ผู้คนเผชิญกับสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถสำเร็จลุล่วงได้ ทำไมพระเจ้าถึงไม่ทรงทำสิ่งที่เหนือธรรมดาเพื่อทำให้พวกเขาเข้าใจและรับรู้ได้ในทันที?  มีหลายสิ่งที่ผู้คนไม่เข้าใจ และไม่รู้ว่าทำไมพระเจ้าถึงทรงทำอย่างที่พระองค์ทรงทำ  ทำไมพระเจ้าถึงไม่ทรงจุดตะเกียงเพื่อให้ความสว่างแก่หัวใจของผู้คน?  ทำไมพระองค์ถึงไม่ประทานแรงบันดาลใจให้ผู้คน?  เวลาที่ผู้คนกระทำชั่ว และทำให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวน พระเจ้าก็ไม่ทรงลุกขึ้นและสาปแช่งคนชั่วเหล่านั้นโดยตรง และทำให้พวกเขาต้องเผชิญกับการลงโทษอันสาสม  ฉันไม่เห็นตัวอย่างมากมายที่พระเจ้าทรงทำสิ่งทั้งหลายดังกล่าว  บางครั้งผู้คนต้องการความรู้แจ้ง ความกระจ่าง และการจัดเตรียมจากพระเจ้า แล้วทำไมพวกเขาถึงมองไม่เห็นและไม่สามารถรู้สึกถึงพระเจ้าได้?  พระเจ้าอยู่ที่ไหนกัน?”  คำว่า “ทำไม” ทั้งหมดเช่นนี้ยังคงไร้คำตอบในหัวใจของพวกศัตรูของพระคริสต์  พวกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมสิ่งต่างๆ และปรากฏการณ์เหล่านี้ถึงไม่เคยเปลี่ยนแปลง พลิกผัน และนับประสาอะไรที่จะปรับปรุงให้ดีขึ้น  พวกเขาคิดว่าการเชื่อในพระเจ้าควรจะเปลี่ยนแปลงผู้คนไปอย่างสิ้นเชิง และชีวิต กิริยาท่าทาง ความคิดทั้งหมดของพวกเขา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณภาพชีวิตของพวกเขา ตลอดจนความสามารถและทักษะของพวกเขา ล้วนควรพัฒนาไปในทิศทางที่เป็นบวก  ทำไมพวกเขาถึงไม่สามารถมองเห็นการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้หลังจากที่เฝ้าสังเกตมา 10 หรือ 20 ปี?  สิ่งที่ผู้คนเพ้อฝันหรือวาดฝันไว้ในมโนคติอันหลงผิดของตนไม่เคยได้รับการแก้ไขหรือกลายเป็นจริงเลยหลังจากที่พวกเขามาเชื่อในพระเจ้า  เช่นนั้นแล้ว ความหมายของการเชื่อในพระเจ้าคืออะไร?  คุณค่าของการเชื่อและติดตามพระเจ้าคืออะไร?  คำถามเหล่านี้ยังคงไม่ได้รับการแก้ไขและไร้คำตอบในหัวใจของพวกศัตรูของพระคริสต์ และสิ่งเหล่านี้ไม่ได้รับการทำให้เป็นจริงหรือลุล่วงตามที่พวกศัตรูของพระคริสต์จินตนาการ ดังนั้นพระเจ้าที่พวกศัตรูของพระคริสต์มีในความรู้สึกนึกคิดจึงไม่เคยทรงดำรงอยู่จริง  และโดยธรรมชาติแล้ว องค์หนึ่งเดียวผู้ที่ทรงมีอัตลักษณ์ของพระเจ้าก็ทรงถูกปฏิเสธไปตลอดกาลในความรู้สึกนึกคิดของพวกศัตรูของพระคริสต์

การเชื่อในพระเจ้าของพวกศัตรูของพระคริสต์มีสิ่งปลอมปนมากเกินไป  ในความเป็นจริงแล้ว พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ได้เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง ทั้งหมดเป็นเพียงการเสแสร้ง  พวกเขาเชื่อในพระเจ้าแบบเดียวกับที่ผู้ไม่มีความเชื่อบูชาหมู่มารและรูปเคารพ  พวกเขาพบว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้นเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับ และพวกเขามีความสงสัยและมีคำถามอยู่เสมอ  พวกเขาซ่อนเร้นความสงสัยและคำถามเหล่านี้ไว้ในหัวใจของพวกเขาและไม่กล้าพูดออกมา อีกทั้งพวกเขายังเก่งกาจในการเสแสร้ง ดังนั้น ไม่ว่าพวกเขาจะเชื่อในพระเจ้ามานานกี่ปี พวกเขาก็ยังคงเป็นผู้ไม่เชื่ออย่างสิ้นเชิง  พวกเขาประเมินวัดพระเจ้าและพระราชกิจทั้งหมดของพระองค์ด้วยความเพ้อฝันของตน ความคิดฝันและมโนคติอันหลงผิดต่างๆ นานาเกี่ยวกับพระเจ้า ตลอดจนความรู้แบบดั้งเดิมของมนุษย์และมโนคติอันหลงผิดในเรื่องศีลธรรมบางประการ  พวกเขาใช้สิ่งเหล่านี้มาประเมินวัดอัตลักษณ์ของพระเจ้าและประเมินวัดว่าพระองค์ทรงดำรงอยู่จริงหรือไม่  แล้วผลลัพธ์สุดท้ายคืออะไร?  พวกเขาปฏิเสธการดำรงอยู่ของพระเจ้า และไม่ยอมรับอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง  มาตรฐานที่พวกศัตรูของพระคริสต์ใช้ประเมินวัดว่าพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังทรงมีอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้าหรือไม่นั้นไม่ถูกต้องมิใช่หรือ?  พูดให้ชัดเจนก็คือ พวกศัตรูของพระคริสต์เคารพความรู้และบุคคลที่มีชื่อเสียงและยิ่งใหญ่ ดังนั้น พวกเขาจึงไม่เคยมีข้อโต้แย้งหรือความรังเกียจใดๆ ต่อสิ่งทั้งหลายที่มาจากบุคคลที่มีชื่อเสียงและยิ่งใหญ่เหล่านี้เลย  แล้วเหตุใดพวกเขาจึงดูหมิ่นพระคริสต์เมื่อเห็นว่าพระองค์ทรงเป็นคนที่ปกติธรรมดา และเริ่มรู้สึกรังเกียจและเกลียดชังเมื่อเห็นพระคริสต์ทรงแสดงความจริงมากมายเช่นนั้น?  นั่นเป็นเพราะสิ่งที่พวกเขาเคารพและบูชานั้นไม่ใช่สิ่งที่เป็นบวกเลยแม้แต่น้อย  พวกศัตรูของพระคริสต์ชอบสิ่งใด?  พวกเขาชอบความแปลกประหลาด ความเลว ปาฏิหาริย์ และสิ่งเหนือธรรมชาติ ในขณะที่ความเป็นปกติและความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้า ความรักที่แท้จริงที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์ พระปัญญา ความสัตย์ซื่อ ความบริสุทธิ์ และความชอบธรรมของพระเจ้า ล้วนถูกกล่าวโทษในสายตาของพวกศัตรูของพระคริสต์  ตัวอย่างเช่น เพื่อให้พี่น้องชายหญิงเกิดวิจารณญาณแยกแยะและเรียนรู้บทเรียนอย่างสัมพันธ์กับชีวิตจริง พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมสถานการณ์หนึ่งขึ้นมา  สถานการณ์นั้นคืออะไร?  พระองค์ทรงจัดการเตรียมการให้ใครบางคนที่ถูกปีศาจเข้าสิงมาใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางพวกเขา  ในช่วงแรก วิธีการพูดและการทำสิ่งต่างๆ ของคนคนนี้เป็นปกติ สำนึกของเขาก็เช่นกัน เขาดูเหมือนไม่มีปัญหาเลยแม้แต่น้อย  แต่หลังจากติดต่อกันได้ระยะหนึ่ง พี่น้องชายหญิงก็ค้นพบว่าทุกสิ่งที่เขาพูดนั้นไร้สาระและจับต้นชนปลายไม่ได้  ต่อมามีสิ่งเหนือธรรมชาติบางอย่างเกิดขึ้น กล่าวคือ เขามักจะบอกพี่น้องชายหญิงเสมอว่าเขาได้เห็นนิมิตนั้นนิมิตนี้ และได้รับวิวรณ์อย่างนั้นอย่างนี้  ตัวอย่างเช่น วันหนึ่ง มีการเผยต่อเขาว่าเขาต้องทำหมั่นโถว—เขาต้องทำ—และวันต่อมา บังเอิญว่าเขาจำเป็นต้องออกไปข้างนอก เขาจึงนำหมั่นโถวติดตัวไปด้วย  ต่อมา มีการเผยให้เขาเห็นในความฝันว่าเขาต้องมุ่งหน้าไปทางใต้ มีใครบางคนรอเขาอยู่ห่างออกไปหกไมล์  เขาไปค้นหา และตรงนั้นก็มีคนหลงทางอยู่คนหนึ่ง เขาเป็นพยานถึงพระราชกิจในยุคสุดท้ายของพระเจ้าแก่คนคนนี้ และคนคนนี้ก็ยอมรับ  เขาได้รับวิวรณ์อยู่เสมอ ได้ยินเสียงอยู่เสมอ สิ่งเหนือธรรมชาติก็มักจะเกิดขึ้นกับเขาอยู่เสมอ  ในแต่ละวัน เมื่อเป็นเรื่องที่ว่าจะกินอะไร ไปที่ไหน ทำอะไร หรือปฏิสัมพันธ์กับใคร เขาไม่ได้ทำตามกฎเกณฑ์แห่งชีวิตของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ ทั้งไม่ได้แสวงหาพระวจนะของพระเจ้าเพื่อเป็นพื้นฐานหรือหลักธรรม หรือแสวงหาผู้คนเพื่อสามัคคีธรรมด้วย  เขาพึ่งพาความรู้สึกของตนเองอยู่เสมอ และเฝ้ารอเสียง หรือวิวรณ์ หรือความฝัน  คนคนนี้เป็นปกติหรือไม่?  (ไม่)  แม้อาหารสามมื้อที่เขากินในแต่ละวันและกิจวัตรประจำวันของเขาจะดูเหมือนมีรูปแบบปกติ แต่เขากลับได้ยินเสียงอยู่เสมอ  ผู้คนบางคนแยกแยะเขาและกล่าวว่าสิ่งเหล่านี้คือการสำแดงของการถูกวิญญาณชั่วเข้าสิง  พี่น้องชายหญิงแยกแยะเขาได้มากขึ้นทีละน้อย จนกระทั่งวันหนึ่ง อาการป่วยทางจิตของเขากำเริบขึ้น เขาเริ่มพูดเรื่องบ้าๆ บอๆ และวิ่งหนีไปในสภาพเปลือยกายพร้อมกับผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงอย่างคนวิกลจริต  ด้วยเหตุนี้ ในที่สุดเรื่องนี้ก็ยุติลง  ตอนนี้พี่น้องชายหญิงมีความเข้าใจเชิงลึกและวิจารณญาณแยกแยะเกี่ยวกับการสำแดงเฉพาะของการกระทำของวิญญาณชั่วและการถูกปีศาจเข้าสิงแล้วมิใช่หรือ?  แน่นอนว่า บางคนเคยพบเจอสิ่งเหล่านี้มาก่อนและมีวิจารณญาณแยกแยะสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว ในขณะที่บางคนเชื่อในพระเจ้ามาไม่นานและไม่เคยผ่านสิ่งเหล่านี้มาก่อน ดังนั้นจึงมีแนวโน้มที่จะถูกชักพาให้หลงผิด  แต่ไม่ว่าพวกเขาจะถูกชักพาให้หลงผิดหรือมีวิจารณญาณแยกแยะหรือไม่ก็ตาม หากพระเจ้าไม่ได้ทรงจัดเตรียมสภาพแวดล้อมเช่นนี้ พวกเขาจะมีวิจารณญาณแยกแยะที่แท้จริงเกี่ยวกับการทำงานหรือการเข้าสิงของวิญญาณชั่วได้หรือ?  (ไม่ได้)  แล้วจุดประสงค์และนัยสำคัญของการที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมสภาพแวดล้อมเช่นนี้และทรงทำสิ่งเหล่านี้คืออะไรกันแน่?  เพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถได้รับวิจารณญาณแยกแยะและเรียนรู้บทเรียนอย่างสัมพันธ์กับชีวิตจริง และรู้วิธีแยกแยะพวกที่มีการทำงานของวิญญาณชั่วหรือผู้ที่ถูกปีศาจเข้าสิง  หากผู้คนเพียงแค่ได้รับการบอกกล่าวว่าการทำงานของวิญญาณชั่วคืออะไร—เหมือนเวลาที่ครูสอนจากหนังสือ และเอาแต่พูดถึงทฤษฎีในตำราเรียน โดยไม่ให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดหรือการฝึกฝนจริงใดๆ—ผู้คนก็จะเข้าใจเพียงคำสอนและถ้อยแถลงบางอย่างเท่านั้น  เจ้าจึงสามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนว่าการทำงานของวิญญาณชั่วคืออะไร และการสำแดงเฉพาะของมันคืออะไร ก็ต่อเมื่อเจ้าได้เห็นสิ่งนั้นด้วยตนเอง เห็นด้วยตาของเจ้าเอง และได้ยินด้วยหูของเจ้าเองเท่านั้น  จากนั้นเมื่อเจ้าพบเจอผู้คนเช่นนี้อีก เจ้าก็จะสามารถแยกแยะและปฏิเสธพวกเขาได้ เจ้าจะสามารถจัดการและรับมือกับเรื่องราวเช่นนี้ได้อย่างถูกควร  ดังนั้น สิ่งที่เจ้าได้รับในสภาพแวดล้อมเช่นนี้จึงสัมพันธ์กับชีวิตจริงมากกว่าสิ่งที่เจ้าได้รับจากการเข้าร่วมชุมนุมและฟังคำเทศนาทั้งวันมิใช่หรือ?  ผู้คนที่มีความคิดและความมีเหตุผลที่เป็นปกติ และไล่ตามเสาะหาความจริงย่อมจะมีความเข้าใจที่ถูกต้องต่อวิธีที่พระเจ้าทรงทำสิ่งเหล่านี้  พวกเขาจะไม่พร่ำบ่นโดยกล่าวว่า “เหตุใดพระเจ้าจึงทรงอนุญาตให้วิญญาณชั่วปรากฏขึ้นในคริสตจักร?  เหตุใดพระเจ้าจึงไม่ทรงเตือนฉันล่วงหน้า?  เหตุใดพระองค์จึงไม่ทรงชำระวิญญาณชั่วออกไป?”  พวกเขาจะไม่พร่ำบ่นเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ แต่จะรู้สึกขอบคุณ สรรเสริญพระเจ้าสำหรับพระราชกิจอันยอดเยี่ยมและเปี่ยมด้วยพระปัญญาของพระองค์ และกล่าวว่าพระเจ้าทรงรักมนุษย์มากเหลือเกิน!  อย่างไรก็ตาม พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับความจริง และในขณะเดียวกัน หัวใจของพวกเขาก็เต็มไปด้วยมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันเกี่ยวกับพระเจ้า อีกทั้งพวกเขายังบูชาหมู่มารและรูปเคารพอยู่ในหัวใจของตนอย่างแท้จริง พวกเขาเปรียบเทียบและประเมินวัดทุกสิ่งที่พระเจ้าเที่ยงแท้ทรงทำกับรูปเคารพของตน  ดังนั้น เมื่อเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ ก่อนอื่นพวกเขาจะสงสัยว่า “นี่คืองานของพระเจ้าหรือ?  พวกคุณโง่ขนาดนี้ได้อย่างไร?  พระเจ้าปล่อยให้วิญญาณชั่วปรากฏขึ้นในคริสตจักรได้อย่างไร?”  นี่เป็นการเข้าใจที่ผิดพลาดมิใช่หรือ?  อย่างแรก พวกเขาไม่ยอมรับว่านี่คือพระราชกิจของพระเจ้าและยังคิดด้วยว่า “เทพเจ้าย่อมจะไม่ทำเช่นนี้อย่างแน่นอน  เทพเจ้าไม่ต้องการให้ผู้คนทนทุกข์  เมื่อพระโพธิสัตว์กวนอิมเห็นผู้คนทนทุกข์ รูปปั้นของท่านก็หลั่งน้ำตา ท่านปรารถนาที่จะช่วยสรรพสัตว์ให้พ้นจากความทรมาน นำพาทุกคนมาอยู่ภายใต้พระนามของพระพุทธเจ้า และปลดเปลื้องพวกเขาจากความทุกข์ทั้งปวงในโลกมนุษย์  เทพเจ้าควรมีความเมตตากรุณา ห่วงใยประชากรที่ตนเลือกสรร และไม่ปล่อยให้วิญญาณชั่วปรากฏขึ้นในคริสตจักร  นี่ต้องไม่ใช่การกระทำของพระเจ้าอย่างแน่นอน”  เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ในหัวใจของพวกศัตรูของพระคริสต์ พวกเขายิ่งสงสัยในอัตลักษณ์ของพระเจ้ามากขึ้นเป็นอันดับแรก และในขณะเดียวกันก็ไม่เต็มใจที่จะยอมรับกิจการทั้งหลายของพระเจ้าเป็นร้อยเป็นพันเท่า และถึงขั้นตัดสินและกล่าวโทษกิจการเหล่านั้น  พวกเขายังเยาะเย้ยพี่น้องชายหญิงที่ยอมรับเรื่องนี้จากพระเจ้าอีกด้วย โดยกล่าวว่า “คนโง่อย่างพวกคุณยังคงเชื่อว่าทุกสิ่งเป็นการกระทำของพระเจ้า  เทพเจ้าย่อมจะไม่ปฏิบัติตนเช่นนี้!  พระเจ้าควรปกป้องและดูแลลูกแกะของพระองค์ และคุ้มครองพวกเขาด้วยมือพระองค์  เทพเจ้าทั้งหลายคือที่ลี้ภัยของผู้คน ผู้คนไม่ควรทนทุกข์กับความยากลำบากทั้งหมดนี้  สิ่งที่เป็นลบและเลวร้ายทั้งปวงไม่ควรเกิดขึ้นกับผู้คน นั่นคือวิธีที่เทพเจ้าทำงาน”  หัวใจของพวกศัตรูของพระคริสต์เต็มไปด้วยความสงสัย การปฏิเสธ มโนคติอันหลงผิด และการกล่าวโทษพระเจ้า  ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งใด ในสายตาของพวกเขาก็ล้วนเป็นสิ่งที่ผิดและไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าควรจะทรงทำ และนั่นเป็นหลักฐานและข้ออ้างที่พวกเขาจะกล่าวโทษและปฏิเสธพระเจ้า  ในเรื่องนี้ แก่นแท้ธรรมชาติในการต่อต้านพระเจ้าของพวกศัตรูของพระคริสต์ได้ถูกเผยออกมาอย่างสมบูรณ์  ตัวอย่างเช่น เมื่อพี่น้องชายหญิงทนทุกข์กับการทรมานและการข่มเหงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ตำรวจเผาเหล็กนาบไฟฟ้าจนแดงฉานด้วยความร้อนแล้วนาบลงบนร่างกายของพวกเขา ซึ่งทำให้เจ็บปวดมากจนหมดสติ และทำให้ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์รู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว  พวกศัตรูของพระคริสต์คิดอย่างไรเมื่อเห็นฉากนี้?  “เหล่าซาตานและหมู่มารพวกนี้โหดร้ายเกินไปแล้ว!  พวกมันไม่มีความเป็นมนุษย์ ไม่มีความสงสารหรือความเมตตากรุณา  วิธีการของพวกมันป่าเถื่อนเกินไป ฉันทนดูไม่ได้!  หากฉันอยู่ที่นั่น ฉันจะทำให้เหล็กนาบเย็นลง เปลี่ยนเหล็กนาบเป็นสำลี และใช้สำลีสัมผัสร่างกายของผู้คนอย่างแผ่วเบา อบอุ่น และนุ่มนวล เหมือนมือของพระเจ้าที่ลูบไล้ลูกแกะของพระองค์ ทำให้ผู้คนรู้สึกได้ถึงหัวใจอันเมตตากรุณา ความรักและความอบอุ่นของพระองค์ และเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนมีความเชื่อและความมุ่งมั่นที่จะติดตามพระองค์มากยิ่งขึ้น  แต่มนุษย์ก็เป็นแค่มนุษย์—พวกเราไร้กำลังที่จะทำสิ่งใดขณะที่มองดูพี่น้องชายหญิงและเพื่อนมนุษย์ด้วยกันทนทุกข์มากถึงเพียงนี้  แล้วเทพเจ้าอยู่ที่ไหน?  เหตุใดเทพเจ้าจึงไม่หยุดมือของพวกซาตานและพวกปีศาจเหล่านี้ในเวลานี้?  เหตุใดเขาจึงไม่ทำให้เหล็กนาบที่ร้อนแดงเย็นลง?  เมื่อเหล็กนาบสัมผัสพี่น้องชายหญิง เหตุใดเทพเจ้าจึงไม่ทำให้พวกเขาไม่รู้สึกเจ็บปวด?  หากเป็นพระโพธิสัตว์กวนอิม ท่านย่อมจะทำเช่นนี้อย่างแน่นอน ท่านไม่ต้องการเห็นสิ่งมีชีวิตทารุณและเข่นฆ่ากันเอง ท่านไม่ต้องการเห็นใครต้องทนทุกข์กับการถูกกลั่นแกล้งหรือความเจ็บปวดแม้แต่น้อย  ท่านคำนึงถึงสรรพสัตว์ หัวใจของท่านกว้างใหญ่กว่าแผ่นฟ้า และความรักของท่านก็ไร้ขอบเขต  นั่นคือเทพเจ้าอย่างแท้จริง!  เหตุใดเทพเจ้าจึงไม่ปฏิบัติตนเช่นนี้?  ฉันไม่ใช่เทพเจ้า ฉันไม่มีความสามารถนี้  หากฉันเป็นเทพเจ้า ฉันจะไม่ปล่อยให้ผู้คนของฉันทนทุกข์เช่นนี้”  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาก็มีทัศนะ ข้ออ้าง ความคิดเห็น และแม้แต่ “ไอเดียที่บรรเจิด” เป็นของตนเอง  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา พวกเขาไม่เชื่อมโยงสิ่งนั้นเข้ากับพระวจนะของพระเจ้าเลย พวกเขาไม่แสวงหาความจริงเพื่อทำความเข้าใจพระเจ้า เพื่อเป็นพยานให้พระเจ้า เพื่อยืนยันพระอัตลักษณ์ของพระเจ้า เพื่อยืนยันว่าแก่นแท้ของพระเจ้าผู้ทรงมีอัตลักษณ์ของพระเจ้านั้นถูกแสดงออกมาที่ใดและอย่างไร—พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ปฏิบัติในหนทางนี้  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับประเมินวัดและแข่งขันกับพระเจ้าในทุกโอกาสโดยใช้มุมมองของซาตาน ของวิญญาณชั่วต่างๆ หรือของพระโพธิสัตว์กวนอิมและพระพุทธเจ้า  ผลลัพธ์สุดท้ายของเรื่องนี้คืออะไร?  พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิเสธพระเจ้าในทุกโอกาส ปฏิเสธการกระทำและแก่นแท้ของพระองค์ ความหมายและคุณค่าของทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำ และวิธีที่สิ่งนั้นทำให้ผู้คนเจริญใจขึ้น  พวกเขาปฏิเสธผลที่พระเจ้าตั้งพระทัยที่จะสัมฤทธิ์ในตัวผู้คนด้วยการทรงงานในหนทางนี้ รวมทั้งการดำรงอยู่ของเจตนารมณ์ของพระเจ้า  ด้วยการปฏิเสธนัยสำคัญและคุณค่าของทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ พวกศัตรูของพระคริสต์กำลังปฏิเสธอัตลักษณ์ของพระเจ้ามิใช่หรือ?  (ใช่)  การสำแดงและแก่นแท้ของพวกศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ ความคิดที่พวกเขาเผยออกมา ตลอดจนความโกรธ การเรียกร้อง ความไม่พึงพอใจ และคำถามที่พวกเขามีเกี่ยวกับพระเจ้าเมื่อมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นกับพวกเขา และอื่นๆ ล้วนเป็นการสำแดงที่เป็นรูปธรรมของการที่ศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับอัตลักษณ์ของพระเจ้า  เหล่านี้คือข้อเท็จจริง

พวกเจ้าสังเกตเห็นแก่นแท้ใดของพวกศัตรูของพระคริสต์ผ่านสามัคคีธรรมและการชำแหละที่พวกเราเพิ่งทำไปเกี่ยวกับการสำแดงและแหล่งที่มาของการที่พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิเสธอัตลักษณ์ของพระเจ้า?  พวกเจ้าสังเกตเห็นได้หรือไม่ว่าพวกศัตรูของพระคริสต์มองโลกนี้ในแง่ร้ายและรักความเที่ยงธรรมและความชอบธรรม?  พวกศัตรูของพระคริสต์คือผู้คนที่มีความเป็นมนุษย์ที่เมตตา ความเห็นอกเห็นใจ ความกรุณา ความรักอันยิ่งใหญ่ และการเกลียดชังความเลวร้ายใช่หรือไม่?  (ไม่ใช่)  แล้วพวกศัตรูของพระคริสต์เป็นผู้คนจำพวกใด?  (พวกเขาคือคนชั่วที่เกลียดชังและรังเกียจความจริง ผู้ซึ่งเป็นปรปักษ์กับพระเจ้าในทุกโอกาส)  นั่นเป็นแง่มุมหนึ่ง  มีอะไรอีก?  พวกศัตรูของพระคริสต์ค่อนข้างเห็นด้วยกับคำกล่าวในสังคมที่ว่า “ผู้ที่สร้างสะพานและซ่อมถนนมักลงเอยด้วยการตาบอด ในขณะที่ลูกหลานของฆาตกรและคนลอบวางเพลิงกลับทวีจำนวนขึ้น” มิใช่หรือ?  นี่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขากำลังคร่ำครวญถึงสภาพของโลกและสงสารมวลมนุษย์หรอกหรือ?  ธรรมชาติของการที่พวกเขาเห็นด้วยกับคำกล่าวนี้คืออะไร?  คำกล่าวนี้มีบางสิ่งที่เป็นการพร่ำบ่นเกี่ยวกับความไม่ยุติธรรมของฟ้าอยู่ด้วยมิใช่หรือ?  แม้พวกเขาจะไม่สามารถทำสิ่งใดกับเรื่องนี้ได้ แต่พวกศัตรูของพระคริสต์ก็เก็บงำความขุ่นเคืองและอารมณ์เช่นนี้ไว้ และพร่ำบ่นว่าสวรรค์ไม่เที่ยงธรรมว่า “ว่ากันว่าสวรรค์เที่ยงธรรมและสวรรค์มีตาไม่ใช่หรือ?  แล้วเหตุใดบรรดาผู้ที่ทำดีในโลกนี้จึงไม่ได้เก็บเกี่ยวบำเหน็จ ในขณะที่คนชั่วกลับเจริญรุ่งเรือง?  ความเที่ยงธรรมในโลกนี้อยู่ที่ไหน?  เรื่องราวของความไม่เที่ยงธรรมในโลกนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?  เป็นเพราะสวรรค์ตาบอดและไม่เที่ยงธรรม!”  ความหมายโดยนัยในเรื่องนี้ก็คือไม่มีความเที่ยงธรรมกับพระเจ้า และมีเพียงพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์กวนอิมเท่านั้นที่เที่ยงธรรม  ดังนั้น หัวใจของพวกศัตรูของพระคริสต์จึงเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง การพร่ำบ่น การปฏิเสธ และการกล่าวโทษเกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าเที่ยงแท้ทรงทำ  อะไรเป็นสาเหตุของเรื่องทั้งหมดนี้?  เหตุผลสำหรับเรื่องนี้คืออะไร?  เรื่องนี้เกิดจากแก่นแท้ของพวกศัตรูของพระคริสต์  นี่คือแก่นแท้ใด?  พูดให้เจาะจงก็คือ หัวใจของพวกศัตรูของพระคริสต์เต็มไปด้วยมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันเกี่ยวกับคำนิยามของเทพเจ้า พวกเขาไม่รู้และไม่เข้าใจว่าพระเจ้าเที่ยงแท้ทรงพระราชกิจและช่วยผู้คนให้รอดอย่างไรกันแน่  การประเมินค่าทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำของพวกเขานั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของพวกเขาเอง  แล้วสิ่งเหล่านี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของสิ่งใด?  สิ่งเหล่านี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเห็นนอกรีตและเหตุผลวิบัติต่างๆ นานาที่ซาตานและพวกกษัตริย์มารปลูกฝังไว้ในมวลมนุษย์ทั้งสิ้น  ไม่ว่าความเห็นนอกรีตและเหตุผลวิบัติเหล่านี้จะเลวร้ายหรือมีอคติเพียงใด สิ่งเหล่านั้นก็สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิด ความต้องการทางจิตวิทยา และความต้องการทางอารมณ์ของผู้คน และเป็นสิ่งเหล่านี้นี่เองที่กลายมาเป็นมาตรฐานของพวกศัตรูของพระคริสต์ในการประพฤติปฏิบัติตนและประเมินสรรพสิ่ง ตลอดจนเป็นมาตรฐานของพวกเขาในการประเมินวัดพระเจ้า พวกศัตรูของพระคริสต์ผิดตั้งแต่รากเหง้าเลย  อีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญกว่าก็คือ พวกศัตรูของพระคริสต์ชอบอำนาจและสิ่งทั้งหลายที่โอ่อ่าตระการตา  ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าคนคนหนึ่งเกิดในวัง และได้สุขสำราญกับการปฏิบัติชั้นยอดทุกวัน กินอาหารที่ดีที่สุดและสวมใส่เสื้อผ้าที่ดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องทำสิ่งใด และได้ทุกสิ่งที่ตนต้องการ  ผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าไล่ตามเสาะหาชีวิตแบบนี้หรือไม่?  คนปกติจะรู้สึกอิจฉาหรือริษยาเพียงเล็กน้อย แต่แล้วพวกเขาก็จะคิดว่า “ทั้งหมดนี้ถูกพระเจ้าลิขิตเอาไว้  ไม่ว่าพระเจ้าทรงวางพวกเราไว้ที่ใด นั่นก็คือที่ที่พวกเราใช้ชีวิต  ชีวิตแบบนั้นไม่จำเป็นว่าจะเหมาะกับพวกเรา  คนเราจะสามารถเชื่อในพระเจ้าในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นได้หรือ?  คนเราจะสามารถเข้าใจความจริงและได้รับการช่วยให้รอดได้หรือ?  นั่นคงจะเป็นเรื่องยาก  สิ่งที่พระเจ้าประทานให้พวกเรานั้นเพียงพอแล้ว ตราบที่พวกเราสามารถเชื่อในพระเจ้าและอยู่ในเงื่อนไขที่เหมาะสมที่จะอ่านพระวจนะของพระเจ้า ทำหน้าที่ของพวกเรา และสัมฤทธิ์ความรอดในท้ายที่สุด นั่นก็คือสิ่งที่น่าชื่นบานที่สุด”  แต่พวกศัตรูของพระคริสต์จะคิดเช่นนี้หรือ?  (ไม่)  พวกเขาจะคิดว่า “เหตุใดพ่อของฉันจึงไม่เป็นจักรพรรดิ?  หากพ่อของฉันเป็นคนร่ำรวยหรือจักรพรรดิ ชีวิตของฉันก็คงจะคุ้มค่าที่จะมีชีวิตอยู่อย่างแท้จริง  เหตุใดพ่อของเขาจึงเป็นจักรพรรดิ?  เหตุใดเขาจึงใช้ชีวิตอย่างไร้กังวล ไม่ต้องห่วงเรื่องอาหารหรือเสื้อผ้า ได้ทุกสิ่งที่เขาต้องการ มีเงินและอำนาจให้เขาเรียกใช้ได้เสมอ?  สวรรค์ไม่เที่ยงธรรม!  เขาไม่ได้มีความสามารถขนาดนั้น และเขาไม่มีความสามารถพิเศษ การศึกษา หรือสมองเลย  เขาได้สิ่งทั้งหมดนี้มาบนพื้นฐานของสิ่งใด?  เหตุใดฉันจึงไม่ได้สิ่งเหล่านี้?  หากฉันไม่ได้สิ่งเหล่านี้ และคนอื่นได้ ฉันก็จะเกลียดพวกเขา!  และหากฉันเกลียดพวกเขาไม่ได้ ฉันก็จะเกลียดสวรรค์ที่ไม่เที่ยงธรรมและจัดแจงชะตากรรมที่แย่ให้กับฉัน และฉันจะเกลียดความโชคร้ายของฉัน เกลียดคนเลวทรามที่ขวางทางฉัน และเกลียดฮวงจุ้ยที่แย่ของบ้านฉัน!”  มีสิ่งใดแล่นอยู่ในความคิดของพวกเขา?  ทันทีที่ความเกลียดชังเกิดขึ้นในหัวใจของพวกศัตรูของพระคริสต์ ข้อโต้แย้งที่ลวงหลอกทุกรูปแบบก็สามารถหลุดออกจากปากของพวกเขาได้

ภายนอกนั้นศัตรูของพระคริสต์ดูเหมือนจะมีความเมตตากรุณามาก แต่ข้อเท็จจริงก็คือไม่มีสิ่งใดที่พวกเขาเคารพบูชาและไล่ตามไขว่คว้าที่เป็นสิ่งที่เป็นบวกเลย  สุภาษิตและคำกล่าวที่พวกเขากล่าวอาจฟังดูเหมือนพวกเขากำลังคร่ำครวญถึงสภาพของโลกและสงสารมวลมนุษย์ และเหมือนกับว่าพวกเขามีน้ำใจอันดีอยู่ในหัวใจของตน แต่แท้จริงแล้ว พวกเขาคือพวกปีศาจและเหล่าซาตานอย่างสิ้นเชิง  หากพวกเขาได้อำนาจและผงาดขึ้นในโลกนี้ พวกเขาสามารถทำความชั่วได้หรือไม่?  พวกเขาสามารถเป็นคนดีได้หรือไม่?  พวกเขาคือคนพาลที่เต็มไปด้วยบาปอันร้ายแรง  เพราะพวกเขาไม่สามารถได้อำนาจและไม่เจริญรุ่งเรืองในโลกมากนัก พวกเขาจึงรู้สึกว่าได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมอยู่บ้าง แล้วจึงเข้ามาติดตามและเชื่อในพระเจ้า  อย่างไรก็ตาม โดยแก่นแท้แล้ว พวกเขาไม่ต้องการไล่ตามเสาะหาความจริงเลย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขาไม่รักสิ่งที่เป็นบวก แต่พวกเขากลับรังเกียจสิ่งที่เป็นบวกและรักกองกำลังชั่ว อำนาจ การใช้ชีวิตที่หรูหรา และกระแสนิยมชั่วของโลก  ดังนั้น พวกเขาจึงดูหมิ่นทุกสิ่งที่พระเจ้าผู้ทรงมีอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้าทรงแสดงและกระทำ และพวกเขาก็กล่าวโทษ ตัดสิน และใส่ร้ายป้ายสีสิ่งเหล่านี้  ไม่ว่าพระราชกิจของพระเจ้าจะมีคุณค่าหรือมีความหมายต่อผู้คนมากเพียงใด พวกเขาก็ไม่ยอมรับรู้หรือยอมรับพระราชกิจนั้น  ไม่เพียงแต่พวกเขาไม่ยอมรับอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้าเท่านั้น แต่พวกเขายังต้องการปลอมแฝงเทพเจ้าอีกด้วย เสแสร้งเป็นพระผู้ช่วยให้รอดที่ทรงสามารถช่วยสรรพสัตว์ให้พ้นจากความทุกข์ ผู้ที่ทรงสามารถทำให้แน่ใจว่าผู้ที่สร้างสะพานและซ่อมถนนจะไม่ตาบอด ฆาตกรและคนลอบวางเพลิงจะถูกลงโทษและไม่สามารถมีลูกหลานที่ทวีจำนวนขึ้นได้ และผู้คนที่จุดต่ำสุดของสังคมและสู้ทนความทุกข์จะไม่ทนทุกข์อีกต่อไปและมีที่สำหรับร้องทุกข์  พวกเขาต้องการขจัดความเจ็บปวดทั้งหมดในโลกและช่วยเหลือผู้คนให้พ้นจากความระทมทุกข์  พวกศัตรูของพระคริสต์เก็บงำ “ความรักสากล” และ “ความรักอันยิ่งใหญ่” ที่ไร้ขีดจำกัดไว้ในห้วงลึกของหัวใจของพวกเขาจริงๆ!  เมื่อพิจารณาทั้งหมดแล้ว เหตุผลเบื้องหลังการที่ศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้าคืออะไรกันแน่?  พวกเขากล่าวว่า “ไม่ว่าเทพเจ้าจะทำสิ่งใด เขาก็ไม่เหมือนเทพเจ้า  ฉันต่างหากที่เหมือนเทพเจ้ามากที่สุด ฉันมีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุดที่จะเป็นเทพเจ้า  นี่เป็นเพราะสิ่งที่เทพเจ้าทำนั้นไม่เข้ากับรสนิยมของฉัน หรือไม่สอดคล้องกับรสนิยมและความต้องการของมวลชน มีเพียงฉันเท่านั้นที่สามารถเข้าใจความต้องการและความรู้สึกนึกคิดของมวลชนได้ มีเพียงฉันเท่านั้นที่สามารถช่วยสรรพสัตว์ให้พ้นจากความทุกข์ได้ และมีเพียงฉันเท่านั้นที่สามารถเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของมวลมนุษย์ได้”  ความทะเยอทะยานและแก่นแท้ของพวกเขาได้ถูกเปิดโปงแล้วมิใช่หรือ?  รูปสัณฐานที่แท้จริงของพวกศัตรูของพระคริสต์ที่มีความทะเยอทะยานและแก่นแท้เช่นนี้คืออะไรกันแน่?  นั่นก็คือหัวหน้าทูตสวรรค์ ซึ่งก็คือมารซาตาน  พวกเขาปฏิเสธอัตลักษณ์ของพระเจ้าและไม่เชื่อการดำรงอยู่ของพระเจ้าเพราะพวกเขาต้องการเป็นเทพเจ้าเสียเอง  พวกเขาเชื่อว่าความคิดของพวกเขาคือสิ่งที่เทพเจ้าควรคิด และการสำแดง อุปนิสัย และแก่นแท้แห่งความรักอันยิ่งใหญ่ของพวกเขาคือสิ่งที่เทพเจ้าควรมี  พวกเขาคิดว่ามีเพียงผู้ที่มีกรอบความคิดในการคร่ำครวญถึงสภาพของโลกและสงสารมวลมนุษย์เมื่อเห็นความไม่ยุติธรรมทั้งปวงในโลกเท่านั้นที่เป็นเทพเจ้า  พวกเขาคิดว่าพระเจ้าที่พวกเขาเชื่อนั้นไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้ มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่มีความรู้สึกนึกคิดเช่นนั้นและมีหัวใจที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้น ซึ่งมีคุณธรรมและความรักอันยิ่งใหญ่แบบนี้  นี่คือแก่นแท้ของพวกศัตรูของพระคริสต์ ซึ่งเป็นการสำแดงต่างๆ และแก่นแท้ของการที่พวกเขาไม่ยอมรับอัตลักษณ์ของพระเจ้า  ดังนั้น หากเจ้าเคารพพวกศัตรูของพระคริสต์ดั่งเทพเจ้าและเคาพบูชาพวกเขา พวกเขาก็จะไม่รู้สึกขุ่นเคืองต่อเจ้า  หากเจ้าติดตามพวกเขา โดยกล่าวว่าอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพวกเขาคืออัตลักษณ์และแก่นแท้ของเทพเจ้า พวกเขามีความรู้สึกนึกคิดและความรักอันยิ่งใหญ่เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า และพวกเขาคือเทพเจ้า พวกเขาก็จะมีความสุขและพึงพอใจในตัวเจ้าอย่างสมบูรณ์  นี่คือแก่นแท้ของพวกศัตรูของพระคริสต์  แก่นแท้ที่พวกศัตรูของพระคริสต์แสดงออกมานี้เลวร้ายมิใช่หรือ?  ไม่ว่าเจ้าจะยกย่องพระนามของพระเจ้าและพระราชกิจอันมหัศจรรย์ของพระองค์ และเป็นพยานถึงทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำและราคาที่พระองค์ทรงจ่ายเพื่อความรอดของมนุษย์มากเพียงใด พวกเขาก็จะแข็งขืนอยู่ในใจ โดยกล่าวว่า “ฉันชื่นชมสิ่งนี้ไม่ได้  ฉันไม่ได้มองแบบนั้น นั่นคือความเพ้อฝันและจินตนาการของมนุษย์ทั้งสิ้น”  เมื่อเจ้าเป็นพยานยืนยันถึงพระเจ้า พระปัญญาของพระองค์ มหิทธานุภาพของพระองค์ เจตนารมณ์อันอุตสาหะมานะของพระองค์ที่จะช่วยมนุษยชาติให้รอด และราคาที่พระองค์ทรงจ่าย และเจ้าเป็นพยานถึงพระแก่นแท้ของพระองค์ อัตลักษณ์ของพระองค์ และทุกสิ่งที่พระผู้สร้างทรงทำกับมวลมนุษย์ มีเพียงคนประเภทเดียวเท่านั้นที่รู้สึกไม่สบายใจ และนั่นก็คือพวกศัตรูของพระคริสต์  แล้วพวกเขาคิดอย่างไร?  “เหตุใดคุณจึงพูดถึงเทพเจ้าอยู่เสมอ?  ฉันก็ให้น้ำและสนับสนุนคุณมามากเช่นกัน  ฉันรักคุณ ช่วยเหลือคุณ ซื้อยาให้คุณเวลาคุณป่วย และสนับสนุนคุณ สามัคคีธรรมกับคุณ และอยู่เป็นเพื่อนคุณเมื่อคนอื่นทอดทิ้งคุณไป  เหตุใดคุณจึงไม่สรรเสริญฉัน?”  ทันทีที่มีใครบางคนสรรเสริญหรือเป็นพยานยืนยันถึงพระเจ้า พวกศัตรูของพระคริสต์จะหงุดหงิดและเกลียดชังคนคนนั้นด้วยความอิจฉาริษยา  ผู้เชื่อในพระเจ้าที่ปกติรู้สึกอย่างไรเมื่อได้ยินใครบางคนสรรเสริญพระเจ้า?  ก่อนอื่น พวกเขาจะกล่าว “อาเมน” ต่อสิ่งที่คนคนนั้นพูดและต่อคำพยานจากประสบการณ์ที่พวกเขาสามัคคีธรรม  นอกจากนี้ พวกเขาจะตั้งใจฟัง พลางคิดว่า “พระเจ้าทรงกระทำการในหนทางนั้นต่อพวกเขา—พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่มาก พระองค์ทรงรักมนุษย์อย่างแท้จริง!  ฉันก็จะแสวงหาความจริงเช่นกันหากฉันเผชิญสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันในอนาคต  พวกเขาทำให้พระเจ้าเสียพระทัยด้วยการกระทำเช่นนั้น ฉันก็เคยกระทำเช่นนั้นในอดีตเช่นกัน ฉันแค่ไม่ตระหนักรู้ถึงสิ่งนั้น  ฉันเป็นหนี้พระเจ้า!  การที่พระเจ้าทรงกระทำการในหนทางนี้เป็นประโยชน์ต่อผู้คน และฉันก็ไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้  ดูเหมือนว่าวุฒิภาวะของฉันจะด้อยกว่าของคนคนนี้ ความเข้าใจของฉันไม่บริสุทธิ์ และขีดความสามารถของฉันก็แย่  ฉันอธิษฐานขอให้พระเจ้าทรงให้ความรู้แจ้งและทรงนำทางฉัน ผู้ซึ่งเป็นคนที่มีวุฒิภาวะน้อย  พวกเขาไม่อ่อนแอได้อย่างไรเมื่อเผชิญกับบททดสอบ?  พวกเขามีการทรงนำจากพระวจนะของพระเจ้า  หากฉันเผชิญกับสภาพการณ์เช่นนั้น ฉันคงจะอ่อนแอและอาจจะถึงขั้นสะดุดล้ม  พระเจ้าทรงแสดงความใจดีมีเมตตาต่อฉันโดยการทรงสังเกตเห็นวุฒิภาวะที่น้อยของฉัน และยังไม่ทรงทำให้ฉันต้องเผชิญกับสถานการณ์แบบนั้น  ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้นดีงาม!”  แต่พวกศัตรูของพระคริสต์กลับไม่มีความสุขเมื่อได้ยินว่า “อะไรนะ?  ทุกสิ่งที่เทพเจ้าทำดีงามหรือ?  ความดีงามนี้อยู่ที่ไหน?  หากทุกสิ่งที่เทพเจ้าทำดีงามมาก เหตุใดผู้คนจึงคิดลบและอ่อนแอ?  หากทุกสิ่งที่พระเจ้าทำดีงาม เหตุใดบางคนจึงถูกขับไล่?  หากทุกสิ่งที่พระเจ้าทำนั้นดีงาม เหตุใดจึงมักมีการขัดขวางและการก่อกวนอยู่เสมอในระหว่างการประกาศข่าวประเสริฐและการทำหน้าที่?  ฉันได้ทำสิ่งดีๆ มากมาย ฉันได้ทุ่มเทตัวเอง ทำของถวาย และได้ผู้คนมาเมื่อประกาศข่าวประเสริฐ  เหตุใดจึงไม่มีใครสรรเสริญฉัน?  เหตุใดเทพเจ้าจึงไม่ให้อะไรตอบแทนฉัน ไม่ให้รางวัลอะไรเลย?  หากผู้คนรู้สึกเขินอายที่จะสรรเสริญฉันต่อหน้า ก็ไม่เป็นไรหากพวกเขาจะทำลับหลังฉัน  เหตุใดจึงไม่มีใครสรรเสริญหรือชื่นชมฉัน?  ฉันไม่มีคุณความดีอะไรเลยหรือ?”  พวกเขากลายเป็นหงุดหงิด  หากมีใครสรรเสริญบุคคลธรรมดาสามัญ พวกศัตรูของพระคริสต์ก็จะไม่รู้สึกอะไรมากนัก  แต่ทันทีที่มีใครบางคนเป็นพยานยืนยันถึงฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ ความรักอันยิ่งใหญ่ และพระปัญญาของพระเจ้า หรือเป็นพยานยืนยันถึงอัตลักษณ์ของพระเจ้า พวกศัตรูของพระคริสต์จะรู้สึกเกลียดชังและอิจฉาริษยา  ทุกครั้งที่มีใครก็ตามเต็มใจนบนอบพระเจ้า เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ถูกควร และเป็นคนที่ไม่ล้ำเส้นของตนและนบนอบภายใต้อำนาจครอบครองของพระผู้สร้าง พวกศัตรูของพระคริสต์จะไม่ชอบสิ่งนี้ พลางกล่าวว่า “เหตุใดคุณจึงเต็มใจและกระตือรือร้นที่จะนบนอบเทพเจ้าขนาดนั้น?  เหตุใดการที่คุณจะฟังสิ่งที่ฉันพูดจึงเป็นเรื่องยากนัก?  สิ่งที่ฉันพูดไม่ได้ผิด!”  พวกเขาชอบให้ผู้คนเป็นผู้ติดตามของตน สรรเสริญพวกเขาในทุกโอกาส พูดถึงชื่อของพวกเขาอยู่ตลอดเวลา เก็บพวกเขาไว้ในหัวใจ ถึงขั้นฝันถึงความดีงามและจุดแข็งของพวกเขา และสรรเสริญพวกเขาให้ทุกคนที่พบเจอฟัง  หากพวกเขาล้มป่วยและไม่ปรากฏตัว ผู้คนก็จะกล่าวว่า “พวกเราจะทำอย่างไรหากไม่มีคุณ?  หากไม่มีคุณ พวกเราก็แยกย้ายกันไปคนละทาง พวกเราไม่สามารถเชื่อต่อไปหรือมีชีวิตอยู่ต่อไปได้!”  หากพวกศัตรูของพระคริสต์ได้ยินเช่นนี้ พวกเขาก็จะดีใจเป็นล้นพ้น และเพื่อที่จะได้ยินเช่นนั้น พวกเขาก็เต็มใจที่จะสู้ทนความทุกข์ใดๆ หรืออดหลับอดนอนและไม่ได้กินอะไรเป็นเวลาหลายวัน  แต่หากไม่มีใครสรรเสริญพวกเขา ยึดถือพวกเขาเป็นบุคคลต้นแบบ บูชาพวกเขา หรือให้ความสำคัญกับพวกเขา พวกเขาก็จะหงุดหิดและเก็บงำความเกลียดชังไว้ในหัวใจ—นี่คือศัตรูของพระคริสต์ที่เป็นแบบฉบับ  สรุปสั้นๆ ก็คือ พวกศัตรูของพระคริสต์จะไม่มีวันยอมรับอัตลักษณ์ของพระเจ้า  พวกเขาไม่ยอมรับอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้า นับประสาอะไรที่จะยอมรับพระราชกิจที่องค์หนึ่งเดียวผู้ทรงมีอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้าทรงทำกับพวกเขา ทั้งพวกเขายังไม่ยอมรับรู้หรือยอมรับพระราชกิจทั้งหมดที่พระเจ้าทรงทำท่ามกลางมวลมนุษย์

ข. การไม่ยอมรับอธิปไตยของพระเจ้าเหนือสรรพสิ่ง

ต่อไป พวกเรามาสามัคคีธรรมถึงการสำแดงที่ประการสองของคำกล่าวที่ว่า “พวกเขาไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้า และพวกเขาไม่ยอมรับแก่นแท้ของพระคริสต์” กล่าวคือ ศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับอธิปไตยของพระเจ้าเหนือสรรพสิ่ง  สำหรับศัตรูของพระคริสต์แล้ว พระผู้สร้างผู้ทรงมีอัตลักษณ์ของพระเจ้าไม่ได้ทรงดำรงอยู่จริง พระองค์ทรงเป็นเพียงตำนานเท่านั้น  แล้วศัตรูของพระคริสต์ยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่าพระผู้สร้างทรงครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่งได้หรือไม่?  แน่นอนอยู่แล้วว่าพวกเขาไม่ยอมรับข้อเท็จจริงนี้  พวกเขาไม่ยอมรับเรื่องนี้ และการไม่ยอมรับนี้ก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงเช่นกัน  การเชื่อ ความรู้ และความเข้าใจที่พวกศัตรูของพระคริสต์มีต่อพระเจ้านั้นตั้งอยู่บนมโนคติอันหลงผิดและการคิดฝันของมนุษย์ ตั้งอยู่บนการรับรู้และความเข้าใจบางประการที่มนุษย์มีต่อรูปเคารพ และบนความเห็นนอกรีตและเหตุผลวิบัติที่รูปเคารพเหล่านั้นใช้เพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิด  มโนคติอันหลงผิด การคิดฝัน ความเห็นนอกรีต เหตุผลวิบัติ และสิ่งอื่นๆ ในหัวใจของศัตรูของพระคริสต์นั้นสอดคล้องหรือขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง?  แน่นอนว่าสิ่งเหล่านั้นขัดแย้งกับข้อเท็จจริงนี้  รูปเคารพที่ผู้คนถวายสิ่งต่างๆ ให้นั้นชักพาพวกเขาให้หลงผิดโดยการนำเสนอความเห็นนอกรีตและเหตุผลวิบัติบางประการที่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิด การคิดฝัน และรสนิยมของมนุษย์ เพื่อที่จะได้มาซึ่งจุดยืนที่มั่นคงในหมู่มวลมนุษย์ เช่น “พระพุทธเจ้าของฉันมีความเมตตาสงสาร” “สวรรค์ทะนุถนอมสิ่งมีชีวิต” “ในการช่วยชีวิตหนึ่งให้รอดนั้นมีบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่กว่าในการสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น” และ “สิ่งใดที่ถูกกำหนดไว้ย่อมต้องเกิดขึ้น และสิ่งใดที่ไม่ได้ถูกกำหนดไว้ก็ไม่ควรฝืน”  มีอะไรอีก?  (เหนือหัวขึ้นไปสามฟุตมีเทพเจ้าเฝ้ามองอยู่เสมอ)  เหนือศีรษะเจ้าสามฟุตคือที่ใด?  นั่นคือกลางอากาศ ซึ่งเป็นที่ที่ซาตานอาศัยอยู่  “เทพเจ้า” ที่ว่านี้คืออะไร?  (คือซาตาน)  แล้วคำกล่าวที่ชาวพุทธมักใช้กันคืออะไร?  (ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว สิ่งเหล่านี้จะได้รับผลตอบแทน เพียงแต่เวลานั้นยังมาไม่ถึง)  ผู้คนถือว่าคำกล่าวและทฤษฎีทางปรัชญาที่ค่อนข้างเป็นบวกเหล่านี้ซึ่งมักจะกล่าวกันในโลกนั้นเป็นความจริง แต่ที่จริงแล้ว คำพูดเหล่านี้เป็นความจริงหรือไม่?  มีความสัมพันธ์ใดๆ ระหว่างสิ่งเหล่านั้นกับความจริงหรือไม่?  (ไม่มี)  เช่น “ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว สิ่งเหล่านี้จะได้รับผลตอบแทน เพียงแต่เวลานั้นยังมาไม่ถึง”—“ทำดีย่อมได้ดี” หมายความว่าอย่างไร?  “ความดี” หมายถึงอะไร?  หมายถึงความยุติธรรม ความจริง หรือความปรารถนาดีเพียงเล็กน้อยของมนุษย์?  (คือความปรารถนาดีของมนุษย์)  ความปรารถนาดีเพียงเล็กน้อยของมนุษย์ได้รับผลตอบแทนเป็นความดีจริงๆ หรือ?  ไม่เสมอไป  “ผู้ที่สร้างสะพานและซ่อมถนนมักลงเอยด้วยการตาบอด”—การสร้างสะพานและซ่อมถนนเป็นการกระทำที่มีเมตตา แล้วเหตุใดพวกเขาจึงลงเอยด้วยการตาบอด?  มีรางวัลสำหรับการกระทำเหล่านี้หรือไม่?  (ไม่มี)  “ทำชั่วย่อมได้ชั่ว”—การฆ่าคนและการลอบวางเพลิงเป็นความชั่ว เช่นนั้นแล้ว การกระทำเหล่านี้ได้รับผลตอบแทนเป็นความชั่วหรือไม่?  (ไม่)  ทำไมไม่เป็นเช่นนั้น?  “ในขณะที่ลูกหลานของฆาตกรและคนลอบวางเพลิงกลับทวีจำนวนขึ้น”—คำพูดเหล่านี้หักล้างคำว่า “ทำชั่วย่อมได้ชั่ว”  “สิ่งเหล่านี้จะได้รับผลตอบแทน เพียงแต่เวลานั้นยังมาไม่ถึง”—“เพียงแต่เวลานั้นยังมาไม่ถึง” หมายความว่าอย่างไร?  การที่เวลานั้นยังมาถึงหมายความว่าอย่างไร?  เมื่อผู้คนไม่เข้าใจความจริง พวกเขาก็ถือว่าคำพูดและคำกล่าวเหล่านี้เป็นสิ่งที่เป็นบวกและเป็นความจริง  ผู้คนที่มีหัวใจอันว่างเปล่าและไม่มีแหล่งบำรุงเลี้ยงฝ่ายวิญญาณ ถือเอาคำพูดที่เรียกกันว่าถูกต้องเหล่านี้เป็นสิ่งบำรุงเลี้ยงฝ่ายวิญญาณของตน เป็นความชูใจฝ่ายวิญญาณรูปแบบหนึ่ง เพื่อปลอบโยนตนเองว่า “ไม่เป็นไร ชีวิตยังมีความหวัง โลกนี้ยังคงมีความเป็นธรรมและความชอบธรรม และยังคงมีคนบางคนที่จะค้ำจุนความยุติธรรม  ยังคงเป็นไปได้ที่จะได้รับผลลัพธ์ที่เป็นธรรม และท้ายที่สุดแล้ว จะมีถ้อยแถลงตัดสินเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดนี้”  คำกล่าวเหล่านั้นเป็นความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าเหนือสรรพสิ่งหรือไม่?  คำกล่าวเหล่านั้นเป็นการสำแดงที่แท้จริงของการที่ผู้คนยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือสรรพสิ่งหรือไม่?  (ไม่ใช่)  คำกล่าวหรือสุภาษิตที่ผู้คนพูดกันนั้นเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือสรรพสิ่งหรือไม่?  (ไม่)  เหตุใดจึงไม่เกี่ยวข้อง?  (คำพูดเหล่านี้ไม่ใช่ความจริง)  คำตอบของเจ้าพิสูจน์เรื่องนี้ในระดับทฤษฎี แต่สาเหตุรากเหง้าคืออะไร?  สาเหตุรากเหง้านั้นไม่ได้เรียบง่ายเหมือนคำสอนนี้เลยและเป็นไปไม่ได้ที่จะอธิบายด้วยประโยคเพียงประโยคเดียวนี้  ในเมื่อเรื่องที่พระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือสรรพสิ่งไม่ได้เรียบง่ายเช่นนั้น แล้วควรเข้าใจเรื่องนี้อย่างไร?  ดังที่พวกเราได้สามัคคีธรรมกันก่อนหน้านี้ ศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับว่าพระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง  ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์กำลังมองดูสิ่งใด พวกเขาก็พินิจพิเคราะห์และวิเคราะห์สิ่งนั้นจากมุมมองของผู้เห็นเหตุการณ์ และจากมุมมองของผู้ที่ยึดถือวัตถุนิยมซึ่งถือว่าเงินและอำนาจคือชีวิตเสมอ  หากคนคนหนึ่งมองดูสิ่งใดจากมุมมองและจุดยืนเช่นนั้น แก่นแท้ของปัญหาก็จะเปลี่ยนไปไม่ใช่หรือ?  แก่นแท้ของปัญหาจะแตกต่างออกไปไม่ใช่หรือ?  ผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไรหากใครสักคนมองดูกฎเกณฑ์และระเบียบของการพัฒนาสรรพสิ่งจากมุมมองของผู้ที่ยึดถือวัตถุนิยม?  มุมมองต่อโลกของผู้ที่ยึดถือวัตถุนิยมจะไม่ก่อให้เกิดปรัชญา กลยุทธ์ วิธีการ และแนวทางของมนุษย์สำหรับการดำรงชีวิตทางโลกหรอกหรือ?  นั่นจะก่อให้เกิดกฎของการเอาตัวรอดไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  นี่คือผลลัพธ์ และแก่นแท้ของปัญหาก็อยู่ตรงนี้

ผู้ที่ยึดถือวัตถุนิยมมองอำนาจอย่างไร?  เขาเชื่อว่าหากคนคนหนึ่งต้องการได้รับอำนาจ ประการแรก คนคนนั้นจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ ประการที่สอง คนคนนั้นจำเป็นต้องสามารถบงการผู้คนได้ทุกประเภท ประการที่สาม คนคนนั้นจำเป็นต้องโหดร้าย และประการที่สี่ คนคนนั้นต้องพลิกแพลงเป็น  นี่คือมุมมองของผู้ที่ยึดถือวัตถุนิยมไม่ใช่หรือ?  มีเค้าลางของการนบนอบต่ออธิปไตยของพระเจ้าในนี้บ้างหรือไม่?  (ไม่มี)  ผู้ที่ยึดถือวัตถุนิยมมีทัศนะเกี่ยวกับอำนาจเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างไร?  ทัศนะเหล่านี้เกิดจากแก่นแท้ของพวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  แก่นแท้ใดของพวกศัตรูของพระคริสต์?  จงบอกเราว่า หากศัตรูของพระคริสต์ไม่มีแก่นแท้ที่เลวร้าย พวกเขาจะคิดคำพูดที่ว่า “สามารถบงการผู้คนได้” ขึ้นมาหรือ?  พวกเขาจะคิดว่าพวกเขา “จำเป็นต้องมีกลยุทธ์” หรือ?  พวกเขาจะกล่าวว่าพวกเขา “ต้องพลิกแพลงเป็น” หรือ?  หากพวกเขาไม่มีแก่นแท้ที่ชั่วช้า พวกเขาจะกล่าวว่าพวกเขา “จำเป็นต้องโหดร้าย” หรือ?  (ไม่)  เรื่องนี้ถูกกำหนดโดยแก่นแท้ของพวกศัตรูของพระคริสต์  ความคิดต่างๆ ที่เกิดจากแก่นแท้ของพวกเขาเป็นเพียงแนวคิดที่มีอยู่ในจิตใจของพวกเขา หรือหลักการในการดำรงชีวิตทางโลกและการประพฤติปฏิบัติตนในชีวิตประจำวันของพวกเขาก็เป็นเช่นเดียวกัน?  (หลักการในการดำรงชีวิตทางโลกของพวกเขาก็เป็นเช่นเดียวกัน)  พวกเขาคอยสรุปผลในชีวิตประจำวันของตนและในกลุ่มต่างๆ อยู่เสมอ ดังนั้น กลยุทธ์ของพวกเขาจึงมีความเป็นผู้ใหญ่และมีประสบการณ์มากขึ้นเรื่อยๆ และในท้ายที่สุดก็กลายเป็นชั่วร้ายอย่างยิ่ง  การชั่วร้ายอย่างยิ่งหมายความว่าอย่างไร?  หมายถึงการมีความโหดร้ายเพียงพอ อำมหิตเพียงพอ และชั่วร้ายเพียงพอ  การสำแดงความโหดร้าย ความอำมหิต และความชั่วร้ายของพวกเขาสามารถทำให้พวกเขานบนอบอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าได้หรือไม่?  ไม่ได้อย่างแน่นอน  ดังนั้น ไม่ว่าพวกเขาจะหนุ่มสาวหรือสูงวัย ศัตรูของพระคริสต์ก็ทำทุกสิ่งตามปรัชญา กฎเกณฑ์ กฎของการเอาตัวรอด กลยุทธ์ และประสบการณ์ของตนเอง  ทั้งหมดนี้สอดคล้องหรือขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง?  (ขัดแย้ง)  เมื่อศัตรูของพระคริสต์นำกฎเกณฑ์ทั้งหมดที่พวกเขาคิดขึ้นมานี้ไปปฏิบัติ หลักการและจุดมุ่งหมายของพวกเขาคืออะไร?  แรงจูงใจของพวกเขาคืออะไร?  พวกเขากล่าวว่า “หากอยากได้สิ่งที่คุณต้องการ คุณต้องเรียนรู้ที่จะทำทุกวิถีทาง และทำทุกอย่างที่จำเป็นต้องโหดร้ายพอ อำมหิตพอ และชั่วร้ายพอ เหมือนคำกล่าวที่ว่า ‘ความใจแคบไม่สร้างสัตบุรุษฉันใด คนจริงก็ย่อมไม่ไร้พิษสงฉันนั้น’”  คำกล่าวนี้หมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่า “อธิปไตยของพระเจ้าอะไรกัน?  การรอคอยการจัดการเตรียมการของสวรรค์อะไรเล่า?  ไม่มีเรื่องแบบนั้นหรอก!  มีข้าราชการหรือกษัตริย์คนไหนบ้างที่ไม่ได้มาถึงจุดที่พวกเขาอยู่ด้วยวิธีการที่ดุร้ายและป่าเถื่อน?  ตำแหน่งเหล่านี้ไม่ได้มาจากการต่อสู้และการเข่นฆ่าหรอกหรือ?”  เมื่อมองจากมุมมองนี้ของพวกเขา ศัตรูของพระคริสต์ยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือสรรพสิ่งหรือไม่?  (ไม่)  ในโลกที่ไม่มีความเชื่อ ศัตรูของพระคริสต์มีมุมมองเช่นนี้ต่อกฎแห่งการเอาชีวิตรอดนี้  ดังนั้น ในขณะที่พวกเขาอยู่ในคริสตจักร พวกเขาจะใช้กลยุทธ์เดียวกันนี้ในการปฏิบัติตนหรือไม่?  พวกเขาจะทำตามกฎในการดำเนินชีวิตเดียวกันหรือไม่?  สิ่งเหล่านี้จะไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย  แม้เมื่อศัตรูของพระคริสต์เข้ามาในคริสตจักร พวกเขาก็ไม่ยับยั้งตนเองหรือปฏิรูปตนเองเลย พวกเขาไม่ทำเช่นนี้อย่างแน่นอน  พวกเขากล่าวว่า “ถ้าต้องการโดดเด่นเหนือผู้อื่น คุณต้องเรียนรู้ที่จะมีกลยุทธ์  เมื่อทุกคนอยู่โดยรอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีคนที่มีฐานะอยู่ด้วย คุณต้องพยายามอย่างเต็มที่ที่จะอวดตน และทำให้ผู้ที่รับผิดชอบ ผู้นำ และเบื้องบนมองเห็น  แล้วคุณก็จะมีโอกาสได้รับการส่งเสริมและจัดวางในตำแหน่งสำคัญ และมีโอกาสที่จะโดดเด่นเหนือผู้อื่น  นอกจากนี้ คุณต้องเรียนรู้ที่จะประพฤติตัวให้แตกต่างกันเมื่ออยู่ท่ามกลางผู้คนและไม่ได้อยู่ท่ามกลางผู้คน คุณต้องเรียนรู้ที่จะใช้การหลอกลวง  ทำสิ่งดีๆ ต่อหน้าผู้คน และทำสิ่งที่ร้ายแรง เลวร้าย มืดมน และสิ่งที่ผู้คนไม่ชอบในที่ลับ  อย่าให้ใครรู้เท่าทันคุณเด็ดขาด  คุณต้องแสดงให้ผู้คนเห็นด้านที่ดีที่สุดของคุณ และต้องอำพรางตัวเองให้ดี  ไม่ว่าจริงๆ แล้วคุณจะเลวร้ายแค่ไหน คุณต้องปกปิดไว้ให้ดี  อย่าสูญเสียการเกื้อหนุนจากผู้คน  เมื่อคุณสูญเสียการเกื้อหนุนจากพวกเขา นั่นย่อมสายเกินไป—แล้วคุณก็จะไม่มีโอกาส”  ศัตรูของพระคริสต์ก็ดำเนินชีวิตตามกลยุทธ์และกฎแห่งการเอาชีวิตรอดเช่นนี้ในคริสตจักรเช่นกัน

ศัตรูของพระคริสต์มองคำพยานของพี่น้องชายหญิงทุกคนที่เคยมีประสบการณ์และได้มารู้จักอธิปไตยของพระเจ้าเหนือสรรพสิ่งอย่างไร?  ศัตรูของพระคริสต์กล่าวว่า “ผู้คนมีสมอง ความคิด และการศึกษา และพวกเขาได้สร้างคำพยานจากประสบการณ์เหล่านี้ด้วยการเรียบเรียงและการแต่งเรื่องขึ้น  ที่จริงแล้ว คำพยานจากประสบการณ์เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้คนคิดฝัน ล้วนเป็นของปลอม และเป็นไปไม่ได้ทั้งสิ้น  ถ้าฉันจะแต่งขึ้นมา ฉันก็สามารถสร้างคำพยานจากประสบการณ์ได้เช่นกัน  ฉันสามารถเขียนบทความคำพยานจากประสบการณ์ได้ 10 หรือ 20 บทความ  ฉันแค่ไม่อยากทำแบบนั้น  พวกคุณคิดว่าฉันมองแผนการเล็กๆ น้อยๆ ของพวกคุณไม่ออกหรือ?  พวกคุณทำแบบนี้เพื่อโอ้อวดเท่านั้นไม่ใช่หรือ?  พวกคุณเรียกด้วยชื่อที่สวยหรูว่าการเป็นพยานให้พระเจ้า การเป็นพยานถึงพระนามของพระเจ้า และการเป็นพยานถึงอธิปไตยของพระเจ้าเหนือสรรพสิ่ง และบอกว่าพวกคุณกำลังเป็นพยานให้พระเจ้า แต่ที่จริงแล้ว พวกเจ้ากำลังทำไปเพียงเพื่อเป็นพยานให้ตัวเองและเพื่อให้โดดเด่นเหนือผู้อื่นเท่านั้น”  พวกเขาไม่ยอมรับความจริงของคำพยานทั้งหมดเกี่ยวกับพระราชกิจที่พระเจ้าได้ทรงทำในผู้คน  เมื่อพูดถึงสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ต่างๆ ในโลกภายนอก รวมถึงภาวะของแต่ละประเทศ ศัตรูของพระคริสต์ไม่สามารถมองทะลุได้ว่าพระเจ้าทรงพระราชกิจอย่างไร และเมื่อพูดถึงการที่พระเจ้าทรงรักษา เปลี่ยนแปลง หรือจัดเตรียมสภาพแวดล้อมของโลกภายนอก พวกเขากลับไม่สามารถมองทะลุถึงความหมายของการที่พระองค์ทรงทำทั้งหมดนี้  พวกเขาเชื่อว่า “‘พระเจ้ามีอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง’ เป็นเพียงถ้อยแถลงที่ว่างเปล่าและฟังดูสูงส่ง  ในความเป็นจริง ไม่ว่าคุณจะไปประเทศไหน คุณต้องเชื่อฟังรัฐบาลของประเทศนั้นใช่หรือไม่?  คุณอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของรัฐบาลและกฎหมายของประเทศนั้นไม่ใช่หรือ?  นี่หมายความว่าถ้อยแถลงที่ว่าพระเจ้ามีอธิปไตยเหนือสรรพสิ่งนั้นไม่เป็นจริงไม่ใช่หรือ?  ไม่ว่าพระองค์จะใช้อธิปไตยของพระองค์อย่างไร อธิปไตยของพระองค์จะเหนือกว่ารัฐบาลและกฎหมายของประเทศใดๆ ได้หรือ?”  ดังนั้น ทันทีที่สภาพแวดล้อมและสถานการณ์ในโลกภายนอกไม่เอื้ออำนวยต่อคริสตจักรและงานของคริสตจักร ศัตรูของพระคริสต์ก็แอบรู้สึกมีความสุขและหัวเราะเยาะเรื่องนี้ เผยให้เห็นใบหน้าเยี่ยงปีศาจของพวกเขา  เมื่องานของคริสตจักรดำเนินไปอย่างราบรื่น และพระเจ้าประทานพรและทรงนำงานนั้น และทุกอย่างเป็นไปตามครรลอง เมื่อไม่มีการแทรกแซงจากสภาพแวดล้อมของโลกภายนอก และสภาวะของพี่น้องชายหญิงก็ดีขึ้นเรื่อยๆ หัวใจของพวกศัตรูของพระคริสต์ก็กระสับกระส่ายและร้อนใจ พวกเขารู้สึกอิจฉาเป็นอย่างยิ่ง รู้สึกไม่สบายใจและเต็มไปด้วยความเกลียดชัง  เหตุใดพวกเขาจึงรู้สึกเกลียดชัง?  พวกเขาไม่เชื่อว่าพระเจ้าจะทรงมีอธิปไตยเหนือสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดได้  คริสตจักรคือพระนิเวศของพระเจ้า เป็นสถานที่ที่พระเจ้าทรงทำพระราชกิจบริหารจัดการของพระองค์ ที่ที่พระเจ้าทรงช่วยมวลมนุษย์ให้รอด ที่ที่น้ำพระทัยของพระเจ้าดำเนินไปโดยไม่มีสิ่งใดขัดขวาง และที่ที่พระวจนะของพระเจ้าสามารถเป็นจริงได้และได้รับการยืนยันในตัวผู้คน  เมื่อคริสตจักรดำเนินไปด้วยดี ย่อมแสดงให้เห็นถึงความเป็นจริงแห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้า ตลอดจนยืนยันข้อเท็จจริงที่ว่าอธิปไตยของพระเจ้าเหนือสรรพสิ่งนั้นดำรงอยู่จริงและเป็นความจริง  เมื่อข้อเท็จจริงนี้ดำรงอยู่และได้รับการยืนยันแล้ว ย่อมเป็นการตบหน้าพวกศัตรูของพระคริสต์  หลังจากถูกตบหน้า ศัตรูของพระคริสต์จะรู้สึกปีติยินดี สงบสุข และชูใจในหัวใจของพวกเขา หรือรู้สึกต่อต้านและขุ่นเคือง?  (พวกเขารู้สึกต่อต้านและขุ่นเคือง)  พวกเขากำลังคิดอะไรอยู่ในหัวใจของพวกเขา?  พวกเขาเกลียดชังพระเจ้าและปฏิเสธพระเจ้า  หากดูผิวเผินแล้วสถานการณ์ของคริสตจักรและพี่น้องชายหญิงไม่ค่อยดีนัก โดยผู้คนเหล่านี้ถูกข่มเหง ถูกกดขี่ และถูกกีดกัน และไร้ซึ่งสถานะใดๆ ในสังคม ศัตรูของพระคริสต์ย่อมรู้สึกมีความสุขและพอใจในหัวใจของตนมากทีเดียว แต่เมื่อพระราชกิจของพระเจ้าและชีวิตคริสตจักรล้วนเจริญรุ่งเรืองและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ศัตรูของพระคริสต์กลับไม่รู้สึกมีความสุข  เหตุใดพวกเขาจึงไม่รู้สึกมีความสุข?  เพราะนี่ไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของพวกเขาเลย เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่ได้คาดคิด  อธิปไตยของพระเจ้าและพระวจนะของพระเจ้าได้รับการทำให้ลุล่วงและเป็นจริง ซึ่งล้มล้างทัศนะของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงรู้สึกเศร้า  จากความคิดและทัศนะที่ศัตรูของพระคริสต์แสดงออกมา ตลอดจนความรู้สึกไม่พอใจของพวกเขา พวกเขามีมุมมองเดียวกับพญานาคใหญ่สีแดงไม่ใช่หรือ?  แก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาเหมือนกับแก่นแท้ธรรมชาติของพญานาคใหญ่สีแดงไม่ใช่หรือ?  เหมือนกันทุกประการ

ในเรื่องของโลกทั้งโลก สรรพสิ่ง ตลอดจนกฎเกณฑ์และระเบียบที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งปวงทำตามนั้น ศัตรูของพระคริสต์คิดว่า “ธรรมชาติและฤดูกาลเกิดขึ้นมานานแล้ว  ถ้าหนาวนาน อากาศก็จะร้อน หากร้อนนาน อากาศก็จะหนาว  เมื่อถึงเวลาใบไม้ร่วง ใบไม้ก็จะร่วงเมื่อลมพัด  ทั้งหมดนี้ปกติมากไม่ใช่หรือ?  นี่เป็นอธิปไตยของพระเจ้าได้อย่างไร?  เป็นธรรมบัญญัติที่พระเจ้ากำหนดขึ้นได้อย่างไร?  ธรรมบัญญัติของพระเจ้าทำอะไรได้บ้าง?  ผู้คนฆ่าสัตว์ไปมากมายโดยไม่มีผลตามมามากนัก มวลมนุษย์ยังคงใช้ชีวิตต่อไปเหมือนที่เคยเป็นมาไม่ใช่หรือ?  พวกเขาบอกว่าพระเจ้ามีอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง แล้วทำไมฉันถึงไม่เห็นว่าพระองค์ครองอธิปไตยเหนือสิ่งเหล่านั้นเลย?  พวกเขาบอกว่าพระเจ้ามีอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง แต่ทำไมคนชั่วถึงเจริญรุ่งเรืองเสมอ ในขณะที่คนดีไม่เคยได้เปรียบเลย?”  ในท้ายที่สุด พวกเขาก็สรุปว่า “ไม่มีพระผู้ช่วยให้รอดในโลกนี้ มวลมนุษย์ต่างหากที่บงการโลกนี้  ผู้ที่ปกครองโลกนี้คือบุคคลที่ยิ่งใหญ่และผู้นำของประเทศต่างๆ ในโลก และผู้คนเหล่านั้นคือผู้ที่เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของโลกนี้  ถ้าไม่มีผู้คนที่ยิ่งใหญ่และมีความสามารถเหล่านั้น โลกก็คงจะถึงกาลอวสาน  ส่วนเรื่องที่ว่าพระเจ้ามีอธิปไตยเหนือสรรพสิ่งนั้น มองไม่เห็นเลย  พระเจ้ามีอธิปไตยเหนือสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร?  ทำไมฉันถึงไม่สามารถรู้สึกแบบนี้ได้?  ทำไมฉันถึงไม่สามารถเข้าใจได้?  ทำไมอธิปไตยของพระเจ้าเหนือสรรพสิ่งจึงมีสิ่งต่างๆ มากมายที่ขัดแย้งกับมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์?”  พวกเขาไม่สามารถยอมรับหรือรับรู้เรื่องนี้ได้  เมื่อพูดถึงอธิปไตยของพระเจ้าเหนือสรรพสิ่ง วิธีที่พระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง อุปนิสัยที่พระเจ้าทรงเผยในอธิปไตยของพระองค์เหนือสรรพสิ่ง หลักธรรมแห่งการกระทำของพระเจ้า แก่นแท้ของพระเจ้า และอื่นๆ ผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงสามารถจับความเข้าใจเรื่องนี้ได้เพียงเศษเสี้ยวเดียวในช่วงชีวิตของพวกเขา  กระนั้น นี่ก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเขานบนอบอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระผู้สร้าง นบนอบพระวจนะทั้งปวงที่พระผู้สร้างตรัส และยอมรับว่าพระผู้สร้างคือพระเจ้า  แม้ผู้คนบางคนจะสามารถเข้าใจเรื่องนี้ได้เพียงเศษเสี้ยวเดียว แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะเข้าใจอย่างสมบูรณ์ เพราะพระราชกิจมากมายของพระเจ้าถูกดำเนินการจากสถานะและอัตลักษณ์ของพระองค์ และย่อมจะมีความแตกต่างระหว่างพระราชกิจเหล่านี้กับความคิดและการรับรู้ของมนุษย์ทรงสร้างทั้งหลายอยู่เสมอ  และสิ่งเล็กน้อยที่ผู้คนสามารถเข้าใจได้ผ่านสิ่งต่างๆ ที่พวกเขามีประสบการณ์ในช่วงชีวิตของตนนั้น มีเพียงบรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริง ผู้ที่มีความเข้าใจเชิงลึกและมีความสามารถในการทำความเข้าใจความจริงเท่านั้นที่สามารถจับความเข้าใจได้  สำหรับผู้ที่มีขีดความสามารถต่ำ ผู้ที่ขาดความเข้าใจเชิงลึกและไม่รักความจริงเลย ย่อมไม่อาจบรรลุแม้แต่ความเข้าใจเพียงเศษเสี้ยวนี้ได้  มักจะมีการกล่าวว่าพระดำริของพระเจ้านั้นสูงส่งกว่าความคิดของมนุษย์  นี่หมายความว่ามนุษย์ย่อมไม่อาจเท่าทันพระดำริของพระผู้สร้างได้ และการที่พวกเขาได้รับเศษเสี้ยวหนึ่งของความเข้าใจนั้นก็เป็นพระคุณของพระเจ้า  สำหรับบรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริง เรื่องนี้สามารถสัมฤทธิ์ได้โดยผู้ที่ยอมรับพระราชกิจระยะสุดท้ายของพระเจ้าเท่านั้น หลังจากที่ได้ฟังพระวจนะของพระเจ้ามามากมาย และเข้าใจรวมถึงมีประสบการณ์กับความจริงมากมาย—ซึ่งต้องใช้ความพยายามตลอดชีวิต  สำหรับศัตรูของพระคริสต์ที่ปฏิเสธอัตลักษณ์ของพระเจ้าโดยสิ้นเชิง ในแง่ของแก่นแท้ของพวกเขา พวกเขาไม่รักความจริงหรือสิ่งที่เป็นบวก และยิ่งไม่รักสิ่งที่เกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้า ดังนั้น พวกเขาจะไม่มีวันไปถึงจุดที่ยอมรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าเหนือสรรพสิ่งได้เลย  การยอมรับข้อเท็จจริงนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเข้าใจและการไล่ตามเสาะหาความจริง แต่ศัตรูของพระคริสต์ปฏิเสธความจริง รังเกียจความจริง เกลียดชังพระเจ้า และยิ่งไปกว่านั้นคือ เกลียดชังอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้า  ดังนั้น สำหรับพวกเขาแล้ว ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าเหนือสรรพสิ่งจะไม่มีอยู่จริง  “ไม่มีอยู่จริง” หมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่าคนโง่เหล่านี้จะไม่มีวันเห็นหรือเข้าใจข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าเหนือสรรพสิ่งเลย  ดังนั้น พวกเขาจึงไม่สามารถจับความเข้าใจข้อเท็จจริงนี้ได้เลย  มีสิ่งต่างๆ มากมายที่รวมอยู่ในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าเหนือสรรพสิ่ง และเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความจริงมากมาย ตลอดจนพระปัญญาของพระเจ้า อัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้า  พระเจ้าทรงจัดวางเรียบเรียงสรรพสิ่งท่ามกลางทุกสิ่งที่พระองค์ทรงมีอธิปไตยเหนืออย่างไร?  ในแง่ของวิธีการ เวลา และการพิจารณาของพระเจ้าต่อเรื่องนี้ พระทัยของพระองค์ทรงวางแผนและทรงนำไปใช้อย่างไร?  เมื่อพิจารณาจากแง่มุมเหล่านี้ อธิปไตยของพระเจ้าเหนือสรรพสิ่งไม่ใช่เรื่องเรียบง่าย มีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างซับซ้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง  คนโง่อย่างศัตรูของพระคริสต์ที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณและไม่ยอมรับความจริงเลย จะไม่มีวันเข้าใจวิธีที่พระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง  พวกเขาจะไม่มีวันเข้าใจเรื่องนี้ แล้วพวกเขาจะสามารถยอมรับเรื่องนี้ได้หรือ?  (พวกเขายอมรับไม่ได้)  บางคนกล่าวว่า “พวกเขาไม่ยอมรับเรื่องนี้เพราะพวกเขาไม่สามารถเข้าใจได้  ถ้าพวกเขาสามารถเข้าใจได้ พวกเขาคงจะยอมรับไม่ใช่หรือ?”  นี่เป็นเพียงการอนุมาน การอนุมานก็แค่สอดคล้องกับเหตุผลเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อเท็จจริงเสมอไป  แล้วความจริงของข้อเท็จจริงคืออะไร?  ศัตรูของพระคริสต์จะไม่มีวันยอมรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าเหนือสรรพสิ่ง  สำหรับตอนนี้ พวกเราอย่าเพิ่งพูดถึงศัตรูของพระคริสต์เลย มาพูดถึงหัวหน้าทูตสวรรค์ ซาตาน มาร พญานาคใหญ่สีแดงแทนเถิด  มันข่มเหงประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร สร้างความเสียหายให้กับคริสตจักร และก่อกวนพระราชกิจของพระเจ้า  เมื่อพระเจ้าทรงนำความวิบัติมาสู่มัน ทำให้มันต้องวิ่งพล่านด้วยความตื่นตระหนก กลายเป็นคลุ้มคลั่ง และอับจนปัญญา มันไม่สามารถรับมือได้ และในที่สุดมันก็เอ่ยปากร้องขอความกรุณาว่า “จะไม่ต่อสู้กับสวรรค์อีกต่อไป”  สามารถสรุปข้อมูลใดได้จากคำกล่าวนี้?  พญานาคใหญ่สีแดงยอมรับการดำรงอยู่ของสวรรค์ และของพระเจ้า แต่ธรรมชาติของมันไม่เปลี่ยนแปลง ต่อให้ยอมรับการดำรงอยู่ของพระเจ้า แต่มันก็ยังคงขัดแย้งและต่อต้านพระเจ้า  เมื่อเอาชนะพระเจ้าไม่ได้ มันก็ขอความกรุณา โดยกล่าวว่ามันจะไม่ต่อสู้กับสวรรค์อีกต่อไป  แต่มันยอมจำนนและวิงวอนขอความกรุณาอย่างแท้จริงหรือไม่?  ไม่ เมื่อมันฟื้นตัว มันก็จะต่อสู้ต่อไป นี่คือธรรมชาติของมัน และธรรมชาติของมันก็ไม่เปลี่ยนแปลง  ศัตรูของพระคริสต์ก็มีธรรมชาติแบบเดียวกันนี้

ศัตรูของพระคริสต์มองอธิปไตยของพระเจ้าเหนือชะตากรรมของมวลมนุษย์ภายในอธิปไตยของพระองค์เหนือสรรพสิ่งอย่างไร?  นี่เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก  เมื่อพูดถึงอธิปไตยของพระเจ้าเหนือสรรพสิ่ง แนวคิดเรื่อง “สรรพสิ่ง” นั้นกว้างใหญ่และครอบคลุมมากเกินไป ศัตรูของพระคริสต์ไม่สามารถยอมรับได้ พวกเขามองไม่เห็น และไม่สามารถมองทะลุเรื่องนี้ได้  เช่นนั้นแล้ว ศัตรูของพระคริสต์นบนอบวิธีที่พระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือชะตากรรมของพวกเขาเองหรือไม่?  พวกเขาหยั่งรู้เรื่องนี้หรือไม่?  พวกเขาเข้าใจเรื่องนี้หรือไม่?  พวกเขาสามารถยอมรับเรื่องนี้ได้หรือไม่?  ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย  ศัตรูของพระคริสต์เชื่อว่าพวกเขาได้สิ่งดีงามทั้งหมดในชีวิตจริงมาด้วยความพยายามของตนเอง  ตัวอย่างเช่น หากพวกเขาสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้ พวกเขาก็ยกความดีความชอบให้กับการที่ตนเรียนเก่ง โดยเชื่อว่าตนเกิดมาเพื่อเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง  หากพวกเขามีชีวิตที่ดีและหาเงินได้ พวกเขาก็ถือว่าตนเหมาะสมกับความร่ำรวย เพราะหมอดูเคยบอกว่าพวกเขาจะมีชีวิตที่เจริญรุ่งเรือง และโชคดีพอที่จะได้เป็นทั้งข้าราชการและมีฐานะทางการเงินที่ดี  เมื่อสิ่งต่างๆ ผิดพลาด หรือไม่เป็นไปตามที่พวกเขาหวัง และเมื่อทนทุกข์ พวกเขาก็เริ่มพร่ำบ่นว่า “ทำไมเรื่องต่างๆ ของฉันถึงแย่แบบนี้?  ทำไมชะตากรรมฉันถึงเลวร้ายขนาดนี้?  โชคของฉันช่างเลวร้ายจริงๆ!”  พวกเขาตีความและมองสิ่งเหล่านี้จากมุมมองของมนุษย์  หากทุกสิ่งดำเนินไปอย่างราบรื่น พวกเขาก็จะกลายเป็นหยิ่งยโส โอ้อวดในทุกโอกาส วางท่าทางดุร้ายและคุกคาม และประพฤติปฏิบัติตนอย่างอวดดีและโอหัง แต่เมื่อสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามที่พวกเขาต้องการ พวกเขาก็กล่าวโทษพระเจ้าและคนอื่นๆ และพยายามหาทางพลิกสถานการณ์และหลบหนีจากสถานการณ์นั้น  พวกเขากล่าวว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงลิขิตและทรงทำนั้นดีงาม แต่ในที่ลับ พวกเขากลับเค้นสมอง พยายามใช้ทุกวิถีทางเพื่อพลิกสถานการณ์ และหลบหนีหรือเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ โดยกล่าวว่า “ฉันไม่ยอมเชื่อหรอกว่าชะตากรรมของฉันจะแย่ขนาดนี้ โชคของฉันจะเลวร้ายแบบนี้  ฉันไม่ยอมเชื่อหรอกว่าโลกนี้จะไม่เป็นธรรมถึงเพียงนี้ คนที่มีความสามารถอย่างฉันจะไม่ประสบความสำเร็จในท้ายที่สุด เวลาที่ฉันจะเฉิดฉายจะไม่มีวันมาถึง  ที่จริงแล้ว ชะตากรรมเป็นเพียงเปลือกที่ว่างเปล่า เป็นเพียงคำกล่าวเท่านั้น ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความพยายามและการดิ้นรนของตนเอง  ดังคำกล่าวที่ว่า ‘คนเราต้องสู้ทนความทุกข์ยากอันใหญ่หลวงที่สุดจึงจะเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด’  นี่คือหลักการที่สำคัญที่สุด ฉันไม่ควรลืมคำกล่าวนี้ ฉันต้องใช้คำกล่าวนี้เพื่อกระตุ้นตัวเอง”  พวกเขาพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้นดีงาม พระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือทุกสิ่ง และพวกเขานบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า แต่ในที่สุด พวกเขากลับกล่าวว่า “คนเราต้องสู้ทนความทุกข์ยากอันใหญ่หลวงที่สุดจึงจะเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด”  จากภายนอก พวกเขาพูดคำพูดฝ่ายวิญญาณ แต่ในที่ลับ หลักการที่พวกเขานำมาใช้ ปฏิบัติ และทำตามคือปรัชญาสำหรับการดำรงชีวิตทางโลก ตรรกะ และการคิดอ่านของซาตาน  มีการนบนอบใดๆ หรือไม่?  (ไม่มี)  นี่คือวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์มอง เข้าใจ และรับมือกับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าเหนือสรรพสิ่ง  จากการสำแดงและตัวอย่างเหล่านี้ ศัตรูของพระคริสต์ยอมรับและเชื่อในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าเหนือสรรพสิ่ง หรือสงสัยและกล่าวโทษข้อเท็จจริงนี้?  (พวกเขาสงสัยและกล่าวโทษข้อเท็จจริงนี้)  ไม่ว่าพวกเขาจะพูดอย่างไรก็ตาม จากการสำแดงที่แท้จริงของพวกเขา ศัตรูของพระคริสต์ดูหมิ่นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าเหนือสรรพสิ่งและไม่เชื่อข้อเท็จจริงนี้  ศัตรูของพระคริสต์บางคนถึงกับกล่าวถ้อยคำที่ไร้สาระว่า “คุณไม่เพียรพยายามเพื่อสิ่งใด และเอาแต่รอคอยอธิปไตยของพระเจ้าอย่างนิ่งเฉยได้อย่างไร?  คุณต้องทำอาหารเองไม่ใช่หรือ?  คุณเอาแต่อ้าปากรอให้ขนมตกลงมาจากฟ้าได้หรือ?  ไม่ว่าพระเจ้าจะครองอธิปไตยอย่างไร ผู้คนก็ยังต้องพยายามอย่างหนักและลงมือทำไม่ใช่หรือ?”  ศัตรูของพระคริสต์ไม่เพียงแต่ไม่ยอมรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าเหนือสรรพสิ่งเท่านั้น แต่พวกเขายังปฏิเสธและตีความเรื่องนี้อย่างผิดๆ อีกด้วย  จุดประสงค์ของพวกเขาในการตีความเรื่องนี้อย่างผิดๆ คืออะไร?  พวกเขากำลังมองหาเหตุผลพื้นฐานและข้ออ้างในการต่อสู้อย่างไร้ยางอายเพื่อผลประโยชน์ทั้งหมดที่พวกเขาอยากได้อยากมี  จากการสำแดงต่างๆ ของศัตรูของพระคริสต์ มุมมองที่แท้จริงของพวกเขาต่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าเหนือสรรพสิ่งคืออะไร?  การไม่เชื่อ การปฏิเสธ และการกล่าวโทษ—นี่คือมุมมองที่แท้จริงของพวกเขา

ในสองประเด็นที่พวกเราสามัคคีธรรมกันในวันนี้ พวกเราได้ชำแหละการสำแดงของการที่ศัตรูของพระคริสต์ไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้าเป็นหลัก  หลังจากได้ฟังสามัคคีธรรมนี้แล้ว พวกเจ้าได้รับความเข้าใจใดๆ บ้างหรือไม่?  ผู้คนแบบใดที่มีปัญหาเหล่านี้?  คนประเภทใดที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์แต่ไม่มีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ และสามารถเปลี่ยนแปลงได้?  ผู้คนแบบใดที่มีปัญหาเช่นเดียวกัน แต่มีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เป็นศัตรูของพระเจ้าตลอดกาล และไม่ใช่เป้าหมายของความรอดแต่เป็นเป้าหมายของการทำลายล้าง?  พวกเจ้ามีการสำแดงเหล่านี้ด้วยหรือไม่?  พวกเจ้ารู้สึกว่าพวกเจ้าสามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่?  พวกเจ้าสามารถยอมรับความจริงและใช้ความจริงเพื่อเปลี่ยนแปลงและแทนที่ความคิดเหล่านี้ได้หรือไม่?  (ได้)  ผู้คนแบบใดที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้?  มีคนประเภทหนึ่งที่เมื่อเห็นผู้ไม่มีความเชื่อใช้ชีวิตอย่างหรูหรา อาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ที่ตกแต่งภายในเหมือนพระราชวัง และมีรถหรูหลายคัน ก็เกิดความลุ่มหลงและคร่ำครวญว่า “การร่ำรวย การเป็นข้าราชการ การมีความสามารถนั้นดีจริงๆ!  ทำไมเขาเก่งขนาดนี้?  ทำไมเขาโชคดีขนาดนี้?  เขาหาเงินมาได้อย่างไร?”  เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาเห็นคนที่มีสถานะทางสังคม พวกเขาก็จะยกยอปอปั้น ประจบประแจง และพยายามเอาอกเอาใจคนเหล่านั้นเป็นพิเศษ เต็มใจทำทุกอย่างเพื่อคนเหล่านั้น และยอมเป็นทาสรับใช้ในทุกระดับ  พวกเขารักกระแสนิยมชั่วในสังคมเป็นพิเศษและปรารถนาที่จะเป็นส่วนหนึ่งของกระแสนิยมเหล่านั้นอยู่บ่อยครั้ง รู้สึกเป็นทุกข์เมื่อความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาขัดขวางไม่ให้พวกเขาทำเช่นนั้น  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขารู้สึกว่าตนถูกโลกทอดทิ้ง พวกเขารู้สึกโดดเดี่ยว ไร้ที่พึ่ง ไม่มีสิ่งใดมาค้ำจุนพวกเขา ไม่สามารถหาความชูใจ และมักจะรู้สึกใจสลาย  คนอีกประเภทหนึ่งรู้สึกชื่นชมอย่างมากเมื่อเห็นผู้ที่มีเงินและอำนาจประสบความสำเร็จในขณะที่จัดการกิจธุระของตนในสังคม และมักจะยกย่องโดยกล่าวว่า “พวกเขาฆ่าคนตาย แต่เพราะมีเงินและเส้นสาย พวกเขาจึงติดคุกเพียงไม่กี่วันแล้วก็ออกมา  นั่นคือความสามารถที่แท้จริง!”  พวกเขาเคารพและยกย่องผู้คนประเภทนี้ในสังคมเป็นอย่างสูง  ส่วนคนอีกประเภทหนึ่งให้ความสนใจเป็นพิเศษและใส่ใจอย่างลึกซึ้งต่อหัวข้อทางการเมืองที่อ่อนไหวในสังคม และถึงขั้นต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมและทุ่มเทตนเองให้กับกิจธุระบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับการเมืองจริงๆ  ลึกๆ แล้ว ผู้คนประเภทนี้และประเภทอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกัน มีท่าทีต่อพระเจ้าเหมือนกับศัตรูของพระคริสต์ กล่าวคือ พวกเขาไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้า พวกเขาไม่ยอมรับอัตลักษณ์ของพระเจ้า หรือข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง  ผู้คนเหล่านี้เป็นพวกเดียวกับศัตรูของพระคริสต์  พวกเขาไม่ได้เป็นของคริสตจักรหรือพระนิเวศของพระเจ้า และจะถูกชำระออกไปในที่สุด  พวกเขาไม่สามารถเข้ากับบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าได้ และเส้นทางที่พวกเขาเดินก็ขัดแย้งกับข้อกำหนดของพระเจ้า  ผู้คนเหล่านี้ล้วนเป็นอันตราย แม้ว่าพวกเขาจะยังไม่ได้ทำความชั่วใดๆ และยังไม่ได้ปฏิเสธ ตัดสิน หรือกล่าวโทษพระเจ้าอย่างเปิดเผย หรือชักพาผู้คนให้หลงผิดและแก่งแย่งสถานะในคริสตจักรอย่างเปิดเผย แต่พวกเขาก็มีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ เพราะโดยพื้นฐานแล้ว พวกเขาไม่ยอมรับอัตลักษณ์ของพระเจ้า และยิ่งไม่ยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง  พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของกำลังบังคับที่เลวร้ายและเป็นส่วนหนึ่งของพวกซาตาน  พวกเขายกย่องความเลวร้าย และความเห็นนอกรีตหรือเหตุผลวิบัติใดๆ ที่หมู่มารและซาตานส่งเสริม ตลอดจนกระแสนิยมชั่วร้ายที่ผุดขึ้นมา เป็นที่นิยม หรือแพร่กระจายในโลก  พวกเขาไม่ได้เป็นของพระนิเวศของพระเจ้าหรือคริสตจักร และไม่ใช่เป้าหมายแห่งความรอดของพระเจ้า  ผู้คนเหล่านี้คือศัตรูที่แท้จริงของพระเจ้า พวกเขาคือศัตรูของพระคริสต์

14 พฤศจิกายน ค.ศ. 2020

ก่อนหน้า: ประการที่สิบสี่: พวกเขาปฏิบัติต่อพระนิเวศของพระเจ้าประหนึ่งแดนครอบครองส่วนบุคคลของพวกเขาเอง

ถัดไป: บทแทรก สี่: สรุปลักษณะนิสัยของพวกศัตรูของพระคริสต์และแก่นนิสัยของพวกเขา (ภาคที่หนึ่ง)

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger