79. การตื่นรู้ท่ามกลางบททดสอบ

โดย Yang Fan, ประเทศจีน

หลังจากฉันที่ยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ฉันก็อ่านพระวจนะของพระเจ้าทุกวัน รวมถึงทุ่มเทในการประกาศข่าวประเสริฐและทำหน้าที่มาก ไม่ว่ายังไง ฉันก็ไม่เคยหยุดเลยค่ะ ตอนนั้นฉันได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะไทรอยด์เป็นพิษแบบอ่อนๆ หมอบอกให้ฉันพักผ่อนมากๆ แต่ฉันคิดว่า “การต้อนรับการทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นไม่ง่ายเลย และฉันก็ปล่อยให้การเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ นี่เข้ามาแทรกแซงหน้าที่ของฉันไม่ได้ ตราบใดที่ฉันยังทำหน้าที่ต่อไป พระเจ้าก็จะทรงเฝ้าดูแลและทรงคุ้มครองฉัน”

ผ่านไปปีกว่าๆ อาการป่วยของฉันก็แย่ลงเรื่อยๆ แม้แต่การกลืนยังกลายเป็นเรื่องยาก ฉันก็เลยไปตรวจที่โรงพยาบาล หมอบอกว่าตอนนี้อาการของฉันร้ายแรงมาก และฉันต้องเข้ารับการผ่าตัดทันที เขาบอกว่าไม่อย่างนั้น อาการของฉันอาจถึงแก่ชีวิตได้ ฉันอึ้งไปเลยค่ะ ฉันไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี ฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าอาการป่วยจะแย่ได้ถึงขนาดนี้ ย้อนไปตอนนั้น ฉันอายุแค่ยี่สิบกว่าปี และฉันก็คิดกับตัวเองว่า “ฉันยังสาวอยู่เลย ถ้ารักษาจากอาการนี้ไม่ได้จะทำยังไง ฉันมักจะกระตือรือร้นทำหน้าที่ของตัวเองเสมอนับตั้งแต่เริ่มเชื่อในพระเจ้า ฉันถึงกับลาออกจากงาน ทำไมพระเจ้าถึงไม่ทรงคุ้มครองฉันล่ะ อาการป่วยนี่แย่ลงได้ยังไง” ช่วงบ่ายของวันก่อนหน้าที่จะผ่าตัด ฉันผ่านอีกวอร์ดหนึ่งของโรงพยาบาล คนไข้คนหนึ่งที่วอร์ดนั้นเสียชีวิต และสมาชิกในครอบครัวของเขาร้องไห้กันหมด สิ่งนี้ทำให้ฉันกลัวมากค่ะ ฉันรู้สึกเหมือนความตายกำลังใกล้เข้ามาหาฉันด้วยเช่นกัน และฉันก็กำลังจะผ่าตัดในเช้าวันรุ่งขึ้น หมอบอกว่ามันมีความเสี่ยงมาก และผลลัพธ์ของการผ่าตัดครั้งนี้ก็คาดเดายาก ฉันคิดว่า “แล้วถ้าการผ่าตัดไม่ประสบความสำเร็จล่ะ ฉันเสียสละมามากมายในความเชื่อ—ทั้งหมดนั่นเปล่าประโยชน์เหรอ” พอกลับมาที่วอร์ดของตัวเอง ฉันก็นอนลงบนเตียง ยิ่งคิดเรื่องนี้ก็ยิ่งกระวนกระวาย ฉันเอาแต่ร้องเรียกหาพระเจ้า วอนพระองค์ทรงคุ้มครองและทำให้ฉันสงบสุขเฉพาะพระพักตร์พระองค์ รวมถึงทรงช่วยให้ฉันไม่ถูกจำกัดจากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น หลังจากอธิษฐาน ฉันก็นึกถึงพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้ขึ้นมา “จากมวลมนุษย์ทั้งหมด ใครบ้างที่ไม่ได้รับการใส่พระทัยในสายพระเนตรขององค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์?  ใครบ้างไม่ได้ใช้ชีวิตท่ามกลางการทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าขององค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์?  ชีวิตและความตายของมนุษย์เกิดขึ้นโดยตัวเลือกของพวกเขาเองกระนั้นหรือ?  มนุษย์ควบคุมชะตากรรมของเขาเองหรือ?  ผู้คนมากมายร้องเรียกหาความตาย กระนั้นความตายก็อยู่ไกลจากพวกเขา ผู้คนมากมายต้องการที่จะเป็นผู้ที่แข็งแกร่งในชีวิตและกลัวความตาย กระนั้นวันแห่งความตายของพวกเขาก็ใกล้มาถึง และผลักพวกเขาสู่หุบเหวแห่งความตายโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวเลย ผู้คนมากมายมองไปบนผืนฟ้าทั้งหลายและหายใจออกยาวๆ ผู้คนมากมายร้องสะอึกสะอื้นคร่ำครวญเสียงดัง ผู้คนมากมายตกลงท่ามกลางการทดสอบ และผู้คนมากมายกลายเป็นนักโทษของการทดลอง” (“บทที่ 11” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  พระวจนะของพระเจ้าได้มอบความเชื่อให้ฉัน พระเจ้าทรงกุมชะตากรรมของมวลมนุษย์ทั้งปวงไว้ในพระหัตถ์ และผู้คนก็ไม่สามารถตัดสินชะตากรรมของตัวเองได้ ไม่ว่าการผ่าตัดจะประสบความสำเร็จหรือไม่ และไม่ว่าฉันจะรอดชีวิตหรือไม่ ก็ล้วนอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า พอได้รับการนำจากพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็ไม่รู้สึกกังวลหรือกลัวอีกต่อไปค่ะ ฉันยินดีที่จะมองไปยังพระเจ้าและวางใจพระองค์เรื่องการผ่าตัด รวมถึงนบนอบต่อกฎของพระองค์

ค่ำวันนั้น คนไข้ทุกคนในวอร์ดต่างหลับกันไปหมดแล้ว ส่วนฉันได้แต่นอนอยู่อย่างนั้น นอนไม่หลับเลยสักนิด ฉันได้แต่สงสัยว่า น้ำพระทัยใดของพระเจ้าที่อนุญาตให้การเจ็บป่วยนี้เกิดขึ้นกับฉัน และบทเรียนอะไรที่ฉันควรเรียนรู้ แล้วพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในความคิด “ผู้คนมากมายยิ่งนักเชื่อในเราเพียงเพื่อที่เราอาจจะได้รักษาพวกเขาเท่านั้น  ผู้คนมากมายยิ่งนักเชื่อในเราเพียงเพื่อที่เราอาจจะได้ใช้ฤทธานุภาพของเราขับวิญญาณสกปรกออกจากร่างของพวกเขาเท่านั้น และผู้คนมากมายยิ่งนักเชื่อในเราเพียงแค่ว่าพวกเขาอาจจะได้รับสันติสุขและความชื่นบานยินดีจากเรา  ผู้คนมากมายยิ่งนักเชื่อในเราเพียงเพื่อเรียกร้องทรัพย์สมบัติทางวัตถุจากเราให้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น  ผู้คนมากมายยิ่งนักเชื่อในเราเพียงเพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตนี้อย่างสันติสุขและเพื่อที่จะอยู่อย่างปลอดภัยคลายกังวลในโลกที่จะมาถึง  ผู้คนมากมายยิ่งนักเชื่อในเราเพื่อหลีกเลี่ยงความทุกข์จากนรกและเพื่อได้รับพรจากสวรรค์  ผู้คนมากมายยิ่งนักเชื่อในเราเพียงเพื่อสิ่งชูใจชั่วคราวเท่านั้น แต่ไม่ได้พยายามเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งใดในโลกที่จะมาถึง  เมื่อเราได้ปล่อยความพิโรธต่อมนุษย์ของเราออกมาและได้ยึดเอาความชื่นบานยินดีและสันติสุขที่พวกเขาเคยมีไป มนุษย์ก็กลับคลางแคลงใจ  เมื่อเราได้ให้ความทุกข์จากนรกแก่มนุษย์และได้เอาพรจากสวรรค์กลับคืน ความละอายของมนุษย์ก็เปลี่ยนเป็นความโกรธ  เมื่อมนุษย์ได้ขอให้เรารักษาเขา แต่เราไม่ได้ให้ความสนใจและรู้สึกชิงชังต่อเขา มนุษย์ได้ออกห่างจากเราเพื่อแสวงหาวิธีการของยาและวิทยาคมอันชั่วร้ายแทน  เมื่อเราได้เอาทุกอย่างที่มนุษย์เรียกร้องจากเรากลับไป ทุกคนก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย  ด้วยเหตุนี้ เราจึงบอกว่ามนุษย์มีความเชื่อในเราเพราะเราให้พระคุณมากเกินไป และมีมากเกินไปที่จะได้รับ” (“เจตนาอันน่าดูหมิ่นเบื้องหลังการเชื่อในพระเจ้าของมนุษย์” ใน ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ)

พระวจนะของพระเจ้าอธิบายสภาวะของฉันได้อย่างถูกต้องเลยค่ะ ฉันเชื่อในพระเจ้าเพื่อให้ได้รับพระคุณและพระพรจากพระองค์เป็นการตอบแทน ฉันมีความเชื่อในพระเจ้าเพื่อประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น ฉันตระหนักได้ว่า ฉันเอาแต่โต้แย้งกับพระเจ้าอยู่ในใจ นับตั้งแต่ที่หมอบอกว่าการป่วยของฉันแย่ลง คิดว่าเพราะฉันยอมทิ้งทุกอย่างและทุ่มเทตัวเองเพื่อพระเจ้า พระองค์ก็ควรทรงเฝ้าดูแลและคุ้มครองฉัน และฉันไม่ควรเจ็บป่วยร้ายแรงขนาดนี้ ฉันเต็มไปด้วยความเข้าใจผิดและตำหนิพระเจ้าค่ะ จากนั้นฉันก็เห็นภาพในอีกวอร์ดที่มีคนไข้เสียชีวิต และยิ่งกังวลกว่าเดิมว่าการผ่าตัดจะล้มเหลว ฉันรู้สึกเหมือนทุกอย่างที่ฉันยอมทิ้งและทุ่มเทในความเชื่อ ไม่สามารถทำให้ฉันได้รับการช่วยให้รอดหรือได้เข้าสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้า และคิดว่าฉันไม่ได้รับอะไรเลย การยกคำเผยวิวรณ์แห่งพระวจนะของพระเจ้าที่สวนทางกับข้อเท็จจริงขึ้นมา ฉันก็ได้เห็นว่ามุมมองต่อการทำหน้าที่ของฉัน ก็คือเพื่อให้ได้รับพระพรและผลประโยชน์ เมื่อพระเจ้าไม่ประทานความสงบสุขและความปีติทางเนื้อหนังมาให้ ฉันก็เข้าใจพระองค์ผิด และตำหนิพระองค์ นั่นไม่ใช่ความเชื่อในพระเจ้าค่ะ! ฉันเพียงแต่ทำข้อตกลงกับพระเจ้า ฉันช่างเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจเหลือเกิน! ความเชื่อแบบนั้นจะสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้าได้ยังไง เพื่อที่จะช่วยพวกเราให้รอดจากแดนครอบครองของซาตานอย่างครบถ้วนถาวร พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ด้วยพระองค์เองเพื่อทรงพระราชกิจ ทรงแสดงความจริงเพื่อชำระมนุษย์ให้สะอาดและช่วยพวกเขาให้รอด เพื่อที่เราอาจจะได้เป็นอิสระจากอิทธิพลของซาตาน และอุปนิสัยในชีวิตของเราอาจเปลี่ยนแปลง และเราจะได้รับการช่วยให้รอด ฉันได้เพลิดเพลินกับการรดน้ำและจัดหาพระวจนะมากมายของพระเจ้า แต่พอเผชิญหน้ากับบททดสอบ ฉันก็ไม่ได้แสวงหาความเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า หรือคิดว่าจะยืนหยัดเป็นพยานระหว่างบททดสอบเพื่อทำให้พระเจ้าพอพระทัยยังไง แถมยังต้องการพระพรและพระคุณของพระเจ้าอีก ฉันเอาแต่เริ่มพร่ำบ่นเวลาป่วย ฉันช่างเป็นกบฏ โดยไม่มีจิตสำนึกหรือเหตุผลแม้เพียงเสี้ยว ฉันไม่เหมาะที่จะใช้ชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ทว่าพระเจ้าก็ไม่ได้ทรงยอมแพ้ในตัวฉัน แต่กลับทรงใช้พระวจนะของพระองค์เพื่อให้ความรู้แจ้งและนำฉัน เพื่อให้ฉันได้เข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์ รู้ถึงความเสื่อมทรามและข้อบกพร่องของตัวเอง ฉันรู้สึกได้ถึงความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อฉัน และฉันก็ตื้นตันใจมาก ฉันจึงกล่าวคำอธิษฐานต่อพระเจ้าในหัวใจ บอกว่า ฉันอยากจะยอมรับและเผชิญหน้ากับการผ่าตัดในวันรุ่งขึ้นด้วยหัวใจที่เชื่อฟังค่ะ เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันถูกเข็นไปที่ห้องผ่าตัด ด้วยความรู้สึกที่สงบมาก อีกเกือบเก้าชั่วโมงต่อมา การผ่าตัดก็สิ้นสุดลง ตอนที่ฉันตื่นขึ้นมา หมอได้บอกฉันว่า การผ่าตัดประสบความสำเร็จ ฉันขอบคุณพระเจ้าอยู่ในหัวใจเงียบๆ ฉันรู้ว่าพระเจ้าทรงเฝ้าดูแลและคุ้มครองฉันอยู่ตลอดเวลาค่ะ หลังได้ออกจากโรงพยาบาล ฉันก็ฟื้นตัวขึ้นเร็วมากๆ และในไม่ช้าฉันก็กลับไปทำหน้าที่ที่คริสตจักรได้อีกครั้ง

สองปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว และฉันเริ่มรู้สึกเหมือนมีใจสั่นหลังจากการออกแรงที่เบาที่สุด ฉันจึงไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกาย หมอบอกว่า ภาวะไทรอยด์เป็นพิษกำเริบขึ้นมาอีกแล้ว และพวกเขาต้องรักษาไปแบบพยุงอาการ นั่นคือหนทางเดียวที่จะคุมมันได้ ฉันคิดกับตัวเองว่า “ฉันเคยถูกทดสอบและถลุงมาแล้วครั้งหนึ่ง ฉันยอมให้ตัวเองเชื่อในพระเจ้าเพื่อพระพรไม่ได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับการป่วยครั้งนี้ ฉันก็จะไม่ตำหนิพระเจ้า” ระหว่างช่วงเวลานั้น ฉันก็ทำหน้าที่ของตัวเองต่อขณะที่กินยาไปด้วย แต่หลายปีผ่านไป สุขภาพของฉันย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ฉันไม่มีเรี่ยวแรงเลย ขาของฉันบวมและชา หลังก็เจ็บมากจนฉันยืนตรงๆ ไม่ได้ แค่เดินขึ้นบันไดสองสามก้าวฉันก็หายใจหอบแล้ว กับหัวใจที่เต้นระส่ำอย่างหนักจนเหมือนมันจะระเบิดออกมาจากอก ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองพังทลายได้ในทุกนาทีเลยค่ะ ฉันเริ่มกังวล “ถ้าอาการมันแย่ลง ฉันจะทำหน้าที่ของตัวเองได้ยังไง แล้วถ้าฉันทำหน้าที่ไม่ได้ ฉันจะได้รับการยกย่องจากพระเจ้า และได้รับจุดหมายและบั้นปลายที่ดีไหม แล้วความเชื่อทั้งหมดที่มีมาตลอดของฉันจะไม่สูญเปล่าเหรอ” แต่แล้วฉันก็คิดว่า “ฉันก็แค่ต้องทุ่มเทตัวเองเพื่อพระเจ้า และพระองค์จะทรงเฝ้าดูแลและคุ้มครองฉัน ฉันจะทำหน้าที่ของตัวเองและเตรียมการประพฤติดีต่อไปจนลมหายใจสุดท้าย แล้วฉันก็จะได้มีบั้นปลายที่ดี” ฉันจึงสู้ทนต่อความเจ็บปวดจากการป่วย และทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป

วันหนึ่ง ฉันเพิ่งทานอาหารเช้าเสร็จ จู่ๆ เหงือกของฉันก็เริ่มมีเลือดออกแบบไม่มีเหตุผล เลือดไม่หยุดไหลเลยจนถึงช่วงเย็น ฉันจึงรีบไปโรงพยาบาลเพื่อเข้ารับการตรวจ หมอบอกว่า ฉันเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองและโรคไตอักเสบลูปัส เขาบอกว่าอาการเหล่านี้รักษายาก และมีอัตราการเสียชีวิตสูง เขาบอกว่าในวงการแพทย์ไม่มีทางรักษาให้หายดีได้ บอกว่าอาการของฉันร้ายแรงมาก และฉันอาจจะอยู่ไม่ถึงสิ้นเดือนหน้าด้วยซ้ำ ตอนรู้เรื่องนี้ฉันอึ้งไปเลยจริงๆ ค่ะ ฉันคิดว่า “ฉันทำหน้าที่ของตัวเองต่อแม้กระทั่งตอนป่วย แถมยังเจริญก้าวหน้าในหน้าที่อยู่บ้างด้วย ฉันจะป่วยแบบที่รักษายากและอาจอยู่ไม่ถึงเดือนหน้าแบบนี้ได้ยังไง ฉันเชื่อในพระเจ้ามาหลายปี ฉันยอมทิ้งครอบครัวและหน้าที่การงานมาทุ่มเทตัวเองเพื่อพระเจ้า ฉันไม่ได้ทำทั้งหมดนั่นเพื่อให้พระเจ้ายกย่อง เพื่อได้เข้าสู่ราชอาณาจักรของพระองค์ และได้รับพระพรเหรอ แต่ทว่าตอนนี้ ไม่ใช่แค่ฉันไม่ได้พระพรจากพระเจ้า แต่ฉันยังจะตายในเร็วๆ นี้ด้วย ตอนนี้ฉันเจ็บปวดเหลือเกิน”

ค่ำวันนั้น ฉันนอนพลิกตัวไปมาเพราะนอนไม่หลับอยู่บนเตียง ฉันหยุดคิดเรื่องที่ฉันอาจจะอยู่ไม่ถึงเดือนหน้าไม่ได้ ฉันยังสาวอยู่ และการเดินทางของชีวิตของฉันกำลังจะถึงจุดจบ ฉันไม่เคยคิดเลยว่าหลังจากเชื่อในพระเจ้ามานาน ฉันกำลังจะตายโดยที่ไม่ได้เห็นความงามแห่งอาณาจักรด้วยซ้ำ ฉันยอมรับมันไม่ได้เลยค่ะ ฉันห้ามน้ำตาที่ไหลรินออกมาไม่อยู่ ฉันอยู่ในความเจ็บปวดและรู้สึกอ่อนแอมาก ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าว่า “พระเจ้าที่รัก น้ำพระทัยของพระองค์อยู่เบื้องหลังบททดสอบที่ตกมาถึงข้าพระองค์นี้ และข้าพระองค์ก็ควรยืนหยัดเป็นพยานเพื่อทำให้พระองค์พอพระทัย แต่ตอนนี้ข้าพระองค์กำลังอ่อนแอมาก และไม่สามารถยอมรับหรือนบนอบได้เลย ได้โปรดทรงนำให้ข้าพระองค์ได้เข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์ทีเถิด”

หลังจากอธิษฐาน ฉันก็ได้อ่านสิ่งนี้ในพระวจนะของพระเจ้า “ในการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา สิ่งที่ผู้คนแสวงหาก็คือการได้มาซึ่งพระพรสำหรับอนาคต นี่คือเป้าหมายของพวกเขาในความเชื่อของพวกเขา  ผู้คนทั้งหมดมีเจตนาและความหวังนี้  แต่ความเสื่อมทรามในธรรมชาติของพวกเขาต้องได้รับการแก้ไขโดยผ่านทางการทดสอบทั้งหลาย  ในแง่มุมใดก็ตามที่เจ้าไม่ได้รับการทำให้บริสุทธิ์ ในแง่มุมเหล่านี้เองที่เจ้าต้องได้รับการถลุง—นี่คือการจัดการเตรียมการของพระเจ้า  พระเจ้าทรงสร้างสภาพแวดล้อมหนึ่งให้กับเจ้า อันเป็นการบังคับให้เจ้าได้รับการถลุงที่นั่นเพื่อที่เจ้าจะสามารถรู้ความเสื่อมทรามของตัวเจ้าเอง  ในท้ายที่สุด เจ้าก็ไปถึงจุดที่เจ้าเลือกที่จะตายมากกว่าและล้มเลิกกลอุบายและความอยากทั้งหลายของเจ้า และนบนอบต่ออธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า  เพราะฉะนั้น หากผู้คนไม่มีกระบวนการถลุงอยู่เป็นเวลาหลายปี หากพวกเขาไม่สู้ทนความทุกข์ในปริมาณหนึ่ง พวกเขาก็จะไม่มีความสามารถที่จะขจัดพันธนาการแห่งความเสื่อมทรามของเนื้อหนังในความคิดของพวกเขาและในหัวใจของพวกเขาออกไปจากตัวพวกเขาได้  ในแง่มุมใดก็ตามที่เจ้ายังตกอยู่ภายใต้พันธนาการของซาตาน และในแง่มุมใดก็ตามที่เจ้ายังมีความอยากได้อยากมีของตัวเจ้าเองและข้อเรียกร้องทั้งหลายของตัวเจ้าเอง ในแง่มุมเหล่านี้เองที่เจ้าควรทนทุกข์  เฉพาะโดยผ่านทางความทุกข์เท่านั้นที่จะสามารถเรียนรู้บทเรียนทั้งหลายได้ ซึ่งก็หมายถึงการมีความสามารถที่จะได้รับความจริง และเข้าใจน้ำพระทัยพระเจ้า  ในข้อเท็จจริงนั้น ความจริงมากมายได้รับความเข้าใจโดยผ่านทางการได้รับประสบการณ์การทดสอบอันเจ็บปวดทั้งหลาย  ไม่มีใครสามารถจับใจความในน้ำพระทัยของพระเจ้า ระลึกรู้ความทรงพระมหิทธิฤทธิ์และพระปรีชาญาณของพระเจ้า หรือซาบซึ้งในพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าได้เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ง่ายสบายและชูใจ หรือเมื่อรูปการณ์แวดล้อมเป็นใจ  นั่นคงจะเป็นไปไม่ได้เลย!” (“คนเราควรทำเช่นไรให้พระเจ้าพึงพอพระทัย ท่ามกลางการทดสอบทั้งหลาย” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์)  “สิ่งใดหรือคือมูลฐานที่ผู้คนใช้ดำรงชีวิต?  ผู้คนล้วนดำรงชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง  มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม—นี่คือผลสรุปรวบยอดของธรรมชาติมนุษย์  ผู้คนเชื่อในพระเจ้าเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของตัวพวกเขาเอง พวกเขาทอดทิ้งสิ่งทั้งหลาย สละตัวเองเพื่อพระองค์ และสัตย์ซื่อต่อพระองค์ แต่พวกเขาก็ยังคงทำทุกสิ่งเหล่านี้เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของตัวพวกเขาเอง  ในผลสรุปนั้น ทุกอย่างล้วนทำไปเพื่อจุดประสงค์ของการได้รับพระพรเพื่อตัวเอง  ในสังคม การที่เชื่อในพระเจ้าก็ทำไปเพื่อที่จะได้รับพระพรแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น  เพื่อเห็นแก่ประโยชน์แห่งการได้รับพระพรนี่เอง ผู้คนจึงละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างและสามารถทานทนต่อความทุกข์มากมายได้  นี่ล้วนเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของธรรมชาติอันเสื่อมทรามของมนุษย์” (“ความแตกต่างระหว่างการเปลี่ยนแปลงภายนอกกับการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์)  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็ตระหนักได้ ว่าเราถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างหนัก จนจุดมุ่งหมายในความเชื่อของเรากลายเป็นการได้รับพระพร พระเจ้าทรงทดสอบและถลุงเราครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อเปลี่ยนแปลงทรรศนะในการไล่ตามเสาะหาที่ผิดของเรา และเพื่อให้เราได้เปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในชีวิต รวมถึงนบนอบต่อพระเจ้าได้อย่างแท้จริง คิดย้อนไปถึงตอนที่ฉันเริ่มเชื่อในพระเจ้า ฉันมองพระเจ้าเป็นความอุดมสมบูรณ์ ความปรารถนาดีไม่มีสิ้นสุด ฉันคิดว่าการยอมทิ้งสิ่งต่างๆ และทุ่มเทตัวเองเพื่อพระเจ้า พระเจ้าก็คงทรงเฝ้าดูแลและคุ้มครองฉันยามเจ็บป่วย ตอนที่ฉันรู้ว่าตัวเองเป็นโรคไตอักเสบและคงอยู่ได้ไม่เกินเดือนหน้า ความโหยหาต่อพระพรของฉันก็ถูกทำลายแบบบ่นปี้ ฉันเริ่มโต้แย้งพระเจ้า และตำหนิพระองค์ที่ทรงไม่ยุติธรรม แม้ฉันก้าวผ่านบททดสอบหนึ่งมา และรู้ว่าฉันไม่ควรปล่อยให้ความปรารถนาพระพรมาเป็นแรงจูงใจในความเชื่อ แต่พอมีอนาคตและชะตากรรมของฉันเข้ามาเกี่ยวข้อง ฉันก็อดไม่ได้ที่จะตำหนิพระเจ้าและเข้าใจพระองค์ผิด ความปรารถนาต่อพระพรของฉันแข็งแกร่งมาก ที่ผ่านมาฉันใช้ชีวิตโดยยาพิษของซาตานอย่าง “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” ทุกอย่างที่ทำ ฉันก็ทำเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ฉันถึงกับทำข้อตกลงกับพระเจ้า และพยายามใช้พระองค์ตอนทำหน้าที่ของตัวเอง แบบนั้นจะเป็นการทำหน้าที่ของฉันอย่างแท้จริงได้ยังไง ฉันไม่ได้กำลังเป็นกบฏและต่อต้านพระเจ้าอยู่เหรอ ฉันคิดถึงเปาโลที่ทำงานเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า รวมถึงการที่เขาทนทุกข์และทุ่มเทตัวเอง หลังจากทำงานไปได้สักพัก เขาก็เริ่มดึงเอางานนี้ไปเป็นต้นทุนของตัวเอง ต้องการให้พระเจ้าประทานรางวัลและมอบมงกุฏแห่งความชอบธรรมให้เขาแบบไม่รู้สึกรู้สา เขาถึงขั้นอ้างอย่างหน้าไม่อายว่า “ข้าพเจ้าได้ต่อสู้อย่างเต็มกำลัง ข้าพเจ้าได้วิ่งแข่งจนครบถ้วน ข้าพเจ้าได้รักษาความเชื่อไว้แล้ว ตั้งแต่นี้ไปมงกุฎแห่งความชอบธรรมก็จะเป็นของข้าพเจ้า” (2 ทิโมธี 4:7-8) เปาโลไม่ได้ไล่ตามความจริง เพียงแต่ไล่ตามพระพรเท่านั้น เส้นทางที่เขาเดินเป็นเส้นทางแห่งการต่อต้านพระเจ้า และสุดท้ายพระเจ้าก็ทรงลงโทษเขา ฉันเชื่อในพระเจ้ามาหลายปีแค่เพื่อให้ได้พระคุณและพระพรเป็นการตอบแทน พอบททดสอบและกระบวนการถลุงที่คุกคามชีวิตได้ตกมาถึงฉัน ฉันก็เอะอะและต่อต้านพระเจ้าอย่างโจ่งแจ้ง—นั่นไม่ทำให้ฉันเป็นเหมือนเปาโลเหรอคะ แก่นแท้ของพระเจ้านั้นทรงชอบธรรมและบริสุทธิ์ และอาณาจักรก็ไม่ทนให้คนที่ไม่สะอาดได้เข้าไป แล้วคนอย่างฉันที่เต็มไปด้วยอุปนิสัยเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน จะได้เข้าสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้าได้ยังไง ฉันรู้ว่าถ้าฉันยังเป็นแบบนั้นต่อไป ฉันคงลงเอยด้วยการถูกลงโทษในนรกเหมือนเปาโล! จากนั้น ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง “เมื่อเผชิญกับสภาวะของมนุษย์และท่าทีของมนุษย์ที่มีต่อพระเจ้า พระเจ้าได้ทรงทำพระราชกิจใหม่ เปิดโอกาสให้มนุษย์ได้มีทั้งความรู้เกี่ยวกับพระองค์และการเชื่อฟังต่อพระองค์ และมีทั้งความรักและคำพยาน  ด้วยเหตุนี้ มนุษย์จึงต้องได้รับประสบการณ์กับกระบวนการถลุงของพระเจ้าที่มีต่อเขา ตลอดจนการพิพากษา การจัดการ การตัดแต่งของพระองค์ที่ทรงมีต่อเขา ซึ่งหากปราศจากสิ่งเหล่านี้ มนุษย์จะไม่มีวันรู้จักพระเจ้าและจะไม่มีวันสามารถรักและเป็นพยานให้กับพระองค์ได้อย่างแท้จริงเลย  กระบวนการถลุงมนุษย์ของพระเจ้าไม่ใช่แค่เพื่อเห็นแก่ผลกระทบเพียงด้านเดียว แต่เพื่อประโยชน์ของผลกระทบหลายแง่มุม  เพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่พระเจ้าทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งกระบวนการถลุงในบรรดาผู้ที่เต็มใจแสวงหาความจริง เพื่อที่ว่าความแน่วแน่และความรักของพวกเขาจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า  สำหรับบรรดาผู้ที่เต็มใจแสวงหาความจริงและผู้ซึ่งโหยหาพระเจ้า ไม่มีสิ่งใดเลยที่มีความหมายมากกว่า หรือเป็นความช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่กว่ากระบวนการถลุงในแบบนี้  พระอุปนิสัยของพระเจ้านั้นไม่ง่ายนักที่มนุษย์จะรู้หรือเข้าใจ เพราะท้ายที่สุดแล้ว พระเจ้าก็ทรงเป็นพระเจ้า  ในท้ายที่สุดแล้ว ก็เป็นไปไม่ได้เลยสำหรับพระเจ้าที่จะมีอุปนิสัยแบบเดียวกับมนุษย์ และเมื่อเป็นดังนั้น จึงไม่ง่ายสำหรับมนุษย์ที่จะรู้จักพระอุปนิสัยของพระองค์  มนุษย์ไม่ได้ครอบครองความจริงมาแต่กำเนิด และไม่ง่ายที่บรรดาผู้ซึ่งถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามจะเข้าใจ มนุษย์ไร้ซึ่งความจริง และไร้ซึ่งความแน่วแน่ที่จะนำความจริงไปปฏิบัติ และหากเขาไม่ทุกข์ทน และไม่ได้รับการถลุงหรือพิพากษาแล้วไซร้ ความแน่วแน่ของพวกเขาจะไม่มีวันได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  สำหรับทุกผู้คน กระบวนการถลุงเป็นความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส และลำบากยากเย็นมากที่จะยอมรับ—ทว่าในระหว่างกระบวนการถลุงนี้นี่เองที่พระเจ้าทรงทำให้พระอุปนิสัยที่ชอบธรรมของพระองค์เข้าใจได้ง่ายขึ้นสำหรับมนุษย์ และทรงทำให้ข้อพึงประสงค์ของพระองค์เป็นที่รู้ทั่วกันสำหรับมนุษย์ และทรงจัดเตรียมความรู้แจ้งที่มากขึ้น การจัดการและการตัดแต่งจริงที่มากขึ้น ผ่านการเปรียบเทียบระหว่างข้อเท็จจริงกับความจริง พระองค์ทรงมอบความรู้ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นเกี่ยวกับพระองค์และความจริงให้แก่มนุษย์ และทรงมอบความเข้าใจที่ยิ่งใหญ่ขึ้นเกี่ยวกับน้ำพระทัยของพระเจ้าให้แก่มนุษย์ ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นการเปิดโอกาสให้มนุษย์มีความรักที่จริงแท้ยิ่งขึ้นและบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นต่อพระเจ้า  นั่นคือจุดมุ่งหมายของพระเจ้าในการดำเนินการกระบวนการถลุง  และพระราชกิจทั้งหมดที่พระเจ้าทรงทำในมนุษย์มีจุดมุ่งหมายและนัยสำคัญของมันเอง พระเจ้าไม่ทรงพระราชกิจซึ่งปราศจากความหมาย และพระองค์ไม่ทรงพระราชกิจซึ่งปราศจากผลประโยชน์ต่อมนุษย์  กระบวนการถลุงไม่ได้หมายถึงการเอาผู้คนออกไปจากเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และไม่ได้หมายถึงการทำลายพวกเขาในนรก  แต่ทว่า มันหมายถึงการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของมนุษย์ในระหว่างกระบวนการถลุง การเปลี่ยนแปลงเจตนาต่างๆ ของเขา ทรรศนะเก่าๆ ของเขา การเปลี่ยนแปลงความรักของเขาที่มีต่อพระเจ้า และการเปลี่ยนแปลงทั้งชีวิตของเขา  กระบวนการถลุงคือบททดสอบจริงของมนุษย์ และเป็นรูปแบบหนึ่งของการฝึกฝนจริง และมีเพียงในระหว่างกระบวนการถลุงเท่านั้นที่ความรักของเขาจึงจะสามารถทำหน้าที่ตามธรรมชาติของมันได้” (“มนุษย์สามารถมีความรักแท้จริงได้ โดยการได้รับประสบการณ์กับกระบวนการถลุงเท่านั้น” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  พอฉันใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้าดู ฉันก็เข้าใจว่างานแห่งกระบวนการถลุงที่พระเจ้าทรงทำนั้นมีความหมายเสมอ พระเจ้าทรงใช้บททดสอบเพื่อชำระเราให้สะอาดและเปลี่ยนแปลงเรา เพื่อให้เราเข้าใจอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของตัวเองได้ดีขึ้น และสามารถนบนอบต่อพระเจ้าได้อย่างแท้จริง เพื่อที่พระเจ้าจะได้ทรงทำให้เราเพียบพร้อมและทรงรับเราไว้ ตอนนี้ฉันกำลังป่วยหนักและชีวิตของฉันตกถูกคุกคาม พระเจ้าทรงกำลังถลุงฉันผ่านการเจ็บป่วยนี้ เพื่อแก้ไขทรรศนะผิดๆ ในการไล่ตามเสาะหา เพื่อให้อุปนิสัยที่เสื่อมทรามของฉันได้รับการชำระให้สะอาดและเปลี่ยนแปลง และเพื่อให้ฉันได้นบนอบต่อพระเจ้าและรักพระองค์อย่างแท้จริง ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำในตัวฉันคือความรักและความรอด และเบื้องหลังสิ่งนั้นก็ล้วนเป็นพระมานะอุตสาหะของพระองค์ พอคิดได้แบบนี้ฉันก็รู้สึกตื้นตันใจมาก รวมถึงเริ่มตำหนิตัวเองและสำนึกผิดเกี่ยวกับความเป็นกบฏของฉัน ฉันกล่าวคำอธิษฐานเพื่อกลับใจกับพระเจ้าอย่างเงียบๆ ปรารถนาที่จะวางชีวิตทั้งหมดของฉันไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ไม่ว่าฉันจะอยู่หรือตาย ฉันก็หวังที่จะนบนอบต่อกฎและการจัดการเตรียมการของพระองค์เท่านั้นค่ะ

ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้ในเช้าวันหนึ่ง “มนุษย์ควรรักพระเจ้าอย่างไรหรือในระหว่างกระบวนการถลุง?  โดยการใช้ความแน่วแน่ที่จะรักพระเจ้าเพื่อยอมรับกระบวนการถลุงของพระองค์ กล่าวคือ ในระหว่างกระบวนการถลุง เจ้ารู้สึกทรมานภายใน ราวกับมีดเล่มหนึ่งบิดควงอยู่ในหัวใจของเจ้า ทว่าเจ้าก็ยังเต็มใจที่จะทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยโดยใช้หัวใจของเจ้าซึ่งรักพระองค์ และเจ้าไม่นำพาที่จะใส่ใจเนื้อหนัง  นี่คือความหมายของการนำความรักพระเจ้ามาปฏิบัติ  เจ้ารู้สึกเจ็บปวดอยู่ภายใน และความทุกข์ของเจ้าได้ไปถึงจุดหนึ่ง ทว่าเจ้าก็ยังคงเต็มใจที่จะมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและอธิษฐาน ด้วยการกล่าวว่า ‘โอ้ พระเจ้า! ข้าพระองค์ ไม่สามารถไปจากพระองค์ได้  แม้ว่าภายในตัวข้าพระองค์นั้นมีความมืดมิด ข้าพระองค์ก็ปรารถนาที่จะทำให้พระองค์พึงพอพระทัย พระองค์ทรงรู้จักหัวใจของข้าพระองค์ และข้าพระองค์อยากให้พระองค์ทรงประทานความรักของพระองค์ภายในตัวข้าพระองค์’  นี่คือการปฏิบัติในระหว่างกระบวนการถลุง  หากเจ้าใช้ความรักที่มีต่อพระเจ้าเป็นรากฐาน กระบวนการถลุงก็จะสามารถนำพาเจ้าเข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้น และทำให้เจ้าสนิทสนมกับพระเจ้ามากขึ้น  เนื่องจากเจ้าเชื่อในพระเจ้า เจ้าต้องส่งมอบหัวใจของเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  หากเจ้ามอบถวายและวางหัวใจของเจ้าลงเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าจนหมดสิ้นแล้วไซร้ ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่เจ้าจะปฏิเสธพระเจ้าหรือไปจากพระเจ้าในระหว่างกระบวนการถลุง  ด้วยหนทางนี้ สัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้าก็จะกลายเป็นใกล้ชิดมากขึ้นทุกทีและมีความเป็นปกติมากขึ้นทุกที และการร่วมสนิทของเจ้ากับพระเจ้าก็จะกลายเป็นถี่ขึ้นเรื่อยๆ  หากเจ้าปฏิบัติในหนทางนี้เสมอแล้วไซร้ เจ้าก็จะใช้เวลาในความสว่างของพระเจ้ามากขึ้น และใช้เวลาภายใต้การทรงนำของพระวจนะของพระองค์มากขึ้น  จะมีการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเจ้ามากยิ่งขึ้นเช่นกัน และความรู้ของเจ้าก็จะเพิ่มมากขึ้นวันต่อวัน” (“มนุษย์สามารถมีความรักแท้จริงได้ โดยการได้รับประสบการณ์กับกระบวนการถลุงเท่านั้น” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  พระวจนะของพระเจ้ามอบเส้นทางแห่งการปฏิบัติให้ฉันค่ะ แม้ว่าเนื้อหนังของเราอาจจะทนทุกข์ในบททดสอบ แต่ถ้าเรายังคงละทิ้งเนื้อหนังของเราและนบนอบต่อการเรียบเรียงจัดวางและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า รวมถึงอธิษฐานต่อพระเจ้าและแสวงหาน้ำพระทัยของพระองค์ได้ เราก็สามารถได้รับการทรงนำของพระองค์ ได้เข้าใจความจริง อุปนิสัยที่เสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของเราจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลง และเราจะได้มารู้จักพระเจ้า ฉันคิดถึงคำอธิษฐานต่อพระเจ้าของเปโตรระหว่างกระบวนการถลุงของเขา “ต่อให้ข้าพระองค์จะต้องตายหลังจากได้รู้จักพระองค์ ข้าพระองค์จะไม่สามารถทำเช่นนั้นอย่างดีใจและมีความสุขได้อย่างไร?” (“บทที่ 6” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  ฉันคิดว่า “ฉันอาจไม่มีวุฒิภาวะเท่าเปโตร”“แต่ฉันยังพยายามที่จะเอาอย่างเขาได้ ฉันสามารถแสวงหาที่จะรู้จักพระเจ้าและได้รับความจริง ระหว่างที่ก้าวผ่านบททดสอบและกระบวนการถลุง วางชีวิตของตัวเองทั้งหมดไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า รวมถึงนบนอบต่อกฎและการจัดการเตรียมการของพระองค์” พอคิดได้แบบนี้ ฉันก็ไม่รู้สึกว่าถูกจำกัดเพราะอาการป่วยหรือเพราะความตายอีกต่อไป หลังจากนั้น ฉันก็เข้ารับการรักษาต่อตามปกติ ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าและอ่านพระวจนะของพระองค์ทุกวัน และฉันก็ได้รู้สึกว่าหัวใจของฉันเข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้น ความสงบสุขอย่างถึงที่สุดได้แบ่งบานในตัวฉันค่ะ ผ่านไปสองสัปดาห์ อาการของฉันก็อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ และสุขภาพของฉันก็ฟื้นตัวขึ้นช้าๆ ผิวพรรณของฉันก็เริ่มดูดีขึ้นกว่าที่เคยด้วยค่ะ ฉันเริ่มทำหน้าที่ของตัวเองในคริสตจักรอีกครั้งหลังจากนั้น และฉันก็รู้สึกสบายใจทุกวันค่ะ

ประมาณหกเดือนต่อมา ฉันก็ไปตรวจที่โรงพยาบาล และพบว่าตัวบ่งชี้อาการทั้งหมดของฉันกลับสู่ภาวะปกติแล้ว คุณหมอของฉันพูดด้วยความประหลาดใจว่า “ผมไม่เคยคิดเลยว่าหลังจากป่วยหนัก คุณจะฟื้นตัวได้เร็วขนาดนี้ในเวลาแค่หกเดือน! ตอนนี้คุณดูไม่ป่วยเลย ไม่อยากจะเชื่อเลยครับ!” พอได้ยินหมอพูดแบบนั้น ฉันก็มอบความขอบคุณจากหัวใจและการสรรเสริญแก่พระเจ้า ฉันรู้ว่านี่คือพระมหิทธิฤทธิ์และอำนาจอธิปไตยของพระเจ้าในการทำงาน และฉันรู้สึกได้ถึงความรักและความรอดของพระองค์ที่มีต่อฉันค่ะ!

พอคิดย้อนไปถึงบททดสอบแห่งความเจ็บป่วยนี้ ถึงแม้ฉันจะประสบกับความเจ็บปวดและอ่อนแอ แต่ด้วยการนำแห่งพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็ได้มาเข้าใจความหมายเบื้องหลังพระราชกิจแห่งบททดสอบและกระบวนการถลุงของพระเจ้า ฉันยังได้มาเข้าใจเล็กน้อยถึงน้ำพระทัยของพระเจ้าที่จะช่วยมนุษย์ให้รอด รวมถึงแรงจูงใจและทรรศนะผิดๆ ที่ฉันมีในความเชื่อก็ได้รับการแก้ไขด้วย จากก้นบึ้งของหัวใจ ฉันรู้สึกได้ว่าการก้าวผ่านทดทดสอบและกระบวนการถลุงนี้ช่างยอดเยี่ยมแค่ไหนค่ะ! ฉันขอบคุณที่พระเจ้าทรงมอบสมบัติทรัพย์ล้ำค่าในชีวิตให้ฉันค่ะ!

ก่อนหน้า: 78. บทเรียนที่ได้เรียนรู้จากการทดสอบ

ถัดไป: 80. ใช้วัยสาวในคุก

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย Xiaowei, ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย Yangmu, เกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ข้อคัดสรรของพระวจนะแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ 170 หลักธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติความจริง ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า (แก่นสารสำคัญของผู้เชื่อใหม่) คำพยานเกี่ยวกับประสบการณ์ทั้งหลายหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้