การเข้าสู่ชีวิต 2

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 406

วิธีที่ผู้คนเชื่อในพระเจ้า รักพระเจ้า และทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยนั้นเป็นได้โดยการสัมผัสกับพระวิญญาณของพระเจ้าด้วยหัวใจของพวกเขา และโดยเหตุนี้จึงได้รับความพึงพอพระทัยของพระองค์ และโดยการใช้หัวใจของพวกเขาในการติดต่อกับพระวจนะของพระเจ้า และด้วยเหตุนี้จึงได้รับการขับเคลื่อนจากพระวิญญาณของพระเจ้า หากเจ้าปรารถนาจะสัมฤทธิ์ผลในชีวิตฝ่ายวิญญาณที่ถูกต้องเหมาะสม และสถาปนาสัมพันธภาพอันถูกต้องเหมาะสมกับพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าต้องมอบหัวใจของเจ้าแด่พระองค์เป็นอันดับแรก เฉพาะหลังจากที่เจ้าได้สงบใจเฉพาะพระพักตร์พระองค์และหลั่งรินทั้งหัวใจของเจ้าเข้าสู่พระองค์แล้วเท่านั้น เจ้าจึงจะค่อย ๆ สามารถพัฒนาชีวิตฝ่ายวิญญาณที่ถูกต้องเหมาะสมได้ หากในความเชื่อของผู้คนในพระเจ้า พวกเขาไม่ได้มอบหัวใจของพวกเขาแด่พระองค์ และหากหัวใจของพวกเขาไม่ได้อยู่ในพระองค์และพวกเขาไม่ปฏิบัติต่อภาระของพระองค์เสมือนดั่งภาระของตนเอง เช่นนั้นแล้วทุกสิ่งที่พวกเขาทำก็เป็นการกระทำที่ฉ้อโกงพระเจ้า เป็นการกระทำที่เป็นแบบฉบับเฉพาะของผู้คนที่เคร่งศาสนาและไม่สามารถได้รับคำสรรเสริญของพระเจ้า พระเจ้าไม่สามารถได้รับสิ่งใด ๆ จากบุคคลประเภทนี้ บุคคลประเภทนี้เพียงสามารถทำหน้าที่เป็นเหมือนสิ่งขับเน้นให้งานของพระเจ้าให้เป็นที่สังเกตได้เท่านั้น เป็นเหมือนสิ่งประดับตกแต่งชิ้นหนึ่งในพระนิเวศของพระเจ้าเท่านั้นเอง เป็นบางสิ่งบางอย่างที่เกินความจำเป็นและไร้ประโยชน์ พระเจ้าไม่ใช้ประโยชน์จากบุคคลประเภทนี้ ในบุคคลประเภทนี้ไม่เพียงแต่ไม่มีโอกาสสำหรับงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์เท่านั้น แต่ไม่มีแม้กระทั่งคุณค่าใด ๆ ในการได้รับการทำให้เพียบพร้อมของพวกเขา บุคคลประเภทนี้ในความจริงแล้วคือศพที่เดินได้ ผู้คนดังกล่าวไม่มีอะไรเลยที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสามารถใช้การได้ แต่ในทางตรงกันข้าม พวกเขาทั้งหมดได้ถูกซาตานยึดครองและทำให้เสื่อมทรามอย่างฝังลึก พระเจ้าจะทรงกำจัดผู้คนเหล่านี้ออกไป ในปัจจุบันนี้ ในการใช้ประโยชน์จากผู้คน พระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่เพียงทรงใช้ส่วนที่น่าพึงปรารถนาของพวกเขาเพื่อจะทำให้สิ่งต่าง ๆ สำเร็จเท่านั้น พระองค์ยังทรงเปลี่ยนและทำให้ส่วนที่ไม่น่าพึงปรารถนาของพวกเขานั้นเพียบพร้อมอีกด้วย หากใจของเจ้าสามารถหลั่งรินเข้าไปในพระเจ้าและดำรงอยู่ด้วยความสงบเฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะมีโอกาสและคุณสมบัติที่จะถูกใช้โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่จะได้รับความรู้แจ้งและความกระจ่างแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ และยิ่งไปกว่านั้นคือ เจ้าจะมีโอกาสที่พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทำให้ส่วนที่บกพร่องของเจ้านั้นดีขึ้น เมื่อเจ้ามอบหัวใจของเจ้าแด่พระเจ้า ในด้านบวกนั้น เจ้าจะสามารถบรรลุ การเข้าสู่ที่ล้ำลึกขึ้น และบรรลุระดับชั้นของวิจารณญาณที่สูงขึ้น ในด้านลบนั้น เจ้าจะมีความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับความผิดพลาดและข้อบกพร่องของเจ้าเอง เจ้าจะกระตือรือร้นมากขึ้นในการพยายามทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระเจ้า และเจ้าจะไม่เอาแต่อยู่นิ่งเฉย แต่จะเข้าสู่อย่างกระตือรือร้น ด้วยเหตุนี้ เจ้าจะกลายเป็นคนที่ถูกต้อง สมมุติว่าหัวใจของเจ้าสามารถสงบนิ่งเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า กุญแจไปสู่การที่เจ้าจะได้รับการสรรเสริญจากพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือไม่ และเจ้าทำให้พระเจ้าพอพระทัยหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าจะสามารถเข้าสู่อย่างกระตือรือร้นได้หรือไม่ เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทำให้บุคคลรู้แจ้งและใช้ประโยชน์จากพวกเขา มันไม่เคยทำให้พวกเขาเข้าสู่ด้านลบเลย แต่กลับทำให้พวกเขาก้าวหน้าสู่อย่างกระตือรือร้นเสมอ แม้ว่าบุคคลนี้มีจุดอ่อน แต่พวกเขาก็สามารถหลีกเลี่ยงการใช้จุดอ่อนเหล่านั้นเป็นพื้นฐานในหนทางที่พวกเขาดำเนินชีวิต พวกเขาสามารถหลีกเลี่ยงการประวิงการเติบโตในชีวิตของพวกเขาได้ และยังคงพยายามทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าต่อไป นี่คือมาตรฐาน หากเจ้าสามารถบรรลุการนี้ได้ ก็เป็นการพิสูจน์ที่เพียงพอว่าเจ้าได้รับการทรงสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์ หากบุคคลมีความคิดในแง่ลบอยู่เสมอ และหากแม้กระทั่งภายหลังจากที่ได้รับความรู้แจ้งและได้มารู้จักตัวเองแล้ว พวกเขายังคงมีความคิดในแง่ลบและนิ่งเฉยอยู่และไม่สามารถลุกขึ้นและลงมือปฏิบัติให้สอดคล้องกับพระเจ้าแล้วไซร้ เช่นนั้นแล้วคนประเภทนี้ก็แค่ได้รับพระคุณของพระเจ้า แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ได้ทรงสถิตกับพวกเขา เมื่อบุคคลหนึ่งมีความคิดในแง่ลบ นี่หมายความว่าหัวใจของพวกเขาไม่ได้หันเข้าหาพระเจ้าและวิญญาณของพวกเขาไม่ได้รับการขับเคลื่อนโดยพระวิญญาณของพระเจ้า ทุกคนควรเข้าใจการนี้

ตัดตอนมาจาก “การสถาปนาสัมพันธภาพอันถูกต้องเหมาะสมกับพระเจ้าคือสิ่งสำคัญยิ่ง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 407

สามารถเห็นได้จากประสบการณ์ว่าหนึ่งในประเด็นที่สำคัญที่สุดคือการสงบใจของเราเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า นี่เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชีวิตฝ่ายวิญญาณของผู้คน และการเติบโตในชีวิตของพวกเขา เฉพาะเมื่อใจของคุณสงบเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าแล้วเท่านั้น การไล่ตามเสาะหาความจริงและการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเจ้าจึงจะผลิดอกออกผล เนื่องจากเจ้ามาอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าและแบกรับภาระ และเพราะเจ้ารู้สึกอยู่เสมอว่าเจ้าขาดแคลนในหลายทางเหลือเกิน รู้สึกว่ามีความจริงหลายอย่างที่เจ้าจำเป็นต้องรู้ มีความเป็นจริงมากมายที่เจ้าจำเป็นต้องผ่านประสบการณ์ และรู้สึกว่าเจ้าควรให้ความใส่ใจทั้งหมดต่อน้ำพระทัยของพระเจ้า—สิ่งเหล่านี้อยู่ในความคิดของเจ้าเสมอ ราวกับว่าสิ่งเหล่านี้กำลังกดลงบนตัวเจ้าด้วยแรงที่ทำให้เจ้าไม่สามารถหายใจได้ และดังนั้นเจ้าจึงรู้สึกหนักในหัวใจ (แม้ว่าเจ้าไม่ได้อยู่ในสภาวะที่เป็นลบ) ผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่มีคุณสมบัติที่จะได้รับความรู้แจ้งแห่งพระวจนะของพระเจ้า และได้รับการขับเคลื่อนโดยพระวิญญาณของพระเจ้า เป็นเพราะภาระของพวกเขา เพราะพวกเขารู้สึกหนักหน่วงใจ สามารถพูดได้ว่า เพราะราคาที่พวกเขาได้จ่ายไปและความทรมานที่พวกเขาได้ทนทุกข์เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า พวกเขาจึงได้รับความรู้แจ้งและความกระจ่าง เพราะพระเจ้าไม่ทรงปฏิบัติเป็นพิเศษต่อใครคนใดคนหนึ่ง พระองค์ทรงยุติธรรมในการปฏิบัติของพระองค์ต่อผู้คนเสมอ แต่พระองค์ก็ไม่ทรงมอบให้ผู้คนโดยสุดแต่พระทัยหรือโดยไม่มีเงื่อนไข นี่เป็นแง่มุมหนึ่งของพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ ในชีวิตจริงแล้วผู้คนส่วนใหญ่ยังไม่บรรลุถึงขอบเขตนี้ อย่างน้อยที่สุด หัวใจของพวกเขายังไม่หันมาหาพระเจ้าอย่างครบบริบูรณ์ และดังนั้นจึงยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในอุปนิสัยของพวกเขา นี่เป็นเพราะพวกเขาเพียงดำเนินชีวิตอยู่ในพระคุณของพระเจ้าเท่านั้นและยังไม่ได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ หลักเกณฑ์ที่ผู้คนต้องพบเจอเพื่อที่พระเจ้าจะทรงใช้ให้เป็นประโยชน์มีดังต่อไปนี้: หัวใจของพวกเขาหันเข้าหาพระเจ้า พวกเขาแบกรับภาระแห่งพระวจนะของพระเจ้า พวกเขามีหัวใจที่โหยหา และพวกเขามีความแน่วแน่ที่จะแสวงหาความจริง คนเช่นนี้เท่านั้นที่สามารถได้พระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพวกเขาได้รับความรู้แจ้งและความกระจ่างอยู่บ่อย ๆ ผู้คนที่พระเจ้าทรงใช้ประโยชน์นั้นดูจากภายนอกเหมือนไม่มีเหตุผลและไม่มีสัมพันธภาพอันถูกต้องเหมาะสมกับผู้อื่น แม้ว่าพวกเขาจะพูดจาเหมาะสม ไม่พูดพล่อย และสามารถรักษาใจให้สงบเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าได้เสมอ นี่คือบุคคลประเภทที่มีคุณสมบัติเพียงพอโดยแท้จริงที่จะถูกใช้โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ บุคคล “ไร้เหตุผล” ที่พระเจ้าทรงพูดถึงนี้ดูเหมือนไม่มีสัมพันธภาพที่ถูกต้องเหมาะสมกับผู้อื่น และพวกเขาไม่คำนึงถึงความรักภายนอกหรือการปฏิบัติภายนอกตามที่ควร แต่เมื่อพวกเขาสื่อสารเรื่องราวฝ่ายวิญญาณ พวกเขาสามารถเปิดใจของพวกเขาและจัดเตรียมความรู้แจ้งและความกระจ่างที่พวกเขาได้รับจากประสบการณ์จริงของพวกเขาเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าให้กับผู้อื่นได้อย่างไม่เห็นแก่ตัว นี่คือวิธีที่พวกเขาแสดงออกถึงความรักของพวกเขาที่มีต่อพระเจ้าและทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า เมื่อผู้อื่น ทั้งหมดกำลังพูดใส่ร้ายและเยาะเย้ยพวกเขา พวกเขาสามารถหลีกเลี่ยงการถูกควบคุมโดยบุคคล เรื่องราว หรือสิ่งต่าง ๆ ภายนอก และยังคงสามารถสงบนิ่งเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าได้ บุคคลเช่นนั้นดูเหมือนจะมีวิจารณญาณอันเป็นเอกลักษณ์ของพวกเขาเอง ไม่ว่าผู้คนอื่น ๆ ทำอะไร หัวใจของพวกเขาไม่เคยทอดทิ้งพระเจ้า ในยามที่ผู้อื่นกำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนานและตลกขบขัน หัวใจของพวกเขายังคงอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า ใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้า หรืออธิษฐานเงียบ ๆ ในใจต่อพระเจ้า แสวงหาพระเจตนารมณ์ของพระเจ้า พวกเขาไม่เคยให้ความสำคัญต่อการคงไว้ซึ่งสัมพันธภาพที่ถูกต้องเหมาะสมกับผู้อื่น บุคคลเช่นนั้นดูเหมือนไม่มีปรัชญาสำหรับการดำรงชีวิต ภายนอกนั้น บุคคลนี้มีชีวิตชีวา น่ารัก และไร้เดียงสา แต่ก็ยังมีสำนึกแห่งความสงบเยือกเย็น นี่คือสภาพเสมือนของบุคคลประเภทที่พระเจ้าทรงใช้ประโยชน์ สิ่งต่าง ๆ เช่นปรัชญาสำหรับการดำรงชีวิตหรือ “เหตุผลปกติ” ย่อมใช้ไม่ได้ผลเลยในบุคคลประเภทนี้ นี่คือคนประเภทที่ได้อุทิศทั้งหัวใจของพวกเขาแด่พระวจนะของพระเจ้า และดูเหมือนจะมีเพียงพระเจ้าอยู่ในใจของเขา นี่คือบุคคลประเภทที่พระเจ้าทรงอ้างอิงถึงว่าเป็นคน “ปราศจากเหตุผล” บุคคลประเภทนี้นี่เองที่พระเจ้าทรงใช้งาน เครื่องหมายที่แสดงถึงบุคคลผู้ซึ่งพระเจ้าทรงกำลังใช้ประโยชน์คือ ไม่ว่าเมื่อไรหรือที่ไหน หัวใจของพวกเขาอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าเสมอ และไม่ว่าผู้อื่นจะเสเพลอย่างไร พวกเขาหลงระเริงไปกับตัณหาของพวกเขาและเนื้อหนังของพวกเขามากเพียงใด หัวใจของบุคคลนี้ยังคงไม่เคยทอดทิ้งพระเจ้า และพวกเขาไม่ทำตามคนหมู่มาก บุคคลประเภทนี้เท่านั้นที่เหมาะกับการทรงใช้งานของพระเจ้า และเฉพาะบุคคลประเภทนี้เท่านั้นที่จะถูกทำให้เพียบพร้อมโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ หากเจ้าไม่สามารถบรรลุสิ่งเหล่านี้ได้แล้วไซร้ เจ้าก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้าและได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์

ตัดตอนมาจาก “การสถาปนาสัมพันธภาพอันถูกต้องเหมาะสมกับพระเจ้าคือสิ่งสำคัญยิ่ง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 408

หากเจ้าต้องการมีสัมพันธภาพอันถูกต้องเหมาะสมกับพระเจ้า เช่นนั้นแล้วหัวใจของเจ้าต้องหันเข้าหาพระเจ้า ด้วยการนี้เป็นรากฐาน เจ้ายังจะมีสัมพันธภาพอันถูกต้องเหมาะสมกับผู้อื่นด้วยเช่นกัน หากเจ้าไม่มีสัมพันธภาพอันถูกต้องเหมาะสมกับพระเจ้า เช่นนั้นแล้วไม่สำคัญว่าเจ้าจะทำอะไรเพื่อรักษาสัมพันธภาพของเจ้ากับผู้อื่น ไม่สำคัญว่าเจ้าจะทำงานหนักเพียงใดหรือเจ้าจะออกแรงมากเพียงใด ทั้งหมดนั้นจะเป็นแค่เรื่องของปรัชญาสำหรับการดำรงชีวิตของมนุษย์ เจ้ากำลังรักษาฐานะของเจ้าท่ามกลางผู้คนโดยผ่านทางมุมมองของมนุษย์และปรัชญาของมนุษย์เพื่อที่ว่าผู้คนจะได้สรรเสริญเจ้า แต่เจ้าไม่ได้กำลังติดตามพระวจนะของพระเจ้าเพื่อสถาปนาสัมพันธภาพอันถูกต้องเหมาะสมกับผู้คน หากเจ้าไม่ได้มุ่งความสนใจไปที่สัมพันธภาพของเจ้ากับผู้คน แต่รักษาสัมพันธภาพอันถูกต้องเหมาะสมกับพระเจ้า หากเจ้าเต็มใจที่จะมอบหัวใจของเจ้าแด่พระเจ้า และเรียนรู้ที่จะเชื่อฟังพระองค์ เช่นนั้นแล้วสัมพันธภาพของเจ้ากับผู้คนทั้งหมดจะกลายมาเป็นถูกต้องเหมาะสมเป็นธรรมดา ด้วยวิถีทางนี้ สัมพันธภาพเหล่านี้ไม่ได้ถูกสถาปนาขึ้นบนเนื้อหนัง แต่บนรากฐานของความรักของพระเจ้า แทบจะไม่มีปฏิสัมพันธ์ทางเนื้อหนังเลย หากแต่ในวิญญาณนั้นมีสามัคคีธรรม ความรักซึ่งกันและกัน การปลอบประโลมซึ่งกันและกัน และการจัดเตรียมที่มีให้แก่กันละกัน ทั้งหมดนี้ได้ทำขึ้นบนรากฐานของหัวใจซึ่งทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย สัมพันธภาพเหล่านี้ไม่ได้ถูกรักษาไว้โดยการพึ่งพาปรัชญาสำหรับการดำรงชีวิตของมนุษย์ หากแต่ถูกก่อตัวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติมากโดยผ่านทางการแบกรับภาระสำหรับพระเจ้า มันไม่จำเป็นต้องใช้ความมานะพยายามที่มนุษย์ทำขึ้น เจ้าเพียงแค่จำเป็นต้องปฏิบัติตามหลักการของพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น เจ้าเต็มใจที่จะคำนึงถึงน้ำพระทัยของพระเจ้าหรือไม่? เจ้าเต็มใจที่จะเป็นบุคคลที่ “ไร้เหตุผล” เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าหรือไม่? เจ้าเต็มใจที่จะมอบหัวใจของเจ้าแด่พระเจ้าโดยครบบริบูรณ์และไม่คำนึงถึงฐานะของเจ้าท่ามกลางผู้คนหรือไม่? ในบรรดาผู้คนทั้งหมดที่เจ้ามีการติดต่อด้วยนั้น เจ้ามีสัมพันธภาพที่ดีที่สุดกับใคร? เจ้ามีสัมพันธภาพที่แย่ที่สุดกับใคร? สัมพันธภาพของเจ้ากับผู้คนถูกต้องเหมาะสมหรือไม่? เจ้าปฏิบัติต่อผู้คนทั้งหมดอย่างเท่าเทียมหรือไม่? สัมพันธภาพของเจ้ากับผู้อื่นถูกรักษาไว้ตามปรัชญาสำหรับการดำรงชีวิตของเจ้าหรือไม่ หรือพวกมันถูกสร้างขึ้นบนรากฐานของความรักของพระเจ้าหรือไม่? เมื่อบุคคลหนึ่งไม่ได้มอบหัวใจของพวกเขาแด่พระเจ้า เช่นนั้นแล้ววิญญาณของพวกเขาย่อมกลายเป็นเข้าใจได้ช้า มึนชา และไร้สำนึก บุคคลประเภทนี้จะไม่มีวันเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า และจะไม่มีวันมีสัมพันธภาพที่ถูกต้องเหมาะสมกับพระเจ้า อุปนิสัยของบุคคลประเภทนี้จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของคนเราเป็นกระบวนการของการมอบหัวใจของคนเราแด่พระเจ้าโดยครบบริบูรณ์ และเป็นกระบวนการของการได้รับความรู้แจ้งและความกระจ่างจากพระวจนะของพระเจ้า พระราชกิจของพระเจ้าสามารถเปิดโอกาสให้บุคคลเข้าสู่อย่างกระตือรือร้นได้ รวมทั้งทำให้พวกเขาสามารถขจัดแง่มุมด้านลบของพวกเขาภายหลังจากที่ได้รับความรู้เกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นแล้ว เมื่อเจ้าสามารถไปถึงจุดที่มอบหัวใจของเจ้าแด่พระเจ้า เจ้าก็ย่อมจะสามารถล่วงรู้ทุก ๆ ความเคลื่อนไหวอันละเอียดอ่อนภายในวิญญาณของเจ้า และเจ้าจะรู้ความรู้แจ้งและความกระจ่างทุก ๆ อย่างที่ได้รับจากพระเจ้า จงยึดการนี้ไว้ให้มั่น แล้วเจ้าจะค่อย ๆ เข้าสู่เส้นทางแห่งการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ยิ่งใจของเจ้าสามารถสงบเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าได้มากขึ้นเพียงใด วิญญาณของเจ้าก็จะยิ่งอ่อนไหวและละเอียดอ่อนมากขึ้นเท่านั้นและวิญญาณของเจ้าก็จะยิ่งสามารถล่วงรู้ถึงวิธีที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเคลื่อนไหวมันได้มากขึ้นเท่านั้น และแล้วสัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้าก็จะกลายเป็นถูกต้องเหมาะสมยิ่งขึ้นทุกที สัมพันธภาพอันถูกต้องเหมาะสมระหว่างผู้คนนั้นสถาปนาขึ้นบนรากฐานของการมอบหัวใจของพวกเขาแด่พระเจ้า และไม่ใช่โดยผ่านทางความมานะพยายามของมนุษย์ หากปราศจากพระเจ้าในหัวใจของพวกเขา สัมพันธภาพระหว่างบุคคลระหว่างผู้คนก็เป็นเพียงสัมพันธภาพของเนื้อหนัง พวกมันไม่ถูกต้องเหมาะสม แต่ในทางตรงกันข้ามกลับเป็นการปล่อยตัวปล่อยใจไปตามตัณหา พวกมันเป็นสัมพันธภาพที่พระเจ้าทรงรังเกียจ ที่พระองค์ทรงเกลียดชัง หากเจ้ากล่าวว่าวิญญาณของเจ้าได้ถูกขับเคลื่อนแล้ว แต่เจ้าต้องการอยู่เสมอที่จะมีสามัคคีธรรมกับผู้คนที่เจ้าชอบ กับใครก็ตามที่เจ้ายกย่องนับถือ และหากอีกบุคคลหนึ่งกำลังแสวงหาแต่เจ้าไม่ชอบพวกเขา แม้กระทั่งมีอคติกับพวกเขาและจะไม่เข้าเชื่อมสัมพันธ์กับพวกเขา นี่เป็นข้อพิสูจน์เพิ่มอีกว่าเจ้าอยู่ภายใต้อารมณ์ของเจ้าและเจ้าไม่มีสัมพันธภาพอันถูกต้องเหมาะสมกับพระเจ้าเลย เจ้ากำลังพยายามที่จะหลอกลวงพระเจ้าและปกปิดความน่าเกลียดของเจ้าเอง ต่อให้เจ้าสามารถแบ่งปันความเข้าใจบางอย่างได้แต่เจ้ากลับมีเจตนารมณ์ที่ผิด เช่นนั้นแล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าทำก็ดีเพียงแค่ตามมาตรฐานของมนุษย์เท่านั้น พระเจ้าจะไม่ทรงสรรเสริญเจ้า—เจ้ากำลังกระทำการไปตามเนื้อหนัง ไม่ใช่ตามพระภาระของพระเจ้า หากเจ้าสามารถสงบใจของเจ้าเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าและมีปฏิสัมพันธ์อันถูกต้องเหมาะสมกับทุกคนที่รักพระเจ้า เมื่อนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะเหมาะสมสำหรับการใช้งานของพระเจ้า ด้วยวิถีทางนี้ ไม่สำคัญว่าเจ้าจะสมาคมกับคนอื่น ๆ อย่างไร มันจะไม่เป็นไปตามปรัชญาสำหรับการดำรงชีวิต แต่มันจะเป็นเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า เป็นการดำรงชีวิตในแบบที่คำนึงถึงพระภาระของพระองค์ มีผู้คนเยี่ยงนี้กี่คนในท่ามกลางพวกเจ้า? สัมพันธภาพของเจ้ากับคนอื่น ๆ ถูกต้องเหมาะสมจริง ๆ หรือไม่? พวกมันถูกสร้างขึ้นบนรากฐานใด? มีปรัชญาสำหรับการดำรงชีวิตกี่อย่างภายในตัวเจ้า? พวกมันถูกสลัดทิ้งไปหรือยัง? หากหัวใจของเจ้าไม่สามารถหันเข้าหาพระเจ้าได้โดยครบบริบูรณ์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่ใช่ของพระเจ้า—เจ้ามาจากซาตาน และเจ้าจะถูกส่งคืนสู่ซาตานในที่สุด เจ้าไม่คู่ควรที่จะเป็นหนึ่งในประชากรของพระเจ้า ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องใช้การพิจารณาที่รอบคอบของเจ้า

ตัดตอนมาจาก “การสถาปนาสัมพันธภาพอันถูกต้องเหมาะสมกับพระเจ้าคือสิ่งสำคัญยิ่ง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 409

ในการเชื่อในพระเจ้า อย่างน้อยเจ้าต้องตัดสินใจแน่วแน่กับประเด็นเรื่องการมีสัมพันธภาพที่ปกติกับพระเจ้า หากเจ้าไม่มีสัมพันธภาพที่ปกติกับพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว ความหมายของการเชื่อในพระเจ้าของเจ้าก็จะสูญหายไป การสร้างสัมพันธภาพที่ปกติกับพระเจ้าเป็นสิ่งที่สามารถสัมฤทธิ์ผลได้อย่างครบถ้วนด้วยหัวใจที่สงบเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า การมีสัมพันธภาพที่ปกติกับพระเจ้าหมายถึงการสามารถที่จะไม่สงสัยและไม่ปฏิเสธพระราชกิจใดเลยของพระองค์ และสามารถนบนอบต่อพระราชกิจของพระองค์ได้ มันหมายถึงการมีเจตนารมณ์ต่างๆ ที่ถูกต้องในการทรงสถิตของพระเจ้า การไม่วางแผนการต่างๆ เพื่อตัวเจ้าเอง และการพิจารณาผลประโยชน์ของครอบครัวของพระเจ้าเป็นอันดับแรกในทุกสิ่ง มันหมายถึงการยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้าและการเชื่อฟังการจัดการเตรียมการต่างๆ ของพระเจ้า เจ้าต้องสามารถทำให้หัวใจของเจ้าสงบเงียบในการทรงสถิตของพระเจ้าในทุกสิ่งที่เจ้ากระทำได้ แม้หากว่าเจ้าไม่เข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า เจ้าก็ต้องยังคงทำหน้าที่ต่างๆ และความรับผิดชอบต่างๆ ของเจ้าให้สำเร็จลุล่วงจนสุดความสามารถของเจ้า ทันทีที่น้ำพระทัยของพระเจ้าได้รับการเปิดเผยแก่เจ้า ก็จงลงมือทำ และมันจะไม่สายเกินไป เมื่อสัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้าได้กลายเป็นปกติแล้ว เจ้าก็จะมีสัมพันธภาพที่ปกติกับผู้คนด้วย ทุกสิ่งถูกสร้างขึ้นบนรากฐานแห่งพระวจนะของพระเจ้า จงกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า จากนั้นจงนำข้อพึงประสงค์ต่างๆ ของพระเจ้าไปปฏิบัติ จงแก้ไขทัศนะต่างๆ ของเจ้า และจงหลีกเลี่ยงการทำสิ่งใดเพื่อขัดขืนพระเจ้าหรือรบกวนคริสตจักร อย่าทำสิ่งใดที่ไม่เกิดผลดีต่อชีวิตของพี่น้องชายหญิงของเจ้า อย่ากล่าวสิ่งใดที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น และอย่าทำสิ่งใดที่น่าละอาย จงเป็นคนที่ยุติธรรมและมีเกียรติในทุกสิ่งที่เจ้ากระทำ และจงทำให้แน่ใจว่าทุกการกระทำของเจ้าเป็นสิ่งที่สามารถนำเสนอเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้ แม้ว่าเนื้อหนังอาจจะอ่อนแอในบางครั้ง เจ้าต้องสามารถให้ผลประโยชน์ของครอบครัวของพระเจ้ามาเป็นอันดับหนึ่ง โดยไม่โลภหาผลกำไรส่วนตัว และเจ้าต้องสามารถประพฤติตนอย่างชอบธรรมได้ หากเจ้าสามารถปฏิบัติได้แบบนี้ เช่นนั้นแล้ว สัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้าก็จะปกติ

ในทุกสิ่งที่เจ้ากระทำนั้น เจ้าต้องสำรวจว่าเจตนารมณ์ต่างๆ ของเจ้าถูกต้องหรือไม่ หากเจ้าสามารถกระทำการได้ตามข้อพึงประสงค์ต่างๆของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว สัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้าก็ปกติ นี่คือมาตรฐานขั้นต่ำสุด จงมองดูเข้าไปในเจตนารมณ์ต่างๆ ของเจ้า และหากเจ้าพบว่าเจตนารมณ์ต่างๆ ที่ไม่ถูกต้องได้ปรากฏขึ้น จงสามารถหันหลังของเจ้าให้แก่เจตนารมณ์เหล่านั้น และกระทำการให้สอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ เจ้าก็จะกลายเป็นใครบางคนที่ถูกต้องเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ซึ่งในทางกลับกันก็สาธิตให้เห็นว่าสัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้านั้นปกติ และว่าทุกสิ่งที่เจ้ากระทำเป็นไปเพื่อประโยชน์ของพระเจ้า ไม่ใช่ของตัวเจ้าเอง ในทุกสิ่งที่เจ้ากระทำและทุกสิ่งที่เจ้าพูด จงสามารถกำหนดหัวใจของเจ้าถูกต้องและจงเป็นคนชอบธรรมในการกระทำต่างๆ ของเจ้า และอย่าให้อารมณ์ของเจ้ามานำหน้า และอย่ากระทำการตามความประสงค์ของเจ้าเอง สิ่งเหล่านี้เป็นหลักการต่างๆ ที่บรรดาผู้เชื่อในพระเจ้าต้องประพฤติตน สิ่งเล็กน้อยต่างๆ สามารถเปิดเผยเจตนารมณ์ต่างๆ และวุฒิภาวะของบุคคลหนึ่งได้ และดังนั้น การที่ใครบางคนจะเข้าสู่เส้นทางแห่งการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าได้ พวกเขาก็ต้องแก้ไขเจตนารมณ์ต่างๆ ของตนและสัมพันธภาพของตนกับพระเจ้าให้ปกติเสียก่อน เจ้าสามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าได้ก็ต่อเมื่อสัมพันธภาพของเจ้ากับพระองค์เหมาะสมเท่านั้น เมื่อนั้นเท่านั้น การจัดการ, การตัดแต่ง, การบ่มวินัย, และกระบวนการถลุงของพระเจ้าจึงจะสามารถสัมฤทธิ์ผลตามเจตนาของพวกมันในตัวเจ้าได้ กล่าวคือ หากมนุษย์ทั้งหลายสามารถเก็บรักษาพระเจ้าไว้ในหัวใจของพวกเขาและไม่ไล่ตามเสาะหาผลประโยชน์ส่วนตัวหรือคิดถึงโอกาสที่มองว่าเป็นไปได้ในอนาคตของตัวพวกเขาเอง (ในสำนึกรับรู้ฝ่ายเนื้อหนัง) แต่กลับแบกภาระแห่งการเข้าสู่ชีวิต ทำจนสุดความสามารถของพวกเขาเพื่อไล่ตามเสาะหาความจริง และนบนอบต่อพระราชกิจของพระเจ้า–หากเจ้าสามารถทำการนี้ได้ เช่นนั้นแล้ว เป้าหมายต่างๆ ที่เจ้าไล่ตามเสาะหาก็จะถูกต้อง และสัมพันธภาพของเจ้าของพระเจ้าก็จะกลายเป็นปกติ การทำให้สัมพันธภาพของคนๆ หนึ่งกับพระเจ้าถูกต้องนั้นอาจเรียกได้ว่าเป็นขั้นตอนแรกของการเข้าไปสู่การเดินทางฝ่ายวิญญาณของคนๆ นั้น แม้ว่าโชคชะตาของมนุษย์จะอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าและถูกพระเจ้าลิขิตไว้ล่วงหน้า และมนุษย์ไม่อาจเปลี่ยนแปลงมันได้ การที่เจ้าจะสามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าหรือได้รับการรับไว้โดยพระองค์ได้หรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าสัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้านั้นปกติหรือไม่ อาจมีหลายส่วนของเจ้าที่อ่อนแอหรือไม่เชื่อฟัง–แต่ตราบเท่าที่ทัศนะต่างๆ ของเจ้าและเจตนารมณ์ต่างๆ ของเจ้านั้นถูกต้อง และตราบเท่าที่สัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้านั้นถูกต้องและปกติ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็มีคุณสมบัติที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าได้ หากเจ้าไม่มีสัมพันธภาพที่ถูกต้องกับพระเจ้า และกระทำการเพื่อประโยชน์ของเนื้อหนังหรือครอบครัวของเจ้า เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าเจ้าจะทำงานหนักสักเพียงใด มันก็จะสูญเปล่า หากสัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้านั้นปกติ เช่นนั้นแล้ว สิ่งอื่นใดทั้งหมดก็จะเข้าที่เข้าทาง พระเจ้าไม่ทอดพระเนตรดูที่สิ่งอื่นใด แต่ทรงทอดพระเนตรที่ว่าทรรศนะต่างๆ ของเจ้าในความเชื่อของเจ้าในพระเจ้านั้นถูกต้องหรือไม่: เจ้าเชื่อในผู้ใด เจ้าเชื่อเพื่อประโยชน์ของผู้ใด และเจ้าเชื่อเพราะเหตุใด หากเจ้าสามารถมองเห็นสิ่งเหล่านี้ได้อย่างชัดเจนและปฏิบัติด้วยทรรศนะต่างๆ ที่น่าพอใจของเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะเกิดความก้าวหน้าในชีวิตของเจ้า และเจ้าก็จะได้รับการรับประกันเรื่องการเข้าไปสู่ร่องครรลองที่ถูกต้อง หากสัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้าไม่ปกติ และทรรศนะต่างๆ เกี่ยวกับความเชื่อของเจ้าในพระเจ้าเบี่ยงเบนไป เช่นนั้นแล้ว สิ่งอื่นใดทั้งหมดก็สูญเปล่า และไม่ว่าเจ้าเชื่ออย่างหนักสักเพียงใด เจ้าจะไม่ได้รับสิ่งใดเลย หลังจากที่สัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้ากลายเป็นปกติแล้วเท่านั้น เจ้าจึงจะได้รับคำสรรเสริญจากพระองค์ เมื่อเจ้าละทิ้งเนื้อหนัง อธิษฐาน ทนทุกข์ ทนฝ่า นบนอบ ช่วยเหลือพี่น้องชายหญิงของเจ้า สละตัวเจ้ามากขึ้นเพื่อพระเจ้า และอื่นๆ สิ่งที่เจ้าทำจะมีคุณค่าและนัยสำคัญหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าเจตนารมณ์ต่างๆ ของเจ้าถูกต้องหรือไม่และทรรศนะต่างๆ ของเจ้าถูกต้องหรือไม่ ทุกวันนี้คนมากมายเชื่อในพระเจ้าราวกับว่าพวกเขากำลังเอียงศีรษะของตนเพื่อมองนาฬิกา─มุมมองต่างๆ ของพวกเขาจึงบิดเบี้ยว และพวกมันต้องได้รับการแก้ไขให้ถูกต้องด้วยการฟันฝ่าอุปสรรค หากปัญหานี้ได้รับการแก้ไข ทุกอย่างก็จะเรียบร้อยดี หากไม่ได้รับการแก้ไข ทุกสิ่งก็จะไม่มีผล ผู้คนบางคนประพฤติตัวดีต่อหน้าเรา แต่ลับหลังเรา ทั้งหมดที่พวกเขากระทำคือการต้านทานเรา นี่เป็นการสำแดงออกของการคดโกงและการหลอกลวง และบุคคลประเภทนี้เป็นผู้รับใช้ของซาตาน พวกเขาเป็นรูปจำแลงตามแบบฉบับของซาตาน ที่มาเพื่อทดสอบพระเจ้า เจ้าเป็นคนที่ถูกต้องเท่านั้นถ้าเจ้าสามารถนบนอบต่องานของเราและถ้อยคำของเราได้ ตราบเท่าที่เจ้าสามารถกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าได้ ตราบเท่าที่ทุกสิ่งที่เจ้ากระทำสามารถนำเสนอเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้และเจ้าประพฤติตัวอย่างยุติธรรมและอย่างมีเกียรติในทุกสิ่งที่เจ้ากระทำ ตราบเท่าที่เจ้าไม่ทำสิ่งต่างๆ ที่น่าละอาย หรือสิ่งต่างๆ ที่จะเป็นอันตรายต่อชีวิตของผู้อื่น และตราบเท่าที่เจ้าดำเนินชีวิตในความสว่างและไม่ยอมให้ตัวเจ้าเองถูกซาตานหลอกใช้ เช่นนั้นแล้ว สัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้าก็จะอยู่ในระเบียบอันเหมาะสม

ตัดตอนมาจาก “สัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้าเป็นอย่างไร?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 410

การเชื่อในพระเจ้าจำเป็นที่เจ้าจะต้องจัดวางเจตนารมณ์และทรรศนะทั้งหลายของเจ้าให้อยู่ในระเบียบอันเหมาะสม เจ้าต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้อง และวิธีที่ถูกต้องในการปฏิบัติกับพระวจนะของพระเจ้าและพระราชกิจของพระเจ้า สิ่งแวดล้อมทั้งหมดที่พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการไว้ มนุษย์ผู้ที่พระเจ้าทรงเป็นพยานให้ และพระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริง เจ้าต้องไม่ปฏิบัติตามแนวคิดต่างๆ ของเจ้าเองหรือคิดหาอุบายต่ำช้าของเจ้าเอง ไม่ว่าเจ้าทำสิ่งใด เจ้าต้องสามารถแสวงหาความจริงได้และในตำแหน่งของเจ้าที่เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหนึ่ง เจ้าต้องสามารถนบนอบต่อพระราชกิจทั้งหมดของพระเจ้าได้ หากเจ้าปรารถนาที่จะไล่ตามเสาะหาการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าและเข้าไปสู่ร่องครรลองที่ถูกต้องของชีวิต เช่นนั้นแล้ว หัวใจของเจ้าก็ต้องมีชีวิตอยู่ในการทรงสถิตของพระเจ้าเสมอ จงอย่าทำตัวเสเพล อย่าติดตามซาตานไป อย่ายอมให้ซาตานมีโอกาสใดๆ ที่จะดำเนินงานของมันได้ และอย่ายอมให้ซาตานใช้ประโยชน์จากตัวเจ้าได้ เจ้าต้องมอบตัวเจ้าเองแด่พระเจ้าอย่างสิ้นเชิง และยอมให้พระเจ้าปกครองเหนือเจ้า

เจ้าเต็มใจที่จะเป็นผู้รับใช้ของซาตานหรือ? เจ้าเต็มใจที่จะถูกหลอกใช้โดยซาตานหรือ? เจ้าเชื่อในพระเจ้าและไล่ตามเสาะหาพระองค์เพื่อที่พระองค์อาจจะทรงทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อม หรือเพื่อที่เจ้าอาจจะกลายเป็นดาบปลายทู่เล่มหนึ่งสำหรับพระราชกิจของพระเจ้ากันเล่า? เจ้าชอบชีวิตที่เปี่ยมความหมายซึ่งในชีวิตนั้นพระเจ้าจะทรงได้ตัวเจ้าไว้ หรือชีวิตที่ไร้ค่าและว่างเปล่ามากกว่ากัน? เจ้าชอบที่จะให้พระเจ้าทรงใช้งานเจ้า หรือให้ซาตานหลอกใช้มากกว่ากัน? เจ้าชอบที่จะให้พระวจนะและความจริงของพระเจ้าเติมเต็มตัวเจ้า หรือปล่อยให้ความบาปและซาตานเติมเต็มตัวเจ้ามากกว่ากัน? จงพิจารณาสิ่งเหล่านี้อย่างระมัดระวัง ในชีวิตประจำวันของเจ้านั้น เจ้าต้องเข้าใจว่าถ้อยคำใดบ้างที่เจ้ากล่าวและสิ่งใดบ้างที่เจ้าทำซึ่งอาจก่อให้เกิดความผิดปกติในสัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้า และจากนั้นจงแก้ไขตัวเจ้าเองเพื่อเข้าสู่ลักษณะที่ถูกต้อง จงสำรวจถ้อยคำต่างๆ ของเจ้า การกระทำต่างๆ ของเจ้า แต่ละความเคลื่อนไหวและทุกการขยับตัวของเจ้า และความคิดและแนวคิดทั้งหมดของเจ้าตลอดเวลา จงมีความเข้าใจที่เหมาะสมเกี่ยวกับสภาวะที่แท้จริงของเจ้าและจงเข้าสู่ลักษณะแห่งพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ นี่เป็นหนทางเดียวที่จะมีสัมพันธภาพที่ปกติกับพระเจ้า โดยการประเมินว่าสัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้าปกติหรือไม่ เจ้าจะสามารถแก้ไขเจตนารมณ์ต่างๆ ของเจ้าให้ถูกต้อง เข้าใจธรรมชาติและแก่นแท้ของมนุษย์ และเข้าใจตัวเจ้าเองอย่างแท้จริงได้ และในการทำเช่นนั้น เจ้าจะสามารถเข้าสู่ประสบการณ์ที่แท้จริงต่างๆ ละทิ้งตัวเจ้าเองในแบบที่แท้จริง และนบนอบด้วยเจตนารมณ์ ขณะที่เจ้าได้รับประสบการณ์กับเรื่องเหล่านี้ที่เกี่ยวกับว่าสัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้ปกติหรือไม่นั้น เจ้าจะพบโอกาสต่างๆ ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า และเริ่มที่จะสามารถเข้าใจสภาวะมากมายแห่งพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ เจ้าจะสามารถมองทะลุผ่านอุบายมากมายของซาตาน และทะลุทะลวงแผนสมคบคิดต่างๆ ของมันได้ เส้นทางสายนี้เท่านั้นที่นำไปสู่การได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าได้ เจ้าทำให้สัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้าถูกต้อง จนเจ้าสามารถจะนบนอบต่อการจัดการเตรียมการต่างๆ ของพระองค์ในความครบถ้วนบริบูรณ์ของพวกมัน และจนเจ้าสามารถจะเข้าสู่ประสบการณ์ที่แท้จริงอย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นไปอีก และได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อเจ้าปฏิบัติการมีสัมพันธภาพที่ปกติกับพระเจ้า ส่วนใหญ่แล้ว ความสำเร็จจะสัมฤทธิ์ได้โดยการตัดขาดจากเนื้อหนังและโดยผ่านทางการร่วมมืออย่างแท้จริงกับพระเจ้า เจ้าควรเข้าใจว่า “หากปราศจากหัวใจที่ให้ความร่วมมือแล้ว มันก็ยากที่จะได้รับพระราชกิจของพระเจ้า หากเนื้อหนังไม่ทนทุกข์ ก็จะไม่มีพระพรใดๆ จากพระเจ้าเลย หากจิตวิญญาณไม่ต่อสู้ดิ้นรน ซาตานก็จะไม่ถูกทำให้อับอาย” หากเจ้าปฏิบัติหลักการเหล่านี้และเข้าใจพวกมันอย่างถ่องแท้ ทรรศนะเกี่ยวกับความเชื่อของเจ้าในพระเจ้าก็จะได้รับการแก้ไขให้ถูกต้อง ในการปฏิบัติปัจจุบันของพวกเจ้านั้น เจ้าต้องสลัดทิ้งชุดความคิดเรื่อง “การแสวงหาขนมปังเพื่อสนองความหิว” เจ้าต้องสลัดทิ้งชุดความคิดเรื่อง “ทุกสิ่งถูกกระทำโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และผู้คนไม่อาจแทรกแซงได้” ทุกคนที่กล่าวเช่นนั้นคิดว่า “ผู้คนสามารถทำอะไรก็ได้ที่พวกเขาต้องการ และเมื่อถึงเวลา พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ ผู้คนไม่มีความจำเป็นที่จะต้องยับยั้งเนื้อหนังหรือให้ความร่วมมือ ทั้งหมดที่สำคัญก็คือว่า พวกเขาได้รับการขับเคลื่อนโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์” ความเห็นเหล่านี้ล้วนเหลวไหลทั้งสิ้น ภายใต้รูปการณ์แวดล้อมต่างๆ เช่นนั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ไม่สามารถทรงพระราชกิจได้ มุมมองเช่นนี้เองที่ฉุดรั้งพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างยิ่ง บ่อยครั้งที่พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์บรรลุได้โดยผ่านทางความร่วมมือของมนุษย์ คนเหล่านั้นที่ไม่ให้ความร่วมมือและไม่มีความตั้งใจแน่วแน่แต่ปรารถนาที่จะบรรลุความเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของตนและได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และความรู้แจ้งและความกระจ่างจากพระเจ้า ช่างมีความคิดที่เหลือเฟือจริงๆ นี่เรียกว่า “การปรนเปรอตัวเองและการให้อภัยซาตาน” คนเช่นนั้นไม่มีสัมพันธภาพที่ปกติกับพระเจ้า เจ้าน่าจะพบการเปิดเผยต่างๆ และการสำแดงต่างๆ อันมากมายของอุปนิสัยเยี่ยงซาตานภายในตัวเจ้าเอง และพบการปฏิบัติใดๆ ที่เจ้ามี ซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์ในขณะนี้ คราวนี้เจ้าจะสามารถละทิ้งซาตานได้หรือไม่? เจ้าควรได้มาซึ่งสัมพันธภาพที่xd9bกับพระเจ้า กระทำการในทางที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ต่างๆ ของพระเจ้า และกลายเป็นคนใหม่ที่มีชีวิตใหม่ จงอย่าจมปลักอยู่กับการละเมิดต่างๆ ในอดีต จงอย่าสำนึกผิดจนเกินควร จงสามารถยืนขึ้นและร่วมมือกับพระเจ้าได้ และจงปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ที่เป็นของเจ้าให้สำเร็จ โดยวิธีนี้สัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้าก็จะกลายเป็นปกติ

ตัดตอนมาจาก “สัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้าเป็นอย่างไร?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 411

หากหลังจากอ่านสิ่งนี้แล้ว เจ้าเพียงอ้างว่ายอมรับถ้อยคำเหล่านี้ แต่หัวใจของเจ้ายังไม่รู้สึกอะไรอยู่เหมือนเดิม และเจ้าไม่พยายามทำสัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้าให้เหมาะสม มันก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเจ้าไม่ได้ให้ความสำคัญแก่สัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้าเลย มันพิสูจน์ให้เห็นว่าทรรศนะต่างๆ ของเจ้ายังไม่ได้รับการแก้ไขให้ถูกต้องเลย ว่าเจตนารมณ์ต่างๆ ของเจ้ายังไม่ได้กำหนดไปที่การได้รับการรับไว้โดยพระเจ้าและการถวายเกียรติแด่พระองค์ แต่กำหนดไปที่การยอมให้แผนสมคบคิดต่างๆ ของซาตานมีชัยและการสัมฤทธิ์เป้าหมายต่างๆ ของเจ้าเองแทน ผู้คนเช่นนั้นเก็บงำเจตนารมณ์ต่างๆ ที่ผิดและทรรศนะต่างๆ ที่ไม่ถูกต้องไว้ ไม่สำคัญว่าพระเจ้าตรัสสิ่งใดหรือพระองค์ตรัสมันอย่างไร ผู้คนเช่นนั้นก็ยังคงไม่แยแสเลยสักนิดและไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่นิดเดียว หัวใจของพวกเขาไม่รู้สึกถึงความยำเกรงใดๆ และพวกเขาไม่ละอายเลย บุคคลเช่นนั้นเป็นคนโง่ที่ไร้วิญญาณ จงอ่านพระดำรัสทุกคำของพระเจ้า และจงนำพระดำรัสเหล่านั้นมาปฏิบัติทันทีที่เจ้าเข้าใจพวกมัน อาจมีหลายครั้งที่เนื้อหนังของเจ้าเคยอ่อนแอ หรือเจ้าเคยกบฏ หรือเจ้าเคยต้านทาน ไม่ว่าเจ้าเคยประพฤติตัวแบบใดในอดีต มันมีผลพวงเพียงเล็กน้อย และมันไม่สามารถฉุดรั้งชีวิตของเจ้าจากการโตเป็นผู้ใหญ่ในวันนี้ได้ ตราบใดที่เจ้าสามารถมีสัมพันธภาพที่ปกติกับพระเจ้าได้วันนี้ ก็มีความหวัง หากมีความเปลี่ยนแปลงในตัวเจ้าทุกครั้งที่เจ้าอ่านพระวจนะของพระเจ้า และผู้อื่นบอกได้ว่าชีวิตของเจ้าได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น มันก็แสดงให้เห็นว่าบัดนี้สัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้าปกติแล้ว ว่ามันได้รับการทำให้ถูกต้องแล้ว พระเจ้าไม่ทรงปฏิบัติกับผู้คนตามการละเมิดต่างๆ ของพวกเขา ทันทีที่เจ้าได้เข้าใจและเริ่มตระหนักรู้ ตราบเท่าที่เจ้าสามารถเลิกกบฏหรือต้านทานได้ เช่นนั้นแล้ว พระเจ้าก็จะยังคงทรงมีพระเมตตาต่อเจ้า เมื่อเจ้ามีความเข้าใจนั้นและความตั้งใจแน่วแน่นั้นที่จะไล่ตามเสาะหาการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว สภาวะของเจ้าในการทรงสถิตของพระเจ้าก็จะกลายเป็นปกติ ไม่สำคัญว่าเจ้ากำลังทำสิ่งใด จงพิจารณาสิ่งต่อไปนี้เมื่อเจ้ากำลังกระทำมัน: พระเจ้าจะทรงคิดอย่างไรหากฉันทำสิ่งนี้? มันจะส่งผลดีต่อพี่น้องชายหญิงของฉันไหม? มันจะเกิดประโยชน์ต่อพระราชกิจในพระนิเวศของพระเจ้าไหม? ไม่ว่าในการอธิษฐาน การมีสามัคคีธรรม การพูด การทำงาน หรือในการติดต่อกับผู้อื่น จงสำรวจเจตนารมณ์ต่างๆ ของเจ้า และตรวจสอบดูว่าสัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้าปกติหรือไม่ หากเจ้าไม่สามารถวินิจฉัยเจตนารมณ์และความคิดทั้งหลายของเจ้าเองได้ นี่ก็หมายความว่าเจ้าขาดการแยกแยะ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าเจ้าเข้าใจความจริงน้อยเกินไป หากเจ้าสามารถเข้าใจทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำได้อย่างชัดเจน และสามารถล่วงรู้สิ่งต่างๆ โดยผ่านทางเลนส์แห่งพระวจนะของพระองค์ โดยการยืนอยู่ฝั่งเดียวกับพระองค์ เช่นนั้นแล้ว ทรรศนะต่างๆ ของเจ้าก็จะได้กลายเป็นถูกต้อง ด้วยเหตุนี้ การสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับพระเจ้าจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดต่อใครก็ตามที่เชื่อในพระเจ้า ทุกคนควรถือว่านี่เป็นงานที่มีความสำคัญสูงสุดและเป็นเหตุการณ์ใหญ่ที่สุดในชีวิตของพวกเขา ทุกสิ่งที่เจ้ากระทำถูกวัดขนาดโดยการที่ว่าเจ้ามีสัมพันธภาพที่ปกติกับพระเจ้าหรือไม่ หากสัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้าปกติและเจตนารมณ์ต่างๆ ของเจ้าถูกต้องแล้วไซร้ ก็จงกระทำเลย เพื่อที่จะรักษาสัมพันธภาพที่ปกติกับพระเจ้าไว้ เจ้าต้องไม่กลัวที่จะทนทุกข์กับความสูญเสียต่างๆ ที่จะเกิดแก่ผลประโยชน์ส่วนตัวทั้งหลายของเจ้า เจ้าจะยอมให้ซาตานมีชัยชนะไม่ได้ เจ้าจะยอมให้ซาตานมาซื้อตัวเจ้าไปไม่ได้ และเจ้าจะยอมให้ซาตานมาหัวเราะเยาะเย้ยเจ้าไม่ได้ การมีเจตนารมณ์ต่างๆ เช่นนั้นคือหมายสำคัญที่บ่งชี้ว่าสัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้านั้นปกติ–ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของเนื้อหนัง แต่เพื่อประโยชน์ของสันติสุขของจิตวิญญาณ เพื่อการได้มาซึ่งพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเพื่อการสนองน้ำพระทัยของพระเจ้าต่างหาก การที่จะเข้าสู่สภาวะที่ถูกต้องนั้น เจ้าต้องสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับพระเจ้าและแก้ไขทรรศนะต่างๆ เกี่ยวกับความเชื่อของเจ้าในพระเจ้าให้ถูกต้อง นี่เป็นไปเพื่อที่พระเจ้าอาจจะทรงได้รับเจ้าไว้ และเพื่อที่พระองค์อาจจะทรงสำแดงผลต่างๆ แห่งพระวจนะของพระองค์ในตัวเจ้า และให้ความรู้แจ้งและให้ความกระจ่างแก่เจ้ามากยิ่งขึ้นไปอีก ในหนทางนี้ เจ้าจะได้เข้าสู่ลักษณะที่ถูกต้องแล้ว จงกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าแห่งวันนี้ต่อไป จงเข้าสู่ลักษณะปัจจุบันแห่งการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ จงกระทำตามพระประสงค์ต่างๆ ของพระเจ้าแห่งวันนี้ จงอย่าถือตามวิธีการปฏิบัติต่างๆอันล้าสมัย จงอย่ายึดติดกับวิธีเก่าๆ ในการทำสิ่งต่างๆ และจงเข้าสู่ลักษณะแห่งการทำงานของวันนี้โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ด้วยเหตุนี้เอง สัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้าก็จะกลายเป็นปกติอย่างครบบริบูรณ์ และเจ้าก็จะได้เริ่มดำเนินการในร่องครรลองที่ถูกต้องแห่งความเชื่อในพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “สัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้าเป็นอย่างไร?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 412

ยิ่งผู้คนยอมรับพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็จะยิ่งรู้แจ้งมากขึ้นเท่านั้น และพวกเขาก็จะยิ่งหิวและกระหายในการแสวงหาการรู้จักพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น พวกที่ยอมรับพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถมีประสบการณ์ที่มีค่ายิ่งขึ้นและลึกซึ้งยิ่งขึ้น และพวกเขาคือพวกเดียวเท่านั้นที่ชีวิตของตนสามารถเติบโตต่อไปได้ดั่งดอกงา ทุกคนที่แสวงหาชีวิตควรปฏิบัติต่อเรื่องนี้ให้เป็นงานเต็มเวลาของตน พวกเขาควรรู้สึกว่า “หากปราศจากพระเจ้า ฉันไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ หากปราศจากพระเจ้า ฉันไม่สามารถทำอะไรให้สำเร็จได้เลย หากปราศจากพระเจ้า ทุกสิ่งทุกอย่างก็ว่างเปล่า” ดังนั้น พวกเขาจึงควรมีปณิธานอีกด้วยว่า “หากไม่ได้อยู่เฉพาะพระพักตร์พระวิญญาณบริสุทธิ์ ฉันจะไม่ทำอะไรเลย และหากการอ่านพระวจนะของพระเจ้าไม่มีผลกระทบเลย เช่นนั้นแล้วฉันก็ไม่ใยดีที่จะทำสิ่งใด” จงอย่าตามใจตัวพวกเจ้าเอง ประสบการณ์ชีวิตมาจากความรู้แจ้งและการทรงนำของพระเจ้า และสิ่งเหล่านี้คือการตกผลึกของความพยายามตามความคิดส่วนตัวของพวกเจ้า สิ่งที่พวกเจ้าควรเรียกร้องจากตัวพวกเจ้าเองคือสิ่งนี้: “เมื่อพูดถึงประสบการณ์ชีวิต ฉันไม่สามารถปล่อยให้ตัวเองทำตามอำเภอใจได้”

บางครั้ง เมื่ออยู่ในสภาวะผิดปกติ เจ้าสูญเสียการอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และกลายเป็นไม่สามารถรู้สึกถึงพระเจ้าได้เมื่อเจ้าอธิษฐาน มันเป็นเรื่องปกติที่จะรู้สึกกลัวในเวลาเช่นนั้น เจ้าควรเริ่มต้นค้นหาในทันที หากเจ้าไม่ทำ พระเจ้าก็จะทรงออกห่างจากเจ้าไปอีก และเจ้าก็จะไร้ซึ่งการอยู่เฉพาะพระพักตร์พระวิญญาณบริสุทธิ์—และยิ่งไปกว่านั้น ไร้ซึ่งพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์—เป็นเวลาหนึ่งวัน สองวัน แม้กระทั่งหนึ่งเดือนหรือสองเดือน ในสถานการณ์เหล่านี้ เจ้าจะรู้สึกงงงวยอย่างไม่น่าเชื่อจริง ๆ และถูกซาตานจับเป็นเชลยอีกครั้ง จนถึงจุดที่เจ้าสามารถกระทำการอะไรก็ได้ในทุกรูปแบบ เจ้าอยากได้ความมั่งคั่ง หลอกลวงบรรดาพี่น้องชายหญิงของเจ้า ดูภาพยนตร์และวีดิทัศน์ เล่นไพ่นกกระจอก และแม้กระทั่งสูบบุหรี่และดื่มโดยไร้วินัย หัวใจของเจ้าได้หันเหไปไกลจากพระเจ้า เจ้าได้ไปตามทางของเจ้าเองอย่างลับ ๆ และเจ้าได้ทำการตัดสินต่อพระราชกิจของพระเจ้าโดยพลการ ในบางกรณี ผู้คนตกต่ำถึงขนาดที่พวกเขาไม่รู้สึกถึงความอับอายหรือความขวยเขินในการกระทำบาปที่เกี่ยวกับเรื่องทางเพศ บุคคลประเภทนี้ได้ถูกพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงละทิ้ง โดยข้อเท็จจริงแล้ว พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้หายไปในบุคคลเช่นนั้นมานานแล้ว คนเราเพียงแค่สามารถเห็นพวกเขาจมดิ่งลงสู่ความเสื่อมทรามลึกลงไปเรื่อย ๆ ขณะที่มือของมารร้ายก็ยื่นออกไปไกลยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ในท้ายที่สุด พวกเขาปฏิเสธการมีอยู่ของหนทางนี้ และถูกซาตานจับเป็นเชลยเนื่องจากพวกเขาทำบาป หากเจ้าค้นพบว่าเจ้ามีเพียงการอยู่เฉพาะพระพักตร์พระวิญญาณบริสุทธิ์เท่านั้น แต่ยังขาดพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ มันก็เป็นสถานการณ์ที่อันตรายที่จะเข้าไปอยู่เสียแล้ว เมื่อเจ้าไม่สามารถแม้แต่จะรู้สึกถึงการอยู่เฉพาะพระพักตร์พระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กำลังอยู่ที่ปากเหวแห่งความตาย หากเจ้าไม่กลับใจ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะได้หวนกลับคืนไปสู่ซาตานไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว และเจ้าก็จะไปอยู่ท่ามกลางพวกที่ถูกกำจัด ดังนั้น เมื่อเจ้าค้นพบว่าเจ้าอยู่ในสภาวะที่มีเพียงการอยู่เฉพาะพระพักตร์พระวิญญาณบริสุทธิ์เท่านั้น (เจ้าไม่ได้ทำบาป เจ้าควบคุมตัวเจ้าเอง และเจ้าไม่ทำอะไรอันเป็นการต่อต้านพระเจ้าอย่างโจ่งแจ้ง) แต่เจ้าขาดพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ (เจ้าไม่รู้สึกว่าถูกขับเคลื่อนเมื่อเจ้าอธิษฐาน เจ้าไม่ได้รับความรู้แจ้งหรือความกระจ่างที่แจ่มชัด เมื่อเจ้ากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า เจ้าไม่ใยดีในเรื่องการกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้า ไม่เคยมีการเติบโตใดเลยในชีวิตของเจ้า และเจ้าได้ถูกพรากความกระจ่างอันยิ่งใหญ่ไปนานแล้ว)—ในเวลาเช่นนั้น เจ้าต้องระมัดระวังมากขึ้น เจ้าต้องไม่ตามใจตัวเอง เจ้าต้องไม่ปล่อยใจไปตามบุคลิกลักษณะของเจ้าเองมากไปกว่านี้ การอยู่เฉพาะพระพักตร์พระวิญญาณบริสุทธิ์อาจหายไปเมื่อใดก็ได้ นี่คือเหตุผลที่ทำไมสถานการณ์เช่นนั้นจึงเป็นอันตรายมาก หากเจ้าพบว่าตัวเองอยู่ในสภาวะอย่างนี้ จงพยายามพลิกฟื้นสิ่งต่าง ๆ ให้กลับมาดีขึ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่เจ้าสามารถทำได้ ก่อนอื่น เจ้าควรกล่าวคำอธิษฐานแห่งการกลับใจและขอให้พระเจ้าทรงหยิบยื่นความเมตตาของพระองค์ให้แก่เจ้าอีกครั้ง จงอธิษฐานอย่างจริงจังมากขึ้นและจงสงบใจของเจ้าเพื่อกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าให้มากขึ้น ด้วยรากฐานนี้ เจ้าต้องใช้เวลามากขึ้นในการอธิษฐาน เพิ่มความพยายามของเจ้าเป็นสองเท่าอีกครั้งในการร้องเพลง การอธิษฐาน การกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้า และการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า เมื่อเจ้าอยู่ในสภาวะที่อ่อนแอที่สุด หัวใจของเจ้าจะถูกซาตานครอบงำได้ง่ายที่สุด เมื่อเรื่องนั้นเกิดขึ้น หัวใจของเจ้าจะถูกเอาไปจากพระเจ้าและส่งคืนกลับไปยังซาตาน ด้วยเหตุนั้นเจ้าจึงไร้ซึ่งการอยู่เฉพาะพระพักตร์พระวิญญาณบริสุทธิ์ ในเวลาเช่นนั้น มันยากขึ้นเป็นสองเท่าที่จะได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์กลับคืนมา มันเป็นการดีกว่าที่จะแสวงหาพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในขณะที่พระองค์ยังคงทรงอยู่กับเจ้า ซึ่งจะช่วยให้พระเจ้าประทานความรู้แจ้งของพระองค์แก่เจ้าได้มากขึ้นและไม่ทำให้พระองค์ทรงละทิ้งเจ้า การอธิษฐาน การร้องเพลงนมัสการ การทำหน้าที่ของเจ้า และการกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้า—ทั้งหมดนี้ทำไปเพื่อที่ซาตานจะได้ไม่มีโอกาสทำงานของมัน และเพื่อที่พระวิญญาณบริสุทธิ์จะได้ทรงพระราชกิจภายในตัวเจ้า หากเจ้าไม่ได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์กลับคืนมาด้วยวิธีนี้ หากเจ้าเพียงแค่รอคอย เช่นนั้นแล้วการได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์กลับคืนมาจะไม่ง่ายเลยเมื่อเจ้าได้สูญเสียการอยู่เฉพาะพระพักตร์พระวิญญาณบริสุทธิ์ไปแล้ว นอกเสียจากว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงขับเคลื่อนเจ้าเป็นพิเศษ หรือได้ทรงทำให้เจ้ากระจ่างและรู้แจ้งเป็นการเฉพาะ แม้ว่าจะเป็นเช่นนั้นก็ตาม มันก็ไม่ได้ใช้เวลาเพียงหนึ่งหรือสองวันเพื่อที่สภาวะของเจ้าจะฟื้นตัว บางครั้งเวลาอาจผ่านไปถึงหกเดือนโดยที่ไม่มีการฟื้นตัวใด ๆ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะผู้คนหย่อนยานกับตัวเองมากเกินไป ไม่สามารถได้รับประสบการณ์ในสิ่งต่าง ๆ ด้วยวิธีที่ถูกต้องเหมาะสม และด้วยเหตุนี้ จึงถูกพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงละทิ้ง แม้ว่าเจ้าจะได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์กลับคืนมา พระราชกิจของพระเจ้าในปัจจุบันก็ยังคงอาจจะไม่ชัดเจนมากนักสำหรับเจ้า เพราะเจ้าได้ล้าหลังไปมากในประสบการณ์ชีวิตของเจ้า ราวกับว่าเจ้าได้ถูกทิ้งไว้ข้างหลังเป็นระยะทางหนึ่งหมื่นไมล์ นี่ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายหรอกหรือ อย่างไรก็ดี เราบอกผู้คนเช่นนั้นว่า มันยังไม่สายเกินไปที่จะกลับใจเสียบัดนี้ แต่ก็บอกด้วยว่ามีเงื่อนไขอยู่หนึ่งข้อ นั่นคือเจ้าต้องทำงานหนักขึ้น และไม่ปล่อยใจไปกับความเกียจคร้าน หากคนอื่น ๆ อธิษฐานห้าครั้งในหนึ่งวัน เจ้าต้องอธิษฐานสิบครั้ง หากคนอื่น ๆ กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าเป็นเวลาสองชั่วโมงต่อวัน เจ้าจะต้องทำเช่นนั้นเป็นเวลาสี่หรือหกชั่วโมง และหากคนอื่น ๆ ฟังเพลงนมัสการเป็นเวลาสองชั่วโมง เจ้าต้องฟังอย่างน้อยที่สุดเป็นเวลาครึ่งวัน จงสงบใจเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าบ่อย ๆ และคิดถึงความรักของพระเจ้า จนกระทั่งเจ้าถูกขับเคลื่อน หัวใจของเจ้ากลับสู่พระเจ้า และเจ้าไม่กล้าหันเหไปจากพระเจ้าอีกต่อไป—เฉพาะเมื่อนั้นเองที่การปฏิบัติของเจ้าจะผลิดอกออกผล เฉพาะเมื่อนั้นเองที่เจ้าจะสามารถฟื้นคืนสภาวะที่ถูกต้องเหมาะสมก่อนหน้านั้นของเจ้าได้

ตัดตอนมาจาก “วิธีเข้าสู่สภาวะที่ถูกต้องเหมาะสม” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 413

พวกเจ้าได้เดินมาบนสัดส่วนที่น้อยมากของเส้นทางแห่งการเป็นผู้เชื่อในพระเจ้า และพวกเจ้ายังไม่ได้เข้าไปบนร่องครรลองที่ถูกต้อง ดังนั้นพวกเจ้าจึงยังคงห่างไกลจากการทำตามมาตรฐานของพระเจ้า ณ ตอนนี้ วุฒิภาวะของพวกเจ้ายังไม่เพียงพอที่จะทำตามข้อเรียกร้องของพระองค์ เนื่องจากขีดความสามารถและธรรมชาติอันเสื่อมทรามของพวกเจ้า พวกเจ้าจึงปฏิบัติต่อพระราชกิจของพระเจ้าอย่างไม่ระมัดระวังเสมอ พวกเจ้าไม่ได้ทำอย่างจริงจัง นี่เป็นข้อบกพร่องอันร้ายแรงที่สุดของพวกเจ้า แน่นอนว่า ไม่มีใครเลยที่สามารถยืนยันมั่นใจถึงเส้นทางที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงดำเนิน พวกเจ้าส่วนใหญ่ไม่เข้าใจในเส้นทางนั้นและไม่สามารถมองเห็นเส้นทางนั้นได้อย่างชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้น พวกเจ้าส่วนมากไม่ได้คิดอะไรเลยเกี่ยวกับเรื่องนี้ และนับประสาอะไรที่พวกเจ้าจะนำเข้ามาไว้ในหัวใจ หากพวกเจ้ายังคงดำเนินต่อไปในหนทางนี้ ใช้ชีวิตอยู่ในความเพิกเฉยต่อพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นแล้วเส้นทางที่พวกเจ้าดำเนินไปในฐานะผู้เชื่อในพระเจ้าก็จะเปล่าประโยชน์ นั่นเป็นเพราะพวกเจ้าไม่ได้ทำทุกสิ่งทุกอย่างอย่างเต็มกำลังของพวกเจ้า ในอันที่จะพยายามทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า และเพราะพวกเจ้าไม่ให้ความร่วมมืออย่างดีกับพระเจ้า ใช่ว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงพระราชกิจต่อพวกเจ้า หรือว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ได้ขับเคลื่อนพวกเจ้า มันเป็นเพราะพวกเจ้าไม่ใส่ใจระมัดระวังจนพวกเจ้าไม่ได้ตั้งใจกับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างจริงจัง พวกเจ้าต้องพลิกสถานการณ์นี้โดยทันทีและเดินไปบนเส้นทางที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำผู้คนไป นี่คือหัวข้อหลักในวันนี้ “เส้นทางที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำ” อ้างถึงการได้รับความรู้แจ้งในวิญญาณ การมีความรู้เรื่องพระวจนะของพระเจ้า การได้รับความชัดเจนบนเส้นทางข้างหน้า การที่สามารถก้าวไปทีละก้าวเพื่อเข้าสู่ความจริง และการมาถึงของความรู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าเกี่ยวกับพระเจ้า เส้นทางที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำผู้คนนั้นในเบื้องต้นเป็นเส้นทางสู่ความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้นในพระวจนะของพระเจ้า ปราศจากการเบี่ยงเบนหรือความเข้าใจผิด และบรรดาผู้ที่เดินบนเส้นทางนี้จะเดินตรงไปตามเส้นทาง เพื่อที่จะสัมฤทธิ์ผลนี้ พวกเจ้าจำเป็นต้องทำงานอย่างกลมกลืนไปกับพระเจ้า หาเส้นทางที่ถูกต้องเพื่อปฏิบัติ และเดินในเส้นทางที่ทรงนำโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ นี่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือในส่วนของมนุษย์ นั่นคือ สิ่งที่พวกเจ้าต้องทำเพื่อไปให้ถึงข้อพึงประสงค์ต่าง ๆ ของพระเจ้าที่มีต่อพวกเจ้า และวิธีที่พวกเจ้าต้องประพฤติตนเพื่อเข้าไปบนร่องครรลองที่ถูกต้องของความเชื่อในพระเจ้า

การก้าวไปบนเส้นทางที่ทรงนำโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์อาจดูซับซ้อน แต่เจ้าจะพบว่ามันเรียบง่ายกว่าเดิมมากเมื่อเส้นทางแห่งการปฏิบัตินั้นชัดเจนสำหรับเจ้า ข้อเท็จจริงก็คือผู้คนมีความสามารถทั้งหมดตามที่พระเจ้าทรงเรียกร้องจากพวกเขา—ไม่ได้เสมือนเป็นการที่พระองค์กำลังพยายามสอนหมูให้บิน ในทุกสถานการณ์ พระเจ้าทรงหาทางที่จะแก้ปัญหาของผู้คนและทำให้พวกเขาคลายความวิตกกังวล พวกเจ้าทุกคนต้องเข้าใจในข้อนี้ อย่าเข้าใจผิดในพระเจ้า ผู้คนได้รับการนำทางโดยสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้าไปตามเส้นทางที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงดำเนินไป ดังที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ พวกเจ้าต้องมอบหัวใจให้กับพระเจ้า นี่คือความพร้อมพื้นฐานสำหรับการเดินไปบนเส้นทางที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำ พวกเจ้าต้องทำสิ่งนี้เพื่อที่จะเข้าไปบนร่องครรลองที่ถูกต้อง บุคคลหนึ่งจะทำงานแห่งการมอบหัวใจของพวกเขาให้แก่พระเจ้าอย่างมีสติอย่างไรหรือ? ในชีวิตประจำวันของพวกเจ้า เมื่อพวกเจ้าได้รับประสบการณ์ในพระราชกิจของพระเจ้าและอธิษฐานต่อพระองค์ พวกเจ้าทำอย่างไม่ใส่ใจระมัดระวัง - พวกเจ้าอธิษฐานต่อพระเจ้าขณะทำงาน นี่สามารถเรียกได้ว่าเป็นการมอบหัวใจให้กับพระเจ้าอย่างนั้นหรือ? พวกเจ้ากำลังคิดถึงเรื่องราวในบ้านหรือการงานต่าง ๆ ของเนื้อหนัง พวกเจ้ามีสองใจอยู่ตลอดเวลา นี่สามารถพิจารณาได้ว่าเป็นการทำจิตใจให้เงียบสงบต่อพระพักตร์ของพระเจ้าอย่างนั้นหรือ? นี่เป็นเพราะหัวใจของเจ้าตรึงติดอยู่กับการงานภายนอกเสมอ และไม่สามารถหันกลับมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้ หากเจ้าอยากให้หัวใจของเจ้าสงบอย่างแท้จริงเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าแล้วไซร้ เจ้าต้องทำงานแห่งการให้ความร่วมมืออย่างมีสติ กล่าวคือพวกเจ้าทุกคนจะต้องมีเวลาเพื่อการอุทิศของพวกเจ้า เวลาที่พวกเจ้าละวางผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่าง ๆ ลง ทำหัวใจให้นิ่งและอยู่ในความเงียบสงบเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ทุกคนต้องเก็บบันทึกแห่งการอุทิศเป็นรายบุคคล ซึ่งบันทึกความรู้ของพวกเขาในเรื่องพระวจนะของพระเจ้า และเรื่องที่วิญญาณของพวกเขารู้สึกถูกขับเคลื่อนอย่างไร ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะลึกซึ้งหรือผิวเผิน ทุกคนจะต้องทำหัวใจให้สงบเงียบอย่างมีสติเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า หากเจ้าสามารถทุ่มเทอุทิศเวลาหนึ่งหรือสองชั่วโมงในแต่ละวันเพื่อชีวิตฝ่ายวิญญาณอันแท้จริงแล้วไซร้ ชีวิตของเจ้าในวันนั้นก็จะรู้สึกอุดมสมบูรณ์และหัวใจของเจ้าก็จะแจ่มสว่างและชัดเจน หากเจ้าใช้ชีวิตฝ่ายวิญญาณเช่นนี้ทุกวัน หัวใจของเจ้าก็จะสามารถกลับคืนไปเป็นสิ่งทรงครองของพระเจ้าได้มากขึ้น วิญญาณของเจ้าจะกลายเป็นเข้มแข็งขึ้นทุกขณะ สภาพของเจ้าจะมีการปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอ เจ้าจะกลายเป็นสามารถเดินไปบนเส้นทางที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำได้มากขึ้น และพระเจ้าจะทรงประทานพระพรให้แก่เจ้ามากขึ้น จุดประสงค์ของชีวิตฝ่ายวิญญาณของพวกเจ้าก็คือการที่จะได้รับการไปอยู่เฉพาะพระพักตร์พระวิญาณบริสุทธิ์อย่างมีสติ ไม่ใช่การทำตามกฎระเบียบหรือปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา แต่เพื่อให้ปฏิบัติโดยสอดประสานไปกับพระเจ้าได้อย่างแท้จริง บ่มวินัยให้กับร่างกายของเจ้าได้อย่างแท้จริง—นี่คือสิ่งที่มนุษย์ควรทำ ดังนั้นพวกเจ้าจึงควรทำด้วยความพยายามอย่างถึงที่สุด ยิ่งเจ้าให้ความร่วมมือและหมายมั่นในความพยายามมากเท่าไหร่ หัวใจของเจ้าก็จะสามารถกลับไปสู่พระเจ้าได้มากเท่านั้น และเจ้าก็จะยิ่งสามารถทำหัวใจให้เงียบสงบเฉพาะพระพักตร์พระองค์ได้ดียิ่งขึ้นเท่านั้น เมื่อถึงจุดหนึ่ง พระเจ้าก็จะกุมหัวใจของเจ้าไว้อย่างครบบริบูรณ์ จะไม่มีใครสามารถทำให้หัวใจของเจ้าหวั่นไหวหรือยึดเอาหัวใจของเจ้าไปได้อีก และเจ้าก็จะเป็นของพระเจ้าโดยสมบูรณ์ หากเจ้าเดินตามเส้นทางนี้แล้วไซร้ พระวจนะของพระเจ้าก็จะเผยตนต่อเจ้าตลอดเวลาและให้ความรู้แจ้งแก่เจ้าเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าไม่เข้าใจ—นี่จะสัมฤทธิ์ผลได้ทั้งหมดก็โดยอาศัยความร่วมมือของเจ้า นี่คือเหตุที่พระเจ้าทรงตรัสอยู่เสมอว่า “ผู้ที่ปฏิบัติโดยสอดประสานไปกับเรา เราจะให้รางวัลมากขึ้นเป็นสองเท่า” พวกเจ้าต้องมองเห็นเส้นทางนี้อย่างชัดเจน หากพวกเจ้าปรารถนาที่จะเดินในเส้นทางที่ถูกต้องแล้วไซร้ พวกเจ้าก็ต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถทำได้เพื่อให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัย พวกเจ้าต้องทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อบรรลุชีวิตฝ่ายวิญญาณ ณ จุดเริ่มต้น เจ้าอาจไม่สัมฤทธิ์ผลลัพธ์อันยิ่งใหญ่ในการนี้ แต่เจ้าต้องไม่ยอมให้ตัวเองถดถอยหรือจมปลักอยู่กับสิ่งที่เป็นลบ—เจ้าต้องทำงานหนักต่อไป! ยิ่งเจ้าใช้ชีวิตฝ่ายวิญญาณมากขึ้นเท่าใด หัวใจของเจ้าก็จะถูกครอบครองโดยพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น จะเป็นกังวลในเรื่องเหล่านี้อยู่เสมอ จะแบกรับเอาภาระนี้ไว้เสมอ หลังจากนั้น จงเปิดเผยความจริงที่อยู่ภายในสุดของเจ้าต่อพระเจ้าผ่านชีวิตฝ่ายวิญญาณของเจ้า จงบอกกับพระองค์ถึงสิ่งที่เจ้าเต็มใจกระทำ สิ่งที่เจ้ากำลังนึกถึงอยู่ ความเข้าใจและมุมมองของเจ้าที่มีต่อพระวจนะของพระองค์ จงอย่าได้เก็บงำสิ่งใดแม้แต่เพียงเสี้ยวเล็ก ๆ! จงฝึกพูดถ้อยคำที่อยู่ภายในหัวใจของเจ้าและเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงของเจ้ากับพระเจ้า หากมันอยู่ในหัวใจของเจ้าแล้วไซร้ จงกล่าวมันออกมาตามใจชอบเถิด ยิ่งเจ้าพูดออกมาในแบบนี้มากเท่าใด เจ้าก็จะยิ่งรู้สึกถึงความดีงามของพระเจ้าได้มากขึ้นเท่านั้น และหัวใจของเจ้าก็จะถูกกระชับใกล้ชิดพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น เจ้าจะรู้สึกว่าพระเจ้าทรงเป็นที่รักของเจ้ามากยิ่งกว่าใครอื่น เจ้าจะเคียงข้างไม่มีวันออกห่างจากพระเจ้า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากเจ้าปฏิบัติในทางอุทิศฝ่ายวิญญาณดังนี้เป็นประจำทุกวัน และไม่ให้การปฏิบัตินี้ออกห่างจากใจของเจ้า แต่ให้ถือปฏิบัติเสมือนเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งใหญ่ในชีวิตของเจ้า เช่นนั้น พระวจนะของพระเจ้าจึงจะเข้าครอบครองหัวใจเจ้า นี่คือความหมายของการได้รับการสัมผัสจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ประหนึ่งหัวใจของเจ้าเป็นของพระเจ้าอยู่ตลอดเวลา ราวกับว่าสิ่งที่เจ้ารักอยู่ในหัวใจของเจ้าตลอดเวลา ไม่มีใครสามารถนำสิ่งนั้นไปจากเจ้าได้ เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น พระเจ้าจะทรงดำรงพระชนม์อยู่ภายในตัวเจ้าและมีที่อยู่ในหัวใจเจ้าอย่างแท้จริง

ตัดตอนมาจาก “ชีวิตฝ่ายวิญญาณอันเหมาะสมนำผู้คนไปบนร่องครรลองที่ถูกต้อง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 414

ความเชื่อในพระเจ้าทำให้ชีวิตฝ่ายวิญญาณที่ถูกต้องเหมาะสมเป็นสิ่งที่จำเป็น ซึ่งเป็นรากฐานเพื่อให้ได้รับประสบการณ์ของพระวจนะของพระเจ้าและเข้าสู่ความเป็นจริง การปฏิบัติในปัจจุบันของพวกเจ้าทั้งหมดในการอธิษฐาน ในการเข้ามาใกล้พระเจ้า ในการร้องเพลงสรรเสริญ การสดุดี การทำสมาธิ และการครุ่นคิดพระวจนะของพระเจ้านั้น รวมกันเป็น “ชีวิตฝ่ายวิญญาณที่ถูกต้องเหมาะสม” หรือไม่? ไม่มีพวกเจ้าคนใดดูจะรู้เลย ชีวิตฝ่ายวิญญาณที่ถูกต้องเหมาะสมไม่ได้จำกัดแค่การปฏิบัติสิ่งต่าง ๆ อย่างเช่นการอธิษฐาน การร้องเพลงสรรเสริญ การมีส่วนร่วมในชีวิตของคริสตจักร และการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันถึงการใช้ชีวิตฝ่ายวิญญาณที่ใหม่และสว่างไสวด้วย สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ว่าเจ้าปฏิบัติอย่างไร แต่เป็นผลิตผลที่มาจากการปฏิบัติของเจ้า ผู้คนส่วนใหญ่เชื่อว่าชีวิตฝ่ายวิญญาณที่ถูกต้องเหมาะสมจำเป็นต้องเกี่ยวพันกับการอธิษฐาน การร้องเพลงสรรเสริญ การกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า หรือการครุ่นคิดเกี่ยวกับพระวจนะของพระองค์ ไม่ว่าการปฏิบัติเช่นนั้นจริง ๆ แล้วจะมีผลลัพธ์ใด ๆ หรือนำไปสู่ความเข้าใจที่แท้จริงหรือไม่ก็ตาม ผู้คนเหล่านี้มุ่งเน้นที่การปฏิบัติตามขั้นตอนที่ผิวเผิน โดยไม่มีความคิดใด ๆ ถึงผลลัพธ์ของพวกมัน พวกเขาคือผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในพิธีกรรมของศาสนา ไม่ใช่ผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ภายในคริสตจักร และพวกเขาก็ยิ่งไม่ใช่ประชาชนของอาณาจักรเข้าไปอีก การอธิษฐาน การร้องเพลงสรรเสริญ และการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าของพวกเขาทั้งหมดเป็นเพียงการปฏิบัติตามกฎที่ทำไปเพราะความจำต้องทำและเพื่อให้ตามสมัยนิยมได้ทัน ไม่ใช่ทำเพราะความเต็มใจหรือทำจากหัวใจ ไม่ว่าผู้คนเหล่านี้จะอธิษฐานหรือร้องเพลงมากเพียงใดก็ตาม ความพยายามของพวกเขาจะไม่ผลิดอกออกผล เพราะสิ่งที่พวกเขาปฏิบัติเป็นเพียงกฎและพิธีกรรมของศาสนา พวกเขาไม่ได้ปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าจริง ๆ พวกเขาให้ความสนใจแค่การเอะอะโวยวายว่าพวกเขาปฏิบัติอย่างไรเท่านั้น และพวกเขาปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าเหมือนเป็นกฎที่ต้องปฏิบัติตาม ผู้คนเช่นนั้นไม่ได้กำลังนำพระวจนะของพระเจ้ามาปฏิบัติ พวกเขาเพียงกำลังสนองความต้องการของเนื้อหนัง และปฏิบัติเพื่อให้คนอื่นมองเห็น กฎและพิธีกรรมทางศาสนาเหล่านี้ต่างมีจุดกำเนิดจากมนุษย์ และสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มาจากพระเจ้า พระเจ้าทรงไม่ปฏิบัติตามกฎ และพระองค์ยังไม่ทรงต้องอยู่ภายใต้กฎหมายใด ๆ แต่พระองค์ทรงกระทำสิ่งใหม่ ๆ ทุกวัน และสำเร็จลุล่วงพระราชกิจภาคปฏิบัติ เช่นเดียวกับผู้คนในคริสตจักรหลักการพึ่งตนเองสามด้านที่จำกัดตัวเองแค่การปฏิบัติ เช่น การเข้าร่วมนมัสการตอนเช้าทุกวัน การอธิษฐานตอนเย็น และการสวดขอบคุณก่อนมื้ออาหาร และการขอบคุณในสรรพสิ่งทั้งมวล—ไม่ว่าพวกเขาจะปฏิบัติมากเพียงใดและไม่ว่าพวกเขาจะปฏิบัติยาวนานเพียงใดก็ตาม พวกเขาจะไม่มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เมื่อผู้คนใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางกฎและมีหัวใจที่ยึดติดกับวิธีการปฏิบัติ พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงไม่สามารถปฏิบัติพระราชกิจได้ เพราะหัวใจของพวกเขาถูกกฎและมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ครอบงำอยู่ ดังนั้น พระเจ้าจึงทรงไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงและปฏิบัติพระราชกิจกับพวกเขาได้ และพวกเขาสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้โดยอยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมายเท่านั้น ผู้คนเช่นนั้นไม่สามารถรับคำชื่นชมจากพระเจ้าได้ตลอดกาล

ชีวิตฝ่ายวิญญาณที่ถูกต้องเหมาะสมคือชีวิตที่ใช้ชีวิตเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า เมื่ออธิษฐาน ผู้คนสามารถทำให้ใจของพวกเขาสงบลงเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าได้ และโดยผ่านทางการอธิษฐาน คนเราสามารถแสวงหาความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ รู้พระวจนะของพระเจ้า และเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า ด้วยการกินและดื่มพระวจนะของพระองค์ ผู้คนสามารถได้รับความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้นและละเอียดถี่ถ้วนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับพระราชกิจในปัจจุบันของพระเจ้า นอกจากนี้พวกเขายังสามารถได้รับเส้นทางแห่งการปฏิบัติใหม่ และจะไม่ยึดติดกับสิ่งเก่า ๆ สิ่งที่พวกเขาปฏิบัติทั้งหมดจะเป็นไปเพื่อการทำให้การเติบโตในชีวิตสัมฤทธิ์ผล สำหรับเรื่องของการอธิษฐานแล้ว การอธิษฐานไม่ได้เกี่ยวข้องกับการพูดคำบางคำที่ฟังดูเสนาะหู หรือการร่ำไห้ออกมาเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าเพื่อแสดงออกว่าเจ้าติดหนี้พระองค์มากเพียงใด แต่จุดประสงค์ของการอธิษฐานนั้นคือ เพื่อฝึกฝนตนเองในการใช้วิญญาณ ทำให้คนเราสามารถทำให้ใจของตนสงบลงเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าได้ เพื่อฝึกฝนตนเองในการแสวงหาการนำทางจากพระวจนะของพระเจ้าในทุก ๆ เรื่อง เพื่อให้หัวใจของตนสามารถเข้าใกล้แสงใหม่ ๆ ได้ในแต่ละวัน และเพื่อให้คนเราไม่อยู่เฉยหรือขี้เกียจ และอาจย่างเท้าไปบนร่องครรลองที่ถูกต้องในการนำพระวจนะของพระเจ้ามาปฏิบัติ ทุกวันนี้ผู้คนส่วนใหญ่เน้นที่วิธีการปฏิบัติ แต่พวกเขาไม่ได้ทำเช่นนั้นเพื่อไล่ตามเสาะหาความจริงและทำให้การเติบโตของชีวิตสัมฤทธิ์ผล นี่คือจุดที่พวกเขาออกนอกลู่นอกทางไป นอกจากนี้ยังมีบางคนที่สามารถรับแสงใหม่ได้ แต่วิธีการปฏิบัติของพวกเขาไม่มีการเปลี่ยนแปลง พวกเขานำมโนคติอันหลงผิดเก่า ๆ ของศาสนามากับตัวพวกเขาในขณะที่พวกเขามองหาว่าจะได้รับพระวจนะของพระเจ้าในวันนี้ ดังนั้นสิ่งที่พวกเขาได้รับจึงยังคงเป็นหลักข้อเชื่อที่แต้มสีไปด้วยมโนคติอันหลงผิดของศาสนา พวกเขาไม่ได้รับแสงของวันนี้เลย ดังนั้น การปฏิบัติของพวกเขาจึงด่างพร้อย การปฏิบัติของพวกเขาเป็นการปฏิบัติเก่า ๆ เดิม ๆ ในรูปลักษณ์ใหม่ ไม่ว่าพวกเขาจะปฏิบัติได้ดีเพียงใดก็ตาม พวกเขาก็เป็นคนประเภทหน้าไหว้หลังหลอก พระเจ้าทรงนำผู้คนให้ทำสิ่งใหม่ ๆ ทุกวัน ทรงเรียกร้องให้พวกเขาได้รับความรู้ความเข้าใจเชิงลึกและความเข้าใจใหม่ ๆ ในแต่ละวัน และทรงประสงค์ให้พวกเขาไม่ล้าสมัยและทำสิ่งใดซ้ำซาก หากเจ้าเชื่อในพระเจ้ามาหลายปีแล้ว แต่วิธีการปฏิบัติของเจ้ายังไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย และหากเจ้ายังคงทะเยอทะยานและวุ่นวายกับเรื่องภายนอก แต่เจ้ายังไม่มีใจที่สงบที่จะนำมาอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าเพื่อรื่นรมย์กับพระวจนะของพระองค์แล้ว เช่นนั้นเจ้าก็จะไม่ได้รับสิ่งใดเลย เมื่อเป็นเรื่องของการยอมรับพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าแล้ว หากเจ้าไม่วางแผนให้แตกต่างออกไป ไม่เริ่มทำการปฏิบัติของเจ้าในวิถีทางใหม่ และไม่ไล่ตามเสาะหาความเข้าใจใหม่ใด ๆ แต่ยังยึดติดกับสิ่งเก่า ๆ และได้รับแสงใหม่เพียงจำกัดอยู่บ้าง โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงวิถีทางที่เจ้าปฏิบัติ เช่นนั้นแล้วผู้คนเช่นเจ้าจะอยู่ในกระแสนี้แต่ในนามเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้ว ผู้คนเหล่านั้นเป็นพวกฟาริสีของศาสนาที่อยู่นอกกระแสของพระวิญญาณบริสุทธิ์

ตัดตอนมาจาก “เกี่ยวกับชีวิตฝ่ายวิญญาณที่ถูกต้องเหมาะสม” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 416

เจ้าไม่ได้ให้ความสำคัญต่อการอธิษฐานในชีวิตประจำวันของพวกเจ้า มนุษย์ละเลยในเรื่องของการอธิษฐาน การอธิษฐานเคยเป็นเรื่องที่ทำอย่างขอไปที โดยมนุษย์แค่ทำไปอย่างพอเป็นพิธีเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเท่านั้น ไม่มีมนุษย์ผู้ใดถวายหัวใจของเขาอย่างเต็มเปี่ยมเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและเข้าร่วมในการอธิษฐานที่แท้จริงกับพระเจ้า มนุษย์อธิษฐานต่อพระเจ้าก็ต่อเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นเท่านั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ เจ้าเคยอธิษฐานต่อพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่? เคยมีห้วงเวลาที่เจ้าหลั่งรินน้ำตาแห่งความเจ็บปวดเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าหรือไม่? เคยมีห้วงเวลาที่เจ้าได้มารู้จักตนเองเฉพาะพระพักตร์พระองค์ไหม? เจ้าเคยทำการอธิษฐานด้วยหัวใจต่อหัวใจกับพระเจ้าไหม? คำอธิษฐานมาได้ด้วยการหมั่นปฏิบัติ กล่าวคือ หากเจ้าไม่ได้อธิษฐานที่บ้านตามปกติแล้ว เจ้าก็จะไม่มีทางอธิษฐานในคริสตจักรได้ และหากโดยปกติแล้ว เจ้าไม่ได้อธิษฐานในกลุ่มเล็กๆ เจ้าก็จะไม่สามารถอธิษฐานในกลุ่มใหญ่ๆ ได้ หากเจ้าไม่เข้าใกล้พระเจ้าหรือตรึกตรองพระวจนะของพระเจ้าเป็นประจำแล้ว เจ้าก็จะไม่มีอะไรจะกล่าวเมื่อถึงเวลาที่จะต้องอธิษฐาน และแม้เจ้าจะอธิษฐานจริงๆ ก็ตาม เจ้าก็จะเพียงแค่ขยับปากปาวๆ ไปเท่านั้น มันจะไม่ใช่การอธิษฐานที่แท้จริง

การอธิษฐานที่แท้จริงคืออะไร การอธิษฐานที่แท้จริงคือการทูลพระเจ้าว่าอะไรอยู่ในหัวใจเจ้า คือการเข้าสนิทกับพระเจ้าพร้อมกับจับความเข้าใจในน้ำพระทัยของพระองค์ คือการสื่อสารกับพระเจ้าผ่านทางพระวจนะของพระองค์ คือการรู้สึกใกล้ชิดกับพระเจ้าเป็นพิเศษ คือการสำนึกรับรู้ว่าพระองค์ทรงประทับอยู่ ณ ที่นั้นตรงหน้าเจ้า และคือการเชื่อว่าเจ้ามีบางสิ่งต้องทูลพระองค์ หัวใจของเจ้ารู้สึกว่าถูกเติมเต็มด้วยแสงสว่าง และเจ้ารู้สึกว่าพระเจ้าทรงน่ารักน่าชื่นชอบเพียงใด เจ้ารู้สึกว่าได้รับการดลใจเป็นพิเศษ และการได้ฟังเจ้าพูดก็นำความปลาบปลื้มมาสู่บรรดาพี่น้องชายหญิงของเจ้า พวกเขาจะรู้สึกว่าถ้อยคำที่เจ้ากล่าวนั้นเป็นถ้อยคำที่อยู่ภายในหัวใจของพวกเขา เป็นถ้อยคำที่พวกเขาปรารถนาจะกล่าว ราวกับว่าถ้อยคำของเจ้านั้นเป็นตัวแทนถ้อยคำของพวกเขาเอง นี่คือสิ่งที่การอธิษฐานที่แท้จริงเป็น หลังจากเจ้าเข้าร่วมการอธิษฐานที่แท้จริงแล้ว หัวใจของเจ้าจะพบสันติสุขและจะได้รู้จักกับความปลาบปลื้ม พลังที่จะรักพระเจ้าสามารถเพิ่มขึ้น และเจ้าจะรู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดที่มีคุณค่าหรือนัยสำคัญใดในชีวิตยิ่งใหญ่กว่าการรักพระเจ้า ทั้งหมดนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าการอธิษฐานของเจ้ามีประสิทธิผล เจ้าเคยอธิษฐานด้วยวิธีดังกล่าวบ้างไหม?

แล้วเนื้อหาของการอธิษฐานล่ะ การอธิษฐานของเจ้าควรดำเนินไปทีละขั้น เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะที่แท้จริงของหัวใจเจ้าและพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เจ้ามาเข้าสนิทกับพระเจ้าตามน้ำพระทัยของพระองค์และตามที่พระองค์ทรงพึงประสงค์จากมนุษย์ เมื่อเจ้าเริ่มกิจวัตรการอธิษฐาน ก่อนอื่นจงมอบหัวใจของเจ้าให้พระเจ้า จงอย่าพยายามจับความเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า—แค่พยายามกล่าวถ้อยคำในหัวใจของเจ้าต่อพระเจ้าเท่านั้น เมื่อเจ้ามาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า จงกล่าวด้วยถ้อยคำดังนี้: “โอ้พระเจ้า มีเพียงวันนี้เท่านั้นที่ข้าพระองค์ตระหนักว่าข้าฯ เคยไม่เชื่อฟังพระองค์ ข้าฯ เสื่อมทรามและน่ารังเกียจจริงๆ ข้าฯ เพียงใช้ชีวิตไปอย่างไร้ประโยชน์ นับแต่วันนี้ ข้าฯ จะมีชีวิตเพื่อพระองค์ ข้าฯจะใช้ชีวิตที่มีความหมายและจะทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระองค์ ขอให้พระวิญญาณของพระองค์ทรงพระราชกิจในตัวข้าฯ ตลอดเวลา และให้ความกระจ่างและให้ความรู้แจ้งแก่ข้าฯ อย่างต่อเนื่อง ขอข้าฯ กล่าวคำพยานที่แข็งขันและดังกึกก้องเฉพาะพระพักตร์พระองค์ ให้ซาตานได้เห็นพระสิริของพระองค์ สักขีพยานของพระองค์และบทพิสูจน์แห่งชัยชนะของพระองค์ปรากฏในตัวพวกเรา” เมื่อเจ้าอธิษฐานเช่นนี้ หัวใจของเจ้าจะถูกปลดปล่อยเป็นอิสระอย่างครบบริบูรณ์ เมื่อได้อธิษฐานเช่นนี้ หัวใจของเจ้าจะยิ่งใกล้ชิดพระเจ้า และหากเจ้าสามารถอธิษฐานเช่นนี้บ่อยครั้ง พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะทรงพระราชกิจในตัวเจ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากเจ้าร้องเรียกพระเจ้าเช่นนี้เสมอๆ และสร้างปณิธานของเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า สักวันหนึ่งก็จะถึงวันที่ปณิธานของเจ้าเป็นที่ยอมรับเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ครั้นหัวใจของเจ้าและการดำรงอยู่ทั้งหมดทั้งมวลของเจ้าได้ถูกรับไว้โดยพระเจ้าแล้ว และเจ้าก็ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์ในท้ายที่สุด สำหรับพวกเจ้า การอธิษฐานมีความสำคัญสูงสุด เมื่อเจ้าอธิษฐานและเจ้าได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ หัวใจของเจ้าจะถูกขับเคลื่อนโดยพระเจ้า และพละกำลังที่จะรักพระเจ้าก็จะปรากฏออกมา หากเจ้าไม่อธิษฐานด้วยหัวใจของเจ้า หากเจ้าไม่เปิดหัวใจของเจ้าเพื่อเข้าสนิทกับพระเจ้าแล้ว พระเจ้าก็จะไม่มีหนทางสำหรับการทรงพระราชกิจในตัวเจ้า หากหลังจากได้อธิษฐานและกล่าวถ้อยคำจากหัวใจของเจ้าแล้ว พระวิญญาณของพระเจ้ายังไม่เริ่มพระราชกิจของพระองค์ และเจ้าไม่ได้รับแรงดลใจอะไรเลย เช่นนั้นแล้วนี่แสดงว่าหัวใจของเจ้าขาดความจริงใจ ถ้อยคำของเจ้าไม่เป็นจริงและยังคงไม่บริสุทธิ์ หากหลังจากอธิษฐานแล้ว เจ้ามีสำนึกรับรู้ถึงความปลาบปลื้ม เช่นนั้นแล้วการอธิษฐานของเจ้าก็ได้รับการยอมรับจากพระเจ้า และพระวิญญาณของพระเจ้ากำลังทรงพระราชกิจในตัวเจ้า ในฐานะผู้ที่รับใช้เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เจ้ามิอาจปราศจากการอธิษฐาน หากเจ้ามองเห็นอย่างแท้จริงว่า การเข้าสนิทกับพระเจ้าเป็นสิ่งที่มีความหมายและมีคุณค่าแล้ว เจ้าจะสามารถละทิ้งการอธิษฐานได้หรือ? ไม่มีใครสามารถอยู่โดยปราศจากการเข้าสนิทกับพระเจ้า หากปราศจากการอธิษฐาน เจ้าจะมีชีวิตอยู่ในเนื้อหนัง ในพันธนาการของซาตาน หากปราศจากการอธิษฐานที่แท้จริง เจ้าจะมีชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพลของความมืด เราหวังว่าบรรดาพี่น้องชายหญิงของเจ้าจะสามารถเข้าร่วมการอธิษฐานที่แท้จริงในทุกๆ วัน นี่ไม่ได้เกี่ยวกับการทำตามกฎเกณฑ์ต่างๆ แต่เกี่ยวกับการสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ อย่างหนึ่งอย่างใด เจ้าเต็มใจที่จะสละการนอนหลับและความชื่นชมยินดีเล็กน้อย เพื่อลุกขึ้นแต่เช้าตรู่เพื่อการอธิษฐานยามเช้าและชื่นชมไปกับพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่? หากเจ้าอธิษฐานด้วยหัวใจอันบริสุทธิ์และดื่มและกินพระวจนะของพระเจ้าเช่นนี้แล้ว เจ้าจะยิ่งเป็นที่ยอมรับต่อพระองค์มากขึ้น หากเจ้าทำสิ่งนี้ทุกเช้า หากทุกวันเจ้าปฏิบัติการมอบหัวใจของเจ้าให้พระเจ้า สื่อสารและมีส่วนร่วมกับพระองค์ เช่นนั้นแล้วความรู้ของเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้าย่อมจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน และเจ้าจะยิ่งมีความสามารถที่จะจับความเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าได้ดีขึ้น เจ้ากล่าวว่า: “โอ้พระเจ้า! ข้าฯ เต็มใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ของข้าฯ ให้ลุล่วง ต่อพระองค์เท่านั้นที่ข้าฯ จะอุทิศการดำรงอยู่ทั้งหมดทั้งมวลของข้าฯ เพื่อที่พระองค์อาจได้ทรงพระสง่าราศีในตัวพวกเรา เพื่อที่พระองค์จะได้ทรงพระเกษมสำราญไปกับคำพยานที่พวกเรากลุ่มนี้กล่าวออกมา ข้าพระองค์ขอร้องให้พระองค์ทรงพระราชกิจในตัวพวกเรา เพื่อที่ข้าฯ จะได้มีความสามารถที่จะรักพระองค์อย่างแท้จริง และทำให้พระองค์ทรงสมดังพระทัยและไล่ตามเสาะหาพระองค์ในฐานะเป้าหมายของข้าฯ” เมื่อเจ้ารับภาระนี้แล้ว พระเจ้าจะทรงทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อมอย่างแน่นอน เจ้าไม่ควรอธิษฐานเพื่อผลประโยชน์ของตัวเจ้าเองเท่านั้น แต่เจ้าควรอธิษฐานเพื่อทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าและเพื่อรักพระองค์อีกด้วย นี่คือการอธิษฐานประเภทที่แท้จริงที่สุด เจ้าเป็นผู้ที่อธิษฐานเพื่อทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าหรือไม่?

ในอดีตนั้น พวกเจ้าไม่รู้วิธีอธิษฐาน และเจ้าได้ละเลยเรื่องการอธิษฐาน บัดนี้ เจ้าต้องทำให้ดีที่สุดเพื่อฝึกฝนตัวเองให้อธิษฐาน หากเจ้าไร้ความสามารถที่จะเรียกพละกำลังภายในตัวเจ้าให้มารักพระเจ้าได้ เจ้าจะอธิษฐานอย่างไร? เจ้าพูดว่า: “โอ้พระเจ้า หัวใจของข้าฯ ไม่สามารถรักพระองค์ได้อย่างแท้จริง ข้าฯ ต้องการรักพระองค์ แต่ข้าฯ ขาดพละกำลัง ข้าฯ ควรทำอย่างไร? ขอพระองค์ทรงเปิดดวงตาฝ่ายวิญญาณของข้าพเจ้า และขอพระวิญญาณของพระองค์ขับเคลื่อนหัวใจของข้าฯ เพื่อที่ว่า เมื่อข้าฯ มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ ข้าฯ จะโยนทุกสิ่งที่เป็นลบทิ้งไป ยุติการถูกจำกัดโดยบุคคลใดๆ เรื่องใดๆ หรือสิ่งใดๆ และแผ่วางหัวใจอันเปลือยเปล่าอย่างสมบูรณ์ของข้าฯ เฉพาะพระพักตร์พระองค์ และเพื่อที่ข้าฯ จะได้ถวายการดำรงอยู่ทั้งหมดทั้งมวลของข้าฯ เฉพาะพระพักตร์พระองค์ ข้าฯ พร้อมแล้ว ไม่ว่าพระองค์อาจทรงทดสอบข้าฯ ในลักษณะเช่นไรก็ตาม บัดนี้ ข้าฯ ไม่ได้คำนึงถึงโอกาสที่มองว่าเป็นไปได้ในอนาคตของข้าฯ อีกทั้งข้าฯ ก็ไม่ได้อยู่ภายใต้แอกแห่งความตาย ด้วยหัวใจที่รักพระองค์ ข้าฯ ปรารถนาที่จะแสวงหาหนทางชีวิตนั้น ทุกเรื่อง ทุกสิ่ง—ทั้งหมดอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ชะตากรรมของข้าฯ อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ และพระองค์ทรงกุมชีวิตที่แท้จริงของข้าฯ ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ บัดนี้ ข้าฯ พยายามที่จะรักพระองค์ และโดยไม่คำนึงว่าพระองค์จะทรงอนุญาตให้ข้าฯ รักพระองค์หรือไม่ โดยไม่คำนึงถึงว่าซาตานจะแทรกแซงอย่างไร ข้าฯ มุ่งมั่นที่จะรักพระองค์” เมื่อเจ้าเผชิญกับปัญหานี้ จงอธิษฐานเช่นนี้ หากเจ้าอธิษฐานเช่นนี้ทุกวัน พละกำลังที่จะรักพระเจ้าก็จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นมาเอง

ตัดตอนมาจาก “ว่าด้วยกิจวัตรของการอธิษฐาน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 417

เราจะเข้าสู่การอธิษฐานที่แท้จริงอย่างไร

ขณะอธิษฐาน เจ้าต้องมีหัวใจที่เงียบสงบเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และเจ้าต้องมีหัวใจที่จริงใจ เจ้ากำลังเข้าสนิทและอธิษฐานกับพระเจ้าอย่างแท้จริง—เจ้าต้องไม่พยายามป้อยอพระเจ้าโดยใช้คำพูดที่ฟังเสนาะหู การอธิษฐานควรเพ่งศูนย์กลางไปยังสิ่งที่พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะทำให้สำเร็จลุล่วงในขณะนี้ จงขอให้พระเจ้าทรงมอบการรู้แจ้งและความกระจ่างที่มากกว่าเดิม จงนำสภาวะที่แท้จริงของเจ้าและปัญหาของเจ้าเข้าสู่การทรงสถิตของพระองค์ในยามที่เจ้าอธิษฐาน รวมถึงปณิธานที่เจ้าได้ตั้งไว้เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า การอธิษฐานไม่ได้เป็นเรื่องของการปฏิบัติไปตามขั้นตอน มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการแสวงหาพระเจ้าด้วยหัวใจที่จริงใจ จงขอให้พระเจ้าปกป้องหัวใจของเจ้า เพื่อที่หัวใจของเจ้าอาจเงียบสงบเฉพาะพระพักตร์พระองค์ได้บ่อยครั้ง เพื่อว่าในสภาพแวดล้อมที่พระองค์ทรงวางเจ้าไว้ เจ้าจะได้รู้จักตนเอง ดูหมิ่นตนเองและละทิ้งตนเอง ส่งผลให้เจ้าได้มีความสัมพันธ์ที่ปกติกับพระเจ้าและกลายเป็นผู้ที่รักพระเจ้าอย่างแท้จริง

อะไรคือนัยสำคัญของการอธิษฐาน?

การอธิษฐานเป็นหนึ่งในหลายวิธีที่มนุษย์ร่วมมือกับพระเจ้า เป็นวิถีทางหนึ่งที่มนุษย์ใช้เรียกหาพระเจ้า และเป็นกระบวนการที่มนุษย์ถูกขับเคลื่อนโดยพระวิญญาณของพระเจ้า อาจกล่าวได้ว่า บรรดาผู้ที่ปราศจากการอธิษฐานคือพวกคนตายที่ไร้วิญญาณ ซึ่งพิสูจน์ว่าพวกเขาขาดความสามารถตามธรรมชาติที่พระเจ้าจะทรงขับเคลื่อนได้ เมื่อไร้การอธิษฐานแล้ว คงเป็นไปไม่ได้ที่จะใช้ชีวิตฝ่ายวิญญาณปกติได้ นับประสาอะไรกับการตามให้ทันพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ การอยู่โดยปราศจากการอธิษฐานคือการตัดขาดความสัมพันธ์ของคนเรากับพระเจ้า และคงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะได้มาซึ่งคำชมเชยของพระเจ้า ในฐานะผู้เชื่อในพระเจ้า ยิ่งเราอธิษฐานมากเท่าใด นั่นก็คือเรายิ่งได้รับการขับเคลื่อนโดยพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น เราจะยิ่งถูกเติมเต็มด้วยปณิธานมากขึ้นเท่านั้น และเราจะยิ่งสามารถได้รับการรู้แจ้งใหม่ๆ จากพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น ผลลัพธ์ก็คือบุคคลประเภทนี้สามารถได้รับการทำให้มีความเพียบร้องโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างรวดเร็วมาก

ประสิทธิผลอะไรที่การอธิษฐานหมายจะสัมฤทธิ์?

ผู้คนอาจสามารถปฏิบัติกิจวัตรการอธิษฐานและเข้าใจนัยสำคัญของการอธิษฐานได้ แต่การทำให้การอธิษฐานเกิดประสิทธิผลนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย การอธิษฐานไม่ใช่กรณีของการทำไปอย่างพอเป็นพิธี การทำตามขั้นตอน หรือการท่องพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น กล่าวคือการอธิษฐานไม่ใช่การกล่าวถ้อยคำเฉพาะบางคำเยี่ยงนกแก้วนกขุนทอง และไม่ไช่การเลียนแบบผู้อื่น ในการอธิษฐานนั้น คนเราต้องเข้าถึงสภาวะที่เราสามารถมอบหัวใจให้พระเจ้าได้ โดยวางหัวใจของเราอย่างเปิดกว้างเพื่อให้พระเจ้าทรงขับเคลื่อนได้ หากจะให้การอธิษฐานนั้นมีประสิทธิผลแล้ว การอธิษฐานจะต้องอยู่บนพื้นฐานของการอ่านพระวจนะของพระเจ้า โดยการอธิษฐานจากภายในพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น เราจึงจะสามารถได้รับการรู้แจ้งและการได้รับความกระจ่างมากขึ้น การสำแดงต่างๆ ของการอธิษฐานที่แท้จริงคือ การมีหัวใจซึ่งโหยหาสิ่งทั้งปวงที่พระเจ้าทรงขอ และยิ่งไปกว่านั้น ความปรารถนาต่างๆ ที่จะสำเร็จลุล่วงในสิ่งที่พระองค์ทรงเรียกร้อง การรังเกียจสิ่งที่พระเจ้าทรงรังเกียจ และจากนั้น ด้วยการก่อร่างขึ้นต่อไปบนฐานรากนี้ ก็จะมีการได้รับความเข้าใจ และการมีความรู้และความกระจ่างแจ้งบางอย่างเกี่ยวกับความจริงที่พระเจ้าทรงอธิบายโดยละเอียด เมื่อมีปณิธานมุ่งมั่น มีความเชื่อ มีความรู้ และมีเส้นทางของการปฏิบัติตามหลังการอธิษฐาน เมื่อนั้นเท่านั้นจึงจะสามารถเรียกได้ว่าเป็นการอธิษฐานที่แท้จริง และการอธิษฐานประเภทนี้เท่านั้นที่สามารถส่งประสิทธิผล แต่การอธิษฐานจะต้องตั้งอยู่บนความชื่นชมยินดีในพระวจนะของพระเจ้า จะต้องถูกสถาปนาบนฐานรากแห่งการเข้าสนิทกับพระเจ้าในพระวจนะของพระองค์ และหัวใจต้องมีความสามารถที่จะแสวงหาพระเจ้าและกลายเป็นนิ่งสงบเฉพาะพระพักตร์พระองค์ การอธิษฐานแบบนี้ได้เข้าสู่ระยะของการเข้าสนิทกับพระเจ้าอย่างแท้จริงแล้ว

ตัดตอนมาจาก “ว่าด้วยกิจวัตรของการอธิษฐาน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 418

ความรู้พื้นฐานที่สุดเกี่ยวกับการอธิษฐานคือ:

1. อย่ากล่าวอะไรก็ตามที่แวบเข้ามาในใจโดยอย่างมืดบอด จะต้องมีภาระหนึ่งอยู่ในหัวใจของเจ้า นั่นก็คือ เจ้าต้องมีวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งเมื่อเจ้าอธิษฐาน

2. คำอธิษฐานต้องบรรจุไปด้วยพระวจนะของพระเจ้า ต้องมีรากฐานอยู่บนพระวจนะของพระเจ้า

3. ขณะกำลังอธิษฐาน อย่ารื้อฟื้นปัญหาเดิมๆ ราวกับเป็นเรื่องใหม่ เจ้าควรมุ่งเน้นที่พระวจนะปัจจุบันของพระเจ้า และเมื่อเจ้าอธิษฐาน จงบอกพระเจ้าถึงความคิดส่วนลึกที่สุดของเจ้า

4. การอธิษฐานเป็นกลุ่มต้องวนเวียนอยู่รอบๆ ศูนย์กลางหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องเป็นพระราชกิจปัจจุบันของพระวิญญาณบริสุทธิ์

5. ทุกคนต้องเรียนรู้วิธีที่จะอธิษฐานขอบางสิ่งบางอย่าง นี่เป็นวิธีหนึ่งซึ่งแสดงการคำนึงถึงน้ำพระทัยของพระเจ้าด้วยเช่นกัน

ชีวิตแห่งการอธิษฐานของแต่ละคนตั้งอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจในนัยสำคัญของการอธิษฐานและความรู้พื้นฐานของการอธิษฐาน ในชีวิตประจำวัน จงอธิษฐานบ่อยๆ เพื่อข้อบกพร่องของเจ้าเอง จงอธิษฐานเพื่อให้บังเกิดการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยในชีวิตของเจ้าและจงอธิษฐานบนพื้นฐานของความรู้ในพระวจนะของพระเจ้า แต่ละบุคคลควรกำหนดชีวิตแห่งการอธิษฐานของพวกเขาเอง พวกเขาควรอธิษฐานเพื่อให้ได้รู้จักพระวจนะของพระเจ้า และพวกเขาควรอธิษฐานเพื่อแสวงหาความรู้เกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า จงแผ่วางรูปการณ์แวดล้อมส่วนตัวทั้งหลายของเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และจงเป็นจริงโดยไม่ต้องวุ่นวายกังวลกับวิธีที่เจ้าอธิษฐาน และประเด็นสำคัญคือเพื่อที่จะบรรลุความเข้าใจที่แท้จริง และเพื่อที่จะได้รับประสบการณ์จริงจากพระวจนะของพระเจ้า บุคคลที่ไล่ตามเสาะหาเพื่อเข้าสู่ชีวิตฝ่ายวิญญาณต้องมีความสามารถที่จะอธิษฐานได้ในหลากหลายวิธี การอธิษฐานเงียบ โดยครุ่นคิดถึงพระวจนะของพระเจ้า ทำความรู้จักกับพระราชกิจของพระเจ้า—เหล่านี้คือตัวอย่างทั้งหมดของการงานที่มีจุดประสงค์ของสามัคคีธรรมฝ่ายวิญญาณเพื่อประโยชน์ต่อการสัมฤทธิ์การเข้าสู่ชีวิตฝ่ายวิญญาณปกติ ซึ่งจะปรับปรุงให้สภาวะต่างๆ ของคนเราเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าดียิ่งขึ้นตลอดเวลา และผลักดันให้คนเราสร้างความก้าวหน้าในชีวิตมากยิ่งขึ้นเสมอ กล่าวสั้นๆ ก็คือ ทุกสิ่งที่เจ้ากระทำไม่ว่าจะเป็นการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า หรืออธิษฐานอย่างเงียบๆ หรือป่าวประกาศเสียงดัง เป็นไปเพื่อให้เจ้ามีความสามารถที่จะมองเห็นพระวจนะของพระเจ้า พระราชกิจของพระองค์ และสิ่งที่พระองค์ทรงปรารถนาที่จะสัมฤทธิ์ในตัวเจ้าได้อย่างชัดเจน ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ทุกสิ่งที่เจ้าทำไปนั้นได้ถูกทำไปเพื่อที่จะไปให้ถึงมาตรฐานต่างๆ ที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์ และเพื่อเชิดชูชีวิตของเจ้าขึ้นไปสู่ความสูงระดับใหม่ ขั้นต่ำสุดที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์จากมนุษย์คือมนุษย์มีความสามารถที่จะเปิดใจของเขาต่อพระองค์ได้ หากมนุษย์มอบหัวใจที่แท้จริงของเขาให้พระเจ้าและกล่าวในสิ่งที่อยู่ในหัวใจของเขาอย่างแท้จริงแล้ว พระเจ้าก็ทรงเต็มพระทัยที่จะทรงพระราชกิจในตัวเขา สิ่งที่พระเจ้าทรงพึงปรารถนามิใช่หัวใจที่บิดเบี้ยวของมนุษย์ แต่เป็นหัวใจที่บริสุทธิ์และซื่อตรง หากมนุษย์ไม่พูดจากใจของเขาต่อพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะไม่ทรงขับเคลื่อนหัวใจของเขาหรือทรงพระราชกิจในตัวเขา ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดของการอธิษฐานคือการทูลต่อพระเจ้าจากหัวใจของเจ้า บอกพระองค์ถึงข้อบกพร่องหรืออุปนิสัยดื้อรั้นของเจ้า เปิดเผยตัวตนของเจ้าอย่างหมดเปลือกเฉพาะพระพักตร์พระองค์ เช่นนี้เท่านั้น พระเจ้าจึงจะทรงสนใจในการอธิษฐานของเจ้า มิเช่นนั้นแล้ว พระองค์ก็จะทรงซ่อนเร้นพระพักตร์ของพระองค์จากเจ้า เกณฑ์กำหนดต่ำสุดสำหรับการอธิษฐานคือเจ้ามีความต้องสามารถที่จะนิ่งสงบหัวใจของเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และหัวใจเจ้าต้องไม่ออกห่างจากพระเจ้า อาจเป็นไปได้ว่าในระยะนี้ เจ้าไม่ได้รับความเข้าใจเชิงลึกที่ใหม่ขึ้นหรือสูงขึ้น แต่เจ้าจำต้องใช้การอธิษฐานเพื่อรักษาสถานภาพที่เป็นอยู่—เจ้าต้องไม่ถอยหลัง นี่เป็นสิ่งเล็กน้อยที่สุดที่เจ้าต้องสัมฤทธิ์ หากเจ้าไม่สามารถสัมฤทธิ์แม้แต่สิ่งนี้ได้ เช่นนั้นแล้วก็ย่อมพิสูจน์ว่าชีวิตฝ่ายวิญญาณของเจ้าไม่ได้อยู่ในร่องครรลองที่ถูกต้อง ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือเจ้าจะไร้ความสามารถที่จะยึดมั่นในนิมิตที่เจ้าเคยมีมาแต่ต้น เจ้าจะสูญเสียความเชื่อในพระเจ้า และปณิธานของเจ้าจะจางหายไปตามลำดับ สัญญาณหนึ่งซึ่งบ่งบอกว่าเจ้าได้เข้าสู่ชีวิตฝ่ายวิญญาณแล้วหรือไม่ก็คือ ได้เห็นว่าการอธิษฐานของเจ้านั้นอยู่ในร่องครรลองที่ถูกต้องหรือไม่ ผู้คนทุกคนต้องเข้าสู่ความเป็นจริงนี้ พวกเขาทุกคนต้องทำงานในการฝึกฝนตนเองอย่างมีสติในการอธิษฐาน ไม่รอคอยอย่างนิ่งเฉย แต่ตั้งสติแสวงหาการได้รับการขับเคลื่อนโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนี้เท่านั้น พวกเขาจึงจะเป็นผู้คนที่แสวงหาพระเจ้าอย่างแท้จริง

เมื่อเจ้าเริ่มอธิษฐาน อย่าทำเกินความสามารถของตนเองและหวังว่าจะสัมฤทธิ์ทุกสิ่งพร้อมกันในคราวเดียว เจ้าไม่สามารถทำการเรียกร้องที่ฟุ้งเฟ้อโดยคาดหมายว่าทันทีที่เจ้าเปิดปากของเจ้าว่าเจ้าจะได้รับการขับเคลื่อนโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ หรือว่าเจ้าจะได้รับความรู้แจ้งและความกระจ่าง หรือว่าพระเจ้าจะทรงโปรยปรายพระคุณลงบนตัวเจ้า นั่นจะไม่เกิดขึ้น พระเจ้าไม่ทรงแสดงสิ่งเหนือธรรมชาติต่างๆ พระเจ้าทรงยอมรับการอธิษฐานของผู้คนในเวลาของพระองค์เอง และบางครั้ง พระองค์ทรงทดสอบความเชื่อของเจ้าเพื่อดูว่าเจ้าจงรักภักดีเฉพาะพระพักตร์พระองค์หรือไม่ ยามเจ้าอธิษฐาน เจ้าต้องมีความเชื่อ ความมานะบากบั่นและปณิธาน ตอนที่เพิ่งเริ่มการฝึกฝน ผู้คนส่วนใหญ่ถอดใจ ก็เพราะพวกเขาพลาดการถูกขับเคลื่อนโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ แบบนี้ใช้ไม่ได้! เจ้าต้องมานะบากบั่น เจ้าต้องมุ่งเน้นไปที่ความรู้สึกถึงการขับเคลื่อนของพระวิญญาณบริสุทธิ์และไปที่การแสวงหาและการท่องสำรวจ บางครั้ง เส้นทางแห่งการปฏิบัติของเจ้าไม่ถูกต้อง และบางครา แรงจูงใจและมโนคติอันหลงผิดส่วนตัวทั้งหลายของเจ้าไม่สามารถยึดมั่นเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้ และดังนั้น พระวิญญาณของพระเจ้าจึงไม่สามารถขับเคลื่อนเจ้าได้ ในเวลาอื่นๆ พระเจ้าก็จะทรงมองว่าเจ้าจงรักภักดีหรือไม่ กล่าวสั้นๆ ก็คือในการฝึกฝน เจ้าควรยอมจ่ายในราคาที่สูงขึ้น หากเจ้าค้นพบว่าเจ้ากำลังไม่ตรงลู่ตรงทางบนเส้นทางของการปฏิบัติของเจ้า เจ้าก็สามารถเปลี่ยนวิธีการอธิษฐานของเจ้าได้ ตราบที่เจ้าเสาะแสวงด้วยหัวใจที่จริงใจและโหยหาที่จะได้รับ ตราบนั้นพระวิญญาณบริสุทธิ์จะนำเจ้าเข้าสู่ความเป็นจริงนี้อย่างแน่นอน บางคราวเจ้าอธิษฐานด้วยหัวใจที่จริงใจ แต่กลับไม่รู้สึกเสมือนว่าเจ้าได้ถูกขับเคลื่อนโดยเฉพาะ ในคราวต่างๆ ที่เป็นเช่นนี้ เจ้าต้องพึ่งพาในความเชื่อ ไว้วางใจว่าพระเจ้าจะทรงสอดส่องดูแลการอธิษฐานของเจ้า เจ้าต้องมีความมานะบากบั่นในการอธิษฐานของเจ้า

จงเป็นบุคคลที่ซื่อตรง จงอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อกำจัดความหลอกลวงในหัวใจของเจ้าออกไป จงชำระตัวเจ้าให้บริสุทธิ์โดยผ่านการอธิษฐานตลอดเวลา ได้รับการขับเคลื่อนโดยพระวิญญาณของพระเจ้าผ่านการอธิษฐาน และอุปนิสัยของเจ้าจะค่อยๆ เปลี่ยนไป ชีวิตฝ่ายวิญญาณที่แท้จริงคือชีวิตแห่งการอธิษฐาน—เป็นชีวิตที่ได้รับการขับเคลื่อนโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ กระบวนการของการถูกขับเคลื่อนโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นกระบวนการของการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของมนุษย์ ชีวิตที่ไม่ได้รับการขับเคลื่อนโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ใช่ชีวิตฝ่ายวิญญาณ แต่เป็นชีวิตของพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น เฉพาะบรรดาผู้ที่ถูกขับเคลื่อนโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และได้รับความรู้แจ้งและความกระจ่างจากพระวิญญาณบริสุทธิ์บ่อยๆ เท่านั้นที่ได้เข้าสู่ชีวิตฝ่ายวิญญาณ อุปนิสัยของมนุษย์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ณ ขณะที่เขาอธิษฐาน ยิ่งพระวิญญาณของพระเจ้าขับเคลื่อนเขามากเท่าใด เขาก็จะยิ่งกลายเป็นมั่นใจและเชื่อฟังมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น หัวใจของเขาก็จะถูกชำระให้บริสุทธิ์ทีละน้อยด้วยเช่นกัน และอุปนิสัยของเขาก็จะค่อยๆ เปลี่ยนแปลง นั่นคือผลของการอธิษฐานที่แท้จริง

ตัดตอนมาจาก “ว่าด้วยกิจวัตรของการอธิษฐาน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 419

ไม่มีขั้นตอนใดสำคัญต่อการเข้าเฝ้าพระวจนะของพระเจ้าไปกว่าการสงบใจของเจ้าเมื่ออยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ มันคือบทเรียนหนึ่ง ที่หมู่ชนทั้งผองมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเข้าเฝ้าในปัจจุบัน เส้นทางที่จะเข้าสู่การสงบใจของเจ้าเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้ามีดังนี้:

1. ถอนใจของเจ้าออกมาจากเรื่องราวต่างๆ ภายนอก จงสงบใจเมื่ออยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และเจ้าต้องไม่แบ่งปันความสนใจไปทางอื่น นอกจากการสวดอธิษฐานต่อพระเจ้า

2. ด้วยใจของเจ้าที่สงบอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า จงกิน ดื่ม และเกษมสำราญไปกับพระวจนะของพระเจ้า

3. ใคร่ครวญและไตร่ตรองความรักของพระเจ้าและพิจารณาราชกิจของพระเจ้าอยู่ในใจของเจ้า

อันดับแรก จงเริ่มจากมุมมองของการสวดอธิษฐาน จงสวดอธิษฐานโดยที่ไม่แบ่งปันความสนใจไปทางอื่น และจงทำในเวลาที่กำหนดตายตัว ไม่ว่าเจ้าจะถูกกดดันเพียงใดในเรื่องของเวลา ไม่ว่างานของเจ้าจะรัดตัวเพียงใด หรือเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าก็ตาม จงสวดอธิษฐานทุกวันตามปกติ และกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าตามปกติ ตราบเท่าที่เจ้ากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า ไม่ว่าสิ่งรอบตัวเจ้าจะเป็นอย่างไรก็ตาม เจ้าจะมีความเบิกบานใจอย่างยิ่งในจิตวิญญาณของเจ้า และเจ้าจะไม่ถูกผู้คน เหตุการณ์ต่างๆ หรือสิ่งต่างๆ รอบตัวเจ้ารบกวน เมื่อเจ้าไตร่ตรองพระเจ้าอยู่ในใจของเจ้าตามปกติ สิ่งที่เกิดขึ้นภายนอกจะไม่สามารถรบกวนเจ้าได้ นี่คือความหมายของการครอบครองภูมิรู้ เริ่มต้นด้วยการสวดอธิษฐาน: การสวดอธิษฐานอย่างเงียบ ๆ เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าจะได้ผลดีที่สุด หลังจากนั้น จงกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า ค้นหาแสงสว่างในพระวจนะของพระเจ้าโดยการพิจารณาพระวจนะเหล่านั้น ค้นหาเส้นทางในการฝึกฝน รู้วัตถุประสงค์ของพระเจ้าในการกล่าวพระวจนะของพระองค์ และเข้าใจพระวจนะเหล่านั้นโดยปราศจากการเบี่ยงเบนไขว้เขว โดยธรรมดาสามัญแล้ว การที่จะสามารถเข้าสนิทกับพระเจ้าในใจเจ้า ไตร่ตรองความรักของพระเจ้า และพิจารณาพระวจนะของพระเจ้า ควรเป็นเรื่องปกติวิสัยสำหรับเจ้า เมื่อใจของเจ้าได้เข้าถึงความสงบสุขที่ระดับหนึ่งแล้ว เจ้าจะสามารถคิดทบทวนได้อย่างเงียบ ๆ และ ภายในตัวของเจ้าเอง ไตร่ตรองความรักของพระเจ้าและเข้าใกล้พระองค์ได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าสิ่งรอบตัวเจ้าจะเป็นอย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดแล้วเจ้าก็จะไปถึงจุดที่คำสรรเสริญค่อย ๆ รินไหลเข้ามาเติมเต็มในใจเจ้า และมันดีกว่าการสวดอธิษฐานเสียด้วยซ้ำ จากนั้น เจ้าก็จะได้ครองภูมิรู้บางอย่าง หากเจ้าสามารถบรรลุสภาวะความอยู่ดังที่อธิบายข้างต้น มันจะเป็นข้อพิสูจน์ที่แสดงว่าใจของเจ้าสงบนิ่งเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าอย่างแท้จริง นี่คือบทเรียนพื้นฐานบทแรก เพียงภายหลังจากที่ผู้คนสามารถสงบใจเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าได้แล้วเท่านั้น พวกเขาจึงจะสามารถรับการสัมผัสจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ และได้รับความรู้แจ้งและการให้ความกระจ่างจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเมื่อถึงตอนนั้นพวกเขาจึงจะสามารถมหาสนิทกับพระเจ้าได้อย่างแท้จริง รวมทั้งเข้าใจในน้ำพระทัยของพระเจ้าและการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แล้วพวกเขาก็จะได้เข้าไปอยู่ในร่องครรลองที่ถูกต้องในชีวิตผ่ายจิตวิญญาณของพวกเขา เมื่อการฝึกฝนของพวกเขาในการใช้ชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้มาถึงความลึกที่ระดับหนึ่ง และพวกเขาสามารถตัดขาดจากตัวเอง ชิงชังตัวเอง และใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้าได้แล้ว ใจของพวกเขาก็จะสงบนิ่งเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าอย่างแท้จริง การที่สามารถชิงชังตัวเอง สาปแช่งตัวเอง และตัดขาดจากตัวเองได้นั้น เป็นผลสัมฤทธิ์ที่บรรลุได้โดยราชกิจของพระเจ้า และไม่อาจทำสำเร็จโดยตัวผู้คนเองตามลำพัง ด้วยเหตุนี้ การฝึกสงบใจของคนเราเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าจึงเป็นบทเรียนที่ผู้คนควรเข้าถึงในทันที สำหรับผู้คนบางคน ไม่เพียงแต่พวกเขาจะไม่สามารถสงบใจเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าได้ตามปกติ แต่พวกเขายังไม่สามารถสงบใจของตนเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าขณะกำลังสวดอธิษฐานอีกด้วย นี่เป็นเรื่องที่ต่ำกว่ามาตรฐานของพระเจ้ายิ่งนัก! หากใจของเจ้าไม่อาจสงบนิ่งเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า เจ้าจะถูกขับเคลื่อนโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้หรือ? หากเจ้าเป็นผู้ที่ไม่สามารถสงบใจเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เจ้าก็มีแนวโน้มที่จะวอกแวกเสียสมาธิ ยามที่มีใครบางคนแวะเวียนมาหา หรือในขณะที่คนอื่น ๆ กำลังพูดคุยกัน และจิตใจของเจ้าก็อาจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวได้ในขณะที่คนอื่น ๆ กำลังทำอะไรต่ออะไรกันอยู่ อันเป็นกรณีที่เจ้าไม่ได้ใช้ชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า หากใจของเจ้าสงบเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าอย่างแท้จริง เจ้าจะไม่ว้าวุ่นไปกับสิ่งใดๆ ที่กำลังดำเนินไปในโลกภายนอก หรือถูกบุคคลใด เหตุการณ์ใด หรือสิ่งใด เข้าครอบงำ หากเจ้ามีการเข้าสู่สภาวะนี้ สภาวะเชิงลบทั้งหลายและสิ่งที่ไม่ดีทั้งมวล ไม่ว่าจะเป็นมโนคติของมนุษย์ ปรัชญาต่าง ๆ สำหรับการดำเนินชีวิต ความสัมพันธ์อันผิดปกติระหว่างผู้คน และแนวคิดและความนึกคิด และอื่น ๆ ก็จะสลายไปโดยธรรมชาติ เนื่องเพราะเจ้าพิจารณาพระวจนะของพระเจ้าเสมอ และใจของเจ้าก็เข้าสนิทกับพระเจ้าเสมอและวนเวียนจดจ่ออยู่กับพระวจนะของพระเจ้าในปัจจุบันเสมอ สิ่งที่ไม่ดีเหล่านั้นจะหลุดพ้นไปจากเจ้าโดยที่เจ้าไม่ทันได้รู้ตัว เมื่อสิ่งใหม่ ๆและดี ๆ เข้าครองใจเจ้า สิ่งไม่ดีที่มีอยู่เดิมก็จะไม่มีที่อยู่ ดังนั้นจงอย่าให้ความสนใจกับสิ่งไม่ดีเหล่านั้น เจ้าไม่จำเป็นต้องพยายามควบคุมสิ่งต่างๆ เหล่านั้น เจ้าควรเพ่งความสนใจไปที่การมีใจสงบเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า กิน ดื่ม และเกษมสำราญไปกับพระวจนะของพระเจ้าให้มากที่สุดเท่าที่เจ้าจะทำได้ ขับร้องเพลงสวดสรรเสริญพระเจ้าให้มากที่สุดเท่าที่เจ้าจะทำได้ และยอมให้พระเจ้ามีโอกาสได้ใช้ความพยายามกับเจ้า ด้วยขณะนี้พระเจ้าต้องการที่จะปรับปรุงมนุษย์ให้สมบูรณ์แบบด้วยพระองค์เอง และพระองค์ต้องการที่จะได้หัวใจของเจ้า พระวิญญาณของพระองค์ทำให้หัวใจของเจ้าเคลื่อนที่ไป และหากได้ปฏิบัติตามการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ จนเจ้าได้มาใช้ชีวิตเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า เจ้าจะทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย หากเจ้าให้ความสนใจกับการใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า และเข้าไปผูกพันในสัมพันธภาพที่เกี่ยวกับความจริง เพื่อให้ได้รับความรู้แจ้งและการทำให้กระจ่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ บรรดามโนคติทางศาสนารวมทั้งความคิดว่าตนเองถูกเสมอ และความคิดว่าตนเองสำคัญกว่าผู้อื่นของเจ้าก็จะหายไปหมดสิ้น และเจ้าก็จะรู้ว่าจะสละอุทิศทั้งหมดของตัวเจ้าเองเพื่อพระเจ้า รักพระเจ้า และทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้อย่างไร และโดยที่เจ้าไม่ทันได้ตระหนักในเรื่องนี้ บรรดาสิ่งต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าจะค่อย ๆ กระจัดกระจายออกไปจากจิตสำนึกของเจ้าจนหมดสิ้น

ตัดตอนมาจาก “เรื่องการสงบจิตใจของเจ้าเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 420

การพิจารณาและสวดอธิษฐานไปกับพระวจนะของพระเจ้าในขณะที่กำลังกินและดื่มพระวจนะในปัจจุบันของพระองค์ เป็นขั้นตอนแรกที่จะก้าวไปสู่การมีใจที่สงบเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า หากเจ้าสามารถสงบใจเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าได้อย่างแท้จริงแล้ว เจ้าก็จะได้รับความรู้แจ้งและการทำให้กระจ่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณทั้งหมดนั้นสำเร็จลุล่วงมาได้ โดยการมีใจที่สงบเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า ในขณะที่กำลังอธิษฐาน เจ้าจะต้องสงบใจเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า และในยามนั้นเท่านั้น ที่เจ้าจะถูกขับเคลื่อนโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ เมื่อเจ้าสงบใจเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าในยามที่เจ้ากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า เจ้าจะได้รับความรู้แจ้งและการทำให้กระจ่าง และสามารถบรรลุความรู้ความเข้าใจที่แท้จริงในพระวจนะของพระเจ้า ในกิจกรรมต่าง ๆ ของการใคร่ครวญภาวนาและการมีสัมพันธภาพตามปกติของเจ้าและการเข้าสนิทกับพระเจ้าในใจของเจ้า จนเจ้าได้มาสงบใจเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า เจ้าจะสามารถเกษมสำราญไปกับการได้เฝ้าชิดสนิทกับพระเจ้าอย่างแท้จริง ได้มีความเข้าใจถ่องแท้ถึงความรักของพระเจ้าและราชกิจของพระองค์ และได้แสดงออกถึงความอาทรและความเอาใจใส่ที่แท้จริงต่อความตั้งใจของพระเจ้า ยิ่งเจ้าสามารถสงบใจเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าอย่างเป็นปกติธรรมดามากขึ้นเท่าใด เจ้าก็จะยิ่งได้รับการทำให้กระจ่างมากขึ้นเท่านั้น และเจ้าก็จะยิ่งเข้าใจอุปนิสัยใจคออันเสื่อมทรามของเจ้าเอง สิ่งที่เจ้ายังขาดอยู่ สิ่งที่เจ้าควรเข้าถึง หน้าที่ที่เจ้าควรกระทำ และข้อบกพร่องของเจ้าอยู่ตรงไหน—มากขึ้นเท่านั้น ทั้งหมดนี้บรรลุได้โดยการสงบใจเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า หากเจ้าได้มาซึ่งการมีใจที่สงบเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าในระดับที่ลึกซึ้งอย่างแท้จริงแล้ว เจ้าจะสามารถเข้าใจความเร้นลับบางอย่างของพระวิญญาณ เข้าใจว่าในขณะนี้พระเจ้าปรารถนาจะกระทำการอันใดในตัวเจ้า เข้าใจพระวจนะของพระเจ้าลึกซึ้งยิ่งขึ้น เข้าใจแก่นแท้ของพระวจนะของพระเจ้า สาระสำคัญของพระวจนะของพระเจ้า การเป็นอยู่ของพระวจนะของพระเจ้า และเจ้าจะสามารถมองเห็นครรลองแห่งการฝึกฝนได้อย่างชัดเจนและถูกต้องยิ่งขึ้น หากเจ้าไม่บรรลุระดับความลึกซึ้งที่เพียงพอในการสงบจิตวิญญาณของเจ้า เจ้าก็จะได้รับการขับเคลื่อนโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เจ้าจะรู้สึกว่าได้รับการเสริมกำลังอยู่ภายใน และจะรู้สึกถึงความเบิกบานใจและความสงบสุขในปริมาณหนึ่ง แต่เจ้าจะไม่เข้าใจอะไรที่ลึกซึ้งไปกว่านั้น เราได้พูดไว้ก่อนหน้านี้: หากผู้คนไม่นำพละกำลังของตนทุกหยาดหยดออกมาใช้ ก็คงเป็นการยากที่พวกเขาจะได้ยินเสียงของเราหรือได้เห็นหน้าของเรา เรื่องนี้พาดพิงไปถึงการเข้าถึงระดับความลึกซึ้งในการสงบใจของคนเราเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า และไม่ใช่เป็นการใช้ความพยายามอย่างผิวเผิน บุคคลที่สามารถสงบใจเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าได้อย่างแท้จริงจะสามารถปลดตัวเองออกจากพันธนาการทางโลกได้ทุกอย่าง และจะได้รับการการครอบครองเป็นสมบัติโดยพระเจ้า ทุกคนที่ไม่สามารถสงบใจเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าได้ เป็นพวกที่ไร้ศีลธรรมและทำทุกอย่างไปตามอำเภอใจอย่างแน่นอน ทุกคนที่สามารถสงบใจเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าได้ คือผู้ที่มีศรัทธาแก่กล้าต่อพระเจ้า และเป็นผู้ที่ปรารถนาพระเจ้า มีเพียงผู้ที่สงบใจเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าเท่านั้นที่เห็นคุณค่าของชีวิต เห็นคุณค่าของสัมพันธภาพในจิตวิญญาณ กระหายในพระวจนะของพระเจ้า และแสวงหาความจริง ผู้ใดก็ตามที่ไม่เห็นคุณค่าของการสงบใจเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าและไม่ได้ฝึกฝนการสงบใจเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า เป็นคนที่ผิวเผินและไร้ประโยชน์ ผูกติดอยู่กับทางโลกและปราศจากชีวิต ต่อให้พวกเขาพูดว่าพวกเขาเชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็แค่พูดพล่อยเพียงลมปากที่ขาดความจริงใจเท่านั้น ผู้ที่ท้ายที่สุดแล้วได้ถูกพระเจ้าทำให้สมบูรณ์แบบและเพียบพร้อม คือคนที่สามารถทำใจให้สงบเฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ได้ ดังนั้น ผู้ที่มีใจสงบเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าจึงจะได้รับพระคุณเป็นพระพรอันยิ่งใหญ่ ผู้ที่แทบจะไม่ค่อยใช้เวลาในการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าจนตลอดวัน ผู้ที่หมกมุ่นวุ่นวายอยู่กับกิจการต่าง ๆ ภายนอกและให้คุณค่าต่อการเข้าถึงชีวิตเพียงน้อยนิด—พวกนี้ทั้งหมดล้วนเป็นพวกมือถือสากปากถือศีล ไร้โอกาสความเป็นไปได้ของการเติบโตในอนาคต ผู้ที่สามารถสงบใจเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าและผู้ที่สามารถสื่อสารใกล้ชิดกับพระเจ้าได้อย่างแท้จริงต่างหากที่เป็นคนของพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “เรื่องการสงบจิตใจของเจ้าเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 421

การที่จะมาอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าเพื่อยอมรับพระวจนะของพระองค์เป็นชีวิตของเจ้านั้น อันดับแรกคือเจ้าจะต้องทำใจให้สงบเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าเสียก่อน ต่อเมื่อเจ้าสงบใจเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าแล้วเท่านั้น พระเจ้าจึงจะทำให้เจ้ากระจ่างแจ้งและมอบความรู้ให้แก่เจ้า ยิ่งผู้คนสงบใจเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าได้มากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็จะสามารถรับความรู้แจ้งและการให้ความกระจ่างจากพระเจ้าได้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น ทั้งหมดนี้กำหนดให้ผู้คนต้องมีความศรัทธาและความเชื่อ ด้วยเหตุนี้เท่านั้นพวกเขาจึงจะได้รับการปรับปรุงให้สมบูรณ์แบบได้ บทเรียนพื้นฐานสำหรับการเข้าถึงชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณก็คือการสงบใจเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า ต่อเมื่อเจ้าสงบใจเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าแล้วเท่านั้น การฝึกอบรมฝ่ายจิตวิญญาณของเจ้าทั้งหมดจึงจะเกิดประสิทธิภาพ หากใจของเจ้าไม่สามารถสงบได้เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า เจ้าจะไม่สามารถรับราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ หากใจของเจ้าสงบนิ่งเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าไม่ว่าเจ้าจะกำลังทำอะไรอยู่ก็ตาม เจ้าก็เป็นใครคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า หากใจของเจ้าสงบนิ่งเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าและเข้าสนิทกับพระเจ้าไม่ว่าเจ้าจะกำลังทำอะไรอยู่ก็ตาม นี่พิสูจน์ว่าเจ้าเป็นบุคคลที่สงบใจเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า หากว่า เมื่อเจ้ากำลังพูดคุยกับบุคคลอื่น ๆ หรือกำลังเดิน เจ้าสามารถพูดได้ว่า “ใจของข้าพเจ้ากำลังเข้าสนิทกับพระเจ้า และไม่ได้มุ่งความสนใจไปที่สิ่งต่าง ๆ ภายนอก และข้าพเจ้าสามารถสงบใจเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าได้” เจ้าก็คือใครคนหนึ่งที่มีใจสงบเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า อย่าเข้าไปผูกพันกับอะไรก็ตามที่ดึงใจของเจ้าไปหาเรื่องราวต่าง ๆ ภายนอก หรือกับผู้คนที่พรากใจของเจ้าไปจากพระเจ้า ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรก็ตามที่สามารถหันเหใจของเจ้าไปจากการอยู่ใกล้ชิดกับพระเจ้า จงเลิกยุ่งเกี่ยวกับมันเสีย หรืออยู่ห่างมันไว้ นี่เป็นประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่าต่อชีวิตของเจ้า บัดนี้เป็นเวลาอันสมควรพอดีสำหรับราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นเวลาที่พระเจ้าทำการปรับปรุงให้ผู้คนเกิดความสมบูรณ์แบบด้วยพระองค์เอง หากว่า ขณะนี้ เจ้าไม่สามารถสงบใจเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าได้ เจ้าก็คงไม่ใช่ใครบางคนที่จะได้หวนคืนสู่หน้าพระบัลลังก์ของพระเจ้า หากเจ้าไล่ตามไขว่คว้าสิ่งต่างๆ ที่นอกเหนือไปจากพระเจ้า ย่อมไม่มีทางที่เจ้าจะได้รับการปรับปรุงให้สมบูรณ์แบบจากพระเจ้าได้ ผู้ที่สามารถได้ยินถ้อยรับสั่งเช่นนั้นจากพระเจ้า แต่กลับไม่สามารถสงบใจเฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ได้ในวันนี้ คือคนที่ไม่ได้รักความจริงและไม่ได้รักพระเจ้า หากเจ้าจะไม่ถวายตัวเจ้าในตอนนี้ แล้วเจ้ากำลังรออะไรอยู่? การถวายตัวก็คือการทำให้ใจของคน ๆ นั้นมีความสงบเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า นั่นจะเป็นการมอบถวายที่แท้จริง ผู้ใดก็ตามที่มอบถวายใจของตนให้แก่พระเจ้าอย่างจริงใจ บัดนี้ได้รับความมั่นใจว่าจะได้รับการปรับปรุงให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า ไม่มีสิ่งใด—ไม่สำคัญว่าจะเป็นอะไร—จะสามารถมารบกวนเจ้าได้ ไม่ว่าจะเป็นการมาปรับแต่งเจ้าหรือมาจัดการแก้ไขเจ้า หรือไม่ว่าเจ้าจะประสบกับความคับข้องหรือความล้มเหลวหรือไม่ ใจของเจ้าก็ควรสงบนิ่งเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าเสมอ ไม่ว่าผู้คนจะปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไร จิตใจของเจ้าควรสงบนิ่งเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า ไม่สำคัญว่าเจ้าจะเผชิญหน้ากับสถานการณ์แวดล้อมอะไรก็ตาม ไม่ว่าเจ้าจะถูกรุมเร้าจากความทุกข์ยาก ความเจ็บปวด การจองล้างจองผลาญ หรือความทุกข์ทรมานที่แตกต่างออกไป ใจของเจ้าควรสงบนิ่งเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าเสมอ เฉกนั้นเป็นครรลองไปสู่การถูกปรับปรุงให้สมบูรณ์แบบ ครั้นเจ้าสงบนิ่งเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าอย่างแท้จริงแล้วเท่านั้น พระวจนะปัจจุบันของพระเจ้าจึงจะปรากฏชัดแก่เจ้า แล้วเจ้าจึงจะสามารถปฏิบัติฝึกฝนได้อย่างถูกต้องมากขึ้น และปราศจากการเบี่ยงเบนของความรู้แจ้งและการทำให้กระจ่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ สามารถเข้าใจความตั้งใจของพระเจ้าอย่างชัดแจ้งยิ่งกว่าเดิม อันจะช่วยให้การรับใช้ของเจ้ามีทิศทางที่ชัดเจนขึ้น เข้าใจการขยับเคลื่อนไปและการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้อย่างถูกต้องแม่นยำมากขึ้น และทำให้มั่นใจในการใช้ชีวิตภายใต้การทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เฉกนั้นเป็นผลสำเร็จที่บรรลุได้ด้วยการสงบใจเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าอย่างแท้จริง ยามที่ผู้คนไม่เข้าใจพระวจนะของพระเจ้าอย่างชัดเจน ไม่มีครรลองที่จะปฏิบัติฝึกฝน ไม่เข้าใจความตั้งใจของพระเจ้า หรือขาดหลักการต่างๆสำหรับการปฏิบัติฝึกฝน ก็เป็นเพราะใจของพวกเขาไม่ได้สงบนิ่งเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า วัตถุประสงค์ของการสงบใจเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าก็เพื่อการได้เป็นคนที่มุ่งมั่นจริงจังและเป็นคนที่ยึดหลักความเป็นจริงจากการปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี เพื่อแสวงหาความถูกต้องและความโปร่งใสในพระวจนะของพระเจ้า และท้ายที่สุดเพื่อจะได้ไปถึงจุดที่มีความเข้าใจในความจริงและรู้จักพระเจ้า

หากมีไม่บ่อยครั้งนักที่ใจของเจ้าสงบนิ่งเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า พระเจ้าย่อมไม่มีหนทางที่จะปรับปรุงเจ้าให้สมบูรณ์แบบได้ การอยู่โดยไม่มีความตั้งใจแน่วแน่ก็แทบไม่ต่างอะไรกับการไม่มีใจ และบุคคลที่ปราศจากใจย่อมไม่สามารถสงบใจเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าได้ บุคคลเช่นนั้นไม่รู้หรอกว่าพระเจ้าทำงานมากมายเพียงใด หรือพระองค์เปล่งพระวาจามากแค่ไหน และพวกเขาก็ไม่รู้ด้วยว่าจะปฏิบัติฝึกฝนอย่างไร นี่ไม่ใช่บุคคลที่ปราศจากหัวใจดอกหรือ? บุคคลที่ปราศจากใจจะสงบนิ่งเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้หรือ? พระเจ้าไม่มีหนทางที่จะปรับปรุงผู้คนที่ปราศจากหัวใจให้เป็นผู้ที่สมบูรณ์แบบได้—พวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์ที่ใช้ในงานบรรทุก พระเจ้าตรัสไว้อย่างชัดเจนและโปร่งใสเป็นยิ่งนัก ทว่าหัวใจของเจ้ายังคงไม่รู้สึกซาบซึ้ง และเจ้าก็ยังคงอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถสงบใจเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าได้ เจ้าไม่ใช่สัตว์เดรัจฉานหน้าโง่ตัวหนึ่งดอกหรือ? คนบางคนหลงออกนอกลู่นอกทางไปในการฝึกสงบใจเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า ถึงเวลาหุงหาอาหาร พวกเขาก็ไม่หุงหาอาหาร และครั้นได้เวลาทำงานบ้าน พวกเขาก็ไม่ทำงานบ้าน เอาแต่สวดอธิษฐานและใคร่ครวญภาวนาต่อไป การสงบใจเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าไม่ได้หมายถึงการไม่หุงหาอาหารหรือไม่ทำงานบ้าน หรือไม่ใช้ชีวิตของเรา แต่มันคือการที่สามารถทำใจของเราให้สงบเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าในสภาวการณ์ปกติทุกอย่าง และการมีที่สถิตสำหรับพระเจ้าในใจของเรา—เสียมากกว่า ในเวลาที่เจ้าสวดอธิษฐาน เจ้าควรคุกเข่าอย่างเหมาะสมเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าแล้วจึงอธิษฐาน แต่ยามที่เจ้าทำงานบ้านหรือเตรียมอาหาร ให้สงบใจของเจ้าเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า พิจารณาพระวจนะของพระเจ้า หรือฮัมเพลงสวดสรรเสริญ ไม่สำคัญว่าเจ้าจะตกอยู่ในสถานการณ์ใด เจ้าควรมีแนวทางของเจ้าเองในการปฏิบัติฝึกฝน เจ้าควรทำทุกอย่างที่เจ้าทำได้เพื่อเข้าสนิทกับพระเจ้า และเจ้าควรพยายามอย่างสุดกำลังเพื่อสงบใจของเจ้าเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า ยามที่สถานการณ์แวดล้อมเอื้ออำนวย จงอธิษฐานอย่างเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น ยามสถานการณ์แวดล้อมไม่อำนวย จงเข้าสนิทกับพระเจ้าแต่ในใจเจ้าในยามที่กำลังปฏิบัติภารงานตรงหน้า ยามที่เจ้าสามารถกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าก็จงกินและดื่มพระวจนะของพระองค์ ยามที่เจ้าสามารถสวดอธิษฐานได้ก็จงอธิษฐาน ยามที่เจ้าสามารถไตร่ตรองพระเจ้าได้ก็จงไตร่ตรองพระองค์ กล่าวได้อีกอย่างว่า จงทำให้เต็มที่เพื่อฝึกฝนตัวเจ้าเองสำหรับการเข้าเฝ้าตามสภาวะแวดล้อมของเจ้า คนบางคนสามารถสงบใจเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้ในยามไม่มีอะไรให้กังวล แต่ทันทีที่บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น จิตใจของพวกเขาก็เหม่อลอยไป นั่นไม่ใช่การสงบใจเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า วิธีที่ถูกต้องที่จะได้รับประสบการณ์ก็คือ: ไม่ว่าจะในสถานการณ์แวดล้อมใดก็ตาม ใจของเราจะไม่พรากจากพระเจ้า หรือรู้สึกถูกรบกวนจากผู้คน เหตุการณ์ หรือสิ่งต่าง ๆ ภายนอก และมีเพียงยามนั้น ที่เราจะเป็นบุคคลหนึ่งซึ่งมีใจสงบเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าอย่างแท้จริง บางคนพูดว่า เวลาที่พวกเขาสวดอธิษฐานในหมู่ผู้ชุมนุม ใจของพวกเขาสามารถสงบนิ่งเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าได้ แต่ในการมีสัมพันธภาพกับคนอื่นๆ พวกเขาไม่สามารถสงบใจเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าได้ และความคิดคำนึงของพวกเขาจะลอยเตลิดไปไกล นี่ไม่ใช่การสงบใจเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า ทุกวันนี้ ผู้คนส่วนใหญ่อยู่ในสภาวะนี้ ใจของพวกเขามิอาจสงบนิ่งเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าได้เสมอไป ด้วยเหตุนี้ พวกเจ้าจะต้องเพิ่มความพยายามในการฝึกฝนตัวพวกเจ้าเองในด้านนี้ เข้าเฝ้า ทีละขั้น ไปตามร่องครรลองที่ถูกต้องของประสบการณ์ชีวิต และเริ่มดำเนินการไปตามครรลองของการถูกปรับปรุงให้สมบูรณ์แบบโดยพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “เรื่องการสงบจิตใจของเจ้าเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 422

พระราชกิจและพระวจนะของพระเจ้ามีไว้เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของพวกเจ้า เป้าหมายของพระองค์ไม่ใช่เพียงเพื่อทำให้พวกเจ้าเข้าใจหรือรู้ถึงพระราชกิจและพระวจนะของพระองค์ นั่นไม่เพียงพอ พวกเจ้าเป็นบุคคลที่มีความสามารถในการจับใจความ ดังนั้น พวกเจ้าไม่ควรมีความยากลำบากในการเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า เพราะพระวจนะของพระเจ้าส่วนใหญ่เขียนด้วยภาษามนุษย์ และพระองค์ตรัสอย่างเรียบง่ายมาก ตัวอย่างเช่น เจ้ามีความสามารถในการเรียนรู้อย่างสมบูรณ์แบบในสิ่งที่พระเจ้าทรงประสงค์ให้เจ้าเข้าใจและปฏิบัติตาม นี่เป็นบางสิ่งที่บุคคลปกติที่มีสติปัญญาแห่งความเข้าใจควรจะสามารถทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระวจนะที่พระเจ้ากำลังตรัสในช่วงระยะปัจจุบันนั้นชัดเจนและโปร่งใสเป็นพิเศษ และพระเจ้ากำลังทรงบ่งชี้หลายสิ่งที่ผู้คนไม่ได้พิจารณา รวมถึงกิริยาทั้งหมดของสภาวะมนุษย์ พระวจนะของพระองค์ครอบคลุมทั้งหมดและชัดเจนดั่งแสงของพระจันทร์เต็มดวง ดังนั้นในตอนนี้ ผู้คนเข้าใจถึงปัญหามากมายแต่ยังมีบางสิ่งที่ขาดหายไป นั่นคือ ผู้คนที่นำพระวจนะของพระองค์ไปปฏิบัติ ผู้คนจะต้องได้รับประสบการณ์กับแง่มุมทั้งหมดของความจริงในรายละเอียด และสำรวจและค้นหามันในรายละเอียดที่ลึกขึ้นมากกว่าแค่เพียงรอที่จะดูดซับสิ่งใดก็ตามที่มีอยู่ให้แก่พวกเขาเอง มิฉะนั้นพวกเขาจะกลายเป็นอะไรที่ไม่ได้มากไปกว่าปรสิตสักเท่าไหร่ พวกเขารู้จักพระวจนะของพระเจ้าแต่ยังไม่ได้นำมันไปปฏิบัติ บุคคลประเภทนี้ไม่ได้รักความจริงและจะถูกกำจัดในที่สุด การเป็นเช่นเปโตรแห่งทศวรรษ 1990 นั้นหมายความว่า พวกเจ้าแต่ละคนควรปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า มีการเข้าสู่ที่แท้จริงในประสบการณ์ของพวกเจ้า และได้รับความรู้แจ้งมากยิ่งขึ้นและยิ่งใหญ่ขึ้นทุกทีในความร่วมมือของพวกเจ้ากับพระเจ้า ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความช่วยเหลือให้กับชีวิตของพวกเจ้าเองเรื่อยไป หากพวกเจ้าได้อ่านพระวจนะของพระเจ้ามากมายแต่เข้าใจเพียงความหมายของข้อความและขาดความรู้โดยตรงเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าโดยผ่านทางประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่รู้จักพระวจนะของพระเจ้า เท่าที่เจ้าเกี่ยวข้องนั้น พระวจนะของพระเจ้าไม่ใช่ชีวิต แต่เป็นเพียงตัวอักษรที่เขียนไว้อันไร้ชีวิต และหากเจ้าเพียงใช้ชีวิตอยู่ในการสังเกตตัวอักษรที่เขียนไว้อันไร้ชีวิต เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่สามารถจับความเข้าใจแก่นแท้ของพระวจนะของพระเจ้า และเจ้าจะไม่เข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์ จนเมื่อเจ้าได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์ในประสบการณ์จริงของเจ้าแล้วเท่านั้น ความหมายทางจิตวิญญาณของพระวจนะของพระเจ้าจึงจะเปิดให้กับเจ้า และมันเป็นไปโดยผ่านทางประสบการณ์ที่เจ้าสามารถจับความเข้าใจความหมายทางจิตวิญญาณของความจริงมากมายและไขกุญแจสิ่งลึกลับทั้งหลายของพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น หากเจ้าไม่นำมันไปปฏิบัติแล้ว เช่นนั้นแล้วไม่ว่าพระวจนะของพระองค์จะชัดเจนเพียงใด ทั้งหมดที่เจ้าได้จับความเข้าใจก็คือตัวอักษรที่เขียนไว้อันว่างเปล่าและบรรดาคำสอน ซึ่งได้กลายเป็นกฎทางศาสนาสำหรับเจ้า นี่ไม่ใช่สิ่งที่พวกฟาริสีทำกันหรอกหรือ? หากพวกเจ้าปฏิบัติตามและได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้า มันจะกลายเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงแก่พวกเจ้า หากเจ้าไม่ได้พยายามที่จะปฏิบัติตามมัน เช่นนั้นแล้วพระวจนะของพระเจ้าในสายตาเจ้าก็ไม่ได้เป็นอะไรที่มากไปกว่าตำนานของสวรรค์ชั้นที่สามสักเท่าไหร่ ในความเป็นจริง กระบวนการของการเชื่อในพระเจ้าคือกระบวนการของพวกเจ้าที่ได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์เช่นเดียวกับการได้รับการทรงรับไว้โดยพระองค์ หรือกล่าวให้ชัดเจนมากขึ้นก็คือ การเชื่อในพระเจ้าคือการมีความรู้และความเข้าใจในพระวจนะของพระองค์ และการได้รับประสบการณ์กับและการดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระองค์ เช่นนั้นคือความเป็นจริง เบื้องหลังความเชื่อในพระเจ้าของพวกเจ้า หากพวกเจ้าเชื่อในพระเจ้าและหวังว่าจะได้ชีวิตนิรันดร์โดยไม่พยายามปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าในฐานะบางสิ่งที่พวกเจ้ามีอยู่ภายในตัวพวกเจ้าแล้ว เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าก็คือคนโง่ นี่คงจะเป็นเช่นการไปงานเลี้ยงแล้วมองไปที่อาหารและเรียนรู้สิ่งที่อร่อยด้วยหัวใจโดยไม่ได้ลิ้มรสใด ๆ ของมันจริง ๆ เท่านั้น บุคคลเช่นนี้จะไม่ได้เป็นคนโง่คนหนึ่งหรอกหรือ?

ตัดตอนมาจาก “ทันทีที่เจ้าเข้าใจความจริง เจ้าควรนำมันไปปฏิบัติ” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 423

ความจริงที่ว่ามนุษย์ต้องการที่จะครอบครองพบอยู่ในพระวจนะของพระเจ้า และมันก็เป็นความจริงที่เป็นประโยชน์และเกื้อกูลต่อมวลมนุษย์มากที่สุด มันเป็นยาชูกำลังและความค้ำจุนที่ร่างกายของพวกเจ้าต้องการ เป็นบางสิ่งที่ช่วยมนุษย์ฟื้นคืนสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องเหมาะสมของเขา มันเป็น ความจริงที่มนุษย์ควรจะเตรียมพร้อมที่จะมี ยิ่งพวกเจ้าปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้นเท่าไหร่ ชีวิตของพวกเจ้าก็จะยิ่งเบ่งบานรวดเร็วมากขึ้นเท่านั้น และความจริงจะยิ่งกลับกลายเป็นชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น ในขณะที่พวกเจ้าเติบโตขึ้นทางวุฒิภาวะ พวกเจ้าจะเห็นสิ่งต่าง ๆ ของโลกฝ่ายจิตวิญญาณได้อย่างชัดเจนมากขึ้น และพวกเจ้าจะมีความแข็งแกร่งที่จะมีชัยเหนือซาตานมากขึ้นเท่านั้น ความจริงส่วนมากที่พวกเจ้าไม่เข้าใจจะถูกทำให้ชัดเจนเมื่อพวกเจ้าปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า คนส่วนใหญ่จะพึงพอใจเพียงที่จะเข้าใจข้อความของพระวจนะของพระเจ้าและมุ่งเน้นในการเตรียมความพร้อมให้ตัวเองด้วยคำสอนแทนที่จะทำให้ประสบการณ์ของพวกเขาลึกซึ้งโดยการปฏิบัติ แต่นั่นไม่ใช่หนทางของพวกฟาริสีหรอกหรือ? ดังนั้นแล้ววลีที่ว่า “พระวจนะของพระเจ้าคือชีวิต” จะเป็นจริงสำหรับพวกเขาได้อย่างไร? ชีวิตของบุคคลหนึ่งนั้นไม่สามารถเติบโตได้อย่างง่ายดายโดยการอ่านพระวจนะของพระเจ้า แต่จะเติบโตได้อย่างง่ายดายเมื่อนำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติแล้วเท่านั้น หากมันเป็นความเชื่อของเจ้าที่จะเข้าใจว่าพระวจนะของพระเจ้าคือทั้งหมดที่จำเป็นในการมีชีวิตและวุฒิภาวะ เช่นนั้นแล้วความเข้าใจของเจ้าก็บิดเบี้ยว การเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าอย่างแท้จริงเกิดขึ้นเมื่อเจ้าปฏิบัติตามความจริง และเจ้าต้องเข้าใจว่า “มีแต่การนำความจริงไปปฏิบัติเท่านั้น จึงจะสามารถเข้าใจมันได้” ในวันนี้ หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า เจ้าสามารถพูดได้เพียงว่าเจ้ารู้จักพระวจนะของพระเจ้า แต่เจ้าไม่สามารถพูดได้ว่าเจ้าเข้าใจมัน บางคนกล่าวว่าหนทางเดียวที่จะนำความจริงไปปฏิบัติได้ก็คือการเข้าใจมันเสียก่อน แต่นี่ถูกต้องแค่เพียงบางส่วนและแน่นอนว่าไม่ได้ถูกต้องทั้งหมด ก่อนที่เจ้าจะมีความรู้เกี่ยวกับความจริง เจ้าไม่เคยได้รับประสบการณ์กับความจริงนั้น การรู้สึกว่าเจ้าเข้าใจบางสิ่งที่เจ้าได้ยินในคำเทศนานั้นไม่ใช่การเข้าใจอย่างแท้จริง—นี่เป็นเพียงแค่การครอบครองถ้อยคำที่แท้จริงของความจริง และมันก็ไม่เหมือนกับการเข้าใจความหมายที่แท้จริงในเรื่องนั้น การมีแค่ความรู้เพียงผิวเผินเกี่ยวกับความจริงไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะเข้าใจมันจริงหรือมีความรู้เกี่ยวกับมันจริง ๆ ความหมายที่แท้จริงของความจริงมาจากการได้รับประสบการณ์กับมันแล้ว ดังนั้น จนเมื่อเจ้าได้รับประสบการณ์กับความจริงแล้วเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถเข้าใจมันได้ และเมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถจับความเข้าใจส่วนที่ซ่อนอยู่ของมันได้ การทำให้ประสบการณ์ของเจ้าลึกซึ้งเป็นหนทางเดียวที่จะจับความเข้าใจความหมายแฝงและเข้าใจแก่นแท้แห่งความจริง ดังนั้น เจ้าสามารถไปได้ทุกหนทุกแห่งกับความจริง แต่หากไม่มีความจริงในตัวเจ้า เช่นนั้นแล้วจงอย่าคิดพยายามโน้มน้าวแม้แต่สมาชิกในครอบครัวของเจ้า ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้คนที่เคร่งศาสนา หากปราศจากความจริงเจ้าก็เหมือนเกล็ดหิมะที่ปลิวหลุดลอย แต่ด้วยความจริง เจ้าสามารถมีความสุขและเป็นอิสระ และไม่มีใครสามารถกล้ำกรายเจ้าได้ ไม่สำคัญว่าทฤษฎีจะแข็งแกร่งแค่ไหน มันก็ไม่สามารถเอาชนะความจริงได้ ด้วยความจริง โลกเองสามารถแกว่งไปมา และภูเขาและทะเลเคลื่อนไหวได้ ในขณะที่การขาดความจริงสามารถนำไปสู่การที่กำแพงเมืองที่แข็งแกร่งถูกย่นย่อจนกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อยด้วยพวกหนอนแมลง นี่คือ ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน

ตัดตอนมาจาก “ทันทีที่เจ้าเข้าใจความจริง เจ้าควรนำมันไปปฏิบัติ” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 424

ณ ช่วงระยะปัจจุบัน มันสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะรู้ความจริงเป็นอย่างแรก และจากนั้นจึงนำมันไปปฏิบัติและเตรียมความพร้อมให้แก่ตัวพวกเจ้าเองต่อไปด้วยความหมายที่แท้จริงของความจริง พวกเจ้าควรพยายามบรรลุการนี้ แทนที่จะแค่เสาะหาการทำให้คนอื่น ๆ ติดตามคำของเจ้า เจ้าควรทำให้พวกเขาติดตามการปฏิบัติของเจ้า มีเพียงหนทางนี้เท่านั้นที่เจ้าสามารถค้นพบบางสิ่งที่มีความหมาย ไม่สำคัญว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเจ้า ไม่สำคัญว่าเจ้าจะพบเจอใครก็ตาม ตราบที่เจ้ามีความจริง เจ้าจะสามารถตั้งมั่นได้ พระวจนะของพระเจ้าคือสิ่งที่นำชีวิตมาสู่มนุษย์ ไม่ใช่ความตาย หากหลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้าแล้ว เจ้าไม่ได้กลับมามีชีวิต แต่ยังคงอยู่ท่ามกลางหมู่ผู้ที่ตายแล้ว เช่นนั้นแล้วย่อมมีบางอย่างผิดปกติกับเจ้า หากหลังจากช่วงเวลาหนึ่งเจ้าได้อ่านพระวจนะของพระเจ้ามากมายและได้ยินคำเทศนาที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากมาย แต่เจ้ายังคงอยู่ในสภาพเงื่อนไขของความตาย เช่นนั้นแล้วนี่ก็เป็นข้อพิสูจน์ว่าเจ้าไม่ใช่คนที่เห็นคุณค่าของความจริง และเจ้าไม่ใช่บุคคลที่ไล่ตามเสาะหาความจริง หากพวกเจ้าได้พยายามที่จะได้รับพระเจ้าอย่างแท้จริง พวกเจ้าคงจะไม่มุ่งเน้นไปที่การเตรียมความพร้อมให้แก่ตัวพวกเจ้าเองด้วยคำสอนและการใช้คำสอนอันสูงส่งสอนผู้อื่น แต่คงจะมุ่งเน้นไปที่การได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าและการนำความจริงไปปฏิบัติแทน นี่ไม่ใช่สิ่งที่พวกเจ้าควรกำลังพยายามเข้าสู่ในตอนนี้หรอกหรือ?

พระเจ้าทรงมีเวลาจำกัดในการประกอบพระราชกิจของพระองค์ในมนุษย์ ดังนั้นแล้วจะสามารถมีผลลัพธ์ใดหากเจ้าไม่ร่วมมือกับพระองค์? ทำไมพระเจ้าทรงต้องการให้พวกเจ้าปฏิบัติตามพระวจนะของพระองค์เสมอทันทีที่พวกเจ้าเข้าใจมัน? เป็นเพราะพระเจ้าทรงได้เปิดเผยพระวจนะของพระองค์แก่พวกเจ้า และขั้นตอนต่อไปของพวกเจ้าคือการปฏิบัติตามพวกมันจริง ๆ เมื่อเจ้าปฏิบัติตามพระวจนะเหล่านี้ พระเจ้าจะทรงดำเนินพระราชกิจแห่งความรู้แจ้งและการทรงนำ นั่นคือวิธีที่จะทำมันให้เสร็จสิ้น พระวจนะของพระเจ้าอนุญาตให้มนุษย์เบ่งบานในชีวิตและไม่ครอบครององค์ประกอบใด ๆ ที่สามารถทำให้มนุษย์เบี่ยงเบนหรือกลายเป็นนิ่งเฉย เจ้ากล่าวว่าเจ้าได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าและปฏิบัติตามมัน แต่เจ้ายังคงไม่ได้รับพระราชกิจใดจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ คำของเจ้าสามารถลวงได้เพียงเด็กคนหนึ่งเท่านั้น คนอื่น ๆ อาจไม่รู้ว่าเจตนารมณ์ของเจ้าถูกต้องหรือไม่ แต่เจ้าคิดว่าเป็นไปได้หรือที่พระเจ้าจะไม่ทรงรู้? เป็นไปได้อย่างไรที่ผู้อื่นปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าและรับความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่เจ้าปฏิบัติตามพระวจนะของพระองค์และไม่ได้รับความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์? พระเจ้าทรงมีอารมณ์ความรู้สึกหรือไม่? หากเจตนารมณ์ของเจ้าถูกต้องอย่างแท้จริงและเจ้าให้ความร่วมมือ เช่นนั้นแล้วพระวิญญาณของพระเจ้าก็จะอยู่กับเจ้า เหตุใดผู้คนบางคนต้องการตีตราจองเสมอ แต่พระเจ้าไม่ทรงปล่อยให้พวกเขาลุกขึ้นมานำคริสตจักร? ทำไมผู้คนบางคนเพียงปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาให้สำเร็จลุล่วง แต่โดยไม่รู้ตัว พวกเขากลับได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้า? เป็นอย่างนั้นได้อย่างไร? พระเจ้าทรงตรวจสอบลึกเข้าไปภายในสุดของหัวใจมนุษย์ และผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงต้องทำเช่นนั้นด้วยเจตนารมณ์ที่ถูกต้อง ผู้คนที่ไม่มีเจตนารมณ์ที่ถูกต้องไม่สามารถตั้งมั่นได้ ณ แก่นแท้ของมัน เป้าหมายของพวกเจ้าคือการปล่อยให้พระวจนะของพระเจ้ามีผลภายในตัวของพวกเจ้า กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ มันคือการมีความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าในการปฏิบัติตามมันของพวกเจ้า บางทีความสามารถของพวกเจ้าในการจับใจความพระวจนะของพระเจ้านั้นต่ำ แต่เมื่อพวกเจ้าปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า พระองค์สามารถ เยียวยาข้อบกพร่องนี้ได้ ดังนั้นพวกเจ้าจะต้องรู้ไม่เพียงเฉพาะความจริงหลายประการเท่านั้น แต่พวกเจ้ายังต้องปฏิบัติตามพวกมันด้วยเช่นกัน นี่คือจุดสำคัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ไม่สามารถเพิกเฉยได้ พระเยซูก็ทรงประสบทุกข์มากเช่นกันในช่วงเวลาสามสิบสามปีครึ่งของพระองค์ เพราะพระองค์ทรงปฏิบัติตามความจริง เหตุใดในบันทึกจึงพูดเสมอว่าพระองค์ทรงถูกข่มเหง? ที่พูดเช่นนั้นก็เพื่อแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงประสบทุกข์มากเพียงใด พระองค์ทรงประสบทุกข์อย่างมากเหลือเกินเพราะพระองค์ทรงปฏิบัติตามความจริงและทรงทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า นี่เป็นความทุกข์ที่พระองค์คงจะไม่ได้ก้าวผ่านหากพระองค์ทรงรู้ความจริงโดยปราศจากการปฏิบัติตามมัน หากพระเยซูทรงติดตามคำสอนของชาวยิวและทรงติดตามพวกฟาริสีแล้ว พระองค์ก็คงจะไม่ได้ประสบทุกข์ เจ้าสามารถเรียนรู้จากการปฏิบัติของพระเยซูว่าประสิทธิผลของพระราชกิจของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์มาจากความร่วมมือของมนุษย์ และนี่คือบางสิ่งที่พวกเจ้าต้องยอมรับ พระเยซูจะได้ทรงประสบทุกข์เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงได้ประสบบนกางเขนหรือไม่ หากพระองค์ไม่ได้ทรงปฏิบัติตามความจริง? พระองค์จะทรงสามารถอธิษฐานคำอธิษฐานที่เศร้าโศกเช่นนี้ได้หรือไม่ หากพระองค์ไม่ได้ทรงกระทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า? ดังนั้น พวกเจ้าควรประสบทุกข์เพื่อประโยชน์ของการปฏิบัติตามความจริง นี่คือความทุกข์ประเภทหนึ่งที่บุคคลหนึ่งควรก้าวผ่าน

ตัดตอนมาจาก “ทันทีที่เจ้าเข้าใจความจริง เจ้าควรนำมันไปปฏิบัติ” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 425

ในการฝึกฝนปฏิบัติ การยึดมั่นในบัญญัติควรเชื่อมโยงกับการนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติ ในขณะที่ยึดมั่นในบัญญัติอยู่นั้น เราจะต้องนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติ เมื่อนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติ เราจะต้องไม่ละเมิดหลักการต่าง ๆ ของบัญญัติ และไม่กระทำการซึ่งขัดกับบัญญัติ เจ้าจะต้องทำอะไรก็ตามที่พระเจ้าทรงจำเป็นต้องได้จากเจ้า การยึดมั่นในบัญญัติและการนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัตินั้นเชื่อมโยงถึงกัน ไม่ขัดแย้งกัน ยิ่งเจ้านำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติมากขึ้นเท่าใด เจ้าก็จะยิ่งกลายเป็นมีความสามารถในการยึดมั่นในแก่นสารของบัญญัติมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งเจ้านำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติมากขึ้นเท่าใด เจ้าก็จะยิ่งเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าตามที่แสดงออกในบัญญัติมากขึ้นเท่านั้น การนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติและการยึดมั่นในบัญญัติไม่ใช่การกระทำที่ขัดแย้งกัน—การกระทำเหล่านี้เชื่อมโยงถึงกัน ในปฐมกาล เพียงภายหลังจากที่มนุษย์ได้ยึดมั่นในบัญญัติแล้วเท่านั้น เขาจึงสามารถนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติและได้รับการรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่นี่ไม่ใช่เจตนาดั้งเดิมของพระเจ้า พระเจ้าทรงจำเป็นต้องให้เจ้าวางหัวใจของเจ้าเข้าสู่การนมัสการพระองค์ ไม่ใช่เพียงประพฤติตัวดีเท่านั้น อย่างไรก็ดี เจ้าจะต้องยึดมั่นในบัญญัติอย่างผิวเผินเป็นอย่างน้อย ทีละเล็กทีละน้อย ผ่านทางประสบการณ์ หลังจากที่ได้รับความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้นในพระเจ้า ผู้คนจะหยุดเป็นกบฏต่อและต่อต้านพระองค์ และจะไม่มีความเคลือบแคลงสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับพระราชกิจของพระองค์อีกต่อไป นี่เป็นวิธีเดียวที่ผู้คนสามารถปฏิบัติตามแก่นสารของบัญญัติ ดังนั้น เพียงการยึดมั่นในบัญญัติ โดยปราศจากการนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติ จึงไร้ประสิทธิภาพ และไม่ได้ประกอบขึ้นเป็นการนมัสการพระเจ้าที่แท้จริง ด้วยเหตุที่เจ้ายังไม่ได้รับภูมิรู้แท้จริง การยึดมั่นในบัญญัติโดยปราศจากความจริงเพียงแต่เป็นเหมือนกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ต่าง ๆ อย่างเคร่งครัดเท่านั้น ในการทำเช่นนั้น บัญญัติจะกลายเป็นกฎหมายของเจ้า ซึ่งจะไม่ช่วยให้เจ้าเติบโตในชีวิต ในทางตรงกันข้าม บัญญัติเหล่านั้นจะกลายเป็นภาระของเจ้า และผูกพันเจ้าอย่างแน่นหนาเสมือนธรรมบัญญัติแห่งภาคพันธสัญญาเดิม เป็นสาเหตุให้เจ้าสูญเสียการทรงปรากฏของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ดังนั้น ด้วยการนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถยึดมั่นในบัญญัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเจ้าจะยึดมั่นในบัญญัติเพื่อที่จะนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติ ขณะที่กำลังยึดมั่นในบัญญัติอยู่นั้น เจ้าจะนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติมากยิ่งขึ้นไปอีก และเมื่อนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติ เจ้าจะได้รับความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีกว่า บัญญัติมีความหมายที่แท้จริงว่าอย่างไร เป้าประสงค์และความหมายเบื้องหลังข้อเรียกร้องของพระเจ้าที่มนุษย์ยึดมั่นบัญญัติไม่ใช่เพียงเพื่อทำให้เขาปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เท่านั้น อย่างที่เขาอาจจินตนาการ มันเกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ชีวิตของเขา ระดับของการเติบโตในชีวิตของเจ้าบ่งบอกถึงระดับซึ่งเจ้าจะสามารถยึดมั่นบัญญัติ แม้ว่าบัญญัติจะมีไว้เพื่อให้มนุษย์ยึดมั่น แก่นสารของบัญญัติก็เพียงกลายเป็นมีความชัดเจนผ่านทางประสบการณ์ชีวิตของมนุษย์เท่านั้น คนส่วนมากทึกทักเอาว่าการยึดมั่นในบัญญัติอย่างดีหมายความว่าพวกเขา “เตรียมตัวพร้อมแล้ว และทั้งหมดที่เหลืออยู่ที่จะต้องทำก็คือการตามให้ทัน” นี่คือแนวคิดประเภทที่ฟุ้งเฟ้ออย่างหนึ่ง และไม่สอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า บรรดาผู้ที่กล่าวสิ่งต่าง ๆ ดังกล่าวไม่ปรารถนาจะคืบหน้า และพวกเขาปรารถนาเนื้อหนัง มันไร้สาระ ! มันไม่ใช่การยึดมั่นความเป็นจริง ! มันไม่ใช่น้ำพระทัยของพระเจ้าเพียงแค่นำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติโดยปราศจากการยึดมั่นในบัญญัติอย่างแท้จริง บรรดาผู้ที่ทำสิ่งนี้คือเหล่าคนพิการ พวกเขาเป็นเสมือนผู้คนที่ขาขาดไปข้างหนึ่ง เพียงแค่การยึดมั่นในบัญญัติและการปฏิบัติตามบัญญัติเหล่านั้นอย่างเคร่งครัดโดยปราศจากการรู้ความจริง ไม่ใช่การทำให้น้ำพระทัยพระเจ้าสัมฤทธิ์ผล เช่นเดียวกับบรรดาผู้ที่ตาหายไปข้างหนึ่ง ผู้คนที่ทำสิ่งนี้ก็ทนทุกข์ทรมานจากความพิการรูปแบบหนึ่งเช่นกัน อาจกล่าวได้ว่า หากเจ้ายึดมั่นในบัญญัติอย่างดีและได้รับความเข้าใจที่ชัดเจนในพระเจ้าผู้ทรงภาคปฏิบัติ เจ้าก็ย่อมจะมีความจริง หากพูดอย่างสัมพัทธ์ เจ้าจะได้รับภูมิรู้ที่แท้จริงไว้แล้ว หากเจ้านำความจริงที่เจ้าควรฝึกฝนปฏิบัติไปฝึกฝนปฏิบัติ เจ้ายังจะยึดมั่นในบัญญัติเช่นกัน และเหล่านี้คือสองสิ่งซึ่งไม่ขัดแย้งกัน การนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติและการยึดมั่นในบัญญัติคือระบบสองระบบ ซึ่งทั้งคู่นั้นเป็นส่วนที่สำคัญของประสบการณ์ชีวิตของเรา ประสบการณ์ของเราควรประกอบไปด้วยบูรณาการ ไม่ใช่การแบ่งแยก ในการยึดมั่นในบัญญัติและการนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติ อย่างไรก็ดี มีความแตกต่างและความเชื่อมโยงระหว่างสองสิ่งนี้

ตัดตอนมาจาก “การยึดมั่นในบัญญัติและการนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติ” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 426

การเผยแพร่บัญญัติในยุคใหม่คือคำพยานอย่างหนึ่งต่อข้อเท็จจริงที่ว่า ผู้คนทั้งหมดในกระแสนี้ บรรดาทุกคนที่ได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าวันนี้ ได้เข้าสู่ยุคใหม่แล้ว นี่คือจุดเริ่มต้นใหม่ของพระราชกิจของพระเจ้า รวมทั้งเป็นจุดเริ่มต้นของส่วนสุดท้ายของพระราชกิจของแผนการบริหารจัดการระยะเวลาหกพันปีของพระเจ้า บัญญัติของยุคใหม่เป็นสัญลักษณ์ว่าพระเจ้าและมนุษย์ได้เข้าสู่อาณาจักรของสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ และเป็นสัญลักษณ์ว่าพระเจ้า เหมือนดั่งที่พระยาห์เวห์ทรงปฏิบัติพระราชกิจท่ามกลางพวกอิสราเอลและพระเยซูทรงปฏิบัติพระราชกิจท่ามกลางพวกยิว จะทรงปฏิบัติพระราชกิจในเชิงปฏิบัติมากขึ้น และทรงปฏิบัติพระราชกิจบนแผ่นดินโลกที่มากไปกว่านั้นและยิ่งใหญ่ไปกว่านั้นอีก บัญญัติเหล่านี้ยังเป็นสัญลักษณ์ว่าผู้คนกลุ่มนี้จะได้รับพระบัญชาจากพระเจ้ามากกว่านี้และยิ่งใหญ่กว่านี้เช่นกัน และจะได้รับการจัดหา ได้กิน ได้รับการสนับสนุน ได้รับการดูแลเอาใจใส่ และได้รับการปกป้องโดยพระองค์ในลักษณะที่เป็นรูปธรรม ได้รับการฝึกฝนที่เป็นรูปธรรมโดยพระองค์มากขึ้นไปอีก และได้รับการจัดการ ทำลาย และขัดเกลาให้บริสุทธิ์โดยพระวจนะของพระเจ้า ความสำคัญของบัญญัติของยุคใหม่นั้นค่อนข้างลึกซึ้ง บัญญัติเหล่านี้บ่งบอกว่า พระเจ้าจะทรงปรากฏบนแผ่นดินโลกจริง ๆ จากที่ที่พระองค์จะทรงพิชิตชัยทั้งจักรวาล เปิดเผยให้เห็นทั้งหมดของพระสิริของพระองค์ในเนื้อหนัง บัญญัติเหล่านี้บ่งบอกว่า พระเจ้าผู้ทรงภาคปฏิบัติกำลังจะทรงปฏิบัติพระราชกิจที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นบนแผ่นดินโลก เพื่อที่จะทำให้ผู้ที่ถูกเลือกของพระองค์ทุกคนสมบูรณ์แบบ ยิ่งไปกว่านั้น พระเจ้าจะทรงสัมฤทธิ์ผลทุกสิ่งบนแผ่นดินโลกด้วยพระวจนะ และทรงสำแดงประกาศิตว่า “พระเจ้าผู้จุติเป็นมนุษย์จะเสด็จขึ้นสู่ที่สูงสุดและทรงพองพระวรกายขึ้น และผู้คนทั้งหมดและชนชาติทั้งหมดจะคุกเข่าลงเพื่อนมัสการพระเจ้า ผู้ทรงยิ่งใหญ่” แม้ว่าบัญญัติของยุคใหม่จะมีไว้เพื่อให้มนุษย์ยึดมั่น และแม้การทำเช่นนั้นเป็นหน้าที่ของมนุษย์และพันธะของเขา ความหมายที่บัญญัติเหล่านี้สื่อถึงนั้นค่อนข้างลึกซึ้งมากเกินกว่าที่จะแสดงออกได้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ด้วยถ้อยคำหนึ่งหรือสองคำ บัญญัติของยุคใหม่ทดแทนธรรมบัญญัติของภาคพันธสัญญาเดิมและกฤษฎีกาภาคพันธสัญญาใหม่ตามที่เผยแพร่โดยพระยาห์เวห์และพระเยซู นี่เป็นบทเรียนที่ลึกกว่าบทหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เรื่องหนึ่งอย่างที่ผู้คนอาจจินตนาการ มีมุมมองหนึ่งของนัยสำคัญในเชิงปฏิบัติต่อบัญญัติของยุคใหม่ : บัญญัติเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นส่วนต่อประสานระหว่างยุคพระคุณและยุคอาณาจักร บัญญัติของยุคใหม่ยุติการฝึกฝนปฏิบัติและกฤษฎีกาทั้งหมดของยุคเก่า รวมทั้งการฝึกฝนปฏิบัติทั้งหมดจากยุคของพระเยซูและการฝึกฝนปฏิบัติต่าง ๆ ก่อนหน้ายุคนั้น บัญญัติเหล่านี้นำมนุษย์ไปสู่การทรงปรากฏของพระเจ้าผู้ทรงภาคปฏิบัติยิ่งขึ้น เปิดโอกาสให้เขาเริ่มต้นการถูกทำให้สมบูรณ์แบบโดยพระองค์ด้วยพระองค์เอง บัญญัติเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของเส้นทางของการปรับปรุงให้สมบูรณ์แบบ ด้วยเหตุนี้ พวกเจ้าจึงควรมีท่าทีที่ถูกต้องในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบัญญัติของยุคใหม่ และทั้งไม่ปฏิบัติตามบัญญัติเหล่านี้อย่างส่งเดชและไม่ดูถูกเหยียดหยามบัญญัติเหล่านี้ บัญญัติของยุคใหม่เน้นย้ำประเด็น ๆ หนึ่งอย่างหนักแน่น : ว่ามนุษย์จะต้องนมัสการพระเจ้าผู้ทรงภาคปฏิบัติองค์พระเจ้าเองแห่งวันนี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการนบนอบต่อเนื้อแท้ของพระวิญญาณในทางปฏิบัติมากขึ้น บัญญัติยังเน้นหลักการซึ่งพระเจ้าจะพิพากษามนุษย์ว่ามีความผิดหรือชอบธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเช่นกัน หลังจากที่พระองค์ได้ทรงสำแดงเป็นดวงอาทิตย์แห่งความชอบธรรมแล้ว การทำความเข้าใจบัญญัตินั้นง่ายกว่าการนำไปฝึกฝนปฏิบัติ จากจุดนี้อาจมองได้ว่า หากพระเจ้าทรงปรารถนาที่จะทำให้มนุษย์สมบูรณ์แบบ พระองค์ก็ย่อมทรงต้องทำเช่นนั้นผ่านทางพระวจนะและการทรงนำของพระองค์เอง และมนุษย์ไม่สามารถบรรลุความสมบูรณ์แบบได้โดยวิถีแห่งปัญญาโดยกำเนิดของเขาเองเพียงลำพัง การที่มนุษย์จะสามารถยึดมั่นในบัญญัติของยุคใหม่ได้หรือไม่นั้น เกี่ยวข้องกับความรู้ของเขาในพระเจ้าผู้ทรงภาคปฏิบัติ ดังนั้น การที่เจ้าจะสามารถยึดมั่นในบัญญัติได้หรือไม่นั้น จึงไม่ใช่คำถามที่จะไขปัญหาได้ในเวลาเพียงไม่กี่วัน นี่เป็นบทเรียนที่ลึกซึ้งมากบทหนึ่งที่ต้องเรียนรู้

ตัดตอนมาจาก “การยึดมั่นในบัญญัติและการนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติ” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 427

การนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติเป็นเส้นทางหนึ่งซึ่งชีวิตของมนุษย์สามารถเติบโดได้ หากพวกเจ้าไม่นำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติ เจ้าก็ย่อมจะถูกทิ้งไว้โดยที่ไม่เหลืออะไรมากไปกว่าทฤษฎีและจะไม่มีชีวิตที่แท้จริง ความจริงคือสัญลักษณ์ของภูมิรู้ของมนุษย์ และการที่เจ้านำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติหรือไม่นั้น เกี่ยวข้องกับการที่เจ้ามีภูมิรู้ที่แท้จริงหรือไม่ หากเจ้าไม่นำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติ ไม่ปฏิบัติตัวอย่างชอบธรรม หรือโอนเอนไปมาตามอารมณ์และใส่ใจในเนื้อหนังของเจ้า เจ้าก็ย่อมอยู่ห่างจากการยึดมั่นในบัญญัติ นี่คือบทเรียนที่ลึกซึ้งที่สุดในบรรดาบทเรียนทั้งหลาย ในแต่ละยุค มีความจริงต่าง ๆ มากมายที่ผู้คนจำเป็นต้องเข้าสู่และเข้าใจ แต่ในแต่ละยุคด้วยเช่นกัน มีบัญญัติที่แตกต่างซึ่งควบคู่กันไปกับความจริงเหล่านั้น ความจริงต่าง ๆ ที่ผู้คนฝึกฝนปฏิบัติเกี่ยวข้องกับยุคที่เฉพาะเจาะจง และบัญญัติที่พวกเขายึดมั่นก็เป็นเช่นนั้นด้วย แต่ละยุคมีความจริงต่าง ๆ ของมันเองที่จะต้องฝึกฝนปฏิบัติและบัญญัติที่จะต้องยึดมั่น อย่างไรก็ดี ขึ้นอยู่กับบัญญัติที่หลากหลายซึ่งถูกเผยแพร่โดยพระเจ้า—กล่าวคือ ขึ้นอยู่กับยุคที่แตกต่างกัน—เป้าหมายและผลกระทบของการฝึกฝนปฏิบัติความจริงของมนุษย์นั้นแตกต่างกันอย่างสมน้ำสมเนื้อกัน อาจกล่าวได้ว่าบัญญัตินั้นรับใช้ความจริง และความจริงมีอยู่เพื่อคงไว้ซึ่งบัญญัติ หากมีเพียงความจริงเท่านั้น เช่นนั้นแล้วก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในพระราชกิจของพระเจ้าให้พูดถึง อย่างไรก็ดี โดยการอ้างอิงบัญญัติ มนุษย์สามารถระบุระดับของแนวโน้มต่าง ๆ ในพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และมนุษย์สามารถรู้ยุคซึ่งพระเจ้าทรงปฏิบัติพระราชกิจ ในศาสนา มีผู้คนมากมายที่สามารถนำความจริงซึ่งได้รับการฝึกฝนปฏิบัติโดยผู้คนในยุคธรรมบัญญัติไปฝึกฝนปฏิบัติ อย่างไรก็ดี พวกเขาไม่มีบัญญัติของยุคใหม่ และพวกเขาก็ไม่สามารถยึดมั่นในบัญญัติเหล่านั้น พวกเขายังคงเฝ้าดูวิถีเก่า ๆ และยังคงเป็นพวกมนุษย์ในยุคกำเนิดโลก พวกเขาไม่ได้ถึงพร้อมด้วยวิธีการใหม่ ๆ ของพระราชกิจและไม่สามารถมองเห็นบัญญัติของยุคใหม่ เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเขาจึงไม่มีพระราชกิจของพระเจ้า มันเป็นราวกับว่าพวกเขาแค่มีบรรดาเปลือกไข่ว่างเปล่าเท่านั้น หากไม่มีไก่อยู่ภายใน ก็ย่อมไม่มีจิตวิญญาณ หากจะพูดให้ถูกต้องยิ่งขึ้น มันหมายความว่าพวกเขาไม่มีชีวิต ผู้คนเช่นนั้นยังไม่ได้เข้าสู่ยุคใหม่และได้ล้าหลังอยู่หลายก้าว ดังนั้น การมีความจริงต่าง ๆ จากยุคที่เก่ากว่าแต่ไม่มีบัญญัติของยุคใหม่จึงไร้ประโยชน์ พวกเจ้าหลายคนนำความจริงของวันนี้ไปฝึกฝนปฏิบัติแต่ไม่ยึดมั่นในบัญญัติของความจริง เจ้าจะไม่ได้รับอะไรเลย และความจริงที่เจ้าฝึกฝนปฏิบัติก็จะไร้ค่าและไร้ความหมาย และพระเจ้าจะไม่ทรงชมเชยเจ้า การนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติจะต้องทำภายในขอบเขตต่าง ๆ ของวิธีการต่าง ๆ ของพระราชกิจปัจจุบันของพระวิญญาณบริสุทธิ์ มันจะต้องทำโดยเป็นการตอบรับพระสุรเสียงของพระเจ้าผู้ทรงภาคปฏิบัติของวันนี้ หากปราศจากการทำเช่นนั้น ทุกสิ่งจะไม่มีค่า เหมือนกับการพยายามที่จะตักน้ำโดยใช้ตะกร้าไม้ไผ่ นี่ยังเป็นความหมายในเชิงปฏิบัติของการเผยแพร่บัญญัติของยุคใหม่เช่นกัน หากเจ้ามีความเข้าใจละเอียดถี่ถ้วนในพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในเวลาปัจจุบัน และหากเจ้าเข้าสู่วิธีการของพระราชกิจของวันนี้ เจ้าก็ย่อมจะได้รับความเข้าใจที่ชัดเจนตามธรรมชาติในการยึดมั่นในบัญญัติ หากวันนั้นมาถึงเมื่อเจ้าเข้าใจแก่นสารของบัญญัติของยุคใหม่ทะลุปรุโปร่งและเจ้าสามารถยึดมั่นในบัญญัติ เจ้าก็ย่อมจะถูกทำให้สมบูรณ์แบบแล้ว นี่คือนัยสำคัญเชิงปฏิบัติของการนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติและการยึดมั่นในบัญญัติ การที่เจ้าจะสามารถนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าได้รับแก่นสารของบัญญัติของยุคใหม่อย่างไร พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์จะปรากฏต่อมนุษย์อย่างต่อเนื่อง และพระเจ้าจะทรงจำเป็นต้องได้อะไรจากมนุษย์มากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น ความจริงต่าง ๆ ซึ่งมนุษย์นำไปฝึกฝนปฏิบัติอย่างแท้จริงจะมีจำนวนที่มากขึ้น และจะกลายเป็นยิ่งใหญ่ขึ้น และผลกระทบต่าง ๆ ของการยึดมั่นในบัญญัติจะกลายเป็นลึกซึ้งยิ่งขึ้น ดังนั้น พวกเจ้าจะต้องนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติและยึดมั่นในบัญญัติในขณะเดียวกัน ไม่มีผู้ใดควรละเลยเรื่องนี้ ปล่อยให้ความจริงใหม่และบัญญัติใหม่ ๆ เริ่มต้นขึ้นในเวลาเดียวกันในยุคใหม่นี้

ตัดตอนมาจาก “การยึดมั่นในบัญญัติและการนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติ” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 428

ผู้คนมากมายสามารถพูดถึงการปฏิบัติได้เล็กน้อย และพวกเขาสามารถพูดถึงความประทับใจส่วนตัวของพวกเขา แต่ส่วนใหญ่แล้วนั่นคือความกระจ่างที่ได้รับจากถ้อยคำของผู้อื่น นั่นไม่ได้รวมถึงสิ่งใดจากการปฏิบัติโดยส่วนตัวของพวกเขาเลย อีกทั้งนั่นไม่ได้รวมถึงสิ่งที่พวกเขามองเห็นจากประสบการณ์ของพวกเขาด้วย เราได้ชำแหละประเด็นนี้แล้วก่อนหน้านี้ อย่าคิดว่าเราไม่รู้อะไรเลย เจ้าเป็นเพียงเสือกระดาษ แต่เจ้าพูดถึงการพิชิตซาตาน การเป็นคำพยานแห่งชัยชนะ และการดำรงชีวิตตามพระฉายาของพระเจ้าอย่างนั้นหรือ? ทั้งหมดนี้มันไร้สาระ! เจ้าคิดหรือว่าพระวจนะทั้งหมดที่พระเจ้าตรัสในวันนี้มีไว้ให้เจ้าเลื่อมใส? ปากของเจ้าพูดถึงการละทิ้งตัวตนเดิมของเจ้าและการนำความจริงมาปฏิบัติ แต่มือของเจ้ายังดำเนินการประพฤติอื่นๆ และหัวใจของเจ้ายังคิดแผนการอื่นๆ—เจ้าเป็นคนประเภทใดกัน? เหตุใดหัวใจและมือของเจ้าจึงไม่เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน? การเทศนามากมายได้กลายเป็นถ้อยคำว่างเปล่า นี่ไม่ทำให้หัวใจสลายหรอกหรือ? หากเจ้าไร้ความสามารถที่จะนำพระวจนะของพระเจ้ามาปฏิบัติได้ มันก็พิสูจน์ว่าเจ้ายังไม่ได้เข้าสู่หนทางที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจ เจ้ายังไม่ได้มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในตัวเจ้า และเจ้ายังไม่ได้รับการทรงนำทางของพระองค์ หากเจ้ากล่าวว่าเจ้าเพียงมีความสามารถที่จะเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าได้เท่านั้น แต่ไร้ความสามารถที่จะนำมาปฏิบัติได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็คือบุคคลที่ไม่รักความจริง พระเจ้าไม่ได้เสด็จมาเพื่อช่วยบุคคลประเภทนี้ให้รอด พระเยซูทรงทนทุกข์ความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างยิ่งเมื่อพระองค์ทรงถูกตรึงกางเขนเพื่อช่วยพวกคนบาปให้รอด เพื่อช่วยคนยากไร้ให้รอด และเพื่อช่วยบรรดาผู้ที่ถ่อมใจให้รอด การตรึงกางเขนของพระองค์ทำหน้าที่เป็นเครื่องบูชาไถ่บาป หากเจ้าไม่สามารถปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ควรจากไปทันทีที่เจ้าสามารถทำได้ อย่าได้อ้อยอิ่งอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้าในฐานะคนเอารัดเอาเปรียบ ผู้คนมากมายถึงกับพบว่าเป็นการยากที่จะหยุดตัวเองไม่ให้ทำสิ่งต่างๆ ที่ต่อต้านพระเจ้าอย่างชัดเจน พวกเขาไม่ได้กำลังร้องขอความตายหรอกหรือ? พวกเขาสามารถพูดถึงการเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้าได้อย่างไร? พวกเขาจะมีความกล้าที่จะมองพระพักตร์ของพระเจ้าหรือไม่? การกินอาหารที่พระเจ้าประทานให้แก่เจ้า การทำสิ่งคดโกงที่ต่อต้านพระเจ้า การมุ่งร้าย การมีเล่ห์เหลี่ยม และการออกกลอุบาย แม้ขณะที่พระเจ้าทรงอนุญาตให้เจ้าชื่นชมกับพระพรที่พระองค์ประทานให้แก่เจ้า—เจ้าไม่รู้สึกว่าสิ่งเหล่านั้นเผาไหม้มือของเจ้าเมื่อเจ้าได้รับสิ่งเหล่านั้นหรอกหรือ? เจ้าไม่รู้สึกว่าหน้าของเจ้าแดงขึ้นหรอกหรือ? เมื่อได้ทำบางสิ่งที่ต่อต้านพระเจ้าไปแล้ว เมื่อได้ดำเนินแผนการที่จะ “เป็นอันธพาล” ไปแล้ว เจ้าไม่รู้สึกหวาดกลัวหรือ? หากเจ้าไม่รู้สึกสิ่งใดเลย เจ้าจะสามารถพูดถึงอนาคตใดๆ ได้อย่างไร? เมื่อนานมาแล้วก็ไม่มีอนาคตใดๆ สำหรับเจ้าอยู่แล้ว ดังนั้น เจ้าจะยังสามารถมีความคาดหวังที่ยิ่งใหญ่กว่าอันใดได้อีก? หากเจ้ากล่าวบางสิ่งที่ไร้ยางอาย แต่ไม่รู้สึกถึงการตำหนิใดๆ และหัวใจของเจ้าไม่มีความตระหนักรู้ เช่นนั้นแล้วไม่ได้หมายความว่าเจ้าได้ถูกพระเจ้าทรงละทิ้งแล้วหรอกหรือ? การพูดและกระทำตามอำเภอใจและอย่างไร้การควบคุมได้กลายเป็นธรรมชาติของเจ้า เจ้าจะสามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าเช่นนี้ได้อย่างไร? เจ้าจะมีความสามารถที่จะเดินไปทั่วโลกได้อย่างไร? ใครจะถูกเจ้าโน้มน้าวให้เชื่อ? พวกผู้ที่รู้จักธรรมชาติที่แท้จริงของเจ้าจะรักษาระยะห่างของพวกเขา นี่ไม่ใช่การลงโทษของพระเจ้าหรอกหรือ? โดยรวมแล้ว หากมีเพียงคำพูดและไม่มีการปฏิบัติ ก็ไม่มีการเติบโต แม้ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์อาจกำลังทรงพระราชกิจกับเจ้าในขณะที่เจ้าพูด หากเจ้าไม่ปฏิบัติ พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะทรงหยุดพระราชกิจ หากเจ้ายังคงดำเนินต่อไปเช่นนี้ จะสามารถมีการพูดถึงอนาคตหรือการให้การเป็นอยู่ทั้งหมดทั้งมวลของเจ้าต่อพระราชกิจของพระเจ้าได้อย่างไร? เจ้าเพียงสามารถพูดถึงการถวายการเป็นอยู่ทั้งหมดทั้งมวลของเจ้า แต่เจ้ายังไม่ได้ให้ความรักแท้จริงแก่พระเจ้า ทั้งหมดที่พระองค์ได้รับจากเจ้าคือการอุทิศทางคำพูดของเจ้า พระองค์ไม่ได้ทรงมอบเจตนเพื่อปฏิบัติความจริงของเจ้า นี่อาจเป็นวุฒิภาวะที่จริงแท้ของเจ้าหรือไม่? หากเจ้าจำต้องดำเนินต่อไปเช่นนี้ เมื่อใดเล่าที่เจ้าจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า? เจ้าไม่รู้สึกกระวนกระวายกับอนาคตที่มืดมนและหม่นหมองของเจ้าหรือ? เจ้าไม่รู้สึกว่าพระเจ้าทรงสูญสิ้นความหวังในตัวเจ้าไปแล้วหรือ? เจ้าไม่รู้หรือว่าพระเจ้าทรงพึงปรารถนาที่จะทำให้ผู้คนใหม่ๆ จำนวนมากขึ้นมีความเพียบพร้อม? สิ่งเก่าๆ จะสามารถดีเทียบเท่ากันหรือ? เจ้าไม่ได้กำลังให้ความสนใจกับพระวจนะของพระเจ้าในวันนี้: เจ้ากำลังรอวันพรุ่งนี้อยู่หรือ?

ตัดตอนมาจาก “ผู้ที่บรรลุความรอดคือผู้ที่เต็มใจที่จะปฏิบัติตามความจริง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 429

การเทิดทูนพระวจนะของพระเจ้า และการมีความสามารถที่จะอธิบายพระวจนะของพระเจ้าได้อย่างไม่กระดากใจนั้น มิใช่หมายความว่าเจ้าครองความเป็นจริง สิ่งทั้งหลายมิได้เรียบง่ายอย่างที่เจ้าจินตนาการ เจ้าครองความเป็นจริงหรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เจ้ากล่าว ทว่าขึ้นอยู่กับการที่เจ้าใช้ชีวิตต่างหาก เฉพาะเมื่อพระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นชีวิตของเจ้าและเป็นสิ่งที่เจ้าแสดงออกตามธรรมชาติแล้วเท่านั้น จึงสามารถกล่าวว่าเจ้ามีความเป็นจริง และเมื่อนั้นเท่านั้นจึงจะนับได้ว่าเจ้าได้รับความเข้าใจที่แท้จริงและวุฒิภาวะจริงแล้ว เจ้าต้องมีความสามารถที่จะทานทนต่อการตรวจสอบเป็นช่วงเวลาอันยาวนาน และเจ้าต้องมีความสามารถที่จะใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์ นี่ต้องไม่ใช่เป็นเพียงการแสดงท่าทางเท่านั้น แต่ต้องหลั่งไหลออกมาจากเจ้าอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะครองความเป็นจริงอย่างแท้จริง และเมื่อนั้นเท่านั้นที่เจ้าจึงจะได้รับชีวิตมาแล้ว เราขอใช้ตัวอย่างจากบททดสอบพวกคนปรนนิบัติซึ่งทุกคนคุ้นเคยกันดีว่า ผู้ใดก็สามารถเสนอทฤษฎีอันเลิศเลอสูงสุดในเรื่องเกี่ยวกับพวกคนปรนนิบัติได้ และทุกคนมีความเข้าใจหัวเรื่องนั้นพอสมควรเลยทีเดียว พวกเขากล่าวถึงเรื่องนั้น และแต่ละวาทะต่างก็เหนือกว่าครั้งที่แล้ว ราวกับเป็นการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม หากมนุษย์ไม่ได้ก้าวผ่านการทดสอบครั้งใหญ่ เช่นนั้นก็เป็นการลำบากยากเย็นมากที่จะกล่าวว่าเขามีคำพยานที่ดีมาให้ กล่าวสั้นๆ ก็คือ การใช้ชีวิตของมนุษย์ยังขาดพร่องอย่างมาก ตรงข้ามกับความเข้าใจของเขาอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น นี่จึงยังไม่กลายเป็นวุฒิภาวะจริงของมนุษย์ และนี่ยังไม่ใช่ชีวิตของมนุษย์ เนื่องจากความเข้าใจของมนุษย์ยังไม่ได้รับการนำพาไปสู่ความเป็นจริง วุฒิภาวะของเขายังคงเป็นดั่งปราสาทที่ถูกสร้างขึ้นบนพื้นทราย ซึ่งคลอนแคลนและจวนเจียนจะพังทลายลงมา มนุษย์ครองความเป็นจริงน้อยนิดเกินไป แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะพบความเป็นจริงอันใดในมนุษย์ มีความเป็นจริงน้อยนิดเกินไปที่กำลังหลั่งไหลออกมาจากมนุษย์อย่างเป็นธรรมชาติ และความเป็นจริงทั้งหมดที่พวกเขาใช้ดำเนินชีวิตล้วนถูกบังคับมา นี่เป็นเหตุผลที่เรากล่าวว่ามนุษย์ไม่ได้ครองความเป็นจริงอันใดเลย ถึงแม้ผู้คนจะกล่าวอ้างว่าความรักที่พวกเขามีต่อพระเจ้าไม่เคยเปลี่ยนแปลง แต่นี่เป็นเพียงสิ่งที่พวกเขากล่าวก่อนที่พวกเขาจะได้เผชิญกับการทดสอบอันใด ในวันหนึ่ง เมื่อพวกเขาเผชิญหน้ากับการทดสอบอย่างฉับพลันทันใด สิ่งทั้งหลายที่พวกเขาพูดถึงก็จะไม่อยู่ในขั้นตอนเดียวกันกับความเป็นจริงอีกเช่นเคย และนี่จะพิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่ามนุษย์ไม่ได้ครองความเป็นจริงอันใดเลย กล่าวได้ว่าเมื่อใดก็ตามที่เจ้าเผชิญกับสิ่งซึ่งไม่ตรงกับมโนคติที่หลงผิดของเจ้า และสิ่งที่พึงประสงค์ให้เจ้าวางตัวเองลงเสียก่อน สิ่งเหล่านั้นคือการทดสอบของเจ้า ก่อนที่น้ำพระทัยของพระเจ้าได้รับการเปิดเผยออกมา ทุกคนก้าวผ่านบททดสอบอันเข้มงวดกวดขัน และการทดสอบอันมหาศาล เจ้าสามารถหยั่งลึกถึงการนี้หรือไม่? เมื่อพระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะทดสอบผู้คน พระองค์ทรงเปิดโอกาสเสมอที่จะให้พวกเขาเลือกตัวเลือกของตัวเองก่อนที่ความเป็นจริงจะได้รับการเปิดเผย นี่หมายความว่าเมื่อพระเจ้าทรงให้มนุษย์ตกอยู่ภายใต้การทดสอบ พระองค์จะไม่มีวันบอกความจริงกับเจ้า นี่คือลักษณะที่ใช้ตีแผ่ผู้คน นี่คือหนึ่งหนทางที่พระเจ้าทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์จนเสร็จสิ้น เพื่อทรงมองเห็นว่าเจ้ารู้จักพระเจ้าของวันนี้หรือไม่ รวมถึงว่าเจ้าครองความเป็นจริงอันใดหรือไม่ เจ้าเป็นอิสระ จากความกังขาทั้งหลายเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่? เจ้าจะสามารถตั้งมั่นอย่างแท้จริงหรือไม่ เมื่อการทดสอบครั้งใหญ่มาถึงเจ้า? ผู้ใดกล้าพูดว่า “ข้าพเจ้ารับประกันว่าจะไม่มีปัญหาอันใด”? ผู้ใดกล้ายืนยันว่า “คนอื่นอาจจะมีข้อกังขา แต่ข้าพเจ้าจะไม่มีวัน”? เช่นเดียวกับตอนที่เปโตรตกอยู่ภายใต้การทดสอบ เขามักจะอวดตัวไปก่อนที่ความจริงจะได้ถูกเปิดเผยออกมาเสมอ นี่ไม่ใช่ข้อตำหนิส่วนบุคคลที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเปโตร นี่เป็นความลำบากยากเย็นอันใหญ่หลวงที่สุดที่มนุษย์ทุกคนกำลังเผชิญอยู่ ณ ปัจจุบัน หากเราจะไปเยี่ยมเยียนสถานที่บางแห่ง หรือไปเยี่ยมเยียนพี่น้องชายหญิงบางคนเพื่อดูว่าพวกเจ้ามีความเข้าใจอย่างไรเกี่ยวกับพระราชกิจในปัจจุบันของพระเจ้า แน่นอนว่า พวกเจ้าคงจะมีความสามารถที่จะพูดได้มากมายเกี่ยวกับความรู้ของเจ้า และคงจะดูเหมือนว่าเจ้าไม่มีข้อกังขาอันใดทั้งสิ้น หากเราจะถามเจ้าว่า “เจ้าสามารถปักใจเชื่อได้จริงไหมว่าพระเจ้าทรงปฏิบัติพระราชกิจในปัจจุบันด้วยพระองค์เอง? โดยปราศจากข้อกังขาอันใดเลยหรือ?” แน่นอนที่เจ้าคงตอบว่า “พระราชกิจได้รับการทรงปฏิบัติโดยพระวิญญาณของพระเจ้าอย่างปราศจากข้อกังขาอันใดทั้งสิ้น” ทันทีที่เจ้าให้คำตอบเช่นนั้น แน่นอนว่าเจ้าคงไม่รู้สึกกังขาเลยแม้แต่น้อย และเจ้าคงจะถึงขั้นรู้สึกพอใจมากทีเดียวเสียด้วยซ้ำ ด้วยคิดว่าเจ้าได้รับความเป็นจริงเพิ่มขึ้นอีกหน่อยแล้ว พวกที่มีแนวโน้มที่จะเข้าใจสิ่งทั้งหลายในหนทางนี้ คือผู้คนที่ครองความเป็นจริงน้อยกว่า ยิ่งคนเราคิดว่าเราได้รับมามากขึ้นเท่าไร คนเราก็จะยิ่งสามารถตั้งมั่นได้น้อยลงเท่านั้นเมื่อเผชิญหน้ากับการทดสอบทั้งหลาย วิบัติจงมีแก่ผู้ที่โอหังและหยิ่งผยอง วิบัติจงมีแก่ผู้ที่ไม่มีความรู้ใดเลยเกี่ยวกับตนเอง ผู้คนเช่นนี้เชี่ยวชาญการจำนรรจา แต่ทว่าถึงเวลาปฏิบัติตามวาจากลับไม่เอาไหน กับสัญญาณเล็กน้อยที่สุดที่ส่อว่าจะเกิดปัญหา ผู้คนเหล่านี้ก็เริ่มที่จะมีความคลางแคลงใจ และความคิดที่จะล้มเลิกก็แอบย่องเข้ามาในจิตใจของพวกเขา พวกเขาไม่ได้ครองความเป็นจริงอันใด พวกเขาแค่มีทฤษฎีที่อยู่เหนือศาสนา โดยปราศจากความเป็นจริงอันใดที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์ในตอนนี้ เรารู้สึกขยะแขยงที่สุดกับพวกที่เพียงแต่พูดถึงทฤษฎีโดยปราศจากการครองความเป็นจริงอันใด พวกเขาโห่ร้องสุดเสียงขณะกำลังดำเนินงานของพวกเขาให้เสร็จสิ้น แต่ทันทีที่พวกเขาเผชิญหน้ากับความเป็นจริง พวกเขาก็ล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า นี่ไม่ได้แสดงให้เห็นหรอกหรือว่าผู้คนเหล่านี้ไม่มีความเป็นจริงอันใด? ไม่ว่าคลื่นลมจะกระหน่ำแรงเพียงใด หากเจ้ายังคงยืนหยัดต่อไปได้โดยไม่ปล่อยให้สักเศษเสี้ยวความคลางแคลงใจเข้ามาสู่จิตใจของเจ้า และสามารถตั้งมั่นและยังคงปราศจากการปฏิเสธ แม้แต่ในยามที่ไม่มีใครอื่นเหลืออยู่เลย เช่นนั้นแล้วก็จะนับได้ว่าเจ้ามีความเข้าใจอย่างแท้จริง และครองความเป็นจริงอย่างจริงแท้ หากเจ้าหันเหไปตามหนทางใดก็ตามที่กระแสลมพัดพาไป—หากเจ้าคล้อยตามคนหมู่มาก และเรียนรู้ที่จะพูดตามวาทะของผู้อื่นเหมือนนกแก้วนกขุนทอง—เมื่อนั้น ไม่ว่าเจ้าอาจจะมีวาทศิลป์เพียงใด แต่จะไม่เป็นข้อพิสูจน์ว่าเจ้าครองความเป็นจริง ฉะนั้นเอง เราจึงขอแนะนำว่าเจ้าอย่าด่วนโห่ร้องวาจาอันว่างเปล่าออกมา เจ้ารู้หรือไม่ว่าพระเจ้ากำลังจะทรงทำอะไร? จงอย่าประพฤติเช่นเปโตร หาไม่เจ้าจะนำความอับอายมาสู่ตนเอง และสูญเสียความสามารถที่จะเชิดหน้าชูตาตนเองได้อีกต่อไป นั่นจะไม่ส่งผลดีอันใดต่อใคร ผู้คนส่วนใหญ่ไม่มีวุฒิภาวะที่แท้จริง ถึงแม้ว่าพระเจ้าได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจไปแล้วอย่างใหญ่หลวง ทว่าพระองค์มิได้ทรงนำพาความเป็นจริงลงมาสู่ผู้คน กล่าวให้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็คือ พระองค์ไม่เคยทรงตีสอนผู้ใดเป็นส่วนตัว ผู้คนบางคนถูกตีแผ่ไปแล้วโดยการทดสอบเช่นนั้น โดยที่มือบาปของพวกเขายื่นไกลออกไปทุกที ด้วยคิดว่าเป็นการง่ายที่จะชนะพระเจ้า พวกเขาคิดว่าพวกเขาสามารถทำอะไรก็ได้ตามที่พวกเขาต้องการ เนื่องจากพวกเขาไม่มีความสามารถที่จะทนทานได้แม้กระทั่งการทดสอบจำพวกนี้ การทดสอบที่ท้าทายกว่านี้อย่างเช่นการครองความเป็นจริงย่อมไม่ต้องไปถามพวกเขาเลย ใช่ว่าพวกเขาแค่กำลังพยายามหลอกพระเจ้าหรือไม่? การครองความเป็นจริงไม่ใช่สิ่งที่แสร้งทำได้ อีกทั้งความเป็นจริงก็ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าสามารถบรรลุได้จากการรู้จักมัน ทว่าขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะที่แท้จริงของเจ้า รวมถึงการที่เจ้าสามารถต้านทานการทดสอบทั้งสิ้นได้หรือไม่ เจ้าเข้าใจหรือไม่?

ตัดตอนมาจาก “เฉพาะการนำความเป็นจริงมาปฏิบัติเท่านั้นที่เป็นการครองความเป็นจริง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 430

พระเจ้าไม่ได้ทรงพึงประสงค์ให้ผู้คนเพียงแต่มีความสามารถในการพูดคุยเกี่ยวกับความเป็นจริง นั่นคงจะง่ายเกินไปไม่ใช่หรือ? เช่นนั้นแล้ว เหตุใดพระเจ้าจึงตรัสถึงการเข้าสู่ชีวิต? เหตุใดพระองค์จึงทรงพูดคุยเกี่ยวกับการแปลงสภาพ? หากผู้คนมีความสามารถเพียงแค่การพูดคุยอันว่างเปล่าเกี่ยวกับความเป็นจริง เมื่อนั้นพวกเขาจะสามารถสัมฤทธิ์การแปลงสภาพในอุปนิสัยของพวกเขาได้อย่างไร? ทหารที่ดีแห่งราชอาณาจักรไม่ได้รับการฝึกอบรมให้เป็นกลุ่มผู้คนที่เพียงแค่สามารถพูดคุยเกี่ยวกับความเป็นจริงหรืออวดตัวได้ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขาได้รับการฝึกอบรมให้ใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้าตลอดเวลา เพื่อที่จะยังคงมีใจเด็ดเดี่ยวต่อไป ไม่ว่าจะเผชิญกับความพลั้งพลาดอันใด และดำเนินชีวิตโดยสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้าอยู่เป็นนิตย์ และไม่กลับคืนสู่ทางโลก นี่คือความเป็นจริงที่พระเจ้าตรัส นี่คือข้อพึงประสงค์ที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์ ฉะนั้น อย่ามองว่าความเป็นจริงที่พระเจ้าตรัสนั้นเรียบง่ายเกินไป แค่ความรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นไม่เทียบเท่ากับการครองความเป็นจริง เช่นนั้นไม่ใช่วุฒิภาวะของมนุษย์—นั่นเป็นพระคุณของพระเจ้า ซึ่งมนุษย์ไม่มีส่วนร่วมสนับสนุนอันใดเลย แต่ละบุคคลต้องสู้ทนความทุกข์ของเปโตร และยิ่งกว่านั้นคือ ครองสง่าราศีของเปโตรที่พวกเขาใช้ดำเนินชีวิตหลังจากที่พวกเขาได้รับพระราชกิจของพระเจ้าแล้ว การนี้เท่านั้นจึงสามารถเรียกได้ว่าความเป็นจริง จงอย่าคิดว่าเจ้าครองความเป็นจริงเพียงเพราะว่าเจ้าสามารถพูดคุยเกี่ยวกับความเป็นจริงได้ เพราะนั่นคือเหตุผลวิบัติ ความคิดเช่นนั้นไม่ได้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า และไม่มีนัยสำคัญแท้จริงอันใดเลย จงอย่ากล่าวสิ่งทั้งหลายเช่นนั้นในอนาคต—จงดับคำกล่าวทั้งหลายเช่นนั้นเสียให้สิ้น! ผู้คนเหล่านั้นทั้งหมดที่มีความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าคือพวกผู้ไม่เชื่อ พวกเขาไม่มีความรู้ที่เป็นจริงอันใด นับประสาอะไรที่จะมีวุฒิภาวะที่เป็นจริงอันใด พวกเขาเป็นผู้คนที่ไม่รู้เท่าทันซึ่งขาดความเป็นจริง อีกนัยหนึ่ง คนเหล่านั้นทั้งหมดที่ดำเนินชีวิตอยู่ภายนอกแก่นแท้แห่งพระวจนะของพระเจ้าคือผู้ไม่เชื่อ พวกที่ผู้คนถือว่าเป็นผู้ไม่เชื่อคือสัตว์ร้ายในสายพระเนตรพระเจ้า และพวกที่พระเจ้าทรงถือว่าเป็นผู้ไม่เชื่อคือผู้คนที่ไม่มีพระวจนะของพระเจ้าเป็นชีวิตของพวกเขา ดังนั้นเอง จึงกล่าวได้ว่าพวกที่ไม่ได้ครองความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า และผู้ที่ล้มเหลวต่อการใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้าก็คือผู้ไม่เชื่อ เจตนารมณ์ของพระเจ้าคือการทำให้ทุกคนใช้ชีวิตตามความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระองค์—ไม่ใช่แค่ให้ทุกคนพูดคุยเกี่ยวกับความเป็นจริง แต่ยิ่งกว่านั้นก็คือทำให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตตามความเป็นจริงจากพระวจนะของพระองค์ ความเป็นจริงที่มนุษย์ล่วงรู้นั้นผิวเผินเกินไป มันไม่มีคุณค่าอันใดเลย และไม่สามารถทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าลุล่วงได้ นั่นต่ำต้อยเกินไป และไม่ควรค่าที่จะพาดพิงถึงด้วยซ้ำ นั่นขาดพร่องเกินไป และต่ำกว่ามาตรฐานแห่งข้อพึงประสงค์ของพระเจ้ามากเกินไป เจ้าแต่ละคนจะต้องตกอยู่ภายใต้การตรวจสอบครั้งใหญ่ เพื่อดูว่าผู้ใดท่ามกลางเจ้าที่เพียงแต่รู้วิธีพูดคุยเกี่ยวกับความเข้าใจของเจ้า โดยที่ไม่มีความสามารถที่จะชี้ชัดถึงเส้นทางได้ รวมถึงเพื่อค้นพบว่าผู้ใดในเจ้าที่เป็นชิ้นขยะที่ไร้ประโยชน์ จงจดจำการนี้ไว้นับจากนี้เป็นต้นไป! จงอย่าพูดคุยเกี่ยวกับความรู้อันว่างเปล่า จงพูดคุยเกี่ยวกับเส้นทางแห่งการปฏิบัติเท่านั้นและพูดคุยเกี่ยวกับความเป็นจริงเท่านั้น การเปลี่ยนผ่านจากความรู้ที่เป็นจริงไปสู่การปฏิบัติที่แท้จริง และจากนั้นก็เป็นการเปลี่ยนผ่านจากการปฏิบัติไปสู่การใช้ชีวิตที่เป็นจริง จงอย่าสั่งสอนผู้อื่นและอย่าพูดคุยเกี่ยวกับความรู้ที่เป็นจริง หากความเข้าใจของเจ้าคือเส้นทางหนึ่ง เช่นนั้นแล้วก็จงปล่อยคำพูดของเจ้าออกมาอย่างอิสระ แต่ถ้าหากไม่เป็นเช่นนั้น ก็โปรดปิดปากของเจ้าและหยุดพูดคุยเสีย! สิ่งที่เจ้าพูดนั้นไร้ประโยชน์ เจ้าพูดถึงความเข้าใจเพื่อที่จะหลอกลวงพระเจ้า และทำให้ผู้อื่นอิจฉาเจ้า นั่นไม่ใช่ความทะเยอทะยานของเจ้าหรอกหรือ? เจ้าไม่ได้จงใจหลอกผู้อื่นเล่นหรอกหรือ? มีคุณค่าอันใดในการนี้บ้างหรือไม่? หากเจ้าพูดคุยเกี่ยวกับความเข้าใจหลังจากที่เจ้าได้รับประสบการณ์แล้ว เจ้าก็จะไม่ถูกมองว่ากำลังอวดตัว มิฉะนั้นแล้ว เจ้าก็คือใครบางคนที่พ่นคำพูดอันโอหังออกมา มีหลายสิ่งหลายอย่างในประสบการณ์จริงของเจ้า ที่เจ้าไม่สามารถเอาชนะได้ และเจ้าไม่สามารถกบฏต่อเนื้อหนังของเจ้าเองได้ เจ้ากำลังทำสิ่งใดก็ตามที่เจ้าต้องการเสมอ โดยไม่เคยทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระเจ้า—ทว่าเจ้ายังมีหน้ามาพูดคุยเกี่ยวกับความเข้าใจในเชิงทฤษฎี เจ้าช่างไร้ความละอาย! เจ้ายังหาญกล้าพอที่จะมาพูดถึงความเข้าใจของเจ้าต่อพระวจนะของพระเจ้า เจ้าช่างช่างไร้ความละอายอะไรเช่นนี้! การกล่าวสำนวนโวหารและการอวดตัวได้กลายเป็นธรรมชาติวิสัยของเจ้า และเจ้าได้กลายเป็นเคยชินแล้วกับการทำเช่นนั้น เมื่อใดก็ตามที่เจ้าปรารถนาที่จะพูด เจ้าก็ทำเช่นนั้นอย่างง่ายดาย ราบรื่น แต่เมื่อมาถึงการปฏิบัติ เจ้าหลงระเริงอยู่กับความหรูหราอลังการ นี่ไม่ใช่หนทางหนึ่งที่จะหลอกผู้อื่นหรอกหรือ? เจ้าอาจมีความสามารถที่จะใช้เพทุบายกับพวกมนุษย์ แต่พระเจ้านั้นไม่อาจทรงถูกหลอกลวงได้ พวกมนุษย์ไม่ตระหนักรู้และไม่มีวิจารณญาณ แต่พระเจ้าทรงจริงจังเกี่ยวกับเรื่องเช่นนี้ และพระองค์จะไม่ทรงละเว้นเจ้า บรรดาพี่น้องชายหญิงของเจ้าอาจจะให้การสนับสนุนเจ้า ด้วยการสรรเสริญความเข้าใจของเจ้า และเลื่อมใสเจ้า แต่หากเจ้าไม่ได้ครองความเป็นจริงเลย พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะไม่ทรงละเว้นเจ้า ลางทีพระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริงจะไม่แสวงหาความผิดของเจ้า แต่พระวิญญาณของพระเจ้าจะทรงเพิกเฉยต่อเจ้า และนั่นจะลำบากยากเย็นพอแล้วที่เจ้าจะทนรับ เจ้าเชื่อเรื่องนี้หรือไม่? จงพูดคุยให้มากขึ้นเกี่ยวกับความเป็นจริงแห่งการปฏิบัติ เจ้าได้ลืมไปเรียบร้อยแล้วหรือยัง? จงพูดคุยให้มากขึ้นเกี่ยวกับเส้นทางแห่งการปฏิบัติ เจ้าได้ลืมไปเรียบร้อยแล้วหรือยัง? “จงเสนอทฤษฎีอันสูงส่งเลิศเลอทั้งหลายและการพูดคุยฟุ้งเฟ้อไร้คุณค่าให้น้อยลง เป็นการดีที่สุดที่จะเริ่มการปฏิบัติโดยเริ่มเสียตั้งแต่ตอนนี้เลย” เจ้าได้ลืมวจนะเหล่านี้ไปแล้วหรือไร? เจ้าไม่เข้าใจเลยหรือ? เจ้าไม่มีการจับใจความน้ำพระทัยของพระเจ้าเลยหรือ?

ตัดตอนมาจาก “เฉพาะการนำความเป็นจริงมาปฏิบัติเท่านั้นที่เป็นการครองความเป็นจริง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 431

พวกเจ้าควรจะมีการเรียนรู้บทเรียนต่างๆ ที่เกี่ยวกับความเป็นจริงมากขึ้น ไม่มีความจำเป็นสำหรับการพูดอันว่างเปล่าที่ฟังดูยิ่งใหญ่ที่ผู้คนชื่นชม เมื่อเป็นการพูดเรื่องความรู้นั้น ความรู้ของแต่ละคนนั้นสูงกว่าความรู้ที่มาก่อนหน้านั้น แต่พวกเขายังคงไม่มีเส้นทางในการปฏิบัติ มีกี่คนกันที่ได้เข้าใจหลักการของการปฏิบัติ? มีกี่คนที่ได้เรียนรู้บทเรียนที่แท้จริง? ผู้ใดสามารถสามัคคีธรรมเกี่ยวกับความเป็นจริงได้? การสามารถพูดถึงความรู้เกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าไม่ได้หมายความว่าเจ้ามีภูมิรู้ที่แท้จริง มันแค่แสดงให้เห็นว่าเจ้าเกิดมาฉลาด ว่าเจ้ามีพรสวรรค์ หากเจ้าไม่สามารถชี้ชัดถึงเส้นทางแล้ว ผลลัพธ์ก็จะไม่มีค่าอันใดเลย และเจ้าจะเป็นขยะอันไร้ค่า! เจ้าไม่ได้กำลังเสแสร้งอยู่หรอกหรือหากเจ้าไม่สามารถพูดอะไรได้เลยเกี่ยวกับเส้นทางอันแท้จริงสู่การปฏิบัติ? เจ้าไม่ได้กำลังหลอกลวงอยู่หรอกหรือหากเจ้าไม่สามารถเสนอประสบการณ์ที่แท้จริงของเจ้าเองให้แก่ผู้อื่น ซึ่งเป็นการให้บทเรียนที่พวกเขาสามารถเรียนรู้จากมันได้หรือให้เส้นทางที่พวกเขาสามารถติดตามได้แก่พวกเขา? เจ้าไม่ใช่คนจอมปลอมหรอกหรือ? เจ้ามีคุณค่าใดหรือ? บุคคลเช่นนั้นทำได้แค่เพียงแสดงบทบาทของ “ผู้คิดค้นทฤษฎีสังคมนิยม” เท่านั้น ไม่ใช่ “ผู้มีส่วนร่วมในการนำมาซึ่งลัทธิสังคมนิยม” การอยู่โดยปราศจากความเป็นจริงคือการไม่มีความจริง การอยู่โดยปราศจากความเป็นจริงคือการเป็นคนไร้ประโยชน์ การอยู่โดยปราศจากความเป็นจริงคือการเป็นซากศพเดินได้ การอยู่โดยปราศจากความเป็นจริงคือการเป็น “นักคิดลัทธิมาร์กซ์-เลนิน” โดยไม่มีค่าอ้างอิง เราขอให้เจ้าแต่ละคนหยุดพูดเรื่องทฤษฎีและพูดถึงอะไรที่เป็นสิ่งที่จริง อะไรที่แท้และมีแก่นสาร ศึกษา “ศิลปะสมัยใหม่” บ้าง พูดอะไรที่ถูกต้องตามความเป็นจริง มีส่วนช่วยในอะไรที่เป็นสิ่งที่จริง และมีจิตวิญญาณแห่งการอุทิศตนบ้าง จงเผชิญหน้ากับความเป็นจริงเมื่อเจ้าพูด จงอย่าปล่อยใจกับการพูดที่ไม่เกี่ยวกับความเป็นจริงและเกินจริงเพื่อทำให้ผู้คนรู้สึกสุขใจหรือหันมาสนใจเจ้า คุณค่าในการนั้นอยู่ที่ใด? การทำให้ผู้คนปฏิบัติต่อเจ้าอย่างอบอุ่นนั้นมีประโยชน์อันใด? จง “มีศิลปะ” ในการพูดของเจ้าสักหน่อย จงยุติธรรมมากขึ้นอีกสักหน่อยในการประพฤติของเจ้า จงมีเหตุผลมากขึ้นอีกหน่อยในวิธีที่เจ้าจัดการสิ่งต่างๆ จงสัมพันธ์กับชีวิตจริงให้มากขึ้นอีกหน่อยในสิ่งที่เจ้าพูด จงคิดที่จะนำประโยชน์มาสู่พระนิเวศของพระเจ้าด้วยทุกการกระทำของเจ้า จงฟังจิตสำนึกของเจ้าเมื่อเจ้ามีอารมณ์ จงอย่าตอบแทนความใจดีมีเมตตาด้วยความเกลียดชังหรืออกตัญญูต่อความใจดีมีเมตตา และจงอย่าเป็นคนหน้าซื่อใจคด เพื่อไม่ให้เจ้ากลายเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี เมื่อเจ้ากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า จงเชื่อมโยงพระวจนะเหล่านั้นเข้ากับความเป็นจริงอย่างใส่ใจมากขึ้น และเมื่อเจ้าสามัคคีธรรม จงพูดถึงสิ่งที่เกี่ยวกับความเป็นจริงให้มากขึ้น จงอย่าวางตัวว่าสูงส่งกว่าผู้อื่น การนี้จะไม่เป็นที่พึงพอพระทัยของพระเจ้า ในการมีปฏิสัมพันธ์ของเจ้ากับผู้อื่น จงอดกลั้นมากขึ้นอีกหน่อย ยอมมากขึ้นอีกหน่อย ใจดีและให้อภัยมากขึ้นอีกหน่อย และเรียนรู้จาก “จิตวิญญาณนายกรัฐมนตรี”[ก] เมื่อเจ้ามีความคิดที่ไม่ดี จงหัดตัดขาดจากเนื้อหนังให้มากขึ้น เมื่อเจ้าทำงาน จงพูดถึงเส้นทางต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นจริงให้มากขึ้น และจงอย่าทำตัวสูงส่งมากเกินไป มิฉะนั้นคำพูดของเจ้าจะอยู่เหนือความเข้าใจของผู้คน จงลดความสุขสำราญให้น้อยลง จงเพิ่มการมีส่วนร่วมให้มากขึ้น—จงแสดงจิตวิญญาณแห่งการอุทิศตนที่ไม่เห็นแก่ตัวของเจ้า จงคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้ามากขึ้น จงฟังจิตสำนึกของเจ้าให้มากขึ้น จงมีสติให้มากขึ้น และจงอย่าลืมว่าพระเจ้าตรัสกับพวกเจ้าอย่างอดทนและจริงจังจริงใจอย่างไรทุกวัน จงอ่าน “กาลานุกรมเก่าแก่” ให้บ่อยขึ้น จงอธิษฐานให้มากขึ้นและสามัคคีธรรมบ่อยขึ้น จงหยุดสับสนเสียเหลือเกิน จงแสดงสำนึกรับรู้บ้างและจงรับความรู้ความเข้าใจเชิงลึกบ้าง เมื่อมือบาปของเจ้าเอื้อมออกไป จงดึงมันกลับ จงอย่าปล่อยให้มันเอื้อมออกไปไกลนัก ไม่มีประโยชน์อันใด และสิ่งที่เจ้าได้จากพระเจ้าก็จะมีแต่คำสาปแช่ง ดังนั้นจงระมัดระวัง จงให้หัวใจของเจ้ามีความสงสารผู้อื่น และจงอย่าเริ่มต้นทำการด้วยอาวุธอยู่ในมือเสมอ จงสามัคคีธรรมเกี่ยวกับความรู้เรื่องความจริงให้มากขึ้นและพูดเกี่ยวกับชีวิตให้มากขึ้น โดยคงไว้ซึ่งจิตวิญญาณแห่งการช่วยเหลือผู้อื่น จงทำให้มากขึ้นและพูดให้น้อยลง จงนำไปสู่การปฏิบัติมากขึ้นและนำไปสู่การวิเคราะห์และวิจัยให้น้อยลง จงให้ตัวเจ้าเองได้รับการขับเคลื่อนโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้มากขึ้น และให้พระเจ้าได้ทรงมีโอกาสมากขึ้นในการทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อม จงกำจัดองค์ประกอบของมนุษย์ออกไปให้มากขึ้น เจ้ายังคงมีหนทางในการทำสิ่งต่างๆ แบบมนุษย์มากเกินไป และลักษณะในการทำสิ่งต่างๆ และพฤติกรรมแบบผิวเผินของเจ้าก็ยังคงเป็นที่น่ารังเกียจต่อผู้อื่น จงกำจัดสิ่งเหล่านี้ออกไปให้มากขึ้น สภาพจิตใจของเจ้ายังคงน่ารังเกียจเกินไป จงใช้เวลาให้มากขึ้นในการแก้ไขมัน เจ้ายังคงให้สถานะแก่ผู้คนมากเกินไป จงถวายสถานะแด่พระเจ้าให้มากขึ้น และจงอย่าไม่มีเหตุผลให้มากนัก “พระวิหาร” เป็นของพระเจ้าเสมอมา และไม่ควรถูกมนุษย์ยึดครอง สรุปสั้นๆ คือ จงมุ่งเน้นที่ความชอบธรรมให้มากขึ้นและมุ่งเน้นที่อารมณ์ให้น้อยลง เป็นการดีที่สุดที่จะกำจัดเนื้อหนัง จงพูดเรื่องความเป็นจริงให้มากขึ้นและเรื่องความรู้ให้น้อยลง การหุบปากและไม่พูดสิ่งใดเลยเป็นการที่ดีที่สุด จงพูดถึงเส้นทางแห่งการปฏิบัติให้มากขึ้น และทำให้การโอ้อวดอันไร้ค่าลดน้อยลง เป็นการดีที่สุดที่จะเริ่มปฏิบัติ ณ ตอนนี้

ตัดตอนมาจาก “จงมุ่งเน้นกับความเป็นจริงมากขึ้น” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

"เชิงอรรถ:

ก. จิตวิญญาณนายกรัฐมนตรี: คำกล่าวแต่โบราณของจีนที่ใช้บรรยายถึงบุคคลผู้ที่ใจกว้างและโอบอ้อมอารี"

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 432

ข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าต่อผู้คนไม่ได้สูงอย่างที่คิดโดยทั้งหมด หากพวกเขาพยายามอีกสักเพียงเล็กน้อย พวกเขาก็คงจะได้รับ “เกรดสอบผ่าน” ที่จริงแล้ว การทำความเข้าใจ การรู้ และการเข้าใจความจริงนั้นซับซ้อนกว่าการนำความจริงไปปฏิบัติ การรู้และการเข้าใจความจริงเกิดขึ้นหลังจากการปฏิบัติตามความจริง เหล่านี้คือขั้นตอนและวิธีการที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้ในการทรงพระราชกิจ เจ้าจะไม่เชื่อฟังได้อย่างไร? เจ้าสามารถได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์โดยการทำสิ่งต่างๆ ด้วยวิธีการของเจ้าได้หรือ? พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจตามความพอใจของเจ้า หรือบนพื้นฐานของข้อบกพร่องของเจ้าตามพระวจนะของพระเจ้ากระนั้นหรือ? หากเจ้าไม่สามารถมองเห็นการนี้ได้อย่างชัดเจนก็เปล่าประโยชน์ เหตุใดผู้คนส่วนใหญ่จึงได้ใช้ความพยายามอย่างมากในการอ่านพระวจนะของพระเจ้า แต่ก็แค่มีความรู้และไม่สามารถพูดอะไรได้เลยเกี่ยวกับเส้นทางที่แท้จริงในภายหลัง? เจ้าคิดว่าการมีความรู้มีค่าเท่ากับการมีความจริงกระนั้นหรือ? นั่นไม่ใช่มุมมองที่สับสนหรอกหรือ? เจ้าสามารถพูดถึงความรู้ได้มากเท่ากับทรายที่มีอยู่บนชายหาด กระนั้นสิ่งที่เจ้าพูดก็ไม่ได้มีเส้นทางที่แท้จริงใดๆ อยู่เลย เจ้าไม่ได้กำลังพยายามที่จะหลอกผู้คนโดยการทำสิ่งนี้อยู่หรอกหรือ? เจ้าไม่ได้กำลังเล่นละครอันว่างเปล่า ไม่มีแก่นสารรองรับอยู่หรอกหรือ? พฤติกรรมอย่างนี้ล้วนเป็นอันตรายต่อผู้คนทั้งสิ้น! ทฤษฎียิ่งสูงและไร้ซึ่งความเป็นจริงมากขึ้นเท่าใด มันก็ยิ่งไร้ความสามารถในการนำผู้คนให้เข้าไปอยู่ในความเป็นจริงมากขึ้นเท่านั้น ทฤษฎียิ่งสูงมากขึ้นเท่าใด มันก็ยิ่งทำให้เจ้าท้าทายและต่อต้านพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น จงอย่าปฏิบัติต่อทฤษฎีที่ดูสูงส่งที่สุดทั้งหลายเสมือนเป็นทรัพย์อันล้ำค่า ทฤษฎีเหล่านั้นเป็นอันตรายอย่างร้ายแรงและไม่มีประโยชน์อันใด! ผู้คนบางคนอาจสามารถพูดถึงทฤษฎีที่ดูสูงส่งที่สุดทั้งหลาย—แต่ทฤษฎีเหล่านี้ไม่มีสิ่งใดเลยที่เกี่ยวกับความเป็นจริง เพราะผู้คนเหล่านี้ไม่เคยได้รับประสบการณ์กับทฤษฎีเหล่านั้นด้วยตัวเอง และดังนั้นจึงไม่มีเส้นทางสู่การปฏิบัติ ผู้คนเช่นนั้นไม่สามารถนำผู้อื่นเข้ามาสู่ครรลองที่ถูกต้องได้และมีแต่จะนำทางพวกเขาให้หลงเจิ่นเท่านั้น นี่ไม่เป็นอันตรายต่อผู้คนหรอกหรือ? อย่างน้อยที่สุด เจ้าต้องสามารถแก้ปัญหาในปัจจุบันของผู้คนและเปิดโอกาสให้พวกเขาสามารถสัมฤทธิ์ผลในการเข้าสู่ได้ มีเพียงการนี้เท่านั้นที่นับว่าเป็นการอุทิศตน และเมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะมีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ที่จะทำงานเพื่อพระเจ้า จงอย่ากล่าวคำพูดที่เพ้อฝันแสดงความยิ่งใหญ่ตลอดเวลา และจงอย่าใช้การปฏิบัติอันไม่เหมาะสมอย่างมากมายเพื่อผูกมัดผู้อื่นให้เชื่อฟังเจ้า การทำเช่นนั้นจะไม่เกิดผลและทำได้แค่เพียงเพิ่มความสับสนของพวกเขาก็เท่านั้น การทำเช่นนี้ต่อไปจะทำให้เกิดคำสอนมากมาย ซึ่งจะทำให้ผู้คนเกลียดเจ้า เช่นนั้นเองคือข้อบกพร่องของมนุษย์ และมันก็ช่างน่าละอายเสียจริง ดังนั้นจงพูดถึงปัญหาที่มีอยู่จริงให้มากขึ้น จงอย่าปฏิบัติต่อประสบการณ์ของผู้อื่นเสมือนเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลของเจ้าเองและชูประสบการณ์เหล่านั้นขึ้นเพื่อให้ผู้อื่นชื่นชม เจ้าจะต้องค้นหาทางออกเฉพาะตัวของเจ้าเอง นี่คือสิ่งที่แต่ละคนควรนำไปปฏิบัติ

หากสิ่งที่เจ้าสามัคคีธรรมสามารถให้เส้นทางให้ผู้คนไปใช้ได้ เช่นนั้นแล้ว นั่นก็เท่ากับเจ้ามีความเป็นจริง ไม่ว่าเจ้าพูดสิ่งใด เจ้าจะต้องนำผู้คนไปสู่การปฏิบัติและให้เส้นทางที่พวกเขาสามารถติดตามได้แก่พวกเขา จงอย่าเพียงเปิดโอกาสให้พวกเขาได้มีความรู้เท่านั้น ที่สำคัญกว่านั้นคือการมีเส้นทางให้ไป ในการที่คนจะเชื่อในพระเจ้า พวกเขาจะต้องเดินไปบนเส้นทางที่พระเจ้าทรงนำในพระราชกิจของพระองค์ กล่าวคือ กระบวนการของการเชื่อในพระเจ้าคือกระบวนการแห่งการเดินไปบนเส้นทางที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำ ดังนั้น เจ้าจะต้องมีเส้นทางที่เจ้าสามารถเดินไปได้ ไม่สำคัญว่าจะอย่างไรก็ตาม และเจ้าจะต้องก้าวเข้าไปในเส้นทางแห่งการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า จงอย่าล้าหลังมากเกินไป และจงอย่าให้ตัวเจ้าเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับหลายสิ่งมากเกินไป ต่อเมื่อเจ้าเดินไปบนเส้นทางที่พระเจ้าทรงนำโดยไม่ทำให้เกิดการติดขัดเท่านั้นเจ้าจึงสามารถได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และมีเส้นทางแห่งการเข้าสู่ การนี้เท่านั้นที่นับว่าเป็นการสอดคล้องกันกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าและการทำหน้าที่ของมนุษยชาติสำเร็จลุล่วง ในฐานะบุคคลหนึ่งในกระแสนี้ แต่ละคนควรทำหน้าที่ของพวกเขาให้สำเร็จลุล่วงอย่างเหมาะสม จงทำสิ่งที่ผู้คนควรทำให้มากขึ้น และไม่กระทำการด้วยความหัวแข็ง ผู้คนที่ดำเนินงานจะต้องทำให้คำพูดของพวกเขาชัดเจน ผู้คนที่ติดตามจะต้องมุ่งเน้นไปที่การทนฝ่าความยากลำบากและการเชื่อฟังให้มากขึ้น และทุกคนจะต้องอยู่ในที่ของพวกเขาและไม่ล้ำเส้น ทุกคนควรมีความชัดเจนอยู่ในหัวใจว่าพวกเขาควรปฏิบัติอย่างไรและพวกเขาควรทำหน้าที่ใดให้สำเร็จลุล่ง จงไปตามเส้นทางที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำ จงอย่าหลงเจิ่นหรือไปผิดทาง เจ้าต้องมองเห็นงานของวันนี้อย่างชัดเจน การเข้าสู่วิธีการ ทำงานของวันนี้คือสิ่งที่พวกเจ้าควรปฏิบัติ มันคือสิ่งแรกที่พวกเจ้าจะต้องเข้าสู่ จงอย่าเปลืองคำพูดไปกับสิ่งอื่นๆ อีกเลย การทำพระราชกิจแห่งพระนิเวศของพระเจ้าในวันนี้คือความรับผิดชอบของพวกเจ้า การเข้าสู่วิธีการทำงานของวันนี้คือหน้าที่ของพวกเจ้า และการปฏิบัติตามความจริงของวันนี้คือภาระของพวกเจ้า

ตัดตอนมาจาก “จงมุ่งเน้นกับความเป็นจริงมากขึ้น” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 433

พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริง กล่าวคือ พระราชกิจทั้งหมดของพระองค์ล้วนสัมพันธ์กับชีวิตจริง พระวจนะทั้งหมดที่พระองค์ตรัสล้วนสัมพันธ์กับชีวิตจริง และความจริงทั้งหมดที่พระองค์ทรงแสดงออกล้วนสัมพันธ์กับชีวิตจริง ทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่ใช่พระวจนะของพระองค์คือสิ่งที่ว่างเปล่า ไม่มีอยู่จริง และไม่น่าเชื่อถือ ทุกวันนี้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงประสงค์ที่จะนำทางผู้คนไปสู่พระวจนะของพระเจ้า หากผู้คนเสาะหาการเข้าสู่ความเป็นจริง เช่นนั้นแล้วพวกเขาต้องแสวงหาความเป็นจริง และรู้จักความเป็นจริง ซึ่งหลังจากนั้นพวกเขาก็ต้องมีประสบการณ์กับความเป็นจริง และดำเนินชีวิตตามความเป็นจริง ยิ่งผู้คนรู้จักความเป็นจริงมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็จะยิ่งสามารถหยั่งรู้มากขึ้นเท่านั้นว่าถ้อยคำของผู้อื่นเป็นจริงหรือไม่ ยิ่งผู้คนรู้จักความเป็นจริงมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็จะยิ่งมีมโนคติอันหลงผิดน้อยลงเท่านั้น ยิ่งผู้คนมีประสบการณ์กับความเป็นจริงมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็จะยิ่งรู้ถึงกิจการของพระเจ้าที่เกี่ยวกับความเป็นจริงมากขึ้นเท่านั้น และพวกเขาก็จะยิ่งหลุดพ้นจากความเสื่อมทรามและอุปนิสัยต่ำช้าเยี่ยงซาตานของพวกเขาได้ง่ายขึ้นเท่านั้น ยิ่งผู้คนมีความเป็นจริงมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็จะยิ่งรู้จักพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น และพวกเขาก็จะยิ่งรังเกียจเนื้อหนังและรักความจริงมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งผู้คนมีความเป็นจริงมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็จะยิ่งเข้ามาใกล้มาตรฐานตามข้อพึงประสงค์ของพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น ผู้คนที่พระเจ้าทรงรับไว้คือผู้ซึ่งครองความเป็นจริง คือผู้ที่รู้จักความเป็นจริง และผู้ที่ได้มารู้จักกิจการที่แท้จริงของพระเจ้าโดยผ่านทางการได้รับประสบการณ์กับความเป็นจริง ยิ่งเจ้าให้ความร่วมมือกับพระเจ้าในหนทางที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง และบ่มวินัยร่างกายของเจ้ามากขึ้นเท่าใด เจ้าก็จะยิ่งได้มาซึ่งพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์มากขึ้นเท่านั้น เจ้าก็จะยิ่งได้รับความเป็นจริงมากขึ้นเท่านั้น และเจ้าก็จะยิ่งได้รับความรู้แจ้งจากพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น และด้วยเหตุนี้ความรู้ของเจ้าเกี่ยวกับกิจการที่แท้จริงของพระเจ้าก็จะกลายเป็นมากขึ้นเท่านั้น หากเจ้าสามารถดำเนินชีวิตในความสว่างปัจจุบันของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ เช่นนั้นแล้วเส้นทางปัจจุบันที่ไปสู่การปฏิบัติก็จะมีความชัดเจนต่อเจ้ามากขึ้น และเจ้าจะมีความสามารถมากขึ้นที่จะแยกตนเองออกมาจากมโนคติอันหลงผิดทางศาสนา และการปฏิบัติเก่าแก่ในอดีต ความเป็นจริงปัจจุบันนี้คือจุดสำคัญ กล่าวคือ ยิ่งผู้คนมีความเป็นจริงมากขึ้นเท่าใด ความรู้ของพวกเขาเกี่ยวกับความจริงก็จะยิ่งชัดเจนขึ้นเท่านั้น และความเข้าใจของพวกเขาเกี่ยวกับน้ำพระทัยพระเจ้าก็จะถ่องแท้ยิ่งขึ้นเท่านั้น ความเป็นจริงสามารถเอาชนะตัวอักษรที่เขียนไว้และคำสอนทั้งหมดได้ ความเป็นจริงสามารถเอาชนะทฤษฎีและความเชี่ยวชาญทั้งหมดได้ และยิ่งผู้คนจดจ่อกับความเป็นจริงมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็จะยิ่งรักพระเจ้าอย่างแท้จริง และหิวกระหายพระวจนะของพระองค์มากขึ้นเท่านั้น หากเจ้าจดจ่อกับความเป็นจริงอยู่เสมอ เช่นนั้นแล้วปรัชญาสำหรับการดำเนินชีวิต มโนคติอันหลงผิดทางศาสนา และบุคลิกลักษณะตามธรรมชาติของเจ้า ก็ย่อมจะถูกลบล้างไปเองภายหลังพระราชกิจของพระเจ้า พวกที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความเป็นจริง และไม่มีความรู้เกี่ยวกับความเป็นจริงเลยนั้น มีแนวโน้มที่จะไล่ตามเสาะหาสิ่งที่เหนือธรรมชาติ และพวกเขาจะถูกกลลวงอย่างง่ายดาย พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงปราศจากวิถีทางที่จะดำเนินพระราชกิจในผู้คนเช่นนั้น และดังนั้นพวกเขาจึงรู้สึกว่างเปล่า และรู้สึกว่าชีวิตของพวกเขาไม่มีความหมายเลย

พระวิญญาณบริสุทธิ์สามารถทรงพระราชกิจในเจ้าได้ ก็ต่อเมื่อเจ้าฝึกฝนอย่างแท้จริง แสวงหาอย่างแท้จริง อธิษฐานอย่างแท้จริง และเต็มใจที่จะทนทุกข์เพื่อเห็นแก่การแสวงหาความจริงเท่านั้น พวกที่ไม่แสวงหาความจริง มีเพียงตัวอักษรที่เขียนไว้กับคำสอน และทฤษฎีที่ว่างเปล่าเท่านั้น และบรรดาผู้ที่ปราศจากความจริงย่อมมีมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้าเป็นธรรมดา ผู้คนเช่นนี้ถวิลหารอคอยเพียงให้พระเจ้าทรงเปลี่ยนกายฝ่ายเนื้อหนังของพวกเขาให้เป็นกายจิตวิญญาณ เพื่อพวกเขาจะได้ขึ้นไปสู่สวรรค์ชั้นที่สามเท่านั้น ผู้คนเหล่านี้ช่างโง่เขลาเบาปัญญานัก! ทุกคนที่กล่าวสิ่งทั้งหลายเช่นนี้ไม่มีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า หรือเกี่ยวกับความเป็นจริงเลย ผู้คนเช่นนี้ไม่อาจสามารถร่วมมือกับพระเจ้าได้เลย และทำได้เพียงแต่รอคอยอย่างนิ่งเฉยเท่านั้น หากผู้คนพร้อมจะเข้าใจความจริง และมองเห็นความจริงอย่างชัดเจน และนอกจากนี้ หากพวกเขาพร้อมจะเข้าสู่ความจริง และนำความจริงมาปฏิบัติแล้วไซร้ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ต้องฝึกฝนอย่างแท้จริง แสวงหาอย่างแท้จริง และหิวและกระหายอย่างแท้จริง เมื่อเจ้าหิวและกระหาย และเมื่อเจ้าร่วมมือกับพระเจ้าอย่างแท้จริง พระวิญญาณของพระเจ้าจะทรงสัมผัสเจ้าอย่างแน่นอน และจะทรงพระราชกิจภายในเจ้า ซึ่งจะนำพาความรู้แจ้งมาสู่แก่เจ้ามากยิ่งขึ้น และมอบความรู้เกี่ยวกับความเป็นจริงแก่เจ้ามากยิ่งขึ้น และช่วยให้ชีวิตของเจ้าดีกว่าเดิมมากยิ่งขึ้น

ตัดตอนมาจาก “วิธีรู้จักความเป็นจริง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 434

หากผู้คนพร้อมที่จะรู้จักพระเจ้า พวกเขาต้องรู้เสียก่อนว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริง และพวกเขาต้องรู้จักพระวจนะของพระเจ้า การทรงปรากฏในเนื้อหนังที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้า และพระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้า เฉพาะหลังจากที่รู้ว่าพระราชกิจทั้งหมดของพระเจ้าล้วนสัมพันธ์กับชีวิตจริงเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถร่วมมือกับพระเจ้าได้อย่างแท้จริง และโดยผ่านเส้นทางนี้เท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถสัมฤทธิ์การเติบโตในชีวิตของเจ้าได้ พวกเขาเหล่านั้นทั้งหมดที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับความเป็นจริงเลย ย่อมไม่มีวิถีทางที่จะได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าเลย และติดบ่วงอยู่ในมโนคติอันหลงผิดของพวกเขา ใช้ชีวิตอยู่ในจินตนาการของพวกเขา และฉะนั้นเอง พวกเขาจึงไม่มีความรู้เกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าเลย ยิ่งเจ้ามีความรู้เกี่ยวกับความเป็นจริงมากขึ้นเท่าใด เจ้าก็ยิ่งใกล้ชิดกับพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น และเจ้าก็ยิ่งสนิทสนมกับพระองค์มากขึ้นเท่านั้น ยิ่งเจ้าแสวงหาความคลุมเครือ สิ่งที่เป็นนามธรรม และคำสอนมากขึ้นเท่าใด เจ้าก็จะยิ่งไถลห่างจากพระเจ้าไปไกลขึ้นเท่านั้น และดังนั้น เจ้าก็จะยิ่งรู้สึกว่าการมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้านั้นเหนื่อยยากและลำบาก และรู้สึกว่าเจ้าไม่สามารถเข้าสู่ได้มากขึ้นเท่านั้น หากเจ้าปรารถนาที่จะเข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า และก้าวสู่ร่องครรลองที่ถูกต้องในชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของเจ้า ก่อนอื่นเจ้าต้องรู้จักความเป็นจริง และแยกตัวออกจากสิ่งทั้งหลายที่คลุมเครือและเหนือธรรมชาติ ซึ่งกล่าวได้ว่า ก่อนอื่นเจ้าต้องเข้าใจว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงให้ความรู้แจ้งและทรงนำเจ้าอย่างแท้จริงจากภายในอย่างไร ในหนทางนี้ หากเจ้าสามารถจับความเข้าใจได้อย่างจริงแท้ถึงพระราชกิจแท้จริงภายในมนุษย์ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นแล้วเจ้าจึงจะได้เข้าสู่ร่องครรลองที่ถูกต้องในการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า

ปัจจุบันนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มต้นจากความเป็นจริง พระราชกิจของพระเจ้าเป็นจริงที่สุด และผู้คนสามารถสัมผัสได้ นี่เองคือสิ่งที่ผู้คนสามารถได้รับประสบการณ์ และสัมฤทธิ์ผลได้ ในผู้คนมีสิ่งมากมายที่คลุมเครือและเหนือธรรมชาติ ซึ่งหยุดยั้งพวกเขาจากการรู้จักพระราชกิจปัจจุบันของพระเจ้า ฉะนั้น ในประสบการณ์ของพวกเขา พวกเขามักเบี่ยงเบน และมักรู้สึกเสมอว่าสิ่งทั้งหลายนั้นยากลำบาก และการนี้ทั้งหมดล้วนมีสาเหตุมาจากมโนคติอันหลงผิดของพวกเขา ผู้คนไร้ความสามารถที่จะจับความเข้าใจหลักการทั้งหลายในพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ พวกเขาไม่รู้จักความเป็นจริง และดังนั้น พวกเขาจึงมีความรู้สึกที่เป็นลบเสมอในการเข้าสู่ของพวกเขา พวกเขามองไปที่ข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าจากระยะไกล ไร้ความสามารถที่จะสัมฤทธิผลตามข้อพึงประสงค์เหล่านั้นได้ พวกเขาเพียงแค่เห็นว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ดีอย่างแท้จริง แต่ไม่สามารถพบเส้นทางเพื่อการเข้าสู่ได้ พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจด้วยหลักการนี้ กล่าวคือ โดยผ่านความร่วมมือของผู้คน โดยผ่านการที่พวกเขาอธิษฐาน แสวงหา และเข้ามาใกล้ชิดพระเจ้ายิ่งขึ้นอย่างกระตือรือร้น ผลลัพธ์ทั้งหลายจึงจะสามารถสัมฤทธิ์ได้ และพวกเขาจึงจะสามารถได้รับความรู้แจ้ง และได้รับความกระจ่างจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ ซึ่งไม่ใช่กรณีที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงดำเนินการโดยฝ่ายเดียว หรือที่มนุษย์ดำเนินการโดยฝ่ายเดียว ทั้งสองฝ่ายต่างสำคัญอย่างขาดไม่ได้ และยิ่งผู้คนร่วมมือมากขึ้นเท่าใด และยิ่งพวกเขาไล่ตามเสาะหาการบรรลุถึงมาตรฐานตามข้อพึงประสงค์ของพระเจ้ามากขึ้นเท่าใด พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะยิ่งใหญ่มากขึ้นเท่านั้น มีเพียงความร่วมมืออย่างแท้จริงของผู้คนที่เพิ่มพูนให้กับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เท่านั้น ที่สามารถก่อให้เกิดประสบการณ์ที่แท้จริง และความรู้ที่เป็นเนื้อแท้แห่งพระวจนะของพระเจ้าได้ ในที่สุด บุคคลที่เพียบพร้อมจะค่อยๆ ก่อเกิดขึ้นมา โดยผ่านทางการได้รับประสบการณ์ในหนทางนี้ พระเจ้าไม่ทรงทำสิ่งที่เหนือธรรมชาติ ในมโนคติอันหลงผิดของผู้คน พระเจ้าทรงเป็นผู้เปี่ยมมหิทธิฤทธิ์ และทุกสิ่งทุกอย่างนั้นกระทำขึ้นโดยพระเจ้า—พร้อมด้วยผลลัพธ์ที่ผู้คนรอคอยอยู่อย่างนิ่งเฉย ไม่อ่านพระวจนะของพระเจ้าหรืออธิษฐาน และเพียงแต่รอคอยการสัมผัสของพระวิญญาณบริสุทธิ์ อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้ที่มีความเข้าใจถูกต้องเชื่อเช่นนี้ว่า การดำเนินการของพระเจ้าสามารถไปได้ไกลเท่าที่ฉันให้ความร่วมมือเท่านั้น และผลกระทบที่พระราชกิจของพระเจ้ามีในตัวฉัน ขึ้นอยู่กับวิธีที่ฉันให้ความร่วมมือ เมื่อพระเจ้าตรัส ฉันควรทำทุกสิ่งที่ฉันสามารถทำได้เพื่อแสวงหา และเพียรพยายามไปสู่พระวจนะของพระเจ้า นี่คือสิ่งที่ฉันควรจะสัมฤทธิ์

ตัดตอนมาจาก “วิธีรู้จักความเป็นจริง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 435

เจ้าถือพิธีปฏิบัติทางศาสนาอยู่กี่อย่าง? เจ้าได้กบฏต่อพระวจนะของพระเจ้าและไปตามหนทางของเจ้าเองกี่ครั้งแล้ว? กี่ครั้งที่เจ้าได้นำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติเพราะเจ้าคำนึงถึงภาระทั้งหลายของพระองค์และพยายามที่จะสนองน้ำพระทัยของพระองค์อย่างแท้จริง? เจ้าควรเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าและนำมันไปปฏิบัติอย่างสอดคล้อง จงมีคุณธรรมในทุกการกระทำและทุกความประพฤติของเจ้า กระนั้นนี่ก็ไม่ได้หมายถึงการยึดปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ทั้งหลายหรือการฝืนใจทำบางสิ่งเพียงเพื่อสร้างภาพ ในทางกลับกัน มันหมายถึงการปฏิบัติความจริงและการดำเนินชีวิตโดยพระวจนะของพระเจ้าต่างหาก การปฏิบัติเช่นนี้เท่านั้นที่ทำให้พระเจ้าทรงสมดังพระทัย ครรลองแห่งการกระทำใดที่ทำให้พระเจ้าทรงพอพระทัยนั้นไม่ใช่กฎเกณฑ์อย่างหนึ่ง แต่เป็นการปฏิบัติแห่งความจริง ผู้คนบางคนมีใจชอบที่จะดึงดูดความสนใจมาสู่ตัวเอง ยามอยู่ต่อหน้าพี่น้องชายหญิงของพวกเขา พวกเขาอาจกล่าวว่าพวกเขาเป็นหนี้บุญคุณพระเจ้า แต่ลับหลังคนเหล่านั้น พวกเขาไม่ปฏิบัติความจริงและกระทำการแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง เหล่านี้มิใช่พวกฟาริสีทางศาสนาหรอกหรือ? บุคคลหนึ่งซึ่งรักพระเจ้าอย่างแท้จริงและครองความจริงก็คือผู้ที่จงรักภักดีต่อพระเจ้า แต่ไม่อวดแสดงท่าออกมาภายนอกว่าเป็นคนเช่นนั้น บุคคลเช่นนั้นเต็มใจที่จะปฏิบัติความจริงเมื่อเกิดสถานการณ์ต่างๆ ขึ้น และไม่พูดหรือกระทำการในแบบที่ขัดแย้งกับมโนธรรมของพวกเขา บุคคลเช่นนี้แสดงให้เห็นสติปัญญาเมื่อเกิดเรื่องราวต่างๆ ขึ้น และมีคุณธรรมอยู่ในความประพฤติทั้งหลายของเขาหรือของเธอไม่ว่ารูปการณ์แวดล้อมจะเป็นเช่นไร บุคคลประเภทนี้สามารถจัดเตรียมการปรนนิบัติที่แท้จริงได้ มีบางคนที่พูดแต่ปากว่าตนเป็นหนี้บุญคุณพระเจ้า วันๆ พวกเขาเอาแต่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดในความวิตกกังวล ทำตัวเศร้าสร้อย และแสร้งทำเป็นน่าสงสาร ช่างน่าดูหมิ่นเสียจริง! หากเจ้าจะถามพวกเขาว่า “คุณบอกฉันได้ไหมเกี่ยวกับว่าคุณเป็นหนี้บุญคุณพระเจ้าอย่างไร?” พวกเขาก็จะพูดไม่ออก หากเจ้าจงรักภักดีต่อพระเจ้าแล้วไซร้ ก็จงอย่าพูดออกไปภายนอกเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่จงแสดงให้เห็นความรักของเจ้าที่มีต่อพระเจ้าโดยหนทางแห่งการปฏิบัติแบบลงมือจริงแทน และจงอธิษฐานต่อพระองค์ด้วยหัวใจที่แท้จริง บรรดาพวกที่แค่จัดการพระเจ้าด้วยคำพูดและจัดการพอเป็นพิธีล้วนเป็นคนหน้าซื่อใจคดกันทั้งนั้น! บางคนพูดถึงการเป็นหนี้บุญคุณพระเจ้าทุกครั้งที่พวกเขาอธิษฐาน และเริ่มร่ำไห้ทุกครั้งที่พวกเขาอธิษฐาน โดยปราศจากการขับเคลื่อนโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ด้วยซ้ำ ผู้คนเช่นนี้ถูกครอบงำโดยพิธีกรรมและมโนคติที่หลงผิดทั้งหลายทางศาสนา พวกเขาดำเนินชีวิตโดยพิธีกรรมและมโนคติที่หลงผิดแบบนั้น โดยเชื่อเสมอว่าพระเจ้าทรงยินดีในการกระทำเหล่านั้น และว่าพระองค์ทรงโปรดปรานการอยู่ในทางพระเจ้าแบบผิวเผินหรือน้ำตาอันเปี่ยมไปด้วยความโศกเศร้า สิ่งดีอันใดหรือที่จะสามารถมาจากผู้คนที่ไร้สาระแบบนั้น? เพื่อที่จะแสดงให้เห็นความถ่อมใจ บ้างก็แสร้งทำเป็นอ่อนโยนมีมารยาทยามพูดจาอยู่ต่อหน้าผู้อื่น บ้างก็จงใจประจบประแจงยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่น โดยทำท่าทางเหมือนลูกแกะที่ไร้เรี่ยวแรง นี่เป็นลักษณะที่เหมาะสมกับประชากรแห่งราชอาณาจักรหรือ? ประชากรแห่งราชอาณาจักรนั้นควรมีชีวิตชีวาและเป็นอิสระ ไร้เดียงสาและเปิดเผย ซื่อสัตย์และน่ารัก และดำเนินชีวิตอยู่ในสภาวะแห่งอิสรภาพ พวกเขาควรมีความสัตย์สุจริตและศักดิ์ศรี และสามารถยืนหยัดเป็นพยานได้ไม่ว่าพวกเขาไปที่ใด ผู้คนเช่นนั้นเป็นที่รักของทั้งพระเจ้าและมนุษย์ บรรดาผู้ที่เป็นผู้กลับใจใหม่ในความเชื่อนั้นมีการปฏิบัติภายนอกมากเกินไป พวกเขาต้องก้าวผ่านช่วงเวลาของการถูกจัดการและการถูกทำลายเสียก่อน ผู้คนที่มีความเชื่อในพระเจ้าอยู่ลึกๆ นั้นไม่อาจแยกออกจากผู้อื่นได้เมื่อดูภายนอก แต่การกระทำและความประพฤติทั้งหลายของพวกเขานั้นน่ายกย่อง ผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่สามารถถือได้ว่าดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า หากเจ้าประกาศข่าวประเสริฐทุกวันแก่ผู้คนหลากหลายในความพยายามที่จะนำพวกเขามาสู่ความรอด ทว่าในท้ายที่สุดก็ยังกำลังดำเนินชีวิตโดยกฎเกณฑ์และคำสอนทั้งหลายอยู่ เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมไม่สามารถนำพระสิริมาสู่พระเจ้าได้ ผู้คนเช่นนั้นก็คือพวกบุคคลสำคัญศาสนา ตลอดจนพวกคนหน้าซื่อใจคดนั่นเอง

ความประพฤติดีแบบผิวเผินของมนุษย์ทั้งหลายเป็นตัวแทนของอะไรหรือ? พวกมันเป็นตัวแทนของเนื้อหนัง และแม้แต่การปฏิบัติภายนอกที่ดีที่สุดก็ไม่เป็นตัวแทนของชีวิต พวกมันสามารถแสดงออกได้เพียงภาวะอารมณ์แบบปัจเจกบุคคลของเจ้าเองเท่านั้น การปฏิบัติภายนอกทั้งหลายของมนุษยชาติไม่สามารถทำให้ความพึงปรารถนาของพระเจ้าลุล่วงได้ เจ้าพูดถึงการเป็นหนี้บุญคุณพระเจ้าของเจ้าเป็นนิตย์ ถึงกระนั้นเจ้าก็ไม่สามารถจัดหาให้กับชีวิตของผู้อื่น หรือสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขารักพระเจ้าได้ เจ้าเชื่อหรือว่าการกระทำเหล่านั้นของเจ้าจะทำให้พระเจ้าทรงสมดังพระทัย? เจ้ารู้สึกว่าการกระทำทั้งหลายของเจ้าเป็นไปในแนวเดียวกับน้ำพระทัยของพระเจ้า และว่าพวกมันอยู่ฝ่ายจิตวิญญาณ แต่ในความจริง พวกมันช่างไร้สาระทั้งสิ้น! เจ้าเชื่อว่าสิ่งที่ทำให้เจ้ายินดีและสิ่งที่เจ้าเต็มใจที่จะทำคือสิ่งเหล่านั้นที่พระเจ้าทรงปีติยินดีเป็นแน่แท้ ความชอบทั้งหลายของเจ้าเป็นตัวแทนของพระเจ้าได้หรือ? บุคลิกลักษณะของบุคคลหนึ่งเป็นตัวแทนของพระเจ้าได้หรือ? สิ่งที่เจ้ายินดีก็คือสิ่งที่พระเจ้าทรงชิงชังพอดี และนิสัยทั้งหลายของเจ้าคือนิสัยเหล่านั้นที่พระเจ้าทรงเกลียดและปฏิเสธพอดี หากเจ้ารู้สึกเป็นหนี้บุญคุณ เช่นนั้นแล้ว จงไปอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ไม่มีความจำเป็นที่จะพูดถึงมันกับคนอื่นๆ หากเจ้าไม่อธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และกลับดึงความสนใจมาสู่ตัวเจ้าเองเป็นนิตย์ต่อหน้าผู้อื่นแทน นี่จะสามารถสนองน้ำพระทัยของพระเจ้าได้หรือ? หากการกระทำทั้งหลายของเจ้ามีจริงอยู่เสมอในการปรากฏภายนอกเท่านั้น เช่นนั้นแล้ว นี่ก็หมายความว่าเจ้าไร้ประโยชน์อย่างสุดขั้ว บรรดาพวกที่เพียงดำเนินความประพฤติดีแบบผิวเผินและไร้ความเป็นจริงเป็นมนุษย์ลักษณะใดหรือ? ผู้คนเช่นนั้นก็เป็นแค่พวกฟาริสีที่หน้าซื่อใจคดและบุคคลสำคัญทางศาสนาเท่านั้นเอง! หากพวกเจ้าไม่สลัดทิ้งการปฏิบัติภายนอกของพวกเจ้าและไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้ เช่นนั้นแล้ว องค์ประกอบเหล่านั้นของความหน้าซื่อใจคดในพวกเจ้าก็จะเติบโตมากยิ่งขึ้นไปอีก ยิ่งองค์ประกอบของความหน้าซื่อใจคดของเจ้ามีมากเท่าไร ก็ยิ่งมีการต้านทานต่อพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น ท้ายที่สุด ผู้คนเช่นนั้นก็ย่อมจะถูกกำจัดสิ้นอย่างแน่นอน!

ตัดตอนมาจาก “ในความเชื่อ คนเราต้องพุ่งเป้าไปที่ความเป็นจริง—การมีส่วนในพิธีกรรมทางศาสนาหาใช่ความเชื่อไม่” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 436

เพื่อที่จะฟื้นคืนความเหมือนกันกับบุคคลที่ถูกต้องเหมาะสม กล่าวคือ เพื่อสัมฤทธิ์ผลในสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องเหมาะสมนั้น ผู้คนไม่สามารถทำให้พระเจ้าทรงพอพระทัยได้ด้วยคำพูดของพวกเขาเท่านั้น การกระทำดังกล่าวรังแต่จะทำร้ายตัวพวกเขาเอง และไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อการเข้าสู่หรือการเปลี่ยนสภาพของพวกเขาแต่อย่างใด ดังนั้น ในการบรรลุถึงการเปลี่ยนสภาพ ผู้คนต้องปฏิบัติทีละเล็กทีละน้อย พวกเขาต้องค่อยๆ เข้าสู่ แสวงหาและสำรวจทีละนิดทีละหน่อย เข้าสู่จากด้านที่เป็นบวก และใช้ชีวิตแห่งความจริงภาคปฏิบัติ ชีวิตแห่งวิสุทธิชน หลังจากนั้น สิ่งจริง เหตุการณ์จริง และสภาพแวดล้อมจริงทั้งหลายจะทำให้ผู้คนมีการฝึกฝนการปฏิบัติ ผู้คนไม่จำเป็นต้องทำการปรนนิบัติแต่ปากใด ๆ เลย พวกเขาแค่ต้องฝึกฝนในสภาพแวดล้อมจริงแทน ในตอนแรกผู้คนจะได้ตระหนักว่าพวกเขามีขีดความสามารถในระดับที่ต่ำ และจากนั้นพวกเขาจะกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าอย่างเหมาะสม และเข้าสู่และปฏิบัติอย่างเหมาะสมเช่นกัน พวกเขาจะได้รับความจริงด้วยหนทางนี้เท่านั้น และการทำเช่นนี้คือหนทางที่การเข้าสู่อาจเกิดขึ้นได้รวดเร็วมากขึ้น เพื่อที่จะเปลี่ยนสภาพผู้คน ต้องมีความเป็นจริงบางอย่าง พวกเขาต้องปฏิบัติกับสิ่งจริง เหตุการณ์จริง และสภาพแวดล้อมจริง คนเราสามารถสัมฤทธิ์ผลในการฝึกฝนที่แท้จริงโดยการอาศัยชีวิตในคริสตจักรเพียงลำพังได้หรือไม่? ผู้คนสามารถเข้าสู่ความจริงด้วยหนทางนี้ได้หรือ? ไม่! หากผู้คนไม่สามารถเข้าสู่ชีวิตจริง เช่นนั้นพวกเขาก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนสภาพวิถีชีวิตและหนทางในการทำสิ่งต่าง ๆ แบบเก่า ๆ ของพวกเขาได้ ซึ่งไม่ได้เป็นเพราะความเกียจคร้านและการที่พึ่งพิงผู้อื่นเป็นอย่างมากของผู้คนเสียทั้งหมด แต่เป็นเพราะผู้คนเพียงไม่มีความสามารถที่จะใช้ชีวิต และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานที่พระเจ้าทรงมีเกี่ยวกับความเสมือนของบุคคลที่เหมาะสม ในอดีต ผู้คนพูดคุย เจรจา สนทนาอยู่เสมอ—และพวกเขาถึงขั้นกลายเป็น “นักปราศรัย”—แต่ไม่มีพวกเขาคนใดเลยที่แสวงหาการเปลี่ยนสภาพอุปนิสัยในชีวิตของพวกเขา พวกเขาแสวงหาแต่ทฤษฎีที่ลึกซึ้งอย่างหูหนวกตาบอดแทน ดังนั้น ผู้คนในวันนี้จึงต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบความเชื่อในพระเจ้าทางศาสนานี้ในชีวิตของพวกเขา พวกเขาต้องเข้าสู่การปฏิบัติโดยการมุ่งความคิดที่หนึ่งเหตุการณ์ หนึ่งสิ่ง หนึ่งบุคคล พวกเขาต้องทำด้วยการมุ่งความคิด—เมื่อนั้นเท่านั้นที่พวกเขาจะสามารถบรรลุผลลัพธ์ได้ การเปลี่ยนสภาพของผู้คนเริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนแปลงในเนื้อแท้ของพวกเขา พระราชกิจต้องมุ่งไปที่เนื้อแท้ของผู้คน ชีวิตของพวกเขา และที่ความเกียจคร้าน การพึ่งพิง และความสิ้นคิดของพวกเขา—พวกเขาจะสามารถรับการเปลี่ยนสภาพได้ด้วยหนทางนี้เท่านั้น

ถึงแม้ว่าชีวิตในคริสตจักรสามารถก่อให้เกิดผลลัพธ์ในบางด้าน แต่กุญแจสำคัญก็ยังคงเป็นว่า ชีวิตจริงสามารถเปลี่ยนสภาพผู้คนได้ ธรรมชาติเก่า ๆ ของคนเราไม่สามารถถูกเปลี่ยนสภาพได้โดยไม่มีชีวิตจริง เรามาดูพระราชกิจของพระเยซูในช่วงระหว่างยุคพระคุณเป็นตัวอย่าง เมื่อพระเยซูทรงเลิกล้มธรรมบัญญัติก่อนหน้าและจัดตั้งพระบัญญัติแห่งยุคใหม่ พระองค์ตรัสโดยใช้ตัวอย่างจริงจากชีวิตจริง เมื่อพระเยซูทรงนำสาวกของพระองค์ผ่านทุ่งข้าวสาลีในวันสะบาโต สาวกของพระองค์เกิดหิวโหยและเด็ดรวงข้าวออกมากิน พวกฟาริสีเห็นเหตุการณ์นี้ และกล่าวว่าพวกเขาไม่ได้กำลังปฏิบัติตามวันสะบาโต พวกเขายังกล่าวว่าผู้คนไม่ได้รับอนุญาตให้ช่วยเหลือลูกวัวที่ตกลงไปในหลุมในวันสะบาโต กล่าวว่าไม่อาจมีการดำเนินงานใด ๆ ได้ในช่วงระหว่างวันสะบาโต พระเยซูทรงตรัสถึงเหตุการณ์เหล่านี้ เพื่อทรงประกาศใช้พระบัญญัติของยุคใหม่อย่างค่อยเป็นค่อยไป ณ ขณะนั้น พระองค์ทรงใช้เรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติมากมายเพื่อช่วยให้ผู้คนเข้าใจและเปลี่ยนสภาพ พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ด้วยหลักการนี้ และนี่เป็นหนทางเดียวที่สามารถเปลี่ยนสภาพผู้คนได้ หากปราศจากเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติแล้ว ผู้คนก็จะสามารถได้รับเพียงความเข้าใจทางทฤษฎีและทางปัญญาเท่านั้น—นี่ไม่ใช่หนทางที่มีประสิทธิผลในการเปลี่ยนสภาพ ถ้าเช่นนั้นแล้ว คนเราได้มาซึ่งสติปัญญาและความเข้าใจลึกซึ้งผ่านการฝึกฝนได้อย่างไร? ผู้คนสามารถได้มาซึ่งสติปัญญาและความเข้าใจลึกซึ้งเพียงแค่จากการรับฟัง การอ่าน และการเพิ่มพูนความรู้ของตนได้หรือ? นี่จะเป็นเช่นนั้นไปได้อย่างไร? ผู้คนต้องเข้าใจและได้รับประสบการณ์ในชีวิตจริง! ดังนั้น คนเราต้องฝึกฝน และคนเราต้องไม่ละทิ้งชีวิตจริง ผู้คนต้องให้ความสนใจกับแง่มุมที่แตกต่าง และมีการเข้าสู่แง่มุมที่หลากหลาย นั่นคือ ระดับการศึกษา การแสดงออก ความสามารถในการมองเห็นสิ่งต่าง ๆ การตัดสินใจที่ดี ความสามารถในการเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า สามัญสำนึก และกฎของสภาวะความเป็นมนุษย์ และสิ่งอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ผู้คนต้องมีไว้อยู่กับตัว หลังจากที่บรรลุความเข้าใจได้แล้ว ผู้คนต้องจดจ่ออยู่กับการเข้าสู่ และเมื่อนั้นเท่านั้นที่จะสามารถบรรลุถึงการเปลี่ยนสภาพได้ หากบางคนบรรลุความเข้าใจแต่ละเลยการปฏิบัติ การเปลี่ยนสภาพจะเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน? ในปัจจุบัน ผู้คนเข้าใจเป็นอันมาก แต่พวกเขาไม่ได้ใช้ชีวิตตามความจริง ดังนั้น พวกเขาจึงแทบจะไม่มีความเข้าใจที่มีสาระสำคัญเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าเลย เจ้าได้รับความรู้แจ้งเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เจ้าได้รับความกระจ่างจากพระวิญญาณบริสุทธิ์เล็กน้อย แต่เจ้ายังไม่มีการเข้าสู่ชีวิตจริง—หรือเจ้าอาจไม่ได้สนใจเกี่ยวกับการเข้าสู่เลยด้วยซ้ำ—ดังนั้น การเปลี่ยนสภาพของเจ้าจึงลดถอยลงไป หลังจากผ่านเวลานานเช่นนั้นแล้ว ผู้คนมีความเข้าใจมากมาย พวกเขาสามารถกล่าวถึงสิ่งต่าง ๆ มากมายเกี่ยวกับความรู้ในทฤษฎีของพวกเขา แต่อุปนิสัยภายนอกของพวกเขายังคงเหมือนเช่นเดิม และขีดความสามารถดั้งเดิมของพวกเขาก็ยังคงเหมือนกับที่เคยเป็น และไม่ได้ก้าวหน้าขึ้นเลยแม้แต่น้อย หากเป็นเช่นนี้แล้ว ในที่สุดเจ้าจะเข้าสู่ได้เมื่อไรกัน?

ตัดตอนมาจาก “การสนทนาเรื่องชีวิตในคริสตจักรและชีวิตจริง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 437

ชีวิตในคริสตจักรเป็นเพียงชีวิตแบบหนึ่งที่ผู้คนรวมตัวกันเพื่อลิ้มรสพระวจนะของพระเจ้า และประกอบเป็นเศษเสี้ยวเล็ก ๆ ในชีวิตของคนเราเท่านั้น หากชีวิตจริงของผู้คนสามารถเป็นเหมือนกับชีวิตในคริสตจักรของพวกเขาด้วย—ซึ่งรวมถึงชีวิตฝ่ายวิญญาณที่เหมาะสม การลิ้มรสพระวจนะของพระเจ้าอย่างเหมาะสม การอธิษฐานและการอยู่ใกล้ชิดกับพระเจ้าอย่างเหมาะสม การใช้ชีวิตจริงที่ทุกสิ่งดำเนินไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า การใช้ชีวิตจริงที่ทุกสิ่งดำเนินไปตามความจริง การใช้ชีวิตจริงในการปฏิบัติในการอธิษฐานและการปฏิบัติในการทำตัวเงียบสงบเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า การปฏิบัติในการร้องเพลงสรรเสริญและการเต้นรำด้วยแล้วนั้น—เมื่อนั้นเอง นี่จะเป็นชีวิตเพียงแบบเดียวที่จะนำพวกเขาเข้าสู่ชีวิตแห่งพระวจนะของพระเจ้า ผู้คนส่วนใหญ่เพียงแค่มุ่งความคิดอยู่กับช่วงเวลาหลายชั่วโมงในชีวิตในคริสตจักรของพวกเขาเท่านั้น โดยไม่ “ใส่ใจ” ชีวิตของพวกเขานอกช่วงเวลาเหล่านั้น เสมือนกับว่าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับพวกเขา ยังมีผู้คนมากมายที่เพียงเข้าสู่ชีวิตแห่งบรรดาวิสุทธิชนเมื่อกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า ร้องเพลงสรรเสริญ หรืออธิษฐานเท่านั้น แต่หลังจากนั้นพวกเขาก็จะเปลี่ยนกลับไปเป็นคนเดิมนอกช่วงเวลาเหล่านั้น การใช้ชีวิตเช่นนี้ไม่สามารถเปลี่ยนสภาพผู้คนได้ นับประสาอะไรกับการทำให้พวกเขารู้จักพระเจ้า ในการเชื่อในพระเจ้า หากผู้คนปรารถนาการเปลี่ยนสภาพอุปนิสัยของพวกเขาแล้วไซร้ พวกเขาต้องไม่แยกตัวเองออกจากชีวิตจริง ในชีวิตจริง เจ้าต้องรู้จักตัวเจ้าเอง ละทิ้งตัวเจ้าเอง ปฏิบัติความจริง รวมทั้งเรียนรู้หลักการ สามัญสำนึก และกฎการควบคุมตัวเองในทุกสิ่งก่อนที่เจ้าจะสามารถสัมฤทธิ์ผลในการเปลี่ยนสภาพอย่างค่อยเป็นค่อยไปได้ หากเจ้ามุ่งความคิดอยู่กับความรู้ทางทฤษฎีเท่านั้น และใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางพิธีทางศาสนาเท่านั้นโดยไม่ลงลึกเข้าไปในความจริง โดยไม่เข้าสู่ชีวิตจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่มีวันเข้าสู่ความจริง เจ้าจะไม่มีวันรู้จักตัวเจ้าเอง ความจริง หรือพระเจ้า และเจ้าจะหูหนวกตาบอดและไม่รู้เท่าทันตลอดไป พระเจ้าไม่ได้ทรงพระราชกิจต่อมนุษย์เพื่อให้มนุษย์สามารถใช้ชีวิตแบบมนุษย์ที่ถูกต้องเหมาะสมเพียงแค่ในช่วงเวลาหลายชั่วโมงจากทั้งวันในขณะที่ยังใช้ชีวิตอยู่ในเนื้อหนังในช่วงเวลาที่เหลือเท่านั้น และพระองค์ไม่ได้ทรงพระราชกิจเพื่อเปลี่ยนสภาพความรู้ทางทฤษฎีเกี่ยวกับพระองค์ แต่พระองค์ทรงพระราชกิจต่อมนุษย์เพื่อเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยเก่า ๆ ของเขา เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตเก่า ๆ ของเขาทั้งหมดทั้งมวล เพื่อเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและทัศนคติทางใจที่ล้าสมัยทั้งหมดของเขาต่างหาก การมุ่งความคิดอยู่เฉพาะกับชีวิตในคริสตจักรจะไม่เปลี่ยนแปลงนิสัยในชีวิตเก่า ๆ ของผู้คน หรือเปลี่ยนแปลงหนทางเก่า ๆ ที่พวกเขาได้ใช้ชีวิตมาเป็นเวลานาน ไม่ว่าอะไรก็ตาม ผู้คนต้องไม่กลายเป็นปลีกตัวออกห่างจากชีวิตจริง พระเจ้าทรงขอให้ผู้คนใช้ชีวิตตามสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องเหมาะสมในชีวิตจริง ไม่ใช่แค่ในชีวิตในคริสตจักรเท่านั้น ให้พวกเขาใช้ชีวิตตามความจริงในชีวิตจริง ไม่ใช่แค่ในชีวิตในคริสตจักรเท่านั้น และพวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตนในชีวิตจริง ไม่ใช่แค่ในชีวิตในคริสตจักรเท่านั้น เพื่อเข้าสู่ความจริง คนเราต้องหันทุกสิ่งไปหาชีวิตจริง ในการเชื่อในพระเจ้า หากผู้คนไม่สามารถมารู้จักตัวเองผ่านทางการเข้าสู่ชีวิตจริง หากพวกเขาไม่สามารถใช้ชีวิตตามสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องเหมาะสมในชีวิตจริงได้ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะกลายเป็นความล้มเหลว บรรดาผู้ที่ไม่เชื่อฟังพระเจ้าคือทุกคนที่ไม่สามารถเข้าสู่ชีวิตจริงได้ พวกเขาทั้งหมดคือผู้คนที่พูดถึงสภาวะความเป็นมนุษย์ แต่ใช้ชีวิตตามธรรมชาติของปีศาจ พวกเขาทั้งหมดคือผู้คนที่พูดถึงความจริง แต่ใช้ชีวิตตามคำสอนแทน บรรดาผู้ที่ไม่สามารถใช้ชีวิตตามความจริงในชีวิตจริงได้คือผู้ที่เชื่อในพระเจ้า แต่ถูกเกลียดชังและปฏิเสธจากพระองค์ เจ้าต้องปฏิบัติการเข้าสู่ของเจ้าในชีวิตจริง ต้องรู้ความบกพร่อง ความไม่เชื่อฟัง และความไม่รู้ของเจ้าเอง และรู้ถึงสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ผิดปกติและจุดอ่อนของเจ้า ด้วยวิธีนั้น ความรู้ของเจ้าจะถูกรวมเข้าไปในสภาวะและความยากลำบากจริง ๆ ของเจ้า ความรู้เช่นนี้เท่านั้นที่เป็นจริงและสามารถทำให้เจ้าเข้าใจสภาวะของเจ้าเองได้อย่างแท้จริงและสัมฤทธิ์ผลในการเปลี่ยนสภาพอุปนิสัย

ตอนนี้การทำให้ผู้คนมีความเพียบพร้อมได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว เจ้าต้องเข้าสู่ชีวิตจริง ดังนั้น เพื่อให้สัมฤทธิ์ผลในการเปลี่ยนสภาพ เจ้าต้องเริ่มต้นจากการเข้าสู่ชีวิตจริง และเปลี่ยนสภาพทีละเล็กละน้อย หากเจ้าหลีกเลี่ยงชีวิตมนุษย์ที่ถูกต้องเหมาะสม และพูดถึงเฉพาะเรื่องฝ่ายวิญญาณเท่านั้น เช่นนั้นแล้วสิ่งต่าง ๆ จะกลายเป็นไร้อารมณ์และน่าเบื่อ สิ่งเหล่านั้นจะกลายเป็นความไม่สมจริง เช่นนั้นแล้ว ผู้คนจะสามารถเปลี่ยนสภาพได้อย่างไร? ตอนนี้เจ้าได้รับการแจ้งให้เข้าสู่ชีวิตจริงเพื่อปฏิบัติ เพื่อสร้างรากฐานเพื่อการเข้าสู่ประสบการณ์จริง นี่คือแง่มุมหนึ่งของสิ่งที่ผู้คนต้องทำ พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นไปเพื่อนำทางเป็นหลัก ในขณะที่ส่วนที่เหลือขึ้นอยู่กับการปฏิบัติและการเข้าสู่ของผู้คน ทุกคนอาจบรรลุการเข้าสู่ชีวิตจริงได้ผ่านทางเส้นทางที่แตกต่างกัน ในแบบที่พวกเขาสามารถนำพระเจ้าเข้ามาสู่ชีวิตจริง และใช้ชีวิตตามสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องเหมาะสมที่แท้จริงได้ นี่คือชีวิตที่มีความหมายเพียงแบบเดียวเท่านั้น!

ตัดตอนมาจาก “การสนทนาเรื่องชีวิตในคริสตจักรและชีวิตจริง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 438

ก่อนหน้านี้ กล่าวกันว่าการมีการทรงสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์และการมีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นแตกต่างกัน สภาวะปกติของการมีการทรงสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นสำแดงให้เห็นในการมีความคิดตามปกติ ความมีเหตุผลตามปกติ และสภาวะความเป็นมนุษย์ตามปกติ ลักษณะนิสัยของบุคคลหนึ่งจะยังคงเป็นเหมือนที่เคยเป็น แต่ภายในตัวพวกเขาจะมีสันติสุข และภายนอกนั้นพวกเขาจะมีมารยาทของวิสุทธิชน นี่คือลักษณะที่พวกเขาจะเป็นเมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตกับพวกเขา เมื่อใครบางคนมีการทรงสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์ การคิดของพวกเขาจะเป็นปกติ เมื่อพวกเขาหิวพวกเขาต้องการกิน เมื่อพวกเขากระหายพวกเขาต้องการดื่มน้ำ…การสำแดงถึงสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติเช่นนั้นไม่ใช่ความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ การสำแดงเหล่านั้นเป็นการคิดตามปกติของผู้คนและสภาวะปกติของการมีการทรงสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้คนบางคนเชื่ออย่างผิดๆ ว่าพวกที่มีการทรงสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่รู้จักความหิว เชื่อว่าพวกเขาไม่รู้สึกถึงความเหน็ดเหนื่อย และพวกเขาดูเหมือนว่าจะไม่ได้ครุ่นคิดเรื่องครอบครัว โดยที่เกือบจะได้หย่าขาดตัวพวกเขาเองจากเนื้อหนังอย่างบริบูรณ์แล้ว ในความเป็นจริงแล้ว ยิ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตกับผู้คนมากเท่าใด พวกเขาก็จะยิ่งเป็นปกติมากขึ้นเท่านั้น พวกเขารู้จักที่จะทนทุกข์และยอมละทิ้งสิ่งทั้งหลายเพื่อพระเจ้า สละตัวพวกเขาเองเพื่อพระเจ้า และจงรักภักดีต่อพระเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาครุ่นคิดเรื่องอาหารและเสื้อผ้า อีกนัยหนึ่ง พวกเขาไม่ได้สูญเสียอะไรในสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติซึ่งผู้คนควรจะมี และแทนที่จะเป็นเช่นนั้น กลับมีเหตุผลเป็นพิเศษแทน บางครั้ง พวกเขาอ่านพระวจนะของพระเจ้าและใคร่ครวญพระราชกิจของพระเจ้า มีความเชื่อในหัวใจของพวกเขาและพวกเขาเต็มใจที่จะไล่ตามเสาะหาความจริง แน่นอนว่า พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นตั้งอยู่บนรากฐานนี้ หากผู้คนไร้ซึ่งการคิดตามปกติ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะไม่มีเหตุผล—นี่ไม่ใช่สภาวะปกติ เมื่อผู้คนมีการคิดตามปกติและพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตกับพวกเขา พวกเขาก็จะมีเหตุผลแบบบุคคลปกติอย่างแน่นอน และด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงมีสภาวะปกติ ในการได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้านั้น การมีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ในขณะที่การมีการทรงสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นจะเกิดขึ้นเกือบตลอดเวลา ตราบเท่าที่เหตุผลและการคิดของผู้คนเป็นปกติ และตราบเท่าที่สภาวะของพวกเขาเป็นปกติ เช่นนั้นแล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะทรงสถิตกับพวกเขาอย่างแน่นอน เมื่อเหตุผลและการคิดของผู้คนไม่เป็นปกติ เช่นนั้นแล้วสภาวะความเป็นมนุษย์ของพวกเขาก็ไม่เป็นปกติ ในชั่วขณะนี้ หากพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ในตัวเจ้า เช่นนั้นแล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงสถิตกับเจ้าด้วยอย่างแน่นอน แต่หากพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตกับเจ้า ไม่ได้หมายความว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์กำลังทรงพระราชกิจภายในตัวเจ้าอย่างแน่นอน เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงพระราชกิจในเวลาพิเศษ การมีการทรงสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์เพียงแค่สามารถคงไว้ซึ่งการดำรงอยู่ตามปกติของผู้คนเท่านั้น แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงพระราชกิจในเวลาใดเวลาหนึ่งเท่านั้น ตัวอย่างเช่น หากเจ้าเป็นผู้นำหรือคนงานคนหนึ่ง เมื่อเจ้าให้น้ำและจัดเตรียมปัจจัยยังชีพให้แก่คริสตจักร พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้าในพระวจนะใดวจนะหนึ่งซึ่งเป็นการสอนใจสำหรับคนอื่นๆ และสามารถแก้ไขปัญหาที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงบางอย่างของบรรดาพี่น้องชายหญิงของเจ้าได้—ในเวลาเช่นนั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์กำลังทรงพระราชกิจ บางครั้ง เมื่อเจ้ากำลังกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้าด้วยพระวจนะใดวจนะหนึ่งที่เกี่ยวข้องเป็นพิเศษกับประสบการณ์ของเจ้าเอง โดยทรงเปิดโอกาสให้เจ้าได้รับความรู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมในเรื่องสภาวะของเจ้าเอง นี่ก็เป็นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เช่นกัน บางครั้ง ในขณะที่เราพูด พวกเจ้าฟังและมีความสามารถที่จะประเมินสภาวะของเจ้าเองกับวจนะของเราได้ และบางครั้งเจ้าก็ซาบซึ้งและได้รับการดลใจ ทั้งหมดนี้คือพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ บางคนกล่าวว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์กำลังทรงพระราชกิจในตัวพวกเขาตลอดเวลา นี่เป็นไปไม่ได้ หากพวกเขาจะกล่าวว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตกับพวกเขาตลอดเวลา นั่นอาจจะเป็นไปได้ หากพวกเขาจะกล่าวว่าการคิดและสำนึกรับรู้ของพวกเขาเป็นปกติตลอดเวลา นั่นก็อาจจะเป็นไปได้เช่นกัน และอาจแสดงให้เห็นว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตกับพวกเขา หากพวกเขากล่าวว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์กำลังทรงพระราชกิจภายในตัวพวกเขาตลอดเวลา กล่าวว่าพวกเขาได้รับการให้ความรู้แจ้งโดยพระเจ้าและได้รับการสัมผัสโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ทุกชั่วขณะ และได้รับความรู้ใหม่ตลอดเวลา เช่นนั้นแล้วนี่ไม่ใช่เรื่องปกติแต่อย่างใดเลย! มันเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติอย่างครบถ้วนบริบูรณ์! ไม่ต้องสงสัยเลยแม้แต่น้อย ผู้คนเช่นนั้นก็คือเหล่าวิญญาณชั่ว! แม้คราที่พระวิญญาณของพระเจ้าเสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ มีเวลาที่พระองค์ยังต้องเสวยและต้องทรงหยุดพัก—ไม่ต้องพูดถึงพวกมนุษย์แต่อย่างใด บรรดาผู้ที่ได้ถูกเหล่าวิญญาณชั่วครอบครองดูเหมือนว่าไม่มีความอ่อนแอของเนื้อหนัง พวกเขาสามารถละทิ้งและล้มเลิกทุกสิ่งได้ พวกเขาเป็นอิสระจากอารมณ์ความรู้สึก สามารถสู้ทนต่อความทรมานและไม่รู้สึกถึงความเหนื่อยล้าแม้แต่น้อย ราวกับว่าพวกเขาได้อยู่เหนือเนื้อหนังแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติอย่างที่สุดหรอกหรือ? งานของเหล่าวิญญาณชั่วนั้นเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ—ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถสัมฤทธิ์สิ่งต่างๆ เช่นนั้นได้! บรรดาผู้ที่ขาดการหยั่งรู้จะอิจฉาเมื่อพวกเขาเห็นผู้คนเช่นนั้น: พวกเขากล่าวว่าพวกเขามีเรี่ยวแรงกำลังเช่นนั้นในการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา มีความเชื่ออันยิ่งใหญ่ และไม่เคยแสดงให้เห็นถึงสัญญาณของความอ่อนแอแม้แต่น้อย! ในความเป็นจริงแล้ว เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการสำแดงให้เห็นถึงงานของวิญญาณชั่ว ด้วยเพราะผู้คนปกติย่อมมีความอ่อนแอของมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นี่คือสภาวะปกติของบรรดาผู้ที่มีการทรงสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์

ตัดตอนมาจาก “การปฏิบัติ (4)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 439

การตั้งมั่นในคำพยานของคนเราหมายความว่าอย่างไร? ผู้คนบางคนกล่าวว่าพวกเขาเพียงแค่ติดตามอย่างที่พวกเขาทำในขณะนี้และไม่ได้เป็นกังวลกับตัวพวกเขาเองว่าพวกเขาจะสามารถได้รับชีวิตหรือไม่ พวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาชีวิต แต่พวกเขาก็ไม่ได้ถอนตัวเช่นกัน พวกเขารับรู้เพียงว่าพระราชกิจช่วงระยะนี้ดำเนินการโดยพระเจ้า นี่ไม่ใช่ความล้มเหลวในคำพยานของพวกเขาหรอกหรือ? ผู้คนเช่นนั้นไม่แม้แต่จะเป็นคำพยานของการได้รับการพิชิตเสียด้วยซ้ำ บรรดาผู้ที่ได้รับการพิชิตแล้วจะติดตามไม่ว่าเรื่องอื่นๆ ทั้งหมดจะเป็นอย่างไรก็ตาม และสามารถไล่ตามเสาะหาชีวิตได้ พวกเขาไม่เพียงแค่เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงภาคปฏิบัติเท่านั้น แต่ยังรู้ที่จะติดตามการจัดการเตรียมการทั้งหมดของพระเจ้าอีกด้วย เช่นนั้นคือบรรดาผู้ที่เป็นคำพยาน พวกที่ไม่ได้เป็นคำพยานไม่เคยไล่ตามเสาะหาชีวิตและยังคงติดตามโดยการสับสนปนเปต่อไป เจ้าอาจติดตาม แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าเจ้าได้รับการพิชิตแล้ว เพราะเจ้าไม่มีความเข้าใจในเรื่องพระราชกิจของพระเจ้าในวันนี้ จะต้องมีการปฏิบัติให้ได้ตามสภาพเงื่อนไขบางอย่างเพื่อที่จะได้รับการพิชิต ไม่ใช่ว่าทุกคนที่ติดตามได้รับการพิชิตแล้ว เพราะในหัวใจของเจ้านั้นเจ้าไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเจ้าจึงจะต้องติดตามพระเจ้าของวันนี้ อีกทั้งเจ้าไม่รู้ว่าเจ้าได้มาถึงวันนี้ได้อย่างไร ใครได้สนับสนุนเจ้ามาจนกระทั่งถึงวันนี้ การปฏิบัติความเชื่อในพระเจ้าของผู้คนบางคนนั้นวุ่นวายสับสนในหัวตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ การติดตามจึงไม่จำเป็นต้องหมายความว่าเจ้ามีคำพยาน คำพยานที่แท้จริงนั้นคืออะไรกันแน่? คำพยานที่พูดถึงในที่นี้มีสองส่วน: ส่วนหนึ่งคือคำพยานถึงการได้รับการพิชิต และอีกส่วนคือคำพยานถึงการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม (ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วจะเป็นคำพยานภายหลังจากการทดสอบอันยิ่งใหญ่มากขึ้นและความทุกข์ลำบากของอนาคต) อีกนัยหนึ่ง หากเจ้าสามารถตั้งมั่นในระหว่างความทุกข์ลำบากและการทดสอบทั้งหลาย เช่นนั้นเจ้าก็จะได้เป็นคำพยานขั้นตอนที่สองแล้ว สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในวันนี้ก็คือคำพยานขั้นตอนที่หนึ่ง: การที่มีความสามารถที่จะตั้งมั่นได้ในระหว่างทุกๆ สถานการณ์ของการทดสอบในการตีสอนและการพิพากษา นี่คือคำพยานของการได้รับการพิชิต นั่นเป็นเพราะบัดนี้คือเวลาแห่งการพิชิตชัย (เจ้าควรรู้ว่าบัดนี้เป็นเวลาแห่งพระราชกิจของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก พระราชกิจหลักบนแผ่นดินโลกของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์คือการพิชิตผู้คนบนแผ่นดินโลกกลุ่มนี้ซึ่งติดตามพระองค์โดยผ่านทางการพิพากษาและการตีสอน) การที่เจ้าจะสามารถเป็นคำพยานถึงการได้รับการพิชิตได้หรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงแค่ว่าเจ้าจะมีความสามารถที่จะติดตามไปจนถึงที่สุดได้หรือไม่เท่านั้น แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ขึ้นอยู่กับว่า เจ้าจะสามารถเข้าใจการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้าอย่างแท้จริงได้หรือไม่ ในขณะที่เจ้าได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าแต่ละขั้นตอน และขึ้นอยู่กับว่าเจ้าจะล่วงรู้พระราชกิจนี้ทั้งหมดอย่างแท้จริงหรือไม่ เจ้าจะไม่มีความสามารถที่จะหลุดรอดไปได้โดยแค่ติดตามไปจนถึงที่สุดเพียงเท่านั้น เจ้าจะต้องมีความสามารถที่จะยอมจำนนอย่างเต็มใจในระหว่างทุกๆ สถานการณ์ของการตีสอนและการพิพากษา จะต้องสามารถเข้าใจพระราชกิจแต่ละขั้นตอนที่เจ้าได้รับประสบการณ์อย่างแท้จริง และจะต้องมีความสามารถที่จะได้รับความรู้ในเรื่องพระอุปนิสัยของพระเจ้าและการเชื่อฟังในพระอุปนิสัยของพระเจ้า นี่คือคำพยานขั้นสุดท้ายของการได้รับการพิชิต ซึ่งเจ้าพึงต้องแบกรับ คำพยานถึงการได้รับการพิชิตอ้างอิงถึงความรู้ของเจ้าในเรื่องการทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ของพระเจ้าเป็นสำคัญ คำพยานขั้นตอนนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ของพระเจ้า ไม่สำคัญว่าเจ้าทำหรือพูดอะไรต่อหน้าผู้คนบนโลกนี้หรือบรรดาผู้ที่ใช้อำนาจ สิ่งที่สำคัญเหนืออื่นใดก็คือ การที่เจ้ามีความสามารถที่จะเชื่อฟังพระวจนะทั้งหมดจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าและพระราชกิจทั้งหมดของพระองค์หรือไม่ ดังนั้น คำพยานขั้นตอนนี้จึงถูกชี้นำไปที่ซาตานและบรรดาศัตรูทั้งหมดของพระเจ้า—บรรดาปีศาจและศัตรูทั้งหลายซึ่งไม่เชื่อว่าพระเจ้าจะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เป็นครั้งที่สองและเสด็จมาเพื่อทรงพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก และยิ่งไปกว่านั้น ไม่เชื่อในข้อเท็จจริงเรื่องการทรงกลับมาบังเกิดเป็นมนุษย์ของพระเจ้า อีกนัยหนึ่ง มันถูกชี้นำไปที่บรรดาศัตรูของพระคริสต์ทั้งหมด—ศัตรูทั้งหมดซึ่งไม่เชื่อในการทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ของพระเจ้า

การคิดถึงพระเจ้าและการโหยหาในพระเจ้าไม่ได้พิสูจน์ว่าพระเจ้าได้พิชิตเจ้าแล้ว นี่ขึ้นอยู่กับการที่เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าพระองค์ทรงเป็นพระวจนะที่ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ การที่เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าพระวจนะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ และการที่เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าพระวิญญาณได้ทรงกลายเป็นพระวจนะ และพระวจนะได้ทรงปรากฏเป็นมนุษย์ นี่คือคำพยานสำคัญ ไม่สำคัญว่าเจ้าจะติดตามอย่างไร อีกทั้งไม่สำคัญว่าเจ้าจะสละตัวเจ้าเองอย่างไร สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือการที่เจ้ามีความสามารถที่จะค้นพบจากสภาวะความเป็นมนุษย์ปกตินี้ได้หรือไม่ว่า พระวจนะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และพระวิญญาณแห่งความจริงได้เป็นที่ประจักษ์ในเนื้อหนัง—ค้นพบว่าความจริง หนทาง และชีวิตทั้งหมดนั้นได้มาในเนื้อหนัง พระวิญญาณของพระเจ้าได้เสด็จมาถึงแผ่นดินโลกแล้วจริงๆ และพระวิญญาณได้เสด็จมาในเนื้อหนังแล้ว แม้ว่าโดยผิวเผินแล้ว เรื่องนี้จะปรากฏแตกต่างไปจากมโนทัศน์โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในพระราชกิจนี้เจ้ามีความสามารถที่จะมองเห็นได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นว่าพระวิญญาณได้เป็นที่ประจักษ์ในเนื้อหนังแล้ว และยิ่งไปกว่านั้น มองเห็นได้ว่าพระวจนะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และพระวจนะได้ทรงปรากฏเป็นมนุษย์ เจ้าสามารถเข้าใจความหมายที่แท้จริงของพระวจนะ: “ในปฐมกาลพระวาทะทรงดำรงอยู่ และพระวาทะทรงอยู่กับพระเจ้า และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า” ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าจะต้องเข้าใจว่าพระวจนะของวันนี้คือพระเจ้า และมองเห็นพระวจนะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ นี่คือคำพยานที่ดีที่สุดที่เจ้าสามารถเป็นได้ นี่พิสูจน์ว่าเจ้าครอบครองความรู้ที่แท้จริงในเรื่องพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์—เจ้าไม่เพียงแค่มีความสามารถที่จะรู้จักพระองค์เท่านั้น แต่ยังตระหนักรู้อีกด้วยว่าหนทางที่เจ้าก้าวเดินในวันนี้คือหนทางแห่งชีวิต และหนทางแห่งความจริง พระราชกิจในช่วงระยะซึ่งพระเยซูได้ทรงปฏิบัตินั้นเพียงแค่ทำให้เนื้อแท้ของ “พระวจนะทรงอยู่กับพระเจ้า” ลุล่วงไปเท่านั้น: ความจริงเรื่องพระเจ้าทรงอยู่กับพระเจ้า และพระวิญญาณของพระเจ้าทรงอยู่กับเนื้อหนังและไม่สามารถแยกจากเนื้อหนังนั้นได้ นั่นคือ เนื้อหนังของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ทรงอยู่กับพระวิญญาณของพระเจ้า ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์อันยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้นว่าพระเยซูผู้ซึ่งจุติเป็นมามนุษย์ทรงเป็นการจุติเป็นมนุษย์ครั้งแรกของพระเจ้า พระราชกิจช่วงระยะนี้ทำให้ความหมายภายในของคำว่า “พระวจนะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์” ลุล่วงไปอย่างแท้จริง ให้ความหมายที่ลึกยิ่งขึ้นต่อคำว่า “พระวจนะทรงอยู่กับพระเจ้า และพระวจนะทรงเป็นพระเจ้า” และเปิดโอกาสให้เจ้าเชื่ออย่างมั่นคงในพระวจนะที่ว่า “ในปฐมกาลพระวจนะทรงเป็น” กล่าวคือ ณ เวลาที่มีการทรงสร้างสรรพสิ่งพระเจ้าทรงครองพระวจนะ พระวจนะของพระองค์ทรงอยู่กับพระองค์และไม่สามารถแยกจากพระองค์ได้ และในยุคสุดท้าย พระองค์ทรงทำให้เห็นฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจของพระวจนะของพระองค์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก และเปิดโอกาสให้มนุษย์ได้เห็นหนทางทั้งหมดของพระองค์—ได้ยินพระวจนะทั้งหมดของพระองค์ เช่นนั้นคือพระราชกิจของยุคสุดท้าย เจ้าจะต้องมาเข้าใจสิ่งต่างๆ เหล่านี้อย่างทะลุปรุโปร่ง มันไม่ใช่ประเด็นเกี่ยวกับการรู้จักเนื้อหนัง แต่เกี่ยวกับที่ว่าเจ้าเข้าใจเนื้อหนังและพระวจนะอย่างไร นี่คือสิ่งซึ่งเจ้าจะต้องเป็นคำพยาน สิ่งซึ่งทุกคนจะต้องรู้ เนื่องจากนี่เป็นพระราชกิจของการทรงจุติเป็นมนุษย์ครั้งที่สอง—และเป็นครั้งสุดท้ายที่พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์—มันจึงทำให้นัยสำคัญของการจุติเป็นมนุษย์นั้นครบบริบูรณ์อย่างเต็มเปี่ยม ดำเนินการและส่งพระราชกิจทั้งหมดของพระเจ้าในเนื้อหนังออกไปอย่างละเอียดถี่ถ้วน และนำยุคแห่งการทรงเป็นมนุษย์ของพระเจ้าไปสู่บทอวสาน ด้วยเหตุนี้ เจ้าจะต้องรู้ความหมายของการจุติเป็นมนุษย์ ไม่สำคัญว่าเจ้าจะยุ่งกับการดำเนินงานมากเพียงใด และไม่สำคัญว่าเจ้าจะดำเนินการเรื่องภายนอกอื่นๆ ได้ดีเพียงใด สิ่งที่สำคัญคือ การที่เจ้ามีความสามารถที่จะนบนอบเฉพาะเบื้องพระพักตร์พระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ได้อย่างแท้จริงและอุทิศการเป็นอยู่ทั้งหมดทั้งมวลของเจ้าแด่พระเจ้า และเชื่อฟังในพระวจนะทั้งหมดซึ่งมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์ได้หรือไม่ นี่คือสิ่งที่เจ้าควรทำ และสิ่งที่เจ้าควรปฏิบัติตาม

คำพยานขั้นตอนสุดท้ายคือคำพยานในเรื่องที่ว่าเจ้ามีความสามารถที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้หรือไม่—กล่าวคือ เมื่อได้เข้าใจพระวจนะทั้งหมดที่ตรัสจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์แล้ว เจ้าได้มาครอบครองความรู้ในเรื่องพระเจ้าและได้กลายเป็นมั่นใจเกี่ยวกับพระองค์ เจ้าใช้ชีวิตตามพระวจนะทั้งหมดจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า และสัมฤทธิ์สภาพเงื่อนไขต่างๆ ที่พระเจ้าทรงขอจากเจ้า—รูปแบบของเปโตรและความเชื่อของโยบ—จนถึงขนาดที่เจ้าสามารถเชื่อฟังไปจนตาย ยอมสละตัวเจ้าเองทั้งหมดแด่พระองค์ และสัมฤทธิ์ผลในฉายาของบุคคลซึ่งได้มาตรฐานในท้ายที่สุด ซึ่งหมายถึงฉายาของใครบางคนที่ได้รับการพิชิตและได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมหลังจากที่ได้รับประสบการณ์กับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า นี่คือคำพยานขั้นสุดท้าย—คือคำพยานซึ่งผู้ที่ในที่สุดแล้วได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมควรจะเป็น เหล่านี้คือคำพยานสองขั้นตอนที่เจ้าควรจะเป็น และคำพยานเหล่านี้สัมพันธ์ระหว่างกัน แต่ละประการนั้นจะขาดเสียไม่ได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เจ้าจะต้องรู้ กล่าวคือ คำพยานที่เราพึงประสงค์จากเจ้าในวันนี้ไม่ได้ถูกชี้นำไปที่ผู้คนของโลก อีกทั้งไม่ใช่บุคคลหนึ่งบุคคลใด แต่ถูกชี้นำไปที่สิ่งซึ่งเราได้ขอจากเจ้า มันถูกประเมินโดยการที่เจ้ามีความสามารถที่จะทำให้เราพึงพอใจได้หรือไม่ และการที่เจ้ามีความสามารถที่จะทำตามมาตรฐานทั้งหลายจากข้อพึงประสงค์ต่างๆ ของเราที่มีต่อพวกเจ้าแต่ละคนโดยครบบริบูรณ์ได้หรือไม่ นี่คือสิ่งที่พวกเจ้าควรเข้าใจ

ตัดตอนมาจาก “การปฏิบัติ (4)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 440

เมื่อเจ้าทนทุกข์ทรมานจากข้อจำกัดหรือความยากลำบากเล็กน้อย มันเป็นการดีสำหรับพวกเจ้า หากพวกเจ้าได้รับช่วงเวลาที่ง่ายในเรื่องดังกล่าวพวกเจ้าคงจะย่อยยับ และเช่นนั้นแล้วพวกเจ้าจะสามารถได้รับการปกป้องได้อย่างไร ในวันนี้ มันเป็นเพราะพวกเจ้าถูกตีสอน พิพากษา และสาปแช่ง เจ้าจึงได้รับการปกป้อง มันเป็นเพราะเจ้าได้ทนทุกข์ทรมานมากเจ้าจึงได้รับการปกป้อง หากไม่แล้ว เจ้าคงจะตกอยู่ในสภาพของความชั่วช้านานมาแล้ว นี่ไม่ใช่การทำให้สิ่งต่าง ๆ ยากสำหรับพวกเจ้าโดยเจตนา—ธรรมชาติของมนุษย์นั้นยากที่จะเปลี่ยน และมันจะต้องเป็นดังนั้นเพื่อที่อุปนิสัยของพวกเขาจะมีการเปลี่ยนแปลง ในวันนี้ พวกเจ้าไม่มีแม้กระทั่งจิตสำนึกหรือการรับรู้ซึ่งเปาโลเคยมี และเจ้าไม่มีแม้กระทั่งการตระหนักรู้ในตนเองของเขา พวกเจ้าต้องถูกกดันตลอดเวลา และเจ้าต้องถูกตีสอนและพิพากษาตลอดเวลาเพื่อที่จะปลุกจิตวิญญาณของพวกเจ้าให้ตื่น การตีสอนและการพิพากษาคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตของพวกเจ้า และเมื่อจำเป็น ยังจะต้องมีการตีสอนของข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มาถึงเจ้าเช่นกัน เมื่อนั้นพวกเจ้าจึงจะนบนอบอย่างเต็มที่ ธรรมชาติทั้งหลายของพวกเจ้าเป็นธรรมชาติที่ปราศจากการตีสอนและการสาปแช่ง เจ้าจะไม่เต็มใจที่จะค้อมศีรษะของเจ้าลง ไม่เต็มใจที่จะนบนอบ หากปราศจากข้อเท็จจริงทั้งหลายต่อหน้าต่อตาของเจ้า ก็คงจะไม่มีผลกระทบ พวกเจ้านั้นต่ำต้อยและไร้ค่าเกินไปเป็นลักษณะปกติ! หากปราศจากการตีสอนและการพิพากษา มันคงจะยากสำหรับพวกเจ้าที่จะถูกพิชิตชัย และยากสำหรับความไม่ชอบธรรมและการไม่เชื่อฟังของพวกเจ้าที่จะถูกเอาชนะ ธรรมชาติเดิมของพวกเจ้านั้นหยั่งรากลึกยิ่งนัก หากพวกเจ้าถูกวางไว้บนบัลลังก์ พวกเจ้าคงจะไม่รู้ความสูงของสวรรค์และความลึกของโลก ยิ่งน้อยไปกว่านั้นคือเจ้ามุ่งหน้าไปยังที่ใด พวกเจ้าไม่รู้กระทั่งว่าเจ้ามาจากไหน ดังนั้นแล้วเจ้าจะสามารถรู้จักพระผู้เป็นเจ้าแห่งสรรพสิ่งได้อย่างไร หากปราศจากการตีสอนและการสาปแช่งของวันนี้ที่ทันต่อการณ์ วันสุดท้ายของพวกเจ้าคงจะได้มาถึงนามาแล้ว นั่นไม่ได้เป็นการพูดถึงชะตากรรมของพวกเจ้าเลย—นั่นจะไม่ตกอยู่ในอันตรายซึ่งใกล้จะเกิดขึ้นมากยิ่งขึ้นไปอีกหรือ หากปราศจากการตีสอนและการพิพากษาที่ทันต่อการณ์นี้ ใครจะไปรู้ว่าพวกเจ้าจะยโสโอหังเพียงใด หรือเจ้าจะกลายเป็นเลวทรามเพียงใด การตีสอนและการพิพากษานี้ได้นำพวกเจ้ามาถึงวันนี้ และสิ่งเหล่านี้ได้คงไว้ซึ่งการดำรงอยู่ของพวกเจ้าไว้ หากพวกเจ้ายังคง “ได้รับการศึกษาอบรม” โดยใช้วิธีการต่าง ๆ เช่นเดียวกับวิธีการต่าง ๆ ของ “พ่อ” ของพวกเจ้า ใครจะไปรู้ว่าพวกเจ้าจะเข้าสู่อาณาจักรใด! พวกเจ้าไม่มีความสามารถอย่างสิ้นเชิงในการควบคุมและใคร่ครวญเกี่ยวกับตัวเอง สำหรับผู้คนอย่างพวกเจ้า หากเจ้าเพียงแค่ปฏิบัติตามและเชื่อฟังโดยไม่ได้ทำให้เกิดการแทรกแซงหรือการหยุดชะงักใด ๆ เป้าประสงค์ของเราก็จะบรรลุผล พวกเจ้าไม่ควรทำให้ดียิ่งขึ้นในการยอมรับการตีสอนและการพิพากษาของวันนี้หรอกหรือ เจ้ามีทางเลือกอื่นใดหรือ

ตัดตอนมาจาก “การปฏิบัติ (6)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 441

ตอนที่กำลังเตรียมตัวเจ้าเองให้พร้อมสรรพสำหรับชีวิต เจ้าต้องมุ่งเน้นไปที่การกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้า เจ้าต้องสามารถพูดคุยถึงความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า ถึงทรรศนะของเจ้าว่าด้วยชีวิตมนุษย์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถึงความรู้ของเจ้าเกี่ยวกับพระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำในช่วงระหว่างยุคสุดท้าย ในเมื่อเจ้าแสวงหาชีวิต เจ้าต้องเตรียมตัวเจ้าเองให้พร้อมสรรพด้วยสิ่งเหล่านี้ เมื่อเจ้ากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า เจ้าต้องประเมินวัดความเป็นจริงแห่งสภาวะของเจ้าเองโดยอิงพระวจนะเหล่านั้น กล่าวคือ เมื่อเจ้าค้นพบข้อบกพร่องของเจ้าในครรลองของประสบการณ์อันเป็นจริงของเจ้า เจ้าต้องมีความสามารถที่จะค้นหาเส้นทางที่จะปฏิบัติ ที่จะหันหลังให้กับแรงจูงใจทั้งหลายที่ไม่ถูกต้องและมโนคติที่หลงผิดของเจ้า หากเจ้าเพียรพยายามเพื่อสิ่งเหล่านี้และเทหัวใจของเจ้าเข้าไปในการสัมฤทธิ์สิ่งเหล่านั้นอยู่เสมอ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะมีเส้นทางให้ติดตาม เจ้าจะไม่รู้สึกว่างเปล่า และด้วยเหตุนี้เจ้าย่อมจะสามารถธำรงรักษาสภาวะปกติเอาไว้ได้ เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะเป็นใครบางคนที่แบกภาระในชีวิตของเจ้าเอง เป็นผู้ที่มีความเชื่อ เหตุใดเล่า ผู้คนบางคนจึงไม่สามารถนำพระวจนะเหล่านั้นไปปฏิบัติได้หลังจากที่ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าแล้ว? นั่นไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่สามารถจับความเข้าใจสิ่งสำคัญยิ่งยวดที่สุดได้หรอกหรือ? นั่นไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่คิดเรื่องชีวิตอย่างจริงจังหรอกหรือ? เหตุผลที่พวกเขาไม่สามารถจับความเข้าใจสิ่งสำคัญยิ่งยวดที่สุดได้และไม่มีเส้นทางที่จะฝึกฝนปฏิบัติก็คือว่า เมื่อพวกเขาอ่านพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาไม่สามารถเกี่ยวโยงสภาวะของพวกเขาเองเข้ากับพระวจนะเหล่านั้นได้ อีกทั้งพวกเขาไม่สามารถมีความรู้ความเข้าใจในสภาวะของพวกเขาเอง ผู้คนบางคนพูดว่า “ข้าพระองค์อ่านพระวจนะของพระเจ้าและเกี่ยวโยงสภาวะของข้าพระองค์กับพระวจนะเหล่านั้น และข้าพระองค์รู้ว่าข้าพระองค์เสื่อมทรามและมีขีดความสามารถต่ำ แต่ข้าพระองค์ก็ไม่สามารถทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระเจ้าได้” เจ้าได้เห็นไปเพียงผิวเผินอย่างมากเท่านั้นเอง มีสิ่งที่เป็นจริงมากมายที่เจ้าไม่รู้ นั่นคือ จะละวางความชื่นชมยินดีของเนื้อหนังอย่างไร จะละวางความคิดว่าตนเองชอบธรรมเสมออย่างไร จะเปลี่ยนตัวเจ้าเองอย่างไร จะเข้าสู่สิ่งเหล่านี้อย่างไร จะปรับปรุงขีดความสามารถของเจ้าอย่างไร และจะเริ่มต้นจากแง่มุมใด เจ้าเพียงจับความเข้าใจไม่กี่อย่างโดยผิวเผินเท่านั้น และทั้งหมดที่เจ้ารู้ก็คือว่าเจ้าเสื่อมทรามอย่างแท้จริง เมื่อเจ้าพบกับบรรดาพี่น้องชายหญิงของเจ้า เจ้าพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าเจ้าเสื่อมทรามเพียงใด และดูเหมือนว่าเจ้ารู้จักตัวเจ้าเองและแบกภาระอันใหญ่หลวงสำหรับชีวิตของเจ้า ในข้อเท็จจริงนั้น อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าไม่ได้เปลี่ยนไป ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่าเจ้ายังไม่ได้พบเส้นทางที่จะปฏิบัติ หากเจ้ากำลังนำทางคริสตจักร เจ้าต้องสามารถจับความเข้าใจสภาวะทั้งหลายของบรรดาพี่น้องชายหญิงและชี้ชัดถึงสภาวะเหล่านั้นได้ นั่นจะเพียงพอหรือไม่ที่แค่พูดว่า “พวกเจ้าผู้คนทั้งหลายไม่เชื่อฟังและล้าหลัง!”? ไม่เลย เจ้าต้องพูดอย่างเฉพาะเจาะจงว่าความไม่เชื่อฟังและความล้าหลังของพวกเขาถูกสำแดงอย่างไร เจ้าต้องพูดถึงสภาวะที่ไม่เชื่อฟังของพวกเขา พฤติกรรมอันไม่เชื่อฟังของพวกเขา และอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของพวกเขา และเจ้าต้องพูดถึงสิ่งเหล่านี้ในลักษณะที่พวกเขาเชื่อมั่นในความจริงในวาจาของเจ้าอย่างที่สุด จงใช้ข้อเท็จจริงและตัวอย่างทั้งหลายเพื่อแสดงประเด็นของเจ้า และจงพูดอย่างตรงชัดถึงวิธีที่พวกเขาสามารถหลุดพ้นจากพฤติกรรมอันเป็นกบฏ และจงชี้ชัดถึงเส้นทางที่จะฝึกฝนปฏิบัติ—นี่คือวิธีที่จะโน้มน้าวผู้คน มีเพียงบรรดาผู้ที่ทำเช่นนั้นเท่านั้นที่มีความสามารถในการนำทางคนอื่น มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่ครองความเป็นจริงแห่งความจริง

ตัดตอนมาจาก “การปฏิบัติ (7)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 442

การให้คำพยานต่อพระเจ้าโดยหลักแล้วเป็นเรื่องของการพูดถึงความรู้ของเจ้าเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า พูดถึงวิธีที่พระเจ้าทรงพิชิตผู้คน พูดถึงวิธีที่พระองค์ทรงช่วยผู้คนให้รอด พูดถึงวิธีที่พระองค์ทรงเปลี่ยนผู้คน นั่นเป็นเรื่องของการพูดถึงวิธีที่พระองค์ทรงนำผู้คนให้เข้าไปสู่ความเป็นจริงของความจริง เป็นการเปิดโอกาสให้พวกเขาถูกพิชิต ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม และได้รับการช่วยให้รอดโดยพระองค์ การให้คำพยานหมายถึงการพูดถึงพระราชกิจของพระองค์และทั้งหมดที่เจ้าได้รับประสบการณ์มา มีเพียงพระราชกิจของพระองค์เท่านั้นที่สามารถเป็นตัวแทนพระองค์ได้ และมีเพียงพระราชกิจของพระองค์เท่านั้นที่สามารถเปิดเผยพระองค์ต่อสาธารณะได้ในความครบถ้วนบริบูรณ์ของพระองค์ พระราชกิจของพระองค์ทรงเป็นคำพยานต่อพระองค์ พระราชกิจและพระดำรัสของพระองค์เป็นตัวแทนพระวิญญาณโดยตรง กล่าวคือ พระราชกิจที่พระองค์ทรงกระทำดำเนินการเสร็จสิ้นโดยพระวิญญาณ และพระวจนะที่พระองค์ตรัสก็ตรัสโดยพระวิญญาณ สิ่งเหล่านี้เพียงแค่แสดงออกโดยผ่านทางเนื้อหนังซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ของพระเจ้า ทว่า ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งเหล่านั้นเป็นการแสดงออกของพระวิญญาณ พระราชกิจทั้งหมดที่พระองค์ทรงกระทำและพระวจนะทั้งหมดที่พระองค์ตรัสเป็นตัวแทนแก่นแท้ของพระองค์ หากหลังจากที่ทรงนุ่งห่มพระองค์เองในเนื้อหนังและเสด็จมาท่ามกลางมนุษย์ พระเจ้าไม่ได้ตรัสหรือทรงพระราชกิจ แล้วจากนั้นได้ทรงขอให้พวกเจ้ารู้จักสภาวะความเป็นจริงของพระองค์ ความเป็นปกติของพระองค์ และฤทธานุภาพไม่สิ้นสุดของพระองค์ เจ้าจะสามารถทำได้หรือไม่? เจ้าจะสามารถรู้ว่าเนื้อแท้ของพระวิญญาณคือสิ่งใดหรือไม่? เจ้าจะสามารถรู้ว่าพระลักษณะของเนื้อหนังของพระองค์คือสิ่งใดหรือไม่? เป็นเพียงเพราะพวกเจ้าได้รับประสบการณ์กับแต่ละขั้นตอนของพระราชกิจของพระองค์แล้ว พระองค์จึงทรงขอให้พวกเจ้าเป็นคำพยานต่อพระองค์ หากพวกเจ้าไม่ได้มีประสบการณ์ดังกล่าว เช่นนั้นแล้วพระองค์ก็คงจะไม่ทรงยืนกรานให้พวกเจ้าเป็นคำพยาน ด้วยเหตุนี้ เมื่อพวกเจ้าเป็นคำพยานต่อพระเจ้า เจ้าไม่เพียงกำลังเป็นพยานต่อสภาพภายนอกของสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติของพระองค์เท่านั้น แต่ยังเป็นคำพยานต่อพระราชกิจที่พระองค์ทรงกระทำและเส้นทางที่พระองค์ทรงนำทางด้วยเช่นกัน เจ้าจะให้คำพยานต่อวิธีที่เจ้าถูกพิชิตโดยพระองค์และในแง่มุมใดที่เจ้าได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม นี่คือคำพยานประเภทที่เจ้าควรเป็น หากเจ้าร้องออกมาที่ใดก็ตามที่เจ้าไป ว่า “พระเจ้าของพวกเราได้เสด็จมาเพื่อทรงพระราชกิจ และพระราชกิจของพระองค์ช่างสัมพันธ์กับชีวิตจริงจริงๆ! พระองค์ได้ทรงรับพวกเราไว้โดยไม่มีการกระทำที่เหนือธรรมชาติ โดยไม่มีปาฏิหาริย์และการอัศจรรย์แต่อย่างใดเลย!” ผู้อื่นก็จะถามว่า “ท่านหมายความว่าอย่างไรเมื่อท่านพูดว่าพระองค์ไม่ทรงพระราชกิจเป็นปาฏิหาริย์กับการอัศจรรย์? “พระองค์ทรงสามารถพิชิตเจ้าได้อย่างไรโดยไม่ได้ทรงพระราชกิจเป็นปาฏิหาริย์กับการอัศจรรย์? และเจ้าพูดว่า “พระองค์ตรัส และพระองค์ได้ทรงพิชิตพวกเราโดยไม่มีการแสดงปาฏิหาริย์และการอัศจรรย์อันใด พระราชกิจของพระองค์ได้พิชิตพวกเรา” ในท้ายที่สุด หากเจ้าไร้ความสามารถที่จะพูดสิ่งใดที่มีเนื้อแท้ หากเจ้าไม่สามารถพูดคุยถึงสิ่งที่เฉพาะเจาะจง การนี้ใช่คำพยานที่แท้จริงหรือไม่? เมื่อพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ทรงพิชิตผู้คน เป็นพระวจนะของพระเจ้าของพระองค์นั่นเองที่ทำเช่นนั้น สภาวะความเป็นมนุษย์ไม่สามารถสำเร็จลุล่วงการนี้ได้ นั่นไม่ใช่บางสิ่งที่มนุษย์คนใดสามารถสัมฤทธิ์ได้ และแม้แต่บรรดาผู้ที่มีขีดความสามารถสูงสุดท่ามกลางผู้คนปกติก็ไม่สามารถทำการนี้ได้ ด้วยเหตุที่เทวสภาพของพระองค์สูงส่งกว่าสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใด นี่เป็นเรื่องเหนือธรรมดาสำหรับผู้คน จะว่าไปแล้ว พระผู้สร้างทรงสูงส่งกว่าสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดๆ สิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งหลายไม่สามารถสูงส่งกว่าพระผู้สร้างได้ หากเจ้าสูงส่งกว่าพระองค์ พระองค์ก็คงจะไม่ทรงสามารถพิชิตเจ้าได้ และพระองค์เพียงทรงสามารถพิชิตเจ้าได้ก็เพราะพระองค์ทรงสูงส่งกว่าเจ้าเท่านั้น พระองค์ผู้ทรงสามารถพิชิตมวลมนุษย์ทั้งปวงคือพระผู้สร้าง และไม่มีผู้ใดเลยนอกจากพระองค์ที่สามารถทำพระราชกิจนี้ได้ พระวจนะเหล่านี้คือ “คำพยาน”—คำพยานประเภทที่เจ้าควรเป็น เจ้าได้รับประสบการณ์กับการตีสอน การพิพากษา กระบวนการถลุง การทดสอบ ความพลั้งพลาด และความทุกข์ลำบากไปทีละขั้นตอน และเจ้าก็ได้ถูกพิชิตไปแล้ว เจ้าได้ละวางความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ของเนื้อหนัง แรงจูงใจส่วนตัวของเจ้า และความสนใจอันแนบสนิทเกี่ยวกับเนื้อหนัง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระวจนะของพระเจ้าได้พิชิตหัวใจของเจ้าแล้วอย่างครบบริบูรณ์ ถึงแม้ว่าเจ้าจะไม่ได้เติบโตในชีวิตของเจ้ามากเท่าที่พระองค์ทรงเรียกร้อง แต่เจ้าก็รู้จักสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดและเจ้าก็เชื่อมั่นสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำอย่างที่สุด ด้วยเหตุนั้น การนี้อาจจะได้เรียกได้ว่าคำพยาน คำพยานที่เป็นจริงและแท้จริง พระราชกิจที่พระเจ้าได้เสด็จมาทรงกระทำ พระราชกิจแห่งการพิพากษาและการตีสอนนั้น หมายที่จะพิชิตมนุษย์ แต่พระองค์ก็ทรงกำลังสรุปปิดตัวพระราชกิจของพระองค์ ยุติยุค และดำเนินพระราชกิจแห่งการสรุปปิดตัวให้เสร็จสิ้นด้วยเช่นกัน พระองค์ทรงกำลังยุติทั้งยุค ช่วยมนุษยชาติทั้งปวงให้รอด ช่วยให้มนุษยชาติพ้นจากบาปเป็นครั้งสุดท้าย พระองค์ทรงกำลังได้รับมนุษยชาติซึ่งพระองค์ได้ทรงสร้างอย่างครบถ้วน เจ้าควรเป็นคำพยานต่อทั้งหมดนี้ เจ้าได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้ามากมายเหลือเกิน เจ้าได้เห็นพระราชกิจด้วยตาของเจ้าเองและได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจด้วยตนเองโดยเฉพาะ เมื่อเจ้าได้ไปถึงวาระสุดท้ายแล้ว เจ้าต้องไม่ไร้ความสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่การงานซึ่งเป็นภาระรับผิดชอบของเจ้า นั่นคงจะเป็นเรื่องน่าเวทนาเสียจริง! ในอนาคต เมื่อข่าวประเสริฐได้ถูกเผยแผ่ออกไป เจ้าควรที่จะสามารถพูดถึงความรู้ของเจ้าเอง ให้คำพยานต่อทั้งหมดที่เจ้าได้รับในหัวใจของเจ้า และไม่เก็บสำรองความพยายามเอาไว้เลย นี่คือสิ่งที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรบรรลุ สิ่งใดคือนัยสำคัญตามจริงของช่วงระยะนี้ของพระราชกิจของพระเจ้า? ผลของการนั้นคือสิ่งใด? และการนั้นได้ถูกดำเนินการเสร็จสิ้นในมนุษย์ไปมากเพียงใด? ผู้คนควรทำสิ่งใด? เมื่อพวกเจ้าสามารถพูดถึงพระราชกิจทั้งหมดที่พระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ได้ทรงกระทำนับตั้งแต่เสด็จมายังแผ่นดินโลกได้อย่างชัดเจน เช่นนั้นแล้วคำพยานของเจ้าก็จะครบบริบูรณ์ เมื่อเจ้าสามารถพูดถึงห้าสิ่งเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน นั่นคือ นัยสำคัญของพระราชกิจของพระองค์ เนื้อหาของพระราชกิจ เนื้อแท้ของพระราชกิจ อุปนิสัยที่พระราชกิจเป็นตัวแทน และหลักการของพระราชกิจ เช่นนั้นแล้วนี่ก็จะพิสูจน์ว่าเจ้ามีความสามารถที่จะเป็นคำพยานต่อพระเจ้า ว่าเจ้าครองความรู้อย่างแท้จริง ข้อพึงประสงค์ของเราต่อพวกเจ้านั้นไม่สูงมากนัก และสามารถบรรลุได้โดยบรรดาคนเหล่านั้นทั้งหมดที่ไล่ตามเสาะหาอย่างแท้จริง หากเจ้าปลงใจที่จะเป็นหนึ่งในพยานของพระเจ้า เจ้าต้องเข้าใจสิ่งที่พระเจ้าทรงเกลียดและสิ่งที่พระองค์ทรงรัก เจ้าได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระองค์ไปมากมาย โดยผ่านทางพระราชกิจนี้ เจ้าต้องมารู้จักพระอุปนิสัยของพระองค์ เข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์และข้อพึงประสงค์ของพระองค์ต่อมวลมนุษย์ และใช้ความรู้นี้ให้คำพยานเกี่ยวกับพระองค์และปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า เจ้าอาจพูดเพียงว่า “พวกเรารู้จักพระเจ้า การพิพากษาและการตีสอนของพระองค์รุนแรงมาก พระวจนะของพระองค์เข้มงวดมาก พระวจนะเหล่านั้นชอบธรรมและเปี่ยมบารมีมาก และพระวจนะเหล่านั้นมิอาจถูกทำให้ขุ่นเคืองได้โดยมนุษย์คนใด” แต่พระวจนะเหล่านี้ท้ายที่สุดแล้วจัดเตรียมสำหรับมนุษย์หรือไม่? สิ่งใดคือผลของพระวจนะเหล่านี้ต่อผู้คน? เจ้ารู้จริงหรือไม่ว่าพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการตีสอนนี้เป็นประโยชน์มากที่สุดต่อเจ้า? การพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้ากำลังเปิดโปงความเป็นกบฏและความเสื่อมทรามของเจ้าใช่หรือไม่? การพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าสามารถขับไล่สิ่งโสมมและเสื่อมทรามเหล่านั้นภายในตัวเจ้าและชำระสิ่งเหล่านั้นให้สะอาดได้ใช่หรือไม่? หากไม่มีการพิพากษาและการตีสอน เจ้าจะกลายเป็นสิ่งใด? อันที่จริงแล้วเจ้าระลึกได้หรือไม่ถึงข้อเท็จจริงที่ว่าซาตานได้ทำให้เจ้าเสื่อมทรามจนถึงระดับที่ถลำลึกที่สุด? ในวันนี้ พวกเจ้าควรเตรียมตัวพวกเจ้าให้พร้อมสรรพด้วยสิ่งเหล่านี้และรู้จักสิ่งเหล่านี้ให้ดี

ตัดตอนมาจาก “การปฏิบัติ (7)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 443

พวกเจ้ารู้สิ่งที่พวกเจ้าต้องมีไว้พร้อมในตอนนี้หรือไม่? แง่มุมหนึ่งของสิ่งนั้นเกี่ยวข้องกับนิมิตเกี่ยวกับพระราชกิจ และอีกแง่มุมหนึ่งคือการฝึกฝนปฏิบัติของเจ้า เจ้าต้องเข้าใจทั้งสองแง่มุมนี้อย่างถ่องแท้ หากเจ้าไม่มีนิมิตในภารกิจเพื่อสร้างความก้าวหน้าในชีวิตของเจ้าแล้ว เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่มีรากฐานอันใดเลย หากเจ้ามีเพียงวิถีทางแห่งการฝึกฝนปฏิบัติ โดยไม่มีนิมิตแม้แต่น้อย และไม่มีความเข้าใจใด ๆ เลยเกี่ยวกับพระราชกิจของแผนการบริหารจัดการโดยรวมแล้ว เจ้าก็ย่อมไม่เป็นประโยชน์อันใด เจ้าต้องเข้าใจความจริงที่เกี่ยวข้องกับนิมิต และในส่วนของความจริงที่เกี่ยวข้องกับการฝึกฝนปฏิบัติแล้ว เจ้าต้องค้นหาวิถีทางแห่งการฝึกฝนปฏิบัติที่เหมาะสมหลังจากที่เจ้าได้เข้าใจความจริงเหล่านั้นแล้ว เจ้าต้องฝึกฝนปฏิบัติตามพระวจนะ และเข้าสู่ตามสภาวะของเจ้า นิมิตคือรากฐาน และหากเจ้าไม่เอาใจใส่กับข้อเท็จจริงนี้แล้ว เจ้าจะไม่สามารถติดตามไปจนถึงท้ายที่สุดได้ การได้รับประสบการณ์ในลักษณะดังกล่าวจะทำให้เจ้าออกนอกลู่นอกทาง หรือไม่ก็ทำให้เจ้าล้มลงและล้มเหลว จะไม่มีวิธีการใด ๆ ที่เจ้าจะได้รับความสำเร็จได้! ผู้คนที่ไม่มีนิมิตที่ยิ่งใหญ่เป็นรากฐานของพวกเขาจะล้มเหลวได้เพียงเท่านั้น พวกเขาไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ เจ้าไม่สามารถยืนหยัดอย่างมั่นคงได้! เจ้ารู้หรือไม่ว่าการเชื่อในพระเจ้าเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง? เจ้ารู้หรือไม่ว่าการติดตามพระเจ้าหมายถึงอะไร? หากปราศจากนิมิตแล้ว เจ้าจะเดินบนเส้นทางใด? ในพระราชกิจของวันนี้ หากเจ้าไม่มีนิมิต เจ้าจะไม่สามารถได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์ได้เลย เจ้าเชื่อในผู้ใดกัน? เหตุใดเจ้าจึงเชื่อในพระองค์? เหตุใดเจ้าจึงติดตามพระองค์? เจ้ามองเห็นความเชื่อของเจ้าว่าเป็นเกมอย่างหนึ่งหรือไม่? เจ้ากำลังจัดการกับชีวิตของเจ้าเหมือนเป็นของเล่นประเภทหนึ่งหรือไม่? พระเจ้าของวันนี้ทรงเป็นนิมิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เจ้ารู้จักพระองค์มากเท่าใดกัน? เจ้าได้มองเห็นพระองค์มากเท่าใดกัน? เมื่อได้มองเห็นพระเจ้าของวันนี้แล้ว รากฐานของความเชื่อที่เจ้ามีในพระเจ้ามั่นคงหรือไม่? เจ้าคิดหรือว่าเจ้าจะบรรลุความรอดได้ตราบเท่าที่เจ้าติดตามไปในเส้นทางที่สับสนนี้? เจ้าคิดหรือว่าเจ้าจะสามารถจับปลาในน้ำที่เต็มไปด้วยโคลนได้? มันง่ายเช่นนั้นหรือ? เจ้าได้ละทิ้งมโนคติที่หลงผิดเกี่ยวกับพระวจนะที่พระเจ้าทรงเปล่งในวันนี้มากเพียงใด? เจ้ามีนิมิตเกี่ยวกับพระเจ้าของวันนี้หรือไม่? ความเข้าใจที่เจ้ามีเกี่ยวกับพระเจ้าของวันนี้อยู่ในที่ใด? เจ้าเชื่ออยู่เสมอว่าเจ้าจะสามารถรับพระองค์[ก]ได้แค่ด้วยการติดตามพระองค์ หรือแค่ด้วยการมองเห็นพระองค์ และว่าไม่มีใครจะสามารถกำจัดเจ้าได้ อย่าทึกทักเอาว่าการติดตามพระเจ้าเป็นเรื่องง่ายนัก สิ่งสำคัญคือเจ้าต้องรู้จักพระองค์ เจ้าต้องรู้จักพระราชกิจของพระองค์ และเจ้าต้องมีความตั้งใจที่จะอดทนต่อความทุกข์ยากเพื่อประโยชน์ของพระองค์ เสียสละชีวิตของเจ้าเพื่อพระองค์ และได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์ นี่คือนิมิตที่เจ้าควรมี จะไม่ได้ประโยชน์อันใดหากความคิดของเจ้ามุ่งมั่นแต่จะสุขสำราญกับพระคุณอยู่เสมอ อย่าอนุมานว่าพระเจ้าทรงอยู่ที่นี่เพียงเพื่อความสุขสำราญของผู้คน หรือเพื่อประทานพระคุณให้แก่พวกเขา เจ้าจะคิดผิด! หากคนหนึ่งไม่สามารถเสี่ยงชีวิตของพวกเขาเพื่อติดตามพระองค์ และหากคนหนึ่งไม่สามารถละทิ้งทรัพย์สมบัติในโลกทุกอย่างเพื่อติดตามพระองค์ได้ เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะไม่สามารถติดตามพระองค์ต่อไปจนถึงที่สุดได้อย่างแน่นอน! เจ้าต้องมีนิมิตเป็นรากฐานของเจ้า หากวันหนึ่งมีเคราะห์ร้ายบังเกิดกับเจ้า เจ้าควรทำอย่างไร? เจ้าจะยังสามารถติดตามพระองค์ได้หรือไม่? จงอย่าพูดพล่อย ๆ ว่าเจ้าจะสามารถติดตามไปจนถึงที่สุดได้หรือไม่ เจ้าควรเปิดตาของเจ้าให้กว้างเสียก่อนเพื่อดูว่าตอนนี้คือเวลาใด ถึงแม้ว่าในขณะนี้พวกเจ้าอาจเป็นเหมือนกับเสาของพระวิหาร แต่วันหนึ่งที่เสาเหล่านั้นทั้งหมดถูกหนอนกัดแทะจะมาถึง ทำให้พระวิหารพังลงได้ เพราะในขณะนี้มีนิมิตมากมายที่พวกเจ้าขาดอยู่ พวกเจ้าเพียงใส่ใจกับโลกเล็ก ๆ ของพวกเจ้าเอง และเจ้าไม่รู้ว่าวิธีการที่เชื่อถือได้และเหมาะสมที่สุดในการแสวงหาคืออะไร พวกเจ้าไม่เอาใจใส่กับนิมิตของพระราชกิจของวันนี้ อีกทั้งพวกเจ้าไม่เก็บสิ่งเหล่านี้ในหัวใจของเจ้า พวกเจ้าเคยพิจารณาหรือไม่ว่าวันหนึ่งพระเจ้าของพวกเจ้าจะพาพวกเจ้าไปอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยที่สุด? พวกเจ้าจินตนาการได้หรือไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดกับเจ้าในวันหนึ่งที่เราอาจคว้าทุกอย่างไปจากพวกเจ้า? กำลังวังชาของพวกเจ้าในวันนั้นจะเป็นเหมือนกับที่เป็นในตอนนี้หรือไม่? ความเชื่อของพวกเจ้าจะปรากฏอีกครั้งหรือไม่? ในการติดตามพระเจ้า เจ้าต้องรู้นิมิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนี้ นั่นคือ “พระเจ้า”: นี่คือปัญหาที่สำคัญที่สุด นอกจากนี้ จงอย่าทึกทักเอาว่าการหยุดเสวนากับมนุษย์ในโลกเพื่อให้ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์นั้นจะทำให้เจ้าได้อยู่ในครอบครัวของพระเจ้าได้อย่างแน่แท้ ทุกวันนี้ พระเจ้าพระองค์เองทรงเป็นผู้ปฏิบัติพระราชกิจท่ามกลางการทรงสร้าง พระองค์ทรงเป็นผู้ที่เสด็จท่ามกลางผู้คนเพื่อปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์เอง—ไม่ใช่เพื่อการดำเนินการรณรงค์ ในหมู่พวกเจ้า ไม่มีแม้หยิบมือที่สามารถรู้ว่าพระราชกิจของวันนี้คือพระราชกิจของพระเจ้าในสวรรค์ที่ทรงได้จุติเป็นมนุษย์ นี่ไม่ได้เกี่ยวกับการทำให้พวกเจ้ากลายเป็นบุคคลที่มีพรสวรรค์โดดเด่น นี่คือการช่วยพวกเจ้าให้รู้ถึงความสำคัญของชีวิตมนุษย์ รู้จุดหมายปลายทางของมนุษย์ และรู้จักพระเจ้าและทั้งหมดของพระองค์ เจ้าควรรู้ว่าเจ้าเป็นวัตถุที่สร้างขึ้นในพระหัตถ์ของพระผู้สร้าง เจ้าควรเข้าใจสิ่งใด เจ้าควรทำสิ่งใด และเจ้าควรติดตามพระเจ้าอย่างไร—สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความจริงที่เจ้าต้องเข้าใจหรือ? สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่นิมิตที่เจ้าควรเห็นหรือ?

เมื่อผู้คนมีนิมิตแล้ว พวกเขาจะมีรากฐาน เมื่อเจ้าฝึกฝนปฏิบัติตามรากฐานนี้ การเข้าสู่จะง่ายยิ่งขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าจะไม่มีความแคลงใจเมื่อเจ้ามีรากฐานให้เข้าสู่ และจะเป็นการง่ายมากที่เจ้าจะเข้าสู่ แง่มุมในการเข้าใจนิมิตและการรู้จักพระราชกิจของพระเจ้านี้เป็นสิ่งสำคัญ พวกเจ้าต้องมีแง่มุมนี้ในคลังของเจ้า หากเจ้าไม่มีแง่มุมความจริงนี้ไว้พร้อม และรู้เพียงวิธีการพูดถึงเส้นทางแห่งการฝึกฝนปฏิบัติเท่านั้น เช่นนั้นแล้วเจ้าจะมีจุดบกพร่องอย่างใหญ่หลวง เราได้ค้นพบว่าพวกเจ้ามากมายไม่ให้ความสำคัญกับแง่มุมความจริงนี้ และเมื่อเจ้าฟังความจริงนี้ เจ้าดูเหมือนจะแค่ฟังแค่คำพูดและหลักการเท่านั้น วันหนึ่งเจ้าจะล้มเหลว ทุกวันนี้มีพระวาทะบางส่วนที่เจ้าไม่ค่อยเข้าใจและไม่ยอมรับ ในกรณีเช่นนั้น เจ้าควรแสวงหาอย่างอดทน และเจ้าจะเข้าใจในวันหนึ่ง จงค่อย ๆ เตรียมตัวเจ้าให้พร้อมด้วยนิมิตเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถึงแม้ว่าเจ้าเข้าใจหลักการฝ่ายวิญญาณเพียงไม่กี่หลักการเท่านั้น แต่ก็ยังดีกว่าการไม่ใส่ใจในนิมิตเลย และยังดีกว่าการไม่เข้าใจสิ่งใดเลย ทั้งหมดนี้เป็นประโยชน์ต่อการเข้าสู่ของเจ้า และจะกำจัดความสงสัยเหล่านั้นของเจ้า ดีกว่าการดำรงอยู่ของเจ้าที่เต็มไปด้วยมโนคติที่หลงผิด เจ้าจะดีขึ้นกว่ามากหากเจ้ามีนิมิตเหล่านี้เป็นรากฐาน เจ้าจะไม่มีความแคลงใจใด ๆ เลย และจะสามารถเข้าสู่ได้อย่างกล้าหาญและมั่นใจ เหตุใดจึงต้องเดือดร้อนกับการติดตามพระเจ้าอย่างสับสนและเคลือบแคลงอยู่เสมอเล่า? นั่นไม่เหมือนกับการทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นหรอกหรือ? จะดีเพียงใดที่จะได้เดินกร่างวางท่าด้วยก้าวยาว ๆ เข้าในอาณาจักร! เหตุใดจึงเต็มไปด้วยความแคลงใจเล่า? พวกเจ้าไม่ได้แค่กำลังพาตัวเจ้าเองผ่านนรกอย่างที่สุดหรอกหรือ? เมื่อเจ้าได้มีความเข้าใจเกี่ยวกับพระราชกิจของพระยาห์เวห์ พระราชกิจของพระเยซู และพระราชกิจระยะนี้แล้ว เจ้าจะมีรากฐาน ในเวลานั้น เจ้าอาจจินตนาการว่านั่นอาจจะค่อนข้างเรียบง่าย บางคนกล่าวว่า “เมื่อเวลานั้นมาถึง และเมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เริ่มต้นพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่ ข้าพเจ้าจะสามารถพูดถึงสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ความจริงที่ว่าข้าพเจ้ายังไม่เข้าใจจริง ๆ ในตอนนี้นั้นเป็นเพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์ยังไม่ได้ให้ความรู้แจ้งแก่ข้าพเจ้ามากขนาดนั้น” มันไม่ได้ง่ายเช่นนั้น มันไม่ใช่ว่าหากเจ้าเต็มใจจะยอมรับความจริง[ข]ในตอนนี้แล้ว เจ้าจะใช้มันได้อย่างเชี่ยวชาญเมื่อเวลานั้นมาถึง มันไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป! เจ้าเชื่อว่าในปัจจุบันเจ้ามีความพร้อมเป็นอย่างดีมากแล้ว และเจ้าคงจะไม่มีปัญหาในการตอบสนองต่อผู้คนในศาสนาและบรรดานักทฤษฎีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และแม้กระทั่งโต้แย้งพวกเขาได้ เจ้าจะสามารถทำเช่นนั้นได้จริง ๆ หรือ? เจ้าสามารถกล่าวถึงความเข้าใจอะไรได้ด้วยประสบการณ์อันผิวเผินเพียงเท่านั้นของเจ้า? การพร้อมด้วยความจริง การต่อสู้ในการสู้รบแห่งความจริง และการให้คำพยานต่อพระนามของพระเจ้านั้นไม่ใช่สิ่งที่เจ้าคิด—ว่าทั้งหมดจะสัมฤทธิ์ผลตราบเท่าที่พระเจ้าทรงปฏิบัติพระราชกิจ ถึงตอนนั้นแล้ว เจ้าอาจถูกทำให้งงงันด้วยคำถามบางอย่าง และจากนั้นเจ้าก็จะตกตะลึงจนพูดไม่ออก สิ่งสำคัญคือเจ้ามีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับพระราชกิจระยะนี้หรือไม่ และจริง ๆ แล้วเจ้ารู้เกี่ยวกับพระราชกิจระยะนี้มากเพียงใด? หากเจ้าไม่สามารถเอาชนะอิทธิพลของศัตรูหรือทำให้อิทธิพลของศาสนาพ่ายแพ้ได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่ไร้ค่าหรือ? เจ้าได้รับประสบการณ์ของพระราชกิจของวันนี้ ได้มองเห็นพระราชกิจนั้นด้วยตาของเจ้าเอง และได้ยินพระราชกิจนั้นด้วยหูของเจ้าเองแล้ว แต่หากในท้ายที่สุดเจ้าไม่สามารถเป็นพยานได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าจะยังคงมีความอวดดีที่จะใช้ชีวิตต่อไปหรือ? เจ้าจะสามารถเผชิญหน้ากับใครได้? จงอย่าจินตนาการว่ามันจะง่ายเช่นนั้น พระราชกิจในภายภาคหน้าจะไม่ง่ายเหมือนกับที่เจ้าจินตนาการไว้ การต่อสู้ในสงครามแห่งความจริงไม่ง่ายเช่นนั้น ไม่ตรงไปตรงมาเช่นนั้น ตอนนี้ เจ้าต้องเตรียมตัวให้พร้อม หากเจ้าไม่พร้อมไปด้วยความจริง เมื่อเวลานั้นมาถึงและพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ทรงปฏิบัติงานในลักษณะที่เกินธรรมชาติ เจ้าจะย่อมทำอะไรไม่ถูก

ตัดตอนมาจาก “พวกเจ้าต้องเข้าใจพระราชกิจ—อย่าติดตามอย่างสับสน!” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

เชิงอรรถ:

ก. ข้อความดั้งเดิมไม่มีคำว่า “พระองค์”

ข. ข้อความดั้งเดิมไม่มีคำว่า “ความจริง”

ก่อนหน้า: การเข้าสู่ชีวิต 1

ถัดไป: การเข้าสู่ชีวิต 3

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

การฟื้นคืนชีวิตที่ปกติของมนุษย์และการนำมนุษย์ไปสู่บั้นปลายอันน่าอัศจรรย์

มนุษย์มีความเข้าใจน้อยนิดเกี่ยวกับพระราชกิจของวันนี้และพระราชกิจแห่งอนาคต แต่เขาไม่เข้าใจบั้นปลายซึ่งมวลมนุษย์จะเข้าสู่...

มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจำเป็นต้องมีความรอดจากพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์มากกว่า

พระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพราะเป้าหมายแห่งพระราชกิจของพระองค์มิใช่วิญญาณของซาตาน หรือสิ่งที่ไม่มีตัวตนใดๆ แต่คือมนุษย์...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

สารบัญ

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้