พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

ผลลัพธ์ 0 รายการ

ไม่พบผลลัพธ์

การเข้าสู่ชีวิต 4

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 483

เหตุใดเจ้าจึงเชื่อในพระเจ้า? ผู้คนส่วนใหญ่งงงันสับสนกับคำถามนี้ พวกเขามีมุมมองสองด้านที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงตลอดเวลาเกี่ยวกับพระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริงกับพระเจ้าในสวรรค์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเชื่อในพระเจ้าไม่ใช่เพื่อที่จะเชื่อฟังพระเจ้า แต่เพื่อที่จะรับประโยชน์เฉพาะบางอย่าง หรือเพื่อหลบหนีจากความทุกข์ที่ความวิบัตินำพามา มีเพียงตอนนี้เท่านั้นที่พวกเขาจะเชื่อฟังบ้าง ความเชื่อฟังของพวกเขามีเงื่อนไข ความเชื่อฟังของพวกเขาเป็นไปเพื่อความเป็นไปได้ส่วนบุคคลที่จะประสบความสำเร็จจาก “อาชีพ” แห่งการเชื่อในพระเจ้า และเพราะถูกบังคับ เช่นนั้นแล้ว เหตุใดกันแน่เจ้าจึงเชื่อในพระเจ้า? หากเหตุผลคือเพื่อความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จจาก “อาชีพ” แห่งการเชื่อในพระเจ้าและชะตากรรมของเจ้าแต่เพียงประการเดียวเท่านั้น เช่นนั้นแล้ว ก็น่าจะเป็นการดีเสียกว่าหากเจ้าไม่ได้เชื่อในพระเจ้าเลยโดยสิ้นเชิง ความเชื่อแบบนี้เป็นการหลอกลวงตัวเอง เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ตัวเองและเป็นการเลื่อมใสตัวเอง หากความเชื่อของเจ้าไม่ได้ก่อเกิดบนรากฐานของความเชื่อฟังในพระเจ้าแล้วไซร้ ในที่สุดเจ้าก็จะถูกลงโทษเพราะการต่อต้านพระองค์ ทุกคนที่ไม่แสวงหาความเชื่อฟังพระเจ้าในความเชื่อของตนนั้นก็เท่ากับต่อต้านพระองค์ พระเจ้าทรงขอให้ผู้คนแสวงหาความจริง ขอให้พวกเขากระหายในพระวจนะของพระองค์ กินและดื่มพระวจนะของพระองค์ และนำเอาพระวจนะไปฝึกฝนปฏิบัติ เพื่อที่พวกเขาเหล่านั้นจะเชื่อฟังพระเจ้าได้สำเร็จ หากสิ่งเหล่านี้เป็นเจตนาที่แท้จริงของเจ้า หากสิ่งเหล่านี้เป็นเจตนาที่แท้จริงของเจ้าแล้วไซร้ ย่อมแน่นอนว่า พระเจ้าจะทรงอุ้มชูเจ้า เรื่องนี้ไม่มีข้อกังขาและไม่มีทางเปลี่ยนแปลง หากเจตนาของเจ้าคือการไม่เชื่อฟังพระเจ้า และเจ้ามีจุดมุ่งหมายอื่น นั่นก็หมายความว่าทุกอย่างที่เจ้าพูดและทำ—การอธิษฐานของเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และแม้แต่ทุกการกระทำของเจ้า—ก็จะเป็นการต่อต้านพระเจ้า เจ้าอาจพูดจาอ่อนหวานและมีมารยาทดี การกระทำและการแสดงออกทุกอย่างของเจ้าอาจจะดูถูกต้องเหมาะสม และเจ้าอาจจะดูเหมือนคนที่เชื่อฟัง แต่เมื่อมาถึงเรื่องของเจตนาของเจ้าและทรรศนะเกี่ยวกับความเชื่อในพระเจ้าแล้ว ทุกอย่างที่เจ้าทำนั้นเป็นไปในการต่อต้านพระเจ้า ทุกอย่างที่เจ้าทำนั้นเป็นความชั่ว ผู้คนที่ปรากฏว่าเชื่อฟังราวกับลูกแกะ แต่กลับมีเจตนาชั่วเก็บงำอยู่ในหัวใจนั้น ก็คือพวกหมาป่าในคราบลูกแกะ พวกเขาทำให้พระเจ้าทรงขุ่นเคืองโดยตรง และพระเจ้าก็จะไม่ละเว้นพวกเขาแม้แต่คนเดียว พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเปิดเผยพวกเขาทุกๆ คนออกมาและจะแสดงให้ทุกคนเห็นว่าบรรดาพวกหน้าซื่อใจคดนั้นจะถูกรังเกียจและปฏิเสธโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างแน่นอน แต่จงอย่ากังวลไปเลย พระเจ้าจะพิจารณาจัดการและจำหน่ายกำจัดพวกเขาทั้งหมดทุกคนตามลำดับอันสมควร

ตัดตอนมาจาก “ด้วยความเชื่อในพระเจ้าของเจ้า เจ้าควรเชื่อฟังพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 484

หากเจ้าไม่สามารถยอมรับความสว่างใหม่จากพระเจ้า และไม่สามารถเข้าใจทุกอย่างที่พระเจ้าทรงทำในวันนี้และเจ้าไม่แสวงหา หรือกลับกังขาเป็นอื่น ด่วนตัดสิน หรือพินิจพิเคราะห์และวิเคราะห์มัน เช่นนั้นก็เท่ากับว่าเจ้าไม่มีใจจะเชื่อฟังพระเจ้า หากในเวลาที่ความสว่างแห่งปัจจุบันปรากฏขึ้น เจ้ายังคงถนอมความล้ำค่าของความสว่างแห่งวันวานและต่อต้านพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า เจ้าก็ไม่มีอะไรดีไปกว่าคนไร้สาระคนหนึ่ง—เจ้าคือหนึ่งในพวกที่จงใจต่อต้านพระเจ้า หัวใจสำคัญในการเชื่อฟังพระเจ้าก็คือการซาบซึ้งกับความสว่างใหม่ และการสามารถยอมรับและนำไปปฏิบัติได้ สิ่งนี้เท่านั้นคือการเชื่อฟังอย่างแท้จริง พวกซึ่งขาดความเต็มใจที่จะโหยหาพระเจ้านั้นจะไม่สามารถนบนอบต่อพระเจ้าโดยเจตนาได้ และสามารถทำได้เพียงโต้แย้งพระเจ้าอันเป็นผลจากความพึงพอใจของพวกเขาต่อสถานะที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ที่มนุษย์ไม่สามารถเชื่อฟังพระเจ้าได้นั้นก็เพราะเขาถูกครองโดยสิ่งซึ่งมาก่อน สิ่งทั้งหลายซึ่งมาก่อนได้ให้มโนคติที่หลงผิดและจินตนาการเกี่ยวกับพระเจ้าในทุกลักษณะกับผู้คน และสิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นพระฉายาของพระเจ้าในจิตใจของพวกเขา ดังนั้น สิ่งที่พวกเขาเชื่อนั้นเป็นมโนคติที่หลงผิดของพวกเขาเอง และเป็นมาตรฐานของจินตนาการของพวกเขาเอง หากเจ้าประเมินวัดพระเจ้าผู้ทรงปฏิบัติพระราชกิจจริงในวันนี้โดยเทียบกับพระเจ้าในจินตนาการของตัวเจ้าเอง เช่นนั้นแล้ว ความเชื่อของเจ้าก็มาจากซาตาน และแปดเปื้อนด้วยการเลือกชอบของตัวเจ้าเอง—พระเจ้าไม่ต้องการความเชื่อประเภทนี้ ไม่ว่าวิทยฐานะของพวกเขาจะสูงส่งเพียงใด และไม่ว่าการทุ่มเทอุทิศของพวกเขาจะมากเพียงใด—ต่อให้พวกเขาได้อุทิศความพยายามทั้งชีวิตให้กับพระราชกิจของพระองค์ และได้พลีชีพของพวกเขาเอง—พระเจ้าไม่ทรงเห็นชอบกับใครก็ตามที่มีความเชื่อเช่นนี้ พระองค์ก็แค่ทรงมอบพระคุณเพียงเล็กน้อยให้แก่พวกเขาและให้โอกาสพวกเขาชื่นชมกับมันเพียงชั่วยาม ผู้คนเช่นนี้ไม่สามารถนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติได้ พระวิญญาณบริสุทธิ์จะไม่ทรงพระราชกิจในตัวพวกเขา และพระเจ้าจะกำจัดพวกเขาทีละคนตามลำดับอันสมควร จะหนุ่มสาวและแก่เฒ่าก็ไม่ต่างกัน พวกที่ไม่เชื่อฟังพระเจ้าในความเชื่อของตนและมีเจตนาที่ผิดนั้น ก็คือผู้ที่ต่อต้านและขัดขวาง และผู้คนเช่นนี้จะต้องถูกพระเจ้ากำจัดอย่างไม่มีคำถามเลย พวกที่ไม่เชื่อฟังพระเจ้าเลยแม้แต่นิดเดียว ผู้ที่แค่เพียงรับรู้พระนามของพระองค์เท่านั้น และพอจะมีสัมผัสในความใจดีมีเมตตาและความน่ารักชื่นชมของพระเจ้าอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่ก้าวตามให้ทันย่างพระบาทของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และไม่เชื่อฟังพระราชกิจและพระวจนะปัจจุบันของพระวิญญาณบริสุทธิ์—ผู้คนเหล่านี้มีชีวิตท่ามกลางพระคุณของพระเจ้า และจะไม่ได้รับการทรงรับไว้หรือได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้า พระเจ้าทรงทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมโดยผ่านทางความเชื่อฟังของมนุษย์ ผ่านทางการกิน การดื่ม และความชื่นชมยินดีในพระวจนะของพระเจ้า และผ่านทางความทุกข์และกระบวนการถลุงในชีวิตของพวกเขา ด้วยความเชื่อเช่นนี้เท่านั้นที่อุปนิสัยของผู้คนจะเปลี่ยนแปลงได้ และหลังจากนี้เท่านั้นพวกเขาจึงจะครอบครองความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้าได้ การไม่พึงพอใจกับการใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางพระคุณของพระเจ้า การโหยหาและการค้นหาความจริงอย่างจริงจัง และการแสวงหาการรับไว้โดยพระเจ้า—นี่คือความหมายของการเชื่อฟังพระเจ้าอย่างมีสติและนี่เองคือศรัทธาประเภทที่พระเจ้าทรงต้องการโดยแท้ ผู้คนที่ไม่ทำอะไรเลยนอกจากชื่นชมอยู่กับพระคุณของพระเจ้านั้นจะไม่สามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมหรือเปลี่ยนแปลงได้ และความเชื่อฟัง ความศรัทธาอันแก่กล้า ความรัก และความอดทนนั้นเป็นสิ่งผิวเผินทั้งสิ้น บรรดาผู้ที่เอาแต่ชื่นชมในพระคุณของพระเจ้าเท่านั้นจะไม่สามารถรู้จักพระเจ้าได้อย่างแท้จริง และแม้ในคราที่พวกเขารู้จักพระเจ้า ความรู้ของพวกเขาก็เป็นเพียงผิวเผิน และพวกเขากล่าวสิ่งสารพัดเช่น “พระเจ้าทรงรักมนุษย์” หรือ “พระเจ้าทรงมีความสงสารเห็นใจต่อมนุษย์” สิ่งนี้ไม่ได้เป็นตัวแทนของชีวิตมนุษย์ และไม่ได้แสดงว่าผู้คนรู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง หากในเวลาที่พระวจนะของพระเจ้าถลุงพวกเขา หรือในเวลาที่การทดสอบของพระองค์มาถึงพวกเขา ผู้คนจะไม่สามารถเชื่อฟังพระเจ้าได้—หากแทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับแคลงใจและไม่ผ่านการทดสอบ—นั่นก็หมายความว่าพวกเขาไม่เชื่อฟังพระเจ้าเลยแม้แต่น้อย ภายในพวกเขานั้น มีกฎเกณฑ์และข้อห้ามหลายอย่างเกี่ยวกับความเชื่อในพระเจ้า ประสบการณ์เก่าอันเป็นผลลัพธ์ของหลายปีแห่งความเชื่อ หรือคำสอนนานาสารพันที่มีพื้นฐานมาจากพระคัมภีร์ ผู้คนเช่นนี้จะเชื่อฟังพระเจ้าได้หรือ? ผู้คนเหล่านี้เต็มไปด้วยสิ่งทั้งหลายในแบบมนุษย์—พวกเขาจะเชื่อฟังพระเจ้าได้อย่างไร? “ความเชื่อฟัง” ของพวกเขานั้นเป็นไปตามความเลือกชอบส่วนบุคคล—พระเจ้าทรงต้องการความเชื่อฟังเช่นนี้หรือ? นี่ไม่ใช่ความเชื่อฟังพระเจ้า แต่เป็นการยึดติดอยู่กับคำสอนต่างหาก มันเป็นความพึงพอใจในตัวเองและการปลอบใจตัวเองเท่านั้น หากเจ้าพูดว่านี่คือความเชื่อฟังในพระเจ้า มิใช่ว่าเจ้าหมิ่นประมาทพระเจ้าหรอกหรือ? เจ้าเป็นฟาโรห์อียิปต์ เจ้าทำชั่ว และเจ้ากระทำการในงานต่อต้านพระเจ้าอย่างชัดแจ้ง—พระเจ้าต้องการให้เจ้ารับใช้เช่นนี้หรือ? ทางที่ดีที่สุดเจ้าควรจะรีบกลับใจเสีย และพยายามให้ได้มาซึ่งการตระหนักรู้ในตนเองบ้าง หากทำไม่ได้ เจ้าก็เพียงเดินจากไปเสียจะดีกว่า นั่นจะเป็นการดีกับตัวเจ้าเสียมากกว่าที่จะมาแอบอ้างการปรนนิบัติพระเจ้าแบบผิดๆ เช่นนี้ เจ้าจะไม่ขัดขวางและรบกวน เจ้าจะรู้ที่ทางของเจ้าและดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี—นั่นจะไม่ดีกว่าหรอกหรือ? และเจ้าก็จะไม่ถูกลงโทษเพราะการต่อต้านพระเจ้า!

ตัดตอนมาจาก “ด้วยความเชื่อในพระเจ้าของเจ้า เจ้าควรเชื่อฟังพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 485

พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นเปลี่ยนแปลงรายวัน เพิ่มระดับสูงขึ้นทีละขั้น วิวรณ์ของวันพรุ่งนี้จะสูงส่งกว่าของวันนี้ ไต่ระดับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ตลอดเวลา ขั้นแล้วขั้นเล่า พระราชกิจเช่นนี้เองที่พระเจ้าทรงกระทำเพื่อทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม หากผู้คนก้าวตามไม่ทัน เช่นนั้นแล้ว พวกเขาอาจถูกทิ้งไว้เบื้องหลังได้ตลอดเวลา หากพวกเขาไม่มีใจที่เชื่อฟัง ก็จะไม่สามารถติดตามไปได้จนสุดปลายทาง ยุคเดิมได้ผ่านพ้นไปแล้ว นี่คือยุคใหม่ และในยุคใหม่ ย่อมมีงานแบบใหม่ที่ต้องทำ โดยเฉพาะในยุคสุดท้ายซึ่งผู้คนจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม พระเจ้าจะทรงปฏิบัติพระราชกิจที่ใหม่กว่า อย่างรวดเร็วยิ่งกว่า ดังนั้นเมื่อไร้ใจที่เชื่อฟังเสียแล้ว ผู้คนย่อมจะพบว่าเป็นเรื่องยากที่จะติดตามย่างพระบาทของพระเจ้า พระเจ้าไม่ทรงยึดปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อันใด ทั้งไม่ได้ทรงถือว่าขั้นตอนใดของพระราชกิจจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พระราชกิจที่พระองค์ทรงกระทำกลับทั้งใหม่กว่าเดิมและสูงส่งขึ้นกว่าเดิมตลอดเวลา ในแต่ละระยะนั้น พระราชกิจของพระองค์ยิ่งเป็นเรื่องซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้นทุกที และยิ่งเป็นไปในแนวเดียวกับความต้องการจำเป็นที่แท้จริงของมนุษย์มากขึ้นทุกที ผู้คนสามารถบรรลุการแปลงสภาพอุปนิสัยขั้นสุดท้ายของพวกเขาได้หลังจากที่พวกเขาผ่านพระราชกิจดังกล่าวแล้วเท่านั้น ความรู้ของมนุษย์เกี่ยวกับชีวิตล่วงมาถึงระดับที่สูงกว่าอย่างที่ไม่เคยเป็น และดังนั้น พระราชกิจของพระเจ้าก็เพิ่มระดับสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นในทำนองเดียวกัน โดยเหตุนี้เท่านั้นมนุษย์จึงจะสามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมและกลายเป็นเหมาะที่จะให้พระเจ้าทรงใช้ได้ ในแง่หนึ่งนั้น พระเจ้าทรงทำพระราชกิจในหนทางนี้ก็เพื่อจะโต้กลับและย้อนรอยมโนคติที่หลงผิดทั้งหลายของมนุษย์ และอีกแง่หนึ่งก็เพื่อนำทางมนุษย์ไปสู่สภาวะที่สูงส่งกว่าและมีความเป็นจริงมากกว่า เข้าสู่อาณาจักรซึ่งสูงที่สุดของการเชื่อในพระเจ้า เพื่อท้ายที่สุดแล้ว น้ำพระทัยของพระเจ้าจะสามารถถูกทำจนเสร็จลงไปได้ทั้งหมดของพวกที่มีธรรมชาติอันไม่เชื่อฟังซึ่งเป็นผู้จงใจต่อต้านนั้น จะถูกขับออกไปในช่วงระยะนี้ที่พระราชกิจของพระเจ้ามีความฉับไวและกำลังรุกหน้าไปอย่างฮึกโหม และเฉพาะบรรดาผู้ซึ่งเชื่อฟังอย่างเต็มใจและถ่อมใจตัวเองลงอย่างเปรมปรีดิ์เท่านั้นที่สามารถก้าวหน้าไปได้จนสุดปลายทางได้ ในพระราชกิจประเภทนี้ พวกเจ้าทุกคนควรเรียนรู้วิธีที่จะนบนอบและการละวางมโนคติที่หลงผิดของตนเองเสีย เจ้าควรจะระมัดระวังทุกก้าวย่างของเจ้า หากประมาทพลาดพลั้ง แน่นอนว่าเจ้าย่อมจะกลายเป็นผู้ที่ถูกบอกปัดโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้ที่ทำให้พระราชกิจของพระเจ้าหยุดชะงัก ก่อนการก้าวผ่านพระราชกิจช่วงระยะนี้ กฎเกณฑ์และกฎดั้งเดิมของมนุษย์นั้นมีมากเหลือล้น จนถึงขั้นที่ทำให้เขาตื่นเต้นจนควบคุมตัวเองไม่อยู่ ผลลัพธ์ก็คือ เขากลับกลายเป็นทะนงตนและลืมตัวเองไป เหล่านี้คืออุปสรรคกีดกั้นทั้งมวลที่คอยกันไม่ให้มนุษย์ยอมรับพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า พวกมันเป็นศัตรูต่อความรู้ของมนุษย์ในเรื่องพระ การที่ผู้คนไร้ทั้งความเชื่อฟังในหัวใจและความถวิลหาความจริงนับเป็นภาวะอันตราย หากเจ้านบนอบเฉพาะพระราชกิจและพระวจนะที่ธรรมดาเรียบง่าย และไม่สามารถยอมรับสิ่งใดที่ลุ่มลึกกว่า เช่นนั้นเจ้าก็เป็นผู้ที่เกาะติดอยู่กับหนทางเก่าๆ และไม่สามารถก้าวทันพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้

ตัดตอนมาจาก “เหล่าผู้เชื่อฟังพระเจ้าด้วยใจจริงย่อมได้รับการรับไว้โดยพระเจ้าอย่างแน่นอน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 486

พระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงเวลา หากเจ้าเชื่อฟังพระราชกิจของพระเจ้าอย่างมากมายในระยะหนึ่ง แต่ในระยะถัดมาความเชื่อฟังของเจ้าต่อพระราชกิจของพระองค์อยู่ในระดับที่ต่ำ หรือเจ้าไม่มีความสามารถในการเชื่อฟัง เช่นนั้นแล้ว พระเจ้าก็จะทรงผละทิ้งเจ้าไป หากเจ้าก้าวทันพระเจ้าในขณะที่พระองค์ทรงอยู่ในขั้นตอนนี้ เจ้าก็ต้องก้าวให้ทันต่อไปเมื่อพระองค์ขยับสูงขึ้นไปด้วย เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะเป็นใครบางคนที่เชื่อฟังพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในเมื่อเจ้าเชื่อในพระเจ้า เจ้าก็จะต้องคงมั่นสม่ำเสมอในความเชื่อฟัง เจ้าไม่สามารถเชื่อฟังเพียงในยามที่เจ้ายินดีและไม่เชื่อฟังในยามที่เจ้าไม่ยินดี การเชื่อฟังประเภทนี้ไม่เป็นที่สรรเสริญโดยพระเจ้า หากพวกเจ้าไม่สามารถก้าวทันพระราชกิจใหม่ที่เราสามัคคีธรรม และยังยึดมั่นอยู่กับคติพจน์เดิมทั้งหลายต่อไป แล้วจะมีความก้าวหน้าในชีวิตของเจ้าได้อย่างไร? พระราชกิจของพระเจ้านั้นก็เพื่อจัดหาให้แก่เจ้าโดยผ่านทางพระวจนะของพระองค์ เมื่อเจ้าเชื่อฟังและยอมรับพระวจนะของพระองค์ แน่นอนว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมจะทรงกระทำพระราชกิจในตัวเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจตามที่เราพูดอย่างแม่นยำ โดยทำอย่างที่เราได้กล่าวไว้ แล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะทรงพระราชกิจในตัวเจ้าโดยพลัน เราปล่อยความสว่างใหม่ประการหนึ่งเพื่อให้พวกเจ้ามองดู เพื่อนำพาพวกเจ้าเข้ามาสู่ความสว่างแห่งปัจจุบัน และเมื่อเจ้าเดินเข้าสู่ความสว่างนี้ พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะทรงพระราชกิจในตัวเจ้าทันที มีบางคนที่อาจพูดด้วยความดึงดันหัวแข็งว่า “ข้าจะไม่ทำสิ่งที่ท่านบอกจนเสร็จสิ้นแน่ๆ” ถ้าเป็นกรณีนั้น เราขอบอกกับเจ้าว่าบัดนี้เจ้าได้มาสุดทางแล้ว เจ้าตายซากไปแล้ว และไม่มีชีวิตอีกต่อไปแล้ว ฉะนั้น ในการผ่านประสบการณ์กับการแปลงสภาพอุปนิสัยนั้น ไม่มีอะไรสำคัญยิ่งยวดไปกว่าการก้าวให้ทันความสว่างปัจจุบัน พระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่เพียงทรงกระทำพระราชกิจเฉพาะในตัวผู้คนบางคนที่พระเจ้าทรงใช้ แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ทรงกระทำในผู้คนในคริสตจักรด้วยเช่นกัน พระองค์ทรงกระทำพระราชกิจในใครก็ได้ทั้งสิ้น พระองค์อาจทรงกระทำพระราชกิจในตัวเจ้าในระหว่างช่วงเวลาปัจจุบัน และเจ้าก็จะได้ประสบการณ์กับพระราชกิจนี้ ในช่วงเวลาถัดไป พระองค์อาจทรงกระทำพระราชกิจในตัวคนอื่น ซึ่งเจ้าต้องรีบกระวีกระวาดติดตามทันที ยิ่งเจ้าติดตามความสว่างปัจจุบันได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้นเท่าไร ชีวิตเจ้าก็ยิ่งเติบโตได้มากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าบางคนนั้นจะเป็นบุคคลที่มีกิริยามารยาทอย่างไรก็ตาม หากพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจในตัวพวกเขา เจ้าก็ต้องติดตามพวกเขา จงเปิดรับประสบการณ์ของพวกเขาโดยผ่านทางประสบการณ์ของเจ้าเอง แล้วเจ้าจะยิ่งได้รับสิ่งที่สูงกว่านั้น เมื่อทำดังนั้น เจ้าก็จะยิ่งก้าวหน้าเร็วขึ้น นี่คือเส้นทางแห่งการทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมและเป็นวิถีทางที่ทำให้ชีวิตเติบโต เส้นทางสู่การได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมนั้น จะไปถึงได้ก็ด้วยการเชื่อฟังของเจ้าที่มีต่อพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เจ้าไม่รู้หรอกว่าพระเจ้าจะทรงปรับปรุงเจ้าให้สมบูรณ์แบบโดยผ่านทางคนประเภทไหน หรือพระองค์จะทรงอนุญาตให้เจ้าได้รับหรือเห็นสิ่งทั้งหลายผ่านทางบุคคลประเภทไหน เหตุการณ์แบบไหน หรือสิ่งใด หากเจ้าสามารถเหยียบย่างลงบนร่องครรลองที่ถูกต้องนี้ได้ ก็แสดงว่ามีหวังอย่างมากที่เจ้าจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า แต่หากเจ้าทำไม่ได้ นั่นแสดงว่าอนาคตของเจ้านั้นช่างสิ้นหวัง ไร้ซึ่งความสว่าง ทันทีที่เจ้าเริ่มเดินบนร่องครรลองที่ถูกต้อง เจ้าจะได้รับวิวรณ์ในทุกสรรพสิ่ง ไม่ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงให้วิวรณ์แก่คนอื่นอย่างไร หากเจ้าเดินหน้าไปพื้นฐานความรู้ของพวกเขาเพื่อผ่านประสบการณ์กับสิ่งทั้งหลายด้วยตนเอง ประสบการณ์นี้ก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเจ้า และเจ้าก็จะสามารถอาศัยประสบการณ์นี้ไปจัดหาให้กับผู้อื่นได้ บรรดาผู้ที่จัดหาให้ผู้อื่นได้แค่คำพูดที่ท่องจำมาแบบนกแก้วนกขุนทองคือผู้คนที่ไม่มีประสบการณ์อันใด เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะค้นหาหนทางแห่งการฝึกฝนปฏิบัติผ่านความรู้แจ้งและการให้ความกระจ่างของผู้อื่น ก่อนที่เจ้าจะสามารถเริ่มพูดถึงประสบการณ์หรือความรู้ที่แท้จริงของเจ้าได้ นี่จะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของเจ้ามากกว่า ดังนั้น เจ้าจึงควรผ่านประสบการณ์โดยการเชื่อฟังทั้งหมดที่มาจากพระเจ้า จ้าควรแสวงหาน้ำพระทัยพระเจ้าในทุกสรรพสิ่งและเรียนรู้บทเรียนในทุกสรรพสิ่ง เพื่อที่ชีวิตของเจ้าอาจได้เติบโต การปฏิบัติเช่นนี้ให้ความก้าวหน้าที่รวดเร็วที่สุด

พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้าโดยผ่านทางประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของเจ้า และทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อมโดยผ่านทางความเชื่อของเจ้า เจ้าเต็มใจที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมอย่างแท้จริงหรือไม่ หากเจ้าเต็มใจที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าอย่างแท้จริง เจ้าก็ย่อมจะมีความกล้าที่จปัดทิ้งเนื้อหนังของเจ้า เจ้าย่อมจะสามารถทำตามพระวจนะของพระเจ้าได้ และเจ้าจะไม่เฉื่อยชาหรืออ่อนแอ เจ้าจะสามารถเชื่อฟังทั้งหมดที่มาจากพระเจ้าได้ และการกระทำทั้งหมดของเจ้า ไม่ว่าจะทำในที่สาธารณะหรือในที่ส่วนตัว ย่อมจะสามารถนำเสนอต่อพระเจ้าได้ หากเจ้าเป็นบุคคลหนึ่งซึ่งซื่อสัตย์ และนำความจริงมาปฏิบัติในทุกสรรพสิ่ง เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม ผู้คนซึ่งเต็มไปด้วยเล่ห์ลวงเหล่านั้นที่ต่อหน้าคนอื่นทำอย่างหนึ่งแต่ลับหลังทำอีกอย่างหนึ่ง ไม่ได้เต็มใจที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม พวกเขาทั้งหมดเป็นบุตรแห่งความพินาศและการทำลายล้าง พวกเขาไม่ได้เป็นของพระเจ้า แต่เป็นของซาตาน พวกเขาไม่ใช่ผู้คนประเภทที่พระเจ้าทรงเลือกสรร! หากการกระทำและพฤติกรรมของเจ้าไม่สามารถนำเสนอเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้ หรือได้รับการพิจารณาโดยพระวิญญาณของพระเจ้าได้ นี่เป็นข้อพิสูจน์ว่ามีบางอย่างผิดปกติกับเจ้า เพียงแค่เจ้ายอมรับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า และใส่ใจต่อการแปลงสภาพอุปนิสัยของเจ้า เจ้าก็จะสามารถเหยียบย่างลงบนเส้นทางสู่การได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้ หากเจ้าเต็มใจรับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าและเต็มใจทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าอย่างแท้จริงแล้ว เจ้าก็ควรเชื่อฟังพระราชกิจทั้งหมดของพระเจ้า โดยไม่ร้องทุกข์แม้แต่สักคำ และโดยปราศจากการทึกทักเอาเองที่จะประเมินหรือตัดสินพระราชกิจของพระเจ้า เหล่านี้คือข้อพึงประสงค์ขั้นต่ำสุดสำหรับการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า ข้อพึงประสงค์ที่จำเป็นสำหรับบรรดาผู้แสวงหาการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าก็คือ ปฏิบัติตัวด้วยหัวใจที่รักพระเจ้าในทุกสรรพสิ่ง อะไรหรือที่หมายถึงการที่จะปฏิบัติตัวด้วยหัวใจที่รักพระเจ้า? มันมีความหมายว่าทุกการกระทำและพฤติกรรมของเจ้าสามารถถูกนำเสนอเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้ และเนื่องจากเจ้ามีเจตนาที่ถูกต้อง ไม่ว่าการกระทำของเจ้าจะถูกหรือผิดก็ตาม เจ้าก็ไม่หวั่นกลัวที่จะแสดงให้พระเจ้าทอดพระเนตรหรือให้พี่น้องชายหญิงของเจ้าได้เห็นเจตนาเหล่านั้น และเจ้ากล้าที่จะสาบานคำปฏิญาณเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าด้วย เจ้าต้องนำเสนอทุกเจตนา ความคิด และแนวคิดของเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อการพินิจพิเคราะห์ของพระองค์ หากเจ้าฝึกฝนปฏิบัติและเข้าสู่ในหนทางนี้ เช่นนั้นแล้ว ความก้าวหน้าในชีวิตของเจ้าก็จะเป็นไปอย่างรวดเร็ว

ตัดตอนมาจาก “เหล่าผู้เชื่อฟังพระเจ้าด้วยใจจริงย่อมได้รับการรับไว้โดยพระเจ้าอย่างแน่นอน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 487

เนื่องจากเจ้าเชื่อในพระเจ้า เจ้าต้องเชื่อในพระวจนะทั้งหมดของพระเจ้าและในพระราชกิจทั้งหมดของพระองค์ ซึ่งพูดได้ว่า ในเมื่อเจ้าเชื่อในพระเจ้า เจ้าก็ต้องเชื่อฟังพระองค์ หากเจ้าไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ ก็ย่อมไม่สำคัญแล้วว่าเจ้าจะเชื่อในพระเจ้าหรือไม่ หากเจ้าเชื่อในพระเจ้ามาเป็นเวลาหลายปี แต่ไม่เคยเชื่อฟังพระองค์ และไม่ยอมรับพระวจนะของพระองค์อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ แต่กลับขอให้พระเจ้าทรงนบนอบต่อเจ้าและทรงกระทำตามมโนคติที่หลงผิดของเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็คือกบฏตัวร้ายที่สุดในบรรดามี เจ้าก็คือผู้ปราศจากความเชื่อคนหนึ่งนั่นเอง ผู้คนเช่นนั้นจะเชื่อฟังพระราชกิจและพระวจนะของพระเจ้าซึ่งไม่ประจวบพ้องกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ได้อย่างไรกัน? ที่เป็นกบฏที่สุดในบรรดามีคือพวกที่เยาะเย้ยท้าทายและต้านทานพระเจ้าโดยเจตนา พวกเขาเป็นศัตรูของพระเจ้าพวกต่อต้านพระคริสต์ ท่าทีของพวกเขานั้นไม่เป็นมิตรต่อพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าเสมอ พวกเขาไม่มีความเอนเอียงแม้แต่น้อยนิดที่จะนบนอบ ทั้งยังไม่เคยนบนอบหรือถ่อมใจตนเองอย่างเปรมปรีดิ์ พวกเขายกย่องตนเองต่อหน้าผู้อื่นและไม่เคยยอมนบนอบต่อผู้ใด เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า พวกเขาพิจารณาว่าตนเองนั้นเก่งที่สุดในเรื่องการประกาศพระวจนะ และมีทักษะสูงสุดในการทำงานให้เกิดผลในตัวผู้อื่น พวกเขาไม่เคยทิ้งขว้าง “ขุมทรัพย์” ที่ตนครอง แต่ปฏิบัติต่อขุมทรัพย์เหล่านั้นเฉกเช่นมรดกตกทอดของครอบครัวสำหรับนมัสการ เพื่อประกาศต่อผู้อื่นไปทั่ว และใช้ขุมทรัพย์เหล่านั้นเพื่ออบรมสั่งสอนพวกคนโง่เขลาที่ชื่นชูพวกเขาอย่าง ในคริสตจักรมีผู้คนแบบนี้อยู่ไม่น้อยทีเดียวจริงๆ อาจกล่าวได้ว่าพวกเขาเป็น “วีรบุรุษผู้มิอาจมีผู้ใดพิชิตได้” รุ่นแล้วรุ่นเล่าที่ผ่านมาพักแรมในบ้านของพระเจ้า พวกเขาถือการประกาศพระวจนะ (คำสอน) เป็นหน้าที่อันสูงส่งที่สุดของพวกเขา ปีแล้วปีเล่า รุ่นแล้วรุ่นเล่า พวกเขายุ่งอยู่กับการบังคับใช้หน้าที่ “อันศักดิ์สิทธิ์และมิอาจฝ่าฝืนได้” ของตนอย่างกร้าวแกร่ง ไม่มีใครกล้าแตะพวกเขา ไม่แม้แต่คนเดียวที่กล้าตำหนิพวกเขาอย่างเปิดเผย พวกเขากลายเป็น “กษัตริย์” ในพระนิเวศของพระเจ้า อาละวาดเพ่นพ่านขณะที่พวกเขาปฏิบัติอย่างเผด็จการกับผู้อื่นมายุคแล้วยุคเล่า ปีศาจฝูงนี้พยายามหาทางร่วมมือกันรื้อทำลายงานของเรา เราสามารถยอมให้มารมีชีวิตพวกนี้ดำรงอยู่ต่อหน้าต่อตาเราได้อย่างไรกันเล่า? แม้แต่บรรดาผู้ที่เชื่อฟังเพียงครึ่งใจก็ยังไม่อาจรอดไปถึงปลายทางได้ นับประสาอะไรกับพวกเผด็จการเหล่านี้ที่ไม่มีความเชื่อฟังแม้เพียงน้อยนิดในหัวใจ! พระราชกิจของพระเจ้าไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ได้รับอย่างง่ายดาย แม้จะใช้สรรพกำลังทั้งหมดที่พวกเขามี มนุษย์ก็สามารถได้รับเพียงบางส่วนเท่านั้น ซึ่งก็เปิดโอกาสให้พวกเขาได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมในท้ายที่สุด เช่นนั้นแล้ว บรรดาลูกหลานของหัวหน้าทูตสวรรค์ที่พยายามหาทางทำลายพระราชกิจของพระเจ้าล่ะว่าอย่างไร? พวกเขายิ่งมีความหวังน้อยสักเท่าใดที่จะได้รับการรับไว้โดยพระเจ้า จุดประสงค์ของเราในการทำงานแห่งการพิชิตชัยนั้นไม่ใช่เพื่อที่จะพิชิตเพื่อประโยชน์แห่งการพิชิตชัยแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่พิชิตเพื่อที่จะเปิดเผยความชอบธรรมและความไม่ชอบธรรม ที่จะได้มาซึ่งข้อพิสูจน์สำหรับการลงโทษมนุษย์ ที่จะกล่าวโทษคนเลว และยิ่งกว่านั้น ที่จะพิชิตเพื่อประโยชน์ของการทำให้ผู้ที่เต็มใจเชื่อฟังนั้นมีความเพียบพร้อม ในตอนจบนั้น ทั้งหมดจะถูกแยกไปตามประเภท และผู้ที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมก็คือผู้ที่ความคิดและแนวคิดของพวกเขาเต็มเปี่ยมด้วยความเชื่อฟัง นี่คืองานที่จะถูกทำให้สำเร็จลุล่วงในท้ายที่สุด ขณะเดียวกัน พวกที่มีทุกการกระทำเป็นการกบฏก็จะถูกลงโทษและถูกส่งไปเผาผลาญในกองเพลิง เป็นวัตถุทั้งหลายที่ถูกสาปแช่งชั่วนิรันดร์ เมื่อเวลานั้นมาถึง บรรดา “วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่และมิอาจมีผู้ใดพิชิตได้” แห่งยุคอดีตกาลจะกลายเป็น “ผู้ขี้ขลาดที่ไร้สมรรถภาพและอ่อนแอ” ที่ต่ำช้าและถูกหลบเลี่ยงมากที่สุด สิ่งนี้เท่านั้นที่จะแสดงตัวอย่างทุกแง่มุมของความชอบธรรมของพระเจ้าและพระอุปนิสัยของพระองค์ที่มนุษย์มิอาจทำให้ขุ่นเคืองได้เลย และสิ่งนี้เท่านั้นที่สามารถประโลมความเกลียดชังในหัวใจของเราได้ พวกเจ้าไม่เห็นด้วยหรอกหรือว่าเรื่องนี้ช่างสมเหตุผลไปทั้งหมดทั้งสิ้น

ไม่ใช่ทุกคนที่ผ่านประสบการณ์กับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือผู้ที่อยู่ในกระแสนี้สามารถได้รับชีวิตได้ ชีวิตไม่ใช่สมบัติร่วมที่มนุษยชาติทั้งมวลแบ่งปันกัน และการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนทั้งผองสัมฤทธิ์ได้โดยง่าย การนบนอบต่อพระราชกิจของพระเจ้าต้องเป็นจริงและมีการปฏิบัติจริง และจะต้องถูกนำไปใช้ในชีวิต การนบนอบเพียงผิวเผินอย่างเดียวไม่อาจได้รับการสรรเสริญจากพระเจ้าได้ และการเชื่อฟังแค่แง่มุมผิวเผินของพระวจนะของพระเจ้าโดยไม่ได้มุ่งเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของตนนั้น ก็ไม่ได้เป็นไปตามพระทัยพระเจ้า การเชื่อฟังพระเจ้าและการนบนอบต่อพระราชกิจของพระเจ้านั้นคือสิ่งเดียวกันและเหมือนกัน บรรดาผู้ที่นบนอบเฉพาะต่อพระเจ้าแต่ไม่ใช่ต่อพระราชกิจของพระองค์นั้นไม่อาจนับเป็นผู้ที่เชื่อฟังได้ นับประสาอะไรกับพวกที่ไม่ได้นบนอบอย่างแท้จริงแต่เพียงประจบสอพลอภายนอกเท่านั้น บรรดาผู้ที่นบนอบต่อพระเจ้าอย่างแท้จริงสามารถจะได้รับผลดีจากพระราชกิจของพระเจ้าและสัมฤทธิ์ความเข้าใจเรื่องพระอุปนิสัยและพระราชกิจของพระองค์ เฉพาะผู้คนแบบนี้เท่านั้นที่นบนอบต่อพระเจ้าอย่างแท้จริง ผู้คนเช่นนี้สามารถก้าวผ่าน การเปลี่ยนแปลงใหม่และได้รับความรู้ใหม่จากพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า เฉพาะผู้คนเหล่านี้เท่านั้นที่ได้รับการสรรเสริญโดยพระเจ้า เฉพาะผู้คนเหล่านี้เท่านั้นที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม และมีแต่พวกเขาเหล่านี้เท่านั้นที่อุปนิสัยของตนได้มีการเปลี่ยนแปลง บรรดาผู้ที่ได้รับการสรรเสริญโดยพระเจ้าคือผู้ที่นบนอบต่อพระเจ้า และต่อพระวาจาและพระราชกิจของพระองค์อย่างเปรมปรีดิ์ เฉพาะผู้คนดังกล่าวเท่านั้นที่อยู่ในทางชอบธรรม มีแต่ผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่ต้องการพระเจ้าอย่างจริงใจ และแสวงหาพระเจ้าอย่างจริงใจ สำหรับบรรดาผู้คนที่เพียงแต่พูดถึงความเชื่อในพระเจ้าด้วยปากของตน แต่ในทางการกระทำกลับสาปแช่งพระองค์ พวกเขาคือคนที่สวมหน้ากาก ผู้มีน้ำพิษของงูร้ายในตัว พวกเขาเป็นผู้คิดคดทรยศที่เลวร้ายที่สุด ไม่ช้าก็เร็ว พวกตัววายร้ายเหล่านี้จะถูกฉีกหน้ากากออก นี่ไม่ใช่งานที่ทำอยู่ในทุกวันนี้หรอกหรือ? คนเลวย่อมเลวเสมอ และจะไม่มีทางหนีรอดวันแห่งการลงโทษได้ ผองมนุษย์ที่ดีย่อมดีงามเสมอ และจะได้รับการเปิดเผยเมื่อพระราชกิจของพระเจ้ามาถึงบทอวสาน ไม่มีคนเลวสักคนเดียวที่จะถูกนับเป็นผู้ชอบธรรม และไม่มีคนชอบธรรมสักคนเดียวที่จะนับเป็นคนเลว เราจะปล่อยให้มนุษย์คนใดถูกกล่าวหาอย่างผิดๆ หรือ?

ตัดตอนมาจาก “เหล่าผู้เชื่อฟังพระเจ้าด้วยใจจริงย่อมได้รับการรับไว้โดยพระเจ้าอย่างแน่นอน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 488

เมื่อชีวิตเจ้าก้าวหน้าไป เจ้าต้องมีการเข้าสู่ใหม่ และความรู้ความเข้าใจใหม่ลึกซึ้งที่สูงส่งขึ้นเสมอ ซึ่งลึกซึ้งขึ้นในทุกย่างก้าว นี่คือสิ่งที่มวลมนุษยชาติควรเข้าสู่ โดยผ่านการเข้าสนิท การฟังเทศนา การอ่านพระวจนะของพระเจ้า หรือรับมือเรื่องบางอย่าง เจ้าจะได้รับความรู้ความเข้าใจลึกซึ้งใหม่และความรู้แจ้งใหม่ และจะไม่ดำรงชีวิตอยู่ในกฎเกณฑ์เก่าๆ และกาลสมัยเก่าๆ เจ้าจะดำรงชีวิตอยู่ในความสว่างใหม่เสมอ และจะไม่หลงเจิ่นจากพระวจนะของพระเจ้า นี่คือความหมายของการเริ่มต้นเดินในร่องครรลองที่ถูกต้อง การจ่ายราคาแค่ในระดับฉาบฉวยนั้นจะใช้ไม่ได้ผล ทุกๆ วัน พระวจนะของพระเจ้าจะเข้าสู่อาณาจักรที่สูงขึ้น และสิ่งใหม่ทั้งหลายจะปรากฏขึ้นทุกวัน และมนุษย์ก็เช่นกัน จะต้องเปิดรับการเข้าสู่ใหม่ทุกๆ วัน เมื่อพระเจ้าตรัส พระองค์ทรงนำพาดอกผลมาสู่ทั้งหมดที่พระองค์ได้ตรัสไป และหากเจ้าตามไม่ทัน เจ้าก็จะล้าหลัง เจ้าต้องลงลึกในการอธิษฐานมากขึ้น การกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้านั้นจะเป็นแค่เรื่องคั่นเวลาไม่ได้ จงลงลึกให้มากขึ้นในความรู้แจ้งและความกระจ่างที่เจ้าได้รับ และมโนคติที่หลงผิดและจินตนาการทั้งหลายของเจ้าจะต้องค่อยๆ ล่าถอยไปเรื่อยๆ เจ้ายังจะต้องเสริมความแข็งแกร่งให้กับการวินิจฉัยของเจ้าด้วยเช่นกัน และไม่ว่าเจ้าจะเผชิญสิ่งใดก็ตาม เจ้าจะต้องมีความคิดของตัวเองในเรื่องนั้นและมีมุมมองของตัวเจ้าเอง เจ้าต้องได้รับความรู้ความเข้าในลึกซึ้งเกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายภายนอกและจับความเข้าใจแก่นของประเด็นปัญหาอันใดก็ตามโดยการเข้าใจบางสิ่งบางอย่างในฝ่ายวิญญาณ หากเจ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้พร้อมอยู่ในตัว เจ้าจะสามารถนำคริสตจักรได้อย่างไร? หากเจ้าเพียงแต่พูดถึงตัวอักษรและคำสอนโดยปราศจากความเป็นจริงอันใดๆ และไม่มีหนทางแห่งการฝึกฝนปฏิบัติ เจ้าก็จะเอาตัวรอดไปได้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ มันอาจพอเป็นที่ยอมรับได้อย่างจำกัดเมื่อพูดกับบรรดาผู้เชื่อใหม่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อบรรดาผู้เชื่อใหม่มีประสบการณ์บางอย่างจริงๆ แล้ว เจ้าก็จะไม่สามารถจัดหาให้กับพวกเขาได้อีกต่อไป แล้วเจ้าจะเหมาะสำหรับให้พระเจ้าใช้ได้อย่างไร? หากปราศจากความรู้แจ้งใหม่ เจ้าย่อมทำงานไม่ได้ บรรดาผู้ที่ไม่มีความรู้แจ้งใหม่คือผู้ที่ไม่รู้วิธีผ่านประสบการณ์ และผู้คนเช่นนั้นไม่มีวันได้รับความรู้ใหม่หรือประสบการณ์ใหม่ และในเรื่องของการจัดหาให้แก่ชีวิต พวกเขาย่อมไม่มีวันสามารถทำหน้าที่ของตนเองได้เลย และพวกเขาไม่มีทางที่จะเหมาะสำหรับการใช้ของพระเจ้าด้วย ผู้คนประเภทนี้ไม่มีอะไรดีเลย เป็นแค่เศษขยะเท่านั้น ในความจริง ผู้คนเช่นนี้ไร้ความสามารถอย่างทั้งหมดทั้งสิ้นที่จะทำหน้าที่ของตนในงานได้เลย พวกเขาล้วนไม่มีอะไรดีเลย ไม่เพียงแค่พวกเขาล้มเหลวในการทำหน้าที่ของตนเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วพวกเขายังสร้างความตึงเครียดที่ไม่จำเป็นต่อคริสตจักรเป็นอย่างมากอีกด้วย เราขอเตือนสติให้ “ผู้อาวุโสที่น่าเคารพ” เหล่านี้รีบออกจากคริสตจักรเสีย เพื่อที่ผู้อื่นจะไม่จำเป็นต้องมองดูเจ้าอีกต่อไป ผู้คนประเภทนี้ไม่มีความเข้าใจเรื่องงานใหม่และเต็มไปด้วยมโนคติที่หลงผิดอันไม่สิ้นสุด พวกเขาไม่ได้ทำหน้าที่อะไรเลยในคริสตจักร ตรงกันข้าม พวกเขาก่อความเดือดร้อนรำคาญและแพร่ความคิดแง่ลบไปทั่ว กระทั่งถึงจุดที่มีส่วนร่วมในการประพฤติปฏิบัติที่ผิดและก่อความรบกวนในทุกลักษณะในคริสตจักร ดัวยเหตุนั้นจึงทำให้บรรดาผู้ที่ขาดการแยกแยะเกิดความสับสนและความระส่ำระสาย มารที่มีชีวิตเหล่านี้ วิญญาณชั่วเหล่านี้ควรออกจากคริสตจักรโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มิฉะนั้นอาจเสียงต่อการที่คริสตจักรจะมีภัยก็เพราะเจ้า เจ้าอาจไม่เกรงกลัวพระราชกิจของพระเจ้าของวันนี้ ทว่าเจ้าไม่เกรงกลัวการพิพากษาอันชอบธรรมของพระเจ้าในวันพรุ่งนี้หรือ? มีผู้คนจำนวนมากในคริสตจักรที่เป็นพวกเอาเปรียบ และอีกมากที่เป็นหมาป่าที่พยายามหาหนทางขัดจังหวะพระราชกิจปกติของพระเจ้า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปีศาจที่ถูกส่งมาโดยกษัตริย์ปีศาจ เป็นหมาป่าชั่วร้ายที่จ้องสวาปามลูกแกะที่ไร้เดียงสา หากผู้คนประเภทที่ว่าเหล่านี้ไม่ถูกขับออกไป พวกเขาจะกลายเป็นปรสิตต่อคริสตจักร เป็นมอดปลวกที่สวาปามของถวาย ไม่ช้าก็เร็ว วันหนึ่งจะมาถึงเมื่อพวกหนอนแมลงที่น่าเหยียดหยาม รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ต่ำช้า และน่าผลักไสเหล่านี้จะถูกลงโทษ!

ตัดตอนมาจาก “เหล่าผู้เชื่อฟังพระเจ้าด้วยใจจริงย่อมได้รับการรับไว้โดยพระเจ้าอย่างแน่นอน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 489

การได้รับความรู้เกี่ยวกับการทรงภาคชีวิตจริงและความเข้าใจอันครบถ้วนเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า—ทั้งสองสิ่งนี้มองเห็นได้ในพระวจนะของพระองค์ และโดยผ่านทางพระดำรัสเหล่านี้เท่านั้นเจ้าจึงสามารถได้รับความรู้แจ้ง เจ้าจึงควรทำให้มากขึ้นเพื่อเตรียมตัวเองให้พร้อมด้วยพระวจนะของพระเจ้า จงสื่อสารความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าในการสามัคคีธรรม และในหนทางนี้ เจ้าสามารถให้ความรู้แจ้งแก่ผู้อื่นและให้ทางออกแก่พวกเขาได้—นี่คือเส้นทางที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง ก่อนที่พระเจ้าจะทรงจัดการเตรียมการสภาพแวดล้อมหนึ่งให้แก่เจ้า พวกเจ้าแต่ละคนต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมด้วยพระวจนะของพระองค์เสียก่อน นี่คือบางสิ่งบางอย่างที่ทุกคนควรทำ มันคือลำดับความสำคัญที่เร่งด่วนอย่างหนึ่ง ก่อนอื่น จงไปให้ถึงจุดที่เจ้ารู้ว่าจะกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าอย่างไร สำหรับสิ่งใดก็ตามที่เจ้าไม่สามารถทำได้ จงค้นหาพระวจนะของพระองค์เพื่อเป็นเส้นทางของการปฏิบัติ และกราดตรวจพระดำรัสเหล่านี้เพื่อหาประเด็นปัญหาใดก็ตามที่เจ้าไม่เข้าใจหรือความลำบากยากเย็นใดก็ตามที่เจ้าอาจจะมี จงทำให้พระวจนะของพระเจ้าเป็นเสบียงของเจ้า เปิดโอกาสให้พระวจนะเหล่านั้นช่วยเจ้าในการแก้ไขความลำบากยากเย็นและปัญหาทั้งหลายที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของเจ้า อีกทั้งเปิดโอกาสให้พระวจนะของพระองค์กลายเป็นตัวช่วยในชีวิตของเจ้าด้วย การนี้พึงจะต้องมีความพยายามในส่วนของเจ้า ในการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้านั้น เจ้าต้องสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ เจ้าต้องสงบหัวใจของเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระองค์ และเจ้าต้องปฏิบัติโดยสอดคล้องกับพระดำรัสของพระองค์เมื่อใดก็ตามที่เจ้าเผชิญกับประเด็นปัญหาอันใด เมื่อเจ้าไม่ได้เผชิญกับปัญหาอันใด เจ้าควรให้ตัวเจ้าเองกังวลอยู่แค่กับการกินและการดื่มพระวจนะของพระองค์เท่านั้น บางครั้งเจ้าอาจจะอธิษฐานและไตร่ตรองความรักของพระเจ้า แบ่งปันความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับพระวจนะของพระองค์ในการสามัคคีธรรม และสื่อสารเกี่ยวกับความรู้แจ้งและความกระจ่างที่เจ้าได้รับประสบการณ์ภายในตัวของเจ้าและปฏิกิริยาที่เจ้ามีในขณะที่อ่านพระดำรัสเหล่านี้ ที่มากกว่านั้นคือ เจ้าสามารถให้ทางออกผู้คนได้ นี่เท่านั้นที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง เป้าหมายของการทำสิ่งนี้ก็คือเพื่อเปิดโอกาสให้พระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นเสบียงซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตจริงของเจ้า

ตลอดครรลองของวันหนึ่ง เจ้าใช้เวลากี่ชั่วโมงในการที่เจ้าอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าอย่างจริงแท้? วันของเจ้าถูกมอบให้แก่พระเจ้าตามที่จริงมากเท่าใด? ถูกมอบให้แก่เนื้อหนังมากเท่าใด? การทำให้หัวใจของคนเราฝักใฝ่ต่อพระเจ้าอยู่เสมอเป็นขั้นตอนแรกของการอยู่บนร่องครรลองที่ถูกต้องแห่งการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์ หากเจ้าสามารถอุทิศหัวใจ ร่างกายของเจ้า และความรักแท้ทั้งหมดของเจ้าแก่พระเจ้า วางสิ่งเหล่านั้นเฉพาะพระพักตร์พระองค์ เชื่อฟังพระองค์โดยครบบริบูรณ์ และคำนึงถึงน้ำพระทัยของพระองค์อย่างสมบูรณ์—ไม่ใช่เพื่อเนื้อหนัง ไม่ใช่เพื่อครอบครัว และไม่ใช่เพื่อความอยากได้อยากมีส่วนตัวของเจ้าเอง แต่เพื่อผลประโยชน์แห่งครัวเรือนของพระเจ้า โดยใช้พระวจนะของพระเจ้าเป็นหลักธรรมและรากฐานในทุกสิ่งทุกอย่าง—เช่นนั้นแล้ว ด้วยการทำดังนั้น เจตนาของเจ้าและมุมมองของเจ้าจะอยู่ถูกที่ถูกทางทั้งหมด และแล้วเจ้าก็จะเป็นบุคคลหนึ่งที่อยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าผู้ซึ่งได้รับการสรรเสริญของพระองค์ ผู้คนที่พระเจ้าทรงโปรดก็คือบรรดาผู้ที่หันเข้าหาพระองค์อย่างสมบูรณ์ พวกเขาคือบรรดาผู้ที่สามารถอุทิศตนแด่พระองค์แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น พวกที่พระเจ้าทรงเกลียดคือบรรดาผู้ที่หันเข้าหาพระองค์เพียงครึ่งใจและผู้ที่กบฏต่อพระองค์ พระองค์ทรงเกลียดชังพวกที่เชื่อในพระองค์และต้องการที่จะชื่นชมพระองค์อยู่เสมอในขณะที่ยังไม่สามารถที่จะสละตนเองเพื่อประโยชน์ของพระองค์ได้อย่างครบบริบูรณ์ พระองค์ทรงเกลียดพวกที่พูดว่าพวกเขารักพระองค์แต่เป็นผู้ที่กบฏต่อพระองค์ในหัวใจของพวกเขา พระองค์ทรงเกลียดพวกที่ใช้คำพูดที่มีวาทศิลป์เป็นภาษาดอกไม้เพื่อการหลอกลวง พวกที่มิได้ทุ่มเทอุทิศต่อพระเจ้าอย่างจริงแท้หรือผู้ที่ไม่ได้นบนอบเฉพาะพระพักตร์พระองค์อย่างแท้จริงนั้นคิดคดทรยศและโอหังอย่างเหลือเกินโดยธรรมชาติ พวกที่ไม่สามารถนบนอบอย่างจริงแท้เฉพาะเบื้องพระพักตร์พระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริงปกติธรรมดานั้นยิ่งโอหังกว่าเสียด้วยซ้ำ และพวกเขาเป็นสืบสันดานที่ตรงต่อหน้าที่เป็นพิเศษของหัวหน้าทูตสวรรค์ ผู้คนที่สละตนเองต่อพระเจ้าอย่างแท้จริงแผ่วางการเป็นอยู่ทั้งหมดของพวกเขาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า พวกเขานบนอบต่อพระดำรัสทั้งปวงของพระองค์อย่างแท้จริง และสามารถนำพระวจนะของพระองค์มาปฏิบัติได้ พวกเขาทำให้พระวจนะของพระเจ้าเป็นรากฐานแห่งการดำรงอยู่ของพวกเขา และพวกเขาสามารถค้นคว้าอย่างจริงจังจริงใจภายในพระวจนะของพระเจ้าเพื่อค้นให้พบส่วนที่จะนำไปปฏิบัติ เช่นนั้นคือผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าอย่างแท้จริง หากสิ่งที่เจ้าทำเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของเจ้า และเจ้าสามารถทำตามความจำเป็นและความไม่เพียงพอภายในของเจ้าได้จนอุปนิสัยชีวิตของเจ้าได้แปลงสภาพไปโดยผ่านการกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้า เมื่อนั้น การนี้จะสนองน้ำพระทัยของพระเจ้า หากเจ้ากระทำการโดยสอดคล้องกับข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า และหากเจ้าไม่สนองเนื้อหนังแต่สนองน้ำพระทัยของพระองค์แทน เช่นนั้นแล้ว ในการนี้เจ้าย่อมจะได้เข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระองค์ เมื่อพูดถึงการเข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้าอย่างสมกับความเป็นจริงมากขึ้น มันหมายความว่าเจ้าสามารถปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าและทำตามข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าได้ มีเพียงการกระทำที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงจำพวกเหล่านี้เท่านั้นที่สามารถเรียกได้ว่าการเข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระองค์ หากเจ้าสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงได้แล้วไซร้ เจ้าย่อมจะครองความจริง นี่คือจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ความเป็นจริง เจ้าต้องเข้ารับการฝึกฝนนี้ก่อน และเมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีกได้ จงพิจารณาว่าจะรักษาพระบัญญัติอย่างไร และจะจงรักภักดีเฉพาะเบื้องพระพักตร์ของพระเจ้าอย่างไร จงอย่าคิดอยู่เป็นเนืองนิตย์เกี่ยวกับว่าเมื่อใดเจ้าจะสามารถเข้าสู่ราชอาณาจักรได้ หากอุปนิสัยของเจ้าไม่เปลี่ยนแปลง เช่นนั้นแล้ว สิ่งใดก็ตามที่เจ้าคิดถึงก็จะไร้ประโยชน์! การจะเข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้านั้น เจ้าต้องมาถึงจุดที่แนวคิดและความคิดทั้งหมดของเจ้าเป็นไปเพื่อพระเจ้าเสียก่อน—นี่คือความจำเป็นที่แจ่มชัดที่สุด

ตัดตอนมาจาก “ผู้ที่รักพระเจ้าอย่างแท้จริงคือบรรดาผู้ที่สามารถนบนอบโดยสมบูรณ์ต่อการทรงภาคชีวิตจริงของพระองค์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 490

ปัจจุบัน มีผู้คนมากมายที่อยู่ท่ามกลางการทดสอบและไม่เข้าใจพระราชกิจของพระเจ้า แต่เราบอกเจ้าเลยว่า หากเจ้าไม่เข้าใจพระราชกิจ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ไม่น่าจะทำการตัดสินเกี่ยวกับมันเสียดีกว่า บางทีอาจมีสักวันเมื่อความจริงจะเป็นที่ประจักษ์โดยความครบถ้วนบริบูรณ์ของมัน และเมื่อนั้นเจ้าจะเข้าใจ การไม่ทำการตัดสินจะเป็นประโยชน์สำหรับเจ้า กระนั้นเจ้าก็ไม่สามารถแค่รออย่างนิ่งเฉยได้ เจ้าต้องพยายามที่จะเข้าสู่อย่างแข็งขัน เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะเป็นผู้ซึ่งเข้าสู่จริงๆ ผู้คนกำลังพัฒนามโนคติที่หลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริงอยู่เสมอเพราะการเป็นกบฏของพวกเขา การนี้ทำให้มีความจำเป็นสำหรับผู้คนทั้งปวงที่จะต้องเรียนรู้วิธีที่จะนบนอบ เพราะพระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริงนั้นคือการทดสอบอันใหญ่หลวงสำหรับมวลมนุษย์ หากเจ้าไม่สามารถตั้งมั่นได้แล้วไซร้ ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นอันจบสิ้นกัน หากเจ้าไม่มีความเข้าใจถึงการทรงภาคชีวิตจริงตามจริงของพระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่สามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าได้ ขั้นตอนสำคัญยิ่งยวดในการที่ผู้คนจะสามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้หรือไม่นั้นก็คือการที่พวกเขาเข้าใจการทรงภาคชีวิตจริงของพระเจ้า การทรงภาคชีวิตจริงของพระเจ้าผู้ทรงจุติมาเป็นมนุษย์ที่เสด็จมายังแผ่นดินโลกก็คือการทดสอบหนึ่งสำหรับบุคคลทุกคน หากเจ้าสามารถตั้งมั่นในด้านนี้ได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะเป็นใครบางคนที่รู้จักพระเจ้า และเจ้าจะเป็นใครบางคนที่รักพระองค์อย่างแท้จริง หากเจ้าไม่สามารถตั้งมั่นในด้านนี้ และเจ้าเพียงเชื่อในพระวิญญาณและไม่สามารถเชื่อในการทรงภาคชีวิตจริงของพระเจ้าได้ เช่นนั้นแล้วก็ไม่สำคัญว่าความเชื่อของเจ้าในพระเจ้าจะยิ่งใหญ่เพียงใด มันย่อมจะไร้ประโยชน์ หากเจ้าไม่สามารถเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงปรากฏแก่ตาได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าสามารถเชื่อในพระวิญญาณของพระเจ้าได้หรือ? เจ้ามิใช่แค่กำลังพยายามหลอกพระเจ้าหรอกหรือ? เจ้าไม่นบนอบเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าผู้ทรงปรากฏแก่ตาและจับต้องได้ ดังนั้น เจ้าสามารถนบนอบเฉพาะพระพักตร์พระวิญญาณได้หรือ? พระวิญญาณนั้นไม่ทรงปรากฏแก่ตาและไม่อาจจับต้องได้ ดังนั้น เมื่อเจ้าพูดว่าเจ้านบนอบต่อพระวิญญาณของพระเจ้า เจ้ามิใช่กำลังพูดเรื่องเหลวไหลอยู่หรอกหรือ? กุญแจสำคัญในการรักษาพระบัญญัติก็คือการมีความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริง ทันทีที่เจ้ามีความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริง เจ้าจะสามารถรักษาพระบัญญัติได้ มีสองส่วนประกอบในการรักษาพระบัญญัติเหล่านั้น หนึ่งคือการยึดมั่นต่อแก่นแท้ของพระวิญญาณของพระองค์ และการสามารถยอมรับการตรวจสอบเจ้าของพระวิญญาณเฉพาะพระพักตร์พระวิญญาณได้ ส่วนประกอบอีกอย่างหนึ่งคือการสามารถที่จะมีความเข้าใจถ่องแท้เกี่ยวกับเนื้อหนังซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ และการสัมฤทธิ์การนบนอบที่จริงแท้ ไม่ว่าจะต่อหน้าเนื้อหนังหรือเฉพาะพระพักตร์พระวิญญาณ คนเราต้องเก็บงำความนบนอบและความเคารพต่อพระเจ้าไว้เสมอ มีเพียงผู้ที่เป็นเช่นนี้เท่านั้นที่มีคุณสมบัติในการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม หากเจ้ามีความเข้าใจเกี่ยวกับการทรงภาคชีวิตจริงของพระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริง—กล่าวคือ หากเจ้าได้ตั้งมั่นในการทดสอบแล้ว—เช่นนั้นแล้วก็จะไม่มีสิ่งใดมากเกินไปสำหรับเจ้า

ผู้คนบางคนกล่าวว่า “พระบัญญัตินั้นง่ายที่จะรักษา เจ้าแค่จำเป็นต้องพูดอย่างตรงไปตรงมาและอย่างมีใจศรัทธาเมื่ออยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และไม่ออกท่าออกทางบุ้ยใบ้อันใด นี่คือสิ่งที่เป็นการรักษาพระบัญญัติ” นั่นถูกหรือไม่? ดังนั้น หากเจ้าทำสองสามสิ่งลับหลังพระเจ้าที่เป็นการต้านทานต่อพระองค์ นั่นนับว่าเป็นการรักษาพระบัญญัติหรือไม่? เจ้าต้องมีความเข้าใจที่ละเอียดถี่ถ้วนในเรื่องของสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพระบัญญัติ นั่นสัมพันธ์กับการที่เจ้ามีความเข้าใจที่เป็นจริงเกี่ยวกับพระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริงหรือไม่ หากเจ้ามีความเข้าใจเกี่ยวกับการทรงภาคชีวิตจริงและไม่สะดุดและล้มลงในช่วงระหว่างการทดสอบนี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็สามารถถูกนับได้ว่ามีคำพยานที่แข็งแกร่ง การเป็นพยานที่ดังกึกก้องต่อพระเจ้านั้นโดยพื้นฐานแล้วสัมพันธ์กับการที่เจ้ามีความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริงหรือไม่ และกับการที่เจ้าสามารถนบนอบต่อหน้าบุคคลนี้ได้หรือไม่ ผู้ซึ่งไม่ใช่แค่ธรรมดาสามัญเท่านั้น แต่ปกติด้วย และนบนอบจนกระทั่งถึงแก่ความตาย หากเจ้าเป็นพยานอย่างแท้จริงต่อพระเจ้าด้วยหนทางแห่งการนบนอบนี้ นั่นหมายความว่าเจ้าได้ถูกพระเจ้ารับไว้แล้ว หากเจ้าสามารถนบนอบจนกระทั่งถึงแก่ความตายและปราศจากการร้องทุกข์ ไม่ทำการตัดสิน ไม่ใส่ร้าย ไม่มีมโนคติที่หลงผิดอันใด และไม่มีสิ่งจูงใจแอบแฝงอันใดเฉพาะพระพักตร์พระองค์ เช่นนั้นแล้ว พระเจ้าก็จะทรงได้มาซึ่งพระสิริในหนทางนี้ การนบนอบต่อหน้าบุคคลปกติธรรมดาคนหนึ่งผู้ซึ่งถูกมนุษย์ดูแคลน และการสามารถนบนอบไปจนกระทั่งหมดลมหายใจโดยไม่มีมโนคติที่หลงผิดใดๆ—นี่คือคำพยานจริงแท้ ความเป็นจริงที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์ให้ผู้คนเข้าสู่นั้นก็คือการที่เจ้าสามารถเชื่อฟังพระวจนะของพระองค์ นำพระวจนะเหล่านั้นไปปฏิบัติ กราบไหว้เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริงและรู้จักความเสื่อมทรามของเจ้าเอง เปิดใจของเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระองค์ และในที่สุด ก็ได้ถูกพระองค์รับไว้โดยผ่านทางพระวจนะเหล่านี้ของพระองค์ พระเจ้าทรงได้รับพระสิริเมื่อพระดำรัสเหล่านี้พิชิตเจ้าและทำให้เจ้าเชื่อฟังพระองค์อย่างเต็มที่ โดยผ่านการนี้พระองค์ทรงทำให้ซาตานอับอายและทำให้พระราชกิจของพระองค์ครบบริบูรณ์ เมื่อเจ้าไม่มีมโนคติที่หลงผิดอันใดเกี่ยวกับการทรงภาคชีวิตจริงของพระเจ้าผู้ทรงจุติมาเป็นมนุษย์—กล่าวคือ เมื่อเจ้าได้ตั้งมั่นในการทดสอบนี้—เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ได้เป็นพยานในการนี้เป็นอย่างดีแล้ว เมื่อมาถึงวันซึ่งเจ้ามีความเข้าใจเต็มเปี่ยมเกี่ยวกับพระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริงและสามารถนบนอบจนกระทั่งถึงแก่ความตายเหมือนเปโตรเคยทำ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะได้รับการรับไว้และได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า สิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าทรงทำที่ไม่อยู่ในแนวเดียวกับมโนคติที่หลงผิดของเจ้าก็คือการทดสอบสำหรับเจ้า หากพระราชกิจของพระเจ้าอยู่ในแนวเดียวกับมโนคติที่หลงผิดของเจ้า เจ้าคงจะไม่จำเป็นต้องทนทุกข์หรือได้รับการถลุง เป็นเพราะพระราชกิจของพระเจ้านั้นสัมพันธ์กับชีวิตจริงยิ่งนักและไม่อยู่ในแนวเดียวกับมโนคติที่หลงผิดของเจ้านั่นเอง เจ้าจึงจำเป็นต้องปล่อยมือจากมโนคติที่หลงผิดเช่นนั้น นี่คือเหตุผลว่าทำไมมันจึงเป็นการทดสอบสำหรับเจ้า เป็นเพราะการทรงภาคชีวิตจริงของพระเจ้านั่นเอง ผู้คนทั้งปวงจึงอยู่ในท่ามกลางการทดสอบ พระราชกิจของพระองค์สัมพันธ์กับชีวิตจริง ไม่ใช่เหนือธรรมชาติ เจ้าจะได้รับการรับไว้โดยพระองค์ด้วยการเข้าใจพระวจนะที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระองค์และพระดำรัสที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระองค์อย่างเต็มที่โดยไม่มีมโนคติที่หลงผิดอันใด และการสามารถรักพระองค์อย่างแท้จริงในขณะที่พระราชกิจของพระองค์สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากยิ่งขึ้นทุกที กลุ่มผู้คนที่พระเจ้าจะทรงรับไว้นั้นคือบรรดาผู้ที่รู้จักพระเจ้า นั่นคือบรรดาผู้ที่รู้จักการทรงภาคชีวิตจริงของพระองค์ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาคือบรรดาผู้ที่สามารถนบนอบต่อพระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้าได้

ตัดตอนมาจาก “ผู้ที่รักพระเจ้าอย่างแท้จริงคือบรรดาผู้ที่สามารถนบนอบโดยสมบูรณ์ต่อการทรงภาคชีวิตจริงของพระองค์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 491

ในช่วงระหว่างเวลาที่พระเจ้าทรงเป็นมนุษย์ การนบนอบที่พระองค์ทรงพึงประสงค์ต่อผู้คนไม่ได้เกี่ยวข้องกับการงดเว้นจากการทำการตัดสินหรือการต้านทานดังที่พวกเขาจินตนาการ ตรงกันข้าม พระองค์ทรงพึงประสงค์ให้ผู้คนใช้พระวจนะของพระองค์เป็นหลักการในการดำรงชีวิตของพวกเขาและเป็นพื้นฐานของการอยู่รอดของพวกเขา ให้พวกเขานำแก่นแท้ของพระวจนะของพระองค์ไปปฏิบัติอย่างสมบูรณ์ และให้พวกเขาสนองน้ำพระทัยของพระองค์โดยครบบริบูรณ์ แง่มุมหนึ่งของการพึงประสงค์ให้ผู้คนนบนอบต่อพระเจ้าผู้ทรงจุติมาเป็นมนุษย์หมายถึงการนำพระวจนะของพระองค์มาปฏิบัติ ในขณะที่อีกแง่มุมหนึ่งหมายถึงการสามารถนบนอบต่อความเป็นปกติและการทรงภาคชีวิตจริงของพระองค์ เหล่านี้ทั้งสองอย่างต้องสมบูรณ์ บรรดาผู้ที่สามารถสัมฤทธิ์ทั้งสองแง่มุมเหล่านี้ทุกคนคือบรรดาผู้ที่เก็บงำความรักแท้ต่อพระเจ้าไว้ในหัวใจของพวกเขา พวกเขาล้วนเป็นผู้คนที่พระเจ้าได้ทรงรับไว้แล้ว และพวกเขาล้วนรักพระเจ้าเสมือนที่พวกเขารักชีวิตของพวกเขาเอง พระเจ้าผู้ทรงจุติมาเป็นมนุษย์ทรงมีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริงในพระราชกิจของพระองค์ ในหนทางนี้ เปลือกนอกของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ทั้งปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระองค์กลายเป็นการทดสอบอันมโหฬารสำหรับผู้คน มันกลายเป็นความลำบากยากเย็นอันใหญ่หลวงที่สุดของพวกเขา อย่างไรก็ตาม ความเป็นปกติและการทรงภาคชีวิตจริงของพระเจ้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ พระองค์ได้ทรงลองพยายามทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้พบทางออก แต่ในท้ายที่สุดก็ไม่ทรงสามารถขจัดพระองค์เองออกจากเปลือกนอกแห่งสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติของพระองค์ได้ ท้ายที่สุดแล้ว นี่เป็นเพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ ไม่ใช่พระเจ้าที่เป็นพระวิญญาณในสวรรค์ พระองค์ไม่ใช่พระเจ้าที่ผู้คนไม่สามารถมองเห็นได้ แต่ทรงเป็นพระเจ้าที่สวมใส่เปลือกของสมาชิกหนึ่งของสิ่งทรงสร้าง ด้วยเหตุนี้ การขจัดพระองค์เองจากเปลือกแห่งสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติของพระองค์ก็คงไม่มีทางที่จะง่ายดายเลยเลย เพราะฉะนั้น ไม่สำคัญว่าอย่างไร พระองค์ยังคงทรงพระราชกิจที่พระองค์ทรงต้องประสงค์ที่จะทำจากมุมมองของเนื้อหนัง พระราชกิจนี้คือการแสดงออกถึงพระเจ้าผู้ทรงเป็นปกติและทรงภาคชีวิตจริง ดังนั้น มันจะสามารถเป็นที่ยอมรับได้อย่างไรเล่าสำหรับผู้คนที่จะไม่นบนอบ? ผู้คนสามารถทำสิ่งใดในแผ่นดินโลกได้หรือเกี่ยวกับการกระทำของพระเจ้า? พระองค์ทรงทำสิ่งใดก็ตามที่พระองค์ทรงต้องประสงค์ที่จะทำ สิ่งใดก็ตามที่พระองค์ทรงเกษมสำราญก็คือหนทางที่มันกำลังเป็นอยู่นั่นเอง หากผู้คนไม่สามารถนบนอบได้ เช่นนั้นแล้ว พวกเขาสามารถมีแผนที่ฟังเข้าทีอะไรอื่นได้? จนถึงบัดนี้ มีเพียงการนบนอบเท่านั้นที่สามารถช่วยผู้คนให้รอดได้ ไม่มีผู้ใดมีแนวคิดที่สดใสอื่นใดเลย หากพระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะทดสอบผู้คน พวกเขาสามารถทำสิ่งใดเกี่ยวกับการนั้นได้หรือ? อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้พระเจ้าในสวรรค์มิได้ทรงมีพระดำริขึ้น พระเจ้าผู้ทรงจุติมาเป็นมนุษย์ต่างหากที่ทรงดำริขึ้นมา พระองค์ทรงต้องประสงค์ที่จะทำการนี้ ดังนั้นไม่มีบุคคลใดสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้ พระเจ้าในสวรรค์ไม่ทรงแทรกแซงสิ่งที่พระเจ้าผู้ทรงจุติมาเป็นมนุษย์ทรงทำ ดังนั้น นี่ยิ่งไม่เป็นเหตุผลมากขึ้นไปอีกหรือว่าเหตุใดผู้คนจึงควรนบนอบต่อพระองค์? ถึงแม้ว่าพระองค์ทรงทั้งสัมพันธ์กับชีวิตจริงและทรงเป็นปกติ พระองค์ก็ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์โดยครบบริบูรณ์ พระองค์ทรงทำสิ่งใดก็ตามที่พระองค์ทรงต้องประสงค์บนพื้นฐานแนวคิดของพระองค์เองนั้น พระเจ้าในสวรรค์ได้ทรงส่งต่อกิจทั้งหมดให้แก่พระองค์แล้ว เจ้าต้องนบนอบต่อสิ่งใดก็ตามที่พระองค์ทรงทำ ถึงแม้ว่าพระองค์ทรงมีสภาวะความเป็นมนุษย์และทรงเป็นปกติอย่างมากก็ตาม พระองค์ได้ทรงจัดการเตรียมการทั้งหมดนี้โดยจงใจ ดังนั้น มนุษย์จะสามารถถลึงตากว้างใส่พระองค์ด้วยความไม่เห็นชอบได้อย่างไร? พระองค์ทรงต้องประสงค์ที่จะเป็นปกติ ดังนั้นพระองค์จึงทรงเป็นปกติ พระองค์ทรงต้องประสงค์ที่จะดำรงพระชนม์ชีพภายในสภาวะความเป็นมนุษย์ ดังนั้น พระองค์จึงทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ภายในสภาวะความเป็นมนุษย์ พระองค์ทรงต้องประสงค์ที่จะดำรงพระชนม์ชีพภายในเทวสภาพ ดังนั้นพระองค์จึงทรงดำรงพระชนม์ชีพในเทวสภาพ ผู้คนสามารถมองการนั้นอย่างไรก็ตามที่พวกเขาต้องการ แต่พระเจ้าจะทรงเป็นพระเจ้าอยู่เสมอและพวกมนุษย์ก็จะเป็นพวกมนุษย์อยู่เสมอ แก่นแท้ของพระองค์ไม่สามารถถูกปฏิเสธได้เนื่องจากรายละเอียดเล็กน้อยบางอย่าง อีกทั้งไม่สามารถผลักพระองค์ออกไปภายนอก “สภาวะบุคคล” ของพระเจ้าได้เนื่องจากสิ่งเล็กน้อยสิ่งหนึ่ง ผู้คนมีเสรีภาพในการเป็นมนุษย์ และพระเจ้าทรงมีความทรงเกยรติของพระเจ้า เหล่านี้ไม่แทรกแซงซึ่งกันและกัน ผู้คนสามารถไม่ให้อิสรภาพแก่พระเจ้าแม้สักเล็กน้อยก็ได้อย่างนั้นหรือ? พวกเขาไม่สามารถทนยอมรับความเป็นอยู่ของพระเจ้าที่เป็นแบบลำลองขึ้นสักเล็กน้อยได้เลยหรือ? จงอย่าเคร่งครัดนักเลย! แต่ละคนควรมีการยอมผ่อนปรนซึ่งกันและกัน เช่นนั้นแล้วทุกอย่างจะไม่ลงตัวหรอกหรือ? ความห่างเหินอันใดจะยังคงมีอยู่อีกหรือ? หากคนเราไม่สามารถทนยอมรับกับเรื่องสัพเพเหระเช่นนั้นได้ แล้วพวกเขาจะสามารถแม้กระทั่งคิดถึงการเป็นบุคคลที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่หรือมนุษย์ที่แท้จริงคนหนึ่งได้อย่างไร? ไม่ใช่พระเจ้าหรอกที่ทำให้เกิดความลำบากยากเย็นแก่มวลมนุษย์ แต่มวลมนุษย์เป็นผู้ทำให้เกิดความลำบากยากเย็นแก่พระเจ้า พวกเขารับมือกับสิ่งทั้งหลายด้วยการทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่อยู่เสมอ พวกเขาทำสิ่งที่ไม่มีอะไรให้กลายเป็นอะไรบางอย่างขึ้นมาจริงๆ และนั่นช่างไม่จำเป็นเอาเสียเลย! เมื่อพระเจ้าทรงพระราชกิจภายในสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริง สิ่งที่พระองค์ทรงทำไม่ใช่งานของมวลมนุษย์ แต่เป็นพระราชกิจของพระเจ้า อย่างไรก็ตาม พวกมนุษย์มองไม่เห็นแก่นแท้แห่งพระราชกิจของพระองค์ พวกเขาแค่มองเปลือกนอกของสภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์ตลอดเวลา พวกเขาไม่ได้มองเห็นงานที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้น กระนั้นพวกเขาก็ยังยืนกรานในการมองเห็นสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติและธรรมดาของพระองค์ และจะไม่ยอมปล่อยมือจากมัน การนี้สามารถเรียกว่าเป็นการนบนอบเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้อย่างไร? บัดนี้พระเจ้าในสวรรค์ได้ทรง “แปรมาเป็น” พระเจ้าบนแผ่นดินโลกแล้ว และพระเจ้าบนแผ่นดินโลกทรงเป็นพระเจ้าในสวรรค์ในตอนนี้ มันไม่มีปัญหาเลยหากการทรงปรากฏภายนอกของทุกพระองค์จะเหมือนกัน อีกทั้งยังไม่มีปัญหาเลยว่าแต่ละพระองค์จะทรงพระราชกิจอย่างไรกันแน่ ในที่สุดแล้ว พระองค์ผู้ทรงพระราชกิจของพระเจ้าเองก็คือพระเจ้าพระองค์เอง เจ้าต้องนบนอบไม่ว่าเจ้าต้องการหรือไม่—นี่ไม่ใช่เรื่องที่เจ้ามีตัวเลือก! พระเจ้าต้องได้รับการเชื่อฟังจากพวกมนุษย์ และพวกมนุษย์ต้องนบนอบต่อพระเจ้าอย่างสมบูรณ์โดยไม่มีข้ออ้างแม้แต่น้อย

ผู้คนที่พระเจ้าผู้ทรงจุติมาเป็นมนุษย์ทรงต้องประสงค์ที่จะได้รับไว้ในวันนี้คือบรรดาผู้ที่ปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระองค์ พวกเขาเพียงแต่จำเป็นต้องนบนอบต่อพระราชกิจของพระองค์ และหยุดให้ตัวเองกังวลอยู่ตลอดเวลากับแนวคิดเรื่องพระเจ้าในสวรรค์ โดยใช้ชีวิตอยู่ในความคลุมเครือ และทำให้สิ่งทั้งหลายที่ลำบากยากเย็นสำหรับพระเจ้าในเนื้อหนัง บรรดาผู้ที่สามารถเชื่อฟังพระองค์คือบรรดาผู้ที่ฟังพระวจนะของพระองค์และนบนอบต่อการจัดการเตรียมการของพระองค์โดยสมบูรณ์ ผู้คนเช่นนั้นไม่สนใจแต่อย่างใดเลยว่าพระเจ้าในสวรรค์จริงๆ แล้วทรงเป็นเช่นไร หรือพระราชกิจประเภทใดที่พระเจ้าในสวรรค์อาจจะทรงกำลังทำอยู่ท่ามกลางมวลมนุษย์ในปัจจุบัน พวกเขามอบหัวใจของพวกเขาอย่างสุดใจแด่พระเจ้าบนแผ่นดินโลก พวกเขาวางการเป็นอยู่ทั้งหมดของพวกเขาเฉพาะพระพักตร์พระองค์ พวกเขาไม่เคยพิจารณาถึงความปลอดภัยของพวกเขาเองแต่อย่างใด และพวกเขาไม่เคยทำความเป็นปกติและการทรงภาคชีวิตจริงของพระเจ้าที่ทรงเป็นมนุษย์ให้เป็นเรื่องใหญ่ บรรดาผู้ที่นบนอบต่อพระเจ้าในเนื้อหนังสามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์ได้ บรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าในสวรรค์จะไม่ได้รับสิ่งใด การนี้เป็นเพราะผู้ที่ทรงประทานพระสัญญาและพระพรแก่ผู้คนไม่ใช่พระเจ้าในสวรรค์ แต่เป็นพระเจ้าบนแผ่นดินโลก ผู้คนไม่ควรขยายความยิ่งใหญ่ให้กับพระเจ้าในสวรรค์อยู่เสมอโดยมองว่าพระเจ้าบนแผ่นดินโลกเป็นแค่บุคคลธรรมดาทั่วไป การนี้ไม่ยุติธรรม พระเจ้าในสวรรค์ทรงยิ่งใหญ่และน่าอัศจรรย์ด้วยพระปรีชาญาณอันน่ามหัศจรรย์ใจ แต่ทว่าการนี้ไม่ได้มีอยู่จริงเลย พระเจ้าบนแผ่นดินโลกทรงธรรมดาทั่วไปและไม่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง และยังปกติอย่างยิ่งอีกด้วย พระองค์ไม่ทรงมีพระหฤทัยที่เหนือธรรมดาหรือทรงแสดงการกระทำที่ถล่มทลายโลก พระองค์เพียงแค่ทรงพระราชกิจและตรัสในลักษณะที่ปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริงอย่างยิ่งเท่านั้น ในขณะที่พระองค์มิได้ตรัสโดยผ่านทางฟ้าแลบหรือเรียกลมและฝน พระองค์ก็ทรงเป็นการจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าในสวรรค์อย่างแท้จริง และพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่ทรงดำรงพระชนม์ชีพท่ามกลางพวกมนุษย์จริงๆ ผู้คนต้องไม่ขยายความยิ่งใหญ่ให้คนผู้หนึ่งที่พวกเขาสามารถเข้าใจและผู้ที่สอดรับกับจิตนาการของพวกเขาเองในฐานะพระเจ้า ในขณะที่มองผู้ที่พวกเขาไม่สามารถยอมรับและไม่สามารถจิตนาการถึงได้อย่างสมบูรณ์ว่าเป็นผู้ต่ำต้อย ทั้งหมดนี้มาจากการเป็นกบฏของผู้คน ทั้งหมดนั้นเป็นแหล่งกำเนิดของการต้านทานพระเจ้าของมวลมนุษย์

ตัดตอนมาจาก “ผู้ที่รักพระเจ้าอย่างแท้จริงคือบรรดาผู้ที่สามารถนบนอบโดยสมบูรณ์ต่อการทรงภาคชีวิตจริงของพระองค์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 492

ผู้คนจะไม่มีความสามารถที่จะรู้สึกถึงความดีงามของพระเจ้าได้หากพวกเขาฟังเพียงความรู้สึกของมโนธรรมของพวกเขา หากพวกเขาอาศัยเพียงมโนธรรมของพวกเขาเท่านั้น ความรักที่พวกเขามีให้พระเจ้าจะอ่อนกำลัง หากเจ้าเพียงพูดถึงการตอบแทนพระคุณและความรักของพระเจ้า เจ้าจะไม่มีแรงผลักดันใดๆ ในความรักของเจ้าที่มีให้พระองค์ การรักพระองค์โดยมีพื้นฐานจากความรู้สึกของมโนธรรมของเจ้านั้นคือแนวทางในเชิงรับ เหตุใดเราจึงกล่าวว่านี่คือแนวทางในเชิงรับ? นี่คือปัญหาในเชิงปฏิบัติ ความรักที่พวกเจ้ามีให้กับพระเจ้าเป็นแบบใดกัน? มันไม่ใช่แค่การหลอกพระเจ้าและทำเพื่อพระองค์ไปอย่างพอเป็นพิธีหรอกหรือ? ผู้คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเนื่องจากการรักพระเจ้าไม่มีบำเหน็จรางวัล และคนเราจะถูกตีสอนไม่ต่างกันเพราะไม่รักพระองค์ เช่นนั้น โดยรวมแล้ว แค่ไม่ทำบาปก็ดีพอแล้ว ดังนั้น การรักพระเจ้าและการตอบแทนความรักของพระองค์บนพื้นฐานของความรู้สึกในมโนธรรมของคนเราจึงเป็นแนวทางในเชิงรับ และสิ่งที่เกิดขึ้นมาได้เองจากหัวใจของคนเรานั้นไม่ใช่ความรักพระเจ้า ความรักพระเจ้าควรเป็นความรู้สึกจริงแท้จากก้นบึ้งในหัวใจของบุคคล บางคนพูดว่า: “ตัวข้าฯ เองเต็มใจที่จะแสวงหาพระเจ้าและติดตามพระองค์ ตอนนี้ ถึงแม้ว่าพระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะทอดทิ้งข้าฯ ข้าฯ ก็จะยังคงติดตามพระองค์ ข้าฯ จะยังคงรักพระองค์ ไม่ว่าพระองค์จะทรงต้องการข้าฯ หรือไม่ก็ตาม และในท้ายที่สุด ข้าฯ จะต้องได้รับพระองค์ ข้าฯ มอบถวายหัวใจของข้าฯ แด่พระเจ้า และไม่ว่าพระองค์จะทรงทำสิ่งใดก็ตาม ข้าฯ จะติดตามพระองค์ไปชั่วชีวิตของข้าฯ ไม่ว่าอะไรก็ตาม ข้าฯ ต้องรักพระเจ้าและข้าฯ ต้องได้รับพระองค์ ข้าฯ จะไม่หยุดพักจนกว่าข้าฯ จะได้รับพระองค์แล้ว” เจ้ามีการตัดสินใจแน่วแน่แบบนี้หรือไม่?

เส้นทางแห่งการเชื่อในพระเจ้าคือเส้นทางหนึ่งและเป็นเส้นทางเดียวกับเส้นทางแห่งการรักพระองค์ หากเจ้าเชื่อในพระองค์ เจ้าก็ต้องรักพระองค์ อย่างไรก็ตาม การรักพระองค์ไม่ได้หมายถึงการตอบแทนความรักของพระองค์ หรือการรักพระองค์บนพื้นฐานของความรู้สึกของมโนธรรมของเจ้าเท่านั้น—แต่คือความรักที่บริสุทธิ์สำหรับพระเจ้า บางครั้งผู้คนไร้ความสามารถที่จะรู้สึกถึงความรักพระเจ้าบนพื้นฐานของมโนธรรมของพวกเขาเพียงอย่างเดียว เหตุใดเราจึงกล่าวอยู่เสมอว่า: “ขอพระวิญญาณของพระเจ้าทรงขับเคลื่อนวิญญาณของพวกเรา”? เหตุใดเราจึงไม่กล่าวถึงการขับเคลื่อนมโนธรรมของผู้คนที่จะรักพระเจ้า? นั่นเป็นเพราะว่ามโนธรรมของผู้คนไม่สามารถรู้สึกถึงความดีงามของพระเจ้าได้ หากเจ้าไม่ถูกทำให้เชื่อโดยพระวจนะเหล่านี้ จงพยายามใช้มโนธรรมของเจ้าเพื่อให้รู้สึกถึงความรักของพระองค์ เจ้าอาจมีแรงผลักดันบางอย่างในชั่วขณะ แต่แรงผลักดันนั้นจะหายไปในไม่ช้า หากเจ้ารู้สึกถึงความดีงามของพระเจ้าได้ด้วยมโนธรรมของเจ้าเท่านั้น เจ้าจะได้รับการผลักดันในขณะที่เจ้าอธิษฐาน แต่ไม่นานหลังจากนั้นแรงผลักดันนั้นจะเลือนลางและหายไป ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? หากเจ้าใช้เพียงมโนธรรมของเจ้าเท่านั้น เจ้าจะไร้ความสามารถที่จะปลุกเร้าความรักพระเจ้าของเจ้าได้ เมื่อเจ้ารู้สึกถึงความดีงามของพระเจ้าได้จริงๆ ในหัวใจของเจ้า วิญญาณของเจ้าจะได้รับการขับเคลื่อนจากพระองค์ และมโนธรรมของเจ้าจะมีความสามารถที่จะเล่นบทบาทดั้งเดิมของมันได้ในเวลานี้เท่านั้น กล่าวคือ เมื่อพระเจ้าทรงขับเคลื่อนวิญญาณของมนุษย์ และเมื่อมนุษย์มีความรู้และได้รับการหนุนใจในหัวใจของเขาแล้ว นั่นคือ เมื่อเขาได้รับประสบการณ์แล้ว เมื่อนั้นเท่านั้นที่เขาจะมีความสามารถที่จะรักพระเจ้าได้อย่างได้ผลด้วยมโนธรรมของเขา การรักพระเจ้าด้วยมโนธรรมของเจ้าไม่ใช่เรื่องผิด—นี่คือความรักพระเจ้าในระดับต่ำที่สุด การรักด้วย “การปฏิบัติต่อพระคุณของพระเจ้าได้ดีพอเพียงแค่ฉิวเฉียด” เพียงแค่นั้นจะไม่ผลักดันให้มนุษย์เข้าสู่อย่างมั่นใจได้ เมื่อผู้คนได้รับพระราชกิจบางอย่างจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ นั่นคือ เมื่อพวกเขามองเห็นและรู้สึกถึงความรักของพระเจ้าในประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพวกเขา เมื่อพวกเขามีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าบ้าง และมองเห็นอย่างแท้จริงว่าพระเจ้าทรงคู่ควรต่อความรักของมวลมนุษย์ และพระองค์ทรงดีงามเพียงใด เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะสามารถรักพระเจ้าได้อย่างจริงแท้

ตัดตอนมาจาก “รักอันจริงแท้สำหรับพระเจ้าเกิดขึ้นได้เอง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 493

เมื่อผู้คนติดต่อพระเจ้าด้วยหัวใจของพวกเขา เมื่อหัวใจของพวกเขามีความสามารถที่จะหันไปหาพระองค์ได้อย่างครบบริบูรณ์ นี่คือขั้นตอนแรกในความรักพระเจ้าของมนุษย์ หากเจ้าต้องการรักพระเจ้า อันดับแรกเจ้าต้องมีความสามารถที่จะหันหัวใจของเจ้าไปหาพระองค์ให้ได้ก่อน การหันหัวใจของเจ้าไปหาพระเจ้าคืออะไร? คือเมื่อทุกสิ่งที่เจ้าไล่ตามเสาะหาในหัวใจของเจ้าเป็นไปเพื่อประโยชน์ของการรักและการได้รับพระเจ้า นี่แสดงให้เห็นว่าเจ้าได้หันหัวใจของเจ้าไปหาพระเจ้าอย่างสมบูรณ์แล้ว และนอกเหนือจากพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์แล้ว แทบไม่มีสิ่งอื่นใดในหัวใจของเจ้า (ครอบครัว ความร่ำรวย สามี ภรรยา บุตร เป็นต้น) ถึงแม้ว่ามี สิ่งต่างๆ ดังกล่าวไม่สามารถครองหัวใจของเจ้าได้ และเจ้าไม่คิดถึงความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ในอนาคตของเจ้า ยกเว้นการไล่ตามเสาะหาการรักพระเจ้าเท่านั้น ในเวลาดังกล่าวเจ้าจะได้หันหัวใจของเจ้าไปหาพระเจ้าอย่างสมบูรณ์แล้ว สมมติว่าเจ้ายังคงกำลังวางแผนเพื่อตัวเจ้าเองในหัวใจของเจ้า และไล่ตามเสาะหาผลประโยชน์ส่วนตนโดยคิดอยู่เสมอว่า: “ข้าฯ จะร้องขอเล็กๆ น้อยๆ จากพระเจ้าได้เมื่อใด? ครอบครัวของข้าฯ จะกลายเป็นร่ำรวยเมื่อใด? ข้าฯ จะได้เสื้อผ้าดีๆ บ้างเมื่อใด? …” หากเจ้ากำลังใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะนั้น ก็แสดงให้เห็นว่าหัวใจของเจ้ายังไม่ได้หันไปหาพระเจ้าอย่างครบถ้วน หากเจ้ามีเพียงพระวจนะของพระเจ้าในหัวใจของเจ้า และเจ้ามีความสามารถที่จะอธิษฐานต่อพระเจ้าและกลายมาใกล้ชิดพระองค์อยู่เสมอ—เสมือนว่าพระองค์ทรงอยู่ใกล้ชิดกับเจ้ามาก เสมือนว่าพระเจ้าทรงอยู่ภายในตัวเจ้าและเจ้าอยู่ภายในพระองค์—หากเจ้าอยู่ในสภาวะแบบนั้น นั่นหมายความว่าหัวใจของเจ้าอยู่ในการทรงสถิตของพระเจ้า หากเจ้าอธิษฐานต่อพระเจ้า และกินและดื่มพระวจนะของพระองค์ทุกวัน นึกถึงงานของคริสตจักรอยู่เสมอ และหากเจ้าแสดงการคำนึงถึงน้ำพระทัยของพระเจ้า ใช้หัวใจของเจ้าเพื่อรักพระองค์อย่างจริงแท้ และทำให้พระองค์ทรงสมดังพระทัย เช่นนั้นแล้วหัวใจของเจ้าจะเป็นของพระเจ้า หากหัวใจของเจ้าถูกสิ่งอื่นๆ มากมายครองอยู่ เช่นนั้นแล้วหัวใจของเจ้าก็ยังคงถูกซาตานครอง และยังไม่ได้หันไปหาพระเจ้าอย่างแท้จริง เมื่อหัวใจของใครสักคนหันไปหาพระเจ้าอย่างแท้จริงแล้ว พวกเขาจะมีความรักที่จริงแท้ซึ่งเกิดขึ้นเองเพื่อพระองค์ และจะสามารถพิจารณาพระราชกิจของพระเจ้าได้ ถึงแม้ว่าพวกเขาอาจยังคงมีช่วงเวลาแห่งความเขลาและความไร้เหตุผล แต่พวกเขาแสดงความกังวลต่อผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า พระราชกิจของพระองค์ และการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของพวกเขาเอง และหัวใจของพวกเขานั้นมีเจตนาที่ดี ผู้คนบางคนกล่าวอ้างอยู่เสมอว่า ทุกสิ่งที่พวกเขาทำนั้นเป็นไปเพื่อคริสตจักร ทั้งที่อันที่จริงแล้วพวกเขากำลังทำงานเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตัวพวกเขาเอง ผู้คนเยี่ยงนี้มีเจตนาแบบผิดๆ พวกเขาคดโกงและหลอกลวง และสิ่งที่พวกเขาทำนั้นส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของพวกเขาเอง คนจำพวกนี้ไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความรักพระเจ้า หัวใจของพวกเขายังคงเป็นของซาตาน และไม่สามารถหันไปหาพระเจ้าได้ ดังนั้นพระเจ้าจึงทรงไม่มีวิถีทางใดที่จะได้รับคนจำพวกนี้

หากเจ้าปรารถนาที่จะรักพระเจ้าอย่างแท้จริงและได้รับการทรงรับไว้โดยพระองค์ ขั้นตอนแรกคือการหันหัวใจของเจ้าไปหาพระเจ้าอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ ในทุกสิ่งที่เจ้าทำ จงสำรวจค้นตัวเจ้าเอง และถามว่า: “ข้าฯ ทำสิ่งนี้บนพื้นฐานของหัวใจที่รักพระเจ้าหรือไม่? มีเจตนาส่วนตัวใดๆ อยู่เบื้องหลังการนี้หรือไม่? เป้าหมายแท้จริงของข้าฯ ในการทำการนี้คืออะไร?” หากเจ้าต้องการมอบหัวใจของเจ้าให้แก่พระเจ้า ประการแรกเจ้าต้องข่มหัวใจของเจ้าเองก่อน ยอมละทิ้งเจตนาของเจ้าเองทั้งหมด และทำให้สภาวะแห่งการดำรงอยู่ทั้งหมดทั้งปวงเพื่อพระเจ้าสัมฤทธิ์ผล นี่คือเส้นทางสู่การปฏิบัติในการมอบหัวใจของเจ้าแด่พระเจ้า การข่มหัวใจของคนเราหมายถึงอะไร? มันคือการปล่อยวางความอยากได้อยากมีอันฟุ้งเฟ้อของเนื้อหนังของคนเรา และการไม่ปรารถนาความสบายหรือพระพรเกี่ยวกับสถานภาพ มันคือการทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อทำให้พระเจ้าทรงสมดังพระทัย และการทำให้หัวใจของคนเราเป็นไปเพื่อพระองค์ทั้งหมด ไม่ใช่เพื่อตนเอง การทำเช่นนี้ก็เพียงพอ

ตัดตอนมาจาก “รักอันจริงแท้สำหรับพระเจ้าเกิดขึ้นได้เอง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 494

ความรักพระเจ้าที่จริงแท้มาจากส่วนลึกภายในหัวใจ คือความรักที่ดำรงอยู่บนพื้นฐานของความรู้ที่มนุษย์มีเกี่ยวกับพระเจ้าเท่านั้น เมื่อหัวใจของใครสักคนหันไปหาพระเจ้าอย่างครบบริบูรณ์ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ย่อมมีความรักพระเจ้า แต่ความรักนั้นไม่จำเป็นต้องบริสุทธิ์และไม่จำเป็นต้องครบบริบูรณ์ นี่เป็นเพราะว่ายังคงมีระยะห่างอยู่บ้างระหว่างหัวใจของบุคคลที่หันไปหาพระเจ้าอย่างครบบริบูรณ์ และบุคคลนั้นที่มีความเข้าใจที่จริงแท้เกี่ยวกับพระเจ้าและมีการรักบูชาสำหรับพระองค์อย่างจริงแท้ มนุษย์ทำให้ความรักพระเจ้าที่แท้จริงสัมฤทธิ์ผลและถึงจุดที่ได้รู้มาจักพระอุปนิสัยของพระเจ้าได้ ก็ด้วยวิธีการหันหัวใจของเขาไปหาพระเจ้า เมื่อมนุษย์มอบหัวใจที่แท้จริงของเขาให้กับพระเจ้า เมื่อนั้นเขาจะเริ่มต้นเข้าสู่ประสบการณ์แห่งชีวิต ด้วยวิธีนี้ อุปนิสัยของเขาเริ่มเปลี่ยนแปลง ความรักพระเจ้าของเขาค่อยๆ เติบโตขึ้น และความรู้ที่เขามีเกี่ยวกับพระเจ้าก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นเช่นกัน ดังนั้น การหันหัวใจของคนเราไปหาพระเจ้าจึงเป็นเพียงเงื่อนไขเบื้องต้น เพื่อให้อยู่ในร่องครรลองที่ถูกต้องแห่งประสบการณ์ชีวิต เมื่อผู้คนวางหัวใจของพวกเขาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า พวกเขาก็เพียงมีหัวใจที่ถวิลหารอคอยพระองค์ แต่ไม่ใช่หัวใจที่รักพระองค์ เพราะพวกเขาไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับพระองค์ ถึงแม้ว่าในรูปการณ์แวดล้อมนี้พวกเขามีความรักพระองค์อยู่บ้าง แต่ความรักนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเองและไม่ใช่ความรักที่จริงแท้ นี่เป็นเพราะว่าสิ่งใดก็ตามที่มาจากเนื้อหนังของมนุษย์นั้นคือผลิตผลของอารมณ์ และไม่ได้มาจากความเข้าใจที่จริงแท้ เป็นเพียงแรงกระตุ้นชั่วครู่ชั่วยาม และไม่สามารถทำให้เกิดการรักบูชาอันยืนยาวได้ เมื่อผู้คนไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้า พวกเขาสามารถรักพระองค์ได้บนพื้นฐานของความชอบของพวกเขาเองและมโนคติอันหลงผิดแต่ละอย่างของพวกเขาเท่านั้น ความรักประเภทนี้ไม่สามารถเรียกว่าความรักที่เกิดขึ้นเอง อีกทั้งยังไม่สามารถเรียกว่าความรักที่จริงแท้ได้ หัวใจของมนุษย์อาจหันไปหาพระเจ้าอย่างจริงแท้ และสามารถนึกถึงประโยชน์ของพระเจ้าในทุกสิ่งทุกอย่างได้ แต่หากเขาไม่เข้าใจพระเจ้าแล้ว เขาก็จะไม่สามารถมีความรักที่เกิดขึ้นเองอย่างจริงแท้ได้ ทั้งหมดที่เขาจะสามารถทำได้คือการทำหน้าที่การงานบางอย่างได้ลุล่วงเพื่อคริสตจักร หรือทำหน้าที่ของเขาได้เล็กน้อย แต่เขาจะทำเช่นนั้นโดยไม่มีพื้นฐานใดๆ อุปนิสัยของบุคคลจำพวกนี้เปลี่ยนแปลงได้ยาก ผู้คนเช่นนั้นไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง หรือไม่ก็ไม่เข้าใจความจริง ถึงแม้ว่าบุคคลหนึ่งจะหันหัวใจของเขาไปหาพระเจ้าอย่างครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าหัวใจที่รักพระเจ้าของเขาจะบริสุทธิ์โดยครบถ้วนบูรณ์ เพราะผู้ที่มีพระเจ้าในหัวใจของพวกเขาไม่จำเป็นต้องมีความรักพระเจ้าในหัวใจของพวกเขา การนี้เกี่ยวข้องกับความแตกต่างระหว่างใครบางคนที่ไล่ตามเสาะหาหรือไม่ไล่ตามเสาะหาความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้า เมื่อบุคคลหนึ่งมีความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้า นั่นแสดงให้เห็นว่าหัวใจของพวกเขาได้หันไปหาพระเจ้าทั้งหมดแล้ว นั่นแสดงให้เห็นว่าความรักพระเจ้าอย่างจริงแท้ในหัวใจของเขาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเอง ผู้คนจำพวกนี้เท่านั้นที่มีพระเจ้าในหัวใจของพวกเขา การหันหัวใจของคนเราไปหาพระเจ้าเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นเพื่อให้คนเราไปอยู่บนร่องครรลองที่ถูกต้อง เพื่อให้เข้าใจพระเจ้า และเพื่อให้ความรักพระเจ้าสัมฤทธิ์ผล มันไม่ใช่เครื่องบ่งชี้ถึงการปฏิบัติหน้าที่ในการรักพระเจ้าของคนเราได้เสร็จสิ้น อีกทั้งมันไม่ใช่เครื่องบ่งชี้ถึงการรักพระองค์อย่างจริงแท้ หนทางเดียวที่ใครสักคนจะทำให้ความรักพระเจ้าที่จริงแท้สัมฤทธิ์ผลได้นั้น คือการหันหัวใจพวกเขาไปหาพระองค์ ซึ่งเป็นสิ่งแรกที่คนเราควรทำเช่นกันในฐานะหนึ่งในสรรพสิ่งทรงสร้างของพระองค์ บรรดาผู้ที่รักพระเจ้าคือผู้คนทั้งหมดที่ไล่ตามเสาะหาชีวิต นั่นคือ ผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและต้องการพระเจ้าอย่างแท้จริง พวกเขาทั้งหมดมีความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเคยได้รับการขับเคลื่อนโดยพระองค์แล้ว พวกเขาทั้งหมดมีความสามารถที่จะได้รับการทรงนำของพระเจ้าได้

ตัดตอนมาจาก “รักอันจริงแท้สำหรับพระเจ้าเกิดขึ้นได้เอง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 495

วันนี้ ขณะที่พวกเจ้าพยายามที่จะรักและรู้จักพระเจ้า ในด้านหนึ่งนั้นเจ้าต้องอดทนต่อความยากลำบากและกระบวนการถลุง และในอีกด้านหนึ่ง พวกเจ้าต้องแลกมาด้วยบางอย่าง ไม่มีบทเรียนใดลึกซึ้งไปกว่าบทเรียนของการรักพระเจ้า และอาจกล่าวได้ว่าบทเรียนที่ผู้คนเรียนรู้จากเวลาทั้งชีวิตเกี่ยวกับความเชื่อก็คือจะรักพระเจ้าได้อย่างไรนั่นเอง กล่าวคือ หากเจ้าเชื่อในพระเจ้า เจ้าต้องรักพระเจ้า หากเจ้าเพียงแค่เชื่อในพระเจ้าแต่ไม่รักพระองค์และยังไม่ได้ได้มาซึ่งความรู้เรื่องพระเจ้า และยังไม่เคยรักพระเจ้าด้วยความรักที่แท้จริงซึ่งมาจากภายในหัวใจของเจ้า เช่นนั้นแล้วการเชื่อในพระเจ้าของเจ้าก็ไร้ประโยชน์ หากในการเชื่อในพระเจ้าของเจ้านั้น เจ้าไม่รักพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็มีชีวิตอยู่โดยสูญเปล่า และชีวิตทั้งชีวิตของเจ้าก็ต่ำต้อยที่สุดในบรรดาชีวิตทั้งหมด หากตลอดชั่วชีวิตของเจ้านั้น เจ้าไม่เคยรักหรือทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัย เช่นนั้นแล้วการที่เจ้ามีชีวิตอยู่จะมีประโยชน์อันใด? และการเชื่อในพระเจ้าของเจ้าจะมีประโยชน์อันใด? นั่นไม่ใช่ความพยายามที่สูญเปล่าหรอกหรือ? กล่าวคือ หากผู้คนต้องการที่จะเชื่อและรักพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะต้องแลกมาด้วยบางอย่าง แทนที่จะพยายามปฏิบัติตนด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่งอย่างผิวเผิน พวกเขาควรแสวงหาความรู้ความเข้าใจเชิงลึกที่แท้จริงในส่วนลึกของหัวใจของพวกเขา หากเจ้ามีความกระตือรือร้นในเรื่องการร้องเพลงและการเต้นรำ แต่ไม่สามารถนำความจริงมาปฏิบัติได้ จะพูดว่าเจ้ารักพระเจ้าได้อย่างไร? การรักพระเจ้าพึงต้องมีการแสวงหาน้ำพระทัยพระเจ้าในทุกสรรพสิ่ง และจำเป็นที่เจ้าจะต้องสืบลึกลงไปภายในเมื่อบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นกับเจ้า พยายามที่จะจับความเข้าใจน้ำพระทัยพระเจ้า และพยายามที่จะมองให้เห็นว่าน้ำพระทัยพระเจ้าคืออะไรในเรื่องนั้น พระองค์ทรงขอให้เจ้าสัมฤทธิผลสิ่งใด และเจ้าควรใส่ใจในน้ำพระทัยของพระองค์อย่างไร ตัวอย่างเช่น บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นซึ่งพึงประสงค์ให้เจ้าต้องสู้อดทนต่อความยากลำบาก ซึ่งในเวลานั้นเจ้าควรเข้าใจว่าน้ำพระทัยพระเจ้าคืออะไร และเจ้าควรใส่ใจในน้ำพระทัยของพระองค์อย่างไร เจ้าจะต้องไม่ทำให้ตนเองพึงพอใจ กล่าวคือ จงวางตัวเจ้าเองลงเสียก่อน ไม่มีสิ่งใดน่าสังเวชมากไปกว่าเนื้อหนัง เจ้าต้องพยายามที่จะทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัย และเจ้าต้องทำหน้าที่ของเจ้าให้สำเร็จลุล่วง ด้วยความคิดทั้งหลายเช่นนี้ พระเจ้าจะทรงนำความรู้แจ้งอันพิเศษมาให้เจ้าในเรื่องนี้ และหัวใจของเจ้าจะพบการชูใจด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็ก เมื่อบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นกับเจ้า เจ้าต้องวางตัวเจ้าเองลงเสียก่อนและถือว่าเนื้อหนังนั้นต่ำต้อยที่สุดในบรรดาสรรพสิ่ง ยิ่งเจ้าตอบสนองความต้องการของเนื้อหนังมากขึ้นเท่าใด มันก็จะยิ่งเป็นอิสระมากขึ้นเท่านั้น หากเจ้าตอบสนองความต้องการของมันครั้งนี้ ครั้งต่อไปมันจะร้องขอมากขึ้นอีก เมื่อเรื่องนี้ดำเนินต่อไป ผู้คนก็จะมารักเนื้อหนังมากขึ้นไปอีก เนื้อหนังมีความอยากอันฟุ้งเฟ้อตลอดเวลา มันขอให้เจ้าตอบสนองความต้องการของมันตลอดเวลาและให้เจ้าทำให้มันพอใจอยู่ภายใน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งทั้งหลายที่เจ้ากิน สิ่งที่เจ้าสวมใส่ หรือในการเสียอารมณ์สงบของเจ้า หรือการตามใจความอ่อนแอและความเกียจคร้านของเจ้าเอง…ยิ่งเจ้าตอบสนองความต้องการของเนื้อหนังมากขึ้นเท่าใด ความอยากได้อยากมีของมันก็จะยิ่งกลายเป็นมากขึ้นเท่านั้น และเนื้อหนังก็จะยิ่งกลายเป็นหยาบช้ามากขึ้นเท่านั้น จนกระทั่งถึงจุดที่เนื้อหนังของผู้คนเก็บงำมโนคติอันหลงผิดที่ลึกลงไปอีก และไม่เชื่อฟังพระเจ้า และยกย่องตัวมันเอง และกลายเป็นมีความเคลือบแคลงสงสัยเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า ยิ่งเจ้าตอบสนองความต้องการของเนื้อหนังมากขึ้นเท่าใด ความอ่อนแอของเนื้อหนังก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น เจ้าจะรู้สึกตลอดเวลาว่าไม่มีใครเห็นอกเห็นใจในความอ่อนแอของเจ้า เจ้าจะเชื่อตลอดเวลาว่าพระเจ้าได้ทรงทำมากเกินไปแล้ว และเจ้าจะพูดว่า “พระเจ้าทรงเกรี้ยวกราดเช่นนั้นได้อย่างไร? เหตุใดพระองค์จึงไม่ทรงให้ผู้คนได้พักบ้าง?” เมื่อผู้คนตอบสนองความต้องการของเนื้อหนังและเชิดชูมันมากเกินไป เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ทำลายตัวพวกเขาเอง หากเจ้ารักพระเจ้าอย่างแท้จริงและไม่ตอบสนองความต้องการของเนื้อหนัง เช่นนั้นแล้วเจ้าจะเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงกระทำนั้นถูกต้องยิ่งนักและดีงามยิ่งนัก และเห็นว่าคำสาปแช่งของพระองค์ในการกบฏของเจ้าและการพิพากษาความไม่ชอบธรรมของเจ้านั้นเป็นธรรมแล้ว จะมีช่วงเวลาที่พระเจ้าทรงสั่งสอนและทรงบ่มวินัยเจ้าและทรงให้มีสภาพแวดล้อมหนึ่งขึ้นมาเพื่อกล่อมเกลาเจ้า โดยบังคับให้เจ้ามาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์—และเจ้าจะรู้สึกตลอดเวลาว่าสิ่งที่พระเจ้ากำลังทรงกระทำอยู่นั้นน่าอัศจรรย์ ด้วยเหตุนี้เจ้าจะรู้สึกราวกับว่าไม่มีความเจ็บปวดมากนัก และรู้สึกว่าพระเจ้าทรงดีงามยิ่งนัก หากเจ้าตามใจความอ่อนแอทั้งหลายของเนื้อหนังและพูดว่าพระเจ้าทรงทำมากเกินไป เช่นนั้นแล้วเจ้าจะรู้สึกเจ็บปวดตลอดเวลา และจะซึมเศร้าตลอดเวลา และเจ้าจะไม่เข้าใจชัดเจนเกี่ยวกับพระราชกิจทั้งหมดของพระเจ้า และจะดูเหมือนว่าพระเจ้าไม่ทรงเห็นใจในความอ่อนแอของมนุษย์เลยแม้แต่น้อยและไม่ทรงตระหนักถึงความยากลำบากทั้งหลายของมนุษย์ และดังนั้นเจ้าจะรู้สึกน่าเวทนาและโดดเดี่ยวตลอดเวลา ราวกับว่าเจ้าได้ทนทุกข์กับความอยุติธรรมอันยิ่งใหญ่มาตลอด และ ณ เวลานี้เจ้าจะเริ่มพร่ำบ่น ยิ่งเจ้าตามใจความอ่อนแอทั้งหลายของเนื้อหนังในหนทางนี้มากขึ้นเท่าใด เจ้าก็จะยิ่งรู้สึกว่าพระเจ้าทรงทำมากเกินไปแล้วยิ่งขึ้นเท่านั้น จนกระทั่งมันเลวร้ายเสียจนเจ้าปฏิเสธพระราชกิจของพระเจ้า และเริ่มที่จะต่อต้านพระเจ้า และกลายเป็นเต็มไปด้วยการไม่เชื่อฟัง ด้วยเหตุนี้ เจ้าต้องกบฏต่อเนื้อหนัง และไม่ตามใจมัน กล่าวคือ “สามี (ภรรยา) ลูกๆ ความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ทั้งหลาย การแต่งงาน ครอบครัวของฉัน—ไม่มีอะไรเลยในบรรดาสิ่งเหล่านี้ที่สำคัญ! ในหัวใจของฉันมีเพียงพระเจ้าเท่านั้น และฉันต้องพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยและไม่ตอบสนองความต้องการของเนื้อหนัง” เจ้าจะต้องมีการตัดสินใจแน่วแน่นี้ หากเจ้ามีการตัดสินใจแน่วแน่เช่นนี้ตลอดเวลา เช่นนั้นแล้วเมื่อเจ้านำความจริงไปปฏิบัติและละวางตัวเจ้าเองลงไว้ก่อน เจ้าจะสามารถทำเช่นนั้นได้ด้วยความพยายามเพียงเล็กน้อย กล่าวกันว่าครั้งหนึ่งมีชาวนาคนหนึ่งผู้ที่เห็นงูตัวหนึ่งซึ่งตัวเย็นแข็งทื่ออยู่บนถนน ชาวนาผู้นี้ได้จับมันขึ้นมาและกอดมันไว้แนบกับอกของเขา และหลังจากที่เจ้างูฟื้นตัวขึ้นมามันก็ได้กัดชาวนาผู้นี้จนถึงแก่ความตาย เนื้อหนังของมนุษย์ก็เป็นดั่งเจ้างูตัวนี้ กล่าวคือ แก่นแท้ของมันคือการทำอันตรายแก่ชีวิตของพวกเขา—และเมื่อมันได้ดั่งใจมันอย่างสมบูรณ์ครบถ้วน ชีวิตของเจ้าก็กลายเป็นของที่ถูกริบ เนื้อหนังนั้นเป็นของซาตาน ภายในตัวมันคือความอยากอันฟุ้งเฟ้อ มันคิดเพียงเพื่อตัวมันเองเท่านั้น มันต้องการที่จะชื่นชมกับการชูใจและสำราญไปกับเวลาว่าง เกลือกกลิ้งในความเกียจคร้านและการอยู่เฉย และเมื่อได้ตอบสนองความต้องการของมันจนถึงจุดหนึ่งที่แน่นอนแล้ว ท้ายที่สุดเจ้าก็จะถูกมันกินจนหมด กล่าวคือ หากเจ้าตอบสนองความต้องการของมันคราวนี้ คราวหน้ามันจะมาขอมากยิ่งขึ้น มันมีความอยากอันฟุ้งเฟ้อและความต้องการใหม่ๆ ตลอดเวลา และฉวยประโยชน์จากการตามใจเนื้อหนังของเจ้าเพื่อทำให้เจ้าเชิดชูมันยิ่งขึ้นไปอีกและใช้ชีวิตท่ามกลางการชูใจของมัน—และหากเจ้าเอาชนะมันไม่ได้ ท้ายที่สุดแล้วเจ้าจะทำลายตัวเจ้าเอง การที่เจ้าจะสามารถได้รับชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าหรือไม่และบทอวสานขั้นสุดท้ายของเจ้าจะเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าดำเนินการกบฏของเจ้าต่อเนื้อหนังอย่างไร พระเจ้าได้ทรงช่วยเจ้าให้รอดและทรงเลือกเจ้าและทรงลิขิตเจ้าไว้ล่วงหน้าแล้ว กระนั้นหากวันนี้เจ้าไม่เต็มใจที่จะทำให้พระองค์ทรงพึงพอพระทัย เจ้าไม่เต็มใจที่จะนำความจริงไปปฏิบัติ เจ้าไม่เต็มใจที่จะกบฏต่อเนื้อหนังของเจ้าเองด้วยหัวใจที่รักพระเจ้าอย่างแท้จริงแล้ว ท้ายที่สุดแล้วเจ้าจะทำลายตัวเจ้าเอง และด้วยเหตุนี้จะต้องสู้ทนความเจ็บปวดสุดขีด หากเจ้าตามใจเนื้อหนังตลอดเวลา ซาตานจะค่อยๆ กลืนเจ้าจนหมด และทิ้งเจ้าไว้โดยปราศจากชีวิต หรือสัมผัสแห่งพระวิญญาณ จนกระทั่งวันนั้นมาถึงเมื่อเจ้ามืดมิดภายในอย่างสิ้นเชิง เมื่อเจ้าใช้ชีวิตอยู่ในความมืดมิด เจ้าจะได้ถูกซาตานจองจำ เจ้าจะไม่มีพระเจ้าในหัวใจของเจ้าอีกต่อไป และ ณ เวลานั้นเจ้าจะปฏิเสธการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้าและทิ้งพระองค์ไป ด้วยเหตุนี้ หากผู้คนปรารถนาที่จะรักพระเจ้า พวกเขาจะต้องจ่ายราคาเป็นความเจ็บปวดและสู้ทนความยากลำบาก ไม่มีความจำเป็นสำหรับความศรัทธาอย่างแรงกล้าและความยากลำบากภายนอก การอ่านมากขึ้น และการวิ่งวุ่นดำเนินงานมากขึ้น แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขาควรละวางสิ่งทั้งหลายภายในตัวพวกเขาลงไว้ก่อน ได้แก่ ความคิดอันฟุ้งเฟ้อทั้งหลาย ผลประโยชน์ส่วนตัวทั้งหลาย และข้อพิจารณาทั้งหลาย มโนคติอันหลงผิดทั้งหลาย และเจตนาทั้งหลายของพวกเขาเอง น้ำพระทัยพระเจ้าเป็นเช่นนั้นเอง

ตัดตอนมาจาก “การรักพระเจ้าเท่านั้นคือการเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 496

การจัดการกับอุปนิสัยภายนอกของผู้คนของพระเจ้านั้นเป็นส่วนหนึ่งของพระราชกิจของพระองค์ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น การจัดการกับสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ไม่ปกติภายนอกของผู้คน หรือรูปแบบการใช้ชีวิตและนิสัยใจคอของพวกเขา วิถีทางทั้งหลายและขนบธรรมเนียมทั้งหลายของพวกเขา รวมทั้งการปฏิบัติภายนอกทั้งหลายของพวกเขาและความศรัทธาแรงกล้าของพวกเขา แต่เมื่อพระองค์ทรงขอให้ผู้คนนำความจริงไปปฏิบัติและเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของพวกเขา สิ่งที่ได้รับการจัดการเป็นหลักก็คือเจตนารมทั้งหลายและมโนคติอันหลงผิดทั้งหลายภายในตัวพวกเขา แค่การจัดการกับอุปนิสัยภายนอกของเจ้านั้นไม่ยาก มันก็เหมือนกับการขอให้เจ้าไม่กินสิ่งทั้งหลายที่เจ้ารัก ซึ่งเป็นเรื่องง่าย อย่างไรก็ดี สิ่งซึ่งพาดพิงถึงมโนคติอันหลงผิดทั้งหลายภายในตัวเจ้านั้นไม่ง่ายที่จะปล่อยวาง มันจำเป็นที่ผู้คนต้องกบฏต่อเนื้อหนัง และจ่ายราคา และทนทุกข์เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า มันเป็นเช่นนี้โดยเฉพาะกับเจตนาทั้งหลายของผู้คน ตั้งแต่ที่ผู้คนเริ่มเชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็ได้เก็บงำเจตนาทั้งหลายที่ไม่ถูกต้องเอาไว้มากมาย เมื่อเจ้าไม่นำความจริงไปปฏิบัติ เจ้ารู้สึกว่าเจตนาทั้งหมดของเจ้านั้นถูกต้อง แต่เมื่อบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นกับเจ้า เจ้าจะเห็นว่ามีเจตนาทั้งหลายที่ไม่ถูกต้องมากมายภายในตัวเจ้า ด้วยเหตุนี้ เมื่อพระเจ้าทรงทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม พระองค์ทรงทำให้พวกเขาตระหนักว่ามีมโนคติอันหลงผิดมากมายภายในตัวพวกเขาที่กำลังปิดกั้นความรู้เรื่องพระเจ้าของพวกเขา เมื่อเจ้าตระหนักว่าเจตนาทั้งหลายของเจ้านั้นผิด หากเจ้าสามารถหยุดการปฏิบัติตามมโนคติอันหลงผิดและเจตนาทั้งหลายของเจ้า และสามารถเป็นคำพยานต่อพระเจ้า และตั้งมั่นในตำแหน่งของเจ้าในทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเจ้า นี่พิสูจน์ว่าเจ้าได้กบฏต่อเนื้อหนังแล้ว เมื่อเจ้ากบฏต่อเนื้อหนัง จะมีการสู้รบภายในตัวเจ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซาตานจะพยายามทำให้ผู้คนติดตามมัน จะพยายามทำให้พวกเขาติดตามมโนคติอันหลงผิดทั้งหลายของเนื้อหนังและค้ำจุนผลประโยชน์ทั้งหลายของเนื้อหนัง—แต่พระวจนะของพระเจ้าจะให้ความรู้แจ้งและให้ความกระจ่างแก่ผู้คนภายใน และ ณ เวลานี้ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้วว่าเจ้าจะติดตามพระเจ้าหรือติดตามซาตาน พระเจ้าทรงขอให้ผู้คนนำความจริงไปปฏิบัติเพื่อจัดการกับสิ่งทั้งหลายภายในตัวพวกเขาเป็นหลัก เพื่อจัดการกับความคิดทั้งหลายและมโนคติอันหลงผิดทั้งหลายของพวกเขาที่ไม่ได้ดังพระทัยของพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสัมผัสผู้คนในหัวใจของพวกเขาและทรงให้ความรู้แจ้งและให้ความกระจ่างแก่พวกเขา ดังนั้นเบื้องหลังทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นก็คือการสู้รบ กล่าวคือ ทุกครั้งที่ผู้คนนำความจริงไปปฏิบัติ หรือนำความรักพระเจ้าไปปฏิบัติ จะมีการสู้รบที่ยิ่งใหญ่ และแม้ว่าทุกคนจะดูเหมือนสบายดีด้วยเนื้อหนังของพวกเขา แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในส่วนลึกของหัวใจของพวกเขาการสู้รบระหว่างชีวิตและความตายจะดำเนินต่อไป—และหลังจากการสู้รบอันหนักหน่วงนี้ หลังจากการตรึกตรองในปริมาณที่มากมายมหาศาลแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถตัดสินการมีชัยชนะหรือการพ่ายแพ้ได้ คนเราไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี เพราะเจตนามากภายในผู้คนนั้นผิด หรือไม่ก็เพราะส่วนมากของพระราชกิจของพระเจ้านั้นไม่ลงรอยกันกับมโนคติอันหลงผิดทั้งหลายของพวกเขา เมื่อผู้คนนำความจริงไปปฏิบัติ การสู้รบที่ยิ่งใหญ่จึงเกิดเบื้องหลังฉาก เมื่อนำความจริงนี้ไปปฏิบัติแล้ว เบื้องหลังฉาก ผู้คนจะได้หลั่งน้ำตาแห่งความเศร้านับไม่ถ้วนก่อนที่ท้ายที่สุดพวกเขาจะได้ตัดสินใจที่จะทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัย เป็นเพราะการสู้รบครั้งนี้นี่เองที่ผู้คนทนกับความทุกข์และกระบวนการถลุง นี่คือความทุกข์ที่แท้จริง เมื่อการสู้รบนั้นมาถึงเจ้า หากเจ้าสามารถยืนในฝ่ายของพระเจ้าได้อย่างแท้จริง เจ้าจะสามารถทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยได้ ในขณะที่ปฏิบัติความจริง หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่คนเราจะทนทุกข์ภายใน หากเมื่อผู้คนนำความจริงไปปฏิบัติ ทุกสิ่งทุกอย่างภายในพวกเขานั้นถูกต้อง เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็คงจะไม่จำเป็นต้องให้พระเจ้าทรงทำให้มีความเพียบพร้อม และคงจะไม่มีการสู้รบ และพวกเขาคงจะไม่ทนทุกข์ เป็นเพราะมีหลายสิ่งหลายอย่างภายในตัวผู้คนที่ไม่เหมาะจะให้พระเจ้าทรงใช้งาน และเพราะมีอุปนิสัยอันเป็นกบฏส่วนมากของเนื้อหนังนั่นเอง ผู้คนจึงจำเป็นต้องเรียนรู้บทเรียนของการเป็นกบฏต่อเนื้อหนังอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกว่าความทุกข์ซึ่งพระองค์ได้ทรงขอให้มนุษย์ก้าวผ่านไปกับพระองค์ เมื่อเจ้าเผชิญกับความยากลำบากทั้งหลาย จงเร่งรีบแล้วอธิษฐานต่อพระเจ้าว่า “โอ พระเจ้า! ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะทำให้พระองค์ทรงพึงพอพระทัย ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะสู้ทนความยากลำบากขั้นสุดท้ายเพื่อทำให้พระทัยของพระองค์พึงพอพระทัย และไม่ว่าข้าพระองค์จะเผชิญกับความล้มเหลวทั้งหลายที่ใหญ่หลวงเพียงใดก็ตาม ข้าพระองค์จะยังคงต้องทำให้พระองค์ทรงพึงพอพระทัย แม้ว่าข้าพระองค์จำต้องละวางทั้งชีวิตของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ก็จะยังคงต้องทำให้พระองค์ทรงพึงพอพระทัย!” ด้วยการตัดสินใจที่แน่วแน่นี้ เมื่อเจ้าอธิษฐานดังนั้น เจ้าจะสามารถตั้งมั่นในคำพยานของเจ้าได้ แต่ละครั้งที่พวกเขานำความจริงไปปฏิบัติ แต่ละครั้งที่พวกเขาก้าวผ่านกระบวนการถลุง แต่ละครั้งที่พวกเขาถูกทดสอบ และแต่ละครั้งที่พระราชกิจของพระเจ้ามาถึงพวกเขา ผู้คนต้องสู้ทนความเจ็บปวดสุดขีด ทั้งหมดนี้เป็นการทดสอบสำหรับผู้คน และดังนั้นภายในตัวพวกเขาทั้งหมดจึงมีการสู้รบ นี่คือราคาจริงที่พวกเขาจ่าย การอ่านพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้นและการวิ่งวุ่นดำเนินงานมากขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของราคานั้น มันคือสิ่งผู้คนควรที่จะทำ มันคือหน้าที่ของพวกเขา และความรับผิดชอบที่พวกเขาควรทำให้สำเร็จลุล่วง แต่ผู้คนต้องละวางสิ่งที่อยู่ภายในตัวพวกเขาซึ่งจำเป็นต้องถูกละวาง หากเจ้าไม่ทำ เช่นนั้นแล้วไม่สำคัญว่าความทุกข์ภายนอกของเจ้าจะใหญ่หลวงเพียงใด ไม่สำคัญว่าเจ้าจะยุ่งกับการทำงานหลายอย่างมากเพียงใด ทั้งหมดจะสูญเปล่า! กล่าวคือ การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายภายในตัวเจ้าเท่านั้นที่สามารถกำหนดพิจารณาว่าความยากลำบากภายนอกของเจ้านั้นมีค่าหรือไม่ เมื่ออุปนิสัยภายในของเจ้าได้เปลี่ยนไปและเจ้าได้นำความจริงไปปฏิบัติ เช่นนั้นแล้วความทุกข์ภายนอกทั้งหมดของเจ้าจะได้รับการรับรองจากพระเจ้า หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยภายในของเจ้า เช่นนั้นแล้วไม่สำคัญว่าเจ้าจะสู้ทนความทุกข์มากมายเพียงใดหรือเจ้าจะวิ่งวุ่นทำงานกับเรื่องภายนอกมากเพียงใด จะไม่มีการรับรองจากพระเจ้า—และความยากลำบากที่ไม่ได้รับการยืนยันจากพระเจ้าก็จะสูญเปล่า ด้วยเหตุนี้ การที่ราคาที่เจ้าได้จ่ายไปแล้วจะได้รับการรับรองจากพระเจ้าหรือไม่นั้น จะกำหนดพิจารณาจากการที่มีการเปลี่ยนแปลงในตัวเจ้าหรือไม่ และจากการที่ที่ว่าเจ้านำความจริงไปปฏิบัติและกบฏต่อเจตนาทั้งหลายและมโนคติอันหลงผิดทั้งหลายของเจ้าเองเพื่อให้ได้มาซึ่งความพึงพอพระทัยจากน้ำพระทัยพระเจ้า ความรู้เรื่องพระเจ้า และความจงรักภักดีต่อพระเจ้าหรือไม่ ไม่สำคัญว่าเจ้าจะวิ่งวุ่นดำเนินงานมากมายเพียงใด หากเจ้าไม่เคยรู้จักที่จะกบฏต่อเจตนาทั้งหลายของเจ้าเอง แต่เพียงแค่แสวงหาการกระทำทั้งหลายและความศรัทธาแรงกล้าภายนอกเท่านั้น และไม่เคยให้ความสนใจใดๆ ต่อชีวิตของเจ้า เช่นนั้นแล้วความยากลำบากของเจ้าก็จะสูญเปล่า หากในสภาพแวดล้อมบางอย่าง เจ้ามีบางสิ่งบางอย่างที่เจ้าต้องการพูด แต่ภายในแล้วเจ้ารู้สึกว่าการพูดมันออกมานั้นไม่ถูกต้อง รู้สึกว่าการพูดมันออกมานั้นไม่เป็นประโยชน์ต่อบรรดาพี่น้องชายหญิงของเจ้าและอาจทำให้พวกเขาเจ็บปวดได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่พูดมันออกมา โดยเลือกที่จะเจ็บปวดอยู่ภายใน เพราะคำพูดเหล่านี้ไร้ความสามารถที่จะสนองน้ำพระทัยพระเจ้าได้ ณ เวลานี้ จะมีการสู้รบภายในตัวเจ้า แต่เจ้าจะเต็มใจที่จะทนทุกข์กับความเจ็บปวดและละวางสิ่งซึ่งเจ้ารัก เจ้าจะเต็มใจสู้ทนความยากลำบากนี้เพื่อทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัย และแม้ว่าเจ้าจะทนทุกข์กับความเจ็บภายใน เจ้าจะไม่ตามใจเนื้อหนัง และพระทัยของพระเจ้าจะได้พึงพอพระทัย และดังนั้นเจ้าจะได้รับการปลอบใจอยู่ภายในด้วยเช่นกัน นี่คือการจ่ายราคาอย่างแท้จริง และคือราคาที่พระเจ้าทรงพึงปรารถนา หากเจ้าปฏิบัติในหนทางนี้ พระเจ้าจะทรงอำนวยพรเจ้าอย่างแน่นอน หากเจ้าไม่สามารถสัมฤทธิ์การนี้ได้ เช่นนั้นแล้ว ไม่สำคัญว่าเจ้าจะเข้าใจมากเพียงใด หรือเจ้าจะสามารถพูดได้ดีเพียงใด ทั้งหมดนั้นจะไม่มีประโยชน์อันใดเลย! หากบนถนนไปสู่การรักพระเจ้า เจ้าสามารถยืนอยู่ในฝ่ายของพระเจ้าได้เมื่อพระองค์ทรงสู้รบกับซาตาน และเจ้าไม่หวนกลับไปหาซาตาน เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะได้บรรลุการรักพระเจ้า และเจ้าจะได้ตั้งมั่นในคำพยานของเจ้า

ตัดตอนมาจาก “การรักพระเจ้าเท่านั้นคือการเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 497

ในทุกๆ ขั้นตอนของพระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำภายในผู้คนนั้น ภายนอกแล้วดูเหมือนว่าจะเป็นการปฏิสัมพันธ์ทั้งหลายระหว่างผู้คน ราวกับว่ากำเนิดมาจากการจัดการเตรียมการของมนุษย์หรือจากการแทรกแซงของมนุษย์ แต่หลังฉากนั้น ทุกๆ ขั้นตอนของพระราชกิจ และทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น คือเดิมพันที่ซาตานได้วางไว้เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และพึงต้องให้ผู้คนตั้งมั่นในคำพยานของพวกเขาต่อพระเจ้า เพื่อเป็นตัวอย่าง จงดูเมื่อโยบถูกทดสอบ กล่าวคือ หลังฉากนั้น ซาตานกำลังวางเดิมพันกับพระเจ้า และสิ่งที่ได้เกิดขึ้นกับโยบนั้นคือความประพฤติของพวกมนุษย์และการแทรกแซงของพวกมนุษย์ เบื้องหลังทุกๆ ขั้นตอนของพระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำในตัวพวกเจ้าคือเดิมพันของซาตานกับพระเจ้า—เบื้องหลังมันทั้งหมดคือการสู้รบ ตัวอย่างเช่น หากเจ้ามีอคติต่อบรรดาพี่น้องชายหญิงของเจ้า เจ้าจะมีคำพูดที่เจ้าต้องการพูด—คำพูดซึ่งเจ้ารู้สึกว่าอาจเป็นที่ไม่พอพระทัยต่อพระเจ้า—แต่หากเจ้าไม่พูดคำพูดเหล่านั้น เจ้าจะรู้สึกถึงความกระอักกระอ่วนภายใน และ ณ ชั่วขณะนี้ การสู้รบจะเริ่มขึ้นภายในตัวเจ้า กล่าวคือ “ฉันจะพูดหรือไม่พูดดี” นี่คือการสู้รบ ด้วยเหตุนี้ ในทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าเผชิญมีการสู้รบอย่างหนึ่ง และเมื่อมีการสู้รบภายในตัวเจ้า เนื่องเพราะความร่วมมือจริงและความทุกข์จริงของเจ้า พระเจ้าจึงทรงพระราชกิจภายในตัวเจ้า ท้ายที่สุด เจ้าจะสามารถละวางเรื่องนั้นลงได้ภายในตัวของเจ้าและโทสะก็ดับไปตามธรรมชาติ เช่นนั้นคือผลจากความร่วมมือของเจ้ากับพระเจ้า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผู้คนทำพึงกำหนดให้พวกเขาต้องจ่ายราคาหนึ่งในความพยายามทั้งหลายของพวกเขา หากปราศจากความยากลำบากจริง พวกเขาจะไม่สามารถทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยได้ พวกเขาไม่แม้กระทั่งมาใกล้เคียงกับการทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยเลย และพวกเขาก็แค่พ่นคำขวัญที่ว่างเปล่าทั้งหลายเท่านั้น! คำขวัญที่ว่างเปล่าเหล่านี้จะสามารถทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยได้หรือ? เมื่อพระเจ้าและซาตานทำการสู้รบในอาณาจักรฝ่ายจิตวิญญาณ เจ้าควรทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยอย่างไร และเจ้าควรตั้งมั่นในคำพยานของเจ้าต่อพระองค์อย่างไร? เจ้าควรรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเจ้าเป็นการทดสอบที่ยิ่งใหญ่และเป็นเวลาที่พระเจ้าทรงจำเป็นต้องให้เจ้าเป็นคำพยาน แม้สิ่งเหล่านั้นอาจดูเหมือนว่าไม่สำคัญจากภายนอก แต่เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นพวกมันแสดงให้เห็นว่าเจ้ารักพระเจ้าหรือไม่ หากเจ้ารัก เจ้าจะสามารถตั้งมั่นในคำพยานของเจ้าต่อพระองค์ได้ และหากเจ้าไม่ได้นำการรักพระองค์ไปปฏิบัติ นี่แสดงให้เห็นว่าเจ้าไม่ใช่ใครบางคนที่นำความจริงไปปฏิบัติ แสดงให้เห็นว่าเจ้าปราศจากความจริง และปราศจากชีวิต แสดงให้เห็นว่าเจ้าคือแกลบ! ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับผู้คนเกิดขึ้นเมื่อพระเจ้าทรงจำเป็นต้องให้พวกเขาตั้งมั่นในคำพยานของพวกเขาต่อพระองค์ แม้ไม่มีอะไรที่สำคัญกำลังเกิดขึ้นกับเจ้า ณ ชั่วขณะนี้และเจ้าไม่ได้เป็นคำพยานที่ยิ่งใหญ่ แต่ทุกรายละเอียดในชีวิตประจำวันของเจ้าก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับคำพยานต่อพระเจ้า หากเจ้าสามารถได้รับความเลื่อมใสจากบรรดาพี่น้องชายหญิงของเจ้า บรรดาสมาชิกครอบครัวของเจ้า และทุกๆ คนรอบตัวเจ้า หากวันหนึ่ง บรรดาผู้ที่ไม่เชื่อมาหา และเลื่อมใสทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าทำ และเห็นว่าทั้งหมดที่พระเจ้าทรงกระทำนั้นน่ามหัศจรรย์ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะได้เป็นคำพยานแล้ว แม้ว่าเจ้าไม่มีความรู้ความเข้าใจเชิงลึกและขีดความสามารถของเจ้านั้นต่ำ แต่เจ้าจะสามารถทำให้พระองค์พึงพอพระทัยและใส่ใจน้ำพระทัยของพระองค์ได้โดยผ่านทางการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า โดยแสดงให้ผู้อื่นเห็นว่าพระราชกิจยิ่งใหญ่ใดที่พระองค์ได้ทรงทำไปในผู้คนที่มีขีดความสามารถต่ำที่สุด เมื่อผู้คนได้มารู้จักพระเจ้าและได้กลายเป็นผู้ชนะทั้งหลายต่อหน้าซาตาน จงรักภักดีต่อพระเจ้าเป็นอย่างมาก เช่นนั้นแล้วก็ไม่มีผู้ใดมีความกล้ามากไปกว่าผู้คนกลุ่มนี้ และนี่เป็นคำพยานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แม้ว่าเจ้าจะไร้ความสามารถในการทำงานที่ยิ่งใหญ่ แต่เจ้าก็สามารถทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยได้ คนอื่นๆ ไม่สามารถละวางมโนคติอันหลงผิดทั้งหลายของพวกเขาลงได้ แต่เจ้าสามารถทำได้ คนอื่นๆ ไม่สามารถเป็นคำพยานต่อพระเจ้าในช่วงระหว่างประสบการณ์จริงของพวกเขาได้ แต่เจ้าสามารถใช้วุฒิภาวะแท้จริงและการกระทำทั้งหลายของเจ้าเพื่อตอบแทนความรักของพระเจ้าและเป็นคำพยานที่กังวานก้องต่อพระองค์ได้ นี่เท่านั้นที่ถือเป็นการรักพระเจ้าอย่างแท้จริง หากเจ้าไม่มีความสามารถในเรื่องนี้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ไม่ได้เป็นคำพยานท่ามกลางบรรดาสมาชิกในครอบครัวของเจ้า ท่ามกลางบรรดาพี่น้องชายหญิงของเจ้า หรือต่อหน้าผู้คนของโลก หากเจ้าไม่สามารถเป็นคำพยานต่อหน้าซาตานได้ ซาตานจะหัวเราะเยาะเจ้า มันจะปฏิบัติกับเจ้าอย่างตัวตลกตัวหนึ่ง อย่างของเล่นชิ้นหนึ่ง มันจะหลอกเจ้าและทำให้เจ้าเสียสติบ่อยๆ ในอนาคต การทดสอบที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายอาจเกิดขึ้นกับเจ้า—แต่ในวันนี้ หากเจ้ารักพระเจ้าด้วยหัวใจแท้จริง และหากเจ้าสามารถตั้งมั่นในคำพยานของเจ้าและสามารถทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยได้ไม่ว่าการทดสอบทั้งหลายข้างหน้าจะยิ่งใหญ่เพียงใด ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเจ้า เช่นนั้นแล้ว หัวใจของเจ้าจึงจะได้รับการชูใจ และเจ้าจะไม่เกรงกลัวไม่สำคัญว่าการทดสอบทั้งหลายที่เจ้าเผชิญในอนาคตจะยิ่งใหญ่เพียงใด พวกเจ้าไม่สามารถเห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต พวกเจ้าสามารถเพียงทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยได้ในรูปการณ์แวดล้อมของวันนี้เท่านั้น พวกเจ้าไม่สามารถทำงานที่ยิ่งใหญ่ใดๆ และควรมุ่งความสนใจกับการทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยโดยการได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์ในชีวิตจริง และเป็นคำพยานอันหนักแน่นและกังวานก้องซึ่งนำความอับอายมาสู่ซาตานแล้ว แม้ว่าเนื้อหนังของเจ้าจะยังคงไม่พึงพอใจและจะได้ทนทุกข์อยู่ เจ้าจะได้ทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยและได้นำความอับอายมาสู่ซาตาน หากเจ้าปฏิบัติในหนทางนี้ตลอดเวลา พระเจ้าจะทรงเปิดเส้นทางเบื้องหน้าเจ้า เมื่อวันหนึ่ง การทดสอบที่ยิ่งใหญ่มาถึง คนอื่นๆ จะล้มลง แต่เจ้าจะยังคงสามารถตั้งมั่นอยู่ได้ กล่าวคือ เพราะราคาที่เจ้าได้จ่ายไปแล้ว พระเจ้าจะทรงปกป้องเจ้าเพื่อให้เจ้าสามารถตั้งมั่นได้และไม่ล้มลง หากตามปกติแล้ว เจ้าสามารถนำความจริงไปปฏิบัติและทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยได้ด้วยหัวใจที่รักพระองค์อย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้ว พระเจ้าจะทรงปกป้องเจ้าในช่วงระหว่างการทดสอบทั้งหลายในอนาคตอย่างแน่นอน แม้เจ้าจะโง่เขลาและมีวุฒิภาวะน้อยนิดและมีขีดความสามารถต่ำ พระเจ้าจะไม่ทรงเลือกที่รักมักที่ชังกับเจ้า มันขึ้นอยู่กับว่าเจตนาทั้งหลายของเจ้านั้นถูกต้องหรือไม่ วันนี้ เจ้าสามารถทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยได้ ซึ่งเจ้าใส่ใจต่อรายละเอียดที่เล็กที่สุด เจ้าทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยได้ในทุกสรรพสิ่ง เจ้ามีหัวใจที่รักพระเจ้าอย่างแท้จริง เจ้ามอบหัวใจที่แท้จริงของเจ้าแด่พระเจ้า และแม้ว่าจะมีบางสิ่งบางอย่างที่เจ้าไม่สามารถเข้าใจได้ เจ้าก็สามารถมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อแก้ไขเจตนาทั้งหลายของเจ้าให้ถูกต้องและแสวงหาน้ำพระทัยพระเจ้า และเจ้าทำทุกสิ่งที่จำเป็นเพื่อทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัย บางทีบรรดาพี่น้องชายหญิงของเจ้าอาจจะทิ้งเจ้าไป แต่หัวใจของเจ้าจะทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัย และเจ้าจะไม่ละโมบความยินดีของเนื้อหนัง หากเจ้าปฏิบัติในหนทางนี้ตลอดเวลา เจ้าจะได้รับการปกป้องเมื่อการทดสอบที่ยิ่งใหญ่มาถึงเจ้า

ตัดตอนมาจาก “การรักพระเจ้าเท่านั้นคือการเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 498

การทดสอบทั้งหลายมุ่งหมายไปที่สภาวะภายในอันใดในผู้คน? การทดสอบทั้งหลายนั้นมีเป้าหมายอยู่ที่อุปนิสัยอันเป็นกบฏในผู้คนซึ่งไม่สามารถทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยได้ มีอะไรมากมายที่ไม่บริสุทธิ์ภายในผู้คน และอะไรมากมายที่หน้าซื่อใจคด และดังนั้นพระเจ้าจึงทรงทำให้ผู้คนได้รับการทดสอบทั้งหลายเพื่อที่จะชำระพวกเขาให้บริสุทธิ์ แต่หากวันนี้ เจ้าสามารถทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยได้ เช่นนั้นแล้ว การทดสอบทั้งหลายในอนาคตก็จะเป็นการมีความเพียบพร้อมสำหรับเจ้า หากวันนี้ เจ้าไม่สามารถทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยได้ เช่นนั้นแล้ว การทดสอบทั้งหลายในอนาคตจะทดลองเจ้า เจ้าจะล้มลงโดยไม่ทันรู้ตัว และในเวลานั้นเจ้าจะไม่สามารถช่วยตัวเจ้าเองได้ เพราะเจ้าไม่สามารถตามพระราชกิจของพระเจ้าทันและไม่มีวุฒิภาวะที่แท้จริง และดังนั้น หากเจ้าปรารถนาที่จะสามารถตั้งมั่นได้ในอนาคต เพื่อทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยได้ดียิ่งขึ้น และเพื่อติดตามพระองค์ไปจนถึงที่สุด วันนี้เจ้าต้องสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง เจ้าจะต้องทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยโดยการนำความจริงไปปฏิบัติในทุกสรรพสิ่งและใส่ใจต่อน้ำพระทัยของพระองค์ หากเจ้าปฏิบัติในหนทางนี้ตลอดเวลา จะมีรากฐานภายในตัวเจ้า และพระเจ้าจะทรงสร้างแรงบันดาลใจในหัวใจของเจ้าที่รักพระองค์ และพระองค์จะทรงมอบความเชื่อแก่เจ้า วันหนึ่ง เมื่อการทดสอบอย่างหนึ่งเกิดขึ้นกับเจ้าอย่างแท้จริง เจ้าอาจทนทุกข์กับความเจ็บปวดบางอย่างและรู้สึกเสียใจถึงจุดหนึ่ง และทนทุกข์กับความเศร้าโศกที่บีบคั้น ราวกับว่าเจ้าได้ตายไปแล้ว—แต่การรักพระเจ้าของเจ้าจะไม่เปลี่ยนแปลง และจะยิ่งกลายเป็นหยั่งลึกขึ้นไปอีก เช่นนั้นคือพระพรของพระเจ้า หากเจ้าสามารถยอมรับทุกอย่างที่พระเจ้าตรัสและทรงกระทำในวันนี้ด้วยหัวใจแห่งการเชื่อฟัง เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะได้รับการอวยพรจากพระเจ้าอย่างแน่นอน และดังนั้น เจ้าจะเป็นใครบางคนที่ได้รับการอวยพรจากพระเจ้าและได้รับพระสัญญาของพระองค์ หากในวันนี้ เจ้าไม่ปฏิบัติ เมื่อการทดสอบทั้งหลายเกิดขึ้นกับเจ้าในวันหนึ่ง เจ้าจะปราศจากความเชื่อหรือหัวใจที่มีรัก และในเวลานั้นการทดสอบนั้นจะกลายเป็นการทดลอง เจ้าจะถลำลงไปท่ามกลางการทดลองของซาตานและจะไม่มีหนทางที่จะหลบหนี วันนี้ เจ้าอาจสามารถตั้งมั่นอยู่ได้เมื่อการทดสอบเล็กๆ เกิดขึ้นกับเจ้า แต่ไม่จำเป็นว่าเจ้าจะสามารถตั้งมั่นอยู่ได้เมื่อการทดสอบใหญ่เกิดขึ้นกับเจ้าวันหนึ่ง บางคนนั้นอวดดีและคิดว่าพวกเขาใกล้จะมีความเพียบพร้อมแล้ว หากเจ้าไม่ไปให้ลึกกว่านั้นในช่วงเวลาเช่นนั้น และยังคงพึงพอใจ เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะตกอยู่ในอันตราย วันนี้ พระเจ้าไม่ทรงพระราชกิจของการทดสอบที่ยิ่งใหญ่ขึ้นและทุกอย่างดูเหมือนว่าเรียบร้อยดี แต่เมื่อพระเจ้าทรงทดสอบเจ้า เจ้าจะค้นพบว่าเจ้าขาดพร่องเกินไป เพราะวุฒิภาวะของเจ้านั้นน้อยเกินไปและเจ้าไม่สามารถสู้ทนการทดสอบที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายได้ หากเจ้ายังคงเป็นเหมือนที่เจ้าเป็นและอยู่ในสภาวะแห่งความเฉื่อย เช่นนั้นแล้ว เมื่อการทดสอบทั้งหลายมาถึง เจ้าจะล้ม พวกเจ้าควรหมั่นดูว่าวุฒิภาวะของพวกเจ้านั้นน้อยเพียงใด ในหนทางนี้เท่านั้นเจ้าจึงจะก้าวหน้าได้ หากมีเพียงในช่วงระหว่างการทดสอบทั้งหลายเท่านั้นที่เจ้าจะมองเห็นว่าวุฒิภาวะของเจ้านั้นน้อยยิ่งนัก เห็นว่าพลังจิตของเจ้าอ่อนกำลังยิ่งนัก เห็นว่าภายในตัวเจ้าที่เป็นจริงนั้นเล็กน้อยเกินไป และเห็นว่าเจ้าไม่ดีพอสำหรับน้ำพระทัยพระเจ้า—หากเจ้าตระหนักในสิ่งเหล่านี้เฉพาะตอนนั้นเท่านั้น มันก็จะสายเกินไป

หากเจ้าไม่รู้พระอุปนิสัยของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะล้มลงระหว่างการทดสอบทั้งหลายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเจ้าไม่ตระหนักว่าพระเจ้าทรงทำให้ผู้คนมีความเพียบพร้อมอย่างไร พระเจ้าทรงทำให้พวกเขามีความเพียบพร้อมด้วยวิธีการใด และเมื่อการทดสอบทั้งหลายของพระเจ้าจะมาถึงเจ้าและการทดสอบเหล่านั้นไม่ตรงกันกับมโนคติอันหลงผิดทั้งหลายของเจ้า เจ้าจะไม่สามารถตั้งมั่นได้ ความรักที่แท้จริงของพระเจ้าคือพระอุปนิสัยทั้งหมดทั้งมวลของพระองค์ และเมื่อพระอุปนิสัยทั้งหมดทั้งมวลของพระเจ้าได้ถูกแสดงแก่ผู้คน การนี้จะนำสิ่งใดมาสู่เนื้อหนังของเจ้า? เมื่อพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าถูกแสดงแก่ผู้คน เนื้อหนังของพวกเขาจะทนทุกข์กับความเจ็บปวดมากมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากเจ้าไม่ทนทุกข์กับความเจ็บปวดนี้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะไม่สามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าได้ อีกทั้งเจ้าจะไม่สามารถอุทิศความรักที่แท้จริงแด่พระเจ้าได้ หากพระเจ้าทรงทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อม พระองค์จะทรงแสดงพระอุปนิสัยทั้งหมดทั้งมวลของพระองค์แก่เจ้าอย่างแน่นอน นับตั้งแต่เวลาแห่งการทรงสร้างจนกระทั่งถึงวันนี้ พระเจ้าไม่เคยทรงแสดงพระอุปนิสัยทั้งหมดทั้งมวลของพระองค์ต่อมนุษย์—แต่ในช่วงระหว่างยุคสุดท้ายพระองค์ทรงเปิดเผยมันต่อผู้คนกลุ่มนี้ผู้ซึ่งพระองค์ได้ทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าและได้ทรงคัดเลือกไว้แล้ว และโดยการทำให้ผู้คนมีความเพียบพร้อม พระองค์ทรงเผยให้เห็นพระอุปนิสัยของพระองค์ ซึ่งพระองค์ได้ทรงใช้ทำให้ผู้คนกลุ่มหนึ่งครบบริบูรณ์ เช่นนั้นคือความรักที่แท้จริงของพระองค์ต่อผู้คน การได้รับประสบการณ์กับความรักที่แท้จริงของพระเจ้าพึงประสงค์ให้ผู้คนสู้ทนความเจ็บปวดสุดขีด และจ่ายราคาสูง หลังจากการนี้เท่านั้นพวกเขาจึงจะได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้าและสามารถถวายความรักที่แท้จริงของพวกเขากลับคืนแด่พระเจ้าได้ และเมื่อนั้นเท่านั้นพระทัยของพระเจ้าจึงจะพึงพอพระทัย หากผู้คนปรารถนาที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า และหากพวกเขาปรารถนาที่จะทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ และถวายความรักที่แท้จริงของพวกเขาแด่พระเจ้าอย่างครบถ้วน เช่นนั้นแล้ว พวกเขาจะต้องได้รับประสบการณ์กับความทุกข์มากมายและความทรมานหลายอย่างจากรูปการณ์แวดล้อมทั้งหลายของพวกเขา เพื่อทนทุกข์กับความเจ็บปวดที่เลวร้ายกว่าความตาย ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาจะถูกบีบให้ถวายหัวใจที่แท้จริงของพวกเขากลับคืนแด่พระเจ้า การที่ใครบางคนคนรักพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่นั้นจะถูกเปิดเผยในช่วงระหว่างความยากลำบากและกระบวนการถลุง พระเจ้าทรงชำระความรักของผู้คนให้บริสุทธิ์ และการนี้สัมฤทธิ์ได้ท่ามกลางความยากลำบากและกระบวนการถลุงเท่านั้นด้วยเช่นกัน

ตัดตอนมาจาก “การรักพระเจ้าเท่านั้นคือการเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 499

เนื้อแท้ของการเชื่อของผู้คนส่วนใหญ่ในพระเจ้าคือความเชื่อมั่นทางศาสนา พวกเขาไม่สามารถรักพระเจ้าได้และสามารถเพียงติดตามพระเจ้าดุจหุ่นยนต์ตัวหนึ่งได้เท่านั้น ไม่สามารถที่จะโหยหาในพระเจ้าหรือรักบูชาพระองค์ได้ พวกเขาแค่ติดตามพระองค์อย่างเงียบๆ ผู้คนจำนวนมากเชื่อในพระเจ้า แต่มีน้อยคนที่รักพระเจ้า พวกเขาเพียง “เคารพ” พระเจ้าเท่านั้นเพราะพวกเขากลัวมหันตภัย หรือไม่พวกเขาก็ “เลื่อมใส พระเจ้าเพราะพระองค์ทรงอยู่สูงและมีพระอิทธิฤทธิ์—แต่ในความเคารพและการเลื่อมใสของพวกเขานั้น ไม่มีความรักหรือการโหยหาที่แท้จริง ในประสบการณ์ต่างๆ ของพวกเขานั้นพวกเขาแสวงหาข้อปลีกย่อยของความจริง หรือไม่ก็ความล้ำลึกต่างๆ ซึ่งไม่มีนัยสำคัญ ผู้คนส่วนใหญ่แค่ติดตาม ควานหาพระพรในสายน้ำอันเชี่ยวกราก พวกเขาไม่แสวงหาความจริง และพวกเขาไม่เชื่อฟังพระเจ้าอย่างแท้จริงเพื่อที่จะรับพระพรของพระเจ้าเอาไว้ ชีวิตแห่งการเชื่อของผู้คนทั้งหมดในพระเจ้านั้นไร้ความหมาย มันปราศจากคุณค่า และในความเชื่อนั้นมีการคำนึงถึงและการไล่ตามเสาะหาทั้งหลายที่เป็นส่วนตัวของพวกเขาอยู่ พวกเขาไม่เชื่อในพระเจ้าเพื่อที่จะรักพระเจ้า แต่เพื่อประโยชน์ของการได้รับการอวยพร ผู้คนจำนวนมากปฏิบัติไปตามที่พวกเขายินดี พวกเขาทำอะไรก็ตามที่พวกเขาต้องการและไม่เคยคำนึงถึงผลประโยชน์ต่างๆ ของพระเจ้า หรือว่าสิ่งที่พวกเขาทำนั้นสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้าหรือไม่เลย ผู้คนเช่นนั้นไม่สามารถแม้กระทั่งสัมฤทธิ์ความเชื่อที่แท้จริง ไม่ต้องไปพูดถึงความรักที่มีต่อพระเจ้าเลย เนื้อแท้ของพระเจ้ามิใช่มีไว้เพียงเพื่อให้มนุษย์เชื่อ ยิ่งไปกว่านั้นมันมีไว้เพื่อให้มนุษย์รัก แต่มากมายในบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าไม่สามารถที่จะค้นพบ “ความลับ” นี้ ผู้คนไม่กล้าที่จะรักพระเจ้า และพวกเขาไม่ลองพยายามที่จะรักพระองค์ พวกเขาไม่เคยได้ค้นพบว่ามีมากมายนักเกี่ยวกับพระเจ้าซึ่งควรค่าที่จะรัก พวกเขาไม่เคยได้ค้นพบว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้ซึ่งทรงรักมนุษย์ และว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ซึ่งทรงสถิตอยู่เพื่อให้มนุษย์รัก ความน่ารักชื่นชมของพระเจ้าแสดงออกในพระราชกิจของพระองค์ เฉพาะเมื่อพวกเขาได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระองค์แล้วเท่านั้น ผู้คนจึงสามารถค้นพบความน่ารักชื่นชมของพระองค์ ด้วยประสบการณ์จากการลงมือทำจริงของพวกเขาเท่านั้น พวกเขาจึงสามารถซาบซึ้งในความน่ารักชื่นชมของพระเจ้า และไม่มีใครเลยที่สามารถค้นพบความน่ารักชื่นชมของพระเจ้าได้หากปราศจากการสังเกตมันในชีวิตจริง มีมากมายนักเกี่ยวกับพระเจ้าที่ให้รัก แต่หากปราศจากการเข้าเชื่อมความสัมพันธ์กับพระองค์อย่างลงมือทำจริง ผู้คนย่อมไม่สามารถที่จะค้นพบมันได้ กล่าวคือ หากพระเจ้าไม่ได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ ผู้คนคงจะไม่สามารถที่จะเข้าเชื่อมความสัมพันธ์กับพระองค์อย่างลงมือทำจริงได้ และหากพวกเขาไม่สามารถเข้าเชื่อมความสัมพันธ์กับพระองค์อย่างลงมือทำจริง พวกเขายังคงจะไม่สามารถได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระองค์ได้เช่นกัน—และดังนั้นความรักของพวกเขาสำหรับพระเจ้าคงจะด่างพร้อยไปด้วยความเท็จและจินตนาการอันมากมาย ความรักสำหรับพระเจ้าบนสวรรค์ไม่เป็นจริงเหมือนความรักสำหรับพระเจ้าบนแผ่นดินโลก ด้วยเหตุที่ความรู้ของผู้คนเกี่ยวกับพระเจ้าบนสวรรค์ถูกสร้างขึ้นบนการจินตนาการต่างๆ ของพวกเขา แทนที่จะเป็นบนสิ่งซึ่งพวกเขาได้เห็นกับตาของตัวเองและสิ่งซึ่งพวกเขาได้รับประสบการณ์ด้วยตนเองโดยเฉพาะ เมื่อพระเจ้าเสด็จมายังแผ่นดินโลก ผู้คนสามารถมองดูกิจการที่พระองค์ทรงทำจริงและความน่ารักชื่นชมของพระองค์ และพวกเขาสามารถเห็นทุกสิ่งที่เป็นพระอุปนิสัยปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระองค์ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลเป็นจริงกว่าความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าบนสวรรค์นับหลายพันเท่า ไม่ว่าผู้คนจะรักพระเจ้าบนสวรรค์มากเพียงใดก็ตาม ไม่มีอะไรเป็นจริงเกี่ยวกับความรักนี้ และมันเต็มไปด้วยแนวคิดต่างๆ แบบมนุษย์ ไม่สำคัญว่าความรักของพวกเขาสำหรับพระเจ้าบนแผ่นดินโลกจะน้อยนิดเพียงใด ความรักนี้ก็ยังคงเป็นจริง ต่อให้มีความรักนี้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น มันยังคงมีความจริงแท้ พระเจ้าทรงทำให้ผู้คนรู้จักพระองค์โดยผ่านทางพระราชกิจที่เป็นจริง และพระองค์ทรงได้รับความรักของพวกเขาโดยผ่านทางความรู้นี้เอง มันก็เหมือนกับเปโตรตรงที่ว่า หากเขาไม่ได้ใช้ชีวิตกับพระเยซู มันคงจะเป็นไปไม่ได้สำหรับเขาที่จะรักศรัทธาพระเยซู ดังนั้น ความภักดีของเขาที่มีต่อพระเยซูก็ถูกสร้างขึ้นบนการเข้าเชื่อมความสัมพันธ์ของเขากับพระเยซูด้วยเช่นกัน เพื่อที่จะทำให้มนุษย์รักพระองค์ พระเจ้าจึงได้เสด็จมาในหมู่มนุษย์และทรงใช้ชีวิตร่วมกับมนุษย์ และทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำให้มนุษย์เห็นและได้รับประสบการณ์ก็คือความเป็นจริงของพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “บรรดาผู้ที่รักพระเจ้าจะดำเนินชีวิตภายในความสว่างแห่งพระองค์ตลอดกาล” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 500

พระเจ้าทรงใช้ความเป็นจริงและการกำเนิดขึ้นของข้อเท็จจริงทั้งหลายเพื่อทำให้ผู้คนมีความเพียบพร้อม พระวจนะของพระเจ้าทำให้ส่วนหนึ่งของการทำให้ผู้มีคนมีความเพียบพร้อมของพระองค์นั้นลุล่วง และนี่คือพระราชกิจแห่งการทรงนำและการเปิดหนทาง กล่าวคือ ในพระวจนะของพระเจ้านั้นเจ้าจะต้องค้นหาเส้นทางของการฝึกฝนปฏิบัติและความรู้เกี่ยวกับนิมิต ทั้งหลายให้ได้ โดยการเข้าใจสิ่งต่างๆ เหล่านี้ มนุษย์จะมีเส้นทางและนิมิตต่างๆ ในการฝึกฝนปฏิบัติแบบลงมือจริงของเขา และเขาจะสามารถได้รับความรู้แจ้งโดยผ่านทางพระวจนะของพระเจ้า เขาจะสามารถเข้าใจว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้มาจากพระเจ้าและสามารถหยั่งรู้ได้อย่างมาก ภายหลังจากที่เข้าใจแล้ว มนุษย์จะต้องเข้าสู่ความเป็นจริงนี้ทันทีและจะต้องใช้พระวจนะของพระเจ้าเพื่อทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยในชีวิตจริงของเขา พระเจ้าจะทรงนำเจ้าในทุกสรรพสิ่งและจะทรงมอบเส้นทางของการฝึกฝนปฏิบัติให้เจ้า และทรงทำให้เจ้ารู้สึกว่าพระองค์ทรงน่ารักชื่นชมเป็นพิเศษ และทรงยอมให้เจ้าเห็นว่าทุกขั้นตอนของพระราชกิจของพระเจ้าในตัวเจ้ามีเจตนาที่จะทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อม หากเจ้าปรารถนาที่จะเห็นความรักของพระเจ้า หากเจ้าปรารถนาที่จะได้รับประสบการณ์กับความรักของพระเจ้าอย่างแท้จริง เจ้าก็ย่อมจะต้องไปให้ลึกเข้าไปในความเป็นจริง เจ้าจะต้องไปให้ลึกเข้าไปในชีวิตจริงและเห็นว่าทุกสิ่งซึ่งพระเจ้าทรงทำคือความรักและความรอด ว่าทุกสิ่งซึ่งพระองค์ทรงทำคือการทำให้ผู้คนทิ้งสิ่งซึ่งไม่สะอาดไว้ข้างหลัง และเพื่อที่จะถลุงสิ่งต่างๆ ภายในมนุษย์ซึ่งไร้ความสามารถที่จะสนองน้ำพระทัยของพระเจ้าได้ พระเจ้าทรงใช้พระวจนะเพื่อจัดเตรียมให้มนุษย์ พระองค์ทรงจัดการเตรียมการรูปการณ์แวดล้อมต่างๆ ของชีวิตจริงเพื่อให้ผู้คนได้รับประสบการณ์ และหากผู้คนกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าให้มาก เช่นนั้นแล้วเมื่อพวกเขานำพระวจนะไปฝึกฝนปฏิบัติจริงๆ พวกเขาย่อมสามารถแก้ไขความลำบากยากเย็นทั้งหมดในชีวิตของพวกเขาได้โดยพระวจนะมากมายของพระเจ้า กล่าวคือ เจ้าต้องมีพระวจนะของพระเจ้าเพื่อที่จะไปให้ลึกเข้าไปในความเป็นจริง หากเจ้าไม่กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าและปราศจากพระราชกิจของพระเจ้าแล้วไซร้ เจ้าก็ย่อมจะไม่มีเส้นทางในชีวิตจริง หากเจ้าไม่เคยกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า เจ้าก็ย่อมจะประหลาดใจสับสนเมื่อบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นกับเจ้า เจ้ารู้เพียงว่าเจ้าควรรักพระเจ้า แต่เจ้าไม่สามารถแยกแยะอันใดได้และไม่มีเส้นทางของการฝึกฝนปฏิบัติ เจ้าปนเปยุ่งเหยิงและสับสนงุนงง และบางครั้งเจ้าถึงกับเชื่อว่าด้วยการสนองความต้องการของเนื้อหนัง เจ้ากำลังทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย—ทั้่งหมดนี้คือผลที่ตามมาของการไม่กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า กล่าวคือ หากเจ้าปราศจากความช่วยเหลือของพระวจนะของพระเจ้าและเพียงควานสะเปะสะปะไปภายในความเป็นจริง โดยพื้นฐานแล้วเจ้าก็ย่อมไม่สามารถที่จะค้นหาเส้นทางของการฝึกฝนปฏิบัติได้ ผู้คนเช่นนี้ก็แค่ไม่เข้าใจว่าการเชื่อในพระเจ้าหมายถึงอะไร นับประสาอะไรที่พวกเขาจะเข้าใจว่าการรักพระเจ้าหมายถึงอะไร หากเจ้าอธิษฐานบ่อยครั้ง และท่องสำรวจ และแสวงหาโดยใช้ความรู้แจ้งและการทรงนำของพระวจนะของพระเจ้า และโดยผ่านทางการนี้เจ้าค้นพบสิ่งซึ่งเจ้าสมควรนำไปฝึกฝนปฏิบัติ พบเจอโอกาสต่างๆ สำหรับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ร่วมมือกับพระเจ้าอย่างแท้จริง และไม่ปนเปยุ่งเหยิงและสับสนงุนงง เจ้าก็ย่อมจะมีเส้นทางในชีวิตจริง และจะทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัย เมื่อเจ้าได้ทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยแล้ว ภายในตัวเจ้าจะมีการทรงนำของพระเจ้า และเจ้าจะได้รับการอวยพรเป็นพิเศษโดยพระเจ้า ซึ่งจะทำให้เจ้ามีสำนึกแห่งความชื่นชมยินดี เจ้าจะรู้สึกเป็นเกียรติเป็นพิเศษว่าเจ้าได้ทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยแล้ว เจ้าจะรู้สึกสุกใสภายในเป็นพิเศษ และในหัวใจของเจ้านั้นเจ้าจะเข้าใจชัดเจนและมีสันติสุข มโนธรรมของเจ้าจะได้รับการชูใจและเป็นอิสระจากข้อกล่าวหาต่างๆ และเจ้าจะรู้สึกยินดีภายในเมื่อเจ้าได้เห็นบรรดาพี่น้องชายหญิงของเจ้า นี่คือความหมายของการชื่นชมความรักของพระเจ้า และนี่เท่านั้นเป็นการชื่นชมพระเจ้าอย่างแท้จริง ความชื่นชมยินดีของผู้คนกับความรักของพระเจ้านั้นบรรลุได้โดยผ่านทางประสบการณ์ โดยการได้รับประสบการณ์กับความยากลำบาก และการได้รับประสบการณ์กับการนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติ พวกเขาได้รับพระพรของพระเจ้า หากเจ้าเพียงพูดว่าพระเจ้าทรงรักเจ้าจริงๆ ว่าพระเจ้าได้ทรงจ่ายราคาแพงอย่างแท้จริงเพื่อประโยชน์ของผู้คน ว่าพระองค์ได้ตรัสพระวจนะไปมากมายอย่างอดทนและอย่างใจดีมีเมตตาและทรงช่วยผู้คนให้รอดเสมอมา ถ้อยคำของเจ้าเกี่ยวกับพระวจนะเหล่านี้ก็เป็นเพียงด้านหนึ่งของความชื่นชมยินดีในพระเจ้าเท่านั้น ทว่า ความชื่นชมยินดีอันยิ่งใหญ่กว่า—ความชื่นชมยินดีที่เป็นจริง—ก็คือ เมื่อผู้คนนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติในชีวิตจริงของพวกเขา ซึ่งหลังจากนั้นแล้วพวกเขามีสันติสุขและมีความชัดเจนในหัวใจของพวกเขา พวกเขารู้สึกได้รับการขับเคลื่อนอย่างใหญ่หลวงภายในและรู้สึกว่าพระเจ้าทรงควรค่าที่จะรักที่สุด เจ้าจะรู้สึกว่าราคาที่เจ้าได้จ่ายไปนั้นยิ่งกว่ายุติธรรมเสียอีก เมื่อเจ้าได้พยายามจ่ายราคาแพงไปแล้ว เจ้าจะสุกใสภายในเป็นพิเศษ เจ้าจะรู้สึกว่าเจ้ากำลังชื่นชมความรักของพระเจ้าอย่างแท้จริง และเจ้าจะเข้าใจว่าพระเจ้าได้ทรงพระราชกิจแห่งความรอดในผู้คน ว่าการถลุงผู้คนของพระองค์มีเจตนาที่จะชำระพวกเขาให้บริสุทธิ์ และว่าพระเจ้าทรงทดสอบผู้คนเพื่อที่จะทดสอบว่าพวกเขารักพระองค์อย่างแท้จริงหรือไม่ หากเจ้านำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติในหนทางนี้เสมอ เจ้าก็ย่อมจะค่อยๆ พัฒนาความรู้อันชัดเจนมากมายเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า และ ณ เวลานั้นเจ้าจะรู้สึกว่าพระวจนะของพระเจ้าต่อหน้าเจ้านั้นใสกระจ่างดั่งแก้วผลึก หากเจ้าสามารถเข้าใจความจริงมากมายได้อย่างชัดเจน เจ้าจะรู้สึกว่าทุกเรื่องนั้นง่ายต่อการนำไปฝึกฝนปฏิบัติ ว่าเจ้าสามารถเอาชนะปัญหาใดๆ และเอาชนะการทดลองใดๆ ได้ และเจ้าจะเห็นว่าไม่มีอะไรเป็นปัญหาสำหรับเจ้าเลย ซึ่งจะทำให้เจ้าเป็นอิสระและให้เสรีภาพแก่เจ้าได้อย่างใหญ่หลวง ณ ชั่วขณะนี้ เจ้าจะกำลังชื่นชมความรักของพระเจ้า และความรักที่แท้จริงของพระเจ้าจะได้มาถึงเจ้าแล้ว พระเจ้าทรงอวยพรบรรดาผู้ที่มีนิมิต ผู้ที่มีความจริง ผู้ที่มีความรู้ และผู้ที่รักพระองค์อย่างแท้จริง หากผู้คนปรารถนาที่จะมองดูความรักของพระเจ้า พวกเขาจะต้องนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติในชีวิตจริง พวกเขาจะต้องเต็มใจที่จะทนฝ่าความเจ็บปวดและละทิ้งสิ่งซึ่งพวกเขารักเพื่อทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย และทั้งๆ ที่มีน้ำตาในดวงตาของพวกเขา พวกเขาจะยังคงสามารถทำให้สมดังพระทัยของพระเจ้าได้ ในหนทางนี้ พระเจ้าจะทรงอวยพรเจ้าอย่างแน่นอน และหากเจ้าทนฝ่าความยากลำบากเช่นนี้ มันจะตามติดมาด้วยพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ โดยผ่านทางชีวิตจริง และโดยผ่านทางการได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้า ผู้คนสามารถที่จะเห็นความน่ารักชื่นชมของพระเจ้า และต่อเมื่อพวกเขาได้ลิ้มรสความรักของพระเจ้าแล้วเท่านั้น พวกเขาจึงสามารถรักพระองค์ได้อย่างแท้จริง

ตัดตอนมาจาก “บรรดาผู้ที่รักพระเจ้าจะดำเนินชีวิตภายในความสว่างแห่งพระองค์ตลอดกาล” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 501

ยิ่งเจ้านำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติมากขึ้นเท่าใด เจ้าก็จะยิ่งมีความจริงมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งเจ้านำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติมากขึ้นเท่าใด เจ้าก็จะยิ่งครองความรักของพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น และยิ่งเจ้านำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติมากขึ้นเท่าใด พระเจ้าก็ยิ่งทรงอวยพรเจ้ามากขึ้นเท่านั้น หากเจ้าฝึกฝนปฏิบัติในหนทางนี้เสมอ ความรักของพระเจ้าที่มีให้เจ้าจะค่อยๆ ทำให้เจ้าได้เห็น เหมือนดั่งที่เปโตรได้มารู้จักพระเจ้าไม่มีผิด เปโตรได้พูดว่าพระเจ้าไม่เพียงทรงมีพระปรีชาญาณในการสร้างฟ้าสวรรค์ และแผ่นดินโลก และทุกสรรพสิ่งเท่านั้น แต่ยิ่งไปกว่านั้น ได้พูดว่าพระองค์ยังทรงมีพระปรีชาญาณในการทรงพระราชกิจจริงในผู้คนเช่นกัน เปโตรได้พูดว่าพระองค์ไม่เพียงทรงคู่ควรกับความรักของผู้คนเพราะการทรงสร้างฟ้าสวรรค์ และแผ่นดินโลก และทุกสรรพสิ่งของพระองค์เท่านั้น แต่ยิ่งไปกว่านั้น เพราะพระปรีชาสามารถของพระองค์ในการทรงสร้างมนุษย์ ในการทรงช่วยมนุษย์ให้รอด ในการทรงทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม และในการทรงยกความรักของพระองค์ให้เป็นมรดกแก่มนุษย์เช่นกัน เปโตรได้พูดว่ามีมากมายในพระองค์ซึ่งคู่ควรกับความรักของมนุษย์ด้วยเช่นกัน เปโตรได้พูดกับพระเยซูด้วยว่า “การทรงสร้างฟ้าสวรรค์ และแผ่นดินโลก และทุกสรรพสิ่ง เป็นเหตุผลเดียวเท่านั้นที่พระองค์ทรงสมควรได้รับความรักของมนุษย์หรือ? ในพระองค์นั้นมีมากกว่านี้ที่ควรค่าที่จะรัก พระองค์ทรงปฏิบัติและทรงเคลื่อนไหวในชีวิตจริง พระวิญญาณของพระองค์ทรงสัมผัสข้าพระองค์ภายใน พระองค์ทรงคุมวินัยข้าพระองค์ พระองค์ทรงตำหนิข้าพระองค์—สิ่งเหล่านี้ยิ่งคู่ควรกับความรักของผู้คนมากขึ้นไปอีกเสียด้วยซ้ำ” หากเจ้าปรารถนาที่จะได้เห็นและได้รับประสบการณ์กับความรักของพระเจ้า เจ้าก็ย่อมจะต้องท่องสำรวจและแสวงหาในชีวิตจริงและจะต้องเต็มใจที่จะวางเนื้อหนังของเจ้าเองลงไว้ก่อน เจ้าจะต้องตั้งปณิธานนี้ เจ้าจะต้องเป็นใครบางคนที่มีความแน่วแน่ผู้ซึ่งสามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้ในทุกสรรพสิ่ง โดยปราศจากการเกียจคร้านหรือการละโมบในชื่นชมยินดีของเนื้อหนัง ไม่ใช่มีชีวิตอยู่เพื่อเนื้อหนังแต่มีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้า อาจมีบางเวลาที่เจ้าไม่ได้ทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย นั่นเป็นเพราะเจ้าไม่เข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า คราวหน้า แม้ว่ามันจะต้องใช้ความพยายามมากขึ้น เจ้าก็จะต้องทำให้พระองค์พึงพอพระทัยและจะต้องไม่สนองความต้องการของเนื้อหนัง เมื่อเจ้าได้รับประสบการณ์ในหนทางนี้ เจ้าจะได้มารู้จักพระเจ้า เจ้าจะเห็นว่าพระเจ้าทรงสามารถสร้างฟ้าสวรรค์ และแผ่นดินโลก และทุกสรรพสิ่ง ว่าพระองค์ได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อที่ผู้คนสามารถมองเห็นพระองค์จริงๆ และเข้าเชื่อมความสัมพันธ์กับพระองค์จริงๆ เจ้าจะเห็นว่าพระองค์ทรงสามารถเดินไปในหมู่มนุษย์ และว่าพระวิญญาณของพระองค์ทรงสามารถทำให้ผู้คนมีความเพียบพร้อมในชีวิตจริง ยอมให้พวกเขาเห็นความน่ารักชื่นชมของพระองค์และได้รับประสบการณ์กับการคุมวินัยของพระองค์ การตีสอนของพระองค์ และพระพรของพระองค์ หากเจ้าได้รับประสบการณ์ในหนทางนี้เสมอ ในชีวิตจริงเจ้าจะไม่สามารถแยกจากพระเจ้าได้ และหากวันหนึ่งสัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้าไม่ปกติต่อไป เจ้าก็จะสามารถทนทุกข์จากการตำหนิและรู้สึกผิดได้ เมื่อเจ้ามีสัมพันธภาพที่ปกติกับพระเจ้า เจ้าจะไม่มีวันปรารถนาที่จะทิ้งพระเจ้า และหากวันหนึ่งพระเจ้าตรัสว่าพระองค์จะทรงทิ้งเจ้า เจ้าจะกลัว และจะพูดว่าเจ้าน่าจะตายเสียดีกว่าที่จะถูกพระเจ้าทรงทิ้งไป ทันทีที่เจ้ามีอารมณ์เหล่านี้ เจ้าจะรู้สึกว่าเจ้าไม่สามารถที่จะทิ้งพระเจ้าได้ และในหนทางนี้ เจ้าจะมีรากฐานอย่างหนึ่ง และจะชื่นชมความรักของพระเจ้าอย่างแท้จริง

ตัดตอนมาจาก “บรรดาผู้ที่รักพระเจ้าจะดำเนินชีวิตภายในความสว่างแห่งพระองค์ตลอดกาล” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 502

บ่อยครั้งที่ผู้คนพูดถึงการยอมให้พระเจ้าทรงเป็นชีวิตของพวกเขา แต่ประสบการณ์ของพวกเขายังไม่ได้มาถึงจุดนั้น เจ้าก็แค่กำลังพูดว่าพระเจ้าทรงเป็นชีวิตของเจ้า ว่าพระองค์ทรงนำเจ้าทุกวัน ว่าเจ้ากินและดื่มพระวจนะของพระองค์ในแต่ละวัน และว่าเจ้าอธิษฐานต่อพระองค์ทุกวัน ดังนั้นพระองค์จึงได้ทรงกลายเป็นชีวิตของเจ้า ความรู้ของพวกที่พูดสิ่งนี้ค่อนข้างผิวเผินเลยทีเดียว มีผู้คนจำนวนมากที่ไม่มีรากฐานใดอยู่ภายในเลย พระวจนะของพระเจ้าได้ถูกปลูกฝังไว้ภายในพวกเขา แต่พระวจนะก็ยังไม่ได้แตกหน่อ แทบไม่ต้องพูดว่า พระวจนะเหล่านั้นได้ผลิดอกออกผลใดๆ แล้ว วันนี้ เจ้าได้รับประสบการณ์ไปถึงขอบข่ายใดแล้ว เพียงบัดนี้ ภายหลังจากที่พระเจ้าได้ทรงบีบบังคับให้เจ้ามาไกลขนาดนี้แล้วเท่านั้น ที่เจ้ารู้สึกว่าเจ้าไม่สามารถทิ้งพระเจ้าไปได้ สักวันหนึ่ง เมื่อประสบการณ์ของเจ้าได้มาถึงที่จุดหนึ่งแล้ว หากพระเจ้าจำต้องทำให้เจ้าทิ้งไป เจ้าก็คงจะไร้ความสามารถที่จะทำได้ เจ้าจะรู้สึกตลอดเวลาว่าเจ้าไม่สามารถอยู่ได้โดยปราศจากพระเจ้าภายในเจ้า เจ้าสามารถอยู่ได้โดยปราศจากสามี ภรรยา หรือลูกหลาน โดยปราศจากครอบครัว โดยปราศจากแม่หรือพ่อ โดยปราศจากความชื่นชมยินดี ทั้งหลายของเนื้อหนัง แต่เจ้าไม่สามารถอยู่ได้โดยปราศจากพระเจ้า การอยู่โดยปราศจากพระเจ้าคงจะเป็นเหมือนการสูญเสียชีวิตของเจ้า เจ้าคงจะไร้ความสามารถที่จะมีชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากพระเจ้า ครั้นเจ้าได้รับประสบการณ์จนถึงจุดนี้แล้ว เจ้าก็จะประสบความสำเร็จจากความพยายามในความเชื่อของเจ้าในพระเจ้า และในหนทางนี้ พระเจ้าจะทรงได้กลายเป็นชีวิตของเจ้าแล้ว พระองค์จะทรงได้กลายเป็นรากฐานของการดำรงอยู่ของเจ้า เจ้าจะไม่มีวันสามารถทิ้งพระเจ้าไปได้อีกครั้ง เมื่อเจ้าได้รับประสบการณ์จนถึงขอบข่ายนี้แล้ว เจ้าจะได้ชื่นชมความรักของพระเจ้าแล้วอย่างแท้จริง และเมื่อเจ้ามีสัมพันธภาพอันใกล้ชิดพอกับพระเจ้า พระองค์จะทรงเป็นชีวิตของเจ้า เป็นความรักของเจ้า และ ณ เวลานั้น เจ้าก็จะอธิษฐานต่อพระเจ้าและพูดว่า “โอ พระเจ้า! ข้าพระองค์ไม่สามารถทิ้งพระองค์ได้ พระองค์ทรงเป็นชีวิตของข้าพระองค์ ข้าพระองค์สามารถไปได้โดยปราศจากทุกสิ่งอื่นใด—แต่หากปราศจากพระองค์ ข้าพระองค์ไม่สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้” นี่คือวุฒิภาวะที่แท้จริงของผู้คน มันคือชีวิตจริง บางคนได้ถูกบีบบังคับให้มาไกลอย่างที่พวกเขาได้มาถึงในวันนี้ พวกเขาต้องไปต่อไม่ว่าพวกเขาต้องการหรือไม่ก็ตาม และพวกเขารู้สึกเสมอราวกับว่าพวกเขาติดอยู่ระหว่างก้อนหินก้อนหนึ่งและสถานที่ยากลำบากแห่งหนึ่ง เจ้าจะต้องได้รับประสบการณ์ถึงขนาดที่ว่าพระเจ้าทรงเป็นชีวิตของเจ้า ถึงขนาดที่ว่าหากพระเจ้าได้ทรงถูกนำไปจากหัวใจของเจ้า มันคงจะเป็นเหมือนการสูญเสียชีวิตของเจ้า นั่นคือ พระเจ้าทรงต้องเป็นชีวิตของเจ้า และเจ้าจะต้องไม่สามารถทิ้งพระองค์ไปได้ ในหนทางนี้ เจ้าจะได้รับประสบการณ์กับพระเจ้าอย่างแท้จริงแล้ว และ ณ เวลานี้ เมื่อเจ้ารักพระเจ้า เจ้าจะรักพระเจ้าอย่างแท้จริง และมันจะเป็นความรักพิเศษและบริสุทธิ์ สักวันหนึ่ง เมื่อประสบการณ์ของเจ้าเป็นถึงขนาดที่ว่าชีวิตของเจ้าได้มาถึงจุดหนึ่งแล้ว เจ้าจะอธิษฐานต่อพระเจ้า กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า และจะไร้ความสามารถที่จะทิ้งพระเจ้าภายในได้ และ เจ้าจะไร้ความที่จะสามารถลืมพระองค์ได้ต่อให้เจ้าต้องการทำก็ตาม พระเจ้าจะได้ทรงกลายเป็นชีวิตของเจ้าไปแล้ว เจ้าสามารถลืมโลกได้ เจ้าสามารถลืมภรรยา สามี หรือลูกหลานของเจ้าได้ แต่เจ้าจะมีปัญหาในการลืมพระเจ้า—การทำเช่นนั้นคงจะเป็นไปไม่ได้เลย นี่คือชีวิตจริงของเจ้าและความรักที่แท้จริงของเจ้าที่มีให้กับพระเจ้า เมื่อความรักของผู้คนสำหรับพระเจ้าได้มาถึงจุดหนึ่งแล้ว ความรักสำหรับสิ่งอื่นใดของพวกเขาก็ไม่เทียบเท่ากับความรักของพวกเขาสำหรับพระเจ้า ความรักของพวกเขาสำหรับพระเจ้ามาก่อน ในหนทางนี้เจ้าสามารถละทิ้งทุกสิ่งอื่นใดได้ และเต็มใจที่จะยอมรับการจัดการและการตัดแต่งทั้งหมดจากพระเจ้าได้ ครั้นเจ้าได้สัมฤทธิ์ความรักสำหรับพระเจ้าซึ่งเหนือล้ำอื่นใดทั้งหมดแล้ว เจ้าจึงจะมีชีวิตในความเป็นจริงและในความรักสำหรับพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “บรรดาผู้ที่รักพระเจ้าจะดำเนินชีวิตภายในความสว่างแห่งพระองค์ตลอดกาล” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 503

ทันทีที่พระเจ้าทรงกลายเป็นชีวิตภายในผู้คน ผู้คนกลายเป็นไร้ความสามารถที่จะทิ้งพระเจ้าได้ นี่ไม่ใช่กิจการของพระเจ้าหรอกหรือ? ไม่มีคำพยานที่ยิ่งใหญ่กว่านี้แล้ว! พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจจนถึงจุดหนึ่ง พระองค์ได้ตรัสเพื่อให้ผู้คนทำงานปรนนิบัติ ถูกตีสอน หรือตาย และผู้คนก็ยังไม่ได้ถอยออกไป ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพวกเขาได้ถูกพิชิตโดยพระเจ้าแล้ว ผู้คนผู้ซึ่งมีความจริงคือบรรดาผู้ที่ ในประสบการณ์จริงของพวกเขา สามารถตั้งมั่นในคำพยานของพวกเขา ตั้งมั่นในฐานะตำแหน่งของพวกเขา ยืนเคียงข้างพระเจ้า โดยปราศจากการล่าถอยตลอดกาล และผู้ซึ่งสามารถมีสัมพันธภาพปกติกับผู้คนผู้ซึ่งรักพระเจ้า ผู้ซึ่ง เมื่อสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นกับพวกเขา สามารถเชื่อฟังพระเจ้าได้อย่างครบบริบูรณ์ และสามารถเชื่อฟังพระเจ้าได้จนสิ้นชีพ การฝึกฝนปฏิบัติและวิวรณ์ของเจ้าในชีวิตจริงคือคำพยานของพระเจ้า สิ่งเหล่านี้คือการดำเนินชีวิตของมนุษย์และคำพยานของพระเจ้า และนี่คือการชื่นชมความรักของพระเจ้าอย่างแท้จริง เมื่อเจ้าได้รับประสบการณ์จนถึงจุดนี้แล้ว ผลกระทบอันสมควรจะได้ถูกทำให้สัมฤทธิ์แล้ว เจ้าครองการดำเนินชีวิตที่แท้จริงและทุกการกระทำของเจ้าถูกมองด้วยความเลื่อมใสจากผู้อื่น เสื้อผ้าอาภรณ์และการปรากฏภายนอกของเจ้านั้นเป็นปกติธรรมดา แต่เจ้าดำเนินชีวิตที่มีความศรัทธาอย่างที่สุด และเมื่อเจ้าสื่อสารกับพระวจนะของพระเจ้า เจ้าได้รับการทรงนำและได้รับการทำให้รู้แจ้งโดยพระองค์ เจ้าสามารถกล่าวน้ำพระทัยของพระเจ้าได้โดยผ่านทางวาจาของเจ้า สื่อสารความเป็นจริง และเจ้าเข้าใจมากมายเกี่ยวกับการรับใช้ในวิญญาณ เจ้าตรงไปตรงมาเมื่อเจ้าพูด เจ้ามีสมบัติผู้ดีและเที่ยงธรรม ไม่เผชิญหน้าด้วยความรุนแรงและมีมารยาท สามารถเชื่อฟังการจัดการเตรียมการของพระเจ้าได้และตั้งมั่นในคำพยานของเจ้าเมื่อสิ่งต่างๆ ตกมาถึงเจ้า และเจ้าใจเย็นและสำรวมไม่ว่าเจ้ากำลังจัดการกับอะไรอยู่ บุคคลประเภทนี้ได้เห็นความรักของพระเจ้าแล้วจริงๆ บางคนยังคงเยาว์วัยอยู่ แต่พวกเขาปฏิบัติตนเหมือนบางคนในวัยกลางคน พวกเขาเป็นผู้ใหญ่ ครองความจริง และได้รับความเลื่อมใสจากผู้อื่น—และเหล่านี้คือผู้คนซึ่งมีคำพยานและเป็นการสำแดงของพระเจ้า กล่าวคือ เมื่อพวกเขาได้รับประสบการณ์จนถึงจุดหนึ่ง พวกเขาจะมีความรู้ความเข้าใจเชิงลึกต่อพระเจ้าอยู่ภายใน และอุปนิสัยภายนอกของพวกเขาก็จะมั่นคงด้วยเช่นกัน ผู้คนจำนวนมากไม่นำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติและไม่ตั้งมั่นในคำพยานของพวกเขา ในผู้คนเช่นนั้นไม่มีความรักสำหรับพระเจ้า หรือคำพยานต่อพระเจ้าเลย และเหล่านี้คือผู้คนซึ่งเป็นที่พระเจ้าทรงเกลียดมากที่สุด พวกเขาอ่านพระวจนะของพระเจ้า แต่สิ่งที่พวกเขาใช้ในการดำเนินชีวิตคือซาตาน และนี่เป็นการลดพระเกียรติของพระเจ้า สบประมาทพระเจ้า และหมิ่นประมาทพระเจ้า ในผู้คนเช่นนี้ไม่มีสัญญาณของความรักสำหรับพระเจ้า และพวกเขาไม่มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่เลยโดยสิ้นเชิง ดังนั้น วาจาและการกระทำต่างๆ ของผู้คนจึงเป็นตัวแทนของซาตาน หากหัวใจของเจ้าสงบเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเสมอ และเจ้าใส่ใจต่อผู้คนและสิ่งต่างๆ รอบตัวเจ้าเสมอ และสิ่งที่กำลังเป็นไปรอบตัวเจ้า และหากเจ้าใส่ใจในพระภาระของพระเจ้า และมีหัวใจที่เคารพพระเจ้าเสมอ พระเจ้าก็ย่อมจะทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้าภายในบ่อยๆ ในคริสตจักรมีผู้คนที่เป็น “บรรดาผู้ดูแล” กล่าวคือ พวกเขาตั้งท่าเฝ้าดูความล้มเหลวต่างๆ ของผู้อื่นและแล้วก็เลียนแบบและเอาอย่างความล้มเหลวเหล่านั้น พวกเขาไม่สามารถแยกแยะได้ พวกเขาไม่ได้เกลียดชังบาปและไม่ได้เกลียดหรือรู้สึกขยะแขยงสิ่งต่างๆ ของซาตาน ผู้คนเช่นนั้นเต็มไปด้วยสิ่งต่างๆ ของซาตาน และในท้ายที่สุดพวกเขาจะถูกพระเจ้าละทิ้งจนถึงที่สุด หัวใจของเจ้าควรแสดงความเคารพเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าตลอดไป เจ้าควรดำเนินสายกลางในคำพูดและการกระทำต่าง ทั้งหลายของเจ้าและอย่าได้มีวันปรารถนาที่จะต่อต้านหรือก่อกวนพระเจ้าเป็นอันขาด เจ้าไม่ควรตั้งใจให้พระราชกิจของพระเจ้าในตัวเจ้าได้เป็นไปโดยมิได้ประโยชน์อันใดเลยเป็นอันขาด หรือยอมให้ความยากลำบากทั้งหมดที่เจ้าได้ทนฝ่าและทั้งหมดซึ่งเจ้าได้นำไปฝึกฝนปฏิบัติต้องสลายไปเปล่าๆ เจ้าจะต้องเต็มใจที่จะทำงานหนักขึ้นและที่จะรักพระเจ้ามากขึ้นบนเส้นทางข้างหน้า เหล่านี้คือผู้คนผู้ซึ่งมีนิมิตเป็นรากฐานของพวกเขา เหล่านี้คือผู้คนผู้ซึ่งแสวงหาความก้าวหน้า

ตัดตอนมาจาก “บรรดาผู้ที่รักพระเจ้าจะดำเนินชีวิตภายในความสว่างแห่งพระองค์ตลอดกาล” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 504

หากผู้คนเชื่อในพระเจ้าและได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าด้วยหัวใจซึ่งเคารพพระเจ้า ก็ย่อมสามารถมองเห็นความรอดของพระเจ้าและความรักของพระเจ้าอยู่ในผู้คนเช่นนั้น ผู้คนเหล่านี้สามารถให้คำพยานต่อพระเจ้าได้ พวกเขาดำเนินชีวิตไปตามความจริง และสิ่งซึ่งพวกเขาให้คำพยานก็คือความจริง คือสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็น และคือพระอุปนิสัยของพระเจ้าด้วยเช่นกัน พวกเขาดำเนินชีวิตท่ามกลางความรักของพระเจ้าและได้เห็นความรักของพระเจ้า หากผู้คนปรารถนาที่จะรักพระเจ้า พวกเขาจะต้องลิ้มรสความน่ารักชื่นชมของพระเจ้าและเห็นความน่ารักชื่นชมของพระเจ้า เมื่อนั้นเท่านั้นจึงสามารถมีหัวใจดวงหนึ่งซึ่งรักพระเจ้าถูกปลุกเร้าขึ้นในตัวพวกเขา หัวใจดวงหนึ่งซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนมอบตัวพวกเขาเองเพื่อพระเจ้าอย่างภักดี พระเจ้าไม่ทรงทำให้ผู้คนรักพระองค์โดยผ่านทางคำพูดและการแสดงออกหรือโดยผ่านการจินตนาการของพวกเขา และพระองค์ไม่ทรงบีบบังคับผู้คนให้รักพระองค์ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พระองค์กลับทรงปล่อยให้พวกเขารักพระองค์จากการตัดสินใจเลือกของพวกเขาเอง และพระองค์ทรงปล่อยให้พวกเขาเห็นความน่ารักชื่นชมของพระองค์ในพระราชกิจและพระดำรัสของพระองค์ ซึ่งหลังจากนี้แล้วจึงมีความรักสำหรับพระเจ้าเกิดขึ้นในตัวพวกเขา ด้วยวิธีนี้เท่านั้นผู้คนจึงสามารถเป็นคำพยานต่อพระเจ้าได้อย่างแท้จริง ผู้คนไม่ได้รักพระเจ้าเพราะพวกเขาได้ถูกผู้อื่นรบเร้าให้ทำเช่นนั้น และมันไม่ใช่แรงกระตุ้นทางอารมณ์ชั่วขณะ พวกเขารักพระเจ้าเพราะพวกเขาได้เห็นความน่ารักชื่นชมของพระองค์ พวกเขาได้เห็นว่ามีมากมายในพระองค์ซึ่งคู่ควรกับความรักของผู้คน เพราะพวกเขาได้เห็นความรอด พระปรีชาญาณ และกิจการอันมหัศจรรย์ของพระองค์—และผลก็คือ พวกเขาสรรเสริญพระเจ้าอย่างแท้จริงและโหยหาในพระองค์อย่างแท้จริง และมีความปรารถนาอันแรงกล้าซึ่งถูกปลุกเร้าในตัวพวกเขาถึงขนาดที่ว่าพวกเขาจะไม่สามารถมีชีวิตรอดได้หากปราศจากการได้รับพระเจ้า เหตุผลที่ทำไมบรรดาผู้ที่ให้คำพยานต่อพระเจ้าอย่างแท้จริงสามารถให้คำพยานอันดึงกึกก้องแก่พระองค์ได้ เป็นเพราะคำพยานของพวกเขาตั้งอยู่บนรากฐานของความรู้ที่แท้จริงและการโหยหาที่แท้จริงในพระเจ้า คำพยานดังกล่าวไม่ได้ถูกถวายให้ตามแรงกระตุ้นทางอารมณ์ แต่ตามความรู้ของพวกเขาเกี่ยวกับพระเจ้าและพระอุปนิสัยของพระองค์ เพราะพวกเขาได้มารู้จักพระเจ้า พวกเขาจึงรู้สึกว่าพวกเขาจะต้องให้คำพยานต่อพระเจ้าอย่างแน่นอนและทำให้ทุกคนซึ่งโหยหาในพระเจ้ารู้จักพระเจ้า และตระหนักรู้ ความน่ารักชื่นชมของพระเจ้าและสภาวะความเป็นจริงของพระองค์ เช่นเดียวกับความรักของผู้คนสำหรับพระเจ้า คำพยานของพวกเขานั้นเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มันเป็นจริงและมีนัยสำคัญและคุณค่าจริง มันไม่ได้มีสภาวะนิ่งเฉยหรือกลวงโบ๋และไร้ความหมาย เหตุผลที่มีเพียงบรรดาผู้ที่รักพระเจ้าอย่างแท้จริงเท่านั้นที่มีคุณค่าและความหมายมากที่สุดในชีวิตของพวกเขา เหตุผลที่มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง ก็คือว่าผู้คนเหล่านี้สามารถดำเนินชีวิตในความสว่างแห่งพระเจ้าและสามารถมีชีวิตเพื่อพระราชกิจและการบริหารจัดการของพระเจ้า มันเป็นเพราะพวกเขาไม่ได้มีชีวิตอยู่ในความมืดมิด แต่ดำเนินชีวิตในความสว่าง พวกเขาไม่ได้มีชีวิตที่ไร้ความหมาย แต่เป็นชีวิตซึ่งได้รับการอวยพรโดยพระเจ้า มีเพียงบรรดาผู้ที่รักพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถให้คำพยานกับพระเจ้าได้ มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่เป็นพยานของพระเจ้า มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่ได้รับการอวยพรโดยพระเจ้า และมีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่สามารถได้รับพระสัญญาของพระเจ้า บรรดาผู้ที่รักพระเจ้าเป็นคนใกล้ชิดของพระเจ้า พวกเขาคือผู้คนที่เป็นที่รักโดยพระเจ้า และพวกเขาสามารถชื่นชมพระพรไปพร้อมกับพระเจ้า มีเพียงผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่จะมีชีวิตอยู่ไปชั่วกัลปาวสาน และมีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่จะมีชีวิตอยู่ตลอดกาลภายใต้การดูแลเอาใจใส่และการปกป้องของพระเจ้า พระเจ้าทรงดำรงอยู่เพื่อให้ผู้คนรัก และพระองค์ทรงคู่ควรกับความรักของผู้คนทั้งหมด แต่ไม่ใช่ผู้คนทั้งหมดที่สามารถรักพระเจ้าได้ และไม่ใช่ผู้คนทั้งหมดที่สามารถให้คำพยานกับพระเจ้าและถือครองฤทธานุภาพร่วมกับพระเจ้าได้ เพราะพวกเขาสามารถให้คำพยานกับพระเจ้าและอุทิศความพยายามของพวกเขาทั้งหมดให้แก่พระราชกิจของพระเจ้า บรรดาผู้ที่รักพระเจ้าอย่างแท้จริงสามารถเดินได้ทุกหนแห่งเบื้องใต้ฟ้าสวรรค์โดยไม่มีใครกล้าต่อต้านพวกเขา และพวกเขาสามารถกวัดแกว่งฤทธานุภาพบนแผ่นดินโลกและปกครองประชากรทั้งหมดของพระเจ้า ผู้คนเหล่านี้ได้มาพร้อมหน้ากันจากทั่วทุกมุมโลก พวกเขาพูดภาษาที่แตกต่างกันและมีสีผิวที่แตกต่างกัน แต่การดำรงอยู่ของพวกเขามีความหมายเดียวกัน พวกเขาทุกคนมีหัวใจซึ่งรักพระเจ้า พวกเขาทุกคนมีคำพยานเดียวกัน พวกเขาทุกคนมีความแน่วแน่เดียวกัน และความปรารถนาเดียวกัน บรรดาผู้ที่รักพระเจ้าสามารถเดินได้อย่างอิสระทั่วทั้งโลก และบรรดาผู้ที่ให้คำพยานเรื่องพระเจ้าสามารถเดินทางได้ข้ามจักรวาล บรรดาผู้ที่เป็นที่รักโดยพระเจ้าเหล่านี้ พวกเขาได้รับการอวยพรโดยพระเจ้า และพวกเขาจะมีชีวิตอยู่ภายในความสว่างแห่งพระองค์ตลอดกาล

ตัดตอนมาจาก “บรรดาผู้ที่รักพระเจ้าจะดำเนินชีวิตภายในความสว่างแห่งพระองค์ตลอดกาล” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 505

วันนี้เจ้ารักพระเจ้ามากเพียงใด? และเจ้ารู้ทั้งหมดที่พระเจ้าได้ทรงทำไว้ในตัวเจ้ามากเพียงใด? ทั้งหลายเหล่านี้คือสิ่งที่เจ้าควรจะเรียนรู้ เมื่อพระเจ้าเสด็จมาถึงบนแผ่นดินโลก ทั้งหมดที่พระองค์ได้ทรงทำในมนุษย์และยอมให้มนุษย์มองเห็นนั้น ก็เพื่อที่มนุษย์จะได้รักพระองค์และรู้จักพระองค์อย่างแท้จริง ที่มนุษย์สามารถทนทุกข์เพื่อพระเจ้า และสามารถมาได้ไกลถึงเพียงนี้นั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความรักของพระเจ้า และอีกส่วนหนึ่งก็เพราะความรอดของพระเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นเพราะการพิพากษาและพระราชกิจแห่งการตีสอนที่พระเจ้าได้ทรงดำเนินการในมนุษย์ หากเจ้าปราศจากการพิพากษา การตีสอน และการทดสอบของพระเจ้า และหากพระเจ้ามิได้ทรงทำให้พวกเจ้าทนทุกข์แล้วไซร้ เช่นนั้นแล้ว พูดตรง ๆ ก็คือ พวกเจ้าก็มิได้รักพระเจ้าอย่างแท้จริงเลย ยิ่งพระราชกิจของพระเจ้าในมนุษย์ยิ่งใหญ่ขึ้นเท่าใด และยิ่งความทุกข์ของมนุษย์ใหญ่หลวงมากขึ้นเท่าใด ก็จะยิ่งเห็นได้ชัดขึ้นเท่านั้นว่าพระราชกิจของพระเจ้ามีความหมายมากเพียงใด และหัวใจของมนุษย์ผู้นั้นก็จะยิ่งสามารถรักพระเจ้าได้อย่างแท้จริงมากขึ้นเท่านั้น เจ้าเรียนรู้วิธีรักพระเจ้าอย่างไร? เมื่อปราศจากความทรมานและกระบวนการถลุง ปราศจากการทดสอบอันแสนเจ็บปวด—และยิ่งกว่านั้น หากทั้งหมดที่พระเจ้าทรงให้แก่มนุษย์คือพระคุณ ความรัก และความเมตตา—เจ้าจะสามารถไปถึงจุดแห่งการรักพระเจ้าอย่างแท้จริงได้หรือไม่? ในด้านหนึ่ง ในระหว่างการทดสอบของพระเจ้า มนุษย์ได้มารู้ข้อบกพร่องของเขาและได้มาเห็นว่าเขานั้นไม่สำคัญ น่าเหยียดหยาม และต่ำต้อย ว่าเขาไม่มีสิ่งใดและไม่ใช่สิ่งใดเลย ในอีกด้านหนึ่ง ในระหว่างการทดสอบของพระองค์ พระเจ้าทรงสร้างสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันสำหรับมนุษย์ที่ทำให้มนุษย์สามารถรับประสบการณ์กับความดีงามของพระเจ้าได้มากขึ้น แม้ว่าความเจ็บปวดนั้นจะใหญ่หลวง และบางครั้งไม่สามารถผ่านพ้นไปได้—กระทั่งถึงระดับของความเศร้าโศกแสนสาหัส—ด้วยการรับประสบการณ์กับมัน มนุษย์มองเห็นว่าพระราชกิจของพระเจ้าในตัวเขาดีงามเพียงใด และบนรากฐานนี้เท่านั้นที่จะมีความรักแท้จริงสำหรับพระเจ้าเกิดขึ้นในมนุษย์ วันนี้ มนุษย์เห็นว่า ด้วยพระคุณ ความรัก และความเมตตาของพระเจ้าอย่างเดียว เขาไม่สามารถพอที่จะรู้จักตัวเขาเองได้อย่างแท้จริง และนับประสาอะไรที่เขาจะสามารถรู้จักแก่นแท้ของมนุษย์ โดยผ่านทางทั้งกระบวนการถลุงและการพิพากษาของพระเจ้า และในระหว่างกระบวนการถลุงในตัวมันเองนี้เท่านั้น มนุษย์จึงจะสามารถรู้ข้อบกพร่องของเขา และรู้ว่าเขาไม่มีสิ่งใดเลย ด้วยเหตุนี้ ความรักต่อพระเจ้าของมนุษย์จึงถูกสร้างขึ้นบนรากฐานของกระบวนการถลุงและการพิพากษาของพระเจ้า หากเจ้าเพียงแค่ชื่นชมกับพระคุณของพระเจ้า ด้วยการมีชีวิตครอบครัวที่สงบสุขหรือพระพรทางวัตถุต่าง ๆ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่ได้เข้าถึงพระเจ้า และความเชื่อในพระเจ้าของเจ้าจะไม่สามารถถือว่าประสบผลสำเร็จได้ พระเจ้าได้ทรงดำเนินพระราชกิจแห่งพระคุณในเนื้อหนังไปช่วงระยะหนึ่งแล้ว และได้ทรงประทานพระพรทางวัตถุต่าง ๆ แก่มนุษย์แล้ว แต่มนุษย์นั้นไม่สามารถถูกทำให้มีความเพียบพร้อมได้ด้วยพระคุณ ความรัก และความเมตตาเพียงอย่างเดียว ในประสบการณ์ทั้งหลายของมนุษย์นั้น เขาเผชิญกับความรักบางส่วนของพระเจ้า และมองเห็นความรักและความเมตตาของพระเจ้า แต่ถึงกระนั้น ด้วยการได้รับประสบการณ์มาเป็นเวลาช่วงหนึ่ง เขามองเห็นว่าพระคุณของพระเจ้าและความรักกับความเมตตาของพระองค์นั้นไม่สามารถพอที่จะทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมได้ ไม่สามารถพอที่จะเปิดเผยถึงสิ่งที่เสื่อมทรามภายในมนุษย์ได้ และสิ่งเหล่านั้นไม่สามารถขจัดอุปนิสัยเสื่อมทรามของมนุษย์ไปจากเขาได้ และทำให้ความรักและความเชื่อของเขามีความเพียบพร้อมได้ พระราชกิจแห่งพระคุณของพระเจ้าคือพระราชกิจในช่วงเวลาหนึ่ง และมนุษย์ไม่สามารถอาศัยการชื่นชมพระคุณของพระเจ้าเพื่อที่จะรู้จักพระเจ้าได้

ตัดตอนมาจาก “เจ้าสามารถรู้จักความดีงามของพระเจ้าได้โดยการรับประสบการณ์กับการทดสอบอันแสนเจ็บปวดเท่านั้น” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 506

วันนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ไม่มีความรู้นั้น พวกเขาเชื่อว่าความทุกข์นั้นปราศจากคุณค่า พวกเขาถูกโลกสละทิ้ง ชีวิตในบ้านของพวกเขามีปัญหา พวกเขาไม่เป็นที่รักของพระเจ้า และโอกาสที่มองว่าเป็นไปได้ในอนาคตของพวกเขามืดมัว ความทุกข์ของผู้คนบางคนไปถึงจุดใดจุดหนึ่ง และความคิดของพวกเขาหันเข้าหาความตาย นี่มิใช่ความรักที่แท้จริงต่อพระเจ้า ผู้คนเช่นนั้นเป็นคนขลาด พวกเขาไม่มีความเพียร พวกเขาอ่อนแอและไร้กำลัง! พระเจ้าทรงกระตือรือร้นที่จะให้มนุษย์รักพระองค์ แต่ยิ่งมนุษย์รักพระองค์มากขึ้นเท่าใด ความทุกข์ของมนุษย์ก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งมนุษย์รักพระองค์มากขึ้นเท่าใด การทดสอบของมนุษย์ก็จะหนักหนาขึ้นเพียงนั้น หากเจ้ารักพระองค์ เช่นนั้นแล้วความทุกข์ทุกประเภทจะบังเกิดขึ้นกับเจ้า—และหากเจ้าไม่รักพระองค์ เช่นนั้นแล้วก็อาจเป็นได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นไปอย่างราบรื่นสำหรับเจ้า และทั้งหมดรอบตัวเจ้าจะสงบสุข เมื่อเจ้ารักพระเจ้า เจ้าจะรู้สึกว่าหลายอย่างรอบตัวเจ้าไม่สามารถผ่านพ้นไปได้ และเพราะวุฒิภาวะของเจ้าต่ำมากเกินไปเจ้าจึงจะไม่ได้รับการถลุง ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าไม่สามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้ และเจ้าจะรู้สึกอยู่เสมอว่าน้ำพระทัยของพระเจ้านั้นสูงส่งเกินไป ว่ามันห่างไกลเกินกว่าที่มนุษย์จะเอื้อมถึง เนื่องจากทั้งหมดนี้เองเจ้าจึงจะได้รับการถลุง-เพราะมีความอ่อนแอมากมายภายในตัวเจ้า และมากมายที่ไม่สามารถสนองน้ำพระทัยพระเจ้าได้ เจ้าจึงจะได้รับการถลุงจากภายใน กระนั้น พวกเจ้ายังต้องมองเห็นอย่างชัดเจนว่าการชำระให้บริสุทธิ์จะสัมฤทธิ์ผลได้ก็โดยผ่านทางกระบวนการถลุงเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ในระหว่างวันสุดท้ายเหล่านี้พวกเจ้าต้องเป็นคำพยานต่อพระเจ้า ไม่สำคัญว่าความทุกข์ของเจ้าจะมากมายเพียงใด เจ้าควรต้องเดินไปจนถึงวาระสิ้นสุด และแม้กระทั่งถึงลมหายใจสุดท้ายของพวกเจ้า พวกเจ้ายังคงต้องสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าและนบนอบต่อพระเมตตาของพระเจ้า การนี้เท่านั้นคือการรักพระเจ้าอย่างแท้จริง และการนี้เท่านั้นคือคำพยานที่หนักแน่นและดังกึกก้อง เมื่อเจ้าถูกซาตานทดลอง เจ้าควรจะกล่าวว่า “หัวใจของฉันเป็นของพระเจ้า และพระเจ้าได้ทรงรับฉันไว้แล้ว ฉันไม่สามารถทำให้เจ้าพึงพอใจได้—ฉันต้องสละอุทิศทั้งหมดของฉันเพื่อการทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย” ยิ่งเจ้าทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยมากขึ้นเท่าใด พระเจ้าก็จะยิ่งอวยพระพรให้เจ้ามากขึ้นเท่านั้น และพลังความรักของเจ้าต่อพระเจ้าก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นแล้ว เจ้าก็จะมีความเชื่อและความแน่วแน่ด้วยเช่นกัน และจะรู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดที่คู่ควรและมีความสำคัญมากยิ่งไปกว่าชีวิตที่ใช้ไปกับการรักพระเจ้า สามารถกล่าวได้ว่า ตราบใดที่มนุษย์รักพระเจ้า เขาจะไม่มีความเศร้าโศกเลย ถึงแม้จะมีหลายครั้งที่เนื้อหนังของเจ้าอ่อนแอ และเจ้าถูกรุมเร้าด้วยความยากลำบากแท้จริงมากมาย ในระหว่างเวลาเหล่านี้เจ้าจะไว้วางใจในพระเจ้าอย่างแท้จริง และภายในวิญญาณของเจ้าเจ้าจะได้รับการปลอบโยน และเจ้าจะรู้สึกถึงความมั่นใจ และรู้สึกว่าเจ้ามีบางสิ่งให้พึ่งพา ในหนทางนี้ เจ้าจะสามารถเอาชนะสภาพแวดล้อมมากมายได้ และดังนั้นเจ้าจะไม่พร่ำบ่นเกี่ยวกับพระเจ้าเนื่องจากความระทมที่เจ้าทนทุกข์ เจ้าจะต้องการที่จะร้องเพลง เต้นรำ และอธิษฐาน ต้องการที่จะชุมนุมและพูดคุย ต้องการที่จะพิจารณาพระเจ้า และเจ้าจะรู้สึกว่าผู้คน เรื่องราว และสิ่งต่างๆ ทั้งหมดรอบตัวเจ้าที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้นั้นล้วนเหมาะสม หากเจ้าไม่รักพระเจ้า ทั้งหมดที่เจ้ามองดูจะน่าเบื่อสำหรับเจ้า ไม่มีสิ่งใดที่จะน่าพอใจในสายตาเจ้าเลย ในวิญญาณของเจ้าเจ้าจะไม่เป็นอิสระแต่ถูกบีบคั้น หัวใจของเจ้าจะพร่ำบ่นเกี่ยวกับพระเจ้าตลอดเวลา และเจ้าจะรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าเจ้าทนทุกข์กับความทรมานมากมายเหลือเกิน และมันช่างไม่ยุติธรรมเสียเลย หากเจ้ามิได้ไล่ตามเสาะหาเพื่อเห็นแก่ความสุข แต่เพื่อทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย และเพื่อมิให้ถูกซาตานกล่าวหา เช่นนั้นแล้วการไล่ตามเสาะหาเช่นนั้นจะมอบพลังอันยิ่งใหญ่ให้เจ้าเพื่อรักพระเจ้า มนุษย์สามารถกระทำการทั้งหมดที่พระเจ้าตรัส และทั้งหมดที่เขาทำสามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้—นี่คือความหมายของการมีความเป็นจริง การไล่ตามเสาะหาความพึงพอพระทัยของพระเจ้าคือการใช้ความรักต่อพระองค์เพื่อนำพระวจนะของพระองค์มาสู่การปฏิบัติ ไม่ว่าเวลาใด—แม้ในยามที่คนอื่น ๆ ไม่มีพลัง—ด้านในของเจ้ายังคงมีหัวใจซึ่งรักพระเจ้าอยู่ ซึ่งโหยหาและคิดถึงพระเจ้าอย่างลึกซึ้ง นี่คือวุฒิภาวะที่แท้จริง วุฒิภาวะของเจ้าจะยิ่งใหญ่เพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับว่าความรักของเจ้าต่อพระเจ้านั้นยิ่งใหญ่เพียงใด ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าสามารถตั้งมั่นได้หรือไม่เมื่อถูกทดสอบ ว่าเจ้าอ่อนแอหรือไม่เมื่อสภาพแวดล้อมอย่างใดอย่างหนึ่งมาถึงเจ้า และว่าเจ้าสามารถยืนหยัดได้หรือไม่เมื่อพี่น้องชายหญิงของเจ้าปฏิเสธเจ้า กล่าวคือ การมาถึงของข้อเท็จจริงต่าง ๆ จะแสดงให้เห็นว่าความรักต่อพระเจ้าของเจ้านั้นเป็นอย่างไร สามารถเห็นได้จากพระราชกิจมากมายของพระเจ้าว่า พระเจ้าทรงรักมนุษย์อย่างแท้จริง แม้ว่าตาแห่งวิญญาณของมนุษย์ยังไม่ได้ถูกเปิดอย่างบริบูรณ์ และเขาไม่สามารถมองเห็นพระราชกิจมากมายของพระเจ้าและน้ำพระทัยของพระองค์ได้อย่างชัดเจน และมองไม่เห็นสิ่งต่าง ๆ มากมายซึ่งดีงามเกี่ยวกับพระเจ้า มนุษย์มีความรักแท้ให้พระเจ้าน้อยนิดเกินไป เจ้าได้เชื่อในพระเจ้ามาโดยตลอดเวลาทั้งหมดนี้ และวันนี้พระเจ้าได้ทรงตัดหนทางรอดทั้งหมดแล้ว กล่าวตามความเป็นจริงคือ เจ้าไม่มีทางเลือกเลยนอกจากต้องใช้เส้นทางอันถูกต้อง ซึ่งเป็นเส้นทางอันถูกต้องที่การพิพากษาอันดุดันและความรอดสูงสุดของพระเจ้าได้นำทางเจ้ามา หลังจากการได้รับประสบการณ์กับความยากลำบากและกระบวนการถลุงแล้วเท่านั้นมนุษย์จึงจะรู้ว่าพระเจ้าทรงดีงาม เมื่อได้รับประสบการณ์มาจนกระทั่งถึงวันนี้ สามารถกล่าวได้ว่ามนุษย์ได้มารู้จักบทแห่งความดีงามของพระเจ้า แต่นี่ยังไม่พอ เพราะมนุษย์นั้นช่างขาดแคลนยิ่งนัก มนุษย์ต้องรับประสบการณ์กับพระราชกิจอันอัศจรรย์ของพระเจ้าให้มากขึ้น และกระบวนการถลุงแห่งความทุกข์ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ให้มากขึ้น เมื่อนั้นเท่านั้นอุปนิสัยชีวิตของมนุษย์จึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้

ตัดตอนมาจาก “เจ้าสามารถรู้จักความดีงามของพระเจ้าได้โดยการรับประสบการณ์กับการทดสอบอันแสนเจ็บปวดเท่านั้น” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 507

มนุษย์ควรรักพระเจ้าอย่างไรในระหว่างกระบวนการถลุง? เมื่อได้รับประสบการณ์กับกระบวนการถลุง ในระหว่างกระบวนการถลุง ผู้คนสามารถสรรเสริญพระเจ้าได้อย่างแท้จริง และสามารถมองเห็น ว่าพวกเขากำลังขาดอยู่มากเพียงใดกันแน่ การถลุงของเจ้ารุนแรงมากขึ้นเท่าใด เจ้าก็จะสามารถตัดขาดจากเนื้อหนังได้มากเท่านั้น กระบวนการถลุงของผู้คนรุนแรงมากขึ้นเท่าใด ความรักที่พวกเขามีต่อพระเจ้าก็จะยิ่งใหญ่ขึ้นเท่านั้น นี่คือสิ่งที่พวกเจ้าควรเข้าใจ เหตุใดผู้คนจึงต้องได้รับการถลุง? สิ่งนี้มุ่งหมายที่จะสัมฤทธิ์ประสิทธิผลใด? อะไรคือนัยสำคัญของพระราชกิจแห่งกระบวนการถลุงของพระเจ้าในมนุษย์? หากเจ้าแสวงหาพระเจ้าอย่างแท้จริงแล้วไซร้ ครั้นได้รับประสบการณ์กับกระบวนการถลุงของพระองค์จนถึงจุดหนึ่ง เจ้าจะรู้สึกว่ามันดีเลิศอย่างที่สุด และเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างถึงที่สุด มนุษย์ควรรักพระเจ้าอย่างไรหรือในระหว่างกระบวนการถลุง? โดยการใช้ความแน่วแน่ที่จะรักพระเจ้าเพื่อยอมรับกระบวนการถลุงของพระองค์ ในระหว่างกระบวนการถลุง เจ้ารู้สึกรวดร้าวทรมานภายใน ราวกับมีดเล่มหนึ่งบิดควงอยู่ในหัวใจของเจ้า ทว่าเจ้าก็ยังเต็มใจที่จะทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยโดยใช้หัวใจของเจ้าซึ่งรักพระองค์ และเจ้าไม่นำพาที่จะใส่ใจเนื้อหนัง นี่คือความหมายของการนำความรักที่มีต่อพระเจ้ามาปฏิบัติ เจ้ารู้สึกเจ็บปวดอยู่ภายใน และความทุกข์ของเจ้าได้ไปถึงจุดหนึ่ง ทว่าเจ้าก็ยังคงเต็มใจที่จะมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและอธิษฐาน ด้วยการกล่าวว่า “โอ้ พระเจ้า! ข้าพระองค์ ไม่สามารถไปจากพระองค์ได้ แม้ว่าภายในตัวข้าพระองค์นั้นมีความมืดมิด ข้าพระองค์ก็ปรารถนาที่จะทำให้พระองค์ทรงพึงพอพระทัย พระองค์ทรงรู้จักหัวใจของข้าพระองค์ และข้าพระองค์อยากให้พระองค์ทรงประทานความรักของพระองค์ภายในตัวข้าพระองค์” นี่คือการปฏิบัติในระหว่างกระบวนการถลุง หากเจ้าใช้ความรักที่มีต่อพระเจ้าเป็นรากฐาน กระบวนการถลุงก็จะสามารถนำพาเจ้าเข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้น และทำให้เจ้าสนิทสนมกับพระเจ้ามากขึ้น เนื่องจากเจ้าเชื่อในพระเจ้า เจ้าต้องส่งมอบหัวใจของเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า หากเจ้ามอบถวายและวางหัวใจของเจ้าลงเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าจนหมดสิ้นแล้วไซร้ ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่เจ้าจะปฏิเสธพระเจ้าหรือไปจากพระเจ้าในระหว่างกระบวนการถลุง ด้วยหนทางนี้ สัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้าก็จะกลายเป็นใกล้ชิดมากขึ้นทุกทีและมีความเหมาะสมมากขึ้นทุกที และการร่วมสนิทสัมพันธ์ของเจ้ากับพระเจ้าก็จะกลายเป็นถี่ขึ้นเรื่อย ๆ หากเจ้าปฏิบัติในหนทางนี้เสมอแล้วไซร้ เจ้าก็จะใช้เวลาในความสว่างของพระเจ้ามากขึ้น และใช้เวลาภายใต้การทรงนำของพระวจนะของพระองค์มากขึ้น จะมีการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเจ้ามากยิ่งขึ้นเช่นกัน และความรู้ของเจ้าก็จะเพิ่มมากขึ้นวันต่อวัน เมื่อถึงวันที่การทดสอบของพระเจ้าตกมาถึงเจ้าอย่างฉับพลัน เจ้าจะไม่เพียงสามารถยืนเคียงข้างพระเจ้าได้ แต่ยังจะสามารถเป็นคำพยานต่อพระเจ้าได้ด้วยเช่นกัน ณ เวลานั้น เจ้าก็จะเป็นเหมือนกับโยบ และเหมือนกับเปโตร ครั้นได้เป็นคำพยานให้กับพระเจ้าแล้ว เจ้าก็จะรักพระองค์อย่างแท้จริง และจะวางชีวิตของเจ้าให้กับพระองค์อย่างเปรมปรีดิ์ เจ้าจะเป็นพยานของพระเจ้า และเป็นผู้ซึ่งพระเจ้าทรงรัก ความรักที่ได้รับประสบการณ์กับกระบวนการถลุงแล้วนั้นแข็งแกร่ง ไม่อ่อนแอ ไม่ว่าพระองค์ทรงเกณฑ์เจ้าให้เข้าสู่การทดสอบของพระองค์เมื่อใดหรืออย่างไร เจ้าก็จะสามารถวางความกังวลของเจ้าเกี่ยวกับการที่เจ้ามีชีวิตอยู่หรือตายลงได้ สามารถละทิ้งทุกอย่างเพื่อพระเจ้าอย่างเปรมปรีดิ์ และสามารถทนฝ่าทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อพระเจ้าอย่างมีความสุข—เมื่อเป็นดังนั้น ความรักของเจ้าจะบริสุทธิ์และความเชื่อของเจ้าจะแท้จริง เมื่อถึงตอนนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะเป็นใครบางคนที่ได้รับความรักจากพระเจ้าอย่างแท้จริง และที่พระเจ้าได้ทรงทำให้มีความเพียบพร้อมอย่างแท้จริง

ตัดตอนมาจาก “มนุษย์สามารถมีความรักแท้จริงได้ โดยการได้รับประสบการณ์กับกระบวนการถลุงเท่านั้น” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 508

หากผู้คนตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของซาตานแล้วไซร้ พวกเขาก็จะไม่มีความรักสำหรับพระเจ้าภายในตัวพวกเขาเลย และทั้งนิมิต ความรัก และปณิธานต่าง ๆ ก่อนหน้านี้ก็ได้ปลาสนาการไปหมดสิ้นแล้ว ผู้คนเคยรู้สึกว่าพวกเขาควรจะต้องทนทุกข์เพื่อพระเจ้า แต่ในวันนี้ พวกเขาคิดว่า การทำเช่นนั้นเป็นเรื่องน่าอาย และพวกเขาก็พร่ำบ่นอย่างไม่ขาดปาก นี่คืองานของซาตาน สัญญาณหนึ่งซึ่งบอกว่า มนุษย์ได้ตกอยู่ภายใต้แดนครอบครองของซาตานแล้ว หากเจ้าเผชิญกับสภาวะนี้ เจ้าต้องอธิษฐานและกลับตัวให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้—นี่จะปกป้องเจ้าจากการโจมตีของซาตาน ในระหว่างกระบวนการถลุงอันขมขื่นนี่เอง ที่มนุษย์สามารถตกไปอยู่ภายใต้อิทธิพลของซาตานได้อย่างง่ายดายที่สุด ดังนั้นเจ้าควรรักพระเจ้าอย่างไรหรือในระหว่างการถลุงเช่นนี้? เจ้าควรรวบรวมเจตจำนงของเจ้า และวางหัวใจของเจ้าเฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ และอุทิศช่วงเวลาสุดท้ายของเจ้าให้กับพระองค์ ไม่สำคัญว่า พระเจ้าทรงถลุงเจ้าอย่างไร เจ้าควรสามารถนำความจริงมาปฏิบัติเพื่อทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าสมปรารถนา และเจ้าควร แสวงหาพระเจ้าและแสวงหาการร่วมสนิทสัมพันธ์ด้วยตัวเจ้าเอง โดยไม่ต้องมีใครร้องขอ ในเวลาต่าง ๆ ที่เป็นเช่นนี้ ยิ่งเจ้านิ่งเฉยเท่าใด เจ้าก็จะยิ่งเป็นไปในเชิงลบมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งง่ายต่อการที่เจ้าจะถดถอย เมื่อเจ้าจำเป็นต้องทำงานตามหน้าที่ของเจ้า แม้เจ้าจะทำมันได้ไม่ดี แต่เจ้าทำทั้งหมดที่สามารถทำได้ และทำเช่นนั้นโดยไม่ได้ใช้อะไรที่มากไปกว่าความรักของเจ้าที่มีต่อพระเจ้าเลย ไม่ว่าคนอื่นจะพูดอย่างไร—ไม่ว่าพวกเขาจะพูดว่าเจ้าทำได้ดีแล้ว หรือว่าเจ้าทำได้ไม่ดี— เจตนาของเจ้านั้นถูกต้อง และเจ้าไม่ใช่คนที่มองว่าตัวเองชอบธรรมอยู่เสมอ เพราะเจ้ากำลังกระทำในนามของพระเจ้า เมื่อผู้อื่นตีความเจ้าผิด เจ้าก็สามารถอธิษฐานต่อพระเจ้าและพูดว่า “โอ้ พระเจ้า! ข้าพระองค์ไม่ขอให้ผู้อื่นยอมผ่อนปรนให้ข้าพระองค์หรือปฏิบัติต่อข้าพระองค์ อย่างดี และไม่ขอให้พวกเขาเข้าใจหรือเห็นชอบในตัวข้าพระองค์ ข้าพระองค์เพียงขอให้ ข้าพระองค์สามารถรักพระองค์ในหัวใจของข้าพระองค์ได้ ขอให้ข้าพระองค์รู้สึกสบายใจ และขอให้มโนธรรมของข้าพระองค์แจ่มชัด ข้าพระองค์ไม่ได้ขอให้คนอื่นชมเชย หรือนับถือข้าพระองค์ให้สูงส่ง ข้าพระองค์เพียงพยายามจากหัวใจของข้าพระองค์ที่จะทำให้พระองค์ทรงพึงพอพระทัย ข้าพระองค์รับบทบาทของข้าพระองค์ด้วยการทำทั้งหมดที่ข้าพระองค์ทำได้ และถึงแม้ว่าข้าพระองค์จะโง่เขลา เซ่อซ่า มีขีดความสามารถต่ำ และมืดบอด ข้าพระองค์ก็รู้ว่าพระองค์ทรงน่ารักชื่นชม และข้าพระองค์เต็มใจที่จะอุทิศทั้งหมดที่ข้าพระองค์มีเพื่อพระองค์” ทันทีที่เจ้าอธิษฐานในหนทางนี้ ความรักต่อพระเจ้าของเจ้าก็จะอุบัติขึ้นมา และเจ้าจะรู้สึกผ่อนบรรเทาลงอย่างมากในหัวใจเจ้า นี่คือความหมายของการฝึกปฏิบัติความรักที่มีต่อพระเจ้า ขณะที่เจ้าได้รับประสบการณ์ เจ้าจะล้มเหลวสองครั้งและทำสำเร็จหนึ่งครั้ง หรือไม่เช่นนั้นเจ้าก็ล้มเหลวห้าครั้งและทำสำเร็จสองครั้ง และในขณะที่เจ้ารับประสบการณ์ในหนทางนี้ มีเพียงท่ามกลางความล้มเหลวเท่านั้นที่เจ้าจะสามารถมองเห็นความน่ารักชื่นชมของพระเจ้าและค้นพบสิ่งที่ขาดหายไปในตัวเจ้า เมื่อเจ้าเผชิญสถานการณ์เช่นนั้นในคราวต่อไป เจ้าควรระวังตัวเอง ก้าวอย่างใจเย็น และอธิษฐานให้บ่อยขึ้น เจ้าจะค่อย ๆ พัฒนาความสามารถในการที่จะมีชัยชนะในสถานการณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวขึ้นมา เมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้น การอธิษฐานของเจ้าได้เกิดประสิทธิภาพแล้ว เมื่อเจ้ามองเห็นว่าตัวเองประสบความสำเร็จแล้วในครั้งนี้ เจ้าก็จะรู้สึกสมดังหมายอยู่ภายใน และเมื่อเจ้าอธิษฐาน เจ้าจะสามารถรู้สึกได้ถึงพระเจ้า และรู้สึกได้ว่าการทรงสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นหาได้จากเจ้าไปไม่—ถึงตอนนี้เองที่เจ้าจะรู้ว่าพระเจ้าทรงงานในตัวเจ้าอย่างไร การฝึกฝนปฏิบัติในหนทางนี้จะให้เส้นทางแก่เจ้าในการได้รับประสบการณ์ หากเจ้าไม่นำความจริงมาปฏิบัติแล้วไซร้ เจ้าก็จะปราศจากการทรงสถิตแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ภายในตัวเจ้า แต่หากเจ้านำมันมาปฏิบัติ เช่นนั้นแล้วแม้เจ้าจะรู้สึกเจ็บปวดอยู่ภายใน แต่หลังจากนั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์จะสถิตอยู่กับเจ้า เจ้าจะสามารถรู้สึกได้ถึงการทรงสถิตของพระเจ้าเมื่อเจ้าอธิษฐาน เจ้าจะมีความเข้มแข็งในการนำพระวจนะของพระเจ้ามาปฏิบัติ และในระหว่างการร่วมสนิทสัมพันธ์กับพี่น้องชายหญิงของเจ้าจะไม่มีสิ่งใดเลยที่สร้างภาระกังวลต่อมโนธรรมของเจ้า และเจ้าจะรู้สึกสงบสุข และในหนทางนี้ เจ้าจะสามารถเผยสิ่งที่เจ้าได้ทำลงไปให้เป็นที่ประจักษ์ ไม่ว่าคนอื่นจะพูดอะไร เจ้าก็สามารถที่จะมีสัมพันธภาพอันเหมาะสมกับพระเจ้าได้ เจ้าจะไม่ถูกกีดกั้นโดยผู้อื่น เจ้าจะผงาดขึ้นเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง—และในการนี้ เจ้าจะแสดงให้เห็นว่าการที่เจ้าปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้านั้นได้เกิดประสิทธิผลแล้ว

ตัดตอนมาจาก “มนุษย์สามารถมีความรักแท้จริงได้ โดยการได้รับประสบการณ์กับกระบวนการถลุงเท่านั้น” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 509

ยิ่งกระบวนการถลุงของพระเจ้ารุนแรงขึ้นเท่าใด หัวใจของผู้คนก็ยิ่งรักพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น ความรวดร้าวทรมานภายในใจของพวกเขานั้นเป็นประโยชน์แก่ชีวิตพวกเขา พวกเขาสามารถสงบใจเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าได้มากขึ้น สัมพันธภาพของพวกเขากับพระเจ้าใกล้ชิดขึ้น และพวกเขาสามารถมองเห็นความรักอันสูงสุดของพระเจ้าและความรอดสูงสุดของพระองค์ได้ดีขึ้น เปโตรได้รับประสบการณ์กับกระบวนการถลุงหลายร้อยครั้ง และโยบก็ได้ก้าวผ่านการทดสอบหลายครั้งหลายคราว หากพวกเจ้าปรารถนาที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า เจ้าเองก็ต้องก้าวผ่านกระบวนการถลุงหลายร้อยครั้งเช่นกัน เฉพาะเมื่อเจ้าก้าวผ่านกระบวนการนี้และวางใจในขั้นตอนนี้เท่านั้น ที่เจ้าจะสามารถทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าสมปรารถนาและได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้ กระบวนการถลุงเป็นวิถีทางที่ดีที่สุดที่พระเจ้าทรงใช้ในการทำให้ผู้คนมีความเพียบพร้อม มีเพียงกระบวนการถลุงและการทดสอบอันขมขื่นเท่านั้นที่สามารถนำความรักแท้จริงสำหรับพระเจ้าออกมาจากหัวใจของผู้คนได้ ไม่มีความยากลำบาก ผู้คนก็ย่อมขาดความรักที่แท้จริงสำหรับพระเจ้า หากพวกเขาไม่ถูกทดสอบภายใน หากพวกเขาไม่ได้ถูกเกณฑ์เข้ากระบวนการถลุงแล้วไซร้ หัวใจของพวกเขาก็จะล่องลอยไร้จุดหมายอยู่ภายนอก เมื่อได้รับการถลุงจนถึงจุดหนึ่งแล้ว เจ้าจะมองเห็นความอ่อนแอและความลำบากยากเย็นของตัวเจ้าเอง เจ้าจะเห็นว่าเจ้ากำลังขาดอยู่มากเพียงใด และว่าเจ้าไม่สามารถเอาชนะปัญหาต่าง ๆ มากมายที่เจ้าเผชิญได้ และเจ้าจะได้เห็นว่า ความไม่เชื่อฟังของเจ้านั้นใหญ่หลวงเพียงใด มีเพียงในระหว่างการทดสอบต่าง ๆ เท่านั้นที่ผู้คนสามารถที่จะรู้จักสภาวะจริงของพวกเขาอย่างแท้จริงได้ การทดสอบต่าง ๆ ทำให้ผู้คนสามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้ดีขึ้น

ในระหว่างเวลาชีวิตของเขา เปโตรได้รับประกบการณ์กับกระบวนการถลุงหลายร้อยครั้งและก้าวผ่านความทุกข์ยากสาหัสอันเจ็บปวดมากมายหลายครั้ง กระบวนการถลุงนี้ได้กลายมาเป็นรากฐานของความรักสูงสุดที่เขามีต่อพระเจ้า และเป็นประสบการณ์ซึ่งมีนัยสำคัญที่สุดของทั้งชีวิตของเขา การที่เขาสามารถมีความรักสูงสุดต่อพระเจ้าได้นั้น ในเหตุผลหนึ่งก็เพราะความแน่วแน่ของเขาที่จะรักพระเจ้า อย่างไรก็ดี ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ มันเป็นเพราะกระบวนการถลุงและความทุกข์ที่เขาได้ก้าวผ่านนี่เอง ความทุกข์นี้ได้กลายมาเป็นเครื่องนำทางไปบนเส้นทางแห่งการรักพระเจ้า และเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การทรงจำที่สุดสำหรับเขา หากผู้คนไม่ได้ก้าวผ่านความเจ็บปวดแห่งกระบวนการถลุงในขณะที่กำลังรักพระเจ้า เช่นนั้นแล้วความรักของพวกเขาย่อมเต็มไปด้วยความเป็นไปตามธรรมชาติและความเลือกชอบของตัวพวกเขาเอง ความรักเช่นนี้เต็มไปด้วยแนวความคิดของซาตาน และโดยรากฐานแล้วไม่สารมารถที่จะทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าสมปรารถนาได้เลย การมีความแน่วแน่ที่จะรักพระเจ้าไม่ใช่สิ่งเดียวกับการรักพระเจ้าอย่างแท้จริง แม้ว่าทั้งหมดที่พวกเขาคิดอยู่ในหัวใจของพวกเขานั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของการรักและการทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัย และแม้ว่าความคิดของพวกเขาดูเหมือนถูกอุทิศให้กับพระเจ้าจนหมดทั้งสิ้น และปลอดจากแนวความคิดใด ๆ ของมนุษย์ กระนั้นเมื่อความคิดของพวกเขาถูกนำพาเผยเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า พระองค์หาได้ทรงชมเชยหรือทรงอำนวยพรให้แก่ความคิดเหล่านั้นเลย แม้แต่เมื่อตอนที่ผู้คนมีความเข้าใจความจริงทั้งหมดอย่างครบถ้วนแล้ว—เมื่อพวกเขาได้มารู้จักพวกมันทั้งหมดแล้ว—นี่ก็ไม่สามารถพูดได้ว่าเป็นสัญญาณหนึ่งของการรักพระเจ้า ไม่สามารถพูดได้ว่า ผู้คนเหล่านี้รักพระเจ้าจริง ๆ ทั้งที่ได้เข้าใจความจริงไปแล้วมากมายโดยปราศจากการก้าวผ่านกระบวนการถลุง ผู้คนก็ยังไม่สามารถนำความจริงเหล่านี้มาปฏิบัติได้อยู่ดี มีเพียงในระหว่างกระบวนการถลุงเท่านั้นที่ผู้คนสามารถเข้าใจความหมายแท้จริงของความจริงเหล่านี้ได้ เมื่อนั้นเท่านั้นที่ผู้คนสามารถซาบซึ้งรู้ค่าแห่งความหมายภายในของของความจริงเหล่านั้นอย่างแท้จริง ณ เวลานั้นเอง เมื่อพวกเขาลองใหม่อีกครั้ง พวกเขาก็สามารถนำความจริงมาปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม และโดยสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า ณ เวลานั้นเอง ที่แนวความคิดแบบมนุษย์ของพวกเขาลดน้อยลง ความเป็นไปตามธรรมชาติแบบมนุษย์ของพวกเขาถูกลดลง และภาวะอารมณ์ต่าง ๆ แบบมนุษย์ของพวกเขาอ่อนบรรเทาลง มีเพียง ณ เวลานั้นเองที่การปฏิบัติของพวกเขาคือการสำแดงอันแท้จริงของความรักที่มีต่อพระเจ้า ผลลัพธ์จากความจริงแห่งความรักพระเจ้านั้นไม่ได้สัมฤทธิ์ผ่านความรู้ที่พูดออกมาหรือความเต็มใจทางจิตใจ และไม่อาจสัมฤทธิ์อย่างง่ายดายผ่านการทำความเข้าใจความจริงนั้น มันจำเป็นที่ผู้คนต้องลงทุน พวกเขาต้องก้าวผ่านความขมขื่นมากมายในระหว่างกระบวนการถลุง และเมื่อนั้นเท่านั้นที่ความรักของพวกเขาจะกลายมาบริสุทธิ์และสมดังพระทัยของพระเจ้าเอง

ตัดตอนมาจาก “มนุษย์สามารถมีความรักแท้จริงได้ โดยการได้รับประสบการณ์กับกระบวนการถลุงเท่านั้น” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 510

เมื่อเผชิญกับสภาวะของมนุษย์และท่าทีของมนุษย์ที่มีต่อพระเจ้า พระเจ้าได้ทรงทำพระราชกิจใหม่ เปิดโอกาสให้มนุษย์ได้มีทั้งความรู้เกี่ยวกับพระองค์และการเชื่อฟังต่อพระองค์ และมีทั้งความรักและคำพยาน ครั้นเป็นดังนั้น มนุษย์จึงต้องได้รับประสบการณ์กับกระบวนการถลุงของพระเจ้าที่มีต่อเขา ตลอดจนการพิพากษา การจัดการ การตัดแต่งของพระองค์ที่ทรงมีต่อเขา ซึ่งหากปราศจากสิ่งเหล่านี้ มนุษย์จะไม่มีวันรู้จักพระเจ้าและจะไม่มีวันสามารถรักและเป็นพยานให้กับพระองค์ได้อย่างแท้จริงเลย กระบวนการถลุงมนุษย์ของพระเจ้าไม่ใช่แค่เพื่อเห็นแก่ผลกระทบเพียงด้านเดียว แต่เพื่อประโยชน์ของผลกระทบหลายแง่มุม เพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่พระเจ้าทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งกระบวนการถลุงในบรรดาผู้ที่เต็มใจแสวงหาความจริง เพื่อที่ว่า ความแน่วแน่และความรักของพวกเขาจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า สำหรับบรรดาผู้ที่เต็มใจแสวงหาความจริงและผู้ซึ่งโหยหาพระเจ้า ไม่มีสิ่งใดเลยที่มีความหมายไปกว่า หรือเป็นความช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่กว่ากระบวนการถลุงในแบบนี้ พระอุปนิสัยของพระเจ้านั้นไม่ง่ายนักที่มนุษย์จะรู้หรือเข้าใจ เพราะท้ายที่สุดแล้ว พระเจ้าก็ทรงเป็นพระเจ้า ในท้ายที่สุดแล้ว มันเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับพระเจ้าที่จะมีอุปนิสัยแบบเดียวกับมนุษย์ และเมื่อเป็นดังนั้น จึงไม่ง่ายสำหรับมนุษย์ที่จะรู้จักพระอุปนิสัยของพระองค์ มนุษย์ไม่ได้ครอบครองความจริงมาแต่กำเนิด และไม่ง่ายที่บรรดาผู้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามจะเข้าใจ มนุษย์ไร้ซึ่งความจริง และไร้ซึ่งความแน่วแน่ที่จะนำความจริงไปปฏิบัติ และหากเขาไม่ทุกข์ทน และไม่ได้รับการถลุงหรือพิพากษาแล้วไซร้ ความแน่วแน่ของพวกเขาจะไม่มีวันได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม สำหรับทุกผู้คน กระบวนการถลุงเป็นความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส และยากมากที่จะยอมรับ—ทว่าในระหว่างกระบวนการถลุงนี้นี่เองที่พระเจ้าทรงทำให้พระอุปนิสัยที่ชอบธรรมของพระองค์เข้าใจได้ง่ายขึ้นสำหรับมนุษย์ และทรงทำให้ข้อพึงประสงค์ของพระองค์เป็นที่รู้ทั่วกันสำหรับมนุษย์ และทรงจัดเตรียมความรู้แจ้งที่มากขึ้น การจัดการและการตัดแต่งจริงที่มากขึ้น ผ่านการเปรียบเทียบระหว่างข้อเท็จจริงกับความจริง พระองค์ทรงมอบความรู้ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นเกี่ยวกับพระองค์และความจริงให้แก่มนุษย์ และทรงมอบความเข้าใจที่ยิ่งใหญ่ขึ้นเกี่ยวกับน้ำพระทัยของพระเจ้าให้แก่มนุษย์ เช่นนั้นจึงเป็นการเปิดโอกาสให้มนุษย์มีความรักที่จริงแท้ยิ่งขึ้นและบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นต่อพระเจ้า นั่นคือจุดมุ่งหมายของพระเจ้าในการดำเนินการกระบวนการถลุง และพระราชกิจทั้งหมดที่พระเจ้าทรงทำในมนุษย์มีจุดมุ่งหมายและนัยสำคัญของมันเอง พระเจ้าไม่ทรงพระราชกิจซึ่งปราศจากความหมาย และพระองค์ไม่ทรงพระราชกิจซึ่งปราศจากผลประโยชน์ต่อมนุษย์ กระบวนการถลุงไม่ได้หมายถึงการเอาผู้คนออกไปจากเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า และไม่ได้หมายถึงการทำลายล้างพวกเขาในนรก แต่ทว่า มันหมายถึงการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของมนุษย์ในระหว่างกระบวนการถลุง การเปลี่ยนแปลงเจตนาต่าง ๆ ของเขา มุมมองเก่า ๆ ของเขา การเปลี่ยนแปลงความรักของเขาที่มีต่อพระเจ้า และการเปลี่ยนแปลงทั้งชีวิตของเขา กระบวนการถลุงคือบททดสอบจริงของมนุษย์ และเป็นรูปแบบหนึ่งของการฝึกฝนจริง และมีเพียงในระหว่างกระบวนการถลุงเท่านั้นที่ความรักของเขาจึงจะสามารถทำหน้าที่ตามธรรมชาติของมันได้

ตัดตอนมาจาก “มนุษย์สามารถมีความรักแท้จริงได้ โดยการได้รับประสบการณ์กับกระบวนการถลุงเท่านั้น” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 511

หากเจ้าเชื่อในพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าต้องเชื่อฟังพระเจ้า นำความจริงไปปฏิบัติ และทำหน้าที่ของเจ้าทั้งหมดให้ลุล่วง นอกจากนี้ เจ้าต้องเข้าใจสิ่งทั้งหลายที่เจ้าควรผ่านประสบการณ์ด้วย หากเจ้าเพียงแค่ผ่านประสบการณ์การถูกจัดการ การถูกบ่มวินัย และการถูกพิพากษา หากเจ้าเพียงแค่สามารถชื่นชมพระเจ้าแต่ยังคงไม่สามารถรู้สึกได้เมื่อพระเจ้าทรงกำลังบ่มวินัยเจ้าหรือทรงกำลังจัดการกับเจ้า—การนี้ไม่สามารถยอมรับได้ บางทีในกรณีนี้ของกระบวนการถลุง เจ้าอาจสามารถยืนหยัดไม่ถอยได้ แต่นี่ยังคงไม่เพียงพอ เจ้ายังคงต้องตบเท้าเดินหน้าต่อไป บทเรียนเรื่องการรักพระเจ้าไม่มีวันหยุดและไม่มีจุดจบ ผู้คนเห็นว่าการเชื่อในพระเจ้าเป็นบางสิ่งที่เรียบง่ายอย่างสุดขั้ว แต่ทันทีที่พวกเขาได้รับประสบการณ์ซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตจริง เมื่อนั้นพวกเขาก็ตระหนักว่า การเชื่อในพระเจ้าไม่เรียบง่ายเช่นที่ผู้คนจินตนาการ เมื่อพระเจ้าทรงพระราชกิจเพื่อถลุงมนุษย์ มนุษย์ย่อมทุกข์ทน กระบวนการถลุงของบุคคลหนึ่งมากขึ้นเท่าใด ความรักพระเจ้าของพวกเขาก็จะมากขึ้นเท่านั้น และพระอิทธิฤทธิ์ของพระเจ้าก็จะถูกเปิดเผยในพวกเขามากขึ้นเท่านั้น ในทางกลับกัน ยิ่งบุคคลหนึ่งได้รับกระบวนการถลุงน้อยลงเท่าใด ความรักพระเจ้าของพวกเขาก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น และพระอิทธิฤทธิ์ของพระเจ้าก็จะถูกเปิดเผยในพวกเขาน้อยลงเท่านั้น ยิ่งกระบวนการถลุงและความเจ็บปวดของบุคคลเช่นนี้มากขึ้นเท่าใด และพวกเขาผ่านประสบการณ์กับการทรมานมากขึ้นเท่าใด ความรักพระเจ้าของพวกเขาก็จะลึกซึ้งมากขึ้นเท่านั้น ความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาก็จะกลายเป็นจริงแท้มากขึ้นเท่านั้น และความรู้เรื่องพระเจ้าของพวกเขาก็จะลุ่มลึกมากขึ้นเท่านั้น ในประสบการณ์ของเจ้า เจ้าจะมองเห็นผู้คนที่ทนทุกข์อย่างมากในขณะที่พวกเขาถูกถลุง ผู้ซึ่งถูกจัดการและถูกบ่มวินัยอย่างมาก และเจ้าจะมองเห็นว่าเป็นผู้คนเหล่านั้นนั่นเองที่มีความรักอันลึกซึ้งต่อพระเจ้าและความรู้เรื่องพระเจ้าที่ลุ่มลึกและเฉียบแหลมกว่า พวกผู้ที่ไม่ได้ผ่านประสบการณ์การถูกจัดการย่อมมีเพียงแค่ความรู้ผิวเผิน และพวกเขาเพียงแค่สามารถพูดได้ว่า “พระเจ้าทรงดีงามเหลือเกิน พระองค์ประทานพระคุณแก่ผู้คนเพื่อที่พวกเขาสามารถชื่นชมพระองค์ได้” หากผู้คนได้ผ่านประสบการณ์กับการถูกจัดการและถูกบ่มวินัย เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะสามารถพูดเกี่ยวกับความรู้เรื่องพระเจ้าที่แท้จริงได้ ดังนั้นยิ่งพระราชกิจของพระเจ้าในมนุษย์น่าอัศจรรย์มากขึ้นเท่าใด มันก็ยิ่งมีคุณค่าและนัยสำคัญมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งมันไม่สามารถเจาะแทรกเข้าไปได้สำหรับเจ้ามากขึ้นเท่าใดและยิ่งมันไม่สามารถเข้ากันได้กับมโนคติที่หลงผิดของเจ้ามากขึ้นเท่าใด พระราชกิจของพระเจ้าก็จะสามารถพิชิตเจ้า ได้รับเจ้าและทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อมได้มากขึ้นเท่านั้น นัยสำคัญแห่งพระราชกิจของพระเจ้าช่างยิ่งใหญ่นัก! หากพระเจ้าไม่ถลุงมนุษย์ในหนทางนี้ หากพระองค์ไม่ทรงพระราชกิจโดยสอดคล้องกับวิธีการนี้ เช่นนั้นแล้วพระราชกิจของพระองค์ก็จะไม่ได้ผลและปราศจากนัยสำคัญ ในอดีตเคยมีการกล่าวไว้ว่าพระเจ้าจะทรงคัดสรรและรับกลุ่มนี้ และทำให้พวกเขาครบบริบูรณ์ในยุคสุดท้าย ในการนี้มีนัยสำคัญที่พิเศษเหนือธรรมดา ยิ่งพระราชกิจที่พระองค์ทรงดำเนินการภายในพวกเจ้าจนเสร็จสิ้นนั้นยิ่งใหญ่มากขึ้นเท่าใด ความรักพระเจ้าของพวกเจ้าก็ยิ่งลึกซึ้งและบริสุทธิ์มากขึ้นเท่านั้น ยิ่งพระราชกิจของพระเจ้ายิ่งใหญ่มากขึ้นเท่าใด มนุษย์ก็ยิ่งสามารถจับความเข้าใจบางสิ่งในพระปรีชาญาณของพระองค์ได้มากขึ้นเท่านั้นและความรู้เรื่องพระองค์ของมนุษย์ก็จะยิ่งลึกซึ้งมากขึ้นเท่านั้น ในระหว่างยุคสุดท้าย หกพันปีแห่งแผนการของพระเจ้าสำหรับการบริหารจัดการจะมาถึงบทอวสาน มันสามารถสิ้นสุดลงได้อย่างง่ายดายจริงๆ หรือ? ทันทีที่พระองค์ทรงพิชิตมวลมนุษย์ พระราชกิจของพระองค์ก็จะจบลงหรือ? มันสามารถเรียบง่ายเช่นนั้นหรือไม่? อันที่จริงแล้ว ผู้คนจินตนาการว่ามันก็เรียบง่ายเท่านี้ แต่สิ่งที่พระเจ้าทรงทำไม่เรียบง่ายนัก ไม่สำคัญว่าเจ้าจะใส่ใจพาดพิงถึงพระราชกิจของพระเจ้าส่วนใด ทั้งหมดล้วนมิอาจหยั่งลึกได้สำหรับมนุษย์ หากเจ้าสามารถหยั่งลึกถึงมันได้ เช่นนั้นแล้วพระราชกิจของพระเจ้าก็คงจะไม่มีนัยสำคัญหรือคุณค่า พระราชกิจที่พระเจ้าทรงทำมิอาจหยั่งลึกได้ มันสวนทางกับมโนคติที่หลงผิดของเจ้าอย่างสิ้นเชิง และยิ่งมันไม่สามารถปรับให้เข้ากันกับมโนคติที่หลงผิดของเจ้ามากขึ้นเท่าใด มันก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าพระราชกิจของพระเจ้ามีความหมายมากขึ้นเท่านั้น หากมันไม่สามารถเข้ากันได้กับมโนคติที่หลงผิดของเจ้า เช่นนั้นแล้วมันก็คงจะไม่มีความหมาย วันนี้เจ้ารู้สึกว่าพระราชกิจของพระเจ้าน่าอัศจรรย์เหลือเกิน และยิ่งเจ้ารู้สึกว่ามันน่าอัศจรรย์มากขึ้นเท่าใด เจ้าก็จะยิ่งรู้สึกว่าไม่สามารถหยั่งลึกในพระเจ้าได้มากขึ้นเท่านั้น และเจ้ามองเห็นว่ากิจการของพระเจ้ายิ่งใหญ่เพียงใด หากพระองค์เพียงแค่ได้ทรงพระราชกิจที่ผิวเผิน สุกเอาเผากินบางประการเพื่อพิชิตมนุษย์ และไม่ทรงได้ทำสิ่งอื่นใดเลยหลังจากนั้น เช่นนั้นแล้วมนุษย์ก็คงจะไม่สามารถมองดูนัยสำคัญแห่งพระราชกิจของพระเจ้าได้ แม้ว่าเจ้ากำลังรับกระบวนการถลุงเล็กน้อยในตอนนี้ แต่มันก็มีประโยชน์อย่างยิ่งใหญ่ต่อการเติบโตในชีวิตของเจ้า ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างที่สุดสำหรับพวกเจ้าที่จะก้าวผ่านความยากลำบากเช่นนี้ วันนี้เจ้ากำลังรับกระบวนการถลุงเล็กน้อย แต่หลังจากนี้ เจ้าจะมีความสามารถอย่างแท้จริงที่จะมองดูกิจการของพระเจ้าได้ และในท้ายที่สุด เจ้าก็จะพูดว่า “กิจการของพระเจ้าน่าอัศจรรย์เหลือเกิน!” เหล่านี้จะเป็นคำพูดในหัวใจของเจ้า เมื่อได้ผ่านประสบการณ์กับกระบวนการถลุงของพระเจ้าสักพักหนึ่งแล้ว (บททดสอบพวกคนปรนนิบัติและเวลาแห่งการตีสอน) ในท้ายที่สุด ผู้คนบางคนก็ได้พูดว่า “การเชื่อในพระเจ้าช่างลำบากยากเย็นจริงๆ!” ข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขาได้ใช้คำว่า “ลำบากยากเย็นจริงๆ” แสดงให้เห็นว่ากิจการของพระเจ้ามิอาจหยั่งลึกได้ แสดงให้เห็นว่าพระราชกิจของพระเจ้าครองนัยสำคัญและคุณค่าอันยิ่งใหญ่ และแสดงให้เห็นว่าพระราชกิจของพระองค์ควรค่าอย่างสูงที่มนุษย์ควรถนอมความล้ำค่า หากหลังจากที่เราได้ทำงานไปมากเหลือเกินแล้ว แต่เจ้าไม่ได้มีความรู้แม้แต่น้อย เช่นนั้นแล้วงานของเราจะยังคงสามารถมีคุณค่าหรือไม่เล่า? มันจะทำให้เจ้าพูดว่า “การปรนนิบัติพระเจ้าลำบากยากเย็นจริงๆ กิจการของพระเจ้าน่าอัศจรรย์เหลือเกิน และพระเจ้าทรงมีพระปรีชาญาณอย่างแท้จริง! พระเจ้าทรงน่ารักชื่นชมเหลือเกิน!” หากหลังจากก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งประสบการณ์ เจ้าสามารถพูดคำเหล่านี้ได้ เช่นนั้นแล้วนี่ก็พิสูจน์ว่าเจ้าได้รับพระราชกิจของพระเจ้าในตัวเจ้าแล้ว สักวันหนึ่งเมื่อเจ้ากำลังเผยแผ่ข่าวประเสริฐในต่างประเทศ และใครบางคนถามเจ้าว่า “ความเชื่อในพระเจ้าของเจ้าเป็นไปอย่างไรบ้าง?” เจ้าก็จะสามารถพูดได้ว่า “การกระทำของพระเจ้าช่างมหัศจรรย์เหลือเกิน!” ทันทีที่พวกเขาได้ยินเจ้าพูดเช่นนี้ พวกเขาจะรู้สึกว่ามีบางสิ่งภายในตัวเจ้าและรู้สึกว่าการกระทำของพระเจ้ามิอาจหยั่งลึกได้อย่างแท้จริง นี่คือการเป็นพยานอย่างแท้จริง เจ้าจะพูดว่าพระราชกิจของพระเจ้าเต็มไปด้วยพระปรีชาญาณ และพระราชกิจของพระองค์ในตัวเจ้าได้โน้มน้าวเจ้าและได้พิชิตหัวใจของเจ้าแล้วอย่างแท้จริง เจ้าจะรักพระองค์เสมอเพราะพระองค์ทรงยิ่งกว่าควรค่าต่อความรักของมวลมนุษย์! หากเจ้าสามารถพูดกับสิ่งเหล่านี้ได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็สามารถขับเคลื่อนหัวใจของผู้คนได้ ทั้งหมดนี้คือการเป็นพยาน หากเจ้าสามารถเป็นพยานอันกึกก้อง ขับเคลื่อนผู้คนจนหลั่งน้ำตาได้ นั่นก็แสดงให้เห็นว่าเจ้าเป็นผู้หนึ่งซึ่งรักพระเจ้าอย่างแท้จริง เพราะเจ้ามีความสามารถให้คำพยานต่อการรักพระเจ้าได้ และโดยผ่านทางเจ้า การกระทำของพระเจ้าสามารถได้รับการยืนยันได้ในคำพยาน คำพยานของเจ้าทำให้ผู้อื่นแสวงหาจนพบพระราชกิจของพระเจ้า เพื่อที่จะผ่านประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า และในสภาพแวดล้อมใดก็ตามที่พวกเขาผ่านประสบการณ์ พวกเขาย่อมจะสามารถตั้งมั่นได้ นี่เป็นเพียงหนทางเดียวที่จริงแท้แห่งการเป็นพยาน และนี่คือสิ่งที่พึงประสงค์จากเจ้าอย่างแน่ชัดในตอนนี้ เจ้าควรมองเห็นว่าพระราชกิจของพระเจ้ามีคุณค่าและควรค่าอย่างที่สุดต่อการถนอมความล้ำค่าโดยผู้คน มองเห็นว่าพระเจ้าทรงล้ำค่าเหลือเกินและทรงอุดมเหลือเกิน พระองค์ทรงสามารถไม่เพียงแค่ตรัสได้ แต่ยังทรงสามารถพิพากษาผู้คน ถลุงหัวใจของพวกเขา นำพาความชื่นชมยินดีมาให้พวกเขา ได้รับพวกเขา พิชิตพวกเขา และทำให้พวกเขามีความเพียบพร้อมได้อีกด้วย จากประสบการณ์ของเจ้า เจ้าจะมองเห็นว่าพระเจ้าทรงควรค่าที่จะรักอย่างมาก ดังนั้นตอนนี้เจ้ารักพระเจ้ามากเพียงใดเล่า? เจ้าสามารถพูดสิ่งเหล่านี้จากหัวใจของเจ้าได้จริงๆ หรือไม่? เมื่อเจ้าสามารถแสดงคำพูดเหล่านี้จากส่วนลึกสุดทั้งหลายของหัวใจของเจ้าได้ เมื่อนั้นเจ้าย่อมจะสามารถเป็นพยานได้ ทันทีที่ประสบการณ์ของเจ้าได้มาถึงระดับนี้แล้ว เจ้าย่อมจะสามารถเป็นพยานเพื่อพระเจ้าได้ และเจ้าจะมีคุณสมบัติเหมาะสมพอ หากเจ้ายังไม่ถึงระดับนี้ในประสบการณ์ของเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะยังคงห่างไกลเกินไป เป็นปกติที่ผู้คนจะแสดงให้เห็นจุดอ่อนในระหว่างกระบวนการของการถลุง แต่หลังจากการถลุง เจ้าควรจะสามารถพูดได้ว่า “พระเจ้าทรงมีพระปรีชาญาณเหลือเกินในพระราชกิจของพระองค์!” หากเจ้าสามารถบรรลุความเข้าใจซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตจริงของคำพูดเหล่านี้ได้อย่างแท้จริงแล้วไซร้ มันย่อมจะกลายเป็นบางสิ่งที่เจ้าทะนุถนอม และประสบการณ์ของเจ้าก็จะมีคุณค่า

ตัดตอนมาจาก “บรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมต้องก้าวผ่านกระบวนการถลุง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 512

บัดนี้ สิ่งใดหรือที่เจ้าควรไล่ตามเสาะหา? ไม่ว่าเจ้าจะสามารถเป็นพยานสำหรับพระราชกิจของพระเจ้าได้หรือไม่ ไม่ว่าเจ้าจะสามารถกลายเป็นคำพยานและการสำแดงของพระเจ้าได้หรือไม่ และไม่ว่าเจ้าจะเหมาะให้พระองค์ทรงใช้หรือไม่—เหล่านี้คือสิ่งทั้งหลายที่เจ้าควรแสวงหา พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจในตัวเจ้าจริงๆ ไปมากเพียงใดแล้ว? เจ้าได้มองเห็นไปมากเพียงใดแล้ว เจ้าได้สัมผัสไปมากเพียงใดแล้ว? เจ้าได้ผ่านประสบการณ์และได้ลิ้มรสไปมากเพียงใดแล้ว? โดยไม่คำนึงถึงว่าพระเจ้าได้ทรงทดสอบเจ้า จัดการกับเจ้า หรือบ่มวินัยเจ้าแล้วหรือไม่ การกระทำของพระองค์และพระราชกิจของพระองค์ก็ได้รับการดำเนินการกับเจ้าจนเสร็จสิ้นแล้ว แต่คำถามก็คือ ในฐานะผู้เชื่อในพระเจ้าและในฐานะใครบางคนที่เต็มใจไล่ตามเสาะหาการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์ เจ้าสามารถเป็นพยานสำหรับพระราชกิจของพระเจ้าบนพื้นฐานของประสบการณ์ซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตจริงของเจ้าได้หรือไม่? เจ้าสามารถใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้าโดยผ่านทางประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของเจ้าได้หรือไม่? เจ้าสามารถจัดเตรียมให้ผู้อื่นโดยผ่านทางประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของเจ้าเอง และสละทั้งชีวิตของเจ้าเพื่อเป็นพยานสำหรับพระราชกิจของพระเจ้าได้หรือไม่? เพื่อเป็นพยานต่อพระราชกิจของพระเจ้า เจ้าต้องพึ่งพาประสบการณ์ ความรู้ของเจ้า และราคาที่เจ้าได้จ่ายไป ด้วยเหตุนั้นเท่านั้น เจ้าจึงสามารถทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระองค์ได้ เจ้าเป็นใครบางคนที่เป็นพยานต่อพระราชกิจของพระเจ้าหรือไม่? เจ้ามีความใฝ่สูงนี้หรือไม่? หากเจ้าสามารถเป็นพยานต่อพระนามของพระองค์ได้ และที่มากกว่านั้น เป็นพยานต่อพระราชกิจของพระองค์ได้ และหากเจ้าสามารถดำเนินชีวิตตามภาพลักษณ์ที่พระองค์ทรงพึงประสงค์จากประชากรของพระองค์ได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะเป็นพยานสำหรับพระเจ้า อันที่จริงแล้วเจ้าเป็นพยานสำหรับพระเจ้าอย่างไรหรือ? เจ้าทำการนี้โดยการแสวงหาและถวิลหาที่จะดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า และเปิดโอกาสให้ผู้คนรู้จักพระราชกิจของพระองค์และมองเห็นการกระทำของพระองค์โดยการเป็นพยานด้วยคำพูดของเจ้า หากเจ้าแสวงหาการนี้ทั้งหมดอย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะทรงทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อม หากทั้งหมดที่เจ้าแสวงหาคือการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าและได้รับพระพรในท้ายที่สุด เช่นนั้นแล้วมุมมองของความเชื่อในพระเจ้าของเจ้าก็จะไม่บริสุทธิ์ เจ้าควรกำลังไล่ตามเสาะหาวิธีมองเห็นกิจการของพระเจ้าในชีวิตจริง วิธีทำให้พระองค์ทรงพึงพอพระทัยเมื่อพระองค์ทรงเปิดเผยน้ำพระทัยของพระองค์ต่อเจ้า และแสวงหาวิธีที่เจ้าควรจะเป็นพยานต่อความน่าอัศจรรย์และพระปรีชาญาณของพระองค์ และวิธีเป็นพยานสำหรับวิธีที่พระองค์ทรงบ่มวินัยและทรงจัดการกับเจ้า ทั้งหมดนี้คือสิ่งทั้งหลายที่เจ้าควรกำลังไตร่ตรองอยู่ในตอนนี้ หากความรักพระเจ้าของเจ้าเป็นไปเพื่อให้เจ้าสามารถมีส่วนแบ่งปันในพระสิริของพระเจ้าหลังจากพระองค์ทรงทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อมเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เช่นนั้นแล้วมันก็ยังคงไม่เพียงพอและไม่สามารถประจวบพ้องกับข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าได้ เจ้าจำเป็นต้องสามารถเป็นพยานต่อพระราชกิจของพระเจ้าได้ ทำให้สมดังข้อเรียกร้องของพระองค์ได้ และผ่านประสบการณ์กับพระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงทำกับผู้คนในหนทางที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงได้ ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวด น้ำตา หรือความเศร้าสลด เจ้าต้องผ่านประสบการณ์กับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดในการฝึกฝนปฏิบัติของเจ้า สิ่งเหล่านี้หมายที่จะทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อมในฐานะผู้หนึ่งซึ่งเป็นพยานสำหรับพระเจ้า อะไรกันแน่ที่บัดนี้บีบให้เจ้ายอมทนทุกข์และแสวงหาความเพียบพร้อม? ความทุกข์ปัจจุบันของเจ้าเป็นเพื่อประโยขน์แห่งการรักพระเจ้าและการเป็นพยานสำหรับพระองค์อย่างแท้จริงหรือไม่? หรือเป็นเพื่อประโยชน์แห่งพระพรทั้งหลายของเนื้อหนัง เพื่อความสำเร็จซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นไปได้ในภายภาคหน้าและชะตากรรมของเจ้าหรือไม่? เจตนา แรงจูงใจ และเป้าหมายของเจ้าที่เจ้าไล่ตามเสาะหาทั้งหมดต้องได้รับการแก้ไขให้ถูกต้องและไม่สามารถถูกนำโดยเจตจำนงของเจ้าเอง หากบุคคลผู้หนึ่งแสวงหาความเพียบพร้อมเพื่อรับพระพรและครองราชย์อยู่ในอำนาจ ในขณะที่บุคคลอีกผู้หนึ่งไล่ตามเสาะหาความเพียบพร้อมเพื่อทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัย เพื่อเป็นพยานซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตจริงต่อพระราชกิจของพระเจ้า เจ้าจะเลือกวิถีทางใดหรือ ในสองวิถีทางแห่งการไล่ตามเสาะหา? หากเจ้าจะเลือกวิถีทางแรก เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะยังคงอยู่ห่างเกินไปจากมาตรฐานของพระเจ้า ครั้งหนึ่งเราได้พูดว่าการกระทำของเราจะเป็นที่รู้จักอย่างเปิดเผยทั่วถ้วนทั้งจักรวาลและได้พูดว่าเราจะครองราชย์ในฐานะองค์กษัตริย์ในจักรวาล ในทางกลับกัน สิ่งที่พวกเจ้าได้รับความไว้วางใจมอบหมายให้ทำคือออกไปเพื่อเป็นพยานต่อพระราชกิจของพระเจ้า ไม่ใช่เพื่อกลายเป็นพวกกษัตริย์และปรากฏต่อทั้งจักรวาล จงให้กิจการของพระเจ้าเติมเต็มเอกภพและพื้นฟ้า จงให้ทุกคนมองเห็นและยอมรับรู้การกระทำเหล่านั้น พระวจนะเหล่านี้ได้รับการตรัสโดยสัมพันธ์กับพระเจ้าพระองค์เอง และสิ่งที่มนุษย์ควรทำคือเป็นพยานสำหรับพระเจ้า บัดนี้เจ้ารู้จักพระเจ้ามากเพียงใดหรือ? เจ้าสามารถเป็นพยานให้กับพระเจ้าได้มากเพียงใดหรือ? สิ่งใดหรือคือพระประสงค์ของพระเจ้าในการทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม? ทันทีที่เจ้าเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า เจ้าควรแสดงให้เห็นการพิจารณาน้ำพระทัยของพระองค์อย่างไร? หากเจ้าเต็มใจที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมและเป็นพยานต่อพระราชกิจของพระเจ้าโดยผ่านทางสิ่งที่เจ้าดำเนินชีวิตตาม หากเจ้ามีแรงขับเคลื่อนนี้ เช่นนั้นแล้วก็ไม่มีสิ่งใดลำบากยากเย็นเกินไป สิ่งที่ผู้คนจำเป็นต้องมีในตอนนี้คือความเชื่อ หากเจ้ามีแรงขับเคลื่อนนี้ เช่นนั้นแล้วมันก็ง่ายดายที่จะปล่อยมือจากความเป็นลบ ความเฉื่อยชา ความเกียจคร้านและมโนคติที่หลงผิดอันใดของเนื้อหนัง ปรัชญาสำหรับการดำรงชีวิต อุปนิสัยที่เป็นกบฏ ภาวะอารมณ์ทั้งหลายและอื่นๆ

ตัดตอนมาจาก “บรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมต้องก้าวผ่านกระบวนการถลุง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 513

ในขณะกำลังก้าวผ่านการทดสอบ เป็นปกติที่ผู้คนย่อมอ่อนแอ หรือมีความเป็นลบภายในตัวพวกเขา หรือขาดพร่องความกระจ่างแจ้งเกี่ยวกับน้ำพระทัยของพระเจ้าหรือเส้นทางของพวกเขาสำหรับการฝึกฝนปฏิบัติ แต่ไม่ว่าในกรณีใด เจ้าต้องมีความเชื่อในพระราชกิจของพระเจ้า และไม่ปฏิเสธพระเจ้า เช่นเดียวกับโยบไม่มีผิด แม้ว่าโยบอ่อนแอและสาปแช่งวันเกิดของเขาเอง เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าพระยาห์เวห์ได้ทรงมอบทุกสรรพสิ่งในชีวิตมนุษย์ และพระยาห์เวห์ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวที่จะนำพวกเขาทั้งหมดไปอีกด้วย ไม่สำคัญว่าเขาได้ถูกทดสอบอย่างไร เขาก็ได้ธำรงรักษาการเชื่อนี้ไว้ ในประสบการณ์ของเจ้า ไม่สำคัญว่าเจ้าก้าวผ่านกระบวนการถลุงอะไรโดยผ่านทางพระวจนะของพระเจ้า สิ่งที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์จากมวลมนุษย์ โดยสังเขปแล้ว คือความเชื่อของพวกเขาและความรักของพวกเขาต่อพระองค์ สิ่งที่พระองค์ทรงทำให้มีความเพียบพร้อมโดยการทรงพระราชกิจในหนทางนี้คือความเชื่อ ความรักและความใฝ่สูงของผู้คน พระเจ้าทรงพระราชกิจแห่งการทำให้มีความเพียบพร้อมกับผู้คน และพวกเขาไม่สามารถมองเห็นมันได้ ไม่สามารถรู้สึกถึงมันได้ ภายใต้รูปการณ์แวดล้อมเช่นนี้ เจ้าพึงต้องมีความเชื่อ ผู้คนพึงต้องมีความเชื่อเมื่อบางสิ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และเจ้าพึงต้องมีความเชื่อเมื่อเจ้าไม่สามารถปล่อยมือจากมโนคติที่หลงผิดของเจ้าเองได้ เมื่อเจ้าไม่มีความกระจ่างแจ้งเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า สิ่งที่เจ้าพึงต้องมีคือการมีความเชื่อและการมีทีท่าที่หนักแน่นและยืนหยัดเป็นพยาน เมื่อโยบได้มาถึงจุดนี้ พระเจ้าได้ทรงปรากฏต่อเขาและตรัสกับเขา นั่นคือเฉพาะจากภายในความเชื่อของเจ้าเท่านั้นนั่นเองที่เจ้าจะสามารถมองเห็นพระเจ้าได้ และเมื่อเจ้ามีความเชื่อ พระเจ้าก็จะทรงทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อม หากปราศจากความเชื่อ พระองค์จะไม่ทรงสามารถทำการนี้ได้ พระเจ้าจะทรงมอบสิ่งใดก็ตามที่เจ้าหวังจะได้รับให้แก่เจ้า หากเจ้าไม่มีความเชื่อ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่สามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมและเจ้าจะไม่สามารถมองเห็นการกระทำของพระเจ้าได้ นับประสาอะไรกับฤทธานุภาพไม่สิ้นสุดของพระองค์ เมื่อเจ้ามีความเชื่อว่าเจ้าจะมองเห็นการกระทำของพระองค์ในประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของเจ้า เช่นนั้นแล้วพระเจ้าก็จะทรงปรากฏต่อเจ้า และพระองค์จะทรงให้ความรู้แจ้งและทรงนำเจ้าจากภายใน หากปราศจากความเชื่อนั้น พระเจ้าจะไม่ทรงสามารถทำเช่นนั้นได้ หากเจ้าได้สูญเสียความหวังในพระเจ้าไปแล้ว เจ้าจะสามารถผ่านประสบการณ์กับพระราชกิจของพระองค์ได้อย่างไรเล่า? เพราะฉะนั้น เฉพาะเมื่อเจ้ามีความเชื่อและเจ้าไม่ได้เก็บงำความกังขาต่อพระเจ้า เฉพาะเมื่อเจ้ามีความเชื่อที่แท้จริงในพระองค์โดยไม่สำคัญว่าพระองค์ทรงทำสิ่งใด พระองค์จึงจะให้ความรู้แจ้งและให้ความกระจ่างแก่เจ้าโดยผ่านทางประสบการณ์ของเจ้า และเมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถมองเห็นการกระทำของพระองค์ สิ่งเหล่านี้ล้วนสัมฤทธิ์ผลโดยผ่านทางความเชื่อ ความเชื่อมาโดยผ่านทางกระบวนการถลุงเท่านั้น และในกรณีที่ไม่มีกระบวนการถลุง ความเชื่อก็ไม่สามารถพัฒนาขึ้นได้ คำว่า “ความเชื่อ” นี้อ้างอิงถึงอะไรเล่า? ความเชื่อคือการเชื่อที่จริงแท้และหัวใจที่จริงใจซึ่งมนุษย์ควรครองเมื่อพวกเขาไม่สามารถมองเห็นหรือสัมผัสบางสิ่งได้ เมื่อพระราชกิจของพระเจ้าไม่อยู่ในแนวเดียวกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ เมื่อมันอยู่ไกลเกินเอื้อมของมนุษย์ นี่คือความเชื่อที่เราพูดถึง ผู้คนมีความจำเป็นต้องมีความเชื่อในระหว่างช่วงเวลาแห่งความยากลำบากและกระบวนการถลุง และอันที่จริง ความเชื่อคือบางสิ่งที่ตามมาด้วยกระบวนการถลุง กระบวนการถลุงและความเชื่อไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ไม่สำคัญว่าพระเจ้าทรงพระราชกิจอย่างไร และไม่สำคัญว่าสภาพแวดล้อมของเจ้าเป็นอย่างไร เจ้าสามารถไล่ตามเสาะหาชีวิตและแสวงหาความจริง และแสวงหาความรู้เกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้าได้ และมีความเข้าใจในการกระทำของพระองค์ และเจ้าสามารถกระทำตัวสอดคล้องกับความจริงได้ การทำเช่นนั้นคือสิ่งที่เป็นไปเพื่อที่จะมีความเชื่อที่แท้จริง และการทำเช่นนั้นแสดงให้เห็นว่าเจ้าไม่ได้สูญเสียความเชื่อในพระเจ้าไปแล้ว เจ้าสามารถมีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้าได้หากเจ้าสามารถยืนกรานในการไล่ตามเสาะหาความจริงโดยผ่านทางกระบวนการถลุง หากเจ้าสามารถรักพระเจ้าอย่างแท้จริงได้และไม่พัฒนาความกังขาเกี่ยวกับพระองค์ขึ้นมา หากเจ้ายังคงฝึกฝนปฏิบัติความจริงเพื่อทำให้พระองค์ทรงพึงพอพระทัยโดยไม่สำคัญว่าพระองค์ทรงทำสิ่งใด และหากเจ้าสามารถแสวงหาน้ำพระทัยของพระองค์ในส่วนลึกสุดทั้งหลายและพิจารณาน้ำพระทัยของพระองค์เท่านั้น ในอดีต เมื่อพระเจ้าได้ตรัสว่าเจ้าจะครองราชย์ในฐานะกษัตริย์ เจ้าได้รักพระองค์ และเมื่อพระองค์ทรงแสดงพระองค์เองให้เจ้าเห็นอย่างเปิดเผย เจ้าก็ได้ไล่ตามเสาะหาพระองค์ แต่บัดนี้พระเจ้าทรงซ่อนเร้น เจ้าไม่สามารถมองเห็นพระองค์ได้ และความยากลำบากได้มาถึงเจ้าโดยไม่คาดฝัน—เช่นนั้นแล้ว บัดนี้เจ้าสูญเสียความหวังในพระเจ้าหรือไม่? ดังนั้นเจ้าต้องไล่ตามเสาะหาชีวิตและพยายามทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระเจ้าตลอดเวลา สิ่งนี้เรียกว่าความเชื่อที่จริงแท้ และนี่คือความรักประเภทที่แท้จริงที่สุดและงดงามที่สุด

ในอดีต ผู้คนทั้งหมดจะมาเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าเพื่อสร้างปณิธานของพวกเขา และพวกเขาจะพูดว่า “ต่อให้ไม่มีผู้ใดอื่นรักพระเจ้า ข้าพระองค์ก็ต้องรักพระองค์” แต่ตอนนี้ กระบวนการถลุงเกิดขึ้นแก่เจ้า และในเมื่อนี่ไม่อยู่ในแนวเดียวกับมโนคติที่หลงผิดของเจ้า เจ้าก็สูญเสียความเชื่อในพระเจ้า นี่คือความรักที่จริงแท้หรือไม่? เจ้าได้อ่านเกี่ยวกับความประพฤติของโยบไปหลายครั้งหลายหนแล้ว—เจ้าได้ลืมเกี่ยวกับพวกมันไปแล้วหรือ? ความรักที่แท้จริงสามารถเป็นรูปเป็นร่างได้จากภายในความเชื่อเท่านั้น เจ้าพัฒนาความรักที่เป็นจริงสำหรับพระเจ้าโดยผ่านทางกระบวนการถลุงที่เจ้าก้าวผ่าน และโดยผ่านทางความเชื่อของเจ้านั่นเอง เจ้าจึงสามารถที่จะคำนึงถึงน้ำพระทัยของพระเจ้าในประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของเจ้าได้ และโดยผ่านทางความเชื่อนั่นเองเช่นกันที่เจ้าละทิ้งเนื้อหนังของเจ้าเองและไล่ตามเสาะหาชีวิต นี่คือสิ่งที่ผู้คนควรทำ หากเจ้าทำสิ่งนี้แล้วไซร้ เจ้าย่อมจะสามารถมองเห็นการกระทำของพระเจ้าได้ แต่หากเจ้าขาดพร่องความเชื่อแล้วไซร้ เจ้าย่อมจะไม่สามารถมองเห็นการกระทำของพระเจ้าหรือผ่านประสบการณ์กับพระราชกิจของพระองค์ได้ หากเจ้าต้องการให้พระเจ้าทรงใช้และทรงทำให้มีความเพียบพร้อมแล้วไซร้ เจ้าต้องครองทุกสิ่งทุกอย่าง กล่าวคือ เจตจำนงที่จะทนทุกข์ ความเชื่อ การสู้ทน การเชื่อฟัง และความสามารถที่จะผ่านประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า จับความเข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์ คำนึงถึงความโศกเศร้าของพระองค์ และอื่นๆ การทำให้บุคคลหนึ่งมีความเพียบพร้อมนั้นไม่ง่ายเลย และทุกๆ กระบวนการถลุงที่เจ้าผ่านประสบการณ์พึงต้องใช้ความเชื่อและความรักของเจ้า หากเจ้าต้องการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า เพียงแค่การแล่นไปข้างหน้าบนเส้นทางย่อมไม่พอเพียง อีกทั้งเพียงแค่การสละตัวเจ้าเองเพื่อพระเจ้าก็ไม่พอเพียง เจ้าต้องครองหลายสิ่งเพื่อที่จะสามารถกลายเป็นใครบางคนที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าได้ เมื่อเจ้าเผชิญหน้ากับความทุกข์ เจ้าต้องสามารถวางความกังวลสนใจต่อเนื้อหนังไว้ก่อนและไม่ทำการร้องทุกข์ต่อพระเจ้า เมื่อพระเจ้าทรงซ่อนเร้นพระองค์เองจากเจ้า เจ้าต้องสามารถมีความเชื่อที่จะติดตามพระองค์ ที่จะธำรงรักษาความรักก่อนหน้านี้ของเจ้าโดยไม่เปิดโอกาสให้มันกระท่อนกระแท่นหรือสูญสลาย ไม่สำคัญว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งใด เจ้าต้องนบนอบต่อการออกแบบของพระองค์และเตรียมพร้อมที่จะสาปแช่งเนื้อหนังของเจ้าเองแทนที่จะทำการร้องทุกข์ต่อพระองค์ เมื่อเจ้าเผชิญหน้ากับการทดสอบ เจ้าต้องทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัย แม้ว่าเจ้าอาจร่ำไห้อย่างขมขื่นหรือรู้สึกอิดออดที่จะไปจากวัตถุอันเป็นที่รักบางอย่าง สิ่งนี้เท่านั้นสามารถเรียกว่าความรักและความเชื่อที่แท้จริง ไม่สำคัญว่าวุฒิภาวะจริงของเจ้าจะเป็นอะไร ก่อนอื่นเจ้าต้องครองทั้งเจตจำนงที่จะทนทุกข์ความยากลำบากและความเชื่อที่แท้จริง และเจ้าต้องมีเจตจำนงที่จะละทิ้งเนื้อหนังอีกด้วย เจ้าควรเต็มใจสู้ทนความยากลำบากส่วนตัวและทนทุกข์กับความสูญเสียต่อผลประโยชน์ส่วนตัวของเจ้าเพื่อที่จะสนองน้ำพระทัยของพระเจ้า เจ้าต้องสามารถรู้สึกเสียใจเกี่ยวกับตัวเจ้าเองในหัวใจของเจ้าอีกด้วย กล่าวคือ ในอดีตนั้น เจ้าไม่ได้สามารถทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยได้ และบัดนี้ เจ้าสามารถเสียใจได้ด้วยตัวเจ้าเอง เจ้าต้องไม่กำลังขาดพร่องสิ่งใดในเรื่องเหล่านี้—โดยผ่านทางสิ่งเหล่านี้นั่นเองที่พระเจ้าจะทรงทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อม หากเจ้าไม่สามารถประจวบพ้องกับเกณฑ์กำหนดเหล่านี้ได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมไม่สามารถถูกทำให้มีความเพียบพร้อมได้

ตัดตอนมาจาก “บรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมต้องก้าวผ่านกระบวนการถลุง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 514

ใครบางคนที่รับใช้พระเจ้าไม่ควรที่จะรู้เฉพาะวิธีทนทุกข์เพื่อพระองค์ ที่มากกว่านั้นก็คือ พวกเขาควรเข้าใจว่าจุดประสงค์ของการที่เชื่อในพระเจ้าคือการไล่ตามเสาะหาความรักของพระเจ้า พระเจ้าทรงใช้ประโยชน์เจ้าไม่ใช่เพียงเพื่อถลุงเจ้าหรือเพื่อประโยชน์แห่งการทำให้เจ้าทนทุกข์ แต่กลับเป็นว่าพระองค์ทรงใช้ประโยชน์เจ้าเพื่อที่เจ้าอาจได้รู้จักการกระทำของพระองค์ รู้จักนัยสำคัญที่แท้จริงของชีวิตมนุษย์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อที่เจ้าอาจได้รู้ว่าการรับใช้พระเจ้าไม่ใช่กิจอันง่ายดายเสียมากกว่า การผ่านประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าไม่ได้เกี่ยวกับการชื่นชมพระคุณ แต่กลับเกี่ยวกับการทนทุกข์เพื่อความรักของเจ้าที่มีต่อพระองค์เสียมากกว่า ในเมื่อเจ้าชื่นชมพระคุณของพระเจ้า เจ้าก็ต้องชื่นชมการตีสอนของพระองค์ด้วยเช่นกัน เจ้าต้องผ่านประสบการณ์กับการนี้ทั้งหมด เจ้าสามารถผ่านประสบการณ์กับความรู้แจ้งของพระเจ้าในตัวเจ้าได้ และเจ้าก็ยังสามารถผ่านประสบการณ์กับวิธีที่พระองค์ทรงจัดการกับเจ้าและพิพากษาเจ้าได้เช่นกัน ในหนทางนี้ ประสบการณ์ของเจ้าจะครอบคลุมเบ็ดเสร็จ พระเจ้าได้ทรงดำเนินการพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการตีสอนของพระองค์กับเจ้าจนเสร็จสิ้น พระวจนะของพระเจ้าได้จัดการกับเจ้าแล้ว แต่ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้ให้ความรู้แจ้งและความกระจ่างแก่เจ้าอีกด้วย เมื่อเจ้าอยู่ในด้านลบและอ่อนแอ พระเจ้าทรงกังวลต่อเจ้า พระราชกิจนี้ทั้งหมดเป็นไปเพื่อให้เจ้ารู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับมนุษย์นั้นอยู่ภายในการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า เจ้าอาจคิดว่าการที่เชื่อในพระเจ้านั้นเกี่ยวกับความทุกข์ หรือการทำสิ่งทั้งหลายในทุกลักษณะเพื่อพระองค์ เจ้าอาจคิดว่าจุดประสงค์ของการที่เชื่อในพระเจ้าคือเพื่อที่เนื้อหนังของเจ้าอาจอยู่ในสันติสุข หรือเพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเจ้าดำเนินไปอย่างราบรื่น หรือเพื่อที่เจ้าอาจรู้สึกชูใจและสบายใจในทุกสรรพสิ่ง อย่างไรก็ตาม จุดประสงค์เหล่านี้ไม่มีจุดประสงค์ใดเลยที่ผู้คนควรแนบไปกับการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา หากเจ้าเชื่อเพราะจุดประสงค์เหล่านี้ เช่นนั้นแล้วมุมมองของเจ้าก็ไม่ถูกต้อง และมันเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนที่เจ้าจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม การกระทำของพระเจ้า อุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า พระปรีชาญาณของพระองค์ พระวจนะของพระองค์ และความน่าอัศจรรย์กับความมิอาจหยั่งลึกได้ของพระองค์ ทั้งหมดเป็นสิ่งต่างๆ ที่ผู้คนควรจะเข้าใจ เมื่อมีความเข้าใจนี้ เจ้าควรใช้มันเพื่อปลดปล่อยหัวใจของเจ้าให้เป็นอิสระจากข้อเรียกร้อง ความหวัง และมโนคติที่หลงผิดส่วนตัวทั้งหมด โดยการกำจัดสิ่งเหล่านี้ทิ้งไปเท่านั้น เจ้าจึงสามารถประจวบพ้องกับสภาพเงื่อนไขที่พระเจ้าทรงเรียกร้องได้ และโดยการทำสิ่งนี้เท่านั้นนั่นเอง เจ้าจึงสามารถมีชีวิตและทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยได้ จุดประสงค์ของการที่เชื่อในพระเจ้าคือการทำให้พระองค์ทรงพึงพอพระทัยและใช้ชีวิตตามอุปนิสัยที่พระองค์ทรงพึงประสงค์ เพื่อที่การกระทำและพระสิริของพระองค์อาจได้รับการสำแดงโดยผ่านทางผู้คนที่ไม่ควรค่ากลุ่มนี้ นี่คือมุมมองที่ถูกต้องสำหรับการที่เชื่อในพระเจ้า และนี่ก็เป็นเป้าหมายที่เจ้าควรแสวงหาอีกด้วย เจ้าควรมีทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับการที่เชื่อในพระเจ้าและเจ้าควรพยายามให้ได้มาซึ่งพระวจนะของพระเจ้า เจ้าจำเป็นต้องกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าและเจ้าต้องสามารถดำเนินชีวิตตามความจริงได้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าต้องสามารถมองเห็นกิจการที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระองค์ กิจการอันน่าอัศจรรย์ของพระองค์ทั่วทั้งจักรวาล ตลอดจนพระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงที่พระองค์ทรงทำในเนื้อหนังได้ ผู้คนสามารถซาบซึ้งได้ว่าพระเจ้าทรงพระราชกิจของพระองค์กับพวกเขาอย่างไรกันแน่และสิ่งใดกันแน่คือน้ำพระทัยของพระองค์ที่มีต่อพวกเขาโดยผ่านทางประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพวกเขา จุดประสงค์ของการนี้ทั้งหมดคือการกำจัดอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของผู้คนทิ้งไป เมื่อได้ขับความไม่สะอาดและความไม่ชอบธรรมในตัวเจ้าออกไปแล้ว และเมื่อได้ปลดทิ้งเจตนาที่ผิดทั้งหลายของเจ้าแล้ว และเมื่อได้พัฒนาความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้าขึ้นมาแล้ว—ด้วยความเชื่อที่แท้จริงเท่านั้น เจ้าจึงสามารถรักพระเจ้าได้อย่างแท้จริง เจ้าสามารถเพียงแค่รักพระเจ้าอย่างจริงแท้ได้บนรากฐานของความเชื่อของเจ้าในพระองค์ เจ้าสามารถสัมฤทธิ์ความรักต่อพระเจ้าโดยปราศจากการที่เชื่อในพระองค์ได้หรือ? ในเมื่อเจ้าเชื่อในพระเจ้า เจ้าย่อมไม่สามารถสับสนปนเปเกี่ยวกับมันได้ ผู้คนบางคนกลายเป็นเต็มไปด้วยความกร้าวแกร่งทันทีที่พวกเขามองเห็นว่าความเชื่อในพระเจ้าจะนำพาพระพรมาให้พวกเขา แต่แล้วก็สูญเสียพลังงานทั้งหมดไปทันทีที่พวกเขามองเห็นว่าพวกเขาต้องทนทุกข์กับกระบวนการถลุง นั่นคือการที่เชื่อในพระเจ้าหรือ? ในท้ายที่สุด เจ้าต้องสัมฤทธิ์การเชื่อฟังอย่างที่สุดและครบบริบูรณ์เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าในความเชื่อของเจ้า เจ้าเชื่อในพระเจ้าแต่ก็ยังคงมีข้อเรียกร้องต่อพระองค์ มีมโนคติที่หลงผิดทางศาสนามากมายที่เจ้าไม่สามารถวางลงได้ มีผลประโยชน์ส่วนตัวที่เจ้าไม่สามารถปล่อยมือได้ และเจ้ายังคงแสวงหาพระพรแห่งเนื้อหนังและต้องการให้พระเจ้าช่วยกู้เนื้อหนังของเจ้า เพื่อช่วยดวงจิตของเจ้าให้รอด—เหล่านี้คือพฤติกรรมทั้งหมดของผู้คนที่มีมุมมองที่ผิด แม้ว่าผู้คนซึ่งมีการเชื่อทางศาสนามีความเชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็ไม่พยายามเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของพวกเขาและไม่ไล่ตามเสาะหาความรู้เรื่องพระเจ้า แต่กลับแสวงหาเพียงแค่ผลประโยชน์ของเนื้อหนังของพวกเขาเสียมากกว่า หลายคนท่ามกลางพวกเจ้ามีความเชื่อซึ่งจัดอยู่ในหมวดหมู่ของความเชื่อมั่นทางศาสนา นี่ไม่ใช่ความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า เพื่อที่จะเชื่อในพระเจ้า ผู้คนต้องครองหัวใจซึ่งถูกตระเตรียมที่จะทนทุกข์เพื่อพระองค์และมีเจตจำนงที่จะมอบตัวพวกเขาเองให้ทั้งหมด ความเชื่อของพวกเขาในพระเจ้านั้นใช้ไม่ได้ และพวกเขาจะไม่สามารถสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของพวกเขาได้ เว้นเสียแต่ว่าผู้คนประจวบพ้องกับสองสภาพเงื่อนไขเหล่านี้ เฉพาะผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง แสวงหาความรู้เรื่องพระเจ้า และไล่ตามเสาะหาชีวิตอย่างแท้จริงเท่านั้นคือบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง

ตัดตอนมาจาก “บรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมต้องก้าวผ่านกระบวนการถลุง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 515

ในเบื้องต้นแล้ว จุดประสงค์ของพระราชกิจแห่งกระบวนการถลุงเป็นเพื่อทำให้ความเชื่อของผู้คนมีความเพียบพร้อม และในท้ายที่สุด เป็นเพื่อทำให้เจ้าไปถึงสภาวะที่ซึ่งเจ้าต้องการจากไปแต่เจ้าไม่สามารถจากไปได้ ที่ซึ่งผู้คนบางคนอาจถูกทำให้สิ้นไร้แม้ความหวังเพียงกระผีกริ้น ถึงกระนั้น พวกเขายังคงมีความเชื่อของพวกเขา ที่ซึ่งผู้คนไม่ยึดมั่นต่อความหวังอันใดสำหรับความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ในอนาคตของพวกเขาเองอีกต่อไป ณ เวลานี้เท่านั้นกระบวนการถลุงของพระเจ้าจะแล้วเสร็จ มนุษย์ยังคงไม่ได้ไปถึงช่วงระยะแห่งการโฉบเฉียดอยู่ระหว่างความเป็นกับความตาย และพวกเขายังไม่ได้ลิ้มรสความตาย ดังนั้นกระบวนการแห่งการถลุงจึงยังไม่แล้วเสร็จ แม้แต่บรรดาผู้ที่ได้อยู่ในขั้นตอนของพวกคนปรนนิบัติก็ไม่ได้รับการถลุงจนถึงที่สุด โยบได้ก้าวผ่านทั้งกระบวนการแห่งการถลุงตลอดทางไปจนถึงจุดจบ และเขาไม่ได้มีสิ่งใดเลยให้พึ่งพา ผู้คนต้องก้าวผ่านกระบวนการถลุงจนถึงจุดที่พวกเขาไม่มีความหวังเลยและไม่มีสิ่งใดเลยให้พึ่งพา—เมื่อนั้นเท่านั้นกระบวนการนี้จึงสามารถเรียกได้อย่างแท้จริงว่ากระบวนการถลุง ในระหว่างเวลาของพวกคนปรนนิบัติ หากหัวใจของเจ้าได้นิ่งสงบเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าเสมอ และหากเจ้าได้เชื่อฟังการจัดการเตรียมการของพระองค์เสมอ โดยไม่สำคัญว่าพระองค์ได้ทรงทำสิ่งใดและโดยไม่สำคัญว่าสิ่งใดคือน้ำพระทัยของพระองค์สำหรับเจ้า เช่นนั้นแล้วที่ปลายสุดของถนนเจ้าจะเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าได้ทรงทำ เจ้าก้าวผ่านการทดสอบของโยบ และในเวลาเดียวกัน เจ้าก้าวผ่านการทดสอบของเปโตร เมื่อโยบได้ถูกทดสอบ เขาได้ยืนหยัดเป็นพยาน และในที่สุด พระยาห์เวห์ก็ได้รับการเปิดเผยต่อเขา หลังจากเขาได้ยืนหยัดเป็นพยานเท่านั้นเขาจึงได้ควรค่าต่อการมองเห็นพระพักตร์ของพระเจ้า เหตุใดจึงมีการพูดว่า “เราซ่อนเร้นจากแผ่นดินแห่งความโสมมแต่แสดงตัวของเราเองให้ราชอาณาจักรอันบริสุทธิ์เห็น”? นั่นหมายความว่าเฉพาะเมื่อเจ้าบริสุทธิ์และยืนหยัดเป็นพยานเท่านั้นเจ้าจึงสามารถมีศักดิ์ศรีที่จะมองเห็นพระพักตร์ของพระเจ้าได้ หากเจ้าไม่สามารถยืนหยัดเป็นพยานเพื่อพระองค์ได้ เจ้าก็ไม่มีศักดิ์ศรีที่จะมองเห็นพระพักตร์ของพระองค์ หากเจ้าล่าถอยหรือทำการร้องทุกข์ต่อพระเจ้าในขณะเผชิญหน้ากับกระบวนการถลุง ด้วยเหตุนั้นจึงล้มเหลวในการยืนหยัดเป็นพยานเพื่อพระองค์และกลายเป็นตัวตลกของซาตาน เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่ได้รับการทรงปรากฏของพระเจ้า หากเจ้าเป็นเหมือนโยบ ผู้ซึ่งสาปแช่งเนื้อหนังของเขาเองและไม่ได้ร้องทุกข์ต่อพระเจ้าท่ามกลางการทดสอบ และสามารถรังเกียจเนื้อหนังของเขาเองโดยปราศจากการร้องทุกข์หรือการทำบาปโดยผ่านทางคำพูดของเขา เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะกำลังยืนหยัดเป็นพยาน เมื่อเจ้าได้ก้าวผ่านกระบวนการถลุงถึงระดับเฉพาะระดับหนึ่งและยังคงสามารถเป็นเหมือนโยบ ที่เชื่อฟังอย่างถึงที่สุดเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าและปราศจากข้อพึงประสงค์อื่นใดต่อพระองค์หรือมโนคติที่หลงผิดของเจ้าเอง เช่นนั้นแล้วพระเจ้าก็จะทรงปรากฏต่อเจ้า ตอนนี้พระเจ้าไม่ทรงปรากฏต่อเจ้าก็เพราะเจ้ามีมโนคติที่หลงผิด อคติส่วนตัว ความคิดที่เห็นแก่ตัว ข้อพึงประสงค์ส่วนบุคคลและผลประโยชน์ทางเนื้อหนังของเจ้าเองมากมายเหลือเกิน และเจ้าไม่ควรค่าที่จะมองเห็นพระพักตร์ของพระองค์ หากเจ้าจะได้มองเห็นพระเจ้า เจ้าก็จะประเมินวัดพระองค์โดยผ่านทางมโนคติที่หลงผิดของเจ้าเอง และในการทำเช่นนั้น พระองค์จะถูกตอกตรึงกับกางเขนโดยเจ้า หากหลายสิ่งเกิดขึ้นแก่เจ้าโดยไม่คาดฝันซึ่งไม่อยู่ในแนวเดียวกับมโนคติที่หลงผิดของเจ้า แต่ถึงกระนั้นเจ้าก็ยังสามารถวางพวกมันลงและได้รับความรู้เกี่ยวกับการกระทำของพระเจ้าจากสิ่งเหล่านี้ และหากเจ้าเปิดเผยหัวใจแห่งความรักสำหรับพระเจ้าของเจ้าท่ามกลางกระบวนการถลุง เช่นนั้นแล้วนี่ก็คือการยืนหยัดเป็นพยาน หากบ้านของเจ้าเปี่ยมสันติสุข เจ้าชื่นชมสิ่งชูใจทั้งหลายของเนื้อหนัง ไม่มีผู้ใดกำลังข่มเหงรังแกเจ้า และพี่น้องชายหญิงของเจ้าในคริสตจักรเชื่อฟังเจ้า เจ้าจะสามารถแสดงหัวใจแห่งความรักพระเจ้าของเจ้าได้หรือไม่? สถานการณ์นี้สามารถถลุงเจ้าได้ไหม? โดยผ่านทางกระบวนการถลุงเท่านั้นนั่นเองความรักพระเจ้าของเจ้าจึงสามารถถูกแสดงให้เห็นได้ และโดยผ่านทางสิ่งทั้งหลายที่กำลังเกิดขึ้นซึ่งไม่อยู่ในแนวเดียวกับมโนคติที่หลงผิดของเจ้าเท่านั้นนั่นเอง เจ้าจึงสามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้ ด้วยการปรนนิบัติในสิ่งที่ตรงกันข้ามและเป็นเชิงลบมากมาย และโดยการนำการสำแดงทุกจำพวกของซาตานมาใช้—การกระทำของมัน การกล่าวหาของมัน การรบกวนและการหลอกลวงของมัน—พระเจ้าทรงแสดงให้เจ้าเห็นใบหน้าอันน่าเกลียดน่ากลัวของซาตานอย่างชัดเจน และด้วยประการนั้น ทำให้ความสามารถของเจ้าในการแยกแยะซาตานนั้นมีความเพียบพร้อม เพื่อที่เจ้าอาจเกลียดชังซาตานและละทิ้งมัน

ตัดตอนมาจาก “บรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมต้องก้าวผ่านกระบวนการถลุง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 516

ประสบการณ์มากมายของเจ้าเกี่ยวกับความล้มเหลว เกี่ยวกับความอ่อนแอ เวลาในด้านลบของเจ้า ทั้งหมดสามารถพูดได้ว่าเป็นการทดสอบของพระเจ้า นี่เป็นเพราะทุกสิ่งทุกอย่างมาจากพระเจ้า และทุกสรรพสิ่งและทุกเหตุการณ์อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ไม่ว่าเจ้าจะล้มเหลวหรือว่าเจ้าจะอ่อนแอและเจ้าจะสะดุดหรือไม่ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับพระเจ้าและอยู่ภายในการทรงคว้าจับของพระองค์ จากมุมมองของพระเจ้า นี่เป็นการทดสอบของเจ้า และหากเจ้าไม่สามารถระลึกรู้การนั้น มันก็จะกลายเป็นการทดลอง มีสภาวะสองประเภทที่ผู้คนควรระลึกรู้ หนึ่งนั้นมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ และแหล่งที่มาซึ่งเป็นไปได้ว่าจะเป็นของอีกสภาวะหนึ่งก็คือซาตาน หนึ่งนั้นเป็นสภาวะซึ่งในนั้นพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงให้ความกระจ่างแก่เจ้าและเปิดโอกาสให้เจ้ารู้จักตัวเจ้าเอง รังเกียจและรู้สึกเสียใจเกี่ยวกับตัวเจ้าเองและสามารถมีความรักอันจริงแท้ต่อพระเจ้าได้ เพื่อตกลงปลงใจให้หัวใจของเจ้าทำให้พระองค์ทรงพึงพอพระทัย อีกสภาวะหนึ่งเป็นสภาวะซึ่งในนั้นเจ้ารู้จักตัวเจ้าเอง แต่เจ้าอยู่ในด้านลบและอ่อนแอ อาจกล่าวได้ว่าสภาวะนี้เป็นกระบวนการถลุงของพระเจ้า และก็อาจกล่าวได้อีกด้วยว่าเป็นการทดลองของซาตาน หากเจ้าระลึกรู้ว่านี่คือความรอดของพระเจ้าสำหรับเจ้าและหากเจ้ารู้สึกว่าตอนนี้เจ้าเป็นหนี้พระองค์อย่างลึกซึ้ง และหากว่าจากบัดนี้เป็นต้นไป เจ้าพยายามชดใช้คืนให้พระองค์และไม่ตกลงสู่ความต่ำทรามเช่นนั้นอีกต่อไป หากเจ้าใส่ความพยายามของเจ้าลงไปในการกินและการดื่มพระวจนะของพระองค์ และหากเจ้าพิจารณาตัวเจ้าเองว่าขาดพร่องอยู่เสมอ และมีหัวใจแห่งการถวิลหา เช่นนั้นแล้วนี่ก็เป็นการทดสอบของพระเจ้า หลังจากความทุกข์ได้สิ้นสุดลงและเจ้ากำลังเคลื่อนไปข้างหน้าอีกครั้ง พระเจ้าจะยังคงทรงนำทาง ให้ความกระจ่าง ให้ความรู้แจ้ง และบำรุงเลี้ยงเจ้า แต่หากเจ้าไม่ระลึกรู้มันและเจ้าอยู่ในด้านลบ โดยยอมทอดทิ้งตัวเจ้าเองให้กับความท้อแท้สิ้นหวัง หากเจ้าคิดในหนทางนี้ เช่นนั้นแล้วการทดลองของซาตานก็จะเกิดขึ้นแก่เจ้าโดยไม่คาดฝัน ตอนที่โยบได้ก้าวผ่านการทดสอบนั้น พระเจ้ากับซาตานได้กำลังพนันกัน และพระเจ้าได้ทรงเปิดโอกาสให้ซาตานทำให้โยบได้รับความทุกข์ร้อน แม้ว่ามันคือการที่พระเจ้าทรงทดสอบโยบ แต่อันที่จริงแล้วเป็นซาตานนั่นเองที่มาเผชิญหน้ากับเขาโดยไม่คาดฝัน สำหรับซาตาน มันคือการทดลองโยบ แต่โยบอยู่ฝ่ายของพระเจ้า หากนั่นไม่ได้เป็นกรณีนั้น เช่นนั้นแล้วโยบก็คงจะได้ตกลงสู่การทดลอง ทันทีที่ผู้คนตกลงสู่การทดลอง พวกเขาก็ตกลงสู่ภาวะอันตราย การก้าวผ่านกระบวนการถลุงสามารถพูดได้ว่าเป็นการทดสอบจากพระเจ้า แต่หากเจ้าไม่อยู่ในสภาวะที่ดี ก็อาจพูดได้ว่าเป็นการทดลองจากซาตาน หากเจ้าไม่ชัดเจนเกี่ยวกับนิมิต ซาตานก็จะกล่าวหาเจ้าและบดบังเจ้าในแง่ของนิมิต ก่อนที่เจ้าจะรู้ตัว เจ้าก็จะตกลงสู่การทดลอง

หากเจ้าไม่ผ่านประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่มีวันสามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้ ในประสบการณ์ของเจ้า เจ้าต้องเข้าสู่รายละเอียดทั้งหลายอีกด้วย ตัวอย่างเช่นสิ่งใดนำทางเจ้าไปสู่การพัฒนามโนคติที่หลงผิดและสิ่งจูงใจที่มากเกินขนาด และวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมประเภทใดที่เจ้ามีเพื่อระบุจัดการปัญหาเหล่านี้? หากเจ้าสามารถผ่านประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าได้ นี่ก็หมายความว่าเจ้ามีวุฒิภาวะ หากเจ้าเพียงแค่ดูเหมือนจะมีความกร้าวแกร่ง นี่ไม่ใช่วุฒิภาวะที่แท้จริงและเจ้าจะไม่สามารถตั้งมั่นได้อย่างเด็ดขาด เฉพาะเมื่อเจ้าสามารถผ่านประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าและเจ้าสามารถผ่านประสบการณ์และไตร่ตรองมันได้ไม่ว่าเวลาใดและไม่ว่าในสถานที่ใด เมื่อเจ้าสามารถไปจากผู้เลี้ยงทั้งหลายและใช้ชีวิตอย่างเป็นไทโดยพึ่งพาพระเจ้า และเจ้าสามารถเห็นการกระทำจริงๆ ของพระเจ้าได้—เมื่อนั้นเท่านั้น น้ำพระทัยของพระเจ้าจึงจะสัมฤทธิ์ผล ขณะนี้ผู้คนส่วนใหญ่ไม่รู้วิธีผ่านประสบการณ์ และเมื่อพวกเขาเผชิญประเด็นปัญหา พวกเขาก็ไม่รู้วิธีดูแลจัดการกับมัน พวกเขาไม่สามารถผ่านประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า และพวกเขาไม่สามารถดำเนินชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณได้ เจ้าต้องนำพระวจนะของพระเจ้าเข้าไปใช้งานในชีวิตภาคปฏิบัติของเจ้า

บางครั้งพระเจ้าทรงให้ความรู้สึกเฉพาะชนิดหนึ่งแก่เจ้า เป็นความรู้สึกที่ทำให้เจ้าสูญเสียความชื่นชมยินดีด้านในและสูญเสียการทรงสถิตของพระเจ้า จนกระทั่งเจ้าถูกดันพรวดลงสู่ความมืด นี่คือกระบวนการถลุงชนิดหนึ่ง เมื่อใดก็ตามที่เจ้าทำสิ่งใด มันมักจะผิดเพี้ยนไปเสมอ หรือเจ้าถึงทางตัน นี่คือพระวินัยของพระเจ้า บางครั้ง เมื่อเจ้าทำบางสิ่งที่เป็นการไม่เชื่อฟังและเป็นกบฏต่อพระเจ้า อาจไม่มีผู้ใดอื่นเลยที่รู้เรื่องนี้—แต่พระเจ้าทรงทราบ พระเจ้าจะไม่ทรงปล่อยเจ้าไป และพระองค์จะบ่มวินัยเจ้า พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์มีรายละเอียดมาก พระองค์ทรงสังเกตการณ์ทุกคำพูดและการกระทำของผู้คน ทุกการปฏิบัติตนและการเคลื่อนไหวของพวกเขา และทุกความคิดและแนวคิดของพวกเขาอย่างรอบคอบระมัดระวัง เพื่อที่ผู้คนสามารถได้รับการตระหนักรู้ภายในของสิ่งเหล่านี้ เจ้าทำบางสิ่งหนึ่งครั้งและมันผิดเพี้ยนไป เจ้าทำมันอีกครั้งและมันก็ยังคงผิดเพี้ยนไป และเจ้าย่อมจะค่อยๆ มาเข้าใจพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ โดยผ่านทางการบ่มวินัยหลายครั้งหลายหน เจ้าจะรู้ว่าต้องทำสิ่งใดเพื่อให้อยู่ในแนวเดียวกับน้ำพระทัยของพระเจ้าและสิ่งใดที่ไม่อยู่ในแนวเดียวกับน้ำพระทัยของพระองค์ ในที่สุด เจ้าจะมีการตอบสนองที่ถูกต้องแม่นยำต่อการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์จากภายในตัวเจ้า บางครั้งเจ้าจะเป็นกบฏและเจ้าจะสามารถถูกพระเจ้าว่ากล่าวจากภายในได้ ทั้งหมดนี้มาจากพระวินัยของพระเจ้า หากเจ้าไม่ถนอมความล้ำค่าของพระวจนะของพระเจ้า หากเจ้าดูแคลนพระราชกิจของพระองค์ เช่นนั้นแล้วพระองค์ไม่ทรงให้ความสนใจแก่เจ้าเลย ยิ่งเจ้าถือจริงจังกับพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้นเท่าใด พระองค์ก็จะยิ่งให้ความรู้แจ้งแก่เจ้ามากขึ้นเท่านั้น เดี๋ยวนี้มีผู้คนบางคนในคริสตจักรที่มีความเชื่อที่ปนเปและสับสน และพวกเขาทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมมากมายและกระทำตัวไร้วินัย และดังนั้นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์จึงไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนในพวกเขา ผู้คนบางคนทิ้งหน้าที่ของพวกเขาไว้เบื้องหลังเพื่อประโยชน์แห่งการหาเงิน ออกไปทำธุรกิจโดยไม่ถูกบ่มวินัย บุคคลประเภทนั้นอยู่ในภาวะอันตรายมากกว่าเสียอีก ไม่เพียงแค่ตอนนี้พวกเขาไม่มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่ในอนาคต พวกเขาจะลำบากยากเย็นที่จะทำให้มีความเพียบพร้อม มีผู้คนมากมายซึ่งภายในพวกเขาไม่สามารถมองเห็นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้และซึ่งภายในพวกเขาไม่สามารถมองเห็นพระวินัยของพระเจ้าได้ พวกเขาคือพวกที่ไม่ชัดเจนเกี่ยวกับน้ำพระทัยของพระเจ้าและผู้ที่ไม่รู้จักพระราชกิจของพระองค์ บรรดาผู้ที่สามารถยืนหยัดไม่สั่นคลอนได้ท่ามกลางกระบวนการถลุง ผู้ที่ติดตามพระเจ้าโดยไม่สำคัญว่าพระองค์ทรงทำสิ่งใด และอย่างน้อยที่สุด สามารถไม่จากไปได้ หรือสัมฤทธิ์ร้อยละ 0.1 ของสิ่งที่เปโตรได้สัมฤทธิ์นั้นกำลังทำได้ดีแล้ว แต่พวกเขาไม่มีคุณค่าในแง่ที่พระเจ้าทรงใช้ประโยชน์พวกเขา ผู้คนมากมายเข้าใจสิ่งทั้งหลายอย่างรวดเร็ว มีความรักที่แท้จริงต่อพระเจ้า และสามารถไปเกินระดับของเปโตรได้ และพระเจ้าทรงพระราชกิจแห่งการทำให้พวกเขามีความเพียบพร้อม พระวินัยและความรู้แจ้งมาสู่ผู้คนเช่นนี้ และหากมีบางสิ่งในพวกเขาที่ไม่สอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า พวกเขาก็สามารถขับมันออกไปได้เดี๋ยวนั้น ผู้คนเช่นนี้คือทองคำ เงินและเพชรพลอย—คุณค่าของพวกเขานั้นสูงที่สุด! หากพระเจ้าได้ทรงพระราชกิจหลายประเภทแต่เจ้ายังคงเป็นเหมือนทรายหรือหิน เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ย่อมไร้ค่า!

ตัดตอนมาจาก “บรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมต้องก้าวผ่านกระบวนการถลุง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 517

พระราชกิจของพระเจ้าในประเทศของพญานาคใหญ่สีแดงนั้นมหัศจรรย์และมิอาจหยั่งลึกได้ พระองค์จะทรงทำให้ผู้คนกลุ่มหนึ่งมีความเพียบพร้อมและกำจัดผู้อื่นบางคน เพราะมีผู้คนทุกประเภทในคริสตจักร—มีบรรดาผู้ที่รักความจริง และพวกที่ไม่รักความจริง มีบรรดาผู้ที่ผ่านประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า และพวกที่ไม่ผ่าน มีบรรดาผู้ที่ทำหน้าที่ของพวกเขา และพวกที่ไม่ทำ มีบรรดาผู้ที่เป็นพยานเพื่อพระเจ้า และพวกที่ไม่เป็น—และพวกเขาส่วนหนึ่งเป็นพวกผู้ปราศจากความเชื่อและพวกมนุษย์ชั่ว และพวกเขาจะถูกกำจัดทิ้งไปอย่างแน่นอน หากเจ้าไม่รู้จักพระราชกิจของพระเจ้าอย่างชัดเจน เช่นนั้นแล้วเจ้าจะอยู่ในด้านลบ นี่เป็นเพราะพระราชกิจของพระเจ้าสามารถเพียงแค่มองเห็นได้ในผู้คนส่วนน้อย ณ เวลานี้ มันจะกลายเป็นชัดเจนว่าผู้ใดรักพระเจ้าอย่างแท้จริงและผู้ใดไม่รัก บรรดาผู้ที่รักพระเจ้าอย่างแท้จริงมีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในขณะที่พวกที่ไม่รักพระองค์อย่างแท้จริงจะถูกเปิดเผยโดยผ่านทางพระราชกิจของพระองค์แต่ละขั้นตอน พวกเขาจะกลายเป็นวัตถุแห่งการกำจัดทิ้ง ผู้คนเหล่านี้จะถูกเปิดเผยบนครรลองของพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย และพวกเขาคือผู้คนที่ไม่มีคุณค่าสำหรับการทำให้มีความเพียบพร้อม บรรดาผู้ที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้ถูกพระเจ้ารับไว้แล้วในความครบถ้วนบริบูรณ์ของพวกเขา และสามารถรักพระเจ้าได้เหมือนที่เปโตรได้รัก พวกที่ได้รับการพิชิตแล้วไม่มีความรักที่เป็นไปตามธรรมชาติ แต่เพียงแค่ความรักที่เฉื่อยชา และพวกเขาถูกบังคับให้รักพระเจ้า ความรักที่เป็นไปตามธรรมชาตินั้นถูกพัฒนาขึ้นโดยผ่านทางความเข้าใจซึ่งได้รับโดยผ่านทางประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง ความรักนี้ยึดครองหัวใจของบุคคลและทำให้พวกเขาอุทิศต่อพระเจ้าโดยสมัครใจ พระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นรากฐานของพวกเขาและพวกเขาสามารถทนทุกข์เพื่อพระเจ้าได้ แน่นอน เหล่านี้เป็นสิ่งซึ่งเป็นของใครบางคนที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าแล้ว หากเจ้าเพียงแค่พยายามที่จะถูกพิชิต เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่สามารถเป็นพยานเพื่อพระเจ้าได้ หากพระเจ้าเพียงแค่ทรงสัมฤทธิ์เป้าหมายแห่งความรอดของพระองค์โดยผ่านทางการพิชิตผู้คน เช่นนั้นแล้วขั้นตอนของพวกคนปรนนิบัติย่อมจะทำให้การงานนั้นแล้วเสร็จ อย่างไรก็ตาม การพิชิตผู้คนไม่ใช่เป้าหมายขั้นสุดท้ายของพระเจ้าซึ่งเป็นการทำให้ผู้คนมีความเพียบพร้อม ดังนั้นแทนที่จะพูดว่าช่วงระยะนี้เป็นพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย จงพูดว่ามันคือพระราชกิจแห่งการทำให้มีความเพียบพร้อมและการกำจัดทิ้ง ผู้คนบางคนไม่ได้รับการพิชิตอย่างครบถ้วน และในครรลองแห่งการพิชิตพวกเขา ผู้คนกลุ่มหนึ่งจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม พระราชกิจสองชิ้นนี้ได้รับการดำเนินการให้เสร็จสิ้นพร้อมๆ กัน ผู้คนไม่ได้จากไปแม้จะผ่านช่วงเวลานานเช่นนี้ของพระราชกิจ และนี่แสดงให้เห็นว่าเป้าหมายของการพิชิตได้สัมฤทธิ์ผลแล้ว—นี่คือข้อเท็จจริงของการถูกพิชิต กระบวนการถลุงไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของการถูกพิชิต แต่เพื่อประโยชน์ของการถูกทำให้มีความเพียบพร้อม หากไม่มีกระบวนการถลุง ผู้คนจะไม่สามารถถูกทำให้มีความเพียบพร้อมได้ ดังนั้นกระบวนการถลุงจึงมีคุณค่าอย่างแท้จริง! วันนี้ผู้คนกลุ่มหนึ่งกำลังถูกทำให้มีความเพียบพร้อมและถูกรับไว้ พระพรสิบประการที่พาดพิงถึงก่อนหน้านี้ทั้งหมดมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่บรรดาผู้ซึ่งได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของพวกเขาบนแผ่นดินโลกนั้นมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่บรรดาผู้ซึ่งได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแล้ว พวกที่ยังไม่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมย่อมไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมพอที่จะรับพระสัญญาของพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “บรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมต้องก้าวผ่านกระบวนการถลุง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 518

การเชื่อในพระเจ้าและรู้จักพระเจ้าเป็นกฎสวรรค์และหลักการของแผ่นดินโลก และวันนี้—ช่วงระหว่างยุคที่พระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์กำลังทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ในสภาวะบุคคล—ก็เป็นเวลาที่ดีเป็นพิเศษที่จะรู้จักพระเจ้า การทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยเป็นบางสิ่งที่สัมฤทธิ์ผลได้ด้วยการต่อยอดบนรากฐานความเข้าใจเกี่ยวกับน้ำพระทัยของพระเจ้า และเพื่อทำความเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีความรู้บางอย่างเกี่ยวกับพระเจ้า ความรู้นี้เกี่ยวกับพระเจ้าคือนิมิตที่ผู้ที่เชื่อในพระเจ้าต้องมี ความรู้นี้คือพื้นฐานการเชื่อในพระเจ้าของมนุษย์ หากปราศจากความรู้นี้ การเชื่อในพระเจ้าของมนุษย์จะมีอยู่ในสภาวะที่คลุมเครือ ท่ามกลางทฤษฎีที่ว่างเปล่า ต่อให้การติดตามพระเจ้าจะเป็นปณิธานของผู้คนเช่นนี้ พวกเขาก็จะไม่ได้รับสิ่งใดๆ ผู้คนทั้งหมดที่ไม่ได้รับสิ่งใดในกระแสนี้คือผู้ที่จะถูกกำจัด—พวกเขาทั้งหมดเป็นคนเอารัดเอาเปรียบ ไม่ว่าเจ้าจะได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าในขั้นตอนใดก็ตาม เจ้าควรมีนิมิตที่ทรงฤทธิ์เสริมเพิ่มเติมด้วย มิฉะนั้น จะเป็นการลำบากยากเย็นสำหรับเจ้าที่จะยอมรับพระราชกิจใหม่แต่ละขั้นตอน เพราะพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าอยู่เหนือความสามารถที่มนุษย์จะจินตนาการได้ และอยู่นอกขอบเขตการสร้างมโนคติของมนุษย์ ดังนั้น เมื่อปราศจากพี่เลี้ยงที่ดูแลมนุษย์ เมื่อปราศจากพี่เลี้ยงที่สามัคคีธรรมเกี่ยวกับนิมิต มนุษย์ก็ไม่สามารถยอมรับพระราชกิจใหม่นี้ได้ หากมนุษย์ไม่สามารถรับนิมิตได้ เช่นนั้นแล้วมนุษย์ก็จะไม่สามารถรับพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าได้ และหากมนุษย์ไม่สามารถเชื่อฟังพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วมนุษย์ก็จะไร้ความสามารถที่จะเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า และดังนั้นความรู้ที่เขามีเกี่ยวกับพระเจ้าก็จะไม่ส่งผลให้เกิดความแตกต่างที่จับต้องได้ ก่อนที่มนุษย์จะดำเนินการพระวจนะของพระเจ้า เขาต้องรู้พระวจนะของพระเจ้า นั่นคือ เขาต้องเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า พระวจนะของพระเจ้าจะสามารถได้รับการดำเนินการจนเสร็จสิ้นอย่างถูกต้องและสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้าได้ในหนทางนี้เท่านั้น นี่คือบางสิ่งที่ทุกคนที่แสวงหาความจริงต้องครอบครอง และนี่ยังเป็นกระบวนการที่ทุกคนที่พยายามที่จะรู้จักพระเจ้าต้องก้าวผ่าน กระบวนการมาถึงจุดที่รู้พระวจนะของพระเจ้าคือกระบวนการมาถึงจุดที่รู้จักพระเจ้าและพระราชกิจของพระเจ้า ดังนั้น การรู้นิมิตไม่เพียงแต่อ้างอิงถึงการรู้สภาวะความเป็นมนุษย์ของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรู้พระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้าด้วยเช่นกัน ผู้คนมาเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าจากพระวจนะของพระเจ้า และพวกเขามารู้จักอุปนิสัยของพระเจ้าและสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็นจากพระวจนะของพระเจ้า การเชื่อในพระเจ้าเป็นขั้นตอนแรกในการรู้จักพระเจ้า กระบวนการพัฒนาต่อจากการเชื่อเริ่มต้นในพระเจ้านี้ไปจนถึงการเชื่อในพระองค์อย่างสุดซึ้งที่สุดคือกระบวนการมาถึงจุดที่รู้จักพระเจ้า กระบวนการได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า หากเจ้าเพียงเชื่อในพระเจ้าเพื่อประโยชน์ของการเชื่อในพระเจ้า และไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของการมารู้จักพระองค์ เช่นนั้นแล้วความเชื่อของเจ้าก็ไม่มีความเป็นจริง และความเชื่อของเจ้าก็ไม่สามารถกลายเป็นบริสุทธิ์ได้—ไม่มีข้อสงสัยใดๆ ในการนี้ ในช่วงระหว่างกระบวนการที่มนุษย์ได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า หากเขาค่อยๆ มารู้จักพระเจ้า เช่นนั้นแล้วอุปนิสัยของเขาจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลง และการเชื่อของเขาจะกลายเป็นแท้จริงขึ้นเรื่อยๆ ในหนทางนี้ เมื่อมนุษย์สัมฤทธิ์ความสำเร็จในการเชื่อในพระเจ้าของเขา เขาจะได้รับพระเจ้าอย่างสมบูรณ์แล้ว เหตุผลว่าทำไมพระเจ้าทรงยอมทำถึงกับบังเกิดเป็นมนุษย์เป็นครั้งที่สองเพื่อปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ในสภาวะบุคคลนั้นก็เพื่อที่มนุษย์จะสามารถมารู้จักพระองค์และมองเห็นพระองค์ได้ การรู้จักพระเจ้า[ก] คือผลสุดท้ายที่จะสัมฤทธิ์เมื่อพระราชกิจของพระเจ้าถึงบทสรุป นี่คือข้อพึงประสงค์สุดท้ายที่พระเจ้าทรงกำหนดจากมวลมนุษย์ เหตุผลว่าทำไมพระองค์ทรงปฏิบัติเช่นนี้นั้นคือเพื่อประโยชน์ของคำพยานสุดท้ายของพระองค์ พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกิจนี้เพื่อที่มนุษย์อาจหันหาพระองค์ได้อย่างสมบูรณ์ในท้ายที่สุด มนุษย์สามารถมารักพระเจ้าได้โดยการรู้จักพระองค์เท่านั้น และในการรักพระเจ้านั้น เขาต้องรู้จักพระเจ้า ไม่สำคัญว่าเขาจะแสวงหาอย่างไรหรือแสวงหาที่จะได้รับสิ่งใด เขาต้องสามารถสัมฤทธิ์ความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า ในหนทางนี้เท่านั้นมนุษย์จึงจะสามารถทำให้สมดังพระทัยของพระเจ้า มนุษย์สามารถมีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้าได้ด้วยการรู้จักพระเจ้าเท่านั้น และเขาสามารถเคารพและเชื่อฟังพระเจ้าได้อย่างแท้จริงได้ด้วยการรู้จักพระเจ้าเท่านั้น พวกที่ไม่รู้จักพระเจ้าจะไม่มีวันมาถึงจุดที่มีความเชื่อฟังและความเคารพพระเจ้าอย่างแท้จริง การรู้จักพระเจ้ารวมถึงการรู้จักอุปนิสัยของพระองค์ การเข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์ และการรู้สิ่งที่พระองค์ทรงเป็น แต่ไม่ว่าคนเราจะมารู้แง่มุมใดก็ตาม แต่ละแง่มุมพึงต้องให้มนุษย์ยอมจ่ายราคา และพึงต้องมีเจตจำนงที่จะเชื่อฟัง ซึ่งหากปราศจากสิ่งเหล่านี้จะไม่มีผู้ใดสามารถติดตามต่อไปจนถึงบทอวสานได้ พระราชกิจของพระเจ้าไม่เข้ากันกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์มากเกินไป อุปนิสัยของพระเจ้าและสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็นลำบากยากเย็นเกินไปที่มนุษย์จะรู้ และทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าตรัสและทรงกระทำก็เกินกว่ามนุษย์จะเข้าใจได้ นั่นคือ หากมนุษย์ปรารถนาที่จะติดตามพระเจ้า แต่ยังไม่เต็มใจที่จะเชื่อฟังพระองค์ เช่นนั้นแล้วมนุษย์จะไม่ได้รับสิ่งใดเลย นับตั้งแต่การทรงสร้างโลกมาจนถึงวันนี้ พระเจ้าได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจมากมายที่เกินกว่ามนุษย์จะเข้าใจและที่มนุษย์พบว่ายอมรับได้ยาก และพระเจ้าได้ตรัสสิ่งต่างๆ มากมายที่ทำให้มโนคติที่หลงผิดของมนุษย์เยียวยารักษาได้ยาก แต่พระองค์ไม่เคยทรงยุติพระราชกิจของพระองค์ด้วยเหตุผลว่ามนุษย์มีความยากลำบากมากเกินไป แทนที่จะทรงทำเช่นนั้น พระองค์ทรงดำเนินการทรงพระราชกิจและการตรัสต่อไป และถึงแม้ว่าจะมี “นักรบ” จำนวนมากที่ตกลงไปข้างทาง แต่พระองค์ยังคงกำลังทรงพระราชกิจของพระองค์ และทรงปฏิบัติต่อไปโดยไม่มีการหยุดพัก เพื่อเลือกกลุ่มคนหลายๆ กลุ่มตามกันที่เต็มใจจะนบนอบต่อพระราชกิจใหม่ของพระองค์ พระองค์ไม่ทรงมีความสงสาร “วีรบุรุษ” ที่ได้ตกลงไปเหล่านั้น และทะนุถนอมบรรดาผู้ที่ยอมรับพระราชกิจใหม่และพระวจนะของพระองค์แทน แต่พระองค์ทรงพระราชกิจในหนทางนี้ทีละขั้นตอนเพื่อเหตุผลอันใด? เหตุใดพระองค์จึงทรงกำจัดผู้คนบางคนและเลือกคนอื่นเสมอ? เหตุใดพระองค์จึงทรงใช้วิธีการเช่นนั้นเสมอ? จุดมุ่งหมายของพระราชกิจของพระองค์คือการทำให้มนุษย์สามารถรู้จักพระองค์ และดังนั้นจึงได้รับการทรงรับไว้โดยพระองค์ หลักการของพระราชกิจของพระองค์คือการปฏิบัติพระราชกิจในบรรดาผู้ที่สามารถนบนอบต่อพระราชกิจที่พระองค์ทรงปฏิบัติในวันนี้ และไม่ใช่การทรงพระราชกิจในบรรดาผู้ที่นบนอบต่อพระราชกิจที่พระองค์ทรงได้ปฏิบัติในอดีตในขณะที่ต่อต้านพระราชกิจที่พระองค์ทรงปฏิบัติในวันนี้ เหตุผลว่าทำไมพระองค์จึงทรงกำจัดผู้คนมากมายเรื่อยมานั้นอยู่ในนี้

ผลจากบทเรียนของการมารู้จักพระเจ้าไม่สามารถสัมฤทธิ์ได้ในหนึ่งหรือสองวัน นั่นคือ มนุษย์ต้องสั่งสมประสบการณ์ ก้าวผ่านความทุกข์ และบรรลุการนบนอบที่แท้จริง ประการแรก จงเริ่มต้นจากพระราชกิจและพระวจนะของพระเจ้าก่อนสิ่งอื่นใด เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่เจ้าต้องเข้าใจสิ่งที่รวมอยู่ในความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า วิธีการสัมฤทธิ์ความรู้นี้ และวิธีการมองเห็นพระเจ้าในประสบการณ์ของเจ้า นี่คือสิ่งที่ทุกคนต้องทำเมื่อพวกเขายังไม่รู้จักพระเจ้า ไม่มีผู้ใดสามารถจับความเข้าใจพระราชกิจและพระวจนะของพระเจ้าในคราวเดียว และไม่มีผู้ใดสามารถสัมฤทธิ์ความรู้เกี่ยวกับทั้งหมดทั้งปวงของพระเจ้าภายในระยะเวลาสั้นๆ มีกระบวนการได้รับประสบการณ์ที่จำเป็น ซึ่งหากปราศจากกระบวนการนี้แล้ว จะไม่มีผู้ใดสามารถรู้จักพระเจ้าหรือติดตามพระองค์อย่างจริงใจได้ ยิ่งพระเจ้าทรงพระราชกิจมากเท่าใด มนุษย์ก็ยิ่งรู้จักพระองค์มากขึ้นเท่านั้น ยิ่งพระราชกิจของพระเจ้าไม่สอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์มากเท่าใด ความรู้ที่มนุษย์มีเกี่ยวกับพระเจ้าก็ยิ่งได้รับการเริ่มต้นใหม่และทำให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเท่านั้น หากพระราชกิจของพระเจ้าต้องยังอยู่กับที่และไม่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดกาล เช่นนั้นแล้วความรู้ที่มนุษย์มีเกี่ยวกับพระองค์ก็คงจะมีไม่มากนัก ระหว่างเวลาแห่งการทรงสร้างและในปัจจุบันนี้ สิ่งที่พระเจ้าได้ทรงทำในช่วงระหว่างยุคธรรมบัญญัติ สิ่งที่พระองค์ได้ทรงทำในช่วงระหว่างยุคพระคุณ และสิ่งที่พระองค์ทรงทำในช่วงระหว่างยุคแห่งราชอาณาจักร—พวกเจ้าต้องเข้าใจเกี่ยวกับนิมิตเหล่านี้อย่างชัดเจนอย่างยิ่ง พวกเจ้าต้องรู้พระราชกิจของพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “มีเพียงผู้ที่รู้จักพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถเป็นคำพยานต่อพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

เชิงอรรถ:

ก. ข้อความเดิมคือ “พระราชกิจในการรู้จักพระเจ้า”

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 519

มนุษย์ได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า มารู้จักตัวเขาเอง ชำระล้างอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของเขาออกไป และแสวงหาการเติบโตในชีวิต ทั้งหมดเพื่อประโยชน์ของจุดประสงค์ในการรู้จักพระเจ้า หากเจ้าเพียงพยายามที่จะรู้จักตัวเจ้าเองและจัดการกับอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของเจ้าเอง แต่ไม่มีความรู้ว่าพระองค์ทรงพระราชกิจใดในมนุษย์ ว่าความรอดของพระองค์ยิ่งใหญ่เพียงใด หรือว่าเจ้าได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าและพบเห็นเป็นพยานกับกิจการของพระองค์อย่างไร เช่นนั้นแล้วประสบการณ์ของเจ้าก็ไร้สาระ หากเจ้าคิดว่าชีวิตของคนเราได้บรรลุการเติบโตเต็มที่เพียงเพราะคนเราสามารถนำความจริงมาปฏิบัติและสามารถสู้ทนได้ นี่หมายความว่าเจ้ายังคงไม่ได้จับความเข้าใจความหมายที่แท้จริงของชีวิตหรือพระประสงค์ของพระเจ้าในการทำให้มนุษย์เพียบพร้อม วันหนึ่ง เมื่อเจ้าอยู่ในคริสตจักรของศาสนา ท่ามกลางสมาชิกของคริสตจักรเพื่อการกลับใจหรือคริสตจักรเพื่อชีวิต เจ้าจะพบกับผู้คนที่มีใจศรัทธามากมายที่มีการอธิษฐานอันประกอบด้วย “นิมิต” และผู้ที่รู้สึกจับใจและได้รับการทรงนำโดยพระวจนะในการไล่ตามเสาะหาชีวิตของพวกเขา ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาสามารถสู้ทนและละทิ้งตนเองได้ในหลายๆ เรื่อง และไม่ถูกนำทางโดยเนื้อหนัง ณ ขณะนั้นเจ้าจะไม่สามารถบอกความแตกต่างได้ นั่นคือ เจ้าจะเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำนั้นถูกต้อง คือการแสดงออกตามธรรมชาติของชีวิต และว่าช่างน่าเวทนายิ่งนักที่ชื่อที่พวกเขาเชื่อนั้นไม่ถูกต้อง มุมมองเช่นนั้นไม่ได้โง่เขลาหรือ? เหตุใดจึงมีการกล่าวว่าผู้คนมากมายไม่มีชีวิต? เพราะพวกเขาไม่รู้จักพระเจ้า และดังนั้นจึงมีการกล่าวว่าพวกเขาไม่มีพระเจ้าในหัวใจของพวกเขา และไม่มีชีวิต หากการเชื่อที่เจ้ามีในพระเจ้าได้มาถึงจุดที่เจ้าสามารถรู้กิจการของพระเจ้า ความเป็นจริงของพระเจ้า และทุกช่วงระยะของพระราชกิจของพระเจ้าได้อย่างถ้วนทั่ว เช่นนั้นแล้วเจ้าก็มีความจริง หากเจ้าไม่รู้พระราชกิจและอุปนิสัยของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วก็ยังคงมีบางสิ่งขาดหายไปในประสบการณ์ของเจ้า พระเยซูทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์ในช่วงระยะนั้นอย่างไร ช่วงระยะนี้มีการดำเนินการอย่างไร พระเจ้าทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ในยุคพระคุณอย่างไรและพระราชกิจใดที่ทรงกระทำ กำลังมีการกระทำพระราชกิจใดในช่วงระยะนี้—หากเจ้าไม่มีความรู้ที่ถ้วนทั่วเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่มีวันรู้สึกเชื่อมั่น และเจ้าจะรู้สึกไม่มั่นคงอยู่เสมอ หากหลังจากที่ได้รับประสบการณ์เป็นช่วงเวลาหนึ่งแล้ว เจ้าสามารถรู้พระราชกิจที่พระเจ้าทรงปฏิบัติและทุกขั้นตอนของพระราชกิจของพระองค์ และหากเจ้าได้รับความรู้ที่ถ้วนทั่วเกี่ยวกับจุดมุ่งหมายของพระเจ้าในการตรัสพระวจนะของพระองค์ และเหตุใดพระวจนะที่พระองค์ได้ตรัสมากมายจึงยังไม่ได้รับการทำให้ลุล่วง เช่นนั้นแล้วเจ้าอาจไล่ตามเสาะหาถนนข้างหน้าได้อย่างห้าวหาญและโดยไม่ระงับยับยั้ง เป็นอิสระจากความกังวลและกระบวนการถลุง พวกเจ้าควรมองเห็นว่าการที่พระเจ้าทรงสัมฤทธิ์ผลในพระราชกิจมากมายอย่างยิ่งของพระองค์นั้นหมายถึงอะไร พระองค์ทรงใช้พระวจนะที่พระองค์ตรัส และถลุงมนุษย์และเปลี่ยนสภาพมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์โดยใช้พระวจนะหลากหลายประเภทที่แตกต่างกัน ความทุกข์ทั้งหมดที่พวกเจ้าได้สู้ทน กระบวนการถลุงทั้งหมดที่เจ้าได้ก้าวผ่าน การจัดการที่เจ้าได้ยอมรับภายในตัวเจ้า ความรู้แจ้งที่เจ้าได้รับประสบการณ์—ทั้งหมดเหล่านี้ได้สัมฤทธิ์ผลด้วยการใช้พระวจนะที่พระเจ้าทรงได้ตรัส มนุษย์ติดตามพระเจ้าเพราะเหตุใด? เขาติดตามเพราะพระวจนะของพระเจ้า! พระวจนะของพระเจ้ามีความล้ำลึกอย่างลึกซึ้ง และยิ่งไปกว่านั้น พระวจนะเหล่านี้ยังเร้าหัวใจของมนุษย์ เผยสิ่งต่างๆ ที่ฝังลึกอยู่ภายในนั้น ทำให้เขารู้สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต และทำให้เขาสามารถผ่านเข้าไปในอนาคตได้ ดังนั้นมนุษย์จึงสู้ทนความทุกข์เพราะพระวจนะของพระเจ้า และยังได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมเนื่องจากพระวจนะของพระเจ้าด้วยเช่นกัน นั่นคือ มนุษย์ติดตามพระเจ้าในเวลานี้เท่านั้น สิ่งที่มนุษย์ควรทำในช่วงระยะนี้คือยอมรับพระวจนะของพระเจ้า และพระวจนะของพระเจ้าคือสิ่งที่เป็นกุญแจสำคัญไม่ว่าเขาจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมหรือต้องอยู่ภายใต้กระบวนการถลุงหรือไม่ก็ตาม นี่คือพระราชกิจของพระเจ้า และนี่ยังเป็นนิมิตที่มนุษย์ควรรู้ในวันนี้ด้วยเช่นกัน

ตัดตอนมาจาก “มีเพียงผู้ที่รู้จักพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถเป็นคำพยานต่อพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ก่อนหน้า:การเข้าสู่ชีวิต 3

ถัดไป:การเข้าสู่ชีวิต 5