59. ผลของการรายงานอย่างซื่อตรง

โดย Zhao Ming, ประเทศจีน

ในเดือนเมษายนปี 2011 ฉันจำเป็นต้องรับตำแหน่งแทนผู้นำชื่อเหยาหลานในคริสตจักรแห่งหนึ่งในอีกส่วนหนึ่งของประเทศ ในช่วงส่งมอบตำแหน่ง ระหว่างที่เหยาหลานสรุปสถานการณ์ในคริสตจักรให้ฉันฟัง เธอพูดถึงว่าเสี่ยวหมินลูกของเธอเป็นมัคนายกฝ่ายรดน้ำ และเธอจะช่วยฉันให้คุ้นเคยกับงานในคริสตจักร การได้ยินเธออธิบายทุกอย่างตามลำดับแบบนั้น ทำให้ฉันอดไม่ได้ที่จะรู้สึกชื่นชมเธอ ดูเหมือนเหยาหลานจะจัดการงานของคริสตจักรได้ดีมากและมีความสามารถมาก ดังนั้นจึงแทบไม่น่าแปลกใจเลยที่ตอนนี้เธอสามารถรับผิดชอบงานได้กว้างขนาดนี้ ฉันตกลงใจอย่างเงียบๆ ที่จะคำนึงถึงน้ำพระทัยของพระเจ้าและทำเต็มที่เพื่อทำงานของคริสตจักรให้ดี

วันต่อมา เสี่ยวหมินพาฉันไปร่วมชุมนุมหัวหน้าทีม หลังจากเราอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็แบ่งปันประสบการณ์และความเข้าใจที่เกี่ยวข้องของฉันเองเล็กน้อย แล้วน้องเซี่ยก็พูดอย่างไม่พอใจว่า “เหยาหลานผู้นำคนเดิมของเราไม่สามัคคีธรรมถึงพระวจนะของพระเจ้าแบบนั้น เธอจะอธิบายพระวจนะให้เราฟังทีละบรรทัด พูดอะไรอย่าง ‘นี่คือการให้กำลังใจ’ และ ‘นี่คือการเตือน’” พี่น้องชายหญิงคนอื่นผสมโรง พูดว่าเหยาหลานสามัคคีธรรมถึงความจริงชัดเจนแค่ไหน ฉันประหลาดใจเต็มที่และคิดว่า “การสามัคคีธรรมถึงพระวจนะของพระเจ้าเป็นการพูดถึงประสบการณ์และความเข้าใจของเราเองบนพื้นฐานของพระวจนะของพระองค์ไม่ใช่เหรอ แล้วเหยาหลานไม่ได้พูดเรื่องการที่เธอนำพระวจนะของพระเจ้ามาปฏิบัติและรับประสบการณ์เหล่านั้นด้วยตัวเองได้ยังไง ทำไมเธอถึงอธิบายพระวจนะของพระเจ้าให้พี่น้องชายหญิงฟังทีละบรรทัดล่ะ การสามัคคีธรรมแบบนั้นจะเปิดโอกาสให้พวกเขาเข้าใจความจริงและรู้จักตัวเองได้เหรอ” ฉันอยากหารือเรื่องหลักปฏิบัติของการสามัคคีธรรมพระวจนะของพระเจ้าในการชุมนุมกับพวกเขา แต่แล้วฉันก็คิดว่า “ฉันเป็นคนใหม่ที่คริสตจักรนี้ และเหยาหลานก็ดูแลเรื่องงานของฉัน เสี่ยวหมินลูกสาวของเธอก็อยู่ที่นี่ด้วย หากฉันพูดว่าวิธีสามัคคีธรรมพระวจนะของพระเจ้าของเหยาหลานเป็นแค่การอธิบายความหมายตามตัวอักษรเท่านั้น แล้วมันไปเข้าหูเธอ เธออาจจะพูดว่าฉันเพิ่งมาถึงก็พยายามจับผิดเธอเสียแล้ว และคิดไม่ดีกับฉัน คงจะประดักประเดิดมากหากฉันทำให้เธอไม่พอใจเข้า” ฉันก็เลยหุบปากไว้ แล้วก็แค่นั้น

วันหนึ่ง ซิสเตอร์เซียวส่งจดหมายให้ฉันลับหลังเสี่ยวหมิน จดหมายเขียนว่าเธอเคยเสนอแนะเหยาหลานบางอย่าง แต่เหยาหลานไม่ยอมรับ ไม่เพียงเท่านั้น แต่เหยาหลานเริ่มเตะถ่วงเธอและไม่ยอมให้เธอทำหน้าที่เป็นเจ้าบ้านอีกต่อไป ฉันตกตะลึงเลยค่ะ ฉันคิดว่า “น้องเซียวคงเข้าใจผิดเป็นแน่ เหยาหลานจะกดขี่ใครได้ยังไง” จากนั้นฉันก็ไปหาเสี่ยวหมินเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ เสี่ยวหมินพูดว่าน้องเซียวเคยกระตือรือร้นมาก แต่ก็เข้าใจอะไรผิดบ่อยๆ เธอพูดต่อไปว่าน้องเซียวเป็นที่รู้จักในท้องถิ่นในฐานะผู้เชื่อ บ้านของเธอจึงไม่ปลอดภัย เธอปราศจากปัญญาในการทำให้สภาพแวดล้อมที่บ้านปลอดภัย เธอพูดเรื่องแย่ๆ ของน้องเซียวหลายอย่าง ฉันคิดกับตัวเองว่า “ถ้าทั้งหมดนั่นเป็นความจริง งั้นน้องเซียวก็ไม่เหมาะสำหรับหน้าที่เจ้าบ้านจริงๆ แต่ทำไมเธอถึงพูดว่าเหยาหลานกดขี่เธอล่ะ เธออาจจะไม่พอใจเหยาหลานบางอย่างก็ได้” แต่ทว่าฉันก็ยังรู้สึกไม่สบายใจ ฉันก็เลยไปพบน้องเซียวที่บ้าน ฉันค้นพบ ว่าบ้านของเธอดูเหมาะสำหรับการเป็นเจ้าบ้านทีเดียว และเธอก็ไม่ได้ขาดสติปัญญาเลยสักนิด ฉันจึงเริ่มงุนงง ฉันสงสัยว่า “ทำไมมันถึงต่างจากที่เสี่ยวหมินพูดขนาดนี้นะ เหยาหลานกำลังกดขี่น้องเซียวจริงๆ เหรอ” พอฉันขอให้น้องเซียวบอกรายละเอียดเพิ่มเติม ฉันก็ได้รู้ ว่าเหยาหลานกำลังใช้ความต้องการสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยเป็นข้ออ้าง ว่าเธอได้หยุดมัคนายกหลายคนไม่ให้ทำหน้าที่ของตัวเอง และผมก็คือพี่น้องชายหญิงไม่มีใครรดน้ำให้ พวกเขาไม่ได้ใช้ชีวิตคริสตจักรตามปกติ พอน้องเซียวเอ่ยปัญหานั้นให้เหยาหลานฟัง บอกว่าการจัดการเตรียมการพวกนี้ใช้ไม่ได้ เหยาหลาน ไม่เพียงไม่ยอมรับเรื่องนี้ แต่ยังปลดน้องเซียวจากหน้าที่ด้วย แล้วรู้ไหมคะว่าอะไรที่ยิ่งไม่น่าเชื่อเข้าไปใหญ่ เธอถึงขนาดเก็บงำจดหมายที่น้องเซียวรายงานถึงปัญหาของเธอด้วย ฉันตกใจมากเมื่อได้ยินเรื่องนี้ เป็นไปได้ยังไง เหยาหลานกำลังทำผิดชัดๆ แต่เธอกลับไม่ยอมรับสิ่งที่น้องเซียวพูด อีกทั้งเหยียบย่ำเธอและยับยั้งจดหมายของเธอด้วยซ้ำ เธอไม่ใช่คนที่ยอมรับความจริงอย่างแน่นอน! นั่นย้ำเตือนให้ฉันนึกถึงเรื่อง การที่เธอไม่เคยพูดถึงประสบการณ์และความเข้าใจของเธอเองเวลาที่เธอให้สามัคคีธรรมเรื่องพระวจนะของพระเจ้า แต่กลับนำพระวจนะของพระเจ้าออกนอกบริบทและนำพี่น้องชายหญิงไปผิดทาง เธอทำขัดกับหลักปฏิบัติของการสามัคคีธรรมพระวจนะของพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง ฉันตระหนักว่าเธออาจจะมีปัญหาจริงๆ และฉันต้องรายงานเรื่องนี้ให้ผู้ที่ตำแหน่งสูงกว่าเรารู้ เพื่อที่งานของพระนิเวศของพระเจ้าจะได้ไม่ล่าช้า แต่แล้วฉันก็คิดว่า “ตามที่น้องเซียวพูด เหยาหลานมีความเป็นมนุษย์ที่เลวร้าย เธอเป็นคนจัดการงานของฉันอยู่ตอนนี้ ดังนั้นถ้าเธอรู้เข้าว่าฉันเป็นคนรายงานเธอ เธอก็อาจจะกดขี่ฉันและปลดฉันจากหน้าที่” ฉันถอนหายใจพลางตัดสินใจว่าไม่พูดอะไรจะดีที่สุด แต่ฉันก็ตัดสินใจด้วยที่จะจัดการเตรียมการให้น้องเซียวทำหน้าที่เจ้าบ้านต่อ

แต่ก็ไม่คาดคิดเมื่อสองสามวันต่อมา น้องเฉินก็รายงานการกระทำชั่วบางอย่างของเหยาหลานให้ฉันทราบ เธอพูดว่าบราเดอร์หวังและภรรยาของเขาเป็นผู้เชื่อใหม่ และกลัวอยู่บ้างเนื่องจากการจับกุมและข่มเหงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และดังนั้นพวกเขาจึงไม่กล้ารับหน้าที่เจ้าบ้าน ไม่เพียงแค่เหยาหลานไม่สามัคคีธรรมบนความจริงเพื่อช่วยพวกเขาเท่านั้น แต่ยังตำหนิพวกเขา และไม่ยอมให้คนอื่นช่วยเหลือพวกเขาอีกด้วย สุดท้าย บราเดอร์หวังและภรรยาก็รู้สึกเลวร้ายและไม่อยากเข้าร่วมการชุมนุมอีกต่อไป เมื่อซิสเตอร์เฉินบอกเหยาหลานว่านี่ไม่ใช่วิธีปฏิบัติต่อพี่น้องชายหญิง เธอก็ไม่ทบทวนตัวเองแม้แต่น้อย แต่แต่งเรื่องว่าความปลอดภัยของซิสเตอร์เฉินอยู่ในอันตราย แล้วเธอก็กีดกันซิสเตอร์เฉินจากคริสตจักรเป็นเวลาหลายเดือน ไม่ยอมให้เธอมีส่วนร่วมในชีวิตคริสตจักร แล้วยังมีพี่สาวอีกคนที่กำลังทำหน้าที่รดน้ำด้วย ที่งานชุมนุม เธอจะรวมพระวจนะของพระเจ้าในการสามัคคีธรรมของเธอ อีกทั้งเปิดเผยและซื่อตรงอย่างเต็มที่เกี่ยวกับว่าอุปนิสัยเสื่อมทรามไหนที่เธอได้เปิดเผยมา เหยาหลานคว้าโอกาสนี้เพื่อปลดเธอจากหน้าที่ แล้วก็เลื่อนขั้นเสี่ยวหมินลูกสาวของตัวเองให้ทำหน้าที่รดน้ำ แล้วบอกพี่น้องชายหญิงให้ฝึกลูกสาวของเธอให้ดี เพราะเธอจะรับงานที่สำคัญในพระนิเวศของพระเจ้าในอนาคต เหยาหลานเลื่อนขั้นสามีของเธอเป็นหัวหน้ากลุ่มอีกด้วย แต่ที่จริงเขาไม่ใช่ผู้เชื่อที่แท้จริง และไม่สามารถสามัคคีธรรมอะไรที่มีคุณในการชุมนุมได้เลย แต่ทว่าเหยาหลานทำตามอารมณ์และลากสามีเข้ามาในคริสตจักร แล้วมอบหมายให้เขาเป็นหัวหน้ากลุ่ม นี่เป็นการละเมิดประกาศกฤษฎีกาบริหารอย่างร้ายแรงค่ะ แล้วการกระทำชั่วของเธอก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เหยาหลานกับลูกสาวปกครองคริสตจักรราวกับเจ้าเหนือหัว กดขี่และสั่งการพี่น้องชายหญิงตามใจชอบ จนกระทั้งแค่เห็นเธอก็ทำให้พวกเขากลัวและไม่มีใครกล้าแสดงความคิดเห็น ฉันตกใจและโกรธมากเมื่อได้ยินสิ่งที่พี่เฉินพูด ตอนที่เหยาหลานส่งมอบงานของเธอให้ฉันเมื่อเริ่มต้น ฉันชื่นชมเธอ ตอนที่เธอพูดว่างานทั้งหมดเป็นไปด้วยดี แต่ทั้งหมดเป็นแค่คำโกหก ไม่เพียงเธออ้างพระวจนะของพระเจ้าผิดบริบทระหว่างสามัคคีธรรม และนำพี่น้องชายหญิงบางคนไปผิดทางด้วยการเทศนาจดหมายและหลักคำสอนเท่านั้น เธอยังสำราญกับพระพรของตำแหน่งของเธอและกลั่นแกล้งพี่น้องชายหญิงด้วย เธอไปไกลถึงขนาดปกครองคริสตจักรอย่างเผด็จการ เพื่อกดขี่คนอื่นตามอำเภอใจ และปลดผู้คนจากตำแหน่ง เธอเลื่อนตำแหน่งและฝึกฝนคนใกล้ชิด และมีส่วนร่วมในการเล่นพรรคเล่นพวก พฤติกรรมป่าเถื่อนและบุ่มบ่ามของเธอและการกระทำชั่วหลายอย่างของเธอ แสดงให้เห็นว่าเธอเป็นศัตรูของพระคริสต์ที่ดื้อรั้นค่ะ! ตอนนี้ขอบเขตหน้าที่ของเธอกว้างขึ้นไปอีก ดังนั้นพี่น้องชายหญิงจะถูกทำร้ายมากขึ้นอย่างแน่นอน ฉันรู้ว่าฉันต้องรายงานเรื่องให้ให้ระดับสูงทราบโดยเร็วที่สุด และค้ำจุนงานของคริสตจักร แต่ทว่าเมื่อฉันเริ่มคิดจะรายงานเรื่องเธอ ฉันก็เริ่มเป็นกังวลว่า “เหยาหลานดูแลเรื่องงานของฉัน ฉันรู้ความประพฤติของเธอดี ถ้าเธอรู้เข้าว่าฉันรายงานเรื่องเธอ งั้นก็เป็นไปได้สูงที่เธอจะปลดฉันจากตำแหน่งผู้นำคริสตจักรแล้วส่งฉันกลับบ้าน เธออาจจะหาข้ออ้างเพื่อกดขี่และลงโทษฉันด้วยซ้ำ ชีวิตของฉันคงจะลำบากมากทีเดียว ถ้าหากฉันลงเอยด้วยการถูกเตะออกจากคริสตจักรล่ะ งั้นการเดินทางแห่งความเชื่อในพระเจ้าของฉันก็คงจบสิ้น ฉันต้องมองความเป็นจริง ฉันจะจัดแจงงานของคริสตจักรก่อนแล้วค่อยดูอีกที” และดังนั้น เพื่อจะปกป้องตัวเอง ฉันตัดสินใจไม่รายงานและเปิดโปงเธอ แต่ในงานชุมนุมครั้งถัดมา ฉันเห็นสีหน้าคาดหวังของบรรดาพี่น้องชายหญิงเหล่านั้น ฉันรู้สึกเจ็บปวดจริงๆ และมโนธรรมของฉันก็ถูกสงสัย ยิ่งกว่านั้น เมื่อฉันได้ยินพวกเขาพูดเรื่องการที่เสี่ยวหมินยกย่องความสามารถในการสามัคคีธรรมบนความจริงของเหยาหลานไปทั่วคริสตจักร และพูดว่าเธอกำลังบีบบังคับและสั่งสอนพี่น้องชายหญิงอย่างจองหอง ฉันก็ยิ่งโกรธมากขึ้น ฉันคิดกับตัวเองว่า “ฉันต้องรายงานเรื่องการกระทำชั่วของเหยาหลานและเสี่ยวหมินให้ผู้มีตำแหน่งสูงกว่ารู้ ฉันจะปล่อยให้พวกเขาทำตัวชั่วร้ายและกดขี่พี่น้องชายหญิงตามอำเภอใจไม่ได้” ดังนั้นฉันจึงเขียนทุกอย่างที่พี่น้องชายหญิงบอกเกี่ยวกับพวกเขา แต่ทว่าหลังจากการชุมนุม ฉันก็รู้สึกขัดแย้งอีกครั้งว่า เหยาหลานจะลงโทษฉันยังไงนะถ้าเธอรู้เข้า แต่จะไม่เป็นการทำชั่วเหรอ หากฉันเลือกปกป้องตัวเอง และไม่เปิดโปงสองคนนั้น ฉันกลืนไม่เข้าคายไม่ออก และรู้สึกเหมือนถูกบีบแน่นเสียจนแทบหายใจไม่ออก ฉันคุกเข่าลงอธิษฐานต่อพระเจ้าทั้งน้ำตาว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ต้องการรายงานเรื่องเหยาหลานกับลูกสาวของเธอให้บรรดาผู้นำของข้าพระองค์ทราบ แต่ข้าพระองค์กลัวว่าพวกเขาจะแก้แค้นข้าพระองค์ โอ้พระเจ้า โปรดทรงนำข้าพระองค์ให้ฝ่าผ่านการกดขี่ของกองกำลังแห่งความมืด และปฏิบัติความจริงและค้ำจุนงานของคริสตจักรด้วยเถิด”

หลังจากอธิษฐาน ฉันอ่านบทตอนนี้ในพระวจนะของพระเจ้า “เจ้าทั้งปวงกล่าวว่าเจ้าคำนึงถึงพระภาระของพระเจ้า และจะปกป้องคำพยานของคริสตจักร แต่ใครหรือในหมู่พวกเจ้าที่ได้คำนึงถึงพระภาระของพระเจ้าจริงๆ?  จงถามตัวเจ้าเองว่า เจ้าเป็นใครคนหนึ่งซึ่งได้แสดงให้เห็นความคำนึงถึงพระภาระของพระองค์หรือไม่?  เจ้าสามารถปฏิบัติความชอบธรรมเพื่อพระองค์หรือไม่?  เจ้าสามารถยืนขึ้นและพูดเพื่อเราหรือไม่?  เจ้าสามารถนำความจริงมาปฏิบัติอย่างหนักแน่นมั่นคงหรือไม่?  เจ้ากล้าพอที่จะต่อสู้กับความประพฤติทั้งปวงของซาตานหรือไม่?  เจ้าจะสามารถวางภาวะอารมณ์ทั้งหลายของเจ้าลง และเปิดโปงซาตานเพื่อเห็นแก่ประโยชน์แห่งความจริงของเราไหม?  เจ้าสามารถยอมให้เจตนาของเราได้รับการทำให้ลุล่วงภายในตัวเจ้าไหม?  เจ้าได้มอบถวายหัวใจของเจ้าในชั่วขณะที่สำคัญยิ่งยวดที่สุดหรือไม่?  เจ้าเป็นใครคนหนึ่งที่จะกระทำตามเจตจำนงของเราหรือไม่?  จงถามคำถามเหล่านี้กับตัวเจ้าเอง และคิดเกี่ยวกับคำถามเหล่านี้ให้บ่อย” (“บทที่ 13” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  ฉันละอายใจตัวเองมากเมื่ออ่านวิวรณ์เหล่านี้ในพระวจนะของพระเจ้า ฉันเชื่อในพระเจ้า แต่พระเจ้าทรงไม่มีที่ในหัวใจของฉันเลย ฉันไม่ได้จริงจังกับงานที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้ และทั้งหมดที่ฉันคิดถึงเมื่อเผชิญปัญหาก็คือผลประโยชน์ของตัวฉันเอง ฉันไม่ได้ปกป้องงานของพระนิเวศของพระเจ้าสักนิด ฉันค้นพบอย่างชัดเจนเหยาหลานกำลังอธิบายพระวจนะของพระเจ้าโดยอ้างถึงพระวจนะเหล่านั้นนอกบริบท พบว่าเธอครอบงำในคริสตจักร และพบว่าเธอกำลังลงโทษและกดขี่พี่น้องชายหญิง เพื่อจะเลื่อนตำแหน่งให้พวกคนใกล้ชิดกับเธอเพื่อเพิ่มความมั่นคงให้ตัวเอง เธอปลดผู้คนจากหน้าที่ตามอำเภอใจ ก่อกวนและแทรกแซงชีวิตคริสตจักรอย่างร้ายแรง และจำกัดและทำร้ายพี่น้องชายหญิง โดยเฉพาะตอนนี้ที่ขอบเขตงานของเธอกว้างขึ้น เธออยู่ในตำแหน่งที่จะทำร้ายพี่น้องชายหญิงมากขึ้นไปอีก แต่ฉันเอาแต่กลัวสถานะและอิทธิพลของเหยาหลาน กลัวว่าจะถูกเธอกดขี่และปลดจากตำแหน่ง กลัวจะเสียตำแหน่งและโอกาสในอนาคตของตัวเอง และกลัวว่าเธอและลูกสาวจะแก้แค้นฉันและทำร้ายฉัน ฉันจึงไม่กล้ายึดหลักปฏิบัติและเปิดโปงและรายงานพวกเธอ และดังนั้น ฉันจึงเฝ้ามองศัตรูของพระคริสต์และคนชั่วร้ายอาละวาดในคริสตจักรด้วยดวงตาที่เปิดกว้าง พี่น้องชายหญิงถูกกดขี่และชีวิตของพวกเขาก็ได้รับความเสียหาย แต่ฉันก็ยังไม่กล้ายืนหยัดและเปิดโปงซาตาน ฉันเป็นคนที่เลวทราม ชั่วร้าย และน่ารังเกียจอะไรอย่างนั้น แล้วฉันก็อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ตรัสว่า “มวลมนุษย์ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างลุ่มลึก  น้ำพิษของซาตานไหลเวียนผ่านเลือดของทุกบุคคล และสามารถเห็นได้ว่า ธรรมชาติของมนุษย์นั้นเสื่อมทราม ชั่ว และเป็นปฏิกิริยานิยม เต็มอิ่มและชุ่มแช่อยู่ในปรัชญาทั้งหลายของซาตาน—ในความครบถ้วนบริบูรณ์ของมันนั้น มันคือธรรมชาติหนึ่งซึ่งทรยศพระเจ้า  นี่คือเหตุผลที่ผู้คนต้านทานพระเจ้าและยืนหยัดอยู่ในการต่อต้านพระเจ้า” (“วิธีที่จะรู้จักธรรมชาติของมนุษย์” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์)  “สำหรับสิ่งที่พิษของซาตานเป็นนั้น มันสามารถแสดงออกมาอย่างครบถ้วนด้วยคำพูด  ตัวอย่างเช่น หากพวกเจ้าถามพวกคนทำชั่วว่าเหตุใดพวกเขาจึงปฏิบัติตนในหนทางที่พวกเขาทำ พวกเขาก็จะตอบว่า ‘เพราะมนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม’  วลีเดียวนี้แสดงถึงรากเหง้าที่แท้จริงของปัญหา  ตรรกะของซาตานได้กลายมาเป็นชีวิตของผู้คนไปแล้ว  พวกเขาอาจทำสิ่งทั้งหลายเพื่อจุดประสงค์นี้นั้น แต่พวกเขาก็แค่กำลังทำมันเพื่อตัวพวกเขาเอง  ทุกคนคิดว่าในเมื่อ มันเป็นว่ามนุษย์ทุกคนทำเพื่อตนเองและมารก็เอาตัวคนรั้งท้ายไป ผู้คนก็ควรดำรงชีวิตเพื่อประโยชน์ของตัวพวกเขาเอง และทำทุกสิ่งทุกอย่างในอำนาจของพวกเขาเพื่อที่จะรักษาความปลอดภัยให้กับสถานภาพที่ดีเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของอาหารและเครื่องนุ่งห่มอันวิจิตร  ‘มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม’—นี่คือชีวิตและปรัชญาของมนุษย์ และมันยังเป็นตัวแทนธรรมชาติของมนุษย์อีกด้วย  คำพูดเหล่านี้ของซาตานเป็นพิษของซาตานอย่างแน่แท้ และเมื่อผู้คนรับมันไว้ภายใน มันจึงกลายเป็นธรรมชาติของพวกเขา  ธรรมชาติของซาตานนั้นถูกเปิดโปงโดยผ่านทางคำพูดเหล่านี้ คำพูดเหล่านี้เป็นตัวแทนซาตานอย่างครบบริบูรณ์  พิษนี้กลายเป็นชีวิตของผู้คนเช่นเดียวกับเป็นรากฐานแห่งการดำรงอยู่ของพวกเขา และมนุษยชาติซึ่งถูกทำให้เสื่อมทรามก็ได้ถูกครอบงำโดยพิษนี้เป็นเวลาหลายพันปี” (“วิธีเดินบนเส้นทางของเปโตร” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์)  พระวจนะของพระเจ้าแสดงให้ฉันเห็นว่าฉันถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามและเหยียบย่ำ และเห็นว่ากระดูกและเลือดเนื้อของฉันได้ชุ่มโชกและซึมซาบด้วยพิษ ปรัชญา และกฎแบบซาตาน จนกระทั้งตัวฉันเองกลายเป็นยิ่งชั่วร้ายและเห็นแก่ตัวขึ้นทุกที ฉันใช้ชีวิตด้วยพิษแบบซาตานอย่าง “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” “เมื่อเจ้ารู้ว่าบางสิ่งบางอย่างผิดไป จงพูดให้น้อยลงเสียจะดีกว่า” และ “ผู้คนที่มีไหวพริบนั้น เก่งในการปกป้องตัวเอง ด้วยการแค่พยายามหลีกเลี่ยงปัญหาเท่านั้น” ความคิดของฉันผิดเพี้ยนไปหมด และฉันมีค่านิยมและมุมมองที่เลวร้ายต่อชีวิต ฉันเห็นผลประโยชน์ของตัวเอง อนาคตของฉัน โอกาส และชะตากรรมของฉันว่าสำคัญกว่าอะไรอื่น การเห็นเหยาหลานและพวกกองกำลังศัตรูของพระคริสต์ที่ชั่วร้ายของเธอทำร้ายพี่น้องชายหญิงในคริสตจักร ฉันรู้ว่าฉันต้องเปิดโปงและรายงานพวกเขา แต่เพราะฉันกลัวว่าจะถูกกดขี่และสูญเสียตำแหน่งและโอกาสในอนาคตของฉัน ฉันก็ไม่กล้าทำมัน ไม่ว่าฉันจะกระสับกระส่ายมากแค่ไหน ดังนั้นฉันจึงอนุญาตให้ศัตรูของพระคริสต์รบกวนคริสตจักรและประจบสอพลอ ไม่กล้าพูดอย่างเป็นธรรมแม้แต่คำเดียว ฉันรู้ตัวว่าฉันถูกพิษของซาตานผูกมัดและล่ามไว้อย่างแน่นหนา จนฉันกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของมัน เป็นสุนัขรับใช้ นี่น่ารังเกียจสำหรับพระเจ้า และฉันไม่ควรค่าที่จะใช้ชีวิตเบื่องพระพักตร์พระองค์ ฉันได้สำราญกับพระราชกิจและการทรงนำของพระเจ้ามาหลายปี และพระองค์ทรงยกฉันขึ้นเพื่อให้ฉันสามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้นำคริสตจักรได้ แต่ทว่าฉันก็ไม่รู้จักทะนุถอนมันไว้ และไม่ได้คิดสักนิดว่าจะห่วงใยพี่น้องชายหญิงหรือค้ำจุนงานของพระนิเวศของพระเจ้ายังไง ฉันใช้ชีวิตไปตามแรงปรารถนาอันเห็นแก่ตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ โดยไม่มีเกียรติหรือความซื่อตรงแม้แต่น้อย ฉันไม่สามารถเป็นไปตามความเชื่อใจที่พี่น้องชายหญิงมีให้ฉันได้ และยิ่งไปกว่านั้น ฉันไม่สามารถทำตามสิ่งที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้ฉันได้ พอคิดแบบนี้ ฉันก็เกลียดตัวเองที่ เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจอย่างมาก แล้วฉันก็กล่าวอธิษฐานต่อพระเจ้า พร้อมจะกลับใจ ฉันขอให้พระเจ้าประทานความแข็งแกร่งแก่ฉัน และทรงนำฉันให้ฝ่าผ่านอิทธิพลมืดเหล่านี้และสามารถปฏิบัติความจริงได้

หลังจากนั้น ฉันอ่านบทตอนนี้ในพระวจนะของพระเจ้า “พระอุปนิสัยของพระเจ้าคือพระอุปนิสัยของผู้ปกครองแห่งสรรพสิ่งต่างๆ และสิ่งมีชีวิตทั้งมวล เป็นพระอุปนิสัยขององค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งการสร้างทั้งปวง  พระอุปนิสัยของพระองค์แสดงให้เห็นถึงพระเกียรติ ฤทธานุภาพ ความสูงศักดิ์ ความยิ่งใหญ่ และเหนือสิ่งอื่นใด ความยิ่งใหญ่สูงสุด  พระอุปนิสัยของพระองค์เป็นสัญลักษณ์แห่งสิทธิอำนาจ สัญลักษณ์แห่งทุกสิ่งซึ่งชอบธรรม สัญลักษณ์แห่งทุกสิ่งซึ่งสวยงามและดีงาม  ยิ่งไปกว่านั้นคือเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของพระองค์ผู้ซึ่งไม่สามารถถูก[ก]พิชิตหรือถูกรุกรานได้โดยความมืดและกองกำลังศัตรูใดๆ รวมทั้งยังเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของพระองค์ผู้ซึ่งไม่สามารถถูกทำให้ขุ่นเคืองได้ (อีกทั้งพระองค์จะไม่ทรงยอมผ่อนปรนให้กับการถูกทำให้ขุ่นเคือง)[ข] โดยสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดๆ  พระอุปนิสัยของพระองค์เป็นสัญลักษณ์แห่งฤทธานุภาพสูงสุด  ไม่มีบุคคลหรือเหล่าบุคคลใดสามารถหรืออาจรบกวนพระราชกิจของพระองค์หรือพระอุปนิสัยของพระองค์ได้” (“การเข้าใจพระอุปนิสัยของพระเจ้ามีความสำคัญมาก” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  ฉันเข้าใจจากพระวจนะของพระเจ้าว่าพระเจ้าทรงปกครองเหนือสรรพสิ่ง เข้าใจว่าพระอุปนิสัยของพระองค์เป็นสัญลักษณ์ของสิทธิอำนาจสูงสุด และเข้าใจว่าไม่มีกองกำลังศัตรูหรือกองกำลังความมืดใดๆ ทำให้พระอุปนิสัยนั้นขุ่นเคืองได้ พระเจ้าจะทรงขจัดกองกำลังชั่วร้ายของซาตานที่ยุ่งวุ่นวายทั้งหมดออกจากคริสตจักรและกำจัดพวกเขาทิ้งจนหมดสิ้น นี่คือทิศทางของพระราชกิจของพระเจ้าและเป็นความจริงที่พระเจ้าจะทรงบรรลุผลอย่างแน่นอน เหยาหลานปกครองคริสตจักรเหมือนทรราชมาตลอด ควบคุมและกดขี่พี่น้องชายหญิง ฝึกฝนคนใกล้ชิดของเธอและจัดตั้งอาณาจักรของตัวเอง เธอได้ก่อกวนและแทรกแซงพระราชกิจของพระเจ้า กระทำชั่วทุกรูปแบบ และทำให้พระอุปนิสัยของพระเจ้าขุ่นเคืองอย่างร้ายแรง เธอเป็นปิศาจศัตรูของพระคริสต์ซึ่งจะถูกขับไล่ออกจากคริสตจักรไม่ช้าก็เร็ว ฉันคิดถึงเรื่องการที่พระนิเวศของพระเจ้าเคยขับไล่คนชั่วและศัตรูของพระคริสต์มากมาย ไม่ว่าพวกเขาจะโหดร้ายแค่ไหน พวกเขาก็ประสบความสำเร็จได้แค่ช่วงสั้นๆ เท่านั้น และสุดท้ายพวกเขาก็ไม่สามารถหนีจากการลงโทษของพระเจ้าได้ นี่ไม่ใช่ความชอบธรรมของพระเจ้าเหรอคะ แต่ฉันกลับไม่เข้าใจความชอบธรรมของพระเจ้า และไม่ได้เชื่อใจในข้อเท็จจริงที่ว่าในพระนิเวศของพระเจ้า ความจริงและความชอบธรรมมีอำนาจเหนือ ว่าพระเจ้าทรงปกครอง ฉันมองพระนิเวศของพระเจ้าราวกับว่าเป็นเหมือนกับโลก ราวกับว่าใครก็ตามที่มีสถานะและอำนาจก็สามารถควบคุมชะตากรรมของฉันได้ แล้วถ้าฉันอยู่คนละฝั่งกับเหยาหลานและลูกสาวของเธอ ฉันก็คิดว่าฉันจะสูญเสียโอกาสและบั้นปลายในอนาคตของฉัน ฉันถึงขนาดกลัวว่าพวกเธอจะแก้แค้นฉัน ฉันไม่วางใจในกฎของพระเจ้าเหนือสรรพสิ่ง ความเชื่อแบบนี้เป็นความเสื่อมเสียสำหรับพระเจ้า! ฉันอ่านบทตอนนี้ในพระวจนะของพระเจ้าหลังจากนั้น “วจนะของเราคือพื้นฐานของมนุษย์ในการหลีกหนีจากอิทธิพลมืดทั้งหลาย และผู้คนที่ไม่สามารถปฏิบัติตามวจนะของเราจะไม่สามารถหลีกหนีจากพันธนาการของอิทธิพลแห่งความมืดได้  การใช้ชีวิตในสภาวะที่ถูกต้องก็คือการใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การทรงนำแห่งพระวจนะของพระเจ้า อยู่ในสภาวะแห่งความจงรักภักดีต่อพระเจ้า อยู่ในสภาวะของการแสวงหาความจริง อยู่ในความเป็นจริงแห่งการสละตนเองเพื่อพระเจ้าอย่างจริงใจ และอยู่ในสภาวะที่รักพระเจ้าอย่างจริงแท้  บรรดาผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะเหล่านี้และอยู่ภายในความเป็นจริงนี้จะค่อยๆแปลงสภาพเมื่อพวกเขาเข้าสู่ก้นบึ้งแห่งความจริง และพวกเขาจะแปลงสภาพเมื่องานนั้นลงลึกยิ่งขึ้น และในท้ายที่สุด พวกเขาจะได้กลายเป็นผู้คนซึ่งได้รับการรับไว้โดยพระเจ้าอย่างแน่นอน และเป็นผู้ที่รักพระเจ้าอย่างจริงแท้” (“จงหนีให้พ้นจากอิทธิพลแห่งความมืด แล้วพระเจ้าจะทรงรับเจ้าไว้” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  พระวจนะของพระเจ้าเผยเส้นทางแก่ฉัน หากฉันต้องการฝ่าผ่านโซ่ตรวนของอิทธิพลมืดของซาตาน ฉันก็ต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้า ฉันต้องปล่อยวางผลประโยชน์ส่วนตัวและความคิดเรื่องอนาคตของฉัน ปฏิบัติความจริง เปิดโปงและรายงานเรื่องศัตรูของพระคริสต์พวกนั้น และค้ำจุนงานของพระนิเวศของพระเจ้า ถึงแม้ว่าฉันจะถูกปลดจากหน้าที่และเสียตำแหน่งและโอกาสของฉันไป ฉันก็ต้องยึดถือหลักปฏิบัติแห่งความจริง พอฉันเข้าใจเรื่องนี้ ฉันก็พบพละกำลังของตัวเอง และฉันก็เขียนจดหมายถึงบรรดาผู้นำของฉันเพื่อรายงานเรื่องเหยาหลานและเสี่ยวหมิน

สองสามวันต่อมา บรรดาผู้นำเรียกพี่น้องชายหญิงทั้งหมดมาชุมนุมกัน เพื่อเปิดโปงข้อเท็จจริงของการกระทำชั่วที่เหยาหลานกับเสี่ยวหมินทำ ตามหลักปฏิบัติ เหยาหลาน สามีของเธอ และเสี่ยวหมินทั้งหมดถูกปลดจากหน้าที่ เหยาหลานกับลูกสาวไม่ทบทวนหรือพยายามรู้จักตัวเอง แต่กลับไปหาพี่น้องชายหญิงตามบ้าน แสร้งสำนึกผิด และถึงขนาดโอดครวญว่าพวกเธอถูกรังแกเพื่อพยายามหลอกลวงพี่น้องชายหญิงเหล่านั้น พวกเธอไม่กลับใจเลยสักนิด และท้ายที่สุด เพราะการกระทำชั่วของพวกเธอ พวกเธอจึงถูกตัดสินว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์และผู้กระทำชั่วซึ่งเคยทำชั่วมาทุกรูปแบบ และถูกขับไล่ออกจากคริสตจักรค่ะ ชีวิตคริสตจักรกลับสู่ปกติ พี่น้องชายหญิงปรบมือโห่ร้อง และทุกคนสรรเสริญความชอบธรรมและความบริสุทธิ์ของพระเจ้า ว่าพระคริสต์ปกครองที่นั่น และไม่ว่ากองกำลังชั่วศัตรูของพระคริสต์จะชั่วร้ายและแผลงฤทธิ์แค่ไหน หรือพวกเขาจะมีอำนาจสักเท่าไหร่ พวกเขาก็ไม่มีทางเอาชนะสิทธิอำนาจของพระเจ้าหรือก่อกวนพระราชกิจของพระเจ้าได้ ไม่ต้องพูดถึงการควบคุมชะตากรรมของใครด้วยซ้ำ พวกเขาก็เป็นเหมือนตัวหมากรุกในพระหัตถ์ของพระเจ้า เครื่องมือที่รับใช้เพื่อช่วยผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้พัฒนาปัญญาแยกแยะ การกระทำของพวกเขา เปิดโอกาสให้คนอื่นเห็นศัตรูของพระคริสต์และคนชั่วอย่างที่พวกเขาเป็น เพื่อที่พวกเขาจะไม่ถูกนำให้หลงทาง ผ่านประสบการณ์การรายงานศัตรูของพระคริสต์พวกนี้ มันเป็นการให้ความรู้แจ้ง การชี้แนะ และการนำของพระวจนะของพระเจ้า ซึ่งทำให้ฉันหลุดพ้นจากพลังมืดและปฏิบัติความจริง ฉันรู้สึกสบายใจและมีสันติสุขในหัวใจ และฉันรู้สึกการประพฤติตัวเองเช่นนี้เป็นหนทางเดียวที่จะใช้ชีวิตอยู่กับความมีเกียรติและความซื่อตรง ฉันรู้สึกได้รับการปลดปล่อยและเป็นอิสระ นี่คือผลของการเขียนรายงานที่ซื่อตรงค่ะ 

พระสิริทั้งปวงจงมีแด่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์! อาเมน!

เชิงอรรถ:

ก. ข้อความเดิมคือ “มันเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของการไม่สามารถถูก”

ข. ข้อความเดิมคือ “รวมทั้งยังเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของการไร้ความสามารถที่จะถูกทำให้ขุ่นเคืองได้ (และการไม่ยอมผ่อนปรนให้กับการถูกทำให้ขุ่นเคือง)”

ก่อนหน้า: 58. ตีแผ่ผู้นำเทียมเท็จ: การต่อสู้กับตัวเอง

ถัดไป: 60. พระเจ้าทรงชอบธรรมอย่างยิ่ง

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

75. การทดสอบนี้ของฉัน

โดย Zhongxin, ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “กิจการของเรามีมากกว่าจำนวนของเม็ดทรายบนชายหาด...

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย Xiaowei, ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย Yangmu, เกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ข้อคัดสรรของพระวจนะแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ 170 หลักธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติความจริง ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า (แก่นสารสำคัญของผู้เชื่อใหม่) คำพยานเกี่ยวกับประสบการณ์ทั้งหลายหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้