53. การคลายสายสัมพันธ์ที่พันธนาการ

โดย ชุ่ยไป่ ประเทศอิตาลี

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เพื่อประโยชน์ของชะตากรรมของตัวพวกเจ้าเอง พวกเจ้าควรแสวงหาความเห็นชอบจากพระเจ้า กล่าวคือ ในเมื่อพวกเจ้ารับรู้แล้วว่าพวกเจ้าคือสมาชิกคนหนึ่งในพระนิเวศของพระเจ้า เมื่อนั้นพวกเจ้าก็ควรที่จะนำพาสันติสุขในจิตใจมาสู่พระเจ้า และทำให้พระองค์พึงพอพระทัยในทุกสรรพสิ่ง พูดอีกอย่างก็คือ เจ้าจะต้องมีหลักธรรมในการกระทำต่างๆ ของเจ้า และจะต้องปฏิบัติอย่างประจวบพ้องกับความจริงในการกระทำเหล่านั้น หากนี่เป็นสิ่งซึ่งเกินกว่าที่เจ้าจะทำได้ เช่นนั้นเจ้าก็จะถูกพระเจ้ารังเกียจและปฏิเสธ และถูกบอกปัดจากมนุษย์ทุกคน ทันทีที่เจ้าตกไปอยู่ในสภาวะลำบากใจดังกล่าว เจ้าย่อมไม่สามารถถูกนับรวมเข้าไปอยู่ท่ามกลางพระนิเวศของพระเจ้า นี่เองที่เป็นความหมายตรงตัวของการไม่ได้รับความเห็นชอบโดยพระเจ้า” (“การตักเตือนสามประการ” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) จากพระวจนะของพระเจ้า เราจะเห็นได้ว่าสิ่งที่พระองค์พึงประสงค์จากเรา คือให้กระทำสิ่งต่างๆ อย่างมีหลักธรรม และยึดติดอยู่กับความจริง เพื่อที่พวกเราอาจได้รับการทรงเห็นชอบจากพระองค์ และทำให้พระองค์พึงพอพระทัยในทุกสรรพสิ่งได้ ฉันเองก็เคยล้มเหลวในเรื่องนี้มาก่อน ส่วนใหญ่เป็นเพราะฉันถูกภาวะอารมณ์ของตัวเองควบคุม มักใช้ชีวิตและปฏิบัติตัวไปตามความรู้สึกของตัวเองเสมอ ถึงจะดูเหมือนว่าฉันไม่เคยทำความชั่วใดๆ แต่การกระทำของฉันก็ขัดต่อหลักธรรมแห่งความจริง และนี่เองที่ขัดขวางงานของคริสตจักร แต่หลังจากพระเจ้าทรงพิพากษาและตีสอนฉันด้วยพระวจนะของพระองค์ ฉันก็เริ่มเข้าใจถึงธรรมชาติและผลพวงของการปฏิบัติตนในหนทางนี้ จากนั้นมา ฉันจึงสามารถเข้าหาสิ่งต่างๆ ด้วยเหตุจูงใจที่ถูกต้องแทนที่จะพึ่งภาวะอารมณ์ของตัวเอง อีกทั้งสามารถนำพระวจนะของพระเจ้ามาสู่การปฏิบัติได้

เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ตอนที่ฉันทำหน้าที่เป็นผู้นำคริสตจักร ได้มีการสำรวจความเห็นว่าผู้นำกลุ่มของสถานที่ชุมนุมแต่ละแห่งทำได้ดีแค่ไหน จากผลตอบรับ ฉันก็ได้เห็นว่า น้องสาวลี่ซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มคนหนึ่ง มักไม่ใส่ใจหน้าที่ของตัวเอง และเห็นว่า ถ้ามีการชี้ให้เห็นถึงความผิดใดๆ ของเธอ เธอก็จะไม่เพียงแต่ปฏิเสธที่จะยอมรับความจริงเท่านั้น แต่ยังโต้เถียงกลับอีกด้วย เมื่อคนอื่นๆ มีความยากลำบาก เธอก็จะไม่ช่วยพวกเขาด้วยการสามัคคีธรรมเกี่ยวกับความจริง แต่กลับอบรมสั่งสอนแบบยกตนข่มท่านและบีบบังคับพวกเขา…หลังจากที่ได้อ่านทั้งหมดนี้ ฉันก็รู้ว่าโดยหลักธรรมแล้ว เธอต้องถูกเปลี่ยนตัว แต่บ้านเกิดของพวกเราอยู่ที่เดียวกันและได้เคยทำหน้าที่ร่วมกันมาก่อน พวกเราสนิทกันมาตลอด และเธอก็ดูแลฉันดีมากๆ ถ้าฉันปลดเธอ เธอจะคิดว่าฉันไม่มีหัวใจหรือเปล่า? เมื่อสองปีที่แล้ว เธอก็ถูกปลดจากตำแหน่งหน้าที่ผู้นำคริสตจักร และเธอแทบจะพาตัวเองออกจากความคิดลบไม่ได้ด้วยซ้ำ ถ้าอีกตำแหน่งถูกพรากไปจากเธอ แล้วมันจะไม่ยิ่งกระทบเธอหนักกว่าเดิมหรือ? เธอจะสามารถรับมือได้ไหม? ฉันคิดได้ว่า ฉันจำเป็นต้องสามัคคีธรรมกับเธอทันที เธอจะได้เห็นว่าสถานการณ์ของตัวเองนั้นสุ่มเสี่ยงแค่ไหน ฉันคิดว่าถ้าเธอทำให้อะไรๆ กลับมาดีได้ทันเวลา เธอก็อาจจะรักษาตำแหน่งหน้าที่ของตัวเองไว้ได้ ดังนั้น ฉันจึงยื่นมือเข้าไปช่วยน้องสาวลี่โดยการสามัคคีธรรมเรื่องประเด็นปัญหาของเธอ แต่กลับพบว่าเธอไม่มีความตระหนักรู้จริงในตัวเองเลย ฉันทำทุกอย่างที่ทำได้ในการสามัคคีธรรมกับเธอ และหลังจากนั้น ก็กลายเป็นว่าเธอเต็มใจที่จะเปลี่ยนแปลง ที่จะทบทวน และในที่สุดฉันก็ได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ฉันคิดว่าถ้าฉันสามารถพูดถึงเธอในด้านดีให้เพื่อนร่วมงานฟังได้บ้าง เธออาจจะสามารถทำหน้าที่นั้นต่อไปได้

ต่อมาในระหว่างการหารือเรื่องงาน มีเพื่อนร่วมงานสองสามคนบอกว่า น้องสาวลี่ไม่เคยยอมรับความจริงเลย และทุกคนเห็นด้วยที่จะเปลี่ยนตัวเธอ พอได้ยินแบบนั้นฉันก็รู้สึกปั่นป่วน ฉันคิดว่า “น้องสาวลี่มีปัญหาอยู่บ้าง แต่เธอก็พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง เพราะงั้นพวกคุณช่วยให้โอกาสเธออีกครั้งไม่ได้หรือ?” ทันใดนั้นน้องสาวโจวก็พูดขึ้นว่า “น้องสาวลี่อยู่ในสภาวะนี้มาสักพักแล้ว เธอสามัคคีธรรมได้ดีก็จริง แต่เธอไม่ปฏิบัติในสิ่งที่เธอพูดเลย ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย เธอไม่เหมาะกับตำแหน่งหน้าที่นี้” ฉันเลยรีบพูดแทรกว่า “น้องสาวลี่ทำใจยอมรับความจริงได้ยากก็จริง แต่เธอก็ทำงานเชิงรุกมากๆ และมีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเอง เมื่อเร็วๆ นี้เอง พี่น้องชายหญิงบางคนเกิดเฉื่อยแฉะในหน้าที่ของตัวเอง และเธอก็ทำให้พวกเขามีแรงจูงใจ” น้องสาวเป่ยรีบตอบทันทีว่า “น้องสาวลี่น่ะดูเหมือนยุ่งอยู่ตลอดเวลา ดูเป็นคนทำงานเชิงรุกมาก แต่ความจริงเธอก็แค่แสดง และเธอไม่สามารถแก้ไขปัญหาจริงๆ ได้” สิ่งที่พวกเธอพูดถูกต้องทั้งหมด และฉันก็ไม่สามารถตอบกลับอะไรได้เลย จากนั้น น้องสาวจาง ผู้นำคริสตจักรอีกคนก็พูดขึ้นมาว่า “จริงอยู่ที่น้องสาวลี่ไม่เหมาะที่จะเป็นผู้นำกลุ่ม แต่พวกเราไม่มีผู้สมัครที่เหมาะสมที่จะมาแทนเธอได้ตอนนี้ เพราะงั้นก็ให้เธออยู่ไปก่อน จนกว่าพวกเราจะหาคนที่เหมาะสมมาแทนได้” นี่เองคือสิ่งที่ฉันต้องการอยู่พอดี ฉันเลยรีบเสริมไปว่า “ฉันเห็นด้วยค่ะ ไว้มีคนมาแล้วพวกเราค่อยเปลี่ยนตัวเธอก็ได้” แล้วฉันก็ต้องประหลาดใจที่ไม่ถึงอาทิตย์ต่อมา น้องสาวโจวก็พูดถึงปัญหาขึ้นมาอีกครั้งหลังจากที่พวกเราหารือเรื่องงานของคริสตจักรเสร็จ เธอบอกว่าน้องชายเฉินเป็นตัวเลือกที่ดี และเพื่อนร่วมงานสองสามคนก็เห็นด้วย ฉันอกสั่นขวัญหายไปหมด ถ้าน้องชายเฉินได้รับเลือกเป็นผู้นำกลุ่ม น้องสาวลี่ก็จะถูกปลดออก ฉันจึงพูดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับความเสื่อมทรามและความขาดตกบกพร่องของน้องชายเฉิน และบอกว่าเขาไม่เหมาะกับงานนี้ จากนั้นทุกคนก็เริ่มอ้ำอึ้ง และฉันก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมานิดหน่อย แต่ก็ยังคงไม่ได้แสวงหาความจริง

ต่อมา ผู้นำของฉันได้ขอให้ฉันไปสรุปความเห็นเรื่องบรรดาหัวหน้ากลุ่มให้เธอฟัง และพอฉันมาถึงน้องสาวลี่ ฉันก็ไม่ได้สะท้อนการประเมินตัวเธอโดยเหล่าพี่น้องชายหญิงอย่างถูกต้องแม่นยำ พอหัวหน้าไปแล้ว ฉันก็แอบรู้สึกไม่สบายใจแปลกๆ ฉันสงสัยว่าทำไมตัวเองจึงคอยพูดแทนน้องสาวลี่ตลอด และกังวลเรื่องเธออยู่เสมอ ฉันไม่ได้กำลังเล่นพรรคเล่นพวกเพื่อเธอหรอกหรือ? เหตุจูงใจแบบไหนกันที่กำลังควบคุมฉันอยู่? ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าที่ว่า “โดยเบื้องต้นแล้ว สิ่งใดหรือคือการใช้อารมณ์? มันคืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามอย่างหนึ่ง หากพวกเราบรรยายแง่มุมทั้งหลายที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของการใช้อารมณ์ด้วยการใช้คำพูดไม่กี่คำ คำพูดเหล่านั้นก็คือการเล่นพรรคเล่นพวกและการลำเอียงต่อการปกป้องผู้คนบางคน การธำรงรักษาสัมพันธภาพของเนื้อหนัง และการไม่ยุติธรรม เหล่านี้ก็คือสิ่งที่เป็นการใช้อารมณ์ ด้วยเหตุนี้ การปลดทิ้งการใช้อารมณ์ของคนเราจึงไม่ใช่เพียงหมายถึงการไม่คิดเรื่องใครบางคนอีกต่อไป ตามธรรมดาแล้ว เจ้าอาจจะไม่คิดเรื่องพวกเขาเลย แต่แล้วทันทีที่ใครบางคนวิพากษ์วิจารณ์สมาชิกครอบครัวของเจ้า บ้านเกิดของเจ้า หรือใครก็ตามที่เจ้ามีสัมพันธภาพด้วย เจ้าก็อารมณ์พลุ่งขึ้นมาและปลงใจอย่างแน่วแน่ที่จะสู้เพื่อพวกเขา แน่นอนว่าเจ้ารู้สึกถูกบีบให้ต้องตลบกลับสิ่งที่พูดถึงกันเกี่ยวกับพวกเขา เจ้าไม่สามารถยอมให้พวกเขาตกอยู่ภายใต้ความผิดที่ไม่ได้รับการตบแต่งแก้ไข เจ้ารู้สึกถึงความจำเป็นต้องทำอย่างสุดความสามารถเพื่อค้ำจุนความมีหน้ามีตาของพวกเขา ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ผิดให้ดูเหมือนว่าถูก และไม่ยอมให้ผู้อื่นบอกความจริงเกี่ยวกับพวกเขาหรือเปิดโปงพวกเขา นี่คือความไม่ยุติธรรม และมันเรียกว่าการใช้อารมณ์” (“สิ่งใดหรือคือความเป็นจริงของความจริง?” ใน บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย) “หากผู้คนขาดพร่องความเคารพต่อพระเจ้า และหากพระเจ้าไม่ทรงมีที่ในหัวใจของพวกเขา เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ไม่มีวันปฏิบัติตนอยู่บนหลักธรรมได้ไม่สำคัญว่าพวกเขากำลังทำหน้าที่ใดให้ลุล่วงหรือพวกเขากำลังจัดการกับปัญหาใด ผู้คนที่ดำรงชีวิตภายในเจตนาและความอยากได้อยากมีอันเห็นแก่ตัวของพวกเขานั้นย่อมไม่สามารถเข้าสู่ความเป็นจริงของความจริงได้ ด้วยเหตุนี้ เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาเผชิญกับปัญหา พวกเขาไม่สาดสายตาตรวจทานแบบวิเคราะห์วิจารณ์เจตนาของพวกเขาและไม่สามารถระลึกได้ว่าตรงไหนที่เจตนาของพวกเขานั้นผิดพลาด แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขาใช้การให้เหตุผลทุกประเภทเพื่อผลิตคำโกหกและข้อแก้ตัวทั้งหลายสำหรับตัวพวกเขาเอง พวกเขาทำได้ดีทีเดียวในเรื่องของการปกป้องผลประโยชน์ ความมีหน้ามีตา และสัมพันธภาพระหว่างบุคคลของพวกเขาเอง แต่ในข้อเท็จจริงแล้วพวกเขายังไม่ได้สร้างสัมพันธภาพอันใดกับพระเจ้าเลย” (“ท่าทีที่มนุษย์ควรมีต่อพระเจ้า” ใน บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย)

พระวจนะของพระเจ้าแสดงให้เห็นว่า ในการเผชิญหน้ากับปัญหาทั้งหลาย พวกเราไม่สามารถปฏิบัติตนอย่างเป็นธรรมตามหลักธรรมแห่งความจริงได้ และพวกเราก็ไม่จำแนกความต่างระหว่างถูกและผิด เข้าข้างและปกป้องคนที่พวกเรามีความเกี่ยวพันหรือเป็นประโยชน์กับพวกเรา นี่เองคือการกระทำตามภาวะอารมณ์ เมื่อพวกเราถูกควบคุมด้วยภาวะอารมณ์ ไม่ว่าจะในหน้าที่หรือการจัดการกับปัญหา พวกเราก็จะคิดถึงแต่ความรู้สึกทางเนื้อหนังและผลประโยชน์ส่วนตัว โดยไม่ปฏิบัติความจริงหรือทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีทั้งสิ้น นั่นเองคือสภาวะที่ฉันเป็น ฉันไม่อยากปลดน้องสาวลี่เพราะฉันปฏิบัติตัวตามภาวะอารมณ์ของตัวเอง ฉันกำลังปกป้องสัมพันธภาพของพวกเราและกลัวว่าเธอจะโกรธฉัน ดังนั้น เมื่อเพื่อนร่วมงานต้องการยึดติดอยู่กับหลักธรรมและเปลี่ยนตัวเธอ ฉันจึงทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้เพื่อปกป้องเธอ ให้เธออยู่ในตำแหน่งของเธอต่อไปได้ ตอนที่ฉันประเมินเธอให้ผู้นำฟัง ฉันพูดข้ามมันไป ช่วยปิดบังให้เธอด้วยความเล่นพรรคเล่นพวก และใช้วิธีสับขาหลอก พอมองย้อนกลับไป ฉันก็ได้เห็นว่า เหตุจูงใจและความตั้งใจของฉันล้วนถูกควบคุมโดยภาวะอารมณ์ ฉันมีชีวิตอยู่ในอุปนิสัยที่เสื่อมทรามแห่งความฉลาดแกมโกงและเล่ห์ลวง เต็มใจที่จะอะลุ้มอล่วยต่อผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าเพื่อปกป้องสัมพันธภาพ พร้อมที่จะล่วงเกินพระเจ้ามากกว่าจะล่วงเกินตัวบุคคล ฉันขาดความเคารพต่อพระเจ้าโดยสิ้นเชิง ฉันช่างเห็นแก่ตัวและน่าดูหมิ่นนัก! ฉันรู้สึกผิดต่อเรื่องทั้งหมดนี้ ฉันจึงไปหาผู้นำและบอกความจริงกับเธอทันที หลังจากนั้น ฉันก็อธิษฐานและไขว่คว้าหาพระเจ้า “ทำไมข้าพระองค์ถึงถูกขับเคลื่อนโดยภาวะอารมณ์อยู่เสมอ และไม่สามารถปฏิบัติความจริงได้? อะไรคือรากเหง้าของปัญหานี้?”

วันหนึ่งในการเฝ้าเดี่ยวของฉัน ฉันได้อ่านพระวจนะเหล่านี้จากพระเจ้าที่ว่า “มนุษย์ซึ่งเกิดมาในดินแดนอันโสมมเช่นนั้น ได้ถูกสังคมทำให้มัวหมองอย่างรุนแรง เขาได้รับอิทธิพลจากจริยธรรมแบบศักดินา และเขาได้รับการสอน ณ ‘สถาบันอุดมศึกษา’ การคิดล้าหลัง ศีลธรรมอันเสื่อมทราม มุมมองชีวิตแบบคับแคบ ปรัชญาเพื่อการดำรงชีวิตที่น่ารังเกียจ การดำรงอยู่อันไร้ค่าอย่างที่สุด และรูปแบบการใช้ชีวิตและขนบธรรมเนียมทั้งหลายอันต่ำทราม—สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดได้รุกล้ำเข้าไปในหัวใจของมนุษย์อย่างรุนแรง และได้บ่อนทำลายและโจมตีมโนธรรมของเขาอย่างรุนแรง ผลก็คือ มนุษย์ยิ่งอยู่ห่างไกลจากพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งต่อต้านพระองค์มากขึ้นเรื่อยๆ อุปนิสัยของมนุษย์กลายมาเป็นชั่วช้ามากขึ้นในแต่ละวัน และไม่มีสักคนหนึ่งที่จะเต็มใจยอมสละสิ่งใดๆ เพื่อพระเจ้า ไม่มีสักคนหนึ่งที่จะเต็มใจเชื่อฟังพระเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีสักคนหนึ่งที่จะเต็มใจแสวงหาการทรงปรากฏของพระเจ้า แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ภายใต้แดนครอบครองของซาตาน มนุษย์ไม่ทำอะไรเลยเว้นแต่ไล่ตามเสาะหาความยินดี โดยยอมให้ตัวเขาเองจมอยู่กับความเสื่อมทรามของเนื้อหนังในดินแดนแห่งโคลน แม้คราที่พวกเขาได้ยินความจริง พวกที่ใช้ชีวิตอยู่ในความมืดมิดก็ไม่ได้ครุ่นคิดเรื่องการนำความจริงไปปฏิบัติ และพวกเขาก็ไม่มีแนวโน้มที่จะแสวงหาพระเจ้า ต่อให้พวกเขาได้เห็นการทรงปรากฏของพระองค์แล้วก็ตาม มนุษย์คนหนึ่งที่ต่ำทรามเช่นนั้นจะสามารถมีโอกาสแห่งความรอดได้อย่างไร? มนุษย์คนหนึ่งที่เสื่อมโทรมเช่นนั้นจะสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในความสว่างได้อย่างไร?” (“การมีอุปนิสัยที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือการเป็นศัตรูกับพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ฉันจึงตระหนักได้ ว่าการปฏิบัติตนตามภาวะอารมณ์นั้น ส่วนใหญ่มาจากการถูกชักนำให้ไปสู่การเข้าใจผิดและทำให้เสื่อมทรามโดยซาตาน มารซาตานได้อาศัยการศึกษาที่โรงเรียนและอิทธิพลในสังคม จุ่มแช่ผู้คนไว้ในปรัชญาทางโลกและกฎแห่งการอยู่รอดทุกประเภท อย่างเช่น “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” “เลือดข้นกว่าน้ำ” และ “มนุษย์มิใช่ไร้ชีวิตจิตใจ เขาจะสามารถเป็นอิสระจากภาวะอารมณ์ได้อย่างไรกัน?” ฉันใช้ชีวิตด้วยปรัชญาเหล่านี้ เห็นการปกป้องคนที่ใกล้ชิดเป็นบางสิ่งที่เป็นบวก และมองว่าความเห็นใจและความเวทนาสงสารเป็นการให้ความรัก ส่วนเรื่องที่น้องสาวลี่จะถูกเปลี่ยนตัว ฉันก็เอาแต่คิดว่าพวกเรามาจากที่เดียวกัน และเธอก็คอยดูแลฉันอยู่เสมอ ดังนั้น เมื่อเธอเผชิญหน้ากับการถูกปลด ฉันก็คิดว่าฉันควรช่วยเธอและพูดแทนเธอ ฉันคิดว่านั่นคือสิ่งถูกต้องที่จะทำ ฉันรู้ว่าเธอไม่ได้แบกภาระหน้าที่ของตัวเองในฐานะผู้นำกลุ่มจริงๆ แต่กลับอบรมสั่งสอนและควบคุมคนอื่นอยู่บ่อยๆ การไม่เปลี่ยนตัวเธอจะสร้างความเสียหายต่อเหล่าพี่น้องชายหญิงและกระทบต่องานของคริสตจักร แต่ฉันกลับสวนทางกับหลักธรรมแห่งความจริงและไม่คำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า ทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อปกป้องเธอและทำให้เธอยังอยู่ในตำแหน่งหน้าที่นั้น ฉันใช้ประโยชน์จากหน้าที่ของตัวเองเพื่อรักษาสัมพันธภาพของเรา และใช้งานของคริสตจักรเพื่อตอบแทนความใจดีที่เธอมีต่อฉัน ฉันกำลังใช้ประโยชน์จากอำนาจและหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ในฐานะผู้นำนั้น ฉันควรคิดถึงงานของคริสตจักรและการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิงและการปฏิบัติตนตามหลักธรรมแห่งความจริงในหน้าที่ของตัวเอง แต่ฉันกลับให้อารมณ์ความรู้สึกอยู่เหนือทุกสิ่ง ตระหนักรู้ถึงความจริงเป็นอย่างดีแต่กลับไม่ปฏิบัติตาม นั่นไม่ใช่การทรยศต่อความจริงและหลักธรรม และไม่ให้ความสำคัญกับงานของคริสตจักรหรอกหรือ? ฉันนี่มันชาวนากับงูเห่าแท้ๆ! ต่อมาฉันได้เห็นว่าปรัชญาทางโลกเหล่านั้นคือพวกเหตุผลวิบัติที่ซาตานใช้หลอกลวงและทำให้ผู้คนเสื่อมทราม การพูดและปฏิบัติตนไปในทางนั้นเป็นการไร้ซึ่งความเป็นธรรมและความยุติธรรมโดยสิ้นเชิง และไม่มีหลักธรรมแห่งความจริงอยู่ในนั้นเลยจริงๆ นั่นเป็นปรัชญาชีวิตแบบเดียวกันไม่มีผิดกับของพวกเจ้าหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์ที่ว่า “เมื่อมนุษย์คนหนึ่งก้าวหน้าสู่ตำแหน่งที่ใหญ่โตขึ้น ครอบครัวและญาติพี่น้องก็ย่อมอยู่ในสถานะเดียวกันกับเขาไปด้วย” เมื่อใครบางคนมาเป็นเจ้าหน้าที่ ญาติของพวกเขาก็จะได้ประโยชน์มากมายเช่นกัน และสามารถทำอะไรก็ได้จริงๆ โดยไม่ต้องได้รับโทษ สังคมที่ถูกควบคุมโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั้นช่างมืดมน ชั่ว ไร้ซึ่งความเป็นธรรมหรือความยุติธรรมอย่างสิ้นเชิง ในฐานะผู้นำคริสตจักรที่ไม่ทำตามหลักธรรม แต่กลับใช้ชีวิตโดยปรัชญาแบบซาตานเหล่านี้ แล้วตัวฉันจะต่างอะไรกับพวกเจ้าหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์จีน? การไม่อยากปลดน้องสาวลี่ออกนั้น ไม่ได้มาจากความรักแท้หรือความเอื้ออาทร ฉันแค่กลัวเธอจะว่าฉันเย็นชาและไร้ความรู้สึก และเธอจะไม่มองฉันแบบเดิมอีกต่อไป ฉันไม่ได้พิจารณาถึงชีวิตของเธอเลย การเปลี่ยนตัวใครสักคนในพระนิเวศของพระเจ้านั้น ทำเพื่อหนุนใจให้เกิดการทบทวนตนเอง เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับใจและเปลี่ยนแปลงได้ทันเวลา มันคือหนทางหนึ่งที่พระเจ้าทรงอารักขาและช่วยผู้คนให้รอด ฉันก็เคยถูกปลดจากหน้าที่ของตัวเองเหมือนกัน และพอฉันเรียนรู้บทเรียนจากความล้มเหลวของตัวเองได้ ทางคริสตจักรก็จัดการเตรียมการอีกหน้าที่ที่เหมาะสมมาให้ฉัน ก็แค่การสะดุดล้มที่ทำให้ฉันได้ทบทวนและเปิดโอกาสให้ฉันตระหนักรู้ในตัวเองอย่างแท้จริงบ้าง ฉันยังได้เข้าใจมากขึ้นเช่นกันเกี่ยวกับน้ำพระทัยของพระเจ้าในการทรงช่วยมนุษย์ให้รอด และได้เห็นว่าความรักของพระองค์ประกอบไปด้วยพระกรุณาและความชอบธรรม ความรักของพระเจ้านั้นมีหลักธรรม พระองค์ไม่ได้ทรงปรนเปรอหรือให้ท้ายพวกเรา แต่ “ความรัก” ของฉันที่มีต่อคนอื่นนั้น เต็มไปด้วยปรัชญาทางโลกแบบซาตาน และตั้งอยู่ในผลประโยชน์ส่วนตัว มันช่างคับแคบและเห็นแก่ตัว รวมทั้งน่าขยะแขยงและน่าเกลียดน่าชังสำหรับพระเจ้า มาถึงตอนนั้นเท่านั้นเอง ฉันจึงได้ตระหนักว่า เวลาที่พวกเราพึ่งพาความรู้สึกของพวกเรานั้น มันเป็นอันตรายต่อทั้งคนอื่นและต่อตัวเราเอง และนั่นคือสิ่งกีดขวางที่ใหญ่ที่สุดของฉันในการปฏิบัติความจริงและทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี หากปราศจากการยอมรับการพิพากษาและการตีสอนแห่งพระวจนะของพระเจ้า ปราศจากซึ่งการกลับใจใหม่ที่แท้จริง ฉันก็คงจะได้ล่วงเกินพระอุปนิสัยของพระเจ้าและถูกพระเจ้าทรงบอกปัด รังเกียจและกำจัดทิ้งไปแล้ว

ต่อมา ฉันได้อ่านอีกบทตอนหนึ่งของพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “หากเจ้าต้องการมีสัมพันธภาพปกติกับพระเจ้า เช่นนั้นแล้วหัวใจของเจ้าต้องหันเข้าหาพระเจ้า ด้วยการนี้เป็นรากฐาน เจ้ายังจะมีสัมพันธภาพปกติกับผู้อื่นด้วยเช่นกัน หากเจ้าไม่มีสัมพันธภาพปกติกับพระเจ้า เช่นนั้นแล้วไม่สำคัญว่าเจ้าจะทำอะไรเพื่อรักษาสัมพันธภาพของเจ้ากับผู้อื่น ไม่สำคัญว่าเจ้าจะทำงานหนักเพียงใดหรือเจ้าจะออกแรงมากเพียงใด ทั้งหมดนั้นจะเป็นแค่เรื่องของปรัชญาสำหรับการดำรงชีวิตของมนุษย์ เจ้ากำลังรักษาฐานะของเจ้าท่ามกลางผู้คนโดยผ่านทางมุมมองของมนุษย์และปรัชญาของมนุษย์เพื่อที่ว่าผู้คนจะได้สรรเสริญเจ้า แต่เจ้าไม่ได้กำลังติดตามพระวจนะของพระเจ้าเพื่อสถาปนาสัมพันธภาพปกติกับผู้คน หากเจ้าไม่ได้มุ่งความสนใจไปที่สัมพันธภาพของเจ้ากับผู้คน แต่รักษาสัมพันธภาพปกติกับพระเจ้า หากเจ้าเต็มใจที่จะมอบหัวใจของเจ้าแด่พระเจ้า และเรียนรู้ที่จะเชื่อฟังพระองค์ เช่นนั้นแล้วสัมพันธภาพของเจ้ากับผู้คนทั้งหมดจะกลายมาเป็นปกติเป็นธรรมดา ด้วยวิถีทางนี้ สัมพันธภาพเหล่านี้ไม่ได้ถูกสถาปนาขึ้นบนเนื้อหนัง แต่บนรากฐานของความรักของพระเจ้า แทบจะไม่มีปฏิสัมพันธ์ทางเนื้อหนังเลย หากแต่ในวิญญาณนั้นมีการสามัคคีธรรม ความรักซึ่งกันและกัน การปลอบประโลมซึ่งกันและกัน และการจัดเตรียมที่มีให้แก่กันละกัน ทั้งหมดนี้ได้ทำขึ้นบนรากฐานของหัวใจซึ่งทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย สัมพันธภาพเหล่านี้ไม่ได้ถูกรักษาไว้โดยการพึ่งพาปรัชญาสำหรับการดำรงชีวิตของมนุษย์ หากแต่ถูกก่อตัวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติมากโดยผ่านทางการแบกรับภาระสำหรับพระเจ้า ไม่จำเป็นต้องใช้ความมานะพยายามที่มนุษย์ทำขึ้น เจ้าเพียงแค่จำเป็นต้องปฏิบัติตามพระวจนะหลักธรรมของพระเจ้าเท่านั้น” (“การสถาปนาสัมพันธภาพปกติกับพระเจ้าคือสิ่งสำคัญยิ่ง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

หลังจากได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็ได้เข้าใจว่า สัมพันธภาพกับเหล่าพี่น้องชายหญิงนั้น ขึ้นอยู่กับความรักของพระเจ้าเป็นหลัก มันไม่ได้ธำรงรักษาไว้ด้วยปรัชญาทางโลกของซาตาน การปฏิบัติความจริงคือกุญแจสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นเรื่องงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า เมื่อพวกเราเห็นใครบางคนทำหน้าที่ของตัวเองโดยขัดต่อหลักธรรมแห่งความจริง พวกเราจำเป็นต้องสามัคคีธรรมเกี่ยวกับความจริงเพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนพวกเขา ถ้าพวกเขายังไม่กลับใจหลังจากที่สามัคคีธรรมไปแล้วหลายครั้งหลายหน พวกเขาก็จำเป็นที่จะต้องถูกตัดแต่งและจัดการเมื่อจำเป็น แม้แต่กับครอบครัวและเพื่อนฝูง พวกเราก็ไม่สามารถพึ่งพาภาวะอารมณ์หรือยึดปฏิบัติตามปรัชญาทางโลกได้ พวกเราจำเป็นต้องทำสิ่งต่างๆ ตามหลักธรรมแห่งพระวจนะของพระเจ้า กล่าวคือ สามัคคีธรรมยามที่จำเป็น และเปลี่ยนตัวพวกเขาถ้านั่นไม่ได้ผล งานของคริสตจักรและผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าจะต้องได้รับการค้ำจุนเสมอ นี่เท่านั้นที่อยู่ในแนวเดียวกันกับน้ำพระทัยของพระเจ้า หลังจากนั้น ฉันก็ได้หารือเรื่องนี้กับเพื่อนร่วมงานบางคน และปลดน้องสาวลี่ออกบนพื้นฐานของหลักธรรมแห่งความจริง นอกจากนี้ฉันยังได้ให้การสามัคคีธรรมเพื่อชำแหละผลการปฏิบัติงานของเธอโดยพิจารณาจากพระวจนะของพระเจ้า รวมถึงเลื่อนขั้นให้น้องชายเฉินขึ้นเป็นผู้นำกลุ่มแทน ถึงตอนนั้นเองที่ฉันได้รู้สึกโล่งในหัวใจ ผ่านไปสักพัก ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบางส่วนให้น้องสาวลี่ฟัง และถามว่าเธอเป็นอย่างไรบ้าง เธอบอกว่า “ขอบคุณพระเจ้า! ทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำนั้นเป็นสิ่งดี ตอนแรกฉันรู้สึกคิดลบและทุกข์ทน แต่โดยผ่านการอ่านพระวจนะของพระเจ้าและการอธิษฐาน ฉันก็ได้เข้าใจว่าพระเจ้าทรงปฏิบัติอย่างนี้เพื่อเปลี่ยนแปลงฉัน และถ้าฉันไม่ถูกเปลี่ยนตัว และถูกชี้ให้เห็นถึงปัญหา ฉันก็คงจะไม่รู้จักตัวเอง หรือไม่ได้เปลี่ยนแปลงและกลับใจได้อย่างที่ฉันเป็นตอนนี้” พอได้ยินแบบนี้ ฉันก็รู้สึกว่าการละทิ้งเนื้อหนังและปฏิบัติความจริงนั้นช่างหวานชื่นแค่ไหน ฉันยังได้รับประสบการณ์อีกด้วยว่า มีเพียงการปฏิบัติความจริงและใช้ชีวิตตามหลักธรรมเท่านั้น ที่อยู่ในแนวเดียวกันกับน้ำพระทัยของพระเจ้า นั่นก็คือหนทางเดียวเท่านั้นที่มีศักดิ์ศรี

ก่อนหน้า: 52. ลาก่อน จอมตามใจ!

ถัดไป: 54. สงครามจิตวิญญาณ

ปี 2021 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย หย่างมู่ ประเทศเกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย เสี่ยวเว่ย ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger