พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

ผลลัพธ์ 0 รายการ

ไม่พบผลลัพธ์

ทันทีที่เจ้าเข้าใจความจริง เจ้าควรนำมันไปปฏิบัติ

พระราชกิจและพระวจนะของพระเจ้ามีไว้เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของพวกเจ้า เป้าหมายของพระองค์ไม่ใช่เพียงเพื่อทำให้พวกเจ้าเข้าใจหรือรู้ถึงพระราชกิจและพระวจนะของพระองค์ นั่นไม่เพียงพอ พวกเจ้าเป็นบุคคลที่มีความสามารถในการจับใจความ ดังนั้น พวกเจ้าไม่ควรมีความยากลำบากในการเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า เพราะพระวจนะของพระเจ้าส่วนใหญ่เขียนด้วยภาษามนุษย์ และพระองค์ตรัสอย่างเรียบง่ายมาก ตัวอย่างเช่น เจ้ามีความสามารถในการเรียนรู้อย่างสมบูรณ์แบบในสิ่งที่พระเจ้าทรงประสงค์ให้เจ้าเข้าใจและปฏิบัติตาม นี่เป็นบางสิ่งที่บุคคลปกติที่มีสติปัญญาแห่งความเข้าใจควรจะสามารถทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระวจนะที่พระเจ้ากำลังตรัสในช่วงระยะปัจจุบันนั้นชัดเจนและโปร่งใสเป็นพิเศษ และพระเจ้ากำลังทรงบ่งชี้หลายสิ่งที่ผู้คนไม่ได้พิจารณา รวมถึงกิริยาทั้งหมดของสภาวะมนุษย์ พระวจนะของพระองค์ครอบคลุมทั้งหมดและชัดเจนดั่งแสงของพระจันทร์เต็มดวง ดังนั้นในตอนนี้ ผู้คนเข้าใจถึงปัญหามากมายแต่ยังมีบางสิ่งที่ขาดหายไป นั่นคือ ผู้คนที่นำพระวจนะของพระองค์ไปปฏิบัติ ผู้คนจะต้องได้รับประสบการณ์กับแง่มุมทั้งหมดของความจริงในรายละเอียด และสำรวจและค้นหามันในรายละเอียดที่ลึกขึ้นมากกว่าแค่เพียงรอที่จะดูดซับสิ่งใดก็ตามที่มีอยู่ให้แก่พวกเขาเอง มิฉะนั้นพวกเขาจะกลายเป็นอะไรที่ไม่ได้มากไปกว่าปรสิตสักเท่าไหร่ พวกเขารู้จักพระวจนะของพระเจ้าแต่ยังไม่ได้นำมันไปปฏิบัติ บุคคลประเภทนี้ไม่ได้รักความจริงและจะถูกกำจัดในที่สุด การเป็นเช่นเปโตรแห่งทศวรรษ 1990 นั้นหมายความว่า พวกเจ้าแต่ละคนควรปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า มีการเข้าสู่ที่แท้จริงในประสบการณ์ของพวกเจ้า และได้รับความรู้แจ้งมากยิ่งขึ้นและยิ่งใหญ่ขึ้นทุกทีในความร่วมมือของพวกเจ้ากับพระเจ้า ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความช่วยเหลือให้กับชีวิตของพวกเจ้าเองเรื่อยไป หากพวกเจ้าได้อ่านพระวจนะของพระเจ้ามากมายแต่เข้าใจเพียงความหมายของข้อความและขาดความรู้โดยตรงเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าโดยผ่านทางประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่รู้จักพระวจนะของพระเจ้า เท่าที่เจ้าเกี่ยวข้องนั้น พระวจนะของพระเจ้าไม่ใช่ชีวิต แต่เป็นเพียงตัวอักษรที่เขียนไว้อันไร้ชีวิต และหากเจ้าเพียงใช้ชีวิตอยู่ในการสังเกตตัวอักษรที่เขียนไว้อันไร้ชีวิต เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่สามารถจับความเข้าใจแก่นแท้ของพระวจนะของพระเจ้า และเจ้าจะไม่เข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์ จนเมื่อเจ้าได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์ในประสบการณ์จริงของเจ้าแล้วเท่านั้น ความหมายทางจิตวิญญาณของพระวจนะของพระเจ้าจึงจะเปิดให้กับเจ้า และมันเป็นไปโดยผ่านทางประสบการณ์ที่เจ้าสามารถจับความเข้าใจความหมายทางจิตวิญญาณของความจริงมากมายและไขกุญแจสิ่งลึกลับทั้งหลายของพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น หากเจ้าไม่นำมันไปปฏิบัติแล้ว เช่นนั้นแล้วไม่ว่าพระวจนะของพระองค์จะชัดเจนเพียงใด ทั้งหมดที่เจ้าได้จับความเข้าใจก็คือตัวอักษรที่เขียนไว้อันว่างเปล่าและบรรดาคำสอน ซึ่งได้กลายเป็นกฎทางศาสนาสำหรับเจ้า นี่ไม่ใช่สิ่งที่พวกฟาริสีทำกันหรอกหรือ ? หากพวกเจ้าปฏิบัติตามและได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้า มันจะกลายเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงแก่พวกเจ้า หากเจ้าไม่ได้พยายามที่จะปฏิบัติตามมัน เช่นนั้นแล้วพระวจนะของพระเจ้าในสายตาเจ้าก็ไม่ได้เป็นอะไรที่มากไปกว่าตำนานของสวรรค์ชั้นที่สามสักเท่าไหร่ ในความเป็นจริง กระบวนการของการเชื่อในพระเจ้าคือกระบวนการของพวกเจ้าที่ได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์เช่นเดียวกับการได้รับการทรงรับไว้โดยพระองค์ หรือกล่าวให้ชัดเจนมากขึ้นก็คือ การเชื่อในพระเจ้าคือการมีความรู้และความเข้าใจในพระวจนะของพระองค์ และการได้รับประสบการณ์กับและการดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระองค์ เช่นนั้นคือความเป็นจริง เบื้องหลังความเชื่อในพระเจ้าของพวกเจ้า หากพวกเจ้าเชื่อในพระเจ้าและหวังว่าจะได้ชีวิตนิรันดร์โดยไม่พยายามปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าในฐานะบางสิ่งที่พวกเจ้ามีอยู่ภายในตัวพวกเจ้าแล้ว เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าก็คือคนโง่ นี่คงจะเป็นเช่นการไปงานเลี้ยงแล้วมองไปที่อาหารและเรียนรู้สิ่งที่อร่อยด้วยหัวใจโดยไม่ได้ลิ้มรสใด ๆ ของมันจริง ๆ เท่านั้น บุคคลเช่นนี้จะไม่ได้เป็นคนโง่คนหนึ่งหรอกหรือ ?

ความจริงที่ว่ามนุษย์ต้องการที่จะครอบครองพบอยู่ในพระวจนะของพระเจ้า และมันก็เป็นความจริงที่เป็นประโยชน์และเกื้อกูลต่อมวลมนุษย์มากที่สุด มันเป็นยาชูกำลังและความค้ำจุนที่ร่างกายของพวกเจ้าต้องการ เป็นบางสิ่งที่ช่วยมนุษย์ฟื้นคืนสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องเหมาะสมของเขา มันเป็น ความจริงที่มนุษย์ควรจะเตรียมพร้อมที่จะมี ยิ่งพวกเจ้าปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้นเท่าไหร่ ชีวิตของพวกเจ้าก็จะยิ่งเบ่งบานรวดเร็วมากขึ้นเท่านั้น และความจริงจะยิ่งกลับกลายเป็นชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น ในขณะที่พวกเจ้าเติบโตขึ้นทางวุฒิภาวะ พวกเจ้าจะเห็นสิ่งต่าง ๆ ของโลกฝ่ายจิตวิญญาณได้อย่างชัดเจนมากขึ้น และพวกเจ้าจะมีความแข็งแกร่งที่จะมีชัยเหนือซาตานมากขึ้นเท่านั้น ความจริงส่วนมากที่พวกเจ้าไม่เข้าใจจะถูกทำให้ชัดเจนเมื่อพวกเจ้าปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า คนส่วนใหญ่จะพึงพอใจเพียงที่จะเข้าใจข้อความของพระวจนะของพระเจ้าและมุ่งเน้นในการเตรียมความพร้อมให้ตัวเองด้วยคำสอนแทนที่จะทำให้ประสบการณ์ของพวกเขาลึกซึ้งโดยการปฏิบัติ แต่นั่นไม่ใช่หนทางของพวกฟาริสีหรอกหรือ ? ดังนั้นแล้ววลีที่ว่า “พระวจนะของพระเจ้าคือชีวิต” จะเป็นจริงสำหรับพวกเขาได้อย่างไร ? ชีวิตของบุคคลหนึ่งนั้นไม่สามารถเติบโตได้อย่างง่ายดายโดยการอ่านพระวจนะของพระเจ้า แต่จะเติบโตได้อย่างง่ายดายเมื่อนำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติแล้วเท่านั้น หากมันเป็นความเชื่อของเจ้าที่จะเข้าใจว่าพระวจนะของพระเจ้าคือทั้งหมดที่จำเป็นในการมีชีวิตและวุฒิภาวะ เช่นนั้นแล้วความเข้าใจของเจ้าก็บิดเบี้ยว การเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าอย่างแท้จริงเกิดขึ้นเมื่อเจ้าปฏิบัติตามความจริง และเจ้าต้องเข้าใจว่า “มีแต่การนำความจริงไปปฏิบัติเท่านั้น จึงจะสามารถเข้าใจมันได้” ในวันนี้ หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า เจ้าสามารถพูดได้เพียงว่าเจ้ารู้จักพระวจนะของพระเจ้า แต่เจ้าไม่สามารถพูดได้ว่าเจ้าเข้าใจมัน บางคนกล่าวว่าหนทางเดียวที่จะนำความจริงไปปฏิบัติได้ก็คือการเข้าใจมันเสียก่อน แต่นี่ถูกต้องแค่เพียงบางส่วนและแน่นอนว่าไม่ได้ถูกต้องทั้งหมด ก่อนที่เจ้าจะมีความรู้เกี่ยวกับความจริง เจ้าไม่เคยได้รับประสบการณ์กับความจริงนั้น การรู้สึกว่าเจ้าเข้าใจบางสิ่งที่เจ้าได้ยินในคำเทศนานั้นไม่ใช่การเข้าใจอย่างแท้จริง — นี่เป็นเพียงแค่การครอบครองถ้อยคำที่แท้จริงของความจริง และมันก็ไม่เหมือนกับการเข้าใจความหมายที่แท้จริงในเรื่องนั้น การมีแค่ความรู้เพียงผิวเผินเกี่ยวกับความจริงไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะเข้าใจมันจริงหรือมีความรู้เกี่ยวกับมันจริง ๆ ความหมายที่แท้จริงของความจริงมาจากการได้รับประสบการณ์กับมันแล้ว ดังนั้น จนเมื่อเจ้าได้รับประสบการณ์กับความจริงแล้วเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถเข้าใจมันได้ และเมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถจับความเข้าใจส่วนที่ซ่อนอยู่ของมันได้ การทำให้ประสบการณ์ของเจ้าลึกซึ้งเป็นหนทางเดียวที่จะจับความเข้าใจความหมายแฝงและเข้าใจแก่นแท้แห่งความจริง ดังนั้น เจ้าสามารถไปได้ทุกหนทุกแห่งกับความจริง แต่หากไม่มีความจริงในตัวเจ้า เช่นนั้นแล้วจงอย่าคิดพยายามโน้มน้าวแม้แต่สมาชิกในครอบครัวของเจ้า ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้คนที่เคร่งศาสนา หากปราศจากความจริงเจ้าก็เหมือนเกล็ดหิมะที่ปลิวหลุดลอย แต่ด้วยความจริง เจ้าสามารถมีความสุขและเป็นอิสระ และไม่มีใครสามารถกล้ำกรายเจ้าได้ ไม่สำคัญว่าทฤษฎีจะแข็งแกร่งแค่ไหน มันก็ไม่สามารถเอาชนะความจริงได้ ด้วยความจริง โลกเองสามารถแกว่งไปมา และภูเขาและทะเลเคลื่อนไหวได้ ในขณะที่การขาดความจริงสามารถนำไปสู่การที่กำแพงเมืองที่แข็งแกร่งถูกย่นย่อจนกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อยด้วยพวกหนอนแมลง นี่คือ ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน

ณ ช่วงระยะปัจจุบัน มันสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะรู้ความจริงเป็นอย่างแรก และจากนั้นจึงนำมันไปปฏิบัติและเตรียมความพร้อมให้แก่ตัวพวกเจ้าเองต่อไปด้วยความหมายที่แท้จริงของความจริง พวกเจ้าควรพยายามบรรลุการนี้ แทนที่จะแค่เสาะหาการทำให้คนอื่น ๆ ติดตามคำของเจ้า เจ้าควรทำให้พวกเขาติดตามการปฏิบัติของเจ้า มีเพียงหนทางนี้เท่านั้นที่เจ้าสามารถค้นพบบางสิ่งที่มีความหมาย ไม่สำคัญว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเจ้า ไม่สำคัญว่าเจ้าจะพบเจอใครก็ตาม ตราบที่เจ้ามีความจริง เจ้าจะสามารถตั้งมั่นได้ พระวจนะของพระเจ้าคือสิ่งที่นำชีวิตมาสู่มนุษย์ ไม่ใช่ความตาย หากหลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้าแล้ว เจ้าไม่ได้กลับมามีชีวิต แต่ยังคงอยู่ท่ามกลางหมู่ผู้ที่ตายแล้ว เช่นนั้นแล้วย่อมมีบางอย่างผิดปกติกับเจ้า หากหลังจากช่วงเวลาหนึ่งเจ้าได้อ่านพระวจนะของพระเจ้ามากมายและได้ยินคำเทศนาที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากมาย แต่เจ้ายังคงอยู่ในสภาพเงื่อนไขของความตาย เช่นนั้นแล้วนี่ก็เป็นข้อพิสูจน์ว่าเจ้าไม่ใช่คนที่เห็นคุณค่าของความจริง และเจ้าไม่ใช่บุคคลที่ไล่ตามเสาะหาความจริง หากพวกเจ้าได้พยายามที่จะได้รับพระเจ้าอย่างแท้จริง พวกเจ้าคงจะไม่มุ่งเน้นไปที่การเตรียมความพร้อมให้แก่ตัวพวกเจ้าเองด้วยคำสอนและการใช้คำสอนอันสูงส่งสอนผู้อื่น แต่คงจะมุ่งเน้นไปที่การได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าและการนำความจริงไปปฏิบัติแทน นี่ไม่ใช่สิ่งที่พวกเจ้าควรกำลังพยายามเข้าสู่ในตอนนี้หรอกหรือ ?

พระเจ้าทรงมีเวลาจำกัดในการประกอบพระราชกิจของพระองค์ในมนุษย์ ดังนั้นแล้วจะสามารถมีผลลัพธ์ใดหากเจ้าไม่ร่วมมือกับพระองค์ ? ทำไมพระเจ้าทรงต้องการให้พวกเจ้าปฏิบัติตามพระวจนะของพระองค์เสมอทันทีที่พวกเจ้าเข้าใจมัน ? เป็นเพราะพระเจ้าทรงได้เปิดเผยพระวจนะของพระองค์แก่พวกเจ้า และขั้นตอนต่อไปของพวกเจ้าคือการปฏิบัติตามพวกมันจริง ๆ เมื่อเจ้าปฏิบัติตามพระวจนะเหล่านี้ พระเจ้าจะทรงดำเนินพระราชกิจแห่งความรู้แจ้งและการทรงนำ นั่นคือวิธีที่จะทำมันให้เสร็จสิ้น พระวจนะของพระเจ้าอนุญาตให้มนุษย์เบ่งบานในชีวิตและไม่ครอบครององค์ประกอบใด ๆ ที่สามารถทำให้มนุษย์เบี่ยงเบนหรือกลายเป็นนิ่งเฉย เจ้ากล่าวว่าเจ้าได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าและปฏิบัติตามมัน แต่เจ้ายังคงไม่ได้รับพระราชกิจใดจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ คำของเจ้าสามารถลวงได้เพียงเด็กคนหนึ่งเท่านั้น คนอื่น ๆ อาจไม่รู้ว่าเจตนารมณ์ของเจ้าถูกต้องหรือไม่ แต่เจ้าคิดว่าเป็นไปได้หรือที่พระเจ้าจะไม่ทรงรู้ ? เป็นไปได้อย่างไรที่ผู้อื่นปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าและรับความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่เจ้าปฏิบัติตามพระวจนะของพระองค์และไม่ได้รับความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ? พระเจ้าทรงมีอารมณ์ความรู้สึกหรือไม่ ? หากเจตนารมณ์ของเจ้าถูกต้องอย่างแท้จริงและเจ้าให้ความร่วมมือ เช่นนั้นแล้วพระวิญญาณของพระเจ้าก็จะอยู่กับเจ้า เหตุใดผู้คนบางคนต้องการตีตราจองเสมอ แต่พระเจ้าไม่ทรงปล่อยให้พวกเขาลุกขึ้นมานำคริสตจักร ? ทำไมผู้คนบางคนเพียงปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาให้สำเร็จลุล่วง แต่โดยไม่รู้ตัว พวกเขากลับได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้า ? เป็นอย่างนั้นได้อย่างไร ? พระเจ้าทรงตรวจสอบลึกเข้าไปภายในสุดของหัวใจมนุษย์ และผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงต้องทำเช่นนั้นด้วยเจตนารมณ์ที่ถูกต้อง ผู้คนที่ไม่มีเจตนารมณ์ที่ถูกต้องไม่สามารถตั้งมั่นได้ ณ แก่นแท้ของมัน เป้าหมายของพวกเจ้าคือการปล่อยให้พระวจนะของพระเจ้ามีผลภายในตัวของพวกเจ้า กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ มันคือการมีความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าในการปฏิบัติตามมันของพวกเจ้า บางทีความสามารถของพวกเจ้าในการจับใจความพระวจนะของพระเจ้านั้นต่ำ แต่เมื่อพวกเจ้าปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า พระองค์สามารถ เยียวยาข้อบกพร่องนี้ได้ ดังนั้นพวกเจ้าจะต้องรู้ไม่เพียงเฉพาะความจริงหลายประการเท่านั้น แต่พวกเจ้ายังต้องปฏิบัติตามพวกมันด้วยเช่นกัน นี่คือจุดสำคัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ไม่สามารถเพิกเฉยได้ พระเยซูก็ทรงประสบทุกข์มากเช่นกันในช่วงเวลาสามสิบสามปีครึ่งของพระองค์ เพราะพระองค์ทรงปฏิบัติตามความจริง เหตุใดในบันทึกจึงพูดเสมอว่าพระองค์ทรงถูกข่มเหง ? ที่พูดเช่นนั้นก็เพื่อแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงประสบทุกข์มากเพียงใด พระองค์ทรงประสบทุกข์อย่างมากเหลือเกินเพราะพระองค์ทรงปฏิบัติตามความจริงและทรงทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า นี่เป็นความทุกข์ที่พระองค์คงจะไม่ได้ก้าวผ่านหากพระองค์ทรงรู้ความจริงโดยปราศจากการปฏิบัติตามมัน หากพระเยซูทรงติดตามคำสอนของชาวยิวและทรงติดตามพวกฟาริสีแล้ว พระองค์ก็คงจะไม่ได้ประสบทุกข์ เจ้าสามารถเรียนรู้จากการปฏิบัติของพระเยซูว่าประสิทธิผลของพระราชกิจของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์มาจากความร่วมมือของมนุษย์ และนี่คือบางสิ่งที่พวกเจ้าต้องยอมรับ พระเยซูจะได้ทรงประสบทุกข์เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงได้ประสบบนกางเขนหรือไม่ หากพระองค์ไม่ได้ทรงปฏิบัติตามความจริง ? พระองค์จะทรงสามารถอธิษฐานคำอธิษฐานที่เศร้าโศกเช่นนี้ได้หรือไม่ หากพระองค์ไม่ได้ทรงกระทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ? ดังนั้น พวกเจ้าควรประสบทุกข์เพื่อประโยชน์ของการปฏิบัติตามความจริง นี่คือความทุกข์ประเภทหนึ่งที่บุคคลหนึ่งควรก้าวผ่าน

ก่อนหน้า:เกี่ยวกับการใช้มนุษย์ของพระเจ้า

ถัดไป:ผู้ที่บรรลุความรอดคือผู้ที่เต็มใจที่จะปฏิบัติตามความจริง

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง