28 ใครบอกว่าอุปนิสัยที่หยิ่งยโสไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้์

โดย Zhao Fan, ประเทศจีน

ฉันจะอ่านบทตอนหนึ่งของพระวจนะของพระเจ้านะคะ “ผู้คนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของพวกเขาเองได้ พวกเขาต้องก้าวผ่านการพิพากษากับการตีสอน และการทนทุกข์กับกระบวนการถลุงของพระวจนะของพระเจ้า หรือถูกจัดการ บ่มวินัยและตัดแต่งโดยพระวจนะของพระองค์ เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงสามารถสัมฤทธิ์ความเชื่อฟังและความสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าได้ และไม่ทำเป็นขอไปทีกับพระองค์ ภายใต้กระบวนการถลุงของพระวจนะของพระเจ้านั่นเองที่อุปนิสัยของผู้คนเปลี่ยนแปลง โดยผ่านทางการเปิดโปง การพิพากษา การบ่มวินัย และการจัดการของพระวจนะของพระองค์เท่านั้นพวกเขาจึงจะไม่กล้าที่จะปฏิบัติตนอย่างมุทะลุอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นหนักแน่นและสำรวมแทน ประเด็นสำคัญที่สุดก็คือว่า พวกเรามีความสามารถที่จะนบนอบต่อพระวจนะปัจจุบันของพระเจ้าและต่อพระราชกิจของพระองค์ได้ ต่อให้มันไม่อยู่ในแนวเดียวกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ พวกเขาก็มีความสามารถที่จะละวางมโนคติที่หลงผิดเหล่านี้และนบนอบได้อย่างเต็มใจ” (“ผู้คนที่ได้เปลี่ยนแปลงอุปนิสัยแล้วคือผู้คนที่ได้เข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้าแล้ว” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะของพระเจ้าสัมพันธ์กับชีวิตจริงมาก! หากไม่มีการพิพากษาและการตีสอน อีกทั้งการตัดแต่งและการจัดการของพระวจนะเหล่านี้กับเรา เราก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยแบบซาตานของเราหรือใช้ชีวิตด้วยความเป็นมนุษย์ที่ปกติได้ ฉันเคยหยิ่งยโสเป็นพิเศษ ในที่ทำงานฉันรู้สึกมีความสามารถมากกว่าและเก่งกว่าคนอื่นเสมอ ฉันจึงคิดว่าพวกเขาทั้งหมดควรฟังฉัน หลังจากฉันได้รับความเชื่อ อุปนิสัยที่หยิ่งยโสนี้เปิดเผยในตัวฉันบ่อยๆ ฉันต้องการชี้ขาดในทุกอย่าง อีกทั้งพูดสอนและบีบบังคับคนอื่นอย่างยโสเสมอ นี่น่าอึดอัดและเป็นอันตรายแก่พี่น้องชายหญิงของฉัน เพียงผ่านการพิพากษาและตีสอนและตัดแต่งและจัดการกับฉันของพระเจ้าเท่านั้น ที่ฉันได้รับความเข้าใจบางประการในธรรมชาติที่หยิ่งยโสของฉัน และสามารถกลับใจและเกลียดชังตัวเองได้ หลังจากนั้น ฉันเริ่มทำตัวโดดเด่นน้อยลงในการปฏิสัมพันธ์และเวลาประสานงานกับคนอื่นเพื่อทำหน้าที่ของเราให้ลุล่วง ฉันเรียนรู้ที่จะตั้งใจแสวงหาความจริงและรับฟังข้อเสนอแนะของผู้คนไปด้วย มีเพียงตอนนั้นที่ฉันได้ใช้ชีวิตตามลักษณะของมนุษย์บ้าง

ฉันจำได้ว่าย้อนไปในปี 2015 ฉันได้รับเลือกให้ทำหน้าที่ผู้นำคริสตจักร ตอนนั้นฉันรู้สึกเป็นสุขจริงๆ ฉันคิดกับตัวเองว่า “คนมากมายในคริสตจักรลงคะแนนให้ฉันแสดงว่าฉันเป็นคนที่ดีที่สุดที่นี่ ฉันจะต้องทำงานหนักเพื่อทำหน้าที่นี้ให้ลุล่วง เพื่อที่พี่น้องชายหญิงจะเห็นว่าพวกเขาไม่ได้เลือกคนผิด” หลังจากนั้นฉันก็ทำตัวยุ่งทุกวัน เมื่อไหร่ที่ฉันเห็นพี่น้องชายหรือหญิงมีปัญหาบางอย่าง ฉันก็จะรีบหาบทตอนที่เกี่ยวข้องจากพระวจนะของพระเจ้า แล้วสามัคคีธรรมกับพวกเขาเพื่อแก้ไขปัญหา ผ่านไปสักพัก และชีวิตคริสตจักรของเราก็ดีขึ้นพอสมควร มีงานคริสตจักรมากมายที่ต้องทำให้เสร็จ แต่ฉันก็สามารถจัดการทุกส่วนอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยได้ เมื่อฉันเห็นว่าชีวิตในคริสตจักรของเราดีกว่าคริสตจักรอื่นๆ พอสมควร ฉันก็พอใจเป็นพิเศษ ภายหลังเหล่าผู้นำก็เห็นว่างานของคริสตจักรเราดำเนินไปค่อนข้างดี พวกเขาถึงขนาดให้คริสตจักรอื่นๆ ยืมกลยุทธ์ของเราไปใช้ ยิ่งกว่านั้น คริสตจักรมีงานสำคัญบางประการที่พวกเขาต้องการให้ฉันมีส่วนร่วม ฉันคิดว่า “แม้แต่บรรดาผู้นำก็ยกย่องฉันและสรรเสริญความสามารถของฉัน ดูเหมือนความสามารถของฉันจะไม่เลวเลยจริงๆ และดีกว่าคนส่วนใหญ่อย่างแน่นอน!” ก่อนที่ฉันจะรู้ตัว ฉันก็สนใจแต่ตัวเอง ฉันรู้สึกว่าฉันสามารถทำได้และเข้าใจทุกอย่าง อีกทั้งถ้าเพื่อนร่วมงานของฉันมีข้อเสนอแนะใดๆ ฉันก็แทบไม่ใส่ใจรับฟังเลย ฉันรู้สึกเสมอว่าฉันเหนือกว่าพวกเขามาก และจะชี้นิ้วสั่งพวกเขา เมื่อพวกเขาไม่ทำสิ่งที่ฉันต้องการ ฉันก็อดใจไม่ได้ที่ติเตียนและพูดสอนพวกเขา ครั้งหนึ่ง พี่สาวคนหนึ่งที่ฉันกำลังร่วมงานด้วยกำลังจะตอบคำถาม หลังจากพบอุปสรรคบางประการ เธอต้องการหารือกับฉัน ฉันคิดกับตัวเองว่า “มีอะไรให้หารืออย่างนั้นเหรอ คำถามนี้ไม่ยากเลย ฉันถึงให้คุณฝึกตอบยังไงล่ะ ถ้าคุณไม่สามารถแก้ไขได้แม้แต่ปัญหาเล็กๆ แบบนี้ งั้นคุณก็ไม่เหมาะกับงานนี้ ถ้าเป็นฉัน ฉันก็คงแก้ไขมันแบบนั้น” และดังนั้นฉันจึงตอบอย่างจองหอง “อย่าลำบากเลย ฉันจะตอบเอง” ผลก็คือ พี่สาวคนนี้รู้สึกว่าฉันทำให้หายใจไม่ออก และเมื่อไหร่ก็ตามที่เธอเจอปัญหาครั้งต่อไป เธอก็ไม่กล้ามาขอความช่วยเหลือจากฉันอีก มีอีกครั้งหนึ่งตอนที่ฉันแนะนำให้พี่น้องหญิงหวังทำหน้าที่บางอย่าง พี่น้องหญิงเฉินเสนอแนะว่า “หน้าที่นี้สำคัญมาก เราจำเป็นต้องเห็นชัดเจนว่าปกติพี่น้องหวังประพฤติตัวยังไงก่อนที่เราจะสามารถแน่ใจได้” นี่ทำให้ฉันรู้สึกขุ่นเคืองเล็กน้อย ฉันคิดว่า “ฉันเคยจัดการงานแบบนี้มาเยอะในอดีต แต่คุณคิดว่าฉันไม่เข้าใจเหรอ อีกอย่าง ฉันติดต่อกับเธอตลอดเวลา ดังนั้นคุณพูดได้ยังไงว่าฉันไม่เข้าใจเธอ คุณอยากให้ฉันถามทุกคนเรื่องเธอ แต่นั่นจะไม่ทำให้สิ่งต่างๆ ล่าช้าเหรอ” ฉันพูดกับเธออย่างเคร่งเครียด “อย่าเสียเวลาเลย ทำขั้นตอนต่อไปกันเถอะ” พอเห็นว่าฉันหัวรั้นแค่ไหน พี่น้องเฉินก็ไม่พูดอะไรต่อ ตอนนั้นฉันเห็นเธออึดอัดอยู่บ้าง แต่ฉันก็ไม่สนใจ ตั้งแต่นั้น เมื่อไหร่ที่พี่น้องชายหรือหญิงมีข้อเสนอแนะ ฉันก็รู้สึกเสมอว่าพวกเขาไม่ดีพอหรือมีวุฒิภาวะพอ ดังนั้นฉันจึงใช้ข้ออ้างทุกรูปแบบเพื่อปฏิเสธมุมมองของพวกเขา แล้วก็แสดงความคิดเห็นที่ฉันพิจารณาว่ายอดเยี่ยม ฉันพยายามให้ทุกคนทำตามที่ฉันบอก เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาทั้งหมดก็รู้สึกว่าถูกฉันฝืนใจ และระหว่างที่หารือกันเรื่องงาน พวกเขาก็มักจะปิดปากเงียบ หลังจากนั้น ฉันก็แทบไม่ได้หารือเรื่องต่างๆ กับพวกเขาเลย รู้สึกว่ามันเป็นแค่พิธีรีตองและเสียเวลา และดังนั้น ฉันทำหน้าที่จากอุปนิสัยที่หยิ่งยโสของตัวเอง และขาดความรอบคอบและทำตามอำเภอใจมากขึ้นเรื่อยๆ

ครั้งหนึ่งเมื่อฉันเห็นว่ามีผู้นำทีมคนหนึ่งทำหน้าที่ของเขาไม่สำเร็จ ฉันก็คิดว่าเขาต้องไม่สามารถทำงานจริงๆ ได้ และจำเป็นต้องถูกเปลี่ยนตัว การหารือเรื่องนี้กับเพื่อนร่วมงานของฉันก็คงสมเหตุสมผล แต่ฉันก็คิดอีกทีว่า “ที่จริงแล้วช่างมันเถอะ แม้แต่หลังจากคุยเรื่องนี้กับพวกเขา สุดท้ายพวกเขาก็จะเห็นด้วยกับฉันอยู่ดี” ดังนั้นแล้ว ฉันจึงเปลี่ยนตัวผู้นำทีมคนนั้นโดยตรง หลังจากกลับไป ฉันบอกบรรดาเพื่อนร่วมงานของฉันว่าฉันจัดการกับสิ่งต่างๆ ยังไง พี่น้องเฉินพูดอย่างตกใจว่า “งานของผู้นำทีมคนนั้นก็มีปัญหาอยู่บ้าง แต่เขาเป็นคนที่ไล่ตามความจริง เพียงแต่เขายังเป็นผู้เชื่อมาไม่นานนัก ดังนั้นเขาจึงเข้าใจความจริงเพียงผิวเผินเท่านั้น และเขาก็บกพร่องและตกหล่นในหน้าที่อยู่บ้าง แต่นี่เป็นเรื่องปกติ เราควรช่วยเขาด้วยการสามัคคีธรรมถึงความจริงมากขึ้น การเปลี่ยนตัวเขาแบบนั้นในตอนนี้จะไม่สอดคล้องกับหลักปฏิบัตินะ” ฉันตอบกลับไปอย่างไม่คล้อยตามนักว่า “ฉันแค่เปลี่ยนตัวเขาเพราะฉันเห็นว่าเขาไม่สามารถทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงได้ ฉันเคยจัดการเรื่องแบบนี้มาก่อน คุณจะบอกว่าฉันมองไม่ออกเหรอ” เมื่อเห็นว่าฉันไม่มีทางเปลี่ยนความคิด พี่น้องเฉินก็ไม่พูดอะไรอีก ภายหลังบรรดาเพื่อนร่วมงานของฉันทำการประเมินและได้เข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้น พวกเขาลงความเห็นว่าฉันไม่ได้จัดการเรื่องนี้ตามหลักปฏิบัติ และคืนหน้าที่ให้หัวหน้าทีมคนนั้น งานของทีมนั้นถูกรบกวนจากการที่หน้าที่ต่างๆ ถูกเปลี่ยนมือไปมา และณ จุดนั้นฉันก็รู้สึกอับอายอยู่บ้าง ฉันเห็นได้ว่าฉันยโสโอหังและไม่ได้ทำตามหลักปฏิบัติ แต่ฉันก็ยังไม่แสวงหาความจริงหรือทบทวนตัวเองแต่อย่างใด

หนึ่งเดือนต่อมา คริสตจักรมีงานสำคัญ และคนที่เหมาะสมจะได้รับเลือกจากเพื่อนร่วมงานในกลุ่มของเรา ตอนนั้นฉันค่อนข้างมีความสุข รู้สึกว่าในเรื่องของความสามารถและประสบการณ์การทำงาน ฉันดีกว่าคนอื่นๆ ฉันคิดว่าพวกเขาจะลงคะแนนให้ฉัน แต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อผลประกาศออกมา ฉันไม่ได้รับเลือก ฉันไม่ได้แม้แต่คะแนนเสียงเดียวด้วยซ้ำ ฉันเสียใจมาก และทันใดนั้นก็รู้สึกว่าโลกของฉันกลับตาลปัตรไปหมด เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ยังไง ทำไมไม่มีใครลงคะแนนให้ฉันเลย เป็นเพราะพวกเขาไม่มีปัญญาแยกแยะหรือเปล่า ลึกลงไปฉันอยากรู้จริงๆ ว่าทำไม ดังนั้นฉันจึงขอให้พวกเขาบอกว่าฉันมีข้อบกพร่องอะไร เมื่อฉันเห็นพี่น้องหญิงโจวลังเลที่จะพูด ฉันก็บอกพวกเขาว่า “ถ้าพวกคุณเห็นว่าฉันบกพร่องตรงไหน บอกได้เลยค่ะ มาเปิดอกคุยกันดีกว่า” ตอนนั้นเองที่เธอเกิดความกล้าที่จะพูดว่า “ฉันรู้สึกว่าคุณหยิ่งยโสและถือดีเป็นพิเศษ และคุณไม่ยอมรับข้อเสนอแนะของคนอื่น อีกอย่าง คุณคอยชี้นิ้วสั่งพวกเราเสมอ และเมื่อไหร่ก็ตามที่อยู่กับคุณ ฉันก็รู้สึกกลัวๆ และถูกคุณกดจนหายใจไม่ออก” พี่สาวอีกคนก้มหน้าก้มตาพูดว่า “ฉันก็ถูกคุณทำให้หายใจไม่ออกเหมือนกัน ฉันรู้สึกเหมือนว่าคุณหยิ่งยโสจริงๆ เหมือนคุณดูถูกทุกคน มันเหมือนคุณเป็นคนเดียวที่สามารถทำงานของคริสตจักรได้ เหมือนคุณทำอะไรก็ได้ และคุณคิดว่าคนอื่นไม่มีความสามารถแม้แต่เล็กน้อย...” พี่น้องเฉินเสริมว่า “ฉันรู้สึกว่าคุณค่อนข้างทะนงตัว และคุณไม่แสวงหาความจริงหรือหลักปฏิบัติในงานของคุณ คุณยังไม่ยอมรับความคิดเห็นของใครเลยด้วย และคุณคิดว่าคุณควรเป็นคนชี้ขาดในทุกเรื่อง คุณมักจะตัดสินใจตามอำเภอใจด้วยตัวเองทั้งหมด...” พี่น้องหญิงที่ฉันเคยทำงานด้วยทั้งหมดคนแล้วคนเล่าพูดว่าฉันหยิ่งยโสและพวกเขาถูกฉันบีบคั้น อย่างไม่อยากยอมรับเรื่องนี้ ฉันคิดว่า “พวกคุณพูดว่าฉันหยิ่งยโสและฉันบีบคั้นพวกคุณ ดี งั้นทำไมพวกคุณไม่ยอมรับว่าไม่รับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองล่ะ ได้ ตั้งแต่นี้ไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันจะปิดปากให้สนิท พวกคุณอยากทำอะไรก็เชิญเลย” คืนนั้น ฉันนอนกระสับกระส่ายไปมา ไม่สามารถข่มตาหลับได้ ฉันคิดเสมอว่าตัวเองเป็นคนมีความสามารถที่ดีและเป็นคนทำงานที่เก่งกาจ ดังนั้นการหยิ่งยโสนิดหน่อยก็เป็นเรื่องปกติ พี่น้องชายหญิงของฉันควรคิดว่ามันไม่ได้แย่ขนาดนั้น ฉันไม่เคยนึกเลยว่าพวกเขาจะคิดกับฉันแบบนั้น—หยิ่งยโสและขาดเหตุผลอย่างสิ้นเชิง ใครจะไปคิดว่าพวกเขาจะรู้สึกถูกบีบคั้นและเป็นแผลใจแบบนั้น ยิ่งฉันคิดเรื่องนั้น ฉันก็ยิ่งอารมณ์เสียมากขึ้น พี่น้องชายหญิงของฉันไม่ชอบและเกลียดชังฉันอย่างมาก ฉันรู้สึกเหมือนหนูข้างถนน ถูกคนอื่นเกลียดและรังเกียจ ไม่มีทางที่พระเจ้าจะทรงช่วยคนอย่างฉันให้รอด ฉันเกิดความคิดลบอย่างมาก ในความรวดร้าวนั้นฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าไม่หยุด ฉันกล่าวว่า “พระเจ้า ข้าพระองค์เจ็บปวดเหลือเกิน และไม่รู้ว่าจะประสบกับเรื่องนี้ยังไง ขอได้โปรดทรงให้ความรู้แจ้งแก่ข้าพระองค์เพื่อที่ข้าพระองค์จะสามารถเข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์...”

เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันเปิดคอมพิวเตอร์ฟังการอ่านพระวจนะของพระเจ้า: “การที่ได้ล้มเหลวและล้มลงหลายครั้งไม่ใช่สิ่งที่แย่ อีกทั้งไม่ใช่การถูกเปิดโปง ไม่ว่าเจ้าจะถูกจัดการ ถูกตัดแต่ง หรือถูกเปิดโปง เจ้าต้องจดจำการนี้ไว้ตลอดเวลา กล่าวคือ การถูกเปิดโปงไม่ได้หมายความว่าเจ้ากำลังถูกกล่าวโทษ การถูกเปิดโปงเป็นเรื่องที่ดี มันเป็นโอกาสที่ดีที่สุดสำหรับเจ้าที่จะได้รู้จักตัวเจ้าเอง มันสามารถนำพาการเปลี่ยนเกียร์มาสู่ประสบการณ์ชีวิตของเจ้า หากปราศจากมันแล้ว เจ้าจะไม่มีทั้งโอกาสเหมาะ สภาพเงื่อนไข อีกทั้งบริบทที่จะสามารถเข้าถึงความเข้าใจความจริงเกี่ยวกับความเสื่อมทรามของเจ้า หากเจ้าสามารถมารู้จักสิ่งทั้งหลายภายในตัวเจ้า แง่มุมเหล่านั้นทั้งหมดที่ซ่อนเร้นอยู่ลึกภายในตัวเจ้าซึ่งยากลำบากที่จะระลึกได้และลำบากยากเย็นที่จะพลิกแผ่นดินค้นหา เช่นนั้นแล้วนี่ก็เป็นเรื่องที่ดี การที่สามารถรู้จักตัวเจ้าเองได้อย่างแท้จริงนั้น เป็นโอกาสเหมาะที่ดีที่สุดสำหรับเจ้าที่จะกลับตัวเสียใหม่และกลายเป็นคนใหม่ มันเป็นโอกาสเหมาะที่ดีที่สุดสำหรับเจ้าที่จะได้มาซึ่งชีวิตใหม่ ทันทีที่เจ้ารู้จักตัวเจ้าเองอย่างแท้จริง เจ้าจะสามารถเห็นได้ว่าเมื่อความจริงกลายเป็นชีวิตของคนเรา มันเป็นสิ่งล้ำค่าอย่างแท้จริง และเจ้าจะกระหายความจริงและเข้าสู่ความเป็นจริง นี่ช่างเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่อะไรเช่นนี้! หากเจ้าสามารถจับความเข้าใจโอกาสเหมาะนี้ และทบทวนตัวเจ้าเองอย่างจริงจังตั้งใจ และได้รับความรู้อันถ่องแท้เกี่ยวกับตัวเจ้าเองเมื่อใดก็ตามที่เจ้าล้มเหลวหรือล้มลง เช่นนั้นแล้วในท่ามกลางความเป็นลบและความอ่อนแอ เจ้าจะสามารถกลับขึ้นมายืนได้ ทันทีที่เจ้าได้ข้ามธรณีประตูนี้ไปแล้ว เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะสามารถก้าวครั้งใหญ่ไปข้างหน้าและเข้าสู่ความเป็นจริงของความจริงได้” (บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์) ฉันตื้นตันใจมากเมื่อไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า แล้วน้ำตาของฉันก็ไหลไม่หยุด ฉันรู้สึกว่าด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมแบบนี้ ที่พี่น้องชายหญิงของฉันได้ตัดแต่งและจัดการฉันอย่างรุนแรง พระเจ้าไม่ได้กำลังทรงกำจัดฉันหรือทรงจงใจทำให้ฉันอับอาย แต่ในเมื่อฉันหยิ่งยโสและดื้อรั้นมากจริงๆ พระเจ้าจึงทรงต้องการใช้เรื่องนี้เป็นการตีสอนเพื่อทรงปลุกฉันให้ตื่น และทรงบังคับให้ฉันทบทวนตัวเองก่อนจะสายเกินไป เพื่อที่จะสามารถกลับใจและเปลี่ยนแปลง นี่คือการที่พระเจ้ากำลังทรงช่วยฉันให้รอด เมื่อเข้าใจเรื่องนี้ ฉันก็รู้สึกได้รับการปลดเปลื้องจริงๆ และไม่เข้าใจพระเจ้าผิดอีกต่อไป ฉันอธิษฐานต่อพระองค์ ตั้งใจที่จะใช้โอกาสนี้ทบทวนตัวเองและได้รู้จักตัวเอง

จากนั้นฉันก็อ่านพระดำรัสของพระเจ้าที่พระองค์ตรัสเรื่องอุปนิสัยหยิ่งยโสของมนุษย์ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “หากเจ้าครองความจริงภายในเจ้าจริงๆ เส้นทางที่เจ้าเดินนั้นย่อมจะเป็นเส้นทางที่ถูกต้องไปเอง หากปราศจากความจริง มันย่อมง่ายดายที่จะทำชั่ว และเจ้าจะทำมันไปทั้งที่เจ้าไม่ตั้งใจ ตัวอย่างเช่น หากเจ้ามีความโอหังและความทะนงตน เจ้าก็คงจะพบว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะเลี่ยงการไม่เยาะเย้ยท้าทายพระเจ้า เจ้าคงจะรู้สึกถูกบีบให้จำยอมเยาะเย้ยท้าทายพระองค์ เจ้าคงจะไม่ทำโดยมีจุดประสงค์ เจ้าคงจะทำไปภายใต้การครอบงำของธรรมชาติที่โอหังและทะนงตนของเจ้า ความโอหังและความทะนงตนของเจ้าคงจะทำให้เจ้าดูแคลนพระเจ้าและเห็นพระองค์ทรงไร้ค่าไม่สำคัญ สิ่งเหล่านั้นคงจะเป็นเหตุให้เจ้ายกย่องตัวเจ้าเอง อวดแสดงตัวเองอยู่เป็นนิตย์ และในที่สุดก็นั่งในที่ของพระเจ้า และให้คำพยานสำหรับตัวเจ้าเอง ในตอนท้าย เจ้าก็คงจะแปรแนวคิดของเจ้าเอง การคิดของเจ้าเอง และมโนคติที่หลงผิดของตัวเจ้าเองไปเป็นความจริงเพื่อที่จะได้รับการนม้สการ จงดูเถิดว่า ผู้คนทำความชั่วไปมากเพียงใดภายใต้ภาวะครอบงำของธรรมชาติที่โอหังและทะนงตนของพวกเขา!” (“โดยการไล่ตามเสาะหาความจริงเท่านั้นคนเราจึงจะสามารถสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยได้” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์) “ความโอหังคือรากเหง้าของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ ยิ่งผู้คนโอหังมากขึ้นเท่าใด พวกเขาย่อมโน้มเอียงที่จะต้านทานพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น ปัญหานี้รุนแรงเพียงใดหรือ? ผู้คนที่มีอุปนิสัยโอหังไม่เพียงพิจารณาว่าคนอื่นทุกคนอยู่ใต้พวกเขาเท่านั้น แต่ที่แย่ที่สุดในบรรดาทั้งหมดก็คือ พวกเขาถึงขั้นกำลังวางท่ายโสใส่พระเจ้า แม้ว่าโดยภายนอกแล้วผู้คนบางคนอาจจะปรากฏว่าเชื่อในพระเจ้าและติดตามพระองค์ แต่พวกเขาก็ไม่ได้ปฏิบัติต่อพระองค์เฉกเช่นพระเจ้าแต่อย่างใดเลย พวกเขารู้สึกอยู่เสมอว่า พวกเขาครองความจริงและหลงรักตัวเองเหลือเกิน นี่คือแก่นแท้และรากเหง้าของอุปนิสัยโอหัง และมันมาจากซาตาน เพราะฉะนั้น ปัญหาเรื่องความโอหังจึงต้องได้รับการแก้ไข ความรู้สึกว่าคนเราดีกว่าผู้อื่น—นั่นเป็นเรื่องขี้ประติ๋ว ประเด็นปัญหาที่วิกฤติก็คืออุปนิสัยโอหังของคนเรากีดกันคนเราจากการนบนอบต่อพระเจ้า กฎเกณฑ์ของพระองค์ และการจัดการเตรียมการของพระองค์ บุคคลเช่นนั้นรู้สึกเอนเอียงอยู่เสมอที่จะแข่งขันกับพระเจ้าเพื่ออำนาจเหนือผู้อื่น บุคคลจำพวกนี้ไม่เคารพพระเจ้าแม้เพียงน้อยนิด ไม่พูดอะไรเลยเกี่ยวกับการรักพระเจ้าหรือการนบนอบต่อพระองค์” (การสามัคคีธรรมของพระเจ้า) ในขณะที่อ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันรู้สึกอึดอัดและไม่สบายใจอย่างมาก อีกทั้งรู้สึกกลัวนิดหน่อย ฉันเห็นว่าฉันได้ใช้ชีวิตด้วยอุปนิสัยหยิ่งยโสของตัวเองยังไง ไม่เพียงบีบบังคับและทำร้ายผู้คน อีกทั้งไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาได้อย่างเหมาะสม แต่สิ่งแรกที่สุด ในหัวใจฉันไม่มีที่สำหรับพระเจ้าเลย และฉันไม่ได้เคารพนับถือพระองค์ ฉันมีแนวโน้มที่จะทำชั่วและต่อต้านพระองค์ได้ทุกเวลา ฉันคิดถึงเรื่องที่ตั้งแต่ฉันทำหน้าที่ผู้นำมา ฉันคิดว่าฉันมีความสามารถอยู่บ้าง สามารถทำงานบางอย่างให้เสร็จได้ ฉันจึงยกตัวเองไว้สูงมาก เมื่อทำงานร่วมกับผู้อื่น ฉันคิดเสมอว่าฉันสูงส่งกว่าพวกเขา ชี้นิ้วสั่งและบีบบังคับพวกเขา เมื่อเพื่อนร่วมงานเสนอแนะบางอย่างที่ต่างออกไป ฉันก็ไม่เคยแสวงหาหลักปฏิบัติของความจริง ฉันแค่คิดว่าในเมื่อฉันมีประสบการณ์และเห็นสิ่งต่างๆ ชัดเจน ฉันก็สามารถชักชวนให้คนอื่นทำตามที่บอกได้ มันเหมือนฉันเห็นมุมมองของตัวเองเป็นความจริง เป็นมาตรฐาน ดังนั้นคนอื่นต้องเชื่อฟังฉัน ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือการที่ฉันบีบบังคับคนอื่นจนถึงจุดที่พวกเขาไม่กล้าแสดงความคิดเห็นของตัวเอง แต่ฉันไม่เคยรู้ตัวเลย ถึงกับคิดว่าคนอื่นเห็นด้วยกับฉันด้วยซ้ำ การที่ฉันมองตัวเองและความสามารถของตัวเองสูงส่ง ได้ทำให้ฉันวางตัวเองเหนือพี่น้องชายหญิงโดยไม่รู้ตัว จนถึงจุดที่ฉันเปลี่ยนตัวผู้นำทีมโดยไม่หารือกับเพื่อนร่วมงานของฉันด้วยซ้ำ เมื่อน้องสาวของฉันพูดถึงเรื่องนี้ ฉันก็ปฏิเสธและโต้แย้ง ฉันได้เห็นว่าฉันหยิ่งยโสอย่างมากจริงๆ ฉันไม่มีความเคารพนับถือหรือความนบนอบต่อพระเจ้าแม้แต่นิดเดียว อีกทั้งไม่เคยคำนึงว่ามันเป็นประโยชน์ต่องานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าหรือไม่ ฉันแค่ทำไปโดยพลการอย่างไม่มีกฎเกณฑ์ตามอุปนิสัยหยิ่งยโสของตัวเอง จนรบกวนงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า และสร้างความเสียหายอย่างมากให้กับพี่น้องชายหญิงของฉัน นั่นจะเป็นการทำหน้าที่ของฉันให้ลุล่วงได้ยังไง พอฉันมาคิดดูแล้ว ตอนนั้นฉันคิดว่าฉันรับผิดชอบต่องานของตัวเอง แต่ที่จริงแล้วฉันเป็นแค่เผด็จการที่หยิ่งยโสซึ่งพยายามสนองความกระหายอำนาจของตัวเอง ฉันกระทำชั่วและต่อต้านพระเจ้า! หลังจากนั้น ฉันถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า ฉันสามารถหยิ่งยโสแบบคุมไม่อยู่จนก้าวเดินบนเส้นทางของการทำชั่วและต่อต้านพระเจ้าขนาดนั้นได้ยังไง ขณะที่ทบทวนตัวเองนั่นเองที่ฉันรู้ตัว ว่าฉันถูกครอบงำโดยพิษร้ายของซาตานอย่าง “ฉันเป็นเจ้าเหนือหัวของตัวเองโดยตลอดฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก” และ “การทำให้ตัวเองโดดเด่นและนำเกียรติยศมาสู่บรรพบุรุษของเขา” จนถึงจุดที่ตั้งแต่ฉันยังเล็ก ฉันก็ชอบมีอำนาจเหนือคนอื่นมาตลอด และในทุกอย่างที่ฉันได้ทำ ฉันพยายามให้คนอื่นฟังฉันและหมุนรอบตัวฉัน จดจ่ออยู่ที่ฉัน ราวกับนั่นเป็นทางเดียวที่จะแสดงว่าฉันมีความสามารถ และนั่นเป็นหนทางใช้ชีวิตหนึ่งเดียวที่มีค่าและมีความหมาย ตอนนี้ในที่สุดฉันก็ค้นพบว่าเป็นเพราะฉันใช้ชีวิตตามพิษร้ายแบบซาตานพวกนี้มาตลอด จนธรรมชาติหยิ่งยโสของฉันอยู่เหนือการควบคุม และฉันใช้ชีวิตโดยไม่มีความเป็นมนุษย์แม้แต่นิดเดียว ฉันไม่เพียงบีบบังคับและทำร้ายผู้คนอย่างมากเท่านั้น แต่ฉันยังรบกวนงานของคริสตจักรอีกด้วย ตอนนั้นเองที่ฉันรู้จริงๆ ว่า “ฉันเป็นเจ้าเหนือหัวของตัวเองโดยตลอดฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก” และ “การทำให้ตัวเองโดดเด่นและนำเกียรติยศมาสู่บรรพบุรุษของเขา” พิษร้ายของซาตานพวกนั้นเป็นความคิดผิดๆ พวกมันไร้สาระและชั่วร้าย และสามารถทำร้ายและทำให้ผู้คนเสื่อมทรามได้เท่านั้น ฉันเคยคิดเสมอ ว่าการเป็นผู้ที่เหนือกว่าและการมีผู้คนหมุนรอบตัวฉันเป็นสิ่งที่สนุกสนาน แล้วในที่สุดฉันก็เห็นชัดเจนว่าการใช้ชีวิตตามพิษร้ายแบบซาตานพวกนี้ก็เหมือนใช้ชีวิตแบบผีตนหนึ่ง ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ฉัน ฉันรบกวนคนอื่น และพระเจ้าทรงเกลียดชังฉันมากยิ่งขึ้น นี่เป็นผลอันขมขื่นของการใช้ชีวิตตามพิษร้ายของซาตาน! ฉันนึกถึงการที่หัวหน้าทูตสวรรค์หยิ่งยโสอย่างมากในตอนแรก และในความพยายามที่จะตีเสมอพระเจ้า มันพยายามแย่งการควบคุมเหนือทุกอย่าง แต่สุดท้ายมันก็ทำให้พระอุปนิสัยของพระเจ้าขุ่นเคือง ถูกพระองค์ทรงสาปแช่ง และถูกทำให้ร่วงหล่นลงสู่กลางอากาศ ดังนั้นการบีบบังคับพี่น้องชายหญิงของฉันอย่างหยิ่งยโส คิดเสมอว่าคนอื่นควรฟังฉัน อุปนิสัยนี้ของฉันไม่ได้เป็นเหมือนกับของหัวหน้าทูตสวรรค์หรอกเหรอ พอคิดแบบนั้นในที่สุดฉันก็ตระหนักว่าการใช้ชีวิตด้วยอุปนิสัยที่หยิ่งยโสนั้นน่ากลัวแค่ไหน หากพระเจ้าไม่ได้ทรงสร้างสภาพแวดล้อมแบบนี้ให้แก่ฉัน ฉันก็คงยังทำหน้าที่ของฉันให้ลุล่วงตามความหยิ่งยโสของตัวเอง และไม่มีทางรู้เลยว่าฉันจะทำความชั่วมากแค่ไหน จนทำให้พระอุปนิสัยของพระเจ้าขุ่นเคืองและถูกลงโทษในที่สุด หลังจากฉันเข้าใจเรื่องนี้ ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าว่า “พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่ปรารถนาที่จะใช้ชีวิตด้วยอุปนิสัยที่หยิ่งยโสในการต่อต้านพระองค์อีกต่อไป ข้าพระองค์ต้องการแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขความหยิ่งยโสของข้าพระองค์ และกลับใจต่อพระองค์อย่างแท้จริง”

ฉันอ่านบทตอนหนึ่งจากพระวจนะของพระเจ้าที่ตรัสว่า

ธรรมชาติอันโอหังทำให้เจ้าหัวดื้อ เมื่อผู้คนมีอุปนิสัยหัวดื้อนี้ พวกเขาไม่โน้มเอียงที่จะเอาแต่ใจหรอกหรือ? เช่นนั้นแล้ว เจ้าแก้ความเอาแต่ใจของเจ้าอย่างไร? เมื่อเจ้ามีแนวคิดอย่างหนึ่ง เจ้านำมันออกมาแสดงและพูดสิ่งที่เจ้าคิดและเชื่อเกี่ยวกับเรื่องนี้ และจากนั้นเจ้าก็สื่อสารกับทุกคนเกี่ยวกับสิ่งนั้น ประการแรก เจ้าสามารถฉายส่องความสว่างไปบนทรรศนะของเจ้าและแสวงหาความจริงได้ นี่คือขั้นตอนแรกในการนำมาปฏิบัติเพื่อที่จะเอาชนะอุปนิสัยแห่งความเอาแต่ใจนี้ ขั้นตอนที่สองเกิดขึ้นเมื่อผู้คนอื่นๆ ออกเสียงแสดงข้อคิดเห็นที่เห็นต่าง—การปฏิบัติใดหรือ ที่เจ้าสามารถนำมาใช้เพื่อกันไม่ให้เกิดการเอาแต่ใจ? ก่อนอื่นเจ้าต้องมีท่าทีของความถ่อมใจ พักวางสิ่งที่เจ้าเชื่อว่าถูกต้องลงไว้ก่อน และปล่อยให้ทุกคนมีการสามัคคีธรรม แม้ว่าเจ้าเชื่อว่าหนทางของเจ้านั้นถูกต้อง แต่เจ้าก็ไม่ควรเอาแต่ยืนกรานในการนั้น ก่อนอื่น นั่นเป็นการปรับปรุงประเภทหนึ่ง นั่นแสดงให้เห็นท่าทีของการแสวงหาความจริง ของการปฏิเสธตัวเจ้าเอง และของการทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าลุล่วง ทันทีที่เจ้ามีท่าทีนี้ ในเวลาเดียวกับที่เจ้าไม่ยึดติดกับข้อคิดเห็นของเจ้าเอง เจ้าก็อธิษฐาน ขณะที่เจ้าไม่รู้ผิดชอบชั่วดี เจ้าจงยอมให้พระเจ้าทรงเปิดเผยและบอกเจ้าว่าสิ่งที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดที่จะทำคือสิ่งใด เมื่อทุกคนเข้าร่วมในการสามัคคีธรรม พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำพาความรู้แจ้งทั้งหมดมาสู่เจ้า” (การสามัคคีธรรมของพระเจ้า) ในพระวจนะของพระเจ้า ฉันพบวิถีแห่งการปฏิบัติที่ว่า ไม่ว่าฉันจะเผชิญสถานการณ์อะไร ฉันต้องรักษาความเคารพนับถือและความนบนอบเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ก่อนอื่น ฉันต้องอธิษฐานต่อพระเจ้าและแสวงหาความจริง จากนั้นก็เสนอความคิดของฉันต่อพี่น้องชายหญิงเพื่อที่เราจะสามารถแสวงหาและสามัคคีธรรมด้วยกันได้ ถึงฉันจะคิดว่าฉันถูก ฉันก็ต้องตั้งใจปฏิเสธและละทิ้งตัวเอง ฟังความเห็นของพี่น้องชายหญิงของฉันมากขึ้น และดูว่าอะไรจะสอดคล้องกับความจริงมากที่สุดและเป็นประโยชน์ต่องานของคริสตจักร ในการชุมนุมหลังจากนั้น ฉันเปิดใจเผยความเสื่อมทรามของฉันให้พี่น้องชายหญิงของฉันรู้ และขอโทษเรื่องที่ฉันได้ทำร้ายและบีบบังคับพวกเขา พวกเขาไม่ได้กังวลกับมันมาก ทุกคนเปิดใจสามัคคีธรรมกับฉัน ฉันรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก ในการหารือเรื่องงานหลังจากนั้น ฉันจะขอให้คนอื่นแสดงความคิดเห็นของตัวเองอย่างแข็งขัน และเมื่อมีข้อเสนอแนะที่แตกต่าง เราจะแสวงหาและสามัคคีธรรมกันจนมติเป็นเอกฉันท์ พี่น้องชายหญิงของฉันค่อยๆ เลิกรู้สึกว่าฉันบีบบังคับ และบรรยากาศในการทำงานร่วมกันของเราก็ปรองดองขึ้นมาก

วันหนึ่ง ฉันกำลังหารือเรื่องงานกับพี่สาวคนหนึ่งที่ฉันจับคู่ด้วย เธอพูดว่าเธอได้เขียนจดหมายถึงบรรดาผู้นำเกี่ยวกับปัญหาบางประการภายในคริสตจักร บอกพวกเขาเรื่องความยากลำบากที่เราเจอในหน้าที่ และเราประสบพวกมันยังไง เรื่องนี้ทำให้อุปนิสัยหยิ่งยโสของฉันโผล่หน้าตาอัปลักษณ์ออกมาอีกครั้ง ฉันคิดว่า “เราพูดถึงเรื่องนั้นในการชุมนุมครั้งล่าสุดก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องเขียนจดหมายเลย” ขณะที่ฉันกำลังจะตำหนิเธอ ฉันก็นึกได้ว่าในอดีตฉันหยิ่งยโสมากแค่ไหน ฉันต้องการให้คนอื่นฟังฉันทุกอย่างเสมอ พี่น้องชายหญิงของฉันจึงรู้สึกว่าฉันบีบบังคับ และฉันไม่ได้ใช้ชีวิตตามลักษณะของมนุษย์เลย ฉันจึงอธิษฐานต่อพระเจ้าอย่างเงียบๆ หันหลังให้กับตัวเอง ไม่อยากใช้ชีวิตตามอุปนิสัยหยิ่งยโสของฉันอีกต่อไป ฉันต้องปฏิบัติความจริง หลังจากนั้น ฉันก็ตระหนักว่ามันยอดเยี่ยมแค่ไหนที่พี่สาวคนนี้รับภาระความรับผิดชอบในการสื่อสารเรื่องงานกับบรรดาผู้นำของเรา ดังนั้นฉันจึงไม่ควรควบคุมเธอ ฉันควรช่วยเธอเขียนจดหมายนั้นให้ดี พอฉันตระหนักถึงเรื่องนี้ น้ำเสียงฉันก็อ่อนลง และฉันก็สามารถสื่อสารกับเธออย่างใจเย็นเกี่ยวกับปัญหาในงานของเรา และฟังความเห็นของเธอมากขึ้นได้ ฉันคิดว่าเธอออกตัวมากไปในบางจุด แต่ฉันข่มใจไม่ให้ตัดสินอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า ฉันคิดว่าฉันควรแสวงหาก่อนที่จะพูด ตอนนั้นเองที่ฉันค้นพบว่าบางอย่างที่เธอเอ่ยถึงเป็นสิ่งที่ฉันไม่เคยคิดมาก่อน ฉันรู้สึกละอายใจอยู่บ้าง ฉันเห็นว่าที่ผ่านมาฉันหยิ่งยโสมากแค่ไหน บีบคั้นพี่น้องชายหญิงตลอดเวลา เพื่อที่พวกเขาจะไม่สามารถทำหน้าที่ในส่วนของตัวเองได้ ที่จริงแล้ว พวกเขาทุกคนมีจุดแข็ง ถ้าพวกเขาไม่ได้ทำงานอยู่ตรงนั้นกับฉัน ฉันก็ไม่มีทางสามารถทำหน้าที่ต่างๆ ให้ลุล่วงด้วยตัวเองได้ หลังจากนั้น เราก็สรุปปัญหาต่างๆ ด้วยกัน และหลังจากเกลาจดหมาย เราก็ส่งมันออกไป ในการปฏิบัติหน้าที่ของเราหลังจากนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่ธรรมชาติหยิ่งยโสของฉันแสดงตัวออกมาอีก ฉันก็จะตั้งใจอธิษฐานต่อพระเจ้าและละทิ้งตัวเอง หารือและสามัคคีธรรมกับคนอื่นมากขึ้น การทำงานร่วมกันของเราดีขึ้นมาก อีกทั้งฉันรู้สึกสบายใจและโล่งใจเป็นพิเศษ ฉันรู้สึกว่าการทำหน้าที่ของฉันแบบนั้นช่างยอดเยี่ยมจริงๆ คนหยิ่งยโสมากอย่างฉันเปลี่ยนไปเล็กน้อย เป็นผลของการได้รับประสบการณ์การพิพากษาและการตีสอนจากพระวจนะของพระเจ้าจริงๆ

ก่อนหน้า: 27 ไม่เหลวไหลอีกต่อไปแม้ฉันจะอยู่ในวัยเยาว์

ถัดไป: 29 ความหยิ่งยโสมาก่อนความล้มเหลว

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

35 เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย Jingwei, ประเทศจีน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

41 ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย Yangmu, เกาหลีใต้ ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้