ประการที่สิบห้า: พวกเขาไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้า และพวกเขาไม่ยอมรับแก่นแท้ของพระคริสต์ (ภาคที่สอง)

วันนี้ พวกเราจะสามัคคีธรรมกันต่อถึงการสำแดงนานาประการของศัตรูของพระคริสต์ในประการที่สิบห้า นั่นคือ พวกเขาไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้า และพวกเขาไม่ยอมรับแก่นแท้ของพระคริสต์  ในการสามัคคีธรรมครั้งล่าสุดของพวกเราได้มีการแบ่งหัวข้อนี้ออกเป็นสองส่วน  ส่วนแรกคือการสำแดงนานาประการของการที่ศัตรูของพระคริสต์ไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้า ซึ่งพวกเราได้แบ่งต่อไปอีกเป็นสองประการ ประการแรกคือ ศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้า ประการที่สองคือ ศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับอธิปไตยของพระเจ้าเหนือสรรพสิ่ง  ครั้งที่แล้ว โดยหลักแล้วพวกเราสามัคคีธรรมถึงเรื่องที่ศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับแก่นแท้ของพระเจ้าหรืออุปนิสัยของพระองค์ เรื่องที่ศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้นคือความจริงและแสดงถึงอัตลักษณ์ของพระองค์ รวมถึงเรื่องที่ศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับความหมายและความจริงเบื้องหลังทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำโดยเด็ดขาด  ศัตรูของพระคริสต์บูชาซาตาน มองว่าซาตานคือพระเจ้า รวมถึงใช้คำกล่าวและมุมมองทั้งหมดของซาตานเป็นพื้นฐานและเป็นมาตรฐานที่พวกเขาใช้ประเมินอัตลักษณ์ แก่นแท้ของพระเจ้า และทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำ  ดังนั้น ในใจของพวกเขาจึงเฝ้ายกชูและบูชาสิ่งที่ซาตานทำซ้ำไปซ้ำมา พวกเขายกย่องและสรรเสริญการกระทำของซาตาน ทั้งยังใช้ซาตานมาแทนที่อัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้า  ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ บนพื้นฐานของการที่พวกเขายอมรับทุกสิ่งที่ซาตานทำ พวกเขาตั้งคำถามและก่อกำเนิดมโนคติอันหลงผิดและการตัดสินเกี่ยวกับพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้าในทุกโอกาส และท้ายที่สุดก็กล่าวโทษพระวจนะและพระราชกิจของพระองค์  ด้วยเหตุนี้ ในระหว่างที่ติดตามพระเจ้า ศัตรูของพระคริสต์จึงไม่ยอมรับพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นชีวิตของพวกเขา เป็นความจริงของพวกเขา หรือเป็นทิศทางและเป้าหมายในชีวิตของพวกเขา  ในทางกลับกัน พวกเขาต่อต้านพระเจ้าในทุกโอกาส ทั้งยังประเมินอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้าด้วยสิ่งต่างๆ อย่างมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของพวกเขา ตรรกะและความคิดของซาตาน รวมถึงอุปนิสัยและวิธีการของซาตาน  ในระหว่างที่ติดตามพระเจ้า พวกเขาก็กังขา คลางแคลงใจ และจับตาดูพระเจ้าอย่างไม่ว่างเว้น พวกเขาเฝ้าตัดสินพระองค์ ทั้งยังดูหมิ่น กล่าวโทษ และปฏิเสธพระองค์อยู่ในใจ  ทุกสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำและการสำแดงนานาประการของพวกเขาล้วนพิสูจน์ให้เห็นอย่างแท้จริงว่าพวกเขาไม่ใช่ผู้ติดตามของพระเจ้า ไม่ใช่ผู้เชื่อที่แท้จริง และไม่ใช่ผู้ที่รักความจริงและสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก และพวกเขากลับเป็นศัตรูของความจริงและพระเจ้า  เมื่อผู้คนเหล่านี้มาที่พระนิเวศของพระเจ้า มาที่คริสตจักร พวกเขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อรับความรอดของพระเจ้า หรือเพื่อมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและยอมรับพระวจนะของพระองค์เป็นชีวิต  แล้วพวกเขามาที่นี่เพื่ออะไร?  เมื่อผู้คนเหล่านี้มาที่พระนิเวศของพระเจ้า ประการแรก อย่างน้อยพวกเขาย่อมพยายามสนองความอยากรู้อยากเห็นของตน ประการที่สอง พวกเขาปรารถนาที่จะทำตามกระแสนี้ และประการที่สาม พวกเขาต้องการพร  สิ่งเหล่านี้คือเจตนาและจุดประสงค์ของพวกเขา และก็มีเพียงเท่านั้น  เมื่อตัดสินจากแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์แล้ว พวกเขาไม่เคยตั้งใจที่จะยอมรับพระวจนะของพระเจ้าเป็นชีวิตของพวกเขา พวกเขาไม่เคยวางแผนที่จะยึดเอาพระวจนะของพระเจ้าเป็นหลักธรรมของการปฏิบัติ หรือเป็นทิศทางและเป้าหมายในชีวิต และพวกเขาก็ไม่เคยวางแผนที่จะเปลี่ยนแปลงหรือละทิ้งทัศนะของตนเอง หรือเปลี่ยนแปลงหรือละทิ้งมโนคติอันหลงผิดของตนเอง และมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อกลับใจอย่างถ่องแท้ และหมอบกราบเฉพาะพระพักตร์พระองค์และยอมรับพระองค์ว่าเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของพวกเขา  พวกเขาไม่มีเจตนาเช่นนั้นเลย  พวกเขาคอยแต่โอ้อวดเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าว่าพวกเขายิ่งใหญ่เพียงใด มีความสามารถเพียงใด มีอำนาจ มีพรสวรรค์ และมีความสามารถพิเศษเพียงใด พวกเขาสามารถกลายเป็นเสาหลักและกระดูกสันหลังของพระนิเวศของพระเจ้าได้อย่างไร และอื่นๆ โดยมุ่งหวังที่จะสัมฤทธิ์เป้าหมายของตนในการได้รับการยกย่องอย่างสูงในพระนิเวศของพระเจ้า ได้รับการยอมรับจากพระเจ้า และได้รับการเลื่อนตำแหน่งในพระนิเวศของพระเจ้า เพื่อสนองความทะเยอทะยานและความอยากของพวกเขา  ไม่เพียงเท่านั้น แต่พวกเขายังต้องการสนองความทะเยอทะยาน ความอยาก และแผนการของพวกเขาที่จะ “ได้รับเป็นร้อยเท่าในชีวิตนี้และได้รับชีวิตนิรันดร์ในโลกที่จะมาถึง”  พวกเขาเคยละทิ้งความทะเยอทะยาน ความอยาก และแผนการเหล่านี้บ้างหรือไม่?  โดยส่วนตัวแล้วพวกเขาสามารถเข้าใจ ละทิ้ง และแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้หรือไม่?  พวกเขาไม่เคยวางแผนที่จะทำเช่นนี้  ไม่ว่าพระวจนะของพระเจ้าจะกล่าวหรือเปิดโปงสิ่งใด ต่อให้พวกเขาจะสามารถนำพระวจนะของพระเจ้ามาเชื่อมโยงกับตัวเองได้ ต่อให้พวกเขาจะรู้ว่าแผนการ ความคิด และเจตนาของพวกเขาต่อต้านพระวจนะของพระเจ้าและไม่ตรงตามพระวจนะเหล่านั้น รู้ว่าสิ่งเหล่านั้นขัดต่อหลักธรรมความจริงและเป็นการสำแดงถึงอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาก็ยังคงยึดติดกับทัศนะ ความทะเยอทะยาน และความอยากของตนอย่างหนักแน่น และไม่มีแผนการที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง พลิกทัศนะของตนกลับมา ละทิ้งความทะเยอทะยานและความอยากของตน และมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อยอมรับการเปิดโปง การพิพากษา การตีสอน และการตัดแต่งของพระองค์เลย  ผู้คนเหล่านี้ไม่เพียงแต่ดื้อแพ่งอยู่ในใจเท่านั้น แต่พวกเขายังโอหังและทะนงตนอีกด้วย—พวกเขาโอหังจนถึงขั้นที่ไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง  ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็รังเกียจและเกลียดชังพระวจนะทุกคำที่พระเจ้าตรัสจากส่วนลึกของหัวใจ พวกเขาเกลียดชังการที่พระเจ้าทรงเปิดโปงแก่นแท้ธรรมชาติของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม และการที่พระองค์ทรงเปิดโปงอุปนิสัยที่เสื่อมทรามนานาประการ  พวกเขาเกลียดชังพระเจ้าและความจริงโดยไม่มีเหตุผลอันควร ถึงขั้นเกลียดชังบรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงรัก  สิ่งนี้แสดงให้เห็นโดยสมบูรณ์ว่าอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์นั้นเลวร้ายอย่างแท้จริง  ความเกลียดชัง ความเป็นปฏิปักษ์ การต่อต้าน การตัดสิน และการปฏิเสธโดยไร้ซึ่งเหตุผลที่พวกเขามีต่อพระเจ้าและความจริงยังแสดงให้พวกเราเห็นด้วยว่า ศัตรูของพระคริสต์มีอุปนิสัยที่โหดร้ายอย่างแท้จริง

อุปนิสัยนานาประการของศัตรูของพระคริสต์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของอุปนิสัยที่มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามมี และความร้ายแรงของอุปนิสัยนานาประการที่ศัตรูของพระคริสต์มีก็หนักหนากว่าความร้ายแรงของบุคคลธรรมดาทั่วไปที่เสื่อมทราม  ไม่ว่าพระเจ้าทรงเปิดโปงอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของมวลมนุษย์อย่างลึกซึ้งหรือเป็นรูปธรรมเพียงใด ศัตรูของพระคริสต์ก็ปฏิเสธและไม่ยอมรับการนี้ ไม่ยอมรับว่าสิ่งนี้คือความจริงหรือเป็นพระราชกิจของพระเจ้า  พวกเขาเพียงยอมรับและเชื่อว่าการเป็นคนชั่ว อำมหิต เลว เคลือบแฝง และโหดร้ายมากพอนั้นเป็นหนทางเดียวที่จะตั้งมั่นได้ในท้ายที่สุด อีกทั้งจะโดดเด่นและยืนหยัดได้จนถึงวาระสุดท้ายในสังคมนี้และท่ามกลางกระแสชั่ว  นี่คือตรรกะของศัตรูของพระคริสต์  ดังนั้น ศัตรูของพระคริสต์จึงเก็บงำความเป็นปฏิปักษ์และความเกลียดชังต่อแก่นแท้อันชอบธรรมและศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า ต่อความสัตย์ซื่อและมหิทธานุภาพของพระเจ้า และต่อสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวกเช่นนี้เอาไว้  ไม่ว่าผู้คนจะเป็นพยานถึงอัตลักษณ์ แก่นแท้ของพระเจ้า และพระราชกิจทั้งปวงของพระองค์อย่างไร และไม่ว่าพวกเขาจะทำเช่นนั้นอย่างเป็นรูปธรรมและจริงแท้เพียงใด ศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่ยอมรับสิ่งนั้น พวกเขาไม่ยอมรับว่านี่คือพระราชกิจของพระเจ้า ไม่ยอมรับว่าในสิ่งนี้มีความจริงให้แสวงหา หรือยอมรับว่านี่คือสื่อการสอนและคำพยานที่ดีที่สุดสำหรับความรู้ที่มวลมนุษย์มีเกี่ยวกับพระเจ้า  ในทางตรงกันข้าม ศัตรูของพระคริสต์กลับหมอบกราบด้วยความเลื่อมใสต่อสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ซาตานทำ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม  สำหรับสิ่งต่างๆ ที่ซาตานทำ ศัตรูของพระคริสต์ยอมรับ เชื่อ บูชา และทำตามสิ่งเหล่านี้อย่างเป็นแบบเดียวกัน ไม่ว่าสำหรับมวลมนุษย์แล้วสิ่งเหล่านั้นจะถูกมองว่าสูงส่งหรือต่ำต้อยก็ตาม  อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ศัตรูของพระคริสต์รู้สึกไม่สบายใจ นั่นคือ พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์สามารถทำให้ผู้คนก้าวข้ามไปยังดินแดนสุขาวดีได้ และศัตรูของพระคริสต์ก็คิดว่า “ดินแดนสุขาวดีนี้ดูเหมือนจะด้อยกว่าราชอาณาจักรแห่งสวรรค์และสวรรค์ที่พระเจ้าตรัสถึง—นี่ไม่ค่อยเป็นไปตามอุดมคตินัก  ถึงแม้ว่าซาตานจะเปี่ยมอำนาจและนำผลประโยชน์อันไร้ขีดจำกัดมาสู่ผู้คนได้ รวมถึงสนองความทะเยอทะยานและความอยากทั้งหมดของพวกเขาได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ซาตานทำไม่ได้ก็คือการให้คำสัญญาแก่มนุษย์ ทำให้ผู้คนได้เข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์และได้รับชีวิตนิรันดร์  ซาตานไม่กล้ากล่าวอ้างเช่นนั้น และมันก็ไม่สามารถทำให้สิ่งนี้สำเร็จลุล่วงได้เช่นกัน”  ลึกลงไปในหัวใจของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขารู้สึกว่านี่เป็นเรื่องที่เกินจะจินตนาการ และในขณะเดียวกัน พวกเขาก็รู้สึกว่านี่เป็นเรื่องที่น่าเสียใจที่สุด  ด้วยเหตุนั้น ในระหว่างที่ฝืนใจติดตามพระเจ้า พวกเขาก็ยังคงวางแผนถึงวิธีได้รับพรที่ยิ่งใหญ่ขึ้น และใครที่จะสนองความทะเยอทะยานและความอยากของพวกเขาได้  พวกเขาคำนวณแล้วคำนวณอีก และในท้ายที่สุด พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้าต่อไป  อ้างอิงจากการสำแดงเหล่านี้ของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขามีท่าทีและมุมมองอย่างไรต่อพระเจ้า?  พวกเขามีความเชื่อที่แท้จริงสักเสี้ยวหนึ่งหรือไม่?  พวกเขามีความศรัทธาที่แท้จริงในพระเจ้าหรือไม่?  พวกเขายอมรับการกระทำของพระเจ้าสักเสี้ยวหนึ่งหรือไม่?  พวกเขาสามารถกล่าวคำว่า “อาเมน” จากส่วนลึกในหัวใจให้กับข้อเท็จจริงที่ว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง ชีวิต และหนทางได้หรือไม่?  พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ในหมู่มวลมนุษย์—ศัตรูของพระคริสต์สามารถสรรเสริญฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่และอุปนิสัยที่ชอบธรรมของพระเจ้าจากส่วนลึกของหัวใจพวกเขาได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  เป็นเพราะศัตรูของพระคริสต์ปฏิเสธอัตลักษณ์ แก่นแท้ของพระเจ้า และพระราชกิจทั้งหมดของพระองค์นั่นเองที่ทำให้พวกเขายกชูและเป็นพยานให้ตัวเองอยู่ตลอดเวลาในระหว่างที่ติดตามพระองค์ อีกทั้งพยายามเอาชนะใจและเป็นที่โปรดปรานของผู้คน และถึงขั้นพยายามควบคุมและกักขังหัวใจของผู้คน และแก่งแย่งประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไปจากพระองค์  การสำแดงทั้งหมดนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าศัตรูของพระคริสต์ไม่เคยยอมรับอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้า หรือยอมรับว่ามวลมนุษย์และสรรพสิ่งอยู่ภายใต้อธิปไตยของพระผู้สร้าง  นี่คือสิ่งที่พวกเราได้ชำแหละไปเมื่อครั้งที่แล้วเกี่ยวกับทัศนะ การสำแดง และการเผยของศัตรูของพระคริสต์ในเรื่องการดำรงอยู่ของพระเจ้า  ในเมื่อศัตรูของพระคริสต์มีทัศนะและการสำแดงเหล่านี้เกี่ยวกับการดำรงอยู่ของพระเจ้า แล้วพวกเขามีท่าทีเช่นไรต่อพระคริสต์ ซึ่งเป็นเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงบังเกิด?  พวกเขาสามารถเชื่อ ยอมรับ ติดตาม และนบนอบพระองค์อย่างแท้จริงได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  เมื่อตัดสินจากการปฏิบัติที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อการดำรงอยู่ของพระเจ้า พวกเขาเก็บงำท่าทีเช่นนี้ต่อพระวิญญาณของพระเจ้า ดังนั้น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าท่าทีที่พวกเขามีต่อเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงบังเกิดต้องน่ารังเกียจยิ่งกว่าท่าทีที่พวกเขามีต่อพระวิญญาณของพระองค์ มีการสำแดงที่เด่นชัดและร้ายแรงยิ่งกว่า

II. พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับแก่นแท้ของพระคริสต์

วันนี้ พวกเราจะสามัคคีธรรมกันว่าศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระคริสต์ ซึ่งเป็นเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงบังเกิดอย่างไร โดยอ้างอิงจากความไม่เชื่อที่พวกเขามีต่อการดำรงอยู่ของพระเจ้า  นี่คือข้อเท็จจริงที่ยอมรับกันโดยกว้างขวางว่าศัตรูของพระคริสต์ไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้า  หลังจากการสามัคคีธรรม การเปิดโปง และการชำแหละทั้งหมดนี้ พวกเจ้าได้รับความเข้าใจที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับอุปนิสัยและการสำแดงนานาประการของศัตรูของพระคริสต์บ้างหรือไม่?  ไม่ว่าพวกเขาจะยอมรับพระราชกิจที่พระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังทรงทำหรือยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังหรือไม่ ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาก็ปฏิเสธการดำรงอยู่ของพระเจ้า  แล้วพวกเขาเป็นคนประเภทใดกันแน่?  หากพูดให้ถูกต้อง พวกเขาคือผู้ไม่เชื่อจอมฉวยโอกาส พวกเขาคือพวกฟาริสี  ในหมู่พวกเขา บางคนดูชั่วอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่คนอื่นๆ ดูถ่อมใจ มีพฤติกรรมที่สุภาพเรียบร้อบ สง่างาม และสูงส่ง—พวกเขาคือพวกฟาริสีตามมาตรฐาน  เมื่อพูดถึงคนสองประเภทนี้—คนที่ดูชั่วและคนที่ดูเคร่งศาสนาและไม่ชั่ว—หากโดยพื้นฐานแล้วพวกเขาไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้า พวกเราสามารถกล่าวว่าพวกเขาคือผู้ไม่เชื่อได้หรือไม่?  (ได้)  วันนี้ พวกเรากำลังสามัคคีธรรมถึงเรื่องที่ว่าผู้ไม่เชื่อมีทัศนะและท่าทีเช่นไรต่อพระคริสต์ พวกเขาแสดงการสำแดงใดต่อแง่มุมต่างๆ ของพระคริสต์ และพวกเราจะสามารถทำความเข้าใจแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ผ่านการสำแดงเหล่านี้ได้อย่างไร

ก. วิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อที่มาของพระคริสต์

เมื่อพูดถึงพระคริสต์ ผู้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาที่มีอัตลักษณ์พิเศษ โดยทั่วไปแล้วผู้คนมักจะใส่ใจเรื่องใดมากที่สุด?  เหนือสิ่งอื่นใด ผู้คนมากมายใส่ใจเรื่องที่มาของพระองค์มิใช่หรือ?  นั่นคือจุดสนใจของผู้คน  ดังนั้น พวกเรามาสามัคคีธรรมถึงวิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อที่มาของพระคริสต์กันก่อนเถิด  ก่อนที่จะสามัคคีธรรมเรื่องนี้ พวกเรามาพูดถึงวิธีที่พระเจ้าทรงวางแผนเรื่องแง่มุมอันหลากหลายของที่มาแห่งเนื้อหนังที่พระองค์ทรงบังเกิดกันเถิด  ดังที่ทราบกันดีว่าในระหว่างยุคพระคุณ พระคริสต์ทรงปฏิสนธิโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์และประสูติจากหญิงพรหมจารี  พระองค์ประสูติในครอบครัวที่แสนจะธรรมดาและปกติอย่างยิ่ง ซึ่งในภาษาปัจจุบันจะเรียกว่าครอบครัวของประชาชนทั่วไป  พระองค์ไม่ได้ประสูติในครอบครัวใหญ่ที่ร่ำรวย เป็นข้าราชการ หรือมีชื่อเสียง—พระองค์ถึงกับประสูติในคอกวัว ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนคิดไม่ถึงและเหนือความคิดฝันของทุกคนเสียด้วยซ้ำ  เมื่อมองดูทุกแง่มุมของที่มาแห่งเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงบังเกิดในครั้งแรก ครอบครัวที่พระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังประสูตินั้นธรรมดามาก  มารีย์ มารดาของพระองค์ก็เป็นคนธรรมดาเช่นกัน ไม่ใช่บุคคลที่โดดเด่น และแน่นอนว่าเธอไม่ได้มีพลังวิเศษหรือความสามารถพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์และไม่ธรรมดาใดๆ  อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรกล่าวถึงก็คือเธอไม่ใช่ผู้ไม่เชื่อหรือผู้ไม่มีความเชื่อ แต่เป็นผู้ติดตามพระเจ้า  สิ่งนี้สำคัญมาก  โยเซฟ สามีของมารีย์เป็นช่างไม้  ช่างไม้เป็นช่างฝีมือประเภทหนึ่ง และเขามีรายได้ปานกลาง แต่ก็ไม่ได้ร่ำรวยและไม่มีเงินเหลือเก็บมากนัก  อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ยากจนข้นแค้น และเขาก็สามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานทั้งหมดของครอบครัวได้  องค์พระเยซูเจ้าประสูติในครอบครัวลักษณะนี้ หากตัดสินจากมาตรฐานรายได้และสภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบัน ครอบครัวของพระองค์แทบจะไม่ถือว่าเป็นชนชั้นกลางด้วยซ้ำ  ในบรรดามวลมนุษย์ ครอบครัวเช่นนี้จะถูกมองว่าสูงส่งหรือต่ำต้อย?  (ต่ำต้อย)  ดังนั้น ครอบครัวที่องค์พระเยซูเจ้าประสูติจึงห่างไกลจากการมีชื่อเสียง ร่ำรวย หรือโด่งดัง และยิ่งห่างไกลจากสิ่งที่ปัจจุบันถือว่าเป็นชนชั้นสูง  เมื่อเด็กจากครอบครัวที่ร่ำรวยหรือมีสถานะสูงส่งออกไปข้างนอกก็มักจะมีผู้คนมาห้อมล้อมพวกเขา และรุมล้อมพวกเขา แต่ครอบครัวขององค์พระเยซูเจ้านั้นตรงกันข้าม  พระองค์ประสูติในครอบครัวที่ไม่มีสภาพความเป็นอยู่ที่หรูหราหรือมีสถานะที่สูงส่ง  นี่คือครอบครัวแสนธรรมดาที่ผู้คนมองข้ามและเพิกเฉย ไม่มีผู้ใดร้องเพลงสรรเสริญพวกเขาหรือรุมล้อมพวกเขา  ภายใต้ภูมิหลังและสภาพแวดล้อมทางสังคมดังกล่าวในช่วงเวลานั้น พระคริสต์ทรงอยู่ในฐานะที่ได้รับการศึกษาสูง หรือได้รับอิทธิพลและซึมซับวิถีชีวิต ความคิด ทัศนะ และอื่นๆ ของสังคมชั้นสูงหรือไม่?  เห็นได้ชัดว่าพระองค์ไม่ได้ทรงอยู่ในฐานะนั้น  พระองค์ทรงได้รับการศึกษาแบบทั่วไป ทรงอ่านพระคัมภีร์ที่บ้าน ทรงฟังเรื่องราวจากบิดามารดาของพระองค์ และทรงเข้าร่วมพิธีในคริสตจักรกับพวกเขา  ในทุกแง่มุม ที่มาขององค์พระเยซูเจ้าและบริบทที่พระองค์ทรงเติบโตขึ้นมานั้นไม่ได้มีเกียรติหรือสูงส่งอย่างที่ผู้คนอาจจะจินตนาการ  สภาพแวดล้อมที่พระองค์ทรงเติบโตขึ้นมานั้นเหมือนกับบุคคลธรรมดา  ชีวิตประจำวันของพระองค์นั้นเรียบง่ายและธรรมดา สภาพความเป็นอยู่ของพระองค์คล้ายคลึงกับคนทั่วไป ไม่มีอะไรพิเศษ และพระองค์ก็ไม่ทรงมีสภาพความเป็นอยู่ที่พิเศษและเหนือกว่าอย่างพวกชนชั้นสูงในสังคม  นี่คือบริบทของเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงบังเกิดในครั้งแรก และเป็นสภาพแวดล้อมที่พระองค์ทรงเติบโตขึ้นมา

ถึงแม้ว่าพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังจะมีเพศสภาพแตกต่างจากครั้งที่แล้วอย่างสิ้นเชิง แต่พระองค์ก็ทรงมีภูมิหลังครอบครัวที่ธรรมดา และไม่ได้มีสถานะสูงส่งเช่นเดียวกัน  บางคนถามว่า “ธรรมดาแค่ไหน?”  ในยุคปัจจุบัน คำว่าธรรมดาหมายถึงสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ทั่วไป  พระคริสต์ประสูติในครอบครัวคนงาน กล่าวคือ ครอบครัวที่พึ่งพาค่าจ้างในการยังชีพ สามารถดูแลความต้องการพื้นฐานของตนเองได้ แต่ไม่ได้มั่งคั่งเหมือนคนร่ำรวย  พระคริสต์ทรงมีปฏิสัมพันธ์กับคนธรรมดา และทรงสัมผัสกับชีวิตของคนธรรมดา พระองค์ทรงอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมลักษณะนี้ ไม่มีอะไรพิเศษ  โดยทั่วไปแล้ว เด็กจากครอบครัวคนงานอยู่ในฐานะที่จะเรียนรู้ทักษะทางศิลปะหรือไม่?  พวกเขามีโอกาสได้สัมผัสกับทัศนะอันหลากหลายที่แพร่หลายในสังคมชั้นสูงหรือไม่?  (ไม่)  พวกเขาไม่เพียงแต่ไม่อยู่ในฐานะที่จะเรียนรู้ทักษะต่างๆ เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นคือ พวกเขายังไม่มีโอกาสที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายในสังคมชั้นสูงอีกด้วย  จากมุมมองนี้ ครอบครัวที่พระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังประสูติในครั้งนี้จึงธรรมดามาก  บิดามารดาของพระองค์เป็นผู้คนที่ใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างน่านับถือ การดำรงชีวิตของพวกเขาขึ้นอยู่กับงานและอาชีพของพวกเขา และพวกเขาก็มีสภาพความเป็นอยู่ในระดับปานกลาง  ภาวะเช่นนี้เป็นเรื่องปกติที่สุดในสังคมสมัยใหม่  จากมุมมองของผู้ไม่มีความเชื่อ ไม่มีสิ่งใดที่เหนือกว่าสภาพแวดล้อมในการประสูติของพระคริสต์ และในภูมิหลังครอบครัวหรือคุณภาพชีวิตของพระองค์ ก็ไม่มีสิ่งใดที่ควรค่าแก่การโอ้อวดเลย  คนดังบางคนเกิดในครอบครัวนักวิชาการ บรรพบุรุษของพวกเขาล้วนเป็นครูบาอาจารย์และปัญญาชนอาวุโส  พวกเขาเติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ พร้อมด้วยการวางตัวและกิริยาท่าทางในแบบฉบับของครอบครัวนักวิชาการ  พระเจ้าทรงเลือกภูมิหลังครอบครัวที่คล้ายคลึงกันสำหรับเนื้อหนังที่พระองค์ทรงบังเกิดหรือไม่?  ไม่  ในครั้งนี้ พระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังก็ทรงขาดภูมิหลังครอบครัวที่ยอดเยี่ยมและขาดสถานะทางสังคมที่โดดเด่นเช่นกัน และพระองค์ยิ่งไม่มีสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ที่เหนือกว่าเลย—ครอบครัวของพระองค์เป็นครอบครัวที่ธรรมดาอย่างยิ่ง  พวกเราอย่าเพิ่งพูดคุยถึงเหตุผลที่พระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังทรงเลือกครอบครัว สภาพความเป็นอยู่ และภูมิหลังในการเติบโตเช่นนี้เลย พวกเราจะไม่พูดถึงนัยสำคัญของเรื่องนี้ในตอนนี้  บอกเราทีเถิดว่า คนบางคนย่อมสนใจมิใช่หรือว่าพระคริสต์ทรงเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยหรือไม่?  เราจะบอกความจริงแก่พวกเจ้า นั่นคือ เราออกจากโรงเรียนก่อนที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย และออกจากบ้านเมื่ออายุ 17 ปี  ดังนั้น เราได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยหรือไม่? (ไม่)  นี่เป็นข่าวร้ายหรือข่าวดีสำหรับพวกเจ้า?  (ข้าพระองค์คิดว่า การรู้เรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลอะไร เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการติดตามพระเจ้า)  นั่นเป็นมุมมองที่ถูกต้อง  เราไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้มาก่อน ไม่ใช่เพราะเราต้องการซ่อนเร้นหรือปกปิด แต่เพราะไม่จำเป็นต้องพูด เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับการรู้จักและการติดตามพระเจ้าโดยสิ้นเชิง  ถึงแม้ว่าภูมิหลังการประสูติของพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง สภาพแวดล้อมทางครอบครัว และสภาพแวดล้อมที่พระองค์ทรงเติบโตขึ้นมาจะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการรู้จักพระเจ้าหรือพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง และไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้เลย แต่เหตุใดบัดนี้เราจึงพูดถึงประเด็นเหล่านี้?  สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับหนึ่งในทัศนะที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อพระคริสต์ซึ่งพวกเรากำลังชำแหละกันในวันนี้  พระเจ้าไม่ได้ทรงเลือกสถานะที่โดดเด่น อัตลักษณ์ที่สูงส่ง หรือภูมิหลังทางครอบครัวและสังคมที่โดดเด่นสำหรับเนื้อหนังที่พระองค์ทรงบังเกิด และพระองค์ก็ไม่ได้ทรงเลือกสภาพแวดล้อมที่เหนือกว่า ไร้กังวล มั่งคั่ง และหรูหราในการทรงเติบโตขึ้นมาเลยด้วยซ้ำ  พระเจ้าไม่ได้ทรงเลือกภูมิหลังครอบครัวที่ทำให้พระองค์ได้รับการศึกษาระดับสูงหรือสัมผัสกับสังคมชั้นสูงอีกด้วย  เมื่อพิจารณาถึงทางที่พระเจ้าทรงเลือกเมื่อพระองค์ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังในแง่มุมเหล่านี้ สิ่งเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อพระราชกิจที่พระคริสต์เสด็จมาทรงทำหรือไม่?  (ไม่)  เมื่อดูที่กระบวนการ ธรรมชาติ และผลลัพธ์ของพระราชกิจในช่วงหลังของพระองค์ แง่มุมเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อแผนการ ขั้นตอน หรือผลลัพธ์ของพระราชกิจของพระเจ้าแต่อย่างใด แต่ในทางตรงกันข้าม ทางเลือกของพระองค์ในแง่มุมเหล่านี้ก็มีข้อได้เปรียบอยู่บ้าง นั่นคือ การที่พระองค์ทรงเลือกที่จะประสูติในสภาพแวดล้อมเช่นนี้เป็นประโยชน์กับความรอดของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรมากกว่า เนื่องจากร้อยละ 99 ของพวกเขามาจากภูมิหลังที่คล้ายกัน  นี่คือนัยสำคัญของที่มาของพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังแง่มุมหนึ่งที่ผู้คนควรเข้าใจ

เมื่อครู่นี้ เราได้พูดถึงภูมิหลังและสภาพแวดล้อมที่พระคริสต์ประสูติมาแบบกว้างๆ และเรียบง่ายเพื่อให้เจ้ามีความเข้าใจทั่วไปเกี่ยวกับเรื่องนี้  ต่อไป พวกเรามาชำแหละว่าศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อที่มาของพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังอย่างไรกันเถิด  ประการแรก ศัตรูของพระคริสต์แอบดูหมิ่นและรู้สึกต่อต้านสภาพแวดล้อมและภูมิหลังที่พระคริสต์ประสูติ  เหตุใดพวกเขาจึงดูหมิ่นและรู้สึกต่อต้านสิ่งนี้?  เพราะพวกเขาเก็บงำความคิดและมโนคติอันหลงผิดอยู่ในใจ  พวกเขามีมุมมองอย่างไรต่อเรื่องนี้?  “พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง พระองค์ทรงเป็นองค์สูงสุดเหนือสรรพสิ่ง พระองค์ทรงอยู่เหนือฟ้าสวรรค์ อีกทั้งทรงอยู่เหนือมวลมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งปวง  หากคนคนนี้คือพระเจ้า เช่นนั้นเขาควรจะขึ้นสู่จุดสูงสุดในหมู่มวลมนุษย์”  คำว่าเขาขึ้นสู่จุดสูงสุดหมายความว่าอย่างไร?  พวกเขาหมายความว่าคนคนนี้ควรจะโดดเด่นเหนือทุกคน เขาควรจะเกิดในครอบครัวใหญ่ที่มีชื่อเสียงและสูงส่ง และไม่ขาดเหลือสิ่งใดเลย หมายความว่าเขาควรจะเกิดมาบนกองเงินกองทอง มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ตลอดจนมีอำนาจและอิทธิพล รวมถึงเป็นมหาเศรษฐีและร่ำรวยเป็นพิเศษ  ในขณะเดียวกัน เขาควรมีการศึกษาสูง เรียนรู้ทุกสิ่งที่มนุษย์ควรรู้ในโลกนี้  ตัวอย่างเช่น เขาควรได้เรียนพิเศษแบบตัวต่อตัว เข้าเรียนในโรงเรียนชั้นนำ และเพลิดเพลินกับชีวิตชนชั้นสูงเช่นเดียวกับมกุฎราชกุมาร  เขาไม่ควรเป็นลูกของครอบครัวธรรมดา  ในเมื่อพระคริสต์คือเนื้อหนังที่ทรงบังเกิด การศึกษาของพระองค์ก็ทรงควรจะเหนือกว่าทุกคน และสื่อการเรียนของพระองค์ก็ทรงควรจะแตกต่างจากคนธรรมดา  พวกเขาคิดว่าในเมื่อพระคริสต์เสด็จมาเพื่อปกครองในฐานะกษัตริย์ พระองค์ก็ทรงควรเรียนรู้ศิลปะแห่งการปกครอง ตลอดจนวิธีปกครองและควบคุมมวลมนุษย์ ศึกษาเรื่องสามสิบหกกลศึก และเรียนรู้ภาษาที่หลากหลายและทักษะทางศิลปะบางอย่าง พระองค์จะได้นำสิ่งเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์กับงานในวันหน้า และเพื่อให้พระองค์ทรงสามารถปกครองผู้คนทุกประเภทได้ในอนาคต  สำหรับพวกเขา มีเพียงพระคริสต์เช่นนี้เท่านั้นที่จะสูงส่ง ยิ่งใหญ่ และสามารถช่วยผู้คนให้รอดได้ เพราะพระองค์จะมีความรู้และความสามารถพิเศษเพียงพอ อีกทั้งมีความสามารถเพียงพอที่จะอ่านใจผู้คนเพื่อที่จะควบคุมคนเหล่านั้นได้  ศัตรูของพระคริสต์เก็บงำมโนคติอันหลงผิดเช่นนี้เกี่ยวกับที่มาของเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงบังเกิด และพวกเขาก็ยึดติดกับมโนคติอันหลงผิดเหล่านี้ในขณะที่ยอมรับพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังไปด้วย  ประการแรก พวกเขาไม่วางมโนคติอันหลงผิดของตนและเริ่มเข้าใจหรือทำความเข้าใจสิ่งใหม่ที่พระเจ้าทรงทำจากส่วนลึกในหัวใจของพวกเขา  พวกเขาไม่ปฏิเสธมโนคติอันหลงผิดและทัศนะของตนเอง หรือเริ่มเข้าใจตรรกะวิบัติที่พวกเขาเก็บงำไว้ และพวกเขาก็ไม่เริ่มรู้จักพระคริสต์และเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงบังเกิด และยอมรับทุกสิ่งที่พระคริสต์ตรัสและทรงทำด้วยท่าทีและหลักธรรมของการนบนอบความจริง  ในทางกลับกัน พวกเขาประเมินทุกสิ่งที่พระคริสต์ตรัสด้วยมโนคติอันหลงผิดและทัศนะของพวกเขาเอง  “ถ้อยแถลงนี้ของพระคริสต์ไม่สมเหตุสมผล ถ้อยแถลงนั้นใช้คำศัพท์ไม่ได้เรื่อง จุดนี้มีข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์ คุณสามารถบอกได้เลยว่าพระคริสต์ไม่ได้ทรงร่ำเรียนมาสูง  พระองค์ตรัสเหมือนคนธรรมดาไม่ใช่หรือ?  พระคริสต์ตรัสแบบนั้นได้อย่างไร?  แต่พระองค์ก็ไม่ผิดหรอก  เพราะที่จริงพระองค์ก็ต้องประสงค์จะโดดเด่น ต้องประสงค์จะได้รับการยกย่องจากผู้อื่นเช่นกัน แต่นั่นเป็นไปไม่ได้—พระองค์ไม่ได้ทรงมาจากครอบครัวที่ดี  บิดามารดาของพระองค์เป็นเพียงคนธรรมดา และการที่พวกเขาเป็นเช่นนั้นย่อมส่งอิทธิพลให้พระองค์ทรงเป็นคนประเภทเดียวกัน  พระเจ้าจะทรงทำเช่นนี้ได้อย่างไร?  เหตุใดคำพูดและท่าทางของพระคริสต์จึงดูไม่สง่างามและไม่สูงส่งเอาเสียเลย?  เหตุใดพระองค์จึงไม่ทรงมีคำพูดและท่าทางแบบนักวิชาการและปัญญาชนที่ได้รับการขัดเกลาในสังคม ของเจ้าหญิงและเจ้าชายจากชนชั้นสูงของสังคม?  เหตุใดคำพูดและการกระทำของพระคริสต์จึงดูไม่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของพระองค์เลย?”  ศัตรูของพระคริสต์เก็บงำมุมมองประเภทนี้และทัศนคติในการสังเกตประเภทนี้ในการที่พวกเขามองพระคริสต์ และพระวจนะและพระราชกิจทั้งปวงของพระองค์ วิธีที่พระองค์ทรงปฏิบัติต่อผู้คน และคำตรัสและท่าทางของพระองค์ และมโนคติอันหลงผิดก็เกิดขึ้นในหัวใจของพวกเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  พวกเขาไม่เพียงไม่นบนอบพระคริสต์เท่านั้น แต่พวกเขายังไม่ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระองค์อย่างถูกต้องอีกด้วย  พวกเขากล่าวว่า “คนธรรมดาเช่นนี้ สามัญชนเช่นนี้ จะเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของฉันได้หรือ?  เขาจะอวยพรฉันได้หรือ?  ฉันจะได้รับผลประโยชน์ใดๆ จากเขาหรือ?  ความปรารถนาและความใฝ่ฝันของฉันลุล่วงได้หรือ?  คนคนนี้ธรรมดาเกินไป จนถึงขั้นที่น่าดูแคลน”  ยิ่งศัตรูของพระคริสต์มองว่าพระคริสต์เป็นคนธรรมดาทั่วไป และคิดว่าพระคริสต์ทรงปกติมากขึ้นเพียงใด พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองสูงส่งและมีเกียรติมากขึ้นเท่านั้น  ในขณะเดียวกัน ศัตรูของพระคริสต์ก็บางคนถึงกับเปรียบเทียบว่า “คุณยังอายุน้อยและไม่รู้วิธีแต่งตัวหรือพูดคุยกับผู้คน  คุณไม่รู้ว่าจะหลอกถามเรื่องต่างๆ จากผู้คนอย่างไร  เหตุใดคุณจึงตรงไปตรงมานัก?  สิ่งที่คุณพูดเหมือนพระเจ้าอย่างไร?  สิ่งที่คุณพูดเป็นตัวแทนว่าคุณคือพระเจ้าอย่างไร?  การกระทำ คำพูด พฤติกรรม ท่าทาง และการแต่งกายของคุณเหมือนพระเจ้าอย่างไร?  ฉันคิดว่าในแง่มุมเหล่านี้คุณไม่เหมือนพระเจ้าเลย  พระคริสต์ควรทรงมีการศึกษาสูง รู้พระคัมภีร์อย่างทะลุปรุโปร่ง และตรัสอย่างฉะฉาน แต่คุณมักจะพูดซ้ำไปซ้ำมา และบางครั้งคุณก็ใช้คำที่ไม่เหมาะสม”  หลังจากติดตามพระคริสต์มาหลายปี ในหัวใจของศัตรูของพระคริสต์ไม่เพียงแต่ไม่ยอมรับพระวจนะของพระเจ้าและความจริงเท่านั้น แต่พวกเขายังไม่ยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่าพระคริสต์ทรงเป็นเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงบังเกิดอีกด้วย  สิ่งนี้เทียบเท่ากับการที่พวกเขาไม่ยอมรับว่าพระคริสต์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของพวกเขา  ในทางกลับกัน ในใจของพวกเขายิ่งดูหมิ่นเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงบังเกิด ซึ่งก็คือคนธรรมดาคนนี้มากขึ้นไปอีก  เพราะพวกเขาไม่เห็นสิ่งที่พิเศษในตัวพระคริสต์ เพราะที่มาของพระองค์นั้นแสนธรรมดาทั่วไป และเนื่องจากพระองค์ดูเหมือนจะไม่ทรงสามารถนำผลประโยชน์ใดๆ มาสู่พวกเขาในสังคมหรือในหมู่มวลมนุษย์ หรือทำให้พวกเขาเพลิดเพลินกับข้อได้เปรียบใดได้ พวกเขาจึงเริ่มตัดสินพระองค์อย่างเปิดเผยและไม่ยั้งคิดว่า “คุณก็แค่ลูกของครอบครัวนั้นครอบครัวนี้ไม่ใช่หรือ?  แล้วการที่ฉันตัดสินคุณจะผิดตรงไหน?  คุณจะทำอะไรฉันได้?  หากคุณมีครอบครัวที่มีชื่อเสียงหรือมีบิดามารดาที่เป็นข้าราชการ ฉันอาจจะกลัวคุณ  เหตุใดฉันจึงต้องกลัวคุณในแบบที่คุณเป็น?  แล้วต่อให้คุณจะเป็นพระคริสต์ เป็นเนื้อหนังที่ทรงบังเกิดที่พระเจ้าทรงเป็นพยานให้ ฉันก็ไม่กลัวคุณหรอก!  ฉันจะยังตัดสินคุณลับหลัง และวิจารณ์คุณอย่างอิสระ  เมื่อใดที่มีโอกาส ฉันก็จะศึกษาเรื่องครอบครัวและสถานที่เกิดของคุณ”  สิ่งเหล่านี้คือเรื่องที่ศัตรูของพระคริสต์ชอบทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่มากที่สุด  พวกเขาไม่เคยแสวงหาความจริง และสิ่งใดก็ตามที่ไม่ตรงกับมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของพวกเขาย่อมจะถูกพวกเขาตัดสินและต่อต้านซ้ำแล้วซ้ำเล่า  คนเหล่านี้รู้ดีว่าสิ่งที่พระคริสต์ทรงแสดงออกมานั้นคือความจริง แล้วเหตุใดพวกเขาจึงไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง?  พวกเขาไร้เหตุผลอย่างแท้จริง!

ศัตรูของพระคริสต์บูชาอำนาจและสถานะเป็นพิเศษ  หากพระคริสต์ทรงมาจากครอบครัวที่มั่งคั่งและมีอำนาจ พวกเขาก็จะไม่กล้าพูดอะไร  แต่หากพระองค์ทรงมาจากครอบครัวธรรมดาที่ไม่มีอำนาจ พวกเขาก็จะไม่เกรงกลัวพระองค์เลย พวกเขาจะรู้สึกว่าตนเองสามารถศึกษาและตัดสินพระเจ้า ซึ่งก็คือพระคริสต์ ได้ตามสบาย และพวกเขาจะไม่แยแสกับเรื่องนี้โดยสิ้นเชิง  หากพวกเขายอมรับและเชื่ออย่างแท้จริงว่าบุคคลนี้คือเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงบังเกิด พวกเขาจะทำเช่นนี้ได้หรือ?  คนที่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าแม้เพียงเล็กน้อยจะทำเช่นนี้หรือไม่?  พวกเขาย่อมจะยับยั้งตนเองมิใช่หรือ?  (ใช่)  ผู้คนประเภทใดที่สามารถทำเช่นนี้ได้?  นี่คือพฤติกรรมของพวกศัตรูของพระคริสต์มิใช่หรือ?  (ใช่)  หากเจ้ายอมรับว่าแก่นแท้ของพระคริสต์คือพระเจ้าพระองค์เอง และยอมรับว่าบุคคลที่เจ้าติดตามคือพระเจ้า เจ้าควรปฏิบัติต่อทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพระคริสต์อย่างไร?  ผู้คนควรมีหลักธรรมมิใช่หรือ?  (ใช่)  แล้วเหตุใดพวกเขาจึงกล้าละเมิดหลักธรรมเหล่านี้โดยไม่ตะขิดตะขวงใจเลยแม้แต่น้อย?  นี่คือการสำแดงถึงความเป็นปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์มิใช่หรือ?  เนื่องจากพระคริสต์ประสูติในครอบครัวธรรมดา ในขณะที่ศัตรูของพระคริสต์รู้สึกไม่พอใจพระองค์นั้น พวกเขาก็ยังเก็บงำความเป็นปฏิปักษ์ต่อครอบครัวของพระองค์และสมาชิกในครอบครัวอีกด้วย  และในขณะที่ความเป็นปฏิปักษ์นี้เกิดขึ้นในตัวพวกเขา พวกเขาก็ไม่ยอมหยุดหรือรามือ แต่กลับป้วนเปี้ยนอยู่รอบบ้านของพระคริสต์และเฝ้าสืบถามทุกครั้งที่มีโอกาส ราวกับว่าพวกเขากำลังทำอาชีพที่สุจริต—“พระคริสต์กลับมาหรือยัง?  ตั้งแต่พระคริสต์ปรากฏตัว ชีวิตของครอบครัวเขามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม?”  ศัตรูของพระคริสต์สอดรู้สอดเห็นเรื่องเหล่านี้ในทุกโอกาส  ผู้คนเช่นนี้น่ารังเกียจมิใช่หรือ?  พวกเขาน่าขยะแขยงมิใช่หรือ?  พวกเขาน่าดูหมิ่นมิใช่หรือ?  พวกเขาน่าดูหมิ่นและต่ำทรามอย่างถึงที่สุด!  ขณะนี้ขอให้พวกเราพักเรื่องที่ว่าความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาเป็นเช่นไรเอาไว้ก่อน และพิจารณาดูว่า ผู้คนที่สามารถทำสิ่งเหล่านี้และเก็บงำความคิดที่ต่ำทรามเช่นนี้ได้ต้องมีลักษณะนิสัยประเภทใด?  พวกเขาต้องมีลักษณะนิสัยที่ต่ำต้อย  พวกเขาล้วนเป็นคนชั้นต่ำ น่าดูหมิ่นเลวทรามและต่ำทรามอย่างถึงที่สุด!  หากเจ้าไม่เชื่อในพระคริสต์ เจ้าก็สามารถพูดกับเราอย่างชัดเจนได้ว่า “พระองค์ทรงดูไม่เหมือนพระเจ้า พระองค์ก็เป็นแค่คนคนหนึ่ง  ข้าพระองค์ตัดสินพระองค์ลับหลัง—พระองค์จะทรงทำอะไรข้าพระองค์ได้เล่า?  ข้าพระองค์ปฏิเสธพระองค์—พระองค์จะทรงทำอะไรข้าพระองค์ได้?”  หากเจ้าไม่เชื่อ เราก็จะไม่บังคับเจ้า และจะไม่มีใครยืนกรานให้เจ้าเชื่อ  แต่เจ้าไม่มีความจำเป็นต้องแอบเล่นตุกติกเหล่านี้ลับหลัง  สิ่งเหล่านี้มีประโยชน์ใดหรือ?  สิ่งเหล่านี้สามารถช่วยเพิ่มความเชื่อให้เจ้าได้หรือ?  สิ่งเหล่านี้สามารถช่วยให้ชีวิตของเจ้าก้าวหน้า หรือช่วยให้เจ้าเข้าใจพระเจ้ามากขึ้นได้หรือ?  สิ่งเหล่านี้ไม่มีประโยชน์อะไรเลย แล้วเหตุใดจึงทำสิ่งเหล่านั้นเล่า?  อย่างน้อยที่สุด คนที่ทำสิ่งเหล่านี้ย่อมมีความเป็นมนุษย์ที่น่าดูถูกอย่างถึงที่สุด พวกเขาไม่เชื่อในแก่นแท้ของพระคริสต์หรือยอมรับอัตลักษณ์ของพระองค์  หากเจ้าไม่เชื่อ เช่นนั้นก็ไม่ต้องเชื่อ  ไปเสียให้พ้น!  เหตุใดจึงยังทนอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้าเล่า?  การไม่เชื่อในพระเจ้าแต่ยังคงต้องการได้รับพร และเก็บงำความทะเยอทะยานและความอยากเอาไว้—นี่คือความน่ารังเกียจของศัตรูของพระคริสต์  คนที่น่ารังเกียจอย่างถึงที่สุดเช่นนี้สามารถกระทำการที่ “ผิดปกติ” เช่นนี้ได้  เราจากบ้านมายี่สิบปี และคนเหล่านี้ก็ดูแลบ้านหลังนั้น “เป็นอย่างดี” มายี่สิบปีปี เราจากมาสามสิบปี พวกเขาก็ “ดูแล” มันมาสามสิบปี  เราสงสัยว่าเหตุใดพวกเขาจึง “มีน้ำใจ” และว่างกันนัก  เราพบคำตอบสำหรับคำถามนี้แล้ว นั่นคือพวกเขาต้องการต่อต้านพระเจ้าจนถึงที่สุด  พวกเขาไม่เชื่อในแก่นแท้ของพระเจ้าหรือในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำ  โดยผิวเผินแล้ว พวกเขาดูเหมือนอยากรู้อยากเห็นและเป็นห่วงเป็นใย แต่โดยแก่นแท้แล้ว พวกเขากำลังจับตาดูและหาช่องที่จะเอาเปรียบ พวกเขาเป็นปฏิปักษ์ ปฏิเสธ และกล่าวโทษอยู่ในใจ  เหตุใดผู้คนเช่นนี้จึงยังเชื่ออยู่เล่า?  การที่พวกเขาเชื่อในพระเจ้ามีประโยชน์ใดหรือ?  พวกเขาควรเลิกเชื่อ และรีบไสหัวไปจากที่นี่เสีย!  พระนิเวศของพระเจ้าไม่ต้องการผู้คนเช่นนี้  พวกเขาไม่ควรทำให้ตนเองขายหน้า!  ภายใต้รูปการณ์แวดล้อมและภาวะที่คล้ายกันนั้น พวกเจ้าจะทำสิ่งเดียวกันหรือไม่?  หากพวกเจ้าทำได้ พวกเจ้าก็เป็นเช่นเดียวกับพวกเขา เป็นศัตรูของพระคริสต์กลุ่มหนึ่งที่มุ่งมั่นจะต่อต้านพระเจ้าจนถึงที่สุด ไม่ยอมรามือจนกว่าจะตาย พยายามหาข้อได้เปรียบและหลักฐานในตัวพระเจ้าเพื่อปฏิเสธพระองค์ แก่นแท้ของพระองค์ และอัตลักษณ์ของพระองค์

ไม่ว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งใด พระองค์ก็ไม่เคยทรงผิดพลาด  ไม่ว่าพระองค์จะประสูติในสภาพแวดล้อมและภูมิหลังที่ธรรมดาสามัญ หรือโดดเด่น ก็ไม่มีสิ่งใดที่ผิดพลาดในเรื่องนี้ และไม่มีสิ่งใดที่จะเปิดโอกาสให้ผู้คนหาข้อได้เปรียบในตัวพระองค์ได้  หากเจ้าพยายามหาข้อผิดพลาดหรือหลักฐานในเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงบังเกิดเพื่อพิสูจน์ว่าพระองค์ทรงไม่ใช่พระคริสต์ หรือพระองค์ทรงไร้ซึ่งแก่นแท้ของพระเจ้า เราก็ขอบอกเจ้าว่า เจ้าไม่จำเป็นต้องพยายาม และเจ้าไม่จำเป็นต้องเชื่อ  แค่ออกไปเสีย—เจ้าก็จะไม่ต้องพบกับความยุ่งยากนี้มิใช่หรือ?  เหตุใดจึงต้องทำให้ชีวิตของตัวเจ้าเองลำบากเช่นนั้นเล่า?  การพยายามหาข้อผิดพลาดหรือหลักฐานในตัวพระคริสต์เพื่อกล่าวหา ปฏิเสธ หรือกล่าวโทษพระองค์ ไม่ใช่อาชีพที่สุจริต หน้าที่ หรือความรับผิดชอบของเจ้า  ไม่ว่าครอบครัวที่พระคริสต์ประสูติ สภาพแวดล้อมที่พระองค์ทรงเติบโตมา หรือความเป็นมนุษย์ที่พระองค์ทรงมีจะเป็นเช่นไร นี่ย่อมเป็นสิ่งที่พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้สร้าง ทรงเป็นผู้เลือก และไม่เกี่ยวข้องกับผู้ใดทั้งสิ้น  ไม่ว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งใดก็ล้วนถูกต้อง เป็นความจริง และทำไปเพื่อมวลมนุษย์ทั้งสิ้น  หากพระเจ้าไม่ได้ประสูติในครอบครัวธรรมดา ทว่าประสูติในพระราชวัง สามัญชนคนธรรมดา คนต่ำต้อยที่จากชนชั้นล่างของสังคมเช่นเจ้าจะยังมีโอกาสได้ปฏิสัมพันธ์กับพระเจ้าหรือไม่?  เจ้าย่อมจะไม่มีโอกาสนั้น  แล้วการที่พระเจ้าทรงเลือกประสูติและเติบโตในหนทางเช่นนี้นั้นผิดอย่างไรหรือ?  นี่คือความรักที่ไม่มีสิ่งใดในโลกเทียบได้ นี่คือสิ่งที่เป็นบวกมากที่สุด  อย่างไรก็ตาม ศัตรูของพระคริสต์กลับมองสิ่งที่เป็นบวกมากที่สุดที่พระเจ้าทรงกระทำว่าเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าพระองค์ทรงถูกรังแกและถูกปั่นหัวได้ง่าย ทั้งยังต้องการจับตาดูพระองค์และหาข้อได้เปรียบมาใช้ต่อต้านพระองค์อยู่ตลอดเวลา  เจ้ากำลังจับตาดูสิ่งใดหรือ?  หากเจ้าไม่สามารถไว้วางใจลักษณะนิสัยและความเป็นมนุษย์ของพระคริสต์ได้เสียด้วยซ้ำ และเจ้าติดตามพระองค์ในฐานะพระเจ้า เช่นนั้น เจ้าก็กำลังตบหน้าตัวเองอยู่มิใช่หรือ?  เจ้ากำลังทำให้ตัวเจ้าเองลำบากอยู่มิใช่หรือ?  เจ้าเล่นเกมนี้ไปทำไม?  สนุกหรือ?  ต่อมา เราสังเกตเห็นว่าผู้คนส่วนใหญ่ที่ยอมรับพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ย่อมปฏิบัติต่อเรื่องนี้ได้อย่างถูกต้องในภายหลัง  มีบางคนที่อยากรู้อยากเห็นเมื่อพวกเขามีปฏิสัมพันธ์กับเรา แต่เราก็หลีกเลี่ยงและเพิกเฉยต่อผู้คนเช่นนั้น  หากเจ้าสามารถยอมรับความจริงได้ พวกเราก็เป็นครอบครัวเดียวกัน  หากเจ้าทำไม่ได้และพยายามไถ่ถามข้อมูลส่วนตัวของเราอยู่เสมอ เช่นนั้นก็ไปเสียเถิด  เราไม่ยอมรับเจ้า พวกเราไม่ใช่ครอบครัว แต่เป็นศัตรูกัน  หลังจากได้ฟังพระวจนะของพระเจ้ามามากมาย และได้รับพระราชกิจและการเลี้ยงดูจากพระองค์มาหลายปี หากผู้คนยังคงเก็บงำความคิดเกี่ยวกับเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงบังเกิดเช่นนี้ และถึงขั้นกระทำการตามความคิดเหล่านั้น ก็ต้องกล่าวว่าผู้คนเช่นนี้มีอุปนิสัยที่เป็นปรปักษ์ต่อพระเจ้า  พวกเขาเกิดมาเป็นศัตรูของพระเจ้า ไม่สามารถยอมรับสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวกได้

เมื่อสองพันปีก่อน เปาโลพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะต้านทานองค์พระเยซูเจ้า ข่มเหง ตัดสิน และกล่าวโทษพระองค์อย่างบ้าคลั่ง  เพราะเหตุใดหรือ?  เพราะองค์พระเยซูเจ้าประสูติในครอบครัวธรรมดา พระองค์ทรงเป็นหนึ่งในประชาชนคนธรรมดา และไม่ได้รับสิ่งที่เรียกว่าการศึกษา ผลกระทบ หรืออิทธิพลจากพวกธรรมาจารย์และฟาริสี  ในสายตาของเปาโล บุคคลเช่นนี้ไม่คู่ควรที่จะเรียกว่าพระคริสต์  เหตุใดจึงไม่คู่ควร?  เพราะพระองค์ทรงมีอัตลักษณ์ที่ต่ำต้อย ไม่มีที่ยืนในสังคมมากนัก และพระองค์ก็ทรงเป็นหนึ่งในชนชั้นล่างของสังคมมนุษย์ ด้วยเหตุนี้จึงไม่คู่ควรที่จะเรียกว่าพระคริสต์หรือบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์  ด้วยเหตุนี้ เปาโลจึงกล้าที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อต่อต้านองค์พระเยซูเจ้า โดยใช้อิทธิพลและบารมีของเขา รวมถึงรัฐบาลเพื่อกล่าวโทษและต่อต้านพระองค์ รื้อถอนพระราชกิจของพระองค์ และจับกุมผู้ติดตามของพระองค์  ขณะที่เขาต่อต้านองค์พระเยซูเจ้า เปาโลก็เชื่อว่าเขากำลังปกป้องพระราชกิจของพระเจ้า เชื่อว่าการกระทำของเขานั้นเป็นธรรม และเขาเป็นตัวแทนของกำลังบังคับที่เป็นธรรม  เขาคิดว่าเขาไม่ได้กำลังต่อต้านพระเจ้า แต่กำลังต่อต้านคนธรรมดาคนหนึ่ง  นี่เป็นเพราะเขามองว่าที่มาของพระคริสต์นั้นต่ำต้อยและไม่ยิ่งใหญ่นั่นเอง เขาจึงกล้าตัดสินและกล่าวโทษพระคริสต์อย่างไร้ศีลธรรมและไม่ยั้งคิด ทั้งยังรู้สึกสงบและมั่นคงในใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับการกระทำของตน  เขาคือสิ่งมีชีวิตประเภทใดกันแน่?  ต่อให้เขาไม่ตระหนักว่าองค์พระเยซูเจ้าทรงเป็นเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงบังเกิด หรือไม่รู้ว่าคำเทศนาและพระวจนะของพระองค์นั้นมาจากพระเจ้า คนธรรมดาเช่นนี้สมควรได้รับการโจมตีอย่างเต็มกำลังจากเขาหรือ?  พระองค์ทรงสมควรได้รับการจู่โจมที่มุ่งร้ายเช่นนี้หรือ?  พระองค์ทรงสมควรถูกเปาโลกุข่าวลือและโกหกเพื่อหลอกลวงผู้อื่น และเพื่อแก่งแย่งผู้คนกับพระองค์หรือ?  คำโกหกของเปาโลนั้นไม่มีมูลมิใช่หรือ?  การกระทำใดขององค์พระเยซูเจ้าส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์หรือสถานะของเปาโลหรือไม่?  ไม่เลย  องค์พระเยซูเจ้าทรงประกาศและเทศนาในหมู่ชนชั้นล่างของสังคม และในเวลาเดียวกัน ก็มีผู้คนไม่น้อยติดตามพระองค์  นี่เป็นโลกที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสภาพแวดล้อมการใช้ชีวิตของคนอย่างเปาโล แล้วเหตุใดเปาโลจึงข่มเหงองค์พระเยซูเจ้า?  นี่คือแก่นแท้แห่งศัตรูของพระคริสต์ของเขาที่กำลังแสดงออกมา  เขาคิดว่า “ไม่ว่าคำเทศนาของท่านจะยิ่งใหญ่ ถูกต้อง หรือได้รับการยอมรับมากเพียงใด ถ้าข้าบอกว่าท่านไม่ใช่คริสต์ ท่านก็ไม่ใช่คริสต์  หากข้าไม่ชอบหน้าท่าน ข้าก็จะข่มเหงท่าน ยัดเยียดข้อหาให้ท่านตามอำเภอใจ และทำให้ท่านต้องชดใช้”  เพราะสิ่งที่พระคริสต์ทรงมีในความเป็นมนุษย์ที่ปกติของพระองค์เหล่านี้ไม่ตอบสนองข้อกำหนดของเปาโล และไม่ได้ถูกกระทำหรือมีอยู่อย่างสอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของเปาโล ศัตรูของพระคริสต์อย่างเปาโลจึงสามารถตัดสิน ปฏิเสธ และกล่าวโทษพระองค์ได้อย่างไร้ศีลธรรม  ท้ายที่สุดแล้วเกิดอะไรขึ้น?  หลังจากถูกองค์พระเยซูเจ้าซัดโทษใส่ ในที่สุดเปาโลก็ยอมรับว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงเป็นผู้ใด?”  องค์พระเยซูเจ้าจึงตรัสว่า “เราคือเยซูที่เจ้าต่อต้าน”  นับแต่นั้นมา เปาโลก็ไม่เชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นคนธรรมดา หรือเป็นคนที่ไม่เหมือนพระคริสต์เพราะที่มาอันต่ำต้อยของพระองค์อีกต่อไป  เพราะเหตุใด?  เพราะความสว่างขององค์พระเยซูเจ้าสามารถทำให้ผู้คนตาบอดได้ พระองค์ทรงมีสิทธิอำนาจ และพระวจนะของพระองค์ก็สามารถซัดโทษใส่ผู้คน และซัดโทษใส่ดวงจิตของพวกเขาได้  เปาโลคิดในใจว่า “คนที่ชื่อเยซูคนนี้จะเป็นพระเจ้าได้จริงๆ หรือ?  เขาจะเป็นบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ได้หรือ?  เขาสามารถซัดโทษใส่ผู้คนได้ ดังนั้นเขาต้องเป็นพระเจ้าแน่ๆ  แต่มีอยู่อย่างหนึ่ง—ผู้ที่ซัดโทษใส่ผู้คนไม่ใช่คนธรรมดาคนนี้ที่ถูกเรียกว่าคริสต์ แต่เป็นวิญญาณของพระเจ้า  เพราะฉะนั้นไม่ว่าอย่างไร ตราบใดที่ท่านชื่อเยซู ข้าก็จะไม่ก้มกราบนมัสการท่าน  ข้านมัสการเพียงพระเจ้าบนสวรรค์ วิญญาณของพระเจ้าเท่านั้น”  หลังจากถูกซัดโทษใส่ เปาโลก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา  ถึงแม้การที่เขาถูกซัดโทษใส่จะเป็นเรื่องแย่ แต่มันก็ทำให้เขาตระหนักว่าคนที่ถูกเรียกว่าคริสต์นั้นมีอัตลักษณ์ที่พิเศษ และการได้เป็นคริสต์นั้นเป็นเกียรติอย่างยิ่ง และใครก็ตามที่ได้เป็นคริสต์ก็สามารถกลายเป็นบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ได้ ใกล้ชิดกับพระเจ้ามากขึ้น และเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ของพวกเขากับพระเจ้า ทำให้คนธรรมดาคนนั้นกลายเป็นคนพิเศษ และเปลี่ยนอัตลักษณ์ของคนธรรมดาคนนั้นให้กลายเป็นอัตลักษณ์ของบุตรของพระเจ้า  เขาคิดว่า “ถึงแม้ว่าท่าน เยซู จะเป็นบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ แต่นั่นน่าประทับใจอะไรนักหนา?  บิดาของท่านเป็นช่างไม้ที่ยากจน และมารดาของท่านก็เป็นแม่บ้านธรรมดา  ท่านเติบโตมาในท่ามกลางสามัญชน และครอบครัวของท่านก็มีสถานะทางสังคมที่ต่ำต้อย แถมตัวท่านเองก็ไม่มีความสามารถพิเศษอะไร  ท่านเคยเทศนาในพระวิหารหรือไม่?  เหล่าธรรมาจารย์และฟาริสียอมรับท่านหรือไม่?  ท่านได้รับการศึกษาอะไรมาบ้าง?  บิดามารดาของท่านมีความรู้ระดับสูงหรือไม่?  ท่านไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย แต่ท่านก็ยังเป็นบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่  ถ้าอย่างนั้น ในเมื่อข้ามีความรู้ระดับสูงเช่นนี้ แถมยังมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในสังคมชั้นสูง และบิดามารดาของข้าก็เป็นปัญญาชน มีการศึกษา และมาจากภูมิหลังระดับหนึ่ง การที่ข้าจะได้เป็นพระคริสต์ก็คงจะเป็นเรื่องง่ายมิใช่หรือ?”  เขากำลังสื่อว่าอะไร?  “หากคนอย่างเยซูสามารถเป็นพระคริสต์ได้ แล้วข้า เปาโล จะไม่ยิ่งมีความสามารถที่จะเป็นพระคริสต์ เป็นบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ได้มากกว่าหรือ ในเมื่อข้าเป็นคนที่แสนพิเศษ มีเสน่ห์ดึงดูด มีความรู้ และมีสถานะทางสังคมที่สูงส่งเช่นนี้?  ตอนที่เยซูมีชีวิตอยู่ เขาก็แค่เทศนา อ่านพระคัมภีร์ เผยแผ่หนทางแห่งการกลับใจ ออกเดินเท้าไปทุกหนแห่ง รักษาความเจ็บป่วยของผู้คน ขับผี รวมถึงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์มากมาย  แค่นั้นไม่ใช่หรือ?  หลังจากนั้น เขาก็กลายเป็นบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่และขึ้นสู่สวรรค์  มันจะยากสักแค่ไหนกัน?  ข้า เปาโล ผู้เปี่ยมไปด้วยความรู้และมีสถานะทางสังคมและอัตลักษณ์ที่สูงส่ง  หากข้าเดินไปในหมู่ผู้คนมากกว่านี้เหมือนที่เยซูทำ เพิ่มชื่อเสียงของตัวเอง ทำให้มีผู้ติดตามมากขึ้น และทำประโยชน์ให้ผู้คนมากขึ้น และหากข้าสามารถสู้ทนความยากลำบาก จ่ายราคา ลดฐานะทางสังคมของตัวเองลง เทศนาให้มากขึ้น ทำงานให้มากขึ้น และได้รับผู้คนมากขึ้น อัตลักษณ์ของข้าก็จะเปลี่ยนไปไม่ใช่หรือ?  ข้าย่อมจะเปลี่ยนจากบุตรมนุษย์ไปเป็นบุตรของพระเจ้าไม่ใช่หรือ?  บุตรของพระเจ้าคือพระคริสต์ไม่ใช่หรือ?  การเป็นคริสต์จะยากเย็นอะไร?  พระคริสต์ทรงเป็นบุตรมนุษย์ที่เกิดจากมนุษย์ไม่ใช่หรือ?  ในเมื่อเยซูกลายเป็นคริสต์ได้ ทำไมข้า เปาโล จะเป็นไม่ได้?  เรื่องนั้นง่ายจะตาย!  ไม่ว่าเยซูทำอะไร ข้าก็จะทำ ไม่ว่าเขาพูดอะไร ข้าก็จะพูด ไม่ว่าเขาเดินไปท่ามกลางผู้คนอย่างไร ข้าก็จะทำแบบเดียวกัน  แล้วข้าจะไม่มีอัตลักษณ์และจุดยืนแบบเดียวกับเยซูหรอกหรือ?  ข้าจะไม่เข้าเงื่อนไขที่จะได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้า เหมือนที่เยซูได้รับหรอกหรือ?”  ด้วยเหตุนั้น จึงไม่ยากที่จะเห็นความเข้าใจและการรับรู้ที่เปาโลมีต่ออัตลักษณ์ของพระเยซูในจดหมายของเขา  เขาเชื่อว่าองค์พระเยซูเจ้าทรงเป็นคนธรรมดา ผู้ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากพระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ และกลายเป็นบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ผ่านการทำงานและการจ่ายราคา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากถูกตรึงกางเขน—เชื่อว่าอัตลักษณ์ของพระองค์เปลี่ยนไปหลังจากนั้น  ด้วยเหตุนี้ ในความคิดของผู้คนอย่างเปาโลจึงไม่เคยยอมรับว่าพระเยซูทรงเป็นเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงสวมใส่บนแผ่นดินโลก ทรงเป็นเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงบังเกิดท่ามกลางมวลมนุษย์  พวกเขาไม่เคยยอมรับแก่นแท้ของพระคริสต์เลย

ศัตรูของพระคริสต์ในทุกวันนี้ก็เป็นเหมือนเปาโล  ประการแรก พวกเขามีความคิด ความทะเยอทะยาน และวิธีการที่เหมือนกัน รวมถึงอีกสิ่งหนึ่ง—นั่นคือ ลักษณะของความโง่เขลาที่มีร่วมกัน  ความโง่เขลาของพวกเขามาจากไหน?  สิ่งนี้มาจากความทะเยอทะยานและความอยากของพวกเขา  ในยามที่ศัตรูของพระคริสต์มองดูเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงบังเกิด ไม่ว่าจะมองจากมุมใด พวกเขาก็มองไม่เห็นแก่นแท้ของพระเจ้าในตัวพระคริสต์เลย  ไม่ว่าจะมองอย่างไร พวกเขาก็ไม่สามารถได้รับความจริงจากสิ่งนี้ หรือเข้าใจอุปนิสัยของพระเจ้าได้  ไม่ว่าจะมองอย่างไร พวกเขาก็เชื่ออยู่เสมอว่าพระคริสต์ทรงเป็นคนธรรมดา  พวกเขาคิดว่าหากคริสต์เสด็จลงมาจากสวรรค์โดยตรงให้ทุกคนได้เห็น พระองค์ก็จะไม่ธรรมดา  พวกเขาคิดว่าหากพระคริสต์ไม่มีที่มาหรือภูมิหลังใดเลย แถมยังปรากฏตัวท่ามกลางผู้คนอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย นั่นคงจะผิดปกติและเกินธรรมดาอย่างยิ่ง!  สิ่งที่ผู้คนมิอาจหยั่งถึงได้ สิ่งที่เกินธรรมดา คือสิ่งที่ตอบสนองความทะเยอทะยาน ความอยากได้อยากมี และความอยากรู้อยากเห็นของศัตรูของพระคริสต์ได้พอดี  พวกเขายอมติดตามพระคริสต์เช่นนั้นมากกว่าคนธรรมดาที่สามารถแสดงความจริงและมอบชีวิตให้พวกเขาได้  นี่เป็นเพราะพระคริสต์ประสูติจากมนุษย์ และทรงเป็นคนธรรมดาอย่างแท้จริง—เป็นคนที่ปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริงที่ไม่ได้ดึงดูดความสนใจมากพอ หรือไม่ได้พูดแบบที่สะเทือนฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก—จนเมื่อศัตรูของพระคริสต์ได้สังเกตพระองค์ไปสักระยะ พวกเขาก็เชื่อว่าทุกสิ่งที่พระคริสต์ทรงทำไม่มีอะไรมากไปกว่านี้แล้ว  หลังจากสรุปรูปแบบบางอย่างได้แล้ว พวกเขาก็เริ่มเลียนแบบพระคริสต์  พวกเขาเลียนแบบน้ำเสียงของพระองค์ วิธีการตรัสของพระองค์ และท่วงทำนองการตรัสของพระองค์  บางคนถึงกับเลียนแบบคำเฉพาะที่พระองค์ทรงใช้ กระทั่งเลียนแบบเสียงหายใจและการกระแอมของพระองค์  บางคนถามว่า “การเลียนแบบนี้เกิดจากความไม่รู้หรือเปล่า?”  ไม่ใช่  แล้วเกิดจากอะไรหรือ?  ในยามที่ศัตรูของพระคริสต์เห็นคนธรรมดาอย่างพระคริสต์ ผู้ที่เพียงตรัสคำธรรมดาบางคำ กลับมีผู้ติดตามมากมายและมีผู้คนมากมายนบนอบพระองค์ ลึกๆ ในหัวใจพวกเขาก็ย่อมเกิดความคิดบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้นมามิใช่หรือ?  พวกเขาปีติยินดีกับพระเจ้า รู้สึกมีความสุขแทนพระองค์ และสรรเสริญพระองค์ หรือพวกเขารู้สึกไม่พอใจ ขุ่นเคือง เป็นปฏิปักษ์ อิจฉา และริษยา?  (อิจฉาและริษยา)  พวกเขาคิดว่า “คุณกลายเป็นพระเจ้าได้อย่างไร?  ทำไมฉันไม่ได้เป็นพระเจ้า?  คุณพูดได้กี่ภาษา?  คุณแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ได้หรือไม่?  คุณสามารถนำพาสิ่งใดมาสู่ผู้คนได้บ้าง?  คุณมีพรสวรรค์และความสามารถพิเศษอะไรบ้าง?  คุณมีความสามารถอะไรบ้าง?  คุณทำให้ผู้คนมาติดตามคุณมากมายขนาดนี้ได้อย่างไร?  ถ้าคุณใช้ความสามารถทั้งหมดทำให้ผู้คนมากมายมาติดตามคุณได้ งั้นถ้าใช้ความสามารถของฉัน ก็จะมีคนมาติดตามฉันมากกว่านี้อีก”  ดังนั้น ศัตรูของพระคริสต์จึงต้องการมุ่งความพยายามให้ไปกับเรื่องนี้  เพราะฉะนั้นสำหรับพวกเขาแล้ว พวกเขาจึงเห็นด้วยกับมุมมองของเปาโลโดยสมบูรณ์ ที่ว่าการได้เป็นพระคริสต์คือฝันที่สามารถทำให้เป็นจริงได้

เมื่อพระเจ้าทรงบอกให้ผู้คนให้เป็นมนุษย์ที่ทำตามหน้าที่และเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ทำตามหน้าที่ ศัตรูของพระคริสต์ก็รู้สึกดูถูกคำพูดเหล่านี้เป็นพิเศษ โดยกล่าวว่า “ทุกสิ่งที่พระเจ้าตรัสนั้นดีและถูกต้อง แต่การไม่ทรงอนุญาตให้พวกเราเป็นพระคริสต์นั้นผิด  ทำไมผู้คนถึงเป็นพระคริสต์ไม่ได้?  พระคริสต์ก็เป็นแค่คนที่มีชีวิตของพระเจ้าอยู่ไม่ใช่หรือ?  ดังนั้น หากพวกเรายอมรับพระวจนะของพระเจ้า รับการทรงให้น้ำและการทรงเลี้ยงดูของพระองค์ และมีชีวิตของพระเจ้า พวกเราก็เป็นคริสต์ได้เหมือนกันไม่ใช่หรือ?  คุณเป็นคนธรรมดาที่เกิดจากมนุษย์ พวกเราก็เช่นกัน  คุณใช้หลักเกณฑ์อะไรถึงเป็นพระคริสต์ได้ แต่พวกเราเป็นไม่ได้?  คุณก็มาเป็นพระคริสต์เอาทีหลังไม่ใช่หรือ?  หากพวกเราทนทุกข์และจ่ายราคา อ่านพระวจนะของพระเจ้าให้มากขึ้น มีชีวิตของพระเจ้า พูดคำเดียวกับที่พระเจ้าตรัส ทำสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการทำ และเอาอย่างพระเจ้า พวกเราก็กลายเป็นพระคริสต์ได้เหมือนกันไม่ใช่หรือ?  เรื่องนั้นยากตรงไหน?”  ศัตรูของพระคริสต์ไม่ยินดีที่จะติดตามพระคริสต์และกลายเป็นผู้ติดตามธรรมดาของพระคริสต์ หรือเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่อยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระผู้สร้าง  ความทะเยอทะยานและความอยากของพวกเขากระตุ้นพวกเขาว่า “อย่าเป็นคนธรรมดา  การติดตามและเชื่อฟังพระคริสต์ทุกเรื่องคือการสำแดงถึงการไร้ความสามารถ  นอกจากพระวจนะของพระคริสต์และคำสัญญาของพระเจ้าแล้ว คุณควรมีการไล่ตามเสาะหาที่สูงส่งกว่านั้น อย่างเช่น การเป็นบุตรของพระเจ้า การเป็นบุตรหัวปี การเป็นพระคริสต์ การถูกพระเจ้าใช้อย่างยิ่งใหญ่ หรือการเป็นเสาหลักในราชอาณาจักรของพระเจ้า  เรื่องเหล่านั้นช่างเป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่และสร้างแรงบันดาลใจเหลือเกิน!”  พวกเจ้าคิดอย่างไรกับแนวคิดเหล่านี้?  สิ่งเหล่านี้คู่ควรแก่การส่งเสริมหรือไม่?  นี่เป็นสิ่งที่คนปกติควรมีหรือไม่?  (ไม่)  นี่เป็นเพราะศัตรูของพระคริสต์มีความเข้าใจเช่นนี้ต่ออัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระคริสต์ พวกเขาจึงไม่จริงจังกับคำพูดและการกระทำของตนที่ต่อต้าน ตัดสิน ทดสอบ ปฏิเสธ และกล่าวโทษพระคริสต์  พวกเขาคิดว่า “การตัดสินคนคนหนึ่งมันน่ากลัวตรงไหน?  คุณก็เป็นแค่คนคนหนึ่งไม่ใช่หรือ?  คุณยอมรับว่าคุณเป็นคนคนหนึ่ง แล้วการที่ฉันตัดสิน ประเมิน หรือกล่าวโทษคุณมันจะผิดตรงไหน?  การที่ฉันจะจับตาดูหรือศึกษาเรื่องของคุณมันผิดตรงไหน?  ฉันมีเสรีภาพที่จะทำสิ่งเหล่านี้!”  พวกเขาไม่ได้มองว่านี่คือการต้านทานพระเจ้าหรือต่อต้านพระองค์ ซึ่งเป็นมุมมองที่อันตรายมาก  ด้วยเหตุนี้ ศัตรูของพระคริสต์มากมายจึงได้ต่อต้านพระคริสต์ในหนทางนี้มายี่สิบหรือสามสิบปี แข่งขันกับพระองค์อยู่ในหัวใจของพวกเขาเสมอ  เราจะบอกความจริงแก่เจ้า—สิ่งที่เจ้าทำคือเสรีภาพของเจ้า แต่ในฐานะผู้ติดตามของพระเจ้า หากเจ้าปฏิบัติต่อเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงบังเกิดอย่างไร้ศีลธรรมยิ่งนัก เช่นนั้นก็มีสิ่งหนึ่งที่แน่นอน—เจ้าไม่ได้กำลังทำให้คนคนหนึ่งลำบาก แต่เจ้ากำลังร้องโวยวายและตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับพระเจ้าอย่างเปิดเผย—เจ้ากำลังต่อต้านพระเจ้า  สิ่งใดที่แตะไปถึงแก่นแท้ อุปนิสัย การกระทำของพระเจ้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงบังเกิด สิ่งนั้นย่อมเกี่ยวข้องกับกฎการปกครอง  หากเจ้าปฏิบัติต่อพระคริสต์อย่างไร้ศีลธรรมเช่นนี้ ทั้งยังตัดสินและกล่าวโทษพระองค์อย่างไร้ศีลธรรมเช่นนี้ เช่นนั้นเราก็ขอบอกเจ้าว่า จุดจบของเจ้าได้ถูกกำหนดไว้แล้ว  อย่าคาดหวังว่าพระเจ้าจะทรงช่วยเจ้าให้รอด  พระเจ้าไม่ทรงสามารถช่วยคนที่โวยวายพระองค์อย่างเปิดเผยและตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับพระองค์อย่างไร้ศีลธรรมให้รอดได้  บุคคลเช่นนั้นคือศัตรูของพระเจ้า เขาคือซาตานและมารตนหนึ่ง และพระเจ้าจะไม่ทรงช่วยเขาให้รอด  จงรีบไปหาคนที่เจ้าคิดว่าสามารถช่วยเจ้าให้รอดได้เถิด  พระนิเวศของพระเจ้าจะไม่ยับยั้งเจ้าไว้ ประตูของพระนิเวศนั้นเปิดกว้าง  หากเจ้าคิดว่าเปาโลสามารถช่วยเจ้าให้รอดได้ ก็จงไปหาเขาเถิด หากเจ้าคิดว่าศิษยาภิบาลทำได้ ก็จงไปหาเขาเถิด  แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่นอน นั่นคือ พระเจ้าจะไม่ทรงช่วยเจ้าให้รอด  สิ่งที่เจ้าทำคือเสรีภาพของเจ้า แต่การที่พระเจ้าจะทรงช่วยเจ้าให้รอดหรือไม่ก็เป็นเสรีภาพของพระองค์ และพระองค์ทรงมีสิทธิ์ขาด  พระเจ้าทรงมีอำนาจนี้ใช่หรือไม่?  พระองค์ทรงมีศักดิ์ศรีเช่นนี้ใช่หรือไม่?  (ใช่)  พระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังทรงพระชนม์ชีพอยู่ท่ามกลางมนุษย์ พระองค์ทรงเป็นพยานว่าพระองค์ทรงเป็นพระคริสต์ เสด็จมาเพื่อทรงพระราชกิจแห่งยุคสุดท้าย  คนบางคนตระหนักรู้ถึงแก่นแท้ของพระเจ้าและติดตามพระองค์อย่างสุดหัวใจ และพวกเขาก็ปฏิบัติต่อพระองค์และนบนอบพระองค์ในฐานะพระเจ้า  ในขณะที่คนอื่นๆ ต้องการต่อต้านพระองค์อย่างหัวชนฝาจนถึงที่สุด—“ไม่ว่าจะมีผู้คนมากมายเพียงใดเชื่อว่าคุณคือพระคริสต์ ฉันก็จะไม่เชื่อ  ไม่ว่าคุณพูดอะไร ฉันก็จะไม่มองว่าคุณเป็นพระเจ้าอย่างหมดใจ  มีเพียงตอนที่ฉันเห็นพระเจ้าตรัสและเป็นพยานถึงคุณอย่างแท้จริง ตอนที่พระเจ้าบนสวรรค์ตรัสกับฉันต่อหน้าด้วยเสียงดังกึกก้องว่า ‘นี่คือเนื้อหนังที่เรามาบังเกิด คือผู้เป็นที่รักของเรา บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของเรา’ เท่านั้นที่ฉันจะรับรู้และยอมรับว่าคุณเป็นพระเจ้า  มีเพียงตอนที่ฉันได้ยินและได้เห็นพระเจ้าบนสวรรค์ตรัสและทรงเป็นพยานถึงคุณด้วยตัวเองเท่านั้น ฉันจึงจะยอมรับคุณ ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีทางเสียหรอก!”  ผู้คนเช่นนี้คือศัตรูของพระคริสต์มิใช่หรือ?  เมื่อวันนั้นมาถึงจริงๆ ต่อให้พวกเขายอมรับว่าพระคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า แต่นั่นก็จะเป็นวันแห่งการลงโทษของพวกเขา  พวกเขาต่อต้านพระเจ้า โวยวายใส่พระองค์ และเป็นปฏิปักษ์ต่อพระองค์ในทุกเรื่อง—การกระทำเหล่านี้จะถูกลบล้างไปในคราวเดียวได้หรือ?  (ไม่ได้)  ดังนั้น ในเรื่องนี้มีถ้อยแถลงหนึ่งเป็นความจริง นั่นคือ พระเจ้าจะทรงตอบแทนแต่ละคนตามการกระทำของพวกเขา  ผู้คนเหล่านี้ไม่เพียงจะเผชิญกับผลกรรมเท่านั้น แต่พวกเขาจะไม่มีวันได้ยินพระเจ้าตรัสกับพวกเขาเป็นการส่วนตัวอีกด้วย  พวกเขาสมควรได้รับสิ่งนี้ใช่หรือไม่?  พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะเป็นพยานให้พระองค์เองแก่มนุษย์ ปรารถนาที่จะทรงปรากฏแก่มนุษย์และแก่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่แท้จริง ทรงเผยรูปสัณฐานที่แท้จริงของพระองค์ อีกทั้งตรัสและเอ่ยถ้อยดำรัส  พระองค์ไม่ทรงปรากฏต่อพวกปีศาจ หรือตรัสและเอ่ยถ้อยดำรัสแก่พวกมัน  ดังนั้น ศัตรูของพระคริสต์จะไม่มีวันมีโอกาสได้เห็นรูปสัณฐานที่แท้จริงของพระเจ้า หรือได้ยินพระวจนะและถ้อยดำรัสของพระองค์ด้วยหูของพวกเขาเอง  พวกเขาจะไม่มีวันมีโอกาสนี้  แล้วในอนาคตพวกเขาจะตกที่นั่งลำบากหรือไม่  (ใช่)  เพราะอะไรหรือ?  ศัตรูของพระคริสต์ สิ่งมีชีวิตที่ไร้ยางอายเหล่านี้ต่อต้านพระเจ้าและโวยวายใส่พระองค์ในทุกโอกาส และพวกเขาก็ดูหมิ่น กล่าวโทษ และถึงกับหัวเราะเยาะทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำเสียด้วยซ้ำ  แล้วพระเจ้าจะทรงปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไร?  พระองค์จะทรงปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยเมตตาและทรงอภัยพวกเขาหรือไม่?  พระองค์จะทรงอวยพรพวกเขาหรือไม่?  พระองค์จะประทานคำสัญญาของพระองค์แก่พวกเขาหรือไม่?  พระองค์จะทรงช่วยพวกเขาให้รอดหรือไม่?  หากพูดในทางปฏิบัติ ผู้คนเช่นนี้จะได้รับความรู้แจ้งและการทรงนำของพระเจ้าหรือไม่?  ในชีวิตนี้ พวกเขาจะไม่ได้รับความรู้แจ้งและความกระจ่างของพระเจ้า หรือการสั่งสอนและการบ่มวินัยของพระองค์ หรือการจัดหาของพระองค์สำหรับชีวิตของพวกเขา  พวกเขาจะไม่ได้รับการช่วยให้รอด และในโลกที่จะมาถึง พวกเขาจะต้องจ่ายราคาอันหนักให้กับการทำชั่วของตนตลอดไปชั่วนิรันดร์  นี่คือจุดจบของพวกเขา  ศัตรูของพระคริสต์จะมีจุดจบเช่นเดียวกับเปาโล

ข. วิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อความเป็นปกติและความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระคริสต์

เมื่อสักครู่นี้ พวกเราได้สามัคคีธรรมและชำแหละการสำแดงประการแรกของศัตรูของพระคริสต์ที่ไม่ยอมรับแก่นแท้ของพระคริสต์ ซึ่งก็คือวิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อที่มาของพระคริสต์ มุมมองและความเข้าใจใดที่พวกเขามี รวมถึงการกระทำใดที่พวกเขาทำลงไป  พวกเราชำแหละการสำแดงนานาประการของศัตรูของพระคริสต์เพื่อที่จะระบุแก่นแท้ของผู้คนเช่นนั้น  สำหรับอีกแง่มุมหนึ่งของพระคริสต์—ความเป็นปกติและความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระองค์ ศัตรูของพระคริสต์มีทัศนะอย่างไร พวกเขาทำสิ่งใดลงไปบ้าง และพวกเขาแสดงอุปนิสัยและแก่นแท้แบบใดออกมา?  ต่อไป พวกเราจะชำแหละการสำแดงประการที่สองของศัตรูของพระคริสต์ที่ไม่ยอมรับแก่นแท้ของพระคริสต์ ซึ่งก็คือ วิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อความเป็นปกติและความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระคริสต์  เมื่อพูดถึงความเป็นปกติและความสัมพันธ์กับชีวิตจริง ผู้คนส่วนใหญ่ควรมีแนวคิดและความเข้าใจบางอย่าง  ตัวอย่างเช่น การไม่ดื่มน้ำหรือกินอาหารเป็นเวลาสามวัน แต่ไม่รู้สึกหิวหรือกระหาย และกลับรู้สึกร่างกายแข็งแรงและกระปรี้กระเปร่ามากกว่าเดิม—สิ่งนี้นับว่าเป็นความเป็นปกติและความสัมพันธ์กับชีวิตจริงหรือไม่?  คนปกติรู้สึกเหนื่อยหลังจากเดินสี่หรือห้ากิโลเมตร หากพระคริสต์ทรงพระดำเนินสี่สิบกิโลเมตร แต่ยังไม่ทรงรู้สึกเหนื่อยเสียด้วยซ้ำ แถมพระบาทของพระองค์ยังไม่เจ็บ และพระองค์ถึงกับตัวเบาหวิว รู้สึกมีเรี่ยวแรงมากขึ้น สิ่งนี้สามารถถือว่าเป็นความเป็นปกติและความสัมพันธ์กับชีวิตจริงได้หรือไม่?  หากพระคริสต์ไม่ทรงเป็นหวัดเมื่อสัมผัสกับความหนาวเย็น และไม่เคยทรงพระประชวรในรูปการณ์แวดล้อมใดเลย หากพระเนตรของพระองค์สามารถเปล่งแสงที่เจิดจ้ากว่าแสงใดก็ตามที่เคยสัมผัสได้หลายสิบเท่า และไม่ว่าพระองค์จะทรงจ้องคอมพิวเตอร์นานเพียงใด พระเนตรของพระองค์ก็ไม่รู้สึกล้าหรือเกิดอาการสายตาสั้น หากพระองค์ไม่ทรงรู้สึกว่าแสงของดวงอาทิตย์แสนเจิดจ้าไม่ว่าจะทรงมองนานเพียงใด และเมื่อทรงพระดำเนินในเวลากลางคืน ก็ไม่ทรงต้องการไฟฉาย ถึงแม้ว่าผู้อื่นจะต้องการ และยิ่งเวลาผ่านไป พระเนตรของพระองค์ก็สว่างขึ้นเรื่อยๆ—สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นความเป็นปกติและความสัมพันธ์กับชีวิตจริงหรือไม่?  ไม่ใช่เลยสักสิ่งเดียว นี่คือความรู้ทั่วไปที่ผู้คนมักจะพบเจอ  ความเป็นปกติและความสัมพันธ์กับชีวิตจริงหมายถึงการรู้สึกกระหายหลังจากไม่ดื่มน้ำเป็นเวลานาน การรู้สึกเหนื่อยหลังจากพูดมาก การรู้สึกเจ็บเท้าหลังจากเดินเยอะ และการรู้สึกเศร้าและหลั่งน้ำตาเมื่อได้ยินข่าวที่น่าเศร้าและสะเทือนใจ—นี่คือความเป็นปกติและความสัมพันธ์กับชีวิตจริง  แล้วคำนิยามที่แม่นยำของความเป็นปกติและความสัมพันธ์กับชีวิตจริงคืออะไรกันแน่?  คำนิยามของความเป็นปกติและความสัมพันธ์กับชีวิตจริงคือสิ่งที่สอดคล้องกับความต้องการและสัญชาตญาณปกติของเนื้อหนัง และไม่เกินขอบเขต  คือสิ่งที่สอดคล้องกับความสามารถและขอบเขตของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ ความมีเหตุผลของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ รวมถึงอารมณ์ของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ เช่น ความสุข ความโกรธ ความเศร้า และความชื่นบานยินดี ล้วนอยู่ในขอบเขตของความเป็นปกติและความสัมพันธ์กับชีวิตจริง  พระคริสต์คือเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงสวมใส่บนแผ่นดินโลก พระองค์ทรงมีคำพูดและพฤติกรรมที่ปกติ มีกิจวัตรและตารางชีวิตที่ปกติเหมือนกับคนปกติทั่วไป  หากพระองค์ไม่ทรงบรรทมเป็นเวลาสามวันสามคืน พระองค์จะทรงรู้สึกง่วง และทรงปรารถนาที่จะบรรทมแม้ในขณะที่ประทับยืน หากพระองค์ไม่เสวยตลอดทั้งวัน พระองค์จะทรงรู้สึกหิว และหากพระองค์ทรงพระดำเนินเป็นเวลานาน พระองค์จะทรงเมื่อยล้า และไม่ทรงปรารถนาสิ่งใดมากไปกว่าการได้พักผ่อนโดยเร็ว  ตัวอย่างเช่น เราเองก็รู้สึกเหนื่อยหลังจากชุมนุมและสามัคคีธรรมกับพวกเจ้าเป็นเวลาสามหรือสี่ชั่วโมง และต้องการพักผ่อนเช่นกัน  นี่คือความเป็นปกติและความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของเนื้อหนัง สิ่งนี้สอดคล้องกับลักษณะของเนื้อหนังและการสำแดงและสัญชาตญาณนานาประการของความเป็นมนุษย์ที่ปกติอย่างสมบูรณ์ นี่ไม่ใช่สิ่งที่เหนือธรรมชาติเลย  ดังนั้น เนื้อหนังเช่นนี้จึงมีการสำแดงและการเผยถึงความเป็นมนุษย์มากมาย อีกทั้งวิถีชีวิตภายนอกและกิจวัตรในชีวิตของความเป็นมนุษย์ของเนื้อหนังนี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากสิ่งที่คนธรรมดาปกติทุกคนสำแดงและเผยออกมา สิ่งเหล่านั้นเหมือนกันทุกประการ  พระเจ้าทรงสร้างมวลมนุษย์ และเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงบังเกิดก็มีลักษณะและสัญชาตญาณชีวิตที่ปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริงเช่นเดียวกับมวลมนุษย์ พระองค์ไม่ทรงเหนือธรรมชาติเลยแม้แต่น้อย  มนุษย์ไม่สามารถทะลุกำแพงหรือประตูที่ปิดอยู่ได้ พระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังก็เช่นเดียวกัน  บางคนกล่าวว่า “คุณคือพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังไม่ใช่หรือ?  คุณคือพระคริสต์ไม่ใช่หรือ?  คุณมีแก่นแท้ของพระเจ้าไม่ใช่หรือ?  คุณถูกขังด้วยประตูที่ล็อคอยู่ได้จริงๆ หรือ?  คุณควรจะสามารถทะลุผ่านประตูที่ปิดอยู่ได้  ผู้คนรู้สึกเหนื่อยล้าหลังจากเดินห้ากิโลเมตร แต่ถึงจะเดินสี่สิบกิโลเมตร คุณก็ไม่ควรจะรู้สึกเหนื่อยเสียด้วยซ้ำ ผู้คนกินอาหารวันละสามมื้อ แต่คุณควรจะไม่กินเป็นเวลาสามสิบวันได้ กินอาหารเมื่อคุณอยากกินเท่านั้น และไม่กินเมื่อคุณไม่อยาก และยังคงสามารถเทศนาในการชุมนุม และใช้ชีวิตอย่างมีชีวิตชีวามากกว่าผู้อื่นได้  การเจ็บป่วยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ แต่คุณไม่ควรเจ็บป่วย  เพราะว่าคุณคือคริสต์ คุณก็ควรมีมุมที่ต่างไปจากคนธรรมดา เมื่อนั้นเท่านั้นคุณถึงจะควรค่าแก่การถูกเรียกว่าพระคริสต์ มีเพียงสิ่งนี้เท่านั้นที่จะพิสูจน์ได้ว่าคุณมีแก่นแท้ของพระเจ้า”  สิ่งนี้ถูกต้องหรือไม่?  (ไม่)  ไม่ถูกต้องอย่างไร?  สิ่งเหล่านี้คือมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์ ไม่ใช่ความจริง

เนื้อหนังที่พระเจ้าทรงบังเกิดนั้นปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริง—ทุกกิจกรรมที่กระทำโดยความเป็นมนุษย์ที่ปกติของพระองค์ รวมถึงชีวิตประจำวัน คำพูด และพฤติกรรมของพระองค์ ล้วนเป็นความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก  ตั้งแต่เริ่มต้นเมื่อพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ พระองค์ได้ประทานสัญชาตญาณที่ปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริงเหล่านี้ให้กับพวกเขา ดังนั้น เนื้อหนังที่พระเจ้าทรงบังเกิดก็ย่อมจะไม่มีวันละเมิดกฎเหล่านี้เช่นกัน  นี่คือสำนึกและพื้นฐานว่าทำไมความเป็นปกติและความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระคริสต์จึงเป็นสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก  พระเจ้าทรงสร้างมนุษยชาติ และทรงทำให้การสำแดงและสัญชาตญาณทั้งหมดของพวกเขาเป็นไปตามพระทัยปรารถนาของพระองค์ทุกประการ  พระเจ้าทรงมอบสัญชาตญาณเหล่านี้ให้มนุษย์ และสัญชาตญาณเหล่านี้ก็คือกฎแห่งชีวิตประจำวันของมนุษย์—พระเจ้าจะทรงทำให้เนื้อหนังที่พระองค์ทรงบังเกิดละเมิดกฎแห่งความเป็นปกติและความสัมพันธ์กับชีวิตจริงเหล่านี้หรือ?  เห็นได้ชัดว่าพระเจ้าจะไม่ทรงทำเช่นนั้น  พระเจ้าทรงสร้างมวลมนุษย์ และแก่นแท้ของเนื้อหนังที่ทรงบังเกิดก็คือพระเจ้าเช่นกัน—ทั้งพระเจ้าและเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงบังเกิดมาจากแหล่งเดียวกัน ดังนั้นหลักธรรมและวัตถุประสงค์ของการกระทำของสองพระองค์จึงเหมือนกันด้วย  เนื่องจากพระคริสต์ทรงมีการสำแดงถึงความเป็นปกติและความสัมพันธ์กับชีวิตจริง โดยธรรมชาติแล้ว ในสายตาของมวลชนพระองค์จึงทรงดูเหมือนเป็นคนธรรมดาอย่างยิ่ง  พระองค์ทรงไร้ซึ่งพลังแห่งการล่วงรู้และการมองเห็นอนาคตที่ผู้คนจินตนาการว่าพระองค์ทรงมีในหลากหลายเรื่อง พระองค์ไม่ทรงสามารถทำให้สิ่งต่างๆ หายไปหรือปรากฏขึ้นได้ดังที่ผู้คนจินตนาการ และพระองค์ก็ยิ่งไม่สามารถเหนือกว่าคนธรรมดา เหนือกว่าความสามารถและสัญชาตญาณของเนื้อหนัง หรือก้าวข้ามความคิดปกติของมนุษย์เพื่อทำบางสิ่งที่ไม่มีใครทำได้ดังที่ผู้คนจินตนาการ  ตรงกันข้ามกับจินตนาการเหล่านี้ เมื่อมองด้วยตาเปล่าของมนุษย์ คนธรรมดาคนนี้ไม่ได้เผยหรือสำแดงร่องรอยของพระเจ้าแม้แต่น้อยตั้งแต่เริ่มพระราชกิจของพระองค์จนถึงปัจจุบัน  เมื่อมองด้วยตาเปล่าของมนุษย์ นอกจากคำตรัสและพระราชกิจของพระองค์แล้ว ในกิจกรรมของความเป็นมนุษย์ที่ปกติของพระองค์ก็ไม่สามารถสังเกตเห็นร่องรอยของพระเจ้าหรือการเผยอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้าได้เลย  ไม่ว่าผู้คนจะมองพระองค์อย่างไร พระองค์ก็ทรงดูเหมือนคนธรรมดาสำหรับพวกเขาเสมอ  เพราะเหตุใดหรือ?  เหตุผลมีเพียงประการเดียว นั่นคือ สิ่งที่มนุษย์เห็นนั้นถูกต้อง เนื้อหนังที่พระเจ้าทรงบังเกิดคือบุคคลที่ปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริง คือเนื้อหนังที่ปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริงอย่างแท้จริง  เนื้อหนังที่ภายนอกดูปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริงเช่นนี้ทรงเผชิญกับการข่มเหงและการตามล่าของพญานาคใหญ่สีแดงเหมือนกับคนอื่นๆ ไม่มีที่ใดให้พระองค์ทรงเอนพระวรกาย หรือไม่มีที่ใดให้พักพิงเลย  ในเรื่องนี้พระองค์ไม่ทรงแตกต่างจากมนุษย์คนอื่นใด และพระองค์ไม่ทรงเป็นข้อยกเว้น  ขณะที่ทรงมีประสบการณ์กับการข่มเหงดังกล่าวอยู่นั้น พระองค์ก็ทรงซ่อนเร้นพระองค์เองในทุกที่ที่ทรงทำได้ พระองค์ไม่ทรงสามารถทำให้พระองค์เองล่องหนหรือหนีลงใต้ดินได้ พระองค์ไม่ทรงมีพลังเหนือธรรมชาติที่จะหลบหลีกอันตรายเหล่านี้  สิ่งเดียวที่พระองค์ทรงทำได้คือการรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นล่วงหน้า แล้วรีบหลบหนี  เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่อันตราย ผู้คนย่อมรู้สึกหวั่นใจและหวาดกลัว พวกเจ้าคิดว่าพระคริสต์ทรงรู้สึกหวาดกลัวหรือไม่?  พวกเจ้าคิดว่าพระองค์ทรงรู้สึกหวั่นใจหรือไม่?  (รู้สึก)  พวกเจ้าพูดถูก พวกเจ้ารู้ได้อย่างไร?  (คนปกติทุกคนย่อมจะรู้สึกหวั่นใจในสถานการณ์นั้น)  ถูกต้องแล้ว  พวกเจ้าพูดเรื่องนี้ได้ดีมาก  พวกเจ้าเข้าใจความเป็นปกติและความสัมพันธ์กับชีวิตจริงอย่างแท้จริง พวกเจ้าเข้าใจเรื่องนี้อย่างสมบูรณ์แบบ  พระคริสต์ก็จะทรงรู้สึกหวั่นใจและหวาดกลัวในสถานการณ์เหล่านี้เช่นกัน แต่พระองค์จะทรงแสดงความขี้ขลาดออกมาหรือไม่?  พระองค์จะทรงรู้สึกหวาดกลัวพรรครัฐบาลหรือไม่?  พระองค์จะทรงประนีประนอมกับมันหรือไม่?  ไม่  พระองค์จะเพียงแต่ทรงรู้สึกหวั่นใจและหวาดกลัว และทรงปรารถนาที่จะหลบหนีจากรังของพวกปีศาจนี้โดยเร็วเท่านั้น  ทั้งหมดนี้คือการสำแดงถึงความเป็นปกติและความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระคริสต์  แน่นอนว่า การสำแดงถึงความเป็นปกติและความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระคริสต์ยังมีอีกไม่น้อย ตัวอย่างเช่น บางครั้งทรงลืม ทรงลืมชื่อผู้คนหลังจากไม่ได้พบพวกเขาเป็นเวลานาน เป็นต้น  ความเป็นปกติและความสัมพันธ์กับชีวิตจริงเป็นเพียงลักษณะ สัญชาตญาณ สัญญาณ และเครื่องหมายของคนธรรมดาที่ปกติเท่านั้น  นี่เป็นเพราะพระคริสต์ทรงมีความเป็นมนุษย์ที่ปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริง ทรงมีสัญชาตญาณการเอาตัวรอด และลักษณะนิสัยของเนื้อหนังทุกประการนี่เองที่ทำให้พระองค์ทรงสามารถตรัสและทรงพระราชกิจได้อย่างปกติ ทรงมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนได้อย่างปกติ ทรงนำผู้คนไปในหนทางที่ปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริง รวมถึงทรงชี้แนะและช่วยเหลือผู้คนให้ทำงานตามหน้าที่ของตนในลักษณะที่ปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริง  การนี้เป็นเพราะความเป็นปกติและความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระคริสต์นี่เองที่ทำให้สิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งปวงรู้สึกถึงความสัมพันธ์กับชีวิตจริงในพระราชกิจของพระเจ้ามากขึ้น ได้รับประโยชน์จากพระราชกิจนี้ และได้รับสิ่งที่จับต้องได้และเป็นประโยชน์จากพระราชกิจนี้มากขึ้น  ความเป็นปกติและความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระคริสต์เป็นเครื่องหมายของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ สิ่งเหล่านี้จำเป็นต่อเนื้อหนังที่พระองค์ทรงบังเกิดในการมีส่วนร่วมกับงานทั้งปวง กิจกรรม และชีวิตมนุษย์ที่ปกติ และยิ่งไปกว่านั้น ความเป็นปกติและความสัมพันธ์กับชีวิตจริงคือสิ่งที่ผู้ติดตามพระเจ้าทุกคนต้องการ  อย่างไรก็ตาม ศัตรูของพระคริสต์ไม่เข้าใจความเป็นปกติและความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระคริสต์ในหนทางนี้  ศัตรูของพระคริสต์เชื่อว่าพระคริสต์ทรงเป็นเพียงคนธรรมดา เพราะพระองค์ทรงปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริง และทรงคล้ายคลึงกับมนุษย์มากเกินไป—ซึ่งหมายความว่าพระองค์ทรงไม่คู่ควรที่จะถูกเรียกว่าบุตรของพระเจ้า ร่างจำแลงของพระเจ้าในหมู่มนุษย์ หรือพระคริสต์ เพราะพระองค์ทรงปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริงเกินไป สัมพันธ์กับชีวิตจริงจนถึงจุดที่ผู้คนไม่สามารถเห็นร่องรอยหรือแก่นแท้ของพระเจ้าในตัวพระองค์ได้  ศัตรูของพระคริสต์กล่าวว่า “พระเจ้าเช่นนี้จะทรงสามารถช่วยผู้คนให้รอดได้หรือ?  พระเจ้าเช่นนี้ทรงคู่ควรที่จะถูกเรียกว่าพระคริสต์หรือ?  พระเจ้าองค์นี้ทรงไม่เหมือนพระเจ้าเอาเสียเลย!  พระองค์ทรงไร้ซึ่งองค์ประกอบหลายประการจากมโนคติอันหลงผิดที่มนุษย์มีต่อพระเจ้า ประการแรกคือการเหนือธรรมชาติ ความพิเศษ และความล้ำลึก ประการที่สองคือการมีพลังวิเศษ และความสามารถในการแสดงฤทธานุภาพอันเปี่ยมมหิทธิฤทธิ์ ประการที่สามคือรูปลักษณ์ที่ดูเหมือนพระเจ้า การมีอัตลักษณ์ ศักดิ์ศรี และแก่นแท้ของพระเจ้า และอื่นๆ  หากไม่เห็นองค์ประกอบเหล่านี้ในตัวพระองค์เลย พระองค์จะทรงเป็นพระเจ้าได้อย่างไร?  การที่พระองค์ตรัสเพียงไม่กี่คำและทรงงานเพียงเล็กน้อยก็หมายความว่าเขาเป็นพระเจ้าแล้วหรือ?  เช่นนั้นแล้ว การเป็นพระเจ้าก็ง่ายเกินไปไม่ใช่หรือ?  เนื้อหนังที่ปกติและธรรมดาจะเป็นพระเจ้าได้อย่างไร?”  นี่คือสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ไม่มีวันยอมรับ

ขณะที่มีประสบการณ์กับการข่มเหงจากพญานาคใหญ่สีแดงในจีนแผ่นดินใหญ่นั้น ไม่ว่าจะไปที่ใด เรากับพี่น้องชายหญิงหลายคนก็ต้องซ่อนตัวอยู่เป็นประจำ ไม่มีเสรีภาพส่วนบุคคลเลย  บางครั้งเมื่อได้ยินข่าวเรื่องอันตราย พวกเราก็จะต้องรีบหนี  ภายใต้สถานการณ์เหล่านี้ คนที่อยู่กับเราไม่มีใครเริ่มอ่อนแอเลย  เหตุผลสำหรับเรื่องนี้คืออะไร?  พวกเขาโง่เขลาใช่หรือไม่?  พวกเขาคิดอะไรตื้นๆ ใช่หรือไม่?  ไม่ใช่ นี่เป็นเพราะพวกเขาตระหนักถึงแก่นแท้ของพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังอย่างหนักแน่น  พวกเขาไม่เพียงไม่มีมโนคติอันหลงผิดหรือการกล่าวโทษเกี่ยวกับความเป็นปกติและความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระคริสต์เท่านั้น แต่ยังแสดงการคำนึงถึงและความเข้าใจต่อคุณสมบัติเหล่านี้ และทำความเข้าใจสิ่งเหล่านี้ในหนทางที่ถูกต้องอีกด้วย  ไม่ว่าพระคริสต์ทรงสู้ทนกับความทุกข์ใด พวกเขาก็สู้ทนความทุกข์นั้นไปพร้อมกับพระองค์ และไม่ว่าพระคริสต์ทรงมีประสบการณ์กับการข่มเหงและการไล่ล่าแบบใด พวกเขาก็ยังคงติดตามพระองค์โดยไม่พร่ำบ่น ไม่เคยกลายเป็นอ่อนแอเพราะสถานการณ์เหล่านี้  มีเพียงตอนที่เราไปยังบางสถานที่เท่านั้นที่บางคน—ที่รู้ว่าเราได้รีบร้อนหลบหนีมาเพื่อหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่อันตราย และรู้ว่าอาจจะไม่มีที่อื่นใดให้เราอาศัย รู้ว่าเราอาจจะไม่สามารถหาที่พักพิงได้—คิดในใจว่า “หึ!  คุณอ้างว่าเป็นพระคริสต์ เป็นเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงบังเกิด แต่ดูสภาวะที่น่าสงสารของคุณสิ  คุณจะเหมาะเป็นพระคริสต์ได้อย่างไร?  คุณดูเหมือนพระเจ้าตรงไหน?  คุณคิดว่าคุณสามารถช่วยคนอื่นให้รอดได้หรือ?  คุณควรจะรีบช่วยตัวเองให้รอดเสียก่อน!  การติดตามคุณจะนำพรมาให้ได้หรือ?  เรื่องนั้นดูจะเป็นไปไม่ได้เลย!  หากคำพูดของคุณสามารถช่วยคนอื่นให้รอดได้ แล้วทำไมถึงช่วยคุณให้รอดไม่ได้เล่า?  ดูคุณตอนนี้สิ คุณไม่มีแม้แต่ที่ให้เอนตัวนอนเสียด้วยซ้ำ และคุณก็ต้องมาขอความช่วยเหลือจากมนุษย์ที่มีอำนาจอย่างพวกเรา  หากคุณเป็นพระเจ้า คุณก็ไม่ควรน่าสมเพชขนาดนี้  หากคุณเป็นเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงบังเกิด คุณก็ไม่ควรไร้ที่ที่เรียกว่าบ้าน!”  ดังนั้น ผู้คนเช่นนี้จึงไม่มีวันทำความเข้าใจเรื่องนี้ได้เลย  หากวันหนึ่งพวกเขาเห็นข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักรถูกเผยแผ่ไปในต่างประเทศ มีผู้คนมากมายในหลากหลายประเทศยอมรับ และพวกเขาเห็นว่าพญานาคใหญ่สีแดงได้ล่มสลายลงแล้ว เห็นว่าผู้ติดตามของพระเจ้ากำลังเชิดหน้าชูตา และไม่ถูกข่มเหงอีกต่อไป และเห็นว่าพวกเขากำลังปกครองและกุมอำนาจโดยไม่มีใครกล้ารังแกพวกเขา แน่นอนว่าศัตรูของพระคริสต์ย่อมจะเปลี่ยนท่าทีโดยทั่วไปของตนอย่างสิ้นเชิง และไม่เก็บงำมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับการที่พระเจ้าทรงปกครองในเนื้อหนังอีกต่อไป  เหตุใดจึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันเช่นนี้?  บุคคลเหล่านี้พึ่งพาเพียงสิ่งที่พวกเขามองเห็นด้วยตาของตนเท่านั้น พวกเขาไม่เชื่อว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง ไม่เชื่อว่าพระองค์ทรงมหิทธิฤทธิ์ หรือไม่เชื่อว่าทุกสิ่งที่พระองค์ตรัสจะเกิดขึ้นจริง  ผู้คนเช่นนี้เชื่อในพระเจ้าหรือไม่?  พวกเขาเชื่อในสิ่งใด?  (อำนาจ)  พระคริสต์ทรงมีอำนาจหรือไม่?  ในหมู่มวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม พระคริสต์ไม่ทรงมีอำนาจ  บางคนกล่าวว่า “พระเจ้าทรงมีสิทธิอำนาจไม่ใช่หรือ?  หากแก่นแท้ของพระคริสต์คือพระเจ้า แล้วทำไมพระองค์ถึงไม่มีสิทธิอำนาจของพระเจ้าล่ะ?  สิทธิอำนาจนั้นยิ่งใหญ่กว่าอำนาจมาก ดังนั้นพระองค์ก็ควรมีอำนาจด้วยไม่ใช่หรือ?”  พระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังมีจุดมุ่งหมายอย่างไร?  หน้าที่รับผิดชอบของพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังคืออะไร?  คือการวางเบ่งอำนาจอย่างนั้นหรือ?  (ไม่ใช่)  ด้วยเหตุนั้น พระองค์จึงทรงทนทุกข์กับการปฏิเสธ การดูถูก การว่าร้าย และความเป็นปฏิปักษ์จากโลกนี้เช่นเดียวกับคนปกติ—พระคริสต์ต้องทรงสู้ทนต่อทั้งหมดนี้ พระองค์ไม่ทรงพ้นจากสิ่งเหล่านี้

ผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างแท้จริงไม่เพียงไม่มีมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับความเป็นปกติและความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระคริสต์เท่านั้น—ในทางกลับกัน พวกเขายังเห็นถึงความน่ารักของพระเจ้าในคุณสมบัติเหล่านี้มากขึ้น และได้รับความเข้าใจที่ดีขึ้นเกี่ยวกับแก่นแท้ที่แท้จริงของพระเจ้าและแก่นแท้ที่แท้จริงของพระผู้สร้างผ่านสิ่งเหล่านั้น  ความเข้าใจที่พวกเขามีต่อพระเจ้าลึกซึ้งมากขึ้น สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้น แท้จริงมากขึ้น และถูกต้องแม่นยำมากขึ้น  ในทางตรงกันข้าม ศัตรูของพระคริสต์มักจะรู้สึกไม่เต็มใจที่จะติดตามพระคริสต์เช่นนี้เนื่องจากความเป็นปกติและความสัมพันธ์กับชีวิตจริงทั้งหมดของพระองค์ คิดไปว่าพระองค์ทรงขาดความสามารถที่เหนือธรรมชาติและไม่ทรงโดดเด่นจากคนธรรมดา และยิ่งไปกว่านั้นยังทรงมีประสบการณ์กับสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตเช่นเดียวกับมวลมนุษย์  ศัตรูของพระคริสต์ไม่เพียงแต่ไม่สามารถยอมรับทั้งหมดนี้อย่างมีความสุข และเข้าใจอุปนิสัยของพระเจ้าจากสิ่งนี้ได้เท่านั้น พวกเขายังกล่าวโทษและระแวดระวังสิ่งนี้ และถึงกับตั้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับสิ่งนี้เสียด้วยซ้ำ  ตัวอย่างเช่น เมื่อมีคนทำสิ่งที่ขัดต่อหลักธรรม หากเราไม่ถามถึงเรื่องนี้และไม่มีใครบอกเราเกี่ยวกับเรื่องนี้ เราก็จะไม่รู้เรื่องนี้—นี่คือการสำแดงที่อยู่ในขอบเขตของความเป็นปกติและความสัมพันธ์กับชีวิตจริงมิใช่หรือ?  (ใช่)  บรรดาผู้ที่มีความเข้าใจที่ถูกต้องและมีความเป็นมนุษย์ที่ปกติย่อมจะอธิบายเรื่องนี้ให้เราฟังอย่างชัดเจนและถี่ถ้วน และจากนั้นก็ปล่อยให้เราจัดการกับพวกเขาตามที่เราเห็นสมควร  ศัตรูของพระคริสต์ทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง พวกเขาสังเกตเราด้วยตาของพวกเขา และทดสอบเราด้วยการหลอกถามสิ่งต่างๆ จากเรา  จากนั้น พวกเขาก็คิดในใจว่า “ในเมื่อพระองค์ทรงไม่รู้เรื่องนี้ นี่ก็ง่ายต่อการรับมือ—ข้าพระองค์มีอุบายในการบมือกับพระองค์ในกรณีที่พระองค์ทรงรู้เรื่องนี้ และมีหนึ่งอุบายที่จะรับมือกับพระองค์เผื่อพระองค์ไม่ทรงรู้  สำหรับเรื่องใหญ่ ข้าพระองค์จะทำให้ฟังดูเป็นเรื่องเล็ก แล้วจากนั้นก็ลดทอนจนไม่มีอะไรเลย ปล่อยให้พระองค์ทรงมืดแปดด้านอย่างสิ้นเชิง และปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไป—ในเมื่อพระองค์ไม่ทรงรู้ปัญหานี้ ต่อจากนี้พระองค์ก็ไม่ทรงจำเป็นหรือต้องรู้เรื่องนี้  ข้าพระองค์จะรับผิดชอบเรื่องนี้เอง  หากวันหนึ่งพระองค์ทรงรู้เรื่องนี้เข้า นั่นก็จะเป็นไปตามที่ข้าพระองค์ตั้งใจไว้แล้ว ถึงตอนนั้นพระองค์จะทรงทำอะไรข้าพระองค์ได้?”  คนแบบไหนที่ปฏิบัติต่อพระคริสต์ในลักษณะนี้?  พวกเขาเป็นคนดีหรือไม่?  พวกเขาเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่?  พวกเขามีความเป็นมนุษย์และความซื่อตรงหรือไม่?  (ไม่)  มีผู้นำบางคนที่ทำบางสิ่ง พวกเขาเลื่อนขั้นบุคคลในคริสตจักรตามอำเภอใจ พวกเขาผลาญของถวาย ทั้งยังซื้อของมากเกินจำเป็นและไม่เลือก และไม่ว่าจะใช้เงินไปมากเท่าไร หรือเกิดปัญหาสำคัญใดขึ้น พวกเขาก็ไม่พูดถึงเรื่องนั้นเลยแม้แต่คำเดียว  เราไปที่นั่นหลายครั้ง และพวกเขาไม่เคยปรึกษาเราหรือถามเราเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้เลย พวกเขาเพียงแค่ตัดสินใจด้วยตนเอง พวกเขาไม่ปล่อยให้เราดำเนินการตรวจสอบใดๆ เช่นกัน และเราก็ต้องง้างข้อมูลออกมาจากพวกเขา  พวกเขาปฏิบัติกับเราราวกับเป็นคนนอก “ในเมื่อพระองค์ทรงอยู่ที่นี่ พวกเราก็จะแค่รายงานพระองค์และบอกพระองค์เกี่ยวกับสิ่งที่ทรงมองเห็นได้ตรงหน้า  ส่วนสิ่งต่างๆ ที่พวกเราทำไปลับหลัง พระองค์ทรงอย่าคิดที่จะพยายามหาคำตอบเรื่องเหล่านั้นเลยดีกว่า  พวกเราจะไม่อนุญาตให้พระองค์ทรงก้าวก่ายหรือไถ่ถาม”  ไม่ว่าเราจะไปเยี่ยมเยือนกี่ครั้ง พวกเขาก็ไม่เคยอนุญาตให้เราถามไถ่เลย  เมื่อกลัวว่าเราอาจจะเริ่มตั้งคำถาม พวกเขาจึงจงใจปกปิดความจริงด้วยคำพูดเท็จที่ฟังดูดี พลางใช้เล่ห์เหลี่ยม  พวกเขาสมรู้ร่วมคิดกัน หาข้อตกลงร่วมกัน และส่งสายตาที่มีความหมายให้กันและกัน พวกเขารักษาแนวร่วม และไม่รายงานปัญหาของกันและกัน โดยปกป้องกันและกัน  เมื่อเรารู้เรื่องต่างๆ ที่พวกเขาทำลับหลังเราและต้องการให้พวกเขารับผิดชอบ พวกเขาก็ยังปกป้องกันและกันต่อไป ไม่ยอมบอกว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ แสร้งทำเป็นโง่ และเล่นคำกับเรา  พวกเขาทำผิดพลาดเรื่องอะไรหรือ?  พวกเขาคิดว่า “นอกจากความคิดที่ปกติและเรียบง่ายของเขา กับความเป็นมนุษย์ที่ปกติและธรรมดาของแล้ว คริสต์—คนธรรมดาผู้นี้—ไม่มีอะไรควรค่าแก่การโอ้อวด และไม่มีพลังเหนือธรรมชาติ  ในเมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเราก็สามารถทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ลับหลังคุณได้ และรู้สึกสบายใจในการดำเนินกิจการของพวกเราเอง  พวกเราควบคุมเงินของคริสตจักร ดังนั้น พวกเราก็จะแค่ซื้ออะไรก็ตามที่พวกเราอยากจะซื้อ  หากจำเป็นต้องมีการเซ็นชื่อ พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องไปเสาะหาเลย พวกเราสามารถเซ็นอนุมัติการซื้อได้ตามอำเภอใจไ โดยไม่จำเป็นต้องให้มีการตรวจสอบ และใช้จ่ายเงินในลักษณะที่ไม่ใส่ใจ  คริสต์คือพระเจ้าหรือ?  คุณสามารถควบคุมสิ่งเหล่านี้ได้หรือ?  พวกเราจะทำตามที่พวกเราพอใจ นอกจากเวลาที่คุณอยู่ด้วยแล้ว เวลาที่เหลือทั้งหมด นี่คืออาณาเขตของพวกเรา!”  พวกเขาปฏิบัติต่อความเป็นปกติและความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระคริสต์อย่างไร?  พวกเขามองว่าพระองค์ทรงเป็นคนที่รังแกได้ง่ายมิใช่หรือ?  พวกเขาคิดว่า “ตราบใดที่คุณมีความเป็นมนุษย์ที่ปกติ พวกเราก็ไม่กลัวที่จะรังแกคุณ  หากคุณไม่มีความเป็นมนุษย์ที่เหนือธรรมชาติ พวกเราก็ไม่กลัวคุณหรอก”  พวกเขาเป็นคนประเภทใด?  หากตัดสินในแง่ความเป็นมนุษย์ของพวกเขา พวกเขาจะถือว่าเป็นคนดีหรือไม่?  พวกเขาจะถือว่าเป็นผู้คนที่มีศีลธรรมและความเป็นมนุษย์หรือไม่?  พวกเขาจะถือว่าเป็นผู้คนที่มีความซื่อตรงที่สูงส่งหรือไม่?  แท้จริงแล้วพวกเขาเป็นอะไร?  พวกเขากลุ่มคนเลวทรามมิใช่หรือ?  เมื่อพวกเขาทำงานในพระนิเวศของพระเจ้า ผู้คนเหล่านี้ถือเป็นตัวแทนของใคร?  พวกเขาไม่ได้เป็นตัวแทนของมนุษย์เสียด้วยซ้ำ พวกเขาเป็นตัวแทนของซาตาน  พวกเขาทำสิ่งต่างๆ เพื่อซาตาน พวกเขาเป็นข้ารับใช้และผู้สมรู้ร่วมคิดของมัน พวกเขามาที่นี่เพื่อก่อกวนและทำลายงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาไม่ได้กำลังปฏิบัติหน้าที่ของตน แต่กำลังทำความชั่ว  ผู้สมรู้ร่วมคิดของซาตานกลุ่มนี้แตกต่างจากพญานาคใหญ่สีแดงที่จับกุม ข่มเหง และทารุณประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรอย่างไร?  พญานาคใหญ่สีแดงเห็นว่าเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นเพียงคนธรรมดา เห็นว่าพระองค์ไม่ทรงน่าหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นมันจึงพยายามจับกุมพระองค์ตามอำเภอใจ และเมื่อจับพระองค์ได้แล้ว มันก็จะพยายามฆ่าพระองค์  ผู้สมรู้ร่วมคิดของซาตานเหล่านี้ ศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ก็ปฏิบัติต่อพระคริสต์ในหนทางเดียวกันมิใช่หรือ?  พวกเขามีแก่นแท้แบบเดียวกันมิใช่หรือ?  (ใช่)  ในความเชื่อของพวกเขา พวกเขามองว่าพระคริสต์ทรงเป็นสิ่งใดอะไร?  พวกเขาเชื่อในพระองค์ในฐานะพระเจ้าหรือในฐานะมนุษย์?  หากพวกเขามองว่าพระคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า พวกเขาจะปฏิบัติต่อพระองค์เช่นนี้หรือไม่?  (ไม่)  มีคำอธิบายเพียงประการเดียว นั่นคือ พวกเขามองพระคริสต์เป็นมนุษย์ เป็นคนที่พวกเขาสามารถตัดสิน หลอกลวง ปั่นหัว ดูถูก และปฏิบัติกับพระองค์ตามที่พวกเขาต้องการได้ตามใจชอบ นี่หมายความว่าพวกเขาช่างกล้าหาญเหลือเกิน  หากพวกเราจัดประเภทให้กับคนที่บังอาจเช่นนี้ พวกเขาจะสามารถจัดให้อยู่ในประเภทและกลุ่มของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร ผู้ติดตามของพระองค์ คนที่สามารถได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระองค์ และคนที่สามารถได้รับการช่วยให้รอดโดยพระองค์ได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  ขยะเช่นนี้ควรถูกจัดไว้ที่ใด?  ในค่ายของซาตานนั่นเอง  ผู้คนในกลุ่มนี้ถูกระบุว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์  พวกเขาปฏิบัติต่อพระคริสต์ดังเช่นคนธรรมดา ทั้งยังกระทำการตามอำเภอใจและไม่ยั้งคิด และใช้อำนาจเด็ดขาดภายในขอบเขตอิทธิพลของพวกเขา โดยคิดว่า “ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอะไร ตราบใดที่ฉันไม่แสวงหาจากคุณหรือแจ้งให้คุณทราบเกี่ยวกับเรื่องนี้ คุณก็ไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย และคุณจะไม่มีวันรู้เรื่องนี้”  บอกเราทีเถิดว่า พระคริสต์ทรงมีสิทธิ์ที่จะจัดการกับพวกเขาใช่หรือไม่?  (ใช่)  วิธีอันเหมาะสมในการทำเช่นนี้คืออะไร?  (ขับไล่พวกเขาออกจากคริสตจักร)  นี่คือวิธีที่คนเราต้องจัดการกับศัตรูของพระคริสต์และเหล่าซาตาน คนเราต้องไม่แสดงความผ่อนปรนต่อพวกเขา  เมื่อผู้คนเช่นนี้เชื่อในพระเจ้า ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงทำสิ่งใด พระองค์ทรงจัดเตรียมความจริงให้ผู้คนอย่างไร หรือพระองค์ทรงพระราชกิจใด พวกเขาก็ไม่ใส่ใจสิ่งนี้เลย  หากพวกเขาขาดอำนาจ พวกเขาก็คิดหาวิธีที่จะได้อำนาจมา และเมื่อพวกเขาอยู่ในอำนาจ พวกเขาก็เสาะแสวงที่จะยืนหยัดทัดเทียมกับพระคริสต์ เสาะแสวงที่จะแบ่งแยกโลกกับพระองค์ แข่งขันเพื่อดูว่าใครเหนือกว่าและแย่งชิงสถานะกับพระองค์  ภายในขอบเขตอิทธิพลของพวกเขา พวกเขาต้องการท้าทายพระคริสต์ โดยกล่าวว่า “ข้าพระองค์อยากเห็นว่าคำพูดของใครมีน้ำหนักมากกว่ากัน ของพระองค์หรือของข้าพระองค์  คริสตจักรนี้คือถิ่นของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะใช้เงินของคริสตจักรตามต้องการ ซื้ออะไรก็ตามที่อยากได้ และจัดการเรื่องทั้งหลายตามที่ข้าพระองค์พอใจ  ใครก็ตามที่ข้าพระองค์ตัดสินว่าไร้ประโยชน์ก็คือไร้ประโยชน์  ข้าพระองค์จะใช้คนที่อยากใช้ และไม่อนุญาตให้ใครมาแตะต้องคนที่ข้าพระองค์เลือกใช้  หากใครทำเช่นนั้น ข้าพระองค์จะไม่มีวันปล่อยเรื่องนี้ไป—ต่อให้พระเจ้าจะตรัสว่าพระองค์ทรงต้องการให้ทำเช่นนั้น ฉันก็จะไม่ยอม!”  นี่คือการรนหาที่ตายมิใช่หรือ?

หากผู้คนได้เข้าใจความน่ารักของพระเจ้ามากขึ้น และเกิดความเข้าใจที่ชัดเจนและแม่นยำยิ่งขึ้นเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับชีวิตจริงและแก่นแท้ของพระเจ้าผ่านความเป็นมนุษย์ที่ปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง เช่นนั้นแล้ว พวกเขาย่อมเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและคนที่มีความเป็นมนุษย์  อย่างไรก็ตาม บางคนไม่ถือว่าพระคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าเนื่องจากด้านที่ปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระองค์  พวกเขาทำตัวกำเริบเสิบสานและบังอาจมากขึ้นเฉพาะพระพักตร์พระองค์ พวกเขากล้าที่จะกระทำการตามอำเภอใจมากขึ้น และพวกเขาก็เริ่มมีความคิดที่จะเหนือกว่าพระคริสต์และควบคุมประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรมากขึ้น  พวกเขารู้สึกว่าตนเองมีต้นทุนที่จะดูหมิ่นและแข่งขันกับพระคริสต์ อีกทั้งมีหลักฐานที่จะถือว่าพระคริสต์ทรงเป็นมนุษย์  พวกเขาคิดว่าหลังจากที่ตนเองได้หลักฐานนี้มาแล้ว พวกเขาไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวพระคริสต์ และพวกเขาก็สามารถวิพากษ์วิจารณ์พระองค์ได้อย่างอิสระ พูดคุยและหัวเราะกับพระองค์อย่างเป็นกันเองและวางตัวตีเสมอพระองค์ รวมถึงหารือเรื่องราวในครอบครัวและความกังวลส่วนตัวของพวกเขากับพระองค์ได้  บางคนถึงกับกล่าวว่า “ฉันได้แบ่งปันความคิดในใจ ความอ่อนแอ และอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของฉันให้คุณฟังแล้ว ดังนั้น เล่าสภาวะของคุณให้ฉันฟังบ้างสิ  ฉันได้เล่าประสบการณ์ของฉันทั้งก่อนและหลังมาเชื่อในพระเจ้าให้คุณฟัง แถมเล่าให้คุณฟังว่าฉันยอมรับงานของพระเจ้าได้อย่างไร เพราะฉะนั้น แบ่งปันประสบการณ์ของคุณให้ฉันฟังบ้างสิ”  พวกเขากำลังพยายามทำสิ่งใดหรือ?  พวกเขามองว่าพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังนั้นธรรมดาและปกติเกินไป และปรารถนาที่จะเปลี่ยนพระองค์ให้เป็นสมาชิกในครอบครัว เพื่อนซี้ สหาย หรือเพื่อนบ้านมิใช่หรือ?  ไม่ว่าพระคริสต์จะทรงปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริงอย่างไร แก่นแท้ของพระองค์ก็จะคงเดิมไปชั่วนิรันดร์  ไม่ว่าพระองค์จะมีพระชนมายุเท่าใด ประสูติที่ใด หรือไม่ว่าคุณสมบัติและประสบการณ์ของพระองค์จะดูมากกว่าหรือน้อยกว่าของเจ้า ไม่ว่าพระองค์จะทรงดูสูงส่งหรือต่ำต้อยสำหรับเจ้า จงอย่าลืมว่าพระองค์จะทรงแตกต่างจากเจ้าเสมอ  เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?  พระองค์คือพระเจ้าที่ทรงพระชนม์ชีพอยู่ในเนื้อหนังที่ภายนอกดูปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริง แก่นแท้ของพระองค์ย่อมแตกต่างจากของเจ้าชั่วนิรันดร์ แก่นแท้ของพระองค์คือแก่นแท้ของพระเจ้าสูงสุดผู้ทรงอยู่เหนือมวลมนุษย์ทั้งปวงตลอดไปและเสมอมา  จงอย่าลืมสิ่งนี้  ดูผิวเผินแล้ว พระองค์ทรงดูเหมือนคนปกติและธรรมดา พระองค์ทรงถูกเรียกว่าพระคริสต์ และอัตลักษณ์ของพระองค์ก็คืออัตลักษณ์ของพระคริสต์ แต่หากเจ้าเชื่อในพระองค์ในฐานะมนุษย์ และมองว่าพระองค์ทรงเป็นคนธรรมดา เป็นสมาชิกคนหนึ่งของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม เจ้าก็ตกอยู่ในอันตรายเสียแล้ว  ไม่ว่าเมื่อใด อัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระคริสต์ก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง แก่นแท้ของพระองค์คือแก่นแท้ของพระเจ้าพระองค์เอง และอัตลักษณ์ของพระองค์ก็คืออัตลักษณ์ของพระเจ้าเสมอ  ข้อเท็จจริงที่ว่าพระองค์ทรงพระชนม์ชีพอยู่ในเปลือกของเนื้อหนังที่ปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริง ไม่ได้หมายความว่าพระองค์ทรงเป็นสมาชิกคนหนึ่งของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม และไม่ได้หมายความว่ามนุษย์สามารถบงการหรือครอบงำพระองค์ได้ หรือพวกเขาสามารถตีเสมอพระองค์หรือแก่งแย่งอำนาจกับพระองค์ได้  ตราบใดที่เจ้ามองว่าพระองค์ทรงเป็นมนุษย์ และประเมินพระองค์โดยใช้วิธีการและมุมมองของมนุษย์ และพยายามเปลี่ยนพระองค์ให้เป็นเพื่อน เป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกัน เพื่อนร่วมงาน หรือเจ้าหน้าที่อาวุโส เจ้าก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายเสียแล้ว  เหตุใดจึงอันตราย?  ตราบใดที่เจ้ามองว่าพระคริสต์ทรงเป็นมนุษย์ที่ธรรมดาและปกติ อุปนิสัยที่เสื่อมทรามของเจ้าก็จะกำเริบขึ้นมา  นับตั้งแต่วินาทีที่เจ้ามองว่าพระคริสต์ทรงเป็นมนุษย์ การทำชั่วของเจ้าก็จะเริ่มถูกเปิดโปง  นี่คือจุดที่อันตรายมิใช่หรือ?  ตราบใดที่ผู้คนมองว่าพระคริสต์ทรงเป็นมนุษย์ และคิดว่าพระองค์ทรงปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริง พระองค์ทรงถูกหลอกลวงได้ง่าย และพระองค์ทรงเป็นเหมือนมวลมนุษย์ พวกเขาก็ไม่หวาดกลัวพระเจ้า และในเวลานี้ ความสัมพันธ์ของพวกเขากับพระเจ้าก็ย่อมเปลี่ยนไป  ความสัมพันธ์นี้กลายเป็นสิ่งใด?  ความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตทรงสร้างและพระผู้สร้างอีกต่อไป ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ติดตามและพระคริสต์อีกต่อไป อีกทั้งไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ที่ได้รับการช่วยให้รอดและพระเจ้าอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นความสัมพันธ์ระหว่างซาตานและองค์อธิปัตย์แห่งสรรพสิ่ง  ผู้คนยืนอยู่ตรงข้ามกับพระเจ้า และกลายเป็นศัตรูของพระองค์  เมื่อเจ้ามองพระคริสต์เป็นมนุษย์ เจ้าก็เปลี่ยนอัตลักษณ์ของตัวเจ้าเองเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และเปลี่ยนคุณค่าของเจ้าในสายพระเนตรของพระองค์ เจ้าได้ทำลายจุดหมายปลายทางในอนาคตและชะตากรรมของเจ้าอย่างสิ้นเชิง ทำลายสิ่งเหล่านี้ด้วยการปล่อยตัวตามใจตนเอง ความเป็นกบฏ ความเลวร้าย และความโอหังของเจ้า  พระเจ้าจะทรงยอมรับ ทรงชี้แนะ และประทานชีวิต รวมถึงโอกาสที่จะได้รับความรอดแก่เจ้า บนพื้นฐานที่ว่าเจ้าเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง เป็นผู้ติดตามของพระคริสต์ และเป็นบุคคลที่ยอมรับความรอดของพระเจ้าเท่านั้น  มิฉะนั้น ความสัมพันธ์ของเจ้ากับพระเจ้าจะเปลี่ยนไป  เมื่อผู้คนมองว่าพระเจ้า พระคริสต์ เป็นมนุษย์ พวกเขาก็กำลังทำเป็นเรื่องล้อเล่นมิใช่หรือ?  โดยทั่วไปแล้ว ผู้คนไม่ได้มองว่านี่คือปัญหา พวกเขาคิดว่า “คริสต์พูดว่าเขาเป็นคนธรรมดาและปกติ แล้วการปฏิบัติต่อเขาเหมือนคนคนหนึ่งมันผิดตรงไหน?”  อันที่จริงเรื่องนี้ไม่มีอะไรผิด แต่มีผลสืบเนื่องที่ร้ายแรงตามมา  การปฏิบัติต่อพระคริสต์เหมือนคนคนหนึ่งมีประโยชน์มากมายสำหรับเจ้า  ในแง่หนึ่ง การนี้ยกตำแหน่งของเจ้า ในอีกแง่หนึ่ง นี่เป็นการลดระยะห่างระหว่างเจ้ากับพระเจ้า และนอกจากนั้น เจ้าจะไม่สงวนท่าทีมากนักเมื่ออยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เจ้าจะรู้สึกผ่อนคลายและเป็นอิสระ  เจ้าจะมีสิทธิมนุษยชน เสรีภาพ และสัมผัสถึงคุณค่าของการดำรงอยู่ของเจ้า และรู้สึกถึงการมีตัวตนของเจ้าเอง—นั่นเป็นเรื่องดีมิใช่หรือ?  การปฏิบัติต่อคนจริงๆ ในหนทางนี้ไม่มีอะไรผิดเลย นี่แสดงให้เห็นว่าเจ้ามีศักดิ์ศรีและความซื่อตรง  ลูกผู้ชายไม่ควรก้มหัวให้ใครโดยง่าย ผู้คนไม่ควรคุกเข่า ยอมจำนน หรือยอมรับว่าตนเองด้อยกว่าบุคคลใดโดยง่าย—สิ่งเหล่านี้คือกฎแห่งการเอาชีวิตรอดของมนุษย์และกฎในการเล่นเกมของมนุษย์มิใช่หรือ?  หลายคนนำกฎและกฎในการเล่นเกมเหล่านี้มาใช้ในการปฏิสัมพันธ์ของพวกเขากับพระคริสต์  สิ่งนี้หมายถึงปัญหา และมีแนวโน้มอย่างยิ่งที่จะก้าวล่วงอุปนิสัยของพระเจ้า  นี่เป็นเพราะแก่นแท้ธรรมชาติของสมาชิกทุกคนในมวลมนุษย์ ไม่ว่าจะเผ่าพันธุ์ใด ก็ล้วนเหมือนกัน  มีเพียงพระคริสต์เท่านั้นที่ทรงแตกต่างจากมวลมนุษย์  ถึงแม้พระคริสต์ทรงมีรูปลักษณ์ภายนอกของความเป็นปกติและความสัมพันธ์กับชีวิตจริง และทรงมีวิถีชีวิตและกิจวัตรของความเป็นมนุษย์ที่ปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริง แต่แก่นแท้ของพระองค์ไม่เหมือนกับมนุษย์ที่เสื่อมทรามคนใดเลย  เป็นเพราะเหตุนี้เอง พระองค์จึงทรงมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะทรงเรียกร้องให้ผู้ติดตามของพระองค์ปฏิบัติต่อพระองค์ในหนทางที่พระองค์ทรงกำหนด  นอกเหนือจากพระคริสต์ ก็ไม่มีบุคคลอื่นใดที่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะใช้วิธีการและมาตรฐานเหล่านี้มาตั้งข้อกำหนดจากผู้คน  เพราะอะไรหรือ?  เพราะแก่นแท้ของพระคริสต์คือพระเจ้าพระองค์เอง และเพราะพระคริสต์ บุคคลที่ปกติธรรมดาคนนี้ คือเนื้อหนังปกติที่พระเจ้าทรงสวมใส่ และเป็นการบังเกิดในเนื้อหนังของพระเจ้าท่ามกลางมนุษย์  อ้างอิงจากเรื่องนี้เพียงอย่างเดียว การมองว่าพระคริสต์เป็นมนุษย์ก็ไม่ถูกต้องแล้ว การปฏิบัติต่อพระองค์เหมือนมนุษย์ยิ่งไม่ถูกต้อง และการหลอกลวงพระองค์ เล่นตลกกับพระองค์ และต่อสู้กับพระองค์ราวกับพระองค์ทรงเป็นมนุษย์นั้นยิ่งเลวร้ายกว่า  ศัตรูของพระคริสต์ พวกคนที่เลวร้ายซึ่งรังเกียจความจริงพวกนี้ ยังคงไม่ตระหนักถึงปัญหาที่สลักสำคัญและความผิดพลาดที่ชัดเจนนี้ตลอดไป  เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?  เพราะแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาคือแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์  พวกเขาต่อสู้กับพระเจ้าในโลกวิญญาณ แย่งชิงสถานะกับพระองค์ ไม่เคยเรียกขานพระองค์ว่าพระเจ้าหรือปฏิบัติต่อพระองค์เช่นนั้น  ในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาทำพฤติกรรมนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยปฏิบัติต่อพระคริสต์ในลักษณะเดียวกัน  บรรพบุรุษของพวกเขาปฏิบัติต่อพระเจ้าในหนทางนี้ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาจะอดไม่ได้ที่จะกระทำการในหนทางนี้  ในเมื่อพวกเขาอดไม่ได้ที่จะกระทำการในหนทางนี้ และแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาได้รับการยืนยันแล้ว ผู้คนเช่นนี้จะยังสามารถได้รับการช่วยให้รอดโดยพระเจ้าได้อีกหรือ?  พวกเขาสมควรถูกคัดออกและขับไล่จากพระนิเวศของพระเจ้ามิใช่หรือ?  พวกเขาควรถูกประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรทุกคนปฏิเสธมิใช่หรือ?  (ใช่)  พวกเจ้ายังมีมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับการที่พระนิเวศของพระเจ้ากล่าวโทษ กำจัด และคัดบุคคลดังกล่าวออกอีกหรือไม่?  (ไม่)  พวกเขาน่าสงสารหรือไม่?  (ไม่)  เหตุใดพวกเขาจึงไม่น่าสงสาร?  พวกเขาน่าเกลียดชังและน่ารังเกียจ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่น่าสงสาร

ค. วิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อความถ่อมพระทัยและความซ่อนเร้นของพระคริสต์

วิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อความเป็นปกติและความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระคริสต์นั้นสำแดงออกมาหลากหลายวิธี และเราเพิ่งเปิดโปงอันเจาะจงบางประการไปเมื่อครู่นี้  เราจะจบการสามัคคีธรรมของเราในแง่มุมนี้ไว้เพียงเท่านี้  สำหรับอีกแง่มุมหนึ่งของพระคริสต์—ความถ่อมพระทัยและความซ่อนเร้น—ศัตรูของพระคริสต์ยังคงแสดงแก่นนิสัยอันเป็นเอกลักษณ์ของพวกเขาออกมา และพวกเขาก็มีการสำแดงและแนวทางที่เป็นแก่นแท้แบบเดียวกับที่พวกเขาใช้ในการปฏิบัติต่อความเป็นปกติและความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระคริสต์  พวกเขายังไม่สามารถยอมรับสิ่งเหล่านี้จากพระเจ้า หรือยอมรับว่าสิ่งเหล่านี้เป็นบวกได้ ในทางกลับกัน พวกเขาดูหมิ่น ถึงกับเยาะเย้ยและกล่าวโทษ และจากนั้นก็ไม่ยอมรับสิ่งเหล่านี้  นี่คือสามส่วนที่ต่อเนื่องกัน อันดับแรกพวกเขาจะคอยสังเกต จากนั้นพวกเขาก็กล่าวโทษ และท้ายที่สุดพวกเขาก็ไม่ยอมรับ  สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการกระทำที่เคยชินของศัตรูของพระคริสต์ สิ่งนี้ถูกกำหนดโดยแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์  ความถ่อมพระทัยและความซ่อนเร้นคืออะไร?  ในแง่ตัวอักษร คำนี้ไม่ควรจะเข้าใจยาก—คำนี้หมายถึงการไม่ชอบอวดตน การไม่โอ้อวดตนเอง การไม่ทำตัวสะดุดตา และการยังคงไม่เป็นที่รู้จัก  สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับอุปนิสัยของพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังและบุคลิกที่แท้จริงของพระเจ้า  อ้างอิงมื่อพิจารณาจากรูปลักษณ์ภายนอก ผู้คนน่าจะสังเกตเห็นได้ไม่ยากว่าพระคริสต์ทรงไม่มีความทะเยอทะยาน พระองค์ไม่ทรงพยายามยึดอำนาจ พระองค์ไม่ทรงอยากได้อำนาจ พระองค์ไม่ทรงกักขังหัวใจของผู้คน และพระองค์ก็ไม่ทรงศึกษาการอ่านใจ  พระคริสต์ตรัสอย่างเรียบง่าย ตรงไปตรงมา ชัดเจน ไม่เคยใช้คำพูดละลาบละล้วงหรือใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อตะล่อมเอาความคิดที่แท้จริงของผู้คนออกมา  หากผู้คนปรารถนาที่จะพูดบางสิ่ง พวกเขาก็พูดได้ หากไม่ พระองค์ก็ไม่ทรงบังคับพวกเขา  ในยามที่พระคริสต์ทรงเปิดโปงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและสภาวะนานาประการของผู้คน พระองค์ก็ตรัสอย่างตรงไปตรงมาและทรงชี้ให้เห็นอย่างชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้น วิธีรับมือกับสิ่งต่างๆ ของพระคริสต์นั้นเรียบง่ายมาก  บรรดาผู้ที่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับเราควรมีความประทับใจเช่นนี้ โดยกล่าวว่า “พระองค์ทรงค่อนข้างตรงไปตรงมา ไม่ได้มีกลยุทธ์ในการดำรงชีวิตทางโลกแต่อย่างใด  ถึงแม้พระองค์จะทรงมีสถานะ แต่พระองค์ก็ดูไม่รู้สึกเหนือกว่าในกลุ่มใดเลย”  อันที่จริงคำกล่าวนี้ถูกต้อง เราไม่ได้เพลิดเพลินกับการเป็นจุดสนใจหรือเพิ่มชื่อเสียงของเราต่อหน้าผู้อื่น  หากเราไร้ซึ่งสถานะนี้อย่างแท้จริง และพระเจ้าไม่ได้ทรงเป็นพยานถึงเรา บุคลิกโดยธรรมชาติของเราก็คือการอยู่รั้งท้ายฝูงชน ไม่ปรารถนาที่จะทำให้ตัวเราเองเป็นที่สะดุดตา ไม่ต้องการให้ผู้อื่นรู้แม้ว่าเราจะมีทักษะพิเศษบางอย่างก็ตาม เพราะหากผู้คนรู้ พวกเขาก็จะติดตามเราไปทั่ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ารำคาญและรับมือยาก  ดังนั้น ไม่ว่าเราจะไปที่ใด ทันทีที่ผู้คนเริ่มติดตามเราไปทั่ว เราก็จะหาวิธีไล่พวกเขาไปให้พ้น พูดคุยหารือเรื่องต่างๆ เมื่อจำเป็น และเมื่อไม่จำเป็น ก็รีบให้พวกเขากลับไปยังที่ทางอันถูกควรของตนเพื่อทำสิ่งที่พวกเขาควรทำ  สำหรับผู้คนที่เสื่อมทราม นี่เป็นเรื่องที่นึกไม่ถึง “มนุษย์อย่างพวกเรารักพระองค์และสนับสนุนพระองค์มาก!  พวกเราหลงใหลในตัวพระองค์มาก!  ทำไมพระองค์ถึงไม่ยอมรับความรักใคร่นี้ของพวกเรา?”  คำพูดเช่นนี้คืออะไร?  เราได้พูดสิ่งที่เราควรพูดกับเจ้าแล้ว สั่งในสิ่งที่ต้องสั่งแล้ว ดังนั้นจงไปทำสิ่งที่เจ้าควรทำเถิด อย่ามาวนเวียนอยู่รอบตัวเรา เราไม่ชอบสิ่งนั้น  ในทัศนะของผู้คน พวกเขาคิดว่า “พระเจ้า การที่ทรงพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ปานนี้ไม่ย่อมทำให้พระองค์ทรงรู้สึกพึงพอใจในตัวเองอยู่บ่อยครั้งด้วยไม่ใช่หรือ?  การมีผู้ติดตามมากมายย่อมทำให้พระองค์ทรงรู้สึกเหนือกว่าอยู่เสมอด้วยไม่ใช่หรือ?  พระองค์ไม่ทรงปรารถนาที่จะเพลิดเพลินกับการปฏิบัติที่พิเศษอยู่เสมอหรอกหรือ?”  เราบอกว่าเราไม่เคยรู้สึกเช่นนั้นเลย เราไม่เคยตระหนักว่ามีผู้ติดตามมากมาย เราไม่รู้สึกเหนือกว่า และเราไม่รู้สึกเลยว่าสถานะของเราสูงส่งเพียงใด  บอกเราทีเถิดว่า โดยปกติแล้วหากคนธรรมดาอยู่ในตำแหน่งนี้เช่นนี้ ในแต่ละวันพวกเขาจะปลาบปลื้มอย่างเหลือล้นเพียงใด?  พวกเขาย่อมไม่รู้ว่าจะกินหรือแต่งตัวอย่างไรมิใช่หรือ?  พวกเขาย่อมจะเคลิบเคลิ้มจนล่องลอยอยู่กลางอากาศทั้งวันมิใช่หรือ?  พวกเขาย่อมจะหวังให้ผู้คนคอยติดตามพวกเขาไปทุกที่อยู่เสมอมิใช่หรือ?  (ใช่)  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาผู้ที่พอมีความสามารถอยู่บ้างมักจะหาหนทางจัดงานพบปะอยู่เสมอ หาทางเพลิดเพลินกับความรู้สึกของการได้รับความสนใจและเสียงปรบมือระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ คิดว่าสิ่งนั้นเหนือกว่าความชื่นบานยินดีของการกินเนื้อสัตว์และดื่มไวน์  เราสงสัยว่า เหตุใดเราจึงไม่รู้สึกเช่นนั้น?  เหตุใดเราจึงไม่รู้สึกว่าสิ่งนั้นดี?  เหตุใดเราจึงไม่ชอบความรู้สึกนั้น?  ในวงการดนตรีบนโลกนี้ คนที่พอจะมีความสามารถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ร้องและเต้นได้ จะถูกเรียกว่าเทพธิดา เทพเจ้า ราชาเพลง ราชินีเพลง และแม้กระทั่งพ่อ แม่ และปรมาจารย์  สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ชื่อเรียกที่ดีเลย  ยิ่งไปกว่านั้น บางคนรู้สึกไม่พอใจเมื่อถูกเรียกว่า “เสี่ยว[ก.]หวัง” หรือ “เสี่ยวหลี่” โดยคิดว่านั่นเป็นการลดทอนความอาวุโสของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงพยายามหาทางที่จะเปลี่ยนระดับความอาวุโสของตน เพื่อให้ผู้คนเรียกพวกเขาว่าราชาหรือราชินีในอนาคต  นี่คือเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่เสื่อมทราม  หลังจากมาเชื่อในพระเจ้าแล้ว บางคนก็กล่าวว่าผู้เชื่อไม่ควรทำตัวอวดดีเหมือนผู้ไม่มีความเชื่อ พวกเขาไม่ควรถูกเรียกว่าเทพเจ้า ราชา หรือราชินี กล่าวว่าผู้เชื่อต้องถ่อมใจและไม่ทำตัวโดดเด่น  พวกเขาเชื่อว่าการเรียกตัวเองว่าผู้ถ่อมใจตรงๆ นั้นค่อนข้างหยาบคาย นั่นยังไม่เล็กหรือต่ำต้อยพอ ดังนั้นพวกเขาจึงเรียกตัวเองว่าจิ๊บจ๊อย เล็กน้อย ฝุ่นธุลี เล็ก และบางคนถึงกับเรียกว่าเม็ดทรายและนาโนเมตร  พวกเขาไม่มุ่งเน้นที่ความจริงแต่กลับครุ่นคิดถึงความหยาบคาย ด้วยชื่ออย่างเช่น วัชพืชต้นน้อย ต้นกล้า และแม้กระทั่งดิน โคลนตม มูลสัตว์ และอื่นๆ  ชื่อเหล่านี้ล้วนไม่น่าฟังและต่ำต้อยลงกว่าชื่อก่อนหน้า แต่ชื่อเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้หรือไม่?  เราเห็นว่าผู้คนที่มีชื่อเหล่านี้ก็โอหังและย่ำแย่มากเช่นกัน และบางคนถึงกับเป็นคนชั่วเสียด้วยซ้ำ  บรรดาผู้ที่ตั้งชื่อเช่นนี้ไม่เพียงแต่ไม่ตัวเล็กลงหรือถ่อมใจมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังคงอวดดี เลวร้าย และมุ่งร้ายเช่นเดิมอีกด้วย

ครั้งแรกที่พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังเพื่อทรงพระราชกิจบนแผ่นดินโลก พระราชกิจของพระองค์นั้นเรียบง่ายและกระชับ แต่นั่นเป็นช่วงระยะที่สำคัญและขาดไม่ได้ของพระราชกิจเพื่อความรอดของมวลมนุษย์  อย่างไรก็ตาม หลังจากที่องค์พระเยซูเจ้าทรงถูกตรึงกางเขน พระองค์ทรงฟื้นคืนพระชนม์และเสด็จขึ้นสู่สวรรค์โดยไม่ได้ทรงปรากฏต่อมวลมนุษย์อีกเลย  เหตุใดพระองค์จึงไม่ทรงปรากฏต่อมวลมนุษย์อีก?  นี่คือความถ่อมพระทัยและความซ่อนเร้นของพระเจ้า  ตามตรรกะปกติของมนุษย์ พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังและทรงทนทุกข์เป็นเวลาสามสิบสามปีครึ่ง ทรงสู้ทนต่อการปฏิเสธ การว่าร้าย การกล่าวโทษ การปรามาสของมวลมนุษย์ และอื่นๆ และพระองค์ควรจะเสด็จกลับมาท่ามกลางผู้คนเพื่อเพลิดเพลินกับผลแห่งชัยชนะและพระสิริของพระองค์หลังจากที่พระองค์ทรงถูกตรึงกางเขนและฟื้นคืนพระชนม์  พระองค์ควรจะทรงพระชนม์ชีพต่อไปอีกสามสิบสามปีครึ่งหรือนานกว่านั้น เพลิดเพลินกับการที่มวลมนุษย์นมัสการและเคารพยกย่องพระองค์ ตลอดจนสถานะและการปฏิบัติที่พระองค์สมควรได้รับ  อย่างไรก็ตาม พระเจ้าไม่ได้ทรงทำเช่นนี้  ในช่วงระยะนี้ของพระราชกิจ พระเจ้าเสด็จมาอย่างเงียบเชียบและไร้สุ้มเสียง โดยไม่มีพิธีการใดๆ และไม่เหมือนกับมนุษย์ที่พยายามทำให้ผู้อื่นรับรู้ถึงการมีอยู่ของตนเมื่อใดก็ตามที่พวกเขาพอจะมีความสามารถขึ้นมา พระเจ้าจะไม่ทรงต้องการประกาศต่อโลกว่า “เราอยู่ที่นี่ เราคือพระเจ้าพระองค์เอง!”  พระเจ้าไม่ได้ตรัสถ้อยคำเช่นนี้เพื่อพระองค์เองแม้แต่คำเดียว แต่ทรงประสูติในคอกสัตว์อย่างเงียบเชียบ  นอกจากนักปราชญ์สามคนที่มานมัสการพระเจ้าแล้ว ช่วงชีวิตที่เหลือขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าก็เต็มไปด้วยความยากลำบากและความทุกข์ ซึ่งสิ้นสุดลงเมื่อพระองค์ทรงถูกตรึงกางเขนเท่านั้น  พระเจ้าทรงได้รับพระสิริและทรงให้อภัยบาปของมนุษย์—นี่หมายความว่าพระองค์ทรงปฏิบัติกิจการอันยิ่งใหญ่สำหรับมวลมนุษย์เพราะพระองค์ทรงช่วยเหลือผู้คนให้หลุดพ้นจากบาปและทะเลแห่งความทุกข์ และพระองค์ทรงเป็นพระผู้ไถ่ของมวลมนุษย์  ดังนั้น จึงมีเหตุผลที่พระเจ้าควรจะได้เพลิดเพลินกับการนมัสการ ความเลื่อมใส และการกราบกรานของมวลมนุษย์  อย่างไรก็ตาม พระเจ้าเสด็จจากไปอย่างเงียบเชียบและไร้สุ้มเสียง ไม่ส่งเสียงใดทั้งสิ้น  ตลอดสองพันปีที่ผ่านมา พระราชกิจของพระเจ้าได้รับการเผยแผ่มาโดยตลอด  กระบวนการของการเผยแผ่นี้เต็มไปด้วยความยากลำบาก การหลั่งเลือด และการกล่าวโทษ รวมถึงการว่าร้ายของมวลมนุษย์ทั้งปวง  แต่ไม่ว่ามวลมนุษย์จะมีท่าทีอย่างไรต่อพระเจ้า พระองค์ก็ยังทรงแสดงความจริงต่อไปและไม่เคยล้มเลิกพระราชกิจแห่งการช่วยมนุษย์ให้รอดของพระองค์  ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงสองพันปีนี้ พระเจ้าไม่เคยทรงใช้พระวจนะที่ชัดเจนเพื่อประกาศพระองค์เอง เพื่อตรัสว่าองค์พระเยซูเจ้าคือเนื้อหนังที่พระองค์ทรงบังเกิด และมวลมนุษย์ควรนมัสการและยอมรับพระองค์  พระเจ้าเพียงทรงใช้วิธีการที่เรียบง่ายที่สุด โดยทรงส่งบรรดาข้ารับใช้ของพระองค์ไปประกาศข่าวประเสริฐเรื่องราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ยังทุกชาติและทุกสถานที่ เพื่อให้ผู้คนมากขึ้นได้กลับใจ มาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และยอมรับความรอดของพระองค์ แล้วจึงได้รับการให้อภัยบาปของพวกเขา  พระเจ้าไม่เคยทรงใช้พระวจนะที่เกินความจำเป็นเพื่อตรัสว่าพระองค์คือพระเมสสิยาห์ที่กำลังเสด็จมา ในทางกลับกัน พระองค์ทรงพิสูจน์ผ่านข้อเท็จจริงว่าทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำคือพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เอง ความรอดขององค์พระเยซูเจ้าคือความรอดของพระเจ้าเอง องค์พระเยซูเจ้าทรงไถ่มวลมนุษย์ทั้งปวง และพระองค์คือพระเจ้าพระองค์เอง  ในการบังเกิดในเนื้อหนังในปัจจุบัน พระเจ้าเสด็จมาท่ามกลางผู้คนด้วยลักษณะและรูปลักษณ์เดียวกัน  การที่พระเจ้าเสด็จมาในเนื้อหนังเป็นพรที่ยิ่งใหญ่สำหรับมวลมนุษย์ เป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่ง และยิ่งไปกว่านั้น นี่คือความโชคดีของมวลมนุษย์  แต่สำหรับพระเจ้าพระองค์เอง การนี้หมายความว่าอย่างไร?  นี่คือสิ่งที่เจ็บปวดที่สุด  พวกเจ้าสามารถเข้าใจเรื่องนี้ได้หรือไม่?  แก่นแท้ของพระเจ้าคือพระเจ้า  พระเจ้าผู้ทรงมีอัตลักษณ์ของพระเจ้า ทรงไร้ซึ่งความโอหังโดยเนื้อแท้ และในทางกลับกัน พระองค์ทรงสัตย์ซื่อ บริสุทธิ์ และชอบธรรม  การเสด็จมาท่ามกลางมวลมนุษย์ทำให้พระองค์ทรงต้องเผชิญกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามนานาประการของมนุษย์ ซึ่งหมายความว่าผู้คนทั้งปวงที่พระองค์ทรงปรารถนาที่จะช่วยให้รอดล้วนเป็นผู้ที่พระองค์ทรงเกลียดชังและพบว่าน่ารังเกียจ  พระเจ้าทรงไร้ซึ่งอุปนิสัยที่โอหัง ความเลวร้าย และความหลอกลวง พระองค์ทรงรักสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก พระองค์ทรงชอบธรรมและบริสุทธิ์ แต่สิ่งที่พระองค์ทรงเผชิญคือกลุ่มมนุษย์ที่ตรงกันข้ามและเป็นปรปักษ์กับแก่นแท้ของพระองค์อย่างแท้จริง  พระเจ้าทรงมอบสิ่งใดมากที่สุด?  ความรัก ความอดทน ความกรุณา และความอดกลั้นของพระองค์  ความรัก ความกรุณา และความอดกลั้นของพระเจ้าคือความถ่อมพระทัยและความซ่อนเร้นของพระองค์  มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามคิดว่า “พระเจ้าทรงพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ ทรงได้รับพระสิริที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ และพระองค์ก็ทรงมีอธิปไตยเหนือสิ่งต่างๆ มากมาย แล้วทำไมพระองค์ถึงไม่ทรงป่าวประกาศหรือเปิดเผยพระองค์เองล่ะ?”  สำหรับมนุษย์แล้ว เรื่องนี้ดูเหมือนง่ายดายราวกับการดีดนิ้ว เมื่อพวกเขาทำสิ่งที่ดีหนึ่งสิ่ง พวกเขาจะพูดเกินจริงไปสิบเท่า เมื่อพวกเขาทำความดีเพียงเล็กน้อย พวกเขาจะขยายความไปสองหรือสามเท่า ขยายความไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และคิดว่ายิ่งลงรายละเอียดมากเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น  แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในแก่นแท้ของพระเจ้า  ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงทำสิ่งใดก็ไม่มีสิ่งที่มนุษย์เรียกว่า “การแลกเปลี่ยน” อยู่ในนั้น พระเจ้าไม่ทรงต้องการเรียกร้องสิ่งใด พระองค์ไม่ทรง “แสวงหาค่าตอบแทน” อย่างที่มนุษย์เรียกกัน  พระเจ้าไม่ทรงมีความอยากมีสถานะเหมือนที่มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามอยากมี พระองค์ไม่ได้ตรัสว่า “เราคือพระเจ้า เราทำสิ่งที่เราต้องการ และไม่ว่าเราจะทำสิ่งใด พวกเจ้าต้องจดจำความดีของเรา พวกเจ้าต้องเก็บสิ่งที่เราทำไว้ในใจและจดจำเราไว้เสมอ”  พระเจ้าทรงไร้ซึ่งแก่นแท้ประเภทนี้อย่างแท้จริง พระองค์ไม่ทรงมีความทะเยอทะยาน พระองค์ไม่ทรงมีอุปนิสัยที่โอหังของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม และพระองค์ก็ไม่ทรงประกาศพระองค์เอง  บางคนกล่าวว่า “หากพระองค์ไม่ทรงประกาศพระองค์เอง ผู้คนจะรู้ได้อย่างไรว่าพระองค์คือพระเจ้า?  พวกเขาจะเห็นได้อย่างไรว่าพระองค์ทรงมีสถานะของพระเจ้า?”  ไม่จำเป็นเลย นี่คือสิ่งที่แก่นแท้ของพระเจ้าสามารถสัมฤทธิ์ได้  พระเจ้าทรงมีแก่นแท้ของพระเจ้า ไม่ว่าพระองค์จะทรงถ่อมพระทัยและซ่อนเร้นเพียงใด พระองค์จะทรงพระราชกิจอย่างลับๆ เพียงใด พระองค์จะทรงแสดงความกรุณาและความอดกลั้นต่อมวลมนุษย์เพียงใด ผลลัพธ์สุดท้ายจากพระวจนะ พระราชกิจ การกระทำ และอื่นๆ ของพระองค์ที่มีต่อผู้คนย่อมต้องเป็นการที่มนุษย์ผู้ทรงสร้างยอมรับอธิปไตยของพระผู้สร้าง กราบกรานและนมัสการพระผู้สร้าง รวมถึงเต็มใจนบนอบอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระผู้สร้าง  สิ่งนี้ถูกกำหนดโดยแก่นแท้ของพระเจ้า  และสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ไม่สามารถสัมฤทธิ์ได้ก็คือสิ่งนี้เอง  พวกเขามีความทะเยอทะยานและความอยาก ตลอดจนมีอุปนิสัยที่โอหัง ชั่วช้า และเลวร้าย พวกเขาไร้ซึ่งความจริง แต่กระนั้นพวกเขาก็ยังต้องการครอบครองและควบคุมผู้คน และทำให้ผู้คนนบนอบและนมัสการพวกเขา  เมื่อตัดสินจากแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาเป็นคนเลวมิใช่หรือ?  ศัตรูของพระคริสต์แก่งแย่งประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรกับพระองค์ พระเจ้าจะทรงแก่งแย่งกับพวกเขาหรือไม่?  พระเจ้าทรงมีแก่นแท้นี้หรือไม่?  พระเจ้าทรงได้รับการนมัสการและการนบนอบจากมนุษย์ผู้ทรงสร้างด้วยการแก่งแย่งมาใช่หรือไม่?  (ไม่ใช่)  พระองค์ทรงได้รับสิ่งนั้นมาได้อย่างไร?  สิ่งมีชีวิตทรงสร้างถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้า มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงทราบว่ามวลมนุษย์ต้องการสิ่งใด ควรมีสิ่งใด และมวลมนุษย์ควรดำเนินชีวิตอย่างไร  ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าคนคนหนึ่งสร้างเครื่องจักรขึ้นมา  มีเพียงผู้ประดิษฐ์เครื่องจักรนี้เท่านั้นที่รู้ถึงข้อบกพร่องและข้อเสีย และรู้วิธีซ่อมแซมมัน ใครก็ตามที่พยายามทำเครื่องจักรปลอมขึ้นมา  ในทำนองเดียวกัน มวลมนุษย์ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้า มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงทราบว่าผู้คนต้องการสิ่งใด มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงสามารถช่วยมวลมนุษย์ให้รอดได้ และมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงสามารถเปลี่ยนแปลงมนุษย์ที่เสื่อมทรามให้กลายเป็นมนุษย์ที่แท้จริงได้  พระเจ้าทรงทำทั้งหมดนี้ไม่ใช่ด้วยสิทธิอำนาจของพระองค์ ไม่ใช่ด้วยการประกาศพระองค์เอง การหาเหตุผลอันชอบธรรมให้พระองค์เอง หรือด้วยการปราบปราม การชักพาให้หลงผิด หรือการควบคุมผู้คน พระเจ้าไม่ทรงใช้วิธีการและหนทางเหล่านี้ มีเพียงซาตานและศัตรูของพระคริสต์เท่านั้นที่ทำเช่นนั้น

หลังจากสามัคคีธรรมมามากมาย พวกเจ้าเข้าใจความถ่อมพระทัยและความซ่อนเร้นของพระเจ้าว่าอย่างไร?  ความถ่อมพระทัยและความซ่อนเร้นของพระเจ้าคืออะไร?  ความซ่อนเร้นคือการจงใจปกปิดอัตลักษณ์ของพระองค์ การจงใจซ่อนเร้นแก่นแท้และสภาวการณ์ที่แท้จริงของพระองค์ใช่หรือไม่?  (ไม่ใช่)  ความถ่อมพระทัยเป็นสิ่งที่แสร้งทำขึ้นมาอย่างไม่เป็นธรรมชาติใช่หรือไม่?  นี่คือการยับยั้งตนเองใช่หรือไม่?  นี่คือการเสแสร้งใช่หรือไม่?  (ไม่ใช่)  บางคนกล่าวว่า “พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง ผู้ที่มีสถานะสูงส่งเช่นนี้จะสวมใส่เสื้อผ้าธรรมดาๆ เช่นนี้ได้อย่างไร?”  เราบอกว่าเราเป็นเพียงคนธรรมดา ใช้ชีวิตธรรมดา ทุกสิ่งเกี่ยวกับเราล้วนธรรมดา แล้วเหตุใดเราจึงสวมใส่เสื้อผ้าธรรมดาไม่ได้เล่า?  บางคนกล่าวว่า “พระองค์ทรงเป็นพระคริสต์ เป็นพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง  สถานะของพระองค์นั้นสูงส่ง—อย่าทรงด้อยค่าพระองค์เองเลย”  เรากล่าวว่า ด้อยค่าอะไรหรือ?  เราไม่ได้ให้ค่าตัวเองสูงเกินไปหรือด้อยค่าตัวเราเอง เราก็คือเรา เราทำสิ่งที่เราควรทำ และเราพูดสิ่งที่เราควรพูด—นั่นผิดตรงไหนหรือ?  การให้ค่าสูงเกินไปและการด้อยค่าต่างก็ไม่ถูกต้อง การให้ค่าสูงเกินไปคือความโอหัง การด้อยค่าคือการเสแสร้งและความหลอกลวง  บางคนกล่าวว่า “พระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังควรมีกิริยาท่าทางแบบคนดัง อีกทั้งคำตรัสและพฤติกรรมของพระองค์ก็ควรจะสง่างาม  ดูทรงผม เสื้อผ้า และการแต่งหน้าของผู้หญิงเก่งในสังคมเหล่านั้นสิ นั่นต่างหากคือคนที่มีสถานะ นั่นต่างหากคือคนที่ผู้คนยกย่อง!”  เราบอกว่า สถานะคืออะไร?  การที่ผู้คนยกย่องเรานั้นสำคัญอย่างไร?  เราไม่ใส่ใจสิ่งนั้น หากเจ้ายกย่องเรา เราย่อมรู้สึกว่าสิ่งนี้น่ารังเกียจและชวนให้คลื่นไส้  เก็บความยกย่องของเจ้าไว้เถิด  คนอื่นๆ กล่าวว่า “ดูผู้ประกอบการหญิงในสังคมเหล่านั้นสิ พวกเธอแต่งตัวสูงศักดิ์และสง่างามมาก  มองแวบเดียวก็เห็นได้ว่าพวกเธอเป็นคนมีอำนาจ เป็นบุคคลชั้นนำ—ทำไมพระองค์ไม่ทรงเรียนรู้จากพวกเธอล่ะ?”  เหตุใดเราต้องเรียนรู้สิ่งที่เราไม่ชอบเล่า?  เราใส่เสื้อผ้าที่สมกับอายุของเรา เหตุใดเราจึงต้องเสแสร้ง?  เหตุใดเราจึงต้องเรียนรู้จากคนอื่น?  เราก็คือเรา เราจะเสแสร้งไปเพื่อใคร?  นั่นคือการหลอกลวงมิใช่หรือ?  บอกเราทีเถิดว่า พระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังควรมีสภาพเสมือนสิ่งใด ควรมีรูปลักษณ์ คำตรัส และพฤติกรรมแบบใดจึงจะคู่ควรกับอัตลักษณ์ของพระองค์?  พวกเจ้ามีมาตรฐานสำหรับเรื่องนี้หรือไม่?  พวกเจ้าต้องมีแน่ มิฉะนั้น พวกเจ้าคงจะไม่มองพระคริสต์ในหนทางเช่นนั้น  เรามีมาตรฐานของเรา—มาตรฐานของเราเกินขอบเขตของหลักธรรมความจริงหรือไม่?  (ไม่)  เหตุใดบางคนจึงมีมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับสิ่งที่เราสวมใส่หรือกินอยู่เสมอ คอยด่วนสรุปเกี่ยวกับเราและกำหนดเราอยู่ตลอดเวลา—การนั่นน่ารังเกียจมิใช่หรือ?  เหตุใดพวกเขาจึงมองเราเช่นนี้?  ในสายตาของพวกเขา ไม่ว่าพระคริสต์จะทรงทำสิ่งใดก็ผิดไปหมด ทั้งหมดล้วนเป็นลบ มักจะมีอะไรไม่ชอบมาพากลอยู่เสมอ  พวกเขาช่างเลวร้ายเหลือเกิน!  เมื่อตัดสินจากอัตลักษณ์มากมายที่แตกต่างกัน มุมมองมากมายที่แตกต่างกันของพระเจ้า—ตั้งแต่พระวิญญาณของพระเจ้า แก่นแท้ของพระเจ้าพระองค์เอง ไปจนถึงความเป็นมนุษย์ของพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง—ภายในแก่นแท้ของพระเจ้านั้นไม่มีความโอหังหรือความทะเยอทะยานและความอยากใดๆ ของซาตานอยู่เลย นับประสาอะไรกับสิ่งที่มนุษย์เรียกว่าแรงขับเคลื่อนเพื่อสถานะ  นอกจากแก่นแท้ของพระเจ้าพระองค์เองแล้ว ลักษณะที่โดดเด่นที่สุดของสิ่งที่พระเจ้าทรงมี ตั้งแต่พระวิญญาณของพระเจ้าไปจนถึงเนื้อหนังที่พระองค์ทรงบังเกิด ก็คือความถ่อมพระทัยและความซ่อนเร้นของพระองค์  ความถ่อมพระทัยนี้ไม่ใช่เรื่องเสแสร้ง ความซ่อนเร้นนี้ไม่ใช่การจงใจหลบเลี่ยง นี่คือแก่นแท้ของพระเจ้า นี่คือพระเจ้าพระองค์เอง  ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงอยู่ในโลกวิญญาณหรือทรงประสูติเป็นมนุษย์ แก่นแท้ของพระองค์ก็ไม่เปลี่ยนแปลง  อ้างอิงจากเรื่องนี้ หากใครบางคนไม่สามารถเห็นได้ว่าพระคริสต์ผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังทรงมีแก่นแท้ของพระเจ้า พวกเขาเป็นคนประเภทใด?  พวกเขาไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ พวกเขาคือผู้ไม่เชื่อ  หากผู้คนดูที่แก่นแท้แห่งความถ่อมพระทัยและความซ่อนเร้นของพระเจ้า พวกเขาย่อมจะคิดว่า “พระเจ้าทรงดูไม่มีสิทธิอำนาจที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้น  การกล่าวว่าพระเจ้าทรงมหิทธิฤทธิ์ดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือนัก หากกล่าวว่าพระเจ้าทรงฤทธานุภาพย่อมจะปลอดภัยกว่า  ในเมื่อพระองค์ไม่ทรงมีสิทธิอำนาจที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้น พระองค์จะทรงครองอธิปไตยเหนือมวลมนุษย์ได้อย่างไร?  ในเมื่อพระองค์ไม่เคยทรงแสดงสถานะและอัตลักษณ์ของพระเจ้า พระองค์จะทรงเอาชนะซาตานได้หรือ?  ว่ากันว่าพระเจ้าทรงมีพระปัญญา—พระปัญญาสามารถตัดสินทุกสิ่งได้หรือ?  สิ่งใดยิ่งใหญ่กว่ากัน ระหว่างพระปัญญาหรือมหิทธานุภาพ?  พระปัญญาสามารถครอบงำมหิทธานุภาพได้หรือ?  พระปัญญาสามารถมีอิทธิพลต่อมหิทธานุภาพได้หรือ?”  ผู้คนครุ่นคิดเรื่องนี้ แต่ไม่อาจเข้าใจหรือมองเรื่องนี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง  บางคนเก็บงำความกังขาบางอย่างไว้ในใจ แล้วพวกเขาก็ค่อยๆ ย่อยความสงสัยเหล่านั้น เสาะแสวงและพยายามทำความเข้าใจเรื่องนี้ผ่านประสบการณ์ของตนอย่างต่อเนื่อง และพวกเขาก็เกิดวามรู้เชิงประจักษ์บางอย่างขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว  หลังจากกังขาในแก่นแท้ของพระเจ้าในแง่มุมทั้งหมดนี้ การสำแดงทั้งหมดนี้ และการกระทำทั้งหมดของพระองค์ มีเพียงศัตรูของพระคริสต์ที่ไม่เพียงไม่เข้าใจว่านี่คือความถ่อมพระทัยและความซ่อนเร้นของพระเจ้า ว่านี่คือสิ่งที่ควรค่าที่จะรักเกี่ยวกับพระเจ้าเท่านั้น แต่ในทางกลับกัน พวกเขากลับมีความกังขาเกี่ยวกับพระเจ้ามากขึ้นและมีการกล่าวโทษพระเจ้าที่รุนแรงยิ่งขึ้น  พวกเขากังขาในอธิปไตยของพระเจ้าเหนือสรรพสิ่ง พวกเขากังขาเรื่องที่พระเจ้าสามารถเอาชนะซาตานได้ พวกเขากังขาเรื่องที่พระเจ้าสามารถช่วยมวลมนุษย์ให้รอดได้ พวกเขากังขาเรื่องที่แผนการบริหารจัดการหกพันปีของพระเจ้าจะสามารถเสร็จสมบูรณ์ได้อย่างสำเร็จลุล่วง และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขากังขาในข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าจะทรงปรากฏต่อกลุ่มชนมากมายนับไม่ถ้วนพร้อมการถวายพระสิริแด่พระองค์  หลังจากสงสัยในสิ่งเหล่านี้แล้วพวกเขาทำอย่างไร?  พวกเขาไม่ยอมรับสิ่งเหล่านี้  ดังนั้น ศัตรูของพระคริสต์จึงกล่าวว่า “ความถ่อมพระทัยและความซ่อนเร้นของพระคริสต์ไม่มีความหมายอะไรเลย สิ่งเหล่านั้นไม่คู่ควรแก่การสรรเสริญหรือการยกย่อง และสิ่งเหล่านั้นก็ไม่ใช่แก่นแท้ของพระเจ้า  ความถ่อมพระทัยและความซ่อนเร้นเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าทรงมี ความถ่อมพระทัยและความซ่อนเร้นของพระคริสต์เป็นการสำแดงถึงความไร้ความสามารถของพระองค์  ในโลกนี้ ตราบใดที่ใครสักคนมีสถานะสักหน่อย พวกเขาก็จะได้รับการสวมมงกุฎให้เป็นกษัตริย์ ขุนนาง หรือจักรพรรดิ  พระคริสต์ได้ทรงสถาปนาอาณาจักรของพระองค์และมีผู้ติดตามมากมาย และในเวลาเดียวกัน งานข่าวประเสริฐก็กำลังเผยแผ่ไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง—นั่นก็หมายความว่าอำนาจของพระคริสต์กำลังเพิ่มขึ้นไม่ใช่หรือ?  แต่เมื่อตัดสินจากการกระทำของพระองค์ พระองค์ไม่ได้ตั้งพระทัยที่จะขยายอำนาจของ หรือครอบครองอำนาจเช่นนั้น  นี่ราวกับว่าพระองค์ไม่ทรงมีความสามารถที่จะครอบครองอำนาจนี้ ที่จะครอบครองอาณาจักรของพระคริสต์  ถ้าอย่างนั้น ฉันจะได้รับพรจากการติดตามเขาหรือ?  ฉันจะกลายเป็นนายของยุคหน้าได้หรือ?  ฉันจะปกครองเหนือประชาชาติและชนชาตินับไม่ถ้วนได้หรือ?  พระองค์จะสามารถทำลายโลกเก่านี้ มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามนี้ได้หรือ?  ดูจากรูปลักษณ์ธรรมดาๆ ของพระคริสต์แล้ว เขาจะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้สำเร็จได้อย่างไร?”  ความกังขาเช่นนี้เกิดขึ้นในหัวใจของศัตรูของพระคริสต์เสมอ  ความถ่อมพระทัยและความซ่อนเร้นของพระคริสต์เป็นสิ่งที่มนุษย์ผู้เสื่อมทรามทั้งปวง โดยเฉพาะศัตรูของพระคริสต์ ไม่สามารถยอมรับ เห็นชอบ หรือมองเห็นได้ ศัตรูของพระคริสต์มองว่าความถ่อมพระทัยและความซ่อนเร้นของพระเจ้าเป็นหลักฐานสำหรับความกังขาที่พวกเขามีเกี่ยวกับอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้า เป็นหลักฐานและข้อได้เปรียบในการไม่ยอมรับสิทธิอำนาจของพระเจ้า และด้วยเหตุนี้จึงไม่ยอมรับอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้า รวมถึงแก่นแท้ของพระคริสต์  หลังจากไม่ยอมรับแก่นแท้ของพระคริสต์แล้ว ศัตรูของพระคริสต์ก็เริ่มต่อต้านประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรภายในเขตอำนาจของตนโดยไร้ซึ่งความเมตตา ไร้ซึ่งความผ่อนปรน และไร้ซึ่งความหวาดกลัว และในเวลาเดียวกัน พวกเขาก็ไม่ได้ปฏิเสธหรือสงสัยในความสามารถ ทักษะ หรือความทะเยอทะยานของตนเองเลยแม้แต่น้อย  ภายในขอบข่ายอิทธิพลของพวกเขา ภายในขอบข่ายที่พวกเขาสามารถกระทำการได้ ศัตรูของพระคริสต์ได้ยื่นกรงเล็บของตนออกไปควบคุมคนที่พวกเขาสามารถควบคุมได้ และชักพาคนที่พวกเขาสามารถทำได้ให้หลงผิด พวกเขาไม่คำนึงถึงพระคริสต์และพระเจ้าโดยสิ้นเชิง ตัดขาดกับพระเจ้า พระคริสต์ และพระนิเวศของพระเจ้าโดยสมบูรณ์

สำหรับประเด็นที่เกี่ยวกับวิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อความถ่อมพระทัยและความซ่อนเร้นของพระคริสต์นี้ โดยหลักแล้วพวกเรากำลังสามัคคีธรรมถึงเรื่องใด?  ความถ่อมพระทัยและความซ่อนเร้นของพระเจ้า—ที่ผู้คนพึงเข้าใจ—ในสายตาของศัตรูของพระคริสต์นั้นเป็นภาวะที่ได้เปรียบที่สุดในการทำสิ่งที่พวกเขาต้องการและในการสถาปนาอาณาจักรอิสระในพระนิเวศของพระเจ้า  พระเจ้าทรงซ่อนเร้นอยู่ในเนื้อหนัง และช่วงระยะนี้ของพระราชกิจในยุคสุดท้ายก็มีรูปแบบแตกต่างไปจากในยุคพระคุณ  ถึงแม้ว่าพระเจ้าจะไม่ทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ในช่วงระยะนี้ แต่พระองค์ก็ได้ตรัสพระวจนะมากกว่าเดิม มากกว่าจนนับไม่ถ้วน  ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงพระราชกิจอย่างไร ตราบใดที่พระองค์ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง ความอดสูอย่างใหญ่หลวงก็ย่อมมาพร้อมกับการที่พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์  มีเพียงพระเจ้า ผู้ทรงมีแก่นแท้แห่งเทวสภาพเช่นนี้เท่านั้นที่สามารถถ่อมพระทัยและซ่อนเร้นพระองค์เองได้อย่างแท้จริงเพื่อกลายเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งมาปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ เพราะพระองค์ทรงมีแก่นแท้แห่งความถ่อมพระทัยและความซ่อนเร้น  ในทางตรงกันข้าม ซาตานไม่สามารถทำเช่นนี้ได้อย่างแน่นอน  ซาตานจะสวมใส่เนื้อหนังประเภทใดเพื่อทำงานท่ามกลางมนุษย์?  ประการแรก ซาตานคงจะมีรูปลักษณ์ที่น่าเกรงขาม และมันคงจะชั่วช้า หลอกลวง และเลวร้าย แล้วก็ต้องเชี่ยวชาญกลยุทธ์และกลวิธีต่างๆ เพื่อปั่นหัวและบงการผู้คน พร้อมทั้งมีเล่ห์เหลี่ยมหลอกลวงนานาประการ มันต้องอำมหิตและมุ่งร้ายมากพอ  ซาตานต้องทำให้ผู้คนมองเห็นตนเองอยู่ตลอดเวลา และทำให้ตนเองเป็นจุดสนใจในทุกที่เพราะกลัวว่าจะมีคนไม่รู้จักมัน ทั้งยังต้องพยายามเพิ่มชื่อเสียงและป่าวประกาศตนเองอยู่เสมอ  ในที่สุดเมื่อผู้คนเรียกมันว่ากษัตริย์หรือจักรพรรดิ มันก็จะพึงพอใจ  สิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้นตรงกันข้ามกับสิ่งที่ซาตานทำอย่างสิ้นเชิง  พระเจ้าทรงใช้ความอดทนและทรงซ่อนเร้นอยู่เสมอ และในขณะที่พระองค์ทรงทำเช่นนี้ พระองค์ก็ทรงทำให้พระวจนะและพระชนม์ชีพองพระองค์เข้าไปในตัวผู้คน โดยใช้ความเมตตาอันเปี่ยมรักของพระผู้สร้าง เพื่อให้ผู้คนสามารถเข้าใจความจริง ได้รับการช่วยให้รอด และกลายเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่แท้จริงผู้มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติและมีชีวิตมนุษย์ที่ปกติ  ถึงแม้ว่าสิ่งที่พระเจ้าทรงทำจะประเมินค่าไม่ได้สำหรับมวลมนุษย์ แต่พระเจ้าก็ทรงถือว่านั่นเป็นหน้าที่รับผิดชอบของพระองค์เอง  ดังนั้น พระองค์จึงทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังด้วยพระองค์เอง และทรงจัดเตรียม ช่วยเหลือ เกื้อหนุน ให้ความรู้แจ้ง และให้ความกระจ่างแก่ผู้คนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยประดุจมารดาหรือบิดา  แน่นอนว่าพระองค์ยังทรงตีสอน พิพากษา สั่งสอน และบ่มวินัยผู้คนด้วย ทรงเฝ้าดูพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปวันแล้ววันเล่า ใช้ชีวิตคริสตจักรที่ปกติวันแล้ววันเล่า และเติบโตในชีวิตวันแล้ววันเล่า  ดังนั้น ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำจึงเป็นความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก  ในหมู่มวลมนุษย์ มนุษย์สรรเสริญราคาที่พระเจ้าทรงจ่าย ฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ และพระสิริของพระองค์ แต่ในพระวจนะของพระเจ้า พระองค์เคยตรัสกับผู้คนเมื่อใดว่า “เราได้ทำสิ่งนี้และสิ่งนั้นเพื่อมวลมนุษย์ เราได้พลีอุทิศไปมากมาย ผู้คนต้องยกย่องและสรรเสริญเรา”?  พระเจ้าทรงมีข้อเรียกร้องเช่นนี้ต่อมวลมนุษย์หรือไม่?  ไม่มี  นี่คือพระเจ้าพระองค์เอง  พระเจ้าไม่เคยทรงใช้เงื่อนไขทั้งหลายเพื่อทำการแลกเปลี่ยนกับผู้คน โดยตรัสว่า “เราได้ส่งพระคริสต์ไปอยู่ท่ามกลางพวกเจ้า พวกเจ้าต้องปฏิบัติต่อพระองค์ให้ดี ฟังพระวจนะของพระองค์ นบนอบพระองค์ และติดตามพระองค์  อย่าก่อให้เกิดการก่อกวนหรือการขัดขวาง จงทำสิ่งใดก็ตามที่พระองค์ทรงบอกให้พวกเจ้าทำ ทำในวิธีที่พระองค์ทรงบอกให้พวกเจ้าทำ และเมื่อทุกสิ่งสำเร็จลุล่วง พวกเจ้าทุกคนจะได้รับความดีความชอบ”  พระเจ้าเคยตรัสเช่นนี้หรือไม่?  นี่คือเจตนารมณ์ของพระเจ้าใช่หรือไม่?  ไม่ใช่  ในทางตรงกันข้าม ศัตรูของพระคริสต์คือคนที่มักจะพยายามใช้วิธีการนานาเพื่อล่อลวง ตีกรอบ ควบคุม และเชี่ยวชาญทุกอย่างเกี่ยวกับผู้คนเพื่อทำให้ผู้คนละทิ้งพระเจ้ามาอยู่เบื้องหน้าพวกเขาเอง  ศัตรูของพระคริสต์คือคนที่ป่าวประกาศและแจ้งให้ทราบไปทั่วทุกที่ในยามที่พวกเขาทำความดีเพียงเล็กน้อย  ศัตรูของพระคริสต์ไม่เพียงไม่สามารถเข้าใจ ยอมรับ สรรเสริญ หรือยกย่องความถ่อมพระทัยและความซ่อนเร้นของพระเจ้าได้เท่านั้น แต่พวกเขายังดูหมิ่นและหมิ่นประมาทสิ่งเหล่านี้อีกด้วย  นี่คือสิ่งที่ถูกกำหนดโดยแก่นนิสัยของศัตรูของพระคริสต์

วันนี้ พวกเราได้สามัคคีธรรมถึงการสำแดงสามประการของการที่พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับแก่นแท้ของพระคริสต์  ขอจบสามัคคีธรรมในเรื่องนี้ของพวกเราไว้เพียงเท่านี้  พวกเจ้ามีคำถามใดหรือไม่?  (ไม่มี)  เช่นนั้นก็ลาก่อน!

21 พฤศจิกายน ค.ศ. 2020

เชิงอรรถ:

ก. ผู้พูดภาษาจีนจะใส่คำว่า “เสี่ยว” ไว้หน้าชื่อสกุลของบุคคลที่อายุน้อยกว่าตนเอง

ก่อนหน้า: ประการที่สิบห้า: พวกเขาไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้า และพวกเขาไม่ยอมรับแก่นแท้ของพระคริสต์ (ภาคที่หนึ่ง)

ถัดไป: บทแทรก สี่: สรุปลักษณะนิสัยของพวกศัตรูของพระคริสต์และแก่นนิสัยของพวกเขา (ภาคที่หนึ่ง)

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger