67. การมีเจตนาที่ถูกต้องในหน้าที่ของตนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

โดยเจิ้งเจี๋ย ประเทศจีน

ในเดือนกันยายน ปี 2023 คริสตจักรได้จัดให้หลี่หยางกับฉันทำงานร่วมกันเพื่อจัดการงานให้น้ำ เนื่องจากเราทั้งคู่เพิ่งเริ่มทำหน้าที่นี้และไม่คุ้นเคยกับงาน ผู้นำจึงขอให้เฉินลู่มาช่วยเรา เฉินลู่สอนงานเรา โดยบอกว่าเราต้องเข้าใจสถานการณ์ของผู้ให้น้ำในทุกคริสตจักร ติดตามความคืบหน้าของงานให้น้ำบ่อยๆ แก้ไขความลำบากยากเย็นกับปัญหาของผู้ให้น้ำและผู้มาใหม่ มุ่งเน้นที่การให้น้ำและบ่มเพาะผู้มาใหม่ที่มีขีดความสามารถที่ดี และสนับสนุนและช่วยเหลือผู้มาใหม่ที่ไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมเป็นประจำอย่างทันท่วงที ไม่เพียงแค่นั้น เรายังต้องเตรียมความพร้อมด้วยความจริงเกี่ยวกับนิมิตเพื่อปรับปรุงผลของงานให้น้ำ หลังจากได้ยินเช่นนี้ ฉันก็คิดว่า “มีงานมากมายที่ต้องทำให้เชี่ยวชาญ และเราต้องติดตามงานเหล่านั้นอย่างละเอียด จะต้องใช้เวลาและลงแรงมากแน่ๆ” ฉันรู้สึกกดดันในหัวใจ อย่างไรก็ตาม เมื่อคิดว่าคริสตจักรได้มอบหมายให้ฉันทำหน้าที่ที่สำคัญเช่นนี้ นี่เป็นพระคุณและการยกชูของพระเจ้า ฉันจึงรู้สึกซาบซึ้งมาก ฉันจะทำให้พระองค์ผิดหวังไม่ได้ ฉันต้องพึ่งพาพระเจ้าในการทำงาน

เนื่องจากฉันไม่คุ้นเคยกับงาน และจำเป็นต้องเข้าใจทุกแง่มุมของงานโดยละเอียด บางครั้งฉันจึงอยู่ดึกมาก แต่ฉันก็ยังคงทุ่มเทเต็มที่ ต่อมา ฉันตระหนักว่าการทำหน้าที่นี้ให้ดีต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมาก เมื่อผู้มาใหม่มีปัญหาหรือความลำบากยากเย็น ก็จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที อีกทั้งเรื่องต่างๆ เช่น ผู้มาใหม่ที่ไม่ได้มาชุมนุมเป็นประจำได้รับการสนับสนุนอย่างทันท่วงทีหรือไม่ ขีดความสามารถและการจับใจความของผู้มาใหม่เป็นอย่างไร และความคืบหน้าในการบ่มเพาะผู้มาใหม่เป็นอย่างไร ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องได้รับการติดตามและทำความเข้าใจอย่างละเอียด เพื่อให้งานเหล่านี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ฉันกับหลี่หยางทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำติดต่อกันหลายวัน ฉันรู้สึกมึนและเครียด ทั้งยังปวดหัวเล็กน้อย ฉันจึงรู้สึกคัดค้านเล็กน้อยในหัวใจ “การทำหน้าที่นี้ไม่เพียงแต่เหนื่อยใจ แต่ยังเหนื่อยล้าทางกายด้วย การทำหน้าที่นี้ให้ดีไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ! ก่อนหน้านี้ฉันเป็นเพียงผู้ให้น้ำผู้คนในคริสตจักร และไม่ต้องรับผิดชอบการดูแลงาน ฉันไม่ได้กังวลมากนัก และยังมีเวลาว่างของตัวเอง มันค่อนข้างสบายกว่า แต่ตอนนี้ฉันต้องรับผิดชอบงานให้น้ำในคริสตจักรหลายแห่งมาก และมันน่ากังวลและเหน็ดเหนื่อยกว่าเดิมมาก” ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกอึดอัด ฉันไม่อยากทำหน้าที่นี้อีกต่อไป และอยากกลับไปเป็นผู้ให้น้ำ ฉันเริ่มคิดที่จะหลบเลี่ยงหน้าที่ของตน ในใจฉันวางแผนว่า “ฉันจะบอกว่าขีดความสามารถของฉันไม่ดีและทำงานนี้ไม่ได้ ฉันทำหน้าที่นี้มาไม่นานและยังไม่ได้รับงานมากนัก ดังนั้นมันจะง่ายกว่าที่จะส่งมอบงานหลังจากหน้าที่ของฉันเปลี่ยนไป ถ้าฉันเข้าไปรับงานทั้งหมด ฉันจะขอเปลี่ยนหน้าที่ได้ยากกว่า” ดังนั้น ฉันจึงเลิกขยันหมั่นเพียรในการทำหน้าที่เหมือนเมื่อก่อน ฉันชักช้าในการติดตามความคืบหน้าของการให้น้ำผู้มาใหม่ และจงใจผัดวันประกันพรุ่งและถ่วงเวลาเพื่อให้ผู้นำคิดว่าฉันทำงานไม่มีประสิทธิภาพและไม่เก่งพอที่จะทำหน้าที่นี้ แบบนั้นพวกเขาจะยอมรับการลาออกของฉันเมื่อฉันยื่นเรื่อง ในเวลานั้น เฉินลู่ยังติดตามงานของคริสตจักรอื่นๆ อีกหลายแห่ง ดังนั้นหลี่หยางกับฉันจึงจำเป็นต้องทำความคุ้นเคยกับสถานการณ์อย่างรวดเร็วเพื่อเข้าไปรับผิดชอบงานที่เฉินลู่ดูแลอยู่ เมื่อเฉินลู่บอกเราเกี่ยวกับสถานการณ์ในคริสตจักรเหล่านี้ ฉันก็กลัวว่าเมื่อฉันจับความเข้าใจสถานการณ์และความรับผิดชอบของงานถูกส่งต่อมาให้ฉันแล้ว ฉันจะลาออกได้ยากขึ้น ดังนั้น ฉันจึงอ้างว่ายุ่งเพื่อที่จะได้ไม่ต้องทำความคุ้นเคยกับงาน บางครั้งฉันก็รู้สึกตำหนิตัวเองและคิดว่า “ฉันควรจะเข้าไปรับงานเหล่านี้โดยเร็วที่สุด แต่ฉันไม่ได้รีบรับช่วงต่องานเพราะอยากจะเลี่ยงความทุกข์และความเหนื่อยล้า นี่ไม่ใช่การปกป้องงานของคริสตจักร! อย่างไรก็ตาม ถ้าฉันทำความคุ้นเคยกับงานเหล่านี้ ฉันจะไม่สามารถจากไปได้และเนื้อหนังของฉันจะต้องทนทุกข์ ไม่ว่ายังไง ถ้าฉันไม่รับช่วงต่อ หลี่หยางก็จะทำ แถมเฉินลู่ยังทำงานส่วนนี้อยู่แบบไม่เต็มเวลา ดังนั้นจึงไม่ใช่ว่างานเหล่านี้จะถูกทิ้งไว้โดยไม่มีใครทำ” เมื่อคิดเช่นนี้ ฉันก็หยุดรู้สึกตำหนิตัวเอง ต่อมา ฉันไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้องตอนหลี่หยางกับเฉินลู่คุยงานกัน ฉันเป็นเหมือนคนนอก แม้ว่าฉันจะรู้ว่ามีปัญหาเกิดขึ้นในงานให้น้ำ แต่ฉันก็ไม่ได้พยายามคิดหาวิธีแก้ไขปัญหาเหล่านั้น ฉันคิดแต่เรื่องจะจากไปโดยเร็วที่สุดได้อย่างไร เนื่องจากฉันยังไม่เข้าใจสถานการณ์ของคริสตจักรเหล่านั้น งานทั้งหมดจึงตกอยู่ที่หลี่หยาง เขาไม่สามารถดูแลทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง และเขาถอนหายใจทั้งวันเนื่องจากเจอความกดดันอย่างหนัก พอเห็นว่าหลี่หยางอยู่ในสภาวะที่ไม่ดี ฉันถึงรู้สึกไม่สบายใจ ฉันคิดว่า “สภาวะที่ไม่ดีของหลี่หยางเกี่ยวข้องกับฉัน ถ้าฉันสามารถแบกรับภาระและมีสำนึกรับผิดชอบสักหน่อย เขาคงไม่ต้องยุ่งอยู่คนเดียวขนาดนี้ และผลของงานก็จะดีขึ้น ตอนนี้ผลของงานให้น้ำไม่ดี และมีผู้มาใหม่ที่ไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมเป็นประจำมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้มาใหม่ที่มีขีดความสามารถไม่ได้รับการให้น้ำและบ่มเพาะอย่างทันท่วงที และการเข้าสู่ชีวิตของพวกเขาก็ได้รับความสูญเสีย ทั้งหมดนี้เป็นความชั่วที่ฉันทำ!”

หลังจากนั้น ฉันเริ่มทบทวนตัวเองว่า ทำไมฉันถึงรู้สึกคัดค้านต่อการทำหน้าที่นี้มากขนาดนี้? ฉันคิดถึงพระวจนะของพระเจ้าที่เปิดโปงว่าในการทำหน้าที่ ผู้คนจะเลือกงานเบาและหลบหลีกความลำบากยากเย็นอยู่ตลอด และค้นหาพระวจนะเหล่านั้นมาอ่าน  พระเจ้าตรัสว่า “เวลาทำหน้าที่ ผู้คนเลือกงานเบาเสมอ งานที่ไม่เหนื่อย และไม่มีการออกไปผจญสภาพอากาศข้างนอก  นี่คือการเลือกงานง่ายและบ่ายเบี่ยงงานหนัก เป็นการสำแดงความละโมบในความสะดวกสบายทางเนื้อหนัง  มีสิ่งใดอีก?  (การพร่ำบ่นตลอดเวลาเมื่อหน้าที่ของพวกเขาหนักไปนิด เหน็ดเหนื่อยไปหน่อย เมื่อหน้าที่นั้นเกี่ยวพันกับการต้องยอมลำบาก)  (การหมกมุ่นอยู่กับอาหาร เสื้อผ้า และความหรรษาทางเนื้อหนัง)  เหล่านี้ล้วนเป็นการสำแดงความละโมบในความสะดวกสบายทางเนื้อหนังทั้งหลาย  เมื่อคนแบบนี้เห็นว่างานหนึ่งๆ ตรากตรำหรือเสี่ยงจนเกินไป พวกเขาก็ผลักงานนั้นไปให้คนอื่น ตัวเองทำแต่งานสบาย และพวกเขาก็หาข้ออ้างมากล่าวว่าตนมีขีดความสามารถอ่อนด้อย ขาดความสามารถในการทำงาน และไม่สามารถแบกรับงานนี้ได้—แม้ว่าที่จริงแล้วนั่นเป็นเพราะพวกเขาละโมบความสะดวกสบายทางเนื้อหนังก็ตาม… ไม่ว่างานของคริสตจักรจะยุ่งเพียงใดหรือหน้าที่ของพวกเธอจะยุ่งเพียงใด กิจวัตรและสภาพชีวิตตามปกติของพวกเธอก็ไม่เคยถูกขัดขวาง  เมื่อเป็นเรื่องของรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตทางเนื้อหนังของตัวเอง พวกเธอไม่เคยสะเพร่า พวกเธอจัดเตรียมการสิ่งเหล่านี้อย่างสมบูรณ์แบบ รวมทั้งเคร่งครัดและจริงจังในเรื่องนี้มาก  แต่เมื่อเป็นเรื่องงานในพระนิเวศของพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่เพียงใด และต่อให้เรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของพี่น้องชายหญิงก็ตาม พวกเธอกลับจัดการกับเรื่องนั้นอย่างไม่ใส่ใจ  พวกเธอไม่ใส่ใจในบรรดาสิ่งทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับพระบัญชาของพระเจ้าหรือหน้าที่ที่พวกเธอควรทำด้วยซ้ำไป  พวกเธอไม่รับผิดชอบแม้แต่น้อย  นี่คือการลุ่มหลงในความสะดวกสบายทางเนื้อหนังมิใช่หรือ?  ผู้คนที่ลุ่มหลงในความสะดวกสบายทางเนื้อหนังเหมาะที่จะทำหน้าที่หรือไม่?  ทันทีที่มีคนหยิบยกเรื่องการทำหน้าที่ของพวกเขาขึ้นมา หรือพูดคุยเรื่องการจ่ายราคาและการทนทุกข์กับความยากลำบาก พวกเขาก็จะเอาแต่ส่ายหน้า พวกเขามีความลำบากยากเย็นมากเกินไป เต็มไปด้วยคำพร่ำบ่น และมีแต่การคิดลบ  ผู้คนแบบนี้ไร้ประโยชน์ พวกเขาไม่มีคุณสมบัติที่จะทำหน้าที่ของตน และควรถูกกำจัดออกไป(พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (2))  เมื่ออ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้ ฉันก็ตำหนิตัวเองอย่างมาก  ในการทำหน้าที่ ฉันจะเลือกงานเบาเสมอ และทันทีที่งานเริ่มหนัก ฉันก็อยากจะผลักมันให้คนอื่นขณะที่ตัวเองทำงานง่ายๆ ฉันถึงกับหาข้ออ้างโดยบอกว่าขีดความสามารถของฉันไม่ดี ทั้งที่จริงๆ แล้ว ฉันแค่อยากลุ่มหลงในความสะดวกสบาย พระเจ้าตรัสว่าคนเช่นนี้ไม่มีการนบนอบหรือความยำเกรงพระเจ้า และอาจละทิ้งหน้าที่ของตนได้ทุกเมื่อเพื่อลุ่มหลงในความสะดวกสบาย พวกเขาไม่สมควรได้ทำหน้าที่ และควรถูกกำจัดออกไป ฉันนึกย้อนถึงทุกอย่างที่ฉันได้ทำในหน้าที่ของตัวเอง ซึ่งก็คือ หลังจากที่ผู้นำจัดแจงให้ฉันเป็นผู้ดูแล ทันทีที่ฉันตระหนักว่าฉันต้องรับผิดชอบคริสตจักรหลายแห่ง มีปริมาณงานมาก ยุ่งทุกวัน บางครั้งต้องอยู่ดึก และหน้าที่นี้เหนื่อยล้าทั้งกายและใจ ฉันก็คิดว่าการทำหน้าที่นี้ทุกวันนั้นต้องลงแรงมากและเหนื่อยเกินไป และคิดที่จะลาออกเพื่อความสะดวกสบายของเนื้อหนัง ฉันรู้ดีว่าหน้าที่นี้สำคัญอย่างยิ่งและฉันควรจะรับงานโดยเร็วที่สุด แต่ฉันกลัวว่าถ้าฉันรับงานมากเกินไป ฉันจะไม่สามารถจากไปได้ ดังนั้น ฉันจึงจงใจผัดวันประกันพรุ่งและทำอย่างสุกเอาเผากิน พยายามแสดงให้ผู้นำเห็นว่าขีดความสามารถของฉันไม่ดี และฉันไม่เก่งพอที่จะทำงานนี้ เพื่อที่พวกเขาจะยอมรับการลาออกของฉัน เมื่อเฉินลู่ช่วยเราทำความคุ้นเคยกับงาน ฉันก็จงใจแสร้งทำเป็นยุ่งมากและไม่ไปเข้าร่วม ผลก็คือ งานทั้งหมดตกอยู่ที่หลี่หยาง ทำให้เขาอยู่ภายใต้ความกดดันอย่างหนักและทำให้เขาอยู่ในสภาวะที่ไม่ดี มีปัญหาในงานมากขึ้นเรื่อยๆ และผลของการให้น้ำผู้มาใหม่ก็ไม่ดีเช่นกัน ความเสียหายทั้งหมดต่องานของคริสตจักรนี้เกิดจากการที่ฉันลุ่มหลงในความสะดวกสบายและเลือกงานง่ายๆ ในขณะที่หลีกเลี่ยงงานหนัก ผู้ดูแลสองคนก่อนหน้านี้ได้ทำให้งานให้น้ำล่าช้าและถูกปลดไปแล้ว และในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ คริสตจักรได้จัดแจงให้ฉันทำหน้าที่นี้ ซึ่งเป็นการที่พระเจ้าทรงยกชูฉัน ฉันควรจะคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระองค์และปกป้องงานของคริสตจักร แต่ฉันกลับไม่มีนโนธรรมเลยแม้แต่น้อย ทันทีที่มีงานมากและเนื้อหนังของฉันไม่ได้รับความสะดวกสบาย ฉันก็รู้สึกคัดค้าน และพยายามทุกวิถีทางที่จะละทิ้งภารกิจที่ได้รับมอบหมายเพื่อหน้าที่ที่ง่ายกว่า ฉันเห็นงานล่าช้า แต่ฉันก็ไม่ได้ปกป้องงาน ฉันช่างหลอกลวง เลวร้าย และน่ารังเกียจ! จริงๆ แล้ว ไม่ใช่ว่าฉันทำงานไม่ได้ แต่ปัญหาคือ ธรรมชาติของฉันเห็นแก่ตัวเกินไป และฉันไม่ได้ทำในสิ่งที่ฉันสามารถทำได้ ฉันไม่ได้แสดงความจงรักภักดีต่อพระเจ้าเลย และพอถึงช่วงเวลาสำคัญก็กลับไร้ประโยชน์ ฉันมันไม่ได้เรื่องจริงๆ ไม่สมควรได้ทำหน้าที่! เมื่อฉันเข้าใจสิ่งนี้ หัวใจของฉันก็เต็มไปด้วยการตำหนิตัวเองและความทุกข์ และฉันอธิษฐานถึงพระเจ้าให้ทรงนำฉันให้ขัดขืนเนื้อหนังและนบนอบ และไม่เลือกที่รักมักที่ชังในหน้าที่อีกต่อไป

ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งและเริ่มเข้าใจปัญหาของตัวเองขึ้นมาบ้าง  พระเจ้าตรัสว่า “เช่นนั้นแล้ว มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามมีทัศนะเช่นไรต่อชีวิต?  สามารถกล่าวได้ดังนี้ว่า ‘มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม’  ผู้คนล้วนดำรงชีวิตเพื่อตนเอง พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ พวกเขากำลังดำรงชีวิตเพื่อเนื้อหนัง  และพวกเขาดำรงชีวิตอยู่เพียงเพื่อหาอาหารใส่ปากตัวเองเท่านั้น  การดำรงอยู่แบบนี้แตกต่างจากการดำรงอยู่ของสัตว์เดรัจฉานอย่างไร?  การดำรงชีวิตเช่นนี้ไม่มีคุณค่าใดเลย ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงความหมายใดๆ  ทัศนะที่คนเรามีต่อชีวิตนั้นเกี่ยวข้องกับสิ่งที่คนเราพึ่งพาเพื่อดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้ สิ่งที่คนเราดำรงชีวิตเพื่อมัน และวิธีที่คนเราดำรงชีวิต—และสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่อยู่ในธรรมชาติของมนุษย์  โดยผ่านการชำแหละธรรมชาติของผู้คน เจ้าจะมองเห็นว่าผู้คนล้วนต้านทานพระเจ้า  พวกเขาล้วนเป็นหมู่มาร และไม่มีคนที่ดีอย่างจริงแท้เลย  มีเพียงการชำแหละธรรมชาติของผู้คนเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถรู้จักความเสื่อมทรามและแก่นแท้ของพวกเขาได้อย่างแท้จริง และเข้าใจว่าแท้ที่จริงแล้วผู้คนเป็นอะไร พวกเขาขาดพร่องสิ่งใดอย่างแท้จริง พวกเขาควรเตรียมตัวเองให้พร้อมด้วยสิ่งใด และพวกเขาควรดำรงชีวิตตามสภาพเสมือนของมนุษย์อย่างไร  การชำแหละธรรมชาติของมนุษย์อย่างแท้จริงไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่สามารถทำได้โดยปราศจากการได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าหรือการมีประสบการณ์ที่แท้จริง(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัย)  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่ากฎเกณฑ์เยี่ยงซาตาน เช่น “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” “ชีวิตนี้สั้น ดังนั้นควรสุขสำราญกับชีวิตเมื่อยังทำได้” และ “ลิ้มรสไวน์และเพลิดเพลินกับดนตรี ชีวิตนี้มีเวลาเท่าใดกัน?” ได้หยั่งรากลึกในตัวฉันและกลายเป็นธรรมชาติของฉัน เมื่อถูกควบคุมโดยความคิดและแนวคิดเหล่านี้ ฉันก็ยึดเอาผลประโยชน์ส่วนตนเป็นหลักการในการทำทุกอย่าง และคำนึงถึงเพียงว่าเนื้อหนังของฉันจะได้รับความสะดวกสบายหรือไม่ ฉันเชื่อว่าถ้าเนื้อหนังของฉันไม่ทนทุกข์ นั่นคือพร ฉันจะทำทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อเนื้อหนังของฉัน และจะไม่ทำอะไรที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อมัน ฉันจะไม่มีวันทำให้ตัวเองลำบาก เมื่อการรับผิดชอบงานให้น้ำทำให้เนื้อหนังของฉันต้องทนทุกข์ ฉันก็ไม่ชอบความเหนื่อยล้าและความวิตกกังวล และอยากจะทำหน้าที่ที่เบากว่า ฉันรู้ดีว่างานให้น้ำได้รับผลกระทบ และฉันควรจะทำความคุ้นเคยกับงานโดยเร็วที่สุดและแบกรับหน้าที่ แต่ฉันกังวลว่าถ้าฉันรับหน้าที่แล้วจะลาออกได้ยาก ฉันจึงได้แต่นิ่งเฉยและดูงานให้น้ำล่าช้า เหมือนเป็นคนนอกที่ไม่แยแส การที่คริสตจักรจัดแจงให้ฉันทำหน้าที่นี้เป็นการที่พระเจ้าทรงยกชูฉัน แต่ฉันกลับคิดที่จะหลบเลี่ยงหน้าที่อยู่ตลอดเวลา สิ่งนี้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่ดีในงานให้น้ำ และทำให้การเติบโตทางชีวิตของผู้มาใหม่ล่าช้า นี่คือการทำชั่ว การต่อต้านพระเจ้า และเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงชิงชัง!

ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้า  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “สิ่งที่เจ้าลุ่มหลงอยู่ในวันนี้คือสิ่งที่กำลังทำลายอนาคตของเจ้าโดยแท้ ส่วนความเจ็บปวดที่เจ้าสู้ทนในวันนี้กลับเป็นสิ่งที่กำลังคุ้มครองเจ้าอย่างแท้จริง  เจ้าจะต้องตระหนักรู้สิ่งเหล่านี้อย่างชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อของการทดลองทั้งหลายซึ่งเจ้าจะพบว่ายากแก่การพาตัวหลุดออกมา และเพื่อไม่ให้หลงเข้าไปในหมอกหนาและไม่สามารถหาดวงอาทิตย์พบอีกเลย  เมื่อหมอกทึบจางลง เจ้าจะพบว่าตัวเองอยู่ท่ามกลางการพิพากษาในวันอันยิ่งใหญ่(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, งานแห่งการเผยแผ่ข่าวประเสริฐคืองานแห่งการช่วยมนุษย์ให้รอดด้วยเช่นกัน)  “เนื้อหนังของมนุษย์ก็เหมือนกับงู ธาตุแท้ของเนื้อหนังคือการทำร้ายชีวิตมนุษย์—และเมื่อเนื้อหนังของเจ้าทำตามใจตนเองโดยสิ้นเชิง ชีวิตของเจ้าก็จะสูญสิ้น  เนื้อหนังนั้นมีธรรมชาติของซาตาน  มีความอยากได้อยากมีอันฟุ้งเฟ้ออยู่ในนั้นเสมอ คิดอ่านเพื่อตัวเองตลอดเวลา อยากได้อยากมีความสบายและต้องการลุ่มหลงในความสะดวกสบายอยู่เสมอ ปราศจากความวิตกกังวลและสำนึกถึงความเร่งด่วน จมอยู่ในความเกียจคร้าน  หากเจ้าสนองความต้องการของมันจนถึงจุดหนึ่ง มันก็จะกลืนกินเจ้าในท้ายที่สุด  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หากคราวนี้เจ้าเอาใจมัน คราวหน้ามันจะขอให้เจ้าเอาใจมันอีก  มันมีความอยากได้อยากมีอันฟุ้งเฟ้อและข้อเรียกร้องใหม่ๆ ตลอดเวลา และฉวยประโยชน์จากการตามใจเนื้อหนังของเจ้าเพื่อทำให้เจ้าทะนุถนอมมันยิ่งขึ้นและใช้ชีวิตอยู่ในความสะดวกสบายของเนื้อหนัง—และหากเจ้าไม่มีทางเอาชนะเนื้อหนังได้ ท้ายที่สุดแล้วเจ้าจะทำลายตัวเจ้าเอง  ไม่ว่าเจ้าจะสามารถได้รับชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าหรือไม่ และจุดจบของเจ้าจะเป็นเช่นไรในท้ายที่สุด ย่อมขึ้นอยู่กับว่าเจ้าปฏิบัติการขบถต่อเนื้อหนังอย่างไร  พระเจ้าได้ทรงช่วยเจ้าให้รอด ทรงเลือกสรรเจ้าและทรงลิขิตเจ้าไว้ล่วงหน้าแล้ว หากวันนี้เจ้าไม่เต็มใจที่จะทำให้พระองค์พึงพอพระทัย ไม่เต็มใจที่จะนำความจริงไปปฏิบัติ และไม่เต็มใจที่จะขบถต่อเนื้อหนังของตนเองด้วยหัวใจที่รักพระเจ้าอย่างถ่องแท้ ท้ายที่สุดแล้วเจ้าจะทำลายตัวเอง และจะต้องสู้ทนความทุกข์อย่างยิ่งยวดด้วยเหตุนี้  หากเจ้าตามใจเนื้อหนังตลอดเวลา ซาตานจะค่อยๆ กลืนกินเจ้าจนหมดสิ้น ทิ้งเจ้าให้ปราศจากชีวิต หรือสัมผัสแห่งพระวิญญาณ จนกระทั่งถึงวันที่ภายในของเจ้ามืดมิดโดยสิ้นเชิง  เมื่อเจ้าใช้ชีวิตอยู่ในความมืดมิด เจ้าจะถูกซาตานจับไปเป็นเชลย เจ้าจะไม่มีพระเจ้าอยู่ในหัวใจของเจ้าอีกต่อไป และเมื่อถึงเวลานั้นเจ้าจะปฏิเสธการดำรงอยู่ของพระเจ้าและทิ้งพระองค์ไป(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การรักพระเจ้าเท่านั้นคือการเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง)  จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเห็นว่าถ้าเราเอาแต่ให้ความสำคัญกับเนื้อหนังและลุ่มหลงในความสะดวกสบายทางเนื้อหนัง เราก็จะค่อยๆ ถูกซาตานกลืนกิน ในท้ายที่สุด คนเช่นนี้ทุกคนจะถูกพระเจ้าทรงกล่าวโทษและทรงกำจัดออกไป ฉันตระหนักว่าฉันตกอยู่ในอันตรายร้ายแรง ฉันนึกย้อนไปถึงตอนที่ฉันเริ่มทำหน้าที่นี้ครั้งแรก ฉันยังคงมีความเต็มใจที่จะคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าอยู่บ้าง และเมื่อฉันคิดลบและทำอย่างสุกเอาเผากิน ฉันก็รู้สึกตำหนิตัวเองอยู่บ้าง ต่อมา เมื่อฉันติดกับอยู่ในเนื้อหนัง ฉันคิดเพียงว่าจะหลีกเลี่ยงความทุกข์และความเหนื่อยล้าของเนื้อหนังได้อย่างไร และอยากลาออกโดยเร็วที่สุดเพื่อเปลี่ยนไปทำหน้าที่อื่น ฉันจงใจทำงานช้าๆ และแสร้งทำเป็นไม่มีความสามารถ กลัวว่าฉันจะไม่สามารถลาออกจากหน้าที่ได้ถ้าฉันทำงานได้ดี ในที่สุด สิ่งนี้นำไปสู่ปัญหาต่างๆ ในงานให้น้ำ และการเข้าสู่ชีวิตของผู้มาใหม่ก็ได้รับผลเสียอย่างร้ายแรง แม้ว่าเนื้อหนังของฉันจะพึงพอใจ แต่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่งานของคริสตจักรต้องการคนอย่างเร่งด่วน ฉันก็ไม่ได้คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าและไม่ได้ทำหน้าที่ที่ฉันควรจะทำ แต่ฉันกลับคิดแต่จะหนี และทิ้งการกระทำผิดไว้เบื้องหลัง ตอนฉันปฏิบัติต่อหน้าที่ของตัวเองเช่นนี้ ฉันได้ทรยศพระเจ้า!  ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้า “เป็นเรื่องปกติและชอบด้วยเหตุผลโดยแท้ที่มนุษย์จะทำสิ่งที่พระเจ้าไว้วางพระทัยบัญชาให้ตนทำนั้นให้แล้วเสร็จ  นี่คือความรับผิดชอบสูงสุดของมนุษย์ และมีความสำคัญเทียบเท่ากับชีวิตของเขาเอง  หากเจ้าปฏิบัติต่อพระบัญชาของพระเจ้าอย่างไม่จริงจัง นี่ย่อมเป็นการทรยศพระเจ้าอย่างร้ายแรงที่สุด  ในการทำเช่นนี้ เจ้าน่าสังเวชยิ่งกว่ายูดาส และควรถูกสาปแช่ง(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, วิธีที่จะรู้จักธรรมชาติของมนุษย์)  ฉันตระหนักว่าการปฏิบัติต่อหน้าที่ของตนอย่างสุกเอาเผากินและสะเพร่าจะส่งผลให้เกิดความเสียหายต่องานของคริสตจักร นี่คือการทรยศพระเจ้าอย่างร้ายแรง และเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงเกลียดชังที่สุด ในท้ายที่สุด เราจะถูกกล่าวโทษและกำจัดออกไปอย่างแน่นอน ฉันรู้สึกกลัวในหัวใจ และในที่สุดก็เห็นอย่างชัดเจนว่าการไล่ตามไขว่คว้าความสะดวกสบายของเนื้อหนังนำมาซึ่งมหันตภัย ไม่ใช่พร และการเห็นแก่เนื้อหนังอาจทำให้ฉันต้องแลกด้วยชีวิตได้จริงๆ ถ้าฉันยังไม่กลับใจและยังไล่ตามไขว่คว้าความสะดวกสบายทางเนื้อหนังต่อไป ฉันก็จะถูกพระเจ้าทรงทำลายเหมือนซาตาน! ฉันไม่อาจใช้ชีวิตตามพิษของซาตานอีกต่อไปแล้ว และต้องขัดขืนเนื้อหนังและปฏิบัติตามข้อกำหนดของพระเจ้าเพื่อทำหน้าที่ของตนเองให้ดี

ฉันนึกถึงท่าทีของโนอาห์ต่อหน้าที่ของเขา ฉันจึงค้นหาพระวจนะของพระเจ้ามาอ่าน  พระเจ้าตรัสว่า “กระบวนการทั้งหมดของการสร้างเรือใหญ่นั้นเต็มไปด้วยความลำบากยากเย็น  ในขณะนี้ พวกเราจงวางวิธีที่โนอาห์ผ่านพ้นกระแสลมที่โหมกระหน่ำ ดวงอาทิตย์ที่แผดเผา และสายฝนกระหน่ำ ความร้อนระอุและความหนาวเหน็บ และฤดูกาลทั้งสี่ที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปปีแล้วปีเล่าเอาไว้ก่อน  พวกเรามาพูดถึงกันก่อนว่า การสร้างเรือใหญ่นั้นเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่เพียงใด และพูดถึงการตระเตรียมวัสดุต่างๆ รวมถึงความลำบากยากเย็นเหลือคณานับที่เขาเผชิญในระหว่างการสร้างเรือใหญ่…  เมื่อเผชิญหน้ากับปัญหา สถานการณ์ที่ยากลำบาก และความท้าทายสารพัดชนิด โนอาห์ก็ไม่ได้ถอยหนี  แม้ในยามที่งานทางวิศวกรรมที่ยากลำบากบางอย่างของเขามักจะล้มเหลวและสิ่งต่างๆ ได้รับความเสียหาย ถึงแม้ในหัวใจของโนอาห์จะรู้สึกเสียใจและเป็นกังวล แต่เมื่อเขาคิดถึงพระวจนะของพระเจ้า เมื่อเขาคิดถึงทุกพระวจนะที่พระเจ้าทรงมีพระบัญชาต่อเขา และการที่พระเจ้าทรงยกชูเขา เขาก็มักจะรู้สึกมีแรงจูงใจอย่างยิ่งยวดว่า ‘ฉันยอมแพ้ไม่ได้ ฉันไม่สามารถละทิ้งสิ่งที่พระเจ้าทรงบัญชาและไว้วางพระทัยมอบหมายให้ฉันทำได้ นี่คือพระบัญชาของพระเจ้า และในเมื่อฉันยอมรับไว้แล้ว ในเมื่อฉันได้ยินพระวจนะที่พระเจ้าตรัสและพระสุรเสียงของพระเจ้า และในเมื่อฉันยอมรับการนี้จากพระเจ้า เช่นนั้นฉันก็ควรนบนอบโดยสิ้นเชิง ซึ่งก็คือสิ่งที่มนุษย์ควรที่จะบรรลุ’  ดังนั้น ไม่ว่าเขาเผชิญกับความลำบากยากเย็นประเภทใด ไม่ว่าเขาพบเจอการเยาะเย้ยหรือการใส่ร้ายป้ายสีประเภทใด ไม่ว่าร่างกายของเขาจะเหนื่อยล้าและเหน็ดเหนื่อยเพียงใด เขาก็ไม่ละทิ้งสิ่งที่พระเจ้าได้ไว้วางพระทัยมอบหมายให้เขา และยังคงจดจำทุกพระวจนะที่พระเจ้าได้ตรัสและทรงบัญชาไว้ตลอดเวลา  ไม่ว่าสิ่งแวดล้อมของเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ไม่ว่าความลำบากยากเย็นที่เขาเผชิญหน้านั้นใหญ่หลวงเพียงใด เขาก็ไว้วางใจว่าไม่มีสิ่งใดจากการนี้ที่จะคงอยู่ตลอดไป พระวจนะของพระเจ้าเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่จะไม่มีวันสูญสิ้นไป และมีเพียงสิ่งที่พระเจ้าทรงบัญชาให้ทำเท่านั้นที่จะสำเร็จลุล่วงอย่างแน่นอน  ในตัวโนอาห์มีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้าและการนบนอบที่เขาควรมี และเขาก็ยังสร้างเรือใหญ่ที่พระเจ้าได้ทรงขอให้เขาสร้างต่อไป  วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า โนอาห์อายุมากขึ้น แต่ความเชื่อของเขาไม่ได้ลดน้อยลง และไม่มีการเปลี่ยนแปลงในท่าทีและความมุ่งมั่นของเขาที่จะทำให้พระบัญชาของพระเจ้าครบบริบูรณ์  แม้ว่ามีหลายครั้งที่ร่างกายของเขารู้สึกอ่อนล้าและเหน็ดเหนื่อย และเขาก็ล้มป่วย และในหัวใจของเขานั้นอ่อนแอ แต่ความมุ่งมั่นและความบากบั่นของเขาต่อการทำพระบัญชาของพระเจ้าให้ครบบริบูรณ์และการนบนอบพระวจนะของพระเจ้าก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย  ในช่วงหลายปีที่โนอาห์สร้างเรือใหญ่ โนอาห์ก็กำลังฝึกฝนการฟังและการนบนอบพระวจนะที่พระเจ้าได้ตรัสเอาไว้ และเขากำลังปฏิบัติความจริงที่สำคัญด้วยเช่นกัน นั่นคือ สิ่งมีชีวิตทรงสร้างและคนธรรมดาควรทำให้พระบัญชาของพระเจ้าครบบริบูรณ์(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, บทแทรก สาม: วิธีที่โนอาห์และอับราฮัมเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าและนบนอบพระองค์ (ภาคที่สอง))  หลังจากอ่านบทตอนนี้ ฉันรู้สึกละอายใจอย่างที่สุด เมื่อพระเจ้าทรงขอให้โนอาห์สร้างเรือ โนอาห์รู้ว่ามันจะยากเพียงใด และยังรู้ด้วยว่าการสร้างเรือจะต้องลงแรงอย่างหนักและต้องจ่ายราคาสูง อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าความลำบากยากเย็นจะหนักหนาเพียงใด โนอาห์ก็ยังคงยอมรับพระบัญชาของพระเจ้าโดยไม่มีการเลือกส่วนตัวใดๆ เขาไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของตัวเอง และนบนอบพระเจ้าอย่างตรงไปตรงมา ยอมรับพระบัญชาของพระเจ้าและทำสุดความสามารถเพื่อสร้างเรือตามข้อกำหนดของพระเจ้า หลังจากยืนหยัดเป็นเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบปี ในที่สุดเขาก็สร้างเรือเสร็จ โนอาห์ยอมรับพระบัญชาของพระเจ้าโดยไม่มีการประนีประนอม ทั้งยังจงรักภักดีและนบนอบ ความเป็นมนุษย์ของเขายอดเยี่ยมมาก! เมื่อเทียบกับโนอาห์แล้ว ฉันช่างขาดความเป็นมนุษย์เหลือเกิน ถ้าฉันไม่สามารถทนรับความยากลำบากเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ได้ในตอนนี้ และอยากเปลี่ยนไปทำหน้าที่ที่ง่ายกว่า ฉันก็ไม่คู่ควรแม้แต่จะถูกเรียกว่าเป็นมนุษย์ด้วยซ้ำ

ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าเพิ่มเติม  พระเจ้าตรัสว่า “การกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า การอธิษฐานและการฝึกฝน การยอมรับภาระจากพระเจ้า และการยอมรับพระบัญชาที่พระองค์ไว้วางพระทัยมอบหมายให้เจ้าทำ—ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เจ้ามีหนทางก้าวไปข้างหน้า  ยิ่งเจ้ามีภาระต่อพระบัญชาของพระเจ้ามากเท่าใด พระองค์ก็จะทำให้เจ้าเพียบพร้อมได้ง่ายขึ้นเท่านั้น  บางคนถึงกับไม่เต็มใจร่วมมือกับผู้อื่นในการรับใช้พระเจ้าแม้เมื่อถูกเรียกให้ร่วมมือ คนเหล่านี้เป็นคนเกียจคร้านที่ละโมบความสะดวกสบาย  ยิ่งเจ้าถูกขอให้ร่วมมือในการรับใช้กับผู้อื่นมากเท่าใด เจ้าก็จะยิ่งมีประสบการณ์มากขึ้นเท่านั้น  เจ้าจะได้รับโอกาสที่จะได้รับการทำให้เพียบพร้อมมากขึ้น เพราะเจ้ามีภาระและประสบการณ์มากขึ้น  ดังนั้นหากเจ้าสามารถรับใช้พระเจ้าได้ด้วยความจริงใจ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะคำนึงถึงภาระของพระเจ้า ดังนั้น เจ้าจะมีโอกาสได้รับการทำให้เพียบพร้อมจากพระเจ้ามากขึ้น กลุ่มคนเช่นนี้กำลังได้รับการทำให้เพียบพร้อมอยู่ในขณะนี้(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, จงคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าเพื่อบรรลุความเพียบพร้อม)  พระเจ้าทรงพระคุณต่อฉันโดยประทานโอกาสให้ฝึกฝนทำหน้าที่ เพื่อที่ฉันจะได้รับความจริงและได้รับการทำให้เพียบพร้อม ฉันต้องทะนุถนอมโอกาสนี้! แม้ว่าการจัดการงานให้น้ำจะยุ่งและเหนื่อย แต่ก็มีโอกาสมากมายที่จะได้รับความจริงและได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้า แม้ว่าหน้าที่ที่ฉันเคยทำก่อนหน้านี้จะสบายและสะดวกกว่า แต่ก็มีปัญหาน้อยกว่า ซึ่งหมายความว่ามีโอกาสแสวงหาความจริงน้อยกว่า และการเติบโตทางชีวิตของฉันก็ช้า ในที่สุดตอนนี้ฉันก็ได้มีประสบการณ์แล้วว่า เหตุใดพระเจ้าจึงทรงต้องการให้ผู้คนขัดขืนเนื้อหนังของตนและแบกรับภาระมากขึ้น มีความรักของพระเจ้ามากมายในเรื่องนี้ พอฉันเปลี่ยนกรอบความคิด ฉันก็ไม่รู้สึกว่าเป็นทุกข์แม้ว่าหน้าที่ของฉันจะยุ่งขึ้นเล็กน้อย และฉันก็เต็มใจที่จะนบนอบและยอมรับหน้าที่นี้จากก้นบึ้งของหัวใจ ฉันเริ่มที่จะลงมือทำความคุ้นเคยกับงานอย่างกระตือรือร้น และเป็นฝ่ายเข้าไปถามเฉินลู่เกี่ยวกับทุกสิ่งที่ฉันไม่รู้วิธีทำ ฉันไม่กล้าที่จะล่าช้าอีกต่อไป กลัวว่าถ้าเฉินลู่ไปทำหน้าที่อื่นก่อนที่ฉันจะจับความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในคริสตจักร มันจะทำให้งานล่าช้า ต่อมา ฉันกับหลี่หยางร่วมมือกันติดตามงานอย่างทันท่วงที และผลของงานให้น้ำก็ดีกว่าเดิม ผู้มาใหม่เข้าร่วมการชุมนุมอย่างแข็งขันและยังเต็มใจที่จะทำหน้าที่และประกาศข่าวประเสริฐ

หลังจากนั้นไม่นาน เราก็คุ้นเคยกับงาน และผู้นำขอให้ฉันกับหลี่หยางแบ่งงานกัน โดยแต่ละคนรับผิดชอบคริสตจักรสองสามแห่ง การทำเช่นนี้จะทำให้เราสามารถติดตามงานได้อย่างละเอียดมากขึ้น หลังจากที่เราแบ่งงานกัน ฉันสังเกตว่าผลของงานให้น้ำในคริสตจักรที่ฉันรับผิดชอบนั้นไม่ดี มีผู้มาใหม่จำนวนมากที่ไม่ได้มาชุมนุมเป็นประจำ และขาดแคลนผู้ให้น้ำ คริสตจักรที่หลี่หยางรับผิดชอบดีกว่า และมีผู้ให้น้ำจำนวนมาก ดังนั้นหน้าที่ของเขาจึงง่ายกว่าเล็กน้อย เมื่อฉันเห็นสภาวะของคริสตจักรหลังจากที่เราแบ่งงานกัน ฉันก็ไม่อยากเข้าไปรับผิดชอบคริสตจักรเหล่านี้ โดยรู้สึกว่าทันทีที่ฉันทำ ฉันจะยุ่งและเหนื่อยกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม เมื่อฉันคิดว่าหลี่หยางคุ้นเคยกับคริสตจักรของเขามากกว่า และการแบ่งงานในลักษณะนี้ช่วยให้การติดตามงานสะดวกขึ้น ฉันก็นบนอบ ต่อมา มีผู้มาใหม่เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากได้ยินข่าวประเสริฐ และต้องการการให้น้ำอย่างเร่งด่วน แต่คริสตจักรที่ฉันรับผิดชอบขาดแคลนผู้ให้น้ำ ฉันต้องใช้เวลาและลงแรงกับงานมากกว่าปกติ และเมื่อฉันเห็นว่าหลี่หยางไม่ค่อยยุ่ง ฉันก็เสียใจที่แบ่งงานกับเขา ในเวลานี้ฉันรู้ตัวว่าอยากเห็นแก่เนื้อหนังอีกแล้ว ฉันนึกถึงเรื่องที่ฉันเคยทิ้งการกระทำผิดไว้เบื้องหลังไปแล้วเนื่องจากให้ความสำคัญกับเนื้อหนังของตัวเองและขัดขวางงานของคริสตจักร ฉันไม่สามารถทำร้ายพระทัยของพระเจ้าได้อีกเหมือนที่ฉันเคยทำในอดีต ไม่ว่าจะยากหรือเหนื่อยแค่ไหน ฉันก็ต้องบากบั่น เมื่อเจตนาของฉันถูกต้อง ฉันก็มีความเชื่อที่จะลงมือทำงาน หลังจากนั้น ผลของงานให้น้ำก็ดีขึ้นบ้าง ฉันได้มีประสบการณ์อย่างแท้จริงว่าถ้าเรามีเจตนาที่ถูกต้องในการทำหน้าที่และให้ความร่วมมืออย่างขยันขันแข็ง โดยไม่เห็นแก่เนื้อหนัง เราก็จะได้รับการทรงนำและพรของพระเจ้า และหัวใจเราจะรู้สึกสบายและสงบ ขอบคุณพระเจ้า!

ก่อนหน้า: 62. ตอนนี้ฉันปฏิบัติต่ออุปสรรคและความล้มเหลวอย่างถูกต้องได้แล้ว

ถัดไป: 72. เบื้องหลังการไล่ตามไขว่คว้าการเป็นผู้นำ

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย หย่างมู่ ประเทศเกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger