การเข้าสู่ชีวิต 3

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 444

คนผู้หนึ่งจะมาเข้าใจรายละเอียดของจิตวิญญาณได้อย่างไร?  พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจในมนุษย์อย่างไร?  ซาตานทำงานในมนุษย์อย่างไร?  วิญญาณชั่วทำงานในมนุษย์อย่างไร?  การสำแดงคืออะไร?  เมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับเจ้า สิ่งนั้นมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือไม่ และเจ้าควรเชื่อฟังหรือปฏิเสธสิ่งนั้น?  ในการปฏิบัติที่แท้จริงของผู้คน โดยมากเกิดจากเจตจำนงของมนุษย์ที่ผู้คนเชื่ออย่างไม่เปลี่ยนแปลงว่ามาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์  สิ่งบางสิ่งมาจากวิญญาณชั่ว แต่กระนั้นผู้คนก็ยังคงคิดว่าสิ่งเหล่านั้นมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ และบางครั้งพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำผู้คนจากภายใน แต่ถึงกระนั้น ผู้คนก็เกรงว่าการทรงนำเช่นนั้นมาจากซาตาน และดังนั้นจึงไม่กล้าเชื่อฟัง ทั้งที่ในความเป็นจริง การทรงนำนั้นคือความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ดังนั้น นอกเสียจากว่าคนผู้หนึ่งปฏิบัติการแยกความแตกต่างกัน เช่นนั้นแล้วก็ไม่มีทางประสบกับประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของคนผู้หนึ่งได้ หากปราศจากการแยกความแตกต่างกัน ก็ไม่มีทางจะได้รับชีวิต  พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจอย่างไร?  วิญญาณชั่วทำงานอย่างไร?  สิ่งใดที่มาจากเจตจำนงของมนุษย์?  และสิ่งใดเกิดจากการทรงนำและความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์?  หากเจ้าจับความเข้าใจแบบแผนพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ภายในมนุษย์ เช่นนั้นแล้ว ในชีวิตประจำวันของเจ้าและในระหว่างประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของเจ้า เจ้าจะสามารถทำให้ความรู้เพิ่มพูนขึ้นและเปรียบเทียบลักษณะเด่นได้ เจ้าจะได้มารู้จักพระเจ้า เจ้าจะสามารถเข้าใจและหยั่งรู้ซาตาน เจ้าจะไม่สับสนในการเชื่อฟังหรือการไล่ตามเสาะหาของเจ้า และเจ้าจะเป็นใครคนหนึ่งที่ความคิดชัดเจน ผู้เชื่อฟังพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์

พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์คือรูปสัณฐานหนึ่งของการทรงนำเชิงรุกและความรู้แจ้งเชิงบวก ซึ่งไม่ยอมให้ผู้คนนิ่งเฉย  สิ่งนั้นจะนำการปลอบขวัญมายังพวกเขา ให้ความศรัทธาและความแน่วแน่แก่พวกเขา และช่วยให้พวกเขาไล่ตามเสาะหาการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า  เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจ ผู้คนก็สามารถเข้าสู่ได้อย่างแข็งขัน กล่าวคือ พวกเขาไม่ได้นิ่งเฉยหรือถูกบังคับ แต่กระทำด้วยการเริ่มของพวกเขาเอง  เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจ ผู้คนยินดีและเต็มใจ เต็มใจที่จะเชื่อฟังและเป็นสุขที่จะถ่อมตัวของพวกเขาเอง  แม้ว่าพวกเขาเจ็บปวดและเปราะบางอยู่ภายใน แต่พวกเขาก็มีความแน่วแน่ในการให้ความร่วมมือ พวกเขาทนทุกข์ด้วยความยินดี พวกเขาสามารถเชื่อฟัง และพวกเขาไม่ด่างพร้อยด้วยเจตจำนงของมนุษย์ ไม่ด่างพร้อยด้วยการคิดแบบมนุษย์ และแน่นอนว่าพวกเขาไม่ด่างพร้อยด้วยความอยากได้อยากมีและแรงจูงใจแบบมนุษย์  เมื่อผู้คนได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกเขาก็บริสุทธิ์เป็นอย่างยิ่งที่ภายใน  บรรดาผู้ที่มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ใช้ชีวิตอยู่โดยการรักพระเจ้า และการรักพี่น้องชายหญิงของพวกเขา พวกเขาปีติยินดีในสิ่งทั้งหลายที่ทำให้พระเจ้าทรงปีติยินดี และเกลียดสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าทรงเกลียด  ผู้คนที่ได้รับการสัมผัสโดยพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์มีสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติ และพวกเขาไล่ตามเสาะหาความจริงอยู่เป็นนิตย์ และครองสภาวะความเป็นมนุษย์  เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจภายในผู้คน สภาพเงื่อนไขของพวกเขาก็กลับกลายเป็นดีขึ้นและดีขึ้น และสภาวะความเป็นมนุษย์ของพวกเขาก็กลับกลายเป็นปกติมากขึ้นและมากขึ้น และแม้ว่าความร่วมมือบางอย่างของพวกเขาอาจโง่เขลา แต่แรงจูงใจของพวกเขาก็ถูกต้อง การเข้าสู่ของพวกเขาก็เป็นเชิงบวก พวกเขาไม่ได้พยายามก่อให้เกิดการหยุดชะงักและไม่มีการคิดร้ายภายในตัวพวกเขา  พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นปกติและเป็นจริง พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจในมนุษย์โดยสอดคล้องกับกฎเกณฑ์แห่งชีวิตปกติของมนุษย์ และพระองค์ทรงดำเนินความรู้แจ้งและการทรงนำภายในผู้คนโดยสอดคล้องกับการไล่ตามเสาะหาที่แท้จริงของผู้คนปกติ  เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจในผู้คน พระองค์ทรงนำและทรงให้ความรู้แจ้งแก่พวกเขาโดยสอดคล้องกับความต้องการที่จำเป็นของผู้คนปกติ  พระองค์ทรงจัดเตรียมสำหรับพวกเขาโดยสอดคล้องกับความต้องการที่จำเป็นของพวกเขา และพระองค์ทรงนำและทรงให้ความรู้แจ้งในเชิงบวกแก่พวกเขาโดยสอดคล้องกับสิ่งที่พวกเขาขาดพร่อง และโดยสอดคล้องกับสิ่งที่พวกเขาขัดสน  พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์คือการให้ความรู้แจ้งและการทรงนำผู้คนในชีวิตจริง เฉพาะเมื่อพวกเขาได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าในชีวิตจริงของพวกเขาเท่านั้น พวกเขาจึงจะสามารถเห็นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้  หากในชีวิตทุกๆ วันของพวกเขา ผู้คนอยู่ในสภาพเชิงบวกและมีชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณปกติ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะมีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในครอบครอง  ในสภาพเช่นนั้น เมื่อพวกเขากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า พวกเขามีความเชื่อ เมื่อพวกเขาอธิษฐาน พวกเขาได้รับแรงดลใจ เมื่อพวกเขาติดขัดในบางสิ่ง พวกเขาไม่นิ่งเฉย และในขณะที่สิ่งต่างๆ เกิดขึ้น พวกเขาสามารถเห็นบทเรียนทั้งหลายภายในสิ่งเหล่านั้นที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์ให้พวกเขาเรียนรู้  พวกเขาไม่ได้นิ่งเฉยหรืออ่อนแอ และถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีความลำบากยากเย็นที่แท้จริง แต่พวกเขาก็เต็มใจเชื่อฟังการจัดการเตรียมการทั้งหมดของพระเจ้า

ผลกระทบใดที่สัมฤทธิ์จากพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์?  เจ้าอาจโง่เขลา และเจ้าอาจไร้ซึ่งดุลยพินิจ แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์มีแต่จะต้องทรงพระราชกิจเท่านั้น และจะมีความเชื่อในเจ้า และเจ้าจะรู้สึกเสมอว่าเจ้าไม่สามารถรักพระเจ้าได้อย่างเพียงพอ  เจ้าจะเต็มใจร่วมมือ ไม่สำคัญว่าความลำบากยากเย็นเบื้องหน้าจะใหญ่หลวงเพียงใด  สิ่งทั้งหลายจะเกิดขึ้นกับเจ้า และจะไม่ชัดเจนต่อเจ้าว่าสิ่งเหล่านั้นมาจากพระเจ้าหรือจากซาตาน แต่เจ้าจะสามารถรอคอยได้ และเจ้าจะไม่ทั้งนิ่งเฉยและเกียจคร้าน  นี่คือพระราชกิจปกติของพระวิญญาณบริสุทธิ์  เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจภายในเจ้า เจ้าจะยังคงเผชิญกับความลำบากยากเย็นที่แท้จริง กล่าวคือ บางครั้งเจ้าจะถูกทำให้มีน้ำตา และบางครั้งจะมีสิ่งทั้งหลายที่เจ้าไม่สามารถเอาชนะได้ แต่นี่ล้วนเป็นเพียงระยะหนึ่งของพระราชกิจธรรมดาของพระวิญญาณบริสุทธิ์  แม้ว่าเจ้าไม่ได้เอาชนะความลำบากยากเย็นเหล่านั้น และแม้ว่าในเวลานั้นเจ้าอ่อนแอและเต็มไปด้วยการพร่ำบ่น แต่หลังจากนั้นเจ้าก็ยังคงสามารถรักพระเจ้าด้วยความเชื่อมากยิ่ง  ความนิ่งเฉยของเจ้าไม่สามารถป้องกันเจ้าไม่ให้มีประสบการณ์ปกติ และไม่ว่าผู้คนอื่นๆ จะพูดอะไร และผู้อื่นจะโจมตีเจ้าอย่างไร เจ้าก็ยังคงสามารถรักพระเจ้าได้  ในระหว่างการอธิษฐาน เจ้ารู้สึกเสมอว่าในอดีตเจ้าช่างเป็นหนี้พระเจ้า และเจ้าตั้งใจแน่วแน่ในการทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย และประกาศตัดขาดกับเนื้อหนังเมื่อใดก็ตามที่เจ้าเผชิญกับสิ่งเช่นนั้นอีกครั้ง  ความเข้มแข็งนี้แสดงว่าพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ภายในเจ้า  นี่คือสภาพปกติของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์

อะไรคืองานที่มาจากซาตาน?  ในงานที่มาจากซาตาน นิมิตภายในผู้คนนั้นคลุมเครือ ผู้คนปราศจากสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติ แรงจูงใจเบื้องหลังการกระทำของพวกเขานั้นผิด และถึงแม้ว่าพวกเขาปรารถนาที่จะรักพระเจ้า แต่ก็มีข้อกล่าวหาภายในพวกเขาเสมอ และข้อกล่าวหาและความคิดเหล่านี้ก่อให้เกิดการเข้าแทรกแซงเป็นนิตย์ภายในพวกเขา ซึ่งจำกัดควบคุมการเติบโตของชีวิตของพวกเขา และหยุดพวกเขาไม่ให้มายังเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าในสภาพเงื่อนไขปกติ  กล่าวได้ว่า ทันทีที่งานของซาตานอยู่ภายในผู้คน หัวใจของพวกเขาก็ไม่สามารถสงบสุขเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้  ผู้คนเช่นนั้นไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับตัวเอง—เมื่อพวกเขาเห็นผู้คนมารวมตัวกัน พวกเขาต้องการวิ่งหนี และพวกเขาไม่สามารถหลับตาได้เมื่อผู้อื่นอธิษฐาน  งานของวิญญาณชั่วทำลายสัมพันธภาพปกติระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า และปั่นป่วนนิมิตก่อนหน้านี้ของผู้คนหรือเส้นทางที่ผ่านมาในการเข้าสู่ชีวิตของพวกเขา ในหัวใจของพวกเขานั้น พวกเขาไม่สามารถมีวันเข้าไปใกล้พระเจ้าได้ และสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นเสมอ ซึ่งก่อให้เกิดการหยุดชะงักแก่พวกเขาและพันธนาการพวกเขาไว้  หัวใจของพวกเขาไม่สามารถพบสันติสุข และพวกเขาถูกทิ้งไว้โดยไม่มีกำลังที่จะรักพระเจ้าและโดยที่จิตวิญญาณของพวกเขาจมลง  เช่นนั้นคือการสำแดงของงานของซาตาน  การสำแดงของงานของซาตานคือ การไม่สามารถยืนหยัดต่อสู้และยืนหยัดเป็นพยาน ซึ่งทำให้เจ้ากลายเป็นใครคนหนึ่งที่ทำผิดเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และเป็นผู้ที่ไม่มีความสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า  เมื่อซาตานเข้าแทรกแซง เจ้าสูญเสียความรักและความจงรักภักดีต่อพระเจ้าภายในเจ้า เจ้าถูกปลดเปลื้องจากสัมพันธภาพปกติกับพระเจ้า เจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือการปรับปรุงตัวเอง เจ้าถอยหลังและกลายเป็นนิ่งเฉย เจ้าหมกมุ่นกับตัวเอง เจ้าปล่อยให้การแพร่กระจายของบาปดำเนินไปอย่างอิสระและไม่รังเกียจบาป ยิ่งไปกว่านั้น การเข้าแทรกแซงของซาตานทำให้เจ้าเหลวไหล นั่นทำให้การทรงสัมผัสของพระเจ้าอันตรธานไปภายในเจ้า และทำให้เจ้าพร่ำบ่นเกี่ยวกับพระเจ้าและต่อต้านพระองค์ นำเจ้าไปสู่การตั้งคำถามกับพระเจ้า มีแม้กระทั่งความเสี่ยงที่ว่าเจ้าจะทอดทิ้งพระเจ้า  ทั้งหมดนี้มาจากซาตาน

ตัดตอนมาจาก “พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และงานของซาตาน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 445

เมื่อบางสิ่งเกิดขึ้นกับเจ้าในชีวิตประจำวันของเจ้า เจ้าควรแยกความแตกต่างระหว่างกันว่าสิ่งนั้นมาจากพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือมาจากงานของซาตานอย่างไร?  เมื่อสภาพเงื่อนไขของผู้คนปกติ เช่นนั้นแล้วชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของพวกเขาและชีวิตของพวกเขาในเนื้อหนังก็ปกติ และเหตุผลของพวกเขาก็ปกติและเป็นระเบียบ  เมื่อพวกเขาอยู่ในสภาพเงื่อนไขนี้ สิ่งที่พวกเขาได้รับประสบการณ์และมารู้ภายในตัวพวกเขาเอง สามารถกล่าวได้โดยทั่วไปว่ามาจากการได้รับการสัมผัสจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ (การมีความรู้ความเข้าใจเชิงลึกหรือการครอบครองความรู้ที่เรียบง่ายบางอย่างเมื่อพวกเขากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า หรือสัตย์ซื่อในสิ่งบางสิ่ง หรือการมีกำลังที่จะรักพระเจ้าในสิ่งบางสิ่ง—นี่ล้วนมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์)  พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในมนุษย์มีความปกติอย่างยิ่ง มนุษย์ไม่สามารถรู้สึกถึงสิ่งนั้นได้ และดูเหมือนว่าจะผ่านมายังมนุษย์ด้วยตัวเขาเอง แม้ว่าที่จริงแล้วสิ่งนั้นเป็นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ในชีวิตประจำวัน พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจทั้งใหญ่และเล็กในทุกคน และขอบเขตของพระราชกิจนี้นั่นเองที่ผันแปร  ผู้คนบางคนมีขีดความสามารถที่ดี และพวกเขาเข้าใจสิ่งทั้งหลายอย่างรวดเร็ว และความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ยิ่งใหญ่เป็นอย่างยิ่งภายในพวกเขา  ในขณะเดียวกัน ผู้คนบางคนก็มีขีดความสามารถที่ไม่ดี และต้องใช้เวลานานกว่าในการเข้าใจสิ่งทั้งหลาย แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสัมผัสพวกเขาที่ภายในและพวกเขาก็สามารถสัมฤทธิ์ความสัตย์ซื่อในพระเจ้าได้เช่นกัน—พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจในบรรดาคนเหล่านั้นทั้งหมดผู้ที่ไล่ตามเสาะหาพระเจ้า  ในชีวิตประจำวัน เมื่อผู้คนไม่ต่อต้านหรือเป็นกบฏต่อพระเจ้า ไม่ทำสิ่งที่ไม่ลงรอยกันกับการบริหารจัดการของพระเจ้า และไม่เข้าแทรกแซงพระราชกิจของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วในพวกเขาแต่ละคน พระวิญญาณของพระเจ้าก็ทรงพระราชกิจในระดับหนึ่ง  พระองค์ทรงสัมผัสพวกเขา ทรงให้ความรู้แจ้งแก่พวกเขา ทรงให้ความเชื่อแก่พวกเขา ทรงให้กำลังแก่พวกเขา และทรงเคลื่อนพวกเขาให้เข้าสู่ในเชิงรุก ไม่เกียจคร้านหรือโลภอยากได้ความชื่นชมยินดีในเนื้อหนัง เต็มใจที่จะปฏิบัติความจริง และถวิลหาพระวจนะของพระเจ้า  ทั้งหมดนี้คือพระราชกิจที่มาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์

เมื่อสภาวะของผู้คนไม่ปกติ พวกเขาถูกละทิ้งโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายของพวกเขา พวกเขาโน้มเอียงที่จะพร่ำบ่น แรงจูงใจของพวกเขานั้นผิด พวกเขาเกียจคร้าน พวกเขาปล่อยตัวปล่อยใจไปกับเนื้อหนัง และหัวใจของพวกเขาเป็นกบฏต่อความจริง  ทั้งหมดนี้มาจากซาตาน เมื่อสภาพเงื่อนไขของผู้คนไม่เป็นปกติ เมื่อพวกเขามืดมนภายในและสูญเสียเหตุผลปกติของพวกเขาไป ได้ถูกละทิ้งโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และไร้ความสามารถที่จะรู้สึกถึงพระเจ้าภายในตัวพวกเขาเอง นี่คือเวลาที่ซาตานกำลังทำงานภายในพวกเขา  หากผู้คนมีกำลังอยู่เสมอภายในพวกเขาและรักพระเจ้าอยู่เสมอ เช่นนั้นแล้วโดยทั่วไป เมื่อสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นกับพวกเขา สิ่งเหล่านั้นมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ และไม่ว่าใครก็ตามที่พวกเขาพบพาน การพบพานเป็นผลลัพธ์ของการจัดการเตรียมการของพระเจ้า  กล่าวคือ เมื่อเจ้าอยู่ในสภาพเงื่อนไขปกติ เมื่อเจ้าอยู่ภายในพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นแล้วก็เป็นไปไม่ได้ที่ซาตานจะทำให้เจ้าหวั่นไหว  บนรากฐานนี้สามารถกล่าวได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ และแม้ว่าเจ้าอาจมีความคิดที่ไม่ถูกต้อง แต่เจ้าก็สามารถประกาศตัดขาดจากความคิดเหล่านั้นและเจ้าไม่ติดตามความคิดเหล่านั้น  ทั้งหมดนี้มาจากพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ซาตานเข้าแทรกแซงในสถานการณ์ใด?  เป็นเรื่องง่ายสำหรับซาตานที่จะทำงานภายในเจ้า เมื่อสภาพเงื่อนไขของเจ้าไม่ปกติ เมื่อเจ้าไม่ได้รับการสัมผัสโดยพระเจ้า และปราศจากพระราชกิจของพระเจ้า เมื่อเจ้าแห้งแล้งและรกร้างภายใน เมื่อเจ้าอธิษฐานต่อพระเจ้าแต่จับความเข้าใจไม่ได้สักสิ่ง และเมื่อเจ้ากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าแต่ไม่ได้รับความรู้แจ้งหรือได้รับความกระจ่าง  กล่าวอีกอย่างคือ เมื่อเจ้าถูกทอดทิ้งโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเจ้าไม่สามารถรู้สึกถึงพระเจ้าได้ เช่นนั้นแล้วหลายสิ่งก็เกิดขึ้นกับเจ้าซึ่งมาจากการทดลองของซาตาน  ในขณะที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจ ซาตานก็กำลังทำงานอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน  พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสัมผัสภายในของมนุษย์ ในขณะเดียวกัน ซาตานก็เข้าแทรกแซงในมนุษย์  อย่างไรก็ตาม พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงรับตำแหน่งนำหน้า และผู้คนที่สภาพเงื่อนไขของพวกเขาปกติสามารถมีชัยชนะได้ นี่คือชัยชนะของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เหนืองานของซาตาน  ในขณะที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจ อุปนิสัยที่เสื่อมทรามยังคงดำรงอยู่ภายในผู้คน อย่างไรก็ดี ในระหว่างพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้คนที่จะค้นพบและระลึกรู้ความเป็นกบฏ แรงจูงใจ และการเจือปนของพวกเขา  เมื่อนั้นเท่านั้นผู้คนจึงจะรู้สึกสำนึกผิดและมีความเต็มใจเพิ่มมากขึ้นที่จะกลับใจ  เมื่อเป็นเช่นนั้น อุปนิสัยที่เป็นกบฏและเสื่อมทรามของพวกเขาจึงค่อยๆ ถูกเหวี่ยงทิ้งไปภายในพระราชกิจของพระเจ้า  พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นปกติเป็นอย่างยิ่ง ขณะที่พระองค์ทรงพระราชกิจในผู้คน พวกเขาก็ยังคงมีความทุกข์ยากลำบาก พวกเขายังคงร้องไห้คร่ำครวญ พวกเขายังคงทนทุกข์ พวกเขายังคงอ่อนแอและยังคงมีมากมายหลายสิ่งที่ไม่ชัดเจนสำหรับพวกเขา แต่กระนั้นก็ดีในสภาวะนี้ พวกเขาก็สามารถหยุดตัวเองไม่ให้เสื่อมถอย และพวกเขาสามารถรักพระเจ้า และแม้ว่าพวกเขาร้องไห้คร่ำครวญและคับแค้นใจ แต่พวกเขาก็ยังคงสามารถสรรเสริญพระเจ้า พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นปกติเป็นอย่างยิ่งโดยไม่เกินธรรมชาติเลยแม้แต่น้อยนิด  ผู้คนส่วนมากเชื่อว่า ทันทีที่พระวิญญาณบริสุทธิ์เริ่มต้นทรงพระราชกิจ การเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นแก่สภาวะของผู้คนและสิ่งที่จำเป็นสำหรับพวกเขาก็ถูกกำจัดออก  การเชื่อเช่นนั้นเป็นความเชื่อที่ผิด  เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจภายในมนุษย์ สิ่งที่นิ่งเฉยของมนุษย์ก็ยังคงอยู่ที่นั่นและวุฒิภาวะของเขาก็ยังคงเหมือนเดิม แต่เขาได้รับความกระจ่างและความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และดังนั้นสภาวะของเขาจึงกลายเป็นเชิงรุกมากยิ่งขึ้น สภาพเงื่อนไขภายในเขากลายเป็นปกติ และเขาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  ในประสบการณ์ที่แท้จริงของผู้คน โดยหลักแล้วพวกเขาได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือไม่ก็กับงานของซาตาน และหากพวกเขาไร้ความสามารถที่จะจับความเข้าใจสภาวะเหล่านี้และไม่แยกความแตกต่าง เช่นนั้นแล้วก็ไม่ต้องถามถึงการเข้าไปสู่ประสบการณ์ที่แท้จริง ไม่ต้องพูดถึงการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย  ดังนั้น กุญแจสำคัญในการได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าคือการที่สามารถมองทะลุสิ่งดังกล่าว ในหนทางนี้ นั่นก็จะง่ายขึ้นสำหรับพวกเขาที่จะได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และงานของซาตาน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 446

พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นการดำเนินไปในเชิงบวก ในขณะที่งานของซาตานคือการล่าถอย ความเป็นลบ ความเป็นกบฏ การต้านทานต่อพระเจ้า การสูญเสียความเชื่อในพระเจ้า ความไม่เต็มใจแม้กระทั่งที่จะร้องเพลงสรรเสริญ และการอ่อนแอเกินไปที่จะปฏิบัติหน้าที่ของคนผู้หนึ่ง  ทุกสิ่งทุกอย่างที่แตกกิ่งก้านจากความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ค่อนข้างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ได้บังคับเจ้า  หากเจ้าติดตามสิ่งนั้น เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะมีสันติสุข หากเจ้าไม่ติดตาม เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะถูกต่อว่าหลังจากนั้น  ด้วยความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่มีสิ่งใดที่เจ้าทำจะถูกเข้าแทรกแซงหรือจำกัดควบคุม เจ้าจะได้รับการปล่อยให้เป็นอิสระ จะมีเส้นทางที่จะปฏิบัติในการกระทำของเจ้า และเจ้าจะไม่ต้องอยู่ภายใต้สิ่งยึดเหนี่ยวใดๆ แต่สามารถที่จะกระทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าได้  งานของซาตานทำให้เกิดการเข้าแทรกแซงเจ้าในหลายสิ่ง  นั่นทำให้เจ้าไม่เต็มใจที่จะอธิษฐาน เกียจคร้านเกินไปที่จะกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า และไม่สมัครใจที่จะใช้ชีวิตแห่งคริสตจักร และนั่นทำให้เจ้าห่างเหินจากชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณ  พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่เข้าแทรกแซงชีวิตประจำวันของเจ้า และไม่เข้าแทรกแซงการเข้าไปสู่ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณปกติของเจ้า  เจ้าไร้ความสามารถที่จะแยกแยะหลายสิ่งได้ในชั่วขณะที่แท้จริงที่สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น แต่กระนั้นก็ตาม หลังจากผ่านไปไม่กี่วัน หัวใจของเจ้าก็กลับกลายเป็นสว่างขึ้นและจิตใจของเจ้าก็ชัดเจนขึ้น  เจ้ามามีสำนึกรับรู้บางอย่างเกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายที่เป็นจิตวิญญาณ และเจ้าสามารถแยกแยะว่าความคิดหนึ่งๆ มาจากพระเจ้าหรือจากซาตานได้อย่างช้าๆ  สิ่งบางสิ่งทำให้เจ้าต่อต้านพระเจ้าและเป็นกบฏต่อพระเจ้าอย่างชัดเจน หรือหยุดเจ้าไม่ให้นำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติ สิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากซาตาน  สิ่งบางสิ่งก็ไม่ปรากฏ และเจ้าไม่สามารถบอกได้ว่าสิ่งนั้นคืออะไรในชั่วขณะนั้น หลังจากนั้น เจ้าสามารถเห็นการสำแดงของสิ่งดังกล่าวและจากนั้นจึงดำเนินการแยกแยะ  หากเจ้าสามารถแยกแยะได้อย่างชัดเจนว่าสิ่งใดมาจากซาตานและสิ่งใดกำกับโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่ถูกชักนำให้หลงเจิ่นได้โดยง่ายในประสบการณ์ของเจ้า  บางครั้ง เมื่อสภาพเงื่อนไขของเจ้าไม่สู้ดี เช่นนั้นแล้วเจ้าก็มีความคิดบางอย่างที่นำเจ้าออกจากสภาวะนิ่งเฉยของเจ้า  นี่แสดงว่าแม้เมื่อสภาพเงื่อนไขของเจ้าไม่น่าพอใจ ความคิดบางประการของเจ้าก็ยังคงสามารถมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้  ซึ่งไม่ใช่ในกรณีที่เมื่อเจ้านิ่งเฉย ความคิดทั้งหมดของเจ้าถูกส่งมาโดยซาตาน หากนั่นเป็นจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าจะสามารถเปลี่ยนผ่านมาสู่สภาวะในเชิงบวกได้เมื่อใด?  เมื่อได้นิ่งเฉยมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงมอบโอกาสแก่เจ้าให้ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม พระองค์ทรงสัมผัสเจ้าและทรงนำเจ้าออกจากสภาวะนิ่งเฉย

เมื่อรู้ว่าพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์คืออะไรและงานของซาตานคืออะไร เจ้าก็สามารถเปรียบเทียบสิ่งเหล่านี้กับสภาวะของตัวเจ้าเองในระหว่างประสบการณ์ของเจ้า และกับประสบการณ์ของตัวเจ้าเอง และในหนทางนี้ จะมีความจริงอีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมในประสบการณ์ของเจ้า  เมื่อได้เข้าใจความจริงเหล่านี้เกี่ยวกับหลักธรรมแล้ว เจ้าจะสามารถเชี่ยวชาญสภาวะที่แท้จริงของเจ้าได้ เจ้าจะสามารถแยกความแตกต่างท่ามกลางผู้คนและเหตุการณ์ทั้งหลาย และเจ้าจะไม่ต้องใช้ความพยายามมากมายในการได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  แน่นอนว่า นี่ขึ้นอยู่กับแรงจูงใจของเจ้าที่ถูกต้องและกับความเต็มใจของเจ้าที่จะแสวงหาและปฏิบัติ  ภาษาเช่นนี้—ภาษาซึ่งเกี่ยวข้องกับหลักธรรม—ควรมีส่วนสำคัญในประสบการณ์ของเจ้า  เมื่อปราศจากสิ่งนี้ ประสบการณ์ของเจ้าจะเต็มไปด้วยการเข้าแทรกแซงของซาตานและความรู้ที่โง่เขลา  หากเจ้าไม่เข้าใจว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจอย่างไร เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่เข้าใจว่าเจ้าจะเข้าสู่ได้อย่างไร และหากเจ้าไม่เข้าใจว่าซาตานทำงานอย่างไร เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่เข้าใจว่าเจ้าจะระมัดระวังกับแต่ละก้าวที่เจ้าเดินได้อย่างไร  ผู้คนควรเข้าใจทั้งว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจอย่างไรและซาตานทำงานอย่างไร ทั้งคู่เป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ของประสบการณ์ของผู้คน

ตัดตอนมาจาก “พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และงานของซาตาน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 447

สภาวะความเป็นมนุษย์ปกติรวมแง่มุมใดไว้บ้างหรือ?  ความรู้ความเข้าใจเชิงลึก สำนึกรับรู้ มโนธรรม และบุคลิกลักษณะ  หากเจ้าสามารถสัมฤทธิ์ความปกติในแต่ละด้านเหล่านี้ สภาวะความเป็นมนุษย์ของเจ้าก็จะขึ้นถึงระดับมาตรฐาน  เจ้าควรมีสภาพเหมือนในความเป็นมนุษย์ปกติ เจ้าควรดูละม้ายผู้เชื่อในพระเจ้า  เจ้าไม่จำเป็นต้องสัมฤทธิ์ผลมากจนเกินไปหรือมีส่วนข้องเกี่ยวในการทูต เจ้าแค่ต้องเป็นมนุษย์ปกติที่มีสำนึกรับรู้ของบุคคลปกติ เพื่อให้สามารถมองเห็นทะลุสิ่งทั้งหลายได้ และอย่างน้อยก็ดูเหมือนมนุษย์ปกติคนหนึ่ง  นั่นก็จะเพียงพอแล้ว  ทุกสิ่งทุกอย่างที่พึงกำหนดจากเจ้าในวันนี้อยู่ภายในขอบเขตความสามารถของเจ้า นี่ไม่ใช่กรณีของการบังคับให้ทำอะไรที่เหลือบ่ากว่าแรงเลย  จะไม่มีการพูดคำที่ไร้ประโยชน์หรือการทำงานที่ไร้ประโยชน์ที่ดำเนินการกับเจ้า  ความน่าเกลียดทั้งหมดที่แสดงออกหรือเผยออกมาในชีวิตของเจ้าต้องถูกกำจัดทิ้งไป  พวกเจ้าได้ถูกทำให้เสื่อมทรามโดยซาตานและปริ่มไปด้วยพิษของซาตาน  ทั้งหมดที่ขอจากเจ้าคือการกำจัดอุปนิสัยเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานนี้ออกไป  เจ้าไม่ได้กำลังถูกขอให้กลายมาเป็นบุคคลสำคัญในตำแหน่งสูง หรือเป็นบุคคลยิ่งใหญ่หรือมีชื่อเสียง  นั่นไม่มีประโยชน์อันใดเลย  งานที่ปฏิบัติในตัวพวกเจ้าคำนึงถึงสิ่งที่มีอยู่โดยเนื้อแท้ในตัวพวกเจ้า  สิ่งที่เราขอจากผู้คนนั้นมีขีดจำกัดอยู่  หากผู้คนในวันนี้ทั้งหมดถูกขอให้ปฏิบัติตัวเหมือนอย่างข้าราชการ—ฝึกฝนการพูดในน้ำเสียงของข้าราชการ ฝึกสอนให้พูดในลักษณะของข้าราชการตำแหน่งสูง หรือฝึกฝนการแสดงความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาในน้ำเสียงและลักษณะอย่างนักเขียนเรียงความและนักเขียนนวนิยาย—นี่ก็จะไม่ได้ประโยชน์  มันไม่สามารถทำได้  จากขีดความสามารถของพวกเจ้า อย่างน้อยเจ้าควรสามารถพูดด้วยสติปัญญาและไหวพริบ และอธิบายสิ่งทั้งหลายในลักษณะที่ชัดเจนและจับใจความได้  นั่นคือทั้งหมดที่ต้องมีเพื่อให้ตอบสนองข้อพึงประสงค์ที่ต้องการ  อย่างน้อยที่สุด หากเจ้าได้รับความรู้ความเข้าใจเชิงลึกและสำนึกรับรู้ นั่นก็จะเพียงพอแล้ว  สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการปลดทิ้งอุปนิสัยเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของเจ้า  เจ้าต้องปลดทิ้งความน่าเกลียดที่สำแดงอยู่ในตัวเจ้า  เจ้าจะสามารถพูดถึงสำนึกรับรู้สูงสุดและความรู้ความเข้าใจเชิงลึกสูงสุดได้อย่างไรหากเจ้าไม่ปลดทิ้งสิ่งเหล่านี้ไป?  ผู้คนมากมายนั้น เมื่อเห็นว่ายุคสมัยได้เปลี่ยนไป ก็ขาดพร่องความถ่อมใจหรือความอดทนใดๆ และพวกเขาอาจไม่มีความรักหรือจริยวัตรอย่างวิสุทธิชนใดๆ ด้วยเช่นกัน  ผู้คนเช่นนั้นช่างไร้สาระยิ่งนัก!  พวกเขามีสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติแม้เพียงสักเสี้ยวหรือไม่?  พวกเขามีคำพยานใดๆ ที่จะกล่าวถึงหรือไม่?  พวกเขาไร้ซึ่งสำนึกรับรู้และความรู้ความเข้าใจเชิงลึกอย่างถึงที่สุด  แน่นอนว่าจำเป็นต้องมีการแก้ไขบางแง่มุมในการปฏิบัติของผู้คนที่เบี่ยงเบนและผิดพลาดไป ตัวอย่างเช่น ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณอันเข้มงวดก่อนหน้านี้ของพวกเขา และรูปลักษณ์ที่มึนชาและโง่ทึ่มของพวกเขา—ทั้งหมดนี้ต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง  การเปลี่ยนแปลงไม่ได้หมายถึงการปล่อยให้เจ้ากลายมาเป็นเหลวแหลกหรือปล่อยตัวไปในเนื้อหนังและพูดอะไรต่ออะไรไปตามที่เจ้าต้องการ  เจ้าต้องไม่พูดพล่อยๆ  การใช้วาทะและการประพฤติปฏิบัติของมนุษย์ปกติคนหนึ่งคือการพูดจาอย่างสอดคล้องสัมพันธ์กัน  พูดว่า “ใช่” เมื่อเจ้าหมายความว่า “ใช่” และ “ไม่” เมื่อเจ้าหมายความว่า “ไม่”  จงยึดติดกับข้อเท็จจริงและพูดอย่างเหมาะสม  ไม่หลอกลวง ไม่โกหก  ต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับขีดจำกัดที่บุคคลปกติสามารถไปถึงได้ในด้านเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัย  หากไม่เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะไม่สามารถเข้าสู่ความเป็นจริงได้

ตัดตอนมาจาก “การยกระดับขีดความสามารถเป็นไปเพื่อการรับความรอดของพระเจ้าไว้” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 448

อันที่จริง ผลการปฏิบัติงานของมนุษย์เป็นความสำเร็จลุล่วงทั้งหมดที่มีอยู่โดยธรรมชาติในตัวมนุษย์ กล่าวคือ ทั้งหมดที่เป็นไปได้สำหรับมนุษย์  เป็นเวลานี้เองที่หน้าที่ของเขาได้กระทำให้ลุล่วงแล้ว  ข้อบกพร่องต่างๆ ของมนุษย์ในระหว่างการปรนนิบัติของเขาจะค่อยๆ ลดลงผ่านประสบการณ์ที่ก้าวหน้าและกระบวนการการก้าวผ่านการพิพากษาของเขา-ข้อบกพร่องต่างๆ เหล่านี้ขัดขวางหรือส่งผลกระทบต่อหน้าที่ของมนุษย์  พวกผู้ที่หยุดรับใช้หรือยอมแพ้และถอยกลับเพราะกลัวว่าอาจมีข้อบกพร่องในการรับใช้ของพวกเขานั้นขี้ขลาดที่สุดของคนทั้งหมด  หากผู้คนไม่สามารถแสดงออกในสิ่งที่พวกเขาควรจะแสดงออกในระหว่างการปรนนิบัติหรือการสัมฤทธิ์สิ่งที่เป็นไปได้โดยธรรมชาติสำหรับพวกเขา แต่กลับเล่นไปเรื่อยเปื่อยและเสแสร้งแสดงท่าทาง พวกเขาก็ได้สูญเสียภารกิจที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรมี  ผู้คนเช่นนี้เป็นสิ่งที่รู้จักกันว่าเป็น “คนที่มีคุณภาพปานกลาง” พวกเขาเป็นขยะที่ไร้ประโยชน์  ผู้คนเช่นนี้จะสามารถถูกเรียกอย่างเหมาะสมว่าสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้อย่างไร?  พวกเขาไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่เสื่อมทรามซึ่งสุกใสที่ด้านนอกแต่เน่าเสียที่ด้านในหรอกหรือ?  หากมนุษย์คนหนึ่งเรียกตัวเองว่าพระเจ้า แต่ไร้ความสามารถที่จะแสดงออกถึงการมีเทวสภาพ ทำงานของพระเจ้าพระองค์เอง หรือเป็นตัวแทนของพระเจ้า ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาไม่ใช่พระเจ้า เพราะเขาไม่มีแก่นแท้ของพระเจ้า และสิ่งที่พระเจ้าทรงสามารถสัมฤทธิ์ได้โดยธรรมชาติไม่ดำรงอยู่ในตัวเขา  หากมนุษย์สูญเสียสิ่งที่เขาสามารถบรรลุได้โดยธรรมชาติ เขาก็จะไม่สามารถถูกพิจารณาว่าเป็นมนุษย์อีกต่อไป และเขาก็จะไม่มีค่าพอที่จะยืนหยัดเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและรับใช้พระองค์  ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่มีค่าพอที่จะรับพระคุณของพระเจ้าหรือรับการปกป้อง คุ้มครอง และทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า  หลายคนที่ได้สูญเสียความไว้วางใจของพระเจ้ายังคงสูญเสียพระคุณของพระเจ้าต่อไป  พวกเขาไม่เพียงไม่ดูหมิ่นการประพฤติผิดของพวกเขาเท่านั้น แต่พวกเขายังเผยแพร่แนวคิดที่ว่าหนทางของพระเจ้านั้นไม่ถูกต้องอย่างโจ่งแจ้ง และบรรดาผู้ที่เป็นกบฏถึงกับปฏิเสธการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้า  ผู้คนเช่นนี้ที่มีความเป็นกบฏมากเช่นนี้จะสามารถมีสิทธิ์ได้ชื่นชมกับพระคุณของพระเจ้าได้อย่างไร?  พวกผู้ที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขานั้นเป็นกบฏอย่างยิ่งต่อพระเจ้าและเป็นหนี้พระองค์มากมาย แต่พวกเขาหันหลังกลับและวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงว่าพระเจ้าผิด  มนุษย์ชนิดนี้จะสามารถมีค่าพอที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้อย่างไร?  นี่ไม่ใช่เหตุเริ่มต้นที่จะนำไปสู่การถูกกำจัดและลงโทษหรอกหรือ?  ผู้คนที่ไม่ได้ทำหน้าที่ของพวกเขาเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้านั้นมีความผิดอยู่แล้วต่ออาชญากรรมอันชั่วร้ายที่สุด ซึ่งแม้แต่ความตายก็เป็นการลงโทษที่ไม่เพียงพอ แต่พวกเขาก็ยังมีหน้ามาโต้เถียงกับพระเจ้าและเทียบตัวพวกเขากับพระองค์  อะไรคือมูลค่าของการทำให้ผู้คนเช่นนี้เพียบพร้อม?  เมื่อผู้คนล้มเหลวในการทำให้หน้าที่ของพวกเขาลุล่วง พวกเขาควรรู้สึกผิดและเป็นหนี้ พวกเขาควรจะดูหมิ่นความอ่อนแอและความไร้ประโยชน์ของพวกเขา การเป็นกบฏและความเสื่อมทรามของพวกเขา และยิ่งไปกว่านั้น ควรจะมอบชีวิตของพวกเขาให้กับพระเจ้า  เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างซึ่งรักพระเจ้าอย่างแท้จริง และมีเพียงผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่มีค่าพอที่จะได้ชื่นชมกับพระพรและพระสัญญาของพระเจ้า และได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์  แล้วส่วนใหญ่ของพวกเจ้านั้นล่ะ?  พวกเจ้าจะปฏิบัติต่อพระเจ้าที่ทรงอาศัยอยู่ท่ามกลางพวกเจ้าอย่างไร?  พวกเจ้าได้ปฏิบัติหน้าที่ของพวกเจ้าเฉพาะพระพักตร์ของพระองค์อย่างไร?  พวกเจ้าได้ทำทุกสิ่งที่เจ้าได้ถูกเรียกให้ทำโดยถึงกับต้องสละแม้แต่ชีวิตของเจ้าเองแล้วหรือยัง?  พวกเจ้าได้พลีอุทิศอะไรไปบ้าง? พวกเจ้าไม่ได้รับมากมายจากเราแล้วหรอกหรือ?  พวกเจ้าสามารถแยกแยะได้หรือไม่?  พวกเจ้าจงรักภักดีต่อเราเพียงใด?  พวกเจ้าได้รับใช้เราอย่างไร?  แล้วทุกสิ่งที่เราได้ประทานให้พวกเจ้าและได้ทำเพื่อพวกเจ้านั้นเล่า?  พวกเจ้าได้ทำการประเมินทุกอย่างไว้แล้วหรือยัง?  พวกเจ้าทั้งหมดได้ตัดสินและเปรียบเทียบการนี้กับมโนธรรมน้อยนิดที่พวกเจ้ามีอยู่ในตัวพวกเจ้าแล้วหรือยัง?  ใครคือผู้ที่คำพูดและการกระทำของพวกเจ้าสามารถมีค่าพอกับเขา?  เป็นไปได้ไหมว่าการพลีอุทิศเพียงน้อยนิดของพวกเจ้านั้นมีค่าพอสำหรับทุกสิ่งที่เราได้ประทานให้พวกเจ้า?  เราไม่มีทางเลือกอื่นใดและได้อุทิศตนอย่างสุดหัวใจให้พวกเจ้ามานานแล้ว  แต่พวกเจ้ายังคงเก็บงำเจตนาชั่วร้ายไว้และมีความไม่เต็มใจต่อเรา  นั่นคือขอบข่ายหน้าที่ของพวกเจ้า ภารกิจเพียงอย่างเดียวของพวกเจ้า  มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นหรอกหรือ?  พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าพวกเจ้าได้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง?  พวกเจ้าจะสามารถถูกพิจารณาว่าเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้อย่างไร?  มันไม่ชัดเจนสำหรับพวกเจ้าหรอกหรือว่าพวกเจ้ากำลังแสดงออกและดำรงชีวิตตามอะไร?  พวกเจ้าได้ล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเจ้าให้ลุล่วง แต่พวกเจ้าพยายามที่จะได้รับความอดกลั้นและพระคุณอันไพบูลย์ของพระเจ้า  พระคุณเช่นนี้ไม่ได้ถูกตระเตรียมไว้สำหรับคนที่ไร้ค่าและต่ำช้าเช่นพวกเจ้า แต่ถูกตระเตรียมไว้สำหรับพวกที่ไม่ขออะไรและพลีอุทิศด้วยความยินดี  ผู้คนเช่นพวกเจ้า คนที่มีคุณภาพปานกลางเช่นนี้ ไม่มีค่าพออย่างที่สุดที่จะได้ชื่นชมกับพระคุณแห่งสวรรค์  มีแต่ความยากลำบากและการลงโทษที่ไม่มีที่สิ้นสุดเท่านั้นที่จะไปกับพวกเจ้าทุกวัน!  หากพวกเจ้าไม่สามารถสัตย์ซื่อต่อเรา ชะตากรรมของพวกเจ้าก็จะเป็นชะตากรรมแห่งความทุกข์  หากเจ้าไม่สามารถรับผิดชอบต่อถ้อยคำของเราและงานของเรา บทอวสานของพวกเจ้าก็จะเป็นบทอวสานแห่งการลงโทษ  พระคุณ พระพร และชีวิตอันวิเศษของอาณาจักรทั้งหมดนั้นจะไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับพวกเจ้า  นี่คือจุดจบที่พวกเจ้าสมควรได้พบและเป็นผลสืบเนื่องจากการกระทำของพวกเจ้าเอง!

ตัดตอนมาจาก “ความแตกต่างระหว่างพันธกิจของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์และหน้าที่ของมนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 449

ไม่เพียงแต่พวกที่ไม่รู้เท่าทันและโอหังไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่หรือปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาเท่านั้น พวกเขายังยื่นมือของพวกเขาออกไปหาพระคุณราวกับว่าสิ่งที่พวกเขาร้องขอนั้นเป็นสิ่งซึ่งสมควรได้รับ  และหากพวกเขาไม่ได้รับสิ่งที่พวกเขาร้องขอ พวกเขาก็จะกลับกลายเป็นสัตย์ซื่อน้อยลงไปทุกที  ผู้คนเช่นนี้จะสามารถถือว่ามีเหตุผลได้อย่างไร? พวกเจ้ามีขีดความสามารถต่ำและไร้เหตุผล ไม่สามารถอย่างสิ้นเชิงที่จะปฏิบัติหน้าที่ที่พวกเจ้าควรจะทำให้ลุล่วงในระหว่างพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการ  มูลค่าของพวกเจ้าได้ตกฮวบลงแล้ว  ความล้มเหลวของพวกเจ้าในการตอบแทนเราสำหรับการแสดงพระคุณเช่นนี้ต่อพวกเจ้าเป็นการกระทำที่เป็นกบฏอย่างที่สุด ซึ่งเพียงพอที่จะประณามพวกเจ้าและแสดงให้เห็นถึงความขี้ขลาด ความไร้สามารถ ความต่ำช้า และความไร้ค่าของพวกเจ้า  อะไรให้สิทธิ์พวกเจ้ายื่นมือออกไปอยู่อย่างนั้น?  การที่พวกเจ้าไร้ความสามารถที่จะให้ความช่วยเหลืองานของเราแม้แต่น้อย ไร้ความสามารถที่จะจงรักภักดี และไร้ความสามารถที่จะยืนหยัดเป็นพยานให้เราได้นั้นคือการประพฤติผิดและความล้มเหลวของพวกเจ้า แต่พวกเจ้ากลับโจมตีเรา เล่าความเท็จเกี่ยวกับเรา และพร่ำบ่นว่าเราไม่ชอบธรรมแทน  นี่หรือคือสิ่งที่ประกอบกันเป็นความจงรักภักดีของพวกเจ้า?  นี่หรือคือสิ่งนี้ประกอบกันเป็นความรักของพวกเจ้า?  มีงานอื่นนอกเหนือจากนี้ไหมที่พวกเจ้าสามารถทำได้?  พวกเจ้าได้มีส่วนช่วยในงานทั้งหมดที่ทำเสร็จไปแล้วอย่างไร?  พวกเจ้าได้สละไปมากเท่าใด?  เราได้แสดงให้เห็นถึงความอดกลั้นสูงยิ่งโดยไม่โทษพวกเจ้า แต่พวกเจ้าก็ยังคงยกข้ออ้างอย่างน่าไม่อายต่อเรา และพร่ำบ่นเกี่ยวกับเราเป็นการส่วนตัว  พวกเจ้ามีร่องรอยของความเป็นมนุษย์แม้เพียงน้อยนิดหรือไม่?  แม้ว่าหน้าที่ของมนุษย์จะถูกแปดเปื้อนโดยความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์และมโนคติที่หลงผิดของเขา แต่เจ้าต้องทำหน้าที่ของเจ้าและแสดงความจงรักภักดีของเจ้า  มลทินต่างๆ ในงานของมนุษย์คือประเด็นของขีดความสามารถของเขา เพราะเหตุว่า หากมนุษย์ไม่ปฏิบัติหน้าที่ของเขา ก็แสดงให้เห็นความเป็นกบฏของเขา  ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ ระหว่างหน้าที่ของมนุษย์กับการที่เขาจะได้รับพระพรหรือถูกสาปแช่งหรือไม่  หน้าที่คือสิ่งที่มนุษย์ควรจะทำให้ลุล่วง มันเป็นวิชาชีพที่สวรรค์ส่งมาของเขา และไม่ควรขึ้นอยู่กับการตอบแทน สภาพเงื่อนไขต่างๆ หรือเหตุผล  เมื่อนั้นเท่านั้นที่เขากำลังทำหน้าที่ของเขา  การได้รับพระพรคือเมื่อใครบางคนได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมและได้ชื่นชมกับพระพรของพระเจ้าหลังได้รับประสบการณ์กับการพิพากษา  การถูกสาปแช่งคือเมื่ออุปนิสัยของใครบางคนไม่เปลี่ยนแปลงหลังจากพวกเขาได้รับประสบการณ์กับการตีสอนและการพิพากษาแล้ว คือตอนที่พวกเขาไม่ได้รับประสบการณ์กับการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแต่ถูกลงโทษ  แต่ไม่ว่าพวกเขาจะได้รับพระพรหรือถูกสาปแช่งก็ตาม สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาให้ลุล่วง ทำสิ่งที่ควรจะทำ และทำสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ นี่เป็นสิ่งที่น้อยที่สุดที่บุคคลคนหนึ่ง บุคคลซึ่งไล่ตามเสาะหาพระเจ้า ควรทำ  เจ้าไม่ควรทำหน้าที่ของเจ้าเพียงเพื่อให้ได้รับพระพรเท่านั้น และเจ้าไม่ควรปฏิเสธที่จะกระทำเพราะกลัวถูกสาปแช่ง  เราขอบอกสิ่งเดียวนี้กับพวกเจ้า: การปฏิบัติหน้าที่ของมนุษย์คือสิ่งที่เขาควรทำ และหากเขาไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของเขาได้ เช่นนั้นแล้วนี่ก็เป็นเพราะความเป็นกบฏของเขา  โดยผ่านทางกระบวนการของการทำหน้าที่ของเขา มนุษย์ค่อยๆ เปลี่ยนไป และโดยผ่านทางกระบวนการนี้ เขาแสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีของเขา  ด้วยเหตุนี้ ยิ่งเจ้าสามารถทำหน้าที่ของเจ้าได้มากเท่าใด เจ้าก็จะได้รับความจริงมากขึ้นเท่านั้น และการแสดงออกของเจ้าก็จะยิ่งกลายเป็นจริงมากขึ้นเท่านั้น  พวกที่เพียงแต่เสแสร้งทำไปอย่างพอเป็นพิธีในการทำหน้าที่ของพวกเขาและไม่แสวงหาความจริงจะถูกกำจัดในท้ายที่สุด เพราะผู้คนเช่นนี้ไม่ได้ทำหน้าที่ของพวกเขาในการปฏิบัติความจริง และไม่ปฏิบัติความจริงในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาให้ลุล่วง  พวกเขาคือพวกที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงและจะถูกสาปแช่ง  ไม่เพียงแต่การแสดงออกของพวกเขาไม่บริสุทธิ์เท่านั้น แต่ทุกสิ่งที่พวกเขาแสดงออกนั้นชั่วร้าย

ตัดตอนมาจาก “ความแตกต่างระหว่างพันธกิจของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์และหน้าที่ของมนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 450

หากเจ้าไม่มีความรู้ใดๆ เกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า เจ้าก็จะไม่รู้ว่าจะร่วมมือกับพระเจ้าอย่างไร  หากเจ้าไม่รู้จักหลักการแห่งพระราชกิจของพระเจ้า และไม่ตระหนักรู้ว่าซาตานทำงานกับมนุษย์อย่างไร เจ้าก็จะไม่มีเส้นทางที่จะปฏิบัติ  การไล่ตามเสาะหาอันแรงกล้าเพียงอย่างเดียวจะไม่ทำให้พวกเจ้าสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์  หนทางแห่งการได้รับประสบการณ์เช่นนั้นก็เหมือนหนทางของลอว์เรนซ์ กล่าวคือ ไม่ทำการแยกแยะอะไรทั้งสิ้น และเพ่งไปที่ประสบการณ์เท่านั้น ไม่ตระหนักรู้โดยสิ้นเชิงว่าอะไรคืองานของซาตาน อะไรคือพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ มนุษย์อยู่ในสภาวะเช่นไรยามปราศจากการทรงสถิตของพระเจ้า และประชากรประเภทไหนที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์จะทำให้มีความเพียบพร้อม  หลักการอะไรที่ควรถูกนำมาใช้เมื่อจัดการกับผู้คนชนิดต่างๆ  จะจับความเข้าใจในน้ำพระทัยของพระเจ้าในปัจจุบันได้อย่างไร จะรู้พระอุปนิสัยของพระเจ้าได้อย่างไร และพระเมตตา พระบารมี กับความชอบธรรมของพระเจ้าถูกเล็งไปที่ผู้คน รูปการณ์แวดล้อม และวัยใด—ลอว์เรนซ์ไม่มีการแยกแยะใดๆ ในสิ่งเหล่านี้เลย  หากผู้คนไม่มีวิสัยทัศน์เชิงซ้อนเป็นดังรากฐานสำหรับประสบการณ์ของพวกเขา เช่นนั้นแล้วชีวิตก็จะเป็นไปไม่ได้ และการได้รับประสบการณ์ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่ พวกเขาสามารถนบนอบและสู้ทนทุกสิ่งทุกอย่างต่อไปอย่างโง่เขลา  ผู้คนเช่นนั้นยากยิ่งที่จะทำให้มีความเพียบพร้อม  อาจกล่าวได้ว่าหากเจ้าไม่มีวิสัยทัศน์อะไรตามที่กล่าวมาข้างต้น นี่ย่อมเป็นข้อพิสูจน์ที่มากพอว่า เจ้านั้นเป็นคนปัญญาทึบ เจ้าเป็นเหมือนเสาเกลือที่ตั้งอยู่ในอิสราเอลเสมอ  ผู้คนเช่นนี้ไร้ประโยชน์ ไม่ได้เรื่อง!  ผู้คนบางคนเอาแต่นบนอบอย่างหูหนวกตาบอดเท่านั้น พวกเขารู้จักตัวเองเสมอ และใช้วิถีของพวกเขาเองเสมอในการวางตนเมื่อจัดการกับเรื่องใหม่ๆ หรือไม่พวกเขาก็ใช้ “ปัญญา” จัดการกับเรื่องสัพเพเหระที่ไม่คู่ควรกับการกล่าวถึง  ผู้คนเช่นนั้นขาดการแยกแยะ และเหมือนกับว่าธรรมชาติของพวกเขานั้นคือการยอมตนให้ถูกค่อนแคะ และพวกเขาก็เป็นเหมือนเดิมเสมอ พวกเขาไม่เคยเปลี่ยนแปลง  ผู้คนเช่นนั้นคือคนโง่ที่ขาดแม้กระทั่งการแยกแยะแม้เพียงเล็กน้อย  พวกเขาไม่เคยพยายามที่จะใช้มาตรการที่เหมาะสมต่อรูปการณ์แวดล้อมหรือผู้คนที่แตกต่างกัน  ผู้คนเช่นนั้นไม่มีประสบการณ์  เราเคยพบเห็นผู้คนบางคนที่ถูกมัดอยู่กับความรู้เกี่ยวกับตัวเองมากเสียจนเมื่อเผชิญกับผู้คนที่ถูกงานของพวกวิญญาณชั่วครอบงำ พวกเขาก็ก้มหัวและสารภาพบาปของพวกเขา ไม่กล้าที่จะยืนขึ้นและประณามคนพวกนั้น  และเมื่อเผชิญหน้ากับพระราชกิจซึ่งเป็นที่ประจักษ์ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกเขาก็ไม่กล้าที่จะเชื่อฟัง  พวกเขาเชื่อว่าพวกวิญญาณชั่วก็อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าด้วย และไม่มีความกล้าแม้แต่น้อยที่จะยืนขึ้นและต้านทานพวกมัน  ผู้คนเช่นนี้นำความอับอายมาสู่พระเจ้า และไม่สามารถแบกรับพระภาระอันหนักอึ้งของพระองค์ได้โดยสิ้นเชิง  คนเขลาแบบนี้ไม่ทำการแยกแยะใดๆ  ฉะนั้น หนทางแห่งการได้รับประสบการณ์เช่นนั้นสมควรถูกกวาดล้าง เพราะนั่นไม่เหมาะแก่การครอบครองในสายพระเนตรของพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “ว่าด้วยประสบการณ์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 451

ในกระแสปัจจุบัน ทุกคนที่รักพระเจ้าอย่างแท้จริงมีโอกาสที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์ ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นหนุ่มสาวหรือคนสูงวัย ตราบที่พวกเขาเชื่อฟังพระเจ้าในหัวใจของพวกเขาและเคารพพระองค์ พวกเขาก็สามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์ได้  พระเจ้าทำให้ผู้คนมีความเพียบพร้อมโดยสอดคล้องกับหน้าที่ของพวกเขาซึ่งแตกต่างกันไป  ดังนั้นตราบที่เจ้าทุ่มเทพละกำลังทั้งหมดของเจ้า และนบนอบต่อพระราชกิจของพระเจ้า เจ้าก็สามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์ได้  ณ ปัจจุบัน ไม่มีพวกเจ้าคนใดเลยที่มีความเพียบพร้อม  บางครั้งเจ้ามีความสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้หนึ่งอย่าง และบางครั้งก็ได้ถึงสองอย่าง  แค่ตราบใดที่เจ้าทำจนถึงที่สุดเพื่อที่จะสละตัวเจ้าเพื่อพระเจ้า เจ้าก็จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์ได้ในท้ายที่สุด

คนหนุ่มสาวมีปรัชญาการใช้ชีวิตไม่มากนัก และพวกเขาขาดสติปัญญาและความรู้ความเข้าใจเชิงลึก  พระเจ้าทรงมาเพื่อทำให้สติปัญญาและความรู้ความเข้าใจเชิงลึกของมนุษย์มีความเพียบพร้อม  พระวจนะของพระองค์เติมเต็มส่วนที่พวกเขาขาด  อย่างไรก็ตาม อุปนิสัยของคนหนุ่มสาวไม่มั่นคง และต้องได้รับการแปลงสภาพโดยพระเจ้า  ผู้คนหนุ่มสาวมีมโนคติที่หลงผิดทางศาสนาน้อยกว่าและมีปรัชญาการใช้ชีวิตน้อยกว่า  พวกเขาคำนึงถึงทุกสิ่งทุกอย่างในรูปแบบเรียบง่าย และการพิจารณาไตร่ตรองของพวกเขาก็ไม่ซับซ้อน  นี่คือส่วนของความเป็นมนุษย์ของพวกเขาที่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง และเป็นส่วนที่น่าชมเชย อย่างไรก็ตาม ผู้คนหนุ่มสาวยังไม่รู้เท่าทันและขาดสติปัญญา  นี่คือสิ่งที่จำเป็นต้องได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า  การได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าจะทำให้พวกเจ้าสามารถมีพัฒนาการในการหยั่งรู้  เจ้าจะมีความสามารถที่จะเข้าใจสิ่งต่างๆ มากมายทางฝ่ายจิตวิญญาณได้อย่างชัดเจน และค่อยๆ กลายเป็นคนที่เหมาะสมที่จะให้พระเจ้าทรงใช้  พี่น้องชายหญิงสูงวัยก็มีหน้าที่ของเขาเองที่ต้องปฏิบัติเช่นกัน และพระเจ้าไม่ทรงทอดทิ้งพวกเขา  พี่น้องชายหญิงสูงวัยก็มีแง่มุมทั้งที่น่าพึงปรารถนาและที่ไม่น่าพึงปรารถนาด้วยเช่นกัน  พวกเขามีปรัชญาการใช้ชีวิตมากกว่า และมีมโนคติที่หลงผิดทางศาสนามากกว่า พวกเขายึดติดอยู่กับธรรมเนียมปฏิบัติมากมายที่เคร่งครัดตายตัวในการกระทำของพวกเขา เช่น การชื่นชอบกฎระเบียบที่พวกเขานำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตโดยอัตโนมัติและไม่มีการยืดหยุ่น  นี่คือแง่มุมที่ไม่น่าพึงปรารถนา  อย่างไรก็ตาม บรรดาพี่น้องชายหญิงสูงวัยเหล่านี้ยังคงตั้งอยู่ในความสงบและมั่นคงไม่ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นก็ตาม พวกเขามีอุปนิสัยที่หนักแน่นมั่นคง และพวกเขาไม่มีอารมณ์รุนแรงแบบที่ไม่สามารถคาดเดาได้ พวกเขาอาจยอมรับสิ่งต่างๆ ได้ช้ากว่า แต่ถึงกระนั้น นี่ก็ไม่ใช่ข้อผิดพลาดหลัก  ตราบที่พวกเจ้าสามารถนบนอบได้ ตราบที่เจ้าสามารถยอมรับพระวจนะในสมัยปัจจุบันของพระเจ้าได้ และไม่มัวแต่พินิจพิเคราะห์พระวจนะของพระเจ้า ตราบที่เจ้าเป็นกังวลอยู่แต่กับการนบนอบและการติดตาม และไม่ตัดสินพระวจนะของพระเจ้า หรือเก็บงำความคิดที่ไม่ดีอื่นๆ เกี่ยวกับพระวจนะเอาไว้โดยเด็ดขาด ตราบที่เจ้ายอมรับพระวจนะของพระองค์และนำไปปฏิบัติ—ครั้นเจ้าปฏิบัติตามสภาพเงื่อนไขต่างๆ เหล่านี้ได้แล้วไซร้ เจ้าก็สามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้

ไม่ว่าเจ้าจะเป็นพี่น้องชายหญิงหนุ่มสาวหรือสูงวัย เจ้ารู้หน้าที่ที่เจ้าควรจะปฏิบัติ  บรรดาผู้ที่ยังเยาว์วัยไม่โอหังทะนงตน บรรดาผู้ที่อาวุโสกว่าไม่นิ่งเฉยหรือถอยหลังเข้าคลอง  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขามีความสามารถที่จะใช้จุดแข็งของกันและกันเพื่อเติมเต็มจุดด้อยของพวกเขาได้ และพวกเขาสามารถปรนนิบัติซึ่งกันและกันได้โดยไม่มีอคติต่อกัน สะพานมิตรภาพสร้างขึ้นระหว่างพี่น้องชายหญิงหนุ่มสาวและพี่น้องชายญิงสูงวัย และเป็นเพราะความรักของพระเจ้า พวกเจ้าจึงสามารถเข้าใจกันและกันได้ดียิ่งขึ้น  พี่น้องชายหญิงที่หนุ่มสาวกว่าไม่ดูแคลนพี่น้องชายหญิงที่สูงวัยกว่า และพี่น้องชายหญิงที่สูงวัยกว่าไม่ถือตนว่าเป็นฝ่ายถูกเสมอ  นี่ไม่ใช่ความร่วมมืออันกลมเกลียวหรอกหรือ?  หากพวกเจ้าทุกคนมีความแน่วแน่เช่นนี้แล้ว เมื่อนั้นน้ำพระทัยของพระเจ้าก็จะสำเร็จลุล่วงในคนรุ่นของพวกเจ้าอย่างแน่นอน

ตัดตอนมาจาก “ต่อทุกคนที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 452

ในภายภาคหน้า การที่เจ้าจะได้รับพระพรหรือถูกสาปแช่งจะตัดสินบนพื้นฐานการกระทำ และพฤติกรรมของพวกเจ้าในวันนี้  หากเจ้าจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า ก็ต้องเป็นตอนนี้เลยในยุคสมัยนี้ จะไม่มีอีกโอกาสแล้วในอนาคต  พระเจ้าทรงต้องประสงค์อย่างแท้จริงที่จะให้พวกเจ้ามีความเพียบพร้อมในตอนนี้ และนี่ไม่ใช่การพูดตามธรรมเนียม  ในภายภาคหน้า ไม่ว่าการทดสอบอะไรจะตกมาถึงเจ้า ไม่ว่าเหตุการณ์ใดจะเกิดขึ้น หรือเจ้าต้องประสบกับความวิบัติใด พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะทำให้พวกเจ้ามีความเพียบพร้อม นี่คือข้อเท็จจริงอันแน่นอนและไม่อาจโต้แย้งได้  สิ่งนี้สามารถมองเห็นได้จากที่ไหนหรือ? สามารถมองเห็นได้จากข้อเท็จจริงที่ว่าพระวจนะของพระเจ้าตลอดหลายยุคหลายชั่วอายุคนไม่เคยบรรลุความสูงส่งอันยิ่งใหญ่เช่นในปัจจุบันนี้  พระวจนะของพระเจ้าได้เข้าสู่อาณาจักรสูงสุด และพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่มีต่อมวลมนุษยชาติในปัจจุบันนั้นไม่เคยมีการเกิดขึ้นมาก่อน  แทบไม่มีใครจากคนรุ่นต่างๆ ที่ผ่านมาได้เคยมีประสบการณ์อะไรแบบนี้ แม้แต่ในยุคของพระเยซู วิวรณ์ของยุคปัจจุบันก็ไม่ได้มีอยู่  พระวจนะที่ตรัสต่อพวกเจ้า สิ่งที่พวกเจ้าเข้าใจ และประสบการณ์ของพวกเจ้า ล้วนไปถึงจุดสูงสุดจุดใหม่  ในท่ามกลางการทดสอบและการตีสอน พวกเจ้าก็ไม่จากไป และนี่คือผลพิสูจน์พอเพียงว่าพระราชกิจของพระเจ้าได้บรรลุความรุ่งเรืองแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน  นี่ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์มีความสามารถที่จะทำได้ หรือเป็นสิ่งที่มนุษย์รักษาไว้ แต่ทว่า นี่คือพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เอง  ด้วยเหตุนี้ จากความเป็นจริงหลายประการแห่งพระราชกิจของพระเจ้า สามารถมองเห็นได้ว่าพระเจ้าทรงปรารถนาที่จะทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม และพระองค์ทรงสามารถที่จะทำให้พวกเจ้าครบบริบูรณ์อย่างแน่นอน  หากพวกเจ้ามีความรู้ความเข้าใจเชิงลึกในข้อนี้ และทำการค้นพบใหม่นี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่รอคอยการเสด็จมาครั้งที่สองของพระเยซู แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เจ้าจะยอมให้พระเจ้าทรงทำให้เจ้าครบบริบูรณ์ในยุคปัจจุบันนี้เลย  ด้วยเหตุนี้เอง พวกเจ้าแต่ละคนควรทำเต็มกำลังของเจ้า โดยไม่เก็บกักความพยายาม เพื่อว่าเจ้าอาจได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า

ณ ตอนนี้ เจ้าต้องไม่ไปใส่ใจในสิ่งที่เป็นลบ  ก่อนอื่น ขอให้หยุดและเลิกคำนึงถึงสิ่งใดที่ทำให้เจ้ารู้สึกในแง่ลบ  ขณะเจ้ากำลังรับมือกับกิจธุระต่างๆ  จงทำด้วยหัวใจที่ค้นหาและรู้สึกถึงหนทางของมันที่มุ่งไปข้างหน้า และด้วยหัวใจที่นบนอบต่อพระเจ้า  เมื่อใดก็ตามที่พวกเจ้าค้นพบความอ่อนแอภายในตัวเจ้า แต่ไม่ปล่อยให้ความอ่อนแอนั้นควบคุมเจ้า และทั้งที่มีความอ่อนแอ ก็ยังปฏิบัติหน้าที่ที่เจ้าควรทำ ก็เท่ากับว่าเจ้าได้ก้าวบวกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว  ตัวอย่างเช่น เจ้าผู้เป็นพี่น้องชายหญิงสูงวัยมีมโนคติที่หลงผิดทางศาสนา กระนั้นเจ้าก็ยังมีความสามารถที่จะอธิษฐาน นบนอบ กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า และขับร้องเพลงสรรเสริญได้…. นี่หมายความว่า เจ้าควรอุทิศตัวเองด้วยพละกำลังทั้งหมดที่เจ้ารวบรวมได้เพื่อทำสิ่งใดก็ตามที่เจ้ามีความสามารถที่จะทำได้ หน้าที่ใดก็ตามที่เจ้ามีความสามารถที่จะปฏิบัติได้  จงอย่าคอยอยู่อย่างนิ่งเฉย  การมีความสามารถที่จะทำให้พระเจ้าทรงสมดังพระทัยในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าคือก้าวแรก  จากนั้น ทันทีที่เจ้ามีความสามารถที่จะเข้าใจความจริง และบรรลุการเข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้าได้ เจ้าก็จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแล้วโดยพระองค์

ตัดตอนมาจาก “ต่อทุกคนที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 453

ทุกๆ คนที่ได้ตกลงใจแน่วแน่แล้วสามารถรับใช้พระเจ้าได้—แต่มันจำต้องเป็นว่า เฉพาะบรรดาผู้ที่มอบทุกความใส่ใจต่อน้ำพระทัยพระเจ้าและเข้าใจน้ำพระทัยพระเจ้าเท่านั้น จึงจะมีคุณสมบัติเหมาะสมและมีสิทธิ์รับใช้พระเจ้า  เราได้ค้นพบเรื่องนี้ในหมู่พวกเจ้าว่า ผู้คนมากมาย เชื่อว่าตราบเท่าที่พวกเขาเผยแผ่ข่าวประเสริฐเพื่อพระเจ้าอย่างมีศรัทธาแรงกล้า เดินไปตามถนนเพื่อพระเจ้า สละตัวเองและยอมละวางสิ่งต่างๆ เพื่อพระเจ้า เป็นต้น เช่นนั้นแล้วนี่ก็คือการรับใช้พระเจ้า  ยิ่งมีผู้คนเคร่งศาสนามากกว่านี้อีกที่เชื่อว่าการรับใช้พระเจ้าหมายถึงการวิ่งหัวหมุนไปทั่วโดยมีพระคัมภีร์อยู่ในมือของพวกเขา ในการเผยแผ่ข่าวประเสริฐเรื่องราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ และการช่วยผู้คนให้รอดโดยการทำให้พวกเขากลับใจและสารภาพบาป  ยังมีเจ้าหน้าที่ทางศาสนาจำนวนมากที่คิดว่าการรับใช้พระเจ้าประกอบไปด้วยการประกาศในโบสถ์หลังจากที่ได้เสาะหาการศึกษาเล่าเรียนขั้นสูงและการฝึกฝนในโรงเรียนสอนศาสนา และการสอนผู้คนผ่านการอ่านคัมภีร์ทั้งหลายของพระคัมภีร์  ยิ่งกว่านั้น มีผู้คนในภูมิภาคยากแค้นที่เชื่อว่าการรับใช้พระเจ้าหมายถึงการรักษาคนป่วยและการขับไล่ปีศาจในหมู่พี่น้องชายหญิงของตน หรือการอธิษฐานให้กับพวกเขา หรือการรับใช้พวกเขา  ท่ามกลางพวกเจ้า มีคนจำนวนมากที่เชื่อว่าการรับใช้พระเจ้าหมายถึงการกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้า การอธิษฐานต่อพระเจ้าทุกๆ วัน รวมทั้งการไปเยี่ยมและการทำงานในคริสตจักรทุกหนทุกแห่ง  มีบรรดาพี่น้องชายหญิงคนอื่นๆ ที่เชื่อว่าการรับใช้พระเจ้าหมายถึงการไม่แต่งงานหรือสร้างครอบครัวเลย และการอุทิศทุ่มเทการเป็นอยู่ทั้งหมดทั้งสิ้นของตนแด่พระเจ้า  ทว่ามีผู้คนไม่มากนักที่รู้ว่า อันที่จริงแล้วการรับใช้พระเจ้านั้นหมายถึงอะไร  แม้ว่าจะมีผู้คนที่รับใช้พระเจ้ามากมายพอๆ กับที่มีดวงดาวอยู่บนท้องฟ้าก็ตาม จำนวนของบรรดาผู้ที่สามารถรับใช้ได้โดยตรง และผู้ที่สามารถรับใช้โดยสอดคล้องกับน้ำพระทัยพระเจ้านั้น ช่างเล็กน้อย—น้อยยิ่งนัก  เหตุใดเราจึงกล่าวเรื่องนี้นะหรือ?  เรากล่าวเรื่องนี้เพราะพวกเจ้าหาได้เข้าใจเนื้อแท้ของวลีที่ว่า “การรับใช้พระเจ้า” ไม่ และเจ้าเข้าใจวิธีที่จะรับใช้โดยสอดคล้องกับน้ำพระทัยพระเจ้าน้อยยิ่งนัก  มีความจำเป็นเร่งด่วนสำหรับผู้คนที่จะเข้าใจอย่างแท้จริงว่าการปรนนิบัติพระเจ้าแบบใดที่สามารถกลมกลืนกับน้ำพระทัยของพระองค์

หากพวกเจ้าปรารถนาที่จะรับใช้โดยสอดคล้องกับน้ำพระทัยพระเจ้า เจ้าจำต้องเข้าใจเสียก่อนว่าผู้คนประเภทไหนที่น่ายินดีต่อพระเจ้า ผู้คนประเภทไหนที่พระเจ้าทรงเกลียด ผู้คนประเภทไหนที่ได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้า และผู้คนประเภทไหนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะรับใช้พระเจ้า  อย่างน้อยที่สุด พวกเจ้าควรมีความรู้นี้ติดตัว  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเจ้าควรรู้จุดมุ่งหมายของพระราชกิจของพระเจ้า และพระราชกิจที่พระเจ้าจะทรงปฏิบัติในที่นี้ ณ ตอนนี้  ภายหลังจากที่เข้าใจเรื่องนี้และโดยผ่านการทรงนำของพระวจนะของพระเจ้า พวกเจ้าควรมีการเข้าสู่เสียก่อน และควรได้รับพระบัญชาของพระเจ้าเสียก่อน  ครั้นพวกเจ้าได้มีประสบการณ์จริงในพระวจนะของพระเจ้าแล้ว และเมื่อเจ้ารู้จักพระราชกิจของพระเจ้าอย่างแท้จริง พวกเจ้าจึงจะมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะรับใช้พระเจ้า  และตอนที่พวกเจ้ารับใช้พระองค์นั่นเอง ที่พระเจ้าทรงเปิดดวงตาฝ่ายจิตวิญญาณของพวกเจ้าและอนุญาตให้พวกเจ้าได้เข้าใจในพระราชกิจของพระองค์มากขึ้น และได้เห็นพระราชกิจของพระองค์ชัดเจนขึ้น  เมื่อเจ้าเข้าสู่ความเป็นจริงนี้ ประสบการณ์ของเจ้าจะลุ่มลึกและเป็นจริงยิ่งขึ้น และทุกคนในบรรดาพวกเจ้าที่เคยได้รับประสบการณ์เช่นนั้นจะสามารถเดินไปในหมู่คริสตจักรทั้งหลายและเสนอการจัดเตรียมให้แก่บรรดาพี่น้องชายหญิงของพวกเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าแต่ละคนจะสามารถพึ่งพาจุดแข็งของกันและกันได้เพื่อทดแทนความขาดตกบกพร่องของพวกเจ้าเอง และได้รับความรู้มั่งคั่งขึ้นในจิตวิญญาณของพวกเจ้า  เพียงภายหลังจากที่ได้สัมฤทธิ์ในผลนี้แล้วเท่านั้น พวกเจ้าจึงจะสามารถรับใช้โดยสอดคล้องกับน้ำพระทัยพระเจ้า และได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้าในระหว่างครรลองของการปรนนิบัติของพวกเจ้า

บรรดาผู้ที่รับใช้พระเจ้าควรเป็นคนสนิทของพระเจ้า พวกเขาควรเป็นที่น่ายินดีต่อพระเจ้า และสามารถภักดีต่อพระเจ้าอย่างที่สุด  ไม่ว่าเจ้าจะปฏิบัติเป็นการส่วนตัวหรือในที่สาธารณะ เจ้าสามารถได้รับความชื่นบานยินดีของพระเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เจ้าสามารถตั้งมั่นเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และไม่ว่าผู้คนอื่นๆ จะปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไรก็ตาม เจ้าเดินบนเส้นทางที่เจ้าควรเดินอยู่เสมอ และมอบทุกความใส่ใจแก่พระภาระของพระเจ้า ผู้คนเยี่ยงนี้เท่านั้นที่เป็นคนสนิทของพระเจ้า  ที่บรรดาคนสนิทของพระเจ้าสามารถรับใช้พระองค์ได้โดยตรงก็เพราะพวกเขาได้รับมอบพระบัญชาอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าและพระภาระของพระเจ้า พวกเขาสามารถเข้าใจพระทัยของพระเจ้าเสมือนเป็นหัวใจของพวกเขาเอง และรับเอาพระภาระของพระเจ้ามาเป็นภาระของตนเอง และพวกเขาก็ไม่คำนึงถึงความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ในภายภาคหน้าของพวกเขา: แม้เมื่อพวกเขาไม่มีความสำเร็จที่คาดว่าจะเป็นไปได้  และพวกเขาไม่มีแนวโน้มที่จะได้ประโยชน์อะไรเลย พวกเขาจะเชื่อในพระเจ้าด้วยหัวใจรักเสมอ  และดังนั้น บุคคลประเภทนี้จึงเป็นคนสนิทของพระเจ้า บรรดาคนสนิทของพระเจ้านั้น ยังเป็นคนไว้ใจของพระองค์ด้วยเช่นกัน เฉพาะบรรดาคนสนิทเท่านั้นที่สามารถร่วมแบ่งเบาความกระวนกระวายใจของพระองค์ และพระดำริของพระองค์ได้ และแม้ว่าเนื้อหนังของพวกเขาจะเจ็บปวดและอ่อนแอ พวกเขาก็สามารถสู้ทนความเจ็บปวดและละทิ้งสิ่งที่พวกเขารักเพื่อทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัย  พระเจ้าทรงมอบภาระที่มากขึ้นให้แก่ผู้คนเช่นนั้น และสิ่งที่พระเจ้าทรงพึงปรารถนาที่จะทำนั้นได้รับการยืนยันสนับสนุนจากคำพยานของผู้คนเหล่านี้ เช่นนั้น ผู้คนเหล่านี้จึงเป็นที่น่ายินดีต่อพระเจ้า พวกเขาคือผู้รับใช้ของพระเจ้าที่มีใจตรงกันกับพระทัยของพระองค์เอง และเฉพาะผู้คนเยี่ยงนี้เท่านั้นที่สามารถปกครองร่วมกันกับพระเจ้าได้  เวลาที่เจ้าได้มาเป็นคนสนิทของพระเจ้าอย่างแท้จริงแล้วนั้นก็คือเวลาที่เจ้าจะปกครองร่วมกันกับพระเจ้านั่นเอง

ตัดตอนมาจาก “วิธีรับใช้โดยกลมเกลียวไปกับน้ำพระทัยพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 454

พระเยซูทรงสามารถเสร็จสิ้นพระบัญชาของพระเจ้าได้—พระราชกิจของการทรงไถ่มวลมนุษย์ทั้งปวง—เพราะพระองค์ทรงมอบทุกความเอาใจใส่ต่อน้ำพระทัยของพระเจ้า โดยปราศจากแผนการหรือการจัดการเตรียมการใดๆ สำหรับพระองค์เอง  ดังนั้น พระองค์จึงทรงเป็นคนสนิทของพระเจ้าด้วยเช่นกัน—พระเจ้าพระองค์เอง—ซึ่งเป็นอะไรสักอย่างที่พวกเจ้าทุกคนเข้าใจกันดีเป็นอย่างมาก (แท้ที่จริงแล้ว พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เองผู้ซึ่งพระเจ้าได้ทรงให้คำพยาน เราพาดพิงการนี้ตรงนี้เพื่อใช้ข้อเท็จจริงของพระเยซูแสดงตัวอย่างประเด็นปัญหา) พระองค์ได้ทรงสามารถวางแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าได้ตรงจุดศูนย์กลางพอดี และได้ทรงอธิษฐานต่อพระบิดาผู้สถิตในสวรรค์และทรงแสวงหาน้ำพระทัยของพระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ตลอดเวลา  พระองค์ได้ทรงอธิษฐานและตรัสไว้ว่า: “พระเจ้าพระบิดา! ขอทรงสำเร็จลุล่วงในน้ำพระทัยของพระองค์ และไม่ทรงทำตามความพึงปรารถนาของตัวเรา แต่ตามแผนการของพระองค์  มนุษย์อาจอ่อนแอ แต่เหตุใดพระองค์จึงควรเอาใจใส่ต่อเขาเล่า?  มนุษย์จะสามารถมีค่าคู่ควรกับความห่วงใยของพระองค์ได้อย่างไร มนุษย์ที่เป็นดั่งมดตัวหนึ่งในพระหัตถ์ของพระองค์?  ในหัวใจของเรา เราปรารถนาเพียงแค่ทำให้น้ำพระทัยของพระองค์สำเร็จลุล่วงเท่านั้น และเราปรารถนาว่าพระองค์จะทรงสามารถทำในสิ่งที่พระองค์จะทรงทำในตัวเราไปตามความพึงปรารถนาของพระองค์เอง” บนถนนสู่เยรูซาเลม พระเยซูทรงอยู่ในความเจ็บปวดร้าวราน ประหนึ่งมีดด้ามหนึ่งกำลังถูกบิดคว้านอยู่ในพระทัยของพระองค์ กระนั้นพระองค์ก็มิได้มีเจตนารมณ์ที่จะทรงคืนวาจาของพระองค์เลยแม้แต่น้อย  ตลอดเวลานั้นมีกำลังอันทรงพลังอำนาจบีบให้พระองค์จำยอมไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลาไปยังที่ที่พระองค์จะทรงถูกตรึงกางเขน  ในท้ายที่สุด พระองค์ก็ถูกตอกตรึงกับกางเขนและกลายเป็นสภาพเสมือนเนื้อหนังที่บาป เป็นการเสร็จสิ้นพระราชกิจในการทรงไถ่มวลมนุษย์  พระองค์ได้ทรงหลุดพ้นจากโซ่ตรวนแห่งความตายและแดนคนตาย  เมื่ออยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ ความตาย นรก และแดนคนตายสูญเสียพลังอำนาจของตน และได้ถูกกำราบโดยพระองค์  พระองค์ทรงมีพระชนม์อยู่เป็นเวลาสามสิบสามปี ตลอดช่วงเวลานี้พระองค์ได้ทรงทำอย่างสุดความสามารถของพระองค์เสมอเพื่อให้เป็นไปตามน้ำพระทัยพระเจ้าโดยสอดคล้องกับพระราชกิจของพระเจ้าในเวลานั้น ไม่เคยทรงคำนึงถึงผลที่จะได้หรือความสูญเสียส่วนพระองค์เองเลย และทรงคิดถึงน้ำพระทัยของพระเจ้าพระบิดาอยู่เสมอ  ด้วยเหตุนี้ หลังจากที่พระองค์ทรงรับบัพติศมาแล้ว พระเจ้าได้ตรัสว่า: “ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก”  เพราะการปรนนิบัติของพระองค์เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าที่กลมเกลียวไปกับน้ำพระทัยพระเจ้า พระเจ้าจึงได้ทรงวางภาระอันหนักหน่วงในการทรงไถ่มวลมนุษย์ทั้งปวงไว้บนพระอังสาทั้งสองของพระองค์ และได้ทรงทำให้พระองค์สำเร็จลุล่วงในภาระนี้ และพระองค์จึงทรงมีคุณสมบัติเหมาะสมและมีสิทธิ์ที่จะปฏิบัติกิจสำคัญนี้จนเสร็จสิ้น  ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์  พระองค์ได้ทรงสู้ทนความทุกข์อันมิอาจประมาณได้เพื่อพระเจ้า และพระองค์ได้ทรงถูกซาตานทดลองนับครั้งไม่ถ้วน แต่พระองค์ไม่เคยก็ทรงท้อพระทัย  พระเจ้าได้ทรงมอบกิจอันใหญ่หลวงเช่นนั้นให้แก่พระองค์เพราะพระเจ้าทรงไว้วางพระทัยในพระองค์ และทรงรักพระองค์ และด้วยเหตุนี้พระเจ้าจึงได้ตรัสเป็นการส่วนพระองค์ว่า: “ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก”  ในเวลานั้น มีเพียงพระเยซูเท่านั้นที่ได้ทรงสามารถสำเร็จลุล่วงในพระบัญชานี้และนี่ได้เป็นหนึ่งแง่มุมที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงในการที่พระเจ้าทรงทำให้พระราชกิจในการทรงไถ่มวลมนุษย์ทั้งปวงของพระองค์ในยุคพระคุณครบบริบูรณ์

หากเป็นดั่งเช่นพระเยซูคือ พวกเจ้าสามารถมอบทุกความเอาใจใส่ต่อพระภาระของพระเจ้า และหันหลังให้กับเนื้อหนังของพวกเจ้า พระเจ้าจึงจะทรงไว้วางพระทัยที่จะมอบกิจสำคัญของพระองค์แก่พวกเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าจะเป็นไปตามสภาพเงื่อนไขที่พึงต้องมีในการรับใช้พระเจ้า  เฉพาะภายใต้รูปการณ์ดังกล่าวเท่านั้นที่เจ้าจะกล้าเสี่ยงพูดว่า พวกเจ้ากำลังทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าและกำลังทำให้พระบัญชาของพระเจ้าเสร็จสิ้น และเมื่อนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะกล้าเสี่ยงพูดได้ว่าพวกเจ้ากำลังรับใช้พระเจ้าอย่างแท้จริง  เมื่อเทียบกับตัวอย่างของพระเยซู เจ้ากล้าเสี่ยงพูดว่าเจ้าเป็นคนใกล้ชิดของพระเจ้าอย่างนั้นหรือ?  เจ้ากล้าเสี่ยงพูดว่าเจ้ากำลังทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าอย่างนั้นหรือ? เจ้ากล้าเสี่ยงพูดว่าเจ้ากำลังรับใช้พระเจ้าอย่างแท้จริงอย่างนั้นหรือ?  วันนี้ เจ้าไม่เข้าใจว่าจะรับใช้พระเจ้าอย่างไร เจ้ากล้าเสี่ยงพูดว่าเจ้าเป็นคนใกล้ชิดของพระเจ้าอย่างนั้นหรือ?  หากเจ้าพูดว่าเจ้ารับใช้พระเจ้า เจ้าไม่ได้หมิ่นประมาทพระองค์หรอกหรือ?  จงคิดดูเถิดว่า เจ้ากำลังรับใช้พระเจ้า หรือว่ารับใช้ตัวเจ้าเอง?  เจ้ารับใช้ซาตาน กระนั้นเจ้าก็ยังดื้อด้านพูดว่าเจ้ากำลังรับใช้พระเจ้า—ในเรื่องนี้ เจ้าไม่ได้หมิ่นประมาทพระเจ้าหรอกหรือ?  ลับหลังเรานั้น ผู้คนมากมายละโมบในพระพรที่เกี่ยวกับสถานภาพ  พวกเขาตะกละตะกลามกินอาหาร พวกเขารักที่จะนอนและมอบทุกความเอาใจใส่ให้กับเนื้อหนัง กลัวอยู่เสมอว่าจะไม่มีทางออกสำหรับเนื้อหนัง  พวกเขาไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่อันถูกต้องเหมาะสมของตนในคริสตจักร แต่กลับเอาเปรียบคริสตจักรหรือไม่ พวกเขาก็จะตักเตือนบรรดาพี่น้องชายหญิงด้วยวจนะของเรา ตั้งตัวเองเป็นนายเหนือผู้อื่นจากตำแหน่งตามสิทธิอำนาจ  ผู้คนเหล่านี้เอาแต่พูดว่าพวกเขากำลังทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าและพูดเสมอว่าพวกเขาเป็นคนสนิทของพระเจ้า—เรื่องนี้ไม่ไร้สาระหรอกหรือ?  หากเจ้ามีเจตนาที่เหมาะสม แต่ไม่สามารถรับใช้โดยสอดคล้องกับน้ำพระทัยพระเจ้าได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็โง่เขลา แต่หากเจตนาของเจ้านั้นไม่ถูก และเจ้ายังคงพูดว่าเจ้ารับใช้พระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็เป็นใครบางคนที่ต่อต้านพระเจ้า และเจ้าสมควรที่จะถูกพระเจ้าลงโทษ!  เราไม่มีความเห็นใจให้กับผู้คนเช่นนั้น!  ในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาเอาเปรียบ ละโมบในสิ่งชูใจของเนื้อหนังอยู่ตลอดเวลา และไม่คำนึงต่อความสนใจของพระเจ้า  พวกเขาแสวงหาสิ่งที่ดีสำหรับตนเสมอ และพวกเขาไม่ใส่ใจในน้ำพระทัยพระเจ้าเลย  พวกเขาไม่ยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระวิญญาณของพระเจ้าในทุกสิ่งที่พวกเขาทำ  พวกเขากำลังหลอกใช้และหลอกลวงบรรดาพี่น้องชายหญิงของตนเสมอ และกำลังตีสองหน้า ดังสุนัขจิ้งจอกในไร่องุ่นที่ขโมยองุ่นและเหยียบย่ำไปทั่วไร่องุ่นเสมอ  ผู้คนเช่นนั้นจะเป็นคนสนิทของพระเจ้าได้หรือ?  เจ้าเหมาะสมที่จะได้รับพระพรของพระเจ้าหรือ?  เจ้าไม่ได้รับภาระสำหรับชีวิตของเจ้าและคริสตจักร เจ้าเหมาะสมที่จะได้รับพระบัญชาของพระเจ้าอย่างนั้นหรือ?  ใครหรือจะกล้าไว้วางใจคนบางคนที่เป็นอย่างเจ้า?  เมื่อเจ้ารับใช้เยี่ยงนี้ พระเจ้าจะทรงกล้าไว้วางใจเจ้ากับกิจอันยิ่งใหญ่กว่านี้หรือ?  นี่จะไม่ทำให้เกิดความล่าช้าต่อพระราชกิจหรอกหรือ?

เราพูดเรื่องนี้เพื่อที่พวกเจ้าอาจจะได้รู้ว่า สภาพเงื่อนไขใดที่ต้องถูกทำให้ลุล่วงเพื่อรับใช้โดยกลมเกลียวไปกับน้ำพระทัยพระเจ้า  หากพวกเจ้าไม่มอบหัวใจของเจ้าแด่พระเจ้า หากเจ้าไม่มอบทุกความเอาใจใส่ให้แก่น้ำพระทัยของพระเจ้าดั่งเช่นพระเยซู เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าก็จะไม่สามารถได้รับความไว้วางใจจากพระเจ้า และจะจบลงด้วยการถูกพระเจ้าทรงพิพากษา ชะรอยวันนี้ ในการปรนนิบัติพระเจ้าของเจ้า เจ้าเก็บงำเจตนาที่จะหลอกลวงพระเจ้าอยู่ตลอดเวลา และจัดการกับพระองค์ในลักษณะพอเป็นพิธี  กล่าวอย่างสั้นๆ โดยไม่คำนึงถึงสิ่งอื่นใด หากเจ้าโกงพระเจ้า การพิพากษาเหี้ยมโหดจะมาสู่เจ้า  พวกเจ้าควรใช้ประโยชน์จากการที่เพิ่งเข้าสู่ร่องครรลองถูกต้องของการรับใช้พระเจ้าเพื่อมอบหัวใจของเจ้าแด่พระเจ้าเสียก่อน โดยปราศจากความภักดีที่ถูกแบ่งแยก  ไม่ว่าเจ้าจะอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า หรือต่อหน้าบุคคลอื่นๆ  หัวใจของเจ้าควรหันเข้าหาพระเจ้าตลอดเวลา และเจ้าควรตกลงใจแน่วแน่ที่จะรักพระเจ้าอย่างที่พระเยซูได้ทรงทำ  ด้วยวิธีนี้ พระเจ้าจะทรงทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อม  เพื่อที่เจ้าจะกลายเป็นผู้รับใช้พระเจ้าที่มีใจตรงกันกับพระทัยของพระองค์  หากเจ้าปรารถนาที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าอย่างแท้จริง และเพื่อที่การปรนนิบัติของเจ้าจะได้กลมเกลียวไปกับน้ำพระทัยของพระองค์ เช่นนั้น เจ้าก็ควรเปลี่ยนมุมมองก่อนหน้านั้นของเจ้าเกี่ยวกับความเชื่อในพระเจ้า และเปลี่ยนหนทางเก่าๆ ที่เจ้าเคยใช้รับใช้พระเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าในจำนวนที่มากขึ้นจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า  ด้วยหนทางนี้ พระเจ้าจะไม่ทรงทอดทิ้งเจ้า และเช่นเดียวกับเปโตร เจ้าจะเป็นกองหน้าของบรรดาผู้ที่รักพระเจ้า  หากเจ้ายังคงไม่กลับใจแล้วไซร้ เจ้าก็จะพบบทอวสานเดียวกับยูดาส  ทุกคนที่เชื่อในพระเจ้าควรเข้าใจเรื่องนี้

ตัดตอนมาจาก “วิธีรับใช้โดยกลมเกลียวไปกับน้ำพระทัยพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 455

นับตั้งแต่การเริ่มต้นของพระราชกิจของพระองค์ทั่วทั้งจักรวาล พระเจ้าได้ทรงลิขิตผู้คนจำนวนมากไว้ล่วงหน้าเพื่อรับใช้พระองค์ ซึ่งรวมถึงพวกที่มาจากทุกชนชั้น  จุดประสงค์ของพระองค์คือเพื่อทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระองค์และนำพาพระราชกิจของพระองค์บนแผ่นดินโลกไปสู่ความครบบริบูรณ์อันราบรื่น นี่คือจุดมุ่งหมายของพระเจ้าในการเลือกผู้คนที่จะรับใช้พระองค์  ทุกๆ คนที่รับใช้พระเจ้าจะต้องเข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์  พระราชกิจนี้ของพระองค์ทำให้พระปรีชาญาณและฤทธานุภาพไม่สิ้นสุดของพระเจ้า และหลักธรรมทั้งหลายแห่งพระราชกิจของพระองค์บนแผ่นดินโลก ปรากฏชัดแจ้งยิ่งขึ้นต่อผู้คน  พระเจ้าได้เสด็จมาสู่แผ่นดินโลกเพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์โดยแท้จริง เพื่อมีส่วนร่วมกับผู้คน เพื่อที่พวกเขาอาจได้รู้จักกิจการทั้งหลายของพระองค์อย่างชัดเจนขึ้น  วันนี้พวกเจ้า ผู้คนกลุ่มนี้ มีวาสนาที่ได้รับใช้พระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริง  นี่เป็นพระพรอันเหลือคณานับสำหรับพวกเจ้า—แท้จริงแล้ว พระเจ้าทรงยกพวกเจ้าขึ้นมา  ในการเลือกบุคคลคนหนึ่งเพื่อรับใช้พระองค์นั้น พระเจ้าทรงมีหลักการของพระองค์เองเสมอ  การรับใช้พระเจ้าไม่ใช่เป็นดังที่ผู้คนจินตนาการว่ามันเป็นแค่เรื่องของความกระตือรือร้นแต่ประการใดเลย  วันนี้ พวกเจ้าเห็นว่าทุกคนที่รับใช้เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าทำเช่นนั้นเพราะพวกเขามีการทรงนำของพระเจ้าและพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเพราะพวกเขาเป็นผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง  เหล่านี้คือสภาพเงื่อนไขขั้นต่ำสำหรับทุกคนที่รับใช้พระเจ้า

การรับใช้พระเจ้าไม่ใช่ภารกิจง่ายๆ  พวกที่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขายังคงไม่เปลี่ยนแปลงนั้นไม่มีวันสามารถรับใช้พระเจ้าได้  หากอุปนิสัยของเจ้ายังไม่ได้รับการพิพากษาและตีสอนโดยพระวจนะของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วอุปนิสัยของเจ้าก็ยังคงเป็นตัวแทนซาตาน ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่าเจ้ารับใช้พระเจ้าโดยเจตนาที่ดีของเจ้าเอง เป็นการพิสูจน์ว่าการปรนนิบัติของเจ้านั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของธรรมชาติเยี่ยงซาตานของเจ้า  เจ้ารับใช้พระเจ้าด้วยบุคลิกลักษณะตามธรรมชาติของเจ้า และตามความพึงใจส่วนบุคคลของเจ้า  ที่มากไปกว่านั้นคือ เจ้าคิดอยู่เสมอว่าสิ่งทั้งหลายที่เจ้าเต็มใจทำนั้นคือสิ่งที่น่าปีติยินดีต่อพระเจ้า และคิดว่าสิ่งทั้งหลายที่เจ้าไม่อยากทำนั้นคือสิ่งที่น่ารังเกียจต่อพระเจ้า เจ้าทำงานตามความพึงใจของเจ้าเองโดยสิ้นเชิง  การนี้สามารถเรียกว่าเป็นการรับใช้พระเจ้าได้หรือ?  ท้ายที่สุดแล้ว จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อยในอุปนิสัยชีวิตของเจ้า แทนที่จะเป็นเช่นนั้น การปรนนิบัติของเจ้าจะทำให้เจ้าดื้อดึงยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าฝังแน่นอย่างล้ำลึก และเมื่อเป็นเช่นนั้น จะมีกฎเกณฑ์ทั้งหลายเกี่ยวกับการปรนนิบัติพระเจ้าที่ขึ้นอยู่กับบุคลิกลักษณะของเจ้าเองเป็นสำคัญ และประสบการณ์ทั้งหลายที่ได้จากการปรนนิบัติของเจ้าตามอุปนิสัยของเจ้าเองก่อเป็นรูปเป็นร่างขึ้นภายในตัวเจ้า  เหล่านี้คือประสบการณ์และบทเรียนของมนุษย์  มันคือปรัชญาแห่งการดำรงชีวิตบนโลกของมนุษย์  ผู้คนเยี่ยงนี้สามารถจัดระดับให้เป็นพวกฟาริสีและพวกเจ้าหน้าที่ทางศาสนาได้  หากพวกเขาไม่ตื่นขึ้นและไม่กลับใจเลย เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะกลายเป็นเหล่าพระคริสต์เทียมเท็จและพวกศัตรูของพระคริสต์ผู้หลอกลวงผู้คนในยุคสุดท้ายอย่างแน่นอน  เหล่าพระคริสต์เทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ทั้งหลายที่พูดถึงนี้จะเกิดขึ้นจากท่ามกลางผู้คนเช่นนั้น  หากบรรดาผู้ที่รับใช้พระเจ้าปฏิบัติตามบุคลิกลักษณะของพวกเขาเองและกระทำตามเจตจำนงของพวกเขาเอง พวกเขาก็มีความเสี่ยงที่จะถูกขับออกไปได้ตลอดเวลา  พวกที่นำประสบการณ์ที่สั่งสมมาเป็นเวลาหลายปีของตนมาใช้ในการรับใช้พระเจ้าเพื่อที่จะชนะใจผู้อื่น เพื่ออบรมสั่งสอนพวกเขาและควบคุมพวกเขา และเพื่ออยู่ในตำแหน่งสูง—และพวกที่ไม่เคยกลับใจ ไม่เคยสารภาพบาปพวกเขา ไม่เคยประกาศสละผลประโยชน์จากตำแหน่ง—ผู้คนเหล่านี้จะต้องล้มลงเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  พวกเขาเป็นคนประเภทเดียวกับเปาโล โดยถือสิทธิความอาวุโสของตนและโอ้อวดเรื่องคุณวุฒิของตน  พระเจ้าจะไม่ทรงนำพาผู้คนเยี่ยงนี้ไปสู่การมีความเพียบพร้อม  การปรนนิบัติเช่นนั้นแทรกแซงพระราชกิจของพระเจ้า  ผู้คนยึดติดกับสิ่งเก่าๆ ตลอดเวลา  พวกเขายึดติดกับมโนคติอันหลงผิดทั้งหลายในอดีต กับทุกสิ่งทุกอย่างจากวันเวลาที่ผ่านไปแล้ว  นี่เป็นอุปสรรคอันยิ่งใหญ่ต่อการปรนนิบัติของพวกเขา  หากเจ้าไม่สามารถสลัดสิ่งเหล่านั้นทิ้งไปได้ สิ่งเหล่านี้จะบีบคั้นชีวิตของเจ้าทั้งชีวิต  พระเจ้าจะไม่ทรงชมเชยเจ้า ไม่แม้แต่น้อย ไม่แม้กระทั่งว่าขาของเจ้าจะหักในขณะดำเนินงานหรือหลังของเจ้าจะหักขณะที่ใช้แรง ไม่แม้กระทั่งว่าเจ้าจะพลีชีพในการปรนนิบัติของเจ้าต่อพระเจ้า  ตรงกันข้ามอย่างยิ่ง คือ พระองค์จะตรัสว่า เจ้าเป็นคนทำความชั่วคนหนึ่ง

ตัดตอนมาจาก “การปรนนิบัติทางศาสนาต้องได้รับการชำระล้าง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 456

เริ่มจากวันนี้ พระเจ้าจะทรงทำให้บรรดาผู้ที่ไม่มีมโนคติอันหลงผิดทางศาสนา ผู้ที่เต็มใจจะพักวางตัวตนเก่าๆ ของพวกเขา และผู้ที่เชื่อฟังพระเจ้าในแบบที่ว่าง่ายให้มีความเพียบพร้อมอย่างเป็นทางการ  พระองค์จะทรงทำให้บรรดาผู้ที่ถวิลหารอคอยพระวจนะทั้งหลายของพระเจ้ามีความเพียบพร้อม  ผู้คนเหล่านี้ควรจะลุกขึ้นและรับใช้พระเจ้า  ในพระเจ้านั้นมีความอุดมอันไม่สิ้นสุดและพระปรีชาญาณอันไร้ขอบเขต  พระราชกิจอันน่ามหัศจรรย์และพระวจนะอันล้ำค่าของพระองค์รอคอยความชื่นชมยินดีจากผู้คนจำนวนมากมายยิ่งขึ้นไปอีก  ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ พวกที่มีมโนคติอันหลงผิดทางศาสนา พวกที่ถือสิทธิความอาวุโส และพวกที่ไม่สามารถปล่อยวางตัวเองได้นั้น พบว่ามันยากที่จะยอมรับสิ่งใหม่ๆ  เหล่านี้  พระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ทรงมีโอกาสที่จะทำให้ผู้คนเหล่านี้มีความเพียบพร้อมได้  หากบุคคลหนึ่งยังไม่ได้ปลงใจที่จะเชื่อฟัง และไม่กระหายต่อพระวจนะของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ไม่มีแนวทางที่จะยอมรับสิ่งใหม่ๆ เหล่านี้ พวกเขาก็แค่จะกลายเป็นกบฏมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เจ้าเล่ห์มากขึ้นเรื่อยๆ และด้วยเหตุนี้ก็จะจบลงบนร่องครรลองที่ผิด  ในการทรงพระราชกิจของพระองค์ในขณะนี้นั้น พระเจ้าจะทรงยกชูผู้คนที่รักพระองค์อย่างแท้จริงและสามารถยอมรับความสว่างใหม่ได้เพิ่มมากขึ้น และพระองค์จะทรงตัดทอนพวกเจ้าหน้าที่ทางศาสนาที่ถือสิทธิความอาวุโสของพวกเขาโดยสิ้นเชิง พระองค์ไม่ทรงต้องประสงค์พวกที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงอย่างดื้อดึงแม้แต่คนเดียว  เจ้าต้องการเป็นหนึ่งในบรรดาผู้คนเหล่านี้หรือไม่?  เจ้าทำการปรนนิบัติของเจ้าตามการเลือกชอบของเจ้าเอง หรือเจ้าทำสิ่งที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์กันแน่?  นี่คือบางสิ่งบางอย่างที่เจ้าต้องรู้ด้วยตัวของเจ้าเอง  เจ้าเป็นเจ้าหน้าที่ทางศาสนา หรือเจ้าเป็นทารกแรกเกิดที่พระเจ้าได้ทรงทำให้มีความเพียบพร้อมกันแน่?  การปรนนิบัติของเจ้ามากน้อยเพียงใดที่ได้รับการชมเชยจากพระวิญญาณบริสุทธิ์?  การปรนนิบัติของเจ้ามากน้อยเพียงใดที่พระเจ้าจะไม่แม้แต่ทรงจดจำ?  มีการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเจ้ามากเพียงใดอันเป็นผลมาจากการปรนนิบัติตลอดหลายปีของเจ้า?  เจ้าเข้าใจชัดเจนในเรื่องทั้งหมดนี้หรือไม่?  หากเจ้ามีความเชื่ออย่างแท้จริง เจ้าจะทิ้งมโนคติอันหลงผิดเก่าๆ  ทางศาสนาของเจ้าจากเมื่อก่อนไป และจะรับใช้พระเจ้าได้ดียิ่งขึ้นในหนทางใหม่  มันยังไม่สายเกินไปที่จะลุกขึ้นมาบัดนี้  มโนคติอันหลงผิดเก่าๆ ทางศาสนานั้นสามารถริบชีวิตทั้งชีวิตของบุคคลหนึ่งได้  ประสบการณ์ที่บุคคลหนึ่งรับเอาไว้สามารถทำให้พวกเขาไถลห่างจากพระเจ้าและทำสิ่งทั้งหลายในหนทางของพวกเขาเอง  หากเจ้าไม่ละวางสิ่งทั้งหลายเช่นนั้น สิ่งเหล่านั้นจะกลายเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของชีวิตของเจ้า  พระเจ้าทรงทำให้บรรดาผู้ที่รับใช้พระองค์มีความเพียบพร้อมอยู่เสมอ และไม่ทรงขับพวกเขาออกไปง่ายๆ  หากเจ้ายอมรับการพิพากษาและการตีสอนจากพระวจนะของพระเจ้าอย่างแท้จริง หากเจ้าสามารถละวางการปฏิบัติและกฎเกณฑ์ทั้งหลายทางศาสนาแบบเก่าของเจ้าไว้ก่อนได้ และหยุดใช้มโนคติอันหลงผิดเก่าๆ ทางศาสนามาเป็นตัววัดพระวจนะของพระเจ้าในวันนี้ เมื่อนั้นเท่านั้นจึงจะมีอนาคตสำหรับเจ้า  แต่หากเจ้ายึดติดกับสิ่งเก่าๆ หากเจ้ายังคงหวงแหนความล้ำค่าของพวกมัน เช่นนั้นแล้วก็จะไม่มีหนทางที่เจ้าจะสามารถได้รับการช่วยให้รอดได้  พระเจ้าไม่ทรงเหลียวแลผู้คนเช่นนั้น  หากเจ้าปรารถนาที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมจริงๆ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ต้องปลงใจที่จะปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างจากเมื่อก่อนโดยสิ้นเชิง  แม้ว่าสิ่งที่ได้ทำไปแล้วเมื่อก่อนนั้นจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แม้ว่ามันจะเป็นพระราชกิจของพระเจ้า เจ้าก็ต้องยังคงสามารถละวางมันและหยุดยึดติดกับมันได้  แม้ว่ามันจะเป็นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างชัดเจน กระทำโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์โดยตรง วันนี้เจ้าต้องละวางมัน  เจ้าต้องไม่ยึดมั่นกับมัน  นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์  ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องได้รับการเริ่มใหม่  ในพระราชกิจของพระเจ้าและพระวจนะของพระเจ้านั้น พระองค์ไม่ทรงอ้างอิงถึงสิ่งเก่าๆ ทั้งหลายที่เคยเป็นเมื่อก่อน พระองค์ไม่ทรงขุดเข้าไปในปูมเก่าๆ  พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงใหม่อยู่เสมอและไม่มีวันเก่า และไม่ทรงยึดติดกับแม้กระทั่งพระวจนะของพระองค์เองจากอดีต—ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าไม่ทรงปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ใดๆ  ดังนั้นหากเจ้า ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ยึดติดกับสิ่งทั้งหลายในอดีตอยู่เสมอ หากเจ้าปฏิเสธที่จะปล่อยสิ่งเหล่านั้นไป และนำสิ่งเหล่านั้นมาใช้ในรูปแบบตายตัวอย่างเคร่งครัด ในขณะที่พระเจ้าไม่ได้ทรงพระราชกิจโดยใช้วิธีการที่พระองค์ทรงเคยใช้มาก่อนอีกต่อไป เช่นนั้นแล้วคำพูดและการกระทำทั้งหลายของเจ้าจะไม่ยุ่งเหยิงหรอกหรือ?  เจ้าไม่ได้กลายมาเป็นศัตรูของพระเจ้าแล้วหรอกหรือ?  เจ้าเต็มใจที่จะปล่อยให้ชีวิตทั้งชีวิตของเจ้าต้องพินาศและล่มจมไปกับสิ่งเก่าๆ เหล่านี้หรือ?  สิ่งเก่าๆ เหล่านี้จะทำให้เจ้าเป็นใครบางคนที่ขัดขวางพระราชกิจของพระเจ้า—เจ้าต้องการเป็นคนประเภทนั้นหรือ?  หากเจ้าไม่ต้องการอย่างนั้นจริงๆ เช่นนั้นแล้ว ก็จงหยุดสิ่งที่เจ้ากำลังทำอยู่โดยเร็วแล้วหันกลับ เริ่มต้นทุกอย่างใหม่อีกครั้ง พระเจ้าจะไม่ทรงจดจำการปรนนิบัติในอดีตของเจ้า

ตัดตอนมาจาก “การปรนนิบัติทางศาสนาต้องได้รับการชำระล้าง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 457

สำหรับเรื่องงานนั้น มนุษย์เชื่อว่างานนั้นคือการวิ่งสาละวนเพื่อพระเจ้า เทศนาไปทั่วทุกหนแห่ง และทุ่มเทเพื่อประโยชน์ของพระองค์ทั้งหมด  แม้ความเชื่อนี้จะถูกต้อง แต่ก็เป็นเพียงด้านเดียวมากเกินไป สิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกร้องจากมนุษย์นั้นไม่ใช่แค่การวิ่งสาละวนเพื่อพระองค์เท่านั้น นอกจากนี้แล้ว งานนี้เกี่ยวข้องกับพันธกิจและการจัดเตรียมภายในจิตวิญญาณ  พี่น้องชายหญิงหลายคน แม้ภายหลังจากที่มีประสบการณ์กันมาหลายปีแล้วก็ตาม กลับไม่เคยคิดถึงเรื่องการทำงานเพื่อพระเจ้าเลย เนื่องจากงานตามที่มนุษย์คิดได้นั้นหาได้สอดคล้องกับสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกร้องไม่  เพราะฉะนั้น มนุษย์จึงไม่มีความสนใจใดๆ เลยในเรื่องของงาน และนี่คือเหตุผลที่ชัดเจนว่าเหตุใดการเข้าสู่ของมนุษย์จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างมีลักษณะด้านเดียวเหมือนกัน  พวกเจ้าทั้งหมดควรจะเริ่มต้นการเข้าสู่ของพวกเจ้าด้วยการทำงานเพื่อพระเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าอาจจะก้าวผ่านทุกแง่มุมของประสบการณ์ได้ดีขึ้น  นี่คือสิ่งที่พวกเจ้าควรจะเข้าสู่  งานไม่ได้หมายถึงการวิ่งสาละวนเพื่อพระเจ้า แต่หมายถึงว่าชีวิตของมนุษย์และการดำเนินชีวิตของมนุษย์นั้นสามารถมอบความชื่นชมยินดีแก่พระเจ้าได้หรือไม่  งานหมายถึงการที่ผู้คนใช้การอุทิศตัวของตนแด่พระเจ้าและใช้ความรู้ของตนเกี่ยวกับพระเจ้าเพื่อเป็นพยานเกี่ยวกับพระเจ้า รวมทั้งเพื่อปรนนิบัติมนุษย์ด้วย  นี่คือความรับผิดชอบของมนุษย์ และนี่คือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนควรเข้าใจ เราอาจกล่าวได้ว่าการเข้าสู่ของพวกเจ้าคืองานของพวกเจ้า และว่าพวกเจ้ากำลังพยายามเข้าสู่ในช่วงระหว่างการทำงานเพื่อพระเจ้า  การได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าไม่ได้มีความหมายแค่ว่าเจ้ารู้วิธีกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ เจ้าต้องรู้วิธีเป็นพยานเกี่ยวกับพระเจ้า และสามารถรับใช้พระเจ้า และสามารถปรนนิบัติและจัดเตรียมให้มนุษย์ได้  นี่คืองาน และเป็นการเข้าสู่ของพวกเจ้าเช่นกัน นี่คือสิ่งที่ทุกคนควรจะสำเร็จลุล่วง  มีหลายคนที่มุ่งเน้นเพียงแต่การวิ่งสาละวนเพื่อพระเจ้า และเทศนาไปทั่วทุกหนแห่ง แต่มองข้ามประสบการณ์ส่วนบุคคลของตนเองไป และเพิกเฉยต่อการเข้าสู่ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของตนเอง  สิ่งนี้เองที่ได้นำพาบรรดาผู้ที่รับใช้พระเจ้าให้กลายเป็นพวกที่ต้านทานพระเจ้า  คนเหล่านี้ที่เคยรับใช้พระเจ้าและปรนนิบัติเพื่อนมนุษย์มาตลอดหลายปีนี้ ได้ถือเพียงว่าการทำงานและการเทศนาเป็นการเข้าสู่ และไม่มีใครเลยที่ถือว่าประสบการณ์ฝ่ายจิตวิญญาณส่วนบุคคลของพวกเขาเป็นการเข้าสู่ที่สำคัญ  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับนำความรู้แจ้งที่พวกเขาได้รับจากพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์มาเป็นทุนเพื่อใช้สอนคนอื่นๆ  ขณะเทศนา พวกเขารู้สึกเป็นภาระอย่างมากและรับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไว้ และด้วยวิธีนี้ พวกเขาก็กำลังปลดปล่อยพระสุรเสียงของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ในเวลานั้น บรรดาผู้ที่ทำงานเต็มไปด้วยความพึงพอใจ ราวกับว่าพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นได้กลายเป็นประสบการณ์ฝ่ายจิตวิญญาณส่วนบุคคลของพวกเขา พวกเขารู้สึกว่าทุกคำพูดที่พวกเขากำลังพูดนั้นเป็นของตัวตนส่วนบุคคลของพวกเขา แต่แล้วก็เป็นอีกครั้งที่เป็นราวกับว่าประสบการณ์ของพวกเขาเองไม่ชัดเจนอย่างที่พวกเขาได้บรรยายมา  ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนจะพูด พวกเขาไม่ได้ระแคะระคายเลยว่าพวกเขาจะพูดอะไรบ้าง แต่เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจในตัวพวกเขา คำพูดของพวกเขาก็พรั่งพรูออกมาราวกับสายน้ำที่ไหลไม่หยุด  ภายหลังจากที่เจ้าได้เทศนาแบบนั้นครั้งหนึ่งแล้ว เจ้าจะรู้สึกว่าวุฒิภาวะที่แท้จริงของเจ้านั้นไม่ได้เล็กน้อยอย่างที่เจ้าเคยเชื่อเลย และเช่นเดียวกับในสถานการณ์ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงพระราชกิจในตัวเจ้าแล้วหลายครั้ง เจ้าจึงกำหนดพิจารณาว่าเจ้ามีวุฒิภาวะแล้ว และเชื่ออย่างผิดๆ ว่าพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นคือการเข้าสู่ของเจ้าเองและเป็นสภาวะความมีตัวตนของเจ้าเอง  เมื่อเจ้ามีประสบการณ์ในหนทางนี้อยู่เนืองนิตย์ เจ้าก็จะกลายเป็นหละหลวมเกี่ยวกับการเข้าสู่ของเจ้าเอง ไถลเข้าสู่ความเกียจคร้านโดยไม่ได้สังเกต และเลิกให้ความสำคัญใดๆ กับการเข้าสู่ส่วนตัวของเจ้า  ด้วยเหตุนี้ เมื่อเจ้ากำลังปรนนิบัติคนอื่นๆ อยู่ เจ้าต้องแยกให้ชัดเจนระหว่างวุฒิภาวะของเจ้าและพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  การนี้สามารถช่วยเอื้อต่อการเข้าสู่ของเจ้าได้ดีขึ้นและยังประโยชน์แก่ประสบการณ์ของเจ้ามากขึ้น  เมื่อมนุษย์รับเอาพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นประสบการณ์ส่วนตัวของพวกเขา การนี้กลับกลายเป็นแหล่งความต่ำทราม  นี่คือเหตุผลว่าเหตุใดเราจึงกล่าวว่า ไม่ว่าพวกเจ้าจะทำหน้าที่อะไรก็ตาม พวกเจ้าควรที่จะถือว่าการเข้าสู่ของพวกเจ้านั้นเป็นบทเรียนที่สำคัญยิ่ง

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (2)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 458

เราทำงานเพื่อทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระเจ้า เพื่อนำบรรดาคนเหล่านั้นทั้งหมดที่ได้ดังพระทัยของพระเจ้ามาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ เพื่อนำมนุษย์ไปสู่พระเจ้า และเพื่อแนะนำให้มนุษย์รู้จักพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และการทรงนำของพระเจ้า  ด้วยการนั้นจึงเป็นการทำให้ดอกผลแห่งพระราชกิจของพระเจ้ามีความเพียบพร้อม  เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นที่พวกเจ้าจะต้องชัดเจนอย่างทะลุปรุโปร่งเกี่ยวกับเนื้อแท้ของงาน  ในฐานะคนที่พระเจ้าทรงใช้งาน มนุษย์ทุกคนคู่ควรกับการทำงานเพื่อพระเจ้า กล่าวคือ ทุกคนมีโอกาสที่จะถูกใช้งานโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์  อย่างไรก็ตาม มีจุดหนึ่งที่พวกเจ้าต้องตระหนัก นั่นคือ เมื่อมนุษย์ทำงานที่พระเจ้าทรงพระบัญชา มนุษย์ได้รับโอกาสที่จะถูกใช้โดยพระเจ้า ทว่าสิ่งที่มนุษย์พูดและรู้นั้นหาใช่วุฒิภาวะของมนุษย์ไม่โดยสิ้นเชิง  ทั้งหมดที่พวกเจ้าสามารถทำได้คือ การรู้ถึงข้อบกพร่องของพวกเจ้าเองระหว่างการทำงานของเจ้าให้ดียิ่งขึ้น และมามีความรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่มากขึ้น  ในหนทางนี้ พวกเจ้าก็จะสามารถได้รับการเข้าสู่ที่ดีขึ้นในครรลองของการทำงานของพวกเจ้า  หากมนุษย์ถือว่าการทรงนำที่มาจากพระเจ้านั้นเป็นการเข้าสู่ของตนเอง และเป็นบางสิ่งที่มีอยู่โดยธรรมชาติในตัวของพวกเขาเองอยู่แล้ว เช่นนั้นแล้วโอกาสที่วุฒิภาวะของมนุษย์จะเติบโตได้ย่อมไม่มีเลย  ความรู้แจ้งว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจในมนุษย์เกิดขึ้นเมื่อพวกเขาอยู่ในสภาวะปกติ แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น ผู้คนมักจะเข้าใจผิดไปว่าความรู้แจ้งที่พวกเขาได้รับนั้นเป็นวุฒิภาวะที่แท้จริงของตนเอง เนื่องจากวิธีที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงให้ความรู้แจ้งนั้นเป็นเรื่องธรรมดาอย่างมาก และพระองค์ทรงใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่โดยธรรมชาติในตัวมนุษย์  เมื่อผู้คนทำงานหรือพูด หรือเมื่อพวกเขากำลังอธิษฐานและเฝ้าเดี่ยวทางวิญญาณ ความจริงก็จะกลับกลายเป็นกระจ่างแจ้งต่อพวกเขาในทันที  อย่างไรก็ดี ในความเป็นจริง สิ่งที่มนุษย์เห็นนั้นเป็นเพียงความรู้แจ้งโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ (โดยธรรมชาติแล้ว ความรู้แจ้งนี้เชื่อมโยงกับความร่วมมือของมนุษย์) และหาได้เป็นตัวแทนวุฒิภาวะที่แท้จริงของมนุษย์ไม่  หลังจากช่วงเวลาหนึ่งของประสบการณ์ที่มนุษย์เผชิญกับความยากลำบากและการทดสอบทั้งหลายมาบ้าง วุฒิภาวะที่แท้จริงของมนุษย์กลับกลายเป็นชัดแจ้งภายใต้รูปการณ์แวดล้อมดังกล่าว  เมื่อนั้นเท่านั้นเองที่มนุษย์จะค้นพบว่าวุฒิภาวะของเขานั้นไม่ได้ดีมากนัก และความเห็นแก่ตัว ข้อพิจารณาส่วนบุคคล และความละโมบของมนุษย์ต่างก็ผุดพรายขึ้นทั้งหมดทั้งมวล  เพียงภายหลังจากที่ได้ผ่านวงจรแห่งประสบการณ์แบบนี้หลายรอบแล้วเท่านั้น ผู้คนจำนวนมากในบรรดาผู้ที่ตื่นรู้ภายในจิตวิญญาณของตนจะตระหนักได้ว่า สิ่งที่พวกเขาได้รับประสบการณ์ในอดีตนั้นไม่ใช่ความเป็นจริงของพวกเขาเองเลย แต่เป็นเพียงความกระจ่างชั่วขณะจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ และว่ามนุษย์เพียงแต่ได้รับความสว่างนี้มา  เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงให้ความรู้แจ้งแก่มนุษย์เพื่อที่จะเข้าใจความจริง บ่อยครั้งจะเป็นไปในลักษณะที่ชัดแจ้งและโดดเด่น โดยไม่มีการอธิบายถึงที่มาและที่ไปของสิ่งทั้งหลาย  กล่าวคือ แทนที่จะผนวกความยากลำบากของมนุษย์เข้ามาในการวิวรณ์นี้ พระองค์ทรงเปิดเผยความจริงนั้นโดยตรง  เมื่อมนุษย์เผชิญความยากลำบากในกระบวนการการเข้าสู่ แล้วจึงผนวกความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์เข้าด้วยกัน นี่กลับกลายเป็นประสบการณ์ที่แท้จริงของมนุษย์ […] ดังนั้น ขณะเดียวกับที่พวกเจ้ารับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไว้ พวกเจ้าควรที่จะให้ความสำคัญกับการเข้าสู่ของพวกเจ้ามากขึ้นไปอีก โดยการมองเห็นว่าพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และการเข้าสู่ของพวกเจ้านั้นคืออะไรกันแน่ รวมถึงการผนวกพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เข้าไว้ในการเข้าสู่ของพวกเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าอาจจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ในหลายๆ ด้านกว่าเดิม และเพื่อที่เนื้อแท้ของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์จะได้ถูกสร้างขึ้นภายในตัวพวกเจ้า  ในช่วงที่พวกเจ้าได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกเจ้าจะมารู้จักพระวิญญาณบริสุทธิ์ รวมถึงตัวเจ้าเองด้วย และยิ่งกว่านั้น ใครจะรู้ ในท่ามกลางความทุกข์แสนสาหัสไม่รู้ว่ากี่รอบนั้น เจ้าจะพัฒนาสัมพันธภาพปกติกับพระเจ้า และสัมพันธภาพระหว่างเจ้ากับพระเจ้าจะใกล้ชิดขึ้นวันต่อวัน  ภายหลังจากเหตุการณ์ทั้งหลายเกี่ยวกับการตัดแต่งและกระบวนการถลุงอย่างนับไม่ถ้วน เจ้าจะพัฒนาความรักที่แท้จริงต่อพระเจ้า  นั่นคือเหตุผลว่าเหตุใดพวกเจ้าจึงต้องตระหนักว่าความทุกข์ การเฆี่ยนตี และความทุกข์ลำบากนั้นไม่ใช่สิ่งที่พึงกลัว สิ่งที่น่าหวาดหวั่นนั้นคือการมีเพียงพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์แต่ไม่มีการเข้าสู่ของพวกเจ้า  เมื่อวันนั้นมาถึงซึ่งพระราชกิจของพระเจ้าเสร็จสิ้นลง เจ้าจะได้ลงแรงไปโดยเปล่าดาย กล่าวคือ แม้เจ้าจะได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า เจ้าจะไม่ได้มารู้จักพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือได้มีการเข้าสู่ของเจ้าเอง  ความรู้แจ้งที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจในมนุษย์นั้น ไม่ใช่เพื่อค้ำจุนความหลงใหลของมนุษย์ไว้ แต่เพื่อเปิดเส้นทางสำหรับการเข้าสู่ของมนุษย์ รวมทั้งเพื่ออนุญาตให้มนุษย์ได้มารู้จักกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ และจากจุดนี้ ได้พัฒนาความรู้สึกเคารพและการรักใคร่บูชาที่มีต่อพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (2)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 459

มีการเบี่ยงเบนน้อยกว่ามากในงานของบรรดาผู้ที่ได้ก้าวผ่านการตัดแต่ง การถูกจัดการ การพิพากษา และการตีสอน และการแสดงออกของงานของพวกเขาก็มีความถูกต้องแม่นยำมากกว่ามาก  บรรดาผู้ที่อาศัยความเป็นธรรมชาติของตนในการทำงานทำผิดพลาดค่อนข้างใหญ่หลวง  งานของผู้คนที่ยังไม่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแสดงออกถึงความเป็นธรรมชาติของพวกเขาเองมากจนเกินไป ซึ่งทำให้เกิดอุปสรรคอย่างใหญ่หลวงต่อพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ไม่ว่าขีดความสามารถของบุคคลจะดีเพียงใดก็ตาม พวกเขาต้องก้าวผ่านการตัดแต่ง การได้รับการจัดการ และการพิพากษาก่อนที่พวกเขาจะสามารถทำตามพระบัญชาของพระราชกิจของพระเจ้าด้วยเช่นกัน  หากพวกเขาไม่ได้ก้าวผ่านการพิพากษาเช่นนั้น งานของเขาก็ไม่อาจสอดคล้องกับหลักการของความจริงได้ไม่ว่างานของเขาจะได้รับการดำเนินการมาดีเพียงใดก็ตาม และเป็นผลผลิตจากความเป็นธรรมชาติและความดีของมนุษย์เสมอ  งานของบรรดาผู้ที่ได้ก้าวผ่านการตัดแต่ง การจัดการ และการพิพากษามีความถูกต้องแม่นยำมากกว่างานของผู้ที่ยังไม่ได้รับการตัดแต่ง การจัดการและการพิพากษา  พวกที่ยังไม่ได้ก้าวผ่านการพิพากษาไม่แสดงออกถึงสิ่งใดเลยนอกจากเนื้อหนังและความคิดของมนุษย์ ซึ่งผสมปนเปด้วยปัญญาของมนุษย์และพรสวรรค์ภายในตัวเป็นอันมาก  นี่ไม่ใช่การแสดงออกที่ถูกต้องแม่นยำของมนุษย์เกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า  บรรดาผู้ที่ติดตามผู้คนเช่นนี้ถูกนำมาอยู่ต่อหน้าพวกเขาด้วยขีดความสามารถภายในตัวของพวกเขา  เพราะพวกเขาแสดงออกถึงความรู้ความเข้าใจเชิงลึกและประสบการณ์ของมนุษย์มากเกินไป ซึ่งเกือบจะหลุดจากเจตนารมณ์แต่ดั้งเดิมของพระเจ้าและเบี่ยงเบนจากเจตนารมณ์นั้นไกลจนเกินไป งานของบุคคลชนิดนี้จึงไม่สามารถนำผู้คนมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า แต่กลับนำพวกเขามาอยู่ต่อหน้ามนุษย์แทน  ดังนั้น ผู้ที่ยังไม่ได้ก้าวผ่านการพิพากษาและการตีสอนจึงไม่มีคุณสมบัติที่จะดำเนินการตามพระบัญชาของพระราชกิจของพระเจ้าให้เสร็จสิ้น  งานของผู้ทำงานที่มีคุณสมบัติสามารถนำผู้คนไปสู่หนทางที่ถูกต้อง และให้พวกเขาได้รับการเข้าสู่ความจริงที่ยิ่งใหญ่กว่า  งานของเขาสามารถนำผู้คนมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  นอกจากนี้ งานที่เขาทำสามารถแตกต่างออกไปตามแต่ละบุคคล และไม่ได้ถูกผูกมัดด้วยกฎเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งทำให้ผู้คนได้รับการหลุดพ้นและเสรีภาพ และความสามารถที่จะค่อยๆ เติบโตในชีวิต และที่จะมีการเข้าสู่ความจริงที่ลุ่มลึกยิ่งขึ้น  ส่วนงานของผู้ทำงานที่ไม่มีคุณสมบัตินั้นไม่ถึงมาตรฐานที่ควรเป็นอย่างมาก  งานของเขานั้นโง่เขลา  เขาสามารถนำผู้คนมาสู่กฎเกณฑ์ต่างๆ ได้เท่านั้น และสิ่งที่เขาเรียกร้องจากผู้คนไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละบุคคล เขาไม่ได้ทำงานตามความจำเป็นจริงๆ ของผู้คน  ในงานชนิดนี้มีกฎเกณฑ์ต่างๆ มากจนเกินไปและมีหลักทฤษฎีมากจนเกินไป และงานนี้ไม่สามารถนำผู้คนมาสู่ความเป็นจริงได้ อีกทั้งไม่สามารถนำผู้คนเข้าสู่การปฏิบัติปกติของการเติบโตในชีวิตได้  งานนี้สามารถทำได้แค่ให้ผู้คนยึดติดกับกฎเกณฑ์ไร้ค่าไม่กี่ข้อเท่านั้น  การนำเช่นนั้นสามารถทำได้แค่นำทางผู้คนให้หลงเจิ่นเท่านั้น  เขานำทางเจ้าให้กลายเป็นเหมือนเขา เขาสามารถนำเจ้าไปสู่สิ่งที่เขามีและเป็น  ในการที่ผู้ติดตามจะหยั่งรู้ได้ว่าผู้นำมีคุณสมบัติหรือไม่นั้น กุญแจสำคัญคือการดูที่เส้นทางที่พวกเขานำทางและผลลัพธ์ของการทำงานของเขา และมองเห็นว่าผู้ติดตามได้รับหลักการตามความจริงหรือไม่ และพวกเขาได้รับวิธีการปฏิบัติที่เหมาะสมสำหรับการแปลงสภาพของพวกเขาหรือไม่  เจ้าควรจำแนกความแตกต่างระหว่างงานที่แตกต่างกันของผู้คนชนิดที่แตกต่างกัน เจ้าไม่ควรเป็นผู้ติดตามที่โง่เขลา  นี่ส่งผลกระทบต่อเรื่องการเข้าสู่ของผู้คน  หากเจ้าไร้ความสามารถที่จะจำแนกความแตกต่างว่าการเป็นผู้นำของบุคคลใดมีเส้นทางและของบุคคลใดไม่มี เจ้าจะถูกหลอกลวงได้โดยง่าย  ทั้งหมดนี้มีผลโดยตรงต่อชีวิตของเจ้าเอง  มีความเป็นธรรมชาติมากเกินไปในงานของผู้คนที่ไม่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม งานนั้นผสมผสานด้วยเจตจำนงของมนุษย์มากจนเกินไป  สิ่งที่พวกเขาเป็นคือความเป็นธรรมชาติ—สิ่งที่มาพร้อมกับที่พวกเขาเกิด นั่นไม่ใช่ชีวิตหลังจากที่ได้รับการจัดการแล้วหรือความเป็นจริงหลังจากที่ได้รับการแปลงสภาพแล้ว  บุคคลเช่นนั้นจะสามารถสนับสนุนผู้ที่กำลังไล่ตามเสาะหาชีวิตได้อย่างไร?  ชีวิตที่มนุษย์คนนั้นมีโดยดั้งเดิมแล้วคือปัญญาหรือพรสวรรค์ภายในตัวของเขา  ปัญญาหรือพรสวรรค์ประเภทนี้ค่อนข้างไกลห่างจากสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกร้องอย่างแท้จริงจากมนุษย์  หากมนุษย์ไม่ได้ผ่านการทำให้มีความเพียบพร้อมและอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของเขาไม่ได้ผ่านการตัดแต่งและจัดการ จะมีช่องว่างอันกว้างใหญ่ระหว่างสิ่งที่เขาแสดงออกและความจริง  สิ่งที่เขาแสดงออกจะผสมผสานด้วยสิ่งที่คลุมเครือ เช่น จินตนาการและประสบการณ์ด้านเดียวของเขา  ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าเขาจะทำงานอย่างไรก็ตาม ผู้คนจะรู้สึกว่าไม่มีเป้าหมายโดยรวมและไม่มีความจริงที่เหมาะสมสำหรับการเข้าสู่ของผู้คนทั้งปวง  ในสิ่งที่เรียกร้องจากผู้คนนั้น ส่วนใหญ่แล้วเกินความสามารถของพวกเขา เสมือนว่าพวกเขาเป็นเป็ดที่ถูกบังคับให้นั่งบนคอน  นี่คืองานจากเจตจำนงของมนุษย์  อุปนิสัยที่เสื่อมทรามของมนุษย์ ความคิดของเขา และมโนคติที่หลงผิดของเขาแผ่ซ่านไปทุกส่วนในร่างกายเขา  มนุษย์ไม่ได้เกิดมาพร้อมสัญชาตญาณที่จะปฏิบัติตามความจริง อีกทั้งเขาไม่มีสัญชาตญาณที่จะเข้าใจความจริงโดยตรง  นอกจากนั้นยังมีอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของมนุษย์—เมื่อบุคคลที่เป็นธรรมชาติประเภทนี้ทำงาน งานนั้นไม่ก่อให้เกิดการขัดจังหวะหรือ?  แต่มนุษย์ที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแล้วนั้นมีประสบการณ์ของความจริงที่ผู้คนควรเข้าใจ และความรู้เกี่ยวกับอุปนิสัยที่เสื่อมทรามทั้งหลายของพวกเขา เพื่อที่สิ่งที่คลุมเครือและไม่เป็นจริงในงานของเขาจะค่อยๆ ลดลงไป การมีสิ่งเจือปนของมนุษย์กลายเป็นน้อยลง และการทำงานและการรับใช้ของเขาเข้ามาใกล้เคียงกับมาตรฐานที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ดังนั้น งานของเขาได้เข้าสู่ความเป็นจริงของความจริง และมันยังได้กลายเป็นเหมือนจริงด้วยเช่นกัน  ความคิดในจิตใจของมนุษย์สกัดกั้นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นพิเศษ  มนุษย์มีจินตนาการอันอุดมและตรรกะอันมีเหตุผล และเขาได้มีประสบการณ์อันยาวนานในการจัดการกิจการต่างๆ  หากแง่มุมเหล่านี้ของมนุษย์ไม่ได้ก้าวผ่านการตัดแต่งและการแก้ไข ทั้งหมดก็เป็นอุปสรรคต่อพระราชกิจ  ดังนั้น งานของมนุษย์จึงไม่สามารถสัมฤทธิ์ความถูกต้องแม่นยำในระดับที่สูงที่สุดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานของผู้คนที่ไม่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม

ตัดตอนมาจาก “พระราชกิจของพระเจ้าและงานของมนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 460

เจ้าจำเป็นต้องมีความเข้าใจต่อสภาวะทั้งหลายมากมายที่ผู้คนจะเป็นอยู่ เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงปฏิบัติพระราชกิจแก่พวกเขา  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาผู้ที่ประสานงานในการปรนนิบัติพระเจ้าต้องมีการจับความเข้าใจที่หนักแน่นมากยิ่งขึ้นไปอีกเกี่ยวกับสภาวะทั้งหลายมากมายที่เกิดขึ้นโดยพระราชกิจที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงปฏิบัติแก่ผู้คน  หากเจ้าเพียงแค่พูดคุยเกี่ยวกับประสบการณ์มากมาย หรือวิธีทั้งหลายในการบรรลุถึงการเข้าสู่เท่านั้น นั่นแสดงให้เห็นว่า ประสบการณ์ของเจ้าเป็นประสบการณ์ข้างเดียวมากเกินไป  หากไม่รู้จักสภาวะที่แท้จริงของเจ้าและไม่จับความเข้าใจหลักการของความจริง ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย  หากไม่รู้จักหลักการในพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ หรือไม่เข้าใจผลที่สิ่งนั้นนำมา ก็เป็นเรื่องยากสำหรับเจ้าที่จะหยั่งรู้งานของพวกวิญญาณชั่วร้าย  เจ้าต้องเปิดโปงงานของพวกวิญญาณชั่วร้าย รวมทั้งมโนคติที่หลงผิดทั้งหลายของมนุษย์ และเจาะทะลุตรงเข้าไปยังหัวใจของประเด็นปัญหา เจ้ายังต้องชี้ให้เห็นการเบี่ยงเบนหลายอย่างในการปฏิบัติของผู้คน และปัญหาที่พวกเขาอาจมีในความเชื่อของพวกเขาต่อพระเจ้าด้วย เพื่อที่พวกเขาอาจจำสิ่งเหล่านั้นได้  อย่างน้อยที่สุด เจ้าต้องไม่ทำให้พวกเขารู้สึกในเชิงลบหรือเฉยเมย  อย่างไรก็ดี เจ้าต้องเข้าใจความลำบากยากเย็นทั้งหลายที่มีอยู่อย่างเป็นรูปธรรมสำหรับผู้คนส่วนใหญ่ เจ้าต้องไม่ไร้เหตุผล หรือ “พยายามสอนสุกรให้ร้องเพลง” นั่นเป็นพฤติกรรมที่โง่เขลา  ในการแก้ไขความลำบากยากเย็นมากมายที่ผู้คนได้รับประสบการณ์นั้น ก่อนอื่นเจ้าต้องจับใจความพลวัตของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้ได้ เจ้าต้องเข้าใจว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงปฏิบัติพระราชกิจแก่ผู้คนที่แตกต่างกันอย่างไร เจ้าต้องมีความเข้าใจเรื่องความลำบากยากเย็นทั้งหลายที่ผู้คนเผชิญหน้า และเรื่องข้อบกพร่องของพวกเขา  และเจ้าต้องเข้าใจทะลุปรุโปร่งถึงประเด็นสำคัญของปัญหา และเข้าถึงแหล่งกำเนิดของมัน โดยไม่มีการเบี่ยงเบนหรือทำความผิดพลาดใดๆ  มีเพียงบุคคลประเภทนี้เท่านั้นที่มีคุณสมบัติที่จะประสานงานในการปรนนิบัติพระเจ้า

การที่เจ้าจะมีความสามารถที่จะจับความเข้าใจประเด็นสำคัญหรือมองเห็นสิ่งทั้งหลายมากมายได้อย่างชัดเจนหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ส่วนบุคคลของเจ้า  ลักษณะที่เจ้าได้รับประสบการณ์คือลักษณะที่เจ้าใช้นำทางผู้อื่นด้วยเช่นกัน  หากเจ้าเข้าใจความหมายตามตัวอักษรและคำสอนทั้งหลาย เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะนำทางผู้อื่นให้เข้าใจความหมายตามตัวอักษรและคำสอนทั้งหลาย  วิถีที่เจ้าได้รับประสบการณ์กับความเป็นจริงของพระวจนะของพระเจ้า คือวิถีที่เจ้าจะใช้นำทางผู้อื่นบรรลุถึงการเข้าสู่ความเป็นจริงของถ้อยดำรัสของพระเจ้า  หากเจ้ามีความสามารถที่จะเข้าใจความจริงทั้งหลายมากมาย และได้รับความรู้ความเข้าใจเชิงลึกอย่างชัดเจนในหลายสิ่งจากพระวจนะของพระเจ้าได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะสามารถนำทางผู้อื่นให้เข้าใจความจริงทั้งหลายมากมายได้ และบรรดาผู้ที่เจ้านำทางก็จะได้รับความเข้าใจชัดเจนเกี่ยวกับนิมิตทั้งหลายเช่นกัน  หากเจ้ามุ่งเน้นไปที่การจับความเข้าใจความรู้สึกเหนือธรรมชาติทั้งหลาย เช่นนั้นแล้ว บรรดาผู้ที่เจ้านำทางก็จะทำอย่างเดียวกัน  หากเจ้าละเลยการปฏิบัติ แต่กลับให้ความสำคัญกับการหารือ เช่นนั้นแล้ว บรรดาผู้ที่เจ้านำทางก็จะมุ่งเน้นไปที่การหารือด้วยเช่นกัน โดยไม่มีการปฏิบัติเลย หรือการบรรลุถึงการเปลี่ยนสภาพใดๆ ในอุปนิสัยของพวกเขา พวกเขาจะเพียงแค่กระตือรือร้นอย่างผิวเผิน โดยไม่ได้ใส่ความจริงใดๆ ลงไปในการปฏิบัติเลย  ผู้คนทุกคนจัดหาให้ผู้อื่นด้วยสิ่งที่พวกเขาเองมี  ประเภทบุคคลที่ใครบางคนเป็นนั้นกำหนดพิจารณาเส้นทางที่พวกเขาจะใช้นำทางผู้อื่นไป เช่นเดียวกับประเภทผู้คนที่พวกเขานำทาง  เพื่อให้เหมาะสมกับการทรงใช้งานของพระเจ้าอย่างแท้จริงแล้วนั้น เจ้าต้องไม่เพียงแค่มีความทะเยอทะยาน แต่เจ้าจำเป็นต้องมีความรู้แจ้งจากพระเจ้า มีการทรงนำจากพระวจนะของพระองค์ มีประสบการณ์ของการได้รับการจัดการโดยพระองค์ และมีกระบวนการถลุงของพระวจนะของพระองค์อย่างมากมายด้วยเช่นกัน  ด้วยการนี้เป็นพื้นฐาน ในเวลาธรรมดาทั้งหลายนั้น พวกเจ้าควรให้ความสนใจต่อการสังเกต ความคิด ความใคร่ครวญ และบทสรุปทั้งหลายของพวกเจ้า และมีส่วนร่วมในการซึมซับหรือการกำจัดอย่างสอดคล้องกัน ทั้งหมดเหล่านี้คือหนทางสำหรับการเข้าสู่ความเป็นจริงของพวกเจ้า และแต่ละอย่างในสิ่งเหล่านี้จะขาดเสียไม่ได้  นี่คือวิธีที่พระเจ้าทรงพระราชกิจ  หากเจ้าเข้าสู่วิธีการนี้ที่พระเจ้าทรงใช้ในการทรงพระราชกิจ เจ้าจะสามารถมีโอกาสเหมาะที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์ได้ทุกวัน  และเมื่อใดก็ตาม ไม่ว่าสภาพแวดล้อมของเจ้าจะรุนแรงหรือเอื้ออำนวยหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าเจ้าจะถูกทดสอบหรือถูกทดลองหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าเจ้าจะกำลังทำงานอยู่หรือไม่ก็ตาม และไม่ว่าเจ้าจะกำลังใช้ชีวิตอยู่ในฐานะบุคคล หรือในฐานะส่วนหนึ่งของส่วนรวมหรือไม่ก็ตาม เจ้าจะพบโอกาสเหมาะที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าอยู่เสมอ โดยไม่เคยพลาดโอกาสเหมาะเหล่านั้นเลยแม้สักครั้งเดียว  เจ้าจะสามารถค้นพบโอกาสเหมาะเหล่านั้นได้ทั้งหมด—และในหนทางนี้ เจ้าจะได้พบความลับสู่การได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้า

จาก “ผู้เลี้ยงที่เหมาะสมควรเตรียมตัวให้พร้อมสรรพด้วยสิ่งใดบ้าง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 461

ทุกวันนี้ ผู้คนมากมายไม่ให้ความสนใจว่าควรเรียนรู้บทเรียนใดในขณะที่ประสานงานกับผู้อื่น  เราได้ค้นพบว่าพวกเจ้าหลายคนไม่สามารถเรียนรู้บทเรียนได้เลยในขณะที่ประสานงานกับผู้อื่น พวกเจ้าส่วนใหญ่ยึดติดกับทรรศนะของพวกเจ้าเอง  เมื่อทำงานในคริสตจักร เจ้าพูดเรื่องของเจ้า และคนอื่นก็พูดเรื่องของพวกเขา และเรื่องนั้นก็ไม่มีความสัมพันธ์กับอีกเรื่องหนึ่ง ที่จริงแล้วพวกเจ้าไม่ได้ร่วมมือกันเลย  พวกเจ้าทั้งหมดต่างหมกมุ่นอยู่กับการสื่อสารแค่ความรู้ความเข้าใจเชิงลึกของพวกเจ้าเอง หรือกับการปลดปล่อย “ภาระ” ที่พวกเจ้าถืออยู่ภายในตัวเจ้า โดยไม่แสวงหาชีวิตแม้ในหนทางที่เล็กน้อยที่สุดเลย  พวกเจ้าปรากฏว่าทำงานแค่พอเป็นพิธีเท่านั้น โดยเชื่ออยู่เสมอว่าเจ้าควรเดินบนเส้นทางของเจ้าเองโดยไม่คำนึงถึงว่าคนอื่นพูดหรือทำอะไร เจ้าคิดว่าเจ้าควรสามัคคีธรรมเมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำเจ้า ไม่สำคัญว่ารูปการณ์แวดล้อมของผู้อื่นอาจเป็นอย่างไรก็ตาม  เจ้าไม่มีความสามารถที่จะค้นพบจุดแข็งของผู้อื่น อีกทั้งเจ้าไม่สามารถตรวจดูตัวเจ้าเองได้  การยอมรับสิ่งต่างๆ ของพวกเจ้าช่างเบี่ยงเบนและผิดพลาดอย่างแท้จริง  สามารถกล่าวได้ว่าแม้กระทั่งตอนนี้พวกเจ้าก็ยังคงแสดงถึงความคิดว่าตัวเองชอบธรรมอยู่มากมาย เสมือนว่าพวกเจ้าได้ทรุดกลับไปสู่โรคภัยไข้เจ็บเก่าๆ นั้น  พวกเจ้าไม่ได้สื่อสารกันในวิธีที่จะสัมฤทธิ์ความเปิดกว้างที่ครบบริบูรณ์ ตัวอย่างเช่น สื่อสารเกี่ยวกับว่าพวกเจ้าได้บรรลุผลลัพธ์ประเภทใดจากการทำงานในคริสตจักรบางแห่ง หรือเกี่ยวกับสภาพเงื่อนไขเมื่อไม่นานมานี้ของสภาวะภายในของเจ้า และอีกมากมาย พวกเจ้าไม่เคยสื่อสารเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นเลย  พวกเจ้าไม่มีการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติต่างๆ เช่น การโยนมโนคติที่หลงผิดของพวกเจ้าเองทิ้งไปหรือการละทิ้งตัวพวกเจ้าเองโดยสิ้นเชิง  บรรดาผู้นำและผู้ปฏิบัติงานคิดเพียงว่าจะรักษาพี่น้องชายหญิงของพวกเขาไม่ให้คิดลบได้อย่างไรและจะทำให้พวกเขาสามารถติดตามอย่างกระตือรือร้นได้อย่างไรเท่านั้น  อย่างไรก็ตาม พวกเจ้าทั้งหมดคิดว่าการติดตามอย่างกระตือรือร้นก็เพียงพอด้วยตัวมันเองแล้ว และโดยพื้นฐานแล้ว พวกเจ้าไม่มีความเข้าใจใดๆ ว่าการรู้จักตัวเจ้าเองและการละทิ้งตัวเจ้าเองหมายถึงสิ่งใด แล้วนับประสาอะไรกับการที่พวกเจ้าจะเข้าใจว่าการรับใช้ด้วยการประสานงานกับผู้อื่นหมายถึงสิ่งใด  พวกเจ้าคิดถึงเพียงการมีเจตจำนงด้วยตัวเจ้าเองที่จะตอบแทนพระเจ้าสำหรับความรักของพระองค์ ถึงการมีเจตจำนงด้วยตัวเจ้าเองที่จะใช้ชีวิตตามลักษณะแนวแบบเปโตร  นอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้แล้ว พวกเจ้าก็ไม่คิดถึงสิ่งอื่นใด  พวกเจ้ากล่าวแม้กระทั่งว่า ไม่สำคัญว่าผู้อื่นทำสิ่งใด เจ้าจะไม่นบนอบอย่างไม่ลืมหูลืมตา และไม่สำคัญว่าผู้อื่นจะเป็นแบบใด เจ้าจะแสวงหาการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าด้วยตัวเจ้าเอง และนั่นจะเพียงพอแล้ว  กระนั้น ข้อเท็จจริงก็คือเจตจำนงของเจ้าไม่พบการแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมในความเป็นจริงแต่อย่างใดเลย  ทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นพฤติกรรมอย่างหนึ่งที่พวกเจ้าแสดงออกในทุกวันนี้หรอกหรือ?  พวกเจ้าแต่ละคนยึดติดกับความรู้ความเข้าใจเชิงลึกของพวกเจ้าเอง และพวกเจ้าทั้งหมดต่างพึงปรารถนาที่นะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  เราเห็นว่าพวกเจ้าได้รับใช้มาเป็นเวลานานยิ่งโดยไม่ได้มีความก้าวหน้ามากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในบทเรียนของการทำงานร่วมกันอย่างปรองดองนี้ พวกเจ้าไม่ได้สัมฤทธิ์ผลในสิ่งใดโดยสิ้นเชิง!  เมื่อลงสู่คริสตจักร เจ้าสื่อสารในวิธีของเจ้า และคนอื่นก็สื่อสารในวิธีของพวกเขา  การประสานงานอย่างปรองดองแทบไม่เคยเกิดขึ้น และก็เป็นจริงยิ่งขึ้นไปอีกในบรรดาผู้ติดตามที่อยู่ระดับล่างจากเจ้า  นั่นจึงกล่าวได้ว่า แทบจะไม่มีผู้ใดท่ามกลางพวกเจ้าเข้าใจว่าการรับใช้พระเจ้าคืออะไร หรือคนเราควรรับใช้พระเจ้าอย่างไร  พวกเจ้าสับสนและปฏิบัติต่อบทเรียนประเภทนี้ราวกับเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญ  ถึงขั้นว่ามีผู้คนมากมายที่ไม่เพียงแต่จะล้มเหลวในการปฏิบัติตามความจริงในแง่มุมนี้เท่านั้น แต่ยังทำผิดโดยตั้งใจอีกด้วย  กระทั่งพวกที่ได้รับใช้มาเป็นเวลาหลายปีก็ต่อสู้และวางอุบายต่อต้านกันและกัน และอิจฉาและแข่งขันกัน ทุกคนอยู่แบบตัวใครตัวมัน และพวกเขาไม่ร่วมมือกันแต่อย่างใดเลย  สิ่งทั้งหมดเหล่านี้ไม่ได้แสดงถึงวุฒิภาวะจริงๆ ของพวกเจ้าหรอกหรือ?  ผู้คนอย่างพวกเจ้าที่รับใช้ร่วมกันเป็นรายวันเป็นเหมือนกับคนอิสราเอลที่รับใช้พระเจ้าพระองค์เองโดยตรงทุกวันในพระวิหาร  เป็นไปได้อย่างไรที่ผู้คนอย่างพวกเจ้าที่รับใช้พระเจ้าจะไม่สามารถมีแนวคิดใดๆ เกี่ยวกับวิธีการประสานงานหรือวิธีการที่จะรับใช้?

ตัดตอนมาจาก “จงรับใช้เหมือนที่คนอิสราเอลทำ” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 462

ข้อพึงประสงค์ต่อพวกเจ้าในวันนี้—การทำงานร่วมกันอย่างปรองดอง—คล้ายกันกับการปรนนิบัติที่พระยาห์เวห์ทรงพึงประสงค์ต่อคนอิสราเอล:  หากไม่เช่นนั้นแล้ว จงหยุดทำงานปรนนิบัติ  เพราะพวกเจ้าเป็นผู้คนที่รับใช้พระเจ้าโดยตรง อย่างน้อยที่สุด พวกเจ้าต้องสามารถจงรักภักดีและนบนอบในการปรนนิบัติของพวกเจ้า และต้องมีความสามารถที่จะเรียนรู้บทเรียนในวิธีที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงด้วยเช่นกัน  โดยเฉพาะสำหรับพวกเจ้าที่ทำงานในคริสตจักร จะมีพี่น้องชายหญิงที่อยู่ระดับล่างจากพวกเจ้าคนใดกล้าจัดการกับพวกเจ้าหรือไม่?  จะมีผู้ใดกล้าบอกพวกเจ้าถึงความผิดพลาดของพวกเจ้าต่อหน้าพวกเจ้าหรือไม่?  พวกเจ้ายืนสูงอยู่เหนือคนอื่นๆ พวกเจ้าครองราชย์เป็นกษัตริย์!  พวกเจ้าไม่แม้กระทั่งศึกษาหรือเข้าสู่บทเรียนที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงประเภทเหล่านี้ กระนั้นพวกเจ้าก็ยังคงพูดถึงการปรนนิบัติพระเจ้า!  ณ ปัจจุบัน เจ้าได้รับการขอให้นำคริสตจักรจำนวนหนึ่ง แต่เจ้าไม่เพียงแต่ไม่ละทิ้งตัวเจ้าเองเท่านั้น แต่เจ้ายังถึงขั้นเกาะติดกับมโนคติที่หลงผิดและข้อคิดเห็นของเจ้าเองด้วย โดยพูดอะไรอย่างเช่น “ฉันคิดว่าสิ่งนี้ควรได้รับการกระทำในวิธีนี้ เพราะพระเจ้าได้ตรัสว่าพวกเราไม่ควรถูกจำกัดด้วยผู้อื่น และว่าทุกวันนี้พวกเราไม่ควรนบนอบแบบไม่ลืมหูลืมตา”  ดังนั้น เจ้าแต่ละคนจึงยึดติดกับข้อคิดเห็นของเจ้าเอง และไม่มีผู้ใดเชื่อฟังกัน  ถึงแม้ว่าเจ้ารู้อย่างชัดเจนว่าการปรนนิบัติของเจ้านั้นถึงทางตันแล้ว แต่เจ้าก็ยังคงพูดว่า “จากที่ฉันเห็น วิธีการของฉันไม่ได้คลาดเคลื่อนไปมากนัก  อย่างไรก็ดี พวกเราแต่ละคนมีด้านหนึ่ง:  ท่านพูดถึงด้านของท่าน และฉันพูดถึงด้านของฉัน ท่านสามัคคีธรรมเกี่ยวกับนิมิตของท่าน และฉันพูดถึงการเข้าสู่ของฉัน”  เจ้าไม่เคยรับหน้าที่ความรับผิดชอบสำหรับสิ่งต่างๆ มากมายที่ควรได้รับการจัดการ หรือเจ้าแค่ทำให้ผ่านๆ ไป เจ้าแต่ละคนระบายข้อคิดเห็นของเจ้าเอง และคุ้มครองปกป้องสถานะ ชื่อเสียง และรักษาหน้าของเจ้าเองอย่างรอบคอบ  ไม่มีคนใดในหมู่พวกเจ้าที่เต็มใจที่จะถ่อมใจเจ้าเอง และไม่มีฝ่ายใดริเริ่มที่จะละทิ้งตัวเจ้าเองและชดเชยข้อบกพร่องของกันและกันเพื่อที่ชีวิตอาจจะก้าวหน้าไปได้อย่างรวดเร็วขึ้น  เมื่อพวกเจ้าประสานงานร่วมกัน พวกเจ้าควรเรียนรู้ที่จะแสวงหาความจริง  เจ้าอาจพูดว่า “ฉันไม่มีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับความจริงในแง่มุมนี้  แล้วท่านมีประสบการณ์ใดกับเรื่องนี้?”  หรือเจ้าอาจพูดว่า “ท่านมีประสบการณ์มากกว่าฉันในเรื่องที่เกี่ยวกับแง่มุมนี้ รบกวนท่านช่วยให้การนำทางฉันบ้างได้หรือไม่?”  นั่นจะไม่เป็นวิธีที่ดีในการทำเรื่องนี้หรอกหรือ?  พวกเจ้าได้รับฟังคำเทศนามากมาย และได้รับประสบการณ์กับการทำงานปรนนิบัติมาบ้างแล้ว  หากเจ้าไม่เรียนรู้จากกันและกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และชดเชยจุดอ่อนของกันและกันเมื่อทำงานในคริสตจักร เช่นนั้นแล้วเจ้าจะสามารถเรียนรู้บทเรียนใดๆ ได้อย่างไร?  เมื่อใดก็ตามที่เจ้าเผชิญกับสิ่งใดก็ตาม พวกเจ้าควรสามัคคีธรรมกัน เพื่อให้ชีวิตของพวกเจ้าสามารถได้รับผลประโยชน์ได้  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเจ้าควรสามัคคีธรรมเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ในประเภทใดๆ อย่างระมัดระวังก่อนทำการตัดสินใจใดๆ  ด้วยการทำเช่นนั้นเท่านั้นพวกเจ้าจึงจะรับหน้าที่ความรับผิดชอบสำหรับคริสตจักรได้ มากกว่าที่จะเป็นแค่กระทำการไปอย่างพอเป็นพิธี  หลังจากที่เจ้าเยี่ยมเยียนคริสตจักรทั้งหมดแล้ว เจ้าควรชุมนุมร่วมกันและสามัคคีธรรมเกี่ยวกับประเด็นทั้งหลายที่เจ้าค้นพบและปัญหาใดๆ ที่ได้เผชิญในงานของเจ้า และจากนั้นเจ้าควรสื่อสารเกี่ยวกับความรู้แจ้งและความกระจ่างที่เจ้าได้รับมา—นี่คือการปฏิบัติงานปรนนิบัติที่ขาดไม่ได้  พวกเจ้าต้องสัมฤทธิ์ผลในความร่วมมือกันอย่างปรองดองเพื่อจุดประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้า เพื่อผลประโยชน์ของคริสตจักร และเพื่อกระตุ้นพี่น้องชายหญิงของพวกเจ้าไปข้างหน้า  เจ้าควรประสานงานกัน โดยที่แต่ละคนแก้ไขอีกคนหนึ่งและมาถึงที่ผลลัพธ์ของงานที่ดีกว่า เพื่อดูแลเอาใจใส่น้ำพระทัยของพระเจ้า  การร่วมมือกันที่แท้จริงคือสิ่งนี้ และมีเพียงบรรดาผู้ที่มีส่วนร่วมในการนี้เท่านั้นที่จะได้รับการเข้าสู่ที่แท้จริง  ในขณะที่ให้ความร่วมมือ คำพูดบางคำที่เจ้าพูดอาจไม่เหมาะสม แต่นั่นไม่สำคัญ  จงสามัคคีธรรมเกี่ยวกับสิ่งนั้นในภายหลัง และรับความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งนั้น จงอย่าละเลยมัน  หลังจากการสามัคคีธรรมประเภทนี้แล้ว เจ้าสามารถชดเชยข้อบกพร่องของพี่น้องชายหญิงของเจ้าได้  เจ้าจะสามารถสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นได้ด้วยการเคลื่อนลึกลงไปในงานของเจ้าให้มากขึ้นเช่นนี้เท่านั้น  เจ้าแต่ละคน ในฐานะผู้คนที่รับใช้พระเจ้า ต้องมีความสามารถที่จะปกป้องผลประโยชน์ของคริสตจักรในทุกสิ่งที่เจ้าทำ แทนที่จะแค่พิจารณาถึงผลประโยชน์ของเจ้าเอง  การลงมือเพียงลำพังและบ่อนทำลายกันและกันอยู่เสมอเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้  ผู้คนที่ประพฤติเช่นนั้นไม่เหมาะที่จะรับใช้พระเจ้า!  ผู้คนเช่นนั้นมีอุปนิสัยที่แย่ ไม่มีสภาวะความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่ในตัวพวกเขาเลยแม้แต่น้อย  พวกเขาเป็นซาตานหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์!  พวกเขาเป็นสัตว์ป่า!  แม้กระทั่งตอนนี้ สิ่งดังกล่าวยังคงเกิดขึ้นท่ามกลางพวกเจ้า เจ้าทำถึงขั้นโจมตีกันและกันในระหว่างการสามัคคีธรรม แสวงหาข้ออ้างโดยตั้งใจ และกลายเป็นโต้เถียงกันด้วยใบหน้าแดงก่ำเกี่ยวกับเรื่องเล็กน้อยบางอย่างที่ไม่สลักสำคัญอะไร ไม่มีบุคคลใดเต็มใจที่จะละวางตัวเขาเองลง แต่ละบุคคลปกปิดความคิดภายในจากกันและกัน มองดูอีกฝ่ายอย่างระแวดระวังและเตรียมป้องกันอยู่เสมอ  อุปนิสัยประเภทนี้สมควรเป็นการปรนนิบัติพระเจ้าหรือ?  งานอย่างเช่นของพวกเจ้าสามารถจัดหาสิ่งใดให้พี่น้องชายหญิงของเจ้าได้หรือ?  เจ้าไม่เพียงไร้ความสามารถที่จะนำผู้คนไปสู่ครรลองชีวิตที่ถูกต้องเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วเจ้ายังฉีดอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของเจ้าเองสู่พี่น้องชายหญิงของเจ้าด้วย  เจ้าไม่ได้กำลังทำร้ายผู้อื่นอยู่หรอกหรือ?  มโนธรรมของเจ้าน่าเกลียดน่ากลัวนัก และมันเน่าไปจนถึงแก่น!  เจ้าไม่ได้เข้าสู่ความเป็นจริง อีกทั้งเจ้าไม่ได้นำความจริงมาปฏิบัติ  นอกจากนี้ เจ้ายังตีแผ่ธรรมชาติที่ชั่วร้ายของเจ้าให้ผู้อื่นเห็นอย่างหน้าไม่อายด้วย  เจ้าไม่รู้จักความอับอายเลย!  เจ้าได้รับความไว้วางใจให้ดูแลน้องชายหญิงเหล่านี้ กระนั้นเจ้าก็กำลังนำพวกเขาไปลงนรก  เจ้าไม่ใช่ใครบางคนที่มโนธรรมของเขาได้เน่าไปแล้วหรอกหรือ?  เจ้าไม่มีความละอายโดยสิ้นเชิง!

ตัดตอนมาจาก “จงรับใช้เหมือนที่คนอิสราเอลทำ” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 463

เจ้าสามารถสื่อถึง “พระอุปนิสัยที่พระเจ้าทรงแสดงออกในแต่ละยุค” อย่างเป็นรูปธรรมด้วยภาษาที่เหมาะแก่การสื่อนัยสำคัญของยุคนั้นได้หรือไม่? เจ้าผู้ซึ่งรับประสบการณ์พระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้ายสามารถบรรยายพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าอย่างละเอียดได้ไหม? เจ้าจะสามารถเป็นพยานเกี่ยวกับพระอุปนิสัยของพระเจ้าได้อย่างชัดเจนและถูกต้องแม่นยำได้หรือไม่? เจ้าจะถ่ายทอดสิ่งที่เจ้าได้เห็นและได้รับประสบการณ์ไปสู่บรรดาผู้เชื่อที่เคร่งศาสนาซึ่งน่าสงสาร อ่อนด้อยและเปี่ยมศรัทธาผู้ซึ่งหิวกระหายความชอบธรรมและกำลังรอคอยให้เจ้ามาเป็นผู้เลี้ยงต่อพวกเขาอย่างไร?  ผู้คนประเภทไหนกันที่กำลังรอให้เจ้าเป็นผู้เลี้ยงต่อพวกเขา?  เจ้าพอจะจินตนาการออกไหม?  เจ้าได้ตระหนักรู้ถึงภาระบนบ่าของเจ้า พระบัญชาสำหรับเจ้า และความรับผิดชอบของเจ้าหรือไม่? สำนึกรับรู้แห่งภารกิจประวัติศาสตร์ของเจ้าอยู่ที่ไหน?  เจ้าจะทำหน้าที่ในฐานะของเจ้านายคนหนึ่งในยุคถัดไปอย่างพอเหมาะพอควรได้อย่างไร?  เจ้ามีสำนึกรับรู้อันแรงกล้าต่อสถานะแห่งความเป็นนายหรือไม่?  เจ้าจะอธิบายถึงเจ้านายแห่งสรรพสิ่งอย่างไร?  สิ่งนั้นคือเจ้านายเหนือสิ่งสร้างซึ่งมีชีวิตทั้งมวลและเหนือสรรพสิ่งทางกายภาพในโลกนี้จริงๆ หรือ?  แผนการของเจ้าสำหรับความก้าวหน้าของงานระยะต่อไปคืออะไร? มีผู้คนมากเพียงใดที่กำลังรอคอยให้เจ้าเป็นผู้เลี้ยงของพวกเขา?  งานของเจ้าเป็นงานหนักใช่ไหม?  พวกเขาอ่อนด้อย น่าสงสาร ตาบอดและหลงทางพลางกำลังร้องคร่ำครวญอยู่ในความมืดมิด—หนทางนั้นอยู่แห่งใด?  พวกเขาช่างโหยหาความสว่างนั้นเหลือเกิน ความสว่างซึ่งเหมือนดาวตก ที่พลันตกลงมาและขับไล่อำนาจแห่งความมืดที่บีบคั้นมนุษย์มานานหลายปีเหลือเกิน  ใครเลยจะสามารถรู้ว่าพวกเขาตั้งความหวังอย่างกระวนกระวายใจ และร่ำร้องหาสิ่งนี้ทั้งกลางวันและกลางคืนมากมายสักเพียงไหน?  แม้กระทั่งในวันที่ความสว่างนั้นส่องแสงวาบผ่านไปแล้ว ผู้คนที่ทุกข์ทนอย่างล้ำลึกเหล่านี้ก็ยังคงถูกจองจำอยู่ในคุกใต้ดินอันมืดมิดโดยไม่มีหวังว่าจะได้รับการปลดปล่อยเลย เมื่อไรที่พวกเขาจะไม่ต้องร่ำไห้อีกต่อไป?  ที่เลวร้ายก็คือความโชคร้ายของจิตวิญญาณอันเปราะบางเหล่านี้ไม่เคยได้รับอนุญาตให้พักผ่อนเลย และพวกเขาได้ถูกพันธนาการอยู่ในสภาวะนี้โดยพันธะซึ่งไร้ปรานีและประวัติศาสตร์อันเยือกเย็นเป็นเวลาเนิ่นนานเหลือเกิน  และใครกันเล่าที่ได้สดับฟังเสียงร้องคร่ำครวญของพวกเขา?  ใครกันเล่าที่ได้มองดูสภาพอันน่าเวทนาของพวกเขา?  เจ้าเคยฉุกคิดบ้างไหมว่าพระหทัยของพระเจ้าโทมนัสและกระวนกระวายเพียงใด?  พระองค์ทรงทนเห็นมวลมนุษย์ซึ่งไร้เดียงสา ผู้ที่พระองค์ทรงสร้างด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เองต้องทนทุกข์ทรมานเยี่ยงนี้ได้อย่างไร?  อย่างไรก็ตาม เหล่ามนุษย์ก็คือเหยื่อซึ่งถูกวางยาพิษ  และถึงแม้ว่ามนุษย์จะรอดชีวิตมาได้จนถึงเวลานี้ ใครเล่าที่จะรู้ว่ามวลมนุษย์ได้ถูกมารวางยาพิษมานานแล้ว?  เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเจ้าก็เป็นหนึ่งในเหยื่อเหล่านั้นด้วย?  ด้วยความรักที่มีต่อพระเจ้า เจ้าไม่เต็มใจที่จะเพียรพยายามช่วยให้ความรอดแก่ผู้ที่รอดชีวิตมาได้เหล่านี้หรอกหรือ?  เจ้าไม่เต็มใจที่จะอุทิศพลังงานทั้งหมดที่มีเพื่อการตอบแทนพระเจ้าผู้ทรงรักมวลมนุษย์เฉกเช่นเลือดและเนื้อหนังของพระองค์เองหรอกหรือ?  เมื่อพิจารณาทุกๆ อย่างแล้ว เจ้าจะตีความของการถูกพระเจ้าใช้ให้เป็นประโยชน์เพื่อดำรงชีวิตของเจ้าอย่างพิเศษว่าอย่างไร?  เจ้ามีความแน่วแน่และความมั่นใจที่จะดำรงชีวิตอย่างมีความหมายของบุคคลหนึ่งซึ่งเป็นผู้รับใช้พระเจ้าที่เคร่งศาสนาใช่หรือไม่?

จาก “เจ้าควรจะเข้าร่วมภารกิจในอนาคตของเจ้าอย่างไร” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 464

ผู้คนเชื่อในเรา แต่พวกเขาไม่สามารถเป็นพยานต่อเราได้ และพวกเขาไม่สามารถเป็นพยานให้เราก่อนที่เราจะทำตัวเราให้เป็นที่รู้จัก  ผู้คนมองเห็นแค่เพียงว่าเราเหนือกว่าสรรพสิ่งที่ทรงสร้างและพวกคนศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง และเห็นว่างานที่เราทำไม่สามารถทำได้โดยพวกมนุษย์  ด้วยเหตุนี้ จากพวกยิวมาถึงผู้คนในปัจจุบัน ทุกคนที่มองเห็นกิจการที่มีเกียรติของเราไม่ได้มีสิ่งใดนอกจากเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นต่อเรา และไม่มีปากของสรรพสิ่งที่ทรงสร้างใดสักสิ่งเดียวที่จะสามารถเป็นพยานแก่เราได้  เฉพาะพระบิดาของเราเท่านั้นที่ได้ทรงเป็นพยานให้แก่เรา และได้ทรงสร้างวิถีให้เราท่ามกลางสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวง หากพระองค์ไม่ได้ทรงทำเช่นนั้น ไม่ว่าเราจะได้ทำงานอย่างไร มนุษย์คงจะไม่มีวันได้รู้เลยว่าเราคือองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งการทรงสร้าง เพราะมนุษย์รู้เพียงแค่จะรับเอาจากเราเท่านั้น และไม่ได้มีความเชื่อในเราอันเป็นผลจากงานของเรา  มนุษย์รู้จักเราเพียงเพราะเราเป็นผู้บริสุทธิ์และไม่มีส่วนใดเป็นคนบาปเลย เพียงเพราะเราสามารถอธิบายความล้ำลึกทั้งหลายมากมายได้ เพียงเพราะเรามีความสามารถเหนือกว่าคนทั้งหลาย หรือเพราะมนุษย์ได้ผลประโยชน์มากมายจากเราเท่านั้น แม้กระนั้น มีน้อยคนที่เชื่อว่าเราคือพระผู้เป็นเจ้าแห่งการทรงสร้าง  นี่คือเหตุผลที่เราพูดว่ามนุษย์ไม่รู้เลยว่าเหตุใดเขาจึงมีความเชื่อในเรา เขาไม่รู้จุดประสงค์หรือความสำคัญของการมีความเชื่อในเรา  ความเป็นจริงของมนุษย์นั้นขาดพร่อง ถึงขั้นที่เขาแทบจะไม่เหมาะกับการเป็นพยานให้เรา  พวกเจ้ามีความเชื่อแท้จริงน้อยเกินไป และได้รับน้อยเกินไป ดังนั้น พวกเจ้าจึงมีคำพยานน้อยเกินไป  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเจ้ามีความเข้าใจน้อยเกินไปและยังขาดความพร่องมากเกินไป จนถึงขั้นที่พวกเจ้าแทบจะไม่เหมาะสมกับการเป็นพยานแก่กิจการของเรา  ปณิธานของพวกเจ้าแท้ที่จริงมีความสำคัญ แต่พวกเจ้าแน่ใจหรือไม่ว่าพวกเจ้าจะสามารถเป็นพยานแก่เนื้อแท้ของพระเจ้าได้สำเร็จ?  สิ่งที่พวกเจ้าได้รับประสบการณ์และได้เห็นนั้นเหนือกว่าที่เหล่าวิสุทธิชนและเหล่าผู้เผยพระวจนะทั้งหลายจากทุกยุค แต่พวกเจ้าสามารถให้คำพยานได้ดีกว่าถ้อยคำของเหล่าวิสุทธิชนและเหล่าผู้เผยพระวจนะในอดีตกาลเหล่านี้หรือไม่?  สิ่งที่เรามอบให้แก่พวกเจ้านั้นเหนือกว่าโมเสสและบดบังดาวิด ดังนั้น ในทำนองเดียวกันนี้ เราขอให้คำพยานของพวกเจ้าเหนือกว่าโมเสส และให้ถ้อยคำของพวกเจ้ายิ่งใหญ่กว่าดาวิด  เราให้พวกเจ้าเป็นร้อยเท่า—ดังนั้น ในทำนองเดียวกันนี้ เราขอให้พวกเจ้าตอบแทนเราในแบบเดียวกัน  พวกเจ้าต้องรู้ไว้ว่าเราคือผู้ที่มอบชีวิตให้แก่มวลมนุษย์ และพวกเจ้าคือผู้ที่ได้รับชีวิตจากเรา และต้องเป็นพยานให้เรา  นี่คือหน้าที่ของพวกเจ้าที่เราได้ส่งลงมายังพวกเจ้า และที่พวกเจ้าควรจะต้องทำให้แก่เรา เราได้มอบสง่าราศีของเราทั้งหมดให้แก่พวกเจ้า  เราได้มอบชีวิตให้แก่พวกเจ้า ซึ่งประชากรที่ถูกเลือก นั่นคือ พวกอิสราเอล ก็ไม่เคยได้รับมาก่อน ด้วยสิทธิ์ทั้งหลายนี้ พวกเจ้าควรจะต้องเป็นพยานต่อเรา และอุทิศวัยเยาว์ของพวกเจ้าให้เราและสละชีวิตลง  ไม่ว่าใครก็ตามที่เราได้มอบสง่าราศีของเราให้ จะต้องเป็นพยานให้เรา และมอบชีวิตของพวกเขาให้เรา  เราได้กำหนดเรื่องนี้ไว้ล่วงหน้านานแล้ว  เป็นโชควาสนาของพวกเจ้าที่เรามอบสง่าราศีของเราให้แก่พวกเจ้า และหน้าที่ของพวกเจ้าคือเป็นพยานให้สง่าราศีของเรา  หากพวกเจ้าเชื่อในเราเพียงเพื่อที่จะได้รับพระพร เช่นนั้นแล้วงานของเราก็คงจะมีความสำคัญน้อยนิด และพวกเจ้าก็คงจะไม่ได้ทำหน้าที่ของพวกเจ้าให้ลุล่วง  พวกอิสราเอลได้เห็นเพียงความกรุณา ความรัก และความยิ่งใหญ่ของเราเท่านั้น และพวกยิวได้เป็นพยานเฉพาะความอดทนและการไถ่ของเราเท่านั้น  พวกเขาได้เห็นงานแห่งวิญญาณของเราน้อยนิดยิ่งนัก จนถึงจุดที่ว่าพวกเขามีความเข้าใจเพียงหนึ่งในหมื่นของสิ่งที่พวกเจ้าได้รู้และได้เห็น  สิ่งที่พวกเจ้าได้เห็นนั้นมากเกินกว่าแม้กระทั่งหัวหน้าปุโรหิตในหมู่พวกเขา ความจริงที่พวกเจ้าเข้าใจวันนี้เหนือกว่าของพวกเขา สิ่งที่พวกเจ้าได้เห็นวันนี้มากเกินกว่าสิ่งที่ได้พบเห็นกันในยุคธรรมบัญญัติ รวมทั้งในยุคพระคุณ และสิ่งที่พวกเจ้าได้รับประสบการณ์นั้นเหนือกว่าแม้กระทั่งโมเสสและเอลียาห์  เนื่องจากสิ่งที่พวกอิสราเอลเข้าใจคือเฉพาะธรรมบัญญัติของพระยาห์เวห์เท่านั้น  และสิ่งที่พวกเขาได้เห็นคือเฉพาะภาพของพระปฤษฎางค์ของพระยาห์เวห์เท่านั้น สิ่งที่พวกยิวเข้าใจคือเฉพาะการไถ่ของพระเยซูเท่านั้น สิ่งที่พวกเขาได้รับไว้คือเฉพาะพระคุณที่พระเยซูประทานให้เท่านั้น และสิ่งที่พวกเขาได้เห็นคือเฉพาะพระฉายาของพระเยซูภายในวงศ์ของพวกยิวเท่านั้น  สิ่งที่พวกเจ้าเห็นในปัจจุบันคือพระสิริของพระยาห์เวห์ การไถ่ของพระเยซู และกิจการทั้งหมดของเราในวันนี้  ดังนั้น พวกเจ้าได้ยินวจนะแห่งวิญญาณของเราด้วยหรือไม่ ได้ซึ้งคุณค่ากับปัญญาของเราหรือไม่ ได้มารู้จักการอัศจรรย์ของเราหรือไม่ และได้เรียนรู้อุปนิสัยของเราหรือไม่ เรายังได้บอกพวกเจ้าถึงแผนการบริหารจัดการทั้งหมดของเราด้วยเช่นกัน  สิ่งที่พวกเจ้าได้เห็นไม่ใช่แค่พระเจ้าที่รักและเมตตาเท่านั้น แต่คือพระเจ้าผู้เพียบพร้อมด้วยความชอบธรรม  เจ้าได้เห็นงานอันอัศจรรย์ของเรา และได้รู้ว่าเราเปี่ยมด้วยบารมีและความพิโรธ  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเจ้ารู้ว่าครั้งหนึ่งเราได้โกรธเกรี้ยวอย่างรุนแรงต่อวงศ์ของอิสราเอล และรู้ว่าวันนี้ ความพิโรธนั้นได้มาถึงพวกเจ้าแล้ว พวกเจ้าเข้าใจความล้ำลึกของเราในฟ้าสวรรค์มากกว่าอิสยาห์และยอห์น พวกเจ้ารู้จักความน่ารักชื่นชมและความควรค่าแก่การเคารพเทิดทูนของเรามากกว่าเหล่าวิสุทธิชนทั้งหมดในหลายยุคที่ผ่านมา  สิ่งที่พวกเจ้าได้รับไว้ไม่ใช่เพียงแค่ความจริงของเรา วิถีของเรา และชีวิตของเราเท่านั้น หากแต่เป็นนิมิตและการวิวรณ์ที่ยิ่งใหญ่กว่านิมิตและการวิวรณ์ของยอห์น พวกเจ้าเข้าใจการอัศจรรย์มากกว่ามาก และยังได้มองดูโฉมหน้าแท้จริงของเราอีกด้วย พวกเจ้าได้ยอมรับคำพิพากษาของเรามากกว่า และรู้อุปนิสัยอันชอบธรรมของเรามากกว่า  และดังนั้น แม้ว่าพวกเจ้าจะถือกำเนิดในยุคสุดท้าย ความเข้าใจของพวกเจ้าก็เป็นความเข้าใจของแต่ก่อนและของอดีต และพวกเจ้ายังได้รับประสบการณ์กับสิ่งทั้งหลายในปัจจุบันนี้ด้วย และนั่นเป็นการกระทำโดยเราเองด้วยตัวเราเองโดยเฉพาะทั้งหมด  สิ่งที่เราขอจากพวกเจ้าไม่ใช่มากเกินไป เพราะเราได้ให้พวกเจ้ามากเหลือเกิน และพวกเจ้าได้เห็นมากมายหลายอย่างในเรา  ด้วยเหตุนี้ เราขอให้เจ้าเป็นพยานให้เราต่อเหล่าวิสุทธิชนในหลายยุคที่ผ่านมา และนี่คือความความปรารถนาเพียงอย่างเดียวในหัวใจของเรา

ตัดตอนมาจาก “เจ้ารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับความเชื่อ?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 465

บัดนี้ เจ้ารู้อย่างแท้จริงแล้วหรือไม่ว่าเหตุใดเจ้าจึงเชื่อในเรา?  เจ้ารู้จุดประสงค์และนัยสำคัญของงานของเราอย่างแท้จริงหรือไม่?  เจ้ารู้หน้าที่ของเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่?  เจ้ารู้คำพยานของเราอย่างแท้จริงหรือไม่?  หากเจ้าเพียงเชื่อในเราเท่านั้น ทว่ายังไม่มีวี่แววของสง่าราศีหรือคำพยานของเราในตัวเจ้า เช่นนั้นแล้วเราได้ตัดทิ้งเจ้าไปนานแล้ว  สำหรับบรรดาผู้ที่รู้ทั้งหมดนั้น พวกเขาเป็นหนามยอกตาของเรา และหนามในนิเวศของเราเสียมากกว่า พวกเขาไม่ใช่สิ่งใดที่มากไปกว่าอุปสรรคบนวิถีของเรา พวกเขาคือข้าวละมานที่จะถูกฝัดร่อนออกไปจนหมดสิ้นในงานของเรา พวกเขาใช้การไม่ได้ พวกเขาไร้ค่า และเราชิงชังพวกเขามานานแล้ว  ความพิโรธของเรามักจะบังเกิดกับทุกคนที่สูญเสียคำพยานไป และไม้เรียวของเราไม่เคยไถลห่างจากพวกเขาเลย  เราได้ส่งมอบพวกเขาให้กับมือของเหล่ามารร้ายมานานแล้ว พวกเขาสูญเสียพรของเราไป  เมื่อวันนั้นมาถึง การตีสอนของพวกเขาจะหนักหนาสาหัสกว่าการตีสอนพวกผู้หญิงโง่เขลา  วันนี้ เราทำเฉพาะงานที่เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องทำเท่านั้น เราจะผูกข้าวสาลีทั้งหมดเป็นมัดๆ รวมเข้าด้วยกันกับข้าวละมานเหล่านั้น  นี่คือหน้าที่ของเราวันนี้  ข้าวละมานเหล่านั้นจะถูกฝัดร่อนออกไปทั้งหมดในเวลาแห่งการฝัดร่อนของเรา เมื่อนั้น เมล็ดข้าวสาลีจะถูกรวบรวมไว้ในยุ้งฉาง และข้าวละมานที่ถูกฝัดร่อนออกไปเหล่านั้นจะถูกใส่ไปในไฟเพื่อเผาเป็นเถ้าถ่าน  งานของเรา ณ บัดนี้ คือการผูกมนุษย์ทั้งหมดไว้เป็นมัดๆ กล่าวคือ เป็นการพิชิตพวกเขาอย่างถึงที่สุด  เมื่อนั้น เราจะเริ่มทำการฝัดร่อนเพื่อเปิดเผยวาระสุดท้ายของมนุษย์ทั้งหมด  และดังนั้น เจ้าควรจะรู้ว่าเจ้าควรทำให้เราพึงพอใจอย่างไร ณ บัดนี้ และเจ้าควรจะกำหนดร่องครรลองที่ถูกต้องในความเชื่อในเราของเจ้าอย่างไร  สิ่งที่เราปรารถนาคือความจงรักภักดีและการเชื่อฟังของเจ้า ณ บัดนี้ ความรักและคำพยานของเจ้า ณ บัดนี้ แม้ว่าตอนนี้เจ้าจะไม่รู้ว่าคำพยานคืออะไรหรือความรักคืออะไร เจ้าก็ควรจะนำพาทุกอย่างของเจ้ามาให้เรา และส่งมอบทรัพย์สมบัติเดียวที่เจ้ามีให้แก่เรา นั่นก็คือ ความจงรักภักดีและการเชื่อฟังของเจ้า  เจ้าควรรู้ว่าคำพยานถึงการทำให้ซาตานพ่ายแพ้ของเรามีอยู่ภายในความจงรักภักดีและการเชื่อฟังของมนุษย์ เช่นเดียวกับคำพยานถึงการพิชิตมนุษย์โดยบริบูรณ์ของเรา  หน้าที่แห่งความเชื่อในเราของเจ้าก็คือการเป็นพยานแก่เรา การจงรักภักดีต่อเราและไม่จงรักภักดีต่อสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น และการเชื่อฟังไปจนถึงที่สุด  ก่อนที่เราจะเริ่มขั้นตอนต่อไปของงานของเรา เจ้าจะเป็นพยานต่อเราอย่างไร?  เจ้าจะจงรักภักดีและจะเชื่อฟังเราอย่างไร?  เจ้าอุทิศความจงรักภักดีทั้งหมดของเจ้าให้แก่หน้าที่การงานของเจ้าหรือไม่ หรือเจ้าจะล้มเลิก?  เจ้าจะนบนอบต่อการจัดการเตรียมการทุกอย่างของเรา (แม้ว่าจะเป็นความตายหรือความย่อยยับ) หรือหนีหายไปกลางทางเพื่อหลบเลี่ยงการตีสอนของเรา?  เราตีสอนเจ้าเพื่อที่เจ้าจะได้เป็นพยานต่อเรา และจงรักภักดีและเชื่อฟังต่อเรา  ยิ่งไปกว่านั้น การตีสอนในปัจจุบันเป็นการคลี่คลายงานขั้นตอนต่อไปของงานของเรา และเพื่อช่วยให้งานนั้นก้าวหน้าต่อไปโดยไม่มีอะไรขวางกั้น  ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงเตือนสติเจ้าให้เฉลียวฉลาด และจงอย่าปฏิบัติกับชีวิตของเจ้าหรือนัยสำคัญในการดำรงอยู่ของเจ้าเหมือนกับเม็ดทรายที่ไร้ค่า  เจ้าสามารถรู้ได้แน่หรือไม่ว่างานที่จะมาถึงของเรานั้นคืออะไร?  เจ้ารู้หรือไม่ว่าเราจะทำงานอย่างไรในวันข้างหน้า และงานของเราจะคลี่คลายไปอย่างไร?  เจ้าควรจะรู้ถึงนัยสำคัญของประสบการณ์ของเจ้ากับงานของเรา และยิ่งไปกว่านั้น นัยสำคัญของความเชื่อในเราของเจ้า  เราได้ทำไปมากมายแล้ว เราจะล้มเลิกแค่ครึ่งทางดังที่เจ้าจินตนาการได้อย่างไร?  เราได้ทำงานที่กว้างขวางเช่นนี้แล้ว เราจะทำลายมันได้อย่างไร?  แท้ที่จริงแล้ว เราได้มาเพื่อทำให้ยุคนี้สิ้นสุดลง  นี่คือเรื่องจริง แต่ที่มากกว่านั้น เจ้าต้องรู้ว่าเรากำลังจะเริ่มต้นยุคใหม่ จะเริ่มต้นงานใหม่ และที่สำคัญที่สุดคือ จะเผยแพร่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร ดังนั้น เจ้าควรรู้ว่างานปัจจุบันเป็นเพียงเพื่อการเริ่มต้นยุคหนึ่งเท่านั้น และเพื่อวางรากฐานในการเผยแพร่ข่าวประเสริฐในสมัยที่จะมาถึงและการทำให้ยุคนี้สิ้นสุดลงในภายภาคหน้า  งานของเราไม่ใช่ง่ายดายดังที่เจ้าคิด อีกทั้งไม่ได้ไร้ค่าหรือไร้ความหมายดังที่เจ้าอาจเชื่อ  เพราะฉะนั้น เรายังคงต้องพูดกับเจ้าว่า เจ้าควรจะมอบชีวิตของเจ้าให้แก่งานของเรา และที่มากกว่านั้น เจ้าควรจะอุทิศตัวเจ้าเองเพื่อสง่าราศีของเรา  นานแล้วที่เราได้โหยหาให้เจ้าเป็นพยานแก่เรา และนานยิ่งกว่านั้นที่เราได้โหยหาให้เจ้าเผยแพร่ข่าวประเสริฐของเรา  เจ้าควรจะเข้าใจว่าอะไรอยู่ในหัวใจของเรา

ตัดตอนมาจาก “เจ้ารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับความเชื่อ?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 466

แม้ว่าความเชื่อของพวกเจ้าจะจริงใจอย่างมาก แต่ก็ไม่มีใครเลยในพวกเจ้าที่สามารถบอกถึงตัวตนของเราได้ทั้งหมด ไม่มีใครเลยที่สามารถให้คำพยานที่ครบถ้วนต่อข้อเท็จจริงทั้งหมดที่พวกเจ้าเห็น  จงตรองดูเถิด ทุกวันนี้ พวกเจ้าส่วนใหญ่ต่างละเลยหน้าที่ของตนเอง แต่กลับไล่ตามเสาะหาเนื้อหนัง ปรนเปรอเนื้อหนัง และชื่นชมกับเนื้อหนังอย่างตะกรุมตะกราม  พวกเจ้าถือครองความจริงเพียงเล็กน้อย  แล้วเช่นนั้น พวกเจ้าจะสามารถเป็นคำพยานต่อทั้งหมดที่พวกเจ้าได้เห็นมาได้อย่างไรกัน?  พวกเจ้ามั่นใจจริงๆ หรือว่าสามารถเป็นพยานของเราได้? หากถึงวันหนึ่งมาถึงเมื่อเจ้าไร้ความสามารถที่จะเป็นพยานต่อทุกสิ่งที่เจ้าเห็นในวันนี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะสูญเสียการทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และการดำรงอยู่ของเจ้าก็จะปราศจากความหมายใดๆ เลย  เจ้าก็จะไม่ควรค่าแก่การเป็นมนุษย์  กระทั่งอาจกล่าวได้ว่าเจ้าจะไม่ได้เป็นมนุษย์เลยด้วยซ้ำ!  เราได้ทำงานกับพวกเจ้ามาอย่างมากมายเหลือคณา แต่เพราะว่าขณะนี้เจ้าไม่ได้กำลังเรียนรู้อะไรเลย ไม่ตระหนักรู้อะไรเลย และลงแรงของเจ้าไปอย่างไร้ผล เมื่อถึงเวลาที่เราจะขยายงานของเรา เจ้าก็จะได้แต่จ้องมองอย่างว่างเปล่า พูดไม่ออกและไร้ประโยชน์อย่างถึงที่สุด  นั่นจะไม่ทำให้เจ้าเป็นคนบาปคนหนึ่งตลอดเวลาหรอกหรือ?  เมื่อเวลานั้นมาถึง เจ้าจะไม่รู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งหรือ?  เจ้าจะไม่จมดิ่งลงสู่ความหดหู่หรือ?  งานทั้งหมดของเราในวันนี้ไม่ได้ทำไปด้วยความเรื่อยเฉื่อยและความเบื่อหน่าย แต่เพื่อวางรากฐานสำหรับงานในอนาคตของเรา  หาใช่ว่าเรามาถึงทางตัน เลยจำเป็นต้องคิดหาสิ่งใหม่  เจ้าควรเข้าใจงานที่เราทำ ไม่ใช่อะไรที่ทำโดยเด็กคนหนึ่งที่กำลังเล่นอยู่บนถนน แต่เป็นงานที่กระทำในฐานะตัวแทนของพระบิดาของเรา  พวกเจ้าควรรู้ว่าเราไม่ได้กำลังทำงานทั้งหมดนี้เพียงลำพัง ทว่าเราเป็นตัวแทนของพระบิดาของเราต่างหาก  ขณะเดียวกัน บทบาทของพวกเจ้าก็คือ เคร่งครัดต่อการติดตาม การเชื่อฟัง การเปลี่ยนแปลงและการเป็นพยาน  สิ่งที่พวกเจ้าพึงเข้าใจคือเรื่องที่ว่าเหตุใดพวกเจ้าจึงควรเชื่อในเรา นี่เป็นคำถามสำคัญที่สุดที่พวกเจ้าแต่ละคนจะต้องเข้าใจ  เพื่อเห็นแก่พระสิริของพระองค์ พระบิดาของเราจึงได้ทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าที่จะมอบพวกเจ้าทั้งหมดให้กับเรานับแต่ชั่วขณะที่พระองค์ได้ทรงสร้างโลกแล้ว  เพื่อประโยชน์ต่องานของเรา และเพื่อพระพระสิริของพระองค์ พระองค์จึงได้ลิขิตพวกเจ้าไว้แล้วล่วงหน้า  เป็นเพราะพระบิดาของเรานั่นเอง พวกเจ้าจึงเชื่อในเรา เป็นเพราะการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระบิดาของเราพวกเจ้าจึงติดตามเรา  เรื่องนี้ไม่ได้เกิดจากการเลือกของตัวพวกเจ้าเองเลยแม้แต่น้อย  ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ พวกเจ้าจะต้องเข้าใจด้วยว่าพวกเจ้าเป็นพวกที่พระบิดาของเราประทานให้เราเพื่อพระประสงค์แห่งการเป็นพยานต่อเรา  เนื่องจากพระองค์ทรงมอบพวกเจ้าแก่เรา พวกเจ้าจึงควรจะปฏิบัติตามหนทางต่างๆ ที่เรามอบแก่พวกเจ้าด้วย รวมถึงวิธีต่างๆ และวจนะที่เราสอนพวกเจ้าเช่นกัน เพราะเป็นหน้าที่ของพวกเจ้าที่จะทำตามหนทางของเรา  นี่คือจุดประสงค์ดั้งเดิมของความเชื่อของพวกเจ้าในเรา  เพราะฉะนั้น เราจึงกล่าวแก่พวกเจ้าดังนี้ พวกเจ้าเป็นเพียงผู้คนที่พระบิดาของเราประทานแก่เราเพื่อให้ปฏิบัติตามหนทางของเรา  อย่างไรก็ตาม พวกเจ้าเพียงเชื่อในเราเท่านั้น พวกเจ้าไม่ได้เป็นของเรา เพราะพวกเจ้าหาใช่ครอบครัวคนอิสราเอลไม่ และแทนที่จะเป็นเช่นนั้น กลับเป็นพวกของงูดึกดำบรรพ์  ทั้งหมดที่เรากำลังขอให้พวกเจ้าทำคือ เป็นพยานต่อเรา แต่ในวันนี้พวกเจ้าต้องเดินในหนทางทั้งหลายของเรา  ทั้งหมดนี้ก็เพื่อประโยชน์ต่อคำพยานในอนาคตทั้งสิ้น  หากพวกเจ้าปฏิบัติเฉพาะหน้าที่ในฐานะคนที่รับฟังหนทางของเราเท่านั้น พวกเจ้าก็จะปราศจากคุณค่า และนัยสำคัญของการที่พระบิดาของเราประทานพวกเจ้าแก่เราก็จะสูญไป  สิ่งที่เราจะยืนกรานบอกกับเจ้าก็คือ พวกเจ้าควรเดินในหนทางทั้งหลายของเรา

ตัดตอนมาจาก “อะไรคือความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้า?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 467

พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจภายในคริสตจักรในทุกวันนี้อย่างไร?  เจ้ามีการจับความเข้าใจที่หนักแน่นในคำถามนี้หรือไม่?  ความลำบากยากเย็นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของบรรดาพี่น้องชายหญิงของเจ้าคืออะไร?  พวกเขาขาดพร่องสิ่งใดมากที่สุด?  ปัจจุบันนี้ มีผู้คนบางคนที่เป็นลบเนื่องจากพวกเขาก้าวผ่านการทดสอบ และบางคนก็กระทั่งพร่ำบ่น  ผู้คนอื่นๆ ไม่เคลื่อนไปข้างหน้าอีกต่อไปเพราะพระเจ้าได้ตรัสเสร็จสิ้นแล้ว  ผู้คนยังไม่ได้เข้าสู่ร่องครรลองที่ถูกต้องแห่งการเชื่อในพระเจ้า  พวกเขาไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างอิสระ และพวกเขาไม่สามารถคงไว้ซึ่งชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของตนเองได้  ผู้คนบางคนติดตามมาตลอดทางและไล่ตามเสาะหาด้วยกำลังวังชา และเต็มใจที่จะปฏิบัติเมื่อพระเจ้าตรัส แต่เมื่อพระเจ้าไม่ได้ตรัส พวกเขาก็ไม่เคลื่อนไปข้างหน้าอีกต่อไป  ผู้คนยังคงไม่เข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าภายในหัวใจของพวกเขา และพวกเขาไม่ได้มีความรักต่อพระเจ้าโดยธรรมชาติ ในอดีตพวกเขาติดตามพระเจ้าเพราะพวกเขาถูกบังคับ  ตอนนี้มีผู้คนบางคนที่เหนื่อยหน่ายกับพระราชกิจของพระเจ้า  ผู้คนเช่นนั้นไม่ได้ตกอยู่ในอันตรายหรอกหรือ?  ผู้คนจำนวนมากดำรงอยู่ในสภาพของการรับมือไปวันๆ  แม้ว่าพวกเขากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าและอธิษฐานต่อพระองค์ แต่พวกเขาก็ทำแบบครึ่งๆ กลางๆ และพวกเขาไม่มีแรงขับเคลื่อนที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยมีอีกต่อไป  ผู้คนส่วนใหญ่ไม่สนใจในพระราชกิจแห่งกระบวนการถลุงและความเพียบพร้อมของพระเจ้า และแน่นอนว่านี่เหมือนกับว่าพวกเขาไร้ซึ่งแรงขับเคลื่อนภายในใดๆ อยู่เนืองนิตย์  เมื่อพวกเขาถูกเอาชนะโดยการล่วงละเมิด พวกเขาไม่รู้สึกว่าเป็นหนี้บุญคุณพระเจ้า อีกทั้งพวกเขาก็ไม่มีความตระหนักที่จะรู้สึกสำนึกผิด  พวกเขาไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือออกจากคริสตจักร และไล่ตามเสาะหาเพียงความยินดีชั่วคราวแทน  ผู้คนเหล่านี้โง่เขลาเบาปัญญาที่สุด!  เมื่อถึงเวลา พวกเขาทั้งหมดจะถูกขับออกไป และจะไม่มีแม้สักคนที่ได้รับการช่วยให้รอด!  เจ้าคิดว่าหากมีใครคนหนึ่งได้รับการช่วยให้รอดครั้งหนึ่งแล้ว พวกเขาจะได้รับการช่วยให้รอดอยู่เรื่อยไปเช่นนั้นหรือ?  การเชื่อนี้คือการหลอกลวงอย่างแท้จริง!  พวกเหล่านั้นทั้งหมดที่ไม่ไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ชีวิตจะถูกตีสอน  ผู้คนส่วนใหญ่ไม่มีความสนใจอย่างสิ้นเชิงในการเข้าสู่ชีวิต ในนิมิต หรือในการนำความจริงไปสู่การปฏิบัติ  พวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ และแน่นอนว่าพวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่อย่างลึกซึ้งมากขึ้น  พวกเขาไม่ได้กำลังทำให้ตัวเองล่มจมหรอกหรือ? ตอนนี้ มีผู้คนส่วนหนึ่งที่มีสภาพเงื่อนไขดีขึ้นอยู่เนืองนิตย์  ยิ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งได้รับความมั่นใจมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งพวกเขามีประสบการณ์มากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกถึงความล้ำลึกที่ลุ่มลึกของพระราชกิจของพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น  ยิ่งพวกเขาเข้าสู่ได้ลึกซึ้งมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งเข้าใจมากขึ้นเท่านั้น  พวกเขารู้สึกว่าความรักของพระเจ้าช่างยิ่งใหญ่ และพวกเขารู้สึกมั่นคงและได้รับความรู้แจ้งภายในตัวเอง  พวกเขามีความเข้าใจในพระราชกิจของพระเจ้า  ผู้คนเหล่านี้คือผู้ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์กำลังทรงพระราชกิจอยู่ภายใน  ผู้คนบางคนกล่าวว่า "แม้ว่าจะไม่มีพระวจนะใหม่ๆ จากพระเจ้า ข้าพเจ้าก็ยังคงต้องพยายามเข้าถึงความจริงอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ข้าพเจ้าต้องจริงจังจริงใจกับทุกสิ่งทุกอย่างในประสบการณ์จริงของข้าพเจ้า และเข้าสู่ความเป็นจริงตามพระวจนะของพระเจ้า"  บุคคลประเภทนี้ครอบครองพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  แม้ว่าพระเจ้าไม่ได้แสดงโฉมพระพักตร์ของพระองค์และทรงซ่อนเร้นสำหรับบุคคลทุกคน และแม้ว่าพระองค์ไม่ได้ดำรัสพระวจนะและมีหลายครั้งที่ผู้คนมีประสบการณ์กับกระบวนการถลุงภายในบางส่วน แต่ถึงกระนั้นพระเจ้าก็ยังไม่ได้ทรงทิ้งผู้คนอย่างสมบูรณ์  หากบุคคลไม่สามารถสงวนรักษาความจริงที่พวกเขาควรดำเนินการต่อไปจนสำเร็จ พวกเขาก็จะไม่มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ในระหว่างช่วงเวลาของกระบวนการถลุง ของช่วงเวลาที่พระเจ้าไม่ทรงแสดงพระองค์เอง หากเจ้าไม่มีความมั่นใจ แต่กลับตื่นกลัวแทน หากเจ้าไม่มุ่งเน้นไปที่การมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กำลังหนีจากพระราชกิจของพระเจ้า  หลังจากนั้น เจ้าจะเป็นหนึ่งในพวกที่ถูกขับออกไป  พวกที่ไม่พยายามเข้าสู่พระวจนะของพระเจ้าไม่อาจสามารถยืนหยัดในฐานะพยานของพระองค์ได้  ผู้คนที่สามารถเป็นพยานต่อพระเจ้าและทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระองค์นั้น ล้วนแล้วแต่ต้องพึ่งพาแรงขับเคลื่อนของพวกเขาเพื่อไล่ตามเสาะหาพระวจนะของพระเจ้าทั้งสิ้น  พระราชกิจที่พระเจ้าทรงปฏิบัติในผู้คน โดยหลักแล้วก็เพื่ออนุญาตให้พวกเขาได้รับความจริง การให้เจ้าไล่ตามเสาะหาชีวิตก็เพื่อทำให้เจ้าเพียบพร้อม และนี่คือทั้งหมดที่ทำให้เจ้าเหมาะสมสำหรับการทรงใช้งานของพระเจ้า  ทั้งหมดที่เจ้ากำลังไล่ตามเสาะหาอยู่ตอนนี้คือการได้ยินความล้ำลึกทั้งหลาย การฟังพระวจนะของพระเจ้า การเพ่งดูจนอิ่มตาของเจ้า และการมองไปรอบๆ เพื่อดูว่ามีแนวโน้มหรือความแปลกใหม่ใดๆ บ้างหรือไม่ และด้วยผลแห่งการนั้นย่อมสนองความใคร่รู้ของเจ้า  หากนี่คือเจตนาในหัวใจของเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่มีทางที่จะทำตามข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าได้  พวกที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงไม่สามารถติดตามจนถึงที่สุดได้  ณ ตอนนี้ ไม่ใช่ว่าพระเจ้าไม่ทรงทำสิ่งใด แต่ผู้คนต่างหากที่ไม่ร่วมมือกับพระองค์ เพราะพวกเขาเหนื่อยหน่ายกับพระราชกิจของพระองค์  พวกเขาเพียงต้องการฟังพระวจนะที่พระองค์ตรัสเพื่อประทานพร และพวกเขาไม่เต็มใจรับฟังพระวจนะแห่งการพิพากษาและการตีสอนของพระองค์  อะไรคือเหตุผลของการนี้?  เหตุผลนั้นคือ ความปรารถนาของผู้คนในการได้รับพรยังไม่ได้รับการทำให้ลุล่วง และดังนั้นพวกเขาจึงกลายเป็นลบและอ่อนแอ  ไม่ใช่ว่าพระเจ้าจงพระทัยไม่ทรงอนุญาตให้ผู้คนติดตามพระองค์ อีกทั้งไม่ใช่ว่าพระองค์ทรงโบยตีมวลมนุษย์อย่างจงพระทัย  ผู้คนเป็นลบและอ่อนแอเพียงเพราะเจตนาของพวกเขาไม่ถูกต้องเหมาะสม  พระเจ้าคือพระเจ้าผู้ประทานชีวิตแก่มนุษย์ และพระองค์ไม่ทรงสามารถนำมนุษย์ไปสู่ความตายได้  ความเป็นลบ ความอ่อนแอ และการกลับสัตย์ของผู้คนล้วนเกิดจากการกระทำของพวกเขาเอง

พระราชกิจปัจจุบันของพระเจ้านำกระบวนการถลุงบางส่วนมาสู่ผู้คน และมีเพียงบรรดาผู้ที่สามารถตั้งมั่นเมื่อพวกเขาได้รับการถลุงนี้เท่านั้นที่จะได้รับการรับรองจากพระเจ้า  ไม่สำคัญว่าพระองค์จะทรงปกปิดพระองค์เองอย่างไร ไม่ว่าจะด้วยการไม่ตรัสหรือไม่ทรงพระราชกิจก็ตาม เจ้ายังคงสามารถไล่ตามเสาะหาด้วยเรี่ยวแรงได้  ต่อให้พระเจ้าตรัสว่าพระองค์จะทรงปฏิเสธเจ้า แต่เจ้าก็ยังคงจะติดตามพระองค์อยู่ดี  นี่คือการยืดหยัดเป็นพยานเพื่อพระเจ้า  หากพระเจ้าทรงปกปิดพระองค์เองจากเจ้าและเจ้าหยุดติดตามพระองค์ นี่หรือคือการยืดหยัดเป็นพยานเพื่อพระเจ้า?  หากผู้คนไม่ได้เข้าสู่อย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ไม่มีวุฒิภาวะที่แท้จริง และเมื่อพวกเขาเผชิญกับการทดสอบครั้งใหญ่จริงๆ พวกเขาจะพลาดท่า  เมื่อพระเจ้าไม่ได้กำลังตรัส หรือทรงทำสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของเจ้าเอง เจ้าก็พังทลายลง  หากพระเจ้าทรงกำลังกระทำตามมโนคติที่หลงผิดของตัวเจ้าเอง หากพระองค์ทรงกำลังทำสมดังเจตจำนงของเจ้า และเจ้าสามารถยืนหยัดขึ้นและไล่ตามเสาะหาด้วยกำลังวังชาได้ เช่นนั้นแล้วสิ่งใดคือรากฐานของการที่เจ้ามีชีวิตอยู่?  เรากล่าวว่ามีผู้คนมากมายที่ใช้ชีวิตอยู่ในลักษณะที่ล้วนแต่พึ่งพาความใคร่รู้แบบมนุษย์  ในหัวใจที่แท้จริงที่สุดของพวกเขา พวกเขาไม่มีใจที่จะไล่ตามเสาะหาอย่างสิ้นเชิง  พวกเหล่านั้นทั้งหมดที่ไม่ไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ความจริงแต่พึ่งพาความใคร่รู้ในชีวิตของพวกเขาล้วนเป็นผู้คนที่น่ารังเกียจทั้งหมด และพวกเขาอยู่ในอันตราย!  พระราชกิจประเภทต่างๆ ของพระเจ้าทั้งหมดได้รับการดำเนินเพื่อทำให้มวลมนุษย์มีความเพียบพร้อม  อย่างไรก็ตาม ผู้คนใคร่รู้อยู่เสมอ พวกเขาชอบที่จะสอบถามเกี่ยวกับคำเล่าลือ พวกเขากังวลสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันในต่างประเทศ—เช่น พวกเขาใคร่รู้ว่าสิ่งใดกำลังเกิดขึ้นในอิสราเอล หรือมีแผ่นดินไหวในอียิปต์หรือไม่—พวกเขากำลังมองหาสิ่งแปลกใหม่บางอย่าง เพื่อสนองความอยากได้อยากมีอันเห็นแก่ตัวของพวกเขา  พวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาชีวิต อีกทั้งพวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  พวกเขาเอาแต่พยายามทำให้วันของพระเจ้ามาถึงเร็วขึ้นเท่านั้น เพื่อที่ความฝันอันสวยงามของพวกเขาอาจจะได้รับการทำให้เป็นจริงและความอยากได้อยากมีอันฟุ่มเฟือยของพวกเขาได้รับการทำให้ลุล่วง  บุคคลประเภทนี้ไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริง—พวกเขาเป็นใครคนหนึ่งที่มีมุมมองไม่ถูกต้องเหมาะสม  เพียงการไล่ตามเสาะหาความจริงเท่านั้นที่เป็นรากฐานของการเชื่อของมวลมนุษย์ในพระเจ้า และหากผู้คนไม่ไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ชีวิต หากพวกเขาไม่พยายามทำให้พระเจ้าสมดังพระทัย เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะอยู่ภายใต้การลงโทษ  พวกที่จะถูกลงโทษคือพวกที่ไม่ได้มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในระหว่างช่วงเวลาแห่งพระราชกิจของพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “เจ้าควรคงไว้ซึ่งการอุทิศตนของเจ้าต่อพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 468

ผู้คนควรร่วมมือกับพระเจ้าในระหว่างช่วงระยะนี้ของพระราชกิจของพระองค์อย่างไร?  ปัจจุบันนี้พระเจ้าทรงกำลังทดสอบผู้คน  พระองค์ไม่ได้กำลังดำรัสพระวจนะสักคำ แต่กำลังทรงปกปิดพระองค์เองและไม่ทรงทำการติดต่อกับผู้คนโดยตรง  จากภายนอก ดูเหมือนว่าพระองค์ไม่ได้กำลังทรงพระราชกิจใดๆ แต่ความจริงคือพระองค์ยังคงกำลังทรงพระราชกิจภายในมนุษย์  ผู้ใดที่กำลังไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ชีวิตย่อมมีนิมิตสำหรับการไล่ตามเสาะหาชีวิตสำหรับพวกเขา และไม่กังขาแม้พวกเขาไม่เข้าใจพระราชกิจของพระเจ้าอย่างเต็มที่ก็ตาม  ในขณะที่รับการทดสอบ แม้เมื่อคราที่เจ้าไม่รู้ว่าสิ่งใดที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์จะทำและพระราชกิจใดที่พระองค์ทรงต้องประสงค์ให้สำเร็จลุล่วง แต่เจ้าควรรู้ว่าเจตนารมณ์ของพระเจ้าที่มีต่อมวลมนุษย์นั้นดีเสมอ  หากเจ้าไล่ตามเสาะหาพระองค์ด้วยหัวใจที่จริงแท้ เช่นนั้นแล้วพระองค์ก็จะไม่มีวันทรงทิ้งเจ้า และในท้ายที่สุดพระองค์จะทรงทำให้เจ้าเพียบพร้อม และนำผู้คนไปยังบั้นปลายที่เหมาะสมอย่างแน่นอน  ไม่ว่าพระเจ้ากำลังทรงทดสอบผู้คนอย่างไรในปัจจุบัน ย่อมจะมีวันหนึ่งที่พระองค์จะทรงจัดเตรียมบทอวสานที่เหมาะสมแก่ผู้คน และประทานการลงทัณฑ์ที่เหมาะสมแก่พวกเขาตามสิ่งที่พวกเขาได้ทำลงไป  พระเจ้าจะไม่ทรงนำทางผู้คนไปสู่จุดหนึ่ง และจากนั้นก็ทรงทิ้งพวกเขาไว้ข้างทางและทรงละเลยพวกเขา  นี่เป็นเพราะพระเจ้าทรงเป็นที่ไว้วางใจได้  ในช่วงระยะนี้ พระวิญญาณบริสุทธิ์กำลังทรงพระราชกิจแห่งกระบวนการถลุง  พระองค์กำลังทรงถลุงบุคคลทุกคน  ในขั้นตอนทั้งหลายของพระราชกิจที่ประกอบด้วยการทดสอบแห่งความตายและการทดสอบแห่งการตีสอน กระบวนการถลุงก็ได้รับการดำเนินไปโดยผ่านทางพระวจนะ  การที่ผู้คนจะได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า พวกเขาต้องเข้าใจพระราชกิจในปัจจุบันของพระองค์และวิธีที่มวลมนุษย์ควรร่วมมือเสียก่อน  แท้จริงแล้ว นี่คือบางสิ่งบางอย่างที่ทุกคนควรเข้าใจ  ไม่สำคัญว่าพระเจ้าทรงทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการถลุงหรือแม้พระองค์จะไม่ได้กำลังตรัสก็ตาม แต่ก็ไม่มีสักขั้นตอนเดียวของพระราชกิจของพระเจ้าที่สอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของมวลมนุษย์  แต่ละขั้นตอนของพระราชกิจของพระองค์สลายและพังลงเมื่อผ่านมโนคติที่หลงผิดของผู้คน  นี่คือพระราชกิจของพระองค์  แต่เจ้าต้องเชื่อว่า เนื่องด้วยพระราชกิจของพระเจ้าได้มาถึงช่วงระยะหนึ่ง พระองค์จะไม่ทรงทำให้มวลมนุษย์ทั้งหมดถึงแก่ความตายไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม  พระองค์ประทานทั้งสัญญาและพระพรแก่มนุษย์ และบรรดาคนเหล่านั้นทั้งหมดที่ไล่ตามเสาะหาพระองค์จะสามารถได้รับพระพรของพระองค์ แต่พวกที่ไม่ได้ไล่ตามเสาะหาพระองค์จะถูกพระเจ้าทรงทิ้งไว้ข้างทาง  นี่ขึ้นอยู่กับการไล่ตามเสาะหาของเจ้า  ไม่ว่าสิ่งอื่นใดจะเป็นอย่างไรก็ตาม เจ้าต้องเชื่อว่าเมื่อพระราชกิจของพระเจ้าได้รับการสรุปปิดตัวแล้ว บุคคลทุกคนจะมีบั้นปลายที่เหมาะสม  พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมความทะเยอทะยานที่สวยงามให้แก่มวลมนุษย์ แต่หากไร้ซึ่งการไล่ตามเสาะหา ความทะเยอทะยานเหล่านั้นก็ไม่อาจบรรลุได้  เจ้าควรสามารถเห็นการนี้ได้ในตอนนี้—กระบวนการถลุงของพระเจ้าและการตีสอนผู้คนของพระองค์คือพระราชกิจของพระองค์ แต่สำหรับส่วนของผู้คน พวกเขาต้องไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยตลอดเวลา  ในประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของเจ้า เจ้าต้องรู้วิธีกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าเสียก่อน เจ้าต้องพบสิ่งที่เจ้าควรเข้าสู่และข้อบกพร่องของตัวเจ้าเองภายในพระวจนะของพระองค์ เจ้าควรแสวงหาการเข้าสู่ประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของเจ้า และรับเอาส่วนของพระวจนะของพระเจ้าที่ควรนำไปปฏิบัติและพยายามทำเช่นนั้น  การกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้าคือแง่มุมหนึ่ง  นอกจากนี้ ชีวิตของคริสตจักรต้องได้รับการคงไว้ เจ้าต้องมีชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณที่ปกติ และเจ้าต้องสามารถส่งมอบสภาวะปัจจุบันทั้งหมดของเจ้าแด่พระเจ้า  ไม่สำคัญว่าพระราชกิจของพระองค์เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของเจ้าควรยังคงเป็นปกติ  ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณสามารถคงไว้ซึ่งการเข้าสู่ปกติของเจ้าได้  ไม่สำคัญว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งใด เจ้าควรที่จะดำเนินชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของเจ้าอย่างต่อเนื่องโดยไม่ถูกขัดจังหวะและทำหน้าที่ของเจ้าให้ลุล่วง  นี่คือสิ่งที่ผู้คนควรทำ  สิ่งนี้เป็นพระราชกิจทั้งหมดของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่สำหรับผู้ที่มีสภาพเงื่อนไขปกติแล้ว นี่คือความเพียบพร้อม สำหรับผู้ที่มีสภาพเงื่อนไขผิดปกติ สิ่งนี้คือการทดสอบ  ในช่วงระยะปัจจุบันของพระราชกิจแห่งกระบวนการถลุงของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้คนบางคนกล่าวว่าพระราชกิจของพระเจ้านั้นยิ่งใหญ่ยิ่งนักและว่าผู้คนจำเป็นต้องมีกระบวนการถลุงอย่างยิ่งยวด มิเช่นนั้นวุฒิภาวะของพวกเขาจะน้อยเกินไปและพวกเขาจะไม่มีทางบรรลุน้ำพระทัยของพระเจ้าได้  อย่างไรก็ตาม สำหรับพวกที่มีสภาพเงื่อนไขที่ไม่ดี สิ่งนี้ก็กลายเป็นเหตุผลหนึ่งในการไม่ไล่ตามเสาะหาพระเจ้า และกลายเป็นเหตุผลหนึ่งในการไม่เข้าร่วมการชุมนุมหรือกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า  ในพระราชกิจของพระเจ้า ไม่ว่าพระองค์ทรงทำสิ่งใดหรือการเปลี่ยนแปลงใดที่พระองค์ทรงก่อให้เกิดขึ้นก็ตาม ผู้คนต้องคงไว้ซึ่งเส้นฐานของชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณปกติ  บางทีเจ้าอาจไม่ได้หละหลวมในช่วงระยะปัจจุบันนี้ของชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของเจ้า แต่เจ้าก็ยังคงไม่ได้รับไว้มากมาย และไม่ได้เก็บเกี่ยวผลผลิตอันยิ่งใหญ่  ภายใต้ประเภทของรูปการณ์แวดล้อมเหล่านี้ เจ้ายังคงต้องทำตามกฎเกณฑ์ เจ้าต้องรักษากฎเกณฑ์เหล่านี้ เพื่อที่เจ้าจะไม่ทนทุกข์กับความสูญเสียในชีวิตของเจ้าและเพื่อให้เจ้าทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระเจ้า  หากชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของเจ้าผิดปกติ เจ้าก็ไม่สามารถเข้าใจพระราชกิจปัจจุบันของพระเจ้า และในทางกลับกันย่อมรู้สึกอยู่เสมอว่าสิ่งนั้นเข้ากันไม่ได้อย่างสมบูรณ์กับมโนคติที่หลงผิดของตัวเจ้าเองแทน และแม้ว่าเจ้าเต็มใจที่จะติดตามพระองค์ เจ้าก็ขาดพร่องแรงขับเคลื่อนภายใน  ดังนั้น ไม่สำคัญว่าปัจจุบันนี้พระเจ้ากำลังทรงทำสิ่งใดอยู่ก็ตาม ผู้คนต้องร่วมมือด้วย  หากผู้คนไม่ร่วมมือ เช่นนั้นแล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ไม่สามารถทรงพระราชกิจของพระองค์ได้ และหากผู้คนไม่มีหัวใจที่จะร่วมมือ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ยากที่จะได้พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไว้  หากเจ้าต้องการมีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ภายในตัวเจ้า และหากเจ้าต้องการได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าต้องคงไว้ซึ่งการอุทิศตนดั้งเดิมเบื้องพระพักตร์พระเจ้า  ตอนนี้ ไม่จำเป็นที่เจ้าต้องมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้น ทฤษฎีที่สูงขึ้น หรือสิ่งอื่นเช่นนั้น—ทั้งหมดที่พึงต้องมีก็คือว่า เจ้าจะต้องค้ำชูพระวจนะของพระเจ้าบนรากฐานดั้งเดิม  หากผู้คนไม่ร่วมมือกับพระเจ้าและไม่ไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะทรงพรากทุกสรรพสิ่งที่เดิมเคยเป็นของพวกเขา  ภายในนั้น ผู้คนโลภอยากได้ความสะดวกสบายและอยากชื่นชมสิ่งที่หาได้ง่ายมากกว่า  พวกเขาต้องการได้รับพระสัญญาของพระเจ้าโดยไม่ยอมลำบากใดๆ เลย  เหล่านี้เป็นความคิดที่ฟุ่มเฟือยที่มวลมนุษย์นั้นเพลิดเพลิน  การได้รับชีวิตมาโดยไม่ยอมลำบาก—ทว่าเคยมีสิ่งใดที่ง่ายดายเช่นนี้หรือไม่?  เมื่อใครคนหนึ่งเชื่อในพระเจ้าและพยายามเข้าสู่ชีวิตและแสวงหาการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของพวกเขา พวกเขาจะต้องยอมลำบากและสัมฤทธิ์สภาวะที่พวกเขาจะใช้ติดตามพระเจ้าเสมอ ไม่สำคัญว่าพระองค์จะทรงทำสิ่งใด  นี่คือบางสิ่งที่ผู้คนต้องทำ แม้เจ้าทำตามทั้งหมดนี้เสมือนกฎเกณฑ์หนึ่ง เจ้าก็ต้องค้ำชูสิ่งนี้อยู่เสมอ และไม่สำคัญว่าการทดสอบจะยิ่งใหญ่เพียงใด เจ้าก็ไม่สามารถปล่อยสัมพันธภาพปกติของเจ้ากับพระเจ้าไปได้  เจ้าควรจะสามารถอธิษฐาน คงไว้ซึ่งชีวิตคริสตจักรของเจ้า และไม่ทิ้งบรรดาพี่น้องชายหญิงของเจ้าเป็นอันขาด  เมื่อพระเจ้าทรงทดสอบเจ้า เจ้าก็ยังคงควรแสวงหาความจริง  นี่เป็นข้อพึงประสงค์ขั้นต่ำสำหรับชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณ  การมีความพึงปรารถนาที่จะแสวงหาอยู่เสมอ และการเพียรพยายามที่จะร่วมมือ การใช้กำลังวังชาทั้งหมดของเจ้า—การนี้สามารถทำได้หรือไม่?  หากผู้คนยึดสิ่งนี้เป็นรากฐาน พวกเขาจะสามารถสัมฤทธิ์วิจารณญาณและเข้าสู่ความเป็นจริงได้  เป็นการง่ายที่จะยอมรับพระวจนะของพระเจ้าเมื่อสภาพของตัวเจ้าเองปกติ ในรูปการณ์แวดล้อมเหล่านี้ ไม่รู้สึกว่าลำบากยากเย็นเลยที่จะปฏิบัติความจริง และเจ้ารู้สึกว่าพระราชกิจของพระเจ้านั้นยิ่งใหญ่  แต่หากสภาพเงื่อนไขของเจ้าไม่ดี ไม่สำคัญว่าพระราชกิจของพระเจ้าจะยิ่งใหญ่เพียงใดและไม่สำคัญว่าใครคนหนึ่งจะพูดได้อย่างไพเราะเพียงใดก็ตาม เจ้าก็จะไม่สนใจ  เมื่อสภาพเงื่อนไขของบุคคลหนึ่งผิดปกติ พระเจ้าก็ไม่สามารถทรงพระราชกิจในพวกเขาได้ และพวกเขาก็ไม่สามารถสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของพวกเขาได้

ตัดตอนมาจาก “เจ้าควรคงไว้ซึ่งการอุทิศตนของเจ้าต่อพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 469

หากผู้คนไม่มีความมั่นใจใดๆ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่พวกเขาจะเดินไปตามเส้นทางนี้ต่อไป  ตอนนี้ทุกคนสามารถเห็นได้ว่าพระราชกิจของพระเจ้าไม่สอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของผู้คนแม้แต่น้อย—พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจมากมายเหลือเกินและได้ตรัสพระวจนะมากมายเหลือเกิน ซึ่งไม่สอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์อย่างสิ้นเชิง  ดังนั้น ผู้คนจึงต้องมีความมั่นใจและพลังจิตเพื่อให้สามารถยืนหยัดในสิ่งที่พวกเขาได้เห็นเรียบร้อยแล้ว และในสิ่งที่พวกเขาได้รับจากประสบการณ์ของพวกเขา  ไม่สำคัญว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งใดในผู้คน พวกเขาก็ต้องค้ำชูสิ่งที่พวกเขาเองครอบครอง จริงใจเบื้องพระพักตร์พระเจ้า และยังคงอุทิศตนเพื่อพระองค์จนถึงที่สุด  นี่คือหน้าที่ของมวลมนุษย์  ผู้คนต้องค้ำชูสิ่งที่พวกเขาควรทำ  การเชื่อในพระเจ้าพึงต้องมีการเชื่อฟังพระองค์และมีประสบการณ์แห่งพระราชกิจของพระองค์  พระเจ้าทรงพระราชกิจมากมาย—อาจกล่าวได้ว่า สำหรับผู้คนแล้ว ทั้งหมดนั้นคือความเพียบพร้อม คือกระบวนการถลุง และยิ่งไปกว่านั้นคือการตีสอน  ไม่มีแม้สักขั้นตอนเดียวของพระราชกิจของพระเจ้าที่สอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ สิ่งที่ผู้คนได้ชื่นชมคือพระวจนะที่เข้มงวดของพระเจ้า  เมื่อพระเจ้าเสด็จมา ผู้คนควรชื่นชมพระบารมีของพระองค์และพระพิโรธของพระองค์  อย่างไรก็ตาม ไม่สำคัญว่าพระวจนะของพระองค์จะเข้มงวดเพียงใด พระองค์ก็เสด็จมาเพื่อช่วยให้รอดและทำให้มวลมนุษย์เพียบพร้อม  ในฐานะที่เป็นสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง ผู้คนควรทำหน้าที่ที่พวกเขาควรที่จะทำให้ลุล่วง และยืนหยัดเป็นพยานให้พระเจ้าท่ามกลางกระบวนการถลุง  ในทุกการทดสอบ พวกเขาควรค้ำชูพยานที่พวกเขาควรเป็น และทำเช่นนั้นอย่างเบ็ดเสร็จเพื่อพระเจ้า  บุคคลที่ทำการนี้คือผู้มีชัย  ไม่สำคัญว่าพระเจ้าทรงถลุงเจ้าอย่างไร เจ้าก็ยังคงเต็มไปด้วยความมั่นใจและไม่เคยสูญเสียความมั่นใจในพระองค์  เจ้าทำสิ่งที่มนุษย์ควรทำ  นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์จากมนุษย์ และหัวใจของมนุษย์ควรจะสามารถกลับคืนสู่พระองค์ได้อย่างเต็มที่ และหันเข้าหาพระองค์ในทุกชั่วขณะที่ผ่านไป  นี่คือผู้มีชัย  บรรดาผู้ที่พระเจ้าอ้างถึงว่าเป็น "ผู้มีชัย" คือบรรดาผู้ที่ยังคงสามารถยืนหยัดเป็นพยาน และคงไว้ซึ่งความมั่นใจและการอุทิศตนของพวกเขาต่อพระเจ้าเมื่ออยู่ภายใต้อิทธิพลของซาตานและในขณะที่ถูกล้อมโดยซาตาน นั่นคือ เมื่อพวกเขาพบว่าตนเองอยู่ท่ามกลางกำลังบังคับแห่งความมืด  หากเจ้ายังคงสามารถรักษาหัวใจบริสุทธิ์เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และคงไว้ซึ่งความรักที่จริงแท้ของเจ้าต่อพระเจ้าไม่ว่าจะเกิดสิ่งใด เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กำลังยืนหยัดเป็นพยานเบื้องพระพักตร์พระเจ้า และนี่คือสิ่งที่พระเจ้าอ้างอิงว่าเป็นดัง "ผู้มีชัย"  หากการไล่ตามเสาะหาของเจ้านั้นเป็นไปอย่างยอดเยี่ยมเมื่อพระเจ้าประทานพระพรแก่เจ้า แต่เจ้าล่าถอยเมื่อปราศจากพระพรของพระองค์ นี่คือความบริสุทธิ์อย่างนั้นหรือ?  ในเมื่อเจ้าแน่ใจว่าหนทางนี้แท้จริง เจ้าต้องติดตามไปจนกว่าจะถึงปลายทาง เจ้าต้องคงไว้ซึ่งการอุทิศตนของเจ้าต่อพระเจ้า  ในเมื่อเจ้าได้เห็นว่าพระเจ้าพระองค์เองได้เสด็จมาสู่แผ่นดินโลกเพื่อทำให้เจ้าเพียบพร้อม เจ้าก็ควรมอบหัวใจของเจ้าทั้งหมดทั้งสิ้นแด่พระองค์  หากเจ้ายังคงสามารถติดตามพระองค์ได้ไม่สำคัญว่าพระองค์ทรงทำสิ่งใด แม้ว่าพระองค์ทรงกำหนดพิจารณาบทอวสานที่ไม่น่าพอใจสำหรับเจ้าในท้ายที่สุด นี่ก็เป็นการคงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ของเจ้าเบื้องพระพักตร์พระเจ้า  การถวายร่างกายฝ่ายจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์และพรหมจารีบริสุทธิ์แด่พระเจ้าหมายถึงการรักษาหัวใจที่จริงใจเบื้องพระพักตร์พระเจ้า  สำหรับมวลมนุษย์ ความจริงใจคือความบริสุทธิ์ และความสามารถที่จะจริงใจต่อพระเจ้าคือการรักษาความบริสุทธิ์  นี่คือสิ่งที่เจ้าควรนำไปปฏิบัติ  เมื่อเจ้าควรที่จะอธิษฐาน เจ้าจงอธิษฐาน เมื่อเจ้าควรที่จะชุมนุมกันในการสามัคคีธรรม เจ้าจงทำเช่นนั้น เมื่อเจ้าควรที่จะร้องเพลงสรรเสริญ เจ้าจงร้องเพลงสรรเสริญ และเมื่อเจ้าควรที่จะละทิ้งเนื้อหนัง เจ้าจงละทิ้งเนื้อหนัง  เมื่อเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า เจ้าก็อย่าสักแต่จัดการมันไป เมื่อเจ้าเผชิญหน้ากับการทดสอบ เจ้าก็จงตั้งมั่น  นี่คือการอุทิศตนต่อพระเจ้า  หากเจ้าไม่ค้ำชูสิ่งที่ผู้คนควรทำ เช่นนั้นแล้วความทุกข์และปณิธานที่ผ่านมาทั้งหมดของเจ้าก็ไร้ผล

ตัดตอนมาจาก “เจ้าควรคงไว้ซึ่งการอุทิศตนของเจ้าต่อพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 470

สำหรับทุกขั้นตอนของพระราชกิจของพระเจ้า มีทางหนึ่งที่ผู้คนควรร่วมมือด้วย  พระเจ้าทรงถลุงผู้คนเพื่อให้พวกเขามีความมั่นใจเมื่อพวกเขารับกระบวนการถลุง  พระเจ้าทรงทำให้ผู้คนเพียบพร้อมเพื่อให้พวกเขามีความมั่นใจที่จะได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้า และเต็มใจที่จะยอมรับการถลุงของพระองค์และได้รับการจัดการและตัดแต่งโดยพระเจ้า  พระวิญญาณของพระเจ้าทรงพระราชกิจภายในผู้คนเพื่อนำความรู้แจ้งและความกระจ่างมาสู่พวกเขา และเพื่อให้พวกเขาร่วมมือกับพระองค์และปฏิบัติตาม  พระเจ้าไม่ตรัสในช่วงระหว่างกระบวนการถลุง  พระองค์ไม่ดำรัสพระสุรเสียงของพระองค์ แต่กระนั้นก็ยังมีงานที่ผู้คนควรทำ เจ้าควรค้ำชูสิ่งที่เจ้ามีอยู่แล้ว เจ้าควรยังคงสามารถอธิษฐานต่อพระเจ้า ใกล้ชิดกับพระเจ้า และยืนหยัดเป็นพยานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ในหนทางนี้เจ้าจะทำหน้าที่ของตัวเจ้าเองให้ลุล่วง  พวกเจ้าทุกคนควรเห็นอย่างชัดเจนจากพระราชกิจของพระเจ้าว่า การทดสอบของพระองค์ซึ่งความเชื่อมั่นและความรักของผู้คน พึงประสงค์ให้พวกเขาอธิษฐานต่อพระเจ้ามากขึ้น และให้พวกเขาลิ้มรสในพระวจนะของพระเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระองค์บ่อยครั้งขึ้น  หากพระเจ้าประทานความรู้แจ้งแก่เจ้าและทรงทำให้เจ้าเข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์ แต่กระนั้นเจ้ากลับไม่ได้นำสิ่งนี้ไปปฏิบัติสักอย่าง เจ้าก็จะไม่ได้รับสิ่งใดไว้  เมื่อเจ้านำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติ เจ้าควรยังคงสามารถอธิษฐานต่อพระองค์ได้ และเมื่อเจ้าลิ้มรสในพระวจนะของพระองค์ เจ้าควรมาเฉพาะพระพักตร์พระองค์และแสวงหา และมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมในพระองค์ โดยไม่มีร่องรอยของความรู้สึกท้อแท้หรือเย็นชา  พวกที่ไม่นำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัตินั้นมีกำลังวังชาเต็มที่ในช่วงระหว่างการชุมนุม แต่ร่วงหล่นไปสู่ความมืดเมื่อพวกเขากลับบ้าน  มีบางคนที่ไม่ต้องการแม้แต่จะชุมนุมกัน  ดังนั้น เจ้าต้องเห็นอย่างชัดเจนว่าหน้าที่ใดที่ผู้คนควรทำให้ลุล่วง  เจ้าอาจไม่รู้ว่าน้ำพระทัยของพระเจ้าแท้จริงแล้วคือสิ่งใด แต่เจ้าสามารถปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า เจ้าสามารถอธิษฐานเมื่อเจ้าควรอธิษฐาน เจ้าสามารถนำความจริงไปปฏิบัติเมื่อเจ้าควรทำ และเจ้าสามารถทำสิ่งที่ผู้คนควรที่จะทำ  เจ้าสามารถค้ำชูนิมิตดั้งเดิมของเจ้าได้  ในหนทางนี้ เจ้าจะสามารถยอมรับขั้นตอนต่อไปของพระราชกิจของพระเจ้าได้มากขึ้น  เมื่อพระเจ้าทรงพระราชกิจในวิถีที่แอบซ่อน สิ่งนี้เป็นปัญหาหากเจ้าไม่แสวงหา  เมื่อพระองค์ตรัสและทรงเทศนาในช่วงระหว่างการประชุม เจ้าฟังด้วยความกุลีกุจอ แต่เมื่อพระองค์ไม่ได้ตรัส เจ้าก็ขาดพร่องกำลังวังชาและถอยกลับ  บุคคลประเภทใดที่ปฏิบัติตนในหนทางนี้?  นี่คือใครคนหนึ่งที่เพียงแค่ติดตามไปที่ใดก็ตามที่ฝูงชนไป  พวกเขาไม่มีจุดยืน ไม่มีคำพยาน และไม่มีนิมิต!  ผู้คนส่วนใหญ่เป็นเช่นนี้  หากเจ้าเดินตามทางนั้นต่อไป วันหนึ่งเมื่อเจ้ามาถึงการทดสอบครั้งใหญ่ เจ้าจะร่วงลงสู่การลงโทษ  การมีจุดยืนนั้นสำคัญมากในกระบวนการของพระเจ้าในการทำให้ผู้คนเพียบพร้อม  หากเจ้าไม่กังขาแม้แต่ขั้นตอนเดียวของพระราชกิจของพระเจ้า หากเจ้าทำหน้าที่ของมนุษย์ให้ลุล่วง หากเจ้าค้ำชูอย่างจริงใจในสิ่งที่พระเจ้าให้เจ้านำไปปฏิบัติ นั่นคือ เจ้าจดจำคำเตือนสติของพระเจ้า และไม่สำคัญว่าพระองค์ทรงทำสิ่งใดในทุกวันนี้ เจ้าก็มิได้ลืมคำเตือนสติของพระองค์ หากเจ้าไม่กังขาพระราชกิจของพระองค์ คงไว้ซึ่งจุดยืนของเจ้า ค้ำชูคำพยานของเจ้า และได้รับชัยชนะในทุกย่างก้าวของหนทางนี้ เช่นนั้นแล้ว ในท้ายที่สุดเจ้าก็จะได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้าและได้รับการทำให้กลายเป็นผู้มีชัย  หากเจ้าสามารถตั้งมั่นโดยผ่านทางทุกขั้นตอนของการทดสอบของพระเจ้า และหากเจ้ายังคงสามารถตั้งมั่นได้จนถึงที่สุด เช่นนั้นแล้วเจ้าก็เป็นผู้มีชัย เจ้าก็เป็นใครคนหนึ่งที่พระเจ้าได้ทรงทำให้เพียบพร้อม  หากเจ้าไม่สามารถตั้งมั่นในการทดสอบปัจจุบันของเจ้าได้ เช่นนั้นแล้ว ในอนาคตสิ่งนี้จะถึงกับกลายเป็นลำบากยากเย็นยิ่งขึ้น  หากเจ้าเพียงก้าวผ่านความทุกข์ในปริมาณที่ปราศจากนัยสำคัญและเจ้าไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริง เช่นนั้นแล้ว ในที่สุดเจ้าจะไม่ได้รับสิ่งใดเลย  เจ้าจะเหลือแต่มือเปล่า  มีผู้คนบางคนที่ยอมแพ้ในการไล่ตามเสาะหาของพวกเขาเมื่อพวกเขาเห็นว่าพระเจ้าไม่ได้กำลังตรัสอยู่ และหัวใจของพวกเขาแตกเป็นเสี่ยงๆ  บุคคลเช่นนี้มิใช่ผู้โง่เขลาหรอกหรือ?  ผู้คนประเภทนี้ไม่มีความเป็นจริง  เมื่อพระเจ้ากำลังตรัส พวกเขาก็วิ่งไปมาเสมอ แลดูยุ่งและกุลีกุจอจากภายนอก แต่ตอนนี้ที่พระองค์ไม่ได้กำลังตรัส พวกเขาก็หยุดแสวงหา  บุคคลประเภทนี้ไม่มีอนาคต  ในช่วงระหว่างกระบวนการถลุง เจ้าต้องเข้าสู่จากมุมมองเชิงบวกและเรียนรู้บทเรียนทั้งหลายที่เจ้าควรเรียนรู้ เมื่อเจ้าอธิษฐานต่อพระเจ้าและอ่านพระวจนะของพระองค์ เจ้าควรวัดสภาวะของตัวเจ้าเองโดยใช้พระวจนะนั้นๆ ค้นหาข้อบกพร่องของเจ้า และพบว่าเจ้ายังคงมีบทเรียนอีกมากมายที่ต้องเรียนรู้  ยิ่งเจ้าแสวงหาด้วยความจริงใจเมื่อเจ้าก้าวผ่านกระบวนการถลุงมากขึ้นเท่าใด เจ้าก็ยิ่งจะพบว่าตัวเจ้ายังบกพร่องมากขึ้นเท่านั้น  เมื่อเจ้ากำลังได้รับประสบการณ์กับกระบวนการถลุง ก็มีหลายประเด็นปัญหาที่เจ้าเผชิญ เจ้าไม่สามารถมองเห็นเรื่องเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน เจ้าพร่ำบ่น เจ้าเผยเนื้อหนังของตนเอง—ในหนทางนี้เท่านั้นเจ้าจึงสามารถค้นพบว่าเจ้ามีอุปนิสัยที่เสื่อมทรามมากมายเกินไปภายในตัวเจ้า

ตัดตอนมาจาก “เจ้าควรคงไว้ซึ่งการอุทิศตนของเจ้าต่อพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 471

พระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้ายนั้นพึงประสงค์ความมั่นใจใหญ่หลวง ความมั่นใจที่ยิ่งใหญ่เสียยิ่งกว่าความมั่นใจของโยบ  หากปราศจากความมั่นใจ ผู้คนจะไม่สามารถได้รับประสบการณ์ต่อไป และอีกทั้งพวกเขาจะไม่สามารถได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้าได้  เมื่อวันแห่งการทดสอบครั้งใหญ่มาถึง จะมีผู้คนออกจากคริสตจักร—บ้างก็ที่นี่ บ้างก็ที่นั่น  จะมีบางคนที่เคยทำได้ค่อนข้างดีในการไล่ตามเสาะหาของพวกเขาในช่วงเวลาก่อนหน้า และจะไม่ชัดเจนว่าเหตุใดพวกเขาจึงไม่เชื่ออีกต่อไป  หลายสิ่งจะเกิดขึ้นซึ่งเจ้าจะไม่เข้าใจ และพระเจ้าจะไม่ทรงเผยหมายสำคัญหรือการอัศจรรย์ใดๆ อีกทั้งไม่ทรงทำสิ่งใดที่เกินธรรมชาติ  นี่ก็เพื่อดูว่าเจ้าสามารถตั้งมั่นได้หรือไม่—พระเจ้าทรงใช้ข้อเท็จจริงเพื่อถลุงผู้คน  เจ้ายังไม่ได้ทนทุกข์มากนัก  ในอนาคต เมื่อการทดสอบครั้งใหญ่มาถึง ในบางสถานที่ บุคคลทุกคนในคริสตจักรจะจากไป และบรรดาผู้ที่เจ้ามีสัมพันธภาพที่ดีด้วยจะจากไปและทอดทิ้งความเชื่อของพวกเขา  แล้วเมื่อนั้นเจ้าจะสามารถตั้งมั่นได้หรือไม่?  จนถึงตอนนี้ การทดสอบที่เจ้าได้เผชิญหน้านั้นเล็กน้อย และเจ้าอาจแทบไม่สามารถทนสู้การทดสอบเหล่านั้นได้  ขั้นตอนนี้ประกอบด้วยกระบวนการถลุงและการทำให้เพียบพร้อมโดยผ่านทางพระวจนะเท่านั้น  ในขั้นตอนถัดไป ข้อเท็จจริงจะมาถึงเจ้าเพื่อถลุงเจ้า และเช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะอยู่ท่ามกลางภัยอันตราย  ทันทีที่สิ่งนี้กลายเป็นเรื่องจริงจังอย่างแท้จริง พระเจ้าจะทรงแนะนำให้เจ้าเร่งรีบและจากไป และผู้คนที่เคร่งศาสนาจะพยายามล่อลวงเจ้าให้ไปกับพวกเขา  นี่ก็เพื่อดูว่าเจ้าสามารถเดินตามเส้นทางต่อไปได้หรือไม่ และสรรพสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดคือการทดสอบ  การทดสอบปัจจุบันคือส่วนน้อย แต่วันนั้นจะมาถึงเมื่อจะมีบ้านบางหลังที่พ่อแม่ไม่เชื่ออีกต่อไป และบางแห่งที่เด็กๆ ไม่เชื่ออีกต่อไป  เจ้าจะสามารถไปต่อได้หรือไม่?  ยิ่งเจ้าไปข้างหน้าไกลขึ้นเท่าใด การทดสอบของเจ้าก็จะกลายเป็นยิ่งใหญ่มากขึ้นเท่านั้น  พระเจ้าทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์ในการถลุงผู้คน โดยสอดคล้องกับความต้องการที่จำเป็นของพวกเขาและวุฒิภาวะของพวกเขา  ในช่วงระหว่างช่วงระยะที่พระเจ้าทรงทำให้มวลมนุษย์เพียบพร้อมนั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่จำนวนของผู้คนจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ—นั่นมีแต่จะหดลงเท่านั้น  มีเพียงโดยผ่านทางกระบวนการถลุงเหล่านี้เท่านั้นผู้คนจึงสามารถได้รับการทำให้เพียบพร้อม  การถูกจัดการ ถูกบ่มวินัย ถูกทดสอบ ถูกตีสอน ถูกสาปแช่ง—เจ้าสามารถทานทนต่อทั้งหมดนี้ได้หรือไม่?  เมื่อเจ้าเห็นคริสตจักรที่มีสถานการณ์ดีเป็นพิเศษ ที่ซึ่งบรรดาพี่น้องชายหญิงล้วนกำลังแสวงหาด้วยกำลังวังชาอันยิ่งใหญ่ ตัวเจ้าเองก็รู้สึกได้รับการหนุนใจ  เมื่อวันนั้นมาถึงที่พวกเขาได้จากไปทั้งหมด พวกเขาบางคนก็ไม่เชื่ออีกต่อไป บางคนก็ได้ออกไปทำธุรกิจหรือแต่งงาน และบางคนก็ได้เข้าร่วมศาสนา แล้วเจ้าจะสามารถตั้งมั่นได้หรือไม่?  เจ้าจะยังคงสามารถไม่รู้สึกกระทบกระเทือนอยู่ภายในหรือไม่?  การที่พระเจ้าทำให้มวลมนุษย์เพียบพร้อมไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายเช่นนั้น!  พระองค์ทรงใช้งานสรรพสิ่งมากมายเพื่อถลุงผู้คน  ผู้คนมองสิ่งเหล่านี้ในฐานะวิธีการ แต่โดยเจตนารมณ์ดั้งเดิมของพระเจ้าแล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่วิธีการเลยสักอย่าง แต่เป็นข้อเท็จจริง  ในท้ายที่สุด เมื่อพระองค์ได้ทรงถลุงผู้คนถึงจุดหนึ่งและพวกเขาไม่มีการพร่ำบ่นใดๆ อีกต่อไป ช่วงระยะนี้ของพระราชกิจของพระองค์ก็จะครบบริบูรณ์  พระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์คือการทำให้เจ้าเพียบพร้อม และเมื่อพระองค์ไม่ทรงพระราชกิจและทรงซ่อนเร้นพระองค์เอง สิ่งนี้จะเป็นเพื่อจุดประสงค์ในการทำให้เจ้าถึงกับเพียบพร้อมมากยิ่งขึ้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหนทางนี้จะเห็นได้ว่าผู้คนมีความรักต่อพระเจ้าหรือไม่ พวกเขามีความมั่นใจที่แท้จริงในพระองค์หรือไม่  เมื่อพระเจ้าตรัสอย่างชัดแจ้ง ไม่จำเป็นที่เจ้าจะต้องค้นหา เฉพาะเมื่อพระองค์ทรงปกปิดพระองค์เองเท่านั้นเจ้าจึงจำเป็นต้องค้นหาและหาทางออกให้ได้  เจ้าควรจะสามารถทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตที่ทรงสร้างให้ลุล่วงได้ และไม่สำคัญว่าบทอวสานในอนาคตของเจ้าและบั้นปลายของเจ้าอาจเป็นอย่างไร เจ้าควรจะสามารถไล่ตามเสาะหาความรู้และความรักต่อพระเจ้าในช่วงระหว่างหลายปีที่เจ้ามีชีวิตอยู่ และไม่สำคัญว่าพระเจ้าจะปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไร เจ้าก็ควรจะสามารถหลีกเลี่ยงการพร่ำบ่น  มีสภาพเงื่อนไขหนึ่งสำหรับพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะทรงพระราชกิจภายในผู้คน  พวกเขาต้องกระหายและแสวงหา และไม่ใช่ไม่กุลีกุจอหรือเต็มไปด้วยความกังขาเกี่ยวกับการกระทำของพระเจ้า และพวกเขาต้องสามารถค้ำชูหน้าที่ของพวกเขาได้ตลอดเวลา ในหนทางนี้เท่านั้นพวกเขาจึงจะสามารถได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ในแต่ละขั้นตอนของพระราชกิจของพระเจ้า สิ่งที่พึงประสงค์จากมวลมนุษย์คือความมั่นใจอันมหาศาลและการมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อแสวงหา—เพียงโดยผ่านทางประสบการณ์เท่านั้นผู้คนจึงจะสามารถค้นพบว่าพระเจ้าทรงควรค่าที่จะรักเพียงใด และพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจในผู้คนอย่างไร  หากเจ้าไม่มีประสบการณ์ หากเจ้าไม่คลำหาทางของเจ้าออกไป หากเจ้าไม่แสวงหา เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่ได้รับสิ่งใดเลย  เจ้าต้องคลำหาทางออกของเจ้าโดยผ่านทางประสบการณ์ของเจ้า และเพียงโดยผ่านทางประสบการณ์ของเจ้าเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถเห็นการกระทำของพระเจ้า และระลึกรู้ถึงความน่าอัศจรรย์และความมิอาจหยั่งถึงได้ของพระองค์

ตัดตอนมาจาก “เจ้าควรคงไว้ซึ่งการอุทิศตนของเจ้าต่อพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 472

ขณะนี้พวกเจ้ากำลังอยู่บนโค้งสุดท้ายของเส้นทาง และเป็นส่วนที่วิกฤติของเส้นทางนั้น  บางทีเจ้าได้สู้ทนความทุกข์มามากมาย ทำงานไปมากมาย เดินทางไปบนถนนหลายสาย และรับฟังคำเทศนามามากมาย บางทีมันไม่ได้ง่ายที่จะมาถึงจุดที่พวกเจ้าอยู่ในตอนนี้  หากเจ้าไม่สามารถทนความทุกข์ที่เจ้าเผชิญหน้าอยู่ในขณะนี้ และหากเจ้าดำเนินต่อไปเหมือนกับที่เจ้าทำในอดีต เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่สามารถได้รับการทำให้เพียบพร้อมได้  คำพูดเหล่านี้ไม่ได้มีเจตนาเพื่อทำให้เจ้าตกใจกลัว—คำพูดเหล่านี้คือข้อเท็จจริง  หลังจากที่เปโตรได้ผ่านพระราชกิจมากมายของพระเจ้า เขาได้รับความรู้ความเข้าใจเชิงลึกในบางสิ่ง และความหยั่งรู้มากมายด้วยเช่นกัน  เขามาเข้าใจหลายสิ่งเกี่ยวกับหลักธรรมของการรับใช้ และหลังจากนั้นเขาก็มีความสามารถที่จะอุทิศตัวเขาเองอย่างเต็มที่ให้กับสิ่งที่พระเยซูทรงมอบความไว้วางพระทัยให้กับเขา  กระบวนการถลุงอันยิ่งใหญ่ที่เขาได้รับนั้น โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นเพราะเขารู้สึกว่าเขาติดค้างพระเจ้ามากมาย และเขาคงจะไม่มีวันมีความสามารถที่จะชดใช้คืนพระเจ้าได้เนื่องเพราะสิ่งทั้งหลายที่เขาได้กระทำลงไปด้วยตัวเขาเอง  เปโตรยังระลึกได้ว่ามนุษย์นั้นเสื่อมทรามอย่างมาก ซึ่งเป็นเหตุให้เขารู้สึกผิดอยู่ในมโนธรรมของเขา  พระเยซูตรัสสิ่งมากมายแก่เปโตร และ ณ ขณะที่พระองค์ตรัสสิ่งเหล่านี้ เขามีความสามารถที่จะเข้าใจเพียงจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น และเขายังคงเก็บงำการต้านทานและความเป็นกบฏบางอย่างอยู่ในบางครั้ง  หลังจากที่พระเยซูทรงถูกตอกตรึงกับกางเขน ในที่สุดเขาได้รับประสบการณ์กับบางสิ่งบางอย่างที่เป็นการปลุกให้คืนสติ และภายในตัวเขานั้น เขารู้สึกถึงความเจ็บแปลบอย่างรุนแรงจากการตำหนิตัวเอง  ในตอนสุดท้าย ความรู้สึกนั้นมาถึงจุดที่เขารู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ที่จะมีแนวคิดอันใดที่ไม่ถูกต้อง  เขารู้สภาวะของเขาเองเป็นอย่างดีมาก และเขายังรู้ความบริสุทธิ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นอย่างดีด้วยเช่นกัน  ผลก็คือ หัวใจที่รักองค์พระผู้เป็นเจ้าจึงเติบโตในตัวเขามากยิ่งขึ้น และเขากลายเป็นมุ่งเน้นกับชีวิตของเขาเองมากยิ่งขึ้น  เพราะการนี้ เขาจึงได้ทุกข์ทนกับความยากลำบากอันใหญ่หลวง และถึงแม้ว่าในบางครั้งจะเป็นราวกับว่าเขามีความเจ็บป่วยร้ายแรงและอาจถึงขั้นที่ดูราวกับว่าเขาได้ตายไปแล้ว หลังจากที่เขาได้รับการถลุงในหนทางนี้หลายครั้งหลายหนแล้ว เขาก็ได้รับความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเขาเองมากขึ้น และได้พัฒนาความรักอันจริงแท้แด่องค์พระผู้เป็นเจ้าขึ้นมา  สามารถกล่าวได้ว่าทั้งชีวิตของเขาใช้ไปในกระบวนการถลุง และยิ่งไปกว่านั้นคือในการตีสอน  ประสบการณ์ของเขานั้นแตกต่างจากของบุคคลอื่นใด และความรักของเขาเหนือล้ำความรักของบุคคลใดที่ยังไม่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  เหตุผลที่เขาได้รับการคัดเลือกให้เป็นแบบอย่างนั้นเป็นเพราะเขาได้รับประสบการณ์กับความร้าวรานที่มากที่สุดในช่วงชีวิตของเขา และประสบการณ์ของเขานั้นประสบความสำเร็จมากที่สุด  หากพวกเจ้ามีความสามารถที่จะเดินบนโค้งสุดท้ายของเส้นทางได้เสมือนกับที่เปโตรทำไม่มีผิดจริงๆ เช่นนั้นแล้วก็ไม่มีสิ่งทรงสร้างสักสิ่งที่สามารถเอาพระพรของพวกเจ้าไปได้

ตัดตอนมาจาก “เจ้าควรเดินบนโค้งสุดท้ายของเส้นทางอย่างไร” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 473

เจ้าต้องจำให้ได้ว่าคำพูดเหล่านี้ได้ถูกพูดไว้แล้ว ณ ตอนนี้ว่า ต่อไปในภายภาคหน้า เจ้าจะได้ประสบการณ์กับความทุกข์ลำบากที่ยิ่งใหญ่กว่าและความทุกข์ที่ยิ่งใหญ่กว่า!  การได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมไม่ได้เป็นเรื่องเรียบง่ายหรือเรื่องง่ายดาย  อย่างน้อยที่สุดเจ้าต้องครองความเชื่อของโยบ หรือบางทีต้องครองความเชื่อที่ยิ่งใหญ่กว่าของเขาเสียอีก  เจ้าควรรู้ว่าการทดสอบในอนาคตจะยิ่งใหญ่กว่าการทดสอบของโยบ และว่าเจ้ายังคงต้องก้าวผ่านการตีสอนระยะยาว  นี่ใช่สิ่งที่เรียบง่ายหรือ?  หากขีดความสามารถของเจ้าไม่สามารถได้รับการปรับปรุงได้ หากความสามารถในการเข้าใจของเจ้านั้นขาดพร่อง และหากเจ้ารู้น้อยเกินไป เมื่อถึงตอนนั้นเจ้าย่อมจะไม่มีคำพยานอันใด แต่กลับจะกลายเป็นเรื่องขบขัน เป็นของเล่นสำหรับซาตานแทน  หากเจ้าไม่สามารถยึดมั่นต่อนิมิตได้ในตอนนี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่มีรากฐานแต่อย่างใดเลย และในอนาคตเจ้าจะถูกทิ้งขว้าง!  ไม่มีโค้งใดของเส้นทางที่เดินง่าย ดังนั้นแล้ว จงอย่าเห็นสิ่งนี้เป็นเรื่องเล่นๆ  จงชั่งน้ำหนักการนี้ให้รอบคอบเสียตอนนี้ และทำการตระเตรียมเพื่อที่เจ้าอาจเดินบนโค้งสุดท้ายของเส้นทางนี้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม  นี่คือเส้นทางที่ต้องเดินในอนาคต เส้นทางที่ผู้คนทั้งหมดต้องเดิน  เจ้าต้องไม่ปล่อยให้ความรู้นี้ไม่ได้รับการเอาใจใส่ อย่าคิดว่าสิ่งที่เรากล่าวกับเจ้าคือล้วนเป็นการหายใจทิ้งไปเปล่าๆ  วันที่เจ้าจะนำสิ่งนั้นมาใช้ประโยชน์จะมาถึง—วจนะของเราไม่สามารถพูดออกไปอย่างสูญเปล่าได้  นี่คือเวลาที่เจ้าจะเตรียมตัวเองให้มีความพร้อม เวลาที่จะปูหนทางเพื่ออนาคต  เจ้าควรตระเตรียมเส้นทางที่เจ้าจะเดินในภายหลัง เจ้าควรกังวลและวิตกว่าเจ้าจะสามารถตั้งมั่นในอนาคตอย่างไร และตระเตรียมให้ดีเพื่อเส้นทางในอนาคตของเจ้า  จงอย่าตะกละและขี้เกียจ!  เจ้าต้องทำทุกสิ่งที่เจ้าสามารถทำได้อย่างสมบูรณ์เพื่อใช้เวลาของเจ้าให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อที่เจ้าอาจได้รับทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าจำเป็นต้องมี  เรากำลังให้ทุกสิ่งทุกอย่างแก่เจ้าเพื่อให้เจ้าสามารถเข้าใจได้  พวกเจ้าได้มองเห็นด้วยตาของพวกเจ้าเองไปแล้วในช่วงเวลาน้อยกว่าสามปี เราได้กล่าวหลายสิ่งหลายอย่างและทำงานไปมากมาย  เหตุผลหนึ่งที่เราได้ทำงานในหนทางนี้มาตลอดเป็นเพราะผู้คนกำลังขาดพร่องมากเกินไป และอีกเหตุผลหนึ่งก็เป็นเพราะมีเวลาสั้นเกินไป ไม่สามารถมีการล่าช้าอันใดต่อไปได้อีก  เจ้าจินตนาการว่าผู้คนต้องสัมฤทธิ์ความชัดแจ้งภายในแบบเพียบพร้อมเป็นอันดับแรกก่อนที่พวกเขาจะสามารถเป็นพยานและถูกนำมาใช้ประโยชน์ได้—แต่นั่นจะไม่ช้าเกินไปหรือ?  ดังนั้นแล้ว เราจะต้องร่วมทางไปกับเจ้าไปนานเท่าใด?  หากเจ้าจะให้เราร่วมทางไปกับเจ้าจนกระทั่งเราแก่จนหัวหงอก นั่นจะเป็นไปไม่ได้หรอก!  ความเข้าใจอันถ่องแท้ภายในผู้คนทั้งหมดจะสัมฤทธิ์ได้ก็โดยการก้าวผ่านความทุกข์ลำบากที่ยิ่งใหญ่กว่า  เหล่านี้คือขั้นตอนของพระราชกิจ  เมื่อเจ้าเข้าใจนิมิตที่ได้สามัคคีธรรมในวันนี้อย่างครบถ้วนและเมื่อเจ้าบรรลุวุฒิภาวะอันจริงแท้ เมื่อนั้นความยากลำบากใดก็ตามที่เจ้าก้าวผ่านในอนาคตจะไม่เกินรับไหวสำหรับเจ้า และเจ้าจะสามารถทานทนความยากลำบากเหล่านั้นได้  เมื่อเราได้เสร็จสิ้นขั้นตอนสุดท้ายนี้ของพระราชกิจและเอ่ยวจนะสุดท้ายจนแล้วเสร็จ ในอนาคตผู้คนจะต้องเดินบนเส้นทางของพวกเขาเอง  นี่จะเป็นการลุล่วงวจนะที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงมีพระบัญชาต่อทุกๆ บุคคล และทรงมีพระราชกิจที่จะทำในทุกๆ บุคคล  ในอนาคต ทุกคนจะเดินบนเส้นทางที่พวกเขาควรเดินซึ่งนำทางโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์  ใครจะสามารถดูแลผู้อื่นได้เมื่อก้าวผ่านความทุกข์ลำบาก?  แต่ละปัจเจกบุคคลมีความทุกข์ของพวกเขาเอง และแต่ละบุคคลมีวุฒิภาวะของพวกเขาเอง  ไม่มีวุฒิภาวะของผู้ใดที่เป็นอย่างเดียวกันกับของผู้อื่น  สามีจะไม่สามารถดูแลภรรยาของพวกเขา หรือบิดามารดาจะไม่สามารถดูแลลูกหลานของพวกเขา ไม่มีบุคคลใดจะสามารถดูแลบุคคลอื่นได้  นั่นจะไม่เหมือนตอนนี้ที่การดูแลและการสนับสนุนกันและกันยังเป็นไปได้  นั่นจะเป็นเวลาหนึ่งที่บุคคลทุกประเภทถูกเปิดโปง  นั่นคือ เมื่อพระเจ้าทรงประหารผู้เลี้ยงแกะ เมื่อนั้นแกะฝูงนั้นจะกระจัดกระจายไป และในเวลานั้นพวกเจ้าจะไม่มีผู้นำที่แท้จริงใดๆ  ผู้คนจะถูกแบ่งแยก—มันจะไม่เหมือนกับตอนนี้ที่พวกเจ้าสามารถมารวมกันเป็นกลุ่มผู้ร่วมนมัสการ  ในอนาคต พวกที่ไม่มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์จะแสดงตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาออกมา  สามีจะขายภรรยาของพวกเขา ภรรยาจะขายสามีของพวกเขา ลูกหลานจะขายบิดามารดาของพวกเขา และบิดามารดาจะข่มเหงลูกหลานของพวกเขา—หัวใจมนุษย์นั้นเกินหยั่งลึก!  ทั้งหมดที่สามารถทำได้คือให้คนเรายึดมั่นต่อสิ่งที่เขามี และเดินบนโค้งสุดท้ายของเส้นทางอย่างถูกต้องเหมาะสม  ในตอนนี้ พวกเจ้ามองไม่เห็นสิ่งนี้อย่างชัดเจน พวกเจ้าทุกคนสายตาสั้น  ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจขั้นตอนนี้อย่างประสบความสำเร็จ

ตัดตอนมาจาก “เจ้าควรเดินบนโค้งสุดท้ายของเส้นทางอย่างไร” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 474

ผู้คนส่วนใหญ่เชื่อในพระเจ้าเพื่อประโยชน์ของบั้นปลายในอนาคตของพวกเขา หรือเพื่อความชื่นชมยินดีชั่วคราว  สำหรับพวกที่ยังไม่ได้ก้าวผ่านการจัดการใดๆ พวกเขาเชื่อในพระเจ้าเพื่อที่จะเข้าสู่สวรรค์ เพื่อที่จะได้บำเหน็จ  พวกเขาไม่เชื่อในพระเจ้าเพื่อที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม หรือเพื่อปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งที่ทรงสร้างของพระเจ้า  ซึ่งกล่าวก็คือ ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อในพระเจ้าเพื่อที่จะลุล่วงความรับผิดชอบทั้งหลายของพวกเขา หรือเพื่อทำให้หน้าที่ของพวกเขาเสร็จสิ้น  ผู้คนไม่ค่อยเชื่อในพระเจ้าเพื่อที่จะใช้ชีวิตที่เปี่ยมความหมาย อีกทั้งไม่ค่อยมีบรรดาผู้ที่เชื่อว่า เนื่องจากมนุษย์มีชีวิตอยู่ เขาควรรักพระเจ้าเพราะเป็นธรรมบัญญัติแห่งสวรรค์และหลักธรรมของแผ่นดินโลกที่จะทำเช่นนั้น และเป็นงานทรงเรียกตามธรรมชาติของมนุษย์  ในหนทางนี้ แม้ว่าผู้คนแต่ละคนที่แตกต่างกันต่างก็ไล่ตามเสาะหาเป้าหมายของพวกเขาเอง จุดมุ่งหมายของการไล่ตามเสาะหาของพวกเขาและแรงจูงใจเบื้องหลังมันทั้งหมดล้วนแต่เหมือนกัน ที่มากไปกว่านั้นคือ สำหรับพวกเขาส่วนใหญ่แล้ว วัตถุสำหรับการนมัสการของพวกเขานั้นเหมือนกันมาก  ในช่วงหลายพันปีที่ผ่านมา ผู้เชื่อจำนวนมากได้ตายลง และหลายคนได้ตายลงและเกิดใหม่อีกครั้ง  ไม่ใช่แค่ผู้คนหนึ่งหรือสองคนที่แสวงหาพระเจ้า ไม่ใช่แม้กระทั่งหนึ่งหรือสองพัน กระนั้นแล้วผู้คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็ไล่ตามเสาะหาเพื่อประโยชน์ของความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ของพวกเขาเองหรือความหวังอันรุ่งโรจน์สำหรับอนาคต  บรรดาผู้ที่อุทิศแด่พระคริสต์นั้นมีน้อยมากและอยู่กระจัดกระจาย  ผู้เชื่อเปี่ยมศรัทธาจำนวนมากยังคงตายโดยติดบ่วงในร่างแหของพวกเขาเอง และยิ่งไปกว่านั้น จำนวนผู้คนที่ได้รับชัยชนะก็น้อยนิดยิ่งนัก  จนถึงวันนี้ พวกเขายังคงไม่รู้ถึงเหตุผลทั้งหลายที่ทำไมผู้คนจึงล้มเหลว หรือความลับทั้งหลายของชัยชนะของพวกเขา  พวกที่ย้ำคิดอยู่กับการแสวงหาพระคริสต์ยังคงไม่ได้มีชั่วขณะแห่งความรู้ความเข้าใจเชิงลึกแบบฉับพลันของพวกเขา พวกเขายังไม่ได้ไปถึงก้นบึ้งของความล้ำลึกเหล่านี้ เพราะพวกเขาแค่ไม่รู้  แม้ว่าพวกเขาจะใช้ความพยายามอันอุตสาหะในการไล่ตามเสาะหาของพวกเขา เส้นทางที่พวกเขาเดินนั้นก็เป็นเส้นทางของความล้มเหลวที่ครั้งหนึ่งบรรพชนของพวกเขาได้เดินแล้ว และไม่ใช่เส้นทางของความสำเร็จ  โดยไม่คำนึงถึงว่าพวกเขาจะแสวงหาอย่างไรในหนทางนี้ ไม่ใช่ว่าพวกเขาเดินบนเส้นทางที่นำไปสู่ความมืดมิดหรอกหรือ?  สิ่งที่พวกเขาได้รับนั้นไม่ใช่ดอกผลอันขมขื่นหรอกหรือ?  มันยากพออยู่แล้วที่จะคาดการณ์ว่า ผู้คนที่เลียนแบบบรรดาผู้ที่ได้ประสบความสำเร็จในกาลเวลาที่ผ่านมานั้น ท้ายที่สุดจะมาถึงความมีโชคหรือหายนะ  เช่นนั้นแล้ว โอกาสสำหรับผู้คนที่แสวงหาโดยการทำตามอย่างพวกที่ได้ล้มเหลวนั้นแย่ลงมากเพียงใด?  พวกเขาไม่อยู่ในภาวะที่มีโอกาสถึงขั้นล้มเหลวมากขึ้นหรอกหรือ?  มีคุณค่าอะไรหรือสำหรับเส้นทางที่พวกเขาเดิน?  ไม่ใช่ว่าพวกเขากำลังเสียเวลาของพวกเขาอยู่หรอกหรือ?  โดยไม่คำนึงถึงว่าผู้คนจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวในการไล่ตามเสาะหาของพวกเขาหรือไม่ สรุปสั้นๆ คือ มีเหตุผลหนึ่งที่ทำไมพวกเขาจึงทำเช่นนั้น และนั่นไม่ใช่กรณีที่ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของพวกเขาถูกกำหนดพิจารณาโดยการแสวงหาในวิธีใดก็ตามที่พวกเขายินดี

ตัดตอนมาจาก “ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 475

ข้อพึงประสงค์พื้นฐานที่สุดของความเชื่อในพระเจ้าของมนุษย์ก็คือว่า เขามีหัวใจที่ซื่อสัตย์ และว่าเขาอุทิศตัวเขาเองอย่างสุดใจ และเชื่อฟังอย่างแท้จริง  สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับมนุษย์คือการจัดเตรียมชีวิตของเขาทั้งชีวิตเพื่อแลกกับความเชื่อที่แท้จริง ซึ่งเขาสามารถได้รับความจริงทั้งหมดทั้งมวลโดยผ่านทางการนั้น และลุล่วงหน้าที่ของเขาในฐานะสิ่งที่ทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า  นี่คือสิ่งที่ไม่สามารถบรรลุได้โดยพวกที่ล้มเหลว และมันยิ่งไม่สามารถบรรลุได้มากขึ้นไปอีกโดยพวกที่ไม่สามารถค้นพบพระคริสต์ได้  เพราะมนุษย์ไม่เก่งในการอุทิศตัวเขาเองทั้งหมดทั้งสิ้นแด่พระเจ้า เพราะมนุษย์ไม่เต็มใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ของเขาต่อพระผู้สร้าง เพราะมนุษย์ได้เห็นความจริงแล้วแต่กลับหลีกเลี่ยงสิ่งนั้นและเดินไปบนเส้นทางของเขาเอง เพราะมนุษย์แสวงหาอยู่เสมอโดยการเดินตามเส้นทางของพวกที่ได้ล้มเหลว เพราะมนุษย์เยาะเย้ยท้าทายฟ้าอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงล้มเหลวอยู่เสมอ หลงกลเล่ห์เหลี่ยมของซาตานอยู่เสมอ และติดบ่วงในร่างแหของเขาเอง  เพราะมนุษย์ไม่รู้จักพระคริสต์ เพราะมนุษย์ไม่ชำนาญในการทำความเข้าใจและการได้รับประสบการณ์กับความจริง เพราะมนุษย์แสดงความเคารพบูชาเปาโลมากเกินไปและละโมบในเรื่องสวรรค์มากเกินไป เพราะมนุษย์เรียกร้องให้พระคริสต์เชื่อฟังเขาและคอยออกคำสั่งพระเจ้าอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้บรรดาบุคคลสำคัญที่ยิ่งใหญ่เหล่านั้นและบรรดาผู้ที่ได้รับประสบการณ์กับความพลิกผันของโลกจึงยังคงต้องตาย และยังคงตายลงท่ามกลางการตีสอนของพระเจ้า  ทั้งหมดที่เราสามารถกล่าวถึงผู้คนเช่นนั้นได้ก็คือว่า พวกเขาตายอย่างอนาถ และว่า ผลสืบเนื่องที่ตามมาสำหรับพวกเขา—ความตายของพวกเขา—หาใช่ปราศจากเหตุผลอันควรไม่  ความล้มเหลวของพวกเขาไม่ใช่เป็นเรื่องที่ยิ่งสุดจะทนได้มากขึ้นไปอีกต่อธรรมบัญญัติแห่งฟ้าหรอกหรือ?  ความจริงนั้นมาจากโลกของมนุษย์ กระนั้นความจริงท่ามกลางมนุษย์ก็ถูกส่งต่อโดยพระคริสต์  นั่นมีจุดกำเนิดจากพระคริสต์ กล่าวคือ จากพระเจ้าพระองค์เอง และนี่ไม่ใช่บางสิ่งที่มนุษย์สามารถทำได้  กระนั้นพระคริสต์ก็ทรงจัดเตรียมความจริงเท่านั้น พระองค์ไม่ได้ทรงมาเพื่อตัดสินพระทัยว่ามนุษย์จะประสบความสำเร็จในการไล่ตามเสาะหาความจริงของเขาหรือไม่  ด้วยเหตุนี้ที่ตามมาก็คือว่า ความสำเร็จหรือความล้มเหลวในความจริงทั้งหมดล้วนเป็นผลจากการไล่ตามเสาะหาของมนุษย์  ความสำเร็จหรือความล้มเหลวในความจริงของมนุษย์ไม่เคยมีความเกี่ยวข้องอันใดกับพระคริสต์ แต่กลับกำหนดพิจารณาโดยการไล่ตามเสาะหาของเขา  บั้นปลายของมนุษย์และความสำเร็จหรือความล้มเหลวของเขาไม่สามารถกองสุมบนพระเศียรของพระเจ้าได้ เพื่อที่พระเจ้าพระองค์เองจะได้ทรงถูกทำให้แบกรับสิ่งนั้นไว้ เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องสำหรับพระเจ้าพระองค์เอง แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับหน้าที่ซึ่งสิ่งที่ทรงสร้างทั้งหลายของพระเจ้าควรปฏิบัติ  ผู้คนส่วนใหญ่มีความรู้เล็กน้อยเกี่ยวกับการไล่ตามเสาะหาและบั้นปลายของเปาโลและเปโตร กระนั้นผู้คนก็ไม่รู้อะไรมากไปกว่าบทอวสานของเปโตรและเปาโล และไม่รู้เท่าทันถึงความลับเบื้องหลังความสำเร็จของเปโตร หรือความขาดตกบกพร่องที่ได้นำไปสู่ความล้มเหลวของเปาโล  และดังนั้น หากพวกเจ้าไม่สามารถมองทะลุปรุโปร่งถึงสาระสำคัญของการไล่ตามเสาะหาของพวกเขาอย่างครบบริบูรณ์ เช่นนั้นแล้วการไล่ตามเสาะหาของพวกเจ้าส่วนใหญ่ก็จะยังคงล้มเหลว และต่อให้พวกเจ้าจำนวนเล็กน้อยจะประสบความสำเร็จ พวกเขาก็จะยังคงเทียบไม่ได้กับเปโตร  หากเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาของเจ้าเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็มีความหวังที่จะประสบความสำเร็จ หากเส้นทางที่เจ้าย่ำเท้าในการไล่ตามเสาะหาความจริงเป็นเส้นทางที่ผิด เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่สามารถประสบความสำเร็จเลยตลอดกาล และจะพบกับปลายทางเดียวกับเปาโล

ตัดตอนมาจาก “ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 476

เปโตรเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  เพียงภายหลังจากได้รับประสบการณ์กับการตีสอนและการพิพากษา และด้วยเหตุนี้จึงได้รับความรักอันบริสุทธิ์ที่มีแด่พระเจ้าแล้วเท่านั้น เขาจึงได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมอย่างครบถ้วน เส้นทางที่เขาได้เดินนั้นเป็นเส้นทางของการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  ซึ่งกล่าวก็คือ ตั้งแต่แรกเริ่ม เส้นทางที่เปโตรได้เดินนั้นเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง และแรงจูงใจของเขาสำหรับการที่เชื่อในพระเจ้าก็เป็นแรงจูงใจที่ถูกต้อง และดังนั้นเขาจึงได้กลายเป็นใครบางคนที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม และเขาได้ย่ำเท้าบนเส้นทางใหม่ที่มนุษย์ไม่เคยเดินมาก่อน  อย่างไรก็ตาม เส้นทางที่เปาโลได้เดินตั้งแต่แรกเริ่มนั้นเป็นเส้นทางตรงกันข้ามกับพระคริสต์ และเป็นเพียงเพราะว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงปรารถนาที่จะใช้เขาและใช้ประโยชน์จากพรสวรรค์ของเขาและคุณความดีของเขาทั้งหมดเพื่อพระราชกิจของพระองค์เท่านั้น เขาจึงได้ทำงานแด่พระคริสต์มาเป็นเวลาหลายทศวรรษ  เขาเป็นเพียงใครบางคนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงใช้งาน และเขาไม่ได้ถูกใช้งานเพราะพระเยซูได้ทรงมองสภาวะความเป็นมนุษย์ของเขาอย่างโปรดปราน แต่เพราะพรสวรรค์ของเขา  เขาสามารถทำงานเพื่อพระเยซูได้เพราะเขาถูกปราบพยศ ไม่ใช่เพราะเขามีความสุขที่จะทำเช่นนั้น  เขาสามารถทำงานเช่นนั้นได้เพราะความรู้แจ้งและการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และงานที่เขาได้ทำนั้นไม่ได้เป็นตัวแทนการไล่ตามเสาะหาของเขาหรือสภาวะความเป็นมนุษย์ของเขาแต่อย่างใดเลย  งานของเปาโลได้เป็นตัวแทนงานของผู้รับใช้ ซึ่งกล่าวก็คือเขาได้ทำงานของอัครทูต  กระนั้นก็ตาม เปโตรนั้นแตกต่างออกไป นั่นคือ เขาก็ได้ทำงานบางอย่างเช่นกัน นั่นไม่ได้ยิ่งใหญ่เช่นงานของเปาโล แต่เขาได้ทำงานในขณะที่ไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ของเขาเอง และงานของเขานั้นแตกต่างไปจากงานของเปาโล  งานของเปโตรเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งที่ทรงสร้างของพระเจ้า  เขาไม่ได้ทำงานในบทบาทของอัครทูต แต่ได้ทำงานในขณะที่ไล่ตามเสาะหาความรักที่มีแด่พระเจ้า  ครรลองของงานของเปโตรยังมีการไล่ตามเสาะหาส่วนตัวของเขาอีกด้วย นั่นคือ การไล่ตามเสาะหาของเขาไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าเพื่อประโยชน์ของความหวังสำหรับอนาคตของเขา และความพึงปรารถนาของเขาสำหรับบั้นปลายที่ดี  เขาไม่ได้ยอมรับกระบวนการถลุงในช่วงระหว่างงานของเขา อีกทั้งไม่ได้ยอมรับการตัดแต่งและการจัดการ  เขาได้เชื่อว่าตราบเท่าที่งานที่เขาทำนั้นทำให้สมดังที่พระเจ้าทรงพึงปรารถนา และทั้งหมดที่เขาทำนั้นเป็นที่น่ายินดีต่อพระเจ้า เช่นนั้นแล้วบำเหน็จย่อมรอเขาอยู่ในท้ายที่สุด  ไม่มีประสบการณ์ส่วนตัวเลยในงานของเขา—ทั้งหมดเป็นไปเพื่อประโยชน์ของสิ่งนั้นนั่นเอง และไม่ได้ถูกดำเนินการเสร็จสิ้นท่ามกลางการไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนแปลง  ทุกสิ่งทุกอย่างในงานของเขาเป็นธุรกรรมอย่างหนึ่ง นั่นไม่ได้มีหน้าที่หรือการนบนอบของสิ่งที่ทรงสร้างสิ่งของพระเจ้าบรรจุอยู่เลย  ในช่วงระหว่างครรลองแห่งงานของเขานั้น ไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดในอุปนิสัยแต่เดิมของเปาโล  งานของเขาเป็นเพียงการปรนนิบัติต่อผู้อื่น และไม่สามารถที่จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในอุปนิสัยของเขา  เปาโลได้ดำเนินงานของเขาจนเสร็จสิ้นโดยตรง โดยปราศจากการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมหรือการจัดการ และเขาได้รับแรงจูงใจจากบำเหน็จ  เปโตรนั้นแตกต่างออกไป นั่นคือ เขาเป็นใครบางคนที่ได้ก้าวผ่านการตัดแต่งและการจัดการและได้ก้าวผ่านกระบวนการถลุง  จุดมุ่งหมายและแรงจูงใจของงานของเปโตรโดยพื้นฐานแล้วแตกต่างไปจากจุดมุ่งหมายและแรงจูงใจของงานของเปาโล  แม้ว่าเปโตรจะไม่ได้ทำงานปริมาณมาก อุปนิสัยของเขาก็ได้ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงมากมาย และสิ่งที่เขาได้แสวงหานั้นก็คือความจริง และการเปลี่ยนแปลงที่เป็นจริง  งานของเขาไม่ได้ถูกดำเนินการเสร็จสิ้นเพียงเพื่อประโยชน์ของตัวงานเอง  แม้ว่าเปาโลได้ทำงานไปมากมาย แต่สิ่งนั้นทั้งหมดล้วนเป็นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และแม้ว่าเปาโลได้ร่วมมือในงานนี้ เขาก็ไม่ได้รับประสบการณ์กับสิ่งนั้น  การที่เปโตรได้ทำงานน้อยกว่ามาก ก็เป็นเพียงเพราะว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ได้ทรงพระราชกิจมากขนาดนั้นโดยผ่านทางเขา  ปริมาณงานของพวกเขาไม่ได้กำหนดพิจารณาว่าพวกเขาได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมหรือไม่ การไล่ตามเสาะหาของคนๆ หนึ่งเป็นไปเพื่อที่จะได้รับบำเหน็จ และการไล่ตามเสาะหาของอีกคนหนึ่งนั้นเป็นไปเพื่อที่จะสัมฤทธิ์ความรักขั้นสูงสุดที่มีแด่พระเจ้า และลุล่วงหน้าที่ของเขาในฐานะสิ่งที่ทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า จนถึงขอบข่ายที่เขาสามารถดำเนินชีวิตในภาพลักษณ์อันดีงามเพื่อให้สมดังที่พระเจ้าทรงพึงปรารถนา  ภายนอกนั้นพวกเขาแตกต่างกัน และดังนั้นธาตุแท้ของพวกเขาจึงแตกต่างกันด้วย  เจ้าไม่สามารถกำหนดพิจารณาได้ว่าใครในบรรดาพวกเขาที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาได้ทำงานมากเพียงใด  เปโตรได้พยายามที่จะดำเนินชีวิตตามภาพลักษณ์ของคนหนึ่งซึ่งรักพระเจ้า ที่จะเป็นใครบางคนที่ได้เชื่อฟังพระเจ้า ที่จะเป็นใครบางคนที่ได้ยอมรับการจัดการและการตัดแต่ง และที่จะเป็นใครบางคนที่ได้ลุล่วงหน้าที่ของเขาในฐานะสิ่งที่ทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า  เขาสามารถอุทิศตัวเขาเองแด่พระเจ้า วางทั้งหมดทั้งมวลของตัวเขาเองไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และเชื่อฟังพระองค์จนตาย  นั่นคือสิ่งที่เขาได้ปลงใจที่จะทำ และที่มากกว่านั้น นั่นคือสิ่งที่เขาได้สัมฤทธิ์  นี่คือเหตุผลพื้นฐานที่ทำไมในที่สุดแล้วปลายทางของเขาจึงแตกต่างไปจากปลายทางของเปาโล  พระราชกิจที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงกระทำในตัวเปโตรคือการทำให้เขามีความเพียบพร้อม และพระราชกิจที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงกระทำในตัวเปาโลคือการทรงใช้งานเขา  นั่นเป็นเพราะธรรมชาติของพวกเขาและทรรศนะของพวกเขาที่มีต่อการไล่ตามเสาะหานั้นไม่ใช่อย่างเดียวกัน  ทั้งคู่มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  เปโตรได้ประยุกต์ใช้พระราชกิจนี้กับตัวเขาเอง และยังได้จัดเตรียมพระราชกิจนี้ให้แก่ผู้อื่นอีกด้วย ในขณะเดียวกัน เปาโลได้จัดเตรียมทั้งหมดทั้งมวลของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้แก่ผู้อื่น และไม่ได้อะไรจากพระราชกิจนี้ด้วยตัวเขาเองเลย  ในหนทางนี้ ภายหลังจากที่เขาได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นเวลาหลายปีเหลือเกินแล้ว การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในเปาโลก็ใกล้เคียงกับการไม่มีอยู่  เขายังคงแทบจะอยู่ในสภาวะธรรมชาติของเขา และเขายังคงเป็นเปาโลคนก่อนหน้านั้น  เป็นเพียงแค่ว่าภายหลังจากการสู้ทนความยากลำบากจากงานเป็นเวลาหลายปี เขาได้เรียนรู้วิธีที่จะ “ทำงาน” และได้เรียนรู้การสู้ทน แต่ธรรมชาติแต่เดิมของเขา—ธรรมชาติในเชิงแข่งขันและเห็นแก่เงินอย่างสูง—ยังคงมีอยู่  ภายหลังจากที่ทำงานเป็นเวลาหลายปียิ่งนัก เขาไม่ได้รู้จักอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเขา อีกทั้งไม่ได้กำจัดอุปนิสัยแต่เดิมของเขาทิ้งไป และนั่นยังคงเห็นได้ชัดเจนในงานของเขา  ในตัวเขานั้นมีเพียงประสบการณ์ทำงานที่มากขึ้น แต่ประสบการณ์อันน้อยนิดเช่นนั้นเพียงลำพังไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงเขาได้และไม่สามารถปรับเปลี่ยนทรรศนะของเขาเกี่ยวกับการมีอยู่หรือนัยสำคัญของการไล่ตามเสาะหาของเขา  แม้ว่าเขาจะได้ทำงานเป็นเวลาหลายปีเพื่อพระคริสต์ และไม่เคยได้ข่มเหงองค์พระเยซูเจ้าอีกเลย แต่ในหัวใจของเขาก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดในความรู้ของเขาเกี่ยวกับพระเจ้า  การนี้หมายความว่าเขาไม่ได้ทำงานเพื่ออุทิศตัวเขาเองแด่พระเจ้า แต่ในทางตรงกันข้ามเขาถูกบีบให้ยอมทำงานเพื่อประโยชน์ของปั้นปลายในอนาคตของเขา  ด้วยเหตุที่เขาได้ข่มเหงพระคริสต์ในตอนแรกเริ่ม และไม่ได้นบนอบต่อพระคริสต์ โดยปกติวิสัยเขาจึงเป็นกบฏที่ได้จงใจต่อต้านพระคริสต์ และเป็นใครบางคนที่ไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ตอนที่งานของเขาใกล้จะสรุปปิดตัวลง เขาก็ยังคงไม่รู้จักพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเพียงแค่กระทำการไปตามความสมัครใจของเขาเองตามลักษณะนิสัยของเขาเอง โดยไม่ให้ความสนใจต่อน้ำพระทัยของพระวิญญาณบริสุทธิ์แม้แต่น้อย  และดังนั้นธรรมชาติของเขาจึงเป็นปฏิปักษ์กับพระคริสต์และไม่ได้เชื่อฟังความจริง  ใครบางคนเยี่ยงนี้ ผู้ที่ได้ถูกละทิ้งโดยพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้ที่ไม่ได้รู้จักพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และผู้ที่ได้ต่อต้านพระคริสต์ด้วยเช่นกัน—บุคคลเช่นนี้จะสามารถได้รับการช่วยให้รอดได้อย่างไรกัน?  การที่มนุษย์จะสามารถได้รับการช่วยให้รอดได้หรือไม่นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเขาทำงานมากเพียงใด หรือเขาอุทิศมากเพียงใด แต่กลับกำหนดพิจารณาจากการที่เขารู้จักพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือไม่ การที่เขาสามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้หรือไม่ และการที่ทรรศนะของเขาที่มีต่อการไล่ตามเสาะหานั้นสอดคล้องกับความจริงหรือไม่

ตัดตอนมาจาก “ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 477

แม้ว่าวิวรณ์ในธรรมชาติไม่ได้เกิดขึ้นภายหลังจากที่เปโตรได้เริ่มติดตามพระเยซู โดยธรรมชาติแล้วเขาเป็นใครบางคนที่เต็มใจที่จะนบนอบต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์และแสวงหาพระคริสต์นับตั้งแต่แรกเริ่ม  ความเชื่อฟังพระวิญญาณบริสุทธิ์ของเขานั้นบริสุทธิ์ นั่นคือ เขาไม่ได้แสวงหาชื่อเสียงและความมีโชค แต่กลับได้รับแรงจูงใจจากความเชื่อฟังความจริง  แม้ว่าจะมีอยู่สามครั้งที่เปโตรได้ปฏิเสธการรู้จักพระคริสต์ และแม้ว่าเขาจะได้ทดลององค์พระเยซูเจ้า แต่ความอ่อนแอของมนุษย์ที่เล็กน้อยเช่นนั้นไม่มีความสัมพันธ์กับธรรมชาติของเขา นั่นไม่ได้ส่งผลต่อการไล่ตามเสาะหาในอนาคตของเขา และนั่นไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างเพียงพอว่าการทดลองของเขาเป็นการกระทำของศัตรูของพระคริสต์  ความอ่อนแอตามปกติของมนุษย์คือบางสิ่งที่ผู้คนทั้งหมดในแผ่นดินโลกมีร่วมกัน—เจ้าคาดหวังว่าเปโตรจะแตกต่างออกไปบ้างกระนั้นหรือ?  ผู้คนไม่มีความเชื่อเฉพาะบางอย่างเกี่ยวกับเปโตรเพราะการที่เขาได้ทำความผิดพลาดอันโง่เขลาไปหลายประการหรอกหรือ?  และผู้คนไม่ชื่นชมบูชาเปาโลยิ่งนักเพราะงานทั้งหมดที่เขาได้ทำ และจดหมายทั้งหมดที่เขาได้เขียนหรอกหรือ?  มนุษย์อาจสามารถมองทะลุปรุโปร่งถึงแก่นแท้ของมนุษย์ได้อย่างไร?  บรรดาผู้ที่มีสำนึกอย่างแท้จริงสามารถมองเห็นบางสิ่งที่ปราศจากนัยสำคัญเช่นนั้นอย่างแน่นอนหรือ?  แม้ว่าหลายปีแห่งประสบการณ์อันเจ็บปวดของเปโตรไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ นี่ไม่ได้พิสูจน์ว่าเปโตรไม่ได้มีประสบการณ์ที่เป็นจริง หรือว่าเปโตรไม่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  มนุษย์จะสามารถหยั่งลึกถึงพระราชกิจของพระเจ้าอย่างครบถ้วนได้อย่างไร?  บันทึกทั้งหลายในพระคัมภีร์ไม่ได้ถูกคัดสรรโดยพระเยซูด้วยพระองค์เองโดยเฉพาะ แต่ถูกรวบรวมขึ้นโดยชนรุ่นหลังต่อมา  เมื่อเป็นเช่นนั้น ทั้งหมดที่ถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ไม่ได้ถูกเลือกสรรตามแนวคิดของมนุษย์หรอกหรือ?  ที่มากกว่านั้น ปลายทางของเปโตรและเปาโลนั้นไม่ได้กล่าวระบุไว้อย่างชัดแจ้งในจดหมายทั้งหลาย ดังนั้นมนุษย์จึงตัดสินเปโตรและเปาโลตามการล่วงรู้ของเขาเอง และตามการเลือกชอบของเขาเอง  และเพราะเปาโลได้ทำงานไปมากมายยิ่งนัก เพราะ “การมีส่วนร่วมสนับสนุน” ของเขานั้นยิ่งใหญ่ยิ่งนัก เขาจึงได้รับความไว้วางใจจากหมู่ชน  มนุษย์ไม่ได้จดจ่ออยู่กับสิ่งฉาบฉวยทั้งหลายเท่านั้นหรอกหรือ?  มนุษย์อาจสามารถมองทะลุปรุโปร่งถึงแก่นแท้ของมนุษย์ได้อย่างไร?  นี่ยังไม่พูดถึงว่า กับการที่เปาโลได้เป็นวัตถุสำหรับการนมัสการมาหลายพันปี ใครหรือจะกล้าปฏิเสธงานของเขาอย่างวู่วาม?  เปโตรเป็นแค่ชาวประมงคนหนึ่ง ดังนั้นแล้วการมีส่วนร่วมสนับสนุนของเขาจะสามารถยิ่งใหญ่เท่ากับของเปาโลได้อย่างไร?  ในด้านของการมีส่วนร่วมสนับสนุนที่พวกเขาได้ทำ เปาโลควรได้รับบำเหน็จก่อนเปโตร และเขาควรได้เป็นหนึ่งเดียวที่มีคุณสมบัติเหมาะสมดีกว่าที่จะได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้า  ใครจะสามารถได้จินตนาการไปว่า ในการปฏิบัติต่อเปาโลของพระองค์ พระเจ้าได้ทรงเพียงแค่ทำให้เขาทำงานโดยผ่านทางพรสวรรค์ของเขา ในขณะที่พระเจ้าได้ทรงทำให้เปโตรมีความเพียบพร้อม  นั่นไม่ใช่กรณีที่องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงสร้างแผนสำหรับเปโตรและเปาโลตั้งแต่แรกเริ่ม นั่นคือ ในทางตรงกันข้าม พวกเขาได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมหรือจัดให้ทำงานไปโดยสอดคล้องกับธรรมชาติซึ่งมีมาแต่กำเนิดของพวกเขา  และดังนั้น สิ่งที่ผู้คนเห็นเป็นเพียงการมีส่วนร่วมสนับสนุนภายนอกของมนุษย์ ในขณะที่สิ่งที่พระเจ้าทรงเห็นคือแก่นแท้ของมนุษย์ รวมทั้งเส้นทางที่มนุษย์ไล่ตามเสาะหาตั้งแต่แรกเริ่ม และแรงจูงใจเบื้องหลังการไล่ตามเสาะหาของมนุษย์  ผู้คนประเมินมนุษย์คนหนึ่งตามมโนคติที่หลงผิดของพวกเขา และตามการล่วงรู้ของพวกเขาเอง กระนั้นปลายทางสุดท้ายของมนุษย์คนหนึ่งก็ไม่ได้กำหนดพิจารณาตามข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่ภายนอกของเขา  และดังนั้นเราจึงกล่าวว่า หากเส้นทางที่เจ้าใช้ตั้งแต่แรกเริ่มคือเส้นทางแห่งความสำเร็จ และทัศนคติของเจ้าที่มีต่อการไล่ตามเสาะหาเป็นทัศนคติที่ถูกต้องตั้งแต่แรกเริ่ม เช่นนั้นแล้วเจ้าก็เป็นเหมือนเปโตร หากเส้นทางที่เจ้าย่ำเท้าเป็นเส้นทางแห่งความล้มเหลว เช่นนั้นแล้วไม่ว่าเจ้าจะจ่ายที่ราคาใดก็ตาม ปลายทางของเจ้าจะยังคงเป็นเช่นเดียวกับปลายทางของเปาโล  ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตาม ปั้นปลายของเจ้า และการที่เจ้าจะสำเร็จหรือล้มเหลวนั้น ทั้งสองอย่างกำหนดพิจารณาจากการที่เส้นทางซึ่งเจ้าแสวงหานั้นเป็นเส้นทางที่ถูกต้องหรือไม่ แทนที่จะเป็นการเฝ้าเดี่ยวของเจ้าหรือราคาที่เจ้าจ่าย  ธาตุแท้ของเปโตรและเปาโลและเป้าหมายที่พวกเขาได้ไล่ตามเสาะหานั้นแตกต่างกัน มนุษย์ไม่สามารถค้นพบสิ่งเหล่านี้ได้ และพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงสามารถรู้จักสิ่งเหล่านั้นได้โดยทั้งหมดทั้งมวล  ด้วยเหตุที่สิ่งที่พระเจ้าทรงเห็นคือแก่นแท้ของมนุษย์ ในขณะที่มนุษย์ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับธาตุแท้ของเขาเอง  มนุษย์ไม่สามารถมองดูธาตุแท้ภายในมนุษย์หรือวุฒิภาวะจริงของเขา และด้วยเหตุนี้จึงไม่สามารถระบุแยกแยะเหตุผลสำหรับความล้มเหลวและความสำเร็จของเปาโลและเปโตรได้  เหตุผลที่ทำไมผู้คนส่วนใหญ่เคารพบูชาเปาโลและไม่เคารพบูชาเปโตรเป็นเพราะเปาโลถูกใช้สำหรับงานสาธารณะ และมนุษย์นั้นสามารถล่วงรู้ถึงงานนี้ได้ และดังนั้นผู้คนจึงยอมรับ “ความสำเร็จลุล่วงทั้งหลาย” ของเปาโล  ในขณะเดียวกัน มนุษย์มองไม่เห็นประสบการณ์ของเปโตร และสิ่งซึ่งเขาได้แสวงหานั้นไม่สามารถบรรลุได้โดยมนุษย์ และดังนั้นมนุษย์จึงไม่มีความสนใจในเปโตร

ตัดตอนมาจาก “ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 478

เปโตรได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยผ่านทางการได้รับประสบการณ์กับการจัดการและกระบวนการถลุง  เขาได้กล่าวว่า “ฉันจะทำให้สมดังที่พระเจ้าทรงพึงปรารถนาตลอดเวลา  ในทั้งหมดที่ฉันทำฉันเพียงพยายามที่จะทำให้สมดังที่พระเจ้าทรงพึงปรารถนาเท่านั้น และไม่ว่าฉันจะถูกตีสอนหรือถูกพิพากษาหรือไม่ก็ตาม ฉันยังคงมีความสุขที่จะทำเช่นนั้น”  เปโตรได้มอบทั้งหมดของเขาแด่พระเจ้า และงาน คำพูด และชีวิตทั้งชีวิตของเขาทั้งหมดล้วนแต่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของการรักพระเจ้า  เขาเป็นใครบางคนที่ได้แสวงหาความบริสุทธิ์ และยิ่งเขาได้รับประสบการณ์มากขึ้นเท่าใด ความรักของเขาที่มีแด่พระเจ้าลึกลงไปภายในหัวใจของเขาก็ยิ่งใหญ่มากขึ้นเท่านั้น  ในขณะเดียวกัน เปาโลทำงานภายนอกเท่านั้น และแม้ว่าเขาได้ทำงานหนักเช่นกัน การตรากตรำของเขาก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ของการทำงานของเขาอย่างถูกต้องเหมาะสมและด้วยเหตุนี้จึงได้รับบำเหน็จ  หากเขาได้รู้ว่าเขาจะไม่ได้รับบำเหน็จใด เขาคงจะละทิ้งงานของเขาไปแล้ว  สิ่งที่เปโตรใส่ใจคือความรักจริงแท้ภายในหัวใจของเขา และสิ่งซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตจริงและสามารถสัมฤทธิ์ได้  เขาไม่ได้ใส่ใจเกี่ยวกับการที่เขาจะได้รับบำเหน็จหรือไม่ แต่เกี่ยวกับการที่อุปนิสัยของเขาจะสามารถได้รับการเปลี่ยนแปลงหรือไม่  เปโตรใส่ใจกับการทำงานหนักขึ้นทุกที เขาใส่ใจกับงานภายนอกและการเฝ้าเดี่ยว และกับคำสอนที่ผู้คนปกติไม่ได้รับประสบการณ์  เขาไม่ใส่ใจเลยสำหรับการเปลี่ยนแปลงลึกลงไปภายในตัวเขา อีกทั้งความรักจริงแท้ที่มีแด่พระเจ้า  ประสบการณ์ของเปโตรนั้นเป็นไปเพื่อที่จะสัมฤทธิ์ความรักที่แท้จริงและความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า  ประสบการณ์ของเขาเป็นไปเพื่อที่จะได้รับสัมพันธภาพที่ใกล้ชิดขึ้นกับพระเจ้า และเพื่อที่จะมีการดำเนินชีวิตที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง  งานของเปาโลกระทำไปเพราะการนั้นที่พระเยซูได้ทรงไว้วางพระทัยมอบหมายให้เขา และเพื่อที่จะได้รับสิ่งทั้งหลายที่เขาได้ถวิลหารอคอย กระนั้นเหล่านี้ก็ไม่เกี่ยวโยงกับความรู้ของเขาเกี่ยวกับตัวเขาเองและพระเจ้า  งานของเขาเป็นไปเพื่อประโยชน์ของการหลีกหนีการตีสอนและการพิพากษาแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น  สิ่งที่เปโตรได้แสวงหาคือความรักบริสุทธิ์ และสิ่งที่เปาโลได้แสวงหาคือมงกุฎแห่งความชอบธรรม  เปโตรได้รับประสบการณ์กับหลายปีแห่งพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และได้มีความรู้อันสัมพันธ์กับชีวิตจริงเกี่ยวกับพระคริสต์ ตลอดจนความรู้อันลุ่มลึกเกี่ยวกับตัวเขาเอง  และดังนั้น ความรักของเขาที่มีแด่พระเจ้าจึงบริสุทธิ์  หลายปีแห่งกระบวนการถลุงได้ยกระดับความรู้ของเขาเกี่ยวกับพระเยซูและชีวิต และความรักของเขาเป็นความรักอันปราศจากเงื่อนไข เป็นความรักที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และเขาไม่ได้ขออะไรเป็นการตอบแทน อีกทั้งไม่ได้หวังผลประโยชน์ใดเลย  เปาโลได้ทำงานเป็นเวลาหลายปี กระนั้นเขาก็ไม่ได้ครองความรู้อันยิ่งใหญ่เกี่ยวกับพระคริสต์ และความรู้ของเขาเกี่ยวกับตัวเขาเองก็น้อยนิดอย่างน่าสมเพชเช่นกัน  เขาแค่ไม่มีความรักแด่พระคริสต์ และงานของเขาและครรลองที่เขาได้โลดแล่นไปนั้นก็เพื่อที่จะได้รับพวงมาลัยเกียรติยศสุดท้าย  สิ่งที่เขาได้แสวงหานั้นคือมงกุฎอันประณีตงดงามที่สุด ไม่ใช่ความรักบริสุทธิ์  เขาไม่ได้แสวงหาอย่างแข็งขัน แต่อย่างนิ่งเฉย เขาไม่ได้กำลังปฏิบัติหน้าที่ของเขา แต่ถูกบีบให้ทำการไล่ตามเสาะหาของเขาหลังจากที่ได้ถูกเกาะกุมด้วยพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  และดังนั้น การไล่ตามเสาะหาของเขาจึงไม่ได้พิสูจน์ว่าเขาเป็นสิ่งที่ทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้าที่มีคุณสมบัติเหมาะสม เปโตรต่างหากที่เป็นสิ่งที่ทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้าที่มีคุณสมบัติเหมาะสมซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ของเขา  มนุษย์คิดว่าบรรดาทั้งหมดที่มีส่วนร่วมสนับสนุนแด่พระเจ้าควรได้รับบำเหน็จ และว่ายิ่งส่วนร่วมสนับสนุนมากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งถือเป็นของตายได้มากขึ้นเท่านั้นว่าพวกเขาควรได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้า  แก่นแท้ของทัศนคติของมนุษย์นั้นเป็นไปในเชิงธุรกรรม และเขาไม่พยายามอย่างแข็งขันที่จะปฏิบัติหน้าที่ของเขาในฐานะสิ่งที่ทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า  สำหรับพระเจ้านั้น ยิ่งผู้คนแสวงหาความรักที่แท้จริงที่มีให้พระเจ้าและความเชื่อฟังโดยครบบริบูรณ์ต่อพระเจ้ามากขึ้นเท่าใด ซึ่งหมายถึงการพยายามที่จะปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาในฐานะสิ่งที่ทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้าด้วยเช่นกัน พวกเขาก็จะยิ่งสามารถได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น  ทัศนคติของพระเจ้าก็คือเพื่อทรงเรียกร้องให้มนุษย์ฟื้นคืนหน้าที่และสถานะดั้งเดิมของเขา  มนุษย์คือสิ่งที่ทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า และดังนั้นแล้วมนุษย์จึงไม่ควรล้ำเส้นด้วยตัวเขาเองโดยการเรียกร้องอันใดจากพระเจ้า และไม่ควรทำสิ่งใดมากไปกว่าปฏิบัติหน้าที่ของเขาในฐานะสิ่งที่ทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า  บั้นปลายของเปาโลและเปโตรนั้นประเมินตามการที่พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาในฐานะสรรพสิ่งที่ทรงสร้างของพระเจ้าได้หรือไม่ และไม่ใช่ตามขนาดของการมีส่วนร่วมสนับสนุนของพวกเขา ปั้นปลายของพวกเขานั้นกำหนดพิจารณาตามสิ่งซึ่งพวกเขาได้แสวงหาตั้งแต่แรกเริ่ม ไม่ใช่ตามการที่ว่าพวกเขาได้ทำงานไปมากเพียงใด หรือการประเมินพวกเขาโดยผู้คนอื่น  และดังนั้นแล้ว การพยายามที่จะปฏิบัติหน้าที่ของคนเราอย่างแข็งขันในฐานะสิ่งที่ทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้าจึงเป็นเส้นทางสู่ความสำเร็จ การแสวงหาเส้นทางแห่งความรักที่แท้จริงแด่พระเจ้าคือเส้นทางที่ถูกต้องที่สุด การแสวงหาการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในอุปนิสัยดั้งเดิมของคนเรา และการแสวงหาความรักอันบริสุทธิ์ที่มีแด่พระเจ้า คือเส้นทางสู่ความสำเร็จ  เส้นทางสู่ความสำเร็จเช่นนั้นคือเส้นทางของการฟื้นคืนหน้าที่ดั้งเดิมตลอดจนการปรากฏดั้งเดิมของสิ่งที่ทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า  นั่นเป็นเส้นทางแห่งการฟื้นคืน และนั่นยังเป็นจุดมุ่งหมายของพระราชกิจทั้งหมดของพระเจ้าตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงตอนจบด้วยเช่นกัน  หากการไล่ตามเสาะหาของมนุษย์นั้นด่างพร้อยไปด้วยข้อเรียกร้องอันฟุ้งเฟ้อส่วนตัวและการถวิลหาอันไร้เหตุผล เช่นนั้นแล้วผลที่สัมฤทธิ์ได้ก็ย่อมจะไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในอุปนิสัยของมนุษย์  การนี้ไม่ลงรอยกันกับพระราชกิจแห่งการฟื้นคืน  ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันไม่ใช่พระราชกิจที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงปฏิบัติ และดังนั้นแล้วนี่จึงพิสูจน์ว่าการไล่ตามเสาะหาประเภทนี้ไม่ได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้า  การไล่ตามเสาะหาที่ไม่ได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้านั้นมีนัยสำคัญอันใดเล่า?

ตัดตอนมาจาก “ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 479

งานที่เปาโลได้ทำนั้นได้ถูกจัดแสดงต่อหน้ามนุษย์ แต่ในเรื่องที่ว่าความรักของเขาที่มีแด่พระเจ้านั้นบริสุทธิ์เพียงใดและเขาได้รักพระเจ้ามากเพียงใดลึกลงไปในหัวใจของเขานั้น—มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นสิ่งเหล่านี้ได้  มนุษย์สามารถมองดูเพียงงานที่เขาได้ทำ ซึ่งมนุษย์รู้ว่าเขาได้ถูกพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้งานอย่างแน่นอนจากงานนี้ และดังนั้นมนุษย์จึงคิดว่าเปาโลดีกว่าเปโตร คิดว่างานของเขานั้นยิ่งใหญ่กว่า เพราะเขาสามารถจัดเตรียมให้แก่คริสตจักรทั้งหลายได้  เปโตรเพียงได้หมายพึ่งประสบการณ์ส่วนตัวของเขาและได้รับผู้คนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นในช่วงระหว่างงานที่เขาทำเป็นครั้งคราว  มีจดหมายที่ไม่เป็นที่รู้จักกันมากนักเพียงไม่กี่ฉบับจากเขา แต่ใครหรือที่รู้ว่าความรักของเขาที่มีแด่พระเจ้าลึกภายในหัวใจของเขานั้นยิ่งใหญ่เพียงใด?  วันแล้ววันเล่า เปาโลได้ทำงานเพื่อพระเจ้า นั่นคือ ตราบเท่าที่มีงานที่จะต้องทำ เขาก็ได้ทำงานนั้นไป  เขาได้รู้สึกว่าในหนทางนี้เขาคงจะสามารถได้รับมงกุฎ และน่าจะทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้ กระนั้นเขาก็ไม่ได้แสวงหาหนทางทั้งหลายที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเขาเองโดยผ่านทางงานของเขา  สิ่งใดก็ตามในชีวิตของเปโตรที่ไม่ได้ทำให้สมดังที่พระเจ้าทรงพึงปรารถนาได้ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ  หากนั่นไม่ได้ทำให้สมดังที่พระเจ้าทรงพึงปรารถนา เช่นนั้นแล้วเขาคงจะรู้สึกสำนึกผิด และคงจะมองหาหนทางซึ่งเหมาะสมที่จะเป็นหนทางที่เขาสามารถเพียรพยายามที่จะทำให้สมดังพระทัยของพระเจ้าได้  ในแม้กระทั่งแง่มุมที่เล็กที่สุดและไม่สำคัญที่สุดของชีวิตของเขา เขาเองยังคงได้พึงต้องทำให้สมดังที่พระเจ้าทรงพึงปรารถนา  เขาไม่ได้เข้มงวดน้อยลงเลยเมื่อเป็นเรื่องอุปนิสัยดั้งเดิมของเขา โดยเด็ดขาดในข้อพึงประสงค์ของเขาที่มีต่อตัวเขาเองในอันจะก้าวหน้าลึกซึ้งยิ่งขึ้นสู่ความจริง  เปาโลได้แสวงหาเพียงความมีหน้ามีตาและสถานะอันผิวเผิน  เขาได้พยายามที่จะโอ้อวดตัวเขาเองต่อหน้ามนุษย์ และไม่ได้พยายามที่จะสร้างความก้าวหน้าที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในการเข้าสู่ชีวิต  สิ่งที่เขาได้ใส่ใจก็คือคำสอน ไม่ใช่ความเป็นจริง  ผู้คนบางคนกล่าวว่า “เปาโลได้ทำงานเพื่อพระเจ้าไปมากเหลือเกิน เหตุใดพระเจ้าจึงไม่ได้ทรงจดจำเขา?  เปโตรได้ดำเนินงานเพื่อพระเจ้าเสร็จสิ้นเพียงเล็กน้อย และไม่ได้มีส่วนร่วมสนับสนุนอันใหญ่หลวงต่อคริสตจักรทั้งหลาย ดังนั้นแล้วเหตุใดเขาจึงได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม?”  เปโตรได้รักพระเจ้าจนถึงจุดหนึ่ง ซึ่งเป็นที่พึงประสงค์โดยพระเจ้า ผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่มีคำพยาน  แล้วเปาโลล่ะเป็นอย่างไร?  เปาโลได้รักพระเจ้าจนถึงระดับใด?  เจ้ารู้หรือไม่?  งานของเปาโลนั้นได้ทำไปเพื่ออะไร?  และงานของเปรโตได้ทำไปเพื่ออะไร?  เปโตรไม่ได้ทำงานมาก แต่เจ้ารู้หรือไม่ว่าอะไรคือสิ่งที่อยู่ลึกภายในหัวใจของเขา?  งานของเปาโลนั้นได้เกี่ยวข้องกับการจัดเตรียมให้กับคริสตจักรทั้งหลาย และสิ่งรองรับของคริสตจักรทั้งหลาย  สิ่งที่เปโตรได้รับประสบการณ์คือการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในอุปนิสัยในชีวิตของเขา เขาได้รับประสบการณ์กับความรักที่มีแด่พระเจ้า  มาถึงตอนนี้ที่เจ้ารู้ความแตกต่างในธาตุแท้ของพวกเขา ท้ายที่สุดแล้วเจ้าสามารถเห็นได้ว่าใครได้เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง และใครไม่ได้เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง  หนึ่งในพวกเขาได้รักพระเจ้าอย่างแท้จริง และอีกคนหนึ่งไม่ได้รักพระเจ้าอย่างแท้จริง คนหนึ่งได้ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในอุปนิสัยของเขา และอีกคนหนึ่งไม่ได้ก้าวผ่าน คนหนึ่งได้รับใช้อย่างถ่อมใจ และไม่ได้เป็นที่สังเกตอย่างง่ายดายโดยผู้คน และอีกคนหนึ่งได้รับการเคารพบูชาโดยผู้คน และได้มีภาพลักษณ์อันยิ่งใหญ่ คนหนึ่งได้แสวงหาความบริสุทธิ์ และอีกคนหนึ่งไม่ได้แสวงหา และแม้ว่าเขาจะไม่ได้ไม่บริสุทธิ์ แต่เขาก็ไม่ได้ครองความรักอันบริสุทธิ์ คนหนึ่งครองสภาวะความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง และอีกคนหนึ่งไม่ได้ครอง คนหนึ่งครองสำนึกของสิ่งที่ทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า และอีกคนหนึ่งไม่ได้ครอง  เช่นนั้นคือความแตกต่างในธาตุแท้ของเปาโลและเปโตร  เส้นทางที่เปโตรได้เดินนั้นเป็นเส้นทางแห่งความสำเร็จ ซึ่งก็เป็นเส้นทางแห่งการสัมฤทธิ์การฟื้นคืนของสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติและการฟื้นคืนของหน้าที่ของสิ่งที่ทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้าด้วยเช่นกัน  เปโตรเป็นตัวแทนพวกเหล่านั้นทั้งหมดที่ประสบความสำเร็จ  เส้นทางที่เปาโลได้เดินนั้นเป็นเส้นทางแห่งความล้มเหลว และเขาเป็นตัวแทนพวกเหล่านั้นทั้งหมดที่เพียงนบนอบและสละตัวพวกเขาเองอย่างผิวเผินเท่านั้น และไม่รักพระเจ้าอย่างถ่องแท้  เปาโลเป็นตัวแทนพวกเหล่านั้นทั้งหมดที่ไม่ครองความจริง  ในการเชื่อในพระเจ้าของเขา เปโตรได้พยายามที่จะทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยในทุกสิ่งทุกอย่าง และได้พยายามเชื่อฟังทั้งหมดที่ได้มาจากพระเจ้า  โดยที่ไม่มีการปริบ่นแม้แต่น้อย เขาสามารถยอมรับการตีสอนและการพิพากษา ตลอดจนกระบวนการถลุง ความทุกข์ลำบาก และการดำเนินต่อไปโดยความไม่มีสิ่งใดเลยในชีวิตของเขา ซึ่งไม่มีสิ่งใดเลยในบรรดาเหล่านี้ที่จะสามารถปรับเปลี่ยนความรักของเขาที่มีแด่พระเจ้าได้  นี่ไม่ใช่ความรักขั้นสูงสุดที่มีแด่พระเจ้าหรอกหรือ?  นี่ไม่ใช่การลุล่วงหน้าที่ของสิ่งที่ทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้าหรอกหรือ?  ไม่ว่าในการตีสอน การพิพากษา หรือความทุกข์ลำบาก เจ้าสามารถสัมฤทธิ์ความเชื่อฟังจนตายได้เสมอ และนี่คือสิ่งที่ควรสัมฤทธิ์โดยสิ่งที่ทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า นี่คือความบริสุทธิ์ของความรักที่มีแด่พระเจ้า  หากมนุษย์สามารถสัมฤทธิ์ผลได้มากขนาดนี้ เช่นนั้นแล้วเขาก็เป็นสิ่งที่ทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้าที่มีคุณสมบัติเหมาะสม และไม่มีสิ่งใดเลยที่ทำให้สมดังที่พระผู้สร้างทรงพึงปรารถนาได้ดีกว่า  จงจินตนาการว่าเจ้าสามารถทำงานเพื่อพระเจ้าได้ ทว่าเจ้ากลับไม่เชื่อฟังพระเจ้า และไม่สามารถที่จะรักพระเจ้าได้อย่างแท้จริง  ในหนทางนี้ ไม่เพียงเจ้าจะไม่ได้ลุล่วงหน้าที่ของสิ่งที่ทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้าเท่านั้น แต่เจ้ายังจะถูกพระเจ้าทรงกล่าวโทษด้วยเช่นกัน เพราะเจ้าคือใครบางคนที่ไม่ครองความจริง ที่ไม่สามารถที่จะเชื่อฟังพระเจ้าได้ และที่ไม่เชื่อฟังพระเจ้า  เจ้าเพียงใส่ใจกับการทำงานเพื่อพระเจ้าเท่านั้น และไม่ใส่ใจกับการนำความจริงไปปฏิบัติหรือการรู้จักตัวเจ้าเอง  เจ้าไม่เข้าใจหรือรู้จักพระผู้สร้าง และไม่เชื่อฟังหรือรักพระผู้สร้าง  เจ้าคือใครบางคนที่ไม่เชื่อฟังพระเจ้ามาแต่กำเนิด และดังนั้นแล้วผู้คนเช่นนั้นจึงไม่เป็นที่รักโดยพระผู้สร้าง

ตัดตอนมาจาก “ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 480

ผู้คนบางคนกล่าวว่า “เปาโลได้ทำงานในปริมาณมากมายมหาศาล และเขาได้แบกรับภาระอันใหญ่หลวงสำหรับคริสตจักรทั้งหลาย และได้มีส่วนร่วมสนับสนุนมากมายเหลือเกินแก่คริสตจักรเหล่านั้น  จดหมายสิบสามฉบับของเปาโลได้ค้ำจุน 2,000 ปีแห่งยุคพระคุณ และเป็นรองแค่ข่าวประเสริฐสี่เล่มนั้นเท่านั้น  ใครกันเล่าสามารถเทียบกับเขาได้?  ไม่มีใครสามารถถอดรหัสวิวรณ์ของยอห์นได้ ในขณะที่จดหมายของเปาโลจัดเตรียมชีวิต และงานที่เขาได้ทำนั้นเป็นประโยชน์ต่อคริสตจักรทั้งหลาย  ใครอื่นอีกหรือที่สามารถได้สัมฤทธิ์สิ่งทั้งหลายเช่นนั้นได้?  แล้วเปโตรได้ทำงานอะไรไป?”  เมื่อมนุษย์ประเมินผู้อื่น เขาทำเช่นนั้นโดยสอดคล้องกับการมีส่วนร่วมสนับสนุนของพวกเขา  เมื่อพระเจ้าทรงประเมินมนุษย์ พระองค์ทรงทำเช่นนั้นโดยสอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์  ท่ามกลางบรรดาผู้ที่แสวงหาชีวิต เปาโลเป็นใครบางคนที่ไม่ได้รู้จักแก่นแท้ของเขาเอง  เขาไม่ได้ถ่อมใจหรือเชื่อฟังโดยวิถีทางใดเลย อีกทั้งเขาไม่ได้รู้จักธาตุแท้ของเขา ซึ่งตรงกันข้ามกับพระเจ้า  และดังนั้นแล้ว เขาจึงเป็นใครบางคนที่ไม่ได้ก้าวผ่านประสบการณ์โดยละเอียด และเป็นใครบางคนที่ไม่ได้นำความจริงไปปฏิบัติ  เปโตรนั้นแตกต่างออกไป  เขาได้รู้จักความไม่เพียบพร้อม จุดอ่อน และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเขาในฐานะสิ่งที่ทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า และดังนั้นแล้วเขาจึงได้มีเส้นทางแห่งการปฏิบัติซึ่งใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของเขา เขาไม่ใช่หนึ่งในพวกที่มีเพียงคำสอนแต่ไม่ได้ครองความเป็นจริง  บรรดาผู้ที่เปลี่ยนแปลงคือผู้คนใหม่ๆ ที่ได้รับการช่วยให้รอดแล้ว พวกเขาคือบรรดาผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการไล่ตามเสาะหาความจริง  ผู้คนที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือพวกที่ล้าสมัยโดยธรรมชาติ พวกเขาคือพวกที่ยังไม่ได้รับการช่วยให้รอด นั่นคือ พวกที่พระเจ้าทรงรังเกียจและทรงปฏิเสธ  พวกเขาจะไม่เป็นที่จดจำโดยพระเจ้าโดยไม่สำคัญว่างานของพวกเขาจะยิ่งใหญ่เพียงใด  เมื่อเจ้าเปรียบเทียบการนี้กับการไล่ตามเสาะหาของเจ้าเอง ไม่ว่าท้ายที่สุดแล้วเจ้าจะเป็นบุคคลประเภทเดียวกับเปโตรหรือเปาโลก็ควรจะมีหลักฐานชัดเจนอยู่ในตัวเอง  หากยังคงไม่มีความจริงในสิ่งที่เจ้าแสวงหา และหากแม้กระทั่งในวันนี้ เจ้าก็ยังคงโอหังและสามหาวเหมือนเปาโล และยังคงกะล่อนและชอบอวดตัวเหมือนเขา เช่นนั้นแล้วไม่ต้องสงสัยเลยว่าเจ้าก็เป็นคนเสื่อมคนหนึ่งที่ล้มเหลว  หากเจ้าแสวงหาอย่างเดียวกับเปโตร หากเจ้าแสวงหาการปฏิบัติและการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง และไม่โอหังหรือดื้อรั้น แต่พยายามที่จะปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะเป็นสิ่งที่ทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้าที่สามารถสัมฤทธิ์ชัยชนะได้  เปาโลไม่ได้รู้จักธาตุแท้หรือความเสื่อมทรามของเขาเอง นับประสาอะไรที่เขาจะได้รู้จักความไม่เชื่อฟังของเขาเอง  เขาไม่เคยได้เอ่ยถึงการเยาะเย้ยท้าทายเชิงดูหมิ่นของเขาเกี่ยวกับพระคริสต์ อีกทั้งเขาไม่ได้เสียใจจนเกินควร  เขาเพียงได้เสนอคำอธิบายสั้นๆ ไว้เท่านั้น และลึกลงไปในหัวใจของเขานั้น เขาไม่ได้นบนอบต่อพระเจ้าอย่างครบบริบูรณ์  แม้ว่าเขาจะได้ล้มลงบนถนนสู่ดามัสกัส เขาก็ไม่ได้มองลึกภายในตัวเขาเอง  เขาพอใจเพียงแค่ได้ทำงานต่อไป และเขาไม่ได้พิจารณาการรู้จักตัวเขาเองและการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยแต่เดิมของเขาว่าเป็นประเด็นปัญหาที่สำคัญยิ่งยวดที่สุด  เขาพึงพอใจกับแค่การพูดความจริง กับการจัดเตรียมให้แก่ผู้อื่นเป็นสิ่งบรรเทาความรู้สึกผิดสำหรับมโนธรรมของเขาเอง และกับการไม่ข่มเหงบรรดาสาวกของพระเยซูอีกต่อไป เพื่อที่จะปลอบใจตัวเขาเองและยกโทษให้ตัวเขาเองสำหรับบาปทั้งหลายในอดีตของเขา  เป้าหมายที่เขาได้ไล่ตามเสาะหานั้นไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่ามงกุฎในอนาคตและงานที่ไม่ยั่งยืน เป้าหมายที่เขาได้ไล่ตามเสาะหานั้นคือพระคุณอันอุดม  เขาไม่ได้แสวงหาความจริงที่เพียงพอ อีกทั้งเขาไม่ได้พยายามที่จะก้าวหน้าลึกซึ้งยิ่งขึ้นสู่ความจริงที่เขาไม่ได้เข้าใจก่อนหน้านั้น  ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าความรู้ของเขาเกี่ยวกับตัวเขาเองนั้นเป็นเท็จ และเขาไม่ได้ยอมรับการตีสอนหรือการพิพากษา  การที่เขาสามารถทำงานได้นั้นไม่ได้หมายความว่าเขาได้ครองความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติหรือธาตุแท้ของเขาเอง จุดมุ่งเน้นของเขาคือการปฏิบัติภายนอกเท่านั้น  ที่มากกว่านั้น สิ่งที่เขาได้เพียรพยายามเพื่อให้ได้มาไม่ใช่การเปลี่ยนแปลง แต่เป็นความรู้  งานของเขาเป็นผลลัพธ์ของการทรงปรากฏของพระเยซูบนถนนสู่ดามัสกัสโดยสมบูรณ์  นั่นไม่ใช่บางสิ่งที่เขาได้ปลงใจที่จะทำโดยดั้งเดิม อีกทั้งนั่นไม่ใช่งานที่ได้เกิดขึ้นภายหลังจากที่เขาได้ยอมรับการตัดแต่งอุปนิสัยเดิมของเขา  ไม่สำคัญว่าเขาจะได้ไปทำงานอย่างไร อุปนิสัยเดิมของเขาก็หาได้เปลี่ยนแปลงไม่ และดังนั้นงานของเขาจึงไม่ได้ลบมลทินบาปทั้งหลายในอดีตของเขา แต่แค่ได้มีบทบาทบางอย่างท่ามกลางคริสตจักรทั้งหลายของกาลสมัยนั้น  สำหรับใครบางคนเช่นนี้ ผู้ซึ่งอุปนิสัยเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลง—กล่าวคือ ผู้ที่ไม่ได้รับความรอด และถึงขั้นปราศจากความจริงมากขึ้นไปอีก—เขาไม่สามารถที่จะกลายเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ได้รับการยอมรับจากองค์พระเยซูเจ้าอย่างแน่นอน  เขาไม่ใช่ใครบางคนที่ได้รับการเติมเต็มด้วยความรักและความเคารพสำหรับพระเยซูคริสต์ อีกทั้งเขาไม่ใช่ใครบางคนที่ชำนาญในการแสวงหาความจริง นับประสาอะไรที่เขาจะเป็นใครบางคนที่ได้แสวงหาความล้ำลึกของการจุติเป็นมนุษย์  เขาเป็นเพียงใครบางคนที่มีทักษะในการให้เหตุผลอย่างชาญฉลาด และผู้ที่จะไม่ยอมอ่อนข้อให้ใครก็ตามที่สูงส่งกว่าเขาหรือผู้ที่ครองความจริง  เขาอิจฉาผู้คนหรือความจริงทั้งหลายที่ตรงกันข้ามกับเขา หรือที่เป็นปฏิปักษ์กับเขา โดยเลือกชอบพวกผู้คนซึ่งมีพรสวรรค์ที่ได้นำเสนอภาพลักษณ์อันยิ่งใหญ่และครองความรู้อันลุ่มลึก  เขาไม่ได้ชอบการมีปฏิบัติสัมพันธ์กับคนจนผู้ซึ่งได้แสวงหาหนทางที่แท้จริงและไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งใดนอกจากความจริง และแทนที่จะเป็นเช่นนั้นเขากลับได้นำตัวเขาเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับบรรดาบุคคลสำคัญอาวุโสจากองค์กรศาสนาผู้ที่พูดถึงแต่คำสอนทั้งหลายเท่านั้น และผู้ที่ครองความรู้อันอุดม  เขาไม่ได้มีความรักในพระราชกิจใหม่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์และไม่ได้ใส่ใจกับความเคลื่อนไหวของพระราชกิจใหม่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เขากลับได้โปรดปรานกฎเกณฑ์และคำสอนเหล่านั้นที่สูงส่งกว่าความจริงทั่วไป  ในแก่นแท้โดยกำเนิดของเขาและทั้งหมดทั้งมวลของสิ่งที่เขาได้แสวงหา เขาไม่คู่ควรที่จะได้รับการเรียกขานว่าคริสตชนผู้ได้ไล่ตามเสาะหาความจริง นับประสาอะไรที่จะได้รับการเรียกขานว่าผู้รับใช้ที่สัตย์ซื่อในพระนิเวศของพระเจ้า เพราะความหน้าซื่อใจคดของเขานั้นมากเกินไป และความไม่เชื่อฟังของเขานั้นใหญ่หลวงเกินไป  แม้เขาจะเป็นที่รู้จักในนามของผู้รับใช้ขององค์พระเยซูเจ้า แต่เขาก็ไม่ได้เหมาะสมเลยที่จะเข้าสู่ประตูแห่งอาณาจักรสวรรค์ เพราะการกระทำของเขาตั้งแต่แรกเริ่มจนสิ้นสุดไม่สามารถเรียกได้ว่าชอบธรรม  เขาสามารถเพียงถูกมองว่าเป็นบุคคลผู้ซึ่งหน้าซื่อใจคดและได้ทำความไม่ชอบธรรมเท่านั้น แต่ก็ยังเป็นผู้ที่ได้ทำงานเพื่อพระคริสต์ด้วยเช่นกัน  แม้ว่าเขาจะไม่สามารถถูกเรียกได้ว่าชั่วร้าย แต่เขาสามารถถูกเรียกอย่างเหมาะสมได้ว่ามนุษย์ผู้ที่ได้ทำความไม่ชอบธรรม  เขาได้ทำงานไปมากมาย กระนั้นเขาก็ต้องไม่ถูกตัดสินตามปริมาณงานที่เขาได้ทำ แต่เพียงตามคุณภาพและเนื้อหาสาระของมันเท่านั้น  ในหนทางนี้เท่านั้นจึงจะเป็นไปได้ที่จะไปถึงก้นบึ้งของเรื่องนี้  เขาเชื่อเสมอว่า “ฉันสามารถทำงานได้ ฉันดีกว่าผู้คนส่วนใหญ่ ฉันคำนึงถึงพระภาระขององค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างไม่เหมือนใครอื่นเลย และไม่มีใครกลับใจอย่างลึกซึ้งเท่ากับฉัน เพราะความสว่างอันยิ่งใหญ่ได้ฉายมาที่ฉัน และฉันได้เห็นความสว่างอันยิ่งใหญ่แล้ว และดังนั้นการกลับใจของฉันจึงลึกซึ้งกว่าใครอื่น”  ณ เวลานั้น นี่คือสิ่งที่เขาได้คิดภายในหัวใจของเขา  เมื่อสิ้นสุดงานของเขา เปาโลได้กล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้ต่อสู้แล้ว ข้าพเจ้าได้วิ่งแข่งจนครบถ้วน และมงกุฎแห่งความชอบธรรมก็จะเป็นของข้าพเจ้า”  การต่อสู้ งาน และครรลองของเขาเป็นไปเพื่อประโยชน์ของมงกุฎแห่งความชอบธรรมทั้งหมดทั้งสิ้น และเขาไม่ได้ทะยานไปข้างหน้าอย่างแข็งขัน  แม้ว่าเขาไม่ใช่คนที่ทำอะไรอย่างพอเป็นพิธีในงานของเขา แต่ก็อาจกล่าวได้ว่างานของเขานั้นทำไปเพียงเพื่อชดเชยความผิดทั้งหลายของเขา เพื่อชดเชยคำกล่าวหาทั้งหลายเกี่ยวกับมโนธรรมของเขา  เขาเพียงได้หวังที่จะทำงานของเขาให้เสร็จสิ้น ทำครรลองของเขาให้แล้วเสร็จ และสู้ในการต่อสู้ของเขาโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อที่เขาอาจจะได้รับมงกุฎแห่งความชอบธรรมซึ่งเป็นที่ถวิลหาของเขาโดยเร็วที่สุด  สิ่งที่เขาได้ถวิลหาไม่ใช่การพบกับองค์พระเยซูเจ้าด้วยประสบการณ์ทั้งหลายและความรู้ที่แท้จริงของเขา แต่เพื่อทำงานของเขาให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อที่ว่าเมื่อเขาได้พบกับองค์พระเยซูเจ้า เขาจะได้รับบำเหน็จที่งานของเขาได้หามาให้เขา  เขาได้ใช้งานของเขาเพื่อชูใจตัวเขาเอง และเพื่อทำข้อตกลงในการแลกเปลี่ยนกับมงกุฎในอนาคต  สิ่งที่เขาได้แสวงหาไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า แต่เป็นเพียงมงกุฎเท่านั้น  การไล่ตามเสาะหาเช่นนั้นจะสามารถเป็นไปตามมาตรฐานได้อย่างไร?  แรงจูงใจของเขา งานของเขา ราคาที่เขาได้จ่ายไป และความพยายามของเขาทั้งหมด—ความเพ้อฝันอันน่ามหัศจรรย์ของเขาได้แผ่ซ่านไปทั่วสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด และเขาได้ทำงานตามความพึงปรารถนาของเขาเองทั้งหมดทั้งสิ้น  ในทั้งหมดทั้งมวลของงานของเขา ไม่มีความเต็มใจแม้แต่น้อยในราคาที่เขาได้จ่ายไป เขาแค่ได้เข้าร่วมในการทำข้อตกลง  ความพยายามทั้งหลายของเขานั้นไม่ได้ทำขึ้นอย่างเต็มใจเพื่อที่จะปฏิบัติหน้าที่ของเขา แต่ทำขึ้นอย่างเต็มใจเพื่อที่จะสัมฤทธิ์วัตถุประสงค์ของข้อตกลงนั้น  มีคุณค่าใดต่อความพยายามทั้งหลายเช่นนั้นหรือ?  ใครกันเล่าจะกล่าวชมเชยความพยายามทั้งหลายอันไม่บริสุทธิ์ของเขา?  ใครหรือมีความสนใจใดๆ ในความพยายามทั้งหลายเช่นนั้น?  งานของเขาเต็มไปด้วยความฝันสำหรับอนาคต เต็มไปด้วยแผนทั้งหลายอันน่ามหัศจรรย์ และไม่มีเส้นทางที่ใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของมนุษย์บรรจุอยู่เลย  ความเมตตากรุณาของเขามากมายเหลือเกินนั้นเป็นการเสแสร้ง งานของเขาไม่ได้จัดเตรียมชีวิต แต่เป็นการตบตาว่ามีความเป็นผู้ดี นั่นเป็นการทำข้อตกลงอย่างหนึ่ง  งานเช่นนี้สามารถนำมนุษย์ไปสู่เส้นทางแห่งการฟื้นคืนหน้าที่ดั้งเดิมของเขาได้อย่างไรกัน?

ตัดตอนมาจาก “ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 481

ทั้งหมดที่เปโตรได้แสวงหานั้นได้เป็นไปสมดังพระทัยของพระเจ้า  เขาได้พยายามที่จะทำให้พระเจ้าทรงลุล่วงในสิ่งที่พึงปรารถนา และโดยไม่คำนึงถึงความทุกข์และความทุกข์ยาก เขายังคงเต็มใจที่จะทำให้พระเจ้าทรงลุล่วงในสิ่งที่พึงปรารถนา  ไม่มีการไล่ตามเสาะหาโดยผู้เชื่อในพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านี้แล้ว  สิ่งที่เปาโลได้แสวงหานั้นด่างพร้อยโดยเนื้อหนังของเขาเอง โดยมโนคติที่หลงผิดของเขาเอง และโดยแผนและกลอุบายของเขาเอง  เขาไม่ใช่สิ่งที่ทรงสร้างซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมสิ่งหนึ่งของพระเจ้าในวิถีทางใดเลย ไม่ใช่ใครบางคนที่ได้พยายามที่จะทำให้พระเจ้าทรงลุล่วงในสิ่งที่พึงปรารถนา  เปโตรได้พยายามที่จะนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า และแม้ว่างานที่เขาได้ทำนั้นไม่ยิ่งใหญ่ แต่แรงจูงใจเบื้องหลังการไล่ตามเสาะหาของเขาและเส้นทางที่เขาได้เดินนั้นถูกต้อง แม้ว่าเขาไม่สามารถได้รับผู้คนมากมาย แต่เขาก็สามารถที่จะไล่ตามเสาะหาหนทางแห่งความจริง  เพราะการนี้จึงอาจกล่าวได้ว่าเขาเป็นสิ่งที่ทรงสร้างซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมสิ่งหนึ่งของพระเจ้า  วันนี้ ต่อให้เจ้าไม่ใช่คนงาน เจ้าก็ควรจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งที่ทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้าและพยายามที่จะนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงทั้งมวลของพระเจ้าได้  เจ้าควรจะสามารถเชื่อฟังสิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าตรัส และได้รับประสบการณ์กับทุกลักษณะของความทุกข์ลำบากและกระบวนการถลุง และแม้ว่าเจ้านั้นอ่อนแอ ในหัวใจของเจ้านั้นเจ้ายังคงควรจะสามารถรักพระเจ้าได้  บรรดาผู้ที่มีความรับผิดชอบต่อชีวิตของพวกเขาเองนั้นเต็มใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งที่ทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า และทัศนคติของผู้คนเช่นนั้นเกี่ยวกับการไล่ตามเสาะหาเป็นทัศนคติที่ถูกต้อง  เหล่านี้คือผู้คนที่พระเจ้าทรงจำเป็นต้องมี  หากเจ้าได้ทำงานไปมากมาย และผู้อื่นได้รับการสอนจากเจ้า แต่เจ้าเองไม่ได้เปลี่ยนแปลง และไม่ได้เป็นคำพยานใดๆ หรือไม่มีประสบการณ์แท้จริงอันใด จนถึงขั้นที่ว่าเมื่อสิ้นสุดชีวิตของเจ้า ยังคงเป็นว่าไม่มีสิ่งใดเลยที่เจ้าได้ทำไปที่เป็นคำพยาน เช่นนั้นแล้วเจ้าเป็นใครบางคนที่ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วหรือไม่?  เจ้าเป็นใครบางคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่?  ในกาลสมัยนั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงใช้งานเจ้า แต่เมื่อพระองค์ได้ทรงใช้งานเจ้า พระองค์ได้ทรงใช้ส่วนของเจ้าที่สามารถใช้เพื่อทำงานได้ และพระองค์ไม่ได้ทรงใช้ส่วนของเจ้าที่ไม่สามารถใช้งานได้  หากเจ้าได้พยายามที่จะเปลี่ยนแปลง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็คงจะค่อยๆ ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมในช่วงระหว่างกระบวนการของการถูกใช้งาน  กระนั้นก็ตามพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ทรงยอมรับความรับผิดชอบใดสำหรับการที่เจ้าจะได้ถูกรับไว้ในท้ายที่สุดหรือไม่ และการนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของการไล่ตามเสาะหาของเจ้า  หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยส่วนตัวของเจ้า เช่นนั้นแล้วนั่นก็เป็นเพราะว่า ทัศนคติของเจ้าที่มีต่อการไล่ตามเสาะหานั้นผิด  หากเจ้าไม่ได้รับบำเหน็จใด เช่นนั้นแล้วนั่นก็เป็นปัญหาของเจ้าเอง และเพราะเจ้าเองยังไม่ได้นำความจริงไปปฏิบัติและไม่สามารถที่จะทำให้พระเจ้าทรงลุล่วงในสิ่งที่พึงปรารถนาได้  และดังนั้นแล้ว จึงไม่มีสิ่งใดที่มีความสำคัญยิ่งใหญ่ไปกว่าประสบการณ์ส่วนตัวของเจ้า และไม่มีสิ่งใดที่วิกฤติไปกว่าการเข้าสู่ส่วนตัวของเจ้าแล้ว!  ผู้คนบางคนจะลงเอยด้วยการกล่าวว่า “ข้าพระองค์ได้ทำงานมากมายเหลือเกินเพื่อพระองค์ และแม้ว่าข้าพระองค์อาจไม่ได้ผลสัมฤทธิ์อันขึ้นชื่อลือนามใดๆ แต่ข้าพระองค์ก็ยังคงขยันหมั่นเพียรในความพยายามของข้าพระองค์เสมอมา  พระองค์แค่ทรงปล่อยให้ข้าพระองค์ขึ้นสู่สวรรค์เพื่อกินผลไม้แห่งชีวิตไม่ได้หรอกหรือ?”  เจ้าต้องรู้ว่าเราพึงปรารถนาผู้คนประเภทใด พวกที่ไม่บริสุทธิ์ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสู่ราชอาณาจักร พวกที่ไม่บริสุทธิ์ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำผืนดินศักดิ์สิทธิ์แปดเปื้อน  แม้ว่าเจ้าอาจได้ทำงานมากมายแล้ว และได้ทำงานมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ในที่สุดหากเจ้ายังคงโสมมอย่างน่าสังเวช เช่นนั้นแล้วก็จะเป็นเรื่องที่มิอาจยอมผ่อนปรนได้ต่อธรรมบัญญัติแห่งฟ้าที่เจ้าปรารถนาที่จะเข้าสู่ราชอาณาจักรของเรา!  ตั้งแต่การแรกสร้างโลกจนกระทั่งวันนี้ เราไม่เคยได้เสนอช่องทางอันง่ายดายสู่ราชอาณาจักรของเราให้แก่พวกที่ประจบเรา  นี่คือกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์ และไม่มีใครสามารถทำลายสิ่งนั้นได้!  เจ้าต้องแสวงหาชีวิต  วันนี้ บรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมคือประเภทเดียวกันกับเปโตร นั่นคือ พวกเขาคือบรรดาผู้ที่แสวงหาการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในอุปนิสัยของพวกเขาเอง และผู้ที่เต็มใจที่จะเป็นคำพยานต่อพระเจ้าและปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาในฐานะสิ่งที่ทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า  มีเพียงผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  หากเจ้าเพียงมุ่งหวังบำเหน็จ และไม่พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของชีวิตของเจ้าเอง เช่นนั้นแล้วความพยายามของเจ้าทั้งหมดก็จะสูญเปล่า—นี่คือความจริงที่มิอาจปรับเปลี่ยนได้อย่างหนึ่ง!

ตัดตอนมาจาก “ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 482

จากความแตกต่างในธาตุแท้ของเปโตรและเปาโล เจ้าควรเข้าใจว่าพวกเหล่านั้นทั้งหมดที่ไม่แสวงหาชีวิตจะออกแรงโดยสูญเปล่า!  เจ้าเชื่อในพระเจ้าและติดตามพระเจ้า และดังนั้นแล้วในหัวใจของเจ้า เจ้าต้องรักพระเจ้า  เจ้าต้องทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้า เจ้าต้องพยายามทำให้พระเจ้าทรงลุล่วงในสิ่งพึงปรารถนา และเจ้าต้องปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งที่ทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า เนื่องจากเจ้าเชื่อในพระเจ้าและติดตามพระเจ้า เจ้าควรถวายทุกสิ่งทุกอย่างแด่พระองค์ และไม่ควรตัดสินใจเลือกหรือทำการเรียกร้องเป็นการส่วนตัว และเจ้าควรสัมฤทธิการทำให้พระเจ้าทรงลุล่วงในสิ่งพึงปรารถนา  เนื่องจากเจ้าได้ถูกสร้างขึ้น เจ้าควรเชื่อฟังองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ได้ทรงสร้างเจ้า เพราะโดยปกติวิสัยแล้วเจ้าปราศจากอำนาจครอบครองเหนือตัวเจ้าเอง และไม่มีความสามารถที่จะควบคุมชะตาลิขิตของเจ้าเอง  เนื่องจากเจ้าเป็นบุคคลหนึ่งซึ่งเชื่อในพระเจ้า เจ้าควรแสวงหาความบริสุทธิ์และการเปลี่ยนแปลง  เนื่องจากเจ้าเป็นสิ่งที่ทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า เจ้าควรยึดติดต่อหน้าที่ของเจ้า และรู้สถานะของเจ้า และเจ้าต้องไม่ล้ำเส้นหน้าที่ของเจ้า  นี่ไม่ได้เป็นการจำกัดควบคุมเจ้า หรือเป็นการข่มปรามเจ้าโดยผ่านทางคำสอน แต่กลับเป็นเส้นทางที่เจ้าสามารถใช้เพื่อปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า และมันสามารถสัมฤทธิผลได้—และควรที่จะสัมฤทธิผล—โดยพวกเหล่านั้นทั้งหมดที่ทำความชอบธรรม  หากเจ้าเปรียบเทียบธาตุแท้ของเปโตรและเปาโล เช่นนั้นแล้วเจ้าจะรู้ว่าเจ้าควรแสวงหาอย่างไร  จากบรรดาเส้นทางที่เปโตรและเปาโลได้เดินนั้น เส้นทางหนึ่งเป็นเส้นทางของการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม และเส้นทางหนึ่งเป็นเส้นทางของการกำจัดทิ้ง เปโตรและเปาโลเป็นตัวแทนสองเส้นทางที่ต่างกัน  แม้ว่าแต่ละคนจะได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และแต่ละคนได้รับความรู้แจ้งและความกระจ่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และแต่ละคนได้ยอมรับสิ่งซึ่งองค์พระเยซูเจ้าได้วางพระทัยมอบหมายให้พวกเขา ดอกผลที่มีในแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน นั่นคือ คนหนึ่งให้ดอกผลอย่างแท้จริง และอีกคนหนึ่งนั้นไม่ได้ให้  จากธาตุแท้ของพวกเขา งานที่พวกเขาได้ทำ สิ่งซึ่งพวกเขาได้แสดงออกมาภายนอก และปลายทางสุดท้ายของพวกเขา เจ้าควรเข้าใจว่าเจ้าควรใช้เส้นทางใด เจ้าควรเลือกเส้นทางใดที่จะเดิน  พวกเขาได้เดินบนเส้นทางที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน  เปาโลและเปโตร พวกเขาคือตัวอย่างที่ดีของแต่ละเส้นทาง และดังนั้นตั้งแต่แรกเริ่มพวกเขาได้รับการยกให้เป็นแบบอย่างให้กับเส้นทางสองเส้นนี้  ประเด็นสำคัญของประสบการณ์ของเปาโลคืออะไรหรือ และเหตุใดเขาจึงทำไม่สำเร็จ?  ประเด็นสำคัญของประสบการณ์ของเปรโตคืออะไร และเขาได้รับประสบการณ์กับการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมอย่างไร?  หากเจ้าเปรียบเทียบสิ่งที่พวกเขาแต่ละคนใส่ใจ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะรู้ว่าพระเจ้าทรงต้องการบุคคลประเภทใดกันแน่ น้ำพระทัยของพระเจ้าคืออะไร พระอุปนิสัยของพระเจ้าคืออะไร บุคคลประเภทใดจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมในท้ายที่สุด และบุคคลประเภทใดจะไม่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมด้วยเช่นกัน เจ้าจะรู้ว่าอุปนิสัยของบรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมเป็นเช่นใด และอุปนิสัยของพวกที่จะไม่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมเป็นเช่นใด—ประเด็นปัญหาเรื่องธาตุแท้เหล่านี้เห็นได้ในประสบการณ์ของเปโตรและเปาโล  พระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง และดังนั้นพระองค์จึงทรงทำให้สรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวงมาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์และนบนอบต่ออำนาจครอบครองของพระองค์ พระองค์จะทรงบัญชาทุกสรรพสิ่ง เพื่อที่ทุกสรรพสิ่งจะได้อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์  สิ่งที่ทรงสร้างของพระเจ้าทั้งหมด รวมถึงสัตว์ พืชพรรณ มวลมนุษย์ ภูเขาและแม่น้ำ และทะเลสาบ—ทั้งหมดล้วนต้องมาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์  ทุกสรรพสิ่งในท้องฟ้าและบนผืนดินต้องมาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์  สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถมีตัวเลือกใดและทั้งหมดต้องนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงของพระองค์  การนี้ประกาศกฤษฎีกาโดยพระเจ้า และเป็นสิทธิอำนาจของพระเจ้า  พระเจ้าทรงบัญชาทุกสิ่งทุกอย่าง และทรงจัดระเบียบและทรงจัดลำดับทุกสรรพสิ่ง โดยที่แต่ละสิ่งนั้นได้รับการแยกชั้นตามชนิด และได้รับการแบ่งสรรตำแหน่งของพวกมันเองโดยสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า  ไม่สำคัญว่ามันจะยิ่งใหญ่เพียงใด ไม่มีสิ่งใดเลยที่สามารถล้ำเลิศกว่าพระเจ้าได้ ทุกสรรพสิ่งรับใช้มวลมนุษย์ที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น และไม่มีสิ่งใดเลยที่กล้าที่จะไม่เชื่อฟังพระเจ้าหรือทำการเรียกร้องใดๆ จากพระเจ้า  ดังนั้นแล้วมนุษย์ ในฐานะสิ่งที่ทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้าย่อมต้องปฏิบัติหน้าที่ของมนุษย์ด้วยเช่นกัน  ไม่ว่าเขาจะเป็นเจ้านายหรือผู้ดูแลของทุกสรรพสิ่งหรือไม่ก็ตาม ไม่สำคัญว่าสถานะของมนุษย์ท่ามกลางทุกสรรพสิ่งจะสูงส่งเพียงใด เขายังคงเป็นเพียงแค่มนุษย์ตัวเล็กๆ คนหนึ่งภายใต้อำนาจครอบครองของพระเจ้า และไม่ได้เป็นมากไปกว่ามนุษย์ที่ไม่สำคัญคนหนึ่ง สิ่งที่ทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า และเขาจะไม่มีวันอยู่เหนือพระเจ้า  ในฐานะสิ่งที่ทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า มนุษย์ควรพยายามปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งที่ทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า และพยายามรักพระเจ้าโดยไม่สร้างตัวเลือกอื่น เพราะพระเจ้าทรงคู่ควรกับความรักของมนุษย์  บรรดาผู้ที่พยายามรักพระเจ้าไม่ควรแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวใดๆ หรือแสวงหาสิ่งซึ่งพวกเขาถวิลหาเป็นการส่วนตัว นี่คือวิถีทางที่ถูกต้องที่สุดของการไล่ตามเสาะหา  หากสิ่งที่เจ้าแสวงหาคือความจริง หากสิ่งที่เจ้านำไปปฏิบัติคือความจริง และหากสิ่งที่เจ้าบรรลุคือการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเจ้า เช่นนั้นแล้วเส้นทางที่เจ้าย่ำเท้าก็เป็นเส้นทางที่ถูกต้อง  หากสิ่งที่เจ้าแสวงหาคือพระพรของเนื้อหนัง และสิ่งที่เจ้านำไปปฏิบัติคือความจริงแห่งมโนคติที่หลงผิดของเจ้าเอง และหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเจ้า และเจ้าไม่เชื่อฟังพระเจ้าในเนื้อหนังเลย และเจ้ายังคงใช้ชีวิตในความคลุมเครือ เช่นนั้นแล้วสิ่งที่เจ้าแสวงหาก็จะนำเจ้าไปสู่นรกอย่างแน่นอน เพราะเส้นทางที่เจ้าเดินนั้นคือเส้นทางแห่งความล้มเหลว  การที่เจ้าจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมหรือถูกกำจัดทิ้งนั้นขึ้นอยู่กับการไล่ตามเสาะหาของเจ้าเอง ซึ่งก็เป็นการกล่าวอีกด้วยว่าความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน

ตัดตอนมาจาก “ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ก่อนหน้า: การเข้าสู่ชีวิต 2

ถัดไป: การเข้าสู่ชีวิต 4

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เส้นทาง… (6)

พวกเราถูกนำพามาสู่ปัจจุบันนี้ได้ ก็เพราะพระราชกิจของพระเจ้า ดังนั้นเองพวกเราจึงเป็นผู้รอดในแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า...

การเข้าใจพระอุปนิสัยของพระเจ้ามีความสำคัญมาก

มีหลายสิ่งที่เราหวังให้พวกเจ้าได้สัมฤทธิ์ กระนั้นก็ตามไม่ใช่การกระทำทั้งหมดของพวกเจ้า ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เกี่ยวกับชีวิตของพวกเจ้า...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้