บทที่ 19

การใช้วจนะของเราเป็นพื้นฐานสำหรับการอยู่รอดของพวกเขา—นี่คือพันธะผูกพันของมนุษย์  ผู้คนต้องกำหนดส่วนแบ่งของพวกเขาเองในแต่ละส่วนและทุกส่วนของวจนะของเรา หากไม่ทำเช่นนั้นก็จะเป็นการแสวงหาการทำลายล้างของพวกเขาเองและชวนให้น่าดูถูกเหยียดหยาม  มนุษย์ไม่รู้จักเรา และเพราะเหตุนี้ แทนที่จะนำพาชีวิตของพวกเขาเองมาให้เราเพื่อถวายเป็นการแลกเปลี่ยน ทั้งหมดที่พวกทำกลับเป็นการเดินสวนนามเบื้องหน้าเราพร้อมกับขยะในมือของพวกเขา พยายามที่จะให้ความพึงพอใจแก่เราโดยวิธีนั้น  อย่างไรก็ตาม ไกลจากความพึงพอใจกับสิ่งทั้งหลายดังเช่นที่พวกมันเป็น เราจึงทำการเรียกร้องต่อมนุษย์ต่อไป  เรารักการเกื้อหนุนของผู้คน แต่เราเกลียดชังการเรียกร้องของพวกเขา  พวกมนุษย์ทั้งมวลมีหัวใจที่เต็มไปด้วยความโลภ ราวกับว่าหัวใจมนุษย์ถูกปีศาจจับเป็นทาส และไม่มีสักคนที่สามารถหลุดพ้นและมอบถวายหัวใจของพวกเขาให้เราได้  เมื่อเราพูด ผู้คนรับฟังเสียงของเราด้วยความสนใจที่จดจ่อ แต่เมื่อเรานิ่งเงียบ พวกเขาจะเริ่ม “กิจการ” ของพวกเขาเองอีกครั้ง และเลิกใส่ใจต่อวจนะของเราโดยสิ้นเชิง ราวกับว่าวจนะของเราเป็นเพียงสิ่งเพิ่มเติมให้กับ “กิจการ” ของพวกเขาเท่านั้น  เราไม่เคยหละหลวมกับมนุษย์ แต่ถึงกระนั้นเราก็อดทนและยอมผ่อนปรนให้กับมนุษย์  และดังนั้น ผลที่ได้จากการผ่อนผันของเรา พวกมนุษย์ทั้งปวงประเมินค่าตัวพวกเขาเองสูงเกินไปและไม่มีความสามารถในการรู้จักตนเองและการทบทวนตนเอง พวกเขาเพียงหาประโยชน์จากความอดทนของเราเพื่อหลอกลวงเรา  ไม่มีสักคนเดียวท่ามกลางพวกเขาที่ได้เคยใส่ใจเราอย่างจริงใจ และไม่มีสักคนเดียวที่หวงแหนความล้ำค่าเราอย่างแท้จริงดังเช่นวัตถุที่สำคัญต่อหัวใจของพวกเขา เฉพาะเมื่อพวกเขามีช่วงเวลาว่างเหลืออยู่เท่านั้นพวกเขาจึงจะให้ความเอาใจใส่แบบพอเป็นพิธีแก่เรา  ความพยายามที่เราได้ทุ่มเทให้กับมนุษย์นั้นเกินขนาดไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เราได้ทำงานเกี่ยวกับพวกมนุษย์ในหนทางที่ไม่เคยมีมาก่อน และนอกเหนือจากนี้ เราได้ให้ภาระเพิ่มเติมแก่พวกเขาจากสิ่งที่เรามีและสิ่งที่เราเป็น เพื่อที่ว่าพวกเขาอาจจะได้รับความรู้บางอย่างและได้ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง  เรามิได้ขอให้ผู้คนเป็นเพียง “ผู้บริโภค” เรายังขอให้พวกเขาเป็น “ผู้ผลิต” ที่ทำให้ซาตานพ่ายแพ้  แม้ว่าเราอาจจะไม่เรียกร้องให้มนุษย์ทำสิ่งใด อย่างไรก็ตาม เรามีมาตรฐานสำหรับข้อเรียกร้องที่เราทำ เพราะมีจุดประสงค์ในสิ่งที่เรากระทำ ตลอดจนมีพื้นฐานสำหรับการกระทำของเรา กล่าวคือ เรามิได้ทำเล่นๆ  อย่างส่งเดชดังที่ผู้คนจินตนาการ อีกทั้งเรามิได้ปั้นแต่งฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและวัตถุแห่งการสร้างมากมายมหาศาลอย่างไรก็ตามที่เราปรารถนา  ในงานของเรา พวกมนุษย์ควรมองเห็นบางอย่าง และได้รับบางอย่าง  พวกเขาไม่ควรผลาญช่วงเวลาผลิบานแห่งวัยเยาว์ของพวกเขา หรือปฏิบัติกับชีวิตของพวกเขาเองเหมือนเสื้อผ้าซึ่งยอมให้ฝุ่นจับอย่างไม่เอาใจใส่ ในทางตรงกันข้าม พวกเขาควรยืนป้องกันตัวพวกเขาเองอย่างเข้มงวด โดยใช้ความไพบูลย์ของเราเพื่อจัดเตรียมให้แก่ความชื่นชมยินดีของพวกเขาเอง จนกระทั่งพวกเขาไม่สามารถหันกลับไปหาซาตานได้ก็เพราะเรา และพวกเขาลุกขึ้นโจมตีซาตานก็เพราะเรา  ข้อเรียกร้องของเราจากมนุษย์มิใช่เรียบง่ายเพียงนี้หรอกหรือ?

เมื่อแสงระยิบริบหรี่ของความสว่างเริ่มปรากฏขึ้นในทิศตะวันออก ผู้คนทั้งหมดภายในจักรวาลให้ความสนใจกับมันมากขึ้นเล็กน้อย  มนุษย์ไม่จมจ่อมอยู่ในการหลับใหลอีกต่อไป เขาผจญภัยไปข้างหน้าเพื่อเฝ้าสังเกตแหล่งกำเนิดของความสว่างจากทิศตะวันออกนี้  เนื่องด้วยศักยภาพอันจำกัดของพวกเขา จึงยังไม่มีสักคนที่สามารถมองเห็นตำแหน่งที่ความสว่างนี้ว่ามีต้นกำเนิดมาจากไหน  เมื่อทั้งหมดภายในจักรวาลนี้กระจ่างอย่างเต็มที่ พวกมนุษย์ก็ตื่นขึ้นจากการนอนหลับฝัน และเมื่อนั้นเท่านั้นที่พวกเขาระลึกได้ว่าวันของเราค่อยมาถึงพวกเขาแล้วทีละน้อย  มนุษย์ทั้งปวงเฉลิมฉลองเนื่องจากการมาถึงของความสว่างนั้น และโดยเหตุนั้นจึงไม่นอนหลับสนิทหรืออยู่ในความมึนงงอีกต่อไป  ภายใต้รัศมีความสว่างของเรา มนุษย์ทั้งปวงกลายเป็นชัดเจนขึ้นในจิตใจและสายตา  และตื่นขึ้นมาสู่ความชื่นบานยินดีของการใช้ชีวิตในทันทีทันใด  เรามองออกไปทั่วพิภพ ภายใต้ผืนหมอกที่ปกคลุม  สัตว์ทั้งหลายล้วนกำลังหยุดพัก เนื่องจากการมาถึงของแสงระยิบริบหรี่ของความสว่าง ทุกสิ่งทุกอย่างกลับกลายเป็นรู้สึกตัวว่าชีวิตใหม่กำลังใกล้เข้ามา  ด้วยเหตุผลนี้ สัตว์ต่าง ๆ  ทั้งหมดก็กำลังคลานออกมาจากโพรงของพวกมันเพื่อหาอาหารด้วยเช่นกัน  แน่นอนว่าต้นไม้ก็ไม่เป็นข้อยกเว้น และในรัศมีของความสว่างนี้ ใบสีเขียวของพวกมันเป็นประกายด้วยความเปล่งปลั่งแวววาว โดยรอที่จะแสดงหน้าที่ในส่วนของพวกมันเองให้เราในขณะที่เราอยู่บนแผ่นดินโลก  มนุษย์ทั้งมวลปรารถนาการมาถึงของความสว่างนี้ และพวกเขายังกลัวการกำเนิดของมัน กระวนกระวายอยู่ลึกๆ  ว่าความอัปลักษณ์ของพวกเขาเองจะไม่พบที่ปกปิดอีกต่อไป  นี่เป็นเพราะพวกมนุษย์นั้นเปลือยเปล่า และขาดสิ่งใดที่จะมาปิดบังพวกเขา  ดังนี้เอง ผู้คนมากมายเหลือเกินจึงได้ตกอยู่ในความตื่นตระหนกอันเป็นผลจากการมาถึงของความสว่างนี้ และอยู่ในสภาพตกตะลึงเนื่องจากการปรากฏของมัน  เมื่อมองเห็นความสว่างนี้ ผู้คนมากมายเหลือเกินเต็มไปด้วยความสำนึกผิดอันไม่สิ้นสุด ชิงชังความไม่สะอาดของพวกเขาเอง แต่ทว่าด้วยไร้กำลังที่จะเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริง จึงไม่สามารถทำสิ่งใดได้เลยนอกจากรอให้เราประกาศคำพิพากษา  ผู้คนมากมายเหลือเกิน ที่ได้รับการถลุงด้วยความทุกข์ในความมืด เมื่อมองเห็นความสว่างนั้น ก็ตะลึงงันในทันทีกับความหมายลึกซึ้งของมัน และกอดความสว่างนั้นไว้ใกล้ทรวงอกของพวกเขานับตั้งแต่นั้นมา กลัวอยู่ลึกๆ ว่าจะสูญเสียมันไปอีกครั้ง  ผู้คนมากมายเหลือเกินที่เพียงแต่วุ่นอยู่กับงานประจำวันในมือ แทนที่จะถูกเหวี่ยงออกมาจากวงโคจรโดยการปรากฏอย่างฉับพลันของความสว่างนั้น เพราะพวกเขาตาบอดมาเป็นเวลานานหลายปี และด้วยเหตุนี้จึงไม่เพียงแต่ไม่สังเกตเห็นว่าความสว่างนั้นได้มาแล้ว แต่ยังมิได้อิ่มเอิบใจกับมันอีกด้วย  ในหัวใจของพวกมนุษย์ เรามิได้สูงส่งอีกทั้งมิได้ต่ำต้อย  ตามความรู้สึกของพวกเขาแล้ว มันไม่มีความแตกต่างกันเลยว่าเราดำรงอยู่หรือไม่ ราวกับว่าชีวิตของผู้คนคงจะไม่รู้สึกโดดเดี่ยวยิ่งขึ้นแต่อย่างใดหากเรามิได้ดำรงอยู่ และหากเราดำรงอยู่ ชีวิตของพวกเขาก็คงจะไม่กลายเป็นน่าชื่นบานมากขึ้นแต่อย่างใด  เพราะมนุษย์มิได้ทะนุถนอมเรา ความชื่นชมยินที่เราให้พวกเขาได้มีไม่มาก  อย่างไรก็ตาม ทันทีที่พวกมนุษย์ให้ความรักบูชาแก่เรามากขึ้นแม้เพียงสักนิด เราก็จะทำการเปลี่ยนแปลงท่าทีที่เรามีต่อพวกเขาด้วยเช่นกัน  ด้วยเหตุผลนี้ มีเพียงเมื่อพวกมนุษย์ได้จับความเข้าใจธรรมบัญญัตินี้เท่านั้นพวกเขาจึงจะโชคดีพอที่จะอุทิศตนให้แก่เรา และขอสิ่งทั้งหลายที่เราถือไว้ในมือของเรา  แน่ใจหรือว่าความรักที่พวกเขามีต่อเรานั้นมิได้ผูกมัดอยู่แต่กับผลประโยชน์ของพวกเขาเองอย่างเดียว?  แน่ใจหรือว่าความเชื่อที่พวกเขามีในเรานั้นมิได้ผูกมัดอยู่แต่กับสิ่งทั้งหลายที่เราให้เท่านั้น?  เป็นไปได้ไหมว่า หากพวกมนุษย์มิได้มองเห็นความสว่างของเรา พวกเขาก็จะไร้ความสามารถที่จะรักเราได้อย่างจริงใจโดยวิถีทางแห่งความเชื่อของพวกเขา?  แน่ใจหรือว่ากำลังและเรี่ยวแรงของพวกเขามิได้ถูกจำกัดอยู่กับสภาพเงื่อนไขของวันนี้?  เป็นไปได้ไหมว่ามนุษย์จำเป็นต้องมีความกล้าเพื่อที่จะรักเรา?

เนื่องจากผลแห่งการดำรงอยู่ของเรา วัตถุแห่งการสร้างมากมายมหาศาลทำการนบนอบอย่างเชื่อฟังในสถานที่ซึ่งพวกมันอาศัยอยู่ และมิได้หลงระเริงในการปล่อยใจในทางผิดศีลธรรมเมื่อไม่มีการบ่มวินัยของเรา  เพราะฉะนั้น ภูเขาทั้งหลายกลายเป็นอาณาเขตระหว่างชนชาติทั้งหลายบนแผ่นดิน แหล่งน้ำทั้งหลายกลายเป็นสิ่งกีดขวางเพื่อแยกผู้คนในแผ่นดินต่างๆ  ออกจากกัน และอากาศกลายเป็นสิ่งซึ่งไหลเวียนจากบุคคลสู่บุคคลในอวกาศเหนือแผ่นดินโลก  มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่ไม่สามารถเชื่อฟังข้อพึงประสงค์แห่งเจตจำนงของเราได้อย่างแท้จริง นี่คือเหตุผลที่เรากล่าวว่า ในสรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวงนั้น พวกมนุษย์อย่างเดียวเท่านั้นที่อยู่ในจำพวกของสิ่งที่ไม่เชื่อฟัง  มนุษย์ไม่เคยนบนอบต่อเราอย่างแท้จริงและด้วยเหตุผลนี้เองเราจึงได้ให้พวกมนุษย์อยู่ภายใต้การบ่มวินัยที่เคร่งครัดตลอดมา  หากแม้นว่าในท่ามกลางมนุษย์ จะเกิดเหตุการณ์ที่สง่าราศีของเราแผ่ขยายไปทั่วทั้งจักรวาล เมื่อนั้น เราจะนำเอาสง่าราศีทั้งหมดของเรามาและทำให้มันสำแดงต่อหน้ามวลมนุษย์อย่างแน่นอน  เพราะในสิ่งที่เป็นมลทินของพวกเขานั้น พวกมนุษย์ไม่เหมาะสมที่จะมองดูสง่าราศีของเรา เป็นเวลาหลายพันปีแล้วที่เราไม่เคยออกมาในที่เปิดเผย แต่กลับยังคงซ่อนเร้นอยู่ ด้วยเหตุผลนี้ สง่าราศีของเราจึงไม่เคยถูกสำแดงต่อหน้าพวกเขา และพวกเขาจึงตกอยู่ในห้วงเหวแห่งบาป  เราได้ให้อภัยแก่พวกมนุษย์สำหรับความไม่ชอบธรรมของพวกเขา แต่พวกเขาล้วนไม่รู้วิธีที่จะสงวนรักษาตัวพวกเขาเอง และกลับปล่อยตัวพวกเขาเองให้เปิดรับความบาปอยู่เสมอ โดยยอมให้มันทำอันตรายพวกเขาแทน  การนี้มิได้แสดงให้เห็นการขาดความเคารพตนเองและความรักตนเองของมนุษย์หรอกหรือ?  ในท่ามกลางมนุษย์นั้น มีสักคนไหมที่สามารถรักได้อย่างแท้จริง?  การอุทิศตนของมนุษย์มีน้ำหนักได้สักกี่มากน้อย?  มิได้มีสินค้าปลอมปนผสมอยู่ภายในสิ่งที่เรียกว่าความเป็นของแท้ของผู้คนหรอกหรือ?  การอุทิศตนของพวกเขามิใช่สิ่งผสมปนเปทั้งสิ้นหรอกหรือ?  สิ่งที่เราพึงประสงค์คือความรักที่ไม่แบ่งแยกของพวกเขา  พวกมนุษย์ไม่รู้จักเรา และแม้ว่าพวกเขาอาจจะพยายามรู้จักเรา พวกเขาก็จะไม่มอบหัวใจที่แท้จริงและจริงจังจริงใจของพวกเขาให้เรา  จากพวกมนุษย์นั้น เราไม่กะเกณฑ์สิ่งที่พวกเขาไม่เต็มใจที่จะให้  หากพวกเขามอบการอุทิศตนของพวกเขาแก่เรา เราจะยอมรับมันโดยไม่มีการอิดเอื้อนที่สุภาพ  อย่างไรก็ตาม หากพวกเขาไม่ไว้วางใจเรา และไม่ยอมที่จะถวายตัวของพวกเขาให้เราแม้สักกระผีกหนึ่ง เมื่อนั้น แทนที่จะเพิ่มความรำคาญใจมากขึ้นกับเรื่องนั้น เราจะเพียงแค่กำจัดพวกเขาในหนทางอื่นๆ  บางหนทาง และจัดการเตรียมการบั้นปลายที่เหมาะสมให้แก่พวกเขา  เสียงฟ้าร้องที่กำลังม้วนข้ามชั้นฟ้าจะกระหน่ำลงมาใส่พวกมนุษย์ ภูเขาสูงทั้งหลายจะฝังพวกเขา ขณะที่พวกมันพังถล่มลงมา สัตว์ป่าทั้งหลายจะเขมือบพวกเขาด้วยความหิวโหยของพวกมัน และมหาสมุทรที่พุ่งพล่านจะปิดเหนือศีรษะของพวกเขา  ขณะที่มนุษยชาติพัวพันอยู่ในความขัดแย้งแบบเข่นฆ่าพี่น้องนั้น พวกมนุษย์ทั้งปวงจะแสวงหาการทำลายล้างของพวกเขาเองในหายนะที่เกิดขึ้นจากท่ามกลางพวกเขา

ราชอาณาจักรนั้นกำลังแผ่ขยายในท่ามกลางมนุษย์ชาติ มันกำลังเป็นรูปเป็นร่างขึ้นในท่ามกลางมนุษย์ และกำลังยืนขึ้นในท่ามกลางมนุษย์ ไม่มีอำนาจใดที่สามารถทำลายราชอาณาจักรของเราได้  ในบรรดาคนของเราผู้ซึ่งอยู่ในราชอาณาจักรแห่งวันนี้ มีใครบ้างในหมู่พวกเจ้าที่มิใช่มนุษย์ท่ามกลางพวกมนุษย์? คนใดในหมู่พวกเจ้าที่อยู่ภายนอกสภาพของมนุษย์?  เมื่อจุดเริ่มต้นใหม่ของเราถูกประกาศออกไปสู่ผู้คนจำนวนมาก มนุษย์จะมีปฏิกิริยาอย่างไร?  พวกเจ้าได้มองเห็นสภาวะของมวลมนุษย์ด้วยตาของพวกเจ้าเองแล้ว  แน่ใจหรือว่าพวกเจ้ามิได้ยังคงเก็บงำความหวังในการอยู่ยืนนานตลอดไปในโลกนี้? บัดนี้เรากำลังเดินไปทั่วท่ามกลางคนของเราและเราใช้ชีวิตในท่ามกลางพวกเขา  วันนี้ บรรดาผู้ที่มีความรักแท้ต่อเรา—ผู้คนเช่นนั้นได้รับการอวยพร  บรรดาผู้ที่นบนอบต่อเราจะได้รับพร พวกเขาจะพักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรของเราอย่างแน่นอน  บรรดาผู้ที่รู้จักเราจะได้รับพร พวกเขาจะได้ใช้อำนาจในราชอาณาจักรของเราอย่างแน่นอน  บรรดาผู้ที่แสวงหาเราจะได้รับพร พวกเขาจะหลีกหนีจากพันธนาการของซาตานและชื่นชมพรของเราอย่างแน่นอน  บรรดาผู้ที่สามารถละทิ้งตัวพวกเขาเองได้จะได้รับพร พวกเขาจะได้เข้าสู่การครอบครองของเราและสืบทอดความไพบูลย์ของราชอาณาจักรของเราอย่างแน่นอน  บรรดาผู้ที่ดำเนินการวุ่นวายเพื่อเรา เราจะจดจำพวกเขา บรรดาผู้ที่ทำการใช้จ่ายเพื่อเรา เราจะโอบกอดไว้อย่างชื่นบาน และต่อบรรดาผู้ที่ทำเครื่องบูชาให้เรา เราจะประทานความชื่นชมยินดีให้  บรรดาผู้ที่พบความชื่นชมยินดีในวจนะของเรา เราจะอวยพรให้ พวกเขาจะเป็นเสาทั้งหลายที่ค้ำชูแกนหลังคาในราชอาณาจักรของเราอย่างแน่นอน พวกเขามีความอุดมสมบูรณ์ที่ไม่มีสิ่งใดเทียบในบ้านของเราอย่างแน่นอน และไม่มีสักคนที่สามารถเปรียบเทียบกับพวกเขาได้  พวกเจ้าเคยได้ยอมรับพรทั้งหลายที่ได้มอบให้พวกเจ้าหรือไม่?  พวกเจ้าเคยแสวงหาสัญญาทั้งหลายที่ได้ทำให้พวกเจ้าหรือไม่?  พวกเจ้าจะฝ่าฟันผ่านเงื้อมมือของอำนาจแห่งความมืดไปภายใต้การนำจากความสว่างของเราอย่างแน่นอน  พวกเจ้าจะไม่สูญเสียความสว่างที่นำพวกเจ้าในท่ามกลางความมืดอย่างแน่นอน  พวกเจ้าจะเป็นนายแห่งสรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวงอย่างแน่นอน  พวกเจ้าจะเป็นผู้ชนะต่อหน้าซาตานอย่างแน่นอน  พวกเจ้าจะยืนอยู่กลางฝูงชนเนืองแน่นมากมายมหาศาลเพื่อเป็นพยานแก่ชัยชนะของเราอย่างแน่นอน ในขณะที่อาณาจักรแห่งพญานาคใหญ่สีแดงล่มสลาย  พวกเจ้าจะตั้งมั่นและไม่หวั่นไหวอย่างแน่นอนในแผ่นดินซีนิม  พวกเจ้าจะสืบทอดพรของเราโดยผ่านทางความทุกข์ที่พวกเจ้าสู้ทน และจะแผ่สง่าราศีของเราไปตลอดทั่วทั้งจักรวาลอย่างแน่นอน

19 มีนาคม ค.ศ. 1992

ก่อนหน้า: บทที่ 18

ถัดไป: บทที่ 20

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เกี่ยวกับพระคัมภีร์ (4)

ผู้คนมากมายเชื่อว่าความเข้าใจและความสามารถที่จะตีความพระคัมภีร์เป็นสิ่งเดียวกันกับการพบหนทางที่แท้จริง—แต่ในความเป็นจริงแล้ว อะไรๆ...

บทที่ 26

ผู้ใดได้อยู่ในนิเวศของเราเรื่อยมา? ผู้ใดได้ลุกขึ้นหยัดยืนเพื่อประโยชน์ของเรา? ผู้ใดได้ประสบทุกข์แทนเรา?...

บทที่ 27

การประพฤติของมนุษย์ไม่เคยได้สะเทือนหัวใจของเรา และไม่เคยได้ทำให้เรารู้สึกว่ามันล้ำค่า  ในสายตาของมนุษย์ เราเข้มงวดกับเขาเสมอ...

นิมิตแห่งพระราชกิจของพระเจ้า (2)

ได้มีการประกาศข่าวประเสริฐแห่งการกลับใจในยุคพระคุณ และหากว่ามนุษย์ได้เชื่อ เช่นนั้นแล้วเขาก็คงจะได้รับการช่วยให้รอด  วันนี้...

พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ข้อคัดสรรของพระวจนะแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ 170 หลักธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติความจริง ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า (แก่นสารสำคัญของผู้เชื่อใหม่) คำพยานเกี่ยวกับประสบการณ์ทั้งหลายหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้