ประการที่สิบสี่: พวกเขาปฏิบัติต่อพระนิเวศของพระเจ้าประหนึ่งแดนครอบครองส่วนบุคคลของพวกเขาเอง

ในการชุมนุมครั้งก่อน พวกเราได้สามัคคีธรรมถึงข้อเท็จจริงที่ว่า นอกเหนือจากการควบคุมหัวใจของผู้คนแล้ว ศัตรูของพระคริสต์ยังควบคุมการเงินของคริสตจักรอีกด้วย  ประเด็นหลักที่พวกเราสามัคคีธรรมถึงมีอะไรบ้าง?  (พวกเราสามัคคีธรรมถึงสองประเด็นหลัก ประเด็นแรกคือการให้ลำดับความสำคัญกับการที่พวกเขาได้ครอบครองและใช้ทรัพย์สินของคริสตจักร ในขณะที่ประเด็นที่สองคือผลาญ เบียดบัง ให้ยืม หลอกใช้ และขโมยของถวาย)  พวกเราได้สามัคคีธรรมถึงประเด็นหลักสองประเด็นนี้  วันนี้พวกเราจะสามัคคีธรรมถึงประการที่สิบสี่ของการสำแดงต่างๆ ของศัตรูของพระคริสต์ นั่นคือ พวกเขาปฏิบัติต่อพระนิเวศของพระเจ้าประหนึ่งแดนครอบครองส่วนบุคคลของพวกเขาเอง  ในข้อนี้ พวกเรามาดูกันว่าศัตรูของพระคริสต์มีการสำแดงใดบ้างที่พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขามีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์  พวกเขาปฏิบัติต่อพระนิเวศของพระเจ้าประหนึ่งแดนครอบครองส่วนบุคคลของพวกเขาเอง เมื่อมองอย่างผิวเผิน คำสองคำนี้—“พระนิเวศของพระเจ้า” และ “แดนครอบครองส่วนบุคคล”—ไม่ได้เป็นการบ่งบอกเลยว่าศัตรูของพระคริสต์สามารถทำชั่วอย่างไรได้บ้าง  การกล่าวว่า “ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระนิเวศของพระเจ้าเหมือนเป็นบ้านของพวกเขาเอง” ไม่ได้แสดงให้เห็นภายนอกว่า “บ้าน” นี้หมายถึงสิ่งใดกันแน่ เป็นสิ่งที่เป็นบวกหรือเป็นลบ ใช้เป็นคำชมเชยหรือคำดูถูก  แต่การเปลี่ยนคำว่า “บ้าน” เป็น “แดนครอบครองส่วนบุคคล” นั้นบ่งบอกว่ามีปัญหาบางอย่างใช่หรือไม่?  ก่อนอื่น “แดนครอบครองส่วนบุคคล” บอกอะไรแก่พวกเรา?  (ศัตรูของพระคริสต์ต้องการมีสิทธิ์ในการตัดสินใจชี้ขาด)  มีอะไรอีก?  (พวกเขาปฏิบัติต่อพระนิเวศของพระเจ้าประหนึ่งเขตอิทธิพลของพวกเขาเอง บ่มเพาะพวกพ้องและผู้คนจากครัวเรือนของพวกเขาเอง แล้วจากนั้นก็เข้าควบคุมคริสตจักร)  นี่ก็เป็นการสำแดงอย่างหนึ่งของศัตรูของพระคริสต์เช่นกัน  มีอะไรอีกหรือไม่?  ความหมายผิวเผินของวลีนี้บ่งชี้ว่านี่คือเขตอิทธิพลของศัตรูของพระคริสต์ นี่คือสถานที่ซึ่งศัตรูของพระคริสต์ใช้อำนาจและครอบงำ เป็นสถานที่ซึ่งทุกสิ่งถูกควบคุม ผูกขาด และจำกัดโดยศัตรูของพระคริสต์ เป็นสถานที่ซึ่งศัตรูของพระคริสต์เป็นผู้มีอำนาจสั่งการใช่หรือไม่?  (ใช่)  พวกเราสามารถตีความหมายของวลีดังกล่าวเช่นนี้ได้ เพราะในการหารือกันก่อนหน้านี้ถึงการสำแดงนานาประการของศัตรูของพระคริสต์ พวกเราได้สามัคคีธรรมเกี่ยวกับการชำแหละและการเปิดโปงแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ไปมากมาย  สิ่งสำคัญที่สุดในบรรดาการสำแดงเหล่านี้คือความพยายามของศัตรูของพระคริสต์ที่จะควบคุมผู้คนและใช้อำนาจ—แต่แน่นอนว่า ยังมีการสำแดงอื่นๆ อีกมากมายเช่นกัน

ดังนั้น บัดนี้เมื่อพวกเราได้สามัคคีธรรมถึงความหมายทั่วไปของการที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้อำนาจแบบ “แดนครอบครองส่วนบุคคล” แล้ว พวกเรามาสามัคคีธรรมกันเถิดว่า “พระนิเวศของพระเจ้า” หมายถึงสิ่งใดกันแน่  พวกเจ้ามีแนวคิดว่าพระนิเวศของพระเจ้าคืออะไรหรือไม่—พวกเจ้าสามารถให้คำนิยามที่ถูกต้องแม่นยำได้หรือไม่?  กลุ่มพี่น้องชายหญิงที่มารวมตัวกัน—นี่คือพระนิเวศของพระเจ้าใช่หรือไม่?  การชุมนุมหรือการรวมตัวของผู้คนที่ติดตามพระคริสต์และพระเจ้าถือเป็นพระนิเวศของพระเจ้าหรือไม่?  การชุมนุมที่รวมทั้งบรรดาผู้นำคริสตจักร มัคนายก และผู้นำทีมต่างๆ ถือเป็นพระนิเวศของพระเจ้าหรือไม่?  (ไม่ใช่)  พระนิเวศของพระเจ้าคืออะไรกันแน่?  (มีเพียงคริสตจักรที่พระคริสต์ทรงปกครองเท่านั้นที่เป็นพระนิเวศของพระเจ้า)  (มีเพียงการชุมนุมของผู้คนที่ยึดเอาพระวจนะของพระเจ้าเป็นหลักธรรมของการปฏิบัติของตนเท่านั้นที่ถือเป็นพระนิเวศของพระเจ้าได้)  คำนิยามสองประการนี้ถูกต้องแม่นยำหรือไม่?  พวกเจ้าไม่สามารถอธิบายได้  แม้จะฟังคำเทศนามามากมายแล้ว พวกเจ้าก็ยังไม่สามารถให้คำนิยามที่เรียบง่ายเช่นนี้ได้  เห็นได้ชัดว่า ปกติแล้วพวกเจ้าไม่มีนิสัยที่จะให้ความสำคัญกับคำศัพท์และถ้อยคำฝ่ายวิญญาณเหล่านี้และไม่พิจารณาอย่างที่ควรจะเป็น  พวกเจ้าช่างสะเพร่าเสียจริง!  ดังนั้น จงคิดทบทวนดูเถิดว่า พระนิเวศของพระเจ้าคืออะไรกันแน่?  หากนิยามในทางทฤษฎี พระนิเวศของพระเจ้าก็คือสถานที่ที่ความจริงปกครอง เป็นการรวมตัวของผู้คนที่ถือเอาพระวจนะของพระเจ้าเป็นหลักธรรมของการปฏิบัติของพวกเขา  ในกรณีนี้ การที่ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระนิเวศของพระเจ้าประหนึ่งแดนครอบครองส่วนบุคคลของพวกเขาจึงเป็นปัญหา พวกเขากำลังปฏิบัติต่อการชุมนุมของพี่น้องชายหญิงที่ติดตามพระเจ้าประหนึ่งเขตอิทธิพลส่วนบุคคลของพวกเขาเอง ประหนึ่งสถานที่และเป้าหมายในการที่พวกเขาใช้อำนาจของพวกเขา  นี่คือความหมายตามตัวอักษรที่สามารถแยกแยะได้จากการที่ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระนิเวศของพระเจ้าประหนึ่งแดนครอบครองส่วนบุคคลของพวกเขา  ไม่ว่าเจ้าจะอธิบายหรือมองจากมุมใด การที่ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระนิเวศของพระเจ้าประหนึ่งแดนครอบครองส่วนบุคคลของพวกเขาแสดงให้เห็นถึงแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาที่พยายามชักพาผู้คนให้หลงผิดและควบคุมผู้คน รวมทั้งกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ  พระนิเวศของพระเจ้าคือสถานที่ซึ่งพระเจ้าทรงพระราชกิจและตรัส เป็นสถานที่ซึ่งพระเจ้าทรงช่วยผู้คนให้รอด เป็นสถานที่ซึ่งประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ และบรรลุความรอด เป็นสถานที่ซึ่งน้ำพระทัยและเจตนารมณ์ของพระเจ้าสามารถดำเนินการไปได้โดยไร้การขัดขวาง และเป็นสถานที่ซึ่งแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าสามารถนำไปปฏิบัติและทำให้ลุล่วงได้  โดยสรุปแล้ว พระนิเวศของพระเจ้าคือสถานที่ที่พระเจ้าทรงครองอำนาจ เป็นสถานที่ที่พระวจนะของพระเจ้าและความจริงปกครอง ไม่ใช่สถานที่ที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งใช้อำนาจและดำเนินกิจการส่วนบุคคลของตนเองเพื่อสัมฤทธิ์ความอยากหรือแผนการอันยิ่งใหญ่ของตนเอง  อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำนั้นตรงกันข้ามกับสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการอย่างสิ้นเชิง พวกเขาไม่ใส่ใจและไม่นำพาต่อสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการจะทำ พวกเขาไม่สนใจว่าพระวจนะของพระเจ้าจะบังเกิดผลในหมู่ผู้คนหรือไม่ และผู้คนจะสามารถเข้าใจ ปฏิบัติ และมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าและหลักธรรมความจริงหรือไม่ พวกเขาคำนึงแค่ว่าพวกเขาจะมีสถานะ อำนาจ และมีสิทธิ์ชี้ขาดในการตัดสินใจหรือไม่ เจตนา ความคิด และความอยากของพวกเขาจะสามารถกลายเป็นจริงในหมู่ผู้คนได้หรือไม่  กล่าวคือ ภายในเขตอิทธิพลของพวกเขา มีกี่คนที่รับฟังคำพูดของพวกเขาและเชื่อฟังพวกเขา และพวกเขามีภาพลักษณ์ ความมีหน้ามีตา และอำนาจแบบใด—สิ่งเหล่านี้คือสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่พวกเขาพยายามจัดการ และสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่พวกเขาใส่ใจมากที่สุดในหัวใจของพวกเขา  พระเจ้าตรัสและทรงพระราชกิจท่ามกลางมนุษย์ พระองค์ทรงช่วยผู้คนให้รอด ทรงนำผู้คน และทรงจัดเตรียมให้ผู้คน พระองค์ทรงชี้แนะให้พวกเขามาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์ เข้าสู่ความเป็นจริงความจริงทีละก้าว และบรรลุการนบนอบพระเจ้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป  ทุกสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำนั้นสวนทางกับสิ่งนี้อย่างสิ้นเชิง  พระเจ้าทรงนำผู้คนให้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า แต่ศัตรูของพระคริสต์กลับแก่งแย่งผู้คนเหล่านี้กับพระเจ้า และพยายามนำพวกเขามาอยู่เบื้องหน้าตนเอง  พระเจ้าทรงชี้แนะผู้คนในการเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า และนบนอบอำนาจครอบครองของพระเจ้าไปทีละก้าว ส่วนศัตรูของพระคริสต์พยายามควบคุมผู้คนทีละขั้น กุมความเคลื่อนไหวของผู้คน และนำผู้คนมาอยู่ภายใต้อำนาจของตนเองอย่างมั่นคง  โดยสรุปแล้ว ทุกสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำก็เพื่อเปลี่ยนผู้ติดตามพระเจ้าให้กลายเป็นผู้ติดตามของตน หลังจากที่พวกเขาเอาชนะใจผู้คนที่เลอะเลือนซึ่งไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงเหล่านั้นให้มาอยู่ภายใต้อำนาจของตน พวกเขาก็ก้าวไปอีกขั้น และพยายามทุกวิถีทางที่จะเอาชนะใจบรรดาผู้ที่สามารถติดตามพระเจ้าและทำหน้าที่ของตนอย่างจงรักภักดีให้มาอยู่ภายใต้อำนาจของตน ทำให้ทุกคนในคริสตจักรฟังสิ่งที่พวกเขาพูด และทำให้ผู้คนใช้ชีวิต กระทำการ ประพฤติปฏิบัติ และทำทุกสิ่งตามความปรารถนาของศัตรูของพระคริสต์ เพื่อให้ท้ายที่สุดแล้ว ผู้คนจะเชื่อฟังทุกสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์พูด เชื่อฟังความปรารถนาของพวกเขา และเชื่อฟังข้อเรียกร้องของพวกเขา  กล่าวคือ ไม่ว่าพระเจ้าทรงปรารถนาที่จะทำสิ่งใด ไม่ว่าพระเจ้าทรงปรารถนาที่จะสัมฤทธิ์ผลเช่นใด นั่นก็คือผลลัพธ์ที่ศัตรูของพระคริสต์ปรารถนาที่จะสัมฤทธิ์ด้วยเช่นกัน  ผลลัพธ์ที่พวกเขาปรารถนาที่จะสัมฤทธิ์ไม่ใช่การทำให้ผู้คนมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและนมัสการพระเจ้า แต่เป็นการมาอยู่เบื้องหน้าพวกเขา และบูชาพวกเขา  สรุปแล้ว เมื่อศัตรูของพระคริสต์มีอำนาจ พวกเขาจะพยายามควบคุมทุกคนและทุกสิ่งภายในเขตอิทธิพลของตน พวกเขาพยายามควบคุมขอบเขตที่ตนสามารถทำได้ พวกเขาพยายามทำให้คริสตจักร พระนิเวศของพระเจ้า และบรรดาผู้ที่ติดตามพระเจ้ากลายเป็นขอบเขตที่พวกเขาใช้อำนาจและสามารถปกครองได้  กล่าวคือ พระเจ้าทรงนำผู้คนมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ ในขณะที่ศัตรูของพระคริสต์ชักพาผู้คนให้หลงผิดและยังต้องการนำผู้คนเหล่านั้นมาอยู่เบื้องหน้าตนเองอีกด้วย  เป้าหมายของศัตรูของพระคริสต์ในการทำทั้งหมดนี้คือการทำให้ผู้ติดตามพระเจ้ากลายเป็นผู้ติดตามของตน เพื่อเปลี่ยนพระนิเวศของพระเจ้าและคริสตจักรให้กลายเป็นบ้านของพวกเขาเอง  ในเมื่อศัตรูของพระคริสต์มีแรงจูงใจและแก่นแท้เหล่านี้ พวกเขามีการสำแดงและพฤติกรรมเฉพาะใดบ้างที่บ่งชี้ว่าศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้คือศัตรูของพระคริสต์ บ่งชี้ว่าพวกเขาคือศัตรูของพระเจ้า บ่งชี้ว่าพวกเขาคือพวกปีศาจและเหล่าซาตานที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้าและความจริง?  ต่อไป พวกเราจะชำแหละอย่างเป็นรูปธรรมว่าศัตรูของพระคริสต์มีการสำแดงและแนวทางเฉพาะแบบใดบ้างที่พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาปฏิบัติต่อพระนิเวศของพระเจ้าประหนึ่งแดนครอบครองส่วนบุคคลของพวกเขาเอง

I. พวกศัตรูของพระคริสต์ผูกขาดอำนาจ

พวกเรามักสามัคคีธรรมถึงการสำแดงแรกที่แสดงให้เห็นว่าศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระนิเวศของพระเจ้าประหนึ่งแดนครอบครองส่วนบุคคลของพวกเขาเองอย่างไรอยู่บ่อยครั้ง และนี่คือการสำแดงอันเป็นแก่นแท้ซึ่งมีเฉพาะในศัตรูของพระคริสต์ กล่าวคือ ศัตรูของพระคริสต์รักสถานะมากกว่าสิ่งใด  เหตุใดพวกเขาจึงรักสถานะมากที่สุด?  สถานะเป็นตัวแทนของสิ่งใด?  (อำนาจ)  ถูกต้อง—นี่คือกุญแจสำคัญ  มีเพียงสถานะเท่านั้นที่ทำให้พวกเขามีอำนาจได้ และมีเพียงอำนาจเท่านั้นที่ทำให้พวกเขาทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จได้อย่างง่ายดาย มีเพียงอำนาจเท่านั้นที่ทำให้ความอยาก ความทะเยอทะยาน และเป้าหมายต่างๆ ของพวกเขาเป็นจริงและกลายเป็นความเป็นจริงได้  ดังนั้น ศัตรูของพระคริสต์จึงเจ้าเล่ห์มาก พวกเขามองเห็นเรื่องดังกล่าวได้อย่างแจ่มแจ้ง หากพวกเขาจะทำให้พระนิเวศของพระเจ้าเป็นแดนครอบครองส่วนบุคคลของตน พวกเขาต้องผูกขาดอำนาจเสียก่อน  นี่คือการสำแดงที่โดดเด่น  ในบรรดาศัตรูของพระคริสต์ที่พวกเจ้าเคยพบเจอ เคยได้ยิน หรือเคยเห็นด้วยตาของพวกเจ้าเอง มีใครบ้างที่ไม่พยายามผูกขาดอำนาจ?  ไม่ว่าพวกเขาจะใช้วิธีการใด ไม่ว่าจะด้วยความลื่นไหลและความเจ้าเล่ห์ ด้วยการวางตัวสุขุมและมีอัธยาศัยดีจากภายนอก หรือด้วยการใช้วิธีการที่ชั่วช้ายิ่งขึ้นและต่ำทรามเป็นพิเศษ หรือด้วยความรุนแรง ศัตรูของพระคริสต์มีเป้าหมายเพียงประการเดียว นั่นคือ การครอบครองสถานะแล้วจากนั้นก็กุมอำนาจ  ด้วยเหตุนี้ สิ่งแรกที่เราต้องการสามัคคีธรรมก็คือ ศัตรูของพระคริสต์พยายามที่จะผูกขาดอำนาจเหนือสิ่งอื่นใด  ความอยากมีอำนาจของศัตรูของพระคริสต์นั้นมากกว่าผู้คนปกติ เหนือกว่าผู้คนธรรมดาทั่วไปที่มีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม  คนธรรมดาทั่วไปที่มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเพียงต้องการให้ผู้อื่นยกย่องตน ให้มีความคิดเห็นในทางที่ดีต่อตน พวกเขารักที่จะเป็นต่อเวลาพูดคุย แต่พวกเขาไม่ได้เจ็บปวดมากนักหากไม่มีอำนาจและการบูชาจากผู้คน พวกเขาสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ไม่ว่าจะมีสิ่งเหล่านั้นหรือไม่ก็ตาม พวกเขามีความชื่นชอบและกระหายอำนาจอยู่บ้าง แต่ไม่ถึงระดับเดียวกับศัตรูของพระคริสต์  แล้วระดับที่ว่านั้นคือระดับใด?  หากไร้ซึ่งจากอำนาจ พวกเขาจะอยู่ในสภาวะวิตกกังวลอยู่ตลอดเวลา พวกเขาไม่อาจพบความสงบสุข พวกเขาทนทุกข์จากการกินไม่ได้นอนไม่หลับ ทุกๆ วันดูเหมือนจะนำมาซึ่งความเบื่อหน่ายและความกระสับกระส่ายเท่านั้น และในหัวใจของพวกเขา พวกเขารู้สึกราวกับมีบางสิ่งที่ตนไม่สามารถสัมฤทธิ์ และมีบางสิ่งที่ตนได้สูญเสียไปแล้ว  มนุษย์ที่เสื่อมทรามธรรมดาทั่วไปมีความสุขที่มีอำนาจ แต่ก็ไม่เสียใจจนเกินไปหากไร้ซึ่งอำนาจนั้น พวกเขาอาจจะรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่พวกเขาก็พอใจที่จะเป็นคนธรรมดาด้วยเช่นกัน  หากศัตรูของพระคริสต์ต้องเป็นคนธรรมดา พวกเขาไม่อาจอยู่ได้ พวกเขาไม่อาจดำเนินชีวิตต่อไปได้ ราวกับว่าพวกเขาสูญเสียทิศทางและจุดมุ่งหมายในชีวิตของตนไปแล้ว พวกเขาไม่รู้ว่าจะเดินต่อไปบนเส้นทาง—ชีวิต—เบื้องหน้าได้อย่างไร  พวกเขารู้สึกว่าเมื่อมีสถานะเท่านั้น ชีวิตของพวกเขาจึงจะเต็มไปด้วยความสว่าง เมื่อมีสถานะและอำนาจเท่านั้น ชีวิตจึงจะรุ่งโรจน์ สงบสุข และมีความสุข  เรื่องนี้แตกต่างจากคนปกติมิใช่หรือ?  เมื่อพวกเขามีสถานะ ศัตรูของพระคริสต์ก็เริ่มตื่นเต้นผิดปกติ  ผู้อื่นเห็นเช่นนี้และคิดว่า เหตุใดพวกเขาจึงต่างไปจากเมื่อก่อน?  เหตุใดพวกเขาจึงดูเปล่งปลั่งและยิ้มแย้มแจ่มใสนัก?  เหตุใดพวกเขาจึงมีความสุขเหลือเกิน?  เมื่อถามดู ก็ปรากฏว่าเป็นเพราะพวกเขามีสถานะ พวกเขามีอำนาจ พวกเขามีสิทธิ์ตัดสินใจชี้ขาด พวกเขาสามารถชี้นิ้วสั่งผู้คนได้ พวกเขาสามารถใช้อำนาจ พวกเขามีเกียรติ และพวกเขามีผู้ติดตาม  เมื่อพวกเขามีสถานะและอำนาจ บางสิ่งในทัศนคติทางความคิดของศัตรูของพระคริสต์ก็เปลี่ยนแปลงไป

ความอยากมีอำนาจของศัตรูของพระคริสต์บ่งชี้ให้เห็นว่าแก่นแท้ของพวกเขาไม่ใช่แก่นแท้ธรรมดา ไม่ใช่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามธรรมดาทั่วไป  ดังนั้น ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ท่ามกลางผู้ใด ศัตรูของพระคริสต์ก็พยายามหาทางที่จะโดดเด่น อวดตน โฆษณาตัวเอง ทำให้ทุกคนเห็นคุณความดีและคุณธรรมของตน และให้ความสนใจตน รวมทั้งเพื่อให้ตนได้มาซึ่งตำแหน่งบางตำแหน่งในคริสตจักร  เมื่อมีการเลือกตั้งในคริสตจักร ศัตรูของพระคริสต์ย่อมสัมผัสได้ว่าโอกาสของตนมาถึงแล้ว นั่นคือ โอกาสที่จะโฆษณาตัวเอง ทำให้ความปรารถนาของตนกลายเป็นความเป็นจริง และสนองความอยากของตนได้มาถึงแล้ว  พวกเขาทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้รับเลือกเป็นผู้นำ พวกเขาทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ โดยเชื่อว่าการได้มาซึ่งอำนาจจะทำให้พวกเขาทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จได้ง่ายขึ้น  เหตุใดการทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จจึงจะง่ายขึ้น?  เมื่อศัตรูของพระคริสต์ไม่มีอำนาจ ก็เป็นไปได้มากที่เจ้าจะไม่อาจค้นพบความทะเยอทะยาน ความอยาก และแก่นแท้ของพวกเขาจากรูปลักษณ์ภายนอกได้ เพราะพวกเขาซ่อนสิ่งเหล่านั้นไว้ และเสแสร้ง เพื่อให้เจ้าไม่อาจมองเห็นพวกเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง  แต่สิ่งแรกที่พวกเขาทำเมื่อได้รับสถานะและมีอำนาจคืออะไร?  พวกเขาพยายามที่จะค้ำจุนสถานะของตน ขยายและเสริมสร้างอำนาจในมือของตนมั่นคง  แล้วพวกเขาใช้วิธีการใดเพื่อเสริมสร้างอำนาจของตนมั่นคงและค้ำจุนสถานะของพวกเขา?  ศัตรูของพระคริสต์มีวิธีการมากมาย พวกเขาจะไม่ยอมพลาดโอกาสเช่นนี้ พวกเขาจะไม่อยู่เฉยเมื่อพวกเขายึดอำนาจมาแล้ว  สำหรับพวกเขา การมาถึงของโอกาสเช่นนี้คือช่วงเวลาแห่งความสุขที่ยิ่งใหญ่—รวมทั้งเป็นเวลาที่พวกเขานำความเจ้าเล่ห์ของตนมาใช้ และแสดงความสามารถของตนอย่างเต็มที่  หลังจากศัตรูของพระคริสต์ได้รับเลือก เขาจะคัดกรองครอบครัวสายตรงและญาติพี่น้องของตนเสียก่อน เพื่อตรวจสอบดูว่าใครมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเขา ใครพยายามเข้าหาเขา ใครสนิทกับเขา และใครเข้ากับเขาได้และพูดจาภาษาเดียวกัน  เขายังตรวจสอบอีกด้วยว่าใครซื่อตรง ใครจะไม่เข้าข้างเขา ใครจะรายงานเขาหากเขาทำสิ่งที่ขัดต่อกฎและหลักธรรมของพระนิเวศของพระเจ้า—คนเหล่านี้คือคนที่เขาจะคัดออก  หลังจากคัดกรองคนเหล่านั้นแล้ว เขาก็คิดว่า “ญาติส่วนใหญ่ของฉันมีความสัมพันธ์ที่ดีกับฉัน พวกเราเข้ากันได้ พวกเราพูดจาภาษาเดียวกัน ถ้าพวกเขากลายมาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของ​ฉันและฉันใช้งานพวกเขาได้ อิทธิพลของฉันก็จะเพิ่มพูนขึ้นไม่ใช่หรือ?  และนี่จะทำให้สถานะของฉันภายในคริสตจักรมั่นคงไม่ใช่หรือ?  ดังคำกล่าวที่ว่า ‘ส่งเสริมคนเก่งโดยไม่ละเลยญาติพี่น้อง’  ข้าราชการที่ไม่มีความเชื่อล้วนต้องพึ่งพาเพื่อนสนิทและผู้ร่วมงานของตนให้ช่วยเหลือ—ในเมื่อตอนนี้ฉันเป็นผู้มีตำแหน่งแล้ว ฉันก็ต้องทำเช่นเดียวกัน นี่เป็นความคิดที่ดี  ก่อนอื่น ฉันต้องส่งเสริมญาติพี่น้องของตัวเอง  ส่วนภรรยาและลูกๆ ของฉันนั้นไม่จำเป็นต้องพูดถึง สิ่งแรกที่ฉันจะทำคือจัดแจงตำแหน่งบางตำแหน่งให้พวกเขา  ภรรยาของฉันจะทำอะไรดี?  การดูแลของถวายในคริสตจักรเป็นหน้าที่ที่จำเป็นและสำคัญ—อำนาจทางการเงินต้องอยู่ในมือของพวกเรา เมื่อนั้นเท่านั้นฉันจึงจะใช้จ่ายเงินได้อย่างอิสระและง่ายดาย  เงินนี้จะไปอยู่ในมือของคนนอกไม่ได้ ถ้าเป็นเช่นนั้น ท้ายที่สุดแล้วเงินก็จะเป็นของเขา และการใช้จ่ายก็จะถูกตรวจสอบและควบคุม ซึ่งไม่สะดวกเอาเสียเลย  คนที่จัดการบัญชีอยู่ในปัจจุบันอยู่ข้างฉันหรือเปล่า?  ภายนอกเขาดูเหมือนจะดี แต่ใครจะรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ข้างใน  ไม่ได้ ฉันต้องคิดหาทางเปลี่ยนตัวเขาและให้ภรรยาของฉันจัดการบัญชีพวกนั้น”  ศัตรูของพระคริสต์ปรึกษาเรื่องนี้กับภรรยาของเขา ซึ่งเธอกล่าวว่า “เยี่ยมไปเลย!  ในเมื่อตอนนี้คุณเป็นผู้นำคริสตจักรแล้ว คุณก็มีสิทธิ์ตัดสินชี้ขาดเรื่องของถวายในคริสตจักรไม่ใช่หรือ?  คุณเป็นคนตัดสินใจว่าใครจะรับผิดชอบของถวายพวกนั้น”  ศัตรูของพระคริสต์กล่าวว่า “แต่ตอนนี้ยังไม่มีวิธีที่ดีในการกำจัดคนที่จัดการบัญชีในปัจจุบันได้เลย”  ภรรยาของเขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “นั่นเป็นเรื่องง่ายไม่ใช่หรือ?  บอกไปว่าเขาทำงานนี้มานานเกินไปแล้ว  แบบนี้ไม่ดีหรอก อาจมีหนี้เสีย บัญชียุ่งเหยิง หรือเรื่องทุจริตก็ได้ เวลาใครสักคนได้รับความไว้วางใจให้ทำบางสิ่งมาเป็นเวลานานย่อมเกิดความผิดพลาดขึ้นได้ง่าย พอเวลาผ่านไป เขาก็รู้สึกว่าตนมีต้นทุน และเลิกรับฟังคนอื่น  ยิ่งไปกว่านั้น คนที่จัดการบัญชีก็ค่อนข้างมีอายุ เขาย่อมเลอะเลือนได้ง่ายและหลงลืมสิ่งต่างๆ อยู่เป็นประจำ  หากมีความผิดพลาดจากการพลั้งเผลอใดๆ ก็จะนำไปสู่ความสูญเสีย  นี่เป็นหน้าที่ที่สำคัญมาก—เขาต้องถูกเปลี่ยนตัว”  แล้วใครควรเป็นคนพูดว่าเขาต้องถูกเปลี่ยนตัว?  การพูดคุยเรื่องการเปลี่ยนตัวคนคนนี้ย่อมไม่สามารถออกจากปากของเขาในฐานะผู้นำคริสตจักรได้ ต้องปล่อยให้พี่น้องชายหญิงเป็นคนเสนอแนะภรรยาของศัตรูของพระคริสต์ด้วยตัวพวกเขาเอง  เมื่อภรรยาของเขาได้ยื่นข้อเสนอของเธอแล้ว เธอก็ได้รับมอบหมายให้ดูแลของถวายในคริสตจักร  แต่หลักธรรมของคริสตจักรกำหนดว่า การเก็บรักษาของถวายไม่สามารถทำได้โดยคนเพียงคนเดียว แต่ต้องทำร่วมกันโดยคนสองหรือสามคน ซึ่งช่วยหลีกเลี่ยงไม่ให้ใครคนใดคนหนึ่งฉวยโอกาสจากช่องโหว่และยักยอกเงินของพระนิเวศของพระเจ้า  ดังนั้น ศัตรูของพระคริสต์จึงแนะนำลูกพี่ลูกน้องของตนให้มาร่วมเก็บรักษาของถวาย โดยกล่าวว่าเธอเป็นผู้เชื่อในพระเจ้ามาอย่างยาวนาน เคยถวายของถวายมากมาย มีหน้ามีตา และไว้วางใจได้  ทุกคนกล่าวว่า “สองคนนี้เป็นญาติของคุณ  ต้องมีคนนอกครอบครัวของคุณเข้ามามีส่วนร่วมด้วย”  ดังนั้น ศัตรูของพระคริสต์จึงแนะนำพี่น้องหญิงสูงอายุที่เลอะเลือนคนหนึ่งให้มาช่วยจัดการและควบคุมการเงิน  อันดับแรก ศัตรูของพระคริสต์นำการเงินมาอยู่ภายใต้การควบคุมของครอบครัวตน หลังจากนั้น ครอบครัวของเขาก็จะควบคุมเป็นพิเศษว่าเงินนี้จะถูกใช้จ่ายอย่างไรและมีรายละเอียดตื้นลึกหนาบางอย่างไร—การควบคุมทั้งหมดนี้อยู่ในมือของเขา

เมื่อได้ผูกขาดอำนาจทางการเงินและควบคุมทรัพย์สินแล้ว ศัตรูของพระคริสต์ได้สัมฤทธิ์เป้าหมายของตนหรือยัง?  ยัง  เรื่องสำคัญที่สุดคือการควบคุมผู้ดูแลงานต่างๆ ของคริสตจักร การดึงพวกเขามาอยู่ฝ่ายตน และการเป็นผู้มีอำนาจสั่งการ  ศัตรูของพระคริสต์รู้สึกว่านี่คือเรื่องสำคัญที่สุด เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการที่ผู้คนในแต่ละทีมที่อยู่ระดับล่างลงไปจะทำตามที่เขาพูดหรือไม่ และอำนาจของเขาแทรกซึมไปถึงระดับล่างสุดหรือไม่  แล้วเขาทำเช่นนี้ได้อย่างไร?  เขานำการปฏิรูปครั้งใหญ่มาใช้  ก่อนอื่น เขาสามัคคีธรรม และกล่าวว่างานของแต่ละทีมมีความผิดพลาดอย่างนั้นอย่างนี้  ตัวอย่างเช่น มีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นในฝ่ายวีดิทัศน์ และศัตรูของพระคริสต์กล่าวว่า “ปัญหาเหล่านี้เกิดจากผู้ดูแล  ความผิดพลาดอันใหญ่หลวงในงานของเขา และปัญหาใหญ่ที่เขาก่อขึ้นเป็นข้อพิสูจน์ว่าผู้ดูแลไม่เป็นไปตามมาตรฐาน และควรถูกเปลี่ยนตัว หากไม่เปลี่ยนตัว ย่อมไม่อาจทำงานนี้ได้อย่างถูกควร  ดังนั้น ใครจะมาแทนที่เขา?  พวกคุณมีใครในใจหรือไม่—พอจะมีผู้สมัครบ้างไหม?  ใครทำงานเก่งที่สุดในทีม?”  ทุกคนคิดทบทวนอย่างถี่ถ้วน และมีคนกล่าวว่า “มีพี่น้องชายคนหนึ่งที่เก่งมาก แต่ฉันไม่รู้ว่าเขาเหมาะสมหรือไม่”  ศัตรูของพระคริสต์ตอบว่า “หากคุณไม่รู้ ก็เลือกเขาไม่ได้  ผมจะแนะนำคนคนหนึ่งให้พวกคุณ  ลูกชายของผม—เขาอายุยี่สิบห้าปีและเรียนจบวิทยาการคอมพิวเตอร์ เรียนวิชาเอกทางด้านเทคนิคพิเศษและการผลิตวีดิทัศน์  เขาเป็นผู้เชื่อใหม่ในพระเจ้า และไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริงมากนัก แต่ทักษะทางวิชาชีพของเขาดีกว่าพวกคุณทุกคน  มีพวกคุณคนไหนเป็นมืออาชีพบ้างหรือไม่?”  และทุกคนก็ตอบว่า “พวกเราไม่ใช่คนที่คุณจะเรียกว่ามืออาชีพ แต่พวกเราก็ทำหน้าที่ของตัวเองมานานแล้ว และเข้าใจหลักธรรมในการทำงานนี้ของพระนิเวศของพระเจ้า  เขาเข้าใจหรือเปล่า?”  “ไม่สำคัญว่าเขาจะเข้าใจหรือไม่ เขาสามารถเรียนรู้ได้”  เรื่องนี้ฟังดูถูกต้องสำหรับทุกคน และทุกคนก็คล้อยตามสิ่งที่เขาพูด เห็นพ้องที่จะส่งเสริมใครก็ตามที่เขาต้องการ และด้วยเหตุนี้ หน้าที่สำคัญอีกหน้าที่หนึ่งจึงถูกควบคุมโดยศัตรูของพระคริสต์  ต่อมา ศัตรูของพระคริสต์ก็นึกขึ้นได้ว่างานข่าวประเสริฐเป็นงานที่สำคัญต่อพระนิเวศของพระเจ้า—และผู้ดูแลงานนี้ไม่ใช่คนที่อยู่ฝ่ายเขา  ต้องเปลี่ยนตัวผู้ดูแล  จะเปลี่ยนตัวผู้ดูแลอย่างไร?  ด้วยวิธีการเดียวกัน นั่นคือ การจับผิด  ศัตรูของพระคริสต์กล่าวว่า “ผลของผู้มีศักยภาพในการรับข่าวประเสริฐครั้งก่อนเป็นอย่างไรบ้าง?”  ใครสักคนตอบว่า “หลังจากเชื่อได้หนึ่งเดือน เขาก็ได้ยินโฆษณาชวนเชื่อบางอย่างที่เป็นลบและไปเชื่อสิ่งนั้นแทน เขาก็เลยไม่เชื่ออีกต่อไป”  ศัตรูของพระคริสต์ถามว่า “เขาเลิกเชื่อไปดื้อๆ แบบนั้นได้อย่างไร?  เป็นเพราะพวกคุณไม่ได้สามัคคีธรรมความจริงแห่งนิมิตให้ชัดเจนใช่หรือไม่?  หรือเป็นเพราะพวกคุณเกียจคร้าน หรือพวกคุณหวาดกลัวสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายและกลัวที่จะทำให้ตัวเองตกอยู่ในอันตราย พวกคุณก็เลยไม่สามัคคีธรรมถึงสิ่งต่างๆ ให้ชัดเจน?  หรือเพราะพวกคุณไม่ได้ใส่ใจดูแลเขาอย่างทันท่วงที?  หรือพวกคุณไม่ได้ช่วยเขาแก้ไขความยากลำบาก?”  เขาถามคำถามมากมายก่ายกองติดต่อกัน  และไม่ว่าผู้อื่นจะตอบอย่างไร หรือให้คำอธิบายเช่นไร ก็ไม่เป็นผล ศัตรูของพระคริสต์ยืนกรานว่าผู้ดูแลฝ่ายข่าวประเสริฐมีปัญหามากเกินไป ข้อบกพร่องของผู้ดูแลร้ายแรงเกินไป ผู้ดูแลคนนี้ไม่มีความรับผิดชอบ และไม่มีคุณสมบัติเพียงพอสำหรับงานนี้ จึงบังคับให้ปลดเขาด้วยเหตุนี้  และหลังจากที่ผู้ดูแลถูกปลดแล้ว ศัตรูของพระคริสต์ก็กล่าวว่า “พี่น้องหญิงคนนั้นคนนี้เคยประกาศข่าวประเสริฐมาก่อนและมีประสบการณ์เช่นกัน—ผมคิดว่าเธอน่าจะทำได้ดี”  เมื่อได้ยินเช่นนี้ ผู้คนก็กล่าวว่า “เธอเป็นพี่สาวคุณนะ!  เธออาจจะพูดเก่ง แต่ความเป็นมนุษย์ของเธอไม่ดี  เธอมีชื่อเสียงที่แย่มาก ใช้งานเธอไม่ได้หรอก” และพี่น้องชายหญิงไม่เห็นด้วย  ศัตรูของพระคริสต์จึงกล่าวว่า “หากพวกคุณไม่เห็นด้วย เช่นนั้นฝ่ายข่าวประเสริฐจะถูกยุบ  พวกคุณก็จะไม่ได้ประกาศข่าวประเสริฐอีกต่อไป พวกคุณไม่มีความสามารถที่จะทำหน้าที่นี้ได้อย่างถูกควร  ไม่เช่นนั้นก็เลือกผู้นำทีมที่เหมาะสม แล้วให้พี่สาวของผมเป็นผู้ช่วยผู้นำทีม!”  พี่น้องชายหญิงเลือกใครสักคนขึ้นมา และศัตรูของพระคริสต์ก็ยอมรับอย่างไม่เต็มใจ โดยมีเงื่อนไขว่าพี่สาวของเขาต้องได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ช่วยผู้นำทีม  เมื่อบรรลุฉันทามติเช่นนี้ ฝ่ายข่าวประเสริฐจึงสามารถคงอยู่ดังเดิมได้

ไม่ว่าจะเป็นที่ใดหรือเป็นงานใดที่เกี่ยวข้อง ศัตรูของพระคริสต์ก็ต้องฝังพวกพ้องของตน ฝังคนที่อยู่ฝ่ายเดียวกับพวกเขาเอาไว้  เมื่อศัตรูของพระคริสต์กลายเป็นผู้นำและมีสถานะ ภารกิจแรกไม่ใช่การตรวจสอบว่าการเข้าสู่ชีวิตของสมาชิกในแต่ละทีมเป็นอย่างไรบ้าง หรือหาคำตอบว่างานของพวกเขาดำเนินไปอย่างไร หรือจะแก้ไขความยุ่งยากทั้งหลายที่พวกเขาเผชิญในงานของตนได้อย่างไร และมีปัญหาหรือความท้าทายใดที่ยังค้างคาอยู่หรือไม่ แต่พวกเขากลับมองไปที่สถานการณ์ด้านบุคลากร และดูว่าใครคือหัวหน้าของแต่ละทีม ใครที่ต่อต้านพวกเขาในแต่ละทีม และใครที่จะเป็นภัยคุกคามต่อสถานะของพวกเขาในอนาคต  พวกเขารับรู้เรื่องดังกล่าวเป็นอย่างดี แต่พวกเขาไม่เคยถามถึงสถานการณ์เกี่ยวกับงานของคริสตจักรเลย  พวกเขาไม่เคยถามถึงสภาวะของพี่น้องชายหญิง การเข้าสู่ชีวิตของพวกเขา หรือถามว่าชีวิตคริสตจักรเป็นอย่างไรบ้าง และพวกเขาไม่อยากใส่ใจเลยแม้แต่น้อย  ทว่าพวกเขารู้ดีเรื่องคนที่รับผิดชอบแต่ละทีมว่าคนเหล่านั้นเป็นพวกพ้องของตนหรือไม่ พวกเขาเข้ากับคนเหล่านั้นได้หรือไม่ และคนเหล่านั้นเป็นภัยคุกคามต่ออำนาจหรือสถานะของพวกเขาหรือไม่  พวกเขารู้รายละเอียดเหล่านี้ทั้งหมดและคิดวางแผนไว้อย่างชัดเจนมาก  สำหรับใครก็ตามในกลุ่มที่ค่อนข้างซื่อตรงและพูดตามความจริง พวกเขาเชื่อว่าควรระแวดระวังคนคนนั้นและไม่ควรมอบสถานะใดๆ ให้ ทว่าพวกเขากลับโปรดปรานพวกที่เก่งกาจในการประจบสอพลอ คนที่รู้ว่าต้องประจบประแจงอย่างไร คนที่พูดจาน่าฟังเพื่อเอาใจผู้อื่น และคนที่สามารถทำตามสัญญาณได้ในยามที่ทำสิ่งต่างๆ  ศัตรูของพระคริสต์รู้สึกโปรดปรานคนเหล่านี้ อีกทั้งวางแผนที่จะเลื่อนขั้นและให้พวกเขาไปอยู่ตำแหน่งที่สำคัญ  เขาถึงกับคิดที่จะพาคนเหล่านั้นไปด้วยทุกที่เพื่อให้แน่ใจว่าคนเหล่านั้นได้ฟังคำเทศนามากขึ้นและบ่มเพาะคนเหล่านั้นให้กลายเป็นพวกพ้องของตน  ส่วนบรรดาผู้ไล่ตามเสาะหาความจริงในคริสตจักร มีสำนึกของความยุติธรรม และกล้าที่จะพูดตามความจริง ผู้ที่ยกชูพระเจ้าและเป็นพยานให้พระองค์อย่างสม่ำเสมอ ผู้ที่ไม่ยอมก้มหัวให้กำลังบังคับที่เลวร้าย สถานะ หรืออำนาจ—เขาจะระวังตัวจากคนเหล่านั้น เกลียดชังคนเหล่านั้น เลือกปฏิบัติต่อคนเหล่านั้น และกีดกันคนเหล่านั้นอยู่ในใจ  อย่างไรก็ตาม สำหรับพวกที่ประจบสอพลอเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาชิกในครอบครัวของเขา ญาติห่างๆ ของเขา—คนเหล่านี้ที่สามารถวนเวียนอยู่รอบตัวเขาได้ย่อมถูกมองว่าเป็นคนของเขาเองและได้รับการปฏิบัติเหมือนเป็นครอบครัว  ทุกคนที่อยู่ใต้อำนาจของศัตรูของพระคริสต์ที่สามารถวนเวียนอยู่รอบตัวเขา ทำตามสัญญาณและตามคำสั่งของเขาในยามที่ทำสิ่งต่างๆ และดำเนินการสิ่งทั้งหลายตามความปรารถนาของเขาได้—คนเหล่านี้ย่อมขาดมโนธรรมหรือสำนึก ขาดความเป็นมนุษย์ และไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าเลยแม้แต่น้อย  พวกเขาคือกลุ่มผู้ไม่เชื่อ  ไม่ว่าพวกเขาจะทำเรื่องเลวร้ายอย่างไร ศัตรูของพระคริสต์ก็จะบ่มเพาะ ปกป้อง และมองว่าพวกเขาเป็นครอบครัวของตน นำพวกเขามาอยู่ภายใต้อำนาจของตน—แดนครอบครองของศัตรูของพระคริสต์ก่อตัวขึ้นเช่นนี้เอง

แล้วใครคือคนที่ก่อตั้งแดนครอบครองส่วนบุคคลของศัตรูของพระคริสต์ขึ้นมา?  อันดับแรก ศัตรูของพระคริสต์คือหัวหน้า คือผู้นำ คือกษัตริย์ผู้ครองอำนาจเบ็ดเสร็จที่ในแดนครอบครองนี้ห้ามตั้งคำถามกับคำพูดของเขา  คนที่มีความเกี่ยวพันทางสายเลือดกับพวกเขา ครอบครัวสายตรงของพวกเขา พวกพ้อง เพื่อนฝูง แฟนคลับตัวยงของเขา คนอื่นๆ ที่ยินดีติดตามและรับคำสั่งจากเขา และยังมีคนที่ยินดีคบค้าสมาคมกับเขาและร่วมทำความชั่วกับเขา รวมถึงบรรดาผู้ที่ยินดีทำงานตัวเป็นเกลียวเพื่อเขา เสี่ยงอันตรายเพื่อเขา และตรากตรำเพื่อเขา ไม่ว่าการจัดการเตรียมการและกฎการปกครองแห่งพระนิเวศของพระเจ้าจะถูกกำหนดไว้อย่างไร ไม่ว่าพระวจนะของพระเจ้าและหลักธรรมความจริงจะกล่าวไว้อย่างไร—คนเหล่านี้ก็คือสมาชิกในแดนครอบครองของศัตรูของพระคริสต์  เมื่อพิจารณารวมกันแล้ว พวกเขาคือผู้ติดตามเดนตายของศัตรูของพระคริสต์  แล้วสมาชิกทุกคนในแดนครอบครองของศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ล้วนทำสิ่งใด?  พวกเขาทำหน้าที่ของตนและทำงานทุกอย่างตามข้อบังคับและหลักธรรมแห่งพระนิเวศของพระเจ้าใช่หรือไม่?  พวกเขาทำตามที่พระเจ้าทรงกำหนดและปฏิบัติต่อพระวจนะของพระองค์และความจริงในฐานะหลักธรรมสูงสุดใช่หรือไม่?  (ไม่ใช่)  เมื่อมีคนเช่นนี้อยู่ในคริสตจักร ความจริงและพระวจนะของพระเจ้าจะสามารถดำเนินไปได้โดยไร้การขัดขวางหรือไม่?  ไม่เพียงแต่จะไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ แต่เนื่องจากการก่อกวน การชักพาให้หลงผิด และการบ่อนทำลายจากพรรคพวกของศัตรูของพระคริสต์ พระวจนะของพระเจ้า ความจริงที่พระองค์ทรงแสดง และข้อกำหนดที่พระองค์ทรงมีต่อผู้คนย่อมไม่อาจบังเกิดผลในคริสตจักรได้ สิ่งเหล่านั้นไม่อาจดำเนินการได้  หากมีแดนครอบครองของศัตรูของพระคริสต์อยู่ ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรย่อมไม่สามารถมีชีวิตคริสตจักรที่ปกติได้ และไม่สามารถทำหน้าที่ของตนได้ตามปกติ นับประสาอะไรกับการทำสิ่งทั้งหลายได้ตามหลักธรรมความจริง งานทุกอย่างในคริสตจักรถูกควบคุมโดยศัตรูของพระคริสต์  ในกรณีที่เบาลงมา การก่อกวนของศัตรูของพระคริสต์ทำให้เกิดความโกลาหล ผู้คนตกอยู่ในสภาวะวิตกกังวล งานไม่มีความคืบหน้า และผู้คนไม่รู้ว่าจะทำงานของตนให้ดีหรือทำหน้าที่ของตนให้ถูกควรอย่างไร ทุกสิ่งทุกอย่างตกอยู่ในความโกลาหล  ในกรณีที่ร้ายแรง งานทั้งหมดจะหยุดชะงัก และไม่มีใครแสดงความเป็นกังวลหรือใส่ใจ  ถึงแม้คนจำนวนหนึ่งจะบอกได้ว่ามีปัญหา แต่พวกเขาก็ไม่อาจแยกแยะได้ว่าปัญหานี้เกิดจากศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาเองก็ถูกศัตรูของพระคริสต์ก่อกวนและทำให้สับสนเช่นกัน ไม่รู้ว่าใครถูกหรือใครผิด ต่อให้จะมีบางคนที่สามารถมองเห็นปัญหาบางอย่างและต้องการพูดออกมาหรือรับผิดชอบงานนั้น แต่พวกเขาก็ไม่สามารถแบกรับงานนั้นได้  ศัตรูของพระคริสต์จะปราบปรามใครก็ตามที่พยายามเปิดโปงเขา หรือมีสำนึกของความยุติธรรมและพยายามรับผิดชอบงานนั้นด้วยตนเอง  แล้วศัตรูของพระคริสต์ปราบปรามคนเหล่านั้นไปถึงขั้นใด?  หากเจ้าไม่กล้าส่งเสียง หากเจ้าร้องขอความเมตตา หากเจ้าไม่กล้าแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับเขา หากเจ้าไม่กล้ารายงานพวกเขาต่อระดับที่สูงกว่า หรือหยิบยกปัญหาเกี่ยวกับงานของเขาขึ้นมา หรือสามัคคีธรรมความจริง หรือเอ่ยคำว่า “พระเจ้า” เช่นนั้นแล้วศัตรูของพระคริสต์ย่อมจะไว้ชีวิตเจ้า  หากเจ้าค้ำจุนหลักธรรมและเปิดโปงเขา เขาจะทำทุกวิถีทางที่เป็นไปได้เพื่อทรมานเจ้า เขาจะใช้ทุกวิธีการเพื่อกล่าวโทษและปราบปรามเจ้า และจะถึงกับยุยงสมาชิกในแดนครอบครองของตน รวมถึงคนอื่นๆ ที่เหยียบเรือสองแคม และคนที่ขี้ขลาดตาขาวและหวาดกลัวกองกำลังของศัตรูของพระคริสต์ให้ปฏิเสธและปราบปรามเจ้า  ท้ายที่สุดแล้ว คนที่มีความเชื่อและวุฒิภาวะน้อยบางคนก็จะจำนนต่อศัตรูของพระคริสต์  และสิ่งนี้ทำให้ศัตรูของพระคริสต์มีความสุข เขาได้บรรลุจุดมุ่งหมายของตนแล้ว  เมื่อเขามีอำนาจ เพื่อที่จะผูกขาดอำนาจนี้และรักษาสถานะของตนให้เอาไว้ เขาไม่เพียงแต่มอบหมายงานสำคัญทั้งหมดในคริสตจักรให้กับญาติพี่น้องของตนและให้กับคนที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับตนเท่านั้น แต่ยังเกณฑ์คนอื่นที่ไม่มีความเกี่ยวพันกับตนเองให้มาทำงานรับใช้และทำงานตัวเป็นเกลียวเพื่อเขาไปในเวลาเดียวกัน โดยมีจุดมุ่งหมายคือเพื่อรักษาสถานะของตนเองในอนาคต เพื่อให้มีอำนาจอยู่ในมือของตนเองเสมอ  ในความคิดของเขา ยิ่งในแดนครอบครองของพวกเขามีคนอยู่มากเท่าไร กองกำลังของเขาก็ยิ่งใหญ่ขึ้นเท่านั้น และอำนาจของเขาก็ยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย  และยิ่งเขามีอำนาจมากเพียงใด บรรดาผู้ที่ต่อต้านเขาได้ ผู้ที่สามารถปฏิเสธเขาได้ และผู้ที่กล้าเปิดโปงเขาก็จะยิ่งหวาดกลัวเขามากขึ้นเท่านั้น  และคนเช่นนี้ก็จะมีน้อยลงไปด้วยเช่นกัน  ยิ่งผู้คนหวาดกลัวเขามากเท่าใด เขาก็ยิ่งมีต้นทุนที่จะต่อกรกับพระนิเวศของพระเจ้าและพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น เขาไม่เกรงกลัวพระเจ้าอีกต่อไป และไม่กลัวที่จะถูกพระนิเวศของพระเจ้าจัดการ  เมื่อตัดสินจากความอยากมีอำนาจของศัตรูของพระคริสต์ จากสิ่งที่พวกเขาทำกับอำนาจนั้น และจากพฤติกรรมนานาประการของพวกเขา โดยแก่นแท้แล้ว ศัตรูของพระคริสต์ก็คือศัตรูของพระเจ้า เขาคือซาตานและมารตนหนึ่ง

แล้วศัตรูของพระคริสต์ทำสิ่งใดหลังจากก่อตั้งแดนครอบครองของตนเองขึ้นมา?  เขากังวลใจเหลือเกินว่างานข่าวประเสริฐของคริสตจักรจะดำเนินไปอย่างไรใช่หรือไม่?  เขากังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ หรือเขาถามไถ่ถึงเรื่องนี้หรือไม่?  ศัตรูของพระคริสต์เพียงแต่ออกตรวจตรา ทำแบบขอไปที ทำให้เสร็จไปแบบสุกเอาเผากินด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำเท่านั้น  จุดมุ่งหมายของการออกตรวจตราของเขาคืออะไร?  เขาออกเดินทางไปทั่วเพื่อดูว่าพี่น้องชายหญิงเป็นอย่างไรบ้างเพื่อจุดประสงค์ใด?  เพราะเขาใส่ใจว่าการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิงเหล่านั้นเป็นอย่างไรใช่หรือไม่?  ไม่ใช่  เขากำลังดูว่าในขอบเขตอิทธิพลของตนนั้น มีใครที่มีเจตนาต่อต้านเขาหรือไม่ มีใครที่มองเขาด้วยความเคลือบแคลงสงสัย หรือกล้าที่จะพูดว่า “ไม่” ใส่เขา หรือกล้าที่จะแข็งข้อและไม่ทำตามที่เขาพูดหรือไม่ ศัตรูของพระคริสต์ต้องเห็นด้วยตาของเขาเอง เขาต้องรู้ถึงสถานการณ์นี้ด้วยตนเอง  นั่นเป็นแง่มุมหนึ่ง  มากไปกว่านั้น หลังจากที่ศัตรูของพระคริสต์สถาปนาแดนครอบครองของตนขึ้นมาแล้ว เขาก็แต่งตั้งตนเองเป็นกษัตริย์โดยชอบธรรม—และหากเจ้ากล่าวว่าเขาเป็นทรราช เป็นอันธพาลประจำเมือง เป็นหัวหน้าโจร เขาย่อมจะไม่สนใจ ตราบใดที่เขามีสถานะและอำนาจ  ภายในเขตอิทธิพลของเขา ภายในแดนครอบครองของเขา อำนาจทั้งหมดก็อยู่ในมือของเขา เขาเป็นผู้สั่งการแต่เพียงผู้เดียว  ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็เพลิดเพลินกับการบูชา ความเคารพนับถือ และการยกย่องจากพรรคพวกของตน ตลอดจนการประจบประแจง คำสอพลอ และแม้กระทั่งความรู้สึกเหนือกว่าและการปฏิบัติเป็นพิเศษทุกประการคนเหล่านั้นมอบให้เขา  เจ้าคิดว่าเมื่อศัตรูของพระคริสต์ผูกขาดอำนาจของตน การนี้ก็เพื่อที่จะได้พูดจากตำแหน่งที่สูงส่งเท่านั้นหรือ?  เพื่อจะสนองความอยากเหล่านั้นเท่านั้นหรือ?  ไม่ใช่  เขาต้องการบางอย่างที่เป็นรูปธรรมมากกว่านั้น กล่าวคือ การปฏิบัติทุกประการที่มาพร้อมสถานะและอำนาจที่พวกเขาเพลิดเพลินในแดนครอบครองของตน  เมื่อศัตรูของพระคริสต์สถาปนาแดนครอบครองของตนขึ้นมา เมื่อเขามีผู้ติดตามเดนตาย วันเวลาของเขาก็ผ่านไปอย่างสุขสบายยิ่งกว่าจักรพรรดิในสมัยโบราณ  เขาไม่ต้องทำสิ่งใดเลย เพียงแค่เอ่ยปาก ความปรารถนาของพวกเขาก็เสร็จสิ้น เพียงแค่เอ่ยปาก สิ่งที่เขาต้องการก็ถูกนำมาให้เขา  ตัวอย่างเช่น ศัตรูของพระคริสต์กล่าวว่า “วันนี้อากาศดี ทำไมฉันถึงรู้สึกอยากกินไก่จัง?”  ไม่ทันเที่ยง ใครบางคนก็ทำไก่ตุ๋นเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ระหว่างมื้อเที่ยง ศัตรูของพระคริสต์กล่าวว่า “พวกเราผู้เชื่อในพระเจ้าไม่สามารถดื่มของมึนเมาได้ แต่หาอะไรดื่มหน่อยดีไหม?”  เมื่อได้ยินคำพูดของผู้นำ ผู้ติดตามของศัตรูของพระคริสต์ก็ให้ใครบางคนรีบไปซื้อเครื่องดื่ม  เขาได้ทุกสิ่งที่ต้องการมิใช่หรือ?  เขาเพียงแค่ยื่นมือออกไป เอ่ยปาก แล้วสิ่งต่างๆ ก็จะถูกนำมาให้เขา และความปรารถนาทุกประการของเขาก็จะกลายเป็นจริง  วันเวลาของเขาผ่านไปอย่างสุขสบายยิ่งนัก  ต่อมา ศัตรูของพระคริสต์ก็กล่าวว่า “วันนี้อากาศหนาว เสื้อไหมพรมของปีก่อนโดนปลวกกัดจนเป็นรู เวลาฉันใส่ก็ดูไม่เหมาะสม—ดูไม่ดีเลย ฉันไม่รู้ว่าเสื้อไหมพรมของปีนี้อยู่ที่ไหน”  เมื่อมีใครบางคนเสนอว่าจะซื้อเสื้อไหมพรมให้เขาหลายตัว เขาก็กล่าวว่าไม่ควรซื้อส่งเดช เขาต้องปฏิบัติตนให้เหมาะสมตามแบบวิสุทธิชน และต้องใช้จ่ายเงินตามหลักธรรม  ไม่นานหลังจากกล่าวเช่นนี้ ใครบางคนก็ซื้อเสื้อไหมพรมให้เขาหลายตัว  เมื่อเสื้อเหล่านั้นมาถึง ศัตรูของพระคริสต์รู้สึกว่าหากเขาไม่พูดอะไรเลย ทั้งหมดนี้จะดูเหมือนจงใจ ดังนั้นเขาจึงกล่าวว่า “ใครซื้อเสื้อพวกนี้มา?  สิ่งนี้ไม่เป็นการละเมิดหลักธรรมหรอกหรือ?  นี่เป็นการโยนความผิดให้ผมไม่ใช่หรือ?  ใครเป็นคนซื้อ?  ผมจะเอาเงินให้เขา”  เขาขอให้ภรรยาของเขานำเงินบางส่วนออกมาจากของถวายของคริสตจักรก่อน และกล่าวว่าเมื่อมีเงิน เขาจะจ่ายคืนในภายหลัง  ในความเป็นจริง เขาพูดเช่นนี้ไปแบบส่งเดช เขาไม่มีแผนที่จะจ่ายคืนเลยแม้แต่น้อย  ศัตรูของพระคริสต์ได้ทุกสิ่งที่ตนปรารถนาอย่างแท้จริง เพลิดเพลินกับทุกสิ่งที่เตรียมไว้พร้อมสรรพ  และหลังจากเพลิดเพลินกับสิ่งเหล่านี้แล้ว เขามีสำนึกของการตำหนิตนเองอยู่ในหัวใจบ้างหรือไม่?  เขารู้สึกว่าถูกมโนธรรมของตนกล่าวหาบ้างหรือไม่?  (ไม่)  เขาจะรู้สึกถูกกล่าวหาได้อย่างไร?  นี่คือสิ่งที่เขาตามหาอย่างแท้จริง เป็นสิ่งที่เขาโหยหาอยู่ตลอดเวลา—เขาจะปฏิเสธสิ่งนี้ได้อย่างไร?  เขาไม่อาจทิ้งข้อได้เปรียบนี้ให้สูญเปล่า หากเขาไม่ฉวยประโยชน์จากสิ่งนี้ มันก็จะหมดอายุและเสียเปล่า เมื่อฉวยประโยชน์จากสิ่งนี้แล้ว เขาก็ยังจะพูดจาน่าฟัง เพื่อให้คนคนนั้นจ่ายเงินด้วยความเต็มใจ และไม่กล้าคิดอะไรกับเรื่องนี้

ในแดนครอบครองของพวกเขาเอง ศัตรูของพระคริสต์ไม่เพียงแต่ได้รับการปฏิบัติพิเศษและการรับใช้นานาประการที่ผู้ใต้บังคับบัญชาของพวกเขามอบให้เท่านั้น แต่พวกเขายังฝึกคนที่อยู่ในแดนครอบครองของพวกเขาให้เชื่อฟังพวกเขาโดยสิ้นเชิงอีกด้วย  ตัวอย่างเช่น หากศัตรูของพระคริสต์ขอให้ทุกคนตื่นนอนตอนตีห้า ทุกคนก็ต้องตื่นก่อนตีห้า  คนที่ตื่นสายย่อมจะเผชิญกับการถูกตัดแต่ง—พวกเขาต้องคอยดูสีหน้าของศัตรูของพระคริสต์  ระหว่างมื้ออาหาร ไม่มีใครกล้านั่งที่โต๊ะจนกว่าศัตรูของพระคริสต์จะนั่งลง และไม่มีใครกล้าลงมือกินก่อนที่เขาจะเริ่มกินเช่นกัน  ไม่ว่าเขาจะตัดสินใจทำสิ่งใด สิ่งนั้นก็ต้องทำให้ลุล่วง ไม่ว่าเขาจะตัดสินใจทำบางสิ่งด้วยวิธีใด ผู้อื่นก็ต้องทำตาม และจะไม่ทนต่อการไม่เชื่อฟัง  ในแดนครอบครองของเขา เขาคือผู้นำ คือราชา และคำพูดของพวกเขาถือเป็นที่สิ้นสุด—ใครก็ตามที่ไม่ยอมทำตามย่อมจะถูกทรมาน  ผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาถูกฝึกฝนมาให้ทำตามคำสั่งของพวกเขาโดยไม่ตั้งคำถาม ไม่กล้าขัดขืนพวกเขาเลยแม้แต่น้อย และเชื่อว่าไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะสั่งการสิ่งใด สิ่งนั้นย่อมจะชอบด้วยเหตุผลและคุ้มค่า—นี่เป็นหน้าที่และภาระผูกพันของพวกเขา  ภายใต้ธงของการเชื่อในพระเจ้าและการทำหน้าที่ของพวกเขา ผู้ใต้บังคับบัญชาของศัตรูของพระคริสต์เชื่อฟังเขาอย่างไม่มีข้อกังขา ประคบประหงมเขา และปฏิบัติต่อเขาประหนึ่งราชาและเจ้านายของตน  หากใครมีความคิดหรือความเห็นใดเกี่ยวกับศัตรูของพระคริสต์ หากคนคนนั้นมีมุมมองที่แตกต่างจากศัตรูของพระคริสต์ ศัตรูของพระคริสต์ย่อมจะพยายามหักล้าง ด้อยค่า ชำแหละ ตัดสิน กล่าวโทษ และกดขี่คนคนนั้นอย่างไม่ลดละ และจะไม่หยุดจนกว่าคนคนนั้นจะเชื่อฟังพวกเขาโดยสมบูรณ์  ศัตรูของพระคริสต์เจริญรุ่งเรืองในแดนครอบครองของเขา ซึ่งเป็นที่ที่สุขสบายอย่างยิ่ง  เงินที่พี่น้องชายหญิงถวายล้วนตกเป็นของศัตรูของพระคริสต์ และสิ่งใดที่ศัตรูของพระคริสต์ขาดแคลน พี่น้องชายหญิงก็ต้องจัดเตรียมมาให้  พี่น้องชายหญิงต้องเติมเต็มความต้องการของศัตรูของพระคริสต์อย่างทันท่วงทีเพื่อทำให้เขาพึงพอใจและมีความสุข  ศัตรูของพระคริสต์ได้ฝึกฝนผู้คนเหล่านี้จนแทบจะกลายเป็นทาส  คำเทศนาที่บ่อยที่สุดของเขาเวียนวนอยู่กับเรื่องที่ตัวเขาทนทุกข์และจงรักภักดีเพียงใด เน้นย้ำว่าผู้คนควรเข้าใจและเชื่อฟังเขาอย่างไรเพื่อทำให้พระเจ้าพอพระทัยและสอดคล้องกับหลักธรรมความจริง  ศัตรูของพระคริสต์เทศนาสิ่งที่สูงส่ง ท่องคำขวัญ และนำเสนอคำสอนที่ตรงกับมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์อย่างสมบูรณ์ ทำให้ได้รับการบูชาและความชื่นชมจากผู้อื่น  ในขณะเดียวกัน เขาก็ป้องกันมิให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัย ความกังขา หรือวิจารณญาณใดๆ ที่ต่อต้านเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังป้องกันมิให้ผู้คนมีความคิดที่จะเปิดโปงหรือแยกแยะเขา หรือมีความคิดเป็นของตนเองที่จะทรยศเขาอีกด้วย  นี่เป็นการรับประกันว่าอำนาจของเขาจะคงอยู่ต่อไปตลอดกาล ว่าอำนาจนี้จะมั่นคงหนักแน่นในคริสตจักรโดยไม่มีตัวแปรใดๆ  ศัตรูของพระคริสต์คิดการณ์ไกลมากทีเดียวมิใช่หรือ?  เช่นนั้นแล้ว จุดประสงค์เบื้องหลังการกระทำทั้งหมดนี้คืออะไร?  คำเดียวเท่านั้น—อำนาจ  ไม่ว่าจะเป็นผู้คนที่อยู่ในแดนครอบครองของเขาหรือผู้คนที่อยู่ภายนอก ไม่ว่าจะเป็นผู้ติดตามเดนตายของเขาหรือพี่น้องชายหญิงที่แยกแยะพวกเขาได้ ศัตรูของพระคริสต์กลัวและกังวลเรื่องใดมากที่สุด?  เรื่องที่บุคคลเหล่านี้อาจจะเข้าใจความจริง มาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า แยกแยะเขาได้ และปฏิเสธเขา  นี่คือสิ่งที่เขากลัวมากที่สุด  เมื่อทุกคนปฏิเสธเขา เขาก็กลายเป็นแม่ทัพที่ไร้กองทัพ สูญเสียสถานะและเกียรติของตน และถูกริบอำนาจไป  ด้วยเหตุนั้น ศัตรูของพระคริสต์จึงเชื่อว่ามีเพียงการกระชับแดนครอบครองของเขา ปิดผนึกผู้ติดตามเดนตายของเขาเอาไว้ ชักพาบรรดาผู้ติดตามของเขาให้หลงผิดและควบคุมคนเหล่านั้นโดยสมบูรณ์ รวมถึงกุมคนเหล่านั้นไว้ในกำมือของตนอย่างแน่นหนาเท่านั้นที่ทำให้เขาเสริมสร้างอำนาจของตนให้มั่นคงได้  ในหนทางนี้ ศัตรูของพระคริสต์จึงกอดการปฏิบัติแบบพิเศษที่เขาปรารถนาที่จะได้เพลิดเพลินเอาไว้อย่างแน่นหนา ซึ่งเป็นการปฏิบัติแบบพิเศษที่เขาได้มาจากอำนาจของตน  ศัตรูของพระคริสต์บางคนฉลาดหลักแหลมเป็นพิเศษในการประพฤติปฏิบัติตนและการติดต่อสัมพันธ์ เชี่ยวชาญในการเอาชนะใจผู้คน  ภายในแดนครอบครองที่เขาบริหารจัดการจะมีคนที่คอยวิ่งเต้นทำธุระให้พวกเขา คนที่คอยจัดหาสิ่งของที่จำเป็นให้เขา และคนที่คอยรวบรวมข้อมูลหรือคอยไกล่เกลี่ยสิ่งต่างๆ ให้เขา—มีบุคคลที่แตกต่างหลากหลาย  ภายในเขตอิทธิพลของศัตรูของพระคริสต์นั้น หากไม่มีคนที่มีขีดความสามารถดี ไม่มีคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง และไม่มีคนที่ค้ำจุนหลักธรรมความจริงเลย ศัตรูของพระคริสต์ก็ย่อมจะสามารถควบคุมคริสตจักรได้ในระยะยาว และคนที่อยู่ในคริสตจักรแห่งนี้ก็ย่อมจะถูกกัดกร่อนและถูกชักพาให้หลงผิดอย่างสมบูรณ์จนถึงระดับที่ไม่อาจเยียวยาได้  ต่อให้เบื้องบนจะส่งใครบางคนมาสืบค้นเรื่องงาน การนั้นก็ย่อมจะสูญเปล่า  ภายใต้การควบคุมของศัตรูของพระคริสต์ คริสตจักรได้กลายเป็นสถานที่ปิดตายและไม่มีสิ่งใดผ่านเข้าไปได้—เป็นป้อมปราการอันแข็งแกร่งของเขา  ไม่ว่าใครจะเปิดโปงและชำแหละศัตรูของพระคริสต์ หรือใครจะสามัคคีธรรมถึงหลักธรรมความจริง บรรดาผู้ที่ถูกชักพาให้หลงผิดย่อมจะไม่ฟังคนเหล่านั้น  กลับกัน พวกเขาจะยืนอยู่ฝ่ายศัตรูของพระคริสต์ ต่อต้านความจริงและกล่าวโทษการเปิดโปงและการชำแหละศัตรูของพระคริสต์

ศัตรูของพระคริสต์ ผู้ติดตามเดนตายของเขา และสมาชิกในแดนครอบครองของเขามักจะหารือและตรวจสอบเรื่องทั้งหลายของพระนิเวศของพระเจ้าอยู่เสมอ เช่น ใครถูกย้ายไปที่ใด?  ใครถูกปลด?  เบื้องบนได้ประกาศสามัคคีธรรมและคำเทศนาเกี่ยวกับการเปิดโปงเรื่องนั้นเรื่องนี้มาอีกแล้ว—พวกเราควรจะเผยแพร่ออกไปหรือไม่?  แล้วพวกเราจะเผยแพร่อย่างไร?  จะเผยแพร่ให้ใครก่อน และให้ใครหลังจากนั้น?  พวกเราจำเป็นต้องแทรกแซง แล้วทำการแก้ไขดัดแปลงบางอย่างหรือไม่?  ช่วงนี้ใครไปติดต่อกับคนนอกบ้าง?  มีใครถูกเบื้องบนส่งลงมาบ้างหรือไม่?  คนเหล่านั้นได้ติดต่อกับคนของพวกเราที่อยู่เบื้องล่างบ้างหรือไม่?  พวกเขามักจะพูดคุยหารือถึงเรื่องดังกล่าวกันอยู่บ่อยครั้ง พวกเขามักจะรวมหัวและสมคบคิดกัน หารือถึงมาตรการรับมือ กลอุบาย และวิธีในการตอบโต้การจัดแจงเตรียมงานทั้งหลายของเบื้องบน และพวกเขาก็มักจะพูดคุยหารือและตรวจสอบสภาวการณ์ของพี่น้องชายหญิงที่อยู่เบื้องล่างของพวกเขาด้วยเช่นกัน  ศัตรูของพระคริสต์และสมาชิกในแดนครอบครองของเขาใช้เวลาทั้งวันสมคบคิดกัน ตัวติดกันราวกับพวกหัวขโมย  เวลาที่พวกเขาอยู่ด้วยกัน พวกเขาไม่สามัคคีธรรมความจริง หรือเจตนารมณ์ของพระเจ้า ไม่ต้องพูดถึงงานของคริสตจักร หรือวิธีลุล่วงหน้าที่ของตน ขับเคลื่อนงานของคริสตจักร หรือชี้แนะการเข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้าให้กับพี่น้องชายหญิง หรือวิธีโต้ตอบสถานการณ์ภายนอกเลย  พวกเขาไม่เคยสามัคคีธรรมถึงเรื่องที่ถูกควรเหล่านี้ แต่กลับตรวจสอบว่าใครกำลังสนิทสนมกับใคร เวลาคนเหล่านี้อยู่ด้วยกันพวกเขาพูดถึงใคร พวกเขาได้พูดถึงบรรดาผู้นำลับหลังหรือไม่ และพวกเขาก็คอยให้ความสนใจว่าครอบครัวของใครร่ำรวย และเขาเหล่านั้นได้ถวายบ้างหรือไม่  สิ่งเหล่านี้คือเรื่องที่พวกเขาพูดคุยกันเป็นการส่วนตัว พวกเขามักตัดสินพี่น้องชายหญิง และตัดสินการจัดแจงเตรียมงานของเบื้องบนอยู่เสมอ—พวกเขาทำทุกวิถีทางเพื่อเล่นแง่กับพี่น้องชายหญิงและเบื้องบนอยู่ตลอดเวลา  สิ่งที่พวกเขาแอบทำนั้นน่าอัปยศอดสู หากไม่เป็นอันตรายต่อคริสตจักร ก็เป็นอันตรายต่อพี่น้องชายหญิง พวกเขามักจะวางอุบายหรือหาเรื่องพี่น้องชายหญิงที่มีขีดความสามารถดีและไล่ตามเสาะหาความจริงอยู่เสมอ พวกเขามักจะพยายามทำให้คนดีๆ ตกต่ำหรือเสื่อมเสียชื่อเสียงอยู่ตลอดเวลา  ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะทำสิ่งใด พวกเขาก็มักจะหารือกับคนที่อยู่ฝ่ายตนเสมอ—มีแผนการลับและกลอุบายเข้ามาเกี่ยวข้อง  สิ่งที่พวกพ้องของศัตรูของพระคริสต์พูด ไม่มีสิ่งใดที่ฟังขึ้นเลย หากมีการวิเคราะห์อย่างรอบคอบ ก็ย่อมพบปัญหาในคำพูดทั้งหมดนั้น  เมื่ออยู่กับผู้คนนอกแดนครอบครอง พวกเขาจะสงวนท่าทีและระแวดระวัง แต่เมื่ออยู่ในแดนครอบครองของศัตรูของพระคริสต์ ย่อมไม่มีสิ่งใดที่ห้ามพูดถึง พวกเขาตัดสินพี่น้องชายหญิง ตัดสินงานของพระนิเวศของพระเจ้า ตัดสินผู้นำระดับสูงกว่า—ตัดสินแม้กระทั่งพระเจ้า  ทุกสิ่งล้วนแตะต้องได้ทั้งสิ้น  แต่เมื่อมีคนนอกแดนครอบครองอยู่ด้วย พวกเขาจะปิดบังคำพูดของตน พูดตะกุกตะกัก สงวนท่าที และถึงกับพูดด้วยภาษาลับที่คนนอกไม่สามารถเข้าใจได้  พวกเขามีสายตาที่สื่อความหมายบางอย่าง มีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มีความหมายบางอย่าง แม้แต่การพ่นลมหายใจและการไอก็มีความหมายบางอย่าง—สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นรหัสลับของพวกเขา  บางครั้งพวกเขาก็เกาหัว บางครั้งก็ดึงหู บางครั้งก็กระทืบเท้า บางครั้งก็ถูมือเข้าด้วยกัน ทุกการกระทำล้วนมีความหมายบางอย่าง  เหล่านี้คือการสำแดงที่พบได้ทั่วไปจากพวกพ้องของศัตรูของพระคริสต์ เป็นพฤติกรรมต่างนานาประการที่พวกเขาสำแดงออกมาเมื่อพวกเขาได้ผูกขาดอำนาจในคริสตจักร  เมื่อตัดสินจากพฤติกรรมและการสำแดงทั้งหลายของพวกเขา และชำแหละพวกเขาจากมุมมองด้านความเป็นมนุษย์ของพวกเขาแล้ว ผู้คนเหล่านี้คืออะไร?  พวกเขาคือผู้ติดตามของความหลอกลวงและความเลวร้ายมิใช่หรือ? (ใช่)  แล้วผู้คนเหล่านี้มีสำนึกของความยุติธรรมบ้างหรือไม่?  พวกเขามีมโนธรรมหรือศีลธรรมบ้างหรือไม่?  พวกเขาเป็นคนที่ซื่อสัตย์หรือไม่?  ไม่เลย  คนเหล่านี้ไม่มีความละอายใจ  พวกเขาผลาญสิ่งที่พี่น้องชายหญิงถวาย และคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่พวกตนสมควรได้รับ ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ทำตามอำเภอใจและทำตัวกำเริบเสิบสานในพระนิเวศของพระเจ้า นำอันตรายมาสู่พี่น้องชายหญิง—และพวกเขาก็ไม่ได้เกาะคริสตจักรกินแค่เพียงชั่วคราว แต่ทำเช่นนั้นทุกวัน รุ่นแล้วรุ่นเล่า  คนพวกนี้คือปีศาจที่กินเนื้อมนุษย์และดื่มเลือดมนุษย์มิใช่หรือ?  พวกเขาไม่มีความละอายใจเลย!  เมื่ออยู่ด้วยกัน ศัตรูของพระคริสต์กับพรรคพวกของเขามักจะพูดคุยหารือถึง “กิจการระดับชาติ” อยู่เสมอ  แต่การหารือกันลับหลังของพวกเขาน่าอัปยศอดสูใช่หรือไม่? (ใช่)  พวกเขาพูดคุยกันเรื่องอะไร?  พวกเขาสามัคคีธรรมเรื่องงานของคริสตจักรใช่หรือไม่?  พวกเขารู้สึกถึงภาระจากงานของคริสตจักรใช่หรือไม่?  ในบางพื้นที่ พญานาคใหญ่สีแดงและรัฐบาลทำการควบคุมดูแลคริสตจักร รวมถึงสะกดรอยตามและจับตาดูพี่น้องชายหญิง และถึงขั้นที่พี่น้องชายหญิงส่วนใหญ่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลและเผชิญกับอันตรายจากการถูกจับกุมและคุมขัง  ศัตรูของพระคริสต์และพวกพ้องของเขาใส่ใจหรือไม่?  พวกเขาพยายามคิดหาวิธีปกป้องพี่น้องชายหญิง เพื่อช่วยให้คนเหล่านั้นหลีกเลี่ยงการข่มเหงและการทนทุกข์ในคุกหรือไม่?  พวกเขาได้หารือถึงวิธีปกป้องรักษาหนังสือ ทรัพย์สิน และสิ่งอื่นๆ ของคริสตจักรเป็นการส่วนตัวเพื่อปกป้องคริสตจักรไม่ให้เกิดความสูญเสียหรือไม่?  หากมียูดาสปรากฏตัวขึ้นในคริสตจักร พวกเขาจะตอบสนองอย่างทันท่วงที รีบจัดหาสถานที่ปลอดภัยให้พี่น้องชายหญิงที่ได้รับผลกระทบเพื่อปกป้องพวกเขาหรือไม่?  พวกเขาจะทำเรื่องดังกล่าวหรือไม่?  (ไม่)  เมื่อผู้คนมีอำนาจ พวกเขาสามารถทำเรื่องที่ดีได้ และพวกเขาก็สามารถทำเรื่องเลวร้ายได้เช่นกัน  แล้วเมื่อศัตรูของพระคริสต์มีอำนาจ เขาทำสิ่งใดหรือ? (ทำเรื่องเลวร้าย)  เขาทำเรื่องเลวร้ายอะไรบ้าง? (เขาหาทางทรมานใครก็ตามที่ไม่ฟังเขา  เมื่อพระนิเวศของพระเจ้าส่งผู้นำและคนทำงานมาสอบถามเรื่องงาน เขาก็จะหาทางหลบเลี่ยงคนเหล่านั้น หรือหาทางสร้างข้อได้เปรียบและตัดสินคนเหล่านั้น กล่าวโทษพวกเขา และหาเหตุผลที่จะขับไล่พวกเขาออกไปเพื่อหยุดยั้งไม่ให้พวกเขาซักถามเรื่องงานและพบปัญหาที่เกี่ยวข้องกับตนเอง)  ศัตรูของพระคริสต์บางคนทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ ด้วยความกลัวว่าพี่น้องชายหญิงจะรายงานปัญหาของพวกเขา พวกเขาจึงคอยจับตาดูผู้นำที่เบื้องบนส่งมา เลี้ยงดูปูเสื่อคนเหล่านั้นด้วยอาหารและเครื่องดื่มชั้นดี และคอยห้ามไม่ให้คนเหล่านั้นติดต่อกับพี่น้องชายหญิงที่อยู่เบื้องล่าง  เมื่อผู้นำไถ่ถามถึงพี่น้องชายหญิง พวกเขาก็ตอบว่า “ทุกคนสบายดี  ตอนนี้งานข่าวประเสริฐของพวกเรากำลังรุดหน้าไปอย่างราบรื่น  พวกเราได้แก้ไขปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย และได้ขับไล่ยูดาสที่ขายพวกเราออกไปแล้ว พวกเราได้จัดการคนที่พยายามก่อกวนงานของคริสตจักร และคัดพวกเขาออกไปหมดแล้ว และได้แจกจ่ายหนังสือพระวจนะของพระเจ้าไปตามปกติ  ไม่มีปัญหาใดๆ เลยแม้แต่น้อย”  ขณะที่พูดเช่นนี้ พวกเขาก็ได้รายงานเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับคนอื่นด้วย  เมื่อเบื้องบนส่งใครบางคนมาสอบสวนพวกเขา หากพวกเขาคิดว่ามีใครบางคนรายงานเรื่องของตน—พวกเขาก็จะจงใจรายงานปัญหาของคนคนนั้นเพื่อชักนำให้ผู้นำระดับสูงเข้าใจผิด และทำให้บรรดาผู้นำคิดว่าคนที่รายงานศัตรูของพระคริสต์นั้นมีปัญหา เพื่อหยุดยั้งไม่ให้ผู้นำบอกได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับงานของคริสตจักรกันแน่ และเพื่อไม่ให้พบปัญหาของศัตรูของพระคริสต์ เพื่อที่ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาจะไม่ถูกปลด และไม่ตกอยู่ในอันตรายอีกต่อไป  จุดมุ่งหมายของศัตรูของพระคริสต์ในการปกป้องแดนครอบครองของตนก็คือเพื่อเสริมสร้างอำนาจของตนให้มั่นคงและทำให้อำนาจนั้นเกิดผล ดังนั้นพวกเขาจึงบ่มเพาะผู้ฝักใฝ่ ลูกสมุน ผู้ติดตามเดนตาย และพวกพ้องเอาไว้มากมาย  จุดมุ่งหมายในการบ่มเพาะคนเหล่านั้นของพวกเขาคือเพื่อผูกขาดอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อหยุดยั้งไม่ให้อำนาจนั้นอ่อนแอลงหรือถูกริบไปจากพวกเขานั่นเอง

ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระนิเวศของพระเจ้าประหนึ่งแดนครอบครองส่วนบุคคลของพวกเขาเอง และสิ่งแรกที่พวกเขาทำหลังจากเข้ารับตำแหน่งผู้นำคือการผูกขาดอำนาจ  พวกเจ้าคิดถึงกรณีใดๆ เกี่ยวกับการผูกขาดอำนาจของศัตรูของพระคริสต์ออกบ้างหรือไม่?  (ก่อนหน้านี้ มีผู้นำคริสตจักรคนหนึ่งที่เป็นศัตรูของพระคริสต์  เมื่อใดก็ตามที่มีคนชี้ให้เห็นปัญหาของเขาหรือเปิดโปงเขา เขาก็จะปราบปรามคนคนนั้นและยึดหนังสือพระวจนะของพระเจ้าของเขามาเสีย  ข้าพระองค์ไปยังกลุ่มชุมนุมบางกลุ่มในคริสตจักรของเขาเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์นี้  ด้วยความกลัวว่าความประพฤติชั่วของตนจะถูกเปิดเผย ศัตรูของพระคริสต์คนนั้นจึงพยายามขับไล่ข้าพระองค์และฉวยโอกาสกล่าวหาว่าข้าพระองค์แอบเข้าร่วมการชุมนุมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเขา  ต่อมา ผู้นำระดับสูงได้ส่งคนมาสืบค้น และศัตรูของพระคริสต์ก็ใส่ร้ายข้าพระองค์ พูดจาว่าร้ายข้าพระองค์ และถึงขั้นกักบริเวณข้าพระองค์ให้อยู่แต่ในบ้าน โดยสั่งไม่ให้พี่น้องชายหญิงคบค้าสมาคมกับข้าพระองค์  ในเวลานั้น ศัตรูของพระคริสต์คนนี้ควบคุมคริสตจักรแปดแห่งร่วมกับผู้นำและคนทำงาน  หลังจากสามัคคีธรรมและการแยกแยะอยู่หลายเดือน ในที่สุดพี่น้องชายหญิงก็เนรเทศไล่ศัตรูของพระคริสต์กลุ่มนี้ออกไป)  นี่คือวิธีดำเนินการของศัตรูของพระคริสต์  ไม่ว่าพวกเขาจะทำสิ่งใดในคริสตจักร สิ่งนั้นย่อมมีจุดมุ่งหมายเพื่อกุมอำนาจและควบคุมผู้คน  พวกเขาจะอ่อนไหวเป็นพิเศษต่อใครก็ตามที่ทำตัวเป็นภัยคุกคามต่อสถานะและอำนาจของพวกเขา  พวกเขามีสัญชาตญาณในเรื่องดังกล่าวเฉียบแหลมอย่างยิ่ง และพวกเขาก็จะตระหนักได้ในทันทีว่าเรื่องเหล่านี้ไม่เป็นผลดีต่อพวกเขาและเป็นภัยคุกคามต่อตำแหน่งของพวกเขา  นี่เป็นความเลวร้ายมิใช่หรือ?  เหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงอ่อนไหวต่อเรื่องดังกล่าวนัก?  เหตุใดผู้อื่นจึงไม่รับรู้ในเรื่องดังกล่าว?  เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับธรรมชาติของพวกเขา มีเพียงศัตรูของพระคริสต์เท่านั้นที่สามารถรับรู้ถึงสิ่งเหล่านี้ได้  เรื่องนี้ยืนยันประเด็นหนึ่ง นั่นคือ ศัตรูของพระคริสต์มีแก่นแท้ประเภทนี้  ความอยากมีอำนาจของพวกเขานั้นมากเกินปกติ และพวกเขามีความกระหายที่ไม่เหมือนใคร  เมื่อมีคนมายังคริสตจักรที่พวกเขาดูแลอยู่ พวกเขาก็จะศึกษาคนเหล่านั้น พลางคิดว่า “คนคนนี้เป็นภัยคุกคามต่อสถานะและเกียรติของฉันหรือไม่?  เขามาที่นี่เพื่อเลื่อนตำแหน่งให้ฉันหรือเพื่อปลดฉัน?  เขามาที่นี่เพื่อสืบค้นปัญหาของฉันหรือเพื่อสามัคคีธรรมเรื่องงานตามปกติ?”  พวกเขาจะพยายามหาคำตอบเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้เป็นอันดับแรก  พวกเขาอ่อนไหวเป็นพิเศษต่อเรื่องดังกล่าว เนื่องจากพวกเขามีความรักใคร่และความอยากมีสถานะและอำนาจเป็นพิเศษ พวกเขามีชีวิตอยู่เพื่ออำนาจและสถานะ  พวกเขาคิดว่าหากสูญเสียอำนาจ มีผู้ติดตามน้อยลง และกลายเป็นแม่ทัพที่ไร้กองทัพ ชีวิตก็จะสูญเสียความหมายไป  ด้วยเหตุนั้น ในเรื่องของสถานะและอำนาจที่พวกเขาได้รับ ไม่ว่าพวกเขาจะดูแลคริสตจักรสามแห่ง ห้าแห่ง หรือสิบแห่ง ศัตรูของพระคริสต์ก็เชื่อว่ายิ่งมากก็ยิ่งดี  พวกเขาจะไม่มีวันยอมยกอำนาจของตนให้ผู้อื่นอย่างเด็ดขาด  พวกเขาคิดว่าอำนาจนั้นเป็นของตนโดยชอบธรรม เป็นสิ่งที่พวกเขาต่อสู้เพื่อให้ได้มา เป็นสิ่งที่พวกเขาได้มาผ่านการปฏิวัติและกลยุทธ์  หากคนอื่นต้องการได้อำนาจนั้น พวกเขาก็ต้องเตรียมแลกด้วยชีวิตของตน  ก็เหมือนกับพญานาคใหญ่สีแดง—หากมีใครเสนอการเปลี่ยนแปลงทางประชาธิปไตยเพื่อยุติความเป็นเผด็จการของมัน รบเร้าให้พรรคคอมมิวนิสต์จัดการเลือกตั้งที่เป็นธรรม พญานาคใหญ่สีแดงจะว่าอย่างไร?  “ประชาธิปไตยหรือ?  คุณจะต้องแลกมาด้วยหัวของคนยี่สิบล้านคน!  พรรคคอมมิวนิสต์ได้อำนาจมาด้วยเลือดของผู้คนนับไม่ถ้วน  หากคุณต้องการยึดอำนาจ คุณก็จะต้องแลกด้วยเลือดและชีวิตของผู้คนที่มากขนาดนั้น!”  ศัตรูของพระคริสต์ก็เช่นเดียวกัน  หากเจ้าต้องการให้พวกเขาสละอำนาจ การสามัคคีธรรมความจริงให้พวกเขายอมจำนนนั้นไม่เพียงพอ พวกเขาจะต่อสู้และขับเคี่ยวกับเจ้า  ไม่ว่าวิธีการหรือวิถีทางของพวกเขาจะน่ารังเกียจเพียงใด พวกเขาก็ต้องปกป้องอำนาจของตนเอาไว้  เว้นเสียแต่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรทุกคนจะตื่นรู้และร่วมมือกันเปิดโปงและปลดพวกเขา มิฉะนั้นพวกเขาก็จะไม่ยอมทำเช่นนั้น  ศัตรูของพระคริสต์เลวร้ายเหลือเกินมิใช่หรือ?  สิงนี้ยืนยันและยกตัวอย่างให้เห็นอย่างครบถ้วนถึงอุปนิสัยที่เลวร้ายและชั่วช้าของศัตรูของพระคริสต์  ไม่ว่าผู้อยู่ใต้การควบคุมจะเต็มใจหรือไม่ ไม่ว่าพวกเขาจะยอมจำนนอย่างแท้จริงหรือไม่ ไม่ว่าพวกเขาจะเต็มใจเชื่อฟังและติดตามหรือไม่ก็ตาม ศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่ใส่ใจในเรื่องนี้  พวกเขาบังคับใช้อำนาจของตนเพื่อปราบปรามและควบคุมผู้คน  ห้ามผู้ใดขัดขืน ใครก็ตามที่ไม่ยอมจำนนจะถูกลงโทษ  นี่คือศัตรูของพระคริสต์

เมื่อสักครู่นี้ พวกเราเพิ่งสามัคคีธรรมถึงการปฏิบัติและการสำแดงที่เฉพาะเจาะจงบางประการเกี่ยวกับวิธีผูกขาดอำนาจของศัตรูของพระคริสต์  จากการปฏิบัติและการสำแดงเหล่านี้ พวกเราย่อมเห็นได้ว่าศัตรูของพระคริสต์มีอุปนิสัยและแก่นแท้ที่ชั่วช้าและเลวร้ายมิใช่หรือ?  มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงพวกเขาได้หรือไม่?  ไม่ว่าจะเป็นการใช้เหตุผลกับพวกเขา การโน้มน้าวอารมณ์ของพวกเขา การนำเสนอความจริงในพระวจนะของพระเจ้า การตัดแต่งพวกเขา หรือการพยายามเปลี่ยนแปลงพวกเขาด้วยความรู้สึกที่แท้จริง—วิธีการเหล่านี้สามารถทำให้พวกเขาละทิ้งการปฏิบัติของการผูกขาดอำนาจได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  บางคนกล่าวว่า “ศัตรูของพระคริสต์เป็นเพียงคนที่มีอุปนิสัยที่เสื่อมทราม  ผู้คนมีอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์  หากคุณโน้มน้าวอารมณ์ความรู้สึกของพวกเขา อธิบายสิ่งต่างๆ อย่างมีเหตุผล และแจกแจงข้อดีข้อเสียให้ชัดเจน เช่นนั้นแล้วเมื่อพวกเขาเข้าใจเหตุผล พวกเขาก็อาจจะไม่กระทำการเช่นนั้น  พวกเขาอาจจะยอมรับความผิดพลาดของตน กลับใจ และหยุดเดินบนเส้นทางของศัตรูของพระคริสต์  พวกเขาอาจจะไม่สถาปนาแดนครอบครองของตนเองภายในพระนิเวศของพระเจ้า ไม่ดึงผู้ติดตามเดนตายของตนมาเข้าร่วมเพื่อผูกขาดอำนาจในพระนิเวศของพระเจ้า และไม่ร่วมกระทำในสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นมนุษย์และศีลธรรมเหล่านี้”  ศัตรูของพระคริสต์สามารถถูกชักจูงด้วยวิธีนี้ได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  เคยมีใครเปลี่ยนแปลงศัตรูของพระคริสต์ได้บ้างหรือไม่?  บางคนกล่าวว่า “บางทีเขาอาจจะไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนอย่างถูกควรจากผู้เป็นแม่ตั้งแต่อายุยังน้อย เขาถูกตามใจ  ตอนนี้ หากแม่ของเขาพูดกับเขา หรือหากบุคคลที่มีเกียรติมากที่สุดในครอบครัว หรือคนที่เชื่อมานานที่สุดใช้เหตุผลกับเขา เขาก็อาจจะหยุดทำสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำ”  เรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่?  (ไม่)  เพราะเหตุใดจึงไม่จริง?  (การใช้เหตุผลกับพวกเขานั้นไม่ได้ผล ยิ่งพูดมากเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งขุ่นเคืองมากเท่านั้น  หากพวกเราเปิดโปงและตัดแต่งพวกเขา พวกเขาก็จะเกลียดชังพวกเรา)  ถูกต้อง  พวกเขาได้ฟังพระวจนะของพระเจ้าและความจริงมาไม่น้อยมิใช่หรือ?  ศัตรูของพระคริสต์บางคนเชื่อมาสิบหรือยี่สิบปีโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ  พวกเขาได้อ่านพระวจนะของพระเจ้ามาค่อนข้างมาก แต่เหตุใดจึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดเลย?  นี่เป็นเพราะหัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความเลวชั่ว—แม้แต่พระเจ้าก็ไม่ทรงช่วยพวกเขาให้รอด แล้วมนุษย์จะเปลี่ยนแปลงพวกเขาด้วยความรู้และคำสอนเพียงน้อยนิดที่มีอยู่ได้อย่างไร?  ในสังคมมนุษย์ ประเทศต่างๆ มีการศึกษา และมีกฎหมายในสังคม ทั้งหมดนี้ล้วนส่งเสริมให้ผู้คนเรียนรู้ที่จะเป็นคนดีและหลีกเลี่ยงการก่ออาชญากรรม  แต่เหตุใดสิ่งเหล่านั้นจึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผู้คนได้?  การศึกษาระดับชาติและระบบทั้งหลายมีผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมบ้างหรือไม่?  สิ่งทั้งหลายที่ประเทศชาติส่งเสริมมีนัยสำคัญทางการศึกษาหรือมีคุณค่าต่อมวลมนุษย์หรือไม่?  สิ่งเหล่านั้นได้ผลหรือไม่?  (ไม่)  แม้แต่หน่วยงานด้านกฎหมายของแต่ละประเทศ เช่น สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และเรือนจำ ซึ่งเป็นสถานที่บ่มวินัยผู้คนขั้นสูงสุดและเข้มงวดที่สุด สิ่งเหล่านี้ได้เปลี่ยนแปลงแก่นแท้ของผู้คนหรือไม่?  ลองดูอาชญากรทางเพศ หัวขโมย และอันธพาลบางคนเป็นตัวอย่าง—พวกเขาเข้าออกเรือนจำหลายครั้งเสียจนกลายเป็นผู้กระทำผิดซ้ำซาก—ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาเปลี่ยนแปลงหรือไม่?  ไม่ ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงพวกเขาได้  แก่นแท้ของคนเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้  ในทำนองเดียวกัน แก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน  การกระทำการผูกขาดอำนาจเป็นตัวแทนแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ และแก่นแท้นี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้  พระเจ้าทรงมีท่าทีเช่นไรต่อบุคคลประเภทที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้?  ทรงพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงและช่วยพวกเขาให้รอด แล้วสัมฤทธิ์การเปลี่ยนรูปในธรรมชาติของพวกเขาใช่หรือไม่?  พระเจ้าทรงทำพระราชกิจเช่นนี้หรือไม่?  (ไม่)  บัดนี้เมื่อพวกเจ้าเข้าใจแล้วว่าพระเจ้าไม่ทรงทำพระราชกิจประเภทนี้ พวกเจ้าควรรับมือกับศัตรูของพระคริสต์อย่างไร?  (ปฏิเสธพวกเขา)  อันดับแรก จงแยกแยะและชำแหละ เมื่อเจ้ามองเห็นพวกเขาอย่างทะลุปรุโปร่ง ก็จงปฏิเสธพวกเขาเสีย  จงอย่าปฏิเสธใครแค่จากมโนคติอันหลงผิดและจินตนาการของเจ้า โดยคิดไปว่าพวกเขาโอหังและคิดว่าตนถูก และดูเหมือนศัตรูของพระคริสต์  การนี้ย่อมใช้ไม่ได้ เจ้าไม่สามารถทำตัวมืดบอดได้  จงค่อยๆ ยืนยันและระบุว่าเป็นคนคนนั้นเป็นศัตรูของพระคริสต์ผ่านการติดต่อ การสืบค้น และการแยกแยะ  อันดับแรก จงสามัคคีธรรมและชำแหละพวกเขาให้ทุกคนฟัง แยกแยะพวกเขา แล้วจึงร่วมมือกับคนในคริสตจักรที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและมีสำนึกของความยุติธรรมเพื่อปฏิเสธพวกเขา  จงแยกแยะและชำแหละพวกเขาเสียก่อน แล้วจึงปฏิเสธพวกเขา—นี่คือแนวทางที่ดีที่สุดในการจัดการศัตรูของพระคริสต์  สำหรับศัตรูของพระคริสต์บางคนที่เก่งกาจด้านความหน้าซื่อใจคดและค่อนข้างเจ้าเล่ห์ หากเจ้าได้สืบค้นและแยกแยะพวกเขาผ่านการติดต่อกับพวกเขา จนยืนยันได้ว่าพวกเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์ แต่พี่น้องชายหญิงไม่ได้รู้จักคนเหล่านั้นดี พวกเขายังขาดวิจารณญาณที่แท้จริง และเมื่อเจ้าสามัคคีธรรมและชำแหละศัตรูของพระคริสต์ร่วมกับพี่น้องชายหญิง ไม่เพียงแต่พวกเขาจะไม่เชื่อหรือไม่ยอมรับว่าคนเหล่านั้นเป็นศัตรูของพระคริสต์เท่านั้น แต่ถึงขั้นพูดว่า “คุณมีอคติต่อพวกเขา นี่คือความคิดเห็นส่วนตัวของคุณ”—เจ้าควรทำอย่างไร?  หากเจ้ากล่าวว่า “ไม่ว่าอย่างไร ฉันก็ได้แยกแยะพวกเขาแล้ว ฉันจะไม่ถูกพวกเขาชักพาให้หลงผิดหรือตีกรอบ ฉันจะไม่ฟังสิ่งที่พวกเขาพูด และฉันก็จะไม่เชื่อฟังพวกเขาโดยเด็ดขาด  พวกคุณจะแยกแยะพวกเขาได้หรือไม่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ฉันต้องสนใจ  ฉันบอกพวกคุณเกี่ยวกับการสำแดงของพวกเขาและสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาทำไปแล้ว และไม่ว่าพวกคุณจะเชื่อหรือไม่ ไม่ว่าพวกคุณจะฟังหรือไม่ ฉันก็ลุล่วงความรับผิดชอบของฉันแล้ว  หากพวกคุณถูกคนเหล่านั้นชักพาให้หลงผิดและควบคุม หากพวกคุณฟังสิ่งที่พวกเขาพูดและติดตามพวกเขา เช่นนั้นแล้ว พวกคุณก็สมควรได้รับผลที่ตามมาและสมควรที่จะโชคร้ายแล้ว!”—นี่เป็นแนวทางที่ยอมรับได้หรือไม่?  สิ่งนี้ถือเป็นการลุล่วงความรับผิดชอบของเจ้าหรือไม่?  นี่ถือเป็นการจงรักภักดีต่อพระเจ้าหรือไม่?  (ไม่)  เช่นนั้นแล้วเจ้าควรทำอย่างไร?  สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เรื่องดังกล่าวจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน  บางคนไม่ว่าจะได้ฟังคำเทศนามากเพียงใดก็ไม่สามารถเข้าใจความจริงได้ และพวกเขาไม่สามารถเชื่อมโยงการสำแดงของศัตรูของพระคริสต์เข้ากับคำเทศนาที่พวกเขาได้ฟัง หรือแยกแยะคนเหล่านั้นได้  ในยามที่เห็นได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งว่าใครบางคนเป็นศัตรูของพระคริสต์ พวกเขากลับมองคนเหล่านั้นไม่ออกและยังคงถูกชักพาให้หลงผิด  หากศัตรูของพระคริสต์ไม่ทำร้ายพวกเขาเป็นการส่วนตัว ปราบปรามพวกเขาด้วยตัวเอง ดุด่าพวกเขา ตัดแต่งพวกเขา หรือกระทำการอุกอาจต่อหน้าพวกเขา พวกเขาก็จะไม่ยอมรับว่าคนคนนั้นเป็นศัตรูของพระคริสต์  ต่อให้คนอื่นจะพูดข้อเท็จจริงหรือนำเสนอหลักฐาน พวกเขาก็จะไม่เชื่อ  พวกเขาต้องเห็นสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำด้วยตาตัวเองและมีประสบการณ์กับการถูกศัตรูของพระคริสต์ทำร้ายด้วยตัวเองเสียก่อนจึงจะสามารถยอมรับได้  ในสถานการณ์เช่นนี้ควรทำอย่างไร?  (ปล่อยให้พวกเขาติดตามศัตรูของพระคริสต์และมีประสบการณ์กับการถูกทำร้าย หลังจากถูกทำร้ายแล้วเท่านั้น พวกเขาจึงจะตื่นรู้)  การนี้ไม่รุนแรงเกินไปหน่อยหรือ?  (นี่ไม่ใช่การรุนแรงกับพวกเขา ผู้คนเช่นนั้นไม่สามารถเข้าใจความจริงผ่านการสามัคคีธรรมได้ และพวกเขาจะเกิดความตระหนักรู้และตื่นรู้ได้ต่อเมื่อมีประสบการณ์กับการถูกทำร้ายด้วยตัวเองเท่านั้น  ดังนั้น นี่จึงเป็นหนทางเดียวในการจัดการกับผู้คนเช่นนี้)  นี่เป็นหลักธรรม  คนบางคนไม่เข้าใจเวลาที่เจ้าพูดกับพวกเขาดีๆ พวกเขาขาดความสามารถในการทำความเข้าใจสิ่งนั้น  ตัวอย่างเช่น หากเจ้าบอกพวกเขาว่า “บริเวณนั้นอันตราย หากคุณเดินคนเดียวในตอนกลางคืน คุณอาจจะโดนปล้นได้  มีคนเจอเรื่องนี้หลายคนแล้ว  อย่าไปเดินตอนกลางคืน ให้กลับมาแต่หัวค่ำ!”  คนคนนั้นไม่เชื่อ และยืนกรานที่จะเดินคนเดียวในตอนกลางคืนโดยไม่มีเพื่อนไปด้วย  ในกรณีนั้น เจ้าก็ปล่อยให้เขาเดินคนเดียว แต่แอบปกป้องพวกเขาเพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะไม่ตกอยู่ในอันตรายเข้าจริงๆ  นี่คือการลุล่วงความรับผิดชอบของเจ้า  เมื่อเกิดปัญหาขึ้นจริง เจ้าสามารถปกป้องพวกเขา ป้องกันไม่ให้ปัญหาใดๆ มาถึงพวกเขา และช่วยให้พวกเขาเรียนรู้บทเรียนและจำให้ขึ้นใจ  ท้ายที่สุด พวกเขาก็จะเชื่อว่าสิ่งที่เจ้าพูดนั้นถูกต้อง  ดังนั้นแล้ว สำหรับคนที่ถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดและไม่สามารถแยกแยะพวกเขาได้ ไม่ว่าจะสามัคคีธรรมความจริงอย่างไร พวกเขาก็ต้องทนทุกข์กับอันตรายแสนสาหัส เรียนรู้บทเรียน และจำให้ขึ้นใจเพื่อให้เกิดวิจารณญาณ  บรรดาผู้ที่เลอะเลือนและเพิกเฉยต่อคำแนะนำย่อมไม่สามารถมองเห็นความเลวร้ายและความชั่วช้าของศัตรูของพระคริสต์ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และถึงขั้นปฏิบัติต่อศัตรูของพระคริสต์ในฐานะพี่น้องชายหญิง มีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาเช่นนั้น ถึงกับช่วยเหลือพวกเขาด้วยความรักและปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างจริงใจ พูดคุยกับพวกเขาจากหัวใจเสียด้วยซ้ำ  ผลก็คือ พวกเขาตกเป็นเหยื่อของศัตรูของพระคริสต์  คนบางคนต้องถูกทำร้ายหลายครั้งถึงจะเกิดวิจารณญาณ  จากนั้นเมื่อเจ้าสามัคคีธรรมกับพวกเขาและสนับสนุนพวกเขา พวกเขาก็จะเชื่อเจ้า  นั่นเป็นวิธีการได้ผล และคนบางคนต้องทนทุกข์ในเรื่องดังกล่าว  ก่อนหน้านี้ มีคนเลอะเลือนคนหนึ่งที่ขาดวิจารณญาณและไม่พอใจเมื่อพระนิเวศของพระเจ้าปลดศัตรูของพระคริสต์  ศัตรูของพระคริสต์มีความประพฤติชั่วชัดเจน และถึงกับถูกระบุว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์  ทุกคนต่างยอมรับยกเว้นเขา และไม่มีใครสามารถสามัคคีธรรมกับเขาได้  สุดท้ายแล้วเขาก็ติดตามศัตรูของพระคริสต์ออกไป  ผ่านไประยะหนึ่ง หลังจากทนทุกข์กับอันตรายแสนสาหัส เขาก็กลับมาทั้งน้ำตา ยอมรับว่าศัตรูของพระคริสต์นั้นเลวร้ายมากเหลือเกิน  อันที่จริง ศัตรูของพระคริสต์เลวร้ายเช่นนั้นมาโดยตลอด แต่เพราะเขามีความรู้สึกที่ดีต่อศัตรูของพระคริสต์และต้องการประจบประแจง เขาจึงอดทนและอำนวยความสะดวกให้ทุกสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำ  เมื่อศัตรูของพระคริสต์สูญเสียสถานะ เขาก็มีปฏิสัมพันธ์กับศัตรูของพระคริสต์อย่างเท่าเทียมกัน และเริ่มมีความคิดเห็นเกี่ยวกับบางสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำ  เขามีมุมมองที่เปลี่ยนไป และเริ่มมองเห็นปัญหา  ในท้ายที่สุด ต่อให้จะถูกขอให้ติดตามศัตรูของพระคริสต์อีกครั้ง เขาก็ปฏิเสธทันที—เขายอมตายดีกว่าที่จะติดตามศัตรูของพระคริสต์ เพราะเขาทนทุกข์กับอันตรายใหญ่หลวงและมองศัตรูของพระคริสต์ออกแล้ว  อันที่จริง สิ่งที่เขามองออกนั้นถูกสื่อสารให้เขาทราบก่อนหน้านี้แล้ว แต่เขาปฏิเสธที่จะยอมรับหรือรับรู้  นี่เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้  สำหรับผู้คนเช่นนี้ พวกเขาต้องเดินไปบนเส้นทางที่คดเคี้ยวและสู้ทนกับความยากลำบากมากขึ้น—พวกเขาสมควรทนทุกข์เช่นนี้  เหตุใดเราจึงกล่าวว่าพวกเขาสมควรทนทุกข์?  เราหมายความว่า เมื่อเจ้ามีพรแต่ไม่ยอมเพลิดเพลินกับพรเหล่านั้น และเจ้ายืนกรานที่จะทนทุกข์—นี่เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้—เจ้าต้องสู้ทนกับความยากลำบากและทนทุกข์เสียก่อน  นี่คือความทนทุกข์ที่สมควรได้รับ

เมื่อศัตรูของพระคริสต์ผูกขาดอำนาจ พวกเขามักจะมอบหมายงานสำคัญให้ผู้ที่เชื่อฟังพวกเขาอย่างไม่มีข้อกังขาเป็นหลัก  จากนั้นพวกเขาก็จะฝึกฝนคนที่ยังลังเล คนที่มีจิตใจอ่อนไหวง่ายเพื่อดึงคนเหล่านั้นมาอยู่ฝ่ายตน  เมื่อบุคคลเหล่านี้ได้รับการฝึกฝนอย่างเพียงพอและกลายเป็นสมาชิกในแดนครอบครองของศัตรูของพระคริสต์แล้ว ศัตรูของพระคริสต์จึงจะวางใจได้  ส่วนคนที่เหลือที่พวกเขาไม่อาจใช้งานได้ ศัตรูของพระคริสต์ก็ละทิ้งคนเหล่านั้นโดยสิ้นเชิง กีดกันคนเหล่านั้นออกจากแดนครอบครองของตน  คนที่เชื่อฟังพวกเขาอย่างไม่มีข้อกังขาล้วนถือเป็นผู้ติดตามเดนตาย เป็นสมาชิกที่จงรักภักดีในแดนครอบครองของพวกเขา  พวกเขาถือว่าคนเหล่านี้เป็นผู้ติดตามของตน เป็นสาวก และเป็นคนสนิท  อำนาจของพวกเขามีอิทธิพลภายในกลุ่มนี้ กล่าวคือ อำนาจดังกล่าวถูกใช้งานอย่างได้ผลผ่านคนเหล่านี้  ด้วยเหตุนั้นจึงกล่าวได้ว่า เมื่อศัตรูของพระคริสต์ผูกขาดอำนาจ โดยเปลี่ยนพระนิเวศของพระเจ้าให้กลายเป็นแดนครอบครองของตน พวกเขาได้ทุ่มเทความพยายามอย่างมาก  พวกเขาดำเนินการที่หลากหลายและจ่ายราคาอย่างมีนัยสำคัญเพื่อการนี้ แต่ผลของราคานี้คือการเป็นปฏิปักษ์กับพระเจ้า กับความจริง และกับพี่น้องชายหญิงทุกคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง  คุณค่าและนัยสำคัญของอำนาจนี้คืออะไร?  คุณค่าและนัยสำคัญของอำนาจนี้อยู่ที่ข้อเท็จจริงที่ว่า ศัตรูของพระคริสต์ได้รับต้นทุนที่จะต่อสู้กับพระเจ้าและพระนิเวศของพระองค์ สถาปนาฐานที่มั่นของตน ก่อตั้งอาณาจักรอิสระ และใช้อำนาจอันยิ่งใหญ่ได้อย่างอิสระนั่นเอง

II. พวกศัตรูของพระคริสต์บงการรูปการณ์แวดล้อม

ก่อนหน้านี้ พวกเราได้สามัคคีธรรมถึงการสำแดงประการแรกของศัตรูของพระคริสต์ที่ปฏิบัติต่อพระนิเวศของพระเจ้าประหนึ่งแดนครอบครองส่วนบุคคลของพวกเขาเอง กล่าวคือ การผูกขาดอำนาจ  ในเรื่องของการผูกขาดอำนาจนั้น โดยหลักแล้วพวกเราได้สามัคคีธรรมถึงเนื้อหาเฉพาะที่ว่า พวกศัตรูของพระคริสต์ได้อำนาจมาอย่างไร หลังจากได้อำนาจมาแล้ว พวกเขารักษาความมั่นคงทางสถานะและเสริมสร้างอำนาจนั้นให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นอย่างไร และท้ายที่สุด พวกเขาใช้อำนาจนั้นอย่างไร  นอกจากการผูกขาดอำนาจแล้ว การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมประการที่สองของศัตรูของพระคริสต์ที่ปฏิบัติต่อพระนิเวศของพระเจ้าประหนึ่งแดนครอบครองส่วนบุคคลของพวกเขาเองก็คือ การบงการรูปการณ์แวดล้อม  ความหมายตามตัวอักษรของการบงการรูปการณ์แวดล้อมนั้นน่าจะเข้าใจได้ง่าย แล้วคำว่า “รูปการณ์แวดล้อม” หมายถึงอะไร?  หลังจากศัตรูของพระคริสต์ได้ผูกขาดอำนาจ สถาปนาแดนครอบครองของตนเอง และสั่งสมผู้ติดตามที่จงรักภักดีอย่างหัวปักหัวปำ พวกพ้อง และเขตอิทธิพลของตนเองแล้ว เขาจะยอมให้ผู้อื่นเข้ามาก้าวก่ายในงานของตนได้หรือไม่?  เขาจะยอมให้ผู้อื่นเข้ามามีส่วนร่วมหรือก้าวก่ายในกิจธุระและเขตอิทธิพลที่เขาดูแลอยู่ได้หรือไม่?  (เขาไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น)  สำหรับศัตรูของพระคริสต์ อำนาจเป็นชีวิตของเขา  ภายในเขตอิทธิพลของเขา เขาต้องเป็นผู้สั่งการในทุกสิ่ง  ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นภายในเขตอิทธิพลของเขา ผู้คนและเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผลลัพธ์สุดท้ายของเรื่องราวเหล่านั้น ต้องมีเขาเป็นผู้วางแผนและควบคุมทั้งสิ้น  ทุกสิ่งต้องเป็นไปตามความปรารถนาของเขาและสนองความต้องการของเขา โดยไม่ทำให้เขาสูญเสียสิ่งใด  ตัวอย่างเช่น หากเขาไม่แทรกแซง ก้าวก่าย หรือบงการเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ปล่อยให้เรื่องนั้นดำเนินไปตามปกติของมัน เช่นนั้นเขาอาจจะเสื่อมเสียชื่อเสียงหรือถูกใครบางคนรายงานและเผชิญกับการถูกปลด ซึ่งในกรณีนี้ สถานะของเขาอาจตกอยู่ในความเสี่ยง และอำนาจที่เขาครอบครองก็อาจสูญสิ้นไปได้  ด้วยเหตุนั้น สำหรับเรื่องราวสารพัดที่เกิดขึ้นภายในคริสตจักร ไม่ว่าจะเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็ก ศัตรูของพระคริสต์ก็ต้องจัดการเรื่องเหล่านี้ด้วยตนเอง  เรื่องราวเหล่านี้เกี่ยวพันกับความมีหน้ามีตาและสถานะของเขา ตลอดจนอำนาจของเขา  ส่วนเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับอำนาจของเขา เขาอาจเลือกที่จะไม่ตรวจสอบหรือเลือกที่จะหลับหูหลับตาไป  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องงานของพระนิเวศของพระเจ้า การเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิง ชีวิตคริสตจักร และเรื่องต่างๆ เช่นนี้ ตราบใดที่เรื่องเหล่านี้ไม่กระทบต่อสถานะและอำนาจของเขา และตราบใดที่ไม่เกี่ยวพันกับการปฏิสัมพันธ์กับเบื้องบนของเขา เขาก็จะไม่ใส่ใจ ไม่ตรวจสอบ หรือไม่สนใจไยดีเรื่องเหล่านั้น  ตัวอย่างเช่น จำนวนผู้คนที่ฝ่ายข่าวประเสริฐได้รับมาในแต่ละเดือนเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับเขา เพราะเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อสถานะของเขา  หากจำนวนที่รายงานในแต่ละเดือนสามารถรับประกันสถานะของเขาได้ เขาก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งตัวเลขนั้นเพื่อปกป้องสถานะของตน ขณะเดียวกัน เขาก็ยังคงไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นๆ  ตัวอย่างเช่น สมมติว่าในพื้นที่ที่เขาดูแลอยู่ ภายใต้รูปการณ์แวดล้อมปกติ ในหนึ่งเดือนควรจะได้รับผู้คนมาหนึ่งร้อยคน  อย่างไรก็ตาม หากสภาพแวดล้อมไม่อำนวย มีสถานการณ์พิเศษเกิดขึ้นในเดือนนั้น หรือผู้คนบางส่วนยังอยู่ในช่วงของการสืบค้น จนทำให้จำนวนคนที่ได้รับมาไม่ถึงหนึ่งร้อยคน เช่นนั้นแล้ว ศัตรูของพระคริสต์ก็จะทุ่มเทความพยายามในเรื่องนี้และเริ่มวิตกกังวล  เขาวิตกกังวลเรื่องอะไร?  เขารู้สึกหนักใจและวิตกกังวลเพราะเห็นว่าการเผยแผ่ข่าวประเสริฐของพระเจ้าไม่ราบรื่นใช่หรือไม่?  นี่เป็นเพราะบรรดาผู้ที่ประกาศข่าวประเสริฐขาดสำนึกแห่งภาระและทำอย่างสุกเอาเผากิน เขาจึงกังวลว่าจะให้น้ำคนเหล่านี้และแก้ไขปัญหานี้อย่างไรใช่หรือไม่?  หรือเป็นความกังวลว่าจะมีกำลังคนไม่เพียงพอในการประกาศข่าวประเสริฐ และเขาควรปรับเปลี่ยนและเพิ่มกำลังคนอย่างไร?  ไม่ใช่ เขาไม่ได้วิตกกังวลในเรื่องเหล่านี้เลย  เขากังวลว่าจะเพิ่มตัวเลขนั้นให้ถึงหนึ่งร้อยคนได้อย่างไรโดยไม่ให้เบื้องบนค้นพบวิธีการที่ไม่สุจริตของเขา  หากจำนวนที่แท้จริงมีเพียงแปดสิบคนแทนที่จะเป็นหนึ่งร้อยคน และเขารายงานตามความเป็นจริง เบื้องบนก็อาจจะส่งคนมาสืบค้นและศึกษาสถานการณ์ดังกล่าวเพิ่มเติม แล้วเขาจะรายงานตัวเลขอย่างไรเพื่อไม่ให้เบื้องบนมีปฏิกิริยา?  เขารายงานว่ามีผู้คนเก้าสิบแปดคน  มีคนกล่าวว่า “คุณจะรายงานข้อมูลเท็จแบบนี้ไม่ได้ นี่คือการโกง นี่เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้”  เขาตอบว่า “ไม่เป็นไร ผมเป็นคนสั่งการ หากเกิดอะไรขึ้น ผมจะรับผิดชอบเอง”  เหตุใดเขาจึงเจาะจงรายงานตัวเลขนี้?  มีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้นแฝงอยู่หรือไม่?  เขาพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบแล้วหรือไม่?  เขาพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว  การรายงานว่ามีหนึ่งร้อยคนทั้งที่จำนวนจริงมีเพียงแปดสิบคนนั้นเป็นความคลาดเคลื่อนที่มากเกินไป ทำให้ยากที่จะกลบเกลื่อนเรื่องโกหกในภายหลัง  อย่างไรก็ตาม หากเขารายงานว่าเก้าสิบแปดคน ถึงแม้เบื้องบนจะเห็นว่าต่ำกว่าหนึ่งร้อยคน แต่ก็ดูเป็นตัวเลขที่สมเหตุสมผลและจะไม่กระตุ้นให้เกิดการตรวจสอบจากเบื้องบน ซึ่งรับรองความปลอดภัยของสถานะของเขาได้  ในบางครั้ง หากเขาได้รับผู้คนมาหนึ่งร้อยคน เขาก็กล้าที่จะรายงานว่าสองร้อยคน และหากเบื้องบนส่งคนมาสืบค้น เขาก็มีวิธีรับมือ  เขาอ้างว่าอีกหนึ่งร้อยคนที่เกินมานั้นกำลังอยู่ในช่วงสืบค้น และจะได้รับมาในเดือนหน้า  หากเบื้องบนไม่ส่งคนมาตรวจสอบเรื่องนี้ เขาก็จะหาทางโอ้อวดผลงานของตน  บางครั้ง หากเขาไม่ได้รับแม้แต่คนเดียวในหนึ่งเดือน เขาก็ถึงกับรายงานเท็จว่าได้รับมาสามสิบหรือห้าสิบคน แล้วจึงค่อยคิดหาทางชดเชยในเดือนถัดไป  สรุปคือ ในเรื่องของการรายงานจำนวนคนที่ได้รับมาผ่านการประกาศข่าวประเสริฐนั้น ศัตรูของพระคริสต์สามารถบิดเบือน โกหกเรื่องตัวเลข หลอกลวง และใช้วิธีการที่ไม่สุจริตได้  เรื่องที่ว่าจะรายงานตัวเลขอย่างไร และจะรายงานตัวเลขเท่าใดนั้น ล้วนเป็นการสั่งจากศัตรูของพระคริสต์โดยตรง  นี่คือการบงการรูปการณ์แวดล้อมมิใช่หรือ?

ศัตรูของพระคริสต์ใช้สถานะและอำนาจของตนเข้าแทรกแซงและก่อกวนการปฏิบัติหน้าที่ของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรอยู่เสมอ  เขากดขี่และกีดกันใครก็ตามที่ปฏิบัติงานตามหลักธรรมและทำหน้าที่ของตนอย่างมีประสิทธิผล  เขากระทำการเช่นนี้ด้วยจุดประสงค์ใด?  เพื่อบงการรูปการณ์แวดล้อม เขากุมอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ กำราบผู้คนที่อยู่ใต้บังคับบัญชา และหลอกลวงเบื้องบน  เป้าหมายของเขาในการบงการรูปการณ์แวดล้อมคืออะไร?  คือเพื่อป้องกันไม่ให้ความจริงถูกเผย เพื่อปกปิดผู้คนไม่ให้รู้ความจริง เพื่อหลอกลวงเบื้องบน เพื่อปิดบังสถานการณ์ที่แท้จริงในงานของเขาที่อยู่เบื้องล่าง รวมถึงเพื่อปกปิดว่าเขาทำงานจริงบ้างหรือไม่ และเขาทำงานของเขาอย่างไร  จุดมุ่งหมายในการบงการรูปการณ์แวดล้อมของเขาคือเพื่อปกปิดข้อเท็จจริง ปิดบังความจริง และปกปิดเจตนาชั่วของเขา อีกทั้งเพื่อซ่อนเร้นความประพฤติชั่วของเขา การกระทำที่เป็นการแข็งขืนอย่างรุนแรงของเขา และความจริงที่ว่าเขาไม่ทำงานจริงและไม่สามารถทำงานจริงได้ ตลอดจนเรื่องอื่นๆ  ตัวอย่างเช่น เมื่อพระนิเวศของพระเจ้าต้องการเงินจำนวนหนึ่ง และสอบถามว่าคริสตจักรของเขาเก็บของถวายไว้เท่าไร ศัตรูของพระคริสต์ก็ถามก่อนว่าพระนิเวศของพระเจ้าต้องการเท่าไร  หากเจ้าบอกว่าต้องการไม่กี่พัน เขาก็จะอ้างว่ามีเพียงไม่กี่ร้อย หากเจ้าบอกว่าเจ้าต้องการหลายหมื่น เขาก็จะบอกว่ามีเพียงไม่กี่พัน  ในความเป็นจริง เขาถือครองเงินที่เป็นของถวายของคริสตจักรไว้หลายหมื่นหยวนและไม่เต็มใจที่จะปล่อยมือ  เขากำลังเก็บงำเจตนาชั่วอยู่มิใช่หรือ?  เขาต้องการทำสิ่งใด?  เขาต้องการยึดของถวายเหล่านี้ไว้ใช้เอง  นี่นับเป็นการบงการรูปการณ์แวดล้อมใช่หรือไม่?  (ใช่)  ศัตรูของพระคริสต์บงการรูปการณ์แวดล้อมถึงขั้นที่ไม่ยอมปล่อยมือจากของถวาย  หากเจ้าถามว่าคริสตจักรของเขามีผู้ใดที่เชี่ยวชาญด้านการเขียน ดนตรี หรือการผลิตวีดิทัศน์หรือไม่ เขาอาจจะตอบว่า “พวกเรามีคนที่เชี่ยวชาญด้านการเขียนอยู่คนหนึ่ง อายุเจ็ดสิบแปดปี เป็นอดีตนักข่าวที่มีอาการป่วยทางกระเพาะอาหารขั้นรุนแรง”  ในความเป็นจริงแล้ว คนคนนี้มีอายุเพียงสามสิบกว่าปีเท่านั้น อยู่ในวัยที่รุ่งโรจน์ของชีวิต และไม่ได้ทนทุกข์จากเป็นโรคกระเพาะอาหารที่ร้ายแรงใดๆ  เหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงไม่ยอมปล่อยมือ?  เหตุใดเขาจึงให้ข้อมูลเท็จ?  เขาปรารถนาที่จะบงการรูปการณ์แวดล้อม  เขาเชื่อว่าการปล่อยมือจากคนที่มีความสามารถเช่นนั้นจะส่งผลกระทบต่อการปกครองของตน เขายังต้องการเก็บบุคคลที่มีความสามารถเหล่านี้เอาไว้อีกด้วย  ผู้คนที่มีความสามารถเหล่านี้เป็นของเขาจริงหรือ?  (ไม่ใช่)  เช่นนั้นแล้ว เหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงไม่ปล่อยมือจากคนเหล่านี้?  เหตุใดเมื่องานของพระนิเวศของพระเจ้าต้องการผู้คนที่เชี่ยวชาญเหล่านี้ เขาจึงไม่จัดหาให้ และถึงกับให้ข้อมูลเท็จ?  เขาต้องการชักพาผู้คนให้หลงผิดเพื่อรักษาสถานะของตนไว้—เขากำลังบงการรูปการณ์แวดล้อมโดยแท้จริง  เขาไม่ถามว่าผู้ที่เกี่ยวข้องเต็มใจจะทำหน้าที่เหล่านี้หรือไม่ และไม่นำเสนอสภาพการณ์ของผู้คนเหล่านี้ตามความเป็นจริงต่อพระนิเวศของพระเจ้า  ตรงกันข้าม ศัตรูของพระคริสต์กลับเก็บคนเหล่านี้ไว้ใช้งานเสียเอง หรือหากเขาไม่ได้ใช้งานคนเหล่านี้ เขาก็ยังคงกีดกันคนเหล่านี้จากพระนิเวศของพระเจ้า  ตัวอย่างเช่น หากพระนิเวศของพระเจ้าต้องการผู้ผลิตวีดิทัศน์จากคริสตจักร ศัตรูของพระคริสต์เห็นเช่นนี้ก็คิดว่า “การจัดหาคนที่เชี่ยวชาญด้านการผลิตวีดิทัศน์—ฉันจะปล่อยโอกาสดีๆ เช่นนี้หลุดมือไปได้อย่างไร?  ทุกคนย่อมเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ลูกสาว ลูกชาย และญาติไม่กี่คนของฉันพอจะเข้าใจเรื่องการผลิตวีดิทัศน์อยู่บ้าง ดังนั้นฉันจะส่งพวกเขาไป ไม่ว่าพวกเขาจะตรงตามข้อกำหนดของพระนิเวศของพระเจ้าหรือไม่ก็ตาม”  เมื่อสบโอกาสที่ดีอย่างการจัดหาผู้คน เขาก็ให้ความสำคัญกับญาติและมิตรสหายของตนก่อน โดยไม่เหลือโอกาสให้คนนอกเลย  นี่คือการบงการรูปการณ์แวดล้อมมิใช่หรือ?

จากตัวอย่างที่กล่าวถึงข้างต้น การบงการรูปการณ์แวดล้อมของศัตรูของพระคริสต์หมายถึงสิ่งใดกันแน่?  นี่หมายความว่าศัตรูของพระคริสต์ครอบงำอย่างเบ็ดเสร็จ ควบคุมและบงการทุกคนและทุกสิ่งมิใช่หรือ?  ทุกสิ่งอยู่ในกำมือของเขา และเขาเป็นผู้ชี้ขาดในทุกสิ่ง เขาคือผู้ที่กุมบังเหียน สั่งการและบงการอยู่เบื้องหลัง  นี่คือการบงการรูปการณ์แวดล้อม  เมื่อเบื้องบนส่งคนไปที่คริสตจักรของเขาเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ และคนคนนี้ปรารถนาที่จะพูดคุยกับคนสักสองสามคนเพื่อดูว่าพี่น้องชายหญิงเป็นอย่างไรกันบ้างในการเข้าสู่ชีวิตและการปฏิบัติหน้าที่ของตน และเพื่อตรวจสอบว่าเนื้อหาต่างๆ อย่างเช่น หนังสือพระวจนะของพระเจ้าและบันทึกเสียงคำเทศนาได้ถูกแจกจ่ายให้กับประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรทุกคนแล้วหรือไม่ ศัตรูของพระคริสต์จะกล่าวว่า “ไม่มีปัญหา ฉันจะพาคุณไปบ้านของพี่น้องชายหญิงสองคน”  สองคนนี้คือใคร?  ทั้งสองคนคือคนที่อยู่ในแดนครอบครองของศัตรูของพระคริสต์มิใช่หรือ?  (ใช่ พวกเขาอยู่ในแดนครอบครองของศัตรูของพระคริสต์)  สองคนนี้คือน้องสาวของเขากับน้องชายของภรรยาของเขา  หลังจากพาคนที่เบื้องบนส่งมาไปที่บ้านสองหลังนี้ สองคนนี้ก็จะกล่าวว่า “ชีวิตคริสตจักรของพวกเราดีมาก แถมพวกเรายังมีคำเทศนากับสามัคคีธรรมและวีดิทัศน์คำพยานทุกรูปแบบ  ผู้นำคริสตจักรของพวกเราออกไปทำงานของคริสตจักรหลายวันแล้วและยังไม่ได้กลับบ้านเลย”  ไม่ว่าใครจะไปที่คริสตจักรของเขา คนเหล่านั้นก็ไม่อาจรับรู้ถึงสถานการณ์จริงได้เลยแม้แต่น้อย  ศัตรูของพระคริสต์ปกปิดทุกสิ่งเกี่ยวกับสถานการณ์จริงในคริสตจักร ปัญหาที่เกิดขึ้น คนชั่วที่ก่อการขัดขวางและการก่อกวน คนที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างสุกเอาเผากิน งานใดบ้างที่เกิดความผิดพลาด และอื่นๆ  สิ่งที่เจ้าเห็นเมื่อเจ้าไปที่นั่นเป็นเพียงฉากที่ดูน่าพึงพอใจ—ทั้งหมดล้วนเป็นภาพจอมปลอม  มีเพียงสิ่งเดียวที่ควรสังเกต นั่นคือ หากคนที่เบื้องบนส่งมาสอบถามว่ามีสถานที่เก็บของถวายของคริสตจักรที่เหมาะสมหรือไม่และจำเป็นต้องนำของถวายบางส่วนออกไปหรือไม่ ศัตรูของพระคริสต์จะรีบกล่าวว่าของถวายของคริสตจักรมีจำนวนไม่มากนัก  ในส่วนของงานอื่นๆ ทั้งหมด เขาจะพูดในแง่บวก ยกเว้นสถานการณ์เกี่ยวกับของถวาย—เขาจะปิดการสนทนาโดยที่คนคนนั้นไม่ทันได้เอ่ยปาก  ศัตรูของพระคริสต์ควบคุมบุคลากรที่เหมาะสมกับการทำหน้าที่ทุกประเภทของคริสตจักร ในขณะที่เสนอคนบางคนที่พวกเขาชอบพอ หรือคนที่ไม่ตรงตามเงื่อนไขให้ไปทำหน้าที่ในพระนิเวศของพระเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ย่ำแย่และมีวิญญาณชั่วทำงานอยู่ในตัว หรือคนอื่นๆ ที่โดยพื้นฐานแล้วขาดความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ มีความเป็นมนุษย์ที่น่ารังเกียจ คนที่ทำหน้าที่ของพวกเขาอย่างสุกเอาเผากิน คนที่ขาดรากฐานของความเชื่อในพระเจ้า และคนที่เป็นเหมือนพวกผู้ไม่มีความเชื่อ  นอกจากการทำหน้าที่ของตนอย่างสุกเอาเผากินแล้ว คนเหล่านี้ยังก่อกวนและขัดขวาง รวมถึงมีพฤติกรรมที่ดื้อด้าน และบางคนก็ไม่สามารถสู้ทนกับความยากลำบากและต้องการจะไปจากพระนิเวศของพระเจ้า  บางคนถึงขั้นแพร่กระจายข่าวลือที่ไม่มีมูลและเผยแพร่มโนคติอันหลงผิด และคนอื่นๆ ก็ไม่ทำหน้าที่ของตนอย่างถูกควร เอาแต่ใช้เวลาแต่ละวันไปกับการดูละครโทรทัศน์หรือวีดิทัศน์ไร้สาระอื่นๆ มากมาย  แล้วสุดท้ายเกิดอะไรขึ้น?  คนบางคนถูกไล่ออกไป  ในบรรดาผู้ที่ถูกไล่ออกไป มากกว่าร้อยละเก้าสิบห้ามีความเป็นมนุษย์ที่ย่ำแย่  ความเป็นมนุษย์ของพวกเขาย่ำแย่เพียงใด?  ย่ำแย่อย่างยิ่ง—พวกเขาขาดความเป็นมนุษย์ และบางคนก็ไม่เชื่อในพระเจ้าเลย  คนเหล่านี้มาจากที่ไหน?  พวกเขาล้วนเป็นคนที่คริสตจักรจัดหามามิใช่หรือ?  ในเมื่อพวกเขาเป็นคนที่คริสตจักรจัดหามา เช่นนั้นแล้ว คนที่จัดหาพวกเขามาย่อมต้องมีปัญหา  เราไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ที่ว่าคนเหล่านี้บางคนอาจเป็นศัตรูของพระคริสต์ และบุคคลที่ถูกจัดหามาอาจเป็นญาติ พวกพ้อง หรือผู้ติดตามเดนตายของศัตรูของพระคริสต์  นี่คือกรณีที่เกิดขึ้นมิใช่หรือ?  คนที่มีความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริงและพอมีมโนธรรมอยู่บ้างสามารถปฏิบัติต่อเรื่องสำคัญอย่างการจัดหาคนที่มีความสามารถพิเศษด้วยความใส่ใจได้หรือไม่?  พวกเขาพอจะมีความรับผิดชอบสักนิดได้หรือไม่?  พวกเขาจะกำจัดแรงจูงใจที่เห็นแก่ตัวของตนทิ้งไปบ้างได้หรือไม่?  คนที่มีความเป็นมนุษย์และมโนธรรมสามารถสัมฤทธิ์สิ่งนี้ได้แน่นอน และมีคนประเภทเดียวเท่านั้นที่ไม่สามารถทำได้ นั่นคือพวกศัตรูของพระคริสต์  พวกเขาต้องการกักตุนสิ่งดีๆ ทั้งหมดไว้ให้ตัวเอง และพวกเขาปฏิเสธและไม่ยอมให้ความร่วมมือกับสิ่งใดก็ตามที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อพวกเขาอย่างเด็ดขาด—คนเช่นนั้นคือศัตรูของพระคริสต์

นอกจากเรื่องที่ศัตรูของพระคริสต์ต้องการกุมอำนาจเบ็ดเสร็จและสั่งการเรื่องทั้งหลายในคริสตจักรอยู่เสมอแล้ว ยังมีอีกแง่มุมหนึ่งที่น่าขยะแขยงยิ่งกว่าเกี่ยวกับการบงการรูปการณ์แวดล้อมของพวกเขา  ศัตรูของพระคริสต์ที่สมรู้ร่วมคิดกับผู้ติดตามเดนตายของพวกเขาจะสามารถนบนอบต่อการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้า ทำหน้าที่ของตนอย่างถูกควร ค้ำจุนงานของพระนิเวศของพระเจ้า รวมถึงลุล่วงความรับผิดชอบและภาระผูกพันของตนได้หรือไม่?  (ไม่ พวกเขาไม่สามารถทำเช่นนั้นได้)  นั่นคือเหตุผลที่เรากล่าวว่าพวกเขากำลังสมรู้ร่วมคิดกัน  เมื่อกล่าวว่าพวกเขาสมรู้ร่วมคิดกัน ย่อมเห็นได้ชัดเจนว่าทุกสิ่งที่พวกเขาพูดและทำร่วมกันนั้นล้วนเกี่ยวข้องกับการตกลงกันอย่างลับๆ  เมื่อดูอย่างผิวเผิน คนเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นมิตร ให้ความเคารพต่อผู้อาวุโส และมีความรักใคร่ สุภาพ และเคารพอีกฝ่ายอย่างยิ่งยวด รวมถึงมีมารยาทและมีลักษณะนิสัยที่ดี  แต่ในความเป็นจริง ทั้งหมดล้วนเป็นเพียงเรื่องฉาบฉวย หน้าไหว้หลังหลอก และหน้าซื่อใจคด  เหตุใดพวกเขาจึงสามารถทำตัวสุภาพนอบน้อม แสดงความเคารพและมีมารยาทอย่างสูงสุดต่อกันและกันได้?  เรื่องนี้ย่อมมีเหตุผล  จุดประสงค์ในการสมรู้ร่วมคิดของพวกเขาไม่ใช่เพื่อเรียนรู้จากกันและกันเพื่อชดเชยจุดอ่อนของตนเอง หรือเพื่อเกื้อหนุนอีกฝ่ายในการเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงเพื่อทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าและทำงานของคริสตจักรให้ดี  กลับกัน สิ่งนี้เป็นไปเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ร่วมกัน พึ่งพิง และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  พวกเขาสมรู้ร่วมคิดกันเพราะการมีคนมากขึ้นย่อมหมายถึงอำนาจที่มากขึ้น และอำนาจที่มากขึ้นก็ทำให้จัดการกับสิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้น รวมถึงอำนวยความสะดวกในการจัดการเรื่องส่วนตัว  ดังนั้น เมื่อพวกเขาอยู่ด้วยกัน พวกเขาจึงดูเป็นมิตรมาก ราวกับว่าพวกเขาเป็นครอบครัวที่ใกล้ชิดสนิทสนมกัน  พวกเขาเรียกขานผู้ที่อาวุโสกว่าด้วยความสุภาพ เรียกคนที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันว่า “น้องสาว” หรือ “พี่ชาย” โดยกล่าวคำเหล่านี้ด้วยความรักใคร่เอ็นดูและเต็มไปด้วยธรรมเนียมปฏิบัติทางสังคม  หากใครบางคนไม่รู้ข้อเท็จจริงของสถานการณ์นี้ พวกเขาอาจจะถึงกับยกย่องคนเหล่านี้สำหรับความรัก การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และการพึ่งพาอาศัยกัน พวกเขาดูเหมือนเต็มใจที่จะยื่นมือช่วยเหลือในยามยากลำบาก และพวกเขาก็มีความสุขและพึงพอใจมาก กล่าวว่า “พวกเราล้วนเป็นครอบครัวเดียวกัน พวกเราเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวกัน”  ขณะที่พูด พวกเขาก็แบ่งปันความรักผ่านสายตาที่มีความหมายลึกซึ้ง ซึ่งยิ่งเป็นการยืนยันว่าพวกเขาคือครอบครัวและกลุ่มคนที่เหนียวแน่นอย่างแท้จริง  แล้วพวกเขาทำสิ่งใดกันแน่เมื่อสมรู้ร่วมคิดกัน?  ยกตัวอย่าง พี่สาวคนหนึ่งเป็นผู้จัดการทั่วไปที่บริษัทแห่งหนึ่ง และมีความสัมพันธ์รวมถึงเส้นสายทางสังคมที่กว้างขวาง  เธอได้ทำสิ่งต่างๆ มากมายให้กับคนที่อยู่ในแดนครอบครองของศัตรูของพระคริสต์ และคนส่วนใหญ่ก็ได้รับผลประโยชน์จากเธอ ดังนั้นพวกเขาจึงเรียกขานเธอว่า “พี่ใหญ่” ของพวกเขา  เมื่อใดก็ตามที่ใครสักคนมีเรื่องราวเกิดขึ้นที่บ้าน อย่างเช่นลูกชายจะเข้ามหาวิทยาลัยหรือลูกสาวกำลังหางานทำ พวกเขาก็จะต้องไปปรึกษาเธอและขอความช่วยเหลือจากเธอในการจัดการเรื่องดังกล่าวอย่างแน่นอน  หากใครสักคนเข้าโรงพยาบาล และมีคนในคริสตจักรที่ทำงานในโรงพยาบาลและสามารถช่วยให้พวกเขาได้ยาที่นำเข้าจากต่างประเทศ ศัตรูของพระคริสต์ก็จะรีบนับคนคนนี้เป็นคนสนิทที่ใกล้ชิดและเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว  พวกเขาสมรู้ร่วมคิดกันเพื่อจัดการเรื่องเหล่านั้น เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน และสร้างสถานการณ์ที่ได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย  เพราะฉะนั้น เมื่อพวกเขาอยู่ด้วยกัน พวกเขาจึงดูมีความสัมพันธ์ที่ดีและปรองดองกันอย่างยิ่งยวด มีความสุขอย่างที่สุดและไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งกันเลย  อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังความปรองดองนี้ แต่ละคนต่างเก็บซ่อนแรงจูงใจแอบแฝงเอาไว้ คอยคิดว่าจะกอบโกยผลประโยชน์จากอีกฝ่ายและใช้ประโยชน์จากผู้อื่นได้อย่างไร ตลอดจนคิดว่าจะสามารถช่วยเหลือผู้อื่นพร้อมกับสร้างผลประโยชน์ร่วมกันและตอบแทนบุญคุณของผู้คนอื่นๆ ได้อย่างไร  หลังจากที่ศัตรูของพระคริสต์สถาปนาแดนครอบครองของพวกเขาและมีผู้ติดตามเดนตายแล้ว พวกเขาก็มีทีมและ “ครอบครัว” ของพวกเขาที่ช่วยเหลือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ทั้งปวงในชีวิตประจำวัน  ตัวอย่างเช่น ในเรื่องของการหางานทำ การเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย การเลื่อนตำแหน่ง การรับมือกับอาการป่วยร้ายแรง การย้ายที่อยู่ หรือแม้กระทั่งการหาคนกลางมาจ่ายเงินเพื่อได้ให้ออกจากคุกเวลาที่พวกเขาถูกจับ—ย่อมมีใครบางคนมาจัดการเรื่องทั้งหมดนี้  จากมุมมองของศัตรูของพระคริสต์ “สมาชิกในครอบครัว” เหล่านี้มีประโยชน์มิใช่หรือ?  พวกเขาพึ่งพาได้มิใช่หรือ?  พวกเขาสามารถพึ่งพิงและช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้มิใช่หรือ?  (ใช่)  ดังนั้น ภายในแดนครอบครองดังกล่าว สิ่งที่คนเราเห็นจึงไม่ใช่ผู้คนที่ปฏิสัมพันธ์กันโดยมีพระวจนะของพระเจ้าเป็นหลักธรรมของพวกเขา หรือผู้คนที่กระทำการตามมโนธรรมของตน ดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า นมัสการพระเจ้า มีปฏิสัมพันธ์กันตามปกติ สามัคคีธรรมกันอย่างเปิดอก เปิดใจและเปิดเผยตนเองอย่างหมดเปลือก สามัคคีธรรมและรู้จักอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของตนเอง หรือเรียนรู้จากกันและกันเพื่อชดเชยข้อบกพร่องของตนเอง—ไม่มีสิ่งใดที่เป็นเช่นนั้นเลย  กลุ่มคนพวกนี้ แดนครอบครองแห่งนี้ คือแดนครอบครองของพรรคพวกของศัตรูของพระคริสต์ ที่ซึ่งความจริงไม่มีอำนาจใดๆ ที่ซึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ได้ทรงพระราชกิจ และที่ซึ่งพระวจนะของพระเจ้าไม่ได้มีอยู่ในหัวใจของผู้คน  ตรงกันข้าม พรรคพวกของศัตรูของพระคริสต์กลับใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างพึงพอใจ สะดวกสบาย และสุขสำราญ ปฏิบัติต่อที่นี่ประหนึ่งเป็นบ้านของพวกเขาเอง  ในความเป็นจริงแล้ว ที่นี่ไม่ใช่ทั้งพระนิเวศของพระเจ้าหรือคริสตจักร แต่คือสังคม คือพวกพ้องของศัตรูของพระคริสต์

ศัตรูของพระคริสต์เปลี่ยนคริสตจักรให้กลายเป็นแดนครอบครองของตนเอง เปลี่ยนให้เป็นกลุ่มสังคมและเป็นพรรคพวกของพวกเขา  พวกเขามีส่วนร่วมในการกระทำที่ทำลายล้างและน่าเกลียดชัง และพวกเขาก็พูดหรือกระทำการด้วยกลยุทธ์และวิธีการของพวกผู้ไม่มีความเชื่อโดยสิ้นเชิง  แต่ละคนต่างเป็นพวกที่พูดจาไหลลื่น พูดจาไร้สาระ เต็มไปด้วยความต่ำช้า เคลือบแฝงและเลวร้าย อีกทั้งปฏิเสธที่จะยอมรับความจริง  จากภายนอก พวกเขาแสร้งว่าตนเองเป็นคนที่มีมารยาท มีอารยะ สุภาพ มีวินัย และถึงขั้นสุภาพเรียบร้อย มีขีดความสามารถและลักษณะนิสัยที่ดี  อย่างไรก็ตาม แท้จริงแล้วพวกเขาแต่ละคนกลับมีลักษณะนิสัยที่เคลือบแฝง เจ้าเล่ห์ เลวทราม และเลวร้าย  พวกเขาสมรู้ร่วมคิดกัน สร้างเส้นสาย แก่งแย่งอิทธิพล ให้ความสำคัญกับความฟุ้งเฟ้อ และเน้นย้ำเรื่องความสัมพันธ์ในชุมชนและระหว่างบุคคลในสังคม  พวกเขาใส่ใจว่าใครมีอิทธิพลมากกว่า มีสถานะที่สูงกว่า และมีเกียรติมากกว่าในสังคม ตลอดจนใครเก่งกาจเรื่องกลยุทธ์มากที่สุด  จากคำพูดและพฤติกรรมของพวกเขา เจ้าจะไม่สามารถแยกแยะความเชื่อที่แท้จริงใดๆ ได้เลย และยิ่งไม่เห็นแม้แต่ที่ทางที่เล็กที่สุดสำหรับพระวจนะของพระเจ้าและความจริงในหัวใจของพวกเขาได้เสียด้วยซ้ำ  ความเชื่อของพวกเขาเป็นเพียงเกมและการฉ้อโกงเท่านั้น  คนที่มีลักษณะนิสัยเลวร้ายเหล่านี้ได้เปลี่ยนคริสตจักรให้กลายเป็นกลุ่มสังคม เป็นแดนครอบครองสำหรับคนที่มีลักษณะนิสัยเลวร้ายให้มาสมรู้ร่วมคิดกัน พรั่งพรูคำพูดที่ฟังดูเลิศหรูออกมาตลอดเวลาอย่างไม่หยุดหย่อน โดยกล่าวว่า “พวกเราเชื่อในพระเจ้า ทำหน้าที่ของพวกเราในพระนิเวศของพระเจ้า ติดตามพระเจ้าเช่นนี้ มีส่วนช่วยเรื่องสวัสดิภาพของพี่น้องชายหญิงของพวกเราในแบบนั้น ช่วยเหลือและเกื้อหนุนพวกเขาเช่นนี้ และรักกันและกันในหนทางเช่นนั้นเช่นนี้”  พวกเขาสร้างความเสียหายต่อพี่น้องชายหญิงผ่านวิธีการอันเลวร้ายที่ชักพาผู้คนให้หลงผิดและล่อลวงพวกเขาให้ติดกับดัก ควบคู่ไปกับวิธีการอันเลวทรามนานาประการ แต่กลับเชื่อว่ากำลังทำหน้าที่ของตน ช่วยเหลือพี่น้องชายหญิง ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า และเป็นพยานถึงพระองค์  พวกเขาแทบไม่ตระหนักเลยว่าเบื้องหลังการกระทำและพฤติกรรมเหล่านี้คือแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ที่บงการรูปการณ์แวดล้อม  ศัตรูของพระคริสต์ล่อลวงบรรดาผู้ที่ติดตามพระเจ้าให้มาอยู่ใต้อำนาจของตน เปลี่ยนคริสตจักรให้กลายเป็นแดนครอบครองของพวกเขาเอง กลายเป็นกลุ่มสังคม และกลายเป็นองค์กรของผู้คนที่อยู่ภายใต้อำนาจของซาตาน  องค์กรเช่นนี้ยังถือเป็นคริสตจักรได้อีกหรือ?  ชัดเจนว่าไม่ได้  พฤติกรรมของศัตรูของพระคริสต์นั้นน่าสะอิดสะเอียนอย่างที่สุดมิใช่หรือ?  พวกเจ้าเคยเห็นพรรคพวกของศัตรูของพระคริสต์แบบนี้บ้างหรือไม่?  เจ้ามีความรู้สึกเช่นไรเมื่อเจ้าอยู่ท่ามกลางพวกเขา?  จากภายนอกนั้น พวกเขาดูเหมือนสุภาพและอัธยาศัยดี—แต่เมื่อเจ้าสามัคคีธรรมความจริงและเจตนารมณ์ของพระเจ้ากับพวกเขา ท่าทีที่พวกเขาแสดงออกกลับเป็นความรังเกียจและการขาดความสนใจอย่างยิ่ง ซึ่งตรงข้ามกับท่าทีภายนอกที่ดูสุภาพและอัธยาศัยดีของพวกเขา  เมื่อเจ้าสามัคคีธรรมความจริงกับพวกเขา พวกเขาจะรู้สึกว่าเจ้าเป็นคนนอก และเมื่อเจ้าสามัคคีธรรมเรื่องงานของคริสตจักร พวกเขาจะยิ่งรู้สึกเช่นนั้นมากขึ้นไปอีก  เมื่อเจ้าสามัคคีธรรมต่อไปถึงหลักธรรมความจริงที่ควรนำไปปฏิบัติในการทำหน้าที่ พวกเขาจะรู้สึกหงุดหงิดและไม่สนใจ และนั่นคือตอนที่พวกเขาเผยสภาพเสมือนปีศาจของตนออกมา พวกเขาเกาหัว หาว และน้ำตาไหล  นี่คือสิ่งที่ผิดปกติมิใช่หรือ?  เหตุใดพวกเขาจึงแสดงสภาพเสมือนปีศาจออกมาทันทีที่เจ้าสามัคคีธรรมความจริง?  แต่ละคนมีความรักมากมายอยู่ในหัวใจมิใช่หรือ?  เมื่อเจ้าเริ่มสามัคคีธรรมความจริง พวกเขาจะหมดความสนใจได้อย่างไร?  นี่เป็นการเปิดโปงพวกเขามิใช่หรือ?  พวกเขาไม่ได้มีความกระตือรือร้นและความจงรักภักดีอย่างยิ่งในการทำงานภายนอกหรอกหรือ?  และหากพวกเขาจงรักภักดี พวกเขาย่อมมีความเป็นจริงมิใช่หรือ?  หากพวกเขามีความเป็นจริง เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ควรมีความสุขเมื่อได้ยินผู้คนสามัคคีธรรมความจริง พวกเขาควรถวิลหาสิ่งนั้น  เหตุใดสภาวะของพวกเขาจึงผิดปกติอยู่เสมอ จนถึงขั้นที่เกิดการถูกวิญญาณชั่วเข้าสิง?  สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าการมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างปรองดองตามปกติ รวมถึงความสุภาพและอัธยาศัยดีของพวกเขาล้วนเป็นเรื่องเท็จ  พระวจนะแห่งการพิพากษาของพระเจ้าและความจริงที่พระองค์ทรงแสดงนี่เองที่เปิดโปงพวกเขาอย่างหมดเปลือก  จากนั้นความโกรธของพวกเขาก็พลุ่งพล่าน สภาวะของพวกเขาย่อมต่างไปจากปกติ แล้วพวกเขาก็จะเริ่มทำความชั่วและก่อกวน  เมื่อนั้น พระเจ้าจะทรงส่งมอบพวกเขาให้กับซาตานและไม่ทรงสนพระทัยใยดีพวกเขาอีกต่อไป  ในความชั่วร้ายนานัปการของพวกเขา พวกเขาได้แสดงธาตุแท้ของตนออกมาแล้ว

การที่ศัตรูของพระคริสต์บงการรูปการณ์แวดล้อมนั้นคือความเป็นจริงโดยแท้  ในกรณีที่เบาลงมา คนคนหนึ่งจะบงการผู้คนจำนวนหนึ่ง  ในกรณีที่ร้ายแรง คนพวกหนึ่งจะบงการผู้คนจำนวนหนึ่งรวมไปถึงเรื่องราวทุกสิ่งอย่างด้วย  จำนวนเรื่องราวและรูปการณ์แวดล้อมที่คนคนหนึ่งจะสามารถบงการได้นั้นมีจำกัด  ดังนั้น เพื่อขยายกองกำลังและปกป้องสถานะของตน ศัตรูของพระคริสต์จึงต้องฝึกฝนทีมงาน  พวกเขาจำเป็นต้องดึงคนกลุ่มหนึ่งเข้ามาและควบคุมคนเหล่านั้นเพื่อคอยช่วยเหลือพวกเขา ปกป้องสถานะและอำนาจของพวกเขา รวมถึงช่วยพวกเขาบงการรูปการณ์แวดล้อม  เมื่อศัตรูของพระคริสต์สถาปนาพรรคพวกของตนขึ้นมา เขตอิทธิพลของพวกเขาก็จะขยายใหญ่ขึ้น ทำให้พวกเขาสามารถบงการสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น และการมีส่วนร่วมของพวกเขาก็จะกว้างขวางขึ้น  ผลก็คือจำนวนเหยื่อก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย  พวกเจ้าควรทำเช่นไรหากพบเจอพรรคพวกของศัตรูของพระคริสต์ที่สามารถบงการรูปการณ์แวดล้อมได้?  พวกเจ้าเคยพบเจอกลุ่มพรรคพวกแบบนี้บ้างหรือไม่?  สมาชิกหลักของกลุ่มนี้มักจะประกอบด้วยบุคคลสี่หรือห้าคน หรือมากกว่าสิบคน  แต่ละคนมีหน้าที่รับผิดชอบงานอันหลากหลาย  ตัวอย่างเช่น มีผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการปรับเปลี่ยนบุคลากร ผู้ที่จัดการด้านการเงิน ผู้ที่จัดการกับเบื้องบน และผู้ที่คอยปกปิดเรื่องราวให้ศัตรูของพระคริสต์อย่างทันท่วงทีไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นก็ตาม ตลอดจนผู้ที่คอยให้คำแนะนำอยู่เบื้องหลัง ผู้ที่วางแผนชั่วร้ายเพื่อทำร้ายผู้คน ผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการเผยแพร่ข่าวลือ ผู้ที่หว่านความแตกแยก ผู้ที่ช่วยคนทำชั่วให้ทำความชั่ว ผู้ที่รวบรวมข้อมูล และแม้กระทั่งผู้ที่คอยจัดหาผลประโยชน์และดูแลรักษาพยาบาลให้พวกเขา  กล่าวโดยสรุปคือ มีคนคอยสวมบทบาททุกรูปแบบในกลุ่มคนพวกนี้  ศัตรูของพระคริสต์ไม่สนใจบุคคลที่ไม่มีอิทธิพล คนที่ไร้เล่ห์มารยาและเรียบง่าย และขาดความสามารถในการรับมือกับเรื่องราวทั้งหลายในสังคม  กลับกัน พวกเขาจะเจาะจงพุ่งเป้าไปที่บรรดาผู้เชื่อที่มีสถานะ มีหน้ามีตา มีอิทธิพล และมีประสบการณ์ในฐานะข้าราชการหรือทำธุรกิจใหญ่โตในสังคม—ผู้คนที่ผ่านโลกมามาก มีความสามารถในการทำให้สิ่งต่างๆ ลุล่วง และสามารถหาสิ่งดีๆ มาให้พวกเขาได้  ตัวอย่างเช่น หากรถยนต์คันหนึ่งมีราคาสี่แสนหยวน คนที่มีความสามารถที่รู้จักเล่นกับตลาดอาจหารถมือสองที่เทียบเท่ารถใหม่ในราคาเพียงครึ่งเดียวมาให้ศัตรูของพระคริสต์ได้  ศัตรูของพระคริสต์จะดึงคนเช่นนี้เข้ามาเป็นพวกหรือไม่หากได้เข้าใกล้พวกเขา?  (ใช่)  ศัตรูของพระคริสต์ย่อมจะดึงคนแบบนี้เข้ามาเป็นพวก  วัตถุประสงค์ของพวกเขาคืออะไร?  พวกเขามุ่งหมายที่จะเปลี่ยนพระนิเวศของพระเจ้า ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับพระราชกิจของพระเจ้า ให้กลายเป็นกลุ่มสังคมทางโลก และทำให้พระราชกิจของพระเจ้าและความจริงไม่สามารถนำมาใช้ปฏิบัติในหมู่ผู้คนได้—พวกเขาต้องการสัมฤทธิ์เป้าหมายของตนเอง  หากผู้เชื่อทั่วไปคนหนึ่งที่เชื่อในพระเจ้าอย่างหมดหัวใจและจิตวิญญาณสามารถละทิ้งครอบครัวและหน้าที่การงานของตนได้ เป็นคนไร้เล่ห์มารยาและเรียบง่าย และขาดความสามารถในการรับมือกับสิ่งต่างๆ ศัตรูของพระคริสต์จะต้องการเธอหรือไม่?  (ไม่)  หากสามีและลูกชายของเธอสามารถทำเงินจากการทำธุรกิจได้ เป็นคนมีอิทธิพลในสังคม และไม่มีใครกล้ารังแกพวกเขา หญิงชราเช่นนี้จะมีคุณค่าใดต่อศัตรูของพระคริสต์หรือไม่?  ถึงแม้ว่าเธออาจจะขาดคุณค่าประจำตัวในสายตาของศัตรูของพระคริสต์ แต่ในแง่ครอบครัวของเธอนั้น เธอกลับมีคุณค่าอย่างสูง  เธอไม่ขัดสนเรื่องเงินทอง บ้านของเธอสามารถรับรองพี่น้องชายหญิงได้ และหากเกิดเรื่องใดขึ้น เธอก็สามารถให้ครอบครัวช่วยจัดการเรื่องดังกล่าวได้  บุคคลเช่นนี้ย่อมมีคุณค่าต่อศัตรูของพระคริสต์  ศัตรูของพระคริสต์จะทำทุกวิถีทางเพื่อดึงเธอมาเป็นพวกและชักพาให้เธอหลงผิด ทำให้คนเช่นนั้นยืนอยู่ฝ่ายเดียวกับพวกเขาและถูกพวกเขาหลอกใช้  ศัตรูของพระคริสต์ประเมินคนเป็นประโยชน์ต่อพวกเขาได้อย่างแม่นยำ  พวกเขาไม่ใส่ใจหรือให้คุณค่ากับบรรดาผู้ที่มีความเชื่อที่แท้จริง ผู้ที่เชื่อในพระเจ้าด้วยใจจริง หรือผู้ที่มีลักษณะนิสัยที่ดีและจงรักภักดีในการปฏิบัติหน้าที่ และหลังจากได้รับการเลี้ยงดูและให้น้ำ ก็เกิดความคืบหน้าและจ่ายราคาอย่างแท้จริงได้  ยิ่งเจ้าซื่อตรงมากเพียงใด และยิ่งเจ้ามีมโนธรรมและสำนึกมากเพียงใด พวกเขาก็จะยิ่งรู้สึกสะอิดสะเอียนเจ้ามากขึ้นเท่านั้น  หากเจ้าพูดด้วยความสัตย์จริงและตรงไปตรงมา พวกเขาก็จะสะอิดสะเอียนและรังเกียจเจ้า  เมื่อพวกเขาเห็นเจ้า พวกเขาก็จะหลีกเลี่ยงเจ้า  หากเจ้ามีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขา พวกเขาก็จะทักทายปราศรัยแบบหน้าไหว้หลังหลอกแต่จะไม่พูดจากใจจริง เว้นเสียแต่ว่าเจ้ามีคุณค่าต่อพวกเขา  พวกเขาชอบคนที่มีคุณค่าต่อตน คนที่เป็นประโยชน์ต่ออำนาจและสถานะของพวกเขา  หากคนคนหนึ่งถูกพวกเขาหลอกใช้ได้ และสามารถช่วยพวกเขาดำเนินการสิ่งต่างๆ ปกปิดข้อเท็จจริงที่แท้จริง ทำเรื่องเลวร้ายพลางหาข้อแก้ตัวที่เหมาะสมให้พวกเขาได้ อีกทั้งชักพาพี่น้องชายหญิงให้หลงผิดโดยไม่มีใครสังเกตเห็น ไม่มีใครสามารถเปิดโปงหรือมองออก คนคนนั้นย่อมกลายเป็นเป้าหมายที่พวกเขาเอาเปรียบและดึงมาเป็นพวก  หากมีใครคนหนึ่งที่ไม่ว่าพูดคุยกับใครก็มักจะพูดจาประจบสอพลออยู่เสมอ ร้องเพลงสรรเสริญผู้มีอำนาจ ติดตามผู้ที่มีครองสถานะ และไม่แสดงออกว่ามีวิจารณญาณต่อผู้ใดเลย ศัตรูของพระคริสต์จะใช้คนเหล่านั้นหรือไม่?  คนคนนั้นมีคุณค่าสำหรับศัตรูของพระคริสต์ แต่พวกเขาก็จะปฏิบัติต่อคนเหล่านั้นด้วยความระมัดระวังเช่นกัน  ศัตรูของพระคริสต์ไม่ได้ไว้วางใจคนที่ประจบสอพลอพวกเขาอย่างเต็มที่ และพวกเขาจะไม่ให้คนเหล่านั้นรู้เรื่องบางอย่าง  หากการชุมนุมถูกแบ่งชนชั้น พวกเขาก็จะกีดกันบุคคลดังกล่าวออกจากการชุมนุมที่สำคัญกว่า  การชุมนุมที่มีความสำคัญน้อยกว่าหรือการชุมนุมทั่วไปคือที่ที่บุคคลโลเลเช่นนี้สามารถเข้าร่วมได้  นี่เป็นเพราะหากมีผู้นำอีกคนปรากฏตัวขึ้น บุคคลที่โลเลเหล่านี้ก็อาจทรยศพวกเขาและเปิดโปงพวกเขาได้ทุกเมื่อ  ศัตรูของพระคริสต์รับมือกับคนเหล่านี้อย่างมีเล่ห์เหลี่ยม โดยใช้ประโยชน์จากคนเหล่านี้ตามสถานการณ์  เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นเรื่องของการบงการรูปการณ์แวดล้อม ศัตรูของพระคริสต์จึงระวังตัวมาก  พวกเขาเข้าหาเรื่องดังกล่าวด้วยวิธีการที่เป็นระบบและรอบคอบ พิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนว่าจะกระทำการอย่างไรและควรใช้ประโยชน์จากบุคคลใด  พวกเขาแยกแยะระหว่างคนที่เป็นพวกพ้องที่ใกล้ชิดกับคนที่เป็นพวกพ้องทั่วไปอยู่ในใจ

เมื่อศัตรูของพระคริสต์พูดคุยติดต่อกับคนแปลกหน้า เช่น ผู้นำระดับสูงหรือคนที่พวกเขาไม่ได้รู้จักดี เขาจะหยั่งเชิงดูลักษณะนิสัยของคนคนนั้นเป็นอันดับแรก ว่าคนคนนั้นมีการไล่ตามเสาะหาหรืองานอดิเรกบางอย่างหรือไม่ มีความเชื่อที่แท้จริงหรือไม่ เขาเชื่อในพระเจ้ามาแล้วกี่ปี มีความเป็นจริงความจริงหรือมีวิจารณญาณแยกแยะต่อตนหรือไม่ และแบกรับภาระสำหรับการเข้าสู่ชีวิตหรือไม่  เขาประเมินและสังเกตการณ์ในทุกแง่มุม จากนั้นก็ใช้วิธีการนานาประการเพื่อล้วงความลับจากคนคนนั้นและทดสอบคนคนนั้น  หากศัตรูของพระคริสต์เห็นว่าคนคนหนึ่งเป็นคนที่เลอะเลือน เขาก็จะลดการระวังตัวและเมินเฉยคนคนนั้นไป  อย่างไรก็ตาม หากคนคนหนึ่งดูหลักแหลมและยากจะหยั่งถึง ศัตรูของพระคริสต์ย่อมรู้สึกว่าเขาต้องระมัดระวังตัว  การควบคุมรูปการณ์แวดล้อมของศัตรูของพระคริสต์คือการเข้าควบคุมทุกสิ่ง ต้องการเป็นผู้ชี้ขาดในทุกสิ่ง รวมถึงในคนทุกประเภทที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเขา  ข้อบังคับของพระนิเวศของพระเจ้ากลายเป็นสิ่งที่ไร้ความหมายสำหรับเขา เหมือนกับเศษกระดาษที่ไร้ค่า และสำหรับเขา กฎการปกครองและอุปนิสัยของพระเจ้าก็ไม่มีอยู่ ราวกับว่าเป็นเพียงแค่อากาศธาตุ  ความทะเยอทะยานและความอยากของเขาไปไกลกว่าการควบคุมผู้คนและทำให้ผู้คนรับฟังพวกเขา สิ่งเหล่านี้ไปถึงขั้นจุดที่ควบคุมทุกเหตุการณ์ที่ทุกๆ คนเผชิญ ตลอดจนเรื่องราวทั้งหลายที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเขา ทั้งภายในและแม้แต่ภายนอกเขตอิทธิพลของเขา  จุดประสงค์ของการควบคุมนี้คืออะไร?  เพื่อปกป้องอำนาจและสถานะ รวมไปถึงความมีหน้ามีตาของเขา  วลีหนึ่งที่สรุปการบงการรูปการณ์แวดล้อมของศัตรูของพระคริสต์ก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ใต้การควบคุมของเขา  ดังนั้น ศัตรูของพระคริสต์จึงไม่กล้ามองข้ามเรื่องใดเลย ไม่ว่าเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็กก็ตาม  เขาไม่กล้ามองข้ามเรื่องใดเลย เขาต้องการมีส่วนร่วมและก้าวก่ายในเรื่องใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับสถานะหรือเขตอิทธิพลของตน ไม่ให้พลาดผลประโยชน์แม้แต่อย่างเดียว  ศัตรูของพระคริสต์กระตือรือร้นอยากจะมีส่วนร่วมกับเรื่องราวมากมายภายในคริสตจักร และทำความเข้าใจว่าสถานการณ์ของสิ่งต่างๆ กำลังพัฒนาไปอย่างไร  ตัวอย่างเช่น หากคนบางคนไม่ฟังหรือไม่นบนอบเขาโดยแท้จริง และมักจะมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเขาเสมอ เขาก็จะหาทางทรมานคนเหล่านั้น  แต่หากเขาหาข้ออ้างมาตัดแต่งคนเหล่านั้นไม่ได้ เขาจะทำเช่นไร?  ศัตรูของพระคริสต์ย่อมหาทางควบคุมหนังสือและบันทึกเสียงคำเทศนาที่ส่งมาจากพระนิเวศของพระเจ้า  เขาจะกำหนดว่าใครที่จะได้รับเนื้อหาเหล่านี้อย่างทันท่วงที โดยอิงจากว่าใครที่เชื่อฟังเขา  หากเจ้าไม่ฟังเขาหรือแสดงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ในช่วงเวลานั้น เขาก็จะอ้างว่าทรัพยากรมีจำกัดและจะไม่ส่งให้กับเจ้า  ศัตรูของพระคริสต์เฝ้าดูพฤติกรรมของเจ้า  หากเจ้าพิจารณาเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ มองให้ทะลุปรุโปร่ง และจับความเข้าใจสภาพจิตใจของศัตรูของพระคริสต์ หากเจ้ายอมรับความผิดพลาดของตนเองอย่างสมัครใจ และเข้าใกล้ชิดศัตรูของพระคริสต์ เขาย่อมจะหาข้อแก้ตัวเพื่อกล่าวว่า “ครั้งนี้พระนิเวศของพระเจ้าส่งทรัพยากรมาเพียงพอสำหรับทุกคนแล้ว และคุณก็รวมอยู่ในนั้นด้วย”  อย่างไรก็ตาม หากศัตรูของพระคริสต์เห็นว่าเจ้าตีตัวออกห่างจากเขาอีกหลังจากผ่านไประยะหนึ่ง เขาก็ยังคงจะทรมานเจ้า  เขาจะไม่แจ้งเจ้าเสียด้วยซ้ำเมื่อมีทรัพยากรใหม่ๆ ส่งมา เขาจะไม่ให้สิ่งใดแก่เจ้าเลย และอาจจะหาข้อแก้ตัวเพื่อริบสิ่งที่เจ้ามีอยู่เดิมกลับคืนไปเสียด้วยซ้ำ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อศัตรูของพระคริสต์พบว่าอาจจะมีใครบางคนรู้ถึงความประพฤติชั่วเบื้องหลังของตนและอาจรายงานเรื่องเขาได้ เขาก็จะชิงลงมือเพื่อป้องกันตัว กระตือรือร้นที่จะยอมรับความผิดพลาดและแบ่งปันเรื่องการรู้จักตนเอง โดยใช้วิธีการที่นุ่มนวลก่อน  ทันทีที่ศัตรูของพระคริสต์เห็นว่าวิธีการที่นุ่มนวลไม่ได้ผล และรู้สึกค่อนข้างสั่นคลอนอยู่ในใจ คิดว่าคนคนนี้อาจจะยังคงรายงานเรื่องของเขา เขาก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อรวบรวมผู้คนให้มากขึ้นเพื่อมาปิดล้อมและบังคับข่มขู่คนผู้นี้  การนี้จะดำเนินไปเรื่อยๆ จนกว่าคนคนนี้จะยอมประนีประนอม แสดงจุดยืนของตนให้รับรู้ว่าจะไม่รายงานเขา ตอนนั้นเองศัตรูของพระคริสต์จึงจะวางมือ  ในบางกรณี ศัตรูของพระคริสต์อาจจะถึงขั้นเปิดโปงผู้อื่นก่อน ด้วยกลัวว่าผู้อื่นอาจจะเปิดโปงและรายงานเขา เขาจึงชิงลงมือเพื่อป้องกันเอาไว้ก่อน จงใจที่จะฉวยประโยชน์จากอีกฝ่ายเพื่อสร้างข้อกล่าวหาเท็จและวางกับดักให้คนคนนั้น  ต่อมา เขาก็จะหาข้อแก้ตัวเพื่อโดดเดี่ยวและขับไล่คนคนนั้น ตัดการสื่อสารของคนคนนั้นกับเบื้องบนและกับคริสตจักร  ตอนนี้ ศัตรูของพระคริสต์ย่อมรู้สึกปลอดภัยและไม่ต้องกังวลอีกต่อไป  นี่คือการบงการรูปการณ์แวดล้อมมิใช่หรือ?  (ใช่)  คนเราสามารถกล่าวได้ว่าการกระทำของศัตรูของพระคริสต์ในเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เพียงหนึ่งหรือสองเหตุการณ์ที่แยกกัน หรือเป็นเพียงการใช้วิธีการหนึ่งหรือสองวิธีเท่านั้น  ในการบงการรูปการณ์แวดล้อม ปกป้องสถานะของตน และทำให้แดนครอบครองของตนไม่สั่นคลอน ศัตรูของพระคริสต์ได้ทำชั่วมากมาย  ตัวอย่างเช่น เขาปรับเปลี่ยนระบบบุคลากรและการจัดการเตรียมการภายในคริสตจักร  ในการควบคุมผู้คนให้ได้มากขึ้น เขาได้หว่านความบาดหมางในหมู่พี่น้องชายหญิง ทำให้พี่น้องชายหญิงโจมตีและตัดสินอีกฝ่ายหนึ่ง  ศัตรูของพระคริสต์ถึงกับยุยงให้ผู้ติดตามของตนรุมพี่น้องชายหญิงบางคนที่มีสำนึกของความยุติธรรมมากกว่า เขายังอวดอ้างต่อหน้าพี่น้องชายหญิงด้วยว่าตนเองได้รับการยกย่องจากเบื้องบนมากขนาดไหน  มากไปกว่านั้น ศัตรูของพระคริสต์ยังเขียนจดหมายถึงเบื้องบน โอ้อวดเกี่ยวกับงานอันยอดเยี่ยมของตน และอ้างว่าเขาเกิดการรู้จักตนเองแล้ว สามารถตีแผ่ปัญหาของตนได้ด้วยความสมัครใจ เป็นต้น  เขาเขียนจดหมายและแจ้งปัญหาของตนเพียงเพื่อพยายามประจบเอาใจเบื้องบนเท่านั้น  เขาใช้วิธีและวิธีการนานาประการเพื่อบงการรูปการณ์แวดล้อม ควบคุมผู้ติดตามเดนตายของตน หลอกพี่น้องชายหญิง และหลอกพระนิเวศของพระเจ้าไปในเวลาเดียวกัน  สิ่งเหล่านี้คือการปฏิบัติอันหลากหลายที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้เพื่อควบคุมรูปการณ์แวดล้อมภายในคริสตจักร  แน่นอนว่ายังมีการปฏิบัติอันเจาะจงอีกมากมาย แต่จะไม่มีการแจกแจงในที่นี้  โดยสรุปคือ เรื่องราวเกี่ยวกับการที่ศัตรูของพระคริสต์ควบคุมคริสตจักรเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา และการปฏิบัตินานาประการที่พวกเขาสำแดงออกมาก็เป็นเรื่องธรรมดาเช่นกัน

III. พวกศัตรูของพระคริสต์สืบสาวเรื่องหัวใจของผู้คนและเข้าควบคุมหัวใจของผู้คน

นอกจากการผูกขาดอำนาจและการบงการรูปการณ์แวดล้อมแล้ว การกระทำใดอีกที่ยืนยันได้ว่าพวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระนิเวศของพระเจ้าประหนึ่งแดนครอบครองของพวกเขาเอง?  ในเรื่องของการผูกขาดอำนาจ พวกเราได้สามัคคีธรรมถึงแง่มุมต่างๆ เรื่องบุคลากรเป็นหลัก ในขณะที่การบงการรูปการณ์แวดล้อมนั้นส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการควบคุมการพัฒนาของเหตุการณ์ทั้งหลาย  การผูกขาดอำนาจของพวกศัตรูของพระคริสต์เป็นการกระทำภายนอก และการบงการรูปการณ์แวดล้อมก็เป็นสิ่งภายนอกที่ผู้คนสามารถมองเห็นได้เช่นกัน—แง่มุมเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควบคุมได้ง่าย  อย่างไรก็ตาม มีหนึ่งสิ่งที่ใครก็ควบคุมได้ยากเป็นพิเศษ  หนึ่งสิ่งนั้นคืออะไร?  (การควบคุมหัวใจของผู้คนและความคิดของผู้คน)  บอกเราทีเถิดว่า การนั้นถูกต้องหรือไม่?  (ถูกต้องแล้ว)  พระคัมภีร์กล่าวว่า “จิตใจก็เป็นตัวล่อลวงเหนือกว่าสิ่งใดทั้งหมด” (เยเรมีย์ 17:9) กล่าวคือ หัวใจของมนุษย์เป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยากที่สุด  ศัตรูของพระคริสต์จะพยายามควบคุมสิ่งที่ยากที่สุดหรือไม่?  พวกเขาอาจจะกล่าวว่า “ในเมื่อหัวใจของมนุษย์เป็นสิ่งที่หลอกลวงที่สุดและควบคุมยากที่สุด ฉันก็จะไม่ควบคุมมัน  ปล่อยให้พวกเขาคิดในสิ่งที่อยากจะคิดเถิด ตราบใดที่ฉันมีอำนาจ ตราบใดที่ฉันได้ควบคุมผู้คน เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว  ฉันจะควบคุมแค่การกระทำและพฤติกรรมของพวกเขา ส่วนความคิดของพวกเขาก็ปล่อยให้พระเจ้าทรงบริหารจัดการไป ฉันไม่มีความสามารถ ดังนั้นฉันจะไม่ไปยุ่งกับสิ่งเหล่านั้น” ใช่หรือไม่?  พวกศัตรูของพระคริสต์จะยอมประนีประนอมเช่นนี้หรือไม่?  (ไม่ พวกเขาจะไม่ทำเช่นนั้น)  เมื่อตัดสินจากแก่นแท้ของพวกศัตรูของพระคริสต์แล้ว ความทะเยอทะยานของพวกเขาคือการควบคุมคนคนหนึ่งอย่างเบ็ดเสร็จ  สิ่งที่ท้าทายที่สุดในการควบคุมสำหรับพวกเขาคือหัวใจมนุษย์ แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่พวกเขาปรารถนาที่จะควบคุมที่สุดเช่นกัน  พวกเขาล่อลวงผู้คนให้ติดอยู่ภายใต้อำนาจของตน เข้าควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างอย่างเบ็ดเสร็จ กล่าวคือ เหตุการณ์ต่างๆ จะคลี่คลายไปในทิศทางใด มีผู้คนเข้ามาเกี่ยวข้องกี่คน เรื่องที่ถูกดึงนำเข้ามาเกี่ยวข้องจะมีเรื่องใดบ้าง ลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดในการพัฒนาเหตุการณ์เหล่านี้ และผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร—ทั้งหมดนี้ล้วนพัฒนาไปตามสิ่งที่พวกเขาทำให้เกิดขึ้นและตามความอยากในหัวใจของพวกเขา  อย่างไรก็ตาม มีอยู่สิ่งหนึ่ง นั่นคือ ผู้คนกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ?  พวกเขากำลังคิดอย่างไรกับตน?  พวกเขามีความประทับใจที่ดีต่อตนหรือไม่?  พวกเขาชอบตนหรือไม่?  พวกเขาเชื่ออยู่ในหัวใจหรือไม่ว่าตนเป็นศัตรูของพระคริสต์?  พวกเขามีวิจารณญาณหรือขุ่นเคืองกับการกระทำของตนหรือไม่?  ในยามที่ผู้คนแสดงความเคารพและประจบประแจงตนจากภายนอก แท้จริงแล้วในหัวใจของพวกเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่?  สิ่งที่อยู่ในหัวใจของพวกเขาตรงกับลักษณะภายนอกของพวกเขาอย่างแท้จริงหรือไม่?  พวกเขาเชื่อฟังตนอย่างแท้จริงหรือไม่?  นี่คือเรื่องที่ทำให้ศัตรูของพระคริสต์ร้อนใจอย่างยิ่ง  ยิ่งพวกเขารู้สึกร้อนใจมากเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งแสวงหาคำตอบมากเท่านั้น  นี่คือการสำแดงประการที่สามของการที่ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระนิเวศของพระเจ้าประหนึ่งแดนครอบครองของพวกเขาเอง—การสืบสาวเรื่องหัวใจของผู้คนและเข้าควบคุมหัวใจของผู้คน

การสืบสาวเรื่องหัวใจของผู้คนและการเข้าควบคุมหัวใจของผู้คนนั้นเป็นเรื่องง่ายใช่หรือไม่?  การสืบสาวและการเข้าควบคุมเป็นตัวแทนของการกระทำหรือพฤติกรรมที่แตกต่างกันสองระดับในยามที่ลงมือทำบางสิ่ง  เมื่อศัตรูของพระคริสต์คนหนึ่งกุมอำนาจและเข้าควบคุมแนวทางทั้งหมดของการพัฒนาเหตุการณ์หนึ่งและจุดจบของเหตุการณ์นั้น เมื่อเขาเข้าควบคุมสิ่งเหล่านี้ เช่นนั้นแล้ว สิ่งที่ผู้คนที่อยู่ภายใต้เขาหรืออยู่ภายในขอบเขตอิทธิพลของเขาคิดอยู่ในใจอย่างแท้จริง—ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะปฏิบัติต่อเขาดั่งพระเจ้าหรือดั่งคนที่เพียบพร้อม ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเก็บงำความเกลียดชัง ความคิดเห็น หรือมโนคติอันหลงผิดที่มีต่อเขาไว้หรือไม่ และไม่ว่าคนเหล่านั้นแยกแยะเขาได้หรือไม่—สิ่งที่ผู้คนคิดอยู่ในใจอย่างแท้จริงนั้นย่อมเป็นสิ่งที่ท้าทายในการประเมิน  แล้วศัตรูของพระคริสต์ทำอย่างไร?  เขาสังเกตดูคนที่อยู่ภายใต้เขา มอบผลประโยชน์หรือพูดคำรื่นหูสักสองสามคำกับใครก็ตามที่ขาดวิจารณญาณและเอาเปรียบได้ง่าย  คนเหล่านี้เหมือนกับลูกบอลยาง กล่าวคือ ยิ่งเจ้าตี มันจะยิ่งเด้งสูงขึ้นและแรงขึ้น  เขาใช้บุคคลดังกล่าวเป็นหมาก  เขาใช้หมากเหล่านี้ทำอะไร?  เขาใช้หมากเหล่านี้สืบสาวเรื่องหัวใจของผู้คนให้กับเขา  เขาอาจจะกล่าวกับหมากคนหนึ่งว่า “ช่วงนี้ พี่หลี่กับลูกสาวของเธอที่อยู่ในคริสตจักรของพวกเราถวายน้อยลง  พวกเธอเคยถวายเยอะทีเดียว แต่เดี๋ยวนี้พวกเธอไม่ค่อยมาเลย  ช่วงนี้พวกเธอทำอะไรกันอยู่?  พวกเธอได้ติดต่อกับคนนอกบ้างไหม?  มีอะไรเกิดขึ้นที่บ้านหรือเปล่า?  ลองไปดูและเกื้อหนุนพวกเธอหน่อย”  คนคนนั้นไปที่บ้านของพี่น้องหญิงหลี่และมองไปรอบๆ พลางคิดว่า “ที่นี่ไม่มีคนแปลกหน้าเลย  พี่น้องหญิงทั้งสองดูเหมือนจะใช้ชีวิตอย่างสงบสุขทีเดียว  พวกเธอไม่ได้ดูเหมือนเจอเรื่องยากลำบากอะไร  ทำไมถึงไม่ไปชุมนุมกับพวกเราล่ะ?  ฉันถามเพิ่มเติมหน่อยดีกว่า”  คนคนนี้ถามว่า “ช่วงนี้พวกคุณได้รับความสว่างใหม่ๆ ตอนอยู่ที่บ้านบ้างไหม?  พักนี้ฉันรู้สึกอ่อนแอ ช่วยสามัคคีธรรมกับฉันหน่อยสิ”  เมื่อเห็นว่าคนคนนี้มาเพื่อแสวงหาความจริงและขอความช่วยเหลือ พี่น้องหญิงทั้งสองจึงสามัคคีธรรมกับเขาและกล่าวว่า “ช่วงนี้พวกเราได้รับความสว่างใหม่ที่ว่า เหล่าผู้เชื่อในพระเจ้าไม่ควรติดตามหรือพึ่งพาผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา เมื่อเผชิญกับความท้าทาย พวกเราควรมาอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า นี่คือปัญญาอันสูงสุด  ผู้คนนั้นพึ่งพาไม่ได้ คนเราพึ่งพาได้เพียงพระเจ้าเท่านั้น พระองค์สามารถประทานความจริง ชีวิต และหนทางที่ควรเดินให้แก่ผู้คนได้—ทว่าผู้คนไม่อาจทำเช่นนี้ได้  ฉันเคยเอาแต่พึ่งพาคนอื่นอยู่เสมอ แต่ต่อมา ผ่านการสามัคคีธรรมกับพี่น้องหญิงคนหนึ่ง….”  หมากของศัตรูของพระคริสต์ตอบไปว่า “ผ่านการสามัคคีธรรมกับพี่น้องหญิงคนหนึ่งหรือ?  พี่น้องหญิงคนนั้นอยู่ที่ไหน?  เธอเป็นคนนอกหรือเปล่า?”  พี่น้องหญิงทั้งสองจึงกล่าวว่า “เธอไม่ใช่คนนอกอย่างแน่นอน เธอคือพี่น้องหญิงในคริสตจักรของพวกเราที่เพิ่งกลับมา หลังจากไปทำหน้าที่ที่อื่นอยู่หลายปี”  คนของศัตรูของพระคริสต์กล่าวตอบว่า “นั่นก็ยังถือว่าเป็นการติดต่อกับคนนอกไม่ใช่หรือ?  คุณผลีผลามไปยุ่งเกี่ยวกับคนนอก คุณต้องรายงานประเด็นนี้ต่อคริสตจักร!”  เมื่อได้รวบรวมข้อมูลนี้แล้ว คนคนนั้นก็พบข้อมูลที่สำคัญยิ่งยวดสองประการ กล่าวคือ ประการแรก พี่น้องหญิงทั้งสองไม่ต้องการใกล้ชิดกับผู้นำ และได้แสดงให้เห็นถึงวิจารณญาณที่มีต่อเขาอยู่บ้าง ประการที่สอง พวกเธอได้ติดต่อกับคนนอก และคนนอกคนนั้นก็ได้พูดบางอย่างกับพวกเธอ รายละเอียดนั้นไม่ชัดเจน พี่น้องหญิงทั้งสองไม่ยอมพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนั้น พวกเธอตั้งใจปิดบังเอาไว้ ซึ่งหมายความว่าความจงรักภักดีที่พวกเธอมีต่อผู้นำกำลังสั่นคลอน และพวกเธอได้เริ่มระวังตัวจากเขาแล้ว  เมื่อคนคนนี้กลับมาและรายงานต่อศัตรูของพระคริสต์ หลังจากได้ฟังแล้ว ศัตรูของพระคริสต์จะรู้สึกยินดีหรือไม่?  เขาจะคิด “เยี่ยมไปเลย ในที่สุดลูกน้องของฉันก็มีวิจารณญาณแยกแยะต่อฉันบ้างแล้ว”? หรือไม่?  (ไม่ เขาจะไม่คิดเช่นนั้น)  เขาจะคิดเช่นไร?  “แย่แล้ว  พี่น้องหญิงสองคนนั้นเคยเป็นคนที่เชื่อฟัง พวกเธอเป็นผู้เชื่อที่แท้จริงในคริสตจักร แถมยังถวายตั้งมากมาย  นับตั้งแต่บุคคลนิรนามคนนี้เริ่มเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับพวกเธอ สองคนนี้ก็เริ่มดื้อรั้นขึ้นมาบ้าง  แล้วในอนาคตพวกเธอจะยังคงทำการถวายต่อไปไหม?  นี่เป็นเรื่องที่น่าปวดหัวและเสี่ยงมาก”  ศัตรูของพระคริสต์รู้สึกไม่สบายใจ  เหตุใดเขาจึงไม่สบายใจ?  (ผู้คนมีวิจารณญาณเกี่ยวกับเขาและไม่ฟังเขาอีกต่อไป)  ถูกต้อง หัวใจของผู้คนไม่ได้อยู่ภายใต้การบงการและการควบคุมของเขาอีกต่อไป คนเหล่านั้นกำลังเปลี่ยนใจ ดังนั้นศัตรูของพระคริสต์จึงรู้สึกสบายใจใจ  ในอดีต สองคนนี้เป็นคนที่ไร้เล่ห์มารยาและเรียบง่าย พวกเธอค่อนข้างเชื่อฟังและแทบไม่มีวิจารณญาณเกี่ยวกับเขาเลย ทั้งยังยอมรับทุกอย่างที่เขาพูดโดยไม่ลังเล  บัดนี้เมื่อพวกเธอเกิดเปลี่ยนใจ เกิดวิจารณญาณ และกำลังรักษาระยะห่าง อาจถึงขั้นปฏิเสธเขา และอาจจะจงใจรายงานเรื่องของเขาเสียด้วยซ้ำ—การนั้นย่อมเป็นปัญหา  นี่คือการสำแดงอันเจาะจงของการที่พวกศัตรูของพระคริสต์สืบสาวเรื่องหัวใจของผู้คนและเข้าควบคุมหัวใจของผู้คนมิใช่หรือ?

เมื่อศัตรูของพระคริสต์สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ เขาก็รีบส่งพวกพ้องหรือลูกสมุนของตนไปสืบดูสถานการณ์และจับความเข้าใจเหตุผลที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง  หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง หากผู้คนยังคงเหมือนเดิมและไม่ได้เปลี่ยนใจไป เช่นนั้นเขาก็จะรู้สึกวางใจ ไม่กระวนกระวายใจหรือตึงเครียดอีกต่อไป  อย่างไรก็ตาม หากเขาค้นพบสิ่งผิดปกติบางอย่าง สิ่งที่เขาไม่รู้ ไม่ได้อยู่ภายใต้การบงการของเขา ไม่ใช่สิ่งที่เขาจินตนาการไว้ เช่นนั้นก็ย่อมเป็นเรื่องน่าปวดหัว  เขาเริ่มกังวลและร้อนใจ และในความรีบร้อนนั้น เขาก็จะลงมือกระทำการ  จุดมุ่งหมายของการกระทำของเขาคืออะไร?  เขาต้องการให้ผู้คนมีจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกับเขา ไม่มีการเปลี่ยนใจไปไหน  ผู้คนต้องทำให้เขารู้สิ่งที่คิดและรายงานต่อเขาอยู่เสมอ แสดงออกถึงความจงรักภักดี ความมุ่งมั่น และความจริงใจ  เขาต้องเข้าควบคุมความคิดและแนวคิดในหัวใจของผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงทิศทางและหลักคิดของพวกเขาอยู่ตลอดเวลา  ทันทีที่เขาตรวจพบว่าผู้ใดเก็บงำความเห็นต่าง เขาก็ต้องเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงคนเหล่านั้น  หากคนเหล่านั้นไม่อาจถูกเปลี่ยนแปลงและกลายมาเป็นมิตรได้ เช่นนั้นพวกเขาก็จะกลายเป็นศัตรูแทน  ผลสืบเนื่องของการกลายเป็นศัตรูของเขาคืออะไร?  คนเหล่านั้นจะต้องเผชิญกับการระรานและการกดขี่  นี่คือวิธีการหนึ่ง  ยังมีอีกวิธีการหนึ่งด้วยเช่นกัน  ศัตรูของพระคริสต์มักจะระแวดระวังบรรดาผู้คนที่อยู่รอบตัวเขาเสมอ ไม่เคยสามารถประเมินพวกเขาได้อย่างถี่ถ้วน หวาดกลัวว่าผู้คนอาจจะแยกแยะและรายงานเขา ทั้งยังกล่าวอยู่ในใจว่า “คุณเห็นตอนที่ฉันขโมยของถวายและทำสิ่งต่างๆ ตามอำเภอใจหรือเปล่า?  หากคุณเห็น คุณจะแยกแยะได้หรือไม่?  คุณจะรายงานฉันหรือเปล่า?”  ศัตรูของพระคริสต์บางคนถึงกับทำตัวสำส่อนทางเพศอยู่ลับหลัง และพวกเขาก็คิดว่า “ใครรู้เรื่องเหล่านี้บ้าง?  คนที่รู้เรื่องนี้กำลังคิดอะไรอยู่?  ฉันควรจะเสแสร้ง สร้างภาพจำที่เป็นเท็จ แล้วก็ทดสอบผู้คนเหล่านี้ ล้วงความคิดในใจของพวกเขาออกมา และดูว่าที่จริงพวกเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่ดีไหม?”  ศัตรูของพระคริสต์จะทำเช่นนั้นหรือไม่?  สำหรับคนที่เลวร้ายอย่างศัตรูของพระคริสต์ การทำเช่นนั้นก็เหมือนสิ่งที่ทำจนเป็นนิสัย กล่าวคือ พวกเขาทำสิ่งนั้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ—พวกเขาทำได้อย่างยอดเยี่ยม  ศัตรูของพระคริสต์เรียกผู้คนมารวมตัวกันแล้วกล่าวว่า “ที่ผมเรียกทุกคนมาวันนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์อื่นใดนอกจากมาตรวจสอบข้อเสียในงานของคริสตจักรที่ผมทำในช่วงนี้ และพูดคุยถึงความรู้ที่ผมมีเกี่ยวกับอุปนิสัยที่เสื่อมทรามที่ผมเผยออกมา  พูดกันอย่างเปิดอกเถิดได้เลย ไม่ต้องกั๊ก  ผมจะไม่กล่าวโทษพวกคุณ  พวกเรามาเปิดใจสามัคคีธรรมกันอย่างเปิดเผยต่อหน้ากันดีกว่า  หากผมได้ทำอะไรลงไป ผมก็จะเปลี่ยนแปลง หากไม่ได้ทำ ผมจะถือว่านั่นเป็นการตักเตือนไม่ให้ทำสิ่งนั้น  ทุกสิ่งในพระนิเวศของพระเจ้าล้วนเปิดเผย ไม่ซ่อนเร้น และตีแผ่ให้เห็น  พวกเราทำทุกสิ่งเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และไม่มีความจำเป็นที่ใครจะต้องระแวดระวังใคร  พี่น้องชายหญิงทั้งหลาย จงวางใจเถิด  ผมจะเริ่มด้วยการตรวจสอบตัวเองก่อน  ช่วงนี้ เพราะผมเกียจคร้านและละโมบความสะดวกสบายทางเนื้อหนัง ผมจึงทำงานของตัวเองได้ไม่ดี  พักนี้งานข่าวประเสริฐไม่ค่อยราบรื่น และผมก็ไม่ได้ใส่ใจชีวิตคริสตจักรมากนัก  ผมมัวแต่ยุ่งอยู่กับงานข่าวประเสริฐจนหาเวลาไปจัดการเรื่องอื่นไม่ได้  แน่นอนว่าผมเป็นคนรับผิดชอบ  ผมทึกทักเอาเองโดยพึ่งพาจินตนาการของผมว่า พี่น้องชายหญิงจะกำกับดูแลชีวิตคริสตจักรของตัวเองได้ และผมไม่จำเป็นต้องกังวลมากนัก  พวกคุณทุกคนต่างก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว และพระวจนะของพระเจ้าก็ชัดเจนมาก ดังนั้นผมจะอุทิศตัวให้กับงานข่าวประเสริฐอย่างสุดจิตใจ  แต่ผมก็ยังทำงานข่าวประเสริฐได้ไม่ดีเช่นกัน  ผมต้องยอมรับความผิดพลาดของตัวเองต่อหน้าพี่น้องชายหญิง ขอการอภัยจากพวกคุณ และขอการทรงอภัยจากพระเจ้า  เอาละ ผมขอโค้งคำนับต่อพวกคุณทุกคนครับ”  ทุกคนเห็นเช่นนี้และคิดในใจว่า “เขาเปลี่ยนไปแล้ว เขาดูไม่มีเล่ห์เหลี่ยมเหมือนเมื่อก่อน  ทำไมวันนี้เขาถึงจริงใจนัก?  มีบางอย่างทะแม่งๆ  ฉันไม่ควรด่วนสรุป ขอดูว่าเขาจะพูดอะไรต่อ”  ศัตรูของพระคริสต์กล่าวต่อไป โดยบอกว่าเขายอมรับว่าตนเป็นปีศาจ เป็นซาตานตนหนึ่ง ยอมรับว่าเขาไม่ได้ทำงานจริงใดๆ เลย พร้อมแสดงความเต็มใจที่จะยอมให้เบื้องบนจัดการ และยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์หรือการตำหนิติเตียนใดจากพี่น้องชายหญิง  เขากล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า “ถึงแม้ว่าพวกเขาจะปลดผมและไม่ให้ผมเป็นผู้นำ ผมก็เต็มใจที่จะเป็นหนึ่งในผู้ที่ต่ำต้อยที่สุด  ผมขอเสนอชื่อพี่หลี่และลูกสาวของเธอจากคริสตจักรของพวกเราให้มารับช่วงต่องานของผม”  เขาได้เลือกผู้สืบทอดของเขาไว้แล้ว  เขามีท่าทีที่จริงใจมากมิใช่หรือ?  ยังมีความจำเป็นใดต้องสงสัยอีกหรือ?  ในขณะที่พูดเช่นนี้ เขาถึงกับเริ่มร้องไห้  จากนั้น เขาก็พากรรยาของตนมาแล้วกล่าวว่า “ช่วงนี้คุณก็ไม่ได้ทำงานจริงเช่นกัน เอาแต่ก่อการขัดขวางและการก่อกวน และถึงกับตัดแต่งพี่น้องชายหญิงอย่างมืดบอด  คุณก็ควรถูกปลดเช่นกัน”  ศัตรูของพระคริสต์ชี้นิ้วมาที่ตัวเองแล้วต่อด้วยครอบครัวของเขา ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเขาจริงใจ  เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนี้ ใครบางคนก็กล่าวว่า “อันที่จริงพวกเราแยกแยะพวกคุณได้มานานแล้ว  พวกคุณไม่ปรึกษาเรื่องต่างๆ กับพวกเรา พวกคุณไม่กี่คนหารือกันเป็นการส่วนตัวและตัดสินใจกันเอง  สิ่งนี้ไม่สอดคล้องกับหลักธรรมของการทำงานในพระนิเวศของพระเจ้า  ยิ่งไปกว่านั้น พวกคุณยังได้สรุปกันเองในหมู่พวกคุณว่าใครจะเป็นผู้นำโดยที่พวกเราไม่รู้—พวกเราไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้เสียด้วยซ้ำ  คนที่พวกคุณเลือกไม่เพียงล้มเหลวที่จะทำงานจริง แต่ยังก่อให้เกิดการก่อกวน ทว่าพวกคุณก็ไม่ปลดพวกเขา”  พี่น้องชายหญิงพากันแสดงความคิดเห็นออกมาทีละคน  เมื่อศัตรูของพระคริสต์ได้ยินเช่นนี้ เขาก็คิดว่า “แย่แล้วแบบนี้!  แต่ก็ยังดีที่พวกเขาพรั่งพรูความคิดที่แท้จริงออกมาในคราวเดียว  สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์ต่องานในอนาคตของฉัน  หากพวกเขาไม่ยอมพูดออกมาแล้วกลับแทงข้างหลังฉัน โดยเขียนจดหมายรายงานต่อเบื้องบนโดยตรงโดยที่ฉันไม่รู้ตัว เช่นนั้นฉันก็คงจบเห่มิใช่หรือ?  โชคดีที่ฉันใช้กลยุทธ์นี้ ฉันฉลาดและหัวไว และฉันก็รู้ความคิดเห็นของพวกเขาได้ทันเวลาพอดี”  จากนั้นเขาก็กล่าวต่อไป โดยประกาศอย่างเสแสร้งว่า “ขอบคุณพี่น้องชายหญิงสำหรับความไว้วางใจของพวกคุณ และสำหรับการวิพากษ์วิจารณ์ความผิดพลาดของผมอย่างจริงใจในวันนี้  ผมจะเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านั้นในอนาคตอย่างแน่นอน  หากผมไม่เปลี่ยนแปลง ขอให้ผมประสบกับการลงโทษและคำสาปด้วยเถิด”  การที่ศัตรูของพระคริสต์สืบสาวเรื่องหัวใจของผู้คนและเข้าควบคุมหัวใจของผู้คนนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่การแอบฟังและการแอบดูตามช่องประตูเท่านั้น  ในสถานการณ์ที่ร้ายแรง เขามีไม้ตายซ่อนอยู่  ไม้ตายแบบใด?  เขาใช้ประชาธิปไตยและเสรีภาพ โดยให้ผู้คนมีเสรีภาพมากพอในการพูด อนุญาตให้พวกเขามีเสรีภาพอย่างเต็มที่ในการแสดงความคิดเห็นและความคิดลึกๆ ในใจของตนออกมา สนับสนุนให้ผู้คนเปล่งเสียงบอกความรู้สึกที่ลึกที่สุดในใจของตน ต่อให้จะเป็นการพร่ำบ่นก็ตาม  จากนั้น เขาก็จับจุดอ่อนของผู้ที่มีแนวคิดแตกต่างไปจากเขาหรือมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเขา แล้วกวาดล้างคนเหล่านั้นให้สิ้นซากในคราวเดียว  วิธีการของศัตรูของพระคริสต์ฟังดูเป็นอย่างไรหรือ?  เลวร้ายอย่างเหลือเชื่อ!  วิธีการดังกล่าวค่อนข้างคล้ายคลึงกับวิธีการของพญานาคใหญ่สีแดงมิใช่หรือ?  โดยแก่นแท้แล้วพวกเขาคือกลุ่มเดียวกัน มีแก่นแท้ธรรมชาติแบบเดียวกัน  พญานาคใหญ่สีแดงก็ใช้ดำเนินการเช่นนั้นมิใช่หรือ?  การได้เห็นวิธีดำเนินการของศัตรูของพระคริสต์ก็เหมือนกับการได้เห็นโฉมหน้าอันอัปลักษณ์ของพญานาคใหญ่สีแดงนั่นเอง

ศัตรูของพระคริสต์เชี่ยวชาญในการใช้คำพูดที่รื่นหูและถูกต้องเพื่อล่อลวงผู้คนและทำให้ผู้คนไว้วางใจพวกเขา  หลังจากสืบสาวและล้วงความลับเกี่ยวกับสถานการณ์ที่แท้จริงของผู้คนออกมาจากพวกเขาแล้ว ผลลัพธ์เป็นเช่นไร?  ศัตรูของพระคริสต์จะกลับใจเพราะผู้คนกล่าวคำพูดที่เป็นจริงกับพวกเขาหรือ?  พวกเขาจะยอมจำนน หยุดทำความชั่ว ปล่อยมือจากอำนาจของตน ละทิ้งความอยากมีอำนาจ และยุบแดนครอบครองของพวกเขาหรือ?  ไม่มีวัน  ตรงกันข้าม พวกเขากลับจะเพิ่มความพยายามของตนขึ้นไปอีก  หลังจากทำทุกวิถีทางที่สามารถทำได้เพื่อเข้าควบคุมหัวใจของผู้คน ศัตรูของพระคริสต์จะเก็บคนที่คล้อยตามตนเองไว้และกำจัดทุกคนที่ไม่คล้อยตาม  พวกเราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าพี่น้องชายหญิงบางคนในคริสตจักรถูกคัดออก ถูกขับไล่ หรือถูกริบหนังสือพระวจนะของพระเจ้าไปภายใต้รูปการณ์แวดล้อมเช่นนี้  บุคคลเหล่านี้ไม่ได้รับความเป็นธรรม  พี่น้องชายหญิงที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมเหล่านี้ควรทำเช่นไร?  พวกเขาควรเลิกเชื่อในพระเจ้าเพราะศัตรูของพระคริสต์ที่ทรมานพวกเขาเช่นนี้และทำให้การเชื่อเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้นั้นปรากฏตัวขึ้นในพระนิเวศของพระเจ้าใช่หรือไม่?  พวกเขาสามารถทำเช่นนั้นได้หรือไม่?  (ไม่ได้ พวกเขาทำเช่นนั้นไม่ได้)  การประนีประนอมหรือก้มหัวให้พวกศัตรูของพระคริสต์ หรือกองกำลังแห่งความมืด หรือกองกำลังที่เลวร้ายนั้นเหมาะสมหรือไม่?  นั่นคือเส้นทางที่พวกเจ้าควรเลือกใช่หรือไม่?  (ไม่ใช่)  แล้วพวกเจ้าควรเลือกเส้นทางใด?  (เปิดโปงและรายงานพวกศัตรูของพระคริสต์)  เมื่อเจ้าค้นพบว่าใครบางคนเป็นศัตรูของพระคริสต์ เราขอบอกเจ้าดังนี้ว่า หากเขามีอิทธิพลมาก อีกทั้งบรรดาผู้นำและคนทำงานจำนวนมากต่างก็ฟังเขาแต่ไม่ยอมฟังเจ้า และหากเจ้าเปิดโปงเขา เจ้าก็อาจถูกโดดเดี่ยวหรือถูกคัดออกได้ง่ายๆ เช่นนั้นแล้ว เจ้าต้องพิจารณากลยุทธ์ของตนอย่างรอบคอบ  จงอย่ารับมือกับพวกเขาเพียงลำพัง กล่าวคือ สถานการณ์ไม่ได้เป็นใจให้เจ้า  จงเริ่มด้วยการติดต่อคนที่เข้าใจความจริงและมีวิจารณญาณสักสองสามคน และแสวงหาการสามัคคีธรรมกับคนเหล่านั้น  หากเจ้าตกลงร่วมกันได้ ก็จงเข้าหาผู้นำหรือคนทำงานที่สามารถยอมรับความจริงได้อีกสักสองคนแล้วหาข้อตกลงร่วมกัน  เมื่อคนหลายคนร่วมไม้ร่วมมือกัน ก็ย่อมเปิดโปงและจัดการศัตรูของพระคริสต์คนนั้นร่วมกันได้  ด้วยวิธีนี้ เจ้าก็จะมีโอกาสสำเร็จ  หากศัตรูของพระคริสต์คนนั้นมีอิทธิพลมากเกินไป พวกเจ้าก็สามารถเขียนจดหมายรายงานถึงเบื้องบนได้เช่นกัน  นี่เป็นวิธีการที่ดีที่สุด  หากผู้นำและคนทำงานสองสามคนพยายามกดขี่พวกเจ้าจริงๆ พวกเจ้าก็สามารถบอกคนเหล่านั้นได้ว่า “หากพวกคุณไม่ยอมรับการเปิดโปงและการรายงานของพวกเรา พวกเราก็จะยกระดับเรื่องนี้ให้ไปถึงเบื้องบนและให้เบื้องบนจัดการกับพวกคุณ!”  การนี้จะเพิ่มโอกาสในความสำเร็จของเจ้า เพราะพวกเขาจะไม่กล้าทำอะไรพวกเจ้า  ในยามที่รับมือกับพวกศัตรูของพระคริสต์ เจ้าต้องใช้วิธีการที่เชื่อถือได้นี้—จงอย่าลุยเดี่ยวเด็ดขาด  หากพวกเจ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้นำและคนทำงานสักสองสามคน ความพยายามของเจ้าย่อมถูกกำหนดมาให้ล้มเหลว เว้นเสียแต่เจ้าจะสามารถเขียนจดหมายรายงานและส่งมอบให้เบื้องบนได้  พวกศัตรูของพระคริสต์นั้นเคลือบแฝงและเจ้าเล่ห์เป็นอย่างยิ่ง  หากเจ้าไม่มีหลักฐานเพียงพอ ก็จงละเว้นจากการต่อต้านพวกเขา  การใช้เหตุผลหรือถกเถียงกับพวกเขานั้นไร้ประโยชน์ การแสดงความรักเพื่อพยายามเปลี่ยนแปลงพวกเขาก็ไร้ประโยชน์ และการสามัคคีธรรมเรื่องความจริงกับพวกเขาก็ย่อมจะไม่ได้ผล กล่าวคือ เจ้าจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพวกเขาได้  ในสถานการณ์ที่เจ้าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพวกเขาได้ แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดของเจ้าก็คือการไม่ไปเปิดอกพูดคุยกับพวกเขา ไม่ใช้เหตุผลกับพวกเขา และไม่รอให้พวกเขากลับใจ  แต่ให้เปิดโปงและรายงานพวกเขาโดยไม่ให้รู้ตัว ปล่อยให้เบื้องบนจัดการพวกเขา และกระตุ้นให้ผู้คนออกมาเปิดโปงพวกเขา รายงานพวกเขา และปฏิเสธพวกเขาให้มากขึ้น เพื่อนำไปสู่การถอนรากถอนโคนพวกเขาออกจากคริสตจักรในท้ายที่สุด  นี่เป็นวิธีการที่ดีมิใช่หรือ?  หากพวกเขามุ่งหมายที่จะล้วงความคิดในใจเจ้า สืบสาวเจ้า และดูว่าเจ้ามีวิจารณญาณต่อพวกเขาหรือไม่ หากเจ้าระบุแล้วว่าเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์ เจ้าควรทำเช่นไร?  (ข้าพระองค์ไม่ควรพูดด้วยความสัตย์จริงกับพวกเขา แต่ควรคล้อยตามคำพูดของพวกเขาไปก่อนในเวลานั้นโดยไม่ให้พวกเขารู้ว่าข้าพระองค์มีวิจารณญาณ จากนั้น ข้าพระองค์ก็ค่อยเปิดโปงและรายงานพวกเขาเป็นการส่วนตัว)  วิธีการนี้เป็นอย่างไร?  (ดี)  เจ้าต้องมองกลอุบายของหมู่มารและเหล่าซาตานให้ทะลุปรุโปร่ง และหลีกเลี่ยงการไปเหยียบกับดักหรือตกลงไปในหลุมพรางของพวกเขา  ในยามที่รับมือกับเหล่าซาตานและหมู่มาร เจ้าต้องใช้ปัญญา และละเว้นการพูดด้วยความสัตย์จริงกับพวกเขา  นี่เป็นเพราะผู้ที่เจ้าสามารถพูดด้วยความสัตย์จริงได้ก็คือพระเจ้าและพี่น้องชายหญิงที่แท้จริงเท่านั้น  จงอย่าพูดด้วยความสัตย์จริงกับเหล่าซาตาน หมู่มาร หรือพวกศัตรูของพระคริสต์เป็นอันขาด  มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงคู่ควรต่อการเข้าใจสิ่งที่อยู่ในหัวใจของเจ้า และต่อการครองอธิปไตยเหนือและพินิจพิเคราะห์หัวใจของเจ้า  ไม่มีผู้ใดที่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะควบคุมหรือพินิจพิเคราะห์หัวใจของเจ้า โดยเฉพาะหมู่มารและเหล่าซาตาน  ดังนั้น หากหมู่มารและเหล่าซาตานพยายามล้วงความจริงจากเจ้า เจ้าก็มีสิทธิ์ที่จะพูดว่า “ไม่” ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม และปกปิดข้อมูล—นี่คือสิทธิ์ของเจ้า  หากเจ้าพูดว่า “เจ้ามารร้าย แกอยากจะล้วงความลับจากคำพูดของฉัน แต่ฉันจะไม่พูดความจริงกับแก ฉันจะไม่บอกแก  ฉันจะรายงานแก—แกจะทำอะไรฉันได้?  หากแกกล้าทรมานฉัน ฉันก็จะรายงานแก หากแกทรมานฉัน พระเจ้าจะทรงสาปแช่งและลงโทษแก!” การทำเช่นนี้จะได้ผลหรือไม่?  (ไม่ได้ผล)  พระคัมภีร์กล่าวว่า “จงเฉลียวฉลาดเหมือนงู และไม่มีพิษมีภัยเหมือนนกพิราบ” (มัทธิว 10:16)  ในสถานการณ์เช่นนี้ พวกเจ้าต้องเฉลียวฉลาดเหมือนงู กล่าวคือ พวกเจ้าควรมีปัญญา  หัวใจของพวกเราเหมาะที่จะให้พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์และครอบครองเท่านั้น และหัวใจของพวกเราควรมอบให้พระองค์เพียงผู้เดียว  มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงคู่ควรกับหัวใจของพวกเรา เหล่าซาตานและหมู่มารนั้นไม่คู่ควร!  ดังนั้นแล้ว พวกศัตรูของพระคริสต์มีสิทธิ์ล่วงรู้สิ่งที่อยู่ในหัวใจของพวกเราหรือสิ่งที่พวกเรากำลังคิดอยู่หรือไม่?  พวกเขาไม่มีสิทธิ์นั้น  เป้าหมายของพวกเขาในการพยายามล้วงความจริงจากเจ้าและสืบสาวเจ้าคืออะไร?  พวกเขามุ่งหมายที่จะเข้าควบคุมเจ้า เจ้าต้องตระหนักถึงเรื่องนี้ให้ชัดเจน  ดังนั้น อย่าพูดความจริงกับพวกเขา  เจ้าต้องหาวิธีรวบรวมพี่น้องชายหญิงให้เป็นหนึ่งเดียวกันให้มากขึ้นเพื่อเปิดโปงและปฏิเสธพวกเขา ดึงพวกเขาลงมาจากตำแหน่ง และไม่ปล่อยให้พวกเขาทำสำเร็จเป็นอันขาด  จงถอนรากถอนโคนพวกเขาออกจากคริสตจักร ไม่ให้โอกาสพวกเขาก่อกวนและใช้อำนาจในพระนิเวศของพระเจ้าได้อีก

การที่ศัตรูของพระคริสต์สืบสาวและเข้าควบคุมหัวใจของผู้คนเป็นความเป็นจริงที่ชัดแจ้ง  เมื่อตัดสินจากแก่นแท้ของพวกศัตรูของพระคริสต์แล้ว เห็นได้ชัดว่าการทำเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องธรรมชาติสำหรับพวกเขา และเป็นเรื่องธรรมดามากทีเดียว  ในคริสตจักรต่างหลากหลายแห่ง พวกศัตรูของพระคริสต์มักส่งคนสนิทของตนแฝงตัวเข้าไปในหมู่พี่น้องชายหญิง เพื่อสืบข่าวและรวบรวมข้อมูลวงใน  บางครั้ง ข้อมูลที่พวกเขารวบรวมมาได้ก็เกี่ยวข้องกับเรื่องจิปาถะในบ้าน หรือบทสนทนาทั่วไปในหมู่ผู้คน ซึ่งไม่ได้สลักสำคัญเลย  อย่างไรก็ตาม พวกศัตรูของพระคริสต์มักทำเรื่องเล็กเหล่านี้ให้เป็นเรื่องใหญ่เสมอ ถึงขั้นยกระดับเรื่องเหล่านี้ให้กลายเป็นเรื่องระดับความคิดและมุมมอง เพื่อให้จับความเข้าใจของการเปลี่ยนแปลงในความคิดและความคิดเห็นของผู้คนได้ทันท่วงที  การนี้ก็เพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าควบคุมรูปการณ์แวดล้อมและสถานการณ์ของแต่ละบุคคลได้อย่างง่ายดาย และตอบสนองต่อแต่ละสถานการณ์ได้ทันท่วงที  พวกศัตรูของพระคริสต์นั้นเจาะจงกับการกระทำของตนที่เกี่ยวข้องกับอำนาจและสถานะเป็นพิเศษ  เจาะจงถึงระดับใด?  ไม่ว่าจะเป็นมุมมองของแต่ละคนเกี่ยวกับวิธีที่พวกเขาจัดการเรื่องต่างๆ รวมไปถึงมุมมองเกี่ยวกับสิ่งของทางวัตถุ เงินทอง สถานะ การเชื่อในพระเจ้า การทำหน้าที่ และการลาออกจากงาน—พวกเขาต้องการรู้เรื่องทั้งหมดนี้อย่างทะลุปรุโปร่ง  หลังจากพวกเขาได้รู้เรื่องเหล่านี้อย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว ศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่ได้ใช้ความจริงในการจัดหาให้ผู้คน เปลี่ยนแปลงมุมมองที่ผิดพลาดของผู้คน หรือแก้ไขปัญหา  ตรงกันข้าม พวกเขากลับใช้สิ่งเหล่านี้มาปรนนิบัติสถานะ อำนาจ และแดนครอบครองของตนเอง  นี่คือจุดประสงค์ในการสืบสาวและเข้าควบคุมหัวใจของผู้คนของศัตรูของพระคริสต์  สำหรับศัตรูของพระคริสต์แล้ว ทุกสิ่งที่พวกเขาทำดูเหมือนจะมีความหมายและมีคุณค่า แต่ทั้งหมดนี้ที่ดูเหมือนจะมีความหมายและมีคุณค่ากลับเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงกล่าวโทษอย่างแท้จริง  สิ่งเหล่านี้เป็นการทรยศพระเจ้าและเป็นปฏิปักษ์ต่อพระองค์อย่างแท้จริง

7 พฤศจิกายน ค.ศ. 2020

ก่อนหน้า: ประการที่สิบสาม: พวกเขาควบคุมการเงินของคริสตจักรตลอดจนควบคุมหัวใจของผู้คน

ถัดไป: บทแทรก สี่: สรุปลักษณะนิสัยของพวกศัตรูของพระคริสต์และแก่นนิสัยของพวกเขา (ภาคที่หนึ่ง)

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger