22 ปลดปล่อยจิตวิญญาณของฉัน

โดย Mibu, สเปน

ในชีวิตของเขา หากมนุษย์ปรารถนาจะได้รับการชำระให้สะอาดและสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเขา หากเขาปรารถนาที่จะดำเนินชีวิตแห่งความหมายและทำหน้าที่ของเขาในฐานะสิ่งทรงสร้างให้ลุล่วงแล้วไซร้ เขาต้องยอมรับการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้า และต้องไม่ยอมให้การบ่มวินัยของพระเจ้าและการเฆี่ยนตีของพระเจ้าพรากไปจากเขา ทั้งนี้ก็เพื่อที่เขาอาจปลดปล่อยตนเองจากการหลอกใช้และอิทธิพลของซาตาน และมีชีวิตอยู่ในความสว่างของพระเจ้าได้ จงรู้ไว้ว่าการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้าคือความสว่าง และแสงสว่างแห่งความรอดของมนุษย์ และรู้ว่าไม่มีการได้รับพรใด พระคุณใด หรือการคุ้มครองปกป้องใดที่ดีกว่านี้อีกแล้วสำหรับมนุษย์” (ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ)  พระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้เตือนให้ฉันคิดถึงประสบการณ์ที่ฉันได้รับเมื่อสองสามปีก่อนค่ะ

ในเดือนตุลาคม 2016 มีการนำมิวสิควิดีโอร้องเพลงและเต้นรำที่ฉันได้ช่วยออกแบบท่าเต้นไปโพสต์ทางอินเทอร์เน็ต พี่น้องชายหญิงชอบกันมากๆ และพวกเขาแนะนำว่าควรให้ฉันเป็นคนบริหารจัดการทีมเต้นของคริสตจักร ฉันตื่นเต้นมากและอธิษฐานต่อพระเจ้าเงียบๆ ว่าฉันจะทำหน้าที่นี้ให้ดีอย่างแน่นอน และผลิตวิดีโอเพิ่มอีกเพื่อเป็นพยานให้พระองค์ ไม่นานนัก งานของทีมเต้นก็เริ่มเข้าที่เข้าทางค่ะ พี่น้องชายหญิงชื่นชมฉันมากๆ และพวกเขาจะมาขอความช่วยเหลือจากฉันไม่ว่าพวกเขาจะมีความยากลำบากใดเกี่ยวกับการเต้น นี่เพิ่มความหยิ่งยโสให้ฉันอย่างมาก และฉันรู้สึกเหมือนว่าฉันมีความสามารถพิเศษที่คริสตจักรขาดไม่ได้ ไม่นานนัก หัวหน้าคริสตจักรก็ได้จัดการเตรียมการให้น้องเยี่ยมาทำงานกับฉัน ฉันมีความสุขเรื่องนี้มากๆ คิดว่า “น้องเยี่ยเองก็มีประสบการณ์การเต้นอาชีพเหมือนกัน และเธอก็เก่งเรื่องการเต้นสไตล์ต่างๆ มากกว่าฉัน เราสามารถชดเชยส่วนที่คนอื่นๆ ขาดไปได้ เราจะต้องทำหน้าที่ของเราได้ดีแน่นอน” ผ่านมาได้สักพัก เราก็เตรียมจะถ่ายทำมิวสิควิดีโอชิ้นหนึ่งค่ะ และความคิดของน้องเยี่ยเรื่องการออกแบบท่าเต้นก็ก้าวหน้ากว่า เฉียบแหลมกว่าของฉัน พี่น้องชายหญิงทั้งหมดพากันชื่นชอบ ฉันก็ไม่ค่อยพอใจนัก และสงสัยว่า “คนอื่นๆ จะคิดกับฉันยังไง พวกเขาจะคิดว่าฉันสู้น้องเยี่ยไม่ได้หรือเปล่า ถ้าเธอแซงหน้าฉันไป ฉันจะยังสามารถแสดงบทบาทใหญ่ๆ ในทีมได้ไหม” ฉันจะขัดใจเป็นพิเศษเวลาที่เห็นคนอื่นๆ เข้าไปคุยกับน้องเยี่ย เมื่อไรก็ตามที่พวกเขามีปัญหา ฉันเป็นผู้รับผิดชอบ แต่พวกเขากลับเรียกหาเธอเมื่อไรก็ตามที่พวกเขามีปัญหา แบบนั้นหมายความว่าเธอเก่งกว่าฉันใช่ไหม ฉันรู้สึกว่าเธอจะมาเก่งกว่าฉันไม่ได้ ว่าในการถ่ายทำครั้งต่อไป ฉันต้องทำให้ดีมากๆ ทุกคนจะได้เห็นว่าฉันก็เก่งพอกับเธอ

ภายหลังน้องเยี่ยกับฉันก็แบ่งภารกิจกันทำเพื่อให้เหมาะกับความต้องการของตัวงาน ฉันเป็นคนรับผิดชอบมิวสิควิดีโอ ส่วนเธอรับผิดชอบการแสดงบนเวที ฉันแอบพึงพอใจอยู่ภายในค่ะ ตอนที่เราทำงานด้วยกันก่อนหน้านั้น ฉันรู้สึกว่าถูกข่ม ฉันจึงรู้สึกว่าฉันต้องคว้าโอกาสนั้นเพื่อทำให้ทุกคนเห็นว่าฉันมีความสามารถมากกว่าเธอ ฉันเพิ่มเวลาค้นคว้าและออกแบบท่าเต้น เพื่อให้ฉันสามารถทำมิวสิควิดีโอชิ้นนั้นออกมาได้อย่างดีเยี่ยม แต่พอฉันเห็นว่าน้องเยี่ยใกล้จะเตรียมการเต้นของเธอเสร็จแล้ว ในขณะที่ฉันยังออกแบบท่าเต้นไม่เสร็จเลย ฉันก็วิตกกังวลสุดๆ เลยค่ะ ด้วยความพยายามที่จะเร่งงานและปรับปรุงคุณภาพให้ดียิ่งขึ้น ฉันเริ่มเจ้ากี้เจ้าการกับพี่น้องชายหญิงในการซ้อมของเรามากขึ้น มีครั้งหนึ่งที่ฉันตำหนิน้องชายคนหนึ่งด้วยน้ำเสียงดุว่า ตอนที่ฉันเห็นเขาเต้นผิดสองสามท่า กลัวว่าถ้าเขาไม่เต้นให้ดี มันจะกระทบกับแผนงาน และฉันก็จะไม่ได้นำหน้าน้องเยี่ย ก่อนการถ่ายทำ น้องชายคนหนึ่งชี้ให้เห็นว่าช่วงเริ่มต้นเพลงมีการเต้นไม่เพียงพอ ฉันคิดว่าเขาพูดถูกค่ะ แต่ในจังหวะนั้นฉันคิดไม่ออกว่าจะเพิ่มอะไรดี เขาจึงแนะนำให้ฉันไปหารือกับน้องเยี่ย ฉันไม่ชอบใจเลยค่ะที่ได้ยินแบบนี้ ถ้าไปคุยกับน้องเขาในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญแบบนี้ มันจะไม่ทำให้ฉันดูด้อยความสามารถกว่าเธอหรอกหรือ ถ้าน้องเยี่ยเข้ามามีส่วนร่วม แล้วใครจะได้รับความดีความชอบในตอนท้าย ฉันลงเวลาลงแรงไปกับมันมากเหลือเกิน และฉันก็เกือบจะได้ผลงานในท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีทางแน่นอนที่ฉันจะไปถามเธอ ฉันบอกว่า “อย่าเสียกระบวนเพราะรายละเอียดยิบย่อยตอนนี้เลยค่ะ พอถ่ายทำเสร็จแล้ว เราค่อยมาดูก็ได้ว่าภาพรวมออกมาเป็นยังไง” ภายหลังหัวหน้าก็ได้ดูมิวสิควิดีโอของเรา และบอกว่ามันยังไม่ถึงมาตรฐานของการเป็นพยานเพื่อพระเจ้า และจะต้องทำใหม่ค่ะ ฉันเสียใจมากที่ได้ยินแบบนี้ มันเหมือนถูกมีดแทงทะลุหัวใจเลยค่ะ ฉันคิดว่า “ตอนนี้ฉันถูกทำให้ขายหน้าจริงๆ แล้ว คนอื่นๆ ทั้งหมดก็จะมองเห็นฉันอย่างที่ฉันเป็น พวกเขาต้องคิดว่าฉันไม่เก่งเท่าน้องเยี่ยและคิดว่าฉันไม่มีความสามารถในงานของตัวเองแน่นอน แล้วต่อจากนี้ไปฉันจะรักษาที่ยืนของตัวเองในทีมได้ยังไง” ในช่วงสองสามวันนั้น ฉันไม่สามารถคิดเรื่องอื่นได้เลยยกเว้นหน้าตาและสถานะของฉัน กลางคืนฉันนอนไม่หลับ สัปหงกในการชุมนุม และไม่ได้ใช้หัวใจในการทำหน้าที่ของฉัน

วันหนึ่งหัวหน้าของฉันก็มาสามัคคีธรรมกับฉันค่ะ ด้วยเห็นว่าฉันขาดความเข้าใจในตัวเองอย่างสิ้นเชิง เธอจึงตีแผ่และจัดการกับฉัน บอกว่าฉันกลายเป็นคนที่อิจฉาความสามารถพิเศษของคนอื่นเพื่อปกป้องชื่อและตำแหน่งของฉันเอง ว่าฉันไม่ได้พิจารณางานของคริสตจักรเลยสักนิด และฉันเห็นแก่ตัวและเลวทราม เธอบอกให้ฉันทบทวนตัวเองให้ดี และเธอได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้ให้ฉันฟังค่ะ “ทันทีที่พูดไพล่ไปถึงตำแหน่ง หน้าตา หรือความมีหน้ามีตา หัวใจของทุกคนโลดเต้นในความคาดหวัง และเจ้าแต่ละคนต้องการที่จะโดดเด่น มีชื่อเสียง และได้รับการระลึกถึงเสมอ ทุกคนไม่เต็มใจที่จะอ่อนข้อ แทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับปรารถนาอยู่ตลอดเวลาที่จะขับเคี่ยวกัน—แม้ว่า การขับเคี่ยวกันนั้นน่าอึดอัด และไม่ได้รับอนุญาตในพระนิเวศของพระเจ้า อย่างไรก็ตาม โดยปราศจากการขับเคี่ยวกัน เจ้าก็ยังคงไม่พอใจ เมื่อเจ้าเห็นใครบางคนโดดเด่น เจ้ารู้สึกหวงแหน เกลียดชัง และรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรม ‘ทำไมฉันถึงไม่สามารถโดดเด่นได้?  ทำไมต้องเป็นบุคคลนั้นเสมอที่ได้โดดเด่น และไม่เคยถึงคราวของฉันเลย?’ จากนั้นเจ้าก็รู้สึกถึงความคับแค้นใจบางอย่าง เจ้าพยายามจะข่มปรามมันไว้ แต่เจ้าก็ทำไม่ได้ เจ้าอธิษฐานต่อพระเจ้าและรู้สึกดีขึ้นชั่วครู่หนึ่ง แต่จากนั้น ทันทีที่เจ้าเผชิญหน้ากับสถานการณ์จำพวกนี้อีกครั้ง เจ้าก็ไม่สามารถเอาชนะมันได้ นี่ไม่ได้เป็นการแสดงตัวของวุฒิภาวะที่ยังเติบโตไม่เต็มวัยหรอกหรือ?  การที่บุคคลหนึ่งตกเข้าไปอยู่ในสภาวะเช่นนั้นไม่ใช่กับดักหรอกหรือ?  เหล่านี้คือโซ่ตรวนแห่งธรรมชาติอันเสื่อมทรามของซาตานที่ผูกมัดพวกมนุษย์ […] ยิ่งเจ้าดิ้นรนมากขึ้น ความมืดมิดก็จะรายล้อมรอบตัวเจ้ามากขึ้น และเจ้าก็จะรู้สึกหวงแหนและเกลียดชังมากขึ้น และความอยากของเจ้าในการที่จะได้มาก็จะรุนแรงมากขึ้นเท่านั้นเอง ยิ่งความอยากของเจ้าในการที่จะได้มารุนแรงมากขึ้น ความสามารถของเจ้าที่จะทำเช่นนั้นได้ก็จะน้อยลง และครั้นเจ้าได้มาน้อยลง ความเกลียดชังของเจ้าก็จะเพิ่มขึ้น ครั้นความเกลียดชังของเจ้าเพิ่มขึ้น เจ้าก็จะมืดมนมากขึ้นภายใน ยิ่งเจ้ามืดมนภายในมากขึ้น เจ้าก็ยิ่งจะปฏิบัติหน้าที่ได้แย่ลง ยิ่งเจ้าปฏิบัติหน้าที่ได้แย่ลง เจ้าก็ยิ่งจะมีประโยชน์น้อยลง นี่คือวงจรอุบาทว์ที่เชื่อมต่อกัน เจ้าไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าได้ดีในสภาวะเช่นนี้ ดังนั้น เจ้าจะค่อยๆ ถูกกำจัดทิ้งไป” (“จงมอบหัวใจอันแท้จริงของเจ้าแด่พระเจ้า และเจ้าจึงจะสามารถได้มาซึ่งความจริง” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์)  พระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าทำให้ฉันได้ฉุกคิดจริงๆ สิ่งที่พระเจ้าได้ทรงเผยคือสถานะของฉันเองอย่างเที่ยงตรง ฉันอิจฉาความสามารถของน้องเยี่ยมาตลอด เพียงแค่ดิ้นรนเพื่อชื่อและผลประโยชน์เท่านั้น สำหรับพระเจ้า มันน่ารังเกียจอย่างมากค่ะ ฉันคิดกลับไปว่าฉันทำตัวขี้อิจฉายังไง ตั้งแต่น้องเยี่ยได้เข้าร่วมทีม และฉันได้เห็นว่าเธอมีทักษะมากแค่ไหน ฉันกลัวว่าคนอื่นๆ จะชื่นชมเธอและดูถูกฉัน และตำแหน่งของฉันจะตกอยู่ในความเสี่ยง ฉันเริ่มแอบแข่งขันกับเธอ พยายามคิดหาทางพิสูจน์ตัวเอง พอฉันเห็นว่าการออกแบบท่าเต้นในแผนงานของเธอคืบหน้าไปอย่างรวดเร็วกว่าของฉัน ฉันก็กลายเป็นคนเจ้ากี้เจ้าการมากเกินเหตุกับพี่น้องชายหญิง เพื่อไม่ให้ฉันล้าหลังกว่าเธอ มันชัดเจนมากค่ะว่ามีบางเรื่องที่น้องเยี่ยกับฉันควรได้หารือกัน แต่ฉันก็หาข้ออ้างมากันเธอออกไปจนได้ เพราะกลัวว่าเธอจะแย่งความดีความชอบไปหมด ผลลัพธ์ก็คือ ปัญหาบางส่วนไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที และแม้หลังจากที่พี่น้องชายหญิงได้ลงเวลาลงแรงไปขนาดนั้น ก็กลับกลายเป็นว่ายังไม่ดีพอที่จะทำหน้าที่เป็นคำพยานเพื่อพระเจ้าได้ ตอนที่หัวหน้าคริสตจักรได้จัดการเตรียมการให้น้องเยี่ยทำงานกับฉันในหน้าที่ของฉัน ก็เพื่อให้เรานำจุดแข็งที่แตกต่างกันมาใช้ร่วมกัน และเพื่อออกแบบท่าเต้นต่างๆ ให้ดีเพื่อเป็นพยานให้พระเจ้า แต่ฉันไม่ได้พิจารณาน้ำพระทัยของพระเจ้าเลยสักนิด ฉันแข่งขันเพื่อชื่อและผลประโยชน์และขัดขวางงานของคริสตจักรตลอดเวลา ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากความชั่วร้ายและต่อต้านพระเจ้า ความคิดนี้ทำให้ฉันกลัวพอควร และฉันเต็มไปด้วยความสำนึกผิด ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้า และไม่อยากอิจฉาความสำเร็จของผู้อื่นหรือแข่งขันเพื่อชื่อและผลประโยชน์อีกต่อไป ฉันอยากกลับใจต่อพระเจ้า ทำงานกับน้องเยี่ยให้ดี และทำหน้าที่ของเราอย่างเป็นหนึ่งเดียว

ในการออกแบบท่าเต้นที่เราทำงานด้วยกันหลังจากนั้น ทัศนคติของฉันก็ดีขึ้นบ้าง มีบางครั้งที่ฉันยังคงรู้สึกอิจฉาเธออยู่ แต่ฉันรู้ว่าฉันควรเชิดชูงานของคริสตจักร ไม่ใช่ผลประโยชน์ส่วนตัวของฉันเอง ฉันตั้งใจละทิ้งเนื้อหนังและหยุดสนใจเรื่องของตัวเอง มาคิดว่าจะทำงานกับน้องสาวอย่างไรเพื่อให้แผนงานดีขึ้น พอเราเจอกับปัญหาหรือความยากลำบาก เรามักสามัคคีธรรมด้วยกัน และเราจะเปิดใจทันทีถึงความเสื่อมทรามที่เราได้แสดงออกมา ร่วมกันแสวงหาความจริงและแก้ไขมันเสีย หลังจากนั้นฉันก็เห็นการทรงนำและพระพรของพระเจ้าค่ะ เราออกแบบท่าเต้นได้อย่างรวดเร็วจริงๆ นอกจากนี้ฉันยังได้รับประสบการณ์ความรู้สึกสบายใจและปลดปล่อยที่มาจากการปฏิบัติความจริง

สองสามเดือนต่อมา ฉันกับน้องเยี่ยได้ทำงานด้วยกันอีกครั้งเพื่อวางแผนการแสดงบนเวทีชิ้นหนึ่ง อะไรๆ ก็ไปได้อย่างรวดเร็วมากในตอนแรก และคนอื่นๆ ก็ชอบวิธีที่เราออกแบบท่าเต้นกันค่ะ ฉันรู้สึกพึงพอใจกับตัวเองมากๆ วันหนึ่งหัวหน้าก็ถามว่าการออกแบบท่าเต้นเป็นยังไงบ้างแล้ว และฉันก็ตอบด้วยความยินดี “เราคืบหน้ามากเลยค่ะ” จากนั้นน้องสาวคนหนึ่งก็แทรกขึ้น “น้องเยี่ยมีความคิดดีๆ เยอะเลยค่ะ และกรอบความคิดโดยทั่วไปก็ค่อนข้างดีด้วยค่ะ” ฉันรู้สึกขัดใจ คิดว่า “ทำไมเธอพูดอย่างนั้นล่ะ ทีนี้ทุกคนก็รู้แล้วสิว่าความคิดต่างๆ เรื่องการเต้นมาจากน้องเยี่ย และพวกเข้าก็จะคิดว่าฉันไม่เก่งเท่าเธอ ฉันต้องคิดหาวิธีทำอะไรสักอย่างให้ลุล่วงด้วยตัวฉันเอง ไม่งั้นหัวหน้ากับพี่น้องชายหญิงจะคิดยังไงกับฉันล่ะ” ครั้งหนึ่งในระหว่างที่ออกแบบท่าเต้น ฉันคิดท่าต่อตัวสุดแปลกใหม่ขึ้นมาได้ ด้วยความตื่นเต้น ฉันคิดว่า “เรื่องต่อตัวนี่ฉันเก่งมาก ตราบใดที่เราซ้อมกันให้ดี ไม่เพียงแต่จะเพิ่มสีสันให้การเต้นเท่านั้น แต่ทุกคนจะได้เห็นจุดแข็งของฉันอีกด้วย จากนั้นทุกคนก็จะชื่นชมฉัน” แต่วันถัดมา ตอนที่ฉันกำลังสอนท่านั้นให้พี่น้องชายหญิง พวกเขาให้คำติชมว่าจังหวะมันเร็วเกินไป ว่าท่าเต้นจะยากเกินไป น้องสาวคนหนึ่งเตือนฉันค่ำวันนั้น “คนเขาจะบาดเจ็บกันได้ง่ายนะคะถ้าเต้นท่านั้น ฉันคิดว่าไม่ควรซ้อมเลยค่ะ” ฉันกังวลจริงๆ ว่าพวกเขาจะเปลี่ยนเป็นท่าอื่นแทน แล้วอย่างนั้นเมื่อถึงเวลาฉันจะเทียบกับน้องเยี่ยได้ยังไงล่ะ ฉันคะยั้นคะยอให้ทุกคนซ้อมท่านั้นอีกสองสามครั้ง และมายอมแพ้เมื่อพี่สาวน้องสาวหลายคนต้องเจ็บตัวเพราะตกลงมาเท่านั้น ฉันเสียใจและรู้สึกแย่ ฉันจึงขอโทษทีมและปรับเปลี่ยนท่าเต้น แต่ฉันก็ยังไม่ได้ไตร่ตรองตัวเองในสิ่งที่เกิดขึ้น ภายในเวลาไม่นาน การถ่ายทำก็กำลังจะเริ่มต้นขึ้น น้องเยี่ยกับฉันได้ร่วมแสดงด้วยกันทั้งคู่ ในระหว่างถ่ายทำ ฉันรู้สึกว่าฉันไม่ได้เต้นให้ดีตอนที่ฉันอยู่หน้ากล้อง ฉันจึงขอให้ผู้กำกับถ่ายใหม่หลายเทค จากนั้นฉันก็เห็นว่าเกือบทุกช็อตที่กล้องจับภาพน้องเยี่ย จะเห็นเธอด้านหน้าเต็มๆ แต่ครั้งเดียวที่กล้องจับภาพใกล้ของฉันคือจากด้านข้าง ฉันเศร้าสลดมาก ในการถ่ายทำครั้งต่อๆ มา ฉันไม่สามารถเค้นรอยยิ้มออกมาได้เลย และการเต้นของฉันก็ไร้ชีวิตชีวา ฉันเอาแต่หมกมุ่นว่าจะเต้นยังไงให้ดีกว่าน้องเยี่ย ฉันไม่มีหัวใจที่จะดูฉากเต้นที่ฉันควรเป็นคนตรวจสอบ และฉันไม่สนใจว่าการแสดงจะเป็นคำพยานให้พระเจ้าหรือไม่ และดังนั้น เมื่อวิดีโอออกมา ทุกคนก็บอกว่าการเต้นมันดูแข็งเกินไป ตึงเครียดเกินไป และไม่เพียงแค่ไม่ดีพอที่จะให้คำพยานเพื่อพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังน่าละอายสำหรับพระเจ้าอีกด้วย หลังจากนั้นหัวหน้าก็พูดว่า ฉันมัวติดอยู่ในสภาวะแห่งการแข่งขันเพื่อชื่อและผลประโยชน์ และไม่ได้ทำสิ่งใดให้ลุล่วงเลยในการทำหน้าที่ของฉัน เธอจึงปลดฉันออกจากตำแหน่งที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ฉันเสียใจมาก ตอนแรกฉันแค่อยากทำหน้าที่ของฉันให้ดีเพื่อสนองพระเจ้า แต่เนื่องจากฉันทำงานเพื่อสนองความเห็นแก่ตัวของตัวเอง นอกจากแผนการที่ฉันคิดเอาไว้จะไม่สามารถให้คำพยานเพื่อพระเจ้าได้แล้ว ยังทำให้พระองค์ละอายพระทัยอีก นี่เป็นการละเมิดค่ะ ฉันได้สูญเสียโอกาสที่จะทำหน้าที่ของฉันผ่านการเต้นไปแล้ว ฉันร้องไห้อยู่นานมาก

ภายหลังฉันได้แต่คิดซ้ำไปซ้ำมา “ฉันรู้ดีว่าการต่อสู้เพื่อชื่อและผลประโยชน์นั้นไม่ถูกต้อง แล้วทำไมฉันถึงหยุดตัวเองไม่ให้ไล่ตามสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ ครั้งแล้วครั้งเล่า เหตุผลที่แท้จริงคืออะไร” ฉันได้อ่านพระวจนะเหล่านี้จากพระเจ้าครั้งหนึ่งตอนที่ฉันทำการพลีอุทิศค่ะ “ซาตานใช้ชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติเพื่อควบคุมความคิดของมนุษย์ จนกระทั่งทั้งหมดที่ผู้คนสามารถนึกถึงได้คือชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ พวกเขาต่อสู้ดิ้นรนเพื่อชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ ทนทุกข์จากความยากลำบากต่างๆ เพื่อชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ สู้ทนความอัปยศอดสูเพื่อชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ พลีอุทิศทุกสิ่งที่พวกเขามีเพื่อชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ และพวกเขาจะทำการพิพากษาหรือการตัดสินใจใดๆ เพื่อประโยชน์ของชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ ด้วยวิธีนี้ ซาตานผูกมัดผู้คนเข้ากับโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น และพวกเขาก็ไม่มีทั้งกำลังและความกล้าที่จะขว้างโซ่ตรวนออกไป พวกเขาแบกโซ่ตรวนเหล่านี้ไว้ โดยที่ไม่รู้ตัวและเดินไปข้างหน้าต่อไปด้วยความลำบากยากเย็นอันใหญ่หลวง เพื่อประโยชน์ของชื่อเสียงและทรัพย์สมบัตินี้ มนุษย์หลบเลี่ยงพระเจ้าและทรยศพระองค์และกลายเป็นชั่วร้ายยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ในหนทางนี้ คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าจึงถูกทำลายในท่ามกลางชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติของซาตาน ตอนนี้เมื่อดูการกระทำต่างๆ ของซาตาน แรงจูงใจอันมุ่งร้ายของมันไม่น่ารังเกียจอย่างยิ่งหรอกหรือ?  บางทีวันนี้พวกเจ้ายังคงไม่สามารถมองทะลุถึงแรงจูงใจอันมุ่งร้ายของซาตาน เพราะพวกเจ้าคิดว่าคนเราไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ พวกเจ้าคิดว่าหากผู้คนทิ้งชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติไว้ข้างหลัง พวกเขาจะไม่สามารถเห็นหนทางข้างหน้าได้อีกต่อไป ไม่สามารถเห็นเป้าหมายของพวกเขาได้อีกต่อไป คิดว่าอนาคตของพวกเขาจะกลายเป็นมืดมิด คลุมเครือ และมืดมัว แต่วันหนึ่งพวกเจ้าทั้งหมดจะระลึกรู้ได้อย่างช้าๆ ว่าชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติเป็นโซ่ตรวนอันมหึมาที่ซาตานใช้เพื่อผูกมัดมนุษย์ เมื่อวันนั้นมาถึง เจ้าจะต้านทานการควบคุมของซาตานอย่างถ้วนทั่ว และต้านทานโซ่ตรวนที่ซาตานใช้เพื่อผูกมัดเจ้าอย่างถ้วนทั่ว เมื่อเวลานั้นมาถึงเมื่อเจ้าปรารถนาจะขว้างทุกสิ่งทุกอย่างที่ซาตานปลูกฝังไว้ในตัวเจ้าออกไป เมื่อนั้นเจ้าจึงจะแยกทางกันอย่างเด็ดขาดกับซาตาน และเจ้าจะเกลียดทั้งหมดที่ซาตานได้นำมาให้เจ้าอย่างแท้จริง เมื่อนั้นเท่านั้นมวลมนุษย์จึงจะมีความรักและการโหยหาที่แท้จริงต่อพระเจ้า” (“พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  พระวจนะของพระเจ้าได้เปิดเผย กลลวงของซาตานและเจตนาชั่วร้ายที่จะทำให้มนุษยชาติเสื่อมทราม มันใช้ชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติเพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทรามและควบคุมมนุษย์ เพื่อให้พวกเขากลายเป็นทุจริตและเสื่อมทรามมากขึ้น แม้กระทั่งทำสิ่งชั่วร้ายและต่อต้านพระเจ้า ฉันได้รับการศึกษาและได้รับอิทธิพลจากซาตานตั้งแต่ฉันยังเด็ก “การทำให้ตัวเองโดดเด่นและนำเกียรติยศมาสู่บรรพบุรุษของเขา” และ “มนุษย์ย่อมทิ้งชื่อของเขาไว้เบื้องหลังไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เช่นเดียวกับห่านที่ส่งเสียงร้องในทุกที่ที่บินไป” ปรัชญาซาตานพวกนี้หยั่งรากลึกภายในตัวฉัน ไม่ว่าฉันจะอยู่ในกลุ่มใด ฉันก็อยากที่จะยอดเยี่ยมเหนือใคร ที่จะได้รับการชื่นชมและสรรเสริญ การได้เห็นใครสักคนที่เก่งกาจทำให้ฉันอิจฉา และฉันพยายามคิดหาทุกสิ่งที่จะทำให้ฉันขึ้นนำได้ พยายามดิ้นรนเพื่อชื่อและผลประโยชน์เสมอ และถูกกลลวงของซาตานทำให้ทุกข์ระทม อุปนิสัยของฉันก็กลายเป็นหยิ่งยโสและเห็นแก่ตัวมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน นึกย้อนกลับไปเรื่องการออกแบบท่าเต้น ฉันอยากจะทำให้ดีกว่าน้องเยี่ยด้วยทักษะทางเทคนิคของฉัน แต่ฉันไม่ได้ใส่ใจเลยว่าร่างกายของนักแสดงคนอื่นๆ จะรับไหวหรือเปล่า ซึ่งในที่สุดก็ทำให้พี่สาวน้องสาวหลายคนได้รับบาดเจ็บระหว่างการซ้อม ขณะที่เรากำลังถ่ายทำ ฉันอยากที่จะใช้ภาพใกล้ๆ ของฉันเพื่อแสดงว่าฉันเก่งกว่าน้องเยี่ย ดังนั้นเมื่อท่าเต้นของฉันที่กล้องจับภาพได้ดูไม่สมบูรณ์แบบมากพอสำหรับฉัน ฉันก็ให้ผู้กำกับถ่ายซ่อมมากมายหลายเทค ทำให้งานล่าช้า และในที่สุด เมื่อฉันเห็นว่ามีแค่ด้านข้างของใบหน้าฉันเท่านั้นที่ได้อยู่ในวิดีโอในตอนท้าย ในขณะที่เกือบทุกช็อตของน้องเยี่ยนั้นถ่ายจากด้านหน้า ฉันก็เต็มไปด้วยความไม่พอใจ และมีชีวิตอยู่ในสถานะคิดลบและต่อต้าน และไม่มีหัวใจที่จะเต้นให้ดีเพื่อเป็นพยานให้พระเจ้า ผลลัพธ์ก็คือ การเต้นของฉันทำให้พระเจ้าทรงละอาย การออกแบบท่าเต้นของฉันไม่ใช่เพื่อเป็นพยานให้พระเจ้า แต่เพื่ออวดเก่งเป็นการส่วนตัว การต่อสู้เพื่อชื่อและผลประโยชน์ของฉันกีดขวางงานของคริสตจักรอย่างร้ายแรง และทำร้ายพี่น้องชายหญิงของฉัน พฤติกรรมของฉันน่ารังเกียจอย่างยิ่ง น่าขยะแขยงต่อพระเจ้าอย่างยิ่ง!  พระวจนะเหล่านี้จากพระเจ้าผุดขึ้นในใจ “‘การประพฤติชั่ว’ นี้ไม่ได้อ้างอิงถึงการกระทำชั่วหยิบมือหนึ่ง แต่อ้างอิงถึงแหล่งกำเนิดความชั่วที่ทำให้เกิดพฤติกรรมของผู้คน” (“พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 2” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  พระวจนะของพระเจ้าได้ช่วยให้ฉันตระหนัก ว่าฉันไม่ได้ถูกปลดออกจากหน้าที่เพราะว่าฉันได้ทำสิ่งไม่ดีสองสามอย่าง มันเกิดขึ้นเพราะว่ารากเหง้า จุดเริ่มต้นแห่งการกระทำของฉัน และเส้นทางที่ฉันเดิน ล้วนชั่วร้ายทั้งนั้น ตั้งแต่ที่น้องเยี่ยได้เริ่มทำงานกับฉัน ฉันก็อิจฉาเธอมาตลอด ต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของฉัน ฉันมัวแต่ดำเนินการเพื่อกิจการส่วนตัวของฉันเอง ฉันเอาแต่ทำสิ่งชั่วร้ายและต่อต้านพระเจ้า ฉันกลายเป็นอัดแน่นด้วยความหวาดกลัว ฉันได้มองเห็นว่าการไล่ตามชื่อและสถานะเป็นเส้นทางที่ขัดแย้งกับพระเจ้า และถ้าฉันไม่กลับใจ ท้ายที่สุดแล้วฉันก็จะถูกกำจัดและถูกลงโทษ ฉันรู้สึกสำนึกผิดอย่างยิ่ง ฉันร่ำไห้อย่างขมขื่นและอธิษฐานต่อพระเจ้า “โอ้พระเจ้า!  ข้าพระองค์ถูกปลดออกจากหน้าที่ของตัวเอง นี่คือการเผยพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ต่อข้าพระองค์ และคือการทรงปกป้องของพระองค์ต่อข้าพระองค์ ขอบคุณพระองค์ที่ทรงจัดการเตรียมการสถานการณ์นี้เพื่อหยุดข้าพระองค์ในเส้นทางแห่งความชั่วร้ายได้ทันเวลา ข้าพระองค์ต้องการกลับใจต่อพระองค์”

ในวันต่อมา ฉันได้ประกาศข่าวประเสริฐในคริสตจักร พร้อมทำการพลีอุทิศและไตร่ตรองตัวเองไปด้วยเช่นกัน ทุกครั้งที่ฉันคิดเรื่องการเล่นตลกในหน้าที่ของฉันเพียงเพื่อชื่อและผลประโยชน์ สิ่งเดียวที่ฉันรู้สึกคือสำนึกผิด ฉันเกลียดตัวเองที่ไม่เห็นคุณค่าโอกาสที่พระเจ้าได้ประทานให้ฉันในทีมเต้น ตอนที่ฉันดูมิวสิควิดีอพวกนั้น ฉันอยากกลับไปเริ่มต้นทำใหม่หมดแทบแย่ แต่ฉันรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ ทั้งหมดที่ฉันทำได้คือร่วมมือกับพระเจ้าในหน้าที่ข่าวประเสริฐของฉัน เพื่อชดเชยการละเมิดในอดีต แล้วฉันก็ต้องแปลกใจค่ะ หัวหน้าคริสตจักรให้ฉันเข้าร่วมทีมเต้นอีกครั้งเพียงแค่หนึ่งเดือนให้หลัง ฉันตื้นตันใจกับข่าวนี้มากจนฉันหยุดน้ำตาไว้ไม่อยู่ และฉันได้ตั้งใจที่จะเห็นคุณค่าโอกาสครั้งนี้ ที่จะเลิกไล่ตามชื่อและผลประโยชน์ ที่จะทำงานกับพี่น้องชายหญิงให้ดี และทำหน้าที่ของฉันให้ดีเพื่อตอบแทนความรักของพระเจ้า

หลังจากกลับเข้าร่วมทีม ในการซ้อมของเราครั้งหนึ่ง น้องเยี่ยเอ่ยขึ้นว่าท่าเต้นท่าหนึ่งที่ฉันสอนพี่น้องชายหญิงไม่ได้มาตรฐาน ฉันรู้สึกละอายมากในจังหวะนั้น คิดว่า “เธอมาวิจารณ์ฉันต่อหน้าคนอื่นๆ แบบนั้นได้ยังไง ทีนี้พวกเขาก็จะคิดจริงๆ น่ะสิว่าฉันไม่เก่งเท่าเธอ ฉันยอมให้พวกเขาดูถูกฉันไม่ได้ ฉันเองก็มืออาชีพเหมือนกันนะรู้ไหม และฉันเองก็สังเกตเห็นว่าท่าเต้นของเธอไม่ได้สมบูณณ์แบบเหมือนกัน” ฉันอยากยกเลิกท่าเต้นต่างๆ ที่เธอเป็นคนออกแบบ แล้วฉันก็ตระหนักได้ว่าฉันคิดถึงชื่อกับผลประโยชน์ของตัวเองอีกแล้ว ดังนั้นฉันจึงอธิษฐานต่อพระเจ้าในหัวใจ ฉันคิดถึงพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าในการอธิษฐานของฉันค่ะ “หากมันเป็นชั่วขณะที่สำคัญยิ่งยวดกว่า ผู้คนก็จะยิ่งสามารถนบนอบ และปล่อยมือจากผลประโยชน์ส่วนตัว ความทระนง และความภูมิใจของพวกเขา และปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาอย่างถูกต้องเหมาะสม เมื่อนั้นเท่านั้นพระเจ้าจึงจะทรงจดจำพวกเขา  เหล่านั้นเป็นความประพฤติดีทั้งหมด!  โดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่ผู้คนทำแล้ว สิ่งใดสำคัญกว่ากัน—ความทระนงและความภูมิใจของพวกเขา หรือพระสิริของพระเจ้า?  (พระสิริของพระเจ้า) สิ่งใดสำคัญกว่ากัน—ความรับผิดชอบของเจ้า หรือผลประโยชน์ของเจ้าเอง?  การทำให้ความรับผิดชอบของเจ้าลุล่วงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และเจ้ามีภาระหน้าที่ต่อความรับผิดชอบเหล่านั้น […] เจ้าจะให้ลำดับความสำคัญแรกสุดกับหน้าที่ของเจ้าเอง กับน้ำพระทัยของพระเจ้า กับการเป็นคำพยานต่อพระองค์ และกับความรับผิดชอบของเจ้าเอง นี่เป็นหนทางที่ดีเยี่ยมในเป็นคำพยาน และนั่นนำความละอายมาสู่ซาตาน!” (“การได้รับพระเจ้าและความจริงไว้เป็นสิ่งซึ่งมีความสุขที่สุด” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์)  ความสว่างเกิดขึ้นภายในตัวฉัน พระเจ้าทรงทดสอบฉันด้วยสถานการณ์นี้ไม่ใช่หรือคะ เมื่อไรก็ตามที่มีความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวของฉันกับผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า ฉันควรมุ่งเน้นที่จะทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าและปฏิบัติความจริงเพื่อทำให้ซาตานอับอาย เมื่อฉันได้สงบใจและมาคิดดู ฉันก็มองเห็นว่าฉันไม่ได้สอนท่าเต้นให้พวกเขาอย่างถูกต้องจริงๆ น้องเยี่ยแค่พูดตรงๆ กับฉันนิดหน่อย และมันก็เป็นเรื่องน่าอายสำหรับฉัน แต่เธอพูดถูก และฉันก็รู้ว่าฉันควรยอมรับคำแนะนำของเธอ หลังจากหยุดสนใจเรื่องของตัวเองและแก้ไขแรงจูงใจของฉันแล้ว น้องเยี่ยกับฉันก็ออกแบบท่าเต้นด้วยกันเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ฉันยังรู้สึกถึงความสบายใจและสันติสุขในการทำหน้าที่ของฉันด้วยวิธีนั้นด้วยค่ะ

ประสบการณ์นั้นได้แสดงให้ฉันเห็นอย่างแท้จริง ว่าการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าคือความรักของพระองค์และความรอดสำหรับฉัน การพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าได้ปลุกให้ฉันตื่นขึ้น และทำให้ฉันมองเห็นแก่นแท้และผลที่ตามมาที่อันตรายของการไล่ตามชื่อและผลประโยชน์ นั่นแก้ไขมุมมองที่ผิดของฉันให้ถูกต้อง และฉันได้เริ่มไล่ตามความจริงและทำหน้าที่ของฉันด้วยความมั่นอกมั่นใจเต็มที่ ใช้ชีวิตอย่างมีลักษณะความเป็นมนุษย์ค่ะ ขอบคุณพระเจ้า!

ก่อนหน้า: 3 บททดสอบของการเป็นตัวประกอบเสริมความเด่น

ถัดไป: 23 การรักษาโรคริษยา

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

21 หลังจากถูกเปลี่ยนตัว

โดย Li Jie, สหรัฐอเมริกา พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “พระเจ้าทรงพระราชกิจในบุคคลทุกๆ คน และไม่สำคัญว่าวิธีการของพระองค์คือสิ่งใด...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้