ผู้ที่บรรลุความรอดคือผู้ที่เต็มใจที่จะปฏิบัติตามความจริง

ความจำเป็นของการมีชีวิตคริสตจักรที่ถูกต้องเหมาะสมมีกล่าวไว้ในคำเทศนาอยู่บ่อยครั้ง  ถ้าอย่างนั้น เหตุใดชีวิตแห่งคริสตจักรจึงยังไม่ดีขึ้น และยังคงเป็นสิ่งเก่าๆ เดิมๆ?  เหตุใดจึงไม่มีวิถีชีวิตที่ใหม่และแตกต่างโดยสิ้นเชิง?  จะเป็นปกติได้หรือไม่ที่บุคคลหนึ่งในยุคทศวรรษที่ 90 จะใช้ชีวิตเยี่ยงจักรพรรดิแห่งยุคอดีต?  ถึงแม้ว่าสิ่งที่ผู้คนกินและดื่มในตอนนี้จะเป็นอาหารอันโอชะที่แทบจะไม่มีใครได้ลิ้มรสในยุคก่อนหน้า แต่ชีวิตคริสตจักรนั้นยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญใดๆ เลย  เหมือนกับการเทไวน์เก่าใส่ลงในขวดใหม่  เช่นนั้นแล้ว การที่พระเจ้าตรัสมากมายเช่นนี้มีประโยชน์อันใดเล่า?  คริสตจักรในสถานที่ส่วนใหญ่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอันใดเลย  เราได้เห็นด้วยตาของเราเอง และมันชัดเจนในหัวใจของเรา ถึงแม้ว่าเรายังไม่ได้รับประสบการณ์ชีวิตแห่งคริสตจักรด้วยตัวของเราเอง แต่เราก็รู้สภาพเงื่อนไขของการชุมนุมของคริสตจักรเหมือนกับหลังมือของเราเอง  พวกเขาไม่ได้สร้างความก้าวหน้ามากนัก  มันย้อนกลับไปที่คำกล่าวนั้น—มันเหมือนกับการเทไวน์เก่าใส่ลงในขวดใหม่ๆ  ไม่มีสิ่งใดได้เปลี่ยนแปลง!  เมื่อมีใครบางคนคอยเป็นผู้เลี้ยงแก่พวกเขา พวกเขาก็ลุกไหม้เหมือนไฟ แต่เมื่อไม่มีใครอยู่ที่นั่นเพื่อสนับสนุนพวกเขา พวกเขาก็เป็นเหมือนน้ำแข็งก้อนหนึ่ง  มีผู้คนไม่มากที่สามารถพูดถึงสิ่งที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง และแทบจะไม่มีผู้ใดสามารถคัดหางเสือได้  ถึงแม้ว่าคำเทศนาจะสูงส่ง แต่แทบจะไม่มีผู้ใดได้สัมฤทธิผลในการเข้าสู่ใดๆ  มีผู้คนเพียงเล็กน้อยที่ทะนุถนอมพระวจนะของพระเจ้า  พวกเขากลายเป็นน้ำตานองหน้าเมื่อพวกเขายอมรับพระวจนะของพระเจ้า รื่นเริงเมื่อพวกเขาวางพระวจนะของพระเจ้าไว้ข้างๆ และไม่มีชีวิตชีวาและไร้ความสดใสเมื่อพวกเขาผละจากพระวจนะของพระเจ้า  กล่าวอย่างตรงไปตรงมาคือ พวกเจ้าเพียงไม่ทะนุถนอมพระวจนะของพระเจ้า และพวกเจ้าไม่เคยมองเห็นพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระองค์เองในวันนี้ว่าเป็นทรัพย์สมบัติ  เจ้าเพียงกลายเป็นกระวนกระวายเมื่ออ่านพระวจนะของพระองค์ และรู้สึกเหนื่อยยากเมื่อท่องจำพระวจนะของพระองค์ และเมื่อมาถึงเรื่องของการนำพระวจนะของพระเจ้ามาปฏิบัติ มันก็เหมือนกับการพยายามหมุนด้ามหมุนของเครื่องสูบน้ำโดยการดึงด้วยเส้นขนหนึ่งเส้นจากหางม้า—ไม่สำคัญว่าเจ้าจะพยายามอย่างหนักสักเพียงใด เจ้าก็ไม่สามารถหมุนสร้างพลังงานได้เพียงพออย่างแน่นอน  เจ้าขะมักเขม้นเสมอเมื่ออ่านพระวจนะของพระเจ้า แต่ขี้หลงขี้ลืมเมื่อปฏิบัติตามพระวจนะของพระองค์  อันที่จริง พระวจนะเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องนำมาพูดถึงอย่างอุตสาหะและกล่าวถึงซ้ำอีกอย่างอดทน แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้คนเพียงรับฟังโดยไม่นำพระวจนะของพระเจ้ามาปฏิบัติได้กลายเป็นอุปสรรคสำหรับพระราชกิจของพระองค์  เราไม่สามารถไม่ยกการนั้นมาพูดถึงได้ เราไม่สามารถไม่พูดถึงการนั้นได้  เราถูกบังคับให้ทำเช่นนั้น ไม่ใช่ว่าเราชื่นชมกับการตีแผ่ความอ่อนแอของผู้อื่น  พวกเจ้าคิดว่าการปฏิบัติของพวกเจ้าเพียงพอไม่มากก็น้อย—คิดว่าเมื่อการเปิดเผยอยู่ที่จุดสูงสุด การเข้าสู่ของพวกเจ้าก็อยู่ที่จุดสูงสุดเช่นกัน  มันง่ายเช่นนั้นเชียวหรือ?  พวกเจ้าไม่เคยตรวจดูรากฐานซึ่งในท้ายที่สุดประสบการณ์ของพวกเจ้าถูกสร้างขึ้นบนนั้น!  ณ เวลานี้ การชุมนุมของพวกเจ้าไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นชีวิตคริสตจักรที่ถูกต้องเหมาะสมอย่างหนึ่งอย่างแน่นอน อีกทั้งการชุมนุมเหล่านั้นไม่ประกอบขึ้นเป็นชีวิตฝ่ายวิญญาณที่ถูกต้องเหมาะสมเลยแม้แต่น้อย  นั่นเป็นเพียงการชุมนุมของผู้คนกลุ่มหนึ่งที่ชื่นชมกับการพูดคุยและร้องเพลง  กล่าวอย่างเคร่งครัดก็คือ ในนั้นไม่มีความเป็นจริงมากนัก  กล่าวให้ชัดเจนยิ่งขึ้นคือ หากเจ้าไม่ปฏิบัติตามความจริงแล้ว ความเป็นจริงอยู่ที่ใดเล่า?  การกล่าวว่าเจ้ามีความเป็นจริงไม่เป็นการโอ้อวดหรอกหรือ?  พวกผู้ที่ปฏิบัติงานอยู่เสมอนั้นโอหังและทะนงตน ในขณะที่บรรดาผู้ที่เชื่อฟังอยู่เสมอปิดปากเงียบและก้มศีรษะต่อไปโดยไม่มีโอกาสได้ฝึกฝน  ผู้คนที่ทำงานนั้นไม่ทำสิ่งใดนอกจากพูดเรื่อยไปด้วยคำพูดที่ฟังดูใหญ่โต และบรรดาผู้ติดตามก็เพียงแค่รับฟัง  ไม่มีการเปลี่ยนสภาพให้กล่าวถึง เหล่านี้ทั้งหมดคือวิถีของอดีต! วันนี้ การที่เจ้าสามารถนบนอบและไม่อาจหาญที่จะเข้าแทรกแซงหรือกระทำอย่างไรก็ตามที่เจ้าพอใจนั้น เป็นเพราะการมาถึงของประกาศกฤษฎีกาบริหารของพระเจ้า นั่นไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่เจ้าได้ก้าวผ่านทางประสบการณ์  ข้อเท็จจริงที่ว่าเจ้าไม่กล้าที่จะทำสิ่งต่างๆ มากมายที่เป็นการฝ่าฝืนประกาศกฤษฎีกาบริหารในวันนี้ เป็นเพราะพระราชกิจแห่งพระวจนะของพระเจ้าได้เกิดผลชัดเจนและได้พิชิตผู้คนแล้ว  ให้เราถามใครบางคนดังนี้ ความสำเร็จลุล่วงของเจ้าในวันนี้มีมากเท่าใดที่ได้มาด้วยหยาดเหงื่อแห่งการทำงานหนักของเจ้าเอง?  มีมากเท่าใดที่พระเจ้าตรัสแก่เจ้าโดยตรง?  เจ้าจะตอบอย่างไร?  เจ้าจะตะลึงงันและเงียบอึ้งหรือไม่?  เหตุใดคนอื่นๆ จึงสามารถพูดถึงประสบการณ์จริงมากมายของพวกเขาออกมาเพื่อให้การบำรุงเลี้ยงแก่เจ้า ในขณะที่เจ้าเพียงชื่นชมกับมื้ออาหารที่คนอื่นเป็นผู้ปรุง?  เจ้าไม่รู้สึกอับอายหรือ?  พวกเจ้าอาจดำเนินการตรวจสอบหาข้อเท็จจริงโดยตรวจสอบพวกผู้ที่ดีพอเปรียบเทียบได้ กล่าวคือ เจ้าเข้าใจความจริงมากเท่าใดกัน?  ในท้ายที่สุดแล้วเจ้านำมาปฏิบัติมากเพียงใด?  เจ้ารักใครมากกว่ากัน พระเจ้าหรือตัวเจ้าเอง?  เจ้าเป็นผู้ให้บ่อยกว่า หรือเป็นผู้รับบ่อยกว่า?  เมื่อเจตนาของเจ้าผิด มีกี่ครั้งที่เจ้าได้ละทิ้งตัวตนเก่าของเจ้าและทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระเจ้า?  แค่คำถามไม่กี่ข้อเหล่านี้ก็ทำให้ผู้คนมากมายงงงันแล้ว  สำหรับคนส่วนใหญ่ แม้ว่าพวกเขาตระหนักว่าเจตนาของพวกเขาผิด พวกเขายังคงกระทำผิดทั้งที่รู้ และพวกเขาไม่อยู่ใกล้การละทิ้งเนื้อหนังของพวกเขาเองแม้แต่น้อย  ผู้คนส่วนใหญ่ยอมให้บาปวิ่งพล่านไร้การควบคุมภายในตัวพวกเขา ยอมให้บาปชี้นำทุกการกระทำของพวกเขา  พวกเขาไร้ความสามารถที่จะเอาชนะบาปของพวกเขาได้ และพวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในบาปต่อไป  เมื่อได้มาถึงช่วงระยะปัจจุบันนี้แล้ว ใครจะไม่รู้บ้างว่าพวกเขาได้ประพฤติชั่วมากเพียงใด?  หากเจ้ากล่าวว่าเจ้าไม่รู้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กำลังโกหกผ่านทางฟันของเจ้า  ว่ากันอย่างเปิดอก ทั้งหมดเป็นความไม่เต็มใจที่จะละทิ้งตัวตนเดิมของเจ้า  การกล่าว “ถ้อยคำจากหัวใจ” ที่สำนึกผิดมากมายและไร้ค่าอย่างมากมายเป็นประโยชน์อันใดเล่า?  การนี้ช่วยให้เจ้าเติบโตในชีวิตของเจ้าไหม?  สามารถกล่าวได้ว่าการรู้จักตัวเจ้าเองคืองานเต็มเวลาของเจ้า  เราทำให้ผู้คนมีความเพียบพร้อมโดยผ่านทางการนบนอบของพวกเขาและการปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าของพวกเขา  หากเจ้าเพียงสวมใส่พระวจนะของพระเจ้าเหมือนกับที่เจ้าสวมใส่เสื้อผ้าของเจ้า เพียงเพื่อให้ดูฉลาดและน่าดึงดูด พวกเจ้าไม่ได้กำลังหลอกตัวเองและผู้อื่นหรอกหรือ?  หากทั้งหมดที่เจ้ามีคือคำพูด และเจ้าไม่เคยนำคำพูดนั้นมาปฏิบัติ เจ้าจะบรรลุสิ่งใดเล่า?

ผู้คนมากมายสามารถพูดถึงการปฏิบัติได้เล็กน้อย และพวกเขาสามารถพูดถึงความประทับใจส่วนตัวของพวกเขา แต่ส่วนใหญ่แล้วนั่นคือความกระจ่างที่ได้รับจากถ้อยคำของผู้อื่น  นั่นไม่ได้รวมถึงสิ่งใดจากการปฏิบัติโดยส่วนตัวของพวกเขาเลย อีกทั้งนั่นไม่ได้รวมถึงสิ่งที่พวกเขามองเห็นจากประสบการณ์ของพวกเขาด้วย  เราได้ชำแหละประเด็นนี้แล้วก่อนหน้านี้ อย่าคิดว่าเราไม่รู้อะไรเลย  เจ้าเป็นเพียงเสือกระดาษ แต่เจ้าพูดถึงการพิชิตซาตาน การเป็นคำพยานแห่งชัยชนะ และการดำรงชีวิตตามพระฉายาของพระเจ้าอย่างนั้นหรือ?  ทั้งหมดนี้มันไร้สาระ!  เจ้าคิดหรือว่าพระวจนะทั้งหมดที่พระเจ้าตรัสในวันนี้มีไว้ให้เจ้าเลื่อมใส?  ปากของเจ้าพูดถึงการละทิ้งตัวตนเดิมของเจ้าและการนำความจริงมาปฏิบัติ แต่มือของเจ้ายังดำเนินการประพฤติอื่นๆ และหัวใจของเจ้ายังคิดแผนการอื่นๆ—เจ้าเป็นคนประเภทใดกัน?  เหตุใดหัวใจและมือของเจ้าจึงไม่เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน?  การเทศนามากมายได้กลายเป็นถ้อยคำว่างเปล่า นี่ไม่ทำให้หัวใจสลายหรอกหรือ?  หากเจ้าไร้ความสามารถที่จะนำพระวจนะของพระเจ้ามาปฏิบัติได้ มันก็พิสูจน์ว่าเจ้ายังไม่ได้เข้าสู่หนทางที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจ เจ้ายังไม่ได้มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในตัวเจ้า และเจ้ายังไม่ได้รับการทรงนำทางของพระองค์  หากเจ้ากล่าวว่าเจ้าเพียงมีความสามารถที่จะเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าได้เท่านั้น แต่ไร้ความสามารถที่จะนำมาปฏิบัติได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็คือบุคคลที่ไม่รักความจริง  พระเจ้าไม่ได้เสด็จมาเพื่อช่วยบุคคลประเภทนี้ให้รอด  พระเยซูทรงทนทุกข์ความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างยิ่งเมื่อพระองค์ทรงถูกตรึงกางเขนเพื่อช่วยพวกคนบาปให้รอด เพื่อช่วยคนยากไร้ให้รอด และเพื่อช่วยบรรดาผู้ที่ถ่อมใจให้รอด  การตรึงกางเขนของพระองค์ทำหน้าที่เป็นเครื่องบูชาไถ่บาป  หากเจ้าไม่สามารถปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ควรจากไปทันทีที่เจ้าสามารถทำได้ อย่าได้อ้อยอิ่งอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้าในฐานะคนเอารัดเอาเปรียบ  ผู้คนมากมายถึงกับพบว่าเป็นการยากที่จะหยุดตัวเองไม่ให้ทำสิ่งต่างๆ ที่ต่อต้านพระเจ้าอย่างชัดเจน  พวกเขาไม่ได้กำลังร้องขอความตายหรอกหรือ?  พวกเขาสามารถพูดถึงการเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้าได้อย่างไร?  พวกเขาจะมีความกล้าที่จะมองพระพักตร์ของพระเจ้าหรือไม่?  การกินอาหารที่พระเจ้าประทานให้แก่เจ้า การทำสิ่งคดโกงที่ต่อต้านพระเจ้า การมุ่งร้าย การมีเล่ห์เหลี่ยม และการออกกลอุบาย แม้ขณะที่พระเจ้าทรงอนุญาตให้เจ้าชื่นชมกับพระพรที่พระองค์ประทานให้แก่เจ้า—เจ้าไม่รู้สึกว่าสิ่งเหล่านั้นเผาไหม้มือของเจ้าเมื่อเจ้าได้รับสิ่งเหล่านั้นหรอกหรือ?  เจ้าไม่รู้สึกว่าหน้าของเจ้าแดงขึ้นหรอกหรือ?  เมื่อได้ทำบางสิ่งที่ต่อต้านพระเจ้าไปแล้ว เมื่อได้ดำเนินแผนการที่จะ “เป็นอันธพาล” ไปแล้ว เจ้าไม่รู้สึกหวาดกลัวหรือ?  หากเจ้าไม่รู้สึกสิ่งใดเลย เจ้าจะสามารถพูดถึงอนาคตใดๆ ได้อย่างไร?  เมื่อนานมาแล้วก็ไม่มีอนาคตใดๆ สำหรับเจ้าอยู่แล้ว ดังนั้น เจ้าจะยังสามารถมีความคาดหวังที่ยิ่งใหญ่กว่าอันใดได้อีก?  หากเจ้ากล่าวบางสิ่งที่ไร้ยางอาย แต่ไม่รู้สึกถึงการตำหนิใดๆ และหัวใจของเจ้าไม่มีความตระหนักรู้ เช่นนั้นแล้วไม่ได้หมายความว่าเจ้าได้ถูกพระเจ้าทรงละทิ้งแล้วหรอกหรือ?  การพูดและกระทำตามอำเภอใจและอย่างไร้การควบคุมได้กลายเป็นธรรมชาติของเจ้า เจ้าจะสามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าเช่นนี้ได้อย่างไร?  เจ้าจะมีความสามารถที่จะเดินไปทั่วโลกได้อย่างไร?  ใครจะถูกเจ้าโน้มน้าวให้เชื่อ?  พวกผู้ที่รู้จักธรรมชาติที่แท้จริงของเจ้าจะรักษาระยะห่างของพวกเขา  นี่ไม่ใช่การลงโทษของพระเจ้าหรอกหรือ?  โดยรวมแล้ว หากมีเพียงคำพูดและไม่มีการปฏิบัติ ก็ไม่มีการเติบโต  แม้ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์อาจกำลังทรงพระราชกิจกับเจ้าในขณะที่เจ้าพูด หากเจ้าไม่ปฏิบัติ พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะทรงหยุดพระราชกิจ  หากเจ้ายังคงดำเนินต่อไปเช่นนี้ จะสามารถมีการพูดถึงอนาคตหรือการให้การเป็นอยู่ทั้งหมดทั้งมวลของเจ้าต่อพระราชกิจของพระเจ้าได้อย่างไร?  เจ้าเพียงสามารถพูดถึงการถวายการเป็นอยู่ทั้งหมดทั้งมวลของเจ้า แต่เจ้ายังไม่ได้ให้ความรักแท้จริงแก่พระเจ้า  ทั้งหมดที่พระองค์ได้รับจากเจ้าคือการอุทิศทางคำพูดของเจ้า พระองค์ไม่ได้ทรงมอบเจตนเพื่อปฏิบัติความจริงของเจ้า  นี่อาจเป็นวุฒิภาวะที่จริงแท้ของเจ้าหรือไม่?  หากเจ้าจำต้องดำเนินต่อไปเช่นนี้ เมื่อใดเล่าที่เจ้าจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า?  เจ้าไม่รู้สึกกระวนกระวายกับอนาคตที่มืดมนและหม่นหมองของเจ้าหรือ?  เจ้าไม่รู้สึกว่าพระเจ้าทรงสูญสิ้นความหวังในตัวเจ้าไปแล้วหรือ?  เจ้าไม่รู้หรือว่าพระเจ้าทรงพึงปรารถนาที่จะทำให้ผู้คนใหม่ๆ จำนวนมากขึ้นมีความเพียบพร้อม?  สิ่งเก่าๆ จะสามารถดีเทียบเท่ากันหรือ?  เจ้าไม่ได้กำลังให้ความสนใจกับพระวจนะของพระเจ้าในวันนี้: เจ้ากำลังรอวันพรุ่งนี้อยู่หรือ?

ก่อนหน้า: ทันทีที่เจ้าเข้าใจความจริง เจ้าควรนำมันไปสู่การปฏิบัติ

ถัดไป: ผู้เลี้ยงที่เหมาะสมควรเตรียมตัวให้พร้อมสรรพด้วยสิ่งใดบ้าง

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ความแตกต่างในแก่นแท้ระหว่างพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์กับประชากรซึ่งพระเจ้าทรงใช้งาน

หลายปีมานี้เป็นเวลาที่พระวิญญาณของพระเจ้าทรงกำลังค้นหามาตลอดขณะที่พระองค์ทรงพระราชกิจบนแผ่นดินโลก...

บทที่ 88

ผู้คนแค่ไม่สามารถจินตนาการได้ว่าย่างก้าวของเราได้เพิ่มความเร็วขึ้นถึงขอบเขตใด กล่าวคือ...

จงใส่ใจต่อน้ำพระทัยของพระเจ้าเพื่อบรรลุถึงความเพียบพร้อม

ยิ่งเจ้าใส่ใจต่อน้ำพระทัยของพระเจ้ามากขึ้นเท่าใด เจ้าก็ยิ่งแบกภาระยิ่งใหญ่ขึ้นเท่านั้น และยิ่งภาระที่เจ้าแบกยิ่งใหญ่ขึ้นเท่าใด...

พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ข้อคัดสรรของพระวจนะแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ 170 หลักธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติความจริง ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า (แก่นสารสำคัญของผู้เชื่อใหม่) คำพยานเกี่ยวกับประสบการณ์ทั้งหลายหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้