86. คืนวันในคุกพรรคคอมมิวนิสต์จีน

โดย Yang Yi, ประเทศจีน

ฉันเป็นคริสเตียนของคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และฉันเป็นผู้ติดตามพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์มามากกว่าสิบปีแล้ว  ระหว่างเวลานี้ สิ่งหนึ่งที่ฉันจะไม่มีวันลืมก็คือความทุกข์ลำบากที่น่ากลัวตอนที่ฉันถูกตำรวจพรรคคอมมิวนิสต์จีนจับกุมเมื่อทศวรรษก่อน  ย้อนไปตอนนั้น แม้ฉันจะถูกพวกปีศาจชั่วทรมานและเหยียบย่ำ และจวนเจียนจะถึงแก่ความตายอยู่หลายครั้ง พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ก็ทรงใช้พระหัตถ์อันทรงพลังของพระองค์เพื่อทรงนำและปกป้องคุ้มครองฉัน เพื่อนำฉันกลับมาสู่ชีวิต และคืนกลับฉันสู่ความปลอดภัย...  ผ่านสิ่งนี้ ฉันได้รับประสบการณ์พลังเหนือชีวิตและความยิ่งใหญ่ของพลังชีวิตของพระเจ้าอย่างแท้จริง และได้รับความมั่งคั่งแห่งชีวิตอันล้ำค่าที่พระเจ้าทรงให้เกียรติฉันอย่างเป็นทางการ

ตอนนั้นคือวันที่ 23 มกราคม ปี ค.ศ. 2004 (วันที่สองของปีใหม่จีน) ฉันจำเป็นต้องไปเยี่ยมพี่น้องหญิงคนหนึ่งจากคริสตจักร เพราะเธอกำลังมีปัญหาและต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน  เนื่องจากเธอพักอาศัยอยู่ไกลออกไป ฉันจึงต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเรียกแท็กซี่ จะได้กลับมาในวันเดียวกัน  ฉันออกจากบ้านตอนฟ้าสางพอดี  บนถนนแทบไม่มีใครเลย มีเพียงคนงานเก็บกวาดขยะเท่านั้น  ฉันมองหาแท็กซี่อย่างวิตกกังวล แต่ก็ไม่มีมาสักคัน  ฉันไปที่จุดเรียกแท็กซี่เพื่อรอและก้าวลงไปบนถนนเพื่อเรียกคันหนึ่งที่ฉันเห็นขับผ่านมา—แต่ปรากฏว่ามันเป็นรถของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม  พวกเขาถามฉันว่าโบกเรียกทำไม  “ขอโทษค่ะ ฉันเข้าใจผิดว่าคุณเป็นแท็กซี่” ฉันพูด  “เราคิดว่าคุณกำลังติดโปสเตอร์ผิดกฎหมาย” พวกเขาตอบ  “คุณเห็นฉันทำแบบนั้นเหรอคะ โปสเตอร์ที่ฉันกำลังติดมันอยู่ที่ไหนล่ะ” ฉันพูด  โดยไม่ให้โอกาสฉันแก้ต่างให้ตัวเอง พวกเขาสามคนก็ปรี่ตรงมาใช้กำลังค้นกระเป๋าฉัน  พวกเขาค้นทุกอย่างในกระเป๋าฉัน—หนังสือคำเทศนา สมุดจด กระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์มือถือ และเพจเจอร์ที่ฉันไม่ใช้แล้ว และของอื่นอีก  แล้วพวกเขาก็ตรวจดูหนังสือคำเทศนาและสมุดจดอย่างละเอียด  เมื่อเห็นว่าในกระเป๋าของฉันไม่มีโปสเตอร์ พวกเขาก็หยิบหนังสือเทศนาขึ้นมาแล้วพูดว่า: “คุณอาจจะไม่ได้กำลังติดโปสเตอร์ผิดกฎหมาย แต่คุณเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์”  ต่อมา พวกเขาก็โทรหาแผนกศาสนาของกองพลความมั่นคงแห่งชาติ  ไม่นานหลังจากนั้น คนจากกองพลความมั่นคงแห่งชาติสี่คนก็มาถึง  พวกเขารู้ว่าฉันเป็นผู้เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทันทีที่พวกเขาเห็นสิ่งของในกระเป๋าฉัน  โดยไม่ให้ฉันได้พูดอะไร พวกเขายัดฉันเข้าไปในรถของพวกเขา แล้วล็อกประตูไม่ให้ฉันหนีไปได้

เมื่อเราไปถึงสำนักงานความมั่นคงสาธารณะ พวกตำรวจก็นำฉันเข้าไปในห้องห้องหนึ่ง  หนึ่งในนั้นง่วนอยู่กับเพจเจอร์และโทรศัพท์มือถือของฉันเพื่อหาเบาะแส  เขาเปิดโทรศัพท์แต่มันแสดงว่าแบตเตอรี่ต่ำ แล้วแบตเตอร์รี่ก็หมดสนิท  แม้ว่าเขาจะพยายามยังไงก็ไม่สามารถเปิดมันได้  เขาถือโทรศัพท์นั่นไว้ด้วยสีหน้ากังวล  ฉันก็งงเหมือนกันค่ะ—ฉันเพิ่งชาร์จโทรศัพท์ในเช้าวันนั้น  แล้วแบตเตอรี่หมดได้ยังไง?  ทันใดนั้นฉันก็ตระหนักว่าพระเจ้าทรงจัดการเตรียมการสิ่งนี้อย่างอัศจรรย์เพื่อไม่ให้พวกตำรวจเจอข้อมูลเกี่ยวกับพี่น้องชายหญิงคนอื่น  ฉันยังเข้าใจพระวจนะที่พระเจ้าทรงตรัสด้วย: “ไม่ว่าสิ่งใดและทุกสรรพสิ่ง ไม่ว่าที่มีชีวิตอยู่หรือตายแล้วก็ตาม จะเคลื่อนย้าย เปลี่ยนแปลง สร้างขึ้นมาใหม่และปลาสนาการไปตาม พระดำริของพระเจ้า  นี่คือหนทางที่พระเจ้าทรงเป็นประธานเหนือทุกสรรพสิ่ง” (“พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตมนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  ทุกสรรพสิ่งและทุกเหตุการณ์อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าอย่างแท้จริง  ไม่ว่าที่มีชีวิตอยู่หรือตายแล้วก็ตาม ทุกสรรพสิ่งก้าวผ่านความเปลี่ยนแปลงตามพระดำริของพระเจ้า  ในห้วงเวลานี้ ฉันได้รับความเข้าใจที่แท้จริงว่าพระเจ้าทรงครองอำนาจอธิปไตยเหนือและจัดวางเรียบเรียงทุกสรรพสิ่งอย่างไร  ยิ่งไปกว่านั้น ฉันได้รับความมั่นใจที่จำเป็นเพื่อพึ่งพาพระเจ้าเพื่อเผชิญการสอบสวนที่กำลังจะมาถึง  เจ้าหน้าที่ตำรวจชี้ไปที่สิ่งของในกระเป๋าพลางถามฉันอย่างกล่าวหาว่า “ของพวกนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าคุณไม่ใช่สมาชิกคริสตจักรโดยทั่วไป  คุณต้องเป็นหนึ่งในผู้นำอาวุโสที่มีความสำคัญ เพราะผู้นำอ่อนอาวุโสไม่มีเพจเจอร์หรือโทรศัพท์มือถือ ผมพูดถูกไหม?”  “ฉันไม่เข้าใจที่คุณพูดค่ะ” ฉันตอบ  “คุณแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจน่ะสิ!” เขาคำราม แล้วสั่งให้ฉันย่อตัวลงและเริ่มพูด  เมื่อเห็นว่าฉันไม่ทำตาม พวกเขาก็ล้อมฉันแล้วเริ่มเตะต่อยฉัน—ราวกับพวกเขาอยากจะฆ่าฉัน  ทั่วทั้งตัวฉันเจ็บปวดจนแทบทนไม่ได้ ฉันทรุดฮวบลงกับพื้นด้วยใบหน้าที่บวมและโชกเลือด  ฉันโกรธจัด  ฉันอยากคุยกับพวกเขาด้วยเหตุผล เพื่อแก้ข้อกล่าวหาว่า ฉันทำอะไรผิดหรือ?  ทำไมพวกคุณถึงซ้อมฉันแบบนี้?  แต่ฉันไม่มีทางคุยกับพวกเขาด้วยเหตุผลได้ เพราะรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่มีเหตุผล  ฉันสับสน แต่ฉันไม่อยากยอมแพ้ให้การทุบตีของพวกเขา  ตอนที่ฉันทำอะไรไม่ถูกนั้นเอง ทันใดนั้นฉันก็คิดว่าในเมื่อเจ้าหน้าที่ชั่วของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนพวกนี้ไร้เหตุผลอย่างมาก ในเมื่อพวกเขาไม่ยอมให้ฉันพูดเหตุผลสักคำ ฉันก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรกับพวกเขา  ฉันเงียบเอาไว้จะดีกว่า—แบบนั้นฉันจะไม่เป็นประโยชน์ต่อพวกเขา  เมื่อฉันคิดแบบนี้ ฉันก็เลิกสนใจสิ่งที่พวกเขากำลังพูดอยู่  เมื่อเห็นว่าวิธีนี้ไม่ได้ผลกับฉัน พวกตำรวจชั่วก็ฉุนและยิ่งป่าเถื่อนมากขึ้น: พวกเขาเปลี่ยนมาทรมานเพื่อเค้นคำสารภาพ  พวกเขาใส่กุญแจมือฉันกับเก้าอี้โหละที่ขันน็อตติดกับพื้นในตำแหน่งที่ฉันจะนั่งยองลงก็ไม่ได้ ยืนขึ้นก็ไม่ได้  หนึ่งในพวกเขาวางมือข้างที่ไม่ได้ใส่กุญแจมือของฉันลงบนเก้าอี้นั่นแล้วตีมันด้วยรองเท้า จะหยุดก็ต่อเมื่อหลังมือฉันฟกช้ำดำเขียว ในขณะที่อีกคนกระทืบเท้าของฉันด้วยรองเท้าหนังของเขา ซึ่งเป็นตอนที่ฉันประสบความเจ็บปวดแปรบอย่างยิ่งยวดที่ตรงไปยังหัวใจของฉัน  หลังจากนั้น ตำรวจหกหรือเจ็ดคนก็ผลัดกันซ้อมฉัน  หนึ่งในพวกเขามุ่งไปที่ข้อต่อของฉัน และหนีบพวกมันแรงมากจนหนึ่งเดือนต่อมาฉันก็ยังไม่สามารถงอแขนของฉันได้  อีกคนจิกผมฉันแล้วโยกหัวฉันไปมา แล้วดึงผมฉันไปข้างหลังเพื่อให้ฉันเงยหน้าขึ้น  “ดูบนฟ้าสิว่ามีพระเจ้าไหม!” เขาพูดอย่างชั่วร้าย  พวกเขาทำต่อไปจนตกกลางคืน  เมื่อเห็นว่าพวกเขาจะไม่ได้อะไรจากฉัน และเพราะเป็นช่วงตรุษจีน พวกเขาก็เลยส่งฉันตรงไปยังสถานกักกัน

เมื่อฉันไปถึงสถานกักกัน ยามคนหนึ่งสั่งให้นักโทษหญิงคนหนึ่งถอดเสื้อผ้าของฉันออกแล้วโยนลงถังขยะ  แล้วพวกเขาก็ให้ฉันสวมชุดนักโทษกลิ่นเหม็นสกปรก  พวกยามเอาฉันเข้าห้องขังแล้วโกหกนักโทษคนอื่นโดยพูดว่า “เธอพยายามอย่างหนักเพื่อทำให้ครอบครัวคนอื่นแตกแยก  ครอบครัวมากมายพังพินาศเพราะเธอ  เธอเป็นคนโกหก เธอหลอกลวงคนซื่อสัตย์ และก่อกวนความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสาธารณะ...”  ถูกพวกยามหลอกลวงเช่นนี้เอง นักโทษคนอื่นๆ จึงพูดว่าฉันถูกปล่อยง่ายเกินไป และพูดว่าสิ่งเดียวที่เหมาะสำหรับคนเลวแบบฉันก็คือการยิงเป้า!  การได้ยินแบบนั้นทำให้ฉันโมโห—แต่ฉันก็ทำอะไรไม่ได้  ความพยายามของฉันที่จะต่อต้านนั้นสูญเปล่า พวกมันเพียงนำการทรมานและความโหดร้ายมามากขึ้น  ในสถานกักกัน พวกยามให้นักโทษท่องกฎทุกวัน: “สารภาพความผิดและทำตามกฎหมาย  ไม่อนุญาตให้ส่งเสริมให้ผู้อื่นกระทำผิด  ไม่อนุญาตให้ตั้งแก๊ง  ไม่อนุญาตให้ต่อสู้กัน  ไม่อนุญาตให้รังแกหรือสบประมาทผู้อื่น  ไม่อนุญาตให้รายงานเท็จเอาผิดผู้อื่น  ไม่อนุญาตให้เอาอาหารหรือของของผู้อื่น  ไม่อนุญาตให้กลั่นแกล้งผู้อื่น  การรังแกกันในคุกจะต้องถูกปราบปราม  การฝ่าฝืนกฎใดๆ ควรถูกรายงานต่อเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์หรือสายตรวจทันที  คุณต้องไม่ปกปิดความจริงหรือพยายามปกป้องนักโทษที่ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับ และกฎของคุกต้องได้รับการนำไปใช้อย่างมีมนุษยธรรม...”  ในความเป็นจริง พวกยามสนับสนุนให้นักโทษคนอื่นทรมานฉัน อนุญาตให้พวกเธอกลั่นแกล้งฉันทุกวัน: ตอนที่อุณหภูมิติดลบ 8 หรือ 9 องศา พวกเธอทำให้รองเท้าฉันเปียกชุ่ม พวกเธอแอบเทน้ำใส่อาหารของฉัน ตอนค่ำ เวลาที่ฉันหลับ พวกเธอทำให้เสื้อแจ็คเก็ตใยฝ้ายของฉันเปียกชุ่ม พวกเธอให้ฉันนอนข้างโถส้วม และพวกเธอมักจะดึงผ้าห่มของฉันในตอนกลางคืนและดึงผมของฉันเพื่อไม่ให้ฉันนอนหลับ พวกเธอฉกซาลาเปาของฉัน พวกเธอบังคับให้ฉันล้างโถส้วม และกรอกยาที่เหลือของพวกเธอใส่ปากฉัน พวกเธอไม่ให้ฉันถ่ายทุกข์... หากฉันไม่ทำตามที่พวกเธอบอก พวกเธอก็จะรวมหัวกันทุบตีฉัน—และบ่อยครั้งในเวลาแบบนั้น พวกเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์หรือสายตรวจก็จะรีบเดินหนีไปให้พ้นสายตาหรือแสร้งทำเป็นไม่เห็นอะไร บางครั้งพวกเขาถึงขนาดแอบดูอยู่ห่างไปเล็กน้อย  ถ้าพวกนักโทษไม่ได้ทรมานฉันสองสามวัน พวกเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ก็จะกระตุ้นพวกเธอให้ทุบตีฉัน  การทรมานที่โหดร้ายของพวกยามทำให้ฉันเต็มไปด้วยความเกลียดชังพวกเขา  ถ้าฉันไม่ได้เห็นสิ่งนี้ด้วยตาของตัวเองและประสบมันด้วยตัวเอง ฉันก็คงไม่มีทางเชื่อว่ารัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งควรจะเต็มไปด้วยความเมตตากรุณาและศีลธรรม จะสามารถมืดดำ น่ากลัว และเลวร้ายได้ขนาดนี้—ฉันคงไม่มีทางได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของมัน โฉมหน้าที่หลอกลวงและตีสองหน้า  ทั้งหมดที่มันพูดถึง “การรับใช้ประชาชน สร้างสังคมที่มีอารยธรรมและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว”—เหล่านี้เป็นคำโกหกที่ออกแบบมาเพื่อหลอกลวงและตบตาประชาชน พวกมันเป็นวิธีการ อุบาย ในการทำให้ตัวเองดูดีและได้รับการสรรเสริญที่มันไม่ควรได้รับ  ในตอนนั้น ฉันคิดถึงพระวจนะของพระเจ้า: “เช่นนั้นแล้วก็ไม่น่าฉงนนักที่พระเจ้าผู้ทรงจุติมาเป็นมนุษย์ยังคงซ่อนเร้นอย่างสมบูรณ์ กล่าวคือ  ในสังคมมืดเช่นสังคมแห่งนี้ ที่ซึ่งพวกปีศาจไร้ความปรานีและไร้มนุษยธรรม ราชาแห่งพวกมารที่ฆ่าผู้คนโดยไม่แสดงความรู้สึกใดจะสามารถทนยอมรับการดำรงอยู่ของพระเจ้าผู้ทรงดีงาม ทรงเมตตาและยังทรงบริสุทธิ์อีกด้วยได้อย่างไร?  มันจะสามารถปรบมือและแซ่ซ้องกับการเสด็จมาถึงของพระเจ้าได้อย่างไร?  ขี้ข้าพวกนี้!  พวกมันตอบแทนความเมตตาด้วยความเกลียดชัง พวกมันได้ดูถูกเหยียดหยามพระเจ้ามานานแล้ว พวกมันล่วงเกินพระเจ้า พวกมันป่าเถื่อนสุดขีด พวกมันไม่มีการคำนึงถึงพระเจ้าแม้แต่น้อย พวกมันจี้ปล้นและช่วงชิง พวกมันได้สูญเสียมโนธรรมทั้งหมด พวกมันต่อต้านมโนธรรมทั้งหมด และพวกมันทดลองผู้บริสุทธิ์ใจให้เข้าสู่ความสิ้นสำนึกรับรู้  เหล่าบรรพบุรุษแต่โบราณกาลหรือ?  บรรดาผู้นำผู้เป็นที่รักหรือ?  พวกเขาทั้งหมดต่อต้านพระเจ้า!  การก้าวก่ายของพวกเขาได้ทำให้ทุกอย่างภายใต้ฟ้าสวรรค์อยู่ในสภาวะแห่งความมืดและความวุ่นวาย!  เสรีภาพทางศาสนาหรือ?  สิทธิและผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของพลเมืองทั้งหลายหรือ?  สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดเป็นเพทุบายเพื่อปิดบังบาป!” (“งานและการเข้าสู่ (8)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนทำทุกวิถีทางในการทรมานและทำลายฉันเพื่อบังคับให้ฉันปฏิเสธและทรยศพระเจ้า—แต่มันไม่รู้เลยสักนิดว่ายิ่งมันทรมานฉันเท่าไร ฉันก็ยิ่งเห็นโฉมหน้าเยี่ยงมารของมัน อีกทั้งชิงชังและปฏิเสธและไม่ยอมรับมันจากก้นบึ้งของหัวใจฉันมากขึ้นเท่านั้น ฉันเด็ดเดี่ยวมากขึ้นในการติตามพระเจ้า

เมื่อเห็นว่าพวกเขาทำให้ฉันพูดสิ่งที่พวกเขาต้องการได้ พวกเขาใช้วิธีการทุกอย่าง—ไม่ว่าจะเป็นกำลังคน หรือทรัพยากรทางวัตถุและทางการเงิน—ขึ้นเขาลงห้วยเพื่อถามหาข้อพิสูจน์ว่าฉันเป็นผู้เชื่อในพระเจ้า  สามเดือนต่อมา ความพยายามทั้งหมดของพวกเขาสูญเปล่า  สุดท้ายพวกเขาก็ใช้ไพ่ตาย: พวกเขาใช้ผู้ชำนาญการสอบสวน  พูดกันว่าทุกคนที่ถูกนำไปหาเขาจะถูกทรมานสามรูปแบบ และไม่เคยมีใครไม่สารภาพ  วันหนึ่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจสี่คนมาพูดกับฉันว่า “วันนี้เราจะพาตัวแกไปบ้านหลังใหม่”  ต่อมาพวกเขาก็ผลักฉันเข้าไปในรถขนย้ายนักโทษ สวมกุญแจมือฉันไพล่หลัง แล้วเอาถุงคลุมหัวฉัน  ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาวางแผนจะทรมานฉันอย่างไร ฉันจึงรู้สึกวิตกอยู่บ้าง ตอนนั้นเองฉันก็นึกถึงพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้า “เพราะว่าใครต้องการจะเอาชีวิตรอด คนนั้นจะเสียชีวิต แต่ใครยอมเสียชีวิตเพราะเห็นแก่เรา คนนั้นจะได้ชีวิตรอด” (มัทธิว 16:25) พระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้ความเชื่อและพละกำลังแก่ฉัน หากเราต้องการเชื่อและติดตามพระเจ้าในเมืองผีของจีน เราต้องมีความกล้าหาญที่จะถวายชีวิตของเรา ฉันเตรียมตัวตายเพื่อพระเจ้า  แต่ก็ต้องแปลกใจหลังจากเข้าไปในรถคันนั้น ฉันก็ได้ยินบทสนทนาระหว่างพวกตำรวจชั่วโดยไม่ได้ตั้งใจ  ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังพาฉันไปที่ไหนสักแห่งเพื่อสอบสวน  อ้า!  พวกเขาไม่ได้เอาตัวฉันไปฆ่า—และฉันกำลังเตรียมตัวตายเป็นผู้พลีชีพให้พระเจ้าแล้ว!  ในตอนที่ฉันกำลังคิดเรื่องนี้ ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ หนึ่งในพวกตำรวจก็รัดเชือกของถุงที่คลุมหัวฉันให้แน่นขึ้น  ไม่นานหลังจากนั้น ฉันก็เริ่มรู้สึกไม่สบายตัว—มันรู้สึกเหมือนฉันกำลังหายใจไม่ออก  ฉันพบว่าตัวเองนึกสงสัยว่าพวกเขาจะทรมานฉันจนถึงแก่ความตายจริงไหม  ในขณะนั้นเอง ฉันก็นึกถึงการที่บรรดาสาวกของพระเยซูได้เสียสละตนเองเพื่อเผยแผ่ข่ายประเสริฐ  ฉันจะไม่เป็นคนขี้ขลาด  ถึงแม้ฉันจะตาย ฉันก็จะไม่ขอร้องให้พวกเขาคลายมันออก และฉันไม่ยอมรับความพ่ายแพ้แน่นอน  แต่ฉันก็ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้: ฉันสลบไปและทรุดฮวบลงบนตัวพวกเขา  เมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น พวกตำรวจก็รีบคลายถุงออก  ฉันเริ่มน้ำลายฟูมปาก แล้วก็ไม่สามารถหยุดอาเจียนได้  มันรู้สึกเหมือนฉันกำลังจะอาเจียนเอาเครื่องในออกมา  ฉันรู้สึกมึนงง สมองว่างเปล่า และไม่สามารถเปิดตาได้  ร่างกายฉันไม่มีพละกำลังเลย ราวกับฉันเป็นอัมพาตไปเสียแล้ว  มันรู้สึกเหมือนมีบางอย่างเหนียวหนึบในปากของฉันที่คายออกมาไม่ได้  ฉันเป็นคนแบบบางมาตลอด และหลังจากถูกทารุณแบบนั้น ฉันรู้สึกได้เลยว่าตัวเองแย่แล้ว และฉันอาจจะหยุดหายใจได้ทุกเมื่อ  ท่านกลางความเจ็บปวด ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้า: “โอ้พระเจ้า! ไม่ว่าข้าพระองค์จะยังมีชีวิตอยู่หรือตาย ข้าอพระองค์ก็พร้อมจะเชื่อฟังพระองค์  ข้าพระองค์เชื่อมั่นว่าไม่ว่าพระองค์ทรงทำอะไร มันก็ชอบธรรม และข้าพระองค์ขอให้พระองค์ทรงปกป้องคุ้มครองหัวใจของข้าพระองค์ เพื่อที่ข้าพระองค์อาจนบนอบต่อทั้งหมดที่พระองค์ทรงเรียบเรียงจัดวางและจัดการเตรียมการ”  ไม่นานหลังจากนั้น รถก็ไปถึงโรงแรมแห่งหนึ่ง  ในตอนนั้น ทั้งร่างกายของฉันรู้สึกอ่อนแอและฉันไม่สามารถลืมตาได้  พวกเขาหิ้วฉันไปยังห้องที่ปิดมิดชิดห้องหนึ่ง  ฉันได้ยินแค่เสียงของสมุนของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนมากมายยืนล้อมรอบพูดถึงฉัน พูดว่าการเห็นฉันก็เหมือนการเห็นว่าหลิวฮู่หลานเป็นยังไง  “ตาสว่างเลย น่าทึ่งชะมัด!”  พวกเขาพูด “เธอแกร่งกว่าหลิวฮู่หลานเสียอีก!”  เมื่อได้ยินแบบนี้ ความตื่นเต้นก็พลุ่งขึ้นมาในใจฉัน  ฉันเห็นว่าด้วยการพึ่งพาความเชื่อและพึ่งพาพระเจ้าจะมีชัยชนะเหนือซาตานอย่างแน่นอน เห็นว่าซาตานอยู่ใต้พระบาทของพระเจ้า!  ฉันขอบคุณและสรรเสริญพระเจ้า  ในเวลานั้น ฉันลืมความเจ็บปวด  ฉันรู้สึกอิ่มใจอย่างเหลือล้นที่ได้ถวายพระเกียรติแก่พระเจ้า  ไม่นานหลังจากนั้น “ผู้ชำนาญการสอบสวน” ที่ตำรวจพูดถึงก็มาถึง  ทันทีที่เขาเข้ามา เขาตะโกน: “ยัยโง่นั่นอยู่ไหน?  ขอดูมันหน่อยซิ!”  เขาเดินมาข้างหน้าแล้วคว้าตัวฉัน  หลังจากตบหน้าฉันเป็นหลายสิบครั้ง เขาก็ต่อยอกและหลังของฉันเต็มแรงหลายครั้ง แล้วก็ถอดรองเท้าหนังข้างหนึ่งของเขาออกมาฟาดหน้าฉันอย่างแรง  หลังจากถูกเขาทำร้ายแบบนี้ ความรู้สึกว่ามีบางอย่างที่ฉันเอาออกมาจากปากหรือท้องของฉันไม่ได้ก็หมดไป  ฉันไม่รู้สึกมึนงงมากอีกต่อไปและสามารถลืมตาได้  แขนขาของฉันค่อยๆ กลับมามีความรู้สึก และพละกำลังก็เริ่มกลับมาสู่ร่างกายของฉัน  ต่อมา เขาจับไหล่ของฉันเต็มมือแล้วผลักฉันไปติดกำแพง สั่งให้ฉันมองเขาและตอบคำถาม  การเห็นว่าฉันไม่สนใจเขาเลยทำให้เขาโกรธมาก และเขาพยายามให้ฉันตอบโต้โดยใส่ความ ให้ร้าย และหมิ่นประมาทพระเจ้า  เขาใช้ชีวิตที่น่าเหยียดหยามและน่ารังเกียจเพื่อล่อฉัน และพูดอย่างเป็นลางว่า “ฉันจงใจทรมานแกด้วยสิ่งที่เนื้อหนังกับจิตวิญญาณแกไม่มีทางทนได้ เพื่อให้แก่ทนทุกข์ความเจ็บปวดที่ไม่มีคนปกติคนไหนทนได้—แกจะอยากตายเลยล่ะ  สุดท้ายแล้วแก่จะขอให้ฉันปล่อยแกไป แล้วตอนนั้นแหละที่แกจะพูดจามีเหตุผล และพูดว่าชะตากรรมของแกไม่ได้อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า—แต่เป็นมือของฉันต่างหาก  ถ้าฉันอยากให้แกตาย มันก็จะเกิดขึ้นทันที  ถ้าฉันอยากให้แกอยู่ แกก็อยู่ และไม่ว่าความยากลำบากอะไรที่ฉันอยากให้แกทนทุกข์ นั่นแหละคือสิ่งที่แกจะทนทุกข์  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ของแกช่วยแกให้รอดไม่ได้หรอก—แกจะมีชีวิตอยู่ถ้าขอร้องให้เราช่วยแกเท่านั้น”  เผชิญกับอันธพาลที่น่ารังเกียจ ไร้ยางอาย และน่าเหยียดหยามพวกนี้ สัตว์ร้ายพวกนี้ ปีศาจชั่วพวกนี้ ฉันอยากสู้กับพวกมันอย่างแท้จริง  “พระเจ้าสร้างและควบคุมสรรพสิ่งในฟ้าสวรรค์และบนแผ่นดินโลก” ฉันคิด “ชะตากรรมของฉันยังอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยและการเตรียมการจัดการของพระเจ้าด้วย  พระเจ้าทรงเป็นผู้ชี้ขาดชีวิตและความตาย คุณคิดว่าฉันจะตายเพียงเพราะว่าคุณอยากให้ฉันตายเหรอ?”  ในตอนนั้นหัวใจของฉันเต็มไปด้วยความเดือดดาล  การกระทำเลวทรามทั้งหมดที่พวกตำรวจได้กระทำผิดต่อฉัน และเรื่องหมิ่นประมาทและต่อต้านพระเจ้าทั้งหมดที่พวกเขาได้พูดไปวันนี้ ได้เปิดโปงเนื้อแท้เยี่ยงปีศาจของพวกเขาในฐานะผู้เกลียดความจริงและผู้ต่อต้านพระเจ้าอย่างชัดเจน และนี่จะเป็นหลักฐานที่จำเป็นเพื่อรับประกันการกล่าวโทษ การลงโทษ และการทำลายของพระเจ้า  

การปฏิเสธที่จะสารภาพของฉันทำให้คนที่ควรเป็นผู้เชี่ยวชาญนั่นเสียหน้ามาก  เขาบิดแขนข้างหนึ่งของฉันไพล่หลังด้วยความโกรธเกรี้ยว และดึงแขนอีกข้างไปข้างหลังไหล่ของฉัน แล้วก็ใส่กุญแจมือของฉันเข้าด้วยกันอย่างคับแน่น  หลังจากผ่านไปไม่ถึงชั่วโมง เหงื่อเม็ดใหญ่ก็ลงมาตามใบหน้าเข้าตาของฉัน เป็นอุปสรรคไม่ให้ฉันลืมตาได้  เมื่อเห็นว่าฉันยังไม่ยอมตอบคำถามของเขา เขาเหวี่ยงฉันลงกับพื้น แล้วยกฉันขึ้นโดยกุญแจมือข้างหลังฉัน  ฉันรู้สึกเจ็บแปรบที่แขนทันที ราวกับพวกมันหักเสียแล้ว  มันเจ็บปวดมากจนฉันแทบหายใจไม่ได้  ต่อมา เขาก็เหวี่ยงฉันไปยืนติดกำแพง  เหงื่อทำให้ฉันตาพร่า  มันเจ็บปวดมากจนทั่วทั้งตัวของฉันเต็มไปด้วยเหงื่อ—แม้แต่รองเท้าของฉันก็เปียกชุ่ม  ฉันเป็นคนแบบบางมาตลอด และในขณะนี้ฉันก็ทรุดฮวบลง  ฉันทำได้แค่หอบหายใจทางปาก  เจ้าปีศาจนั่นยืนเฝ้าดูฉันอยู่ข้างหนึ่ง  ฉันไม่รู้ว่าเขาเห็นอะไร—บางทีเขาอาจกลัวจะถูกตำหนิถ้าฉันตาย—เขารีบหยิบทิชชู่เต็มกำมือเพื่อเช็ดเหงื่อของฉัน แล้วก็ให้ฉันดื่มน้ำ  เขาทำแบบนี้ทุกครึ่งชั่วโมงเห็นจะได้  ฉันไม่รู้ว่าฉันดูเป็นยังไงในตอนนั้น  ฉันเดาว่าฉันคงจะน่ากลัวมาก เพราะฉันหอบหายใจทางปากได้เท่านั้น ดูเหมือนว่าฉันจะเสียความสามารถที่จะหายใจทางจมูกไปแล้ว  ปากของฉันแห้งแตกและต้องใช้กำลังทั้งหมดเท่าที่มีเพื่อหายใจ  ฉันรู้สึกว่าใกล้ความตายอีกครั้ง—บางทีฉันอาจตายจริงแล้วคราวนี้  แต่ในตอนนั้นเอง ฉันนึกถึงลูกา หนึ่งในสาวกของพระเยซู และประสบการณ์ของเขาที่ถูกแขวนคอจนถึงแก่ความตาย  ในหัวใจของฉัน พละกำลังของฉันฟื้นคืนมาอย่างฉับพลัน และพูดคำเดิมซ้ำๆ เพื่อย้ำเตือนตัวเอง: “ลูกาถูกแขวนคอจนตาย ฉันก็ต้องเป็นลูกาเหมือนกัน ฉันต้องเป็นลูกา เป็นลูกา... ฉันเต็มใจเชื่อฟังพระเจ้าจนตายเหมือนลูกา”  ขณะที่ความเจ็บปวดนั้นเกินทนและฉันใกล้ตาย ทันใดนั้นฉันก็ได้ยินหนึ่งในพวกตำรวจชั่วพูดว่าพี่น้องชายหญิงหลายคนผู้เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ถูกจับกุม  ในหัวใจของฉัน ฉันตกใจสุดขีด: พี่น้องชายหญิงอีกหลายคนจะถูกทรมาน  พวกเขาทรมานบรรดาพี่น้องชายหนักเป็นพิเศษ  หัวใจของฉันเต็มไปดด้วยความกังวล  ฉันอธิษฐานให้พวกเขาอยู่ในใจ บางทีฉันอาจจะได้รับการสัมผัสโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ฉันอธิษฐานไม่รู้จบ และยิ่งฉันอธิษฐานมากเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งได้รับการดลใจมากขึ้นเท่านั้น  ฉันลืมความเจ็บปวดโดยไม่รู้ตัว  ฉันรู้ดีว่านี่เป็นการเตรียมการจัดการอันทรงพระปรีชาญาณของพระเจ้า พระเจ้าทรงรู้ดีถึงความอ่อนแอของฉันและกำลังทรงนำฉันผ่านเวลาที่เจ็บปวดที่สุด  คืนนั้น ฉันไม่สนอีกต่อไปว่าพวกตำรวจชั่วปฏิบัติต่อฉันอย่างไร และไม่สนใจคำถามของพวกเขาเลยแม้แต่นิดเดียว  เมื่อเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น พวกตำรวจชั่วก็ใช้กำปั้นต่อยหน้าฉันอย่างป่าเถื่อน แล้วใช้นิ้วม้วนผมตรงขมับของฉันและดึงอย่างแรง  หูของฉันบวมจากการถูกบิด หน้าของฉันเละจนจำไม่ได้ ก้นและต้นขาของฉันถูกตีด้วยไม้ท่อนหนาจนแตกช้ำ และนิ้วเท้าของฉันก็เขียวช้ำเช่นกันหลังจากถูกฟาดด้วยท่อนไม้  หลังจากห้อยฉันด้วยกุญแจมือนานหกชั่วโมง เมื่อพวกตำรวจชั่วถอดกุญแจมือออก เนื้อใต้หัวแม่โป้งซ้ายของฉันก็ถูกขูดจนหลุดลอก—เหลือชั้นผิวบางเฉียบหุ้มกระดูกอยู่เท่านั้น  กุญแจมือยังทิ้งรอยแผลพุพองสีเหลืองไว้ที่ข้อมือของฉันด้วย และไม่มีทางที่จะสวมพวกมันกลับเข้าไปอีกครั้ง  ในตอนนั้นเอง ตำรวจหญิงที่ดูมีความสำคัญคนหนึ่งก็เดินเข้ามา  เธอมองฉันหัวจดเท้า แล้วพูดกับพวกเขา: “พวกคุณซ้อมคนนี้ต่อไม่ได้แล้ว—เธอดูเหมือนใกล้ตายอยู่รอมร่อ”  พวกตำรวจขังฉันไว้ในห้องหนึ่งของโรงแรม  ผ้าม่านถูกดึงปิดสนิทตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง  มีคนได้รับมอบหมายให้เฝ้าประตู และไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่บริการคนไหนเข้ามาได้ อีกทั้งไม่อนุญาตให้ใครเห็นภาพที่พวกเขาทรมานและทารุณฉันในนั้น  พวกเขาผลัดกันสอบสวนฉันโดยไม่หยุดพัก  เป็นเวลาห้าวันห้าคืน พวกเขาไม่ให้ฉันหลับ พวกเขาไม่ให้ฉันนั่งหรือย่อตัวลง อีกทั้งพวกเขาไม่ยอมให้ฉันกินอาหารด้วย  ฉันได้รับอนุญาตให้ยืนพิงกำแพงได้เท่านั้น  วันหนึ่ง เจ้าหน้าที่คนหนึ่งมาสอบสวนฉัน  เมื่อเห็นว่าฉันเพิกเฉยเขา เขาก็เดือดดาลและเตะฉันกระเด็นไปใต้โต๊ะ  ต่อจากนั้น เขาก็ดึงฉันออกมาต่อยจนเลือดไหลออกทางมุมปากของฉัน  เพื่อปกปิดความทารุณของเขา เขารีบปิดประตูไม่ให้ใครเข้ามา  แล้วก็ฉีกทิชชู่ออกมากำมือหนึ่งเพื่อเช็ดเลือดของฉัน ใช้น้ำล้างเลือดบนหน้าของฉันและพื้นห้อง  ฉันจงใจทิ้งรอยเลือดไว้บนเสื้อกันหนาวสีขาวของฉัน  แต่ทว่าเมื่อฉันกลับไปที่สถานกักกัน พวกตำรวจชั่วก็บอกนักโทษคนอื่นว่าเลือดบนเสื้อผ้าของฉันมาจากตอนที่ฉันรับการรับรองที่โรงพยาบาลจิตเวช และบอกว่าหลายวันที่ผ่านมาฉันอยู่ที่นั่น  แผลและเลือดบนร่างกายของฉันเกิดจากคนไข้คนอื่นๆ—พวกเขา พวกตำรวจ ไม่ได้แตะต้องฉันเลย... ข้อเท็จจริงอันโหดร้ายนี้แสดงให้ฉันเห็นถึงความอำมหิต ความเจ้าเล่ห์ซ่อนเงื่อน และความป่าเถื่อนของตำรวจของประชาชน และขณะเดียวกัน ฉันก็รู้สึกถึงการทรงคุ้มครองและการดูแลของพระเจ้าสำหรับฉันจริงๆ ทุกครั้งที่ความเจ็บปวดของฉันเลวร้ายที่สุด พระเจ้าก็จะทรงให้ความรู้แจ้งและทรงนำฉัน เพิ่มความเชื่อและพละกำลังของฉัน ประทานความกล้าหาญแก่ฉันเพื่อยืนหยัดเป็นพยานให้พระเจ้า  เมื่อความทารุณของพวกตำรวจชั่วทิ้งฉันไว้ที่ประตูแห่งความตาย พระเจ้าทรงอนุญาตให้ฉันได้ยินข่าวเกี่ยวกับการจับกุมพี่น้องชายหญิงคนอื่น ใช้สิ่งนี้เพื่อดลใจให้ฉันอธิษฐานให้พวกเขามากขึ้น เพื่อที่ฉันจะลืมความเจ็บปวดของตัวเอง และเอาชนะข้อจำกัดของความตายโดยไม่รู้ตัว  ขอบคุณซาตานที่กระทำอุบายชั่วและเลวทราม ฉันเห็นว่าพระเจ้าเท่านั้นทรงเป็นความจริง หนทาง และชีวิต และพระอุปนิสัยของพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นสัญลักษณ์ของความชอบธรรมและความดี  พระเจ้าเท่านั้นทรงปกครองเหนือทุกสิ่ง และทรงเตรียมการจัดการทุกอย่าง และพระองค์ทรงใช้ฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่และพระปรีชาญาณของพระองค์เพื่อนำทุกย่างก้าวของฉันในการเอาชนะการล้อมโจมตีของกองทหารปีศาจ ในการเอาชนะความอ่อนแอของเนื้อหนังและข้อจำกัดของความตาย ด้วยวิธีนี้อนุญาตให้ฉันเอาตัวรอดอย่างถึงที่สุดในถ้ำอันมืดมิดนี้  ขณะที่ฉันนึกถึงความรักและความรอดของพระเจ้า ฉันก็รู้สึกได้รับการดลใจอย่างยิ่ง และฉันตัดสินใจที่จะต่อสู้กับซาตานให้ถึงที่สุด  ถึงแม้ฉันจะเน่าตายในคุก ฉันก็จะยืนหยัดในคำพยานของฉันและสนองน้ำพระทัยของพระเจ้า

หลังจากลองทุกอย่างที่พวกเขาทำได้แล้ว พวกตำรวจชั่วก็ไม่ได้อะไรจากฉัน  สุดท้ายแล้ว พวกเขาพูดด้วยความมั่นใจ: “พรรคคอมมิวนิสต์จีนทำขึ้นจากเหล็กกล้า แต่คนที่เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทำขึ้นจากเพชร—พวกเขาดีกว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนในทุกด้านเลย”  หลังจากได้ยินคำพูดพวกนี้ ในหัวใจของฉันอดไม่ได้ที่จะโห่ร้องและสรรเสริญพระเจ้า: “โอ้พระเจ้า ข้าพระองค์ขอบคุณและสรรเสริญพระองค์!  ด้วยพระมหิทธิฤทธิ์และพระปรีชาญาณของพระองค์  พระองค์ได้เอาชนะซาตานและเอาชนะพวกศัตรูของพระองค์  พระองค์ส่งเป็นสิทธิอำนาจสูงสุดและขอพระเกียรติเป็นของพระองค์!”  ตอนนั้นเองที่ฉันเห็นว่าไม่ว่ารัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะโหดร้ายแค่ไหน มันก็ถูกควบควมและเรียบเรียงจัดวางโดยพระหัตถ์ของพระเจ้า  ดังที่พระวจนะของพระเจ้าตรัสว่า “ทุกสรรพสิ่งในท้องฟ้าและบนผืนดินต้องมาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์  สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถมีตัวเลือกใดและทั้งหมดต้องนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงของพระองค์  การนี้ประกาศกฤษฎีกาโดยพระเจ้า และเป็นสิทธิอำนาจของพระเจ้า” (“ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

วันหนึ่ง พวกตำรวจชั่วมาสอบสวนฉันอีกครั้ง  คราวนี้พวกเขาทั้งหมดดูแปลกไปเล็กน้อย  พวกเขามองฉันตอนที่พวกเขาพูด แต่ดูไม่เหมือนพวกเขากำลังพูดกับฉัน  ดูเหมือนพวกเขากำลังหารืออะไรบางอย่าง  เหมือนครั้งก่อนๆ การสอบสวนนี้จบลงอย่างไม่เป็นท่า  หลังจากนั้น พวกตำรวจชั่วก็นำฉันกลับไปที่ห้องขัง  ระหว่างทาง อยู่ๆ ฉันก็ได้ยินพวกเขาพูดว่าดูเหมือนว่าฉันจะถูกปล่อยตัวในวันที่หนึ่งของเดือนถัดไป  เมื่อได้ยินแบบนั้น หัวใจของฉันเกือบจะระเบิดด้วยความตื่นเต้น: “นี่แปลว่าฉันจะได้ออกไปในสามวัน!”  ฉันคิด  “ในที่สุดฉันก็สามารถไปจากนรกร้ายกาจนี่ได้!”  ด้วยการข่มความยินดีในหัวใจของฉัน ฉันคาดหวังและเฝ้ารอทุกวินาทีที่ผ่านไป  สามวันรู้สึกเหมือนสามปี  ในที่สุด วันที่หนึ่งของเดือนนั้นก็มาถึง!  วันนั้น ฉันคอยมองที่ประตู เฝ้ารอให้ใครเรียกชื่อฉัน  ช่วงเช้าผ่านไป แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น  ฉันใส่ความหวังทั้งหมดว่าจะได้ออกไปในตอนบ่าย—แต่เมื่อเวลาค่ำมาถึง ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น  เมื่อถึงเวลาอาหารเย็น ฉันก็ไม่รู้สึกอยากอาหารเลย  ในหัวใจของฉัน ฉันรู้สึกสิ้นหวัง  ในตอนนั้นเอง มันก็เหมือนหัวใจของฉันได้ร่วงจากสวรรค์ลงสู่นรก  “ทำไมเธอถึงไม่กินนะ?” เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ถามนักโทษคนอื่น  “เธอไม่ค่อยกินอะไรตั้งแต่กลับมาจากการสอบสวนวันนั้น” หนึ่งในนักโทษตอบ  “จับหน้าผากเธอซิ ป่วยหรือเปล่า?”  เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์พูด  นักโทษคนหนึ่งเข้ามาแตะหน้าผากฉัน  เธอพูดว่ามันร้อนมาก ฉันกำลังมีไข้  ฉันมีไข้จริง  อาการป่วยนั้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วน และมันรุนแรงมาก  ตอนนั้นเอง ฉันทรุดฮวบลง  ตลอดเวลาสองชั่วโมง อาการไข้แย่ลงเรื่อยๆ  ฉันร้องไห้!  พวกเขาทุกคนรวมถึงเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ดูฉันร้องไห้  พวกเขาทั้งหมดประหลาดใจอย่างที่สุด: พวกเขาเห็นว่าฉันเป็นคนที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาว คนที่ไม่เสียน้ำตาสักหยดทุกครั้งที่เธอเผชิญการทรมานแสนสาหัส และคนที่ถูกห้อยกับกุญแจมือนานหกชั่วโมงโดยไม่โอดครวญ  แต่วันนี้ ทั้งที่ไม่ถูกทรมานเลยแต่ฉันกลับร้องไห้  พวกเขาไม่รู้ว่าน้ำตาของฉันมาจากไหน—พวกเขาแค่คิดว่าฉันคงจะป่วยมาก  ที่จริง มีเพียงพระเจ้ากับฉันที่รู้เหตุผล  ทั้งหมดเป็นเพราะความกบฏและไม่เชื่อฟังของฉัน  ฉันเสียน้ำตาเพราะฉันรู้สึกสิ้นหวังเมื่อความคาดหวังของฉันสุญเปล่าและความหวังของฉันก็ถูกทำลาย  พวกมันเป็นน้ำตาของความกบฏและความเศร้าโศก  ในตอนนั้นเอง ฉันไม่ต้องการตัดสินใจแน่วแน่ที่จะเป็นพยานต่อพระเจ้าอีกต่อไป  ฉันไม่มีแม้แต่ความกล้าที่จะถูกทดสอบแบบนี้อีก  คืนนั้น ฉันหลั่งน้ำตาแห่งความทุกข์ยาก เพราะฉันใช้ชีวิตในคุกมาพอแล้วและเกลียดชังปีศาจพวกนี้—และยิ่งไปกว่านั้น ฉันเกลียดการอยู่ในสถานที่เลวร้ายแห่งนี้  ฉันไม่อยากใช้เวลาอยู่ที่นั่นอีกแม้แต่วินาทีเดียว  ยิ่งคิดถึงเรื่องนี้มากเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งสิ้นหวังมากขึ้น และฉันก็ยิ่งรู้สึกถึงความคับข้องใจ ความสังเวช และความเหงามากขึ้นเท่านั้น  ฉันรู้สึกว่าฉันเหมือนเรือที่เดียวดายกลางทะเล ลำที่ถูกน้ำกลืนลงไปได้ทุกเวลา  ยิ่งกว่านั้น ฉันรู้สึกว่าพวกที่อยุ่รอบตัวฉันซ่อนเงื่อนและเลวร้ายมากจนพวกเขาอาจจะระบายความโกรธใส่ฉันได้ทุกเวลา ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า และพระวจนะเหล่านี้จากพระองค์ก็ผุดขึ้นในใจฉันว่า “สำหรับทุกคนผู้ทะเยอทะยานที่จะรักพระเจ้านั้น ไม่มีความจริงใดเลยที่ไม่อาจลุไปถึงได้ และไม่มีความยุติธรรมใดเลยที่พวกเขาไม่อาจตั้งมั่นอยู่เพื่อมันได้  เจ้าควรใช้ชีวิตของเจ้าอย่างไรหรือ? เจ้าควรรักพระเจ้าและใช้ความรักนี้ทำให้สมดังที่พระองค์ทรงพึงปรารถนาอย่างไร? ไม่มีเรื่องใดในชีวิตเจ้าที่ยิ่งใหญ่กว่านี้อีกแล้ว  เหนือสิ่งอื่นใด เจ้าต้องมีความทะเยอทะยานและความมานะบากบั่น และไม่ควรเป็นดั่งบรรดาพวกที่ใจเสาะ บรรดาพวกที่ปวกเปียกอ่อนแอ  เจ้าต้องเรียนรู้วิธีที่จะได้รับประสบการณ์กับชีวิตซึ่งเปี่ยมความหมายและได้รับประสบการณ์กับความจริงอันเปี่ยมความหมาย และไม่ควรปฏิบัติต่อตัวเจ้าเองอย่างขอไปทีแบบนั้น” (“ประสบการณ์ของเปโตร: ความรู้ของเขาเกี่ยวกับการตีสอนและการพิพากษา” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  พระวจนะของพระเจ้าให้ความเชื่อแก่ฉัน ฉันนึกถึงว่าฉันได้สาบานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าอย่างจริงๆ อย่างไรว่าไม่ว่าฉันจะเป็นทุกข์แค่ไหน ฉันก็จะยืนหยัดเป็นพยานและทำให้ซาตานอับอาย แต่พอฉันกำลังจะเผชิญการทรมานของตำรวจเป็นเวลานาน ฉันก็เสียความตั้งใจและหวังเพียงวันที่ฉันจะสามารถหนีออกไปจากสถานที่ต่ำช้านั้น นั่นเป็นความนบนอบได้อย่างไร นั่นเป็นคำพยานได้อย่างไร ในการอธิษฐานต่อพระเจ้า ฉันสาบานว่าแม้จะหมายถึงว่าฉันต้องใช้เวลาทั้งชีวิตในคุก ฉันก็จะไม่มีทางยอมจำนนต่อซาตาน ฉันจะยืนหยัดเป็นพยานและทำให้ซาตานขายหน้า แล้วในวันที่ 6 ธันวาคม ปี ค.ศ. 2005 ฉันก็ได้รับการปล่อยตัว เป็นการจบชีวิตเหมือนตกนรกในคุกนั่นลง

หลังจากได้รับประสบการณ์การจับกุมและข่มเหงนี้ แม้ว่าเนื้อหนังของฉันได้ทนความทุกข์ลำบากมาบ้าง แต่ฉันก็เกิดความรู้ลึกซึ้งและปัญญาแยกแยะ และเห็นว่ารัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นร่างจำแลงของมารซาตาน กลุ่มฆาตกรที่จะฆ่าผู้คนโดยไม่กะพริบตาเพียงเท่านั้น แต่ฉันยังได้เข้าใจอำนาจโดยสมบูรณ์และพระปรีชาญาณของพระเจ้า รวมถึงความชอบธรรมและความบริสุทธิ์ของพระองค์อีกด้วย ฉันได้มาซาบซึ้งในพระเจตนารมย์ที่ดีของพระเจ้าในการช่วยฉันให้รอด และการดูแลและการปกป้องคุ้มครองของพระองค์ที่มีต่อฉัน นั่นทำให้ระหว่างการทารุณของซาตาน นั่นอนุญาตให้ฉันเอาชนะซาตานไปทีละขั้น และยืนหยัดในคำพยานของฉัน  จากวันนี้เป็นต้นไป ฉันอยากให้ตัวตนทั้งหมดของฉันแก่พระเจ้าอย่างสมบูรณ์ และฉันจะติดตามพระเจ้าอย่างซื่อสัตย์ ที่ฉันอาจจะได้รับไปโดยพระองค์ทันทีที่เป็นไปได้

ก่อนหน้า: 85. ช่วงเวลาแห่งการทรมานอย่างโหดเหี้ยมทารุณ

ถัดไป: 87. การทรมานอันโหดร้ายทำให้ความเชื่อของฉันมีความแข็งแกร่งขึ้น

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

27. คนเราควรเคารพหน้าที่ของตัวเองอย่างไร

โดย Zheng Ye, เกาหลีใต้ไม่นานหลังจากมาเป็นผู้เชื่อ ผมสังเกตว่าพี่น้องชายหญิงที่เป็นผู้นำในขณะนั้นจัดการชุมนุมและสามัคคีธรรมถึงความจริงบ่อยๆ...

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย Yangmu, เกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ข้อคัดสรรของพระวจนะแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ 170 หลักธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติความจริง ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า (แก่นสารสำคัญของผู้เชื่อใหม่) คำพยานเกี่ยวกับประสบการณ์ทั้งหลายหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้