44 คลายสัมพันธ์ที่พันผูก

โดย Kaoshen, อิตาลี

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เพื่อเห็นแก่ชะตากรรมของตัวพวกเจ้าเอง พวกเจ้าควรมองหาการยอมรับจากพระเจ้า กล่าวคือ เมื่อพวกเจ้ารับรู้แล้วว่าพวกเจ้าคือสมาชิกคนหนึ่งในพระนิเวศของพระเจ้า เมื่อนั้นพวกเจ้าก็ควรนำสันติสุขในจิตใจมาสู่พระเจ้า และทำให้พระองค์พึงพอพระทัยในทุกสิ่งสรรพ์ พูดอีกอย่างก็คือ เจ้าจะต้องมีหลักจริยธรรมในการกระทำต่างๆ ของเจ้า และจะต้องปฏิบัติอย่างสอดคล้องกับความสัตย์จริงในการกระทำเหล่านั้น หากนี่เป็นสิ่งซึ่งเกินกว่าที่เจ้าจะทำได้ เมื่อนั้นเจ้าก็จะถูกพระเจ้าชิงชังและปฏิเสธ และถูกรังเกียจเดียดฉันท์จากมนุษย์ทุกคน ทันทีที่เจ้าตกไปอยู่ในสภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนั้น เจ้าก็จะไม่สามารถถูกนับรวมเข้าไปอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า นี่เองที่เป็นความหมายตรงตัวของการไม่ถูกยอมรับโดยพระเจ้า” (“การตักเตือนสามประการ” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) จากพระวจนะของพระเจ้า เราจะเห็นได้ว่าสิ่งที่พระองค์มีประสงค์จากเรา คือให้กระทำสิ่งต่างๆ อย่างมีหลักการ และยึดมั่นในความจริง เพื่อที่เราจะได้รับการทรงเห็นชอบจากพระองค์ และสนองพระองค์ในทุกสิ่งได้ ฉันเคยล้มเหลวเรื่องนี้มาก่อนค่ะ ส่วนใหญ่เป็นเพราะฉันถูกอารมณ์ของตัวเองควบคุม มักใช้ชีวิตและทำตามความรู้สึกของตัวเองเสมอ ถึงจะดูเหมือนว่าฉันไม่เคยทำเรื่องชั่วร้ายใดๆ การกระทำของฉันก็ขัดต่อหลักปฏิบัติแห่งความจริง และนี่เองที่ขัดขวางการงานของคริสตจักร แต่หลังจากพระเจ้าทรงพิพากษาและตีสอนฉันด้วยพระวจนะของพระองค์ ฉันก็เริ่มเข้าใจถึงธรรมชาติและผลที่ตามมาของการกระทำแบบนี้ ต่อมาฉันก็เข้าหาสิ่งต่างๆ ด้วยแรงจูงใจที่ถูกต้องแทนที่จะพึ่งอารมณ์ของตัวเอง อีกทั้งสามารถนำพระวจนะของพระเจ้ามาปฏิบัติได้

เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ตอนที่ฉันทำหน้าที่เป็นผู้นำคริสตจักร ได้มีการสำรวจความเห็นว่าผู้นำกลุ่มของสถานที่ชุมนุมแต่ละแห่งทำได้ดีแค่ไหน จากผลตอบรับ ฉันก็ได้เห็น ว่าผู้นำกลุ่มคนหนึ่ง น้องสาวลี่ มักไม่ใส่ใจหน้าที่ของตัวเอง และถ้าชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดใดๆ ของเธอ เธอจะไม่เพียงแต่ปฏิเสธที่จะยอมรับความจริงเท่านั้น แต่ยังเถียงกลับด้วย เมื่อคนอื่นๆ มีความยากลำบาก เธอจะไม่ช่วยพวกเขาด้วยการสามัคคีธรรมความจริง แต่กลับสั่งสอนแบบวางตัวเป็นผู้ใหญ่ และบีบบังคับพวกเขา หลังจากได้อ่านทั้งหมดนี้ ฉันก็รู้ ว่าตามหลักปฏิบัติแห่งการคัดเลือกในพระนิเวศของพระเจ้าแล้ว เธอต้องถูกเปลี่ยนตัว แต่บ้านเกิดเราอยู่ที่เดียวกัน และเคยทำหน้าที่ร่วมกันมาก่อน เราสนิทกันมาตลอด และเธอก็ดูแลฉันดีมากๆ ถ้าฉันปลดเธอไป เธอจะคิดว่าฉันไม่มีหัวใจหรือเปล่า? เมื่อสองปีที่แล้วเธอถูกปลดจากหน้าที่ผู้นำคริสตจักร และเธอแทบจะพาตัวเองออกจากความคิดลบไม่ได้ด้วยซ้ำ ถ้าอีกตำแหน่งถูกพรากไปจากเธอ แล้วมันจะไม่ยิ่งกระทบเธอหนักกว่าเดิมหรือ? เธอจะสามารถรับมือได้ไหม? ฉันคิดว่าฉันจำเป็นต้องสามัคคีธรรมกับเธอทันที เธอจะได้เห็นว่าสถานการณ์ของตัวเองนั้นสุ่มเสี่ยงแค่ไหน ฉันคิดว่าถ้าเธอทำให้อะไรๆ กลับมาดีได้ทัน เธอก็อาจจะรักษาหน้าที่ของตัวเองไว้ได้ ดังนั้น ฉันจึงไปหาน้องสาวลี่เพื่อสามัคคีธรรมเรื่องปัญหาของเธอ แต่กลับพบว่าเธอไม่มีความตระหนักรู้ในตัวเองเลย ฉันทำทุกอย่างที่ทำได้ในการสามัคคีธรรมกับเธอ และหลังจากนั้น เธอก็ยินดีที่จะเปลี่ยนแปลง ที่จะไตร่ตรอง และในที่สุดฉันก็ได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ฉันคิดว่าถ้าฉันสามารถพูดชมเธอให้เพื่อนร่วมงานฟังได้บ้าง เธออาจจะสามารถทำหน้าที่นั้นต่อไปได้

ต่อมาในระหว่างการพูดคุยเรื่องงาน มีเพื่อนร่วมงานสองสามคนบอกว่าน้องสาวลี่ไม่เคยยอมรับความจริงเลย และทุกคนเห็นด้วยที่จะเปลี่ยนตัวเธอ พอได้ยินแบบนั้นฉันก็รู้สึกปั่นป่วน และคิดว่า “น้องสาวลี่มีปัญหาอยู่บ้าง แต่เธอก็พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง เพราะงั้นพวกคุณช่วยให้โอกาสเธออีกครั้งไม่ได้หรือ?” ทันใดนั้นน้องสาวโจวก็พูดขึ้นว่า “น้องสาวลี่อยู่ในสภาวะนี้มาสักพักแล้ว เธอสามัคคีธรรมได้ดีก็จริง แต่เธอไม่ปฏิบัติในสิ่งที่พูดเลย มันไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย เธอไม่เหมาะกับหน้าที่นี้” ฉันเลยรีบพูดแทรกว่า “น้องสาวลี่มีช่วงเวลาที่ยากลำบากในการยอมรับความจริง แต่เธอก็ทำงานเชิงรุกมากๆ และมีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเอง เมื่อเร็วๆ นี้เอง พี่น้องชายหญิงบางคนเกิดเอื่อยเฉื่อยในหน้าที่ของตัวเอง และเธอก็ทำให้พวกเขามีแรงจูงใจ” น้องสาวเป่ยรีบตอบทันทีว่า “น้องสาวลี่น่ะดูเหมือนยุ่งอยู่ตลอดเวลา ดูเป็นคนทำงานเชิงรุกมาก แต่ความจริงเธอก็แค่แสดง และเธอไม่สามารถแก้ไขปัญหาจริงๆ ได้” สิ่งที่พวกเธอพูดถูกต้องทั้งหมด และฉันก็ไม่สามารถตอบอะไรได้ จากนั้น น้องสาวจาง ผู้นำคริสตจักรอีกคนก็พูดขึ้นมาว่า “จริงอยู่ที่น้องสาวลี่ไม่เหมาะที่จะเป็นผู้นำกลุ่ม แต่เราไม่มีผู้สมัครที่เหมาะสมจะเอามาแทนเธอได้ตอนนี้ เพราะงั้นก็ให้เธออยู่ไปก่อน จนกว่าเราจะหาคนที่เหมาะสมมาแทนได้” นี่แหละคือสิ่งที่ฉันต้องการ ฉันเลยรีบเสริมไปว่า “ฉันเห็นด้วยค่ะ ไว้มีคนมาแล้วเราค่อยเปลี่ยนตัวเธอก็ได้” แล้วฉันก็ต้องประหลาดใจ ไม่ถึงอาทิตย์ต่อมา น้องสาวโจวก็พูดถึงปัญหาขึ้นมาอีกครั้งหลังจากเราพูดคุยเรื่องการงานของคริสตจักรเสร็จ เธอบอกว่าน้องชายเฉินเป็นตัวเลือกที่ดี และเพื่อนร่วมงานสองสามคนก็เห็นด้วย ฉันอกสั่นขวัญหายไปหมด ถ้าน้องชายเฉินได้รับเลือกเป็นผู้นำกลุ่ม น้องสาวลี่ก็จะถูกปลดออก ฉันจึงพูดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับความเสื่อมทรามและข้อบกพร่องของน้องชายเฉิน และบอกว่าเขาไม่เหมาะกับงานนี้ จากนั้นทุกคนก็เริ่มลังเล และฉันก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมานิดหน่อย แต่ก็ยังไม่แสวงหาความจริง

ต่อมา ผู้นำของฉันได้ขอให้ฉันไปสรุปเรื่องหัวหน้ากลุ่มให้เธอฟัง และพอฉันได้เจอน้องสาวลี่ ฉันก็ไม่ได้ไตร่ตรองการประเมินตัวเธอโดยเหล่าพี่น้องชายหญิงอย่างถูกต้อง พอเธอไป ฉันก็แอบรู้สึกไม่สบายใจรางๆ ฉันสงสัยว่าทำไมตัวเองถึงพูดแทนน้องสาวลี่อยู่ตลอด และกังวลเรื่องเธออยู่เสมอ ฉันไม่ได้แสดงความลำเอียงต่อเธออยู่หรือ? แรงจูงใจแบบไหนที่กำลังควบคุมฉันอยู่นะ? ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า: “โดยเบื้องต้นแล้ว สิ่งใดหรือคือการใช้อารมณ์? มันคืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามอย่างหนึ่ง หากพวกเราบรรยายแง่มุมทั้งหลายที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของการใช้อารมณ์ด้วยการใช้คำพูดไม่กี่คำ คำพูดเหล่านั้นก็คือการเล่นพรรคเล่นพวกและการลำเอียงต่อการปกป้องผู้คนบางคน การธำรงรักษาสัมพันธภาพของเนื้อหนัง และการไม่ยุติธรรม เหล่านี้ก็คือสิ่งที่เป็นการใช้อารมณ์ ด้วยเหตุนี้ การปลดทิ้งการใช้อารมณ์ของคนเราจึงไม่ใช่เพียงหมายถึงการไม่คิดเรื่องใครบางคนอีกต่อไป ตามธรรมดาแล้ว เจ้าอาจจะไม่คิดเรื่องพวกเขาเลย แต่แล้วทันทีที่ใครบางคนวิพากษ์วิจารณ์สมาชิกครอบครัวของเจ้า บ้านเกิดของเจ้า หรือใครก็ตามที่เจ้ามีสัมพันธภาพด้วย เจ้าก็อารมณ์พลุ่งขึ้นมาและปลงใจอย่างแน่วแน่ที่จะสู้เพื่อพวกเขา แน่นอนว่าเจ้ารู้สึกถูกบีบให้ต้องตลบกลับสิ่งที่พูดถึงกันเกี่ยวกับพวกเขา เจ้าไม่สามารถยอมให้พวกเขาตกอยู่ภายใต้ความผิดที่ไม่ได้รับการตบแต่งแก้ไข เจ้ารู้สึกถึงความจำเป็นต้องทำอย่างสุดความสามารถเพื่อค้ำจุนความมีหน้ามีตาของพวกเขา ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ผิดให้ดูเหมือนว่าถูก และไม่ยอมให้ผู้อื่นบอกความจริงเกี่ยวกับพวกเขาหรือเปิดโปงพวกเขา นี่คือความไม่ยุติธรรม และมันเรียกว่าการใช้อารมณ์” (สิ่งใดหรือคือความเป็นจริงของความจริง?) “หากผู้คนขาดพร่องความเคารพต่อพระเจ้า และหากพระเจ้าไม่ทรงมีที่ในหัวใจของพวกเขา เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ไม่มีวันปฏิบัติตนอยู่บนหลักธรรมได้ไม่สำคัญว่าพวกเขากำลังทำหน้าที่ใดให้ลุล่วงหรือพวกเขากำลังจัดการกับปัญหาใด ผู้คนที่ดำรงชีวิตภายในเจตนาและความอยากได้อยากมีอันเห็นแก่ตัวของพวกเขานั้นย่อมไม่สามารถเข้าสู่ความเป็นจริงของความจริงได้ ด้วยเหตุนี้ เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาเผชิญกับปัญหา พวกเขาไม่สาดสายตาตรวจทานแบบวิเคราะห์วิจารณ์เจตนาของพวกเขาและไม่สามารถระลึกได้ว่าตรงไหนที่เจตนาของพวกเขานั้นผิดพลาด แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขาใช้การให้เหตุผลทุกประเภทเพื่อผลิตคำโกหกและข้อแก้ตัวทั้งหลายสำหรับตัวพวกเขาเอง พวกเขาทำได้ดีทีเดียวในเรื่องของการปกป้องผลประโยชน์ ความมีหน้ามีตา และสัมพันธภาพระหว่างบุคคลของพวกเขาเอง แต่ในข้อเท็จจริงแล้วพวกเขายังไม่ได้สร้างสัมพันธภาพอันใดกับพระเจ้าเลย” (บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์) พระวจนะนี้แสดงให้เห็นว่าในการเผชิญหน้ากับปัญหา เราไม่สามารถทำตัวอย่างเป็นธรรมตามหลักปฏิบัติแห่งความจริงได้ แต่เราก็ไม่แยกแยะระหว่างถูกและผิด เข้าข้างและปกป้องคนที่เราสนิทด้วย หรือเป็นประโยชน์กับเรา สิ่งนี้คือการกระทำตามอารมณ์ และมันคืออุปนิสัยที่เสื่อมทราม เมื่อเราถูกควบคุมด้วยอารมณ์ ไม่ว่าจะในหน้าที่หรือการจัดการกับปัญหา เราก็จะคิดถึงแต่ความรู้สึกทางเนื้อหนังและผลประโยชน์ส่วนตัว โดยไม่ปฏิบัติความจริงหรือทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีทั้งสิ้น นั่นคือสภาวะที่ฉันเป็นค่ะ ฉันไม่อยากปลดน้องสาวลี่เพราะฉันทำตามอารมณ์ของตัวเอง ฉันปกป้องความสัมพันธ์ของเรา และกลัวว่าเธอจะโกรธฉัน ดังนั้น เมื่อเพื่อนร่วมงานต้องการยึดหลักปฏิบัติและเปลี่ยนตัวเธอ ฉันก็ทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้เพื่อปกป้องเธอ ให้เธออยู่ในตำแหน่งต่อไปได้ ตอนที่ฉันประเมินเธอให้ผู้นำฟัง ฉันก็มองข้ามมัน ปกปิดให้เธอด้วยความลำเอียง และใช้วิธีสับขาหลอก พอมองย้อนกลับไป ฉันก็เห็นว่า แรงจูงใจและความตั้งใจทั้งหมดของฉันถูกควบคุมโดยอารมณ์ ฉันใช้ชีวิตอยู่ด้วยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามแห่งความเจ้าเล่ห์และหลอกลวง ยินดีจะอะลุ้มอล่วยต่อผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าเพื่อปกป้องความสัมพันธ์ พร้อมที่จะทำให้พระเจ้าทรงขุ่นเคืองมากกว่าจะทำให้คนขุ่นเคือง ฉันขาดความยำเกรงต่อพระเจ้าโดยสิ้นเชิง ฉันเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจนัก! ฉันรู้สึกผิดต่อเรื่องทั้งหมดนี้ ฉันจึงไปหาผู้นำและบอกความจริงกับเธอทันที หลังจากนั้น ฉันก็อธิษฐานและไขว่คว้าหาพระเจ้า “ทำไมข้าพระองค์ถึงถูกขับเคลื่อนโดยอารมณ์อยู่เสมอ และไม่สามารถปฏิบัติความจริงได้? รากของปัญหานี้คืออะไร?”

วันหนึ่งในการสักการะของฉัน ฉันได้อ่านพระวจนะเหล่านี้จากพระเจ้า: “มนุษย์ซึ่งเกิดมาในดินแดนอันโสมมเช่นนั้น ได้ถูกสังคมทำให้มัวหมองอย่างรุนแรง เขาได้รับอิทธิพลจากจริยธรรมแบบศักดินา และเขาได้รับการสอน ณ ‘สถาบันอุดมศึกษา’ การคิดล้าหลัง ศีลธรรมอันเสื่อมทราม มุมมองชีวิตแบบคับแคบ ปรัชญาเพื่อการดำรงชีวิตที่น่ารังเกียจ การดำรงอยู่อันไร้ค่าอย่างที่สุด และรูปแบบการใช้ชีวิตและขนบธรรมเนียมทั้งหลายอันต่ำทราม—สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดได้รุกล้ำเข้าไปในหัวใจของมนุษย์อย่างรุนแรง และได้บ่อนทำลายและโจมตีมโนธรรมของเขาอย่างรุนแรง ผลก็คือ มนุษย์ยิ่งอยู่ห่างไกลจากพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งต่อต้านพระองค์มากขึ้นเรื่อยๆ อุปนิสัยของมนุษย์กลายมาเป็นชั่วช้ามากขึ้นในแต่ละวัน และไม่มีสักคนหนึ่งที่จะเต็มใจยอมสละสิ่งใดๆ เพื่อพระเจ้า ไม่มีสักคนหนึ่งที่จะเต็มใจเชื่อฟังพระเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีสักคนหนึ่งที่จะเต็มใจแสวงหาการทรงปรากฏของพระเจ้า แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ภายใต้แดนครอบครองของซาตาน มนุษย์ไม่ทำอะไรเลยเว้นแต่ไล่ตามเสาะหาความยินดี โดยยอมให้ตัวเขาเองจมอยู่กับความเสื่อมทรามของเนื้อหนังในดินแดนแห่งโคลน แม้คราที่พวกเขาได้ยินความจริง พวกที่ใช้ชีวิตอยู่ในความมืดมิดก็ไม่ได้ครุ่นคิดเรื่องการนำความจริงไปปฏิบัติ และพวกเขาก็ไม่มีแนวโน้มที่จะแสวงหาพระเจ้า ต่อให้พวกเขาได้เห็นการทรงปรากฏของพระองค์แล้วก็ตาม มนุษย์คนหนึ่งที่ต่ำทรามเช่นนั้นจะสามารถมีโอกาสแห่งความรอดได้อย่างไร? มนุษย์คนหนึ่งที่เสื่อมโทรมเช่นนั้นจะสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในความสว่างได้อย่างไร?” (“การมีอุปนิสัยที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือการเป็นศัตรูกับพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ฉันจึงตระหนักได้ ว่าการกระทำตามอารมณ์นั้น ส่วนใหญ่มาจากการถูกชักจูงแบบผิดๆ และทำให้เสื่อมทรามโดยซาตาน ผ่านการศึกษาที่โรงเรียนและอิทธิพลในสังคม ซาตานมารร้ายได้ห้อมล้อมผู้คน ในหลักปรัชญาทางโลกและกฎแห่งการเอาตัวรอดทุกประเภท อย่างเช่น “ทุกคนทำเพื่อตัวเองและปีศาจคือผู้ที่รั้งท้าย” “เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ” และ “มนุษย์มิใช่สิ่งไร้ชีวิต เขาจะเป็นอิสระจากอารมณ์ได้อย่างไร?” ฉันใช้ชีวิตด้วยหลักปรัชญาเหล่านี้ เห็นการปกป้องคนที่สนิทเป็นสิ่งในทางบวก มองว่าความเห็นใจและความสงสารเป็นความรัก ส่วนเรื่องที่น้องสาวลี่จะถูกเปลี่ยนตัว ฉันก็เอาแต่คิดว่าเรามาจากที่เดียวกัน และเธอก็คอยดูแลฉันอยู่เสมอ ดังนั้น เมื่อเธอเผชิญหน้ากับการถูกปลด ฉันก็คิดว่าฉันควรช่วยเธอและพูดแทนเธอ ฉันคิดว่านั่นคือสิ่งถูกต้องที่จะทำ ฉันรู้ว่าเธอไม่ได้รับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองในฐานะผู้นำกลุ่มจริงๆ แต่กลับสั่งสอนและควบคุมคนในกลุ่มอยู่บ่อยๆ การไม่เปลี่ยนตัวเธอจะสร้างความเสียหายต่อเหล่าพี่น้องชายหญิง และกระทบต่อการงานของคริสตจักร แต่ฉันกลับต่อต้านหลักปฏิบัติแห่งความจริงและไม่คำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า ทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อปกป้องเธอและทำให้เธอยังอยู่ในตำแหน่งนั้น ฉันใช้ประโยชน์จากหน้าที่ของตัวเองเพื่อรักษาความสัมพันธ์ของเรา และใช้การงานของคริสตจักรเพื่อตอบแทนความใจดีที่เธอมีต่อฉัน ฉันใช้ประโยชน์จากอำนาจและหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ในฐานะผู้นำ ฉันควรคิดถึงการงานของคริสตจักรและชีวิตของพี่น้องชายหญิง และกระทำตามหลักปฏิบัติแห่งความจริงในหน้าที่ของตัวเอง แต่ฉันกลับเอาความรู้สึกอยู่เหนือทุกสิ่ง ตระหนักถึงความจริงเป็นอย่างดีแต่กลับไม่ปฏิบัติตาม นั่นไม่ใช่การทรยศต่อความจริงและหลักปฏิบัติ และไม่ให้ความสำคัญกับการงานของคริสตจักรหรือ? ฉันมันอกตัญญูต่อผู้ที่มีพระคุณ! ต่อมาฉันได้เห็น ว่าหลักปรัชญาทางโลกเหล่านั้นคือความเข้าใจผิดๆ ที่ซาตานใช้หลอกลวงและทำให้มนุษย์เสื่อมทราม การพูดและปฏิบัติในทางนั้น คือไร้ซึ่งความเป็นธรรมและความยุติธรรมโดยสิ้นเชิง อีกทั้งมันไม่มีหลักปฏิบัติแห่งความจริงในนั้นเลย นั่นคือหลักปรัชญาชีวิตแบบเดียวกับของเจ้าหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์ไม่ผิดเพี้ยน “เมื่อคนก้าวขึ้นไปยังตำแหน่งที่ใหญ่โตขึ้น ครอบครัวและญาติๆ ของเขาก็อยู่ในสถานะเดียวกันด้วย” เมื่อใครบางคนมาเป็นเจ้าหน้าที่ ญาติของพวกเขาก็จะได้ประโยชน์มากมายเช่นกัน และสามารถทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องรับโทษ สังคมที่ถูกควบคุมโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั้นช่างมืดมิด แสนชั่วร้าย ไร้ซึ่งความเป็นธรรมหรือความยุติธรรมอย่างสิ้นเชิง ในฐานะผู้นำคริสตจักร ที่ไม่ทำตามหลักปฏิบัติ แต่กลับใช้ชีวิตโดยหลักปรัชญาแบบซาตานเหล่านี้ ฉันจะต่างกับพวกเจ้าหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนยังไง? การไม่อยากปลดน้องสาวลี่ออก ไม่ได้มาจากความรักหรือความเอื้ออาทร ฉันแค่กลัวเธอจะบอกว่าฉันเย็นชาและไร้ความรู้สึก และเธอจะไม่มองฉันแบบเดิมอีกต่อไป ฉันไม่ได้พิจารณาถึงชีวิตของเธอเลยค่ะ การเปลี่ยนตัวใครสักคนในพระนิเวศของพระเจ้า นั้นทำเพื่อกระตุ้นการไตร่ตรองตนเอง เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับใจและเปลี่ยนแปลงได้ทันเวลา มันคือวิธีหนึ่งที่พระเจ้าทรงคุ้มครองและช่วยมนุษย์ให้รอด ฉันก็เคยถูกปลดจากหน้าที่ของตัวเองเหมือนกัน และพอฉันเรียนรู้บทเรียนจากความล้มเหลวของตัวเองได้ ทางคริสตจักรก็จัดการเตรียมการอีกหน้าที่ที่เหมาะสมมาให้ฉัน มันก็แค่การสะดุดและหกล้มที่ทำให้ฉันได้ไตร่ตรอง และทำให้ฉันตระหนักรู้ในตัวเองอย่างแท้จริงบ้าง ฉันยังเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าในการทรงช่วยมนุษย์ให้รอดมากขึ้นอีกด้วย และได้เห็นว่าความรักของพระองค์ประกอบไปด้วยพระเมตตาและความชอบธรรม ความรักของพระเจ้าก็มีหลักปฏิบัติ พระองค์ไม่ได้ทรงปรนเปรอหรือให้ท้ายเรา แต่ “ความรัก” ของฉันที่มีต่อคนอื่นเต็มไปด้วยหลักปรัชญาทางโลกแบบซาตาน และตั้งอยู่ในผลประโยชน์ส่วนตัว มันช่างคับแคบและเห็นแก่ตัว รวมถึงน่าขยะแขยงและน่ารังเกียจสำหรับพระเจ้า ฉันจึงตระหนักได้ว่าเมื่อเราพึ่งพาความรู้สึกของเรา มันก็อันตรายต่อทั้งคนอื่นและต่อตัวฉันเอง และนั่นคืออุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของฉันในการปฏิบัติความจริงและทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี หากปราศจากการยอมรับการพิพากษาและการตีสอนแห่งพระวจนะของพระเจ้า ปราศจากซึ่งการกลับใจที่แท้จริง ฉันก็จะทำให้พระอุปนิสัยของพระเจ้าขุ่นเคืองและถูกพระเจ้าทรงปฏิเสธ เกลียดชัง และกำจัด

ต่อมา ฉันได้อ่านอีกบทตอนหนึ่งของพระวจนะของพระเจ้า: “หากเจ้าต้องการมีสัมพันธภาพอันถูกต้องเหมาะสมกับพระเจ้า เช่นนั้นแล้วหัวใจของเจ้าต้องหันเข้าหาพระเจ้า ด้วยการนี้เป็นรากฐาน เจ้ายังจะมีสัมพันธภาพอันถูกต้องเหมาะสมกับผู้อื่นด้วยเช่นกัน หากเจ้าไม่มีสัมพันธภาพอันถูกต้องเหมาะสมกับพระเจ้า เช่นนั้นแล้วไม่สำคัญว่าเจ้าจะทำอะไรเพื่อรักษาสัมพันธภาพของเจ้ากับผู้อื่น ไม่สำคัญว่าเจ้าจะทำงานหนักเพียงใดหรือเจ้าจะออกแรงมากเพียงใด ทั้งหมดนั้นจะเป็นแค่เรื่องของปรัชญาสำหรับการดำรงชีวิตของมนุษย์ เจ้ากำลังรักษาฐานะของเจ้าท่ามกลางผู้คนโดยผ่านทางมุมมองของมนุษย์และปรัชญาของมนุษย์ เพื่อที่ว่าผู้คนจะได้สรรเสริญเจ้า แต่เจ้าไม่ได้กำลังติดตามพระวจนะของพระเจ้าเพื่อสถาปนาสัมพันธภาพอันถูกต้องเหมาะสมกับผู้คน หากเจ้าไม่ได้มุ่งความสนใจไปที่สัมพันธภาพของเจ้ากับผู้คน แต่รักษาสัมพันธภาพอันถูกต้องเหมาะสมกับพระเจ้า หากเจ้าเต็มใจที่จะมอบหัวใจของเจ้าแด่พระเจ้า และเรียนรู้ที่จะเชื่อฟังพระองค์ เช่นนั้นแล้วสัมพันธภาพของเจ้ากับผู้คนทั้งหมดจะกลายมาเป็นถูกต้องเหมาะสมเป็นธรรมดา ด้วยวิถีทางนี้ สัมพันธภาพเหล่านี้ไม่ได้ถูกสถาปนาขึ้นบนเนื้อหนัง แต่บนรากฐานของความรักของพระเจ้า แทบจะไม่มีปฏิสัมพันธ์ทางเนื้อหนังเลย หากแต่ในวิญญาณนั้นมีสามัคคีธรรม ความรักซึ่งกันและกัน การปลอบประโลมซึ่งกันและกัน และการจัดเตรียมที่มีให้แก่กันละกัน ทั้งหมดนี้ได้ทำขึ้นบนรากฐานของหัวใจซึ่งทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย สัมพันธภาพเหล่านี้ไม่ได้ถูกรักษาไว้โดยการพึ่งพาปรัชญาสำหรับการดำรงชีวิตของมนุษย์ หากแต่ถูกก่อตัวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติมากโดยผ่านทางการแบกรับภาระสำหรับพระเจ้า มันไม่จำเป็นต้องใช้ความมานะพยายามที่มนุษย์ทำขึ้น เจ้าเพียงแค่จำเป็นต้องปฏิบัติตามหลักการของพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น” (“การสถาปนาสัมพันธภาพอันถูกต้องเหมาะสมกับพระเจ้าคือสิ่งสำคัญยิ่ง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) หลังจากได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็เข้าใจว่า ความสัมพันธ์กับเหล่าพี่น้องชายหญิงนั้น อยู่บนความรักของพระเจ้าเป็นหลัก มันไม่ได้คงอยู่ด้วยหลักปรัชญาทางโลกของซาตาน การปฏิบัติความจริงคือกุญแจสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องการงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า เมื่อเราเห็นใครบางคนทำหน้าที่ของตัวเองโดยขัดต่อหลักปฏิบัติแห่งความจริง เราต้องสามัคคีธรรมเรื่องความจริงเพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนพวกเขา ถ้าพวกเขายังไม่กลับใจหลังจากที่สามัคคีธรรมแล้วหลายๆ ครั้ง พวกเขาก็จำเป็นที่จะต้องถูกตัดแต่งและจัดการเมื่อจำเป็น แม้แต่กับครอบครัวและเพื่อนฝูง เราก็ไม่สามารถพึ่งพาอารมณ์หรือยึดถือหลักปรัชญาทางโลกได้ เราต้องทำสิ่งต่างๆ ตามหลักปฏิบัติแห่งพระวจนะของพระเจ้า คือสามัคคีธรรมยามที่จำเป็น และเปลี่ยนตัวพวกเขาถ้ามันไม่ได้ผล การงานของคริสตจักรและผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าจะต้องได้รับการเชิดชูเสมอ มีเพียงสิ่งนี้ที่สอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า หลังจากนั้นฉันได้พูดคุยเรื่องนี้กับเพื่อนร่วมงานบางคน และปลดน้องสาวลี่ออกโดยยึดตามหลักปฏิบัติแห่งความจริง นอกจากนี้ฉันยังได้สามัคคีธรรมเพื่อชำแหละการปฏิบัติงานของเธอโดยพิจารณาจากพระวจนะของพระเจ้า รวมถึงเลื่อนขั้นให้น้องชายเฉินขึ้นเป็นผู้นำกลุ่มแทน ตอนนั้นเองที่ฉันได้รู้สึกโล่งในหัวใจ ผ่านไปสักพัก ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบางส่วนให้น้องสาวลี่ฟัง และถามว่าเธอเป็นยังไงบ้าง เธอบอกว่า “ขอบคุณพระเจ้า! ทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำนั้นดีค่ะ ตอนแรกฉันรู้สึกคิดลบและทุกข์ทน แต่ผ่านการอ่านพระวจนะของพระเจ้าและการอธิษฐาน ฉันก็ได้เข้าใจว่าพระเจ้าทรงปฏิบัติอย่างนี้เพื่อเปลี่ยนแปลงฉัน และถ้าฉันไม่ถูกเปลี่ยนตัว และถูกชี้ให้เห็นถึงปัญหา ฉันก็คงจะไม่รู้จักตัวเอง หรือไม่ได้เปลี่ยนแปลงและกลับใจได้อย่างที่ฉันเป็นตอนนี้” พอได้ยินแบบนี้ ฉันก็รู้สึกว่าการละทิ้งเนื้อหนังและปฏิบัติความจริงนั้นช่างงดงามแค่ไหน ฉันยังได้รับประสบการณ์อีกด้วยว่ามีเพียงการปฏิบัติความจริงและใช้ชีวิตตามหลักปฏิบัติเท่านั้นที่สอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า นั่นคือหนทางเดียวที่แสนสง่างาม

ก่อนหน้า: 43 สงครามจิตวิญญาณ

ถัดไป: 45 เป็นอิสระจากพันธนาการแห่งการผูกมัด

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

34 การทดสอบนี้ของฉัน

โดย Zhongxin, ประเทศจีน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “กิจการของเรามีมากกว่าจำนวนของเม็ดทรายบนชายหาด...

35 เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย Jingwei, ประเทศจีน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้