47 การใช้ชีวิตอย่างคล้ายมนุษย์บ้างเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่แน่นอน

โดย Yichun, เกาหลีใต้

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “จนกว่าแผนการบริหารจัดการ 6,000 ปีของพระองค์จะมาถึงจุดปิดตัว—ก่อนที่พระองค์จะทรงเผยผลลัพธ์ของมนุษย์แต่ละประเภท—พระราชกิจของพระเจ้าบนโลกจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของความรอด โดยมีจุดประสงค์เฉพาะโดยล้วนที่จะทำให้ผู้ที่รักพระองค์มีความครบบริบูรณ์—อย่างถ้วนทั่วเช่นนั้น—และเพื่อนำพวกเขามาอยู่ในความจำนนภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์ ไม่สำคัญว่าพระองค์จะทรงช่วยผู้คนให้รอดอย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนั้นทรงกระทำโดยการทำให้พวกเขาสลัดหนีธรรมชาติเยี่ยงซาตานแบบเดิมของพวกเขาไปเสีย นั่นคือ พระองค์ทรงช่วยพวกเขาให้รอดโดยการทำให้พวกเขาแสวงหาชีวิต หากพวกเขาไม่ทำเช่นนั้น พวกเขาจะไม่มีหนทางที่จะยอมรับความรอดของพระเจ้าได้เลย […] ในอดีตนั้น วิถีทางแห่งความรอดของพระองค์เกี่ยวข้องกับการแสดงความรักและความสงสารอย่างถึงที่สุด จนถึงขั้นที่พระองค์ประทานทั้งหมดของพระองค์ให้แก่ซาตานเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับมนุษยชาติทั้งมวล ปัจจุบันนี้ไม่มีสิ่งใดเลยที่ละม้ายกับอดีต: ความรอดที่ประทานให้แก่พวกเจ้าในวันนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาแห่งยุคสุดท้าย ในช่วงระหว่างที่มีการจำแนกแต่ละบุคคลตามประเภท ทั้งนี้ วิถีทางแห่งความรอดของพวกเจ้าไม่ใช่ความรักหรือความสงสาร แต่เป็นการตีสอนและการพิพากษา เพื่อที่มนุษย์อาจจะสามารถได้รับการช่วยให้รอดอย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น ดังนั้น ทั้งหมดที่พวกเจ้าได้รับคือการตีสอน การพิพากษา และการโจมตีอย่างไร้ปรานี แต่จงรู้สิ่งนี้ไว้: ในการโจมตีอันไร้หัวใจนี้ไม่มีการลงโทษเลยแม้แต่น้อย โดยไม่ต้องคำนึงว่าคำพูดของเราอาจกระด้างเพียงใด สิ่งที่บังเกิดกับพวกเจ้าเป็นเพียงแค่คำพูดไม่กี่คำที่อาจดูเหมือนไร้หัวใจอย่างถึงที่สุดสำหรับพวกเจ้า และไม่สำคัญว่าเราอาจเกรี้ยวโกรธมากเพียงใด สิ่งที่พรั่งพรูลงมาบนพวกเจ้ายังคงเป็นคำพูดแห่งการสอน และเราไม่ได้มีความตั้งใจที่จะทำร้ายพวกเจ้าหรือทำให้พวกเจ้าถึงแก่ความตาย ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ข้อเท็จจริงหรอกหรือ? จงรู้ว่าทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการพิพากษาอันชอบธรรม หรือกระบวนการถลุงและการตีสอนอย่างไร้หัวใจ ทุกอย่างเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความรอด โดยไม่ต้องคำนึงว่าวันนี้แต่ละคนจะได้รับการจำแนกตามประเภทหรือไม่ หรือหมวดหมู่ของมนุษย์จะได้รับการตีแผ่หรือไม่ จุดประสงค์ของพระวจนะและพระราชกิจทั้งหมดของพระเจ้าคือเพื่อช่วยผู้ที่รักพระเจ้าอย่างแท้จริงให้รอด การพิพากษาอันชอบธรรมถูกนำมาเพื่อชำระมนุษย์ให้บริสุทธิ์ และกระบวนการถลุงอันไร้หัวใจกระทำขึ้นเพื่อชำระพวกเขาให้สะอาด ทั้งพระวจนะหรือการสั่งสอนอันกร้าวกระด้างต่างกระทำเพื่อการชำระให้บริสุทธิ์และเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความรอด” (“เจ้าควรละวางพระพรเกี่ยวกับสถานะลงและทำความเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าในการนำพาความรอดมาสู่มนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

เมื่อปีที่แล้ว ทางคริสตจักรกำลังเตรียมถ่ายทำภาพยนตร์ พี่น้องชายหญิงจึงแนะนำให้ฉันรับหน้าที่ผู้กำกับค่ะ ฉันรู้สึกตื่นเต้นมากตอนที่ได้ยินแบบนั้น และรู้สึกว่าเพราะพวกเขาแนะนำฉัน พวกเขาต้องมองเห็นถึงความสามารถและพรสวรรค์ของฉันแน่ ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะเลือกฉันทำไม ฉันเริ่มมีความคิดว่าตัวเองเหนือกว่า คิดว่าฉันเก่งกว่าคนอื่น ฉันศึกษาอย่างหนัก เรียนรู้เรื่องวิธีการสร้างภาพยนตร์ และค่อยๆ เริ่มเข้าใจทักษะเหล่านั้นขึ้นมาบ้าง ฉันจำได้ว่าตอนเริ่มทำหน้าที่นั้นครั้งแรกฉันรู้สึกกังวลหน่อยๆ แต่ฉันก็อธิษฐานต่อพระเจ้าอยู่ตลอด แล้วความกังวลของฉันก็ค่อยๆ เบาลง และฉันก็สามารถเริ่มลงมือได้ แล้วจากนั้น พี่น้องชายหญิงก็เอาความคิดหลายอย่างของฉันไปใช้ โดยเฉพาะฉากแรกที่ฉันกำกับ ทุกคนชอบสิ่งที่ฉันถ่ายไปมาก อีกทั้งผู้นำก็บอกว่าฉันเหมาะที่จะเป็นผู้กำกับ หัวใจของฉันเปี่ยมล้นไปด้วยความภูมิใจค่ะ ฉันรู้สึกว่าตัวเองเก่งเรื่องนี้จริงๆ และฉันคือคนมีความสามารถที่พระนิเวศของพระเจ้าขาดไม่ได้ ฉันเริ่มรู้สึก เหมือนมีมงกุฎอยู่บนหัว และฉันก็เดินชูคอไปมา ฉันรู้สึกว่าการที่ได้รับการยกย่องมากมายหลังจากเริ่มหน้าที่นี้ เป็นเพราะฉันมีความสามารถจริงๆ และด้วยการปฏิบัติให้มากขึ้นอีกนิด ฉันก็จะกลายเป็นคนเก่งโดยไร้ข้อกังขาอย่างแน่นอน นับจากนั้น เวลาที่ทำงานร่วมกับพี่น้องชายหญิง ฉันก็ไม่ได้ถ่อมตัวอย่างที่เคยเป็น แต่กลับพูดจาฉะฉาน และเชิดหน้าชูคอ รวมถึงอยากมีสิทธิ์ชี้ขาดในทุกเรื่อง และไม่คิดถึงใครเลย เวลาที่มีคนตั้งคำถามกับความคิดของฉันหรือเสนออีกแบบหนึ่งขึ้นมา ฉันก็จะไม่ยอม หมดความอดทน และดูถูกพวกเขา ฉันรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าพวกเขาทุกด้าน ซึ่งพวกเขาควรทำตามที่ฉันบอกแทนที่จะทำให้เป็นเรื่องใหญ่ ในสายตาฉัน พวกเขายกแต่เรื่องยิบย่อย ที่ไม่สมควรเอามาหารือด้วยซ้ำขึ้นมา ดังนั้นฉันก็มักจะถามว่า “นี่คือคำถามของหลักปฏิบัติหรือเปล่า” เพื่อให้พวกเขาเงียบไป ครั้งหนึ่ง พี่สาวจางที่เป็นตัวละครหลักเอาชุดที่เธอเลือกมาให้ฉันดู ฉันคิดว่า “เธอมีรสนิยมแย่ขนาดนั้นได้ยังไง” ฉันให้เธอไปเลือกใหม่ทั้งชุดเลยค่ะ ฉันปฏิเสธเสื้อผ้าที่เธอเลือกไปหลายชิ้น ฉันเต็มไปด้วยความคิด ของการเป็นผู้กำกับ ดังนั้นความรู้สึกของฉันสิถูก และพวกเขาควรฟังฉัน พี่น้องชายหญิงลงเอยด้วยการรู้สึกว่าถูกฉันบีบบังคับ และไม่อยากเสนอแนะอะไรอีก ที่จริงตอนที่เห็นเรื่องนี้ฉันก็รู้สึกแย่นะคะ แต่แล้วฉันก็คิดว่า ฉันแค่คำนึงถึงงานของพวกเราเท่านั้น และเรื่องนี้ฉันก็ไม่ได้ทำอะไรผิดแผกมากเกินไปด้วย ดังนั้นฉันเลยไม่ได้คิดถึงมันมากนัก ระหว่างช่วงเวลานั้น ผู้นำได้สามัคคีธรรมและตีแผ่ฉัน บอกว่าฉันโอหังเกินไป และฉันชอบควบคุมคนอื่น อีกทั้งได้เตือนฉันว่าไม่ให้ไปจับจ้องคนอื่น แต่ให้ไตร่ตรองตนเอง และปฏิบัติความจริงเพื่อแก้ปัญหาของฉันเอง แต่ตอนนั้นฉันยังไม่เข้าใจในธรรมชาติของตัวเองเลยค่ะ ฉันรู้สึกว่าฉันมีความรับผิดชอบในงานของตัวเองมากๆ ฉันเอาแต่ใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะที่กบฏและดื้อรั้น และฉันก็ไม่สามารถทำงานร่วมกับพี่น้องชายหญิงให้ดีได้อีกต่อไป เวลาผ่านไป ปัญหาที่ขัดขวางความก้าวหน้าในงานของเราก็เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ

วันหนึ่ง ฉันได้ยินว่ามีผู้กำกับที่ถูกปลดเพราะทำให้งานล่าช้าจากความโอหัง ไม่สามารถยอมรับความจริง และบังคับจิตใจพี่น้องชายหญิง นั่นทำให้ฉันรู้สึกกลัวนิดหน่อย ฉันรู้ดีว่ากำลังทำตัวเหมือนผู้กำกับคนนั้น ฉันคิดได้ว่าพระเจ้าทรงกำลังเตือนฉันอยู่ ฉันจึงตัดสินใจว่า ฉันไม่สามารถใช้อำนาจกับคนอื่นแบบนั้นได้อีก กลับกัน ฉันควรควบคุมตัวเอง พูดจาอย่างอ่อนโยนมากขึ้น รวมทั้งสื่อสารและหารือเรื่องงานกับคนอื่นๆ ให้ดีที่สุด แต่ฉันก็ยังไม่เข้าใจธรรมชาติใดๆ ของตัวเองอยู่ดี ฉันจึงไม่ได้แสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขมัน

ผ่านไปสักระยะ ด้วยความที่งานของเราเดินหน้าช้ามากๆ ผู้นำก็ได้จัดการเตรียมการให้น้องสาวหลิวมาทำงานกับฉัน ตอนแรกฉันยอมรับไม่ได้เลยค่ะ ฉันคิดว่าผู้นำต้องกังขาในความสามารถของฉันแน่ แต่ด้วยความที่มันถูกจัดการเตรียมการมาแล้ว ฉันเลยยอมรับไปแบบไม่เต็มใจนัก ในการหารือเรื่องงานนับจากนั้น ฉันพบว่าผู้นำมักจะขอคำแนะนำจากน้องสาวหลิวเสมอ ฉันไม่สบายใจเลย และรู้สึกว่าผู้นำไม่ได้คิดถึงฉันมากเท่าไหร่ ฉันเริ่มไม่พอใจเธอ แต่ที่ยิ่งกว่านั้นคือฉันต่อต้านน้องสาวหลิว ฉันไม่สามารถยอมรับเธอได้ ดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่เราหารือกันเรื่องงาน ฉันก็จะนั่งหน้าบึ้งอยู่เงียบๆ มีครั้งหนึ่ง เธอพบปัญหาบางอย่างเกี่ยวกับงานของทีม และได้ให้ข้อเสนอแนะมา ซึ่งพี่น้องชายหญิงทุกคนต่างก็ชอบมากๆ แต่ฉันไม่มีความเห็นอะไรทั้งสิ้น ฉันปฏิเสธที่จะรับฟังข้อเสนอแนะใดๆ จากเธอ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีคนถามความเห็นจากฉัน ฉันจะเก็บความรู้สึกโกรธเอาไว้แล้วตอบไปว่า “อะไรก็ได้” หลังจากนั้นผู้นำก็จัดการกับฉัน บอกว่าฉันไม่ได้เชิดชูการงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า ฉันรู้สึกแย่จริงๆ ค่ะ แล้วก็รู้ว่า ไม่ว่ายังไงฉันก็เอาความหงุดหงิดออกจากการงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าไม่ได้ แต่ฉันข่มความรู้สึกนั้นไว้ไม่ได้จริงๆ ฉันคิดว่า “ถ้าคุณฟังแต่น้องสาวหลิวอยู่ตลอดเวลาแล้วจะหารือกันไปทำไม” ฉันเอาแต่คิดว่าตัวเองถูกทุกเรื่อง ดังนั้น การหารือเรื่องงานอีกสองสามครั้งถัดมา ฉันก็ยึดความคิดเห็นของตัวเอง และไม่เห็นด้วยกับน้องสาวหลิว แม้ข้อเสนอแนะของเธอจะสมเหตุสมผลก็ตาม ฉันคิดว่าเธอกำลังอวดฝีมืออยู่ มีครั้งหนึ่งเธอแนะนำนักแสดงบางคนมา ฉันก็ยกปัญหาทั้งหมดเกี่ยวกับนักแสดงคนนั้นขึ้นมา และปัดข้อเสนอแนะของเธอให้ตกไป คือฉันไม่เต็มใจที่จะฟังเธอเลย ฉันอยากเป็นคนดูแลรับผิดชอบงานทุกอย่าง น้องสาวหลิวลงเอยด้วยการรู้สึกถูกฉันบีบบังคับ และไม่ได้เสนอแนะอะไรอีก ระหว่างช่วงเวลานั้น ด้วยความที่ฉันใช้ชีวิตอยู่ในอุปนิสัยที่โอหัง คิดว่าตัวเองถูกเสมอ และไม่แสวงหาความจริง จิตวิญญาณของฉันก็ค่อยๆ ร่วงหล่นสู่ความมืดมิด ฉันรู้สึกหดหู่ใจในทุกๆ วัน และมันดูราวกับพระเจ้าซ่อนพระองค์จากฉัน ในตอนอธิษฐานฉันก็ไม่มีอะไรจะพูดกับพระเจ้า อีกทั้งตอนที่อ่าน พระวจนะของพระเจ้าก็ไม่ได้ซึมสู่ใจฉันเลย จิตใจของฉันว่างเปล่า และฉันก็ทำหน้าที่ไปแบบทื่อๆ ฉันมองไม่เห็นปัญหาใดๆ เลย ฉันใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะที่วิตกกังวล และเอาแต่รู้สึกว่ากำลังจะมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น

สองสามวันต่อมา ผู้นำของเราได้มาทำการชุมนุมกับเรา เธอเปิดโปงอุปนิสัยของฉัน และบอกว่าฉันโอหังเกินไป ฉันทำตัวเผด็จการและทำอะไรตามอำเภอใจในหน้าที่ อีกทั้งก่อความวุ่นวายให้งานของเรา เธอบอกให้ฉันกลับบ้านไปทำการสักการะบูชาและไตร่ตรองตัวเองอย่างจริงจัง ฉันตกใจที่ได้ยินแบบนั้น แต่ฉันก็ตั้งใจอธิษฐานต่อพระเจ้า บอกว่า “โอ้พระเจ้า ไม่ว่าสถานการณ์ใดที่ข้าพระองค์ได้เผชิญ ข้าพระองค์ก็เชื่อว่าทั้งหมดคือสิ่งที่พระองค์ทรงจัดไว้ และข้าพระองค์ยินดีที่จะนบนอบ” คืนนั้นฉันนอนไม่หลับเลยค่ะ ฉันคิดว่าตัวเองอยู่ในทีมด้านภาพยนตร์มานานแค่ไหน แต่นับจากพรุ่งนี้ไปฉันจะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมอีกแล้ว ฉันไม่สามารถปล่อยวางได้ และฉันก็ผิดหวังมากๆ ฉันกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้เลย ฉันอยากใช้โอกาสนั้นสักการะบูชาและไตร่ตรองตนเอง ฉันจึงจะสามารถฉุดตัวเองขึ้นมาจากจุดที่สะดุดนั้นได้ แต่พอกลับถึงบ้าน ฉันไม่สามารถจดจ่อกับพระวจนะของพระเจ้าได้ และก็มีช่วงเวลาที่ยากลำบากมากๆ สิ่งเดียวที่ฉันทำได้คือมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และเรียกหาพระองค์ซ้ำไปซ้ำมา ฉันพูดว่า “พระเจ้าคะ ข้าพระองค์เจ็บปวดเหลือเกิน ได้โปรดทรงช่วยข้าพระองค์ และทรงคุ้มครองหัวใจของข้าพระองค์ เพื่อที่ข้าพระองค์จะได้เข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์ในสถานการณ์นี้ และได้รู้ตัวเองด้วยเถิด” ด้วยการอธิษฐานต่อพระเจ้าอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดฉันก็รู้สึกถึงสันติสุขได้บ้าง

วันรุ่งขึ้นมีพี่น้องชายหญิงสองสามคนมาเข้ามาดูฉัน มาสามัคคีธรรมและช่วยเหลือฉัน อีกทั้งพวกเขาได้พูดถึงปัญหาบางอย่างของฉัน ฉันจำได้ว่าพี่สาวคนหนึ่งพูดว่า “ตั้งแต่เริ่มทำงานเป็นผู้กำกับเธอก็เปลี่ยนไปมาก เธอถึงกับมองคนอื่นด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป และต้องการมีสิทธิ์ชี้ขาดในทุกเรื่อง เธอคอยควบคุมคนอื่น มันไม่มีทางที่จะทำงานกับเธอได้เลย” พี่ชายคนหนึ่งพูดว่า “เวลาหารือกันเรื่องงาน พวกเรารู้สึกผ่อนคลายมากตอนที่เธอไม่อยู่ แต่ทันทีที่เธอปรากฏตัว เราทุกคนจะรู้สึกกังวล กลัวว่าเธอจะปฏิเสธความคิดและความเห็นของพวกเรา” ทุกคำที่ออกจากปากของพวกเขา เป็นเหมือนมีดปักเข้าที่หัวใจของฉัน ฉันละอายใจที่จะเจอหน้าพวกเขา และฉันก็รู้สึกแย่มากๆ ตลอดทั้งชีวิต ฉันไม่เคยรู้สึกถึงการเป็นคนที่ล้มเหลวมาก่อน การที่พี่น้องชายหญิงไม่กล้าเข้าหาฉัน และรู้สึกกลัวเวลาที่เห็นฉันมันแย่มาก ฉันคิดว่า “ฉันยังเป็นคนที่เหมาะสมอยู่อีกเหรอ ฉันเป็นคนใจดำขนาดนั้นได้ยังไง” ฉันไม่เคยตระหนักเลย ว่าอุปนิสัยที่โอหังของฉันสามารถบีบบังคับและสร้างความเสียหายต่อคนอื่นได้ขนาดนั้น ฉันรู้อยู่แล้วว่าตัวเองเป็นคนที่โอหัง แถมผู้นำก็สามัคคีธรรมกับฉันอยู่บ่อยๆ แต่ฉันก็ไม่เคยคิดเรื่องนั้นให้มาก ฉันกลับคิดว่าความโอหังของตัวเอง มาจากการที่ฉันมีความสามารถสูงกว่า ถ้ามีทั้งพรสวรรค์และความสามารถสูง ใครกันจะไม่โอหัง นั่นคือเหตุผลว่าทำไมฉันถึงไม่เคยแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขมันเลย แต่ผ่านการช่วยเหลือและสามัคคีธรรมจากพี่น้องชายหญิง ในที่สุดฉันก็ได้พบสันติสุขในหัวใจ และสามารถทำตัวให้สงบลงเพื่อไตร่ตรองพฤติกรรมของตัวเองได้ค่ะ

เมื่อฉันไตร่ตรอง ฉันก็ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าสองบทตอนซึ่งฉันอยากแบ่งปันในตอนนี้ค่ะ พระเจ้าตรัสว่า “หากเจ้าครองความจริงภายในเจ้าจริงๆ เส้นทางที่เจ้าเดินนั้นย่อมจะเป็นเส้นทางที่ถูกต้องไปเอง หากปราศจากความจริง มันย่อมง่ายดายที่จะทำชั่ว และเจ้าจะทำมันไปทั้งที่เจ้าไม่ตั้งใจ ตัวอย่างเช่น หากเจ้ามีความโอหังและความทะนงตน เจ้าก็คงจะพบว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะเลี่ยงการไม่เยาะเย้ยท้าทายพระเจ้า เจ้าคงจะรู้สึกถูกบีบให้จำยอมเยาะเย้ยท้าทายพระองค์ เจ้าคงจะไม่ทำโดยมีจุดประสงค์ เจ้าคงจะทำไปภายใต้การครอบงำของธรรมชาติที่โอหังและทะนงตนของเจ้า ความโอหังและความทะนงตนของเจ้าคงจะทำให้เจ้าดูแคลนพระเจ้า และเห็นพระองค์ทรงไร้ค่าไม่สำคัญ สิ่งเหล่านั้นคงจะเป็นเหตุให้เจ้ายกย่องตัวเจ้าเอง อวดแสดงตัวเองอยู่เป็นนิตย์ และในที่สุดก็นั่งในที่ของพระเจ้า และให้คำพยานสำหรับตัวเจ้าเอง ในตอนท้าย เจ้าก็คงจะแปรแนวคิดของเจ้าเอง การคิดของเจ้าเอง และมโนคติที่หลงผิดของตัวเจ้าเอง ไปเป็นความจริงเพื่อที่จะได้รับการนม้สการ จงดูเถิดว่า ผู้คนทำความชั่วไปมากเพียงใดภายใต้ภาวะครอบงำของธรรมชาติที่โอหังและทะนงตนของพวกเขา!” (“โดยการไล่ตามเสาะหาความจริงเท่านั้นคนเราจึงจะสามารถสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยได้” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์) “ความโอหังคือรากเหง้าของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ ยิ่งผู้คนโอหังมากขึ้นเท่าใด พวกเขาย่อมโน้มเอียงที่จะต้านทานพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น ปัญหานี้รุนแรงเพียงใดหรือ? ผู้คนที่มีอุปนิสัยโอหังไม่เพียงพิจารณาว่าคนอื่นทุกคนอยู่ใต้พวกเขาเท่านั้น แต่ที่แย่ที่สุดในบรรดาทั้งหมดก็คือ พวกเขาถึงขั้นกำลังวางท่ายโสใส่พระเจ้า แม้ว่าโดยภายนอกแล้วผู้คนบางคนอาจจะปรากฏว่าเชื่อในพระเจ้าและติดตามพระองค์ แต่พวกเขาก็ไม่ได้ปฏิบัติต่อพระองค์เฉกเช่นพระเจ้าแต่อย่างใดเลย พวกเขารู้สึกอยู่เสมอว่า พวกเขาครองความจริงและหลงรักตัวเองเหลือเกิน นี่คือแก่นแท้และรากเหง้าของอุปนิสัยโอหัง และมันมาจากซาตาน เพราะฉะนั้น ปัญหาเรื่องความโอหังจึงต้องได้รับการแก้ไข ความรู้สึกว่าคนเราดีกว่าผู้อื่น—นั่นเป็นเรื่องขี้ประติ๋ว ประเด็นปัญหาที่วิกฤติก็คืออุปนิสัยโอหังของคนเรากีดกันคนเราจากการนบนอบต่อพระเจ้า กฎเกณฑ์ของพระองค์ และการจัดการเตรียมการของพระองค์ บุคคลเช่นนั้นรู้สึกเอนเอียงอยู่เสมอที่จะแข่งขันกับพระเจ้าเพื่ออำนาจเหนือผู้อื่น บุคคลจำพวกนี้ไม่เคารพพระเจ้าแม้เพียงน้อยนิด ไม่พูดอะไรเลยเกี่ยวกับการรักพระเจ้าหรือการนบนอบต่อพระองค์” (การสามัคคีธรรมของพระเจ้า) จากพระวจนะของพระเจ้าทำให้ฉันตระหนักได้ ว่าความยโสและโอหังทำให้ฉันเป็นกบฏและต่อต้านพระเจ้า ด้วยความที่ฉันเป็นผู้กำกับ พอประความสำเร็จกับอะไรบางอย่าง ฉันก็คิดว่ามันเป็นเพราะการทำงานหนักของฉันเอง คิดว่าฉันเก่งกว่าคนอื่นๆ ฉันเริ่มเป็นคนไม่คิดถึงคนอื่น และดื้อด้านยึดถือแต่ตัวเอง ต้องการมีสิทธิ์ชี้ขาดในทุกเรื่อง เมื่อฉันล้มเหลวกับการทำผลลัพธ์ในหน้าที่ของตัวเองให้สำเร็จ ฉันไม่เคยไตร่ตรองเลยว่าปัญหามันอยู่ที่ฉัน แต่กลับไปเพ่งเล็งพี่น้องชายหญิง ฉันจัดการและสั่งสอนพวกเขาแบบวางท่าเป็นผู้ใหญ่ ฉันดูถูกทุกคนด้วยความยโสและโอหัง ฉันไม่เห็นจุดเด่นของใครเลย และคิดว่าความเห็นของตัวเองนั้นดีที่สุด ฉันปฏิเสธข้อเสนอแนะของทุกคนในทุกเรื่อง และคอยเป็นคนควบคุม ฉันล้มเหลวในการรู้จักตัวเองเพราะความยโสและโอหังของฉัน แม้แต่หลังจากถูกตัดแต่งและจัดการหลายครั้ง ฉันก็ไม่ยอมรับหรือไตร่ตรองตนเอง ฉันไร้ซึ่งหัวใจแห่งผู้แสวงหาโดยสิ้นเชิง เมื่องานของฉันเดินหน้าช้า และชัดเจนว่าเป็นฉันเองที่บริหารจัดการไม่ได้ ฉันก็ยังไม่อยากทำงานร่วมกับคนอื่น หรือให้พวกเขามาวุ่นวายในงานอยู่ดี ฉันรู้สึกว่ามันจะลดทอนอำนาจ อีกทั้งคุกคามชื่อเสียงและตำแหน่งของฉัน ฉันต้องการเป็นคนที่ดูแลรับผิดชอบโดยสมบูรณ์ และอยากมีสิทธิ์ชี้ขาด ฉันไม่ได้กำลังเดินอยู่บนเส้นทางแห่งการต่อต้านพระเจ้าหรือคะ เมื่อน้องสาวหลิวทำหน้าที่บางอย่างของตัวเองสำเร็จ ซึ่งนั่นเป็นภัยต่อตำแหน่งของฉัน ฉันรู้ดีว่าเธอทำถูก และเธอเสนอแนะในสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อการงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า แต่ฉันก็ไม่ยอมรับ แถมยังจ้องจับผิดแทน และเมื่อฉันเห็นว่าพี่น้องชายหญิงของเราเห็นด้วยกับเธอ ฉันก็รับไม่ได้ และเอาความหงุดหงิดแยกออกจากการงานของคริสตจักรไม่ได้ ฉันพร้อมที่จะเห็นการงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าได้รับผลกระทบ เพื่อปกป้องชื่อเสียงและสถานะของตัวเอง ความยำเกรงต่อพระเจ้าของฉันอยู่ที่ไหน จิตสำนึกและเหตุผลของฉันไปไหนหมด ฉันได้เห็นว่าตัวเองกำลังใช้ชีวิตอยู่โดยอุปนิสัยที่ยโสและโอหังเยี่ยงซาตาน บังคับให้พี่น้องชายหญิงยอมรับความคิดและความเห็นของฉันราวกับว่ามันคือความจริง ทำให้คนอื่นฟังฉันในทุกเรื่อง นั่นไม่ใช่การอยากตีตนเสมอพระเจ้าและอยากควบคุมคนอื่นๆ “มนุษย์ไม่ควรขยายตัวเองให้ยิ่งใหญ่และไม่ควรยกย่องตัวเอง เขาควรนมัสการและยกย่องพระเจ้า” (“ประกาศกฤษฎีกาบริหารสิบประการซึ่งประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรในยุคแห่งราชอาณาจักรต้องเชื่อฟัง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ในที่สุดฉันก็ตระหนักได้ว่าฉันอยู่ในจุดที่หมิ่นเหม่ ถึงจะดูเหมือนฉันทำหน้าที่ของตัวเองทุกวัน ฉันหลงใหลในการทุ่มเทตัวเอง แต่ฉันกลับเปิดเผยอุปนิสัยแบบซาตานของตัวเองในทุกทาง การกระทำทุกอย่างของฉันตรงข้ามกับความจริง ฉันก่อกวนการงานของคริสตจักร ฉันทำสิ่งชั่วร้าย ต่อต้านพระเจ้า และทำให้พระอุปนิสัยของพระองค์ขุ่นเคือง! ฉันสงสัยว่าตัวเองมาถึงจุดนั้นได้ยังไง มันเป็นเพราะฉันมีธรรมชาติที่โอหังและเข้มงวด ฉันไม่เคยยอมรับความจริง ฉันจึงลงเอยด้วยการนำพระพิโรธของพระเจ้ามาสู่ตนเอง ฉันได้เห็นว่าตัวเองถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างลึกซึ้ง อีกทั้งยังขาดความเป็นจริงของความจริงโดยสิ้นเชิง การได้ทำหน้าที่ที่สำคัญเช่นนั้น คือการที่พระเจ้าทรงยกระดับฉัน และการมีความสำเร็จในหน้าที่ของตัวเองบ้าง ก็เป็นเพราะพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ทั้งสิ้น ไม่ใช่เพราะฉันมีความสามารถเลย ฉันได้เห็นว่าเมื่อฉันพึ่งพาธรรมชาติที่โอหังของตัวเองในหน้าที่ พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงหยุดพระราชกิจ และฉันก็จะคิดอะไรไม่ออกหรือแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังรู้สึกว่าไม่เป็นไร ฉันโอหังจนอยู่เหนือเหตุผล ไม่มีความรู้ตัวเลยแม้แต่น้อย มีเพียงตอนนั้นที่ฉันเริ่มรู้สึกรังเกียจและชิงชังธรรมชาติที่โอหังของตัวเอง

ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะเหล่านี้จากพระเจ้า: “พวกเจ้าทั้งหมดใช้ชีวิตในดินแดนแห่งบาปและความตัณหาจัด และพวกเจ้าทั้งหมดเต็มไปด้วยบาปและตัณหา วันนี้พวกเจ้าไม่ใช่แค่สามารถมองเห็นพระเจ้าได้เท่านั้น แต่ที่สำคัญกว่าคือ พวกเจ้ายังได้รับการตีสอนและการพิพากษา พวกเจ้าได้รับความรอดที่ลึกซึ้งอย่างแท้จริง กล่าวคือ พวกเจ้าได้รับความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระเจ้าแล้ว ในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงปฏิบัติ พระองค์ทรงแสดงความรักต่อพวกเจ้าอย่างแท้จริง พระองค์ทรงไม่มีเจตนาร้าย พระองค์ทรงพิพากษาพวกเจ้าเนื่องจากบาปของพวกเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าจะตรวจสอบตัวพวกเจ้าเองและได้รับความรอดที่ยิ่งใหญ่นี้ ทั้งหมดนี้กระทำเพื่อจุดประสงค์ในการทำให้มนุษย์ครบบริบูรณ์ ตั้งแต่เริ่มต้นถึงสิ้นสุด พระเจ้าทรงได้ปฏิบัติอย่างสุดพระปรีชาสามารถเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด และทรงไม่มีพระประสงค์ที่จะทำลายมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างด้วยพระหัตถ์ของพระองค์โดยสิ้นเชิงเลย วันนี้ พระองค์ได้เสด็จมาอยู่ท่ามกลางพวกเจ้าเพื่อทรงพระราชกิจ แล้วความรอดเช่นนั้นไม่ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีกหรือ? หากพระองค์ทรงเกลียดชังพวกเจ้า พระองค์จะทรงยังคงปฏิบัติพระราชกิจที่ใหญ่โตเช่นนั้นเพื่อทรงนำทางพวกเจ้าด้วยพระองค์เองหรือ? พระองค์ทรงควรทนทุกข์ทรมานเช่นนั้นด้วยเหตุใด? พระเจ้าทรงไม่ได้เกลียดชังพวกเจ้า หรือมีเจตนาร้ายใดๆ ต่อพวกเจ้า พวกเจ้าควรรู้ว่าความรักของพระเจ้าคือความรักที่แท้จริงที่สุด พระองค์ทรงต้องช่วยผู้คนโดยผ่านทางการพิพากษาเพียงเพราะว่าผู้คนไม่เชื่อฟัง หากไม่ใช่เพราะสิ่งนี้แล้ว การช่วยมนุษย์ให้รอดก็จะไม่อาจเป็นไปได้” (“ความจริงภายในเกี่ยวกับพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย (4)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าซ้ำไปซ้ำมา ฉันรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นและตื้นตันใจมากค่ะ ฉันได้เห็นว่าด้วยการเปิดเผยฉันในทางนั้น พระเจ้าไม่ได้ทรงกล่าวโทษหรือทรงกำจัดฉัน และพระองค์ก็ไม่ได้ทรงทำให้อะไรมันยากสำหรับฉันแบบตั้งพระทัย พระองค์ทรงทำสิ่งนั้นเพื่อความรอดของฉันจริงๆ ฉันมีธรรมชาติที่โอหังและเข้มงวด และพระเจ้าก็ทรงรู้ว่าฉันต้องการอะไร โดยการสูญเสียหน้าที่ อีกทั้งยังถูกตัดแต่งและจัดการโดยพี่น้องชายหญิงนั้น ฉันก็ได้รู้ถึงอุปนิสัยที่โอหังของตัวเอง และสามารถไตร่ตรองเส้นทางที่ฉันเลือก อีกทั้งกลับใจต่อพระเจ้าอย่างแท้จริง เพื่อที่ฉันจะไม่เป็นกบฏและต่อต้านพระเจ้าอีกต่อไป ถึงแม้ฉันจะได้รับประสบการณ์ความเจ็บปวดและความคิดลบผ่านกระบวนการนั้น แต่ถ้าปราศจากการพิพากษาและการตีสอนเช่นนั้น หัวใจที่ด้านชาของฉันก็คงจะไม่ตื่นขึ้น ฉันก็คงไม่ได้ไตร่ตรองพฤติกรรมของตัวเอง หรือได้รู้จักพระอุปนิสัยที่ชอบธรรมของพระเจ้า ฉันคงไม่สามารถกลับใจต่อพระเจ้าอย่างแท้จริงได้ อีกทั้งยังเอาแต่แข่งขันและต่อต้านพระองค์เท่านั้น และท้ายที่สุดก็ทำให้พระอุปนิสัยของพระองค์ขุ่นเคืองและถูกลงโทษ ในที่สุดฉันก็ได้รับประสบการณ์ด้วยตัวเอง ว่าการพิพากษาและการยกระดับของพระวจนะของพระเจ้าคือการทรงคุ้มครองของพระองค์สำหรับฉัน และนั่นคือความรักแท้จริงที่สุด เมื่อตระหนักได้เช่นนี้ฉันก็รู้สึกขอบคุณพระเจ้ามากๆ และรู้สึกว่าในอนาคตฉันควรตั้งใจไล่ตามความจริง เพื่อที่จะได้ขับไล่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเอง และใช้ชีวิตอย่างคล้ายมนุษย์ได้เร็วๆ

หลังจากที่ฉันหมั่นอธิษฐานและแสวงหา ฉันก็สงสัยว่าฉันจะหยุดใช้ชีวิตด้วยอุปนิสัยที่โอหัง และหยุดต่อต้านพระเจ้าได้ยังไง ขณะที่แสวงหาอยู่นั้น ฉันก็ได้อ่านพระวจนะเหล่านี้จากพระเจ้า: “ธรรมชาติอันโอหังทำให้เจ้าหัวดื้อ เมื่อผู้คนมีอุปนิสัยหัวดื้อนี้ พวกเขาไม่โน้มเอียงที่จะเอาแต่ใจหรอกหรือ? เช่นนั้นแล้ว เจ้าแก้ความเอาแต่ใจของเจ้าอย่างไร? เมื่อเจ้ามีแนวคิดอย่างหนึ่ง เจ้านำมันออกมาแสดง และพูดสิ่งที่เจ้าคิดและเชื่อเกี่ยวกับเรื่องนี้ และจากนั้นเจ้าก็สื่อสารกับทุกคนเกี่ยวกับสิ่งนั้น ประการแรก เจ้าสามารถฉายส่องความสว่างไปบนทรรศนะของเจ้าและแสวงหาความจริงได้ นี่คือขั้นตอนแรกในการนำมาปฏิบัติเพื่อที่จะเอาชนะอุปนิสัยแห่งความเอาแต่ใจนี้ ขั้นตอนที่สองเกิดขึ้นเมื่อผู้คนอื่นๆ ออกเสียงแสดงข้อคิดเห็นที่เห็นต่าง—การปฏิบัติใดหรือ ที่เจ้าสามารถนำมาใช้เพื่อกันไม่ให้เกิดการเอาแต่ใจ? ก่อนอื่นเจ้าต้องมีท่าทีของความถ่อมใจ พักวางสิ่งที่เจ้าเชื่อว่าถูกต้องลงไว้ก่อน และปล่อยให้ทุกคนมีการสามัคคีธรรม แม้ว่าเจ้าเชื่อว่าหนทางของเจ้านั้นถูกต้อง แต่เจ้าก็ไม่ควรเอาแต่ยืนกรานในการนั้น ก่อนอื่น นั่นเป็นการปรับปรุงประเภทหนึ่ง นั่นแสดงให้เห็นท่าทีของการแสวงหาความจริง ของการปฏิเสธตัวเจ้าเอง และของการทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าลุล่วง ทันทีที่เจ้ามีท่าทีนี้ ในเวลาเดียวกับที่เจ้าไม่ยึดติดกับข้อคิดเห็นของเจ้าเอง เจ้าก็อธิษฐาน ขณะที่เจ้าไม่รู้ผิดชอบชั่วดี เจ้าจงยอมให้พระเจ้าทรงเปิดเผย และบอกเจ้าว่าสิ่งที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดที่จะทำคือสิ่งใด เมื่อทุกคนเข้าร่วมในการสามัคคีธรรม พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำพาความรู้แจ้งทั้งหมดมาสู่เจ้า” (การสามัคคีธรรมของพระเจ้า) ฉันได้พบเส้นทางแห่งการปฏิบัติจากพระวจนะของพระเจ้า หากฉันไม่ต้องการใช้ชีวิตอยู่ในความโอหังหรือทำอะไรโดยพลการในหน้าที่ของตัวเอง ฉันก็ต้องมีหัวใจแห่งการแสวงหาความจริงและมีความยำเกรงต่อพระเจ้า ฉันต้องร่วมมือกับพี่น้องชายหญิง และเมื่อเกิดความแตกต่างทางความเห็น ฉันก็ควรปฏิเสธตัวเองและวางอัตตาลง อธิษฐานต่อพระเจ้าและแสวงหาความจริง มีเพียงชุดความคิดแบบนั้นที่จะทำให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำให้ฉันรู้แจ้งได้ง่ายขึ้น และฉันจะไม่ไปไกลถึงกับกบฏและต่อต้านพระเจ้า รวมถึงสร้างความเสียหายให้แก่การงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า เพื่อยึดมั่นความคิดของตัวเอง การตระหนักทั้งหมดนี้ได้ เป็นเหมือนแสงที่ส่องลงมายังหัวใจของฉัน ฉันอธิษฐานอย่างนี้ค่ะ “พระเจ้าคะ นับแต่นี้ไป ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะทำงานกับพี่น้องชายหญิงอย่างปรองดอง เพื่อให้เราสามารถแสวงหาความจริงร่วมกัน และทำหน้าที่ของเราตามหลักปฏิบัติได้”

หลังจากนั้นไม่นาน ฉันก็ถูกขอให้เขียนตัวอักษรวิจิตรสักสองสามบรรทัดสำหรับหน้าที่ของฉัน พอได้ยินเรื่องนี้ ฉันก็คิดว่า “ตัวอักษรวิจิตรไม่กี่ตัวไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับฉัน ฉันเรียนการเขียนแบบนี้มา ดังนั้นเรื่องนี้ฉันค่อนข้างมั่นใจทีเดียว” ฉันเขียนออกมาเป็นสองแบบ หลังจากให้น้องสาวหลิวดูเธอก็บอกว่า “ฉันว่าก็ไม่แย่นะคะ” จู่ๆ ฉันก็รู้สึกรังเกียจเธอขึ้นมาอีกครั้งและคิดว่า “เธอพูดออกมาแบบไม่เต็มใจเลย การเขียนอักษรวิจิตรของฉันมันแย่ขนาดนั้นเลยหรือไง ฉันเรียนมา นี่คือสิ่งที่ฉันถนัด แล้วฉันจะไม่รู้เรื่องนี้ดีกว่าเธอหรือ ฉันบอกได้เลยว่าเธอตาไม่ถึงในเรื่องนี้หรอก และเธอก็จงใจจับผิดด้วย” แต่ขณะที่ความคิดนั้นแล่นอยู่ในหัว ฉันก็ตระหนักได้ทันทีว่าฉันคิดผิด นั่นไม่ใช่การเปิดเผยอุปนิสัยที่โอหังออกมาอีกหรือ ฉันจึงรีบไปเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐาน “โอ้พระเจ้า ข้าพระองค์อยากมีทัศนคติที่แสวงหาและเชื่อฟัง อยากวางตัวเองลงให้ได้ และทุ่มสุดตัวเพื่อหน้าที่ของข้าพระองค์” ฉันเขียนอีกแบบหนึ่งออกมาด้วยชุดความคิดนั้น และเมื่อน้องสาวหลิวดู เธอก็ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมมา ถามฉันว่าทำให้ประณีตขึ้นอีกได้ไหม พี่น้องชายหญิงหลายคนต่างก็บอกว่ามันดูใช้ได้แล้ว ตามนิสัยเดิมของฉัน ถ้าฉันคิดว่าตัวเองถูก แถมคนอื่นต่างก็เห็นด้วยกับฉัน มันก็ไม่มีอะไรต้องพูดกันอีก และฉันก็คงยืนหยัดในสิ่งที่ทำยิ่งกว่าเดิม แต่นั่นไม่ใช่ความคิดของฉันในตอนนั้นค่ะ ฉันคิดว่า “พี่น้องชายหญิงกำลังนำเสนอมุมมองต่างๆ ในขณะที่พวกเขาคิดถึงหน้าที่ของเรา ไม่มีใครทำเพื่อจะให้มันเป็นเรื่องยากสำหรับคนอื่นหรอก และความคิดของฉันก็ไม่จำเป็นที่จะต้องถูกด้วย สุดท้าย พวกเราต้องตัดสินใจว่าอะไรจะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในหน้าที่ของเรา” ด้วยการคิดแบบนี้ ฉันเลยเริ่มก่อนและพูดว่า “ฉันเขียนเพิ่มอีกสักแบบดีไหมคะ พวกคุณจะได้ตัดสินใจว่าอันไหนดีที่สุด ใช้อันไหนก็ได้ที่มีคนชอบมากกว่า” พอเขียนแบบมีชุดความคิดนี้ในหัว ฉันก็รู้สึกสงบและมีสันติสุขมากๆ แม้แต่เรื่องเสียหน้าฉันก็ไม่ได้คิดถึงเลย หลังจากเขียนเสร็จ ฉันก็ไปให้พวกเขาช่วยติชมอีก และพี่น้องชายหญิงก็ได้ให้ข้อเสนอแนะมาเพิ่ม พวกเขาพูดถูกทุกอย่างค่ะ แล้วสิ่งที่ฉันรู้สึกหลังจากนั้น ก็คือฉันทำผิดพลาดมาเยอะมากจริงๆ อีกทั้งพี่น้องชายหญิงต่างก็มีจุดแข็งมากมายที่ฉันไม่มี ความเห็นและข้อเสนอแนะหลายอย่างของพวกเขาเข้ามาทดแทนในจุดด้อยของฉัน ดังนั้น เมื่อผ่านการช่วยเหลือจากทุกคน ผ่านการทดแทนในจุดด้อยของกันและกัน สุดท้ายพวกเราก็ประสบความสำเร็จในหน้าที่ของเรามากขึ้น หลังจากทำงานกับพี่น้องชายหญิงในทางนี้ได้สักพัก ฉันก็เริ่มรู้สึกได้ถึงสันติสุขจริงๆ และใกล้ชิดกับทุกคนมากขึ้นด้วย ฉันไม่ได้อวดดี ทำตัวสูงส่ง หรือมีอำนาจอย่างที่เคยเป็น อีกทั้ง ฉันไม่ได้ทำตัวยุ่งยากเมื่อคนอื่นเข้าใกล้ฉันแล้ว ฉันพบด้วยว่าการยอมรับข้อเสนอแนะของพี่น้องชายหญิงไม่ได้ยากเลย และฉันก็สามารถรับสิ่งที่พวกเขาบอกเรื่องข้อบกพร่องของฉันมาได้ในทางที่ถูกต้อง มีบางเรื่องที่ฉันไม่ชอบเกิดขึ้น และฉันได้เปิดเผยความโอหังบางอย่างออกมา แต่ด้วยการตักเตือนจากพี่น้องชายหญิง ทำให้ฉันสามารถไปเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้ทันที ฉันยินดีที่จะวางตัวเองลง แสวงหาความจริง และทำหน้าที่ของตัวเองตามหลักปฏิบัติ หลังผ่านเรื่องทั้งหมดมาได้ สิ่งที่ฉันได้รับประสบการณ์จากหัวใจของฉันจริงๆ ก็คือความสุขที่แท้จริง ฉันได้เห็นว่าในที่สุดฉันก็สามารถนำพระวจนะของพระเจ้ามาปฏิบัติได้บ้าง ซึ่งก่อนหน้านี้มันเคยเป็นเรื่องยากมากสำหรับฉัน การวางตัวเองลงและยอมรับในข้อเสนอแนะจากผู้อื่นนั้นเป็นเรื่องยาก แต่ตอนนี้ฉันสามารถปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้าได้บ้างแล้ว ในที่สุดฉันก็สามารถใช้ชีวิตอย่างคล้ายมนุษย์ได้บ้างแล้วค่ะ ฉันไม่ได้อวดดีเท่าเมื่อก่อนแล้ว ฉันไม่ได้น่าเกลียดชังสำหรับพระเจ้า และไม่ได้บังคับจิตใจคนอื่นอย่างที่เคยทำแล้ว เมื่อไหร่ก็ตามที่ฉันคิดถึงเรื่องทั้งหมดนั้น ฉันก็รู้สึกขอบคุณพระเจ้ามากๆ ถ้าไม่ใช่เพราะพระเจ้าทรงจัดการและทรงตัดแต่งฉัน หากปราศจากการพิพากษาและวิวรณ์แห่งพระวจนะของพระองค์ ฉันก็ไม่รู้เลยว่าตอนนี้ฉันจะโอหังหรือชั่วช้ามากแค่ไหน ความเข้าใจและความเปลี่ยนแปลงอันน้อยนิดของฉันในวันนี้ ทั้งหมดเป็นเพราะการพิพากษาและการตีสอนจากพระวจนะของพระเจ้าค่ะ

ก่อนหน้า: 46 การคุ้มครอง ของพระเจ้า

ถัดไป: 48 กลับสู่หนทางที่ถูกต้อง

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้