พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

ผลลัพธ์ 0 รายการ

ไม่พบผลลัพธ์

การเข้าสู่ชีวิต 1

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 374

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระเศียรแห่งสรรพสิ่งทั้งปวง ทรงใช้ฤทธานุภาพเยี่ยงราชาของพระองค์จากพระบัลลังก์ของพระองค์ พระองค์ทรงปกครองเหนือจักรวาลและสรรพสิ่งทั้งปวง และพระองค์กำลังทรงนำพวกเราบนทั่วทั้งแผ่นดินโลก พวกเราจะอยู่ใกล้ชิดพระองค์ทุกชั่วขณะ และมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ในความนิ่งสงบ ไม่มีวันพลาดเลยแม้ชั่วขณะเดียว และพร้อมด้วยบทเรียนสำหรับพวกเราที่จะเรียนรู้ตลอดเวลา ทุกสิ่งทุกอย่าง จากสภาพแวดล้อมรอบตัวผู้คน กิจธุระต่างๆ และสิ่งต่างๆ ล้วนดำรงอยู่ด้วยการอนุญาตของพระบัลลังก์ของพระองค์ทั้งสิ้น จงอย่าปล่อยให้ความคับข้องใจเกิดขึ้นในหัวใจของเจ้าด้วยประการใดๆ หาไม่แล้วพระเจ้าจะไม่ทรงประทานพระคุณแก่เจ้า เมื่ออาการป่วยบังเกิดขึ้น นี่คือความรักของพระเจ้า และเจตนารมณ์ที่เมตตาของพระเจ้าจะถูกเก็บงำไว้ภายในอย่างแน่นอน แม้ว่าร่างกายของเจ้าอาจก้าวผ่านความทุกข์บ้าง ก็จงอย่าสนุกสนานกับแนวคิดต่างๆ จากซาตาน จงสรรเสริญพระเจ้าในท่ามกลางโรคภัยไข้เจ็บ และชื่นชมพระเจ้าในท่ามกลางการสรรเสริญของเจ้า จงอย่าใจเสียเมื่อเผชิญกับโรคภัยไข้เจ็บ จงหมั่นแสวงหาครั้งแล้วครั้งเล่า และจงอย่ายอมแพ้ และพระเจ้าจะทรงให้ความกระจ่างแก่เจ้าด้วยความสว่างของพระองค์ ความเชื่อของโยบเป็นเช่นไร? พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงเป็นแพทย์ผู้ทรงฤทธานุภาพโดยสมบูรณ์! การพักพิงอยู่ในอาการป่วยคือการเจ็บป่วย แต่การพักพิงอยู่ในจิตวิญญาณคือการมีสุขภาพดี ตราบใดที่เจ้ายังคงมีลมหายใจ พระเจ้าจะไม่ทรงปล่อยให้เจ้าตาย

พวกเรามีพระชนม์ชีพของพระคริสต์ที่ทรงคืนพระชนม์ภายในพวกเรา พวกเราขาดความเชื่อในการทรงสถิตของพระเจ้าอย่างปฏิเสธไม่ได้เลย กล่าวคือ พวกเราปรารถนาว่าพระเจ้าจะทรงใส่ความเชื่อที่แท้จริงไว้ภายในพวกเรา พระวจนะของพระเจ้าช่างอ่อนหวานโดยแท้! พระวจนะของพระเจ้าเป็นยาที่ออกฤทธิ์แรง! พระวจนะของพระเจ้าทำให้พวกปีศาจและซาตานอับอาย! การจับความเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าให้การสนับสนุนแก่พวกเรา พระวจนะของพระองค์กระทำการโดยเร็วเพื่อช่วยหัวใจของพวกเราให้รอด! พระวจนะของพระองค์ขจัดสิ่งต่างๆ ทั้งหมดออกไป และทำให้ทุกสรรพสิ่งตั้งอยู่ในความสงบนิ่ง ความเชื่อเป็นเหมือนสะพานไม้ซุงท่อนเดียว กล่าวคือ พวกที่ยึดไว้ด้วยชีวิตอย่างน่าสังเวชใจจะประสบความลำบากยากเย็นในการข้ามสะพานนั้นไป แต่บรรดาผู้ที่พร้อมจะสละตัวพวกเขาเองจะสามารถผ่านไปได้ ด้วยเท้าที่มั่นคงและปราศจากความกังวล หากว่ามนุษย์เก็บงำความคิดที่ขลาดกลัวและเกรงกลัว มันก็เป็นเพราะซาตานได้หลอกพวกเขา ด้วยกลัวว่าพวกเราจะข้ามสะพานแห่งความเชื่อเพื่อเข้าสู่พระเจ้า ซาตานกำลังพยายามทุกหนทางที่เป็นไปได้เพื่อส่งความคิดของมันให้กับพวกเรา พวกเราควรอธิษฐานทุกชั่วขณะเพื่อให้พระเจ้าทรงมอบความกระจ่างแก่พวกเราด้วยความสว่างของพระองค์ ควรพึ่งพาพระเจ้าทุกชั่วขณะให้ทรงลบล้างพิษของซาตานจากภายในตัวพวกเรา ควรปฏิบัติภายในจิตวิญญาณของพวกเราทุกชั่วขณะถึงวิธีที่จะเข้ามาใกล้ชิดพระเจ้า และปล่อยให้พระเจ้าทรงมีอำนาจครอบครองการเป็นอยู่ทั้งหมดทั้งปวงของพวกเรา

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 6” ของ พระดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 375

การเพิ่มขึ้นของสภาพแวดล้อมรอบตัวเราเร่งการล่าถอยของเราเข้าไปในจิตวิญญาณ จงอย่าปฏิบัติตนด้วยหัวใจที่แข็งกระด้าง โดยเพิกเฉยต่อการที่พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงห่วงใยหรือไม่ และจงอย่าพยายามทำตัวเป็นคนฉลาด จงอย่าชะล่าใจและพึงพอใจในตนเองหรือสร้างความยากลำบากให้ตัวเจ้าเองมากเกินไป สิ่งเดียวที่ต้องทำคือการนมัสการพระเจ้าในจิตวิญญาณและในความจริง เจ้าไม่อาจทิ้งพระวจนะของพระเจ้าไว้ข้างหลังหรือเอาหูทวนลมต่อพระวจนะเหล่านั้น เจ้าต้องเข้าใจพระวจนะเหล่านั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน จงอ่านบทอธิษฐานของเจ้าทวนซ้ำ และจับใจความชีวิตภายในพระวจนะ จงอย่าเข้าร่วมในความเปล่าประโยชน์โดยการกินพระวจนะเหล่านั้นอย่างตะกละโดยที่ไม่ให้เวลากับตัวเองเพื่อย่อยพระวจนะเหล่านั้น เจ้าพึ่งพระวจนะของพระเจ้าในทุกสิ่งที่เจ้าทำหรือไม่? จงอย่าคุยโอ้อวดเหมือนเด็ก แล้วทำให้ทั้งหมดตกอยู่ในความยุ่งเหยิงทุกครั้งที่เกิดปัญหาขึ้นอย่างไม่คาดคิด เจ้าต้องใช้จิตวิญญาณของเจ้าทุกชั่วโมงของทุกวัน จงอย่าผ่อนคลายแม้ชั่วขณะ เจ้าต้องมีจิตใจที่กระตือรือร้น ไม่สำคัญว่าเจ้าอาจเผชิญกับใครหรืออะไร หากเจ้าอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เจ้าจะมีเส้นทางที่จะติดตาม เจ้าต้องกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าทุกวัน ทำความเข้าใจกับความหมายของพระวจนะโดยที่ไม่ละเลย ใช้ความพยายามให้มากขึ้น จริงจังกับเรื่องต่าง ๆ จนถึงรายละเอียดสุดท้ายจริง ๆ และเตรียมตัวเจ้าเองให้มีความจริงสมบูรณ์ เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดในน้ำพระทัยของพระเจ้า เจ้าต้องขยายขอบเขตของประสบการณ์ของเจ้าและมุ่งเน้นไปที่การได้รับประสบการณ์จากพระวจนะของพระเจ้า โดยผ่านทางประสบการณ์ เจ้าจะสามารถมั่นใจได้มากขึ้นเกี่ยวกับพระเจ้า หากปราศจากประสบการณ์ การกล่าวอ้างว่ามีความมั่นใจในพระองค์ก็เป็นเพียงคำพูดที่ว่างเปล่าชุดหนึ่ง เราต้องสมองใส! จงตื่นขึ้นเถิด! จงอย่าย่อหย่อนอีกต่อไป หากเจ้าจัดการกับสิ่งต่าง ๆ แบบหละหลวม ไม่เพียรพยายามเพื่อความก้าวหน้า เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมเป็นคนมืดบอดมากจริง ๆ เจ้าต้องมุ่งเน้นไปที่พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ สดับตรับฟังพระสุรเสียงของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เงี่ยหูฟังพระวจนะของพระเจ้า หวงแหนเวลาที่เจ้ามีเหลืออยู่ และยอมจ่ายราคาที่แพง ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม เมื่อเจ้ามีเหล็กกล้า จงใช้มันอย่างมีประสิทธิภาพ—เพื่อให้ได้ใบมีดที่แข็งแกร่ง จงยึดมั่นในสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง และมุ่งเน้นไปที่การนำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติ หากเจ้าได้ละทิ้งพระวจนะของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วไม่สำคัญว่าภายนอกเจ้าจะทำได้ดีเพียงใด ทั้งหมดจะไม่เกิดประโยชน์อันใด การปฏิบัติโดยเพียงการพูดสนับสนุนนั้นไม่เป็นที่ยอมรับของพระเจ้า การเปลี่ยนแปลงต้องมาจากพฤติกรรม อุปนิสัย ความเชื่อ ความกล้าหาญ และวิจารณญาณของเจ้า

เวลาใกล้เข้ามาแล้ว! แม้แต่สิ่งที่ดีที่สุดในโลกนี้ก็จะต้องถูกทิ้งขว้าง ความยากลำบากหรืออันตรายไม่ว่าในปริมาณใด ๆ ก็ไม่สามารถทำให้เราวิตกกังวลหรือทำให้เรารู้สึกท่วมท้นได้ แม้ว่าท้องฟ้าจะร่วงลงมา หากไม่มีปณิธานแบบนี้ มันจะเป็นการยากเกินไปจริง ๆ ที่เจ้าจะกลายเป็นใครก็ตามที่มีความสำคัญ พวกที่ใจเสาะและพวกที่ยึดติดในชีวิตอย่างขลาดกลัว ไม่คู่ควรแก่การยืนเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงภาคปฏิบัติ ไม่สำคัญว่าพวกเราจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์เพียงใด พระองค์จะยังคงทรงเมตตาสงสารพวกเรา พระหัตถ์ของพระองค์จะช่วยพวกเราให้รอดอย่างแน่นอน และพระองค์จะยังคงทรงทำให้พวกเราครบบริบูรณ์ ตราบเท่าที่พวกเรายังมีหัวใจที่ต้องการพระเจ้าอย่างแท้จริง ตราบเท่าที่พวกเรายังติดตามอย่างใกล้ชิดและไม่กลับกลายเป็นท้อแท้ และตราบเท่าที่พวกเรายังแสวงหาด้วยสำนึกรับรู้ถึงความเร่งด่วน พระองค์จะไม่ทรงปฏิบัติต่อไม่ว่าใครก็ตามในบรรดาพวกเราอย่างไม่ยุติธรรมแน่นอน พระองค์จะทรงชดเชยสิ่งที่พวกเราขาดไปให้กับพวกเราอย่างแน่นอน และพระองค์จะทรงทำให้พวกเราพึงพอใจ ทั้งหมดนี้คือความใจดีมีเมตตาของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

หากมีคนตะกรุมตะกรามและเกียจคร้าน ใช้ชีวิตตัวเองให้อิ่มท้องอยู่เสมอ และไม่แยแสต่อทุกสิ่งทุกอย่าง พวกเขาจะพบว่ามันยากที่จะหลีกเลี่ยงการทนทุกข์ทรมานจากการสูญเสีย พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงอยู่เหนือทุกสรรพสิ่งและเหตุการณ์ทั้งปวง! ตราบเท่าที่พวกเรายังเคารพนับถือพระองค์ในหัวใจของพวกเราตลอดเวลาและเข้าสู่วิญญาณและสามัคคีธรรมกับพระองค์ พระองค์จะทรงแสดงให้พวกเราเห็นทุกสิ่งที่พวกเราแสวงหา และน้ำพระทัยของพระองค์จะได้รับการเปิดเผยต่อพวกเราแน่นอน เช่นนั้นแล้วจิตใจของพวกเราจะมีความชื่นบานและสันติสุข มั่นคงด้วยความชัดเจนสมบูรณ์ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องสามารถปฏิบัติตนโดยสอดคล้องกับพระวจนะของพระองค์ เพียงความสามารถในการจับใจความน้ำพระทัยของพระองค์และในการใช้ชีวิตโดยอาศัยพระวจนะของพระองค์ก็ถือเป็นประสบการณ์ที่แท้จริงแล้ว

เฉพาะเมื่อพวกเราเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าแล้วเท่านั้น ความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้าจึงจะสามารถเข้าไปอยู่ในตัวพวกเราและกลายเป็นชีวิตของพวกเราได้ หากไม่มีประสบการณ์ภาคปฏิบัติ เจ้าจะสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้าได้อย่างไร? หากเจ้าไม่สามารถรับพระวจนะของพระเจ้าเป็นชีวิตของเจ้า เช่นนั้นแล้วอุปนิสัยของเจ้าก็จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์กำลังคืบหน้าไปอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด! หากเจ้าไม่ได้ติดตามอย่างใกล้ชิดและได้รับการฝึกอบรม ก็จะเป็นการยากที่เจ้าจะก้าวทันจังหวะของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในขณะที่พระองค์ทรงทะยานไปข้างหน้า จงเร่งรีบและก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคน ด้วยเกรงว่าเจ้าจะถูกซาตานเหยียบย่ำอยู่ใต้เท้าและเข้าไปสู่บึงไฟและกำมะถันซึ่งไม่มีทางหนีรอดจากที่นั่นได้ บัดนี้จงไปเถิด และจงแสวงหาให้ดีเท่าที่เจ้าจะทำได้ เพื่อที่เจ้าจะได้ไม่ถูกทิ้งขว้าง

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 7” ของ พระดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 377

เจ้าไม่ควรกลัวสิ่งนั้นสิ่งนี้ ไม่สำคัญว่าเจ้าอาจเผชิญความยากลำบากและภยันตรายมากเพียงใด เจ้าสามารถจะยังคงมั่นคงอยู่ต่อหน้าเราได้ โดยไร้อุปสรรคใด ๆ กีดขวาง เพื่อที่ความตั้งใจของเราจะถูกดำเนินการขึ้นโดยไม่มีสิ่งใดขวางกั้น นี่คือหน้าที่ของเจ้า หาไม่แล้ว เราจะนำความพิโรธมาสู่เจ้า และด้วยมือของเรา เราจะ…แล้วเจ้าจะทนทรมานกับความทุกข์ใจอันไม่สิ้นสุด เจ้าจะต้องทนฝ่าสิ่งทั้งสิ้นเพื่อเรา เจ้าจะต้องละทิ้งทุก ๆ สิ่งที่เจ้าครอบครอง และทำทุกอย่างที่เจ้าทำได้เพื่อติดตามเรา ไม่ว่าจะต้องจ่ายราคามากเท่าใดก็ตาม บัดนี้เป็นเวลาที่เราจะทดสอบเจ้า เจ้าจะมอบความรักภักดีแก่เราหรือไม่? เจ้าสามารถติดตามเราอย่างรักภักดีไปจนสุดทางได้หรือไม่? จงอย่ากลัวเลย ด้วยการสนับสนุนของเรา ใครเล่าจะสามารถขวางกั้นถนนสายนี้ได้? จงจำไว้! จงอย่าลืม! ทั้งหมดที่เกิดขึ้นล้วนมาจากเจตนารมณ์ที่ดีของเราทั้งสิ้น และทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอยู่ในการเฝ้าสังเกตของเราทั้งสิ้น เจ้าสามารถทำตามถ้อยคำของเราในทุก ๆ สิ่งที่เจ้าพูดและทำได้หรือไม่? เมื่อการทดสอบด้วยไฟมาถึงเจ้า เจ้าจะคุกเข่าลงและร้องเรียกให้ช่วยหรือไม่? หรือว่าเจ้าจะขลาดกลัว และไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้?

เจ้าต้องมีความกล้าหาญของเราภายในตัวเจ้า และเจ้าต้องมีหลักการยามที่เจ้าเผชิญหน้ากับบรรดาญาติที่ไม่เชื่อ อย่างไรก็ตาม เพื่อเห็นแก่เรา เจ้าต้องไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจมืดใด ๆ เช่นกัน จงวางใจในสติปัญญาของเราที่จะเดินไปตามหนทางที่สมบูรณ์แบบ จงอย่ายอมให้แผนประทุษกรรมใด ๆ ของซาตานเริ่มมีผล จงใช้ความพยายามทั้งหมดที่จะนำหัวใจของเจ้ามาวางอยู่ต่อหน้าเรา และเราจะปลอบประโลมเจ้า และนำสันติสุขและความสุขมาให้เจ้า จงอย่ากระเสือกกระสนเพื่อให้ได้การยอมรับต่อหน้าคนอื่น การทำให้เราพึงพอใจไม่มีคุณค่าและน้ำหนักมากกว่าหรอกหรือ? ในการทำให้เราพึงพอใจนั้น เจ้าจะไม่เต็มล้นยิ่งขึ้นด้วยสันติสุขและความสุขนิรันดร์และตราบชั่วชีวิตหรอกหรือ? ความทุกข์ในปัจจุบันของเจ้าบ่งชี้แต่เพียงว่าพระพรในอนาคตของเจ้าจะยิ่งใหญ่เพียงใดเท่านั้น เป็นพระพรอันสุดจะพรรณนาได้ เจ้าไม่รู้ถึงความยิ่งใหญ่ของพระพรที่เจ้าจะได้รับ เจ้าไม่สามารถแม้แต่จะฝันถึงมัน ทุกวันนี้ มันกลายเป็นจริงแล้ว จริงมากยิ่งนัก! นี่อยู่ไม่ไกลเกินไป—เจ้ามองเห็นไหม? ทุก ๆ เศษเสี้ยวของการนี้อยู่ภายในเรา ถนนข้างหน้าช่างสว่างไสวเต็มที! จงเช็ดหยาดน้ำตาของเจ้า และจงอย่ารู้สึกถึงความเจ็บปวดหรือความเศร้า ทุกสรรพสิ่งล้วนถูกตระเตรียมโดยมือของเรา และเป้าหมายของเราคือการทำให้พวกเจ้าเป็นผู้พิชิตในไม่ช้า และนำพวกเจ้าสู่สง่าราศีเคียงข้างกับเรา สำหรับทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับเจ้านั้น เจ้าควรสำนึกในบุญคุณและเต็มไปด้วยคำสรรเสริญอย่างสัมพันธ์กัน ซึ่งจะทำให้เราพึงพอใจอย่างลึกล้ำ

ชีวิตที่อยู่เหนือกว่าแห่งพระคริสต์ได้ปรากฏแล้ว ไม่มีสิ่งใดที่เจ้าจะต้องกลัว ซาตานอยู่ใต้ฝ่าเท้าของพวกเรา และเวลาของพวกมันจะไม่ยืดยาวไปกว่านี้อีก จงตื่นขึ้นเถิด! จงละทิ้งโลกแห่งตัณหาราคะ จงปลดปล่อยตัวเจ้าจากหุบเหวลึกแห่งความตาย! จงรักภักดีต่อเราไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม และก้าวต่อไปด้วยความกล้าหาญ เราเป็นศิลาอันแข็งแกร่งของเจ้า ฉะนั้นจงวางใจในเราเถิด!

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 10” ของ พระดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 378

หากเจ้ามีอุปนิสัยที่ไม่มั่นคง พัดไปทางโน้นทางนี้ประหนึ่งกระแสลมและสายฝน และหากเจ้าไม่สามารถผลักดันไปข้างหน้าได้อย่างสม่ำเสมอด้วยพลังทั้งหมดของเจ้าเอง ไม้เรียวของเราจะไม่มีวันอยู่ไกลจากเจ้า ตอนที่เจ้ากำลังถูกจัดการอยู่นั้น ยิ่งสภาพแวดล้อมทุกข์ยากมากขึ้น และยิ่งเจ้าถูกข่มเหงมากขึ้น ความรักที่เจ้ามีต่อพระเจ้าก็จะยิ่งกลับกลายเป็นมากขึ้น และเจ้าจะหยุดเกาะติดกับโลกนี้ ครั้นปราศจากทางเลือกอื่นข้างหน้า เจ้าจึงจะมาหาเราเพื่อได้คืนความแข็งแกร่งและความมั่นใจของเจ้า อย่างไรก็ตาม ในสภาพแวดล้อมที่ง่ายดายขึ้น เจ้าก็จะดั้นด้นผิดบ้างถูกบ้างไปตลอดทาง เจ้าต้องเข้าสู่จากด้านที่เป็นบวก จงกระตือรือร้นและไม่นิ่งเฉย เจ้าต้องไม่ถูกสั่นคลอนโดยผู้ใดหรือสิ่งใดในทุกสถานการณ์ และเจ้าต้องไม่ได้รับอิทธิพลจากคำพูดของผู้ใด เจ้าต้องมีอุปนิสัยอันมั่นคง ไม่สำคัญว่าผู้คนจะพูดอะไร เจ้าต้องนำสิ่งที่เจ้ารู้ว่าเป็นความจริงไปปฏิบัติในทันที เจ้าต้องมีวจนะของเราทำงานอยู่ในตัวเจ้าเสมอไม่ว่าเจ้าอาจกำลังเผชิญหน้าอยู่กับใคร นั่นคือ เจ้าต้องตั้งมั่นในคำพยานของเจ้าที่มีต่อเราและแสดงความไตร่ตรองต่อภาระของเรา เจ้าต้องไม่สับสนจนไปเห็นด้วยกับผู้คนอย่างมืดบอดโดยปราศจากแนวคิดของตัวเจ้าเอง เจ้าต้องมีความกล้าหาญที่จะยืนหยัดและคัดค้านสิ่งที่ไม่ได้มาจากเรา หากเจ้ารู้ชัดเจนว่ามีบางสิ่งผิดปกติ แต่เจ้ายังคงเก็บเงียบ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ไม่ใช่บุคคลหนึ่งซึ่งปฏิบัติความจริง หากเจ้ารู้ว่ามีบางสิ่งผิดปกติ แต่แล้วก็บิดเบือนหัวข้อไปเรื่อย และถูกซาตานกีดกั้น เป็นเหตุให้เจ้าพูดไปโดยไม่เกิดผลใด และไม่สามารถมานะบากบั่นไปจนถึงตอนจบได้ เช่นนั้นแล้ว นี่ย่อมหมายความว่าเจ้ายังคงพกพาความเกรงกลัวไว้ในหัวใจ แล้วนั่นไม่ใช่กรณีที่หัวใจของเจ้ายังคงเต็มไปด้วยแนวคิดของซาตานหรอกหรือ?

ผู้ชนะคืออะไร? ทหารที่ดีของพระคริสต์ต้องกล้าหาญและพึ่งพาเราเพื่อให้จิตวิญญาณเข้มแข็ง พวกเขาต้องต่อสู้เพื่อที่จะกลายเป็นนักรบและสู้รบกับซาตานจนถึงแก่ความตาย เจ้าต้องตื่นตัวอยู่เสมอ และนี่คือเหตุผลที่เราขอให้เจ้าร่วมมือกับเราในเชิงรุกในทุกชั่วขณะและเรียนรู้ที่จะเข้าใกล้เรามากขึ้น ในทุกเวลาและในสถานการณ์ใดๆ หากเจ้าสามารถสงบนิ่งต่อหน้าเรา ฟังวาทะของเรา และมุ่งเน้นไปที่วจนะและการกระทำของเราแล้วไซร้ เจ้าจะไม่แกว่งไกวและสูญเสียจุดยืน สิ่งใดที่เจ้าได้รับจากภายในของเรานั้นสามารถนำไปปฏิบัติได้ วจนะของเราทุกคำจะมุ่งตรงไปที่สภาวะของเจ้าและวจนะเหล่านั้นจะเสียดแทงเข้าไปในหัวใจเจ้า ต่อให้เจ้าอาจปฏิเสธวจนะเหล่านั้นด้วยวาจา แต่เจ้าไม่อาจปฏิเสธพวกมันในหัวใจเจ้าได้ ยิ่งไปกว่านั้น หากเจ้าวิเคราะห์วจนะของเรา เจ้าจะถูกพิพากษา นั่นก็คือวจนะของเราคือความจริง คือชีวิต และคือหนทาง พวกมันเป็นดาบสองคมที่คมกริบ และพวกมันสามารถทำให้ซาตานปราชัยได้ บรรดาผู้ที่เข้าใจและมีเส้นทางไปสู่การปฏิบัติตามวจนะของเราจะได้รับการอวยพร ส่วนพวกที่ไม่ปฏิบัติตามวจนะเหล่านั้นจะถูกพิพากษาอย่างไม่ต้องสงสัยเลย การนี้สัมพันธ์กับชีวิตจริงอย่างมากมายเหลือเกิน ทุกวันนี้ แนวข่ายของผู้ที่เราพิพากษานั้นกว้างขึ้น ไม่เพียงแต่คนที่รู้จักเราเท่านั้นที่จะถูกพิพากษาต่อหน้าเรา แต่พวกที่ไม่เชื่อในเราและผู้ที่พยายามอย่างที่สุดที่จะต้านทานและขัดขวางพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะถูกพิพากษาเช่นกัน บรรดาผู้ที่อยู่ต่อหน้าเราทุกคน ซึ่งกำลังติดตามย่างก้าวของเราจะประจักษ์ว่าพระเจ้าทรงเป็นเพลิงอันเดือดดาล! พระเจ้าทรงพระบารมี! พระเจ้ากำลังนำการพิพากษาของพระองค์มาใช้และตัดสินโทษให้พวกเขาถึงแก่ความตาย พวกในคริสตจักรซึ่งไม่ใส่ใจที่จะติดตามพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกที่ขัดจังหวะพระราชกิจนั้น พวกที่โอ้อวด พวกที่มีเจตนาและเป้าหมายที่ไม่ถูกต้อง พวกที่ไม่ได้ใช้ความพยายามในการกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้า ผู้ซึ่งยังงุนงงสับสนและยังคงเคลือบแคลงใจ พินิจพิเคราะห์พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์—พระวจนะแห่งการพิพากษาจะมาถึงคนพวกนี้ได้ทุกเวลา การกระทำของทุกคนจะถูกเปิดเผย พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงค้นหาหัวใจที่อยู่ด้านในสุดของผู้คน ดังนั้นจงอย่าประมาท จงรอบคอบและระมัดระวัง อย่ากระทำด้วยตนเองโดยสุ่มสี่สุ่มห้า หากการกระทำของเจ้าไม่เป็นไปในแนวเดียวกับวจนะของเราแล้วไซร้ เจ้าย่อมจะถูกพิพากษา การเลียนแบบ การแสร้งตบตา หรือการไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้นั้นเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ เจ้าต้องมาอยู่ต่อหน้าเราและสื่อสารกับเราให้บ่อย

สิ่งใดก็ตามที่เจ้าได้จากภายในตัวเรานั้น จะให้เส้นทางสู่การปฏิบัติแก่เจ้า เจ้าจะมีพลังอำนาจของเราเคียงคู่ไป มีตัวเราอยู่ด้วย และเดินอยู่ในวจนะของเราเสมอ เจ้าจะอยู่เหนือพ้นทุกสิ่งทางโลกและครองพลังอำนาจในการฟื้นคืนชีพ หากเจ้าไม่มีวจนะของเราและตัวเราอยู่ด้วยในทั้งคำพูด พฤติกรรม และการกระทำของเจ้า และหากเจ้าออกห่างจากเราและมีชีวิตอยู่กับตัวเอง จมอยู่ในความรู้สึกนึกคิดซึ่งเป็นมโนคติที่หลงผิด และในคำสอนและกฎเกณฑ์ต่างๆ นั่นจะเป็นข้อพิสูจน์ว่าเจ้าได้ตั้งใจจะกระทำบาป กล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า เจ้ายังคงยึดมั่นกับตัวตนเดิมของเจ้า ไม่ยินยอมให้ผู้อื่นมาทำอันตรายต่อตัวเจ้า หรือทำลายดวงจิตของเจ้าแม้เพียงเล็กน้อย ผู้คนที่กระทำเยี่ยงนี้เป็นพวกที่มีขีดความสามารถต่ำสุดขั้วและค่อนข้างเหลวไหลไร้สาระ พวกเขาไม่สามารถมองเห็นพระคุณของพระเจ้าหรือระลึกรู้ถึงพระพรต่างๆ ของพระองค์ หากเจ้ายังคงประพฤติตนหลีกเลี่ยงเช่นนี้ แล้วเมื่อใดหรือ ที่เจ้าจะสามารถยอมให้เราทำงานภายในตัวเจ้าได้? หลังจากที่เรากล่าวจบ เจ้าก็ได้รับฟังไปแล้ว แต่ไม่ได้เก็บรักษาอะไรไว้เลย และเจ้าก็กลับกลายเป็นอ่อนแอเป็นพิเศษ เมื่อใดก็ตามที่ปัญหาของเจ้าถูกชี้ชัดออกมาอย่างจริงจัง นั่นเป็นวุฒิภาวะประเภทใดกัน? เมื่อใดเล่าที่เราจะสามารถทำให้เจ้าครบบริบูรณ์ได้ ถ้าจำเป็นต้องหว่านล้อมเจ้าอยู่เสมอ? หากเจ้ากลัวการกระทบกระแทกและรอยขัดสี เจ้าก็ควรรีบออกไปเตือนผู้อื่น “ฉันจะไม่ยอมให้ผู้ใดมาจัดการกับฉัน ฉันสามารถกำจัดอุปนิสัยที่เป็นธรรมชาติเดิมของฉันได้ด้วยตัวเอง” เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็จะไม่มีผู้ใดมาวิจารณ์เจ้าหรือแตะต้องเจ้า และเจ้าจะมีอิสระที่จะเชื่อในหนทางใดก็ตามแต่เจ้าปรารถนา โดยไม่มีผู้ใดมาใส่ใจเจ้าเลย เจ้าสามารถติดตามย่างก้าวของเราแบบนี้ได้หรือ? การกล่าวอ้างว่า เจ้ามั่นใจว่าเราเป็นพระเจ้าของเจ้า และเป็นพระผู้เป็นเจ้าของเจ้านั้นไม่ใช่สิ่งใดเลยนอกจากลมปาก หากเจ้าได้ปราศจากความสงสัยอย่างแท้จริงแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็คงจะไม่เป็นปัญหาเลย และเจ้าก็คงจะเชื่อว่านั่นเป็นความรักและพระพรของพระเจ้าที่มาถึงเจ้า ยามที่เราพูด ก็คือพูดกับบุตรทั้งหลายของเราหรอกนะ และวจนะของเราก็ควรได้พบกับคำขอบคุณและการสรรเสริญ

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 12” ของ พระดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 379

ผู้คนทุกวันนี้ไม่สามารถที่จะปล่อยวางตัวพวกเขาเอง พวกเขาคิดเสมอว่าพวกเขาถูก พวกเขาติดอยู่ในโลกใบเล็กๆ ของพวกเขาเอง และพวกเขาไม่ใช่บุคคลประเภทที่ถูกต้อง พวกเขามีเจตนาและวัตถุประสงค์ที่ผิด และหากพวกเขาพากเพียรในสิ่งเหล่านี้ เช่นนั้นแล้ว พวกเขาจะถูกพิพากษาอย่างแน่นอน และในกรณีที่ร้ายแรง พวกเขาจะถูกกำจัด เจ้าต้องใส่ความพยายามลงไปในการดำรงสามัคคีธรรมกับเราอย่างต่อเนื่องให้มากขึ้น และไม่ใช่เพียงสามัคคีธรรมกับใครก็ได้ที่เจ้าต้องการ เจ้าต้องมีความเข้าใจในผู้คนที่เจ้าสามัคคีธรรมด้วย และเจ้าต้องสามัคคีธรรมเกี่ยวกับสาระฝ่ายวิญญาณในชีวิต เมื่อนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะสามารถจัดหาชีวิตให้แก่คนอื่นๆ และชดเชยความบกพร่องของพวกเขาได้ เจ้าไม่ควรคุยกับพวกเขาด้วยน้ำเสียงสั่งสอน โดยพื้นฐานแล้ว นั่นเป็นสถานภาพอันผิดที่จะมี ในสามัคคีธรรม เจ้าต้องมีความเข้าใจในสาระฝ่ายวิญญาณ เจ้าต้องมีปัญญา และเจ้าต้องสามารถเข้าใจสิ่งที่อยู่ในหัวใจของผู้คน หากเจ้าจะรับใช้คนอื่นๆ เช่นนั้นแล้วเจ้าต้องเป็นบุคคลประเภทที่ถูกต้อง และเจ้าต้องสามัคคีธรรมด้วยทั้งหมดทั้งมวลที่เจ้ามี

บัดนี้สิ่งสำคัญยิ่งคือการที่เจ้าสามารถสามัคคีธรรมกับเรา สื่อสารกับเราอย่างใกล้ชิด กินและดื่มด้วยตัวเจ้าเอง และมาใกล้ชิดกับพระเจ้า เจ้าต้องมาเข้าใจสาระฝ่ายวิญญาณให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และเจ้าต้องสามารถหยั่งลึกสภาพแวดล้อมของเจ้ากับสิ่งที่ได้ถูกจัดการเตรียมการไว้ในภาวะแวดล้อมของเจ้าอย่างชัดเจน เจ้าสามารถเข้าใจสิ่งที่เราเป็นไหม? มันสำคัญยิ่งที่เจ้ากินและดื่มโดยยึดสิ่งที่เจ้าขาดเป็นหลัก และใช้ชีวิตตามวจนะของเรา! จงดูมือของเราให้ออก และอย่าบ่น หากเจ้าบ่นและหนีจากไป เจ้าอาจสูญเสียโอกาสที่จะได้รับพระคุณของพระเจ้า จงเริ่มต้นด้วยการเข้ามาใกล้ชิดเรา กล่าวคือ อะไรบ้างที่เจ้ายังขาด และเจ้าควรมาใกล้ชิดเราและเข้าใจหัวใจของเราอย่างไร? เป็นการยากสำหรับผู้คนที่จะมาใกล้ชิดเรา เพราะพวกเขาไม่สามารถปล่อยวางตัวเองได้ อุปนิสัยของพวกเขาคลอนแคลนอยู่เสมอ กลับไปกลับมาเป็นนิจ และชั่วขณะที่พวกเขาลิ้มรสแห่งความหอมหวานเข้าสักหน่อย ผู้คนเหล่านี้ก็กลายเป็นถือดีและหลงตัวเอง ผู้คนบางคนยังไม่ได้ตื่นรู้ สิ่งที่เจ้ากล่าวแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่เจ้าเป็นสักเท่าใด? เป็นการป้องกันตัวเท่าใด เป็นการเลียนแบบคนอื่นๆ เท่าใด และเป็นการทำตามกฎเกณฑ์เท่าใด? เหตุผลที่เจ้าไม่สามารถจับความหรือเข้าใจในพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ก็คือ เจ้าไม่รู้วิธีเข้ามาใกล้ชิดเรา ภายนอก เจ้าไตร่ตรองสิ่งทั้งหลายอยู่เสมอ พึ่งพามโนคติอันหลงผิดของตนเองและของจิตใจเจ้า เจ้าค้นคว้าและมีส่วนร่วมอย่างลับๆ ในอุบายเล็กๆ น้อยๆ และเจ้าไม่สามารถแม้แต่จะนำอุบายเหล่านั้นออกมาในที่เปิดเผย นี่แสดงว่าเจ้าไม่เข้าใจพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างแท้จริง หากเจ้ารู้อย่างแท้จริงว่า บางสิ่งบางอย่างไม่ได้มาจากพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว เหตุใดเจ้าจึงกลัวที่จะยืนขึ้นและละทิ้งมัน? มีกี่คนได้สามารถยืนขึ้นและพูดเพื่อเรา? เจ้าขาดกำลังแห่งลักษณะนิสัยที่บุตรชายมีแม้เพียงส่วนน้อยนิด

จุดประสงค์ของทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกจัดการเตรียมการไว้ในปัจจุบันก็คือเพื่อฝึกฝนพวกเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าอาจจะเติบโตในชีวิตของพวกเจ้า เพื่อทำให้วิญญาณของพวกเจ้าหลักแหลมและคมกล้า และเพื่อเปิดดวงตาฝ่ายวิญญาณของพวกเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าจะดูออกว่าสิ่งใดมาจากพระเจ้า สิ่งที่มาจากพระเจ้าทำให้เจ้าสามารถรับใช้ด้วยความสามารถและภาระ และแน่วแน่ในวิญญาณ สรรพสิ่งทั้งปวงที่ไม่ได้มาจากเราล้วนว่างเปล่า พวกมันไม่ได้ให้สิ่งใดแก่เจ้า ยังผลให้วิญญาณของเจ้าจ่อมจมและและทำให้เจ้าสูญเสียความเชื่อของเจ้า ทั้งยังเพิ่มระยะทางระหว่างเจ้ากับเรา ดักจับเจ้าไว้ในจิตใจของเจ้าเอง บัดนี้เมื่อเจ้าใช้ชีวิตอยู่ในวิญญาณ เจ้าสามารถอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่างในโลกโลกียะ แต่การใช้ชีวิตอยู่ในจิตใจของเจ้าคือการถูกซาตานทำให้หลงเชื่อ นี่คือทางตัน มันง่ายมากในตอนนี้ กล่าวคือ จงเฝ้ามองเราด้วยหัวใจของเจ้า และวิญญาณของเจ้าจะเติบโตแข็งแรงในทันที เจ้าจะมีเส้นทางที่จะปฏิบัติ และเราจะนำทางทุกย่างก้าวของเจ้า วจนะของเราจะถูกเผยแก่เจ้าตลอดเวลาและในทุกหนแห่ง ไม่ว่าที่ใดหรือเมื่อใด หรือไม่ว่าสภาพแวดล้อมจะส่งผลร้ายขนาดไหน เราจะทำให้เจ้ามองเห็นอย่างชัดเจน และหัวใจของเราจะถูกเผยแก่เจ้าหากเจ้ามองมาที่เราด้วยหัวใจของเจ้า ในลักษณะนี้เจ้าจะวิ่งตรงไปข้างหน้าตามถนนสายนี้ และไม่มีวันสูญเสียวิถีของเจ้า ดูภายนอก ผู้คนบางคนพยายามที่จะคลำทางไปข้างหน้าอย่างช้าๆ แต่กลับไม่เคยทำเช่นนั้นจากภายในวิญญาณของพวกเขา บ่อยครั้งพวกเขาไม่สามารถจับความเข้าใจในพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เมื่อพวกเขาสามัคคีธรรมกับคนอื่นๆ พวกเขาก็มีแต่ยิ่งสับสนมากขึ้น ไร้เส้นทางที่จะปฏิบัติตาม และไม่รู้ว่าจะทำสิ่งใด ผู้คนเหล่านี้ไม่รู้ว่าอะไรทำให้พวกเขาไม่สบาย พวกเขาอาจจะมีสิ่งต่างๆ มากมาย และพวกเขาอาจดูเหมือนสมหวังอยู่ภายใน แต่นั่นมีประโยชน์อะไรไหม? เจ้ามีเส้นทางที่จะปฏิบัติตามจริงๆ หรือ? เจ้ามีความกระจ่างหรือความรู้แจ้งใดๆ ไหม? เจ้ามีความรู้ความเข้าใจเชิงลึกใหม่ๆ บ้างไหม? เจ้าได้เดินหน้าหรือเจ้าได้ถอยหลัง? เจ้าสามารถตามทันความสว่างใหม่ไหม? เจ้าไม่มีการนบนอบ การนบนอบที่เจ้ากล่าวถึงบ่อยๆ ไม่ใช่สิ่งใดเลยนอกจากการพูดเท่านั้น เจ้าได้มีชีวิตที่เชื่อฟังแล้วหรือยัง?

อุปสรรคที่เกิดจากความคิดว่าตนเองถูกเสมอ ความลำพองใจ ความหลงตัวเอง และความหยิ่งยโสของผู้คนนั้นใหญ่โตขนาดไหน? ใครควรถูกตำหนิเมื่อเจ้าไม่สามารถเข้าสู่ความเป็นจริงได้? เจ้าควรตรวจสอบตัวเจ้าเองอย่างรอบคอบเพื่อให้มองเห็นว่าเจ้าเป็นบุคคลที่ถูกต้องหรือไม่ เป้าหมายและเจตนาทั้งหลายของเจ้าเกิดขึ้นโดยมีเราอยู่ในจิตใจไหม? คำพูดและการกระทำทั้งปวงของเจ้าถูกกล่าวและกระทำต่อหน้าเราไหม? เราตรวจสอบความคิดและแนวคิดทั้งปวงของเจ้า เจ้าไม่รู้สึกผิดเลยหรือ? เจ้าสวมฉากหน้าอันเป็นเท็จให้คนอื่นๆ เห็น และเจ้าแสร้งทำอย่างสงบว่าตนนั้นถูกเสมอ เจ้าทำการนี้เพื่อกำบังตัวเจ้าเอง เจ้าทำการนี้เพื่อปกปิดความชั่วของเจ้า และเจ้าถึงกับคิดหาหนทางที่จะผลักความชั่วนั้นไปให้คนอื่น การทรยศแบบไหนกันที่อยู่อาศัยในหัวใจของเจ้า! จงคิดถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าได้กล่าวมาแล้วสิ การที่เจ้าปกปิดซาตาน และจากนั้นก็ปล้นการกินและการดื่มไปจากพี่น้องชายและหญิงของเจ้าโดยใช้กำลัง ด้วยกลัวว่าวิญญาณของเจ้าจะมีอันตราย มันไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของเจ้าเองหรือ? เจ้ามีสิ่งใดจะกล่าวเพื่อตัวเจ้าเองไหม? เจ้าคิดหรือว่าครั้งหน้าเจ้าจะสามารถชดใช้การกินและการดื่มที่ซาตานได้ช่วงชิงไปในครานี้? ด้วยเหตุนี้ บัดนี้เจ้ามองเห็นเรื่องนี้อย่างชัดเจน นี่คือบางสิ่งบางอย่างที่เจ้าสามารถชดเชยให้หรือ? เจ้าสามารถชดใช้เวลาที่สูญเสียไปหรือ? พวกเจ้าต้องตรวจสอบตัวพวกเจ้าเองอย่างขะมักเขม้น เพื่อให้มองเห็นว่าเหตุใดจึงไม่มีการกินและการดื่มในที่ประชุมสองสามครั้งที่ผ่านมา และใครก่อให้เกิดความยากลำบากนี้ขึ้น เจ้าต้องสามัคคีธรรมทีละเรื่องจนกระทั่งมันชัดเจน หากบุคคลเช่นนี้ไม่ถูกจำกัดไว้อย่างแข็งแรง เช่นนั้นแล้วพี่น้องชายหญิงของเจ้าจะไม่เข้าใจ และจากนั้นมันก็มีแต่จะเกิดขึ้นอีก ดวงตาฝ่ายวิญญาณของเจ้าปิดอยู่ พวกเจ้ามากมายเกินไปมืดบอด! ยิ่งไปกว่านั้น พวกที่มองเห็นก็ไม่ใส่ใจในเรื่องนี้ พวกเขาไม่ลุกยืนและพูดขึ้นมา และพวกเขาก็มืดบอดเช่นกัน พวกที่มองเห็นแต่ไม่พูดขึ้นมาก็คือเป็นใบ้ มีคนมากมายในที่นี้ที่พิการ

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 13” ของ พระดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 380

ผู้คนบางคนไม่จับใจความว่าความจริงคืออะไร ชีวิตคืออะไร และวิถีคืออะไร และพวกเขาไม่เข้าใจวิญญาณ พวกเขาคำนึงถึงวจนะของเราเหมือนเป็นเพียงสูตร นี่คือตายตัวมากเกินไป พวกเขาไม่เข้าใจว่าความสำนึกคุณและการสรรเสริญที่แท้จริงคืออะไร ผู้คนบางคนไม่สามารถจับความเข้าใจในสิ่งเบื้องต้นและสำคัญยิ่งทั้งหลาย ในทางตรงข้าม พวกเขากลับจับความเข้าใจแต่ในเรื่องรองๆ การขัดขวางการบริหารจัดการของพระเจ้าหมายความว่าอะไร? การทำลายการสร้างคริสตจักรหมายความว่าอะไร? การขัดขวางพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์หมายความว่าอะไร? ลูกสมุนของซาตานคืออะไร? ความจริงเหล่านี้ต้องได้รับการทำความเข้าใจอย่างชัดเจน และไม่ใช่เพียงเอาไปพูดกลบเกลื่อนอย่างคลุมเครือ อะไรทำให้ไม่มีการกินและการดื่มในครั้งนี้? ผู้คนบางคนรู้สึกว่าวันนี้พวกเขาควรสรรเสริญพระเจ้าดังๆ แต่พวกเขาควรจะสรรเสริญพระองค์อย่างไร? พวกเขาควรทำเช่นนั้นด้วยการร้องเพลงสรรเสริญและเต้นรำไหม? วิธีการอื่นๆ ไม่นับเป็นการสรรเสริญหรือ? ผู้คนบางคนมายังที่ประชุมด้วยมโนคติอันหลงผิดว่า การสรรเสริญด้วยความดีอกดีใจคือวิธีที่จะสรรเสริญพระเจ้า ผู้คนมีมโนคติอันหลงผิดเหล่านี้ และพวกเขาไม่ให้ความสนใจในพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผลลัพธ์ที่ได้ของการนี้คือการขัดขวางทั้งหลายยังคงเกิดขึ้น ในการประชุมครั้งนี้ไม่ได้มีการกินและการดื่ม เจ้าทั้งปวงกล่าวว่าเจ้าคำนึงถึงพระภาระของพระเจ้า และจะปกป้องคำพยานของคริสตจักร แต่ใครในหมู่พวกเจ้าได้คำนึงถึงพระภาระของพระเจ้าจริงๆ ? จงถามตัวเจ้าเองว่า เจ้าคือใครบางคนที่ได้แสดงการคำนึงถึงพระภาระของพระองค์ไหม? เจ้าสามารถปฏิบัติความชอบธรรมเพื่อพระองค์ไหม? เจ้าสามารถยืนขึ้นและพูดเพื่อเราไหม? เจ้าสามารถนำความจริงมาปฏิบัติอย่างแน่วแน่ไหม? เจ้ากล้าพอที่จะต่อสู้กับความประพฤติทั้งปวงของซาตานไหม? เจ้าจะสามารถปล่อยวางอารมณ์ของเจ้า และเปิดโปงซาตานเพื่อประโยชน์แห่งความจริงของเราไหม? เจ้าสามารถยอมให้เจตนารมณ์ของเราได้รับการทำให้ลุล่วงภายในตัวเจ้าไหม? เจ้าได้มอบถวายหัวใจของเจ้าในชั่วขณะที่สำคัญที่สุดไหม? เจ้าคือใครบางคนที่จะกระทำตามเจตจำนงของเราไหม? จงถามคำถามเหล่านี้กับตัวเจ้าเอง และคิดเกี่ยวกับคำถามเหล่านี้บ่อยๆ ของขวัญทั้งหลายของซาตานอยู่ภายในตัวเจ้า และเจ้าจะต้องถูกตำหนิสำหรับการนั้น—เนื่องจากเจ้าไม่เข้าใจผู้คน และเจ้าล้มเหลวที่จะดูยาพิษของซาตานให้ออก เจ้ากำลังพาตัวเจ้าเองไปหาความตาย ซาตานได้หลอกลวงเจ้าอย่างสมบูรณ์จนถึงจุดที่เจ้างุนงงอย่างที่สุด เจ้าเมาเหล้าองุ่นแห่งความสำส่อน และเจ้าเอนเอียงไปมา ไม่สามารถที่จะมีทัศนคติอันมั่นคง และไม่มีเส้นทางสำหรับการปฏิบัติของเจ้า เจ้าไม่กินและดื่มอย่างถูกต้องเหมาะสม เจ้ามีส่วนร่วมในการต่อสู้และการทะเลาะเบาะแว้งอันป่าเถื่อน เจ้าไม่รู้ถูกรู้ผิด และเจ้าติดตามใครก็ได้ที่นำทาง เจ้ามีความจริงใดๆ บ้างไหม? ผู้คนบางคนปกป้องตัวพวกเขาเองและถึงกับมีส่วนร่วมในการหลอกลวง พวกเขาสามัคคีธรรมกับคนอื่นๆ แต่นั่นก็เพียงนำทางพวกเขาไปสู่ทางตัน ผู้คนเหล่านี้ได้รับเจตนา เป้าหมาย แรงจูงใจ และต้นกำเนิดของพวกเขาจากเราหรือ? เจ้าคิดว่าเจ้าสามารถชดเชยพี่น้องชายหญิงของเจ้าสำหรับข้อเท็จจริงที่ว่า การกินและการดื่มของพวกเขาถูกช่วงชิงไปหรือ? จงหาผู้คนสักสองสามคนที่จะสามัคคีธรรมด้วย และจงถามพวกเขา ปล่อยให้พวกเขากล่าวด้วยตัวพวกเขาเองว่า พวกเขาเคยได้รับการจัดเตรียมอะไรให้บ้างไหม? หรือท้องของพวกเขาเคยได้ถูกบรรจุด้วยน้ำสกปรกและขยะ ทิ้งให้พวกเขาไร้เส้นทางที่จะปฏิบัติตามไหม? นั่นจะไม่ทำลายคริสตจักรหรอกหรือ? ความรักท่ามกลางพี่น้องชายหญิงอยู่ที่ใด? เจ้าค้นคว้าอย่างลับๆ ว่าใครถูกและใครผิด แต่เหตุใดเจ้าไม่แบกรับภาระเพื่อคริสตจักร? ปกติแล้ว เจ้าเก่งในการร้องตะโกนวลีติดปากทั้งหลาย แต่เมื่อสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นจริง เจ้ากลับไม่แน่ใจในสิ่งเหล่านั้น ผู้คนบางคนเข้าใจ แต่กลับเอาแต่พึมพำอย่างเงียบๆ ขณะที่คนอื่นๆ พูดสิ่งที่พวกเขาเข้าใจออกมาในยามที่ไม่มีใครอื่นกล่าวคำพูดสักคำ พวกเขาไม่รู้ว่าอะไรมาจากพระเจ้าและอะไรคืองานของซาตาน ความรู้สึกภายในของพวกเจ้าเกี่ยวกับชีวิตอยู่ที่ใด? เจ้าเพียงไม่สามารถจับความเข้าใจในพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทั้งเจ้ายังดูพระราชกิจไม่ออก และเจ้ามีช่วงเวลายากลำบากในการยอมรับสิ่งใหม่ๆ เจ้าเพียงยอมรับสิ่งที่เกี่ยวกับศาสนาและฝ่ายโลกทั้งหลาย ซึ่งสอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของผู้คนเท่านั้น ผลที่ได้คือเจ้าต่อสู้อย่างมัวเมา มีผู้คนกี่คนที่สามารถจับความเข้าใจในพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์? มีกี่คนที่ได้แบกรับภาระเพื่อคริสตจักรอย่างแท้จริง? เจ้าจับความเข้าใจในเรื่องนี้ไหม? การร้องเพลงสรรเสริญเป็นทางหนึ่งที่จะสรรเสริญพระเจ้า แต่เจ้าไม่เข้าใจความจริงของการสรรเสริญพระเจ้าอย่างชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าเคร่งครัดในวิธีที่เจ้าใช้ในการสรรเสริญพระองค์ นั่นไม่ใช่มโนคติอันหลงผิดที่เจ้ามีหรอกหรือ? เจ้ายึดติดอย่างไม่ลดละในมโนคติอันหลงผิดของเจ้าเองเสมอ และเจ้าไม่สามารถที่จะเพ่งความสนใจไปยังสิ่งที่พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงทำในวันนี้ ไม่สามารถที่จะรู้สึกในสิ่งที่พี่น้องชายหญิงของเจ้ากำลังรู้สึก และไม่สามารถที่จะแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าอย่างเงียบๆ เจ้าทำสิ่งต่างๆ อย่างมืดบอด เจ้าอาจจะร้องเพลงได้ดี แต่ผลคือความยุ่งเหยิงโดยสมบูรณ์ นั่นใช่การกินและการดื่มโดยแท้จริงไหม? เจ้ามองเห็นไหมว่าจริงๆ แล้วใครกำลังก่อให้เกิดการขัดขวางทั้งหลาย? เจ้าไม่ใช้ชีวิตอยู่ในวิญญาณอย่างแน่นอน ตรงกันข้าม เจ้ากลับยึดมั่นในมโนคติอันหลงผิดต่างๆ นั่นนับเป็นวิธีใดๆ ที่จะแบกรับภาระเพื่อคริสตจักรได้อย่างไร? พวกเจ้าต้องมองเห็นว่าบัดนี้พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์กำลังยิ่งรุดหน้าเร็วขึ้น ด้วยเหตุนี้ หากเจ้ากำมโนคติที่หลงผิดของเจ้าเองไว้แน่น และต้านทานพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เจ้าไม่ใช่มืดบอดหรือ? นั่นไม่คล้ายการพุ่งชนผนังและบินหึ่งไปรอบๆ ของแมลงวันหรือ? หากเจ้ายังยืนกรานในลักษณะนี้ เจ้าจะถูกละทิ้ง

ผู้ที่ได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์ก่อนจะเกิดความวิบัติ คือผู้นบนอบต่อพระเจ้า พวกเขาใช้ชีวิตโดยพึ่งพาพระคริสต์ พวกเขาเป็นพยานแก่พระองค์ และพวกเขายกย่องพระองค์ พวกเขาคือบุตรที่มีชัยและทหารที่ดีของพระคริสต์ บัดนี้มันสำคัญยิ่งที่เจ้าจะทำให้ตัวเองสงบลง มาใกล้ชิดพระเจ้า และสามัคคีธรรมกับพระองค์ หากเจ้าไม่สามารถมาใกล้ชิดพระเจ้า เจ้าก็เสี่ยงที่จะถูกซาตานจับไป หากเจ้าสามารถมาใกล้ชิดเรา และสามัคคีธรรมกับเรา เช่นนั้นแล้ว ความจริงทั้งหมดจะถูกเผยแก่เจ้า และเจ้าจะมีมาตรฐานที่จะใช้ชีวิตและกระทำตาม เนื่องจากเจ้าเป็นคนหนึ่งที่ใกล้ชิดเรา วจนะของเราจะไม่มีวันผละจากข้างกายเจ้า อีกทั้งเจ้าจะไม่มีวันหันเหจากวจนะของเราโดยตลอดชีวิตของเจ้า ซาตานจะไม่มีทางที่จะหาประโยชน์จากเจ้า และกลับจะอับอายและหนีไปด้วยความพ่ายแพ้แทน หากเจ้ามองภายนอกเพื่อหาสิ่งที่ขาดหายไปในตัวเจ้า เจ้าอาจจะพบบางส่วนของสิ่งที่ขาดหายไปเป็นครั้งคราว แต่สิ่งที่เจ้าพบส่วนมากจะเป็นกฎเกณฑ์และสิ่งทั้งหลายที่เจ้าไม่จำเป็นต้องมี เจ้าต้องปล่อยวางตัวเจ้าเอง กินและดื่มวจนะของเรามากขึ้น และรู้วิธีไตร่ตรองวจนะเหล่านั้น หากเจ้าไม่เข้าใจบางสิ่งบางอย่าง จงมาใกล้ชิดเราและสามัคคีธรรมกับเราบ่อยๆ ด้วยวิธีนี้ สิ่งทั้งหลายที่เจ้าเข้าใจจะเป็นจริงและแท้จริง เจ้าต้องเริ่มด้วยการใกล้ชิดเรา นี่สำคัญยิ่ง! หาไม่แล้ว เจ้าจะไม่รู้วิธีกินและดื่ม เจ้าไม่สามารถกินและดื่มด้วยตัวเจ้าเอง วุฒิภาวะของเจ้าน้อยเกินไปอย่างแท้จริง

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 13” ของ พระดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 381

ณ บัดนี้ เวลากำลังกระชั้นเข้ามาจริงๆ พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้วิธีการที่แตกต่างมากมายเพื่อนำทางเราเข้าสู่พระวจนะของพระเจ้า เจ้าควรทำให้ตัวเจ้ามีความจริงทั้งปวง ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ และใกล้ชิดกับเราอย่างแท้จริง และมีการสมาคมกับเรา และเจ้าจะไม่ได้รับอนุญาตให้มีพื้นที่ใดๆ ที่จะหยิบจับและเลือก พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นปราศจากอารมณ์ และไม่ใส่ใจว่าเจ้าเป็นบุคคลประเภทใด ตราบเท่าที่เจ้าเต็มใจที่จะสำรวจค้นและปฏิบัติตาม—ไม่แก้ตัว และไม่โต้แย้งเรื่องกำไรและขาดทุนของเจ้าเอง—แต่สำรวจค้นด้วยความหิวและความกระหายในความชอบธรรม เช่นนั้นแล้ว เราจะให้ความรู้แจ้งแก่เจ้า ไม่ว่าเจ้าจะเขลาและไม่รู้เท่าทันเพียงใด เราไม่เพ่งความสนใจไปที่สิ่งเหล่านี้ เรามุ่งที่จะมองว่าเจ้าทำงานหนักขนาดไหนในเชิงบวก หากเจ้ายังคงยึดมั่นในมโนคติอันหลงผิดของตนเอง หมุนวนอยู่ในโลกใบเล็กของเจ้าเอง เช่นนั้นแล้ว เราคิดว่าเจ้ามีภัย… อะไรคือความปลาบปลื้มยินดี? การถูกละทิ้งหมายความว่าอะไร? เจ้าควรใช้ชีวิตเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าในวันนี้อย่างไร? เจ้าควรร่วมมือกับเราอย่างแข็งขันอย่างไร? จงละทิ้งมโนคติอันหลงผิดของเจ้าเอง วิพากษ์ตัวเจ้าเอง ถอดหน้ากากของเจ้าออก มองให้เห็นตัวตนที่แท้จริงของเจ้าเองอย่างชัดเจน จงเกลียดชังตัวเอง มีหัวใจที่เสาะหาความชอบธรรมอย่างหิวและกระหาย จงเชื่อว่าเจ้าเองนั้นมีค่าเป็นศูนย์อย่างแท้จริง จงเต็มใจที่จะละทิ้งตัวเจ้าเอง สามารถหยุดวิธีทำสิ่งต่างๆ ทั้งปวงของเจ้า ทำให้ตัวเจ้าเองสงบเงียบเบื้องหน้าเรา จงมอบถวายคำอธิษฐานมากขึ้น พึ่งพาเราอย่างจริงจัง เคารพเลื่อมใสในเรา และไม่มีวันหยุดเข้ามาใกล้ชิดเราและสื่อสารกับเรา—กุญแจถูกพบในสิ่งเหล่านี้ ผู้คนมักจะพักอาศัยอยู่ภายในตัวพวกเขาเอง และด้วยเหตุนี้จึงไม่อยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า

พระราชกิจปัจจุบันของพระวิญญาณบริสุทธิ์ยากที่ผู้คนจะจินตนาการจริงๆ และทั้งหมดนั้นล้วนเข้าสู่ความเป็นจริง มันใช้ไม่ได้จริงๆ ที่จะไม่ใส่ใจในพระราชกิจ หากหัวใจและจิตใจของเจ้าอยู่ผิดที่ เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่มีหนทางข้างหน้า ตั้งแต่ต้นจนจบ เจ้าต้องตื่นตัวตลอดเวลา และต้องแน่ใจที่จะเฝ้าระวังความประมาท ผู้ที่ตื่นตัวและรอคอยอยู่เสมอ กับผู้ที่อยู่เงียบๆ เบื้องหน้าเรา ย่อมได้รับพร! ผู้ที่เคารพนับถือเราในหัวใจของพวกเขาเสมอ ผู้ที่ใส่ใจที่จะฟังเสียงของเราอย่างใกล้ชิด ผู้ที่ให้ความสนใจในการกระทำของเรา และผู้ที่นำวจนะของเราไปปฏิบัติ ย่อมได้รับพร! เวลาไม่สามารถคอยท่าต่อไปได้จริงๆ โรคระบาดทุกชนิดจะออกอาละวาด อ้าปากอันดุร้ายกระหายเลือดของพวกมันเพื่อกลืนกินเจ้าทั้งปวงเหมือนอุทกภัย บุตรของเรา! เวลาได้มาถึงแล้ว! ไม่มีพื้นที่สำหรับการไตร่ตรองอีกแล้ว ทางออกเพียงทางเดียวที่จะนำพวกเจ้ามาอยู่ภายใต้การคุ้มครองปกป้องของเราก็คือการกลับมาอยู่เบื้องหน้าเราเท่านั้น เจ้าต้องมีกำลังแห่งลักษณะนิสัยของบุตรชาย จงอย่าอ่อนแอหรือท้อใจ เจ้าต้องตามก้าวย่างของเราให้ทัน ไม่ปฏิเสธความสว่างใหม่ๆ และในขณะที่เราบอกวิธีกินและดื่มวจนะของเราแก่พวกเจ้า เจ้าควรนบนอบและกินและดื่มวจนะเหล่านั้นอย่างถูกต้องเหมาะสม ยังคงมีเวลาที่จะต่อสู้หรือขับเคี่ยวกันและกันตามอำเภอใจอีกหรือ? หากเจ้าไม่กินให้อิ่มและทำให้ตนเองมีความจริงอย่างครบถ้วน เจ้าสามารถทำสงครามได้หรือ? หากเจ้าต้องการที่จะเอาชนะศาสนา เจ้าต้องทำให้ตนเองมีความจริงอย่างครบบริบูรณ์ จงกินและดื่มวจนะของเรามากขึ้น และไตร่ตรองวจนะเหล่านั้นยิ่งๆ ขึ้นไป เจ้าต้องกินและดื่มวจนะของเราอย่างไม่ขึ้นกับใคร และต้องเริ่มต้นด้วยการเข้ามาใกล้ชิดพระเจ้า จงให้นี่เป็นคำเตือนแก่เจ้า! เจ้าต้องใส่ใจฟัง! ผู้ที่ฉลาดควรตื่นรู้สู่ความจริงโดยเร็ว! สละสิ่งใดๆ ที่เจ้าไม่เต็มใจจะพรากจาก เราบอกเจ้าอีกครั้งว่า สิ่งทั้งหลายเช่นนั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตของเจ้าจริงๆ และพวกมันไม่มีประโยชน์! เราหวังว่าเจ้าจะสามารถพึ่งพาเราในการกระทำของเจ้า มิเช่นนั้นแล้ว เส้นทางเดียวที่จะไปข้างหน้าก็คือเส้นทางแห่งความตายเท่านั้น—เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะไปแสวงหาเส้นทางแห่งชีวิตที่ไหน? จงถอนหัวใจของเจ้าที่รักจะทำให้ตัวเองสาละวนอยู่กับสิ่งภายนอก! จงถอนหัวใจของเจ้าที่ดื้อรั้นกับผู้คนอื่นๆ! หากชีวิตของเจ้าไม่สามารถบรรลุวุฒิภาวะ และหากเจ้าถูกทอดทิ้ง เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะไม่ใช่ใครบางคนที่สะดุดเท้าตัวเองล้มหรอกหรือ? พระราชกิจปัจจุบันของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจินตนาการ หากเจ้าไม่สามารถสละมโนคติอันหลงผิดของเจ้าได้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะทนทุกข์กับการสูญเสียอันใหญ่หลวง หากพระราชกิจคือการตามติดมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ให้ทัน ธรรมชาติดั้งเดิมและมโนคติที่หลงผิดของเจ้าจะสามารถมาสู่ความสว่างหรือ? เจ้าจะสามารถรู้จักตัวเจ้าเองหรือ? บางทีเจ้าอาจจะยังคงคิดว่าเจ้าเป็นอิสระจากมโนคติที่หลงผิดทั้งหลาย แต่ครั้งนี้เหลี่ยมมุมอันน่าเกลียดต่างๆ ทั้งหมดของเจ้าจะมาสู่ความสว่างอย่างชัดเจน จงถามตัวเจ้าเองอย่างระมัดระวังว่า

เจ้าคือใครบางคนที่นบนอบต่อเราไหม?

เจ้าเต็มใจและพร้อมที่จะสละตัวตนของเจ้าและติดตามเราไหม?

เจ้าคือผู้ที่แสวงหาใบหน้าของเราด้วยหัวใจอันบริสุทธิ์ไหม?

เจ้ารู้วิธีที่จะเข้ามาใกล้ชิดเราและสื่อสารกับเราไหม?

เจ้าสามารถทำตัวเจ้าเองให้เงียบสงบต่อหน้าเราและแสวงหาเจตจำนงของเราไหม?

เจ้านำวจนะที่เราเผยแก่เจ้าไปปฏิบัติไหม?

เจ้าสามารถดำรงสภาพเงื่อนไขปกติต่อหน้าเราไหม?

เจ้าสามารถมองทะลุเพทุบายอันกลอกกลิ้งของซาตานไหม? เจ้ากล้าที่จะเปิดโปงเพทุบายเหล่านั้นไหม?

เจ้าคำนึงถึงพระภาระของพระเจ้าอย่างไร?

เจ้าเป็นใครบางคนที่คำนึงถึงพระภาระของพระเจ้าไหม?

เจ้าจับความเข้าใจในพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างไร?

เจ้ารับใช้ด้วยการประสานงานในครอบครัวของพระเจ้าอย่างไร?

เจ้าเป็นพยานที่เข้มแข็งเพื่อเราอย่างไร?

เจ้าต่อสู้อย่างเต็มกำลังเพื่อความจริงอย่างไร?

เจ้าต้องใช้เวลาในการไตร่ตรองความจริงเหล่านี้อย่างถี่ถ้วน ข้อเท็จจริงเหล่านี้เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่า วันนั้นกำลังใกล้เข้ามาอย่างที่สุด เจ้าต้องได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์ก่อนที่ความวิบัติจะมา—นี่คือเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องของความเร่งด่วนอันใหญ่หลวงที่ต้องได้รับการแก้ไข! เราพึงปรารถนาที่จะทำให้พวกเจ้าครบบริบูรณ์ แต่เราก็มองเห็นว่าพวกเจ้าค่อนข้างดื้อด้านจริงๆ พวกเจ้ามีความกล้าหาญ แต่พวกเจ้ากลับไม่ใช้มันให้เกิดประโยชน์สูงสุด และพวกเจ้าไม่ได้จับความเข้าใจในสิ่งที่สำคัญที่สุดทั้งหลาย ในทางตรงข้าม ทั้งหมดที่พวกเจ้าจับความเข้าใจกลับเป็นเรื่องสัพเพเหระต่างๆ แทน จะมีประโยชน์อะไรในการตรึกตรองเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้? ไม่เป็นการเสียเวลาหรือ? เราแสดงความใจดีมีเมตตาต่อพวกเจ้าด้วยวิธีนี้ แต่พวกเจ้ากลับล้มเหลวที่จะแสดงความชื่นชมใดๆ พวกเจ้าเอาแต่ต่อสู้กันเองเท่านั้น—ดังนั้น ความเพียรพยายามอุตสาหะทั้งหมดของเราไม่ได้เสียเปล่าแล้วหรือ? หากพวกเจ้าดำเนินการต่อไปเช่นนี้ เราจะไม่ใช้เวลาในการคะยั้นคะยอพวกเจ้าต่อไป! เรากล่าวแก่พวกเจ้าว่า พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์จะถูกถอนจากตัวพวกเจ้า เว้นแต่พวกเจ้าจะตื่นรู้สู่ความจริง! พวกเจ้าจะไม่ได้รับมอบอะไรให้กินอีกต่อไป และพวกเจ้าได้รับอนุญาตให้เชื่อตามที่พวกเจ้าเห็นว่าเหมาะสม เราได้กล่าววจนะของเราอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว มันขึ้นอยู่กับพวกเจ้าว่าพวกเจ้าจะฟังหรือไม่ เมื่อเวลานั้นมาถึง เวลาที่พวกเจ้าสับสน ไร้ทางไปข้างหน้า และไม่สามารถมองเห็นความสว่างที่แท้จริง พวกเจ้าจะโทษเราไหม? ความไม่รู้เท่าทันเยี่ยงนี้! หากพวกเจ้าเกาะติดตัวตนของพวกเจ้าไว้แน่นขนาดนั้น หากพวกเจ้าปฏิเสธที่จะปล่อยมันไป ผลลัพธ์ที่ได้ควรเป็นเช่นไร? งานของพวกเจ้าจะไม่เป็นเพียงการออกแรงที่เปล่าประโยชน์เท่านั้นแล้วหรือ? ช่างน่าสงสารที่จะถูกละทิ้งยามที่ความวิบัติทั้งหลายบังเกิด!

บัดนี้คือระยะที่สำคัญยิ่งของการสร้างคริสตจักร หากเจ้าไม่สามารถร่วมมือกับเราในเชิงรุก และมอบถวายตัวเจ้าเองขึ้นมาที่เราอย่างสุดใจ และหากเจ้าไม่สามารถละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะทนทุกข์กับการสูญเสีย เจ้ายังคงสามารถเก็บงำเจตนาอื่นๆ อีกหรือ? เราได้แสดงความกรุณาต่อพวกเจ้าด้วยวิธีนี้ รอคอยให้พวกเจ้าสำนึกผิดและเริ่มต้นใหม่ อย่างไรก็ตาม เวลาไม่เอื้ออำนวยต่อการทำเช่นนี้อีกต่อไปจริงๆ และเราต้องคำนึงถึงภาพรวม สิ่งทั้งปวงกำลังเคลื่อนไปข้างหน้า เพื่อประโยชน์ของจุดประสงค์แห่งแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า และก้าวย่างของเราก็ดำเนินต่อไปข้างหน้าวันแล้ววันเล่า ชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า และครู่แล้วครู่เล่า—พวกที่ไม่สามารถตามทัน จะถูกละทิ้ง ทุกๆ วันมีความสว่างใหม่ ทุกๆ วันกิจการใหม่ๆ แล้วเสร็จ ทุกๆ วันมีสิ่งใหม่ๆ บังเกิดขึ้น และพวกที่ไม่สามารถมองเห็นความสว่างดังกล่าวย่อมมืดบอด! พวกที่ไม่ปฏิบัติตามจะถูกกำจัด…

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 14” ของ พระดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 382

คริสตจักรอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และซาตานก็กำลังพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะทำลาย มันต้องการทำลายการก่อสร้างของเราด้วยทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ ด้วยเหตุผลนี้ คริสตจักรจึงต้องได้รับการชำระให้บริสุทธิ์โดยเร็ว ต้องไม่มีกากเดนแม้เพียงน้อยนิดของความชั่วหลงเหลืออยู่ คริสตจักรต้องได้รับการชำระให้บริสุทธิ์จนกลายเป็นไร้ตำหนิ และยังคงบริสุทธิ์ต่อไปเหมือนดั่งในอดีต พวกเจ้าต้องตื่นและรอคอยอยู่เสมอ และเจ้าต้องอธิษฐานต่อหน้าเราให้มากขึ้น เจ้าต้องระลึกรู้ถึงกลอุบายสารพัด และแผนการอันเจ้าเล่ห์ของซาตาน ระลึกรู้ถึงจิตวิญญาณต่าง ๆ รู้จักผู้คน และสามารถหยั่งรู้ในผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ทุกประเภท เจ้าต้องกินและดื่มวจนะของเราให้มากขึ้นด้วยเช่นกัน ที่สำคัญกว่านั้น เจ้าต้องสามารถกินและดื่มพวกมันด้วยตัวเองได้ จงเตรียมตัวเจ้าให้พร้อมด้วยความจริงทั้งปวง และมาอยู่ต่อหน้าเรา เพื่อที่เราจะได้เปิดดวงตาฝ่ายจิตวิญญาณของพวกเจ้า และอนุญาตให้พวกเจ้าได้เห็นความล้ำลึกที่ทอดตัวอยู่ในจิตวิญญาณ…เมื่อคริสตจักรเข้าสู่ระยะก่อสร้าง เหล่าธรรมิกชนก็ออกเดินทัพสู่การสู้รบ ลักษณะอันน่ารังเกียจต่าง ๆ ของซาตานนั้นถูกวางอยู่ตรงหน้าพวกเจ้า พวกเจ้าจะหยุดแล้วถอยไปข้างหลัง หรือพวกเจ้าจะลุกขึ้นและวางใจในเรา ก้าวต่อไปข้างหน้า? เปิดเผยลักษณะอันเสื่อมทรามและน่าเกลียดของซาตานอย่างถ้วนทั่ว ไม่เก็บงำความรู้สึกใด ๆ และไม่แสดงความปราณี! ต่อสู้กับซาตานจนตาย! เราคือผู้หนุนหลังพวกเจ้า และเจ้าต้องมีจิตวิญญาณของเด็กผู้ชาย! ซาตานจะสะบัดปัดป้องพัลวันในการดิ้นรนเฮือกสุดท้ายก่อนตาย แต่มันจะยังคงไม่สามารถหลีกหนีไปจากการพิพากษาของเราได้ ซาตานอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเรา และมันก็ถูกเหยียบย่ำอยู่ใต้เท้าของพวกเจ้าเองเช่นกัน—นี่คือข้อเท็จจริง!

บรรดาพวกที่ขัดขวางทางศาสนาทั้งมวล และพวกที่ทำลายการก่อสร้างคริสตจักร ไม่สามารถได้รับการแสดงความผ่อนปรนแม้แต่น้อยนิด แต่จะถูกตัดสินในทันที ซาตานจะถูกเปิดโปง เหยียบย่ำ ทำลายอย่างถึงที่สุด และไม่เหลือที่ให้หลบซ่อนได้อีก แน่นอนว่า ภูตผีปีศาจทุกลักษณะทั้งมวลจะเปิดเผยรูปร่างที่แท้จริงของพวกมันออกมาต่อหน้าเรา และเราจะขว้างพวกมันทุกตนลงไปในบาดาลลึกที่พวกมันจะไม่มีวันเป็นอิสระเลย พวกมันทั้งหมดจะอยู่ใต้เท้าของพวกเรา หากเจ้าต้องการทุ่มความพยายามในการต่อสู้เพื่อความจริงแล้วไซร้ อย่างแรกที่สุด เจ้าต้องไม่ให้โอกาสซาตานทำงาน—เพื่อสัมฤทธิ์เป้าหมายนั้น เจ้าจะต้องมีจิตใจเป็นหนึ่งเดียว และสามารถรับใช้ไปอย่างสอดประสาน เลิกล้มมโนคติที่หลงผิด ความคิดเห็น มุมมอง และวิธีทำสิ่งต่าง ๆ ทั้งหมดของตัวเจ้าเอง ทำหัวใจของเจ้าให้เงียบสงบภายในเรา จดจ่อกับพระสุรเสียงของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ใส่ใจกับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และรับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าให้ละเอียด เจ้าต้องมีเจตนาเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือเจตนารมณ์ของเราต้องสำเร็จ เจ้าควรไม่มีเจตนาอื่นนอกเหนือไปจากนี้เลย เจ้าต้องมองดูเราด้วยหัวใจทั้งหมดของเจ้า มองการกระทำต่าง ๆ ของเรา และวิธีที่เราทำสิ่งต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด และไม่ละเลยสิ่งใดเลย จิตวิญญาณของเจ้าต้องเฉียบคม ดวงตาของเจ้าต้องเปิดอยู่ โดยปกติธรรมดาแล้ว เมื่อพูดถึงพวกที่มีเจตนาและวัตถุประสงค์ที่ไม่ถูกต้อง รวมถึงพวกที่รักที่จะถูกผู้อื่นมองเห็น ผู้ที่กระเหี้ยนกระหือรือที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ผู้ที่มีแนวโน้มที่จะเป็นเหตุให้เกิดการขัดขวาง ผู้ที่เก่งในการพ่นพล่ามหลักคำสอนทางศาสนา ผู้ที่เป็นขี้ข้าของซาตาน และอื่น ๆ—เมื่อผู้คนเหล่านี้แสดงจุดยืนออกมา พวกเขากลายเป็นอุปสรรคยุ่งยากของคริสตจักร และนี่เป็นเหตุให้การกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้าของพี่น้องชายหญิงของพวกเขากลายเป็นสิ่งที่สูญเปล่า เมื่อเจ้าเผชิญกับผู้คนที่เล่นละครเช่นนี้ จงยับยั้งพวกเขาในทันที หากทั้งที่มีการเตือนสอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกเขาก็ไม่เปลี่ยนแปลง เช่นนั้นพวกเขาก็จะได้รับทุกข์ทรมานอย่างใหญ่หลวง หากพวกที่ยืนกรานอย่างดื้อดึงในวิถีทางของตนเองนั้นพยายามแก้ต่างให้ตัวเอง และพยายามปกปิดบาปต่าง ๆ ของพวกเขา คริสตจักรก็ควรตัดพวกเขาออกในทันที และไม่เหลือที่ให้พวกเขาลงมือตามแผนการใด อย่าเสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย จงเปิดตาของเจ้ามองภาพรวม

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 17” ของ พระดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 383

ขณะที่พระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ดำเนินต่อไปข้างหน้า พระเจ้าได้ทรงพาพวกเราเข้าสู่หนทางใหม่ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจอีกครั้งหนึ่ง ผลที่ตามมาคือ บางผู้คนได้เข้าใจเราผิดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และได้ทำการพร่ำบ่นต่อเรา บางคนได้ต้านทานและต่อต้านเรา และได้พินิจพิเคราะห์เรา อย่างไรก็ตาม เรายังคงรอคอยอย่างเปี่ยมปรานีให้พวกเจ้ากลับใจและปฏิรูปตัวพวกเจ้าเอง ความเปลี่ยนแปลงในวิธีการของพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็คือ การที่พระเจ้าได้ทรงปรากฏพระองค์เองอย่างเปิดเผย วจนะของเราจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลง! เนื่องจากเป็นพวกเจ้าที่เรากำลังช่วยให้รอด เราไม่ปรารถนาเลยที่จะละทิ้งพวกเจ้าไว้ครึ่งทางของถนน เพียงแต่ว่าพวกเจ้าเก็บงำข้อสงสัยทั้งหลาย และต้องการที่จะหันกลับไปมือเปล่า พวกเจ้าบางคนได้หยุดเคลื่อนไปข้างหน้า ขณะที่คนอื่นๆ เอาแต่รอคอยและเฝ้าดู ส่วนคนอื่นๆ นอกจากนั้นอีกก็กำลังจัดการกับสถานการณ์อย่างเฉื่อยชา ขณะที่บางคนเพียงกำลังเข้าร่วมการล้อเลียนเท่านั้น พวกเจ้าได้ทำให้หัวใจของพวกเจ้าแข็งกระด้างอย่างแท้จริง! เจ้านำสิ่งที่เราได้กล่าวแก่พวกเจ้าไปเปลี่ยนมันให้เป็นบางสิ่งบางอย่างที่พวกเจ้าภูมิใจ หรือบางสิ่งบางอย่างที่พวกเจ้าใช้อวดตัว จงใคร่ครวญการนี้ต่อไปอีก กล่าวคือ นี่ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากวจนะแห่งความปรานีและการพิพากษาที่กำลังมาสู่พวกเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์เมื่อทอดพระเนตรเห็นว่า พวกเจ้าเป็นกบฏอย่างแท้จริง ก็ทรงเริ่มตรัสและทรงแยกส่วนอย่างตรงไปตรงมา พวกเจ้าควรกลัว จงอย่ากระทำการอย่างบุ่มบ่ามหรือทำสิ่งใดก็ตามที่ไม่ยั้งคิด และจงอย่าทะนงตน โอหัง หรือยึดความเห็นของตนเป็นใหญ่! พวกเจ้าควรมุ่งเน้นการนำวจนะของเราไปปฏิบัติมากกว่า และใช้ชีวิตตามวจนะเหล่านั้นไม่ว่าพวกเจ้าไปที่ใดก็ตาม เพื่อที่วจนะเหล่านั้นอาจแปรสภาพพวกเจ้าจากภายในได้อย่างแท้จริง และเพื่อที่พวกเจ้าอาจมีอุปนิสัยของเรา มีเพียงผลลัพธ์เช่นสิ่งเหล่านี้เท่านั้นที่จริงแท้

เพื่อให้คริสตจักรได้รับการก่อร่างสร้างขึ้น เจ้าต้องมีวุฒิภาวะจำเพาะ และต้องแสวงหาอย่างสุดหัวใจและอย่างไม่หยุดหย่อน ยิ่งไปกว่านั้น พวกเจ้าต้องยอมรับการเผาไหม้และการชำระให้สะอาดของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพื่อกลายเป็นบุคคลที่ได้รับการแปรสภาพ ภายใต้สภาพเงื่อนไขต่างๆ เช่นนี้เท่านั้นที่คริสตจักรสามารถได้รับการก่อร่างสร้างขึ้น บัดนี้พระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้นำทางพวกเจ้าให้เริ่มก่อร่างสร้างคริสตจักรขึ้น หากพวกเจ้ายังคงประพฤติในลักษณะที่สับสนและเอื่อยเฉื่อยเหมือนเดิมต่อไปเช่นที่พวกเจ้าได้ทำมาในอดีต เช่นนั้นแล้ว ย่อมไม่มีความหวังสำหรับพวกเจ้า เจ้าต้องทำให้ตัวเจ้ามีความจริงทั้งปวง เจ้าต้องมีวิจารณญาณฝ่ายจิตวิญญาณ และเจ้าต้องเดินบนหนทางที่เพียบพร้อมสอดคล้องกับปัญญาของเรา เพื่อให้คริสตจักรได้รับการก่อร่างสร้างขึ้น เจ้าต้องอยู่ภายในจิตวิญญาณของชีวิต และไม่เอาแต่เลียนแบบอย่างผิวเผินเท่านั้น กระบวนการของการเติบโตในชีวิตของพวกเจ้าคือกระบวนการเดียวกันกับที่พวกเจ้าได้รับการก่อร่างสร้างขึ้น อย่างไรก็ตาม พึงสังเกตว่าพวกที่พึ่งพาของประทานต่างๆ หรือพวกที่ไม่สามารถเข้าใจสาระฝ่ายวิญญาณ หรือพวกที่ขาดความเป็นจริง จะไม่สามารถได้รับการก่อร่างสร้างขึ้น และพวกที่ไม่สามารถอยู่ใกล้ชิดเราและสื่อสารกับเราเสมอ ก็ไม่สามารถได้รับการก่อร่างสร้างขึ้น ผู้คนที่จิตใจของพวกเขาหมกมุ่นอยู่กับมโนคติอันหลงผิดหรือใช้ชีวิตตามหลักข้อเชื่อ ย่อมไม่สามารถได้รับการก่อร่างสร้างขึ้น และพวกที่ถูกอารมณ์ของพวกเขานำทางก็ไม่สามารถได้รับการก่อร่างสร้างขึ้น ไม่ว่าพระเจ้าทรงปฏิบัติต่อพวกเจ้าอย่างไรก็ตาม พวกเจ้าต้องนบนอบต่อพระองค์อย่างสิ้นเชิง มิเช่นนั้น พวกเจ้าจะไม่สามารถได้รับการก่อร่างสร้างขึ้น พวกที่ฝักใฝ่ในความทะนงตน ในความคิดว่าตนเป็นฝ่ายถูกเสมอ ในความเย่อหยิ่งและความพอใจของพวกเขาเอง และพวกที่รักที่จะจองหองและโอ้อวด ย่อมไม่สามารถได้รับการก่อร่างสร้างขึ้น พวกที่ไม่สามารถปรนนิบัติด้วยการประสานงานกับผู้อื่น ก็ไม่สามารถได้รับการก่อร่างสร้างขึ้นเช่นกัน และที่เหมือนกันจริงก็คือผู้คนที่ไม่มีวิจารณญาณฝ่ายจิตวิญญาณและติดตามใครก็ตามที่กำลังนำทางพวกเขาอย่างมืดบอด ในทำนองเดียวกัน พวกที่ล้มเหลวที่จะเข้าใจเจตนารมณ์ของเรา และพวกที่ใช้ชีวิตในสภาพเงื่อนไขที่หมดสมัยแล้ว ก็ไม่สามารถได้รับการก่อร่างสร้างขึ้น และผู้คนที่ช้าเกินกว่าจะตามทันความสว่างใหม่ และพวกที่ไม่มีนิมิตใดๆ เป็นรากฐานของพวกเขา ก็ไม่สามารถได้รับการก่อร่างสร้างขึ้น

คริสตจักรควรได้รับการก่อร่างสร้างขึ้นโดยไม่รอช้า นี่เป็นเรื่องของความกังวลเร่งด่วนสำหรับเรา พวกเจ้าควรเริ่มโดยมุ่งเน้นในเชิงบวก และร่วมกระแสของการก่อสร้างด้วยการถวายตัวเจ้าเองพร้อมกับความแข็งแกร่งทั้งหมดของเจ้า หาไม่แล้วพวกเจ้าจะถูกปฏิเสธ พวกเจ้าควรละทิ้งสิ่งที่ควรถูกละทิ้งอย่างสมบูรณ์ และกินและดื่มสิ่งที่ควรถูกกินและดื่มอย่างถูกต้องเหมาะสม พวกเจ้าควรใช้ชีวิตตามความเป็นจริงแห่งวจนะของเรา และพวกเจ้าควรหยุดมุ่งเน้นไปยังเรื่องทั้งหลายที่ผิวเผินและไม่ใช่สาระสำคัญ จงถามตัวเจ้าเองว่าเจ้าได้รับเอาวจนะของเราไปมากเพียงใด? เจ้าใช้ชีวิตตามนั้นมากเพียงใด? เจ้าควรดำรงสภาวะของการมีสมองที่ปลอดโปร่งเอาไว้ และละเว้นจากการทำสิ่งใดที่ไม่ยั้งคิด หาไม่แล้วพฤติกรรมเช่นนั้นจะไม่ช่วยเจ้าให้สัมฤทธิ์การเติบโตในชีวิต แต่จะทำอันตรายต่อการเติบโตของเจ้าอย่างแท้จริง เจ้าควรจับใจความเกี่ยวกับความจริง ควรรู้วิธีนำความจริงไปปฏิบัติ และควรยอมให้วจนะของเรากลายเป็นชีวิตของเจ้าอย่างแท้จริง นี่คือประเด็นสำคัญของเรื่องนี้!

บัดนี้ ขณะที่การก่อร่างสร้างคริสตจักรได้มาถึงชั่วขณะที่วิกฤติ ซาตานกำลังวางแผนและทำอย่างสุดความสามารถของมันที่จะทำลายคริสตจักร พวกเจ้าไม่ควรประมาท แต่ควรดำเนินการต่อไปด้วยความระมัดระวัง และใช้วิจารณญาณฝ่ายจิตวิญญาณ หากปราศจากวิจารณญาณเช่นนั้น พวกเจ้าจะทนทุกข์กับการสูญเสียอันใหญ่หลวง นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย พวกเจ้าควรคำนึงถึงเรื่องนี้ในฐานะปัญหาที่สำคัญมาก ซาตานเองก็สามารถทำรูปปรากฏเทียมเท็จต่างๆ และสามารถเร่ขายสิ่งเทียมเท็จทั้งหลายได้ด้วย แต่คุณภาพโดยเนื้อแท้ของสิ่งเหล่านี้ย่อมแตกต่าง ผู้คนช่างโง่เขลาและประมาทยิ่งนัก และไม่สามารถมองเห็นความแตกต่าง นี่แสดงให้เห็นด้วยว่าพวกเขาไม่สามารถดำรงสภาวะของการมีสมองที่ปลอดโปร่งและไม่สามารถดำรงความสงบเงียบไว้ตลอดเวลา หัวใจของพวกเจ้าไม่ถูกพบในที่ใดเลย การปรนนิบัติในแง่หนึ่งก็เป็นเกียรติ ขณะที่ในอีกแง่หนึ่งมันสามารถเป็นการสูญเสียได้ มันสามารถนำทางไปสู่พระพรทั้งหลายหรือไม่ก็โชคร้าย จงคงความนิ่งสงบต่อหน้าเรา และใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับวจนะของเรา และเจ้าจะดำรงความระวังระไวและใช้วิจารณญาณในทางจิตวิญญาณได้อย่างแท้จริง เมื่อซาตานมาถึง เจ้าจะสามารถป้องกันมันได้ทันที และสำนึกรับรู้ถึงการมาของมัน เจ้าจะรู้สึกถึงความอึดอัดใจแท้จริงภายในวิญญาณของเจ้า งานปัจจุบันของซาตานดัดแปลงแก้ไขตามที่สมัยนิยมเปลี่ยนแปลง เมื่อผู้คนประพฤติในลักษณะที่สับสนและขาดความระวังระไว พวกเขาจะยังคงอยู่ในสภาพการเป็นเชลย เจ้าควรระวังระไวตลอดเวลา และเปิดตาของเจ้าเอาไว้ จงอย่าโต้เถียงด้วยเรื่องกำไรและขาดทุนของเจ้าเอง หรือคำนวณเพื่อประโยชน์ของเจ้าเอง ในทางตรงข้าม จงพยายามทำให้เจตจำนงของเราเสร็จสิ้น

วัตถุอาจปรากฏรูปเหมือนกัน แต่พวกมันอาจแตกต่างทางคุณภาพ ด้วยเหตุผลนี้ เจ้าควรดูปัจเจกชน ตลอดจนวิญญาณทั้งหลายให้ออก เจ้าควรใช้วิจารณญาณและดำรงสภาวะของการมีสมองที่ปลอดโปร่งทางจิตวิญญาณ เมื่อพิษของซาตานปรากฏ เจ้าควรจะสามารถดูมันออกในทันที มันไม่สามารถหลีกหนีความสว่างแห่งการพิพากษาของพระเจ้าได้ เจ้าควรให้ความสนใจมากขึ้นในการฟังพระสุรเสียงของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวิญญาณของเจ้าอย่างใกล้ชิด จงอย่าติดตามผู้อื่นอย่างมืดบอด หรือสำคัญผิดว่าสิ่งที่เทียมเท็จคือบางสิ่งบางอย่างที่จริงแท้ จงอย่าติดตามใครก็ตามที่ขึ้นมานำอย่างง่ายๆ หาไม่แล้วเจ้าจะทนทุกข์กับการสูญเสียอันใหญ่หลวง ทั้งหมดนี้ทำให้เจ้ารู้สึกอย่างไร? พวกเจ้าได้รู้สึกถึงผลสืบเนื่องทั้งหลายไหม? เจ้าไม่ควรแทรกแซงการปรนนิบัติหรือสอดแทรกความคิดเห็นของเจ้าเองเข้าไปในการปรนนิบัติอย่างไร้แบบแผน มิเช่นนั้นเราจะบดขยี้เจ้า ยิ่งร้ายไปกว่านั้น หากเจ้าปฏิเสธที่จะนบนอบ และยังคงกล่าวและทำตามที่เจ้าปรารถนาต่อไป เช่นนั้นแล้ว เราจะตัดเจ้าออก! คริสตจักรไม่จำเป็นต้องลำบากหาผู้คนมามากขึ้นอีกแต่อย่างใด คริสตจักรเพียงต้องการบรรดาผู้ที่รักพระเจ้าอย่างจริงใจและใช้ชีวิตอย่างสอดคล้องกับวจนะของเราอย่างแท้จริง เจ้าควรตระหนักรู้ถึงสถานการณ์อันแท้จริงของเจ้าเอง เมื่อคนจนพิจารณาตัวพวกเขาเองว่ามั่งมี มันไม่เป็นการหลอกตัวเองหรอกหรือ? เพื่อให้คริสตจักรได้รับการก่อร่างสร้างขึ้น พวกเจ้าต้องติดตามพระวิญญาณ จงอย่าดำเนินการต่อไปด้วยการกระทำอย่างมืดบอด ตรงกันข้าม จงพักอยู่ในสถานที่ของเจ้า และทำหน้าที่การงานของเจ้าเองให้ลุล่วง เจ้าไม่ควรก้าวออกนอกบทบาทของเจ้า เจ้าควรทำอย่างสุดความสามารถของเจ้าในการทำให้หน้าที่การงานใดๆ ก็ตามที่เจ้าสามารถทำได้ลุล่วง และเมื่อนั้น หัวใจของเราจะพึงพอใจ ไม่ใช่ว่าเจ้าทั้งปวงจะปรนนิบัติในหน้าที่การงานเดียวกันหรอก ตรงกันข้าม พวกเจ้าแต่ละคนควรแสดงบทบาทของเจ้าเอง และมอบอุทิศการปรนนิบัติของเจ้าด้วยการประสานงานกับผู้อื่นในคริสตจักร การปรนนิบัติของเจ้าไม่ควรเบี่ยงเบนไปไม่ว่าจะในทิศทางใด

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 19” ของ พระดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 384

บัดนี้ พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้นำพวกเจ้ามาสู่ฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังถูกสร้างใหม่ ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในมือของเรา ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังเริ่มต้นใหม่! ผู้คนไม่สามารถที่จะเข้าใจมันได้ด้วยมโนคติที่หลงผิดของพวกเขา และมันไม่มีเหตุผลสำหรับพวกเขา แต่เรานี่เองคือผู้ที่ทำงานอยู่ และปัญญาของเราอยู่ภายใน ดังนั้น พวกเจ้าควรให้ตัวพวกเจ้าเองกังวลอยู่แต่เพียงกับการวางมโนคติที่หลงผิดและความคิดเห็นทั้งปวงของพวกเจ้าลง และกับการกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้าด้วยความนบนอบเท่านั้น จงอย่ามีความหวาดหวั่นไม่ว่าสิ่งใดก็ตาม ในเมื่อเรากำลังทำงานในหนทางนี้ เราจะแบกความรับผิดชอบอันศักดิ์สิทธิ์ไว้บนบ่า ในความเป็นจริงแล้ว ผู้คนไม่จำเป็นต้องเป็นหนทางเฉพาะหนทางหนึ่ง ตรงกันข้าม พระเจ้านั่นเองที่กำลังทรงทำสิ่งมหัศจรรย์ทั้งหลาย กำลังทรงทำการสำแดงฤทธานุภาพไม่สิ้นสุดของพระองค์ ผู้คนไม่อาจจะคุยโวเว้นแต่พวกเขาจะคุยโวเกี่ยวกับพระเจ้า มิฉะนั้นเจ้าจะทนทุกข์กับความสูญเสีย พระเจ้าทรงยกคนขัดคนขึ้นจากฝุ่นดิน คนถ่อมใจต้องได้รับการทำให้สูงส่ง เราจะใช้ปัญญาของเราในทุกรูปแบบเพื่อปกครองคริสตจักรแห่งจักรวาล เพื่อปกครองชนชาติทั้งมวลและกลุ่มชนทั้งปวง เพื่อที่พวกเขาทั้งหมดจะอยู่ภายในเรา และเพื่อที่พวกเจ้าทั้งหมดในคริสตจักรอาจจะได้นบนอบต่อเรา พวกที่ไม่เชื่อฟังมาก่อนบัดนี้ต้องเชื่อฟังต่อหน้าเรา ต้องนบนอบต่อกัน ต้องอดกลั้นต่อกัน ชีวิตของพวกเจ้าต้องเชื่อมต่อระหว่างกัน และเจ้าต้องรักกัน โดยทั้งหมดชักนำจุดแข็งของกันและกันออกมาเพื่อชดเชยจุดอ่อนของตัวเจ้าเอง และรับใช้ด้วยการประสานงาน คริสตจักรจะถูกสร้างขึ้นในหนทางนี้ และซาตานจะไม่มีโอกาสใช้หาประโยชน์ เมื่อนั้นเท่านั้นที่แผนการบริหารจัดการของเราจะไม่ล้มเหลวไปแล้ว เราขอให้คำเตือนใจอีกอย่างหนึ่งแก่พวกเจ้าไว้ ณ ที่นี้ จงอย่าเปิดโอกาสให้ความเข้าใจผิดเกิดขึ้นในตัวเจ้าเพราะบุคคลเช่นนั้นเช่นนี้เป็นหนทางที่แน่นอน หรือกระทำการในลักษณะเช่นนั้นเช่นนี้ โดยมีผลทำให้เจ้ากลายเป็นเสื่อมถอยลงภายในสภาพเงื่อนไขฝ่ายวิญญาณของเจ้า เรามองว่าการนี้ไม่ถูกต้องเหมาะสม และมันเป็นสิ่งที่ไร้ค่า องค์หนึ่งเดียวที่เจ้าเชื่อไม่ใช่พระเจ้าหรอกหรือ? ไม่ใช่บุคคลบางคน การทำหน้าที่ไม่เป็นแบบเดียวกัน มีร่างกายหนึ่งร่าง แต่ละร่างทรงหน้าที่ของเขา แต่ละร่างอยู่ในสถานที่ของเขาและกำลังทำสุดความสามารถของเขา—สำหรับแต่ละประกายไฟมีความสว่างวาบหนึ่ง—และกำลังแสวงหาวุฒิภาวะในชีวิต เช่นนั้นแล้วเราจึงจะพึงพอใจ

พวกเจ้าต้องให้ตัวพวกเจ้าเองกังวลอยู่แต่เพียงกับการสงบสุขต่อหน้าเรา จงอยู่ในมหาสนิทที่ใกล้ชิดกับเราเสมอ จงแสวงหาให้มากขึ้นในที่ซึ่งพวกเจ้าไม่เข้าใจ จงมอบถวายคำอธิษฐาน และจงรอเวลาของเรา จงมองทุกสิ่งทุกอย่างอย่างชัดเจนจากจิตวิญญาณ จงอย่ากระทำการอย่างสะเพร่า เพื่อที่จะป้องกันตัวเจ้าเองจากการเดินหลงเจิ่น มีเพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่การที่เจ้ากินและดื่มถ้อยคำของเราจะเกิดผลอย่างแท้จริง จงกินและดื่มถ้อยคำของเราบ่อยๆ จงใคร่ครวญสิ่งที่เราได้พูดไป จงให้ความสนใจต่อการนำถ้อยคำของเราไปปฏิบัติตาม และจงดำรงชีวิตอยู่ด้วยความเป็นจริงแห่งถ้อยคำของเรา นี่คือประเด็นสำคัญ กระบวนการในการสร้างคริสตจักรก็เป็นกระบวนการแห่งการเจริญเติบโตของชีวิตเช่นกัน หากชีวิตของเจ้าหยุดการเจริญเติบโต เจ้าก็ไม่สามารถได้รับการสร้างขึ้นได้ การพึ่งพาความเป็นธรรมชาติ พึ่งพาเนื้อหนัง พึ่งพาความกระตือรือร้น พึ่งพาคุณูปการต่างๆ พึ่งพาคุณสมบัติต่างๆ ไม่ว่าเจ้าอาจจะดีเพียงใด หากเจ้าพึ่งพาสิ่งต่างๆ เหล่านี้เจ้าก็จะไม่ได้รับการสร้างขึ้น เจ้าต้องใช้ชีวิตอยู่ภายในถ้อยคำแห่งชีวิต ดำรงชีวิตอยู่ภายในความรู้แจ้งและความกระจ่างจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ รู้จักสถานการณ์จริงของเจ้า และเป็นบุคคลที่เปลี่ยนแปลงแล้ว เจ้าต้องมีความรู้ความเข้าใจเชิงลึกแบบเดียวกันในจิตวิญญาณ มีความรู้แจ้งใหม่ และสามารถตามทันความสว่างใหม่ เจ้าต้องสามารถเข้ามาใกล้ชิดกับเราและมหาสนิทกับเราอย่างไม่หยุดหย่อน สามารถวางพื้นฐานการกระทำในชีวิตประจำวันของเจ้าบนถ้อยคำของเรา สามารถรับมือกับผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ทุกประเภทได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานถ้อยคำของเรา และมีถ้อยคำของเราเป็นมาตรฐานของเจ้าและดำรงชีวิตอยู่ด้วยอุปนิสัยของเราในทุกกิจกรรมในชีวิตของเจ้า

หากเจ้าพึงปรารถนาที่จะหยั่งลึกและใส่ใจความประสงค์ของเรา เจ้าต้องให้ความสนใจกับถ้อยคำของเรา จงอย่าทำสิ่งต่างๆ อย่างผลีผลาม ทั้งหมดที่เราไม่เห็นชอบด้วยจะพบกับจุดจบที่เลวร้าย พรจะมาเฉพาะในสิ่งที่เราได้กล่าวชมเชยแล้วเท่านั้น หากเราพูด มันจะเป็น หากเราสั่ง มันจะตั้งมั่น เพื่อหลีกเลี่ยงการทำให้เราเดือดดาล พวกเจ้าต้องไม่ทำสิ่งที่เราไม่อนุญาตโดยเด็ดขาด หากเจ้าทำการนี้ ก็จะไม่มีเวลาให้เจ้ารู้สึกเสียใจเลย!

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 21” ของ พระดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 385

เวลาที่คริสตจักรจะได้รับการก่อสร้าง คือเวลาที่ซาตานไปถึงยอดสูงสุดของความบ้าคลั่งของมันเช่นกัน ซาตานก่อให้เกิดการรบกวนและการขัดจังหวะทั้งหลายอยู่บ่อยครั้งโดยผ่านผู้คนไม่กี่คน และมันก็คือพวกที่ไม่รู้จักจิตวิญญาณกับพวกที่เป็นผู้เชื่อใหม่ทั้งหลาย ที่สามารถแสดงบทบาทของซาตานได้อย่างง่ายดายที่สุดนั่นเอง บ่อยครั้งเนื่องจากผู้คนไม่เข้าใจพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกเขาจึงกระทำการตามอำเภอใจ ตามความชอบของพวกเขาเอง ตามวิธีทำสิ่งต่างๆ ของพวกเขาเอง และตามมโนคติอันหลงผิดของพวกเขาเองอย่างสมบูรณ์ จงยั้งปากของเจ้า—นี่ก็เพื่อเป็นการปกป้องตัวเจ้าเอง จงฟังและเชื่อฟังเป็นอย่างดี คริสตจักรแตกต่างจากสังคม เจ้าไม่สามารถกล่าวแต่สิ่งที่เจ้ายินดี เจ้าไม่สามารถกล่าวสิ่งใดก็ได้ที่เจ้าคิด นั่นทำไม่ได้ที่นี่ เพราะนี่คือพระนิเวศของพระเจ้า พระเจ้าไม่ทรงยอมรับวิธีที่ผู้คนทำสิ่งต่างๆ เจ้าต้องทำสิ่งทั้งหลายโดยการติดตามพระวิญญาณ เจ้าต้องใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า และเมื่อนั้นผู้อื่นจะเลื่อมใสเจ้า เจ้าต้องแก้ไขความลำบากยากเย็นทั้งปวงในตัวเจ้าเองเสียก่อนโดยการพึ่งพาพระเจ้า จงทำให้อุปนิสัยอันเสื่อมของเจ้าสิ้นไป และจงกลายเป็นสามารถที่จะเข้าใจสภาพเงื่อนไขของตัวเจ้าเองได้อย่างแท้จริง และจงรู้วิธีที่เจ้าควรกระทำการ จงสามัคคีธรรมเกี่ยวกับสิ่งใดก็ตามที่เจ้าไม่เข้าใจต่อไป การที่บุคคลผู้หนึ่งไม่รู้จักตัวพวกเขาเองเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ จงรักษาอาการป่วยของเจ้าเองเสียก่อน และจงใช้ชีวิตของเจ้าและทำความประพฤติของเจ้าให้อยู่บนพื้นฐานของวจนะของเรา โดยการกินและการดื่มวจนะของเราบ่อยขึ้น และใคร่ครวญวจนะเหล่านั้น ไม่ว่าเจ้าอยู่ที่บ้านหรือที่อื่นใด เจ้าควรยอมให้พระเจ้าทรงใช้พลังอำนาจภายในตัวเจ้า จงทิ้งเนื้อหนังและความเป็นธรรมชาติเสีย จงให้พระวจนะของพระเจ้ามีอำนาจครอบครองภายในตัวเจ้าเสมอ ไม่มีความจำเป็นที่จะกังวลว่าชีวิตของเจ้าไม่ได้กำลังเปลี่ยนแปลง เมื่อเวลาผ่านไป เจ้าจะเริ่มรู้สึกว่าอุปนิสัยของเจ้าได้เปลี่ยนไปอย่างมาก ก่อนหน้านี้เจ้ากระหายร้อนรนที่จะเป็นจุดสนใจ เจ้าทั้งไม่เชื่อฟังใครและเจ้าก็ใฝ่สูง คิดว่าตนเป็นฝ่ายถูกเสมอ หรือเย่อหยิ่ง—เหล่านี้คือสิ่งที่เจ้าจะค่อยๆ ขจัดออกไป หากเจ้าปรารถนาที่จะทิ้งพวกมันไปบัดเดี๋ยวนี้ นั่นย่อมเป็นไปไม่ได้! นี่เป็นเพราะตัวตนเก่าของเจ้าจะไม่ยอมให้ผู้อื่นแตะต้องมัน รากเหง้าทั้งหลายของมันอยู่ลึกเหลือเกิน ดังนั้นเจ้าต้องใช้ความพยายามส่วนตัว เชื่อฟังพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ในเชิงบวกและอย่างแข็งขัน ใช้เจตจำนงของเจ้าในการร่วมมือกับพระเจ้า และเต็มใจที่จะนำวจนะของเราไปปฏิบัติ หากเจ้ากระทำบาป พระเจ้าจะทรงบ่มวินัยเจ้า เมื่อเจ้าหันกลับมาและเริ่มมีความเข้าใจ เมื่อนั้นทั้งหมดในตัวเจ้าจะดีทันที หากเจ้าพูดตามใจปากเกินไป เมื่อนั้นเจ้าจะได้รับการบ่มวินัยภายในตัวเจ้าทันที เจ้ามองเห็นว่าพระเจ้าไม่ทรงมีความปีติยินดีในสิ่งทั้งหลายเช่นนั้น ดังนั้นหากเจ้าหยุดทันทีตอนนี้ เจ้าจะได้รับประสบการณ์กับสันติสุขภายใน มีผู้เชื่อใหม่บางคนที่ไม่เข้าใจว่าความรู้สึกต่างๆ ของชีวิตคืออะไร หรือจะใช้ชีวิตในความรู้สึกเหล่านั้นอย่างไร แม้ว่าเจ้าไม่ได้กล่าวสิ่งใด บางครั้งเจ้าก็แปลกใจ เหตุใดเจ้าจึงรู้สึกทุรนทุรายภายในเหลือเกิน? ในเวลาเช่นนั้นมันคือความคิดของเจ้าและจิตใจของเจ้านั่นเองที่ผิดแปลกไป บางครั้งเจ้ามีตัวเลือกของเจ้าเอง มีมโนคติอันหลงผิดและความคิดเห็นของเจ้าเอง บางครั้งเจ้าถือว่าผู้อื่นด้อยกว่าเจ้า บางครั้งเจ้าทำการคำนวณแบบเห็นแก่ตัวของเจ้าเอง และไม่อธิษฐานหรือตรวจดูตัวเจ้าเอง นี่คือสาเหตุที่เจ้ารู้สึกทุรนทุรายภายใน บางทีเจ้าอาจรู้ว่าสิ่งใดคือปัญหา ดังนั้นจงขานพระนามของพระเจ้าในหัวใจของเจ้าทันที จงมาใกล้ชิดพระเจ้า และเจ้าจะฟื้นฟู เมื่อหัวใจของเจ้ากลายเป็นปั่นป่วนและทุรนทุรายยิ่งขึ้นทุกที เจ้าต้องไม่คิดเป็นอันขาดว่าพระเจ้าทรงกำลังอนุญาตให้เจ้าพูด ผู้เชื่อใหม่ทั้งหลายควรให้ความสนใจใกล้ชิดเป็นพิเศษที่จะเชื่อฟังพระเจ้าในการนี้ ความรู้สึกทั้งหลายที่พระเจ้าทรงใส่ไว้ภายในมนุษย์คือสันติสุข ความชื่นบานยินดี ความกระจ่างแจ้ง และความแน่ใจ บ่อยครั้งมีผู้คนที่ไม่เข้าใจ พวกที่จะทำความยุ่งเหยิงและกระทำการตามอำเภอใจ—เหล่านี้คือการขัดจังหวะทั้งหมด จงให้ความใส่ใจระแวดระวังในการนี้ หากเจ้ามีแนวโน้มไปสู่สภาพเงื่อนไขนี้ เจ้าควรกิน “ยาป้องกัน” เพื่อให้แคล้วคลาดจากมัน มิเช่นนั้นเจ้าจะสร้างการขัดจังหวะและพระเจ้าจะทรงโบยตีเจ้า จงอย่าคิดว่าเจ้าเป็นฝ่ายถูกเสมอ จงใช้ความแข็งแกร่งของผู้อื่นมาชดเชยความขาดตกบกพร่องของตัวเจ้าเอง จงเฝ้าดูว่าผู้อื่นใช้ชีวิตตามวจนะของพระเจ้าอย่างไร และจงมองเห็นว่าชีวิต การกระทำ และวาทะของพวกเขาควรค่าแก่การเอาอย่างหรือไม่ หากเจ้าถือว่าผู้อื่นด้อยกว่าเจ้า เจ้าก็คิดว่าเจ้าเป็นฝ่ายถูกเสมอ ทะนงตน และไม่เป็นประโยชน์ต่อใคร สิ่งที่สำคัญยิ่งชีพในตอนนี้อยู่ที่การมุ่งเน้นที่ชีวิต ที่การกินและดื่มวจนะของเรามากขึ้น ที่การมีประสบการณ์กับวจนะของเรา การรู้จักวจนะของเรา การทำวจนะของเราให้กลายเป็นชีวิตของเจ้าอย่างแท้จริง—เหล่านี้คือสิ่งสำคัญหลัก หากใครบางคนไม่สามารถใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้าได้ ชีวิตของพวกเขาจะสามารถเป็นผู้ใหญ่ได้ไหม? ไม่เลย มันไม่สามารถ เจ้าต้องใช้ชีวิตตามวจนะของเราตลอดเวลา และมีวจนะของเราเป็นหลักจรรยาบรรณสำหรับชีวิต เพื่อที่เจ้าจะรู้สึกว่าการกระทำตามหลักเกณฑ์นั้นคือสิ่งที่พระเจ้าทรงชื่นบานยินดี และการกระทำเป็นอื่นคือสิ่งที่พระเจ้าทรงเกลียดชัง และเจ้าก็จะมาเดินอยู่บนร่องครรลองที่ถูกต้องอย่างช้าๆ เจ้าต้องเข้าใจว่าสิ่งใดมาจากพระเจ้า และสิ่งใดมาจากซาตาน สิ่งที่มาจากพระเจ้ามอบนิมิตต่างๆ แก่เจ้าด้วยความกระจ่างแจ้งที่เพิ่มพูนขึ้นทุกที และนำเจ้ามาใกล้ชิดพระเจ้ายิ่งขึ้นทุกที เจ้าแบ่งปันความรักที่จริงจังจริงใจกับพี่น้องชายหญิงของเจ้า เจ้าสามารถแสดงการคำนึงถึงพระภาระของพระเจ้า และมีหัวใจที่รักพระเจ้าซึ่งไม่มีวันลดน้อยลง มีถนนสายหนึ่งข้างหน้าให้เจ้าเดิน สิ่งที่มาจากซาตานทำให้นิมิตทั้งหลายปลาสนาการไปพร้อมกับเจ้า และทำให้เจ้าสูญเสียทั้งหมดที่เจ้าได้มีมาก่อน เจ้ากลายเป็นเหินห่างจากพระเจ้า เจ้าไม่มีความรักสำหรับพี่น้องชายหญิงของเจ้า และเจ้ามีหัวใจที่น่าชัง เจ้ากลับกลายท้อแท้สิ้นหวัง เจ้าไม่ปรารถนาที่จะใช้ชีวิตคริสตจักรอีกต่อไป และหัวใจที่รักพระเจ้าของเจ้าก็ไม่มีอีกต่อไป นี่คืองานของซาตาน และเป็นผลสืบเนื่องที่งานของพวกวิญญาณชั่วนำไปสู่

บัดนี้คือชั่วขณะอันสำคัญยิ่งยวด เจ้าต้องประจำที่ของเจ้าจนถึงผลัดสุดท้ายของเจ้า ทำดวงตาของวิญญาณเจ้าให้กระจ่างเพื่อแยกความต่างระหว่างความดีกับความชั่ว และทุ่มเทความพยายามทั้งหมดของพวกเจ้าในการก่อร่างสร้างคริสตจักร กำจัดพวกขี้ข้าของซาตาน การรบกวนทางศาสนา และงานของพวกวิญญาณชั่วออกไป ชำระคริสตจักรให้บริสุทธิ์ ดำเนินเจตจำนงของเราจนแล้วเสร็จโดยไม่ถูกกีดกั้นขัดขวาง และแท้จริงแล้ว ในเวลาสั้นมากนี้ที่นำหน้ามาก่อนความวิบัติทั้งหลาย เราจะทำให้พวกเจ้าครบบริบูรณ์โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และนำพาเจ้าเข้าสู่สง่าราศี

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 22” ของ พระดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 386

เมื่อเจ้าเห็นว่าเวลาช่างผ่านไปรวดเร็ว และพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์เร่งรุดมุ่งไปข้างหน้า อันเป็นเหตุให้เจ้าบรรลุพระพรที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้น และได้รับองค์กษัตริย์แห่งจักรวาล พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ผู้ทรงเป็นดวงอาทิตย์สาดแสง องค์กษัตริย์แห่งราชอาณาจักร—ทั้งหมดนี้คือพระคุณและความปราณีของเรา จะมีอะไรอีกเล่าที่จะสามารถตัดเจ้าจากความรักของเราได้? จงใคร่ครวญให้ถ้วนถี่ อย่าพยายามหนี จงรออย่างสงบนิ่งเบื้องหน้าเราในทุกขณะ และอย่าร่อนเร่อยู่ข้างนอกเป็นนิจ หัวใจของเจ้าต้องอยู่แนบชิดกับหัวใจของเรา และไม่สำคัญว่าจะเกิดอะไรขึ้น จงอย่าหลับหูหลับตากระทำ หรือกระทำโดยไร้กฎเกณฑ์ เจ้าต้องใส่ใจต่อเจตจำนงของเรา ทำในสิ่งใดก็ตามที่เราพึงปรารถนา และจงมุ่งมั่นที่จะละทิ้งในสิ่งที่เราไม่พึงปรารถนา เจ้าต้องไม่กระทำการตามอารมณ์ แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น จงฝึกปฏิบัติความชอบธรรม เช่นเรา โดยไม่มีความหวั่นไหวกระทั่งต่อบิดามารดาของเจ้า เจ้าต้องละทิ้งทั้งหมดที่ไม่สอดคล้องกับความชอบธรรม และเจ้าต้องถวายตัวของเจ้าและสละตัวของเจ้าเพื่อเรา ด้วยหัวใจบริสุทธิ์ที่รักเรา จงอย่าทนทุกข์กับการควบคุมของบุคคลใด เหตุการณ์ใด หรือสิ่งใด กล่าวคือตราบเท่าที่มันสอดคล้องกับเจตจำนงแห่งเราแล้ว จงฝึกปฏิบัติไปโดยสอดคล้องกับวจนะของเรา จงอย่ากลัว มือของเราจะสนับสนุนเจ้า และเราจะคอยกันเจ้าให้ห่างจากคนทำชั่วทั้งหมด เจ้าควรพิทักษ์หัวใจของเจ้า อยู่ภายในเราตลอดเวลา เพราะชีวิตของเจ้านั้นขึ้นอยู่กับการที่มันใช้ชีวิตอยู่กับเราเพียงลำพังเท่านั้น นั่นคือ หากเจ้าไปจากเรา เจ้าจะมีอันโรยราในทันใด

เจ้าควรรู้ว่าวันเหล่านี้คือวันสุดท้าย มารซาตานย่างสามขุมไปทั่วราวสิงโตคำรามเพื่อค้นหาสวาปามผู้คน เวลานี้โรคระบาดทุกชนิดแพร่กระจาย และมีวิญญาณชั่วมากมายทุกประเภท มีเพียงเราที่เป็นพระเจ้าที่แท้จริง มีเพียงเราที่เป็นที่หลบภัยของเจ้า เวลานี้เจ้าทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากซ่อนอยู่ในสถานที่ลับของเรา อยู่ภายในเราเท่านั้น แล้วความวิบัติจะไม่ตกแก่เจ้า และจะไม่มีภัยพิบัติเข้ามาใกล้เต็นท์ของเจ้า เจ้าต้องเข้ามาใกล้ชิดเราบ่อยขึ้น สามัคคีธรรมกับเราในสถานที่ลับ จงอย่าสามัคคีธรรมอย่างหละหลวมกับผู้อื่น เจ้าต้องจับความเข้าใจความหมายในวจนะของเรา—เราไม่ได้กำลังพูดว่า เจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้สามัคคีธรรม แต่พูดว่าเจ้ายังคงปราศจากความหยั่งรู้ ในช่วงระหว่างเวลานี้ งานของวิญญาณชั่วกำลังอาละวาดเพ่นพ่าน พวกมันใช้ผู้คนทุกประเภทมาให้สามัคคีธรรมกับเจ้า คำพูดของพวกมันฟังรื่นหู แต่มีพิษอยู่ภายใน คำพูดพวกนั้นคือมีดโกนอาบน้ำผึ้ง และก่อนที่เจ้าจะรู้ตัว พวกเขาจะใส่ยาพิษของพวกเขาภายในเจ้า เจ้าควรรู้ว่า ผู้คนส่วนใหญ่ในทุกวันนี้ไม่มั่นคง ราวกับว่าพวกเขาได้ดื่มจนมึนเมา เมื่อเจ้าสามัคคีธรรมเกี่ยวกับความลำบากยากเย็นของเจ้ากับผู้อื่น สิ่งที่พวกเขาบอกเจ้าเป็นเพียงแค่กฎเกณฑ์และคำสอน และไม่ดีเท่ากับการสามัคคีธรรมกับเราโดยตรง จงมาเบื้องหน้าเรา และเทสิ่งเก่า ๆ ภายในเจ้าออกมา เปิดหัวใจของเจ้าต่อเรา แล้วหัวใจของเราจะเปิดเผยต่อเจ้าอย่างแน่นอน หัวใจของเจ้าต้องขยันต่อหน้าเรา อย่าเกียจคร้าน แต่จงมาใกล้เราบ่อย ๆ—นี่คือหนทางที่เร็วที่สุดที่ชีวิตเจ้าจะเติบโต เจ้าต้องมีชีวิตอยู่ภายในเรา แล้วเราจะมีชีวิตอยู่ภายในเจ้า และเราจะเป็นกษัตริย์อยู่ภายในเจ้า ชี้นำเจ้าในทุกสิ่ง และเจ้าจะได้มีส่วนแบ่งในราชอาณาจักร

จงอย่าประเมินตัวเองต่ำเพราะว่าเจ้าอายุน้อย เจ้าควรมอบตัวเจ้าเองให้แก่เรา เราไม่พิจารณาผู้คนจากรูปลักษณ์ภายนอก หรืออายุของพวกเขา เราพิจารณาเพียงแค่ว่า พวกเขารักเราอย่างจริงใจหรือไม่ และพวกเขาติดตามหนทางของเรา ฝึกปฏิบัติความจริงโดยเพิกเฉยต่อสิ่งอื่นใดทั้งหมดหรือไม่ ไม่ต้องกังวลว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร หรืออนาคตจะเป็นอย่างไร ตราบที่เจ้าพึ่งพาเราในการมีชีวิตอยู่ทุก ๆ วันแล้วไซร้ เราย่อมจะนำทางเจ้าอย่างแน่นอน อย่ามัวอ้อยอิ่งกับความคิดว่า “ชีวิตของฉันเล็กจ้อยเกินไป ฉันไม่เข้าใจอะไรเลย” อันเป็นความคิดที่ส่งมาโดยซาตาน เจ้าเพียงแต่ใช้หัวใจของเจ้าเข้ามาใกล้ชิดเราตลอดเวลา ติดตามรอยเท้าของเราไปจนสุดถนนก็พอ เมื่อเจ้าได้ยินวจนะของเราตำหนิและตักเตือน จงตื่นขึ้นแล้ววิ่งไปข้างหน้าทันที เข้ามาใกล้ชิดเราโดยไม่หยุดนิ่ง ก้าวตามฝูงให้ทัน และมองไปข้างหน้าเสมอ เมื่ออยู่เฉพาะหน้าเรา เจ้าต้องรักพระเจ้าของเจ้าด้วยหัวใจและวิญญาณทั้งหมด บนหนทางแห่งการปรนนิบัติ จงพิจารณาวจนะของเราให้บ่อยขึ้น ในการฝึกปฏิบัติความจริง จงอย่ามีหัวใจอ่อนแอ—จงมีหัวใจที่ทรงพลัง มาพร้อมความแน่วแน่และความมุ่งมั่นของเด็กเพศชาย จงมีหัวใจอันน่าเกรงขาม หากเจ้าปรารถนาจะรักเราแล้วไซร้ เจ้าต้องทำให้เราสมดังใจในทุกสิ่งที่เราปรารถนาจะสำเร็จลุล่วงในเจ้า หากเจ้าปรารถนาจะติดตามเราแล้วไซร้ เจ้าต้องละทิ้งทุกสิ่งที่เจ้ามี ทุกสิ่งที่เจ้ารัก เจ้าต้องนบนอบอย่างถ่อมใจเบื้องหน้าเราด้วยจิตใจที่เรียบง่าย อย่าสำรวจค้นหรือคิดอะไรส่งเดช แต่จงเกาะติดพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์

เราให้คำปรึกษาแก่เจ้าตรงนี้ จงยึดมั่นต่อทั้งหมดที่เรามอบความกระจ่างให้ภายในเจ้า และอย่าลืมฝึกปฏิบัติ!

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 28” ของ พระดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 387

จงตื่นเถิด พี่ชายน้องชายทั้งหลาย! จงตื่นเถิด พี่สาวน้องสาวทั้งหลาย! วันของเราจะไม่ถูกทำให้ล่าช้า เวลาคือชีวิต และการยึดเวลากลับมาก็คือการช่วยชีวิตให้รอด! เวลาอยู่ไม่ไกลแล้ว! หากพวกเจ้าล้มเหลวในการสอบเข้าวิทยาลัย พวกเจ้าสามารถเรียนและสอบซ้ำได้หลายครั้งตามที่เจ้าเห็นชอบ อย่างไรก็ดี วันของเราจะไม่ทนกับความล่าช้าอีกต่อไป จงจำไว้! จงจำไว้! เราเร่งเร้าเจ้าด้วยถ้อยคำดี ๆ เหล่านี้ บทอวสานของแผ่นดินโลกเปิดเผยออกมาต่อหน้าต่อตาของพวกเจ้า และความวิบัติอันใหญ่หลวงก็เข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว สิ่งใดสำคัญกว่า: ชีวิตของพวกเจ้า หรือการนอนหลับของพวกเจ้า อาหาร เครื่องดื่ม และเสื้อผ้าของพวกเจ้า? ถึงเวลาที่พวกเจ้าต้องชั่งน้ำหนักสิ่งเหล่านี้แล้ว จงอย่าสงสัยอีกต่อไป และจงอย่าหลบเลี่ยงจากความแน่นอน!

ช่างน่าเวทนายิ่งนัก! ช่างต่ำต้อยยิ่งนัก! ช่างมืดบอดยิ่งนัก! มวลมนุษย์ช่างโหดร้ายยิ่งนัก! พวกเจ้าทำหูทวนลมต่อถ้อยคำของเราโดยแท้—นี่เราพูดกับพวกเจ้าโดยสูญเปล่าหรือ? พวกเจ้ายังคงเลินเล่อเหลือเกิน—เพราะเหตุใด? เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? พวกเจ้าไม่เคยมีความคิดเช่นนั้นเลยจริงหรือ? เราพูดสิ่งเหล่านี้เพื่อใครเล่า? จงเชื่อในเรา! เราคือพระผู้ช่วยให้รอดของพวกเจ้า! เราคือองค์หนึ่งเดียวผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ของพวกเจ้า! จงคอยดู! จงคอยดู! เวลาที่เสียไปจะไม่มีวันกลับมาอีกครั้ง—จงจำสิ่งนี้ไว้! ไม่มียาใดในโลกที่จะรักษาความเสียดายได้! ดังนั้น เราควรพูดกับพวกเจ้าอย่างไร? คำพูดของเราไม่คู่ควรต่อการพิจารณาซ้ำ ๆ อย่างใส่ใจของพวกเจ้าหรอกหรือ? พวกเจ้าช่างไม่เอาใจใส่ต่อถ้อยคำของเรา และขาดความรับผิดชอบต่อชีวิตพวกเจ้าเหลือเกิน เราจะทนได้อย่างไร? ได้อย่างไร?

เหตุใด ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ ชีวิตในคริสตจักรที่เหมาะสมจึงไม่สามารถเกิดขึ้นท่ามกลางพวกเจ้าได้? เพราะว่าพวกเจ้าขาดความเชื่อ พวกเจ้าไม่เต็มใจจะจ่ายราคา ไม่เต็มใจจะมอบถวายตัวเอง ไม่เต็มใจจะทุ่มเทตัวเองที่เบื้องหน้าเรา จงตื่นเถิด บุตรทั้งหลายของเรา! จงเชื่อในเรา บุตรทั้งหลายของเรา! ผู้เป็นที่รักของเรา เหตุใดพวกเจ้าจึงจะไม่พิจารณาดูว่าสิ่งใดอยู่ในใจหัวใจเรา?

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 30” ของ พระดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 388

สำหรับปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นในคริสตจักร อย่าให้ความแคลงใจหนักอึ้งเอ่อล้น ในครรลองของการสร้างคริสตจักรนั้น ความผิดพลาดเป็นเรื่องที่ไม่อาจเลี่ยงได้ แต่จงอย่าตื่นตระหนกเมื่อเจ้าพบเจอปัญหา ในทางกลับกัน จงสงบและสำรวม ใช่ว่าเราได้เคยบอกพวกเจ้าไปแล้วหรอกหรือ? จงเข้าเฝ้าเราให้บ่อยและอธิษฐาน และเราจะแสดงเจตนาต่าง ๆ ของเราให้เจ้าเห็นโดยชัดเจน คริสตจักรคือหัวใจของเราและมันเป็นจุดพระสงค์สูงสุดของเรา เช่นนั้นเราจะไม่รักมันได้อย่างไร? จงอย่ากลัว—เมื่อเรื่องพรรค์นี้เกิดขึ้นในคริสตจักร มันเกิดขึ้นโดยการอนุญาตของเรา จงยืนหยัดและพูดแทนเรา จงมีความเชื่อ ว่าทุกสิ่งและทุกเรื่องเกิดขึ้นโดยได้รับอนุญาตจากบัลลังก์แห่งเรา และมีเจตนาของเราบรรจุอยู่ในสิ่งเหล่านั้น หากเจ้ายังสามัคคีธรรมต่อไปโดยขาดความยับยั้งชั่งใจ ก็จะมีปัญหาตามมา เจ้าเคยคิดถึงผลที่จะตามมาหรือไม่? นี่คือสิ่งอันเป็นชนิดที่ซาตานจะฉวยโอกาสเอาประโยชน์ จงเข้าเฝ้าเราให้บ่อย เราจะพูดอย่างเรียบง่าย หากเจ้ากำลังจะทำการอันใดโดยมิได้เข้าเฝ้าเราก่อนแล้วไซร้ ก็อย่าได้จินตนาการไปเลยว่าเจ้าจะทำการนั้นจนเสร็จสิ้นได้ พวกเจ้านั่นเองคือคนที่บังคับเราให้มาอยู่ในตำแหน่งนี้

จงอย่าทดท้อ จงอย่าอ่อนแอ และเราจะทำให้สิ่งต่าง ๆ ให้ชัดเจนแก่เจ้า ถนนสู่อาณาจักรมิได้ราบเรียบนัก ไม่มีอะไรเรียบง่ายเช่นนั้นหรอก! เจ้าต้องการให้พระพรมาถึงเจ้าอย่างง่ายดายมิใช่หรือ? ในวันนี้ ทุกคนจะต้องเผชิญกับการทดสอบอันขมขื่น หากปราศจากการทดสอบเช่นนี้ หัวใจรักของพวกเจ้าที่มีต่อเราก็จะไม่เติบใหญ่แข็งแกร่งขึ้น และเจ้าก็จะไม่มีรักแท้ต่อเรา แม้ว่าการทดสอบเหล่านี้ก็แค่ประกอบด้วยรูปการณ์แวดล้อมเล็กน้อยทั้งหลายเท่านั้น แต่ทุกคนก็ต้องผ่านมันไปให้ได้ เพียงแต่ว่าความลำบากยากเย็นของการทดสอบต่าง ๆ จะแปรผันไปตามแต่ละตัวบุคคลเท่านั้น รูปการณ์แวดล้อมทั้งหลายคือพรจากเรา และมีพวกเจ้ามากน้อยแค่ไหนหรือที่เข้าเฝ้าเราบ่อยครั้งและคุกเข่าอ้อนวอนขอพรจากเรา? เจ้าพวกเด็กโง่เอย! เจ้าเอาแต่คิดว่าคำพูดที่เป็นมงคลไม่กี่คำนับเป็นพรของเราแล้ว ทว่ากลับไม่ตระหนักว่าความขมขื่นก็เป็นพรหนึ่งของเรา พวกคนที่ร่วมแบ่งปันความขมขื่นของเราจะได้ร่วมแบ่งปันความหวานชื่นของเราอย่างแน่นอน นั่นคือคำสัญญาของเรา และพรของเราแก่พวกเจ้า จงอย่าลังเลที่จะกินและดื่มและชื่นชมถ้อยคำของเรา เมื่อความมืดมนผ่านพ้น ความสว่างจะรวมตัวกัน ก่อนรุ่งสางคือช่วงที่มืดมนที่สุด หลังจากเวลานี้ ท้องฟ้าจะค่อย ๆ กระจ่าง และพระอาทิตย์ก็ขึ้นมา จงอย่ากลัวหรือขลาดไป ในวันนี้ เราเกื้อหนุนบุตรทั้งหลายของเราและกวัดแกว่งฤทธานุภาพของเราเพื่อพวกเขา

เมื่อเป็นเรื่องกิจธุระของคริสตจักร อย่าเอาแต่บ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบของเจ้า หากเจ้านำเรื่องนี้มาเข้าเฝ้าเราโดยเปี่ยมมโนธรรม เจ้าจะพบหนทาง ในยามที่เกิดปัญหาหยุมหยิมเช่นนี้ขึ้น เจ้ารู้สึกกลัวและตื่นตระหนก ด้วยไม่รู้จะทำเช่นใดหรือไม่? เราได้กล่าวไว้นับครั้งไม่ถ้วนแล้ว “จงมาเฝ้าใกล้ชิดเราให้บ่อย!” พวกเจ้าได้นำสิ่งที่เราขอให้พวกเจ้าทำไปปฏิบัติโดยเปี่ยมมโนธรรมหรือไม่? กี่ครั้งกันที่พวกเจ้าได้ใคร่ครวญคำพูดของเรา? หากเจ้ายังไม่ได้ทำเช่นนั้นแล้ว พวกเจ้าก็ปราศจากวิจารณญาณอันแจ่มแจ้ง นี่มิใช่เป็นการกระทำของตัวเจ้าเองหรอกหรือ? เจ้าโทษคนอื่น แต่เหตุใดเจ้าจึงไม่รู้สึกขยะแขยงตัวเจ้าเอง? เจ้าทำสิ่งต่าง ๆ ให้เสียเรื่อง และหลังจากนั้นเจ้าก็ยังคงประมาทเลินเล่อและขอไปที พวกเจ้าจักต้องใส่ใจรับฟังคำพูดของเรา

คนที่เชื่อฟังและคนที่นบนอบจะได้รับพรใหญ่หลวง ในคริสตจักร จงตั้งมั่นในคำพยานของเจ้าที่มีต่อเรา ค้ำจุนความจริง ถูกคือถูก ผิดคือผิด จงอย่าสับสนระหว่างขาวกับดำ เจ้าจะทำสงครามกับซาตานและต้องกำราบมันให้สิ้นซากเพื่อที่มันจะไม่มีวันผงาดขึ้นมาอีก พวกเจ้าต้องมอบทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้ามีเพื่อปกป้องคำพยานแห่งเรา นี่จะเป็นเป้าหมายแห่งการกระทำของพวกเจ้า—จงอย่าลืมเรื่องนี้เสีย แต่ในตอนนี้ พวกเจ้าขาดความเชื่อและความสามารถในการแยกความแตกต่างของสิ่งต่าง ๆ และตลอดเวลา พวกเจ้าก็ไม่อาจเข้าใจถ้อยคำของเราและเจตนาของเราได้เลย อย่างไรเสีย จงอย่ากระวนกระวายไป ทุกสิ่งดำเนินหน้าไปตามขั้นตอนของเรา และความกระวนกระวายรังแต่จะสร้างปัญหา จงใช้เวลาเข้าเฝ้าเราให้นานขึ้น และจงอย่าให้ความสำคัญกับอาหารและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งเป็นของสำหรับกายเนื้อ แสวงหาเจตนาของเราให้บ่อยเข้าไว้ และเราจะแสดงให้เจ้าเห็นอย่างชัดเจนว่าเจตนาเหล่านั้นคืออะไร เจ้าจะค่อย ๆ พบเจตนาของเราในทุกสิ่ง เพื่อว่าสำหรับมนุษย์ทุกคน เราจะมีหนทางให้เข้ามาโดยปราศจากอุปสรรค นี่จะทำให้หัวใจของเราสมปรารถนา และพวกเจ้าจะได้รับพรจากเราตลอดกาลและตลอดไป!

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 41” ของ พระดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 389

เปโตรได้สัตย์ซื่อต่อเรามาหลายปี กระนั้นเขาก็ไม่เคยบ่น อีกทั้งไม่ได้มีการร้องทุกข์คร่ำครวญใดๆ แม้แต่โยบก็ไม่เทียบเท่าเขา และตลอดยุคทั้งหลาย บรรดาธรรมิกชนทั้งหมดก็ได้อ่อนด้อยกว่าเปโตร เขาไม่เพียงพยายามรู้จักเราเท่านั้น แต่ก็ได้มารู้จักเราในระหว่างเวลาที่ซาตานได้กำลังกระทำการตามอุบายลวงของมันอีกด้วย นี่ได้นำทางให้เปโตรรับใช้เรานานหลายปี เป็นไปตามเจตจำนงของเราเสมอ และด้วยเหตุผลนี้ เขาจึงไม่เคยได้ถูกซาตานใช้หาประโยชน์เลย เปโตรดึงบทเรียนจากความเชื่อของโยบ กระนั้นก็ล่วงรู้ข้อบกพร่องของโยบอย่างชัดเจนอีกด้วย แม้ว่าโยบได้มีความเชื่ออันยิ่งใหญ่ แต่เขาขาดความรู้เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ในอาณาจักรฝ่ายวิญญาณ ดังนั้นเขาจึงได้พูดคำพูดหลายคำที่ไม่ได้สอดคล้องกับความเป็นจริง นี่แสดงให้เห็นว่าความรู้ของโยบนั้นตื้นเขินและไม่สามารถมีความเพียบพร้อมได้ เพราะฉะนั้น เปโตรจึงได้มุ่งเน้นไปที่การได้รับสำนึกรับรู้ของวิญญาณเสมอ และได้ให้ความสนใจต่อการสังเกตการณ์พลังขับเคลื่อนของอาณาจักรฝ่ายวิญญาณเสมอ ผลลัพธ์คือ เขาไม่เพียงมีความสามารถที่จะสืบให้แน่ใจในบางสิ่งของความปรารถนาของเราเท่านั้น แต่ยังมีความรู้เล็กน้อยเกี่ยวกับอุบายลวงของซาตานอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ ความรู้ของเขาเกี่ยวกับเราจึงได้เติบโตจนยิ่งใหญ่กว่าความรู้ของคนอื่นใดตลอดทุกยุค

จากประสบการณ์ของเปโตร มันไม่ยากที่จะเห็นว่าหากมนุษย์ปรารถนาที่จะรู้จักเรา พวกเขาต้องมุ่งเน้นที่การพิจารณาอย่างรอบคอบภายในวิญญาณของพวกเขา เราไม่ได้ขอให้เจ้า “ทุ่มเทอุทิศ” จำนวนเฉพาะจำนวนหนึ่งให้เราภายนอก นี่เป็นความกังวลรอง หากเจ้าไม่รู้จักเรา เช่นนั้นแล้ว ความเชื่อ ความรัก และความรักภักดีทั้งหมดที่เจ้าพูดถึงก็เป็นเพียงสิ่งลวงตา พวกมันเป็นสิ่งไร้สาระ และเจ้าจะกลายเป็นใครบางคนที่ทำการอวดตัวอย่างยิ่งใหญ่เบื้องหน้าเรา แต่ไม่รู้จักตัวเองอย่างแน่นอน เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าจะถูกซาตานหลอกให้ติดกับอีกครั้งและไม่มีความสามารถที่จะปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระได้ เจ้าจะกลายเป็นบุตรแห่งความพินาศและเป็นวัตถุแห่งความย่อยยับ อย่างไรก็ตาม หากเจ้าเย็นชาและไม่ใส่ใจต่อวจนะของเรา เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ต่อต้านเราอย่างไม่ต้องสงสัย นี่คือข้อเท็จจริง และเจ้าคงจะประสบความสำเร็จที่จะมองทะลุประตูแห่งอาณาจักรฝ่ายวิญญาณไปที่พวกวิญญาณมากมายหลากหลายซึ่งได้ถูกเราตีสอนไปแล้ว วิญญาณพวกนั้นดวงใดไม่ได้เฉยชา ไม่ใส่ใจและไม่ยอมรับ เมื่อเผชิญหน้ากับวจนะของเรา? วิญญาณพวกนั้นดวงใดไม่ได้เยาะเย้ยถากถางเกี่ยวกับวจนะของเรา? วิญญาณพวกนั้นดวงใดไม่ได้พยายามที่จะจ้องจับผิดวจนะของเรา? วิญญาณพวกนั้นดวงใดไม่ได้ใช้วจนะของเราเป็น “อาวุธป้องกัน” เพื่อใช้ “ปกป้อง” ตัวเอง? พวกมันไม่ได้ใช้เนื้อหาสาระของวจนะของเราเป็นหนทางที่จะรู้จักเรา แต่เป็นเพียงของเล่นให้เล่นด้วยเท่านั้น ในการนี้ พวกมันไม่ได้กำลังต้านทานเราโดยตรงหรอกหรือ? วจนะของเราคือผู้ใดเล่า? วิญญาณของเราคือผู้ใดเล่า? เราได้ถามคำถามเหล่านี้กับพวกเจ้าหลายครั้งเหลือเกินแล้ว กระนั้นพวกเจ้าได้เคยรับความรู้ความเข้าใจเชิงลึกที่สูงขึ้นและชัดเจนใดๆ เกี่ยวกับคำถามเหล่านั้นหรือไม่? พวกเจ้าได้เคยมีประสบการณ์กับพวกมันอย่างแท้จริงหรือไม่? เราเตือนพวกเจ้าอีกครั้งหนึ่งว่า หากเจ้าไม่รู้จักวจนะของเรา อีกทั้งไม่ยอมรับวจนะของเรา อีกทั้งไม่นำวจนะของเราไปปฏิบัติ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะกลายเป็นวัตถุแห่งการตีสอนของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้! เจ้าจะกลายเป็นเหยื่อของซาตานอย่างแน่นอน!

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 8” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 390

แม้ว่าผู้คนมากมายเชื่อในพระเจ้า แต่น้อยคนนักที่เข้าใจว่าอะไรคือความหมายของความเชื่อในพระเจ้า และพวกเขาต้องทำอะไรเพื่อให้สอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า นี่เป็นเพราะแม้ว่าผู้คนจะคุ้นเคยกับคำว่า “พระเจ้า” และวลีต่างๆ อาทิ “พระราชกิจของพระเจ้า” แต่พวกเขาก็ไม่รู้จักพระเจ้า และพวกเขายิ่งรู้จักพระราชกิจของพระองค์น้อยกว่า ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ทุกคนซึ่งไม่รู้จักพระเจ้าจะสับสนปนเปในการเชื่อของพวกเขาในพระองค์ ผู้คนไม่ถือการเชื่อในพระเจ้าเป็นเรื่องจริงจัง และทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะการที่เชื่อในพระเจ้าเป็นความไม่คุ้นเคยเกินไป แปลกเกินไปสำหรับพวกเขา ด้วยวิธีนี้พวกเขาจึงไปไม่ถึงข้อเรียกร้องต่างๆ ของพระเจ้า กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากผู้คนไม่รู้จักพระเจ้าและไม่รู้จักพระราชกิจของพระองค์ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ไม่เหมาะสำหรับการใช้งานโดยพระเจ้าและพวกเขายิ่งไม่มีความสามารถที่จะทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระองค์ได้ “การเชื่อในพระเจ้า” หมายถึงการเชื่อว่ามีพระเจ้าอยู่องค์หนึ่ง นี่เป็นมโนทัศน์ที่เรียบง่ายที่สุดเกี่ยวกับการเชื่อในพระเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น การเชื่อว่ามีพระเจ้าอยู่องค์หนึ่งไม่เหมือนกับการเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง ตรงกันข้าม มันเป็นความเชื่อที่เรียบง่ายประเภทหนึ่งซึ่งมีนัยแฝงทางศาสนาที่รุนแรง ความเชื่อแท้จริงในพระเจ้าหมายถึงสิ่งต่อไปนี้: บนพื้นฐานของความเชื่อที่ว่าพระเจ้าทรงครองอำนาจอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่ง คนเรามีประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์และพระราชกิจของพระองค์ ลบล้างอุปนิสัยเสื่อมทรามของคนเรา ทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระเจ้าและได้มารู้จักพระเจ้า มีเพียงการเดินทางแบบนี้เท่านั้นที่อาจถูกเรียกว่า “ความเชื่อในพระเจ้า” กระนั้นผู้คนมักเห็นว่าการเชื่อในพระเจ้าเป็นเรื่องเรียบง่ายและไร้สาระ ผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าด้วยวิธีนี้ได้สูญเสียความหมายของความเชื่อในพระเจ้าไปแล้ว และแม้ว่าพวกเขาอาจจะยังเชื่อต่อไปจนถึงวาระท้ายสุด แต่พวกเขาจะไม่มีวันได้รับการเห็นชอบของพระเจ้า เพราะพวกเขาก้าวย่างไปบนเส้นทางที่ผิด ณ วันนี้ ยังมีพวกผู้ที่เชื่อในพระเจ้าตามความหมายของตัวอักษรที่เขียนไว้และหลักคำสอนที่กลวงเป็นโพรง พวกเขาไม่รู้ว่าพวกเขาขาดแก่นแท้ของการเชื่อในพระเจ้า และพวกเขาไม่สามารถได้รับการเห็นชอบของพระเจ้า พวกเขายังคงอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อขอพระพรแห่งความปลอดภัยและพระคุณที่เพียงพอ พวกเราจงมาหยุดนิ่ง สงบใจและถามตัวเองว่า เป็นไปได้ไหมว่าการเชื่อในพระเจ้าเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดบนโลกอย่างแท้จริง? เป็นไปได้ไหมที่การเชื่อในพระเจ้าไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่าการได้รับพระคุณมากมายจากพระเจ้า? ผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าโดยที่ไม่รู้จักพระองค์หรือที่เชื่อในพระเจ้าแต่ยังคงต่อต้านพระองค์จะมีความสามารถที่จะทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระเจ้าได้อย่างแท้จริง หรือ?

ตัดตอนมาจาก คำนำของพระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 391

อะไรคือสิ่งที่มนุษย์ได้รับเอาไว้นับตั้งแต่ที่เขาเริ่มเชื่อในพระเจ้า? เจ้าได้มารู้อะไรเกี่ยวกับพระเจ้าบ้าง? เจ้าได้เปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใดเนื่องจากการเชื่อในพระเจ้าของเจ้า? วันนี้ พวกเจ้าทุกคนรู้ว่าการเชื่อในพระเจ้าของมนุษย์นั้นไม่ได้เป็นไปเพื่อความรอดของจิตใจและความอยู่ดีมีสุขของเนื้อหนังแต่เพียงประการเดียวเท่านั้น อีกทั้งไม่ได้เป็นไปเพื่อการทำให้ชีวิตของเขาบริบูรณ์ขึ้นโดยผ่านทางการรักพระเจ้า เป็นต้น ดังที่เป็นอยู่ขณะนี้ หากเจ้ารักพระเจ้าเพื่อประโยชน์ของความอยู่ดีมีสุขของเนื้อหนัง หรือความเพลิดเพลินเพียงชั่วครู่ หากเป็นเช่นนั้นแล้ว แม้ว่าในท้ายที่สุด ความรักของเจ้าต่อพระเจ้าจะไปถึงจุดสูงสุดและเจ้าไม่ได้ร้องขออะไรมากไปกว่านั้น ความรักนี้ที่เจ้าแสวงหายังคงเป็นความรักที่เจือปนและไม่เป็นที่พึงพอพระทัยต่อพระเจ้า พวกที่ใช้ความรักต่อพระเจ้าเพื่อทำให้การดำรงอยู่อันโฉดเขลาของตนบริบูรณ์ขึ้นและเติมช่องว่างในหัวใจของตนนั้น คือผู้คนประเภทที่โลภโมโทสันเพื่อชีวิตที่มีความสบาย ไม่ใช่บรรดาผู้ที่พยายามที่จะรักพระเจ้าอย่างแท้จริง ความรักประเภทนี้ถูกบีบบังคับ มันเป็นการไล่ตามเสาะหาความพึงพอใจทางจิตใจ และพระเจ้าไม่ทรงจำเป็นต้องมีมัน เช่นนั้นแล้ว ความรักของเจ้าคือความรักประเภทใดกัน? เจ้ารักพระเจ้าเพื่ออะไร? มีความรักที่แท้จริงต่อพระเจ้ามากเพียงใดภายในตัวเจ้าในขณะนี้? ความรักของพวกเจ้าส่วนใหญ่คือความรักประเภทที่ได้กล่าวมาแล้ว ความรักเช่นนั้นสามารถคงไว้ได้เพียงสถานะปัจจุบันที่เป็นอยู่เท่านั้น มันไม่สามารถบรรลุถึงสภาวะแห่งการเปลี่ยนแปลงไปได้ อีกทั้งมันก็ไม่สามารถหยั่งรากลึกในมนุษย์ได้ ความรักประเภทนี้เป็นดั่งดอกไม้ที่เบ่งบานและเหี่ยวเฉาไปโดยไม่ได้ออกดอกออกผลเท่านั้น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หลังจากที่เจ้าได้รักพระเจ้าแล้วในแบบอย่างเช่นนั้น หากไม่มีใครสักคนที่จะนำพาเจ้าในเส้นทางข้างหน้า เมื่อนั้น เจ้าก็จะย่อยยับ หากเจ้าสามารถรักพระเจ้าได้ในช่วงเวลาของการรักพระเจ้าเพียงเท่านั้น แต่ภายหลังอุปนิสัยของชีวิตของเจ้ายังคงไม่เปลี่ยนแปลง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะยังคงไม่สามารถหนีพ้นจากภายใต้การปกคลุมแห่งอิทธิพลของความมืด เจ้าจะยังคงไร้ความสามารถที่จะหลุดพ้นจากพันธนาการของซาตานและเล่ห์เพทุบายของมัน ไม่มีใครเยี่ยงบุคคลเช่นนี้จะสามารถได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้าอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ ในท้ายที่สุดแล้ว จิตวิญญาณ ดวงจิต และร่างกายของพวกเขาจะยังคงเป็นของซาตาน ไม่ต้องสงสัยเกี่ยวกับการนี้เลย ผู้คนทุกคนที่ไม่สามารถได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้าอย่างครบถ้วนบริบูรณ์จะกลับไปยังสถานที่ดั้งเดิมของพวกเขา นั่นคือ กลับไปสู่ซาตาน และพวกเขาจะลงไปที่บึงไฟและกำมะถันเพื่อรับการลงโทษขั้นตอนถัดไปจากพระเจ้า บรรดาผู้ที่ได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้าคือบรรดาผู้ที่ละทิ้งซาตานและหนีพ้นจากแดนครอบครองของมัน พวกเขาถูกนับรวมอย่างเป็นกิจจะลักษณะท่ามกลางผู้คนแห่งราชอาณาจักร นี่คือแบบอย่างที่ผู้คนแห่งราชอาณาจักรกลายมาเป็น เจ้าเต็มใจที่จะกลายเป็นบุคคลประเภทนี้หรือไม่? เจ้าเต็มใจที่จะได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้าหรือไม่? เจ้าเต็มใจที่จะหนีพ้นจากแดนครอบครองของซาตานและกลับสู่พระเจ้าหรือไม่? ขณะนี้เจ้าเป็นของซาตานหรือเจ้าถูกนับรวมท่ามกลางผู้คนแห่งราชอาณาจักร? สิ่งเหล่านี้ควรที่จะชัดเจนอยู่แล้ว และไม่จำเป็นต้องมีการอธิบายต่อไปอีก

ตัดตอนมาจาก “ผู้เชื่อควรที่จะยึดถือทัศนคติแบบใด” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 392

ในอดีต คนจำนวนมากได้แสวงหาด้วยความทะเยอทะยานและมโนคติที่หลงผิด พวกเขาได้แสวงหาอันเนื่องมาจากความหวังทั้งหลายของพวกเขาเอง เราลองละวางปัญหาเช่นนั้นไว้ชั่วขณะ สิ่งที่มีความสำคัญหลักบัดนี้คือการค้นหาวิธีการปฏิบัติที่จะทำให้พวกเจ้าแต่ละคนรักษาสภาวะที่ปกติไว้ได้เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และค่อยๆ หลุดพ้นจากโซ่ตรวนแห่งอิทธิพลของซาตาน เพื่อที่พวกเจ้าอาจจะได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้า และดำเนินชีวิตบนแผ่นดินโลกตามสิ่งที่พระเจ้าทรงขอจากเจ้า ในหนทางนี้เท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถทำให้เจตนารมณ์ของพระเจ้าลุล่วงได้ คนจำนวนมากเชื่อในพระเจ้า กระนั้นก็ไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์ และไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ซาตานต้องการ พวกเขาเชื่อในหนทางที่โง่เขลาและสับสนวุ่นวาย ไปตามกระแสอย่างง่ายดาย และดังนั้นจึงไม่เคยมีชีวิตเยี่ยงคริสเตียนที่ปกติ ที่มากไปกว่านั้นคือ พวกเขาไม่เคยมีสัมพันธภาพส่วนตัวที่ปกติ นับประสาอะไรกับสัมพันธภาพที่ปกติกับพระเจ้า จากจุดนี้จึงสามารถมองเห็นได้ว่า ความยากลำบากทั้งหลายและข้อบกพร่องทั้งหลายของมนุษย์ และปัจจัยอื่นๆ ที่สามารถขีดขวางน้ำพระทัยพระเจ้าได้นั้นมีมากมาย นี่จึงเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่ามนุษย์ยังไม่ได้อยู่ในร่องครรลองที่ถูกต้องแห่งการเชื่อในพระเจ้า อีกทั้งยังไม่ได้เข้าสู่ประสบการณ์ที่แท้จริงของชีวิตมนุษย์ ดังนั้นแล้วการอยู่ในร่องครรลองที่ถูกต้องแห่งการเชื่อในพระเจ้าหมายความว่าอย่างไร? การไปอยู่ในร่องครรลองที่ถูกต้องหมายความว่าเจ้าสามารถสงบใจของเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้ตลอดเวลา และชื่นชมมหาสนิทที่ปกติกับพระเจ้าได้ ค่อยๆ รู้ว่าสิ่งใดที่ขาดพร่องในมนุษย์และได้รับความรู้เรื่องพระเจ้าที่ลึกยิ่งขึ้นอย่างช้าๆ โดยผ่านทางการนี้ วิญญาณของเจ้าได้รับความรู้ความเข้าใจเชิงลึกใหม่และความรู้แจ้งใหม่ทุกวัน ความถวิลหาของเจ้าเติบโตขึ้น เจ้าพยายามเข้าสู่ความจริง และมีความสว่างใหม่และความเข้าใจใหม่ทุกวัน เจ้าค่อยๆ หลุดพ้นจากอิทธิพลของซาตานและเติบโตในชีวิตของเจ้าโดยผ่านทางเส้นทางนี้ ผู้คนเช่นนั้นได้เข้าสู่ร่องครรลองที่ถูกต้องแล้ว จงประเมินประสบการณ์จริงของเจ้าเองและจงตรวจสอบเส้นทางที่เจ้าได้ไล่ตามเสาะหาในความเชื่อของเจ้า จงให้ตัวเจ้าเองยึดมั่นกับเรื่องทั้งหมดนี้ นั่นคือ เจ้าอยู่ในร่องครรลองที่ถูกต้องหรือไม่? เจ้าได้หลุดพ้นจากโซ่ตรวนของซาตานและจากอิทธิพลของซาตานในเรื่องใด? หากเจ้ายังไม่ได้อยู่ในร่องครรลองที่ถูกต้อง เช่นนั้นแล้วพันธะของเจ้ากับซาตานก็ยังไม่ได้ถูกตัดขาด เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ความพยายามของเจ้าที่จะรักพระเจ้าจะนำเจ้าไปสู่ความรักที่แท้จริง หนักแน่น และบริสุทธิ์หรือไม่? เจ้ากล่าวว่าความรักของเจ้าต่อพระเจ้านั้นไม่หวั่นไหวและจริงใจ กระนั้นเจ้าก็ยังไม่ได้หลุดพ้นจากโซ่ตรวนของซาตาน เจ้าไม่ได้พยายามที่จะหลอกพระเจ้าหรอกหรือ? หากเจ้าปรารถนาที่จะบรรลุสภาวะที่ความรักของเจ้าต่อพระเจ้านั้นไร้ซึ่งการเจือปน และเจ้าปรารถนาที่จะได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้าอย่างครบถ้วนบริบูรณ์และถูกนับรวมท่ามกลางผู้คนแห่งราชอาณาจักร เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะต้องกำหนดตัวเจ้าเองให้อยู่ในร่องครรลองที่ถูกต้องแห่งการเชื่อในพระเจ้าเสียก่อน

ตัดตอนมาจาก “ผู้เชื่อควรที่จะยึดถือทัศนคติแบบใด” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 393

ปัญหาทั่วไปที่มีอยู่ในทุกคนคือ พวกเขาเข้าใจความจริง แต่ล้มเหลวที่จะนำไปปฏิบัติ นี่เป็นเพราะในด้านหนึ่ง พวกเขาไม่เต็มใจที่จะยอมจ่ายเพื่อสิ่งนั้น และในอีกด้านหนึ่ง เพราะความรอบรู้ของพวกเขาขาดพร่องเกินไป พวกเขาไร้ความสามารถที่จะมองเห็นความลำบากยากเย็นมากมายของชีวิตประจำวันจากลักษณะที่แท้จริงของสิ่งเหล่านั้น และไม่รู้วิธีที่จะปฏิบัติอย่างเหมาะสม เพราะประสบการณ์ของผู้คนตื้นเขินเกินไป ขีดความสามารถของพวกเขาต่ำเกินไป และระดับความเข้าใจความจริงของพวกเขามีจำกัด พวกเขาจึงไม่มีวิธีการที่จะแก้ไขความลำบากยากเย็นที่พวกเขาเผชิญในชีวิตทุกๆ วันของพวกเขา พวกเขาเชื่อในพระเจ้าเพียงด้วยวาจาเท่านั้น และไม่สามารถนำพระเจ้าเข้ามาในชีวิตทุกๆ วันของพวกเขาได้ กล่าวคือ พระเจ้าก็คือพระเจ้า ชีวิตก็คือชีวิต และเสมือนว่าผู้คนไม่มีความสัมพันธ์กับพระเจ้าในชีวิตของพวกเขา นั่นคือสิ่งที่ทุกคนคิด เมื่อเชื่อในพระเจ้าเช่นนี้แล้ว ในความเป็นจริงผู้คนจะไม่ได้รับการทรงรับไว้และได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระองค์ อันที่จริง ไม่ใช่ว่าพระวจนะของพระเจ้ายังไม่มีการแสดงออกอย่างสมบูรณ์ แต่ในทางกลับกันความสามารถของผู้คนในการรับพระวจนะของพระองค์นั้นเพียงแค่ไม่เพียงพอ เราสามารถกล่าวได้ว่าแทบไม่มีผู้ใดปฏิบัติตนตามเจตนารมณ์ดั้งเดิมของพระเจ้า แต่ความเชื่อที่พวกเขามีในพระเจ้านั้นเป็นไปตามความเจตนาของพวกเขาเอง มโนคติที่หลงผิดทางศาสนาที่พวกเขามีในอดีต และวิถีของพวกเขาเองในการทำสิ่งทั้งหลาย มีเพียงไม่กี่คนที่ก้าวผ่านการแปลงสภาพภายหลังจากการยอมรับพระวจนะของพระเจ้า และเริ่มปฏิบัติตนตามน้ำพระทัยของพระองค์ แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับดึงดันในการเชื่อแบบเข้าใจผิดของพวกเขา เมื่อผู้คนเริ่มเชื่อในพระเจ้า พวกเขาเชื่อตามกฎเกณฑ์ตามขนบธรรมเนียมของศาสนา และพวกเขาใช้ชีวิตและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นตามพื้นฐานปรัชญาสำหรับการดำเนินชีวิตของพวกเขาเองโดยทั้งสิ้น เราสามารถกล่าวได้ว่านี่เป็นจริงในคนเก้าคนจากทุกๆ สิบคน มีคนน้อยมากที่คิดวางแผนการเป็นอย่างอื่นและเริ่มต้นใหม่หลังจากที่เริ่มเชื่อในพระเจ้า มนุษยชาติล้มเหลวที่จะพิจารณาว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นความจริง หรือล้มเหลวที่จะนำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติโดยรับว่าเป็นความจริง

ตัวอย่างเช่น ความเชื่อในพระเยซู ไม่ว่าใครสักคนเพิ่งได้เริ่มต้นเชื่อหรือได้เชื่อมาเป็นเวลานานมากแล้ว ทุกคนเพียงแค่นำพรสวรรค์ใดก็ตามที่พวกเขามีมาใช้ และสาธิตแสดงทักษะใดก็ตามที่พวกเขามี ผู้คนเพียงเพิ่มคำสามคำที่ว่า “ความเชื่อในพระเจ้า” นี้ลงในชีวิตตามปกติของพวกเขา แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในอุปนิสัยของพวกเขา และความเชื่อของพวกเขาในพระเจ้าไม่ได้เพิ่มขึ้นแม้แต่น้อย การไล่ตามเสาะหาของพวกเขาทั้งไม่เย็นและไม่ร้อน พวกเขาไม่ได้พูดว่าพวกเขาจะละวางความเชื่อของพวกเขา แต่พวกเขาก็ไม่ได้ปวารณาตนทั้งหมดให้กับพระเจ้าเช่นกัน พวกเขาไม่เคยรักพระเจ้าหรือเชื่อฟังพระองค์อย่างแท้จริง ความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาคือส่วนผสมระหว่างของแท้กับของเทียม พวกเขาเข้าหาความเชื่อในพระเจ้าด้วยการปิดตาหนึ่งข้างและเปิดตาหนึ่งข้าง และไม่ได้เอาจริงเอาจังในการปฏิบัติตามความเชื่อของพวกเขา พวกเขาอยู่ในสภาวะของความมึนงงสับสนเช่นนั้นต่อไป และในท้ายที่สุดก็ตายลงอย่างสับสน ทั้งหมดนั้นเพื่ออะไรกัน? วันนี้ เพื่อเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงชีวิตจริง เจ้าต้องย่างเท้าไปบนร่องครรลองที่ถูกต้อง หากเจ้าเชื่อในพระเจ้า เจ้าไม่ควรแสวงหาเพียงพรเท่านั้น แต่ควรพยายามรักพระเจ้าและรู้จักพระเจ้า เจ้าสามารถดื่มและกินพระวจนะของพระเจ้า พัฒนาความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า และมีความรักที่แท้จริงในพระเจ้า ซึ่งมาจากภายในสุดของหัวใจของเจ้าโดยผ่านทางความรู้แจ้งของพระองค์ โดยผ่านทางการแสวงหาแต่ละอย่างของเจ้าเอง กล่าวได้อีกนัยหนึ่งคือ เมื่อความรักเพื่อพระเจ้าของเจ้าเป็นจริงแท้ที่สุด และไม่มีผู้ใดสามารถทำลายหรือขัดขวางความรักที่เจ้ามีให้กับพระองค์ได้ ในเวลานี้เองเจ้าจะอยู่บนร่องครรลองที่ถูกต้องในความเชื่อของเจ้าในพระเจ้า นี่พิสูจน์ว่าเจ้าเป็นของพระเจ้า เพราะหัวใจของเจ้าอยู่ในการทรงครองของพระเจ้าอยู่แล้ว และไม่มีสิ่งอื่นใดสามารถครอบครองเจ้าได้ โดยผ่านทางประสบการณ์ของเจ้า โดยผ่านทางราคาที่เจ้าได้ยอมจ่าย และโดยผ่านทางพระราชกิจของพระเจ้า เจ้าสามารถพัฒนาความรักที่ไม่ต้องบังคับเพื่อพระเจ้าได้—และเมื่อเจ้าทำเช่นนั้น เจ้าจะกลายเป็นอิสระจากอิทธิพลของซาตาน และจะมาใช้ชีวิตในความสว่างแห่งพระวจนะของพระเจ้า มีเพียงเมื่อเจ้าได้พ้นเป็นอิสระจากอิทธิพลแห่งความมืดแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถพูดได้ว่าเจ้าได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้า ในการเชื่อในพระเจ้าของเจ้า เจ้าต้องพยายามแสวงหาเป้าหมายนี้ นี่คือหน้าที่ของพวกเจ้าแต่ละคน ไม่มีพวกเจ้าคนใดที่ควรพึงพอใจกับสถานะของเรื่องราวเหตุการณ์ในปัจจุบัน เจ้าไม่สามารถสองจิตสองใจต่อพระราชกิจของพระเจ้า อีกทั้งเจ้าไม่สามารถมองพระราชกิจของพระเจ้าว่าไม่สำคัญ เจ้าควรนึกถึงพระเจ้าในทุกประการและตลอดเวลา และทำทุกสิ่งเพื่อประโยชน์ของพระองค์ และเมื่อใดก็ตามที่เจ้าพูดหรือกระทำ เจ้าควรให้ความสนใจกับพระนิเวศของพระเจ้าก่อนเป็นอันดับแรก ด้วยวิธีนี้เท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถได้ดังพระหทัยของพระเจ้าได้

ตัดตอนมาจาก “เจ้าควรมีชีวิตเพื่อความจริงเพราะเจ้าเชื่อในพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 394

ในความเชื่อที่ผู้คนมีในพระเจ้า ความผิดอันใหญ่หลวงที่สุดของพวกเขาคือพวกเขาเชื่อด้วยวาจาเท่านั้น และพระเจ้าไม่อยู่ในชีวิตทุกๆ วันของพวกเขาเลย ผู้คนทั้งหมดเชื่อในการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้าจริงๆ แต่พระเจ้าไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตทุกๆ วันของพวกเขา ปากของผู้คนพูดคำอธิษฐานมากมายต่อพระเจ้า แต่พระเจ้าทรงมีพื้นที่น้อยนิดในหัวใจของพวกเขา และดังนั้นพระเจ้าจึงทรงทดสอบพวกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นเพราะว่าผู้คนไม่บริสุทธิ์ พระเจ้าจึงไม่ทรงมีทางเลือกอื่นนอกจากทดสอบพวกเขา เพื่อที่พวกเขาอาจรู้สึกละอาย และมารู้จักตัวเองท่ามกลางการทดสอบเหล่านี้ หากไม่เป็นเช่นนั้น มนุษยชาติจะกลายเป็นพงศ์พันธุ์ของทูตสวรรค์ และกลับกลายเป็นเสื่อมทรามลงเรื่อยๆ ในกระบวนความเชื่อที่พวกเขามีในพระเจ้า แต่ละคนปลดทิ้งเจตนาและวัตถุประสงค์ส่วนตัวของพวกเขามากมายภายใต้การชำระให้สะอาดอันไม่มีที่สิ้นสุดของพระเจ้า หากไม่เป็นเช่นนั้น พระเจ้าคงจะไม่ทรงมีหนทางที่จะใช้บุคคลใด และคงจะไม่ทรงมีหนทางที่จะทรงพระราชกิจซึ่งพระองค์ทรงควรที่จะทำในผู้คน พระเจ้าทรงชำระล้างผู้คนให้สะอาดเป็นอันดับแรก และผู้คนอาจมารู้จักตัวเองโดยผ่านทางกระบวนการนี้ และพระเจ้าอาจเปลี่ยนแปลงพวกเขา ณ เวลานั้นเท่านั้นที่พระเจ้าจะทรงพระราชกิจในชีวิตของพระองค์ในพวกเขา และด้วยวิธีนี้เท่านั้นหัวใจของพวกเขาจึงจะหันมาหาพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ได้ ดังนั้นเราจึงกล่าวว่า การที่เชื่อในพระเจ้าไม่ได้เรียบง่ายเหมือนกับที่ผู้คนพูดกัน ตามที่พระเจ้าทอดพระเนตร หากเจ้ามีเพียงความรู้แต่ไม่มีพระวจนะของพระองค์เป็นชีวิต และหากเจ้าถูกจำกัดเพียงความรู้ของเจ้าเองเท่านั้น แต่ไม่สามารถปฏิบัติตามความจริงหรือใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วนี่ก็คือข้อพิสูจน์ว่าเจ้ายังคงไม่มีหัวใจที่รักพระเจ้า และแสดงให้เห็นว่าหัวใจของเจ้าไม่ได้เป็นของพระเจ้า คนเราสามารถรู้จักพระเจ้าได้โดยการเชื่อในพระองค์ กล่าวคือ นี่คือเป้าหมายสุดท้าย และเป้าหมายของการไล่ตามเสาะหาของมนุษย์ เจ้าต้องใช้ความพยายามในการใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า เพื่อให้พระวจนะของพระองค์ผลิดอกออกผลในการปฏิบัติของเจ้าได้ หากเจ้ามีเพียงความรู้เกี่ยวกับคำสอน เช่นนั้นแล้วความเชื่อในพระเจ้าของเจ้าจะสูญเปล่า เฉพาะเมื่อเจ้าปฏิบัติและใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระองค์เท่านั้นความเชื่อของเจ้าจึงจะได้รับการพิจารณาว่าครบบริบูรณ์และสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า บนถนนสายนี้ ผู้คนมากมายสามารถพูดถึงความรู้มากมาย แต่เมื่อถึงเวลาตายของพวกเขา ดวงตาของพวกเขาปริ่มไปด้วยน้ำตา และพวกเขาเกลียดตัวเองที่เสียเวลาไปทั้งชีวิตและใช้ชีวิตจนแก่เฒ่าเพื่อความสูญเปล่า พวกเขาเพียงเข้าใจคำสอน แต่ไม่สามารถนำความจริงมาปฏิบัติหรือเป็นพยานต่อพระเจ้าได้ แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขาเพียงวิ่งไปทางโน้นทีทางนี้ที ยุ่งราวกับผึ้ง และเมื่อหมิ่นเหม่ใกล้ความตายเท่านั้นพวกเขาจึงมองเห็นในที่สุดว่าพวกเขาขาดพร่องคำพยานที่แท้จริง ว่าพวกเขาไม่ได้รู้จักพระเจ้าเลย และนี่ไม่สายเกินไปหรือ? เหตุใดเจ้าจึงไม่ใช้วันนี้ให้คุ้มค่าและไล่ตามเสาะหาความจริงที่เจ้ารัก? เหตุใดจึงรอจนถึงวันพรุ่งนี้เล่า? หากในชีวิตเจ้าไม่ทนทุกข์เพื่อความจริงหรือพยายามได้รับความจริง อาจเป็นได้หรือไม่ว่า เจ้าปรารถนาที่จะรู้สึกเสียใจในโมงยามแห่งการตายของเจ้า? หากเป็นเช่นนั้น เหตุใดหรือจึงเชื่อในพระเจ้า? ในความเป็นจริง หากพวกเขาใช้ความทุ่มเทพยายามเพียงแผ่วบางที่สุด ก็มีเรื่องมากมายที่ผู้คนสามารถนำความจริงมาปฏิบัติได้ และด้วยการนั้นย่อมทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัย นี่เป็นเพียงเพราะหัวใจของผู้คนถูกครอบงำด้วยปีศาจ จนพวกเขาไม่สามารถปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของพระเจ้าได้ และสาละวนเร่งร้อนอยู่เสมอเพื่อประโยชน์ของเนื้อหนังของพวกเขา และไม่สัมฤทธิ์สิ่งใดเลยในท้ายที่สุด ด้วยเหตุผลนี้ ผู้คนจึงทุกข์ร้อนจากปัญหาและความลำบากยากเย็นอยู่เสมอ เหล่านี้ไม่ใช่การทรมานของซาตานหรือ? นี่ไม่ใช่ความเสื่อมทรามของเนื้อหนังหรอกหรือ? เจ้าไม่ควรพยายามที่จะหลอกลวงพระเจ้าโดยลมปาก ตรงกันข้าม เจ้ากลับต้องปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม อย่าหลอกตัวเจ้าเอง—นั่นจะทำไปเพื่ออะไร? เจ้าสามารถได้รับสิ่งใดหรือ จากการใช้ชีวิตเพื่อประโยชน์ของเนื้อหนังของเจ้าและการดิ้นรนเพื่อผลกำไรและชื่อเสียง?

ตัดตอนมาจาก “เจ้าควรมีชีวิตเพื่อความจริงเพราะเจ้าเชื่อในพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 395

ตอนนี้ พวกเจ้าจงไล่ตามเสาะหาในการกลายเป็นประชากรของพระเจ้า และจะเริ่มการเข้าสู่ร่องครรลอง ที่ถูกต้องทั้งหมดทั้งมวล การเป็นประชากรของพระเจ้าหมายถึงการเข้าสู่ยุคแห่งราชอาณาจักรอาณาจักร วันนี้ เจ้าเริ่มต้นอย่างเป็นกิจจะลักษณะที่จะเข้าสู่การฝึกฝนของราชอาณาจักร และชีวิตในอนาคตของพวกเจ้าจะหยุดที่จะหย่อนยานและหละหลวมดังที่เคยเป็นก่อนหน้านี้ การมีชีวิตในแนวทางนั้น ช่างเป็นไปไม่ได้ที่จะบรรลุมาตรฐานที่พึงประสงค์ของพระเจ้า หากเจ้าไม่รู้สึกถึงความเร่งด่วนใดๆ เช่นนั้นนี่ก็แสดงว่าเจ้าไม่มีความปรารถนาที่จะปรับปรุงตัวเจ้าเอง แสดงว่าการไล่ตามเสาะหาของเจ้ายุ่งเหยิงและสับสน และเจ้าไม่มีความสามารถในการทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าลุล่วง การเข้าสู่การฝึกฝนของราชอาณาจักรหมายถึงการเริ่มต้นชีวิตของประชากรของพระเจ้า—เจ้าเต็มใจยอมรับการฝึกฝนเช่นนั้นหรือไม่? เจ้าเต็มใจที่จะรู้สึกถึงสำนึกรับรู้ของความเร่งด่วนหรือไม่? เจ้าเต็มใจที่จะใช้ชีวิตภายใต้การบ่มวินัยของพระเจ้าหรือไม่? เจ้าเต็มใจที่จะใช้ชีวิตภายใต้การตีสอนของพระเจ้าหรือไม่? เมื่อพระวจนะของพระเจ้ามาถึงเจ้าและทดสอบเจ้า เจ้าจะกระทำการอย่างไร? และเจ้าจะทำสิ่งใดเมื่อเผชิญกับข้อเท็จจริงทุกอย่าง? ในอดีต การมุ่งเน้นของเจ้าไม่ได้อยู่ที่ชีวิต วันนี้ เจ้าต้องเข้าสู่ความเป็นจริงของชีวิต และไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในอุปนิสัยชีวิตของเจ้า นี่คือสิ่งที่ต้องสัมฤทธิ์ผลโดยประชากรของราชอาณาจักร บรรดาผู้ที่เป็นประชากรของพระเจ้าต้องครอบครองชีวิต พวกเขาต้องยอมรับการฝึกฝนของราชอาณาจักร และไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในอุปนิสัยชีวิตของพวกเขา นี่คือสิ่งที่พระเจ้าพึงประสงค์จากประชากรของราชอาณาจักร

ข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าสำหรับประชากรของราชอาณาจักรมีดังต่อไปนี้

1. พวกเขาต้องยอมรับพระบัญชาของพระเจ้า กล่าวคือ พวกเขาต้องยอมรับพระวจนะทุกคำที่ตรัสไว้ในพระราชกิจยุคสุดท้ายของพระเจ้า

2. พวกเขาต้องเข้าสู่การฝึกฝนของราชอาณาจักร

3. พวกเขาต้องไล่ตามเสาะหาการทำให้หัวใจของพวกเขาได้รับการสัมผัสโดยพระเจ้า เมื่อหัวใจของเจ้าหันเข้าหาพระเจ้าอย่างสมบูรณ์แล้ว และเจ้ามีชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณปกติ เจ้าก็จะอาศัยอยู่ในอาณาจักรแห่งอิสรภาพ ซึ่งหมายถึงเจ้าจะมีชีวิตอยู่ภายใต้การดูแลและการปกป้องของความรักของพระเจ้า เฉพาะเมื่อเจ้ามีชีวิตอยู่ภายใต้การดูแลและการปกป้องของพระเจ้าเท่านั้นที่จะทำให้เจ้าเป็นของพระเจ้า

4. พวกเขาต้องได้รับการรับไว้โดยพระเจ้า

5. พวกเขาต้องกลายเป็นการสำแดงพระสิริของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก

ห้าประเด็นนี้คือบัญชาของเราสำหรับพวกเจ้า วจนะของเรากล่าวแก่ประชากรของพระเจ้า และหากเจ้าไม่เต็มใจยอมรับบัญชาเหล่านี้ เราจะไม่บังคับเจ้า—แต่หากเจ้ายอมรับบัญชาเหล่านั้นอย่างแท้จริง เช่นนั้นเจ้าจะสามารถทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า วันนี้ พวกเจ้าเริ่มยอมรับพระบัญชาของพระเจ้า และไล่ตามเสาะหาที่จะกลายเป็นประชากรของราชอาณาจักรและบรรลุมาตรฐานที่พึงประสงค์ต่อการเป็นประชากรของราชอาณาจักร นี่คือก้าวแรกของการเข้าสู่ หากเจ้าปรารถนาที่จะทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าอย่างเต็มที่ เช่นนั้นเจ้าต้องยอมรับพระบัญชาทั้งห้าประการนี้ และหากเจ้าสามารถสัมฤทธิ์พระบัญชาเหล่านั้นได้ เจ้าก็จะเป็นที่ถูกพระทัยของพระเจ้า และแน่นอนว่าพระเจ้าจะทรงใช้เจ้าให้เป็นประโยชน์ได้เป็นอย่างมาก สิ่งที่สำคัญยิ่งยวดในวันนี้คือการเข้าสู่การฝึกฝนของราชอาณาจักร การเข้าสู่การฝึกฝนของราชอาณาจักรเกี่ยวข้องกับชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณ ก่อนหน้านี้ ไม่มีการพูดคุยเกี่ยวกับชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณ แต่วันนี้ ขณะที่เจ้าเริ่มการเข้าสู่การฝึกฝนของราชอาณาจักร เจ้าก็เข้าสู่ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณอย่างเป็นกิจจะลักษณะ

ตัดตอนมาจาก “รู้จักพระราชกิจใหม่ล่าสุดของพระเจ้าและติดตามรอยพระบาทของพระองค์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 396

ชีวิตประเภทใดคือชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณ? ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณคือชีวิตที่หัวใจของเจ้าหันเข้าหาพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ และสามารถใส่ใจต่อความรักของพระเจ้า นั่นคือชีวิตที่เจ้าใช้อยู่ในพระวจนะของพระเจ้า และไม่มีสิ่งอื่นใดจับจองหัวใจของเจ้า และเจ้าสามารถจับความเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าในวันนี้ และได้รับการทรงนำโดยความสว่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันนี้เพื่อทำหน้าที่ของเจ้าให้ลุล่วง ชีวิตแบบนั้นซึ่งเป็นชีวิตระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าคือชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณ หากเจ้าไม่สามารถติดตามความสว่างของวันนี้ เช่นนั้นระยะห่างก็ได้เปิดขึ้นในสัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้า—อาจแม้แต่ถึงขั้นรุนแรงก็เป็นได้—และเจ้าก็ปราศจากชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณปกติ สัมพันธภาพปกติกับพระเจ้าสร้างขึ้นบนรากฐานของการยอมรับพระวจนะของพระเจ้าในวันนี้ เจ้ามีชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณปกติหรือไม่? เจ้ามีสัมพันธภาพปกติกับพระเจ้าหรือไม่? เจ้าคือใครคนหนึ่งที่ติดตามพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือไม่? หากเจ้าสามารถติดตามความสว่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันนี้ และสามารถจับความเข้าใจในน้ำพระทัยของพระเจ้าภายในพระวจนะของพระองค์ได้ และเข้าสู่พระวจนะเหล่านี้ เช่นนั้นเจ้าก็คือใครคนหนึ่งที่ติดตามกระแสของพระวิญญาณบริสุทธิ์ หากเจ้าไม่ติดตามกระแสของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นเจ้าก็คือใครคนหนึ่งที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไม่ต้องสงสัย พระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่มีโอกาสที่จะทรงพระราชกิจภายในบรรดาผู้ที่ไม่มีความปรารถนาที่จะปรับปรุงตนเอง และผลก็คือผู้คนเช่นนั้นไม่มีวันที่จะสามารถรวบรวมกำลังของพวกเขาได้ และนิ่งเฉยอยู่เรื่อยไป วันนี้ เจ้าติดตามกระแสของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือไม่? เจ้าอยู่ในกระแสของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือไม่? เจ้าได้โผล่พ้นจากสภาพนิ่งเฉยแล้วหรือยัง? บรรดาผู้ที่เชื่อในพระวจนะของพระเจ้า ที่ยึดพระราชกิจของพระเจ้าเป็นรากฐาน และติดตามความสว่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันนี้—พวกเขาทั้งหมดล้วนอยู่ในกระแสของพระวิญญาณบริสุทธิ์ หากเจ้าเชื่อว่าพระวจนะของพระเจ้าแท้จริงและถูกต้องอย่างปราศจากความเคลือบคลุมสงสัย และหากเจ้าเชื่อพระวจนะของพระเจ้าไม่ว่าพระองค์จะตรัสว่าอย่างไร เช่นนั้นเจ้าก็คือใครคนหนึ่งที่ไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่พระราชกิจของพระเจ้า และด้วยหนทางนี้เองที่ท่านทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าลุล่วง

เพื่อเข้าสู่กระแสของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เจ้าต้องมีสัมพันธภาพปกติกับพระเจ้า และเจ้าต้องกำจัดสภาพนิ่งเฉยของเจ้าเสียก่อน บางคนติดตามคนหมู่มากอยู่เสมอ และหัวใจของพวกเขาไถลห่างจากพระเจ้าไกลเกินไป ผู้คนเช่นนั้นไม่มีความปรารถนาที่จะปรับปรุงตนเอง และมาตรฐานที่พวกเขาไล่ตามเสาะหานั้นต่ำเกินไป การไล่ตามเสาะหาความรักของพระเจ้าและการได้รับการรับไว้โดยพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า มีผู้คนที่เพียงใช้มโนธรรมของตนเพื่อตอบแทนความรักของพระเจ้า แต่นี่ไม่สามารถเป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้าได้ ยิ่งเจ้าไล่ตามเสาะหามาตรฐานที่สูงขึ้นเท่าใด ก็จะยิ่งปรองดองกับน้ำพระทัยของพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น ในฐานะใครคนหนึ่งที่ปกติและที่ไล่ตามเสาะหาที่จะรักพระเจ้า การเข้าสู่ราชอาณาจักรเพื่อกลายเป็นหนึ่งในประชากรของพระเจ้าคืออนาคตที่แท้จริงของพวกเจ้า และคือชีวิตหนึ่งซึ่งมีคุณค่าและมีนัยสำคัญมากที่สุด ไม่มีผู้ใดได้รับพระพรมากไปกว่าพวกเจ้า เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้? เนื่องจากพวกที่ไม่เชื่อในพระเจ้ามีชีวิตอยู่เพื่อเนื้อหนัง และพวกเขามีชีวิตอยู่เพื่อซาตาน แต่วันนี้พวกเจ้ามีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้า และมีชีวิตอยู่เพื่อทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า นี่จึงเป็นเหตุผลที่เรากล่าวว่าชีวิตของพวกเจ้ามีนัยสำคัญมากที่สุด เฉพาะผู้คนกลุ่มนี้ซึ่งถูกเลือกสรรโดยพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถใช้ชีวิตที่มีนัยสำคัญมากที่สุด นั่นคือ ไม่มีใครอีกเลยในแผ่นดินโลกที่สามารถใช้ชีวิตที่มีคุณค่าและมีความหมายเช่นนั้นได้ เนื่องจากเจ้าถูกเลือกสรรโดยพระเจ้าและได้รับการฟูมฟักโดยพระเจ้า และยิ่งไปกว่านั้นคือ เพราะความรักของพระเจ้าที่มีแก่เจ้า พวกเจ้าได้จับความเข้าใจชีวิตที่แท้จริงและรู้วิธีใช้ชีวิตที่มีคุณค่ามากที่สุด นี่ไม่ได้เป็นเพราะการไล่ตามเสาะหาของพวกเจ้านั้นดี แต่เป็นเพราะพระคุณของพระเจ้า พระเจ้าต่างหากที่ทรงเป็นผู้เปิดดวงตาแห่งจิตวิญญาณของพวกเจ้า และพระวิญญาณของพระเจ้าต่างหากที่ได้สัมผัสหัวใจของพวกเจ้า โดยทรงประทานโชคอันดีงามให้พวกเจ้าที่มายังเบื้องพระพักตร์ของพระองค์ หากพระวิญญาณของพระเจ้าไม่ได้ให้ความรู้แจ้งแก่พวกเจ้า เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าคงจะไม่สามารถเห็นสิ่งที่ดีงามเกี่ยวกับพระเจ้าได้ อีกทั้งคงไม่อาจเป็นไปได้ที่เจ้าจะรักพระเจ้า ทั้งหมดนี้เป็นเพราะพระวิญญาณของพระเจ้าได้สัมผัสหัวใจของผู้คน ทำให้หัวใจของพวกเขาได้หันเข้าหาพระเจ้า บางครั้ง เมื่อเจ้ากำลังชื่นชมกับพระวจนะของพระเจ้า จิตวิญญาณของเจ้าได้รับการสัมผัส และเจ้ารู้สึกว่าเจ้าไม่สามารถทำสิ่งใดได้นอกจากรักพระเจ้า รู้สึกว่ามีกำลังมหาศาลภายในตัวเจ้า และรู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดที่เจ้าไม่สามารถละไว้ได้ หากเจ้ารู้สึกเช่นนี้ เช่นนั้นเจ้าก็ได้รับการสัมผัสโดยพระวิญญาณของพระเจ้าแล้ว และหัวใจของเจ้าก็ได้หันเข้าหาพระเจ้าทั้งหมดแล้ว และเจ้าจะอธิษฐานต่อพระเจ้าแล้วกล่าวว่า "โอ้พระเจ้า พวกเราได้รับการลิขิตไว้ล่วงหน้าอย่างแท้จริงและได้รับเลือกสรรโดยพระองค์ พระสิริของพระองค์มอบเกียรติภูมิให้ข้าพระองค์ และข้าพระองค์รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นหนึ่งในประชากรของพระองค์ ข้าพระองค์จะยอมสละสิ่งใดก็ตามและมอบสิ่งใดก็ตามเพื่อทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ และจะอุทิศขวบปีทั้งหมดของข้าพระองค์รวมถึงความมานะของทั้งช่วงชีวิตแด่พระองค์" เมื่อเจ้าอธิษฐานเช่นนี้ ก็จะมีความรักที่ไม่สิ้นสุดและการเชื่อฟังอย่างแท้จริงต่อพระเจ้าในหัวใจของเจ้า เจ้าเคยมีประสบการณ์เฉกเช่นนี้หรือไม่? หากผู้คนได้รับการสัมผัสโดยพระวิญญาณของพระเจ้าบ่อยครั้ง เช่นนั้นพวกเขาก็เต็มใจเป็นอย่างยิ่งที่จะอุทิศตนเองแก่พระเจ้าในการอธิษฐานของพวกเขาว่า "โอ้พระเจ้า! ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะมองเห็นวันแห่งพระสิริของพระองค์ และข้าพระองค์ปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์—ไม่มีสิ่งใดที่มีค่าหรือมีความหมายไปมากกว่าการมีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์ และข้าพระองค์ไม่ได้มีความพึงปรารถนาแม้แต่นิดเดียวที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อซาตานและเนื้อหนัง พระองค์ทรงฟูมฟักข้าพระองค์โดยการทำให้ข้าพระองค์สามารถมีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์ในวันนี้" เมื่อเจ้าได้อธิษฐานด้วยวิธีนี้ เจ้าจะรู้สึกว่าเจ้าทำอะไรไม่ได้นอกจากมอบหัวใจของเจ้าแด่พระเจ้า รู้สึกว่าเจ้าต้องได้รับพระเจ้า และรู้สึกว่าเจ้าคงจะเกลียดที่จะตายโดยปราศจากการได้รับพระเจ้าขณะที่เจ้ามีชีวิตอยู่ การได้กล่าวอธิษฐานเช่นนั้นออกไป จะมีกำลังอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยภายในตัวเจ้า และเจ้าจะไม่รู้ว่ากำลังนั้นมาจากที่ใด ในหัวใจของเจ้าจะมีพลังที่ไร้ขีดจำกัด และเจ้าจะมีสำนึกรับรู้ว่าพระเจ้าทรงดีงามยิ่งนัก และสำนึกรับรู้ว่าพระองค์ทรงควรค่าต่อการรัก นี่คือเมื่อเจ้าจะได้รับการสัมผัสโดยพระเจ้า บรรดาผู้คนที่เคยมีประสบการณ์เช่นนั้นล้วนได้รับการสัมผัสโดยพระเจ้า สำหรับบรรดาผู้ที่ได้รับการสัมผัสโดยพระเจ้าบ่อยครั้ง การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายบังเกิดขึ้นในชีวิตของพวกเขา พวกเขาสามารถทำได้ตามปณิธานของพวกเขาและเต็มใจที่จะรับพระเจ้าอย่างครบบริบูรณ์ ความรักต่อพระเจ้าในหัวใจของพวกเขาหนักแน่นมากขึ้น หัวใจของพวกเขาได้หันเข้าหาพระเจ้าอย่างครบบริบูรณ์ พวกเขาไม่ได้คำนึงถึงครอบครัว โลก ความยุ่งเหยิงทั้งหลาย หรืออนาคตของพวกเขา และพวกเขาเต็มใจที่จะอุทิศความมานะของทั้งชีวิตแด่พระเจ้า บรรดาผู้ที่ได้รับการสัมผัสโดยพระวิญญาณของพระเจ้า คือผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง และผู้คนที่มีความหวังถึงการได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “รู้จักพระราชกิจใหม่ล่าสุดของพระเจ้าและติดตามรอยพระบาทของพระองค์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 397

ความสำคัญหลักในการติดตามพระเจ้าคือ ทุกสิ่งควรเป็นไปอย่างสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้าในวันนี้ กล่าวคือ ไม่ว่าเจ้าจะกำลังไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ชีวิตหรือการทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าลุล่วง ทุกสิ่งควรมีศูนย์กลางอยู่ที่พระวจนะของพระเจ้าในวันนี้ หากสิ่งที่เจ้าสื่อสารและไล่ตามเสาะหาไม่ได้มีศูนย์กลางอยู่ที่พระวจนะของพระเจ้าในวันนี้ เช่นนั้นเจ้าก็คือคนแปลกหน้าต่อพระวจนะของพระเจ้า และสูญเสียพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างสิ้นเชิง สิ่งที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์คือผู้คนที่ติดตามรอยพระบาทของพระองค์ ไม่ว่าสิ่งที่เจ้าเข้าใจมาก่อนนั้นจะมหัศจรรย์และบริสุทธิ์มากน้อยเพียงใด พระเจ้าก็ไม่ทรงต้องประสงค์สิ่งนั้น และหากเจ้าไม่สามารถละสิ่งเหล่านั้นได้ เช่นนั้นสิ่งเหล่านั้นจะเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงต่อการเข้าสู่ของเจ้าในอนาคต บรรดาผู้ที่สามารถติดตามความสว่างปัจจุบันของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ก็ได้รับพระพร ผู้คนในยุคก่อนๆ ยังได้ติดตามรอยพระบาทของพระเจ้าด้วยเช่นกัน แต่กระนั้นก็ดีพวกเขาก็ไม่สามารถติดตามได้จนถึงวันนี้ นี่คือพระพรของผู้คนในยุคสุดท้าย บรรดาผู้ที่สามารถติดตามพระราชกิจปัจจุบันของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ และผู้ที่สามารถติดตามรอยพระบาทของพระเจ้าได้ เฉกเช่นที่พวกเขาติดตามพระเจ้าไม่ว่าพระองค์จะนำทางพวกเขาไปยังที่ใด—เหล่านี้คือผู้คนที่ได้รับพระพรจากพระเจ้า บรรดาผู้ที่ไม่ติดตามพระราชกิจปัจจุบันของพระวิญญาณบริสุทธิ์ยังไม่ได้เข้าสู่พระราชกิจแห่งพระวจนะของพระเจ้า และไม่ว่าพวกเขาทำงานมากมายเพียงใด หรือความทุกข์ของพวกเขาใหญ่หลวงเพียงใด หรือพวกเขาวิ่งไปวิ่งมามากเพียงใด สิ่งเหล่านั้นไม่มีความหมายอะไรกับพระเจ้า และพระองค์จะไม่ชมเชยพวกเขา วันนี้ บรรดาผู้ที่ติดตามพระวจนะปัจจุบันของพระเจ้านั้นอยู่ในกระแสของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกที่เป็นคนแปลกหน้าต่อพระวจนะของพระเจ้าในวันนี้ต่างอยู่นอกกระแสของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และผู้คนเช่นนั้นไม่ได้รับการชมเชยจากพระเจ้า การปรนนิบัติที่เลิกร้างจากพระดำรัสปัจจุบันของพระวิญญาณบริสุทธิ์ คือการปรนนิบัติที่เกิดจากเนื้อหนังและมโนคติที่หลงผิด และเป็นไปไม่ได้ที่การนั้นจะสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า หากผู้คนมีชีวิตอยู่ท่ามกลางมโนคติที่หลงผิดทางศาสนา เช่นนั้นพวกเขาก็ไม่สามารถทำสิ่งใดที่เหมาะต่อน้ำพระทัยของพระเจ้า และแม้ว่าพวกเขาจะรับใช้พระเจ้า พวกเขาก็รับใช้ในท่ามกลางจินตนาการและมโนคติที่หลงผิดของพวกเขา และไม่สามารถรับใช้ตามน้ำพระทัยของพระเจ้าได้ บรรดาผู้ที่ไม่สามารถติดตามพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมไม่เข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า และบรรดาผู้ที่ไม่เข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าก็ไม่สามารถรับใช้พระเจ้าได้ พระเจ้าทรงต้องประสงค์การปรนนิบัติซึ่งเป็นที่ถูกพระทัยของพระองค์เอง พระองค์ไม่ทรงต้องประสงค์การปรนนิบัติที่เป็นมโนคติที่หลงผิดและเนื้อหนัง หากผู้คนไม่สามารถติดตามขั้นตอนของพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ เช่นนั้นพวกเขามีชีวิตอยู่ท่ามกลางมโนคติที่หลงผิด การปรนนิบัติของผู้คนเช่นนั้นขัดจังหวะและรบกวน และการปรนนิบัติเช่นนั้นดำเนินขัดแย้งกับพระเจ้า ดังนั้น พวกที่ไม่สามารถติดตามรอยพระบาทของพระเจ้าจึงไม่สามารถรับใช้พระเจ้าได้ พวกที่ไม่สามารถติดตามรอยพระบาทของพระเจ้ามักจะต่อต้านพระเจ้าเป็นส่วนใหญ่ และไม่สามารถเข้ากันได้กับพระเจ้า "การติดตามพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์" หมายถึง การทำความเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าในวันนี้ การสามารถที่จะกระทำการอันสอดคล้องกับข้อพึงประสงค์ปัจจุบันของพระเจ้า การสามารถที่จะเชื่อฟังและติดตามพระเจ้าของวันนี้ และการเข้าสู่ที่สอดคล้องกับพระดำรัสใหม่ล่าสุดของพระเจ้า นี่คือใครคนหนึ่งที่ติดตามพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และอยู่ในกระแสของพระวิญญาณบริสุทธิ์เท่านั้น ผู้คนเช่นนั้นไม่เพียงสามารถรับการสรรเสริญจากพระเจ้าและมองเห็นพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังสามารถรู้ถึงพระอุปนิสัยของพระเจ้าจากพระราชกิจล่าสุดของพระเจ้าได้ และสามารถรับรู้มโนคติที่หลงผิดและการไม่เชื่อฟังของมนุษยและธรรมชาติและเนื้อแท้ของมนุษย์จากพระราชกิจล่าสุดของพระองค์ได้ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังสามารถที่จะค่อย ๆ สัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในอุปนิสัยของพวกเขาในระหว่างการปรนนิบัติของพวกเขา เฉพาะผู้คนเช่นนี้เท่านั้นคือบรรดาผู้ที่สามารถได้รับพระเจ้า และเป็นผู้ที่ได้พบหนทางที่แท้จริงโดยแท้ พวกที่ถูกขจัดโดยพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์คือผู้คนที่ไม่สามารถติดตามพระราชกิจล่าสุดของพระเจ้า และผู้ที่เป็นกบฏต่อพระราชกิจล่าสุดของพระเจ้า ที่ผู้คนเช่นนั้นต่อต้านพระเจ้าอย่างเปิดเผยเป็นเพราะพระเจ้าได้ทรงกระทำพระราชกิจใหม่ และเพราะพระฉายาของพระเจ้าไม่เหมือนกับในมโนคติที่หลงผิดของพวกเขา—โดยผลของสิ่งนี้ พวกเขาจึงต่อต้านพระเจ้าอย่างเปิดเผยและพิพากษาพระเจ้า ซึ่งส่งผลให้พระเจ้าทรงเกลียดชังและปฏิเสธพวกเขา การครอบครองความรู้เกี่ยวกับพระราชกิจล่าสุดของพระเจ้าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากผู้คนมีความรู้สึกนึกคิดที่จะเชื่อฟังพระราชกิจของพระเจ้าและแสวงหาพระราชกิจของพระเจ้า เช่นนั้นพวกเขาจะมีโอกาสเห็นพระเจ้า และจะมีโอกาสได้รับการทรงนำใหม่ล่าสุดของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกที่ต่อต้านพระราชกิจของพระเจ้าโดยเจตนา จะไม่สามารถรับความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือการทรงนำของพระเจ้าได้ ดังนั้น การที่ผู้คนจะได้รับพระราชกิจล่าสุดของพระเจ้าหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับพระคุณของพระเจ้า ขึ้นอยู่กับการไล่ตามเสาะหาของพวกเขา และขึ้นอยู่กับเจตนาของพวกเขา

ตัดตอนมาจาก “รู้จักพระราชกิจใหม่ล่าสุดของพระเจ้าและติดตามรอยพระบาทของพระองค์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 398

บรรดาผู้ที่สามารถเชื่อฟังพระดำรัสปัจจุบันของพระวิญญาณบริสุทธิ์จะได้รับพระพร ไม่สำคัญว่าพวกเขาเคยเป็นอย่างไรหรือพระวิญญาณบริสุทธิ์เคยทรงพระราชกิจอย่างไรภายในพวกเขา—บรรดาผู้ที่ได้รับพระราชกิจล่าสุดของพระเจ้านั้นเป็นผู้ที่ได้รับพระพรมากที่สุด และพวกที่ไม่สามารถติดตามพระราชกิจล่าสุดในวันนี้จะถูกขจัด พระเจ้าทรงต้องประสงค์บรรดาผู้ที่สามารถยอมรับความสว่างใหม่ และพระองค์ทรงต้องประสงค์บรรดาผู้ที่ยอมรับและรู้จักพระราชกิจล่าสุดของพระองค์ เหตุใดจึงมีคำกล่าวที่ว่าเจ้าต้องเป็นผู้รักษาพรหมจารีบริสุทธิ์? ผู้รักษาพรหมจารีบริสุทธิ์สามารถแสวงหาพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และเข้าใจสิ่งใหม่ๆ ได้ และยิ่งไปกว่านั้น สามารถละมโนคติที่หลงผิดเก่า ๆ และเชื่อฟังพระราชกิจของพระเจ้าในวันนี้ได้ ผู้คนกลุ่มนี้ที่ยอมรับพระราชกิจใหม่ล่าสุดของวันนี้ ได้รับการลิขิตไว้ล่วงหน้าโดยพระเจ้าก่อนยุคต่างๆ และเป็นผู้คนที่ได้รับพระพรมากที่สุด พวกเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าโดยตรง และเห็นการทรงปรากฏของพระเจ้า และอื่นๆ ทั่วฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก และตลอดยุคสมัยต่างๆ ไม่มีใครได้รับพระพรมากไปกว่าพวกเจ้า ซึ่งเป็นผู้คนกลุ่มนี้ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะพระราชกิจของพระเจ้า เพราะการลิขิตไว้ล่วงหน้าและการทรงเลือกสรรของพระเจ้า และเพราะพระคุณของพระเจ้า หากพระเจ้ามิได้ตรัสและดำรัสพระวจนะของพระองค์ สภาพของพวกเจ้าจะเป็นเหมือนที่เป็นอยู่ทุกวันนี้หรือไม่? ดังนั้น ขอให้พระสิริและการสรรเสริญทั้งปวงจงมีแด่พระเจ้า เพราะทั้งหมดนี้เป็นเพราะพระเจ้าทรงฟูมฟักเจ้า เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว เจ้าจะยังคงนิ่งเฉยอยู่ได้หรือไม่? กำลังของเจ้ายังไม่สามารถฉุดเจ้าขึ้นมาได้ใช่หรือไม่?

ที่เจ้าสามารถยอมรับการพิพากษา การตีสอน การประหาร และกระบวนการถลุงของพระวจนะของพระเจ้า และยิ่งไปกว่านั้น สามารถยอมรับพระบัญชาของพระเจ้า ได้รับการลิขิตไว้ล่วงหน้าโดยพระเจ้ามาก่อนยุคสมัยต่างๆ แล้ว และดังนั้น เจ้าจึงต้องไม่เศร้าหมองมากเกินไปเมื่อเจ้าถูกตีสอน ไม่มีใครสามารถพรากพระราชกิจซึ่งพระองค์ได้กระทำในตัวพวกเจ้า และพระพรที่ประทานแก่เจ้าไปได้ และไม่มีใครสามารถพรากสิ่งทั้งหมดที่ได้ทรงประทานแก่พวกเจ้าไปได้ ผู้คนของศาสนาไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับพวกเจ้าได้เลย พวกเจ้าไม่ได้ครอบครองความเชี่ยวชาญอย่างใหญ่หลวงในพระคริสตธรรมคัมภีร์และไม่ได้มีทฤษฎีทางศาสนา แต่เนื่องจากพระเจ้าทรงทำงานในตัวพวกเจ้าแล้ว พวกเจ้าจึงได้รับมากกว่าใครตลอดยุคสมัยต่างๆ—และนี่คือพระพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเจ้า ด้วยเหตุนี้ พวกเจ้าจึงต้องมอบอุทิศแด่พระเจ้าให้มากยิ่งขึ้น และรักภักดีต่อพระเจ้าให้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากพระเจ้าทรงฟูมฟักเจ้า เจ้าจึงต้องเพิ่มความพยายามของเจ้า และต้องเตรียมวุฒิภาวะของเจ้าให้พร้อมที่จะรับพระบัญชาของพระเจ้า เจ้าต้องตั้งมั่นในสถานที่ที่พระเจ้าทรงประทานให้เจ้า ต้องไล่ตามเสาะหาในการเป็นหนึ่งในประชากรของพระเจ้า ต้องยอมรับการฝึกฝนของราชอาณาจักร ได้รับการรับไว้โดยพระเจ้า และในที่สุดก็ได้กลายเป็นพยานอันรุ่งโรจน์ต่อพระเจ้า เจ้าครอบครองความแน่วแน่เหล่านี้หรือไม่? หากเจ้าครอบครองความแน่วแน่เช่นนั้น ในที่สุดแล้วเจ้าก็มั่นใจได้ว่าจะได้รับการรับไว้โดยพระเจ้า และจะได้เป็นพยานอันรุ่งโรจน์ต่อพระเจ้า เจ้าควรเข้าใจว่าพระบัญชาหลักกำลังได้รับการรับไว้โดยพระเจ้า และกำลังกลายเป็นพยานอันรุ่งโรจน์ต่อพระเจ้า นี่คือน้ำพระทัยของพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “รู้จักพระราชกิจใหม่ล่าสุดของพระเจ้าและติดตามรอยพระบาทของพระองค์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 399

พระวจนะของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันนี้คือพลังของพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ และความรู้แจ้งที่ต่อเนื่องของมนุษย์ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ระหว่างช่วงเวลานี้คือแนวโน้มของพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ แล้วแนวโน้มของพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันนี้คืออะไร? ก็คือการเป็นผู้ทรงนำผู้คนไปสู่พระราชกิจของพระเจ้าในวันนี้ และไปสู่ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณปกติ มีหลายขั้นตอนในการเข้าสู่ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณปกติ ได้แก่

1. ก่อนอื่น เจ้าต้องเทหัวใจของเจ้าลงในพระวจนะของพระเจ้า เจ้าต้องไม่ไล่ตามเสาะหาพระวจนะของพระเจ้าในอดีต และต้องไม่นำมาศึกษาหรือเปรียบเทียบกับพระวจนะของวันนี้ เจ้าต้องเทใจของเจ้าลงในพระวจนะปัจจุบันของพระเจ้าอย่างครบบริบูรณ์แทน หากมีผู้คนที่ยังคงปรารถนาจะอ่านพระวจนะของพระเจ้า หนังสือทางจิตวิญญาณ หรือเรื่องราวอื่น ๆ ของการเทศนาจากในอดีต และผู้ที่ไม่ติดตามพระวจนะของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันนี้ เช่นนั้นพวกเขาก็เป็นผู้คนที่โง่เขลาที่สุด ซึ่งพระเจ้าทรงชิงชังผู้คนเช่นนี้ หากเจ้าเต็มใจที่จะยอมรับความสว่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันนี้ เช่นนั้นจงเทหัวใจของเจ้าลงในพระดำรัสของพระเจ้าในวันนี้อย่างครบบริบูรณ์ นี่คือสิ่งแรกที่เจ้าต้องสัมฤทธิ์ผล

2. เจ้าต้องอธิษฐานบนรากฐานของพระวจนะที่พระเจ้าตรัสในวันนี้ เข้าสู่พระวจนะของพระเจ้าและสื่อสารกับพระเจ้า และตั้งปณิธานของเจ้าต่อเบื้องพระพักตร์ของพระเจ้า โดยกำหนดว่ามาตรฐานใดที่เจ้าปรารถนาจะไล่ตามเสาะหาเพื่อให้สำเร็จลุล่วง

3. เจ้าต้องไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ความจริงอันลึกซึ้งบนรากฐานของพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันนี้ อย่ายึดมั่นกับพระดำรัสและทฤษฎีที่ล้าสมัยจากอดีต

4. เจ้าต้องแสวงหาที่จะได้รับการสัมผัสโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเข้าสู่พระวจนะของพระเจ้า

5. เจ้าต้องไล่ตามเสาะหาในการเข้าสู่เส้นทางที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงดำเนินอยู่ในวันนี้

และเจ้าแสวงหาการได้รับการสัมผัสโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างไร? สิ่งที่สำคัญยิ่งยวดคือการมีชีวิตอยู่ในพระวจนะปัจจุบันของพระเจ้า และการอธิษฐานบนรากฐานของข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า เมื่อได้อธิษฐานด้วยวิธีนี้ พระวิญญาณบริสุทธิ์จะสัมผัสเจ้าได้อย่างแน่นอน หากเจ้าไม่ได้แสวงหาหลักสำคัญในรากฐานของพระวจนะที่พระเจ้าตรัสในวันนี้ เช่นนั้นการนี้ก็จะไร้ผล เจ้าควรอธิษฐานและกล่าวว่า "โอ้พระเจ้า! ข้าพระองค์ต่อต้านพระองค์ และข้าพระองค์เป็นหนี้พระองค์อย่างมาก ข้าพระองค์ไม่เชื่อฟังอย่างมากและไม่เคยสามารถทำให้พระองค์สมพระทัยได้เลย โอ้พระเจ้า ข้าพระองค์ปรารถนาให้พระองค์ช่วยข้าพระองค์ให้รอด ข้าพระองค์ปรารถนาจะให้การปรนนิบัติพระองค์จวบจนวาระสุดท้าย ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะตายเพื่อพระองค์ พระองค์ทรงพิพากษาข้าพระองค์และตีสอนข้าพระองค์ และข้าพระองค์ไม่มีการพร่ำบ่นใดๆ ข้าพระองค์ต่อต้านพระองค์และข้าพระองค์สมควรตาย เพื่อที่ผู้คนทั้งมวลจะได้เห็นพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ในการตายของข้าพระองค์" เมื่อเจ้าอธิษฐานภายในหัวใจด้วยวิธีนี้ พระเจ้าจะทรงรับฟังเจ้า และจะทรงนำเจ้า หากเจ้าไม่อธิษฐานบนรากฐานของพระวจนะของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันนี้ เช่นนั้นจะไม่มีความเป็นไปได้ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์จะสัมผัสเจ้า หากเจ้าอธิษฐานตามน้ำพระทัยของพระเจ้า และตามสิ่งที่พระเจ้าทรงปรารถนาจะทำในวันนี้ เจ้าจะทูลว่า "โอ้พระเจ้า ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะยอมรับพระบัญชาของพระองค์และสัตย์ซื่อต่อพระบัญชาของพระองค์ และข้าพระองค์เต็มใจที่จะอุทิศทั้งชีวิตของข้าพระองค์เพื่อพระสิริของพระองค์ เพื่อให้ทุกสิ่งที่ข้าพระองค์ทำสามารถไปถึงซึ่งมาตรฐานของประชากรของพระเจ้าได้ ขอให้หัวใจของข้าพระองค์ได้รับการสัมผัสจากพระองค์ ข้าพระองค์ปรารถนาให้พระวิญญาณของพระองค์ประทานความรู้แจ้งแก่ข้าพระองค์ เพื่อทำให้ทุกสิ่งที่ข้าพระองค์ทำนำมาซึ่งความอัปยศต่อซาตาน ว่าข้าพระองค์ได้รับการรับไว้จากพระองค์ในท้ายที่สุด" หากเจ้าอธิษฐานด้วยวิธีนี้ ิด้วยวิธีที่มีศูนย์กลางอยู่ที่น้ำพระทัยของพระเจ้า เช่นนั้นพระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมจะทรงพระราชกิจในตัวเจ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่สำคัญเลยว่าการอธิษฐานของเจ้าจะมีถ้อยคำมากเพียงใด—กุญแจสำคัญคือเจ้าจับความเข้าใจในน้ำพระทัยของพระเจ้าหรือไม่ พวกเจ้าทั้งหมดอาจเคยมีประสบการณ์ดังต่อไปนี้มาแล้ว กล่าวคือ บางครั้ง ในขณะที่อธิษฐานในการชุมนุม พลังของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็มาถึงจุดสูงสุด ทำให้กำลังของทุกคนผุดขึ้น ผู้คนบางส่วนร้องไห้อย่างขมขื่นและหลั่งน้ำตาร่ำไห้ขณะอธิษฐาน ครอบงำด้วยความสำนึกผิดต่อเบื้องพระพักตร์ของพระเจ้า และผู้คนบางส่วนแสดงให้เห็นถึงความแน่วแน่ของพวกเขา และให้คำสาบาน นั่นคือผลที่จะสัมฤทธิ์ด้วยพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในวันนี้ เป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวดที่ผู้คนทั้งปวงเทหัวใจของพวกเขาลงในพระวจนะของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ อย่ามุ่งเน้นที่พระวจนะที่ได้ตรัสมาก่อนหน้านี้ หากเจ้ายังคงยึดมั่นในสิ่งที่มีมาก่อนหน้านี้ เช่นนั้นแล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์จะไม่ทรงพระราชกิจภายในตัวเจ้า เจ้าเห็นหรือไม่ว่านี่สำคัญเพียงใด?

พวกเจ้ารู้เส้นทางที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงดำเนินในวันนี้หรือไม่? ประเด็นหลายอย่างข้างต้นคือสิ่งที่จะต้องสำเร็จลุล่วงโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันนี้และในอนาคต สิ่งเหล่านั้นคือเส้นทางที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้ และการเข้าสู่ที่มนุษย์ควรไล่ตามเสาะหา ในการเข้าสู่ชีวิตของเจ้า อย่างน้อยที่สุดเจ้าต้องเทหัวใจของเจ้าลงในพระวจนะของพระเจ้า และสามารถยอมรับการพิพากษาและการตีสอนของพระวจนะของพระเจ้าได้ หัวใจของเจ้าต้องโหยหาพระเจ้า เจ้าต้องไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ความจริงอันลึกซึ้ง และวัตถุประสงค์ที่พระเจ้าพึงประสงค์ เมื่อเจ้าครอบครองกำลังนี้ เช่นนั้นก็แสดงว่าเจ้าได้รับการสัมผัสจากพระเจ้า และหัวใจของเจ้าได้เริ่มหันเข้าหาพระเจ้าแล้ว

ขั้นตอนแรกของการเข้าสู่ชีวิตคือการเทหัวใจของเจ้าลงในพระวจนะของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ และขั้นตอนที่สองคือการยอมรับการสัมผัสโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผลทสัมฤทธิ์จากการยอมรับการสัมผัสโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์คืออะไร? เพื่อให้สามารถโหยหา แสวงหา และท่องสำรวจความจริงที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และเพื่อสามารถร่วมมือกับพระเจ้าในลักษณะที่เป็นเชิงบวกได้ ในวันนี้ เจ้าร่วมมือกับพระเจ้า กล่าวคือมีวัตถุประสงค์ในการไล่ตามเสาะหาของเจ้า ในการอธิษฐานของเจ้า และในการมีส่วนร่วมของเจ้าในพระวจนะของพระเจ้า และเจ้าปฏิบัติหน้าที่โดยสอดคล้องกับข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า—เพียงการนี้เท่านั้นที่ถือว่าเป็นการร่วมมือกับพระเจ้า หากเจ้าเพียงแต่กล่าวถึงการให้พระเจ้าทรงกระทำ แต่ไม่ลงมือกระทำสิ่งใด ไม่อธิษฐานหรือแสวงหาใดๆ เช่นนั้นการนี้จะเรียกว่าความร่วมมือได้อย่างไร? หากเจ้าไม่มีร่องรอยของความร่วมมือในตัวเจ้า และสูญสิ้นการฝึกฝนเพื่อการเข้าสู่ที่มีวัตถุประสงค์ เช่นนั้นเจ้าก็ไม่ได้ให้ความร่วมมือ ผู้คนบางส่วนกล่าวว่า "ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระเจ้า พระเจ้าพระองค์เองทรงได้ทำสิ่งนั้นทั้งหมด หากพระเจ้าไม่ได้ทรงทำสิ่งนั้น แล้วมนุษย์จะทำได้อย่างไร?" พระราชกิจของพระเจ้าคือสิ่งปกติ และไม่ใช่สิ่งเหนือธรรมชาติแม้แต่น้อย และมันเป็นไปโดยผ่านทางการแสวงหาที่แข็งขันของเจ้าเท่านั้นที่ทำให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจ เพราะพระเจ้าไม่ได้บังคับมนุษย์—เจ้าต้องเปิดโอกาสให้พระเจ้าทรงพระราชกิจ และหากเจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาหรือเข้าสู่ และหากไม่มีความโหยหาแม้เพียงเล็กน้อยในหัวใจของเจ้า เช่นนั้นพระเจ้าก็ไม่มีโอกาสได้ทรงพระราชกิจ เจ้าสามารถแสวงหาที่จะได้รับการสัมผัสจากพระเจ้าได้ด้วยเส้นทางใด? ผ่านการอธิษฐานและการเข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้น แต่ที่สำคัญที่สุด จงจำไว้ว่า นั่นจะต้องตั้งอยู่บนรากฐานของพระวจนะที่พระเจ้าได้ตรัสไว้ เมื่อเจ้าได้รับการสัมผัสโดยพระเจ้าบ่อยครั้ง เจ้าก็จะไม่ถูกทำให้เป็นทาสโดยเนื้อหนัง กล่าวคือ สามี ภรรยา บุตร และเงิน—เหล่านี้ล้วนไม่สามารถพันธนาการเจ้าได้ และเจ้าปรารถนาเพียงที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงและมีชีวิตอยู่ต่อหน้าพระพักต์ของพระเจ้าเท่านั้น ณ เวลานี้ เจ้าจะเป็นใครคนหนึ่งที่มีชีวิตอยู่ในอาณาจักรแห่งอิสรภาพ

ตัดตอนมาจาก “รู้จักพระราชกิจใหม่ล่าสุดของพระเจ้าและติดตามรอยพระบาทของพระองค์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 400

พระเจ้าได้ทรงตัดสินพระทัยแน่วแน่ที่จะทำให้มนุษย์ครบบริบูรณ์ และไม่ว่าพระองค์จะตรัสออกมาจากมุมมองด้านใด ทั้งหมดล้วนเป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อการทำให้ผู้คนมีความเพียบพร้อม พระวจนะที่ตรัสจากมุมมองของพระวิญญาณนั้นยากที่ผู้คนจะเข้าใจ พวกเขาไม่มีวิถีทางในการค้นพบเส้นทางที่จะปฏิบัติ เพราะความสามารถของพวกเขาในการทำความเข้าใจนั้นถูกจำกัด พระราชกิจของพระเจ้าสัมฤทธิ์ผลแตกต่างกัน และในการดำเนินแต่ละขั้นตอนของพระราชกิจนั้นพระองค์ทรงมีจุดประสงค์ของพระองค์เอง นอกจากนี้ การที่พระองค์ตรัสจากมุมมองซึ่งแตกต่างออกไปนั้นเป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวด เพราะด้วยการทำเช่นนั้นเท่านั้นพระองค์จึงจะทรงสามารถทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมได้ หากพระองค์ทรงต้องเปล่งพระสุรเสียงของพระองค์จากมุมมองของพระวิญญาณเพียงเท่านั้น ก็คงไม่มีทางที่จะดำเนินช่วงระยะนี้ของพระราชกิจของพระเจ้าให้เสร็จสิ้นได้ จากกระแสเสียงซึ่งพระองค์ตรัส เจ้าสามารถเห็นได้ว่าพระองค์ทรงมุ่งมั่นที่จะทำให้ผู้คนกลุ่มนี้ครบบริบูรณ์ ดังนั้นอะไรเล่าที่ควรเป็นขั้นตอนแรกสำหรับแต่ละคนในหมู่ผู้ที่ปรารถนาจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม? เหนือสิ่งอื่นใด เจ้าต้องรู้จักพระราชกิจของพระเจ้า วันนี้ วิธีการใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้วในพระราชกิจของพระเจ้า ยุคสมัยได้เปลี่ยนผ่านแล้ว วิธีที่พระเจ้าทรงปฏิบัติพระราชกิจก็ได้เปลี่ยนไปเช่นกัน และวิธีการซึ่งพระเจ้าตรัสก็แตกต่างออกไป วันนี้ ไม่เพียงแค่วิธีการของพระราชกิจของพระองค์ได้เปลี่ยนไปเท่านั้น แต่ยุคสมัยก็ได้เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน บัดนี้เป็นยุคแห่งราชอาณาจักร ยุคนี้ยังเป็นยุคแห่งการรักพระเจ้าอีกด้วย เป็นการชิมลางของยุคอาณาจักรพันปี—ซึ่งเป็นยุคพระวจนะอีกด้วยเช่นกัน และเป็นยุคซึ่งพระเจ้าทรงใช้วิธีการตรัสหลายวิธีเพื่อทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม และทรงตรัสจากมุมมองที่ต่างออกไปเพื่อจัดหาให้กับมนุษย์ ทันทีที่เข้าสู่ยุคอาณาจักรพันปี พระเจ้าจะทรงเริ่มใช้พระวจนะเพื่อทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม เป็นการเปิดโอกาสให้มนุษย์เข้าสู่ความเป็นจริงของชีวิตและทรงนำทางเขาไปบนร่องครรลองที่ถูกต้อง หลังจากที่ได้รับประสบการณ์กับขั้นตอนมากมายหลากหลายขั้นตอนของพระราชกิจของพระเจ้า มนุษย์ได้เห็นแล้วว่าพระราชกิจของพระเจ้านั้นใช่ว่าจะคงอยู่กับที่ไม่มีเปลี่ยนแปลง แต่กำลังวิวัฒนาการและหยั่งลึกลงโดยไม่หยุดหย่อน ภายหลังจากที่ผู้คนได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจเป็นเวลานานมากแล้ว พระราชกิจก็ได้ดำเนินหมุนเวียนไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า เปลี่ยนแปลงไปครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงกระนั้น ไม่ว่ามันจะเปลี่ยนแปลงมากเพียงใดก็ตาม มันก็ไม่เคยเบี่ยงเบนไปจากพระประสงค์ของพระเจ้าในการนำพาความรอดมาสู่มนุษยชาติ แม้ผ่านการเปลี่ยนแปลงนับหมื่นครั้ง มันก็ไม่เคยเบนห่างจากจุดประสงค์ดั้งเดิม ไม่สำคัญว่าวิธีการของพระราชกิจของพระเจ้าอาจเปลี่ยนแปลงอย่างไร พระราชกิจนี้ไม่เคยออกห่างจากความจริงหรือจากชีวิต การเปลี่ยนแปลงในวิธีการปฏิบัติพระราชกิจนั้นแค่ทำไปโดยเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของพระราชกิจ และมุมมองซึ่งพระเจ้าตรัสเท่านั้น หาได้มีการเปลี่ยนแปลงในวัตถุประสงค์กลางของพระราชกิจของพระเจ้าเลยไม่ การเปลี่ยนแปลงในกระแสพระสุรเสียงของพระเจ้าและวิธีการของพระราชกิจของพระองค์นั้นทรงทำไปเพื่อที่จะสัมฤทธิ์ผลอย่างใดอย่างหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงในกระแสพระสุรเสียงไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงในจุดประสงค์หรือหลักการเบื้องหลังพระราชกิจ โดยส่วนใหญ่แล้วผู้คนเชื่อในพระเจ้าก็เพื่อที่จะแสวงหาชีวิต หากเจ้าเชื่อในพระเจ้าแต่ทว่าไม่ได้แสวงหาชีวิตหรือไล่ตามเสาะหาความจริงหรือความรู้ในเรื่องพระเจ้า เช่นนั้นแล้วนี่ก็ไม่ใช่ความเชื่อในพระเจ้า! และมันจะเป็นความเป็นจริงไปได้หรือกับการที่ยังคงแสวงหาที่จะเข้าสู่ราชอาณาจักรเพื่อไปเป็นกษัตริย์? การสัมฤทธิ์ความรักที่แท้จริงสำหรับพระเจ้าผ่านการแสวงหาชีวิต—เรื่องนี้เท่านั้นที่เป็นความเป็นจริง การไล่ตามเสาะหาและปฏิบัติความจริง—เหล่านี้ทั้งหมดคือความเป็นจริง เมื่ออ่านพระวจนะของพระเจ้า และได้รับประสบการณ์กับพระวจนะเหล่านี้ เจ้าจะมาจับความเข้าใจในความรู้เรื่องพระเจ้าท่ามกลางประสบการณ์จริง และนี่คือความหมายของการไล่ตามเสาะหาที่แท้จริง

ตัดตอนมาจาก “ยุคแห่งราชอาณาจักรคือยุคพระวจนะ” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 401

บัดนี้เป็นยุคแห่งราชอาณาจักร การที่เจ้าจะได้เข้าสู่ยุคใหม่นี้แล้วหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าเจ้าได้เข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้าแล้วหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าพระวจนะของพระองค์นั้นได้กลายเป็นความเป็นจริงของชีวิตของเจ้าแล้วหรือไม่ พระวจนะของพระเจ้านั้นได้รับการทำให้รู้กันทั่วทุกคนก็เพื่อที่ ในท้ายที่สุด ผู้คนทั้งหมดจะใช้ชีวิตในโลกแห่งพระวจนะของพระเจ้า และพระวจนะของพระองค์จะให้ความรู้แจ้งและให้ความกระจ่างกับแต่ละบุคคลจากภายใน หากในช่วงระหว่างเวลานี้ เจ้าไม่ใส่ใจในการอ่านพระวจนะของพระเจ้า และไม่มีความสนใจในพระวจนะของพระองค์ เช่นนั้นแล้วนี่ก็แสดงให้เห็นว่าสภาวะของเจ้านั้นผิดปกติ หากเจ้าไร้ความสามารถที่จะเข้าสู่ยุคพระวจนะ เช่นนั้นแล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ไม่ทรงปฏิบัติพระราชกิจในตัวเจ้า หากเจ้าได้เข้าสู่ยุคนี้แล้ว พระองค์จะทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ อะไรหรือที่เจ้าสามารถทำได้เมื่อเริ่มต้นยุคพระวจนะเพื่อที่จะได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์? ในยุคนี้และท่ามกลางพวกเจ้า พระเจ้าจะทรงทำให้ข้อเท็จจริงต่อไปนี้สำเร็จลุล่วง: ที่ว่าทุกคนจะใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้าจะสามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้ และจะรักพระเจ้าอย่างจริงจังจริงใจ ที่ว่าผู้คนทั้งหมดจะใช้พระวจนะของพระเจ้าเป็นรากฐานและเป็นความเป็นจริงของตนและจะมีหัวใจที่เคารพพระเจ้า และที่ว่าโดยอาศัยการปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้า มนุษย์จะใช้อำนาจขัตติยะพร้อมไปกับพระเจ้า นี่คืองานที่จะต้องสัมฤทธิ์ผลโดยพระเจ้า เจ้าสามารถอยู่โดยที่ไม่อ่านพระวจนะของพระเจ้าได้หรือไม่? วันนี้ มีผู้คนมากมายที่รู้สึกว่าพวกเขาไม่สามารถอยู่ได้แม้แต่วันเดียวหรือสองวันโดยที่ไม่ได้อ่านพระวจนะของพระองค์ พวกเขาต้องอ่านพระวจนะของพระองค์ทุกวัน และหากไม่มีเวลา การฟังพระวจนะเหล่านี้ก็จะเพียงพอ นี่คือความรู้สึกที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงให้แก่ผู้คน และมันเป็นหนทางที่พระองค์ทรงเริ่มที่จะขับเคลื่อนพวกเขา นั่นคือ พระองค์ทรงปกครองผู้คนผ่านพระวจนะ เพื่อที่พวกเขาจะสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงของพระวจนะของพระเจ้าได้ หากหลังจากผ่านไปเพียงแค่หนึ่งวันโดยที่ไม่ได้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า เจ้ารู้สึกถึงความมืดมิดและความกระหาย และไม่สามารถทนต่อสภาวะเช่นนั้นได้ นี่แสดงให้เห็นว่าเจ้าได้ถูกขับเคลื่อนโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้ว และแสดงให้เห็นว่าพระองค์ไม่ได้หันหนีไปจากเจ้า เจ้าก็จะเป็นหนึ่งในผู้ซึ่งอยู่ในกระแสนี้ อย่างไรก็ตาม หากหลังจากผ่านไปหนึ่งวันหรือสองวันโดยไม่ได้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า เจ้าไม่ได้รู้สึกอะไรสักอย่าง หากเจ้าไม่มีความกระหาย และไม่ได้ถูกขับเคลื่อนเลยทั้งสิ้น นี่แสดงให้เห็นว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้หันหนีไปจากเจ้าแล้ว เช่นนั้นแล้วนี่ย่อมหมายความว่า มีบางอย่างผิดปกติกับสภาวะภายในตัวเจ้า เจ้ายังไม่ได้เข้าสู่ยุคพระวจนะ และเจ้าเป็นหนึ่งในบรรดาพวกที่ล้าหลัง พระเจ้าทรงใช้พระวจนะปกครองผู้คน เจ้ารู้สึกดีหากเจ้ากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า และหากเจ้าไม่ได้กินและดื่ม เจ้าย่อมไร้เส้นทางให้ติดตาม พระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นอาหารของผู้คน และเป็นพละกำลังซึ่งขับเคลื่อนพวกเขา พระคัมภีร์กล่าวว่า “มนุษย์จะดำรงชีวิตด้วยอาหารเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องดำรงชีวิตด้วยพระวจนะทุกคำซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า” วันนี้ พระเจ้าจะทรงนำพาพระราชกิจนี้ไปสู่ความครบถ้วนบริบูรณ์ และพระองค์จะทรงทำให้ข้อเท็จจริงนี้สำเร็จลุล่วงในตัวพวกเจ้า เป็นไปได้อย่างไรกันที่ในอดีตนั้น ผู้คนสามารถอยู่ได้หลายวันโดยไม่ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า และกระนั้นก็ยังสามารถกินอาหารและทำงานได้ตามปกติ แต่นี่ไม่ใช่กรณีในวันนี้ใช่ไหม? ในยุคนี้ พระเจ้าทรงใช้พระวจนะเป็นหลักในการปกครองทุกคน โดยผ่านทางพระวจนะของพระเจ้า มนุษย์จึงได้รับการพิพากษาและทำให้มีความเพียบพร้อม จากนั้นในที่สุดจึงถูกนำตัวไปยังราชอาณาจักร มีเพียงพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถจัดหาให้แก่ชีวิตของมนุษย์ได้ และมีเพียงแค่พระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถให้ความสว่างและเส้นทางสำหรับการปฏิบัติแก่มนุษย์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคแห่งราชอาณาจักร ตราบเท่าที่เจ้าไม่ไถลห่างจากความเป็นจริงของพระวจนะของพระเจ้า การกินและการดื่มพระวจนะของพระองค์ในแต่ละวัน พระเจ้าก็จะทรงสามารถทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อมได้

ตัดตอนมาจาก “ยุคแห่งราชอาณาจักรคือยุคพระวจนะ” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 402

การไล่ตามเสาะหาชีวิตไม่ใช่อะไรบางอย่างที่จะเร่งรัดได้ การเติบโตของชีวิตไม่ได้เกิดขึ้นในเวลาเพียงหนึ่งหรือสองวัน พระราชกิจของพระเจ้านั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดาและสัมพันธ์กับชีวิตจริง และมีกระบวนการหนึ่งที่พระราชกิจจำเป็นต้องก้าวผ่านไปให้ได้ พระเยซูผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ทรงใช้เวลาสามสิบสามปีครึ่งเพื่อเสร็จสิ้นพระราชกิจการตรึงกางเขนของพระองค์—แล้วถ้าเป็นงานชำระล้างมนุษย์ให้บริสุทธิ์และแปรสภาพชีวิตของเขา ซึ่งเป็นพระราชกิจที่มีความยากถึงขั้นสูงสุดล่ะจะเป็นอย่างไร? มันไม่ใช่ชิ้นงานที่ง่ายเลย ในการที่จะสร้างมนุษย์ปกติคนหนึ่งซึ่งสำแดงพระเจ้า นี่เป็นเช่นนั้นจริงๆ สำหรับผู้คนซึ่งเกิดมาในชนชาติแห่งพญานาคใหญ่สีแดง ผู้ที่มีขีดความสามารถต่ำและพึงต้องใช้ระยะเวลาอันยาวนานสำหรับพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้า ดังนั้นจงอย่าไร้ความอดทนที่จะได้เห็นผลลัพธ์ เจ้าจำต้องกระตือรือร้นในการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า และใช้ความพยายามให้มากขึ้นกับพระวจนะของพระเจ้า เมื่อเจ้าเสร็จจากการอ่านพระวจนะของพระองค์แล้ว เจ้าจำต้องสามารถนำพระวจนะเหล่านั้นไปปฏิบัติได้จริง เติบโตขึ้นในด้านความรู้ ความรู้ความเข้าใจเชิงลึกการหยั่งรู้และปัญญาในพระวจนะของพระเจ้า โดยผ่านการนี้ เจ้าจะเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่รู้ตัว หากเจ้าสามารถรับการกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้า การอ่านพระวจนะเหล่านั้น การได้มารู้พระวจนะเหล่านั้น การได้รับประสบการณ์กับพระวจนะเหล่านั้น และการปฏิบัติพระวจนะเหล่านั้นมาเป็นหลักธรรมของเจ้า เจ้าจะมาถึงความเป็นผู้ใหญ่บริบูรณ์โดยที่ไม่รู้ตัว มีพวกที่กล่าวว่า พวกเขาไร้ความสามารถที่จะนำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติได้แม้หลังจากที่ได้อ่านพระวจนะเหล่านั้นแล้วก็ตาม เจ้ารีบร้อนอะไรหรือ? เมื่อเจ้าไปถึงวุฒิภาวะหนึ่ง เจ้าก็จะสามารถนำพระวจนะของพระองค์ไปปฏิบัติได้ เด็กอายุสี่หรือห้าขวบจะพูดว่าพวกเขาไร้ความสามารถที่จะสนับสนุนหรือให้เกียรติพ่อแม่ของตนได้อย่างนั้นหรือ? เจ้าควรรู้ว่าวุฒิภาวะ ณ ปัจจุบันของเจ้านั้นดีเลิศเพียงใด จงนำสิ่งที่เจ้าสามารถปฏิบัติได้ไปปฏิบัติ และหลีกเลี่ยงการเป็นใครบางคนที่ทำให้การบริหารจัดการของพระเจ้าหยุดชะงัก แค่กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า และรับการปฏิบัติเช่นนั้นไว้เป็นหลักธรรมของเจ้านับแต่บัดนี้ไป สำหรับตอนนี้ อย่าเพิ่งไปกังวลในเรื่องที่ว่าพระเจ้าสามารถทำให้เจ้าครบบริบูรณ์ได้หรือไม่ อย่าเพิ่งเจาะลึกเข้าไปในเรื่องนั้น แค่กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าเมื่อพระวจนะเหล่านั้นเข้ามาหาเจ้า และพระเจ้าจึงจะทรงรู้สึกมั่นใจที่จะทำให้เจ้ามีความครบถ้วนบริบูรณ์ อย่างไรก็ดี มีหลักการซึ่งเจ้าจำต้องกินและดื่มพระวจนะของพระองค์ไปตามนั้น อย่าทำเช่นนั้นไปโดยหลับหูหลับตา ในการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้านั้น ในด้านหนึ่ง จงแสวงหาพระวจนะที่เจ้าควรมารู้ออกมาให้ได้—นั่นคือ พระวจนะที่เกี่ยวข้องกับนิมิต—และในอีกด้านหนึ่ง จงแสวงหาพระวจนะที่เจ้าควรนำไปปฏิบัติจริง—นั่นคือ สิ่งที่เจ้าควรเข้าสู่ แง่มุมหนึ่งนั้นเกี่ยวข้องกับความรู้ และอีกแง่มุมหนึ่งเกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ ทันทีที่เจ้าได้จับความเข้าใจถึงทั้งสองแง่มุม—เมื่อเจ้าได้จับความเข้าใจถึงสิ่งที่เจ้าควรรู้และสิ่งที่เจ้าควรปฏิบัติ—เจ้าก็จะรู้ว่าจะกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าได้อย่างไร

ตัดตอนมาจาก “ยุคแห่งราชอาณาจักรคือยุคพระวจนะ” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 403

ในการขยับเดินต่อไปข้างหน้า การพูดคุยถึงพระวจนะของพระเจ้าควรเป็นหลักธรรมที่เจ้าใช้พูด โดยธรรมดาสามัญทั่วไป เมื่อพวกเจ้ามาอยู่รวมกัน เจ้าควรเข้าร่วมในการสามัคคีธรรมที่เกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้า นำพระวจนะของพระเจ้ามาเป็นเนื้อหาของการมีปฏิสัมพันธ์ของเจ้า พูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่เจ้ารู้ในพระวจนะเหล่านี้ เกี่ยวกับวิธีการที่เจ้านำพระวจนะเหล่านี้ไปปฏิบัติ และวิธีการที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงปฏิบัติพระราชกิจ ตราบเท่าที่เจ้าสามัคคีธรรมเรื่องพระวจนะของพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงให้ความกระจ่างแก่เจ้า การสัมฤทธิ์ผลในโลกแห่งพระวจนะของพระเจ้าพึงต้องได้รับความร่วมมือจากมนุษย์ หากเจ้าไม่ได้เข้าสู่เรื่องนี้ พระเจ้าจะไม่มีหนทางในการทรงพระราชกิจเลย หากเจ้าปิดปากของเจ้าและไม่พูดคุยเกี่ยวกับพระวจนะของพระองค์ พระองค์จะไม่มีหนทางในการให้ความกระจ่างแก่เจ้าเลย ยามใดก็ตามที่เจ้าไม่ได้ติดพันอยู่กับเรื่องอื่น จงพูดคุยเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้า และไม่ใช่แค่มีส่วนร่วมในการคุยเล่นไร้สาระเท่านั้น! จงยอมให้ชีวิตของเจ้าเต็มไปด้วยพระวจนะของพระเจ้า—มีเพียงเมื่อนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะเป็นผู้ที่เชื่อซึ่งเปี่ยมศรัทธาคนหนึ่ง ไม่สำคัญเลยหากการสามัคคีธรรมของเจ้าเป็นไปอย่างผิวเผิน หากปราศจากความตื้นเขินก็ไม่สามารถมีความลึกซึ้งได้ จะต้องมีกระบวนการ โดยผ่านการฝึกฝนของเจ้า เจ้าจะจับความเข้าใจการให้ความกระจ่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่มีต่อตัวเจ้า และวิธีที่จะกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าอย่างมีประสิทธิภาพ หลังจากช่วงเว้นระยะของการสอบหาข้อเท็จจริงแล้ว เจ้าจะเข้าสู่ความเป็นจริงของพระวจนะของพระเจ้า ต่อเมื่อเจ้าแน่วแน่ที่จะร่วมมือแล้วเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้

จากหลักการต่างๆ ของการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้านั้น หนึ่งนั้นเกี่ยวข้องกับความรู้ และอีกหนึ่งนั้นเกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ พระวจนะใดหรือที่เจ้าควรได้มารู้? เจ้าควรได้มารู้พระวจนะซึ่งสัมพันธ์กับนิมิตทั้งหลาย (อาทิ พระวจนะต่างๆ ที่สัมพันธ์กับเรื่องที่ว่า พระราชกิจของพระเจ้าได้เข้าสู่ยุคใดไปแล้วในขณะนี้ พระเจ้าทรงปรารถนาจะสัมฤทธิ์ผลสิ่งใดในขณะนี้ การจุติเป็นมนุษย์คืออะไร เป็นต้น ทั้งหมดเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับนิมิต) เส้นทางที่มนุษย์ควรเข้าสู่นั้นหมายถึงอะไร? เรื่องนี้อ้างอิงถึงพระวจนะของพระเจ้าที่มนุษย์ควรปฏิบัติและเข้าสู่ ข้างต้นนี้คือแง่มุมสองด้านของการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า นับแต่นี้ไป จงกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าเช่นนี้ หากเจ้ามีความเข้าใจที่ชัดเจนในพระวจนะของพระองค์ที่เกี่ยวข้องกับนิมิต เช่นนั้นแล้วก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอ่านต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา สิ่งสำคัญเบื้องต้นก็คือการกินและดื่มพระวจนะซึ่งว่าด้วยการเข้าสู่ให้มากขึ้นอาทิ วิธีที่จะหันหัวใจของเจ้าเข้าหาพระเจ้า วิธีที่จะนิ่งสงบหัวใจของเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และวิธีที่จะละทิ้งเนื้อหนัง เหล่านี้คือสิ่งที่เจ้าควรนำไปปฏิบัติ หากไม่รู้ว่าจะกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าอย่างไร การสามัคคีธรรมที่แท้จริงก็คงเป็นไปไม่ได้ ทันทีที่เจ้ารู้ว่าจะกินและดื่มพระวจนะของพระองค์อย่างไรแล้ว ครั้นเจ้าได้จับความเข้าใจแล้วว่าอะไรคือกุญแจสำคัญ การสามัคคีธรรมจะกลายเป็นเปิดกว้างไร้ข้อจำกัด และไม่ว่าจะเป็นหัวข้อใดที่ถูกหยิบยกขึ้นมา เจ้าก็จะสามารถร่วมสามัคคีธรรมและจับความเข้าใจความเป็นจริงได้ หากขณะสามัคคีธรรมเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้า เจ้าไม่มีความเป็นจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่ได้จับความเข้าใจว่าอะไรคือกุญแจสำคัญ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเจ้าไม่รู้ว่าจะกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าอย่างไร ผู้คนบางคนอาจพบว่าการอ่านพระวจนะของพระเจ้านั้นน่าเบื่อหน่าย ซึ่งไม่ใช่สภาวะปกติ สิ่งที่เป็นปกติก็คือการไม่เคยเบื่อหน่ายไปกับการอ่านพระวจนะของพระเจ้า การกระหายในพระวจนะเหล่านั้นอยู่เสมอ และการพบว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ดีอยู่เสมอ นี่คือวิธีการซึ่งคนเราที่ได้เข้าสู่แล้วโดยแท้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า เมื่อเจ้ารู้สึกว่าพระวจนะของพระเจ้านั้นช่างเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงเหลือเกิน และเป็นสิ่งที่มนุษย์ควรเข้าสู่อย่างแท้จริง เมื่อเจ้ารู้สึกว่าพระวจนะของพระองค์นั้นเป็นประโยชน์อย่างใหญ่หลวงและเป็นคุณต่อมนุษย์ และรู้สึกว่าพระวจนะเหล่านั้นคือการจัดเตรียมชีวิตของมนุษย์—เป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์นั่นเองที่ทรงมอบความรู้สึกนี้แก่เจ้า และเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์นั่นเองที่ทรงขับเคลื่อนเจ้า นี่เป็นการพิสูจน์ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์กำลังทรงพระราชกิจในตัวเจ้าและพิสูจน์ว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงหันหนีไปจากเจ้า ผู้คนบางคนเมื่อได้เห็นว่าพระเจ้าตรัสอยู่ตลอดเวลา ก็กลายเป็นรู้สึกเบื่อหน่ายในพระวจนะของพระองค์ และคิดว่าคงไม่มีผลสืบเนื่องตามมาไม่ว่าพวกเขาจะอ่านพระวจนะเหล่านั้นหรือไม่—ซึ่งไม่ใช่สภาวะปกติ พวกเขาไร้ซึ่งหัวใจที่กระหายจะเข้าสู่ความเป็นจริง และผู้คนเช่นนั้นก็ไม่กระหายอีกทั้งไม่ให้ความสำคัญต่อการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม เมื่อใดก็ตามที่เจ้าพบว่าเจ้าไม่ได้กระหายต่อพระวจนะของพระเจ้า นี่ก็แสดงให้เห็นว่าเจ้าไม่ได้อยู่ในสภาวะปกติ ในอดีต การที่พระเจ้าทรงหันหนีไปจากเจ้าหรือไม่นั้นสามารถกำหนดพิจารณาได้จากการที่เจ้ามีสันติสุขภายในหรือไม่ และเจ้าได้รับประสบการณ์ความชื่นชมยินดีหรือไม่ มาบัดนี้ กุญแจสำคัญก็คือการที่เจ้ากระหายต่อพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่ พระวจนะของพระองค์คือความเป็นจริงของเจ้าหรือไม่ เจ้าสัตย์ซื่อหรือไม่ และเจ้าสามารถทำทุกอย่างที่เจ้าสามารถทำได้เพื่อพระเจ้าหรือไม่ อีกนัยหนึ่ง มนุษย์ได้รับการพิพากษาโดยความเป็นจริงของพระวจนะของพระเจ้า พระเจ้าทรงชี้นำพระวจนะของพระองค์ต่อมนุษยชาติทั้งมวล หากเจ้าเต็มใจที่จะอ่านพระวจนะเหล่านั้น พระองค์จะทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้า แต่หากเจ้าไม่เต็มใจ พระองค์จะไม่ทรงทำเช่นนั้น พระเจ้าทรงให้ความรู้แจ้งแกบรรดาผู้ที่หิวและกระหายต่อความชอบธรรม และพระองค์ทรงให้ความรู้แจ้งแก่บรรดาผู้ที่แสวงหาพระองค์ บางคนพูดว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงให้ความรู้แจ้งแก่พวกเขา แม้ภายหลังจากที่พวกเขาได้อ่านพระวจนะของพระองค์แล้ว ว่าแต่เจ้าได้อ่านพระวจนะเหล่านี้แบบไหนหรือ? หากเจ้าได้อ่านพระวจนะของพระองค์ในแบบมนุษย์ที่ขี่ม้าชมสวนคนหนึ่ง และไม่ได้ให้ความสำคัญกับความเป็นจริง พระเจ้าจะให้ความรู้แจ้งแก่เจ้าได้อย่างไรกัน? คนที่ไม่หวงแหนความล้ำค่าของพระวจนะของพระเจ้าจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์ได้อย่างไร? หากเจ้าไม่หวงแหนความล้ำค่าของพระวจนะของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่มีทั้งความจริงและความเป็นจริง หากเจ้าหวงแหนความล้ำค่าของพระวจนะของพระองค์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะสามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้ และเมื่อนั้นเจ้าจึงจะครอบครองความเป็นจริง นี่คือเหตุผลที่เจ้าจึงต้องกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าในทุกเวลา ไม่ว่าเจ้าจะมีธุระยุ่งหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่ารูปการแวดล้อมต่างๆ นั้นจะไม่เป็นใจหรือไม่ก็ตาม และไม่ว่าเจ้ากำลังถูกทดสอบหรือไม่ก็ตาม โดยรวมแล้ว พระวจนะของพระเจ้าเป็นรากฐานของการดำรงอยู่ของมนุษย์ ไม่มีใครสามารถหันหนีไปจากพระวจนะของพระองค์ได้ แต่จำต้องกินพระวจนะของพระองค์อย่างที่พวกเขากินอาหารสามมื้อของวันนั้น การได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมและการได้รับการรับไว้โดยพระเจ้านั้นจะง่ายดายปานนั้นเชียวหรือ? ไม่ว่าเจ้าจะเข้าใจในปัจจุบันหรือไม่ และไม่ว่าเจ้าจะมีความรู้ความเข้าใจเชิงลึกในพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่ เจ้าจำต้องกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นี่คือการเข้าสู่ในแบบเชิงรุก หลังจากที่อ่านพระวจนะของพระเจ้าแล้ว จงเร่งรีบนำสิ่งที่เจ้าสามารถเข้าสู่ได้ไปปฏิบัติ และกันสิ่งที่เจ้าไม่สามารถเข้าสู่ได้ไปไว้ทางอื่นสักชั่วขณะหนึ่ง อาจมีพระวจนะของพระเจ้ามากมายที่เจ้าไม่สามารถเข้าใจได้ในตอนต้น แต่หลังผ่านไปสองหรือสามเดือน บางทีอาจจะเป็นหนึ่งปี เจ้าก็จะเข้าใจ เป็นเช่นนี้ได้อย่างไรนะหรือ? เป็นเพราะพระเจ้าไม่ทรงสามารถทำให้ผู้คนมีความเพียบพร้อมได้ในหนึ่งหรือสองวัน ส่วนใหญ่แล้ว เมื่อเจ้าอ่านพระวจนะของพระองค์ เจ้าอาจไม่เข้าใจในทันที ในเวลานั้น พระวจนะเหล่านั้นอาจดูเหมือนไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าแค่ข้อความ เจ้าจำต้องมีประสบการณ์กับพระวจนะเหล่านั้นสักช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนที่เจ้าจะสามารถเข้าใจพระวจนะเหล่านั้นได้ พระเจ้าได้มีการตรัสไว้มากมายนักแล้ว เจ้าควรทำให้ถึงที่สุดที่จะกินและดื่มพระวจนะของพระองค์ และจากนั้น โดยที่เจ้าไม่ทันรู้ตัว เจ้าจะได้มาเข้าใจ และโดยที่เจ้าไม่ทันรู้ตัว พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้า ในเวลาที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงให้ความรู้แจ้งแก่มนุษย์ บ่อยครั้งที่มันเป็นไปโดยที่มนุษย์ไม่รู้ตัว พระองค์ทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้าและทรงนำเจ้าเมื่อเจ้ากระหายและแสวงหา หลักการซึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจนั้นมีศูนย์กลางโอบล้อมพระวจนะของพระเจ้าที่เจ้ากินและดื่ม ทุกคนที่ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อพระวจนะของพระเจ้าและมีท่าทีที่แตกต่างต่อพระวจนะของพระองค์เสมอ—การเชื่อในการคิดที่มึนงงสับสนของตน นับเป็นเรื่องของความไม่แยแส ไม่ว่าพวกเขาจะอ่านพระวจนะของพระองค์หรือไม่ก็ตาม—คือพวกที่ไม่ได้ครอบครองความเป็นจริง อีกทั้งพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และการให้ความรู้แจ้งของพระองค์ก็ไม่อาจพบเห็นได้ในบุคคลเช่นนั้น ผู้คนเยี่ยงนี้ก็เพียงแค่ลอยชายไปเรื่อยไม่จริงจัง พวกคนเสแสร้งซึ่งปราศจากคุณสมบัติที่แท้จริง เหมือนอย่างนายหนานกวั๋วจากนิทานอุปมา [ก]

ตัดตอนมาจาก “ยุคแห่งราชอาณาจักรคือยุคพระวจนะ” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

เชิงอรรถ:

ก. ข้อความต้นฉบับไม่มีวลี “จากนิทานอุปมา”

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 404

เมื่อพระวจนะของพระเจ้าเผยออกมา เจ้าควรรับพระวจนะเหล่านั้นไว้ทันที และกินและดื่มพระวจนะเหล่านั้น ไม่ว่าเจ้าจะเข้าใจมากเพียงใด มุมมองหนึ่งซึ่งเจ้าจำต้องยึดมั่นก็คือการกินและการดื่ม การรู้ และการปฏิบัติพระวจนะของพระองค์ นี่คือบางสิ่งที่เจ้าควรสามารถทำได้ อย่าไปกังวลว่าวุฒิภาวะของเจ้าจะกลายเป็นยิ่งใหญ่ได้เพียงใด แค่มุ่งเน้นไปที่การกินและการดื่มพระวจนะของพระองค์ นี่คือสิ่งที่มนุษย์ควรให้ความร่วมมือ โดยหลักแล้ว ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของเจ้านั้นก็เป็นไปเพื่อพยายามเข้าสู่ความเป็นจริงของการกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้า และการนำพระวจนะเหล่านั้นไปปฏิบัติ ไม่ใช่ธุระของเจ้าที่จะต้องมุ่งเน้นไปที่อะไรอื่น บรรดาผู้นำของคริสตจักรควรสามารถนำบรรดาพี่น้องชายหญิงของตนทั้งหมดได้ เพื่อที่พวกเขาจะได้รู้ว่าจะกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าอย่างไร นี่คือความรับผิดชอบของผู้นำของคริสตจักรทุกๆ คน ไม่ว่าพวกเขาจะอายุน้อยหรืออายุมาก ทั้งหมดควรคำนึงถึงการกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้าในฐานะนัยสำคัญอันยิ่งใหญ่ และควรมีพระวจนะของพระองค์ไว้ในหัวใจของพวกเขา การเข้าสู่ความเป็นจริงนี้หมายถึงการเข้าสู่ยุคแห่งราชอาณาจักร วันนี้ ผู้คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าพวกเขาไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า และรู้สึกว่าพระวจนะของพระองค์นั้นสดใหม่ไม่ว่าจะเป็นเวลาใด นี่หมายความว่าพวกเขากำลังเริ่มต้นที่จะมุ่งมั่นไปในร่องครรลองที่ถูกต้อง พระเจ้าทรงใช้พระวจนะในการปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์และจัดเตรียมให้แก่มนุษย์ เมื่อทุกคนโหยหาและกระหายต่อพระวจนะของพระเจ้า มนุษยชาติจะเข้าสู่โลกแห่งพระวจนะของพระองค์

พระเจ้าได้ตรัสไว้มากมาย เจ้าได้มารู้มากเพียงใดแล้ว? เจ้าได้เข้าสู่ไปมากเพียงใดแล้ว? หากผู้นำของคริสตจักรไม่ได้นำบรรดาพี่น้องชายหญิงของตนเข้าไปสู่ความเป็นจริงของพระวจนะของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะได้ละเลยต่อหน้าที่ของตน และจะล้มเหลวในการปฏิบัติความรับผิดชอบของตนให้ลุล่วง ไม่ว่าความเข้าใจของเจ้าจะลึกซึ้งหรือผิวเผินหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าระดับความเข้าใจของเจ้าจะเป็นเช่นไร เจ้าจำต้องรู้ว่าจะกินและดื่มพระวจนะของพระองค์อย่างไร เจ้าจำต้องให้ความสนใจต่อพระวจนะของพระองค์อย่างใหญ่หลวง และเข้าใจถึงความสำคัญและความจำเป็นของการกินและการดื่มพระวจนะเหล่านั้น เมื่อพระเจ้าได้มีการตรัสไว้มากมายเหลือเกินแล้ว หากเจ้าไม่กินและดื่มพระวจนะของพระองค์ หรือพยายามที่จะแสวงหา หรือนำพระวจนะของพระองค์ไปปฏิบัติ นี่ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าการเชื่อในพระเจ้า เนื่องจากเจ้าเชื่อในพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าจำต้องกินและดื่มพระวจนะของพระองค์ ได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์ และใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระองค์ การนี้เท่านั้นที่จะสามารถเรียกได้ว่าการเชื่อในพระเจ้า! หากเจ้ากล่าวว่าเจ้าเชื่อในพระเจ้าด้วยปากของเจ้า และกระนั้นก็ยังไร้ความสามารถที่จะนำพระวจนะใดๆ ของพระองค์ไปปฏิบัติหรือสร้างความเป็นจริงใดๆ นี่ก็ไม่ได้เรียกว่าการเชื่อในพระเจ้า แทนที่จะเป็นเช่นนั้น มันกลับเป็น “การแสวงหาขนมปังเพื่อตอบสนองความหิว” การพูดถึงแต่คำพยานที่ไม่สลักสำคัญ สิ่งไร้ประโยชน์ทั้งหลาย และเรื่องฉาบฉวยต่างๆ โดยที่ไม่ได้ครอบครองความเป็นจริงแม้เพียงเล็กน้อย สิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้ประกอบขึ้นเป็นการเชื่อในพระเจ้า และเจ้าก็แค่ยังไม่จับความเข้าใจการเชื่อในพระเจ้าอย่างถูกวิธีเลย เหตุใดเจ้าจึงต้องกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้นะหรือ? หากเจ้าไม่กินและดื่มพระวจนะของพระองค์แต่กลับแสวงหาที่จะขึ้นสู่สวรรค์เท่านั้น นั่นใช่การเชื่อในพระเจ้าหรือไม่? อะไรคือขั้นตอนแรกที่ผู้เชื่อในพระเจ้าควรดำเนินการ? พระเจ้าทรงทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมโดยเส้นทางใด? เจ้าจะสามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยปราศจากการกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้าได้หรือไม่? เจ้าสามารถได้รับการพิจารณาว่าเป็นบุคคลของราชอาณาจักรโดยปราศจากพระวจนะของพระเจ้าที่จะใช้เป็นความเป็นจริงของเจ้าได้หรือไม่? การเชื่อในพระเจ้า แท้จริงแล้วหมายถึงอะไรกันแน่? อย่างน้อยที่สุด ผู้เชื่อในพระเจ้าควรมีความประพฤติดีภายนอก ที่สำคัญที่สุดก็คือมีการครอบครองพระวจนะของพระเจ้า ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เจ้าไม่มีทางหันหนีจากพระวจนะของพระองค์ได้ การรู้จักพระเจ้าและการทำเจตนารมณ์ของพระองค์ให้ลุล่วง ล้วนแล้วแต่สัมฤทธิ์ได้โดยผ่านพระวจนะของพระองค์ ในอนาคตนั้น ทุกๆ ชนชาติ นิกาย ศาสนา และภาคส่วนจะถูกพิชิตผ่านพระวจนะของพระเจ้า พระเจ้าจะตรัสโดยตรง และผู้คนทั้งหมดจะกุมพระวจนะของพระเจ้าไว้ในมือของตน และด้วยวิถีทางนี้ มนุษยชาติจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม พระวจนะของพระเจ้าแผ่ซ่านแทรกซึมไปทั่วทั้งภายในและภายนอก มนุษยชาติจะกล่าวพระวจนะของพระเจ้าด้วยปากของพวกเขา ปฏิบัติโดยสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้า และเก็บรักษาพระวจนะของพระเจ้าไว้ภายใน ยังคงอาบแช่อยู่ในพระวจนะของพระเจ้าทั้งภายในและภายนอก ด้วยเหตุนี้เอง มนุษย์จึงจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม พวกที่ทำเจตนารมณ์ของพระเจ้าให้ลุล่วงและสามารถเป็นพยานต่อพระองค์ได้ เหล่านี้คือผู้คนที่มีพระวจนะของพระเจ้าเป็นความเป็นจริงของตน

การเข้าสู่ยุคพระวจนะ—ยุคอาณาจักรพันปี—เป็นงานที่กำลังถูกทำให้สัมฤทธิ์ผลในวันนี้ นับจากนี้ไป จงปฏิบัติการเข้าร่วมในการสามัคคีธรรมเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้า โดยวิถีทางของการกินและการดื่มรวมทั้งการได้รับประสบการณ์ในพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้าได้ เจ้าจำต้องสร้างประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงบางอย่างเพื่อโน้มน้าวใจผู้อื่น หากเจ้าไม่สามารถใช้ชีวิตตามความเป็นจริงของพระวจนะของพระเจ้าได้ ก็จะไม่มีใครเลยที่ได้รับการโน้มน้าวใจ! บรรดาผู้คที่พระเจ้าทรงใช้สามารถใช้ชีวิตตามความเป็นจริงของพระวจนะของพระเจ้าได้ หากเจ้าไม่สามารถสร้างความเป็นจริงนี้และเป็นคำพยานต่อพระเจ้าได้ นี่ก็แสดงให้เห็นว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ยังไม่ได้ทรงพระราชกิจในตัวเจ้า และเจ้ายังไม่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม นี่คือความสำคัญของพระวจนะของพระเจ้า เจ้ามีหัวใจที่กระหายต่อพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่? บรรดาผู้ที่กระหายต่อพระวจนะของพระเจ้านั้นกระหายต่อความจริง และมีเพียงผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่ได้รับพระพรจากพระเจ้า ในอนาคต มีพระวจนะอีกมากมายที่พระเจ้าจะตรัสต่อทุกศาสนาและทุกนิกาย อันดับแรกพระองค์ตรัสและเปล่งพระสุรเสียงของพระองค์ท่ามกลางพวกเจ้าเพื่อทำให้พวกเจ้าครบบริบูรณ์ ก่อนที่จะขยับต่อไปเพื่อตรัสและเปล่งพระสุรเสียงของพระองค์ท่ามกลางคนต่างชาติทั้งหลายเพื่อพิชิตพวกเขา โดยผ่านทางพระวจนะของพระองค์ ทุกคนจะเชื่ออย่างจริงใจและอย่างถึงที่สุด โดยผ่านทางพระวจนะของพระเจ้าและวิวรณ์ของพระองค์ อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์จะลดน้อยถอยลง เขาได้รับการปรากฏของมนุษย์ผู้หนึ่ง และอุปนิสัยกบฏของเขาจะบรรเทาลง พระวจนะทำงานกับมนุษย์ด้วยสิทธิอำนาจและพิชิตมนุษย์ภายในความสว่างแห่งพระเจ้า พระราชกิจที่พระเจ้าทรงปฏิบัติในยุคปัจจุบัน รวมทั้งจุดเปลี่ยนของพระราชกิจของพระองค์นั้น สามารถพบได้ทั้งหมดภายในพระวจนะของพระองค์ หากเจ้าไม่อ่านพระวจนะของพระองค์ เจ้าจะไม่เข้าใจอะไรเลย โดยผ่านการกินและการดื่มพระวจนะของพระองค์ และผ่านการเข้าร่วมในการสามัคคีธรรมกับบรรดาพี่น้องชายหญิงของเจ้าและประสบการณ์จริงของเจ้า เจ้าจะได้รับความรู้ในเรื่องพระวจนะของพระเจ้าอย่างครบถ้วน เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถใช้ชีวิตตามความเป็นจริงของพระวจนะเหล่านั้นได้อย่างแท้จริง

ตัดตอนมาจาก “ยุคแห่งราชอาณาจักรคือยุคพระวจนะ” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 405

เราได้พูดไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า “บรรดาผู้ที่จดจ่ออยู่กับการได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์จะถูกทอดทิ้ง พวกเขาไม่ใช่บรรดาผู้ที่จะถูกทำให้มีความเพียบพร้อม” เราได้กล่าวถ้อยคำไว้มากมายนัก กระนั้นมนุษย์ก็ยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับพระราชกิจนี้เลยแม้เพียงแผ่วบาง และเมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว ผู้คนก็ยังคงถามหาหมายสำคัญและการอัศจรรย์ การเชื่อของเจ้าในพระเจ้าไม่ได้เป็นอะไรที่มากไปกว่าการไล่ตามเสาะหาหมายสำคัญและการอัศจรรย์หรอกหรือ หรือว่ามันเป็นไปเพื่อที่จะได้รับชีวิต? พระเยซูได้เคยตรัสพระวจนะไว้มากมายเช่นกัน และบางพระวจนะในพระวจนะเหล่านั้นก็ยังไม่ได้ถูกทำให้ลุล่วง เจ้าสามารถพูดได้หรือไม่ว่าพระเยซูไม่ทรงเป็นพระเจ้า? พระเจ้าได้ทรงเป็นพยานว่าพระองค์ได้ทรงเป็นพระคริสต์และพระบุตรของพระเจ้าอันเป็นที่รัก เจ้าสามารถปฏิเสธการนี้ได้หรือ? ในวันนี้ พระเจ้าเพียงแต่ตรัสพระวจนะเท่านั้น และหากเจ้าไม่รู้การนี้อย่างถ้วนทั่ว เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ย่อมไม่สามารถยืนหยัดมั่นคงอยู่ได้ เจ้าเชื่อในพระองค์เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าหรือไม่ หรือเจ้าเชื่อในพระองค์โดยขึ้นอยู่กับว่าพระวจนะของพระองค์ได้รับการทำให้ลุล่วงหรือไม่? เจ้าเชื่อในหมายสำคัญและการอัศจรรย์ หรือเจ้าเชื่อในพระเจ้า? ในวันนี้ พระองค์ไม่ทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์—พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าจริงๆ หรือ? หากพระวจนะซึ่งพระองค์ตรัสไม่ได้รับการทำให้ลุล่วง พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าจริงๆ หรือ? เนื้อแท้ของพระเจ้าถูกกำหนดพิจารณาจากการที่ว่า พระวจนะซึ่งพระองค์ตรัสนั้นได้รับการทำให้ลุล่วงหรือไม่ อย่างนั้นหรือ? เหตุใดผู้คนบางคนจึงกำลังรอคอยเสมอให้พระวจนะของพระเจ้าลุล่วงก่อนที่พวกเขาจะเชื่อในพระองค์? นี่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่รู้จักพระองค์หรอกหรือ? ทุกคนผู้ซึ่งมีมโนคติที่หลงผิดเช่นนั้นคือพวกที่ปฏิเสธพระเจ้า พวกเขาใช้มโนคติที่หลงผิดเพื่อประเมินพระเจ้า หากพระวจนะของพระเจ้าได้รับการทำให้ลุล่วง พวกเขาเชื่อในพระองค์ และหากพระวจนะของพระเจ้าไม่ได้รับการทำให้ลุล่วง เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ย่อมไม่เชื่อในพระองค์ และพวกเขาไล่ตามเสาะหาหมายสำคัญและการอัศจรรย์อยู่เสมอ ผู้คนเหล่านี้ไม่ใช่พวกฟาริสีของยุคใหม่ๆ หรอกหรือ? การที่เจ้าสามารถตั้งมั่นได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าเจ้ารู้จักพระเจ้าองค์จริงหรือไม่—นี่สำคัญยิ่งยวด! ยิ่งความเป็นจริงของพระวจนะของพระเจ้าในตัวเจ้ายิ่งใหญ่มากขึ้นเท่าใด ความรู้ของเจ้าเกี่ยวกับความเป็นจริงของพระเจ้าก็ยิ่งใหญ่มากขึ้นเท่านั้น และเจ้าก็ยิ่งสามารถที่จะยืนหยัดมั่นคงในระหว่างการทดสอบทั้งหลายได้มากขึ้นเท่านั้น ยิ่งเจ้าจดจ่ออยู่กับหมายสำคัญและการอัศจรรย์มากขึ้นเท่าใด เจ้าก็ยิ่งสามารถตั้งมั่นได้น้อยลงเท่านั้น และเจ้าจะล้มลงท่ามกลางการทดสอบทั้งหลาย หมายสำคัญและการอัศจรรย์ไม่ใช่รากฐาน เพียงความเป็นจริงของพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นชีวิต ผู้คนบางคนไม่รู้จักผลกระทบทั้งหลายซึ่งจะต้องได้รับการทำให้สัมฤทธิ์โดยพระราชกิจของพระเจ้า พวกเขาใช้วันเวลาในความสับสนงุนงง ไม่ไล่ตามเสาะหาความรู้เกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า จุดมุ่งหมายของการไล่ตามเสาะหาของพวกเขาคือ เพียงทำให้พระเจ้าทรงทำให้ความอยากของพวกเขาลุล่วงตลอดไปเท่านั้น และเมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะจริงจังในการเชื่อของพวกเขา พวกเขากล่าวว่าพวกเขาจะไล่ตามเสาะหาชีวิตหากพระวจนะของพระเจ้าได้รับการทำให้ลุล่วง แต่ว่าหากพระวจนะของพระองค์ไม่ได้รับการทำให้ลุล่วง เช่นนั้นแล้วก็ย่อมไม่มีความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะไล่ตามเสาะหาชีวิต มนุษย์คิดว่าการเชื่อในพระเจ้าคือการไล่ตามเสาะหาการได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ และการไล่ตามเสาะหาการได้ขึ้นสู่สวรรค์และสวรรค์ชั้นที่สาม ไม่มีพวกเขาคนใดกล่าวว่าการเชื่อของพวกเขาในพระเจ้าคือการไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ความเป็นจริง การไล่ตามเสาะหาชีวิต และการไล่ตามเสาะหาการได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้า อะไรคือคุณค่าของการไล่ตามเสาะหาเช่นนี้? พวกที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าและการทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยคือพวกที่ไม่เชื่อในพระเจ้า พวกเขาคือผู้ซึ่งหมิ่นประมาทพระเจ้า!

บัดนี้พวกเจ้าเข้าใจหรือไม่ว่าการเชื่อในพระเจ้าคืออะไร? การเชื่อในพระเจ้าหมายความถึงการได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ใช่หรือไม่? มันหมายความถึงการขึ้นสู่สวรรค์ใช่หรือไม่? การที่เชื่อในพระเจ้าไม่ง่ายเลยแม้แต่น้อย การฝึกฝนปฏิบัติทางศาสนาเหล่านั้นควรถูกกวาดล้าง การไล่ตามเสาะหาการรักษาคนป่วยและการขับไล่บรรดาปีศาจ การจดจ่ออยู่กับหมายสำคัญและการอัศจรรย์ การละโมบอยากได้พระคุณจากพระเจ้า สันติสุข และความความชื่นบานมากยิ่งขึ้น การไล่ตามเสาะหาความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้และความสุขสบายของเนื้อหนัง—เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการฝึกฝนปฏิบัติทางศาสนา และการฝึกฝนปฏิบัติทางศาสนาเช่นนั้นเป็นการเชื่อประเภทที่คลุมเครือ อะไรหรือคือการเชื่อแท้จริงในพระเจ้าในวันนี้? มันคือการยอมรับพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นความเป็นจริงของชีวิตของเจ้าและการรู้จักพระเจ้าจากพระวจนะของพระองค์เพื่อที่จะสัมฤทธิ์ในความรักที่แท้จริงสำหรับพระองค์ เพื่อให้ชัดเจน: การเชื่อในพระเจ้าเป็นไปเพื่อที่เจ้าอาจเชื่อฟังพระเจ้า รักพระเจ้า และปฏิบัติหน้าที่ซึ่งควรได้รับการปฏิบัติโดยสิ่งทรงสร้างอย่างหนึ่งของพระเจ้า นี่คือจุดมุ่งหมายของการที่เชื่อในพระเจ้า เจ้าจะต้องสัมฤทธิ์ในความรู้หนึ่งเกี่ยวกับความน่ารักชื่นชมของพระเจ้า เกี่ยวกับการที่พระเจ้าทรงคู่ควรเพียงใดต่อความเคารพ เกี่ยวกับวิธีที่พระเจ้าทรงพระราชกิจแห่งความรอดในบรรดาสิ่งทรงสร้างของพระองค์และการทำให้พวกเขามีความเพียบพร้อม—เหล่านี้คือสาระจำเป็นอันประจักษ์แจ้งของการเชื่อของเจ้าในพระเจ้า การเชื่อในพระเจ้าโดยหลักแล้วเป็นการสลับเปลี่ยนจากชีวิตหนึ่งของเนื้อหนังไปสู่ชีวิตหนึ่งของการรักพระเจ้า จากการใช้ชีวิตภายในความเสื่อมทรามไปสู่การใช้ชีวิตภายในชีวิตของพระวจนะของพระเจ้า มันคือการออกมาจากภายใต้แดนครอบครองของซาตานและการใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การดูแลเอาพระทัยใส่และการคุ้มครองปกป้องของพระเจ้า มันคือการที่สามารถจะสัมฤทธิ์ในความเชื่อฟังต่อพระเจ้าและความไม่เชื่อฟังต่อเนื้อหนัง มันคือการยอมให้พระเจ้าทรงได้รับหมดทั้งหัวใจของเจ้า ยอมให้พระเจ้าทรงทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อม และปลดปล่อยตัวเจ้าเองเป็นอิสระจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน การเชื่อในพระเจ้าโดยหลักแล้วเป็นไปเพื่อที่ฤทธานุภาพและพระสิริของพระเจ้าอาจได้รับการสำแดงในตัวเจ้า เพื่อที่เจ้าอาจทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า และทำให้แผนของพระเจ้าสำเร็จลุล่วง และสามารถเป็นคำพยานต่อพระเจ้าได้ต่อหน้าซาตาน การเชื่อในพระเจ้าไม่ควรวนเวียนอยู่กับความอยากที่จะได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ อีกทั้งไม่ควรเป็นไปเพื่อประโยชน์ของเนื้อหนังส่วนตัวของเจ้า มันควรเป็นเรื่องเกี่ยวกับการไล่ตามเสาะหาการรู้จักพระเจ้า และการสามารถเชื่อฟังพระเจ้า และ เช่นเดียวกับเปโตร การเชื่อฟังพระองค์จนกระทั่งคนเราถึงแก่ความตาย เหล่านี้คือจุดมุ่งหมายหลักของการที่เชื่อในพระเจ้า เรากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าเพื่อที่จะรู้จักพระเจ้าและทำให้พระองค์ทรงพึงพอพระทัย การกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้าช่วยให้เจ้ามีความรู้มากขึ้นเกี่ยวกับพระเจ้า เพียงภายหลังจากนั้นแล้วเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถเชื่อฟังพระองค์ได้ ด้วยความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงสามารถรักพระองค์ได้ และนี่คือเป้าหมายที่มนุษย์ควรมีในการเชื่อของเขาในพระเจ้า ในการเชื่อของเจ้าในพระเจ้า หากเจ้ากำลังพยายามที่จะได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์อยู่เสมอ เช่นนั้นแล้วทัศนคติของการเชื่อนี้ในพระเจ้าก็ย่อมผิด การเชื่อในพระเจ้าโดยหลักแล้วคือการยอมรับพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นความเป็นจริงของชีวิต จุดมุ่งหมายของพระเจ้านั้นบรรลุได้ด้วยการนำพระวจนะของพระเจ้าจากพระโอษฐ์ของพระองค์ไปฝึกฝนปฏิบัติและยึดถือพระวจนะไว้ภายในตัวเจ้าเท่านั้น ในการที่เชื่อในพระเจ้า มนุษย์ควรเพียรพยายามให้ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า เพื่อสามารถนบนอบต่อพระเจ้า และเพื่อความเชื่อฟังอันครบบริบูรณ์ต่อพระเจ้า หากเจ้าสามารถเชื่อฟังพระเจ้าได้โดยปราศจากคำพร่ำบ่น มีความใส่ใจต่อความพึงปรารถนาของพระเจ้า สัมฤทธิ์ในวุฒิภาวะของเปโตร และมีลักษณะแนวแบบเปโตรตามที่พระเจ้าได้ตรัสถึง เช่นนั้นแล้วนั่นย่อมจะเป็นเวลาที่เจ้าได้สัมฤทธิ์ความสำเร็จในการเชื่อในพระเจ้าแล้ว และมันจะมีนัยสำคัญว่าเจ้าได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้าแล้ว

ตัดตอนมาจาก “ทุกสิ่งสัมฤทธิ์ได้ด้วยพระวจนะของพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ก่อนหน้า:X. การเข้าสู่ชีวิต

ถัดไป:การเข้าสู่ชีวิต 2