พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

ผลลัพธ์ 0 รายการ

ไม่พบผลลัพธ์

บทที่ 18

ในแสงสว่างวาบของฟ้าแลบ สัตว์ทุกตัวถูกเผยรูปร่างที่แท้จริงของมัน ดังนั้น เมื่อได้รับความกระจ่างด้วยความสว่างของเรา มนุษย์ก็ได้รับความสะอาดบริสุทธิ์ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยครอบครองกลับคืนมาอีกครั้งเช่นกัน โอ้ โลกเก่า ๆ อันเสื่อมทราม ! ในที่สุด มันได้ล้มคว่ำลงไปในน้ำโสโครก และด้วยการจมลงไปอยู่ใต้พื้นผิว จึงได้ละลายไปเป็นโคลนตม ! โอ้ มวลมนุษย์ทั้งปวง จากการสร้างของเราเอง ! ในที่สุดพวกเขาก็ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในความสว่าง ได้พบรากฐานสำหรับการดำรงอยู่ และเลิกดิ้นทุรนอยู่ในโคลนตม ! โอ้ สรรพสิ่งแห่งการสร้างอันมากเหลือคณานับที่เราถืออยู่ในมือของเรา ! พวกมันจะไม่สามารถเริ่มต้นใหม่โดยผ่านทางถ้อยคำของเราได้อย่างไร ? พวกมันจะไม่สามารถแสดงบทบาทหน้าที่ของพวกมันในความสว่างได้อย่างไร ? แผ่นดินโลกจะเลิกหยุดนิ่งไม่ไหวติงและเงียบสงัดเป็นตายอีกต่อไป ฟ้าสวรรค์จะไม่อ้างว้างและเศร้าโศกอีกต่อไป ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกจะรวมกันเป็นหนึ่ง ไม่ถูกแยกด้วยที่ว่างอีกต่อไป จะไม่มีวันถูกตัดแยกจากกันอีก ในวาระอันน่ายินดีปรีดานี้ ณ ชั่วขณะแห่งความปราโมทย์นี้ ความชอบธรรมของเราและความบริสุทธิ์ของเราได้แผ่ขยายไปทั่วทั้งจักรวาล และมวลมนุษย์ทั้งปวงเฉลิมเกียรติ์สิ่งเหล่านั้นกันไม่หยุดหย่อน เมืองทั้งหลายแห่งฟ้าสวรรค์กำลังหัวเราะด้วยความชื่นบานยินดี และอาณาจักรแห่งแผ่นดินโลกกำลังเต้นรำด้วยความชื่นบานยินดี ณ เวลานี้ ใครเล่าที่จะไม่ยินดี ? และใครเล่าที่จะไม่ร่ำไห้ ? แผ่นดินโลกในสภาวะแรกเริ่มของมันนั้นเป็นของฟ้าสวรรค์ และฟ้าสวรรค์ก็รวมเข้ากับแผ่นดินโลก มนุษย์คือสายใยที่ผูกรวมฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกเข้าด้วยกัน และเนื่องจากความสะอาดบริสุทธิ์ของมนุษย์ เนื่องจากการเริ่มต้นใหม่ของมนุษย์ ฟ้าสวรรค์จึงไม่ถูกปกปิดจากแผ่นดินโลกอีกต่อไป และแผ่นดินโลกก็ไม่นิ่งเงียบต่อฟ้าสวรรค์อีกต่อไป ใบหน้าทั้งหลายของมวลมนุษย์ประดับด้วยรอยยิ้มแห่งความรื่นรมย์สมอุรา และที่ซ่อนเร้นอยู่ในหัวใจของพวกเขาทุกคนคือความหวานชื่นอันมิรู้ที่สิ้นสุด มนุษย์ไม่ทะเลาะวิวาทกับมนุษย์ และมนุษย์ไม่มาชกต่อยกัน มีใครบ้างไหมที่ไม่ใช้ชีวิตกับคนอื่น ๆ อย่างมีสันติสุขในความสว่างของเรา ? มีใครบ้างไหมที่ทำให้นามของเราเสื่อมเสียในวันของเรา ? มนุษย์ทั้งปวงจ้องสายตาเปี่ยมความเคารพของพวกเขาพุ่งตรงมาที่เรา และในหัวใจของพวกเขานั้น พวกเขาแอบเพรียกร้องหาเรา เราได้ค้นคว้าการกระทำทุกอย่างของมวลมนุษย์แล้ว พบว่า ท่ามกลางมนุษย์ที่ได้รับการชำระให้สะอาดแล้ว ไม่มีสักคนที่ไม่เชื่อฟังเรา ไม่มีสักคนที่ตัดสินเรา มวลมนุษย์ทั้งปวงถูกซึมแทรกด้วยอุปนิสัยของเรา มนุษย์ทั้งหมดกำลังจะได้มารู้จักเรา กำลังจะเข้ามาใกล้ชิดเรายิ่งขึ้นและรักบูชาเรา เรายืนหยัดมั่นคงในจิตวิญญาณของมนุษย์ ได้รับการยกย่องถึงจุดยอดสูงสุดในสายตามนุษย์ และไหลผ่านเลือดในเส้นเลือดของมนุษย์ การยกย่องอันชื่นบานยินดีในหัวใจมนุษย์เต็มเปี่ยมไปทุกหนแห่งบนหน้าแผ่นดินโลก อากาศแจ่มใสและสดชื่น หมอกหนาไม่ปกคลุมพื้นดินอีกต่อไป และดวงอาทิตย์ฉายแสงโชติช่วงชัชวาล

บัดนี้ จงมองดูอาณาจักรของเรา ที่ซึ่งเราเป็นกษัตริย์เหนือทุกสิ่ง และที่ซึ่งเรากุมอำนาจเหนือทุกสิ่ง จากการเริ่มต้นแห่งการสร้างจนกระทั่งถึงวันปัจจุบัน บุตรทั้งหลายของเรา เมื่อได้รับการนำทางจากเรา ก็ได้ก้าวผ่านความยากลำบากต่าง ๆ ของชีวิตมามากมายเหลือเกิน ผ่านความอยุติธรรมของโลกมามากมายเหลือเกิน ผ่านความผันผวนแห่งดินแดนมนุษย์มามากมายเหลือเกิน แต่บัดนี้พวกเขาอาศัยอยู่ในความสว่างของเรา ใครบ้างไม่ร่ำไห้ให้กับความอยุติธรรมของวันวาน ? ใครบ้างไม่หลั่งน้ำตาให้กับความยากลำบากทั้งหลายที่สู้ทนเพื่อมาถึงวันนี้ ? และเช่นกันนี้ มีใครบ้างไหมที่ไม่ใช้วาระนี้เพื่อมอบอุทิศตนให้กับเรา ? มีใครบ้างไหมที่ไม่ใช้โอกาสนี้เพื่อแสดงความหลงใหลอันท่วมท้นในหัวใจของพวกเขา ? มีใครบ้างไหม ณ ชั่วขณะนี้ ที่ไม่แสดงความเห็นต่อสิ่งที่พวกเขาได้รับประสบการณ์มา ? ณ เวลานี้ มนุษย์ทั้งมวลกำลังปวารณาตนมอบส่วนที่ดีที่สุดของตัวเองให้กับเรา กี่คนที่ทรมานกับความเสียใจเพราะความโง่เขลาในวันวานของตัวเอง กี่คนที่สะอิดสะเอียนตัวเองกับการไล่ตามเสาะหาในวันวาน ! มนุษย์ทั้งหลายล้วนได้มารู้จักตัวเองแล้ว พวกเขาทั้งหลายล้วนได้เห็นความประพฤติของซาตานและความน่าอัศจรรย์ของเราแล้ว และภายในหัวใจของพวกเขานั้น บัดนี้มีพื้นที่สำหรับเรา เราจะไม่พบกับความรังเกียจและการปฏิเสธท่ามกลางมนุษย์อีกต่อไป เพราะงานอันยิ่งใหญ่ของเราได้สำเร็จลุล่วงแล้ว และไม่ถูกขัดขวางอีกแล้ว วันนี้ ท่ามกลางบุตรทั้งหลายแห่งอาณาจักรของเรา มีใครบ้างที่มิได้พิจารณาข้อกังวลของพวกเขาเอง ? มีใครบ้างที่ไม่มีความตรึกตรองมากขึ้นเพราะหนทางต่าง ๆ ที่ใช้ในการทำงานของเรา ? มีใครบ้างที่ถวายตัวพวกเขาเองเพื่อประโยชน์ของเราอย่างจริงใจ ? สิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ทั้งหลายภายในหัวใจของพวกเจ้าได้น้อยลงแล้วหรือไม่ ? หรือพวกมันได้เพิ่มขึ้น ? หากองค์ประกอบที่ไม่บริสุทธิ์ในหัวใจของพวกเจ้ามิได้ลดลง และก็มิได้เพิ่มขึ้น เช่นนั้น เราจะโยนผู้คนเช่นพวกเจ้าทิ้งไปอย่างแน่นอน สิ่งที่เราต้องการคือผู้คนที่บริสุทธิ์สมดังใจของเราเอง มิใช่ปีศาจไม่สะอาดที่กบฏต่อเรา ถึงแม้ว่าข้อเรียกร้องของเราต่อมวลมนุษย์นั้นมิได้สูงเลย แต่โลกข้างในหัวใจมนุษย์ก็ช่างซับซ้อนเสียจนมวลมนุษย์ไม่สามารถเห็นพ้องกับความปรารถนาของเราได้อย่างพร้อมใจหรือทำให้เจตนารมณ์ของเราลุล่วงได้โดยทันที มวลมนุษย์ส่วนใหญ่กำลังทุ่มเทกำลังตนเองอย่างลับๆ ด้วยความหวังที่จะคว้ามาลัยแห่งชัยชนะขั้นสุดท้าย มนุษย์ส่วนใหญ่กำลังเพียรพยายามด้วยพละกำลังทั้งหมดของพวกเขา โดยไม่กล้าที่จะลดละแม้เพียงชั่วขณะ ด้วยหวั่นเกรงว่าจะตกเป็นเชลยของซาตานเป็นครั้งที่สอง พวกเขาไม่กล้าคิดที่จะเก็บงำข้อคับข้องใจต่อเราอีกต่อไป แต่มั่นคงในการแสดงความรักภักดีของพวกเขาต่อหน้าเราเสมอ เราเคยได้ยินถ้อยคำจากใจจริงที่ผู้คนมากมายเหลือเกินพูดออกมา เรื่องราวต่าง ๆ จากผู้คนมากมายเหลือเกินเกี่ยวกับประสบการณ์อันเจ็บปวดของพวกเขาในท่ามกลางความทุกข์ เราได้เห็นมามากมายเหลือเกิน ที่ถวายความรักภักดีของพวกเขาต่อเราอย่างไม่มีวันเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์อันสุดลำบากยากเย็น และเราได้เฝ้าดูมามากมายเหลือเกินที่ค้นหาทางออกขณะที่พวกเขาเดินอยู่บนเส้นทางที่เต็มไปด้วยหิน ในรูปการณ์แวดล้อมเหล่านี้ พวกเขาไม่เคยปริบ่น แม้เมื่อพวกเขาเกิดความรู้สึกค่อนข้างจะท้อแท้ใจ เมื่อไม่สามารถค้นพบความสว่างได้ พวกเขาก็ไม่เคยปริบ่นเลยสักครั้ง แต่เราก็เคยได้ยินผู้คนมากมายเหลือเกินเช่นกันที่ระบายอารมณ์สาปแช่งจากส่วนลึกในหัวใจของพวกเขา โดยแช่งด่าฟ้าสวรรค์และกล่าวหาแผ่นดินโลก และเช่นเดียวกันนั้น เราก็ได้ยินผู้คนมากมายเหลือเกินที่ทิ้งให้ตัวเองสิ้นหวังอยู่ท่ามกลางความยุ่งยากใจของพวกเขา โดยโยนตัวเองทิ้งลงในถังขยะเหมือนคนไร้ค่า ให้ถูกเคลือบไว้ด้วยสิ่งโสโครกและสิ่งเลอะเทอะ เราเคยได้ยินผู้คนมากมายเหลือเกินที่ทะเลาะวิวาทกัน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง ที่นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของพวกเขา ด้วยเหตุนี้จึงเปลี่ยนแปลงสัมพันธภาพกับเพื่อนมนุษย์ของพวกเขา มากจนกระทั่งเพื่อนเลิกเป็นเพื่อนและกลายมาเป็นศัตรูกัน โจมตีกันและกันด้วยลิ้นของพวกเขา ผู้คนส่วนใหญ่ใช้ถ้อยคำของเราเหมือนลูกกระสุนจากปืนกล โดยเปิดฉากยิงคนอื่น ๆ โดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งโลกมนุษย์ทั่วทุกหนแห่งเต็มไปด้วยเสียงดังอึกทึกคึกโครมที่พังทลายความสงบราบรื่น ช่างโชคดีที่วันนี้ได้มาถึงแล้วในบัดนี้ มิฉะนั้นใครจะรู้ว่ามีอีกมากเท่าใดที่อาจจะต้องพินาศไปภายใต้การกราดยิงปืนกลที่ไม่หยุดหย่อนนี้

หลังจากการแถลงถ้อยคำของเรา และก้าวทันสภาวการณ์ต่าง ๆ ของมวลมนุษย์ทั้งปวง อาณาจักรของเราก็จะเคลื่อนลงมาบนแผ่นดินโลกทีละขั้นตอน มนุษย์จะไม่เก็บงำความคิดวิตกกังวล หรือ “สาละวน” ตัวเขาเองกับผู้คนอื่นๆ หรือ “ใช้ความคิด” แทนพวกเขาอีกต่อไป และดังนั้น ข้อพิพาทที่โต้แย้งกันบนแผ่นดินโลกจึงไม่มีอีกแล้ว และหลังจากการแถลงถ้อยคำของเรา “อาวุธ” ต่าง ๆ นานาแห่งยุคสมัยใหม่จะถูกถอนออกไป มนุษย์จะพบสันติสุขกับมนุษย์อีกครั้ง หัวใจมนุษย์จะแผ่รังสีจิตวิญญาณแห่งความสามัคคี และจะไม่มีผู้ใดที่กำลังป้องกันตัวเองจากการซุ่มโจมตีอีกต่อไป มวลมนุษย์ทั้งปวงจะได้กลับคืนสู่สภาวะปกติและเริ่มต้นชีวิตใหม่ เมื่อได้อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ ผู้คนจำนวนมากจะมองไปรอบตัวของพวกเขา รู้สึกราวกับว่าพวกเขาได้เข้าสู่โลกใหม่โดยสิ้นเชิง และเนื่องจากการนี้ พวกเขาจึงไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมปัจจุบันของพวกเขาได้โดยฉับพลัน หรือเข้าสู่ร่องครรลองที่ถูกต้องได้ในทันที และดังนั้น มันจึงเป็นกรณีของ “วิญญาณเต็มใจแต่เนื้อหนังอ่อนแอ” ตามที่มวลมนุษย์รู้สึก แม้ว่าเราไม่เคยได้ลิ้มรสความขมขื่นของความทุกข์ยากด้วยตัวเราเองเหมือนมนุษย์ แต่ถึงอย่างไรเราก็รู้ทั้งหมดที่มีให้รู้เกี่ยวกับความขาดตกบกพร่องทั้งหลายของมนุษย์ เราสนิทสนมคุ้นเคยกับความต้องการที่จำเป็นของมนุษย์ และความเข้าใจของเราเกี่ยวกับจุดอ่อนทั้งหลายของเขานั้นครบบริบูรณ์ ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงไม่ล้อเล่นกับข้อบกพร่องทั้งหลายของเขา เราเพียงแต่บริหารมาตรการที่เหมาะสมสำหรับ“การศึกษา” โดยขึ้นอยู่กับความไม่ชอบธรรมของเขา ให้ดียิ่งขึ้นเพื่อทำให้ทุกคนสามารถอยู่บนร่องครรลองที่ถูกต้องได้ เพื่อที่มวลมนุษย์จะได้เลิกเป็นเด็กกำพร้าเร่ร่อนและกลับกลายเป็นทารกน้อยที่มีสถานที่ให้เรียกว่าบ้านแทน อย่างไรก็ตาม การกระทำของเรามีหลักการควบคุม หากมนุษย์ไม่เต็มใจที่จะชื่นชมความผาสุกที่อยู่ในตัวเรา เราก็ทำได้แค่เพียงคล้อยตามไปกับสิ่งที่พวกเขาได้ปลงใจไปแล้ว และส่งพวกเขาลงไปในบาดาลลึก ณ จุดนี้ ไม่ควรมีใครสักคนเก็บงำความคับข้องหมองใจต่าง ๆ ไว้ในหัวใจของพวกเขาอีกต่อไป แต่ทั้งหมดควรจะสามารถมองเห็นความชอบธรรมของเราในการจัดการเตรียมการที่เราได้ทำไป เราไม่บังคับให้มวลมนุษย์รักเรา และเราไม่เฆี่ยนตีให้มนุษย์คนใดมารักเรา ในตัวเราคืออิสรภาพทั้งสิ้น คือการปลดปล่อยทั้งสิ้น แม้ว่าโชคชะตาของมนุษย์จะอยู่ในมือของเรา แต่เราได้ให้เจตจำนงอิสระแก่มนุษย์ ซึ่งไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของเรา ในหนทางนี้ มนุษย์จะไม่หาเรื่องสร้าง “ปัญหา” ด้วยวิธีต่าง ๆ เนื่องจากประกาศกฤษฎีกาบริหารของเรา แต่ในทางกันข้าม เขาจะไว้วางใจในความเอื้ออารีของเรา และได้รับ “การปลดปล่อย” และดังนั้น ผู้คนมากมายแสวงหาทางออกของพวกเขาเองภายในเสรีภาพของพวกเขา แทนที่จะถูกหน่วงเหนี่ยวกักขังให้อยู่กับเรา

เราปฏิบัติกับมวลมนุษย์ด้วยมือที่ให้เสรีอยู่เสมอ ไม่เคยขวางกั้นมนุษย์ด้วยปัญหาที่คลี่คลายไม่ได้ ไม่เคยทำให้บุคคลใดอยู่ในความลำบากยากเย็นสักคนเดียว นี่มิใช่เป็นดังนี้หรอกหรือ ? แม้ว่าผู้คนมากมายยิ่งนักไม่รักเรา โดยที่หาได้ระคายเคืองด้วยท่าทีประเภทนี้เลยแม้แต่น้อยไม่ เราก็ได้ให้อิสรภาพแก่พวกเขา โดยยอมให้พวกเขาลอยลำมาจนถึงขนาดที่ปล่อยให้พวกเขาแหวกว่ายอย่างอิสระไปในทะเลแห่งความขมขื่นและความทุกข์ เนื่องจากมนุษย์เป็นเรือใหญ่ที่ไร้เกียรติยศศักดิ์ศรี แม้เขาจะมองเห็นพระพรที่เราถืออยู่ในมือของเรา เขาก็ไม่มีความสนใจที่จะชื่นชมมัน แต่กลับเลือกกระชากคว้าสิ่งที่นำความทุกข์มาให้จากมือของซาตาน ด้วยเหตุนี้เอง จึงเป็นการชี้ชะตากรรมให้ตัวเขาเองถูกซาตานบริโภคเป็น “เครื่องบำรุงเลี้ยง” แน่นอนว่ามีบางคนที่ได้มองเห็นความสว่างของเราด้วยตาของพวกเขา และดังนั้น ถึงแม้ว่าพวกเขากำลังใช้ชีวิตอยู่ในม่านหมอกอันบดบังของเวลาปัจจุบัน แต่พวกเขาก็มิได้สูญเสียความเชื่อในความสว่างไปด้วยเหตุแห่งม่านหมอกเหล่านี้ แต่ยังคงคลำทางและแสวงหาผ่านม่านหมอกเหล่านี้ต่อไป-ถึงแม้ว่าตลอดเส้นทางจะเกลื่อนไปด้วยอุปสรรคต่าง ๆ เมื่อมนุษย์กบฏต่อเรา เราจะพ่นความโกรธกริ้วอันเกรี้ยวกราดลงบนเขา และดังนั้น มนุษย์อาจจะพินาศไปโดยการไม่เชื่อฟังของเขา เมื่อเขาเชื่อฟังเรา เราจะยังคงซ่อนเร้นจากเขา ในหนทางนี้จึงเป็นการทำให้ความรักในส่วนลึกของหัวใจเขาน่าตื่นเต้น ความรักที่มิได้แสวงหาเพื่อลวงหลอกหรือหว่านล้อม แต่เพื่อให้ความชื่นชมยินดีแก่เรา มากมายหลายครั้งเหลือเกินที่เมื่อมนุษย์ตามหาเรา แล้วเราได้ปิดตาของเราและนิ่งเงียบเพื่อที่จะล้วงเอาความเชื่อแท้จริงของเขาออกมา แต่เมื่อเราไม่พูด ความเชื่อของเขาก็เปลี่ยนแปลงในทันที และทั้งหมดที่เรามองเห็นคือ “สินค้าปลอม” ของเขา เพราะมนุษย์ไม่เคยรักเราอย่างจริงใจ มีเพียงเมื่อเราสำแดงให้เห็นตัวเราเท่านั้นที่มนุษย์ทั้งหมดจะทำการแสดง “ความเชื่อ” อันมโหฬารออกมา แต่เมื่อเราซ่อนอยู่ในสถานที่ลับของเรา พวกเขาจะเริ่มมีหัวใจที่อ่อนแอและเลือนราง ราวกับกลัวว่าจะเป็นการทำให้เราขุ่นเคือง มีกระทั่งบางคนที่ไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของเรา จัดให้เราเป็น “การประมวลผลการรับรู้เชิงลึกทางจิต” อย่างหนึ่ง นั่นเองที่เป็นการหักล้างความจริงเรื่องการดำรงอยู่ของเรา ผู้คนมากมายเหลือเกินที่ยังคงอยู่ในสภาวะนี้ มากมายเหลือเกินที่มีภาวะจิตใจแบบนี้ มันมิได้เป็นมากไปกว่าความเลือกชอบของมนุษย์ทั้งหมดที่จะปิดบังสิ่งที่น่าเกลียดในตัวพวกเขาเองเอาไว้ เพราะนี้ พวกเขาจึงลังเลไม่เต็มใจที่จะดึงความสนใจมาสู่ความขาดตกบกพร่องของพวกเขาเอง และแค่ยอมรับความจริงในถ้อยคำของเราด้วยการกัดฟันและปกปิดใบหน้าเท่านั้นเอง

17 มีนาคม ค.ศ.1992

ก่อนหน้า:บทที่ 16

ถัดไป:บทที่ 19

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

  • พระผู้ช่วยให้รอดได้เสด็จกลับมาบน “เมฆขาว” แล้ว

    เป็นเวลาหลายสหัสวรรษ มนุษย์ได้ถวิลหารอคอยที่จะสามารถเป็นประจักษ์พยานการเสด็จมาของพระผู้ช่วยให้รอด มนุษย์ได้ถวิลหารอคอยที่จะเห็นพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอ…

  • งานในยุคพระธรรมบัญญัติ

    ราชกิจซึ่งพระยาห์เวห์ทรงกระทำกับชนชาติอิสราเอลนั้นได้เป็นการสถาปนาสถานกำเนิดของพระเจ้าในทางโลกขึ้นท่ามกลางมนุษยชาติอันเป็นสถานศักดิ์สิทธ์ที่พระองค์สถิ…

  • การปฏิบัติ (2)

    ในอดีตที่ผ่านมา ผู้คนได้ฝึกฝนตัวเองให้ได้อยู่กับพระเจ้าและมีชีวิตอยู่ภายในจิตวิญญาณทุกชั่วขณะ เมื่อเปรียบเทียบกับการปฏิบัติของวันนี้แล้ว นั่นเป็นรูปแบ…

  • คนชั่วจะถูกลงโทษอย่างแน่นอน

    จงมองเข้าไปในตัวของพวกเจ้าเองเพื่อดูว่าเจ้าปฏิบัติความชอบธรรมในทุกสิ่งที่เจ้าทำหรือไม่ และการกระทำทุกอย่างของเจ้าได้รับการเฝ้าดูจากพระเจ้าหรือไม่ นี่…