แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

ผลลัพธ์ 0 รายการ

ไม่พบผลลัพธ์

บทที่ 7 แง่มุมด้านอื่นของความจริงทั้งหลายที่เจ้าควรเข้าใจในการเชื่อในพระเจ้าของเจ้า

1. การรู้ที่มาของการต่อต้านของผู้คนที่มีต่อพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า ในการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง

เหตุผลที่ทำไมมนุษย์จึงต่อต้านพระเจ้านั้น ในแง่หนึ่งมาจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเขา และในอีกแง่หนึ่งจากความไม่รู้เท่าถึงการณ์เกี่ยวกับพระเจ้าและการขาดความเข้าใจหลักการที่พระเจ้าทรงพระราชกิจและน้ำพระทัยของพระองค์ที่ทรงมีให้กับมนุษย์ สองแง่มุมนี้เมื่อรวมกันแล้ว ก่อเกิดเป็นประวัติการต่อต้านพระเจ้าของมนุษย์ บรรดาผู้เชื่อซึ่งมาใหม่ต่อต้านพระเจ้าก็เพราะการต่อต้านเช่นนั้นมีอยู่ภายในธรรมชาติของพวกเขา ในขณะที่การต่อต้านพระเจ้าของบรรดาผู้ที่อยู่ในความเชื่อมาหลายปีเป็นผลลัพธ์มาจากความไม่รู้เท่าถึงการณ์เกี่ยวกับพระองค์ เพิ่มเติมเข้าไปกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขา

ตัดตอนมาจาก “ทุกคนที่ไม่รู้จักพระเจ้าคือคนที่ต่อต้านพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระราชกิจของพระเจ้ากำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเสมอ และแม้ว่าเป้าประสงค์ของพระราชกิจของพระองค์ไม่เปลี่ยนแปลง วิธีการซึ่งพระองค์ทรงใช้ในการปฏิบัติพระราชกิจนั้นเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งหมายความว่าบรรดาผู้ที่ติดตามพระเจ้าก็กำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน ยิ่งพระเจ้าทรงปฏิบัติพระราชกิจมากขึ้นเท่าใด ความรู้ของมนุษย์เกี่ยวกับพระเจ้าก็ยิ่งละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้นเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ซึ่งสอดคล้องกันก็เกิดขึ้นในอุปนิสัยของมนุษย์โดยเป็นผลตามมาจากพระราชกิจของพระเจ้าเช่นกัน อย่างไรก็ดี นั่นเป็นเพราะว่าพระราชกิจของพระเจ้านั้นเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จนบรรดาผู้ที่ไม่รู้จักพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และบรรดาผู้คนไร้สาระซึ่งไม่รู้จักความจริงเริ่มต่อต้านพระเจ้า พระราชกิจของพระเจ้าไม่เคยสอดคล้องกับมโนคติของมนุษย์เลย ด้วยเหตุที่พระราชกิจของพระองค์นั้นใหม่เสมอและไม่เคยเก่า และพระองค์ไม่เคยทรงปฏิบัติพระราชกิจเดิมซ้ำเลย แต่กลับทรงทะยานไปข้างหน้าด้วยพระราชกิจใหม่ซึ่งไม่เคยถูกทำมาก่อน เนื่องจากพระเจ้าไม่ทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ซ้ำ และมนุษย์ตัดสินพระราชกิจปัจจุบันของพระเจ้าอยู่เป็นนิจสินจากพระราชกิจที่พระองค์ทรงปฏิบัติไปในอดีต มันได้กลายเป็นยากเหลือเกินสำหรับพระเจ้าที่จะทรงดำเนินการแต่ละช่วงระยะของพระราชกิจของยุคใหม่ มนุษย์มีความยากลำบากต่าง ๆ มากมายเกินไป! เขามีความคิดเชิงอนุรักษ์นิยมมากเกินไป! ไม่มีใครรู้จักพระราชกิจของพระเจ้า แต่กระนั้นทุกคนกลับจำกัดเขตมัน เมื่อเขาละทิ้งพระเจ้า มนุษย์สูญเสียชีวิต ความจริง และพระพรของพระเจ้า แต่กระนั้นเขาก็ไม่ยอมรับชีวิตและความจริง ที่น้อยไปกว่านั้นคือพระพรที่ยิ่งใหญ่กว่าซึ่งพระเจ้าประทานให้แก่มนุษยชาติ พวกมนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาที่จะได้รับพระเจ้า แต่กระนั้นกลับไม่สามารถยอมผ่อนปรนต่อการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในพระราชกิจของพระเจ้าได้ บรรดาผู้ที่ไม่ยอมรับพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าเชื่อว่าพระราชกิจของพระเจ้านั้นไม่มีวันเปลี่ยนแปลง เชื่อว่ามันจะยังคงหยุดนิ่งตลอดกาล ในความเชื่อของพวกเขา ทั้งหมดที่จำเป็นเพื่อที่จะได้รับความรอดชั่วนิรันดร์จากพระเจ้าคือการปฏิบัติตามธรรมบัญญัติ และตราบเท่าที่พวกเขากลับใจและสารภาพบาปของพวกเขา น้ำพระทัยของพระเจ้าจะเป็นที่พึงพอใจเสมอ พวกเขามีความคิดเห็นว่าพระเจ้าสามารถเป็นได้เพียงพระเจ้าภายใต้ธรรมบัญญัติและพระเจ้าผู้ทรงถูกตรึงบนกางเขนเพื่อมนุษย์เท่านั้น มันเป็นความคิดเห็นของพวกเขาอีกเช่นกันว่าพระเจ้าไม่ทรงควรและไม่ทรงสามารถกระทำเกินกว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์ได้ ความคิดเห็นเหล่านี้นี่เองที่ได้ตีตรวนจองจำพวกเขาอย่างแน่นหนาเข้ากับธรรมบัญญัติยุคเก่า และตอกตรึงพวกเขาเข้ากับกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ตายไปแล้ว มีผู้คนมากกว่านี้ด้วยซ้ำที่เชื่อว่า ไม่ว่าพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าจะเป็นอะไรก็ตาม มันต้องได้รับการยืนยันโดยการเผยพระวจนะ และเชื่อว่าในแต่ละช่วงระยะของพระราชกิจดังกล่าว บรรดาทุกคนที่ติดตามพระองค์ด้วยหัวใจ “ที่แท้จริง” ก็จะต้องได้รับการเผยให้เห็นวิวรณ์เช่นกัน หากไม่เช่นนั้นแล้ว พระราชกิจดังกล่าวก็คงไม่สามารถเป็นพระราชกิจของพระเจ้าไปได้ มันไม่ใช่งานง่ายอยู่แล้วสำหรับมนุษย์ที่จะได้มารู้จักพระเจ้า เมื่อรวมเข้ากับหัวใจที่ไร้สาระของมนุษย์และธรรมชาติอันเป็นกบฏของเขาในความคิดว่าตนเองสำคัญเหนือผู้อื่นและความทะนงตนแล้ว ก็ยิ่งกลายเป็นยากขึ้นไปอีกสำหรับเขาที่จะยอมรับพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า มนุษย์นั้นทั้งไม่พิจารณาพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าอย่างถี่ถ้วน และไม่ยอมรับมันด้วยความถ่อมใจ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เขากลับนำท่าทีของการดูหมิ่นมาใช้ขณะที่เขารอคอยวิวรณ์และการทรงนำจากพระเจ้า นี่ไม่ใช่พฤติกรรมของบรรดาผู้ที่เป็นกบฏต่อและต่อต้านพระเจ้าหรอกหรือ? ผู้คนดังกล่าวสามารถได้รับการรับรองจากพระเจ้าได้อย่างไร?

ตัดตอนมาจาก “มนุษย์ผู้ที่ได้จำกัดเขตพระเจ้าไว้ในมโนคติของเขาสามารถได้รับวิวรณ์ของพระเจ้าได้อย่างไร?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

เพราะมีพัฒนาการใหม่ๆ อยู่เสมอในพระราชกิจของพระเจ้า จึงมีพระราชกิจใหม่และมีพระราชกิจที่เก่าและเลิกใช้ไปแล้วเช่นกัน พระราชกิจต่างชนิดเหล่านี้ เก่าและใหม่ก็ไม่ขัดแย้งกัน แต่เติมเต็มกัน แต่ละขั้นตอนเป็นส่วนต่อของขั้นตอนล่าสุด เพราะมีพระราชกิจใหม่ สิ่งเก่าๆ จึงต้องถูกกำจัดทิ้งไปอย่างแน่นอน ยกตัวอย่างเช่น การปฏิบัติบางอย่างที่กำหนดให้มีมาช้านานและคำกล่าวทั้งหลายที่ติดเป็นนิสัยของมนุษย์ ควบคู่ไปกับประสบการณ์และการสอนทั้งหลายในหลายปีของมนุษย์ได้ก่อให้เกิดมโนคติที่หลงผิดต่างๆ ทุกรูปแบบขึ้นในจิตใจของมนุษย์ ทว่าสิ่งที่ยิ่งเอื้อให้มนุษย์ก่อรูปมโนคติที่หลงผิดเช่นนั้นมากขึ้น ก็คือตรงที่พระเจ้ายังมิได้ทรงเปิดเผยพระพักตร์ที่แท้จริงและพระอุปนิสัยประจำตัวของพระองค์ต่อมนุษย์อย่างเต็มที่ ผนวกกับตลอดหลายปีที่ทฤษฎีดั้งเดิมต่างๆ จากสมัยโบราณแพร่กระจายไป มันจึงยุติธรรมที่จะกล่าวว่า ในระหว่างครรลองแห่งความเชื่อของมนุษย์ในพระเจ้า อิทธิพลของมโนคติที่หลงผิดต่างๆ อันหลากหลายได้นำไปสู่การก่อรูปและวิวัฒนาการต่อเนื่องของความรู้อย่างหนึ่งในผู้คน ซึ่งในความรู้นั้นพวกเขามีมโนคติที่หลงผิดทุกชนิดเกี่ยวกับพระเจ้าอยู่–พร้อมกับผลลัพธ์ที่ว่าผู้คนทางศาสนาจำนวนมากที่รับใช้พระเจ้าได้กลายเป็นศัตรูของพระองค์ไปเสียแล้ว ดังนั้นยิ่งมโนคติที่หลงผิดต่างๆ ทางศาสนาของผู้คนรุนแรงมากขึ้นเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งต่อต้านพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น และพวกเขาก็ยิ่งเป็นศัตรูของพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น พระราชกิจของพระเจ้านั้นใหม่เสมอและไม่เคยเก่าเลย มันไม่เคยกลายเป็นคำสอน และแทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับกำลังเปลี่ยนแปลงและเริ่มใหม่อยู่เสมออย่างต่อเนื่องในขอบเขตที่ไม่มากก็น้อย พระราชกิจนี้เป็นการแสดงออกของอุปนิสัยประจำตัวของพระเจ้าเอง มันยังเป็นหลักการประจำตัวแห่งพระราชกิจของพระเจ้าด้วย และเป็นหนึ่งในวิถีทางต่างๆ ที่พระเจ้าทรงสำเร็จลุล่วงการบริหารจัดการของพระองค์ หากพระเจ้ามิได้ทรงกระทำพระราชกิจในหนทางนี้ มนุษย์ก็คงจะไม่เปลี่ยนแปลงหรือสามารถที่จะรู้จักพระเจ้าได้ และซาตานก็คงจะไม่มีอันปราชัยลงไป ดังนั้นในพระราชกิจของพระองค์ จึงเกิดความเปลี่ยนแปลงต่างๆ อยู่เสมออย่างต่อเนื่อง ซึ่งดูเหมือนเอาแน่นอนไม่ได้ แต่อันที่จริงแล้วเกิดขึ้นเป็นช่วงๆ อย่างไรก็ตาม วิธีที่มนุษย์เชื่อในพระเจ้าก็แตกต่างกันพอสมควรเลยทีเดียว เขาเกาะติดอยู่กับคำสอนและระบบต่างๆ ที่เก่าแก่และคุ้นเคย และยิ่งพวกมันเก่าแก่มากเท่าไร พวกมันก็ยิ่งโอชะสำหรับเขามากเท่านั้น ความรู้สึกนึกคิดที่โง่เขลาของมนุษย์ ความรู้สึกนึกคิดที่แข็งราวกับหินนั้น จะสามารถยอมรับพระราชกิจและพระวจนะใหม่ๆ ซึ่งแทบมิอาจหยั่งถึงได้เลยของพระเจ้าได้อย่างไร? มนุษย์ชิงชังพระเจ้าผู้ทรงใหม่อยู่เสมอและไม่เคยเก่าเลย เขาชอบแต่พระเจ้าองค์ที่เก่าแก่ชราภาพผู้ทรงมีพระเกศาสีขาวและไม่เคลื่อนไหว ดังนั้น ด้วยความที่พระเจ้าและมนุษย์ต่างก็มีสิ่งที่ตนเองชอบ มนุษย์จึงได้กลายเป็นศัตรูของพระเจ้า ความขัดแย้งเหล่านี้ยังคงมีอยู่มากมายกระทั่งในทุกวันนี้ ในเวลาที่พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจใหม่มาโดยตลอดเกือบหกพันปีแล้ว เช่นนั้นแล้ว พวกเขาจึงเกินเยียวยา … เจตนารมณ์ของพระเจ้าที่มีเสมอมาก็เพื่อที่จะให้พระราชกิจของพระองค์ใหม่และมีชีวิต ไม่ใช่เก่าและตายไปแล้ว และสิ่งที่พระองค์ทรงให้มนุษย์ยึดถือให้มั่นนั้นก็แตกต่างกันไปตามยุคและช่วงเวลา และมิใช่คงอยู่เป็นนิตย์และเปลี่ยนแปลงไม่ได้ นั่นเป็นเพราะว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าองค์หนึ่งผู้ทรงทำให้มนุษย์มีชีวิตและเป็นคนใหม่ แทนที่จะเป็นมารผู้ทำให้มนุษย์ตายและเป็นคนเก่า เจ้าทั้งหลายยังไม่เข้าใจเรื่องนี้อยู่อีกหรือ? เจ้ามีมโนคติที่หลงผิดต่างๆ เกี่ยวกับพระเจ้าและไม่สามารถที่จะปล่อยวางพวกมันได้เพราะว่าเจ้ามีจิตใจที่ปิดกั้น ไม่ใช่เพราะมีสำนึกน้อยเกินไปภายในพระราชกิจของพระเจ้า หรือเพราะว่าพระราชกิจของพระเจ้าไม่สอดคล้องกับความปรารถนาต่างๆ ของมนุษย์ และยิ่งไปกว่านั้น มันไม่ใช่เพราะว่าพระเจ้าทรงหละหลวมอยู่เสมอในหน้าที่ต่างๆ ของพระองค์ ที่เจ้าไม่สามารถปล่อยวางมโนคติที่หลงผิดทั้งหลายของเจ้าได้นั้นก็เพราะเจ้าหย่อนยานเกินไปในความเชื่อฟัง และเพราะเจ้าไม่มีสภาพเสมือนของสิ่งทรงสร้างของพระเจ้าสักนิดเลย นั่นก็คือ มันไม่ใช่เพราะพระเจ้ากำลังทำให้สิ่งต่างๆ ลำบากยากเย็นสำหรับเจ้า ทั้งหมดนี้ถูกก่อขึ้นโดยตัวเจ้าและไม่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าเลย นั่นก็คือ ความทุกข์และเคราะห์ร้ายทั้งมวลถูกก่อขึ้นโดยมนุษย์ เจตนารมณ์ต่างๆ ของพระเจ้าดีงามเสมอ พระองค์ไม่ทรงปรารถนาที่จะเป็นเหตุให้เจ้าผลิตมโนคติที่หลงผิดต่างๆ แต่ทรงปรารถนาให้เจ้าเปลี่ยนแปลงและได้รับการเริ่มใหม่เมื่อยุคต่างๆ เคลื่อนผ่านไปต่างหาก ทว่าเจ้าก็ไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างของสองสิ่งนี้ได้ และพินิจพิเคราะห์หรือไม่ก็วิเคราะห์อยู่เสมอ มิใช่ว่าพระเจ้ากำลังทำสิ่งต่างๆ ให้ลำบากยากเย็นสำหรับเจ้า แต่เป็นที่ว่าเจ้าไม่มีความเคารพต่อพระเจ้าเลย และความไม่เชื่อฟังของเจ้านั้นใหญ่หลวงเกินไป สิ่งทรงสร้างขนาดเล็กจิ๋วที่กล้าเอาบางส่วนซึ่งไม่สลักสำคัญของมันที่พระเจ้าได้ทรงประทานให้ไปก่อนหน้านี้มาใช้ แล้วหันกลับมาและโจมตีพระเจ้า—นี่มิใช่ความไม่เชื่อฟังของมนุษย์หรอกหรือ? มันยุติธรรมที่จะกล่าวว่า มนุษย์ทั้งหลายไม่มีคุณสมบัติอย่างสิ้นเชิงที่จะแสดงทรรศนะต่างๆ ของตนออกมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และพวกเขายิ่งมีคุณสมบัติน้อยเข้าไปใหญ่ที่จะเกิดมีถ้อยคำไร้ค่าใดก็ตาม—ที่สวยหรูแต่เน่าเหม็น—ที่อาจแวบเข้ามาในความคิดของพวกเขา—ขึ้นมาพูด โดยไม่กล่าวถึงมโนคติที่หลงผิดขึ้นราเหล่านั้นเลย มิใช่ว่าพวกเขายิ่งไร้ค่าขึ้นไปอีกหรอกหรือ?

ตัดตอนมาจาก “เฉพาะบรรดาผู้ที่รู้จักพระราชกิจของพระเจ้าวันนี้เท่านั้น ที่อาจรับใช้พระเจ้าได้” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พวกเจ้าปรารถนาที่จะรู้ต้นตอว่าทำไมพวกฟาริสีจึงต่อต้านพระเยซูหรือไม่? พวกเจ้าปรารถนาที่จะรู้ธาตุแท้ของพวกฟาริสีหรือไม่? พวกเขาเต็มไปด้วยความเพ้อฝันเกี่ยวกับพระเมสสิยาห์ ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ พวกเขาเชื่อเพียงว่าพระเมสสิยาห์จะเสด็จมา ทว่าไม่ได้แสวงหาความจริงของชีวิต และดังนั้น แม้กระทั่งวันนี้พวกเขาก็ยังคงรอคอยพระเมสสิยาห์ เพราะพวกเขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับหนทางแห่งชีวิต และไม่รู้ว่าหนทางแห่งความจริงคืออะไร พวกเจ้าพูดว่า ผู้คนที่โง่เขลา ดื้อรั้น และรู้เท่าไม่ถึงการณ์เช่นนั้นได้รับพระพรของพระเจ้าได้อย่างไร? พวกเขาจะสามารถมองเห็นพระเมสสิยาห์ได้อย่างไร? พวกเขาต่อต้านพระเยซูเพราะพวกเขาไม่รู้ทิศทางของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพราะพวกเขาไม่รู้หนทางแห่งความจริงที่พระเยซูตรัส และยิ่งไปกว่านั้น เพราะพวกเขาไม่เข้าใจพระเมสสิยาห์ และเนื่องจากพวกเขาไม่เคยพบเห็นพระเมสสิยาห์และไม่เคยร่วมเคียงกับพระเมสสิยาห์ พวกเขาทำผิดพลาดที่ยึดติดอย่างสูญเปล่ากับพระนามของพระเมสสิยาห์ ในขณะที่ต่อต้านเนื้อแท้ของพระเมสสิยาห์ในทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ ในธาตุแท้แล้ว พวกฟาริสีเหล่านี้ดื้อรั้น อวดดี และไม่เชื่อฟังความจริง หลักการของความเชื่อที่พวกเขามีในพระเจ้าคือ: ไม่สำคัญว่าการประกาศของพระองค์จะลุ่มลึกเพียงใดก็ตาม ไม่ว่าสิทธิอำนาจของพระองค์จะสูงส่งเพียงใดก็ตาม พระองค์ทรงไม่ใช่พระคริสต์หากพระองค์ไม่ได้รับการขนานพระนามว่าพระเมสสิยาห์ มุมมองเหล่านี้ไม่ได้โง่เขลาและน่าขันหรอกหรือ? เราจะถามพวกเจ้าต่อไปอีกว่า ด้วยความที่พวกเจ้าไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับพระเยซูเลยแม้แต่น้อย พวกเจ้าจะไม่ทำผิดพลาดอย่างพวกฟาริสีในช่วงยุคเริ่มแรกได้อย่างง่ายดายเหลือแสนหรอกหรือ? เจ้าสามารถหยั่งรู้วิถีแห่งความจริงได้หรือไม่? เจ้าสามารถรับประกันได้อย่างแท้จริงหรือไม่ว่าเจ้าจะไม่ต่อต้านพระคริสต์? เจ้าสามารถติดตามพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้หรือไม่? หากเจ้าไม่รู้ว่าเจ้าจะต่อต้านพระคริสต์หรือไม่ เช่นนั้นแล้วเราพูดเลยว่าเจ้าก็กำลังใช้ชีวิตหมิ่นเหม่ใกล้ความตายแล้ว ผู้ที่ไม่รู้จักพระเมสสิยาห์ต่างมีความสามารถที่จะต่อต้านพระเยซู ปฏิเสธพระเยซู ใส่ร้ายพระองค์ ผู้คนที่ไม่เข้าใจพระเยซูล้วนมีความสามารถที่จะปฏิเสธพระองค์และประณามพระองค์ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาสามารถมองการทรงกลับมาของพระเยซูว่าเป็นการหลอกลวงของซาตาน และผู้คนเป็นจำนวนมากยิ่งขึ้นจะพากันกล่าวโทษการที่พระเยซูทรงกลับมาเป็นมนุษย์ ทั้งหมดนี้ไม่ทำให้พวกเจ้ารู้สึกกลัวหรือ? พวกเจ้าจะเผชิญกับการหมิ่นประมาทต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ การล่มสลายของพระวจนะของพระวิญญาณบริสุทธิ์ต่อคริสตจักร และการบอกปัดทุกสิ่งที่พระเยซูทรงแสดงออก เจ้าจะสามารถได้รับสิ่งใดจากพระเยซูหรือ หากพวกเจ้าสับสนถึงเพียงนี้? พวกเจ้าจะสามารถเข้าใจพระราชกิจของพระเยซูเมื่อพระองค์ทรงกลับมาเป็นมนุษย์บนเมฆสีขาวได้อย่างไร หากพวกเจ้าปฏิเสธอย่างดื้อดึงไม่ยอมที่จะตระหนักถึงความผิดพลาดของพวกเจ้า? เราขอบอกพวกเจ้าถึงสิ่งนี้: ผู้คนที่ไม่ได้รับความจริง แต่ยังรอการเสด็จมาถึงของพระเยซูบนเมฆสีขาวอย่างหูหนวกตาบอด จะหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างแน่นอน และพวกเขาคือหมวดหมู่ที่จะถูกทำลาย พวกเจ้าเพียงปรารถนาพระคุณของพระเยซู และเพียงต้องการชื่นชมอาณาจักรอันผาสุกแห่งสวรรค์ ทว่าพวกเจ้าไม่เคยเชื่อฟังพระวจนะที่พระเยซูตรัส และไม่เคยได้รับความจริงที่พระเยซูทรงแสดงเมื่อพระองค์ทรงกลับมาเป็นมนุษย์ พวกเจ้าจะยกสิ่งใดขึ้นมาแลกกับข้อเท็จจริงที่ว่าพระเยซูทรงกลับมาบนเมฆสีขาว? สิ่งนั้นก็คือความจริงใจที่พวกเจ้าทำบาปซ้ำ ๆ แล้วก็พูดคำสารภาพของพวกเจ้าซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่ในนั้นใช่หรือไม่? พวกเจ้าจะถวายสิ่งใดเพื่อพลีอุทิศให้แก่พระเยซูผู้ทรงกลับมาบนเมฆสีขาว? สิ่งนั้นก็คือช่วงเวลางานหลายปีที่พวกเจ้าใช้ยกย่องตัวเองใช่หรือไม่? พวกเจ้าจะยกสิ่งใดขึ้นมาทำให้พระเยซูผู้ทรงกลับมาไว้เนื้อเชื่อใจพวกเจ้า? สิ่งนั้นคือธรรมชาติอันโอหังของพวกเจ้าที่ไม่เชื่อฟังความจริงใด ๆ เลยใช่หรือไม่?

ตัดตอนมาจาก “ในเวลาที่เจ้าได้เห็นกายจิตวิญญาณของพระเยซู พระเจ้าจะได้ทรงสร้างสวรรค์และโลกขึ้นใหม่แล้ว” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

แหล่งที่มาของการต่อต้านและการเป็นกบฏต่อพระเจ้าของมนุษย์ก็คือความเสื่อมทรามของเขาโดยซาตาน เพราะความเสื่อมทรามของซาตาน จิตสำนึกของมนุษย์จึงได้ด้านชามากขึ้น เขาไม่มีศีลธรรม ความคิดของเขาเลวทราม และเขามีทัศนะทางจิตใจที่ล้าหลัง ก่อนที่เขาจะถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม มนุษย์ได้ติดตามพระเจ้าโดยธรรมชาติและเชื่อฟังพระวจนะของพระองค์หลังจากที่ได้ยินพระวจนะเหล่านั้น เขามีสำนึกรับรู้และจิตสำนึกที่ถูกต้องโดยธรรมชาติ และมีสภาวะความเป็นมนุษย์อันถูกต้องเหมาะสม ภายหลังจากที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม สำนึกรับรู้ จิตสำนึก และสภาวะความเป็นมนุษย์ดั้งเดิมของมนุษย์ก็ทึบเขลาและถูกซาตานทำให้เสื่อมลง ด้วยเหตุนี้ เขาจึงได้สูญเสียความเชื่อฟังและความรักของเขาที่มีต่อพระเจ้า สำนึกรับรู้ของมนุษย์ได้กลายเป็นเบี่ยงเบนจากปกติ อุปนิสัยของเขาได้กลายเป็นเช่นเดียวกับอุปนิสัยของสัตว์ตัวหนึ่ง และความเป็นกบฏของเขาต่อพระเจ้าก็เกิดขึ้นบ่อยขึ้นและรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก กระนั้นก็ตามมนุษย์ยังคงไม่รู้และไม่ระลึกถึงการนี้ได้ และเพียงต่อต้านและเป็นกบฏอย่างมืดบอด อุปนิสัยของมนุษย์ถูกเผยในการแสดงออกต่าง ๆ ของสำนึกรับรู้ วิจารณญาณ และจิตสำนึกของเขา เพราะสำนึกรับรู้และวิจารณญาณของเขานั้นไม่น่าไว้ใจ และจิตสำนึกของเขาได้ทึบเขลายิ่งนัก ด้วยเหตุนี้อุปนิสัยของเขาจึงเป็นกบฏต่อพระเจ้า …

การเปิดเผยถึงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ไม่ได้มีแหล่งที่มาอยู่ในสิ่งใดมากไปกว่าจิตสำนึกที่ทึบเขลาของมนุษย์ ธรรมชาติอันมุ่งร้ายของเขา และสำนึกรับรู้อันไม่น่าไว้ใจของเขา หากจิตสำนึกและสำนึกรับรู้ของมนุษย์สามารถกลายเป็นถูกต้องเหมาะสมได้อีกครั้ง เขาก็ย่อมจะกลายเป็นใครบางคนซึ่งเหมาะสมสำหรับการใช้งานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า มันเป็นเพียงเพราะจิตสำนึกของมนุษย์นั้นด้านช้ามาตลอด และเพราะสำนึกรับรู้ของมนุษย์ ซึ่งไม่เคยถูกต้อง กำลังทึบเขลายิ่งขึ้นเรื่อย ๆ จนมนุษย์กำลังเป็นกบฏต่อพระเจ้ายิ่งขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขั้นที่ว่าเขากระทั่งได้ตรึงพระเยซูบนกางเขนและไม่ยอมให้การจุติเป็นมนุษย์ในยุคสุดท้ายของพระเจ้าเข้าสู่พระนิเวศของพระองค์ และกล่าวโทษเนื้อหนังของพระเจ้า และมองเนื้อหนังของพระเจ้าว่าต่ำต้อย หากมนุษย์มีแต่เพียงสภาวะความเป็นมนุษย์เล็กน้อย เขาคงจะไม่โหดร้ายถึงเพียงนั้นในการปฏิบัติของเขาต่อเนื้อหนังซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ของพระเจ้า หากเขามีแต่เพียงสำนึกรับรู้เล็กน้อย เขาคงจะไม่ชั่วช้าถึงเพียงนั้นในการปฏิบัติของเขาต่อเนื้อหนังของพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ หากเขามีแต่เพียงจิตสำนึกเล็กน้อย เขาคงจะไม่ “ขอบคุณ” ต่อพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ในวิถีทางนี้ มนุษย์ใช้ชีวิตในยุคของพระเจ้าที่ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ กระนั้นเขายังไม่สามารถที่จะขอบคุณพระเจ้าสำหรับการทรงมอบโอกาสที่ดีเช่นนี้ให้เขา และแทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับสาปแช่งการมาของพระเจ้า หรือเพิกเฉยต่อข้อเท็จจริงของการจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง และดูเหมือนว่าจะต่อต้านข้อเท็จจริงนั้นและเบื่อหน่ายกับข้อเท็จจริงนั้น ไม่ว่ามนุษย์จะปฏิบัติต่อการมาถึงของพระเจ้าอย่างไร สรุปสั้น ๆ คือ พระเจ้าได้ทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์อย่างอดทนเสมอมา—แม้ว่ามนุษย์ไม่เคยต้อนรับพระองค์เลยแม้แต่เล็กน้อย และทำการร้องขอจากพระองค์อย่างมืดบอด อุปนิสัยของมนุษย์ได้กลายเป็นชั่วช้ายิ่งนัก สำนึกรับรู้ของเขาได้ทึบเขลายิ่งนัก และจิตสำนึกของเขาได้ถูกมารร้ายเหยียบย่ำอย่างสิ้นเชิงและไม่ได้เป็นจิตสำนึกดั้งเดิมของมนุษย์มานานแล้ว

ตัดตอนมาจาก “การมีอุปนิสัยที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือการเป็นศัตรูกับพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ก่อนหน้า:การจำแนกความแตกต่างระหว่างผู้นำแท้กับผู้นำเท็จ และระหว่างผู้เลี้ยงแท้กับผู้เลี้ยงเท็จ

ถัดไป:ในการค้นหาหนทางอันแท้จริง เจ้าต้องครองไว้ซึ่งเหตุผล