4. การทดสอบแห่งพงศ์พันธุ์ของโมอับ

โดย Zhuanyi, ประเทศจีน

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “พระราชกิจทั้งหมดที่ทรงกระทำในวันนี้นั้นก็เพื่อที่มนุษย์จะสามารถได้รับการทำให้สะอาดหรือได้รับการเปลี่ยนแปลง นั่นคือ มนุษย์สามารถชำระล้างความเสื่อมทรามและได้รับการทำให้บริสุทธิ์ได้ โดยผ่านทางการพิพากษาและการตีสอนจากพระวจนะ ตลอดจนโดยผ่านทางกระบวนการถลุง  แทนที่จะถือว่าช่วงระยะนี้ของพระราชกิจเป็นช่วงระยะของความรอด น่าจะกล่าวว่านี่คือพระราชกิจแห่งการทำให้บริสุทธิ์เสียมากกว่า  ในความจริง ช่วงระยะนี้เป็นช่วงระยะของการพิชิตชัยตลอดจนช่วงระยะที่สองในพระราชกิจแห่งความรอด  โดยผ่านทางการพิพากษาและการตีสอนจากพระวจนะนี่เอง มนุษย์จึงมาถึงการได้รับการรับไว้โดยพระเจ้า และโดยผ่านทางการใช้พระวจนะถลุง พิพากษา และเปิดเผยนี่เอง ความไม่บริสุทธิ์ มโนคติที่หลงผิด เหตุจูงใจ และความทะเยอทะยานของปัจเจกบุคคลภายในหัวใจมนุษย์จึงถูกเผยอย่างสมบูรณ์” (“ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (4)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  “การทรงพระราชกิจต่อพงศ์พันธุ์ของโมอับในตอนนี้คือการช่วยให้พวกที่ได้ตกลงสู่ความมืดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้รอด  ถึงแม้ว่าพวกเขาจะถูกสาปแช่ง แต่พระเจ้าเต็มพระทัยที่จะรับพระสิริจากพวกเขา เพราะในตอนแรกนั้นพวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นผู้คนที่หัวใจของพวกเขาขาดพร่องพระเจ้า มีเพียงการทำให้พวกที่ปราศจากพระเจ้าในหัวใจของพวกเขามาเชื่อฟังและรักพระองค์เท่านั้นที่จะเป็นการพิชิตชัยที่แท้จริง และผลของพระราชกิจเช่นนั้นจะมีค่ามากที่สุดและโน้มน้าวให้เชื่อได้มากที่สุด  มีเพียงสิ่งนี้เท่านั้นที่เป็นการได้รับพระสิริ—นี่คือพระสิริที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะได้รับในยุคสุดท้าย  ถึงแม้ว่าผู้คนเหล่านี้มีฐานะต่ำต้อย แต่การที่ตอนนี้พวกเขาสามารถได้รับความรอดที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้นได้นั้นคือการยกระดับโดยพระเจ้าอย่างแท้จริง  พระราชกิจนี้มีความหมายอย่างยิ่ง และพระองค์ทรงได้รับผู้คนเหล่านี้โดยผ่านทางการพิพากษานี้  เจตนารมณ์ของพระองค์ไม่ใช่การลงโทษผู้คนเหล่านี้ แต่เป็นการช่วยพวกเขาให้รอด  หากในช่วงระหว่างยุคสุดท้ายพระองค์ยังคงทรงพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยในอิสราเอล พระราชกิจนั้นจะไร้คุณค่า แม้ว่านั่นจะก่อให้เกิดผล แต่พระราชกิจนั้นจะไม่มีคุณค่าหรือนัยสำคัญที่ยิ่งใหญ่ใดๆ และพระองค์จะไม่ทรงสามารถรับพระสิริทั้งหมดได้” (“นัยสำคัญของการช่วยพงศ์พันธุ์ของโมอับให้รอด” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  การได้ฟังพระวจนะเหล่านี้จากพระเจ้าทำให้ฉันคิดถึงการทดสอบของฉันในฐานะพงศ์พันธุ์ของโมอับค่ะ

ฉันจำได้ว่าในปี 1993 พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ทรงแสดงความจริงภายในเกี่ยวกับพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย (2) และแก่นแท้และอัตลักษณ์ของมนุษย์ พระองค์ทรงเปิดเผยว่าในประเทศจีน ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรล้วนเป็นพงศ์พันธุ์ของโมอับ ในเวลานั้นฉันได้อ่านพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าค่ะ “พงศ์พันธุ์ของโมอับคือผู้ที่ต่ำที่สุดในบรรดาผู้คนทั้งหมดของโลก  ผู้คนบางคนถามว่า ‘พงศ์พันธุ์ของฮามไม่ได้ต่ำที่สุดจากทั้งหมดหรอกหรือ?’  ลูกหลานของพญานาคใหญ่สีแดงและพงศ์พันธุ์ของฮามมีนัยสำคัญในการเป็นตัวแทนที่แตกต่างกัน และพงศ์พันธุ์ของฮามเป็นอีกเรื่องที่แตกต่างออกไป กล่าวคือ ไม่ว่าพวกเขาจะถูกสาปแช่งอย่างไรก็ตาม แต่พวกเขาก็ยังคงเป็นพงศ์พันธุ์ของโนอาห์ ในขณะเดียวกัน ต้นกำเนิดของโมอับไม่ได้บริสุทธิ์ กล่าวคือ โมอับมาจากการผิดประเวณี และความแตกต่างอยู่ในการนี้” (“ความจริงภายในเกี่ยวกับพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย (2)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  “บรรดาผู้ที่เราช่วยให้รอดเป็นพวกมนุษย์ที่เราได้ลิขิตไว้ล่วงหน้านานมาแล้วและได้รับการไถ่โดยเรา ในขณะที่พวกเจ้าเป็นวิญญาณที่น่าสงสารซึ่งถูกวางไว้ท่ามกลางมนุษยชาติเสมือนข้อยกเว้นต่อกฎเกณฑ์  เจ้าควรจะรู้ว่าพวกเจ้าไม่ได้เป็นของวงศ์วานของดาวิดหรือยากอบ แต่เป็นของวงศ์วานของโมอับซึ่งมีสมาชิกที่มาจากเผ่าหนึ่งของประชาชาติ  เพราะเราไม่ได้ทำพันธสัญญาไว้กับพวกเจ้า แต่แค่ได้ทำงาน พูดท่ามกลางพวกเจ้า และนำทางพวกเจ้า  โลหิตของเราไม่ได้หลั่งเพื่อพวกเจ้า เราเพียงแค่ดำเนินการงานของเราท่ามกลางพวกเจ้าเพื่อประโยชน์ของคำพยานของเรา  พวกเจ้าไม่รู้เรื่องนี้หรอกหรือ?” (“แก่นแท้และอัตลักษณ์ของมนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  ฉันตกตะลึงมากค่ะ ฉันนึกสงสัยว่า “เราเป็นพงศ์พันธุ์ของโมอับเหรอ นี่เป็นเรื่องจริงเหรอ โมอับเกิดขึ้นมาโดยโลทกับบุตรสาว เขาเป็นผลของความหมกมุ่นในโลกีย์ ไม่ใช่จุดกำเนิดที่บริสุทธิ์ เราจะเป็นพงศ์พันธุ์ของเขาได้ยังไง ในความเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าของฉัน เขาเคยว่ากันว่าพวกเราเป็นพงศ์พันธุ์ของอิสราเอล และพวกเราก็มาจากบ้านของยากอบ แล้วทำไมล่ะ ทำไมพระเจ้าจึงตรัสว่าเราเป็นพงศ์พันธุ์ของโมอับ” ฉันยอมรับไม่ได้จริงๆ แต่แล้วฉันก็คิดว่า “พระวจนะทั้งหมดของพระเจ้าเป็นความจริง และพระองค์ทรงเผยเฉพาะข้อเท็จจริงเท่านั้น จะผิดไม่ได้แน่นอน! ทำไมฉันถึงเป็นพงศ์พันธุ์ของโมอับ และทำไมฉันถึงเกิดในประเทศจีน” ฉันคิดว่าในฐานะคนแรกๆ ที่ได้รับประสบการณ์การพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า การเป็นคนกลุ่มแรกๆ สำหรับพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการชำระให้สะอาดของพระเจ้าในยุคสุดท้าย และในฐานะผู้ที่จะได้รับการทำให้เป็นผู้ชนะ ผู้เชื่อตัวอย่างก่อนที่จะเกิดความวิบัติทั้งหลายขึ้น สถานะของฉันต้องยิ่งใหญ่กว่าผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกในประเทศไหนๆ แน่นอน แต่ฉันก็ต้องแปลกใจ เพราะฉันเป็นพงศ์พันธุ์ของโมอับ และนอกจากถูกพระเจ้าสาปแช่งแล้ว ฉันยังเป็นผลผลิตของความหมกมุ่นในโลกีย์อีกด้วย ฉันคือผู้ที่ต่ำต้อยที่สุด ผู้ที่ด้อยค่าที่สุดในหมู่มนุษยชาติทั้งมวล พวกผู้ไม่เชื่อจะคิดกับฉันยังไงถ้าพวกเขารู้เรื่องนั้นเข้า สมาชิกครอบครัวผู้ไม่เชื่อของฉันจะพูดยังไง ฉันยอมทิ้งบ้านและอาชีพเพื่อศรัทธาของฉัน ทนทุกข์และทุ่มเทตัวเอง แต่ในที่สุดฉันก็เป็นแค่พงศ์พันธุ์ของโมอับ มันช่างเป็นสิ่งที่น่าขายหน้าและน่าละอายจริงๆ ฉันรู้สึกว่าฉันต้องทนทุกข์อยู่อย่างเงียบๆ ในช่วงเวลานั้น ชั่วขณะที่ฉันคิดถึงการเป็นพงศ์พันธุ์ของโมอับ ผลผลิตของความหมกมุ่นในโลกีย์ ฉันละอายอย่างยิ่งและไม่สามารถตากหน้าไปเจอใครได้ ฉันอยู่บ้านทีละหลายๆ วัน ไม่กินไม่นอน และฉันไม่มีจิตใจจะทำอะไรในบ้านเลยสักนิดเดียว ภายในหัวใจของฉัน ฉันได้แต่ตัดพ้ออยู่ตลอดเวลา “ฉันจะเป็นพงศ์พันธุ์ของโมอับได้ยังไง บรรพบุรุษและสถานะของฉันจะต่ำต้อยอย่างนั้นได้ยังไง” ฉันเป็นเหมือนใครสักคนที่โตมาในครอบครัวที่มั่งคั่ง ภูมิใจอย่างยิ่ง คิดว่าฉันเกิดมาในตระกูลที่ร่ำรวย แต่แล้วจู่ๆ วันหนึ่งก็ได้รู้ว่าฉันถูกตักขึ้นมาจากกากตะกอน และไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของวงศ์ตระกูลนั้นเลยสักนิด ฉันรู้สึกได้ว่าข้างในมีความสับสนเพราะความโศกเศร้า ไร้หนทาง และหดหู่ และฉันยอมรับข้อเท็จจริงนี้ไม่ได้เลย ฉันเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ความคิดลบ และความไม่เข้าใจ ฉันคิดว่าในฐานะพงศ์พันธุ์ของโมอับ ฉันถูกสาปแช่ง และพระเจ้าไม่มีวันทรงช่วยให้ฉันรอด ยิ่งคิดเรื่องนี้เท่าไร ฉันยิ่งรู้สึกว่าฉันถูกทำผิดด้วยมากขึ้นเท่านั้น มันรู้สึกเหมือนมีน้ำหนักมหาศาลกดมาที่อกฉัน และฉันแทบหายใจไม่ออก ฉันมักแอบหลบไปร้องไห้คนเดียวในห้องน้ำ…ทุกคนเป็นทุกข์มากในเวลานั้น บางคนจะร้องไห้เมื่อไรก็ตามที่มีคนพูดถึงเรื่องนี้ เหมือนบทเพลงสรรเสริญที่ร้องว่า” (“การสรรเสริญเพื่อพระเจ้าจากพงศ์พันธุ์ของโมอับ” ใน ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ)

ในตอนที่เรากำลังทนทุกข์ในความทรมานนี้ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ประกาศพระวจนะของพระองค์ ความสำคัญของการช่วยพงศ์พันธุ์ของโมอับให้รอด ที่เผยสถานะของเราและบอกเราว่าน้ำพระทัยของพระเจ้าคืออะไร ฉันได้อ่านพระวจนะเหล่านี้จากพระเจ้าค่ะ “ในตอนแรก เมื่อเราให้ฐานะเป็นประชากรของพวกเจ้าแก่พวกเจ้า พวกเจ้ากระโดดขึ้นลงด้วยความความชื่นบานมากยิ่งกว่าคนอื่นๆ  กระนั้นทันทีที่เราพูดว่าพวกเจ้าเป็นพงศ์พันธุ์ของโมอับ พวกเจ้าเป็นอย่างไร?  พวกเจ้าทั้งหมดเสียศูนย์!  วุฒิภาวะของพวกเจ้าอยู่ที่ใด?  มโนคติเกี่ยวกับฐานะของพวกเจ้าหนักแน่นเกินไป…พวกเจ้าสู้ทนความทุกข์แบบใดที่ทำให้พวกเจ้ารู้สึกว่าถูกกระทำผิดนัก?  พวกเจ้าคิดว่าทันทีพระเจ้าได้ทรงทรมานพวกเจ้าถึงระดับที่แน่นอนระดับหนึ่งแล้ว พระองค์จะทรงพระเกษมสำราญ เสมือนว่าพระองค์เสด็จมาโดยตั้งพระทัยที่จะกล่าวโทษพวกเจ้า และหลังจากที่ทรงกล่าวโทษและทำลายพวกเจ้าแล้วพระราชกิจของพระองค์จะเสร็จสิ้น  นั่นคือสิ่งที่เราได้พูดไปหรือ?  พวกเจ้าคิดเช่นนั้นไม่ใช่เพราะความหูหนวกตาบอดของพวกเจ้าหรอกหรือ?  มันคือการที่พวกเจ้าเองไม่เพียรพยายามที่จะทำให้ดี หรือคือการที่เรากล่าวโทษพวกเจ้าตามความตั้งใจ?  เราไม่เคยทำเช่นนั้น—นั่นคือบางสิ่งที่พวกเจ้าคิดขึ้นมาเอง  นั่นไม่เคยเป็นวิธีการที่เราทำงานแต่อย่างใด อีกทั้งเราไม่มีเจตนาเช่นนั้น  หากเราต้องการทำลายพวกเจ้าอย่างแท้จริง เราจำเป็นจะต้องก้าวผ่านความยากลำบากเช่นนั้นหรือ?  หากเราต้องการทำลายพวกเจ้าอย่างแท้จริง เราจำเป็นจะต้องพูดกับพวกเจ้าอย่างจริงจังจริงใจนักหรือ?  เจตจำนงของเราคือสิ่งนี้:  เมื่อเราได้ช่วยพวกเจ้าให้รอดแล้ว นั่นจะเป็นเวลาที่เราสามารถหยุดพักได้  ยิ่งบุคคลหนึ่งต่ำต้อยมากขึ้นเท่าใด พวกเขายิ่งเป็นเป้าหมายของความรอดของเรามากขึ้นเท่านั้น  ยิ่งพวกเจ้าสามารถเข้าสู่ได้อย่างกระตือรือร้นมากขึ้นเท่าใด เรายิ่งมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น  ยิ่งพวกเจ้าเสียศูนย์มากขึ้นเท่าใด เรายิ่งกลัดกลุ้มยิ่งขึ้นเท่านั้น  พวกเจ้าต้องการเดินวางท่าและขึ้นครองบัลลังก์เสมอ—เราบอกพวกเจ้า นั่นไม่ใช่วิถีแห่งการช่วยพวกเจ้าให้รอดจากความสกปรกโสมม  การเพ้อฝันถึงการนั่งบนบัลลังก์ไม่สามารถทำให้พวกเจ้ามีความเพียบพร้อมได้ นั่นไม่เป็นจริง” (“นัยสำคัญของการช่วยพงศ์พันธุ์ของโมอับให้รอด” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  ฉันรู้สึกผิดมากตอนที่ได้อ่าน ฉันคิดถึงว่าเมื่อก่อน ตอนที่พระเจ้าได้ตรัสว่าเราจะได้กลายเป็นผู้คนแห่งราชอาณาจักร และเราจะได้รับการทำให้เป็นผู้ชนะ เป็นตัวอย่าง ฉันกลายเป็นหยิ่งยโสและไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร เชื่อว่าเนื่องจากฉันเป็นหนึ่งในคนแรกๆ ที่ได้ยอมรับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า และอยู่ท่ามกลางคนกลุ่มแรกที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม ฉันต้องมีสถานะสูงกว่าประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรในประเทศไหนๆ แน่นอน ฉันหลงตัวเองอย่างมาก พึงพอใจในตัวเองมากๆ ตอนที่พระเจ้าทรงเผยว่าพวกเราเป็นพงศ์พันธุ์ของโมอับ ฉันมองว่าตัวเองเกิดมาและมีสถานะต่ำต้อย และฉันถูกพระเจ้าทรงสาปแช่ง ฉันคิดว่าพระเจ้าทรงไม่มีวันช่วยให้ฉันรอดแน่นอน ฉันจึงตกอยู่ในความคิดลบและไม่สามารถสลัดออกไปได้ ฉันได้ตระหนักว่าความปรารถนาในสถานะของฉันนั้นแรงกล้าเกินไป และฉันขาดวุฒิภาวะอย่างยิ่ง ที่จริงแล้ว แม้พระเจ้าได้ทรงเปิดเผยว่าเราเป็นพงศ์พันธุ์ของโมอับ พระองค์ก็ไม่ทรงเคยบอกว่าพระองค์จะไม่ช่วยให้เรารอด เพราะยังไงพระองค์ก็ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ในประเทศของพญานาคใหญ่สีแดง และทรงแสดงความจริงเพื่อทรงพิพากษา ทรงตีสอน ทรงรดน้ำ และทรงจัดหาให้แก่เรา เพื่อให้เรา ผู้คนที่โสมมเสื่อมทรามที่สุด สามารถมีโอกาสได้รับการช่วยให้รอดโดยพระเจ้าได้ พระเจตนาอันมีเมตตาของพระเจ้าอยู่เบื้องหลังทุกสิ่งเลยค่ะ! แต่ฉันไม่เข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าค่ะ ฉันคิดว่าในฐานะพงศ์พันธุ์ของโมอับ คนที่โสมมและต่ำต้อยอย่างฉัน จะต้องถูกพระเจ้าทรงรังเกียจและชิงชังที่สุด และไม่มีทางเลยที่พระองค์จะทรงช่วยให้ฉันรอด ฉันเข้าใจผิดและตัดพ้อ กลายเป็นคนคิดลบและต่อต้านพระเจ้า ฉันไม่มีเหตุผลอย่างมากเลยค่ะ! ไม่นานหลังจากนั้นฉันก็ได้อ่านพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า “แม้เมื่อเพิกเฉยต่อการที่พวกเจ้าเป็นพงศ์พันธุ์ของโมอับแล้ว ธรรมชาติของพวกเจ้าหรือที่เกิดของพวกเจ้าเป็นชนิดที่สูงที่สุดหรือ?  แม้เมื่อเพิกเฉยต่อการที่พวกเจ้าเป็นพงศ์พันธุ์ของเขาแล้ว พวกเจ้าทั้งหมดไม่ได้เป็นพงศ์พันธุ์ของโมอับอย่างถ้วนทั่วหรอกหรือ?  ความจริงของข้อเท็จจริงทั้งหลายสามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่?  การตีแผ่ธรรมชาติของพวกเจ้าในตอนนี้บิดเบือนความจริงของข้อเท็จจริงทั้งหลายหรือไม่?  จงมองดูที่ความเป็นทาสของพวกเจ้า ชีวิตของพวกเจ้า และบุคลิกลักษณะของพวกเจ้า—พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าพวกเจ้าเป็นพวกที่ต่ำต้อยที่สุดของพวกที่ต่ำต้อยท่ามกลางมวลมนุษย์?  พวกเจ้ามีอะไรให้คุยโต?  จงมองดูฐานะของพวกเจ้าในสังคม  พวกเจ้าไม่ได้อยู่ที่ระดับต่ำที่สุดในสังคมหรือ?  พวกเจ้าคิดหรือว่าเราพูดผิดไป?  อับราฮัมได้มอบถวายอิสอัค—พวกเจ้าได้มอบถวายสิ่งใด?  โยบได้มอบถวายทุกสิ่งทุกอย่าง—พวกเจ้าได้มอบถวายสิ่งใด?  ผู้คนมากมายเหลือเกินได้ให้ชีวิตของพวกเขา ได้วางศีรษะของพวกเขาลง และหลั่งเลือดของพวกเขาเพื่อแสวงหาหนทางที่แท้จริง  พวกเจ้าเคยได้จ่ายราคานั้นหรือไม่?  เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว พวกเจ้าไม่ได้มีคุณสมบัติที่จะชื่นชมพระคุณที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้นแต่อย่างใด  การพูดในวันนี้ว่าพวกเจ้าเป็นพงศ์พันธุ์ของโมอับเป็นการใส่ร้ายเจ้าหรือ?  จงอย่าคำนึงถึงตัวเจ้าเองอย่างสูงส่งเกินไป  เจ้าไม่มีสิ่งใดให้คุยโต  ความรอดที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้น พระคุณที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้นได้ถูกมอบให้กับเจ้าอย่างอิสระ  พวกเจ้าไม่ได้พลีอุทิศสิ่งใด กระนั้นพวกเจ้าก็ได้ชื่นชมพระคุณอย่างอิสระ  พวกเจ้าไม่รู้สึกละอายหรือ?” (“นัยสำคัญของการช่วยพงศ์พันธุ์ของโมอับให้รอด” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  คำถามทุกๆ ข้อของพระเจ้าได้เคาะประตูสู่หัวใจของฉัน ฉันกระดากอายมาก ขายหน้ามากๆ! ฉันคิดถึงเหล่านักบุญในยุคต่างๆ พวกเขาอุทิศตนและเชื่อฟังพระเจ้า และไม่เคยกล่าวโทษพระองค์เวลาก้าวผ่านการทดสอบที่ยิ่งใหญ่ พวกเขายืนหยัดเป็นพยานเพื่อพระเจ้าและได้รับการเห็นชอบและพระพรของพระองค์ อับราฮัมเชื่อฟังพระบัญญัติของพระเจ้า ถวายอิสอัคบุตรชายที่รักที่สุดของเขาแด่พระเจ้า เขาไม่ได้ต่อรองเงื่อนไขหรือพยายามโต้เถียงพระเจ้า แต่แค่เชื่อฟังเฉยๆ อย่างแท้จริง และตอนที่โยบต้องเจอกับการทดสอบครั้งยิ่งใหญ่ สูญเสียทรัพย์สินเงินทองทั้งหมดของครอบครัวและเสียลูกๆ ทั้งหมดไป ร่างกายของเขาปกคลุมด้วยฝี เขาก็ยังสรรเสริญพระเจ้า โดยพูดว่า “พระยาห์เวห์ประทาน และพระยาห์เวห์ทรงเอาไปเสีย สาธุการแด่พระนามพระยาห์เวห์” (โยบ 1:21) แต่ว่าฉันเกิดมาในประเทศของพญานาคใหญ่สีแดง ได้รับการศึกษาในความเชื่อว่าไม่มีพระเจ้า วิวัฒนาการ และวัตถุนิยมตั้งแต่อายุยังน้อย ฉันไม่เคยรู้ว่ามีพระเจ้าอยู่ อย่าว่าแต่วิธีการนมัสการพระองค์เลย ความศรัทธาของฉันมีไว้เพื่อให้ได้รับพระคุณกับพระพรเท่านั้น เพื่อให้ภายหลังฉันได้เข้าสู่อาณาจักรสวรรค์และมีบั้นปลายที่ดี เมื่อได้พบกับการทดสอบ ไม่มีสถานะและไม่ได้รับพระพรใดๆ ฉันก็เข้าใจผิดไปและตัดพ้อ เริ่มคิดลบและต่อต้านพระเจ้า ฉันไม่ได้เชื่อฟังจริงๆ และฉันไม่ได้ปฏิบัติต่อพระองค์ในฐานะพระเจ้า ในช่วงหลายต่อหลายปีที่ได้เชื่อมา ฉันได้เพลิดเพลินกับการบำรุงเลี้ยงของพระวจนะของพระเจ้าอย่างอิสระ และการทรงนำทีละขั้นตอนจากพระราชกิจของพระเจ้า ฉันไม่เพียงแต่ไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีเพื่อตอบแทนความรักของพระองค์เท่านั้น แต่ทั้งหมดที่ฉันตอบแทนพระองค์มีแค่ความเข้าใจผิดและคำตัดพ้อ การกบฏและการต่อต้าน ฉันเป็นผู้เชื่อประเภทไหนกัน ถึงกระนั้นฉันก็ยังได้มาคิดกับตัวเองว่าเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า เป็นใครบางคนที่สำคัญกับพระองค์ และฉันได้คิดว่าฉันจะมีสถานะสูงส่งกว่าคนที่พระเจ้าทรงเลือกจากที่อื่นใดก็ตาม ว่าฉันจะมีคุณสมบัติที่สุดสำหรับรางวัลและพระพรของพระเจ้า ฉันหยิ่งยโสมากจนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ฉันไม่มีความรู้เท่าทันตัวเองเลยสักนิด! ถ้าพระเจ้าไม่ทรงเผยจุดกำเนิดที่โสมมต่ำต้อยของฉัน ฉันคงยังคิดว่าฉันมาจากหนึ่งใน 12 เผ่าของยากอบ ว่าฉันเป็นบุตรสาวของอิสราเอล พงศ์พันธุ์ของดาวิด ฉันช่างไม่รู้จักความละอายเลย! ตอนนี้ฉันรู้จักตัวตนและสถานะของฉันแล้ว ดังนั้นฉันจึงไม่ทำตัวเด่น ฉันไม่อวดดีเหมือนเมื่อก่อนแล้ว นอกจากนี้ฉันยังได้รับเหตุผลบางส่วนเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า นี่คือความรอดของพระเจ้าสำหรับฉันค่ะ! ฉันไม่ควรซ่อนเร้นความต้องการที่มากเกินควรต่อพระเจ้า และถึงแม้ฉันจะไม่มีผลลัพธ์หรือบั้นปลายที่ดีในตอนท้าย ฉันก็จะยอมทำตามสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการและสรรเสริญความชอบธรรมของพระองค์

หลังจากนั้นฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์มากขึ้นและเข้าใจมากขึ้นถึงความสำคัญของพระเจ้าที่ทรงพระราชกิจในพงศ์พันธุ์ของโมอับฉันได้เห็นว่านี่คือสิ่งที่พระวจนะของพระเจ้าว่าไว้ “การทรงพระราชกิจต่อพงศ์พันธุ์ของโมอับในตอนนี้คือการช่วยให้พวกที่ได้ตกลงสู่ความมืดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้รอด  ถึงแม้ว่าพวกเขาจะถูกสาปแช่ง แต่พระเจ้าเต็มพระทัยที่จะรับพระสิริจากพวกเขา เพราะในตอนแรกนั้นพวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นผู้คนที่หัวใจของพวกเขาขาดพร่องพระเจ้า มีเพียงการทำให้พวกที่ปราศจากพระเจ้าในหัวใจของพวกเขามาเชื่อฟังและรักพระองค์เท่านั้นที่จะเป็นการพิชิตชัยที่แท้จริง และผลของพระราชกิจเช่นนั้นจะมีค่ามากที่สุดและโน้มน้าวให้เชื่อได้มากที่สุด  มีเพียงสิ่งนี้เท่านั้นที่เป็นการได้รับพระสิริ—นี่คือพระสิริที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะได้รับในยุคสุดท้าย  ถึงแม้ว่าผู้คนเหล่านี้มีฐานะต่ำต้อย แต่การที่ตอนนี้พวกเขาสามารถได้รับความรอดที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้นได้นั้นคือการยกระดับโดยพระเจ้าอย่างแท้จริง  พระราชกิจนี้มีความหมายอย่างยิ่ง และพระองค์ทรงได้รับผู้คนเหล่านี้โดยผ่านทางการพิพากษานี้  เจตนารมณ์ของพระองค์ไม่ใช่การลงโทษผู้คนเหล่านี้ แต่เป็นการช่วยพวกเขาให้รอด  หากในช่วงระหว่างยุคสุดท้ายพระองค์ยังคงทรงพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยในอิสราเอล พระราชกิจนั้นจะไร้คุณค่า แม้ว่านั่นจะก่อให้เกิดผล แต่พระราชกิจนั้นจะไม่มีคุณค่าหรือนัยสำคัญที่ยิ่งใหญ่ใดๆ และพระองค์จะไม่ทรงสามารถรับพระสิริทั้งหมดได้…การทรงพระราชกิจต่อพวกเจ้าซึ่งเป็นพงศ์พันธุ์ของโมอับในวันนี้ไม่ได้หมายที่จะเหยียดหยามพวกเจ้า แต่เพื่อเผยนัยสำคัญของพระราชกิจนี้  สำหรับพวกเจ้าแล้ว พระราชกิจนี้เป็นการยกระดับที่ยิ่งใหญ่  หากบุคคลหนึ่งมีเหตุผลและความรู้ความเข้าใจเชิงลึกแล้ว พวกเขาจะพูดว่า ‘ฉันเป็นพงศ์พันธุ์ของโมอับ ไม่ควรค่าอย่างแท้จริงที่จะได้รับการยกระดับที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้นในวันนี้จากพระเจ้า หรือพระพรที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้น  ในทุกสิ่งที่ฉันทำและพูด และตามสถานะและคุณค่าของฉันแล้วนั้น ฉันไม่ควรค่าแก่พระพรที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้นจากพระเจ้าแต่อย่างใดเลย  คนอิสราเอลมีความรักที่ยิ่งใหญ่ให้กับพระเจ้า และพระคุณที่พวกเขาได้ชื่นชมนั้นพระองค์ได้ประทานให้แก่พวกเขา แต่สถานะของพวกเขาสูงกว่าของพวกเรามากนัก  อับราฮัมอุทิศแด่พระยาห์เวห์ยิ่งนัก และเปโตรอุทิศแด่พระเยซูยิ่งนัก—การอุทิศของพวกเขานั้นยิ่งใหญ่กว่าของพวกเราเป็นร้อยเท่า  จากการกระทำของพวกเรานั้น พวกเราไม่ควรค่าแก่การได้ชื่นชมพระคุณของพระเจ้าโดยสิ้นเชิง’” (“นัยสำคัญของการช่วยพงศ์พันธุ์ของโมอับให้รอด” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  “พงศ์พันธุ์ของโมอับถูกสาปแช่ง และพวกเขาได้ถือกำเนิดขึ้นในประเทศล้าหลังนี้ ที่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นประเทศของผู้คนที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของความมืดทั้งหมด พงศ์พันธุ์ของโมอับมีสถานะต่ำที่สุด  เพราะผู้คนเหล่านี้มีสถานะต่ำที่สุดตลอดมา พระราชกิจที่ทรงทำต่อพวกเขาจึงสามารถพังทลายมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ให้สิ้นไปได้อย่างดีที่สุด และยังเป็นประโยชน์มากที่สุดต่อแผนการบริหารจัดการหกพันปีของพระเจ้าทั้งหมดอีกด้วย  การทรงพระราชกิจเช่นนี้ท่ามกลางผู้คนเหล่านี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการพังทลายมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ และพระเจ้าทรงเปิดตัวยุคสมัยก็ด้วยการนี้ กล่าวคือ พระองค์ทรงพังทลายมโนคติที่หลงผิดทั้งหมดของมนุษย์ ด้วยการนี้ พระองค์ทรงสิ้นสุดพระราชกิจของยุคพระคุณทั้งหมด ก็ด้วยการนี้  พระราชกิจแรกของพระองค์ได้ทรงดำเนินการไปในแคว้นยูเดีย ภายในเขตแดนของประเทศอิสราเอล ท่ามกลางชนต่างชาติทั้งหลายนั้น พระองค์ไม่ได้ทรงพระราชกิจใด ๆ เพื่อเปิดยุคสมัยใหม่  ช่วงระยะสุดท้ายของพระราชกิจไม่เพียงทรงดำเนินการท่ามกลางคนต่างชาติเท่านั้น แต่ยังยิ่งมากไปถึงท่ามกลางบรรดาผู้ที่ถูกสาปแช่ง  ประเด็นเดียวนี้คือหลักฐานที่สามารถสร้างความอัปยศให้แก่ซาตานได้อย่างมากที่สุด และดังนั้น พระเจ้าจึงทรง ‘กลายเป็น’ พระเจ้าแห่งสรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวงในจักรวาล องค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งทุกสรรพสิ่ง วัตถุแห่งการนมัสการสำหรับทุกสิ่งที่มีชีวิต” (“พระเจ้าทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งสรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  ฉันเคยมีมโนคติที่หลงผิดว่า พระเจ้าทรงกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วว่าใครที่พระองค์จะทรงช่วยให้รอด ว่าพวกเขาคือคนที่พระองค์ทรงเลือก ดังนั้นในเมื่อชาวจีนเป็นพงศ์พันธุ์ของโมอับ ในเมื่อเราเป็นคนที่ต่ำต้อยที่สุดในหมู่คนต้อยต่ำ กลุ่มผู้ที่รู้จักพระเจ้าน้อยที่สุด และต่อต้านพระเจ้ามากที่สุด และเราถูกสาปแช่งและปฏิเสธโดยพระเจ้า พระองค์จะไม่ช่วยให้เรารอดอย่างแน่นอน แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าได้ทรงทำเลยสักนิด พระองค์ไม่ได้ทรงทอดทิ้งเราเพราะเราต่ำต้อย และพระองค์ไม่ได้ทรงยอมแพ้ในการทรงช่วยให้เรารอดเพราะว่าเราโสมมและเสื่อมทราม กลับกัน พระองค์ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ด้วยพระองค์เอง ทรงแบกรับความอัปยศอดสูและความทุกข์มหาศาล เพื่อเสด็จมาในหมู่พวกเรา พงศ์พันธุ์ของโมอับ เพื่อทรงพระราชกิจ ทรงพิพากษา ทรงตีสอน ทรงทดสอบ และทรงถลุงเราครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยพระวจนะของพระองค์ ทั้งหมดนี้ทรงทำไปเพื่อชำระเราให้บริสุทธิ์และช่วยให้เรารอดค่ะ ความรักของพระเจ้าช่างยิ่งใหญ่จริงๆ! เหมือนกับที่องค์พระเยซูเจ้าเสวยพระกระยาหารร่วมโต๊ะกับเหล่าคนบาป ยิ่งเราโสมมและต่ำต้อยเท่าไร เรายิ่งเห็นว่าความรักและความรอดของพระเจ้ายิ่งใหญ่เท่านั้น ในตอนท้าย พระเจ้ามีพระประสงค์ที่จะช่วยให้เรารอด เราผู้คนที่เสื่อมทรามอย่างหนักที่สุด โสมมที่สุด และต่ำต้อยที่สุด ให้พ้นจากพลังมืดของซาตาน เพื่อให้เราสามารถให้คำพยานอันรุ่งโรจน์เพื่อพระองค์ได้ นี่คือสิ่งที่ทำให้ซาตานอับอายที่สุดค่ะ นี่คือความหมายของพระราชกิจของพระเจ้าในพงศ์พันธุ์ของโมอับค่ะ! นอกจากนี้ พระราชกิจของพระเจ้าในพงศ์พันธุ์ของโมอับในยุคสุดท้ายได้ทำลายมโนคติที่หลงผิดของเราไปทั้งหมด ทำให้เรามองเห็นว่าไม่เพียงพระองค์จะทรงเป็นพระเจ้าแห่งชาวอิสราเอลเท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงเป็นพระเจ้าของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่ถูกสร้างขึ้นอีกด้วย พระองค์ไม่ทรงมองว่าเราเกิดมาในชนชั้นใด ประเทศใด หรือเรามีเชื้อชาติใด ไม่ว่าเราจะเป็นชาวอิสราเอลหรือพงศ์พันธุ์ของโมอับ ไม่ว่าเราจะได้รับพระพรหรือถูกสาปแช่งโดยพระเจ้า ตราบใดที่เราเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น และตราบใดที่เราไล่ตามความจริงและนบนอบต่อพระราชกิจของพระเจ้า เราสามารถได้รับการช่วยให้รอดโดยพระเจ้าค่ะ พระเจ้าทรงยุติธรรมและชอบธรรมกับสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นทุกชีวิต และสิ่งที่พระองค์ประทานให้แก่ทุกๆ ชีวิตนั้นก็คือโอกาสแห่งความรอด ยิ่งฉันครุ่นคิดถึงพระวจนะของพระเจ้าเท่าไร ฉันยิ่งได้รู้สึกถึงความสำคัญอันใหญ่หลวงของพระราชกิจของพระเจ้าในพงศ์พันธุ์ของโมอับ และความจริงแท้ของความรักและความรอดของพระเจ้าสำหรับมนุษยชาติที่เสื่อมทรามมากเท่านั้น แต่โชคไม่ดีว่าความสามารถของนั้นช่างด้อยนัก และความเข้าใจในพระวจนะของพระเจ้าก็จำกัด ฉันได้แค่แบ่งปันความรู้สึกกับความเข้าใจนิดหน่อย แต่ฉันไม่สามารถให้คำพยานที่ดีได้ ฉันติดค้างพระเจ้ามากเหลือเกินค่ะ

มาคิดย้อนไปตอนนี้ การเผชิญกับการทดสอบในการเป็นพงศ์พันธุ์ของโมอับ แม้ฉันจะทนทุกข์พอสมควรในเวลานั้น ฉันก็ได้มารู้จักตัวตนและคุณค่าของตัวเอง ฉันได้รับความเข้าใจอีกนิดในพระราชกิจของพระเจ้าที่จะช่วยมนุษยชาติให้รอด และพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ และฉันไม่ได้หยิ่งยโสและพึงพอใจในตนเองมากนักตั้งแต่นั้นมา ฉันได้มารู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยและเสื่อมทรามแค่ไหน ว่าฉันไม่ควรค่าต่อความรักและความรอดของพระองค์ และฉันไม่กล้าตั้งข้อกำหนดที่แปลกประหลาดต่อพระองค์อีกแล้ว ไม่ว่าพระเจ้าทรงปฏิบัติต่อฉันยังไง หรือพระองค์ทรงจัดการเตรียมการอะไรให้ ฉันก็ยินดีที่จะยอมรับและยอมทำตาม ฉันแค่อยากยอมรับการพิพากษาและการตีสอนของพระวจนะของพระเจ้าอย่างจริงใจ และแสวงหาความเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยในชีวิตของฉันค่ะ แม้ในฐานะพงศ์พันธุ์ของโมอับ ฉันก็ยังต้องไล่ตามความจริงและยืนหยัดเป็นพยานให้พระเจ้า  “พวกเราไม่ใช่คนอิสราเอล แต่เป็นพงศ์พันธุ์ของโมอับที่ถูกละทิ้ง พวกเราไม่ใช่เปโตรผู้มีขีดความสามารถที่พวกเราไม่สามารถมีได้ และไม่ใช่โยบ และพวกเราไม่สามารถเปรียบเทียบได้กับการตัดสินใจแน่วแน่ของเปโตรที่จะทนทุกข์เพื่อพระเจ้าและทุ่มเทอุทิศตัวเขาเองให้กับพระเจ้าด้วยซ้ำ และพวกเราช่างล้าหลังยิ่งนัก และดังนั้น พวกเราจึงไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะชื่นชมพระพรของพระเจ้า  พระเจ้ายังคงได้ทรงยกพวกเราขึ้นในวันนี้ ดังนั้นพวกเราต้องทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย และถึงแม้ว่าพวกเราจะมีขีดความสามารถหรือคุณสมบัติไม่เพียงพอ แต่พวกเราก็เต็มใจที่จะทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย—พวกเรามีการตัดสินใจแน่วแน่นี้  พวกเราคือพงศ์พันธุ์ของโมอับ และพวกเราถูกสาปแช่ง  นี่ได้รับการประกาศกฤษฎีกาจากพระเจ้า และพวกเราไม่มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงมันได้ แต่การใช้ชีวิตของพวกเราและความรู้ของพวกเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และพวกเราปลงใจที่จะทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย” (“ความแน่วแน่ซึ่งพงศ์พันธุ์ของโมอับควรมี” ใน ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ)

ก่อนหน้า: 3. บททดสอบของการเป็นตัวประกอบเสริมความเด่น

ถัดไป: 5. การได้รับพระพรผ่านเคราะห์หามยามร้าย

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

27. คนเราควรเคารพหน้าที่ของตัวเองอย่างไร

โดย Zheng Ye, เกาหลีใต้ไม่นานหลังจากมาเป็นผู้เชื่อ ผมสังเกตว่าพี่น้องชายหญิงที่เป็นผู้นำในขณะนั้นจัดการชุมนุมและสามัคคีธรรมถึงความจริงบ่อยๆ...

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย Xiaowei, ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ข้อคัดสรรของพระวจนะแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ 170 หลักธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติความจริง ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า (แก่นสารสำคัญของผู้เชื่อใหม่) คำพยานเกี่ยวกับประสบการณ์ทั้งหลายหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้