ง. ว่าด้วยพระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดแห่งชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง
583. หนทางแห่งชีวิตไม่ใช่สิ่งที่บุคคลใดก็สามารถครอบครองได้ อีกทั้งไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนสามารถบรรลุได้อย่างง่ายดาย นี่เป็นเพราะชีวิตสามารถมาจากพระเจ้าได้เท่านั้น กล่าวคือ พระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นที่ทรงครองแก่นแท้แห่งชีวิต และพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นที่ทรงมีหนทางแห่งชีวิต และดังนั้นพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตและน้ำพุของน้ำแห่งชีวิตที่ไหลอยู่ตลอดเวลา นับตั้งแต่การสร้างโลก พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจอย่างมหาศาลที่มาพร้อมด้วยความมีชีวิตชีวาของชีวิต พระองค์ได้ทรงพระราชกิจมากมายที่นำพาชีวิตมาสู่มนุษย์ และพระองค์ได้ทรงจ่ายราคาอันยิ่งใหญ่เพื่อให้มนุษย์ได้รับชีวิต นี่เป็นเพราะพระเจ้าพระองค์เองทรงเป็นชีวิตนิรันดร์ และพระเจ้าพระองค์เองทรงเป็นหนทางที่มนุษย์สามารถได้รับการชุบชีวิต พระเจ้าไม่เคยทรงห่างหายไปจากหัวใจของมนุษย์ และพระองค์สถิตอยู่ท่ามกลางผู้คนตลอดเวลา พระองค์ทรงเป็นแรงขับเคลื่อนสำหรับการดำรงชีวิตของมนุษย์ รากฐานแห่งการอยู่รอดของมนุษย์ และแหล่งทรัพยากรอันอุดมสำหรับการอยู่รอดของมนุษย์ภายหลังการกำเนิด พระองค์ทรงทำให้ผู้คนสามารถเกิดใหม่ และทรงทำให้พวกเขาสามารถดำรงชีวิตอย่างมุ่งมั่นในบทบาทเฉพาะของตนเองได้ เมื่อพึ่งพาฤทธานุภาพของพระองค์และพลังชีวิตอันมิอาจดับมอดของพระองค์ มนุษย์จึงได้ดำรงชีวิตอยู่มารุ่นต่อรุ่น ในขณะที่พลังอำนาจแห่งพระชนม์ชีพของพระเจ้าได้จัดเตรียมการเกื้อหนุนในหมู่มนุษย์มาอย่างต่อเนื่อง และพระเจ้าได้ทรงจ่ายราคาซึ่งมนุษย์ธรรมดาไม่เคยจ่ายมาก่อน พลังชีวิตของพระเจ้าสามารถมีชัยเหนือพลังอำนาจใดๆ ยิ่งไปกว่านั้น ยังเหนือล้ำกว่าพลังอำนาจใดๆ ชีวิตของพระองค์เป็นนิรันดร์ ฤทธานุภาพของพระองค์นั้นทรงพิเศษ และพลังชีวิตของพระองค์ก็ไม่อาจถูกสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดหรือกองกำลังศัตรูใดเอาชนะได้ พลังชีวิตของพระเจ้านั้นดำรงอยู่และแผ่รัศมีเฉิดฉายไม่ว่าที่ใดเวลาใด ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกอาจผ่านการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง แต่ชีวิตของพระเจ้าเป็นเช่นเดิมตลอดกาล สรรพสิ่งอาจล้มหายตายจาก แต่พระชนม์ชีพของพระเจ้าจะยังคงดำรงอยู่ นี่ก็เพราะพระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดแห่งการอยู่รอดของสรรพสิ่ง และเป็นรากฐานที่สรรพสิ่งพึ่งพาเพื่อการอยู่รอด ชีวิตของมนุษย์มีจุดกำเนิดมาจากพระเจ้า สวรรค์มีอยู่ก็เพราะพระเจ้า และการอยู่รอดของแผ่นดินโลกก็มีต้นกำเนิดมาจากพลังอำนาจแห่งพระชนม์ชีพของพระเจ้าเช่นกัน ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดสามารถอยู่เหนืออธิปไตยของพระเจ้า และไม่มีสิ่งที่มีพลังชีวิตใดสามารถรอดพ้นขอบเขตสิทธิอำนาจของพระเจ้าได้ เช่นนี้แล้ว ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใคร ผู้คนทั้งปวงก็ต้องยอมจำนนต่ออำนาจครอบครองของพระเจ้า ผู้คนทั้งปวงต้องดำเนินชีวิตภายใต้การปกครองของพระเจ้า และไม่มีใครในพวกเขาสามารถหลบพ้นไปจากพระหัตถ์ของพระองค์ได้
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายเท่านั้นที่สามารถประทานหนทางแห่งชีวิตนิรันดร์แก่มนุษย์ได้
584. นับตั้งแต่ที่พระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งขึ้น พวกมันก็ทำหน้าที่และยังคงดำเนินก้าวหน้าต่อไปในวิถีทางที่เป็นระเบียบและโดยสอดคล้องกับธรรมบัญญัติที่พระองค์ได้ทรงบัญญัติขึ้น ภายใต้สายพระเนตรอันจับจ้องของพระองค์ ภายใต้การปกครองของพระองค์ ทุกสรรพสิ่งก็พัฒนาไปในทางที่เป็นระเบียบตลอดมา โดยเกิดขึ้นพร้อมกันกับการดำรงอยู่ของมนุษย์ ไม่มีสิ่งใดที่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือทำลายธรรมบัญญัติเหล่านี้ได้ การที่สิ่งมีชีวิตทั้งปวงสามารถทวีจำนวนขึ้นได้นั้นเป็นเพราะการปกครองของพระเจ้า และการที่สิ่งมีชีวิตทั้งปวงสามารถอยู่รอดได้นั้นเป็นเพราะการปกครองและการบริหารจัดการของพระองค์ ดังนั้นภายใต้การปกครองของพระเจ้านั้นสิ่งมีชีวิตทั้งปวงมาดำรงอยู่ เจริญเติบโต หายไป และเกิดใหม่อย่างเป็นระเบียบ เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง ฝนพรำๆ นำมาซึ่งความรู้สึกของฤดูกาลอันสดชื่นและทำให้แผ่นดินโลกชุ่มชื้น พื้นดินเริ่มอ่อนนุ่ม และหญ้าก็ดันตัวพ้นดินขึ้นมาและเริ่มแตกหน่อ ในขณะที่ต้นไม้ทั้งหลายค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเขียว สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ทั้งหมดนำความมีชีวิตชีวาอันสดชื่นมาสู่แผ่นดินโลก นี่คือสิ่งที่เห็นกันได้เมื่อสิ่งมีชีวิตทั้งปวงกำลังมาดำรงอยู่และเจริญเติบโต สัตว์ทุกชนิดออกมาจากโพรงของพวกมันเพื่อรู้สึกถึงความอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิและเริ่มต้นปีใหม่ สิ่งมีชีวิตทั้งปวงอาบแดดในความร้อนในช่วงระหว่างฤดูร้อนและชื่นชมกับความอบอุ่นซึ่งฤดูกาลนำมา พวกมันเติบโตอย่างรวดเร็ว บรรดาต้นไม้ หญ้า และพืชทุกชนิดกำลังเติบโตด้วยความเร็วมาก จนกระทั่งพวกมันผลิดอกและออกผลในที่สุด สิ่งมีชีวิตทั้งปวง รวมถึงมนุษย์ ต่างก็ยุ่งวุ่นวายในช่วงระหว่างฤดูร้อน ในฤดูใบไม้ร่วง ฝนนำมาซึ่งความเย็นฉ่ำของฤดูใบไม้ร่วง และสิ่งมีชีวิตทุกชนิดเริ่มรู้สึกถึงการมาถึงของฤดูกาลเก็บเกี่ยว สิ่งมีชีวิตทั้งปวงผลิดอกออกผล และมนุษย์ก็เริ่มเก็บเกี่ยวผลไม้หลากหลายชนิดเหล่านี้เพื่อที่จะมีอาหารตระเตรียมไว้สำหรับฤดูหนาว ในฤดูหนาว สิ่งมีชีวิตทั้งปวงค่อยๆ เริ่มที่จะสงบลงในความเงียบและหยุดพักเมื่ออากาศหนาวย่างกรายเข้ามา และผู้คนก็หยุดพักผ่อนในระหว่างฤดูกาลนี้เช่นกัน จากฤดูกาลสู่ฤดูกาล การเปลี่ยนผ่านจากฤดูใบไม้ผลิไปสู่ฤดูร้อนไปสู่ฤดูใบไม้ร่วงไปสู่ฤดูหนาว—ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดเหล่านี้เกิดขึ้นตามธรรมบัญญัติหรือกฎที่พระเจ้าทรงบัญญัติ พระองค์ทรงนำทางทุกสรรพสิ่งและมวลมนุษย์โดยใช้กฎเหล่านี้และได้ทรงคิดค้นหนทางแห่งชีวิตอันมีสีสันและมั่งคั่งเพื่อมวลมนุษย์ โดยทรงตระเตรียมสภาพแวดล้อมเพื่อการอยู่รอดซึ่งมีอุณหภูมิและฤดูกาลอันแตกต่างหลากหลาย ดังนั้น ภายในสภาพแวดล้อมอันเป็นระเบียบแบบแผนสำหรับการอยู่รอดประเภทนี้ มนุษย์จึงสามารถอยู่รอดและทวีจำนวนขึ้นในทางอันเป็นระเบียบแบบแผนได้ มนุษย์ไม่สามารถเปลี่ยนกฎเหล่านี้ได้และไม่มีบุคคลหรือสิ่งมีชีวิตใดสามารถทำลายพวกมันได้ แม้ว่าจะได้เกิดการเปลี่ยนแปลงนับไม่ถ้วนขึ้น—กล่าวคือ ทะเลได้กลายเป็นทุ่งหญ้า ในขณะที่ทุ่งหญ้าได้กลายเป็นทะเล—กฎเหล่านี้ก็ยังคงดำรงอยู่ต่อไป พวกมันดำรงอยู่เพราะพระเจ้าทรงดำรงอยู่ และเพราะการปกครองของพระองค์และการบริหารจัดการของพระองค์ ด้วยสภาพแวดล้อมอันเป็นระเบียบแบบแผนขนาดใหญ่ประเภทนี้ ชีวิตของผู้คนจึงดำเนินไปภายในธรรมบัญญัติและกฎเกณฑ์เหล่านี้ ผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าได้ถูกฟูมฟักขึ้นมาภายใต้ธรรมบัญญัติเหล่านี้ และผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าได้อยู่รอดตลอดมาภายใต้ธรรมบัญญัติ ผู้คนได้ชื่นชมกับสภาพแวดล้อมอันเป็นระเบียบแบบแผนสำหรับการอยู่รอดนี้ ตลอดจนได้ชื่นชมกับหลายสิ่งหลายอย่างที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นสำหรับชนรุ่นแล้วรุ่นเล่า แม้ว่าผู้คนจะรู้สึกว่ากฎประเภทนี้มีอยู่ตามธรรมชาติและมองข้ามอย่างดูแคลน และแม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถรู้สึกได้ว่าพระเจ้ากำลังทรงจัดวางเรียบเรียงกฎเหล่านี้ ว่าพระเจ้ากำลังทรงปกครองกฎเหล่านี้ ไม่ว่าอะไรก็ตาม พระเจ้าทรงเกี่ยวพันกับพระราชกิจที่ไม่เปลี่ยนแปลงนี้เสมอ พระประสงค์ของพระองค์ในพระราชกิจที่ไม่เปลี่ยนแปลงนี้คือการอยู่รอดของมวลมนุษย์ และเพื่อที่มวลมนุษย์จะได้ดำรงชีวิตอยู่ต่อไป
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 9
585. พระเจ้าทรงบัญชากฎเกณฑ์ที่ปกครองดูแลการปฏิบัติการของทุกสรรพสิ่ง พระองค์ทรงบัญชากฎเกณฑ์ที่ปกครองดูแลการอยู่รอดของทุกสรรพสิ่ง พระองค์ทรงควบคุมทุกสรรพสิ่ง และทรงกำหนดให้สิ่งเหล่านั้นทั้งเสริมแรงและพึ่งพาอาศัยกันและกัน เพื่อที่สิ่งเหล่านั้นจะไม่พินาศและปลาสนาการไป ด้วยเหตุนี้เท่านั้นมวลมนุษย์จึงสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้ ด้วยเหตุนี้เท่านั้น พวกเขาจึงสามารถดำรงชีวิตภายใต้การทรงนำของพระเจ้าในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นได้ พระเจ้าทรงเป็นองค์อธิปัตย์แห่งกฎเกณฑ์ทั้งหลายแห่งการปฏิบัติการ และไม่มีผู้ใดสามารถแทรกแซงกฎเกณฑ์เหล่านั้นได้ อีกทั้งพวกเขาก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์เหล่านั้นได้ มีเพียงพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นทรงรู้กฎเกณฑ์เหล่านี้และมีเพียงพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นทรงบริหารจัดการกฎเกณฑ์เหล่านี้ เมื่อต้นไม้จะแตกหน่อ เมื่อฝนจะตก แผ่นดินโลกจะให้น้ำมากเพียงใดและสารอาหารมากเพียงใดแก่ต้นพืชทั้งหลาย ใบไม้จะร่วงหล่นในฤดูกาลใด ต้นไม้จะออกผลในฤดูกาลใด แสงอาทิตย์จะให้สารอาหารมากเพียงใดแก่ต้นไม้ ต้นไม้จะคายสิ่งใดออกมาหลังจากได้รับอาหารด้วยแสงอาทิตย์ สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดนั้นพระเจ้าได้ทรงทำการลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้วเมื่อพระองค์ได้ทรงสร้างสรรพสิ่ง ให้เป็นกฎเกณฑ์ที่ไม่มีผู้ใดสามารถทำลายได้ สิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าได้ทรงสร้างนั้นอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ซึ่งพระองค์ทรงควบคุมพวกมันและครองอธิปไตยเหนือพวกมัน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิต หรือในสายตาของมนุษย์แล้วจะเป็นสิ่งไม่มีชีวิตก็ตาม ไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงหรือทำลายกฎเกณฑ์เหล่านี้ได้ กล่าวคือ เมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งนั้น พระองค์ได้ทรงกำหนดพิจารณาไว้ล่วงหน้าว่า หากปราศจากแผ่นดินโลก ต้นไม้ก็ไม่สามารถฝังรากลงไป แตกหน่อ และเติบโตได้ ว่าหากแผ่นดินโลกไม่มีต้นไม้ เช่นนั้นแล้วมันก็จะแห้งแล้ง ว่าต้นไม้ควรจะกลายเป็นบ้านของนกและสถานที่ซึ่งพวกมันอาจใช้เป็นที่กำบังจากลม ต้นไม้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้หรือไม่หากปราศจากแผ่นดินโลก? แน่นอนว่าไม่ได้ ต้นไม้สามารถดำรงชีวิตโดยไม่มีแสงอาทิตย์หรือน้ำฝนหรือไม่? ย่อมทำไม่ได้เช่นกัน สิ่งเหล่านี้ทั้งปวงเป็นไปเพื่อมวลมนุษย์ เพื่อการอยู่รอดของมนุษย์ มนุษย์ได้รับอากาศสดชื่นจากต้นไม้ และมนุษย์ดำรงชีวิตอยู่บนแผ่นดินโลก ซึ่งได้รับการปกป้องจากต้นไม้ มนุษย์ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากแสงอาทิตย์หรือสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ถึงแม้ว่าสัมพันธภาพเหล่านี้จะซับซ้อน แต่เจ้าก็ต้องจำได้ว่า กฎเกณฑ์สำหรับทุกสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างก็คือการที่พวกมันเสริมกำลังซึ่งกันและกัน พึ่งพาอาศัยกันและกัน และดำรงอยู่ด้วยกัน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ทุกๆ สิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้างมีคุณค่าและนัยสำคัญในการดำรงอยู่ของมัน หากพระเจ้าได้ทรงสร้างบางสิ่งบางอย่างโดยไม่มีนัยสำคัญ พระเจ้าคงจะให้มันปลาสนาการไป นี่คือหนึ่งในวิธีการทั้งหลายที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อจัดเตรียมให้แก่ทุกสรรพสิ่ง
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 7
586. เมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง พระองค์ได้ทรงใช้วิธีการและหนทางทุกชนิดเพื่อให้พวกมันมีสมดุล เพื่อให้สภาพเงื่อนไขในการดำรงชีวิตของภูเขาและทะเลสาบ ของพืชพรรณและสัตว์ นก และแมลงทุกชนิดมีสมดุล เป้าหมายของพระองค์คือการเปิดโอกาสให้สิ่งมีชีวิตทุกชนิดได้ดำรงชีวิตและทวีจำนวนภายใต้กฎที่พระองค์ได้ทรงกำหนดขึ้น ไม่มีสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างใดสามารถออกนอกกฎเหล่านี้ และกฎเหล่านี้ไม่สามารถถูกทำลายได้ เฉพาะภายในสภาพแวดล้อมพื้นฐานประเภทนี้เท่านั้น มนุษย์จึงสามารถอยู่รอดและทวีจำนวนได้อย่างปลอดภัยรุ่นแล้วรุ่นเล่า หากสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดๆ ไปพ้นจำนวนหรือวงเขตที่พระเจ้าทรงกำหนด หรือหากมันเกินอัตราการเติบโต ความถี่ของการสืบพันธุ์ หรือจำนวนที่พระองค์สั่งการ สภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดของมวลมนุษย์คงจะประสบทุกข์กับการทำลายล้างในระดับที่หลากหลาย และในเวลาเดียวกัน การอยู่รอดของมวลมนุษย์ก็คงจะถูกคุกคาม หากสิ่งมีชีวิตทรงสร้างชนิดหนึ่งมีจำนวนมากเกินไป มันจะปล้นอาหารจากผู้คน ทำลายแหล่งน้ำของผู้คน และทำให้ถิ่นฐานของพวกเขาย่อยยับ ด้วยหนทางนั้น การสืบพันธุ์หรือสภาวะการอยู่รอดของมวลมนุษย์คงจะได้รับผลกระทบในทันที… หากสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่งหรือหลายประเภทมีจำนวนเกินความเหมาะสมของพวกมัน เช่นนั้นแล้วอากาศ อุณหภูมิ ความชื้น และแม้กระทั่งองค์ประกอบของอากาศภายในพื้นที่สำหรับการอยู่รอดของมวลมนุษย์ก็จะเป็นพิษและถูกทำลายในระดับที่หลากหลาย ภายใต้รูปการณ์แวดล้อมเหล่านี้ การอยู่รอดและชะตากรรมของมนุษย์จะอยู่ภายใต้การคุกคามที่มีต้นเหตุจากปัจจัยทางนิเวศเหล่านี้เช่นกัน ดังนั้นแล้ว หากความสมดุลเหล่านี้สูญเสียไป อากาศที่ผู้คนหายใจจะถูกทำลาย น้ำที่พวกเขาดื่มจะถูกปนเปื้อน และอุณหภูมิที่พวกเขาพึงต้องมีก็จะเปลี่ยนแปลงและได้รับผลกระทบในระดับที่หลากหลายเช่นกัน หากการนั้นเกิดขึ้น สภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่เป็นของมวลมนุษย์โดยธรรมชาติจะได้รับผลกระทบและอยู่ภายใต้ความท้าทายอันใหญ่หลวง ในฉากเหตุการณ์แบบนี้ที่สภาพแวดล้อมพื้นฐานสำหรับการอยู่รอดของมนุษย์ได้ถูกทำลายลง ชะตากรรมและความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ของมวลมนุษย์จะเป็นอย่างไร? นี่เป็นปัญหาที่รุนแรงมากปัญหาหนึ่ง! เพราะพระเจ้าทรงทราบว่าแต่ละสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างดำรงอยู่เพื่อประโยชน์ของมวลมนุษย์ด้วยเหตุผลใด บทบาทของสิ่งต่างๆ ทุกชนิดที่พระองค์ได้ทรงสร้างคืออะไร แต่ละสิ่งมีผลกระทบแบบใดต่อมวลมนุษย์ และมันเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ถึงระดับใด เพราะในพระทัยของพระเจ้ามีแผนการสำหรับทั้งหมดนี้และพระองค์ทรงบริหารจัดการทุกๆ แง่มุมของทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้นมา นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทุกๆ สิ่งที่พระองค์ทรงทำจึงสำคัญและจำเป็นมากสำหรับมวลมนุษย์ ดังนั้นแล้วตั้งแต่นี้ไป เมื่อใดก็ตามที่เจ้าสังเกตดูปรากฏการณ์ทางนิเวศบางอย่างท่ามกลางสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างของพระเจ้า หรือกฎธรรมชาติบางอย่างที่ดำเนินอยู่ท่ามกลางสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างของพระเจ้า เจ้าจะไม่สงสัยเกี่ยวกับความจำเป็นของทุกๆ สิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างอีกต่อไป เจ้าจะไม่ใช้ถ้อยคำที่ไม่รู้เท่าทันมาตัดสินโดยพลการเกี่ยวกับการจัดการเตรียมการทุกสรรพสิ่งของพระเจ้าและหนทางอันหลากหลายของพระองค์ในการจัดเตรียมสำหรับมวลมนุษย์อีกต่อไป อีกทั้งเจ้าจะไม่มาสู่ข้อสรุปเกี่ยวกับกฎของพระเจ้าสำหรับทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างของพระองค์โดยพลการ
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 9
587. หากสิ่งทรงสร้างทั้งหมดสูญเสียกฎของพวกมันไป พวกมันคงจะไม่ดำรงอยู่อีกต่อไป หากกฎแห่งทุกสรรพสิ่งได้สูญหายไป เช่นนั้นแล้วสิ่งมีชีวิตท่ามกลางทุกสรรพสิ่งก็คงจะไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ มนุษยชาติคงจะสูญเสียสภาพแวดล้อมของพวกเขาซึ่งพวกเขาพึ่งพาเพื่อการอยู่รอดด้วยเช่นกัน หากมนุษยชาติสูญเสียทั้งหมดนั้น พวกเขาคงจะไม่มีความสามารถที่จะดำเนินต่อไปได้ดังที่พวกเขาได้ทำเรื่อยมา เพื่อเจริญเติบโตและทวีจำนวนรุ่นแล้วรุ่นเล่า เหตุผลที่มนุษย์ได้อยู่รอดมาจนกระทั่งบัดนี้เป็นเพราะพระเจ้าได้ทรงจัดหาสิ่งทรงสร้างทั้งหมดให้แก่พวกเขาเพื่อเลี้ยงดูพวกเขา เพื่อเลี้ยงดูมวลมนุษย์ในหนทางที่แตกต่างกัน เป็นเพราะพระเจ้าทรงเลี้ยงดูมวลมนุษย์ในหนทางที่แตกต่างกันเท่านั้น มวลมนุษย์จึงได้อยู่รอดมาจนกระทั่งบัดนี้ในปัจจุบันนี้ ด้วยสภาพแวดล้อมที่ตายตัวสำหรับการอยู่รอดอันเป็นคุณและมีกฎธรรมชาติเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่ในนั้น ผู้คนต่างประเภททั้งหมดของแผ่นดินโลก เผ่าพันธุ์ที่ต่างกันทั้งหมด จึงสามารถอยู่รอดได้ภายในพื้นที่ที่กำหนดให้ของพวกเขาเอง ไม่มีใครสามารถไปพ้นจากพื้นที่เหล่านี้หรือเขตคั่นระหว่างพวกมันได้ เป็นเพราะพระเจ้านั่นเองที่ได้ทรงวาดเค้าโครงพวกมันไว้
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 9
588. โลกวิญญาณคือสถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง สถานที่ซึ่งแตกต่างจากโลกวัตถุ เหตุใดเราจึงกล่าวว่ามันสำคัญ? พวกเรากำลังจะหารือเรื่องนี้กันอย่างละเอียด การมีอยู่ของโลกวิญญาณเชื่อมโยงกันอย่างเหนียวแน่นกับโลกวัตถุของมวลมนุษย์ มันมีบทบาทสำคัญในวัฏจักรแห่งชีวิตและความตายของมนุษย์ในอำนาจครอบครองเหนือสรรพสิ่งของพระเจ้า นี่คือบทบาทของมัน และนี่คือหนึ่งในเหตุผลทั้งหลายที่ทำให้การมีอยู่ของมันมีความสำคัญ เนื่องจากมันเป็นสถานที่ซึ่งสัมผัสทั้งห้าไม่สามารถหยั่งรู้ได้ จึงไม่มีใครสามารถตัดสินได้อย่างแน่ชัดว่าโลกวิญญาณมีอยู่หรือไม่มี พลวัตทั้งหลายของมันเชื่อมต่อกับการดำรงอยู่ของมนุษย์อย่างใกล้ชิด ซึ่งมีผลทำให้ระเบียบชีวิตของมวลมนุษย์ได้รับอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงจากโลกวิญญาณด้วย การนี้เกี่ยวข้องกับอธิปไตยของพระเจ้าหรือไม่? มันเกี่ยวข้อง เมื่อเรากล่าวเช่นนี้ พวกเจ้าเข้าใจว่าเหตุใดเราจึงกำลังหารือถึงหัวข้อนี้ กล่าวคือ เป็นเพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับอธิปไตยของพระเจ้า รวมถึงการบริหารของพระองค์นั่นเอง ในโลกอย่างเช่นโลกนี้—โลกที่ไม่ปรากฏแก่ตาผู้คน—ทุกประกาศิตจากสวรรค์ ทุกประกาศกฤษฎีกา และทุกระบบบริหารของมันนั้นเหนือกว่ากฎหมายและระบบทั้งหลายของชาติใดในโลกวัตถุเป็นอย่างมาก และไม่มีสิ่งมีชีวิตใดที่ดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้จะกล้าขัดหรือฝ่าฝืนสิ่งเหล่านั้น การนี้เกี่ยวข้องกับอธิปไตยและการบริหารของพระเจ้าหรือไม่? ในโลกวิญญาณนั้น มีประกาศกฤษฎีการบริหารที่ชัดเจน ประกาศิตจากสวรรค์ที่ชัดเจน และบทบัญญัติที่ชัดเจน บรรดาผู้ดูแลในระดับแตกต่างกันและในพื้นที่ต่างๆ ปฏิบัติตามหน้าที่ของตนและรักษากฎและข้อบังคับทั้งหลายอย่างเคร่งครัด เพราะพวกเขารู้ว่าผลพวงของการฝ่าฝืนประกาศิตจากสวรรค์คืออะไร พวกเขาตระหนักอย่างชัดเจนว่าพระเจ้าทรงลงโทษคนชั่วและประทานรางวัลแก่คนดีอย่างไร และว่าพระองค์ทรงบริหารและปกครองเหนือทุกสรรพสิ่งอย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขามองเห็นอย่างชัดเจนว่าพระองค์ทรงดำเนินการตามประกาศิตจากสวรรค์และบทบัญญัติของพระองค์อย่างไร สิ่งเหล่านี้แตกต่างจากโลกวัตถุที่มวลมนุษย์อาศัยอยู่หรือไม่? สิ่งเหล่านี้แตกต่างกันอย่างมหาศาลจริงๆ โลกวิญญาณเป็นโลกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับโลกวัตถุ ในเมื่อมีประกาศิตจากสวรรค์และบทบัญญัติเหล่านี้ เรื่องนี้จึงเกี่ยวข้องกับอธิปไตย การบริหารของพระเจ้า และยิ่งไปกว่านั้น พระอุปนิสัยของพระองค์ รวมถึงสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 10
589. พระเจ้าได้ทรงกำหนดประกาศิตจากสวรรค์ ประกาศกฤษฎีกา และระบบต่างๆ นานาขึ้นในโลกวิญญาณ และทันทีที่สิ่งเหล่านี้ได้ประกาศออกไป พวกมันจะถูกดำเนินการอย่างเข้มงวดมากตามที่ได้ถูกกำหนดขึ้นโดยพระเจ้า โดยผู้ที่อยู่ในตำแหน่งทางการต่างๆ ในโลกวิญญาณ และไม่มีผู้ใดกล้าที่จะฝ่าฝืนสิ่งเหล่านั้น เพราะฉะนั้น ในวัฏจักรแห่งชีวิตและความตายของมวลมนุษย์ในโลกมนุษย์นั้น ไม่ว่าใครบางคนจะมาเกิดใหม่เป็นสัตว์หรือมนุษย์ ย่อมมีธรรมบัญญัติสำหรับทั้งสองนั้น เนื่องจากธรรมบัญญัติเหล่านี้มาจากพระเจ้า จึงไม่มีผู้ใดกล้าที่จะทำผิดธรรมบัญญัติ อีกทั้งไม่มีผู้ใดสามารถทำผิดธรรมบัญญัติได้ เนื่องจากอธิปไตยนี้ของพระเจ้าเท่านั้นและเพราะธรรมบัญญัติเช่นนี้มีอยู่ โลกวัตถุที่ผู้คนมองเห็นจึงเป็นไปอย่างปกติและมีระเบียบ เนื่องจากอธิปไตยนี้ของพระเจ้าเท่านั้นพวกมนุษย์จึงสามารถดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขกับอีกโลกหนึ่งที่ไม่ปรากฏแก่ตาของพวกเขาโดยสิ้นเชิง และสามารถใช้ชีวิตอย่างกลมกลืนกับมันได้—ซึ่งทั้งหมดนั้นไม่สามารถหนีพ้นจากอธิปไตยของพระเจ้า หลังจากชีวิตที่เป็นเนื้อหนังของบุคคลหนึ่งตายลง ดวงจิตยังคงมีชีวิตอยู่ และดังนั้น จะเกิดอะไรขึ้นหากมันไม่ได้อยู่ภายใต้การบริหารของพระเจ้า? ดวงจิตนั้นคงจะเร่ร่อนไปทั่วทุกที่ รุกล้ำไปทุกหนแห่ง และคงจะถึงขั้นทำอันตรายสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในโลกมนุษย์ อันตรายเช่นนั้นจะไม่เพียงแค่เกิดขึ้นกับมวลมนุษย์เท่านั้น แต่ยังสามารถเกิดขึ้นกับต้นไม้และสัตว์ทั้งหลายได้ด้วยเช่นกัน—อย่างไรก็ตาม สิ่งแรกที่จะได้รับอันตรายก็คงจะเป็นผู้คน หากการนี้เกิดขึ้น—หากดวงจิตเช่นนั้นเป็นอยู่โดยไม่มีการบริหาร ทำอันตรายต่อผู้คนโดยแท้ และทำสิ่งทั้งหลายที่ชั่วอย่างแท้จริง—เช่นนั้นแล้ว ดวงจิตนี้ก็คงจะได้รับการจัดการอย่างเหมาะสมในโลกวิญญาณด้วยเช่นกัน กล่าวคือ หากสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้นร้ายแรง ดวงจิตนั้นก็คงจะสูญสิ้นไปในไม่ช้า และคงจะถูกทำลาย หากเป็นไปได้ มันคงจะถูกนำไปอยู่ที่ใดสักแห่งและหลังจากนั้นก็ได้มาเกิดใหม่ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การบริหารดวงจิตต่างๆ ของโลกวิญญาณนั้นมีระเบียบ และดำเนินการโดยสอดคล้องกับขั้นตอนและกฎเกณฑ์ทั้งหลาย เป็นเพราะการบริหารเช่นนั้นเท่านั้น โลกวัตถุของมนุษย์จึงยังไม่ล้มลงไปสู่ความวุ่นวาย มนุษย์แห่งโลกวัตถุจึงยังมีความรู้สึกนึกคิดที่เป็นปกติ มีความมีเหตุผลที่เป็นปกติ และมีชีวิตทางเนื้อหนังที่มีระเบียบ มีเพียงหลังจากที่มวลมนุษย์มีชีวิตปกติเช่นนั้นเท่านั้น บรรดาผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในเนื้อหนังจึงจะสามารถเจริญรุ่งเรืองและสืบพันธุ์ไปตลอดหลายชั่วคนต่อไปได้
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 10
590. ความตายของสิ่งมีชีวิตหนึ่ง—การสิ้นสุดชีวิตทางกายภาพ—บ่งชี้ว่าสิ่งมีชีวิตนั้นได้ผ่านจากโลกวัตถุไปสู่โลกวิญญาณ ในขณะที่การถือกำเนิดของชีวิตใหม่ทางกายภาพบ่งชี้ว่าสิ่งมีชีวิตหนึ่งได้จากโลกวิญญาณมาสู่โลกวัตถุ และได้เริ่มต้นรับหน้าที่และแสดงบทบาทของมันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการจากไปหรือการมาถึงของสิ่งมีชีวิต ทั้งคู่นั้นไม่สามารถแยกออกจากงานของโลกวิญญาณได้ เมื่อถึงเวลาที่ใครบางคนมาสู่โลกวัตถุ พระเจ้าได้ทรงก่อรูปร่างการจัดการเตรียมการและการกำหนดนิยามที่เหมาะสมไว้แล้วในโลกวิญญาณในเรื่องที่ว่า บุคคลนั้นจะมายังครอบครัวใด พวกเขาจะมาสู่ยุคสมัยใด พวกเขาจะมาถึงในโมงยามใด และบทบาทที่พวกเขาจะแสดง เมื่อเป็นเช่นนั้น ชีวิตทั้งชีวิตของบุคคลผู้นี้—สิ่งทั้งหลายที่พวกเขาทำ และเส้นทางทั้งหลายที่พวกเขาเดิน—จะดำเนินการไปตามการจัดการเตรียมการที่ได้ทำขึ้นในโลกวิญญาณ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น เวลาที่ชีวิตทางกายภาพจะสิ้นสุดลง และลักษณะกับสถานที่ที่มันจะพบจุดจบนั้นเป็นที่ชัดเจนและหยั่งรู้ได้ในโลกวิญญาณ พระเจ้าทรงปกครองโลกวัตถุ และพระองค์ทรงปกครองโลกวิญญาณด้วยเช่นกัน และพระองค์จะไม่ทรงทำให้วัฏจักรแห่งชีวิตและความตายตามปกติของดวงจิตหนึ่งล่าช้า และพระองค์ไม่มีวันสามารถกระทำความผิดพลาดใดๆ ในการจัดการเตรียมการวัฏจักรนั้นเลย ผู้ดูแลแต่ละคนในตำแหน่งทางการของโลกวิญญาณนั้นดำเนินภารกิจแต่ละอย่างของพวกเขา และทำสิ่งที่พวกเขาควรที่จะทำ โดยสอดคล้องกับคำแนะนำและกฎเกณฑ์ทั้งหลายของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ ในโลกของมวลมนุษย์นั้น ปรากฏการณ์ทางวัตถุทุกอย่างที่มนุษย์เห็นล้วนเป็นไปอย่างเป็นระเบียบ และไม่มีความวุ่นวาย ทั้งหมดนี้ก็เนื่องจากกฎเกณฑ์ที่มีระเบียบเหนือสรรพสิ่งของพระเจ้า รวมทั้งข้อเท็จจริงที่ว่าสิทธิอำนาจของพระองค์ปกครองเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง อำนาจครอบครองของพระองค์ประกอบด้วยโลกวัตถุที่มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ และยิ่งไปกว่านั้นคือโลกวิญญาณที่ไม่ปรากฏแก่ตาเบื้องหลังมวลมนุษย์ เพราะฉะนั้น หากมนุษย์ปรารถนาที่จะมีชีวิตที่ดี และหวังที่จะดำรงชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ดีนอกเหนือจากการได้รับการจัดเตรียมทางโลกวัตถุที่มองเห็นได้ทั้งหมดทั้งมวลนั้น พวกเขาก็ต้องได้รับการจัดเตรียมทางโลกวิญญาณด้วยเช่นกัน ซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถมองเห็นได้ ซึ่งควบคุมดูแลสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในนามของมวลมนุษย์ และซึ่งเป็นไปอย่างมีระเบียบ
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 10
591. นับแต่ชั่วขณะที่เจ้าเข้ามาในโลกนี้พร้อมกับเสียงร้องจ้า เจ้าก็เริ่มลุล่วงความรับผิดชอบของตน เจ้าเล่นไปตามบทบาทของเจ้าและเริ่มการเดินทางของชีวิตของเจ้า เพื่อประโยชน์แห่งแผนการของพระเจ้าและการทรงลิขิตของพระองค์ ไม่ว่าภูมิหลังของเจ้าอาจจะเป็นอย่างไร และไม่ว่าการเดินทางข้างหน้าของเจ้าอาจจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม ก็ไม่มีใครสามารถหลีกหนีการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของฟ้าสวรรค์ได้ และไม่มีใครสามารถควบคุมชะตากรรมของตนเองได้ เพราะมีเพียงพระองค์ผู้ทรงครองอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่งเท่านั้นที่สามารถทำงานเช่นนั้นได้ นับตั้งแต่มนุษย์ได้มาสู่การดำรงอยู่ในปฐมกาล พระเจ้าได้ทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์ในลักษณะเช่นนี้มาตลอด บริหารจัดการจักรวาล และกำกับธรรมบัญญัติแห่งการเปลี่ยนแปลงสำหรับสรรพสิ่งและวิถีการเคลื่อนที่ของสรรพสิ่งเหล่านั้น เช่นเดียวกับทุกสรรพสิ่ง—มนุษย์ได้รับการบำรุงเลี้ยงอย่างเงียบเชียบและไม่รู้ตัว ด้วยความอ่อนหวานและหยาดฝน ตลอดจนหยดน้ำค้างจากพระเจ้า เช่นเดียวกับทุกสรรพสิ่ง—มนุษย์ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การจัดวางเรียบเรียงของพระหัตถ์พระเจ้าโดยไม่รู้ตัว หัวใจและจิตวิญญาณของมนุษย์ถูกกุมไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และทุกอย่างในชีวิตของเขาก็อยู่ในสายพระเนตรของพระเจ้า ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อเรื่องทั้งหมดนี้หรือไม่ก็ตาม ทุกสิ่งและทุกอย่าง ไม่ว่าที่มีชีวิตอยู่หรือตายแล้วก็ตาม จะเคลื่อนย้าย เปลี่ยนแปลง เกิดขึ้นมาใหม่และปลาสนาการไปตามพระดำริของพระเจ้า นี่คือวิธีที่พระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตมนุษย์
592. พระเจ้าได้ทรงสร้างโลกนี้และทรงนำพามนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่พระองค์ประทานชีวิตให้เข้ามาในโลก ลำดับต่อมา มนุษย์ก็มามีพ่อแม่และญาติพี่น้อง และไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป ตั้งแต่ครั้งแรกที่มนุษย์เปิดตามองโลกแห่งวัตถุ เขาก็ได้ถูกลิขิตชะตาไว้แล้วให้ดำรงอยู่ภายในการทรงลิขิตของพระเจ้า ลมปราณจากพระเจ้านี่เองที่สนับสนุนสิ่งที่มีชีวิตทั้งหมดทุกชีวิต ตลอดช่วงวัยเจริญเติบโตไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ ในช่วงระหว่างกระบวนการนี้ ไม่มีใครรู้สึกว่ามนุษย์กำลังดำรงอยู่และเติบโตขึ้นภายใต้การดูแลของพระเจ้า พวกเขากลับเชื่อว่ามนุษย์กำลังเติบโตภายใต้บุญคุณจากการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ และเป็นสัญชาตญาณชีวิตของเขานั่นเองที่กำกับการเจริญเติบโตของเขา นี่เป็นเพราะว่ามนุษย์ไม่รู้ว่าผู้ใดประทานชีวิตให้เขา หรือรู้ว่าตัวเขามาจากไหน นับประสาอะไรที่จะรู้หนทางที่สัญชาตญาณชีวิตสร้างปาฏิหาริย์ เขารู้เพียงว่าอาหารคือพื้นฐานที่ช่วยให้ชีวิตดำเนินต่อไป ความพากเพียรบากบั่นคือแหล่งกำเนิดแห่งการดำรงอยู่ของชีวิตของเขา และความเชื่อต่างๆ ในจิตใจของเขาคือทุนที่เขาต้องอาศัยพึ่งพาเพื่อความอยู่รอด เกี่ยวกับพระคุณและการจัดเตรียมของพระเจ้านั้น มนุษย์ไม่รับรู้อันใดเลยอย่างถึงที่สุด และในลักษณะนี้เองที่เขาใช้ชีวิตที่พระเจ้าประทานให้ไปอย่างสูญเปล่า… คนที่พระเจ้าทรงดูแลทั้งวันทั้งคืนนี้ไม่มีสักคนที่คิดขึ้นมาได้เองว่าจะนมัสการพระองค์ พระเจ้าเพียงแค่ทรงพระราชกิจต่อไปในตัวมนุษย์ที่ไม่ได้ถูกคาดหวังอะไร ตามที่พระองค์ทรงวางแผนเอาไว้ พระเจ้าทรงทำเช่นนั้นด้วยความหวังว่าสักวันหนึ่ง มนุษย์จะตื่นขึ้นจากฝันของเขาและพลันตระหนักถึงคุณค่าและความหมายของชีวิต รวมถึงราคาที่พระเจ้าทรงจ่ายเพื่อทั้งสิ้นทั้งมวลที่พระองค์ได้ประทานให้เขา และความร้อนใจขณะที่พระเจ้าทรงถวิลหาอย่างรวดร้าวให้มนุษย์หันกลับมาหาพระองค์…
ทุกคนที่ถือกำเนิดในโลกนี้ต้องผ่านชีวิตและความตาย และพวกเขาส่วนใหญ่ก็ได้ผ่านวัฏจักรแห่งความตายและการเกิดใหม่มาแล้ว ผู้คนที่มีชีวิตอยู่ตอนนี้ก็จะตายในไม่ช้า และอีกไม่นาน คนที่ตายแล้วก็จะกลับมา ทั้งหมดนี้คือครรลองแห่งชีวิตที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้สิ่งมีชีวิตแต่ละชีวิต ทว่าครรลองและวัฏจักรนี้เองคือข้อเท็จจริงที่พระเจ้าทรงปรารถนาให้มนุษย์ประจักษ์ว่า ชีวิตที่พระเจ้าประทานให้มนุษย์นั้นไม่มีสิ้นสุด ไม่ถูกจำกัดด้วยรูปกาย เวลา หรือพื้นที่ นั่นแหละคือความล้ำลึกของชีวิตที่พระเจ้าประทานให้แก่มนุษย์ และเป็นข้อพิสูจน์ว่าชีวิตมาจากพระองค์ แม้หลายคนจะไม่เชื่อว่าชีวิตของมนุษย์มาจากพระเจ้า แต่มนุษย์ก็เพลิดเพลินกับทุกสิ่งที่มาจากพระเจ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าเขาจะเชื่อหรือปฏิเสธการดำรงอยู่ของพระองค์ก็ตาม หากวันหนึ่งพระเจ้าเปลี่ยนพระทัยขึ้นมากะทันหัน ต้องการที่จะเรียกคืนทุกสิ่งที่ดำรงอยู่ในโลกนี้ และริบคืนชีวิตที่พระองค์เคยประทานให้ เมื่อนั้น ทุกสิ่งก็จะสูญสิ้นไป พระเจ้าทรงใช้ชีวิตของพระองค์หล่อเลี้ยงสรรพสิ่ง ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ทรงนำสรรพสิ่งเข้าสู่ความเป็นระเบียบด้วยมหิทธิฤทธิ์และสิทธิอำนาจของพระองค์ นี่คือข้อเท็จจริงที่ไม่มีใครสามารถจินตนาการและเข้าใจได้ และข้อเท็จจริงที่ไม่อาจเข้าใจได้เหล่านี้คือการสำแดงและเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงพลังชีวิตของพระเจ้าอย่างแท้จริง บัดนี้ เราขอบอกความลับหนึ่งแก่เจ้าว่า ความยิ่งใหญ่ของชีวิตของพระเจ้าและฤทธานุภาพแห่งชีวิตของพระองค์นั้น พ้นวิสัยที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างจะหยั่งถึงได้ ทุกวันนี้ก็เป็นเช่นนี้ เหมือนที่เคยเป็นมาในอดีต และจะเป็นเช่นนี้ในกาลข้างหน้า ความลับข้อที่สองที่เราจะบอกคือ แหล่งกำเนิดชีวิตของสิ่งทรงสร้างทั้งปวงมาจากพระเจ้า ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบและโครงสร้างชีวิตที่แตกต่างกันอย่างไร และไม่ว่าเจ้าจะเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทใด ก็ไม่มีสิ่งทรงสร้างใดสามารถฝืนทางโคจรของชีวิตดังที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ได้ ไม่ว่าอย่างไร ทั้งหมดที่เราปรารถนาก็คือให้มนุษย์เข้าใจว่า หากปราศจากการดูแล การคุ้มครอง และการจัดเตรียมของพระเจ้า มนุษย์ย่อมไม่สามารถได้รับทุกสิ่งที่เขาสมควรได้รับ ไม่ว่าเขาจะพยายามอย่างขยันขันแข็งหรือต่อสู้ดิ้นรนอย่างยากเย็นเพียงใด หากไร้ซึ่งการหล่อเลี้ยงชีวิตจากพระเจ้า มนุษย์ย่อมสูญเสียคุณค่าของการดำรงชีวิตและความหมายของชีวิต พระเจ้าจะทรงยอมให้มนุษย์ผู้ทิ้งขว้างคุณค่าแห่งชีวิตของพระองค์อย่างไม่ใส่ใจไร้กังวลปานนั้นได้อย่างไร? ดังที่เราได้กล่าวไว้ก่อนนี้ว่า จงอย่าลืมว่าพระเจ้าคือแหล่งกำเนิดชีวิตของเจ้า
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตมนุษย์
593. พระเจ้าทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวผู้ทรงปกครองเหนือสรรพสิ่งและทรงบริหารจัดการทุกสิ่ง พระองค์ทรงสร้างทั้งหมดที่มี พระองค์ทรงบริหารทั้งหมดที่มี พระองค์ทรงปกครองทั้งหมดที่มี และพระองค์ทรงจัดเตรียมสำหรับทั้งหมดที่มี นี่คือสถานะของพระเจ้า และนี่คือพระอัตลักษณ์ของพระองค์ สำหรับทุกสรรพสิ่งและทั้งหมดที่มีนั้น พระอัตลักษณ์ที่แท้จริงของพระเจ้าคือพระผู้สร้างและองค์อธิปัตย์ของทุกสิ่งแห่งการทรงสร้าง เช่นนั้นคือพระอัตลักษณ์ที่พระเจ้าทรงครอง และพระองค์ทรงมีเอกลักษณ์ท่ามกลางสรรพสิ่ง ไม่มีสิ่งทรงสร้างใดของพระเจ้า—ไม่ว่าจะอยู่ท่ามกลางมวลมนุษย์หรือในโลกวิญญาณ—ที่สามารถใช้วิถีทางหรือข้ออ้างใดๆ เพื่อปลอมแฝงหรือแทนที่พระอัตลักษณ์และสถานะของพระเจ้าได้ เพราะท่ามกลางสรรพสิ่งมีเพียงองค์หนึ่งเดียวเท่านั้นที่ทรงถือครองพระอัตลักษณ์ ฤทธานุภาพ สิทธิอำนาจ และความสามารถในการปกครองสิ่งทรงสร้างนี้ ซึ่งก็คือ พระเจ้าพระองค์เองผู้ทรงเอกลักษณ์ของพวกเรา พระองค์ดำรงพระชนม์ชีพและทรงเคลื่อนไหวท่ามกลางสรรพสิ่ง พระองค์สามารถขึ้นสู่ที่สูงสุดเหนือทุกสรรพสิ่งได้ พระองค์สามารถถ่อมพระทัยพระองค์เองโดยการบังเกิดเป็นมนุษย์ บังเกิดเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่มีเลือดและเนื้อหนัง มาพบหน้าผู้คน และร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพวกเขา แต่ในเวลาเดียวกันนั้นพระองค์ก็ทรงบัญชาทั้งหมดที่มี ทรงตัดสินชะตากรรมของทั้งหมดที่มีและทิศทางที่ทั้งหมดจะเคลื่อนไหว ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ทรงนำทางชะตากรรมของมวลมนุษย์ทั้งปวง และทรงคุมทิศทางของมวลมนุษย์ พระเจ้าเช่นนี้ควรได้รับการนมัสการ ได้รับการนบนอบ และเป็นที่รู้จักของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง ด้วยเหตุนี้เอง ไม่ว่าเจ้าจะอยู่ในกลุ่มหรือจำพวกใดท่ามกลางมวลมนุษย์ การเชื่อในพระเจ้า ติดตามพระเจ้า ยำเกรงพระเจ้า ยอมรับการปกครองของพระองค์ และยอมรับการจัดการเตรียมการที่พระองค์ทรงมีให้แก่ชะตากรรมของเจ้าย่อมเป็นทางเลือกเดียวเท่านั้น—ทางเลือกที่จำเป็น—สำหรับบุคคลใดก็ตามและสิ่งมีชีวิตใดก็ตาม ในความทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้านั้น ผู้คนมองเห็นว่าสิทธิอำนาจของพระองค์ พระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ แก่นแท้ของพระองค์ และวิถีทางที่พระองค์ทรงใช้จัดเตรียมให้แก่สรรพสิ่งนั้นล้วนมีเอกลักษณ์โดยบริบูรณ์ ความมีเอกลักษณ์นี้กำหนดพระอัตลักษณ์ที่แท้จริงของพระเจ้าพระองค์เอง และยังกำหนดสถานะของพระองค์ด้วย เพราะฉะนั้น ท่ามกลางสิ่งทรงสร้างทั้งปวง หากสิ่งมีชีวิตใดในโลกวิญญาณหรือท่ามกลางมวลมนุษย์ปรารถนาที่จะยืนแทนที่พระเจ้า ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะประสบความสำเร็จ ดังเช่นที่เป็นไปไม่ได้สำหรับความพยายามใดๆ ที่จะปลอมแฝงเป็นพระเจ้า นี่คือข้อเท็จจริง
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 10
594. งานขั้นสุดท้ายของเราไม่ใช่แค่เพื่อลงโทษมนุษย์เท่านั้น แต่เพื่อการจัดการเตรียมบั้นปลายของมนุษย์อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นไปเพื่อทำให้ผู้คนทั้งหมดอาจรับรู้กิจการและการกระทำของเรา เราจะทำให้แต่ละคนมองเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้ทำมานั้นถูกต้อง และเป็นการแสดงออกของอุปนิสัยของเรา ว่าที่ให้กำเนิดมวลมนุษย์นั้นไม่ใช่การกระทำของมนุษย์ และยิ่งไม่ใช่ธรรมชาติ และเป็นเราต่างหากที่เป็นผู้บำรุงเลี้ยงสิ่งมีชีวิตทั้งปวงท่ามกลางสรรพสิ่ง หากปราศจากการดำรงอยู่ของเรา มวลมนุษย์ย่อมมีแต่จะพินาศและทุกข์ทนจากการหวดเฆี่ยนแห่งหายนะเท่านั้น ไม่มีมนุษย์คนใดจะได้เห็นดวงอาทิตย์และดวงจันทร์อันสวยงาม หรือโลกอันเขียวขจีอีกเลย มวลมนุษย์จะเผชิญเพียงค่ำคืนอันมืดมิดและหนาวเย็นและหุบเขาแห่งเงามรณะซึ่งไร้ปรานี เราคือการไถ่เดียวเท่านั้นของมวลมนุษย์ เราคือความหวังเดียวเท่านั้นของมวลมนุษย์ และยิ่งไปกว่านั้นคือ เราก็คือพระองค์ผู้ซึ่งเป็นที่พึ่งแห่งการดำรงอยู่ของมวลมนุษย์ทั้งปวง หากไม่มีเรา—มวลมนุษย์จะหยุดนิ่งลงในทันที หากไม่มีเรา—มวลมนุษย์จะมีแต่ทุกข์ทนกับมหันตภัยร้ายแรงและถูกบรรดาผีสางทุกลักษณะเหยียบย่ำอยู่ใต้ฝ่าเท้า กระนั้นก็ยังไม่มีใครใส่ใจเรา เราได้ทำงานที่ไม่มีใครอื่นทำได้ และหวังเพียงแค่ว่ามนุษย์จะสามารถตอบแทนเราด้วยความประพฤติที่ดีงามบ้าง แม้จะมีเพียงไม่กี่คนที่สามารถตอบแทนเราได้ เราก็จะยังคงยุติการเดินทางไกลของเราในโลกมนุษย์ลง และเริ่มต้นขั้นตอนถัดไปของงานของเราที่กำลังจะคลี่คลายออกมา เนื่องจากการเร่งรุดไปมาของเราทั้งหมดท่ามกลางมนุษย์ในช่วงหลายปีมานี้ให้ดอกผลดี และเราก็ยินดีมาก สิ่งที่เราสนใจไม่ใช่จำนวนผู้คน แต่เป็นความประพฤติที่ดีงามของพวกเขาเสียมากกว่า ไม่ว่าจะในกรณีใดก็ตาม เราหวังว่าพวกเจ้าจะตระเตรียมความประพฤติที่ดีงามให้พอเพียงสำหรับบั้นปลายของตัวเจ้าเอง เมื่อนั้นเราจึงจะพึงพอใจ มิฉะนั้นแล้ว ไม่มีใครเลยในบรรดาพวกเจ้าที่จะสามารถหนีรอดจากการจู่โจมของความวิบัติได้ ความวิบัตินั้นมีจุดกำเนิดอยู่ที่เราและแน่นอนว่าถูกจัดวางเรียบเรียงโดยเรา หากพวกเจ้าไม่สามารถปรากฏว่าดีงามได้ในสายตาของเรา เช่นนั้นพวกเจ้าก็จะไม่อาจหนีรอดจากความทุกข์ของความวิบัติไปได้
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, จงตระเตรียมความประพฤติที่ดีงามให้พอเพียงสำหรับบั้นปลายของเจ้า