ค. ว่าด้วยความบริสุทธิ์ของพระเจ้า

569. พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ในสถานที่ที่ล้าหลังและโสโครกมากที่สุดจากสถานที่ทั้งหมด และในหนทางนี้เท่านั้นที่พระเจ้าทรงสามารถแสดงให้เห็นถึงพระอุปนิสัยที่บริสุทธิ์และชอบธรรมทั้งหมดทั้งมวลของพระองค์ได้อย่างชัดเจน  แล้วพระอุปนิสัยที่ชอบธรรมของพระองค์แสดงให้เห็นโดยผ่านทางสิ่งใด?  สิ่งนี้แสดงให้เห็นเมื่อพระองค์ทรงพิพากษาบาปของมนุษย์ เมื่อพระองค์ทรงพิพากษาซาตาน เมื่อพระองค์ทรงชิงชังบาป และเมื่อพระองค์ทรงรังเกียจศัตรูที่ต่อต้านและกบฏต่อพระองค์  วจนะที่เรากล่าวในวันนี้ก็เพื่อพิพากษาบาปของมนุษย์ เพื่อพิพากษาความไม่ชอบธรรมของมนุษย์ เพื่อสาปแช่งการไม่เชื่อฟังของมนุษย์  การโกงและการหลอกลวงของมนุษย์ คำพูดและความประพฤติของมนุษย์—ทั้งหมดที่ไม่ลงรอยกับน้ำพระทัยของพระเจ้าจะต้องอยู่ภายใต้การพิพากษา และการไม่เชื่อฟังของมนุษย์จะต้องถูกตราหน้าว่าเป็นบาป  พระวจนะของพระองค์เป็นไปตามหลักการแห่งการพิพากษา พระองค์ทรงใช้การพิพากษาความไม่ชอบธรรมของมนุษย์ การสาปแช่งการเป็นกบฏของมนุษย์ และการตีแผ่ใบหน้าอันน่าเกลียดของมนุษย์เพื่อให้สำแดงพระอุปนิสัยที่ชอบธรรมของพระองค์เอง  ความบริสุทธิ์เป็นสิ่งแสดงแทนอุปนิสัยที่ชอบธรรมของพระองค์ และอันที่จริงแล้ว ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าแท้จริงแล้วคือพระอุปนิสัยที่ชอบธรรมของพระองค์  อุปนิสัยที่เสื่อมทรามของพวกเจ้าเป็นบริบทของถ้อยคำวันนี้—เราใช้ถ้อยคำเหล่านี้เพื่อพูดและพิพากษา และเพื่อดำเนินงานแห่งการพิชิตชัย  การนี้เพียงอย่างเดียวที่เป็นพระราชกิจอันแท้จริง และการนี้เพียงอย่างเดียวที่ทำให้ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าสาดแสง  หากไม่มีร่องรอยของอุปนิสัยที่เสื่อมทรามในตัวเจ้า เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะไม่ทรงพิพากษาเจ้า อีกทั้งพระองค์จะไม่ทรงแสดงให้เจ้าเห็นพระอุปนิสัยที่ชอบธรรมของพระองค์  เนื่องจากเจ้ามีอุปนิสัยที่เสื่อมทราม พระเจ้าจะไม่ทรงลงโทษเจ้า และโดยผ่านทางการนี้นี่เองความบริสุทธิ์ของพระองค์จะแสดงให้เห็น  หากพระเจ้าจะทรงเห็นว่าความโสโครกและการเป็นกบฏของมนุษย์นั้นมากจนเกินไป แต่พระองค์ไม่ได้ทรงกล่าวหรือพิพากษาเจ้า อีกทั้งไม่ได้ทรงตีสอนเจ้าเนื่องจากความไม่ชอบธรรมของเจ้า เช่นนั้นแล้วนี่คงจะพิสูจน์ว่าพระองค์ไม่ใช่พระเจ้า เพราะพระองค์คงจะไม่ทรงมีความเกลียดชังบาป พระองค์คงจะทรงโสโครกเทียบเท่ามนุษย์  วันนี้ เป็นเพราะความโสโครกของเจ้า เราจึงพิพากษาเจ้า และเป็นเพราะความเสื่อมทรามและการเป็นกบฏของเจ้า เราจึงตีสอนเจ้า  เราไม่ได้กำลังโอ้อวดฤทธานุภาพของเรากับพวกเจ้าหรือจงใจกดขี่พวกเจ้า เราทำสิ่งเหล่านี้เพราะพวกเจ้าผู้ที่เกิดในแผ่นดินแห่งความโสโครกนี้เปราะเปื้อนอย่างรุนแรงยิ่งนักจากสิ่งโสโครก  พวกเจ้าเพียงสูญเสียความสัตย์สุจริตและสภาวะความเป็นมนุษย์ของพวกเจ้าไป และพวกเจ้าได้กลายเป็นดั่งสุกรที่เกิดในมุมที่สกปรกที่สุดของโลก และดังนั้นเป็นเพราะการนี้นั่นเองพวกเจ้าจึงถูกพิพากษา และเราจึงปล่อยความโกรธของเราต่อพวกเจ้า  แน่นอนว่าเป็นเพราะการพิพากษานี้นี่เองพวกเจ้าจึงสามารถเห็นได้ว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้ชอบธรรม และว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ แน่นอนว่าเป็นเพราะความบริสุทธิ์ของพระองค์และความชอบธรรมของพระองค์นี่เอง พระองค์จึงทรงพิพากษาพวกเจ้าและทรงปล่อยพระพิโรธของพระองค์ต่อพวกเจ้า  เพราะพระองค์ทรงสามารถเปิดเผยพระอุปนิสัยที่ชอบธรรมของพระองค์เมื่อพระองค์ทรงเห็นการเป็นกบฏของมนุษย์ และเพราะพระองค์ทรงสามารถเปิดเผยความบริสุทธิ์ของพระองค์เมื่อพระองค์ทรงเห็นความโสโครกของมนุษย์ นี่ก็เพียงพอแล้วที่จะแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เอง ผู้ทรงบริสุทธิ์และไร้ที่ติ ทว่ายังดำรงพระชนม์ชีพในแผ่นดินแห่งความโสโครก  หากบุคคลหนึ่งเกลือกกลิ้งในโคลนตมกับผู้อื่น และไม่มีสิ่งใดบริสุทธิ์เกี่ยวกับเขา และเขาไม่มีอุปนิสัยที่ชอบธรรม เช่นนั้นแล้ว เขาก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะพิพากษาความชั่วช้าของมนุษย์ อีกทั้งเขาไม่เหมาะที่จะดำเนินการพิพากษามนุษย์  หากบุคคลหนึ่งจะพิพากษาอีกคนหนึ่ง นั่นจะไม่เหมือนกับว่าพวกเขากำลังตบหน้าตัวเองหรอกหรือ?  ผู้คนที่โสโครกทัดเทียมกับอีกคนหนึ่งจะสามารถมีคุณสมบัติเหมาะสมในการพิพากษาบรรดาผู้ที่เหมือนกับพวกเขาได้อย่างไร?  พระเจ้าพระองค์เองผู้ทรงบริสุทธิ์เท่านั้นที่สามารถพิพากษามวลมนุษย์ที่โสโครกทั้งหมดได้  มนุษย์จะสามารถพิพากษาบาปของมนุษย์ได้อย่างไรกัน?  มนุษย์จะสามารถเห็นบาปของมนุษย์ได้อย่างไรกัน และมนุษย์จะสามารถมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะกล่าวโทษบาปเหล่านี้ได้อย่างไรกัน?  หากพระเจ้าไม่ได้ทรงมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะพิพากษาบาปของมนุษย์ เช่นนั้นแล้วพระองค์จะทรงสามารถเป็นพระเจ้าพระองค์เองผู้ทรงชอบธรรมได้อย่างไรกัน?  เมื่อมีการเปิดเผยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของผู้คน พระเจ้าตรัสเพื่อพิพากษาผู้คน และเมื่อนั้นเท่านั้นผู้คนจึงจะเห็นว่าพระองค์ทรงบริสุทธิ์  ขณะพระองค์ทรงพิพากษาและตีสอนมนุษย์เพราะบาปของเขา ในขณะเดียวกันก็ตีแผ่บาปของมนุษย์ ไม่มีใครหรือสิ่งใดสามารถหลีกหนีการพิพากษานี้ได้ ทั้งหมดที่โสโครกนั้นถูกพิพากษาโดยพระองค์ และด้วยเหตุนี้เท่านั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่าพระอุปนิสัยของพระองค์นั้นชอบธรรม  หากมิใช่เช่นนั้นแล้ว จะสามารถกล่าวได้อย่างไรว่าพวกเจ้าเป็นตัวประกอบเสริมความเด่นทั้งในนามและข้อเท็จจริง?

…โดยผ่านทางผู้คนที่มาจากแผ่นดินแห่งความโสโครกนั่นเอง ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าจึงแสดงให้เห็น วันนี้ พระองค์ทรงใช้ความโสโครกที่แสดงในผู้คนเหล่านี้ของแผ่นดินแห่งความโสโครก และพระองค์ทรงพิพากษา และสิ่งที่พระองค์ทรงได้รับการเปิดเผยท่ามกลางการพิพากษาก็เป็นด้วยเหตุนี้  เหตุใดพระองค์จึงทรงพิพากษา?  พระองค์ทรงสามารถตรัสพระวจนะแห่งการพิพากษาเพราะพระองค์ทรงดูหมิ่นบาป พระองค์จะกริ้วถึงเพียงนั้นได้อย่างไรหากพระองค์ไม่ได้ทรงชิงชังการเป็นกบฏของมวลมนุษย์?  หากไม่มีความเดียดฉันท์ภายในพระองค์ ไม่มีความน่าสะอิดสะเอียน หากพระองค์ไม่ใส่พระทัยต่อการเป็นกบฏของผู้คน เช่นนั้นแล้วนั่นก็จะพิสูจน์ว่าพระองค์ทรงโสโครกเท่ากันกับมนุษย์  การที่พระองค์ทรงสามารถพิพากษาและตีสอนมนุษย์ได้ก็เพราะพระองค์ทรงเกลียดชังความโสโครก และสิ่งที่พระองค์ทรงเกลียดชังนั้นไม่มีอยู่ในพระองค์  หากมีการต่อต้านและความเป็นกบฏอยู่ในพระองค์เช่นกัน พระองค์คงจะไม่ทรงดูหมิ่นพวกที่เป็นปรปักษ์และเป็นกบฏ  หากพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายจะกำลังดำเนินไปในอิสราเอล ก็คงจะไม่มีความหมายใดๆ ในพระราชกิจนั้น  เหตุใดพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายจึงกำลังได้รับการทรงงานในประเทศจีน สถานที่ที่มืดมิดที่สุดและล้าหลังมากที่สุดจากทั้งหมด?  นั่นก็เพื่อแสดงความบริสุทธิ์และความชอบธรรมของพระองค์  กล่าวโดยย่อคือ ยิ่งสถานที่มืดมิดมากขึ้นเพียงใด ก็ยิ่งแสดงความบริสุทธิ์ของพระเจ้าได้ชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น  อันที่จริงแล้ว ทั้งหมดนี้ทำไปเพื่อประโยชน์ของพระราชกิจของพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “ผลจากขั้นตอนที่สองของพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยสัมฤทธิ์ผลได้อย่างไร” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

570. เราได้เห็นความประพฤติหลายอย่างของพวกวิญญาณชั่วอย่างชัดเจนมานานแล้ว  และผู้คนที่ถูกพวกวิญญาณชั่วใช้นั้น (พวกที่มีเจตนาอันผิด พวกที่ทำตามความปรารถนาของเนื้อหนังหรือความมั่งคั่ง พวกที่ยกย่องตัวพวกเขาเอง พวกที่ทำให้คริสตจักรหยุดชะงัก ฯลฯ) เราก็ได้มองแต่ละคนทะลุแล้วเช่นกัน  จงอย่าคิดไปเองว่าทันทีที่พวกวิญญาณชั่วได้ถูกขับออกไปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็แล้วเสร็จ  เราขอบอกเจ้าไว้!  ตั้งแต่นี้ไป เราจะเอาผู้คนเหล่านี้ออกไปทีละคน ไม่มีวันใช้พวกเขาอีก!  กล่าวคือ บุคคลใดก็ตามที่ถูกพวกวิญญาณชั่วทำให้เสื่อมทรามนั้นเราจะไม่ใช้ และพวกเขาจะถูกไล่ส่ง!  จงอย่าคิดนะว่าเราไม่มีความรู้สึก!  จงรู้ไว้!  เราเป็นพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ และเราจะไม่อยู่ในวิหารอันโสมม!  เราใช้แต่ผู้คนที่ซื่อสัตย์และชาญฉลาดที่รักภักดีต่อเราอย่างสมบูรณ์และสามารถคำนึงถึงภาระของเราได้เท่านั้น  นี่เป็นเพราะผู้คนเช่นนั้นได้ถูกเราลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้ว และไม่มีวิญญาณชั่วใดๆ กำลังชักนำพวกเขาเลยอย่างแน่นอน  เราขอกล่าวอย่างชัดเจนว่า นับแต่นี้ต่อไป พวกที่ไร้พระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ล้วนมีงานของพวกวิญญาณชั่วทั้งสิ้น  จงให้เรากล่าวซ้ำเถิดว่า เราไม่ต้องการบุคคลสักผู้เดียวที่พวกวิญญาณชั่วทำงานด้วย  พวกเขาทั้งหมดจะถูกโยนลงไปในแดนคนตายพร้อมกับเนื้อหนังของพวกเขา!

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 76” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

571. เนื้อหนังที่พระวิญญาณของพระเจ้าสวมใส่นั้นคือเนื้อหนังของพระเจ้าเอง  พระวิญญาณของพระเจ้ายิ่งใหญ่ที่สุด พระองค์ทรงมหิทธิฤทธิ์ บริสุทธิ์ และชอบธรรม  ในทำนองเดียวกัน เนื้อหนังของพระองค์ก็ยิ่งใหญ่ที่สุด ทรงมหิทธิฤทธิ์ บริสุทธิ์ และชอบธรรมเช่นกัน  เนื้อหนังเช่นนั้นสามารถทำได้เพียงสิ่งที่ชอบธรรมและให้คุณแก่มวลมนุษย์ สิ่งที่บริสุทธิ์ รุ่งโรจน์ และทรงฤทธิ์ พระองค์ไม่ทรงสามารถทำสิ่งใดที่ฝ่าฝืนความจริง ที่ฝ่าฝืนศีลธรรมและความยุติธรรม และนับประสาอะไรที่พระองค์จะทรงสามารถทำสิ่งใดที่จะทรยศต่อพระวิญญาณของพระเจ้า  พระวิญญาณของพระเจ้านั้นบริสุทธิ์ และด้วยเหตุนี้ เนื้อหนังของพระองค์จึงมิอาจถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามได้  เนื้อหนังของพระองค์คือเนื้อแท้ที่แตกต่างจากเนื้อหนังของมนุษย์  เพราะผู้ที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามคือมนุษย์ มิใช่พระเจ้า ซาตานจึงไม่อาจสามารถทำให้เนื้อหนังของพระเจ้าเสื่อมทรามได้เลย  ด้วยเหตุนี้ แม้จะมีข้อเท็จจริงที่ว่ามนุษย์กับพระคริสต์พำนักอยู่ภายในพื้นที่เดียวกัน ก็มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่ถูกครอบครอง ถูกใช้ และติดกับอยู่กับซาตาน  ในทางกลับกัน พระคริสต์ไม่ได้รับผลกระทบจากความเสื่อมทรามของซาตานชั่วนิรันดร์ เพราะซาตานจะไม่มีวันที่จะสามารถขึ้นไปถึงสถานที่สูงที่สุดได้ และจะไม่มีวันสามารถเข้าใกล้พระเจ้าได้  วันนี้ พวกเจ้าทั้งหมดควรเข้าใจว่า ผู้ที่ทรยศเรา มีเพียงมวลมนุษย์ที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างที่เป็นอยู่เท่านั้น  การทรยศจะไม่มีวันที่จะเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพระคริสต์แม้แต่น้อย

ตัดตอนมาจาก “ปัญหาที่ร้ายแรงมาก: การทรยศ (2)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

572. พระเจ้าพระองค์เองไม่ทรงมีองค์ประกอบของความไม่เชื่อฟัง  เนื้อแท้ของพระองค์ดีงาม  พระองค์ทรงเป็นการแสดงออกถึงความงดงามและความดีงามทั้งหมด รวมทั้งความรักทั้งหมดด้วย  แม้ในเนื้อหนัง พระเจ้าไม่ทรงปฏิบัติสิ่งใดที่เป็นการไม่เชื่อฟังพระเจ้าพระบิดา  แม้จะต้องเสียสละพระชนม์ชีพของพระองค์ พระองค์ก็จะยังเต็มพระทัยที่จะทำเช่นนั้นอย่างสุดพระทัย และพระองค์จะไม่ตัดสินพระทัยเลือกสิ่งอื่น  พระเจ้าไม่ทรงมีองค์ประกอบของความคิดว่าพระองค์เองชอบธรรมเสมอหรือความคิดว่าพระองค์เองสำคัญ หรือองค์ประกอบของความโอหังและความอวดดี พระองค์ไม่ทรงมีองค์ประกอบของความคดโกง  ทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่เชื่อฟังพระเจ้ามาจากซาตาน  ซาตานคือแหล่งกำเนิดของความน่าเกลียดและความชั่วช้าทั้งหมด  เหตุผลที่มนุษย์มีคุณสมบัติที่คล้ายกับคุณสมบัติทั้งหลายของซาตานนั้นเป็นเพราะว่ามนุษย์ได้ถูกทำให้เสื่อมทรามและถูกแปรรูปโดยซาตานมาแล้ว  พระคริสต์ไม่ได้ทรงถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม ดังนั้น พระองค์จึงทรงมีเฉพาะพระลักษณะของพระเจ้าเท่านั้น และไม่มีคุณลักษณะใดๆ ของซาตานเลย

ตัดตอนมาจาก “เนื้อแท้ของพระคริสต์คือการเชื่อฟังน้ำพระทัยของพระบิดาแห่งสวรรค์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

573. “ความบริสุทธิ์ของพระเจ้า” หมายถึงว่าแก่นแท้ของพระเจ้านั้นไม่มีข้อบกพร่อง ว่าความรักของพระเจ้าไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้มนุษย์ไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว และเจ้าจะมารู้ว่าความบริสุทธิ์ของพระเจ้านั้นไม่ด่างพร้อยและไม่สามารถตำหนิติเตียนได้  แง่มุมเหล่านี้ของแก่นแท้ของพระเจ้าไม่ใช่แค่พระวจนะที่พระองค์ทรงใช้เพื่อโอ้อวดพระฐานะของพระองค์ แต่ในทางตรงกันข้ามพระองค์ทรงใช้แก่นแท้ของพระองค์เพื่อปฏิบัติกับแต่ละคนและทุกคนด้วยความจริงใจอันสงบเงียบ  อีกนัยหนึ่ง แก่นแท้ของพระเจ้าไม่ว่างเปล่า และไม่ใช่เรื่องของทฤษฎีหรือเรื่องของคำสอน และแน่นอนว่าไม่ใช่ความรู้อย่างหนึ่ง  ไม่ใช่การศึกษาอย่างหนึ่งสำหรับมนุษย์ แทนที่จะเป็นเช่นนั้นแก่นแท้ของพระเจ้ากลับเป็นการเปิดเผยที่แท้จริงของการกระทำของพระเจ้าเองและแก่นแท้ของสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็นที่ถูกเปิดเผย

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

574. ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าที่เราพูดถึงหมายถึงอะไร? จงคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้สักครู่  ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าคือการเปี่ยมด้วยความจริงของพระองค์ใช่หรือไม่? ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าคือความสัตย์ซื่อของพระองค์ใช่หรือไม่? ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าคือความไม่เห็นแก่ตัวของพระองค์ใช่หรือไม่? มันคือความถ่อมพระทัยของพระองค์ใช่หรือไม่? ความรักของพระองค์ที่มีต่อมนุษย์หรือ? พระเจ้าทรงประทานความจริงและชีวิตแก่มนุษย์อย่างอิสระ—นี่คือความบริสุทธิ์ของพระองค์ใช่หรือไม่? (ใช่) ทั้งหมดนี้ที่พระเจ้าทรงเปิดเผยเป็นหนึ่งเดียวและไม่ดำรงอยู่ภายในมนุษยชาติอันเสื่อมทราม อีกทั้งไม่สามารถเห็นมันได้ในมนุษยชาติ  ไม่สามารถเห็นร่องรอยของมันได้แม้แต่น้อยในช่วงระหว่างกระบวนการของการทำให้มนุษย์เสื่อมทรามของซาตาน ไม่ว่าจะในอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของซาตานหรือในแก่นแท้หรือธรรมชาติของซาตาน  ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็นนั้นเป็นหนึ่งเดียว พระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นที่ทรงมีและทรงครองแก่นแท้ประเภทนี้…แก่นแท้ของความบริสุทธิ์คือความรักที่แท้จริง แต่ที่มากไปกว่านี้คือ มันคือแก่นแท้ของความจริง ความชอบธรรม และความสว่าง  คำว่า “บริสุทธิ์” นั้นเหมาะสมเฉพาะเมื่อใช้กับพระเจ้าเท่านั้น ไม่มีอะไรในสิ่งทรงสร้างที่คู่ควรจะถูกเรียกว่า “บริสุทธิ์”  มนุษย์จะต้องเข้าใจเรื่องนี้

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

575. เมื่อพระเจ้าเสด็จมายังแผ่นดินโลก พระองค์ไม่ได้ทรงเป็นของโลก และพระองค์ไม่ได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อชื่นชมโลก  สถานที่ที่การทรงพระราชกิจจะเผยพระอุปนิสัยของพระองค์และมีความหมายมากที่สุดคือสถานที่ที่พระองค์ประสูติ  ไม่ว่าแผ่นดินนั้นจะบริสุทธิ์หรือสกปรกโสมม และไม่สำคัญว่าพระองค์ทรงพระราชกิจที่ใดก็ตาม แต่พระองค์ก็ทรงบริสุทธิ์  พระองค์ทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่างในโลก แม้ว่าทั้งหมดนั้นได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามไปแล้วก็ตาม  กระนั้น ทุกสรรพสิ่งยังคงเป็นของพระองค์ สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์  พระองค์เสด็จมาแผ่นดินที่สกปรกโสมมและทรงพระราชกิจที่นั่นเพื่อเผยความบริสุทธิ์ของพระองค์ พระองค์ทรงทำสิ่งนี้เพื่อประโยชน์ของพระราชกิจของพระองค์ ซึ่งหมายความว่าพระองค์ทรงสู้ทนการเหยียดหยามที่ยิ่งใหญ่เพื่อทรงพระราชกิจดังกล่าวเพื่อที่จะช่วยผู้คนแห่งแผ่นดินที่สกปรกโสมมนี้ให้รอด  การนี้ได้กระทำไปเพื่อเป็นพยาน เพื่อประโยชน์ของมวลมนุษย์ทั้งหมด  สิ่งที่พระราชกิจดังกล่าวแสดงให้ผู้คนเห็นคือความชอบธรรมของพระเจ้า และสามารถแสดงถึงมไหศวรรย์ของพระเจ้าได้ดีขึ้น  ความยิ่งใหญ่และความซื่อตรงของพระองค์ได้รับการสำแดงในความรอดของกลุ่มคนต่ำต้อยที่ผู้อื่นดูถูก  การเกิดในแผ่นดินที่สกปรกโสมมไม่ได้พิสูจน์แต่อย่างใดเลยว่าพระองค์ทรงต่ำต้อย นั่นเพียงทำให้สรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งหมดสามารถมองเห็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์และความรักที่แท้จริงที่พระองค์ทรงมีให้กับมวลมนุษย์เท่านั้น  ยิ่งพระองค์ทรงทำเช่นนั้นมากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งเผยความรักที่บริสุทธิ์ของพระองค์ ความรักที่ไร้จุดบกพร่องที่พระองค์ทรงมีให้กับมนุษย์ออกมามากยิ่งขึ้นเท่านั้น  พระเจ้าทรงบริสุทธิ์และชอบธรรม  ถึงแม้ว่าพระองค์ประสูติในแผ่นดินที่สกปรกโสมม และถึงแม้ว่าพระองค์ดำรงพระชนม์ชีพร่วมกับบรรดาผู้คนที่เต็มไปด้วยความสกปรกโสมมเช่นเดียวกับพระเยซูที่ดำรงพระชนม์ชีพร่วมกับคนบาปในยุคพระคุณ แต่ทุกๆ เศษเสี้ยวของพระราชกิจของพระองค์ไม่ได้ดำเนินการเพื่อประโยชน์ของการมีชีวิตรอดของมวลมนุษย์ทั้งหมดหรอกหรือ?  ทั้งหมดนั้นไม่ได้เป็นไปเพื่อให้มวลมนุษย์สามารถได้รับความรอดที่ยิ่งใหญ่หรอกหรือ?  สองพันปีก่อน พระองค์ดำรงพระชนม์ชีพร่วมกับคนบาปเป็นเวลาหลายปี  นั่นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของการไถ่  วันนี้ พระองค์ดำรงพระชนม์ชีพร่วมกับกลุ่มคนที่สกปรกโสมมและต่ำต้อย  นี่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของความรอด  พระราชกิจทั้งหมดของพระองค์ไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของพวกมนุษย์อย่างพวกเจ้าหรอกหรือ?  หากไม่ใช่เพื่อการช่วยมวลมนุษย์ให้รอดแล้ว เหตุใดพระองค์จึงได้ดำรงพระชนม์ชีพและทนทุกข์กับคนบาปเป็นเวลาหลายปีหลังจากที่ประสูติในรางหญ้าเล่า?  และหากไม่ใช่เพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอดแล้ว เหตุใดพระองค์จึงเสด็จกลับมาหามนุษย์เป็นครั้งที่สอง ประสูติในแผ่นดินนี้ที่เหล่าปีศาจรวมตัวกัน และดำรงพระชนม์ชีพร่วมกับผู้คนเหล่านี้ที่ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างลึกซึ้ง?  พระเจ้ามิได้ทรงสัตย์ซื่อหรอกหรือ?  ส่วนใดในพระราชกิจของพระองค์ที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อมวลมนุษย์?  ส่วนใดไม่ได้เป็นไปเพื่อลิขิตชีวิตของพวกเจ้า?  พระเจ้าทรงบริสุทธิ์—สิ่งนี้มิอาจเปลี่ยนแปลงได้!  พระองค์ไม่ทรงเปรอะเปื้อนไปด้วยความสกปรกโสมม แม้ว่าพระองค์ได้เสด็จมายังแผ่นดินที่สกปรกโสมมก็ตาม ทั้งหมดนี้สามารถมีความหมายได้เพียงอย่างเดียวว่าความรักที่พระเจ้าทรงมีให้กับมวลมนุษย์นั้นไม่เห็นแก่พระองค์เองอย่างที่สุด และความทุกข์และการดูหมิ่นเหยียดหยามที่พระองค์ทรงสู้ทนช่างยิ่งใหญ่อย่างที่สุด!

ตัดตอนมาจาก “นัยสำคัญของการช่วยพงศ์พันธุ์ของโมอับให้รอด” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

576. แนวคิดของเจ้า ความคิดของเจ้า พฤติกรรมของเจ้า คำพูดและความประพฤติของเจ้า—การแสดงออกเหล่านี้ทั้งหมดไม่ได้รวมเป็นตัวประกอบเสริมความเด่นต่อความชอบธรรมและความบริสุทธิ์ของพระเจ้าหรอกหรือ?  การแสดงออกของพวกเจ้าไม่ใช่การสำแดงอุปนิสัยที่เสื่อมทรามซึ่งเปิดเผยโดยพระวจนะของพระเจ้าหรือ?  ความคิดและแนวคิดของเจ้า แรงจูงใจของเจ้า และความเสื่อมทรามที่เปิดเผยในตัวเจ้าแสดงให้เห็นถึงพระอุปนิสัยที่ชอบธรรมของพระเจ้า รวมถึงความบริสุทธิ์ของพระองค์  พระเจ้าทรงประสูติในดินแดนแห่งความโสโครกเช่นกัน แต่พระองค์ทรงยังคงมิได้แปดเปื้อนจากความโสโครก  พระองค์ทรงใช้ชีวิตอยู่ในโลกอันโสโครกเดียวกันกับเจ้า แต่พระองค์ทรงครอบครองเหตุผลและการล่วงรู้ และพระองค์ทรงดูหมิ่นความโสโครก  เจ้าอาจไม่แม้แต่จะสามารถสืบหาสิ่งใดที่โสโครกในคำพูดและความประพฤติของเจ้า แต่พระองค์ทรงสามารถทำได้ และพระองค์ทรงชี้ให้เจ้าเห็นสิ่งเหล่านั้น  สิ่งเก่าๆ เหล่านี้ของเจ้า—การที่เจ้าขาดพร่องการปลูกฝัง ความรู้ความเข้าใจเชิงลึก และสำนึกรับรู้ รวมทั้งวิถีการดำเนินชีวิตที่ล้าหลังของเจ้า—ตอนนี้ได้รับการนำเข้ามาในความสว่างโดยการเปิดเผยของวันนี้ มีเพียงโดยการที่พระเจ้าเสด็จมาบนแผ่นดินโลกเพื่อดำเนินพระราชกิจเท่านั้น ผู้คนจึงจะมองเห็นความบริสุทธิ์และพระอุปนิสัยที่ชอบธรรมของพระองค์  พระองค์ทรงพิพากษาและทรงตีสอนเจ้า ทำให้เจ้าได้รับความเข้าใจ บางครั้งธรรมชาติเยี่ยงปีศาจของเจ้าสำแดงออกมา และพระองค์ก็ทรงชี้ให้เจ้าเห็นสิ่งนั้น  พระองค์ทรงรู้จักแก่นแท้ของมนุษย์ประดุจหลังพระหัตถ์ของพระองค์  พระองค์ทรงดำรงพระชนม์ชีพท่ามกลางพวกเจ้า พระองค์เสวยอาหารแบบเดียวกับเจ้า และพระองค์ทรงดำรงพระชนม์ชีพในสภาพแวดล้อมแบบเดียวกัน—แต่ถึงกระนั้น พระองค์ก็ทรงรอบรู้มากกว่า พระองค์ทรงสามารถตีแผ่เจ้าและมองทะลุแก่นแท้ที่เสื่อมทรามของมนุษย์  ไม่มีสิ่งใดที่พระองค์ทรงดูหมิ่นมากกว่าปรัชญาในการดำเนินชีวิตและการโกงและการหลอกลวงของมนุษย์อีกแล้ว  พระองค์ทรงชิงชังการปฏิสัมพันธ์ทางเนื้อหนังของผู้คนเป็นพิเศษ  พระองค์อาจไม่ทรงคุ้นเคยกับปรัชญาของมนุษย์ในการดำเนินชีวิต แต่พระองค์ทรงสามารถมองเห็นและตีแผ่อุปนิสัยที่เสื่อมทรามที่ผู้คนเปิดเผยออกมาได้อย่างชัดเจน  พระองค์ทรงพระราชกิจเพื่อกล่าวและสอนมนุษย์โดยผ่านทางสิ่งเหล่านี้ พระองค์ทรงใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อพิพากษาผู้คน และเพื่อทำให้อุปนิสัยที่ชอบธรรมและบริสุทธิ์ของพระองค์เองสำแดงออกมา  ด้วยเหตุนี้ผู้คนจึงกลายเป็นตัวประกอบเสริมความเด่นต่อพระราชกิจของพระองค์  พระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์เท่านั้นที่ทรงสามารถทำให้อุปนิสัยที่เสื่อมทรามของมนุษย์และใบหน้าอันน่าเกลียดของซาตานเป็นที่กระจ่าง  แม้ว่าพระองค์จะไม่ทรงลงโทษเจ้า และเพียงทรงใช้เจ้าในฐานะตัวประกอบเสริมความเด่นเพื่อความชอบธรรมและความบริสุทธิ์ของพระองค์ แต่เจ้าก็รู้สึกละอายใจและไม่พบสถานที่ที่จะซ่อนตัวของเจ้าเอง เป็นเพราะเจ้าโสโครกเกินไป  พระองค์ตรัสโดยใช้สิ่งเหล่านั้นซึ่งได้รับการตีแผ่ในตัวมนุษย์ และมีเพียงเมื่อสิ่งเหล่านี้ได้รับการนำไปสู่ความสว่างแล้วเท่านั้น ผู้คนจึงหันมาตระหนักว่าพระเจ้าทรงบริสุทธิ์เพียงใด  พระองค์ไม่ได้ทรงมองข้ามแม้แต่มลทินอันน้อยนิดที่สุดในตัวมนุษย์ ไม่แม้แต่ความคิดที่โสโครกในหัวใจพวกเขา หากคำพูดและความประพฤติของผู้คนไม่ลงรอยกับน้ำพระทัยของพระองค์ เช่นนั้นแล้วพระองค์ก็ไม่ทรงยกโทษให้พวกเขา  ในพระวจนะของพระองค์ ไม่มีที่ว่างสำหรับความโสโครกของมนุษย์หรือสิ่งอื่นใด—ทั้งหมดจะต้องได้รับการนำมาสู่ความสว่าง

ตัดตอนมาจาก “ผลจากขั้นตอนที่สองของพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยสัมฤทธิ์ผลได้อย่างไร” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

577. เจ้าจะไม่มีวันเห็นว่าพระเจ้าทรงมีทรรศนะคล้ายกันกับมนุษย์ในเรื่องของสิ่งทั้งหลาย และที่มากกว่านั้นคือ เจ้าจะไม่เห็นว่าพระองค์ทรงใช้ทัศนคติ ความรู้ วิทยาศาสตร์ ปรัชญา หรือการจินตนาการของมวลมนุษย์เพื่อรับมือกับเรื่องทั้งหลาย  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงทำและทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ทรงเปิดเผยนั้นเชื่อมโยงกับความจริง  กล่าวคือ พระวจนะทุกคำที่พระองค์ได้ตรัสไปและการกระทำทุกอย่างที่พระองค์ได้ทรงกระทำไปนั้นผูกติดอยู่กับความจริง  ความจริงนี้ไม่ใช่ผลิตผลของความเพ้อฝันบางอย่างซึ่งไร้พื้นฐาน พระเจ้าได้ทรงเปิดเผยความจริงนี้และพระวจนะเหล่านี้โดยคุณความดีแห่งเนื้อแท้ของพระองค์และพระชนม์ชีพของพระองค์  เนื่องจากพระวจนะเหล่านี้และเนื้อแท้ของทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าได้ทรงทำไปนั้นคือความจริง พวกเราจึงสามารถพูดได้ว่าเนื้อแท้ของพระเจ้าบริสุทธิ์  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าตรัสและทรงกระทำนำพาความมีชีวิตชีวาและความสว่างมาให้ผู้คน ทำให้ผู้คนสามารถมองเห็นสิ่งทั้งหลายที่เป็นเชิงบวกและความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลายที่เป็นเชิงบวกเหล่านั้น และชี้หนทางให้แก่มนุษยชาติเพื่อที่พวกเขาจะได้เดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง  สิ่งเหล่านี้ล้วนได้รับการกำหนดพิจารณาโดยเนื้อแท้ของพระเจ้าและโดยเนื้อแท้แห่งความบริสุทธิ์ของพระองค์

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 5” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

578. เมื่อเจ้ามาจับใจความได้ถึงความบริสุทธิ์ของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมสามารถเชื่อในพระเจ้าได้อย่างแท้จริง เมื่อเจ้ามาจับใจความได้ถึงความบริสุทธิ์ของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมสามารถตระหนักถึงความหมายที่แท้จริงของคำว่า “พระเจ้าพระองค์เอง ผู้ทรงเอกลักษณ์” ได้อย่างแท้จริง  เจ้าจะไม่เพ้อฝันอีกต่อไป โดยคิดว่ามีเส้นทางอื่นๆ นอกเหนือจากเส้นทางนี้ที่เจ้าสามารถเลือกเดิน และเจ้าจะไม่เต็มใจทรยศทุกสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการไว้ให้เจ้าอีกต่อไป  เพราะแก่นแท้ของพระเจ้าบริสุทธิ์ นั่นหมายความว่าโดยผ่านทางพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงสามารถเดินข้ามผ่านชีวิตบนเส้นทางแห่งความสว่างที่ชอบธรรมได้ โดยผ่านทางพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงสามารถรู้ความหมายของชีวิตได้ โดยผ่านทางพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงสามารถดำเนินชีวิตตามสภาวะความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงและทั้งมีและรู้จักความจริงได้  โดยผ่านทางพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงสามารถได้รับชีวิตจากความจริงได้  เฉพาะพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นที่ทรงสามารถช่วยเจ้าให้หลบเลี่ยงความชั่วและปลดปล่อยเจ้าจากอันตรายและการควบคุมของซาตานได้  นอกเหนือจากพระเจ้าแล้ว ไม่มีใครและไม่มีสิ่งใดสามารถช่วยเจ้าให้รอดจากทะเลแห่งความทุกข์ได้ เพื่อที่เจ้าจะไม่ทนทุกข์อีกต่อไป  การนี้กำหนดตัดสินโดยแก่นแท้ของพระเจ้า  เฉพาะพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นที่ทรงช่วยเจ้าให้รอดอย่างไม่เห็นแก่ตัวเลย  เฉพาะพระเจ้าเท่านั้นที่ท้ายที่สุดแล้วทรงรับผิดชอบต่ออนาคตของพวกเจ้า ต่อชะตาลิขิตของพวกเจ้าและต่อชีวิตของพวกเจ้า และพระองค์ทรงจัดการเตรียมการทุกสรรพสิ่งเพื่อเจ้า  นี่คือบางสิ่งบางอย่างซึ่งไม่มีสิ่งใดที่ถูกสร้างหรือที่ไม่ได้ถูกสร้างจะสามารถสัมฤทธิ์ได้  เพราะไม่มีสิ่งใดที่ถูกสร้างหรือที่ไม่ได้ถูกสร้างจะมีแก่นแท้เฉกเช่นแก่นแท้ของพระเจ้า ไม่มีบุคคลใดหรือสิ่งใดมีความสามารถที่จะช่วยเจ้าให้รอดหรือนำทางเจ้าได้  นี่คือความสำคัญของแก่นแท้ของพระเจ้าต่อมนุษย์

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

579. ของพวกเจ้า เราได้ยึดมนุษย์ไว้กับมาตรฐานที่เคร่งครัดมาโดยตลอด หากความจงรักภักดีของเจ้ามาพร้อมกับเจตนาและสภาพเงื่อนไขนานาสารพัน เช่นนั้นแล้วเราน่าจะอยู่โดยปราศจากสิ่งที่เรียกว่าความจงรักภักดีของเจ้าจะดีเสียกว่า เพราะเราชิงชังพวกที่หลอกลวงเราผ่านเจตนาทั้งหลายของพวกเขาและบีบคั้นเราด้วยสภาพเงื่อนไขนานาสารพัน เราหวังเพียงให้มนุษย์นั้นจงรักภักดีต่อเราอย่างบริบูรณ์ และทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อประโยชน์—และเพื่อพิสูจน์—คำๆเดียว นั่นก็คือความเชื่อ เราดูหมิ่นการใช้คำประจบสอพลอทั้งหลายของพวกเจ้าเพื่อพยายามทำให้เราชื่นบาน เพราะเรานั้นปฏิบัติต่อพวกเจ้าด้วยความจริงใจเสมอมา และดังนั้นจึงหวังให้พวกเจ้าปฏิบัติต่อเราด้วยความเชื่อที่แท้จริงเช่นเดียวกัน

ตัดตอนมาจาก “เจ้าเป็นผู้เชื่อในพระเจ้าที่แท้จริงหรือไม่” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

580. เจ้าต้องรู้ว่าเราพึงปรารถนาผู้คนประเภทใด พวกที่ไม่บริสุทธิ์ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสู่ราชอาณาจักร พวกที่ไม่บริสุทธิ์ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำผืนดินศักดิ์สิทธิ์แปดเปื้อน  แม้ว่าเจ้าอาจได้ทำงานมากมายแล้ว และได้ทำงานมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ในที่สุดหากเจ้ายังคงโสมมอย่างน่าสังเวช เช่นนั้นแล้วก็จะเป็นเรื่องที่มิอาจยอมผ่อนปรนได้ต่อธรรมบัญญัติแห่งฟ้าที่เจ้าปรารถนาที่จะเข้าสู่ราชอาณาจักรของเรา!  ตั้งแต่การแรกสร้างโลกจนกระทั่งวันนี้ เราไม่เคยได้เสนอช่องทางอันง่ายดายสู่ราชอาณาจักรของเราให้แก่พวกที่ประจบเรา  นี่คือกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์ และไม่มีใครสามารถทำลายสิ่งนั้นได้!  เจ้าต้องแสวงหาชีวิต  วันนี้ บรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมคือประเภทเดียวกันกับเปโตร นั่นคือ พวกเขาคือบรรดาผู้ที่แสวงหาการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในอุปนิสัยของพวกเขาเอง และผู้ที่เต็มใจที่จะเป็นคำพยานต่อพระเจ้าและปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาในฐานะสิ่งที่ทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า  มีเพียงผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  หากเจ้าเพียงมุ่งหวังบำเหน็จ และไม่พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของชีวิตของเจ้าเอง เช่นนั้นแล้วความพยายามของเจ้าทั้งหมดก็จะสูญเปล่า—นี่คือความจริงที่มิอาจปรับเปลี่ยนได้อย่างหนึ่ง!

ตัดตอนมาจาก “ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

581. พระเจ้าทรงเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงเป็นและพระองค์ทรงมีสิ่งที่พระองค์ทรงมี  ทั้งหมดซึ่งพระองค์ทรงแสดงออกและเปิดเผยเป็นการแสดงให้เห็นถึงเนื้อแท้ของพระองค์และของพระอัตลักษณ์ของพระองค์  สิ่งที่พระองค์ทรงเป็นและสิ่งที่พระองค์ทรงมี เช่นเดียวกับเนื้อแท้และพระอัตลักษณ์ของพระองค์ เป็นสิ่งต่างๆ ซึ่งไม่สามารถถูกแทนที่ได้โดยมนุษย์คนใด  พระอุปนิสัยของพระองค์ครอบคลุมถึงความรักของพระองค์ที่มีต่อมวลมนุษย์ การปลอบใจมวลมนุษย์ ความเกลียดชังมวลมนุษย์ และยิ่งไปกว่านั้นคือ ความเข้าใจถ้วนทั่วในมวลมนุษย์  อย่างไรก็ดี บุคลิกลักษณะของมนุษย์อาจมีลักษณะมองโลกในแง่ดี มีชีวิตชีวา หรือปราศจากความรู้สึก  พระอุปนิสัยของพระเจ้าคือพระอุปนิสัยของผู้ปกครองแห่งสรรพสิ่งต่างๆ และสิ่งมีชีวิตทั้งมวล เป็นพระอุปนิสัยขององค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งการสร้างทั้งปวง  พระอุปนิสัยของพระองค์แสดงให้เห็นถึงพระเกียรติ ฤทธานุภาพ ความสูงศักดิ์ ความยิ่งใหญ่ และเหนือสิ่งอื่นใด ความยิ่งใหญ่สูงสุด  พระอุปนิสัยของพระองค์เป็นสัญลักษณ์แห่งสิทธิอำนาจ สัญลักษณ์แห่งทุกสิ่งซึ่งชอบธรรม สัญลักษณ์แห่งทุกสิ่งซึ่งสวยงามและดีงาม  ยิ่งไปกว่านั้นคือเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของพระองค์ผู้ซึ่งไม่สามารถถูก[ก]พิชิตหรือถูกรุกรานได้โดยความมืดและกองกำลังศัตรูใดๆ รวมทั้งยังเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของพระองค์ผู้ซึ่งไม่สามารถถูกทำให้ขุ่นเคืองได้ (อีกทั้งพระองค์จะไม่ทรงยอมผ่อนปรนให้กับการถูกทำให้ขุ่นเคือง)[ข] โดยสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดๆ  พระอุปนิสัยของพระองค์เป็นสัญลักษณ์แห่งฤทธานุภาพสูงสุด  ไม่มีบุคคลหรือเหล่าบุคคลใดสามารถหรืออาจรบกวนพระราชกิจของพระองค์หรือพระอุปนิสัยของพระองค์ได้  แต่บุคลิกภาพของมนุษย์ไม่ใช่สิ่งใดที่มากไปกว่าแค่สัญลักษณ์หนึ่งของความเหนือกว่าสัตว์เดียรัจฉานเล็กน้อยของมนุษย์เท่านั้นเอง  ในตัวมนุษย์และจากตัวเขาเองนั้นไม่มีสิทธิอำนาจ ไม่มีอิสรภาพในการปกครองตนเอง และไม่มีความสามารถที่จะอยู่เหนือตนเอง แต่ในธาตุแท้ของเขานั้นเป็นผู้หนึ่งที่หดหัวอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้คน เหตุการณ์ต่างๆ และสิ่งต่างๆ ทุกลักษณะ  ความชื่นบานยินดีของพระเจ้านั้นเป็นเพราะการดำรงอยู่และการปรากฏของความชอบธรรมและความสว่าง เนื่องจากการทำลายล้างความมืดและความชั่ว  พระองค์ทรงยินดีในการนำความสว่างและชีวิตที่ดีมาสู่มวลมนุษย์ ความชื่นบานยินดีของพระองค์เป็นความชื่นบานยินดีอันชอบธรรม เป็นสัญลักษณ์ของการดำรงอยู่ของทุกสิ่งที่เป็นด้านบวก และยิ่งไปกว่านั้นคือ เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นมงคล  พระพิโรธของพระเจ้านั้นเป็นเพราะอันตรายซึ่งการมีอยู่และการแทรกแซงความอยุติธรรมนำมาสู่มวลมนุษย์ของพระองค์ เป็นเพราะการมีอยู่ของความชั่วและความมืด เป็นเพราะการมีอยู่ของสิ่งต่างๆ ซึ่งขับเคลื่อนความจริง และยิ่งไปกว่านั้นคือ เป็นเพราะการมีอยู่ของสิ่งต่างๆ ซึ่งต่อต้านสิ่งที่ดีและสวยงาม  พระพิโรธของพระองค์เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งว่าทุกสรรพสิ่งที่เป็นด้านลบไม่มีอยู่อีกต่อไป และยิ่งไปกว่านั้นก็คือว่า เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของความศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์  ความเศร้าของพระองค์นั้นเป็นเพราะมวลมนุษย์ เนื่องจากผู้ที่พระองค์ทรงมีความหวังแต่เขาเป็นผู้ที่ตกสู่ความมืด เพราะพระราชกิจที่พระองค์ทรงปฏิบัติต่อมนุษย์นั้นไม่เป็นผลตามที่พระองค์ทรงคาดหวัง และเป็นเพราะมวลมนุษย์ที่พระองค์ทรงรักไม่สามารถใช้ชีวิตในความสว่างได้ทั้งหมด  พระองค์ทรงรู้สึกเศร้ากับมวลมนุษย์ผู้บริสุทธิ์ กับมนุษย์ผู้ซื่อสัตย์แต่ไม่รู้เท่าทัน และกับมนุษย์ผู้ที่ดีแต่ขาดมุมมองต่างๆ ของเขาเอง  ความเศร้าของพระองค์เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของความดีงามของพระองค์และของความปรานีของพระองค์ เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของความสวยงามและความใจดีมีเมตตา  แน่นอนว่า ความสุขของพระองค์มาจากการพิชิตบรรดาศัตรูของพระองค์และการได้รับความจริงใจของมนุษย์  มากกว่านี้ก็คือ มันเกิดขึ้นจากการการขับไล่และการทำลายล้างกองกำลังศัตรูทั้งหมด และเพราะมวลมนุษย์ได้รับชีวิตที่ดีและสันติสุข  ความสุขของพระเจ้าไม่เหมือนกับความชื่นบานยินดีของมนุษย์ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น มันกลับเป็นความรู้สึกของการเก็บรวบรวมผลไม้ที่ดี เป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่กว่าความชื่นบานยินดีเสียอีก  ความสุขของพระองค์เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของมวลมนุษย์ที่หลุดพ้นจากความทุกข์นับจากเวลานี้ไป และเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของมวลมนุษย์ที่เข้าสู่โลกของความสว่าง  ในทางกลับกัน อารมณ์ต่างๆ ของมนุษยชาติล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของเขาเอง ไม่ใช่เพื่อความชอบธรรม ความสว่าง หรือสิ่งที่สวยงาม และที่น้อยที่สุดก็คือเพื่อพระคุณที่สวรรค์ได้ประทานลงมา  อารมณ์ต่างๆ ของมนุษยชาติมีลักษณะที่เห็นแก่ตัวและเป็นของโลกแห่งความมืด  อารมณ์เหล่านั้นไม่ได้มีอยู่เพื่อเห็นแก่น้ำพระทัย นับประสาอะไรที่จะเห็นแก่แผนการของพระเจ้า และดังนั้นมนุษย์และพระเจ้าจึงไม่มีวันที่จะสามารถถูกพูดถึงในขณะเดียวกันได้  พระเจ้าทรงสูงสุดตลอดกาลและทรงเกียรติเสมอ ในขณะที่มนุษย์นั้นต่ำช้าตลอดกาล ไร้ค่าตลอดกาล  นี่เป็นเพราะพระเจ้ากำลังทรงพลีอุทิศและทรงอุทิศพระองค์เองต่อมวลมนุษย์ตลอดกาล อย่างไรก็ดี มนุษย์นั้นรับเอาและเพียรพยายามเพื่อตัวเขาเองเท่านั้นตลอดกาล  พระเจ้ากำลังทรงรับความเจ็บปวดเพื่อความอยู่รอดของมวลมนุษย์ตลอดกาล กระนั้นมนุษย์กลับไม่เคยมีส่วนร่วมในอะไรเลยเพื่อประโยชน์ของความสว่างหรือเพื่อความชอบธรรม  ต่อให้มนุษย์พยายามชั่วขณะหนึ่ง แต่ก็อ่อนแอมากกระทั่งมนุษย์ไม่สามารถทนการโจมตีแม้สักครั้งได้ ด้วยเหตุที่ความพยายามของมนุษย์มักจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของเขาเองเสมอและไม่ใช่เพื่อผู้อื่น มนุษย์เห็นแก่ตัวเสมอ ในขณะที่พระเจ้าทรงไม่เห็นแก่พระองค์เองตลอดกาล  พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดของทุกอย่างซึ่งยุติธรรม ดีงาม และสวยงาม ในขณะที่มนุษย์คือผู้ที่สืบทอดและสำแดงความน่าเกลียดและความชั่วทุกอย่าง  พระเจ้าจะไม่มีวันทรงเปลี่ยนแปลงเนื้อแท้ของความชอบธรรมและความงามของพระองค์ ทว่ามนุษย์กลับมีความสามารถอย่างสมบูรณ์แบบในการที่จะทรยศต่อความชอบธรรมและไถลห่างไปจากพระเจ้าในเวลาใดก็ตามและในสถานการณ์ใดก็ตาม

ตัดตอนมาจาก “การเข้าใจพระอุปนิสัยของพระเจ้ามีความสำคัญมาก” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

582. ความไม่ยอมผ่อนปรนต่อการทำให้ขุ่นเคืองของพระเจ้าคือเนื้อแท้ที่เป็นเอกลักษณ์ของพระองค์ พระพิโรธของพระเจ้าคือพระอุปนิสัยที่เป็นเอกลักษณ์ของพระองค์ พระบารมีของพระเจ้าคือเนื้อแท้ที่เป็นเอกลักษณ์ของพระองค์  หลักธรรมเบื้องหลังพระโมหะของพระเจ้าคือการแสดงให้เห็นถึงพระอัตลักษณ์และสถานะของพระองค์ที่มีพระองค์ทรงเป็นผู้ครอบครองแต่เพียงผู้เดียว  เป็นที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าหลักธรรมนี้ยังเป็นสัญลักษณ์ของเนื้อแท้ของพระเจ้าผู้ทรงเอกลักษณ์พระองค์เองอีกด้วย  พระอุปนิสัยของพระเจ้าคือเนื้อแท้ประจำพระองค์ของพระองค์เอง ซึ่งไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงจากการเปลี่ยนผันของเวลาเลย อีกทั้งไม่ได้รับการปรับเปลี่ยนจากการเปลี่ยนแปลงของสถานที่ตั้งทางภูมิศาสตร์  พระอุปนิสัยประจำพระองค์ของพระองค์คือเนื้อแท้ภายในของพระองค์  ไม่ว่าพระองค์ทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์กับผู้ใด เนื้อแท้ของพระองค์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง และพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน  เมื่อมีผู้ทำให้พระเจ้ากริ้ว สิ่งที่พระเจ้าทรงส่งออกไปคือพระอุปนิสัยประจำพระองค์ของพระองค์ ในขณะนี้หลักธรรมที่อยู่เบื้องหลังพระโมหะของพระองค์ไม่มีการเปลี่ยนแปลง อีกทั้งพระอัตลักษณ์และสถานะที่เป็นเอกลักษณ์ของพระองค์ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้วย  พระองค์ไม่ทรงเกิดพระโมหะเพราะการเปลี่ยนแปลงในเนื้อแท้ของพระองค์ หรือเพราะมีองค์ประกอบที่แตกต่างเกิดขึ้นจากพระอุปนิสัยของพระองค์ แต่เพราะการต่อต้านพระองค์จากมนุษย์ทำให้พระอุปนิสัยของพระองค์ขุ่นเคือง  การยั่วยุพระเจ้าอย่างเห็นได้ชัดโดยมนุษย์คือการท้าทายพระอัตลักษณ์และสถานะของพระเจ้าเองอันร้ายแรง  ในทรรศนะของพระเจ้า เมื่อมนุษย์ท้าทายพระองค์ มนุษย์ก็กำลังแข่งขันกับพระองค์และทดสอบพระโมหะของพระองค์  เมื่อมนุษย์ต่อต้านพระเจ้า เมื่อมนุษย์แข่งขันกับพระเจ้า เมื่อมนุษย์ทดสอบพระโมหะของพระเจ้าอย่างต่อเนื่อง—และช่วงเวลาเช่นนั้นคือเวลาที่บาปไร้การควบคุม—พระพิโรธของพระเจ้าจะเผยและแสดงตัวออกมาโดยธรรมชาติ  ดังนั้น การแสดงออกของพระเจ้าถึงพระพิโรธของพระองค์จึงเป็นสัญลักษณ์ว่ากำลังบังคับแห่งความชั่วทั้งหมดจะไม่มีอยู่อีกต่อไป และเป็นสัญลักษณ์ว่ากำลังบังคับที่เป็นปรปักษ์ทั้งหมดจะถูกทำลาย  นี่คือความเป็นเอกลักษณ์ของพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า และของพระพิโรธของพระเจ้า  เมื่อความทรงเกียรติและความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าถูกท้าทาย เมื่อกำลังบังคับแห่งความยุติธรรมถูกขัดขวางและมนุษย์มองไม่เห็น เมื่อนั้นพระเจ้าจะทรงส่งพระพิโรธของพระองค์ออกไป  เพราะเนื้อแท้ของพระเจ้า กำลังบังคับทั้งหมดเหล่านั้นบนแผ่นดินโลกที่แข่งขันกับพระเจ้า ต่อต้านพระองค์ และต่อสู้กับพระองค์จึงชั่ว เสื่อมทราม และไม่ยุติธรรม สิ่งเหล่านี้มาจากซาตานและเป็นของซาตาน  เพราะพระเจ้าทรงยุติธรรมและทรงมีความสว่างและความบริสุทธิ์อันไร้ที่ติ ดังนั้นทุกสิ่งที่ชั่ว เสื่อมทราม และเป็นของซาตานจะหายไปเมื่อพระพิโรธของพระเจ้าถูกปล่อยออกมา

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 2” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

เชิงอรรถ:

ก. ข้อความเดิมคือ “มันเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของการไม่สามารถถูก”

ข. ข้อความเดิมคือ “รวมทั้งยังเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของการไร้ความสามารถที่จะถูกทำให้ขุ่นเคืองได้ (และการไม่ยอมผ่อนปรนให้กับการถูกทำให้ขุ่นเคือง)”

ก่อนหน้า: ข. ว่าด้วยพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า

ถัดไป: ง. ว่าด้วยพระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดแห่งชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง

ปี 2021 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ว่าด้วยเรื่องชื่อและอัตลักษณ์

หากเจ้าปรารถนาที่จะเหมาะต่อการให้พระเจ้าทรงใช้ เจ้าต้องรู้จักพระราชกิจของพระเจ้า เจ้าต้องรู้จักพระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงทำก่อนหน้านี้...

เหล่าผู้เชื่อฟังพระเจ้าด้วยใจจริงย่อมได้รับการรับไว้โดยพระเจ้าอย่างแน่นอน

พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นเปลี่ยนแปลงรายวัน เพิ่มระดับสูงขึ้นทีละขั้น วิวรณ์ของวันพรุ่งนี้จะสูงส่งกว่าของวันนี้...

บทที่ 12

เมื่อผู้คนทั้งหมดเอาใจใส่ เมื่อทุกสรรพสิ่งได้รับการเริ่มต้นใหม่และฟื้นฟู เมื่อทุกบุคคลนบนอบต่อพระเจ้าโดยปราศจากความหวาดหวั่น...

พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ข้อคัดสรรของพระวจนะแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ 170 หลักธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติความจริง ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานเกี่ยวกับประสบการณ์ทั้งหลายหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้