48. ฉันกังวลเรื่องอะไรตอนที่ไม่กล้ารับผิดชอบ?

โดยฉินมู่ ประเทศจีน

ในเดือนเมษายน ปี 2023 ผู้ดูแลงานข้อเขียนถูกปลดเพราะเธอไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและสถานะ อีกทั้งยังขัดขวางและก่อกวนงานข้อเขียน  ฉันได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้ดูแลคนใหม่  ฉันนึกขึ้นได้ว่าเมื่อหลายปีก่อน ฉันเคยถูกพรรคคอมมิวนิสต์จีนจับกุมเพราะเชื่อในพระเจ้า ตำรวจขังฉันไว้ในเกสต์เฮาส์แห่งหนึ่ง และสอบปากคำฉันอย่างลับๆ อยู่สิบวัน เพื่อเอาตัวรอด ฉันหักหลังพี่น้องหญิงสองคนที่ถูกจับกุมมาพร้อมกับฉัน ซึ่งถือเป็นการกระทำผิด ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรกับหน้าที่ที่สำคัญเช่นนี้ ฉันจึงบอกความกังวลของตัวเองออกไป  ผู้นำสามัคคีธรรมกับฉันว่าพระเจ้าไม่ทรงมองการกระทำผิดชั่วขณะของคนเรา แต่ทรงประเมินอย่างรอบด้านโดยดูจากบริบทและธรรมชาติของการกระทำของพวกเขา สิ่งสำคัญคือคนผู้นั้นได้กลับใจอย่างแท้จริงแล้วหรือไม่ เธอขอให้ฉันปฏิบัติต่อการกระทำผิดของตนอย่างถูกต้อง ฉันซาบซึ้งใจมาก และก็เต็มใจที่จะทะนุถนอมโอกาสในการฝึกฝนครั้งนี้ด้วย ไม่คาดคิดว่า เพียงไม่กี่วันหลังจากฉันเริ่มทำหน้าที่นี้ ผู้ดูแลอีกคนหนึ่งคือซุนเจีย ก็ถูกปลดเช่นกัน เพราะไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและสถานะ และไม่ทำหน้าที่ตามหลักธรรม หลายวันหลังจากนั้น ฉันรู้สึกราวกับมีหินก้อนมหึมากดทับอยู่บนหัวใจ “ฉันเพิ่งเริ่มทำหน้าที่นี้และยังไม่คุ้นเคยกับงาน  เราขาดแคลนคนทำงานข้อเขียน พี่น้องชายหญิงบางคนก็อยู่ในสภาวะที่ย่ำแย่ และงานก็ไม่คืบหน้า  ในเมื่องานมีปัญหามากมายขนาดนี้ คนที่มีขีดความสามารถอย่างฉันจะแบกรับงานนี้ไหวเหรอ?  ถึงแม้ไม่กี่ปีมานี้ฉันจะทำหน้าที่ด้านข้อเขียนมาตลอด แต่การเป็นผู้ดูแลนั้นต่างออกไป คนเราต้องมีขีดความสามารถและความสามารถในการทำงานที่ดี ทั้งยังต้องจับความเข้าใจหลักธรรมได้ด้วย แต่ขีดความสามารถและความสามารถในการทำงานของฉันล้วนอยู่ในระดับปานกลาง แถมยังขาดความรู้ทางวิชาชีพอีก ฉันจะรับงานที่สำคัญเช่นนี้ได้อย่างไร? ฉันเคยกระทำผิดอย่างร้ายแรงมาแล้ว และถ้าฉันทำให้เกิดอุปสรรคหรือความเสียหายต่องานไปมากกว่านี้ ฉันคงรับผิดชอบไม่ไหว หากปัญหาร้ายแรง ฉันก็อาจไม่ได้มีจุดจบหรือบั้นปลายที่ดี” พอคิดถึงเรื่องนี้ ฉันก็รู้สึกแทบหายใจไม่ออก และกังวลจนนอนไม่หลับในยามค่ำคืน ในช่วงไม่กี่วันต่อมา ฉันรวบรวมความกระตือรือร้นในการทำหน้าที่ไม่ได้เลย ได้แต่ทำงานตรงหน้าไปอย่างเฉื่อยชา ผู้นำเห็นฉันเอาแต่ถอนหายใจทั้งวัน จึงถามถึงสภาวะของฉัน ฉันเล่าถึงสภาวะและความลำบากยากเย็นของตัวเองให้เธอฟัง และเธอก็สามัคคีธรรมกับฉันโดยยกพระวจนะของพระเจ้ามาประกอบ สภาวะของฉันดีขึ้นเล็กน้อย

ระหว่างการเฝ้าเดี่ยว ฉันมองหาพระวจนะของพระเจ้าที่ตรงกับสภาวะของฉัน  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เมื่อโนอาห์ได้ทำตามที่พระเจ้าได้ทรงชี้นำ เขาไม่รู้ว่าเจตนารมณ์ของพระเจ้าคืออะไร  เขาไม่รู้ว่าพระเจ้าได้ทรงต้องการที่จะทำอะไรให้สำเร็จลุล่วง  พระเจ้าเพียงได้ทรงให้พระบัญชาแก่เขา และสั่งให้เขาทำบางอย่าง และโดยไม่ต้องอธิบายมากความ โนอาห์ก็เดินหน้าและทำตามนั้น  เขาไม่ได้พยายามเข้าใจความพึงปรารถนาของพระเจ้าอย่างลับๆ และเขาไม่ได้ต้านทานพระเจ้าหรือแสดงความไม่จริงใจ  เขาเดินหน้าและทำตามนั้นเลยด้วยใจที่บริสุทธิ์และเรียบง่าย  ไม่ว่าพระเจ้าทรงให้เขาทำสิ่งใด เขาก็ทำ และการนบนอบและการฟังพระวจนะของพระเจ้าก็คือการเชื่อที่ค้ำจุนการกระทำของเขา  นั่นเป็นวิธีที่เขาจัดการกับสิ่งที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้อย่างตรงไปตรงมาและเรียบง่าย  แก่นแท้ของเขา—แก่นแท้ของการกระทำของเขาคือการนบนอบ ไม่ใช่การเดาสุ่ม ไม่ใช่การต้านทาน และยิ่งกว่านั้น ไม่ใช่การนึกถึงผลประโยชน์ส่วนตัวของเขาเอง หรือผลกำไรและขาดทุนของเขา  ยิ่งกว่านั้น เมื่อพระเจ้าได้ตรัสว่าพระองค์จะทรงทำลายโลกด้วยน้ำท่วม โนอาห์ก็ไม่ได้ทูลถามว่าเมื่อใด หรือทูลถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับสิ่งต่างๆ และแน่นอนเขาไม่ได้ทูลถามพระเจ้าว่าพระองค์จะทรงทำลายโลกอย่างไร  เขาเพียงทำตามที่พระเจ้าทรงชี้นำ  ไม่ว่าพระเจ้าทรงต้องประสงค์ให้สร้างมันอย่างไร และสร้างด้วยอะไร เขาก็ได้ทำตามที่พระเจ้าได้ทรงขออย่างถูกต้อง และได้เริ่มดำเนินการโดยทันที  เขาปฏิบัติตัวโดยสอดคล้องกับคำชี้นำของพระเจ้าด้วยท่าทีแห่งความต้องการทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย  เขากำลังทำเพื่อช่วยเหลือตัวเองให้หลีกเลี่ยงความวิบัติหรือไม่?  ไม่  เขาได้ถามพระเจ้าหรือไม่ว่าจะใช้เวลาอีกนานเท่าใดก่อนที่โลกจะถูกทำลาย?  เขาไม่ได้ถาม  เขาได้ถามพระเจ้าหรือไม่ หรือว่าเขารู้ว่าจะใช้เวลานานเท่าใดในการสร้างเรือ?  เขาไม่ได้รู้เรื่องนั้นเช่นกัน  เขาเพียงนบนอบ ฟัง และปฏิบัติตาม(พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 1)  ขณะที่ฉันไตร่ตรองประสบการณ์ของโนอาห์ ฉันรู้สึกทั้งซาบซึ้งและละอายใจ  ตอนที่โนอาห์ยอมรับพระบัญชาของพระเจ้าให้สร้างนาวา เขาไม่เคยแม้แต่จะเห็นว่านาวาหน้าตาเป็นอย่างไร เขารู้ว่าจะมีความลำบากยากเย็นมากมายในกระบวนการสร้างนาวา แต่เมื่อมีพระบัญชาของพระเจ้าอยู่ตรงหน้า โนอาห์ก็ไม่ได้คำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ ทั้งไม่ได้จมอยู่กับความลำบากยากเย็นหรือหยุดชะงัก ตรงกันข้าม เขานบนอบและเชื่อฟัง อีกทั้งจัดเตรียมวัสดุเพื่อสร้างนาวาตามข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า โนอาห์ไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์หรือผลเสียส่วนตัว เขาคำนึงเพียงว่าจะสร้างนาวาให้เร็วที่สุดตามข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าได้อย่างไร เพื่อให้พระทัยของพระเจ้าได้รับการปลอบประโลม ลักษณะนิสัยของโนอาห์ช่างดีจริงๆ! ท่าทีที่โนอาห์นบนอบต่อพระบัญชาของพระเจ้าอย่างเรียบง่าย ทำให้ฉันรู้สึกอับอายและละอายใจในข้อบกพร่องของตัวเอง ฉันคิดถึงท่าทีของตัวเองยามเผชิญความลำบากยากเย็นในหน้าที่ ซึ่งเทียบกับโนอาห์ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย แม้จะมีความลำบากยากเย็นที่แท้จริงบางอย่างในงาน แต่สิ่งเหล่านี้ก็ใช่ว่าจะแก้ไขไม่ได้ ตัวอย่างเช่น การขาดแคลนคนทำงานข้อเขียนแก้ไขได้ด้วยการประสานงานกับคริสตจักรอื่นๆ สภาวะที่ย่ำแย่ของคนทำงานข้อเขียนแก้ไขได้ด้วยการสามัคคีธรรมพระวจนะของพระเจ้ากับพวกเขา ส่วนขีดความสามารถระดับปานกลางและการขาดความสามารถในการทำงานของฉันก็สามารถจัดการได้ด้วยการทำงานร่วมกับผู้นำและพี่น้องชายหญิง  ความลำบากยากเย็นทั้งหมดนี้ล้วนแก้ไขได้ แต่เมื่อเผชิญกับความลำบากยากเย็นเหล่านี้ ฉันกลับไม่รับมือกับมันอย่างตรงไปตรงมาและแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อผลักดันงานให้เดินหน้า มีแต่กังวลว่าตัวเองจะทำให้งานล่าช้าและต้องรับผิดชอบในท้ายที่สุด ฉันคำนึงถึงแต่ผลประโยชน์และผลเสียส่วนตัว ไม่ได้คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าเลยแม้แต่น้อย ทั้งไม่ได้คำนึงว่าหน้าที่และความรับผิดชอบของตัวเองคืออะไร ความเป็นมนุษย์ของฉันช่างย่ำแย่จริงๆ!  คนที่มีความเป็นมนุษย์อย่างฉันไม่คู่ควรจะรับงานสำคัญเช่นนี้เลย ฉันรู้สึกตำหนิตัวเองอย่างมาก และได้อธิษฐานต่อพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ยามเผชิญกับความลำบากยากเย็นเหล่านี้ในหน้าที่ หัวใจของข้าพระองค์มีความอ่อนแอ โปรดทรงนำข้าพระองค์ และประทานความเชื่อกับความมุ่งมั่นแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด ข้าพระองค์เต็มใจพึ่งพาพระองค์ในการก้าวผ่านประสบการณ์ครั้งนี้” หลังจากอธิษฐาน ฉันก็รีบเสาะหาคนทำงานข้อเขียนจากคริสตจักรต่างๆ ไม่นาน บุคลากรสำหรับงานข้อเขียนก็ได้รับการโยกย้ายเป็นส่วนใหญ่ และเหล่าผู้นำก็ได้เลือกผู้ดูแลคนใหม่มาร่วมมือกับฉัน ด้วยความร่วมมืออย่างแท้จริงของทุกคน งานข้อเขียนก็ค่อยๆ ดีขึ้น

แต่ช่วงเวลาดีๆ ก็อยู่ได้ไม่นาน หลังจากนั้นไม่นาน ผลลัพธ์ของงานก็เริ่มแย่ลง  ในตอนนั้นเอง ฉันได้รับจดหมายจากเหล่าผู้นำ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าพวกเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับการบ่มเพาะผู้คน และคุณภาพของคำเทศนาที่เรียบเรียงในช่วงหลังก็ไม่ค่อยดีนัก พวกเราถูกขอให้วิเคราะห์ต้นตอของปัญหา  พอเห็นจดหมายของเหล่าผู้นำ หัวใจของฉันก็ตึงเครียดขึ้นมาทันที “ตอนนี้ปัญหามากมายถูกเผยออกมาในงานแล้ว ก็เพราะฉันที่เป็นผู้ดูแลนำได้ไม่ดีและตรวจทานขั้นสุดท้ายได้ไม่ถูกควร ดูเหมือนขีดความสามารถของฉันจะยังแย่เกินกว่าจะแบกรับงานนี้ได้!”  แล้วฉันก็นึกถึงผู้ดูแลคนก่อน ที่ถูกปลดเพราะไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและสถานะ ทั้งยังขัดขวางและก่อกวนการทำงาน ถึงแม้ฉันไม่ได้เจตนาขัดขวางและก่อกวน แต่หากขีดความสามารถที่ย่ำแย่ของฉันมันทำให้งานต้องหยุดชะงักลง นั่นจะไม่นับเป็นการกระทำผิดด้วยหรอกหรือ? ยิ่งคิดฉันก็ยิ่งเป็นลบ และรู้สึกอ่อนแรงไปทั้งตัว ฉันสรุปเอาเองว่าตัวเองไม่เหมาะจะเป็นผู้ดูแลจริงๆ และควรถอนตัวเพื่อให้คนที่มีความสามารถกว่ามารับช่วงต่อ อย่างน้อยแบบนั้นก็ยังแสดงถึงความตระหนักรู้ในตนเองอยู่บ้าง ฉันคิดถึงวันเวลาที่ฉันเป็นแค่สมาชิกทีม ตอนที่ผู้ดูแลคอยกังวลใจกับทุกเรื่อง ส่วนฉันไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย ถึงแม้จะรู้ว่าความคิดแบบนี้ไม่ถูกต้อง แต่ฉันก็ควบคุมความคิดตัวเองไม่ได้  ตอนนั้น มีจดหมายฉบับหนึ่งต้องตอบกลับด่วน แต่ฉันได้แต่จ้องคอมพิวเตอร์ ไม่อาจทำให้หัวใจสงบลงได้ มองเวลาที่ผ่านเลยไป ฉันก็ตระหนักว่าการใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะเช่นนี้จะกระทบต่องาน ฉันจึงรีบอธิษฐานต่อพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า เมื่อเห็นปัญหาและความเบี่ยงเบนมากมายในงาน ข้าพระองค์ก็เอาแต่อยากถอยหนีอยู่ร่ำไป ข้าพระองค์รู้ว่านี่ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระองค์  โปรดทรงนำข้าพระองค์ให้เข้าใจตนเอง และออกจากสภาวะที่ไม่ถูกต้องนี้ด้วยเถิด”

หลังจากอธิษฐาน ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “อันที่จริง ผลการปฏิบัติหน้าที่ของมนุษย์เป็นความสำเร็จที่เกิดจากทุกสิ่งที่มีอยู่โดยธรรมชาติในตัวมนุษย์ ซึ่งหมายถึงทั้งหมดที่เป็นไปได้สำหรับมนุษย์  เมื่อนั้นหน้าที่ของเขาย่อมลุล่วง  ข้อบกพร่องต่างๆ ของมนุษย์ในระหว่างการปรนนิบัติของเขาจะค่อยๆ ลดลงผ่านประสบการณ์ที่ก้าวหน้าและกระบวนการแห่งการก้าวผ่านการพิพากษาของเขาข้อบกพร่องต่างๆ เหล่านี้ไม่ขัดขวางหรือส่งผลกระทบต่อหน้าที่ของมนุษย์  พวกที่หยุดรับใช้หรือยอมแพ้และถอยกลับเพราะกลัวว่าอาจมีข้อบกพร่องในการรับใช้ของพวกเขานั้นขลาดที่สุดของคนทั้งหมด  หากผู้คนไม่สามารถแสดงออกในสิ่งที่พวกเขาควรจะแสดงออกในระหว่างการปรนนิบัติหรือการสัมฤทธิ์สิ่งที่เป็นไปได้โดยธรรมชาติสำหรับพวกเขา แต่กลับทำไปตามขั้นตอนเท่านั้น พวกเขาก็ได้สูญเสียภารกิจที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรมี  ผู้คนเช่นนี้เป็นสิ่งที่รู้จักกันว่าเป็น ‘คนที่มีคุณภาพปานกลาง’ พวกเขาเป็นขยะที่ไร้ประโยชน์  ผู้คนเช่นนี้จะสามารถถูกเรียกอย่างเหมาะสมว่าสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้อย่างไร?  พวกเขาไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่เสื่อมทรามซึ่งสุกใสที่ด้านนอกแต่เน่าเสียที่ด้านในหรอกหรือ?… พวกที่ไม่ทำหน้าที่ของตนให้ลุล่วงนั้นเป็นกบฏอย่างยิ่งต่อพระเจ้าและเป็นหนี้พระองค์มากมาย แต่พวกเขาหันหลังกลับและวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงว่าพระเจ้าผิด  มนุษย์ชนิดนี้จะสามารถมีค่าพอที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้อย่างไร?  นี่คือตัวบ่งชี้ว่าจะถูกกำจัดออกไปและถูกลงโทษมิใช่หรือ?  ผู้คนที่ไม่ได้ทำหน้าที่ของพวกเขาเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้านั้นมีความผิดอยู่แล้วต่ออาชญากรรมอันชั่วร้ายที่สุด ซึ่งแม้แต่ความตายก็เป็นการลงโทษที่ไม่เพียงพอ แต่พวกเขาก็ยังมีหน้ามาโต้เถียงกับพระเจ้าและเทียบตัวพวกเขากับพระองค์  อะไรคือคุณค่าของการทำให้ผู้คนเช่นนี้เพียบพร้อม?  เมื่อผู้คนล้มเหลวในการทำให้หน้าที่ของพวกเขาลุล่วง พวกเขาควรรู้สึกผิดและเป็นหนี้ พวกเขาควรเกลียดชังความอ่อนแอและความไร้ประโยชน์ของตน การเป็นกบฏและความเสื่อมทรามของพวกเขา และยิ่งไปกว่านั้น ควรจะมอบชีวิตของพวกเขาให้กับพระเจ้า  เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างซึ่งรักพระเจ้าอย่างแท้จริง และมีเพียงผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่มีค่าพอที่จะได้ชื่นชมพรและสัญญาของพระเจ้า และได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความแตกต่างระหว่างพันธกิจของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์และหน้าที่ของมนุษย์)  พระเจ้าตรัสว่าเป็นเรื่องปกติที่จะมีความเบี่ยงเบนและข้อบกพร่องในหน้าที่ของผู้คน และตราบใดที่พวกเขายอมรับและพลิกฟื้นสิ่งทั้งหลายได้ทันเวลา พระองค์ก็จะไม่ทรงกล่าวโทษพวกเขาเพราะเรื่องนี้ แต่หากใครขลาดกลัวถอยหนีเมื่อความเบี่ยงเบนและข้อบกพร่องปรากฏขึ้นในหน้าที่ของตน หรือถึงขั้นพล่ามเหตุผลบิดเบี้ยวมากมายแล้วเลิกทำหน้าที่ของตน คนเช่นนี้ขาดความเป็นมนุษย์และสำนึก และเป็นที่น่ารังเกียจต่อพระเจ้า หากเขาไม่กลับใจ ท้ายที่สุดเขาก็จะถูกพระเจ้าทรงกำจัด พระวจนะแห่งการพิพากษาของพระเจ้าทิ่มแทงหัวใจของฉัน  ฉันได้สร้างความเสียหายให้แก่งานไปแล้วเพราะทำได้ไม่ดี และตอนนี้เมื่อปัญหาถูกเผยออกมา ฉันก็ไม่ได้รีบร้อนที่จะแก้ไขปัญหาและแก้ไขความเบี่ยงเบน  ตรงกันข้าม ในหัวใจกลับคำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว กลัวว่าจะต้องรับผิดชอบที่ทำให้งานหยุดชะงัก จึงอยากโยนหน้าที่ทิ้งไปเหมือนเผือกร้อน ฉันช่างเห็นแก่ตัวและน่าดูหมิ่นเหลือเกิน! อันที่จริง ผลลัพธ์ของงานข้อเขียนแย่ลง และการที่เหล่าผู้นำชี้ให้เห็นปัญหาและความเบี่ยงเบนในงาน ก็แทบจะเท่ากับพวกเขากำลังสอนฉันว่าต้องทำงานอย่างไร ฉันควรจะทบทวนและสรุปปัญหากับความเบี่ยงเบนเหล่านี้ร่วมกับทุกคนเพื่อผลักดันงานให้เดินหน้า แต่ฉันไม่เพียงไม่ทบทวนและสรุป หรือรู้สึกผิดและตำหนิตัวเองที่ทำหน้าที่ได้ไม่ดี ฉันยังเถียงกลับอยู่ในใจ คิดว่าพระเจ้าไม่ได้ประทานขีดความสามารถที่ดีให้ฉัน แล้วยังหลบเลี่ยงหน้าที่โดยซ่อนเร้นอยู่หลังข้ออ้างที่จะถอนตัวเพื่อเปิดทางให้คนที่มีความสามารถกว่า ฉันถึงกับคิดว่าตัวเองมีความตระหนักรู้ในตนเอง  แต่ตอนนี้ฉันเห็นแล้วว่านี่ไม่ใช่การมีความตระหนักรู้ในตนเองเลยแม้แต่น้อย  ฉันก็แค่ไร้ยางอายและกำลังละทิ้งหน้าที่ของตัวเอง! ฉันคิดถึงที่เหล่าผู้นำชี้ว่าพวกเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับการบ่มเพาะผู้คน ซึ่งก็เป็นความจริง เหล่าพี่น้องชายหญิงเพิ่งเริ่มฝึกฝนและยังจับความเข้าใจหลักธรรมไม่ได้ พวกเราจึงควรศึกษาและสื่อสารกัน เรียนรู้จุดแข็งของกันและกันเพื่อชดเชยจุดอ่อนของตน เหล่าผู้นำชี้ว่าคุณภาพของคำเทศนาที่พวกเราเรียบเรียงนั้นไม่ดี ซึ่งก็เป็นความจริงเช่นกัน ความเข้าใจความจริงของฉันเองก็ตื้นเขิน ฉันมองไม่ทะลุถึงแก่นแท้ของปัญหา จึงขาดพลังในการแก้ไขปัญหา การที่ผู้นำชี้เรื่องนี้ขึ้นมาเป็นการเตือนสติฉัน!  ดังนั้นฉันจึงรีบสื่อสารกับเหล่าพี่น้องชายหญิงเกี่ยวกับปัญหาที่ผู้นำชี้ให้เห็น ทุกคนต่างก็ยอมรับความเบี่ยงเบนและข้อบกพร่องในหน้าที่ของตนเช่นกัน และเต็มใจที่จะพลิกฟื้นสิ่งทั้งหลาย นับแต่นั้นมา พวกเราก็มีทิศทางและเป้าหมายในหน้าที่ของตน

ระหว่างการเฝ้าเดี่ยว ฉันทบทวนต่อไปว่า “ทำไมทุกครั้งที่ฉันเผชิญความลำบากยากเย็นและปัญหาในงาน หัวใจของฉันถึงได้ปั่นป่วนนัก และฉันถึงขั้นอยากจะหนีจากหน้าที่ของตน?”  ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “ขณะปฏิบัติหน้าที่ของตน บางคนกลับกลัวการรับผิดชอบ  ถ้าคริสตจักรมอบหมายงานให้พวกเขาทำ พวกเขาก็จะพิจารณาก่อนว่างานนั้นต้องให้พวกเขารับผิดชอบหรือไม่ และถ้าเป็นเช่นนั้น พวกเขาก็จะไม่รับงาน  เงื่อนไขของพวกเขาในการปฏิบัติหน้าที่หนึ่งๆ ก็คือ หนึ่ง ต้องเป็นงานที่ไม่รีบร้อน สอง เป็นงานที่ไม่ยุ่งหรือเหนื่อย และสาม ไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไร พวกเขาก็ไม่ต้องรับผิดชอบ  นี่เป็นหน้าที่ประเภทเดียวที่พวกเขายอมทำ  นี่คือคนประเภทใด?  นี่คือคนกลับกลอกหลอกลวงมิใช่หรือ?  พวกเขาไม่อยากแบกรับความรับผิดชอบแม้แต่น้อย  ถึงขนาดกลัวว่าใบไม้ที่ร่วงจากต้นจะทำให้ตนหัวแตก  คนเช่นนี้จะปฏิบัติหน้าที่อะไรได้?  พวกเขาจะทำประโยชน์อะไรได้ในพระนิเวศของพระเจ้า?  งานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าเกี่ยวข้องกับพระราชกิจแห่งการสู้รบกับซาตาน รวมทั้งการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร  มีหน้าที่ใดบ้างที่ไม่พ่วงความรับผิดชอบมาด้วย?  พวกเจ้าว่าการเป็นผู้นำนั้นแบกรับความรับผิดชอบเอาไว้หรือไม่?  ความรับผิดชอบของพวกเขากลับยิ่งมากขึ้น และพวกเขาก็ยิ่งต้องรับผิดชอบมากขึ้นมิใช่หรือ?  ไม่ว่าเจ้าจะประกาศข่าวประเสริฐ เป็นพยานยืนยัน ทำวีดิทัศน์ และอื่นๆ—ไม่ว่าเจ้าจะทำงานอะไร—ตราบใดที่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมความจริง งานนั้นก็ย่อมมาพร้อมกับความรับผิดชอบ  ถ้าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าไร้หลักธรรม ก็จะส่งผลต่องานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า และถ้าเจ้ากลัวที่จะรับผิดชอบ เจ้าก็จะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ใดๆ ได้  คนที่กลัวการรับผิดชอบเวลาปฏิบัติหน้าที่ของตนเป็นพวกคนขลาด หรือว่าอุปนิสัยของพวกเขามีปัญหากันแน่?  เจ้าต้องสามารถบอกความแตกต่างได้  แท้จริงแล้ว นี่ไม่ใช่ปัญหาเรื่องความขลาด  เหตุใดพวกเขาจึงกล้าขนาดนั้นในการเป็นคนรวยหรือเวลาทำอะไรเพื่อประโยชน์ของตนเอง?  พวกเขาจะยอมเสี่ยงทำอะไรก็ได้เพื่อสิ่งเหล่านี้  แต่พอทำสิ่งต่างๆ เพื่อคริสตจักร เพื่อพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขากลับไม่ยอมรับความเสี่ยงแต่อย่างใด  ผู้คนเช่นนี้เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจ เป็นคนที่คิดคดทรยศที่สุด  ใครก็ตามที่ไม่รับผิดชอบยามปฏิบัติหน้าที่ ย่อมไม่มีความจริงใจให้พระเจ้าแม้แต่น้อย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความจงรักภักดีของพวกเขา  แล้วคนประเภทใดที่กล้ารับผิดชอบ?  คนประเภทใดมีความกล้าที่จะแบกรับภาระอันหนักอึ้ง?  คนที่ขึ้นมานำและพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า กล้าแบกรับภาระอันหนักอึ้งและไม่กลัวที่จะทนฝ่าความยากลำบากและอันตรายเมื่อพวกเขามองเห็นว่างานนั้นสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งยวด  นั่นคือคนที่จงรักภักดีต่อพระเจ้า เป็นทหารดีของพระคริสต์  ใช่หรือไม่ที่ว่าทุกคนที่กลัวการรับผิดชอบในหน้าที่ของตนกลัวเช่นนั้นเพราะไม่เข้าใจความจริง?  ไม่ใช่ ความเป็นมนุษย์ของพวกเขามีปัญหา  พวกเขาไร้สำนึกเรื่องความยุติธรรมหรือความรับผิดชอบ เป็นคนที่เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจ ไม่ใช่ผู้เชื่อในพระเจ้าที่มีความจริงใจ และไม่ยอมรับความจริงแม้แต่น้อย  ด้วยเหตุนี้เพียงข้อเดียว พวกเขาก็ไม่อาจได้รับการช่วยให้รอดแล้ว  ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องจ่ายราคาที่สูงลิ่วเพื่อให้ได้มาซึ่งความจริง และพวกเขาจะพบเจออุปสรรคมากมายในการปฏิบัติความจริง  พวกเขาต้องละทิ้งสิ่งต่างๆ ละทิ้งผลประโยชน์ทางเนื้อหนังของตน และสู้ทนความทุกข์บางอย่าง  เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะสามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้  แล้วคนประเภทที่กลัวการรับผิดชอบนี้จะปฏิบัติความจริงได้หรือไม่?  พวกเขาปฏิบัติความจริงไม่ได้อย่างแน่นอน นับประสาอะไรกับการได้มาซึ่งความจริง  พวกเขากลัวการปฏิบัติความจริง กลัวการสูญเสียผลประโยชน์ของตน พวกเขากลัวการถูกเหยียดหยาม กลัวว่าจะถูกใส่ร้ายและตัดสิน และพวกเขาก็ไม่กล้าปฏิบัติความจริง  ผลก็คือพวกเขาไม่สามารถได้รับความจริง และไม่ว่าจะเชื่อในพระเจ้ามากี่ปี พวกเขาก็ไม่สามารถเข้าถึงความรอดของพระองค์ได้  ผู้ที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในพระนิเวศของพระเจ้าต้องเป็นคนที่มีสำนึกที่จะแบกรับภาระในงานของคริสตจักร รับผิดชอบ สามารถค้ำจุนหลักธรรมความจริง ทนทุกข์และจ่ายราคาได้  หากคนใดไม่มีสิ่งเหล่านี้ พวกเขาก็ไม่เหมาะที่จะปฏิบัติหน้าที่ และไม่ตรงตามเงื่อนไขของการปฏิบัติหน้าที่… ถ้าเจ้าปกป้องตัวเองเสมอเมื่อเกิดเรื่องขึ้นกับเจ้า และเหลือทางหนีทีไล่เอาไว้ เจ้ากำลังปฏิบัติความจริงอยู่หรือไม่?  นี่ไม่ใช่การปฏิบัติความจริง—เป็นการทำตัวกลิ้งกลอก  ตอนนี้เจ้ากำลังปฏิบัติหน้าที่ของตนอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า  หลักธรรมข้อแรกในการปฏิบัติหน้าที่คืออะไร?  คือเจ้าต้องปฏิบัติหน้าที่นั้นๆ ด้วยหัวใจทั้งดวงของเจ้าเสียก่อน ใช้ความพยายามทั้งหมด อันเป็นการปกป้องผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า  นี่คือหลักธรรมความจริงข้อหนึ่ง เป็นหลักธรรมความจริงที่เจ้าควรนำไปปฏิบัติ  การปกป้องตนเองด้วยการเหลือทางหนีทีไล่ให้ตนเองนั้นคือหลักปฏิบัติที่ผู้ไม่มีความเชื่อเขาทำกัน และเป็นปรัชญาสูงสุดของพวกเขา  การคำนึงถึงตนเองก่อนในทุกสิ่ง วางผลประโยชน์ของตนเองเอาไว้เหนือสิ่งอื่นใด และไม่นึกถึงผู้อื่น พลางเชื่อว่าผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าและผลประโยชน์ของผู้อื่นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับตน คิดถึงผลประโยชน์ของตนเองก่อน แล้วจากนั้นก็นึกถึงทางหนีทีไล่—นี่คือผู้ไม่มีความเชื่อมิใช่หรือ?  นี่คือสิ่งที่ผู้ไม่มีความเชื่อเป็นโดยแท้  คนแบบนี้ไม่คู่ควรที่จะปฏิบัติหน้าที่(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่แปด: พวกเขาย่อมจะให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า (ภาคที่หนึ่ง))  จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันยอมรับว่าสาเหตุที่หัวใจของฉันปั่นป่วนอย่างหนักทุกครั้งที่มีความเบี่ยงเบนหรือความลำบากยากเย็นปรากฏขึ้นในงาน โดยหลักแล้วเป็นเพราะฉันกลัวการรับผิดชอบในหน้าที่ของตนมาโดยตลอด เป็นเพราะอุปนิสัยที่เห็นแก่ตัวและหลอกลวงของฉันกำลังก่อเรื่อง เมื่อเผชิญกับการมอบหมายบุคลากร ตลอดจนความลำบากยากเย็นและปัญหาในงาน ความคิดแรกของฉันคืองานข้อเขียนเป็นงานสำคัญของพระนิเวศของพระเจ้า และหากฉันแบกรับหน้าที่ผู้ดูแลไม่ไหวจนทำให้งานล่าช้า ฉันก็จะต้องรับผิดชอบ ถึงแม้ฉันจะไม่กล้าละทิ้งหน้าที่ แต่ใจฉันก็รู้สึกอยู่เสมอว่าหน้าที่นี้เสี่ยงเกินไป  ไม่ต้องพูดถึงความกังวลและความทุกข์ หากผลลัพธ์ของงานย่ำแย่ หรือมีความเบี่ยงเบนหรือข้อบกพร่อง อย่างเบาที่สุดฉันก็จะถูกปลด หากสั่งสมการกระทำผิดมากเกินไป ฉันก็คงจะไม่ได้มีจุดจบและบั้นปลายที่ดี พอคิดแบบนี้ ฉันก็มองหน้าที่นี้เป็นภาระ เป็นความหนักอึ้ง และอยากจะปัดความรับผิดชอบ ทั้งไม่มีความปรารถนาจะแก้ไขปัญหาและความลำบากยากเย็นในงาน ในฐานะผู้ดูแล ฉันควรจะกระตือรือร้นในการรับผิดชอบ และแสวงหาจากผู้นำในสิ่งที่ตัวเองไม่เข้าใจ ตราบใดที่ฉันตั้งเจตนาให้ถูกต้องและทำอย่างสุดความสามารถ ต่อให้สิ่งที่ทำจะเล็กน้อยและผลลัพธ์สุดท้ายไม่ค่อยดีนัก แต่อย่างน้อยฉันก็จะไม่เสียใจภายหลัง  แต่ตอนทำหน้าที่นี้ สิ่งที่ฉันคำนึงถึงกลับเป็นจะเลี่ยงการรับผิดชอบอย่างไร หัวใจของฉันไม่ได้อยู่กับหน้าที่เลยแม้แต่น้อย ฉันไม่แสดงความจริงใจต่อหน้าที่เลย นับประสาอะไรกับการอุทิศตน  ฉันช่างเห็นแก่ตัวและน่าดูหมิ่นจริงๆ พระนิเวศของพระเจ้าบ่มเพาะผู้คนก็เพื่อให้พวกเขาแสวงหาความเข้าใจในความจริงแง่มุมต่างๆ ไปพร้อมกับการทำหน้าที่ และทำหน้าที่ของตนให้ดีได้ สำหรับผู้คน นี่คือการฝึกฝนในทางปฏิบัติ  ใครก็ตามที่จับใจความได้อย่างบริสุทธิ์ย่อมทะนุถนอมหน้าที่ของตน แต่มุมมองเบื้องหลังการไล่ตามเสาะหาของฉันนั้นไม่ถูกต้อง  ฉันไม่อยากรับผิดชอบอะไรในหน้าที่ อยากเป็นแค่สมาชิกทีมธรรมดาที่ทำหน้าที่ไปตามขั้นตอน รอให้ผู้ดูแลจัดการทุกอย่าง  อันที่จริง ถึงแม้การทำหน้าที่แบบนั้นจะไม่ต้องรับผิดชอบ แต่ฉันก็จะได้รับการฝึกฝนน้อยลงและได้รับความจริงน้อยลง และชีวิตของฉันก็จะเติบโตอย่างเชื่องช้า การได้ฝึกฝนเป็นผู้ดูแล ถึงแม้จะเจอปัญหาและความลำบากยากเย็นมากขึ้น แรงกดดันก็มากขึ้น แต่ฉันก็ได้รับมากขึ้นด้วย ฉันได้ผลประโยชน์บางอย่างในการจับความเข้าใจหลักธรรม และในการมองผู้คนและสิ่งทั้งหลาย อีกทั้งในการติดตามงาน มีปัญหาบางอย่างที่ฉันเห็นแค่ปรากฏการณ์ผิวเผิน จับแก่นของเรื่องไม่ได้ ทำให้ฉันแก้ปัญหาไม่ได้อยู่ร่ำไป โดยผ่านการชี้แนะของเหล่าผู้นำ ฉันจึงได้ค้นพบข้อบกพร่องของตัวเอง โดยการแสวงหาความจริง ฉันยอมรับธรรมชาติและผลพวงของปัญหา และพบหลักธรรมของการปฏิบัติ จึงแก้ปัญหาได้ถึงราก ผลประโยชน์หล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ฉันได้รับจากการทำหน้าที่ผู้ดูแล ฉันยังเข้าใจอีกว่า ไม่ว่าคนเราจะทำหน้าที่อะไรในพระนิเวศของพระเจ้า ก็ต้องแบกรับความรับผิดชอบส่วนหนึ่ง ความรับผิดชอบนี้ไม่ได้มีบุคคลใดมอบให้ แต่มาจากพระเจ้า เมื่อเข้าใจเช่นนี้ ฉันจึงมุ่งมั่นต่อพระเจ้าว่า ไม่ว่างานจะมีความลำบากยากเย็นมากเพียงใด ฉันก็เต็มใจพึ่งพาพระเจ้าและแบกรับความรับผิดชอบของตนเอง ฉันจะไม่คิดลบอีกต่อไป และจะไม่หนีจากหน้าที่ของตนด้วย

ครั้งหนึ่ง ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ยกมาในบทความคำพยานจากประสบการณ์ ซึ่งตรงกับสภาวะของฉันมาก  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “บางคนไม่เชื่อว่าพระนิเวศของพระเจ้าปฏิบัติต่อผู้คนอย่างเที่ยงธรรม  พวกเขาไม่เชื่อว่าพระเจ้าทรงครองพระนิเวศของพระองค์ และว่าความจริงครองความเป็นใหญ่ที่นั่น  พวกเขาเชื่อว่าไม่ว่าคนคนหนึ่งจะทำหน้าที่ใด หากมีปัญหาเกิดขึ้นในหน้าที่นั้น พระนิเวศของพระเจ้าจะรับมือกับคนคนนั้นทันที โดยตัดสิทธิ์ในการทำหน้าที่ของพวกเขา โยกย้ายพวกเขาออกไป หรือแม้กระทั่งเอาตัวพวกเขาออกไปจากคริสตจักร  เป็นเช่นนั้นจริงๆ หรือ?  ไม่ใช่อย่างแน่นอน  พระนิเวศของพระเจ้าปฏิบัติต่อทุกคนตามหลักธรรมความจริง  พระเจ้าทรงชอบธรรมในการปฏิบัติต่อทุกคน  พระองค์ไม่ทรงมองเพียงว่าคนคนหนึ่งประพฤติตัวอย่างไรในครั้งเดียวเท่านั้น พระองค์ทรงดูที่แก่นแท้ธรรมชาติของคน ความตั้งใจของเขา และท่าทีของเขา  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคนคนหนึ่งทำผิดพลาด พระองค์ทรงมองว่าเขาสามารถทบทวนตนเองได้หรือไม่ เขาสำนึกผิดหรือไม่ และสามารถเท่าทันแก่นแท้ของปัญหาตามพระวจนะของพระองค์หรือไม่ เพื่อที่จะเข้าใจความจริง เกลียดตนเอง และกลับใจอย่างแท้จริง  ถ้าใครไม่มีท่าทีที่ถูกต้อง และเจือปนด้วยเจตนาส่วนตนโดยสิ้นเชิง ถ้าพวกเขาเต็มไปด้วยอุบายที่เจ้าเล่ห์แสนกลและเผยให้เห็นแต่อุปนิสัยอันเสื่อมทราม และเมื่อเกิดปัญหาขึ้น หากพวกเขาถึงกับใช้การเสแสร้ง การอ้างเหตุผลลวง และการให้เหตุผลเข้าข้างตนเอง ทั้งยังดื้อดึงไม่ยอมรับความผิดพลาดของตน เช่นนั้นแล้วบุคคลดังกล่าวก็ไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอด  พวกเขาไม่ยอมรับความจริงแต่อย่างใดและไม่ใช่ผู้คนที่ถูกต้อง พวกเขาถูกเผยโดยสมบูรณ์แล้ว  คนที่ไม่อาจยอมรับความจริงได้แม้แต่น้อยเป็นพวกผู้ไม่เชื่อในแก่นแท้ และสามารถถูกกำจัดออกไปได้เท่านั้น… จงบอกเราทีว่า หากคนคนหนึ่งทำผิดพลาดไปแล้ว แต่เขากลับเกิดความเข้าใจที่แท้จริงและเต็มใจที่จะกลับใจ พระนิเวศของพระเจ้าย่อมจะให้โอกาสพวกเขาไม่ใช่หรือ?  ขณะที่แผนการบริหารจัดการหกพันปีของพระเจ้าใกล้จะสิ้นสุดลง มีหน้าที่มากมายเหลือเกินที่จำเป็นต้องทำ  แต่หากเจ้าไม่มีมโนธรรมหรือสำนึก และไม่ใส่ใจในงานที่ถูกควรของเจ้า หากเจ้าได้รับโอกาสให้ทำหน้าที่ แต่ไม่รู้จักถนอมความล้ำค่าของโอกาสนั้น ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงแม้แต่น้อย ปล่อยให้เวลาที่ดีที่สุดผ่านเจ้าไป เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะถูกเผย  หากเจ้าทำหน้าที่ของเจ้าอย่างสุกเอาเผากินตลอดเวลา และเจ้าไม่นบนอบเลยเมื่อเผชิญหน้าการถูกตัดแต่ง พระนิเวศของพระเจ้ายังสามารถใช้เจ้าทำหน้าที่ได้อยู่หรือ?  ในพระนิเวศของพระเจ้า ความจริงเป็นใหญ่ ไม่ใช่ซาตาน และพระเจ้าทรงเป็นผู้ชี้ขาดในทุกสิ่ง  พระองค์คือผู้ที่กำลังทรงพระราชกิจแห่งการช่วยมนุษย์ให้รอด พระองค์คือผู้ครองอธิปไตยเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง  เจ้าไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์ว่าสิ่งใดถูกและผิด เจ้าแค่จำเป็นต้องรับฟังและนบนอบเท่านั้น  เมื่อเผชิญหน้ากับการถูกตัดแต่ง เจ้าควรยอมรับความจริงและแก้ไขข้อผิดพลาดของเจ้า  หากเจ้าทำเช่นนี้ พระนิเวศของพระเจ้าจะไม่ตัดสิทธิ์ในการทำหน้าที่ของเจ้า  หากเจ้ากลัวอยู่เสมอว่าจะถูกกำจัดออกไป สร้างความชอบธรรมให้ตนเองอยู่ตลอดเวลา ใช้การอ้างเหตุผลลวงแก้ตัวเป็นนิจสิน นั่นคือปัญหา  ผู้อื่นจะเห็นว่าเจ้าไม่ยอมรับความจริงแม้แต่น้อย และเจ้าไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง  นี่ย่อมบ่งบอกถึงปัญหา และคริสตจักรจะต้องจัดการกับเจ้า  เจ้าไม่ยอมรับความจริงในการทำหน้าที่ของตนแม้แต่น้อย และกลัวการถูกเผยและกำจัดออกไปอยู่เสมอ  ความกลัวของเจ้านี้เจือปนด้วยเจตนาของมนุษย์ มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน รวมถึงความหวาดระแวง ความระแวดระวัง และความเข้าใจผิดอยู่ภายในความกลัวนี้  ไม่มีสิ่งใดในสิ่งเหล่านี้ที่เป็นท่าทีที่คนคนหนึ่งควรมี(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  เมื่อไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า ฉันคิดถึงการที่ตัวเองคอยระแวงและเข้าใจพระเจ้าผิดอยู่เสมอเมื่อมีเรื่องต่างๆ เกิดขึ้นกับฉัน กลัวว่าจะถูกเผยและถูกกำจัด นี่เป็นเพราะฉันไม่มีความรู้เกี่ยวกับอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า  ฉันคิดว่าในอดีตตัวเองเคยกระทำผิดอย่างร้ายแรง และหากทำหน้าที่ได้ไม่ดีจนนำการก่อกวนและความเสียหายมาสู่งานของคริสตจักร ฉันก็จะกระทำผิดเพิ่มขึ้นอีกมากมาย และหากร้ายแรง ฉันก็จะถูกกำจัด อันที่จริง หากฉันทำหน้าที่อย่างสุดหัวใจและสุดกำลัง แต่ทำได้ไม่ดีเพราะขีดความสามารถที่ย่ำแย่ พระนิเวศของพระเจ้าก็จะมอบหมายหน้าที่ที่เหมาะสมให้ฉันใหม่ตามขีดความสามารถของฉัน และจะไม่กำจัดฉันด้วยเหตุผลนี้  มีแต่คนที่เจตนาขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักรและไม่ยอมกลับใจไม่ว่าจะได้รับการสามัคคีธรรมด้วยอย่างไรเท่านั้นที่จะถูกกำจัด เหมือนอย่างผู้ดูแลคนก่อนนั่นเอง เธอเจตนาละเมิดหลักธรรมและขัดขวางและก่อกวนเพื่อชื่อเสียงและสถานะของตัวเอง ช่วงนั้นผู้นำได้สามัคคีธรรมและช่วยเหลือเธอ แต่เธอไม่กลับใจ สุดท้ายจึงถูกปลดและถูกกำจัด พระนิเวศของพระเจ้ามีหลักธรรมในการปฏิบัติต่อผู้คน  โดยจัดการกับการกระทำผิดของผู้คนตามภูมิหลังและสถานการณ์ที่แตกต่างกันของแต่ละคน และไม่ใช้วิธีเหมารวมแบบเดียวกับทุกคน ปัญหามากมายที่ถูกเผยออกมาในการทำหน้าที่ของฉัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความคืบหน้าของงาน โดยหลักแล้วเป็นเพราะฉันเพิ่งฝึกฝนมาได้ไม่นาน ฉันไม่มีทิศทางหรือเส้นทางว่าจะทำงานให้ดีได้อย่างไร และบางครั้งก็จับจุดสำคัญไม่ได้ ฉันไม่ได้เจตนาอยากขัดขวางหรือก่อกวน เมื่อฉันยอมรับความเบี่ยงเบนของตนและแก้ไขได้ทันเวลา พระนิเวศของพระเจ้าก็ยังคงให้โอกาสฉันได้ฝึกฝน และเหล่าผู้นำก็ยังชี้แนะวิธีทำงานจริงให้ฉันด้วย ฉันไม่ควรระแวงหรือเข้าใจพระเจ้าผิด  ฉันไม่มีความรู้เกี่ยวกับอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า และใช้ชีวิตอยู่กับความระแวงและความเข้าใจผิดต่อพระเจ้า  การเข้าสู่ชีวิตของฉันเองได้รับความเสียหาย ทั้งยังกระทบต่อหน้าที่ของฉันด้วย ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลพวงจากการที่ฉันไม่แสวงหาความจริง

พริบตาเดียวก็ถึงเดือนตุลาคม  เพราะการจับกุมของพรรคคอมมิวนิสต์จีน งานด้านต่างๆ ในคริสตจักรจึงติดขัด และผลลัพธ์ของงานก็แย่ลงอีกครั้ง  พี่น้องชายหญิงส่วนใหญ่ก็ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความลำบากยากเย็นด้วย คราวนี้ฉันไม่ได้เฉื่อยชาหรือคิดลบเหมือนแต่ก่อน แต่ปรึกษากับพี่น้องหญิงที่ร่วมมือกันอยู่ว่าจะแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ได้อย่างไร ช่วงนี้เหล่าผู้นำก็ชี้ให้เห็นความเบี่ยงเบนบางอย่างในงานของพวกเราด้วย และสามัคคีธรรมเส้นทางการปฏิบัติบางอย่างให้ เมื่อเห็นจดหมายของเหล่าผู้นำ ฉันก็อดคิดไม่ได้ว่า “ถ้าหลังจากนี้งานยังไม่คืบหน้าล่ะ? ถ้างานล่าช้า ฉันคงรับผิดชอบไม่ไหว!” ฉันตระหนักว่าฉันกำลังคิดจะปกป้องตัวเองอีกแล้ว ฉันจึงอธิษฐานและแสวงหา  ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “อะไรคือลักษณะการแสดงออกของคนที่ซื่อสัตย์?  อันดับแรก ไม่มีความสงสัยในพระวจนะของพระเจ้า  นั่นเป็นหนึ่งในลักษณะการแสดงออกของคนที่ซื่อสัตย์  นอกจากนี้ ลักษณะการแสดงออกที่สำคัญที่สุดคือการแสวงหาและการปฏิบัติความจริงในทุกเรื่อง—นี่คือสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง  เจ้าบอกว่าเจ้าซื่อสัตย์ แต่เจ้ามักผลักพระวจนะให้ไปอยู่เบื้องหลังจิตใจของเจ้าเสมอแล้วก็ทำทุกอย่างตามที่เจ้าต้องการ  นั่นคือการแสดงออกของบุคคลที่ซื่อสัตย์หรือไม่?  เจ้ากล่าวว่า ‘แม้ขีดความสามารถของฉันจะต่ำ แต่ฉันมีหัวใจที่ซื่อสัตย์’  และเมื่อหน้าที่หนึ่งตกอยู่กับเจ้า เจ้าก็กลัวการทนทุกข์และการแบกรับความรับผิดชอบถ้าหากเจ้าทำหน้าที่นั้นได้ไม่ดี ดังนั้นเจ้าจึงหาข้อแก้ตัวเพื่อละเลยหน้าที่ของเจ้าหรือเสนอแนะให้ผู้อื่นทำหน้าที่นั้นแทน  นี่เป็นการแสดงออกของบุคคลที่ซื่อสัตย์ใช่หรือไม่?  ชัดเจนว่าไม่ใช่  เช่นนั้นแล้ว บุคคลที่ซื่อสัตย์ควรประพฤติตัวอย่างไร?  พวกเขาควรนบนอบต่อการจัดการเตรียมการของพระเจ้า อุทิศตนให้หน้าที่ที่พวกเขาสมควรปฏิบัติ และเพียรพยายามที่จะสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า  การนี้แสดงออกได้หลายหนทาง หนทางหนึ่งคือการยอมรับหน้าที่ของเจ้าด้วยหัวใจที่ซื่อสัตย์ ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ทางเนื้อหนังของเจ้า ไม่ทำอย่างไม่เต็มใจ และไม่ออกอุบายเพื่อประโยชน์ของตัวเจ้าเอง  เหล่านั้นคือการแสดงออกของความซื่อสัตย์  อีกหนทางหนึ่งคือการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าให้ดีด้วยหัวใจและพละกำลังทั้งหมดของเจ้า ทำงานที่พระนิเวศของพระเจ้าไว้วางใจมอบหมายให้เจ้าทำอย่างถูกควร และทุ่มเทหัวใจและความรักของเจ้าลงไปในหน้าที่ของเจ้าเพื่อทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย  สิ่งเหล่านี้คือลักษณะการแสดงออกของบุคคลที่ซื่อสัตย์ควรมีระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของตน(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่าคนที่ซื่อสัตย์ ในการทำหน้าที่ จะไม่วางแผนเพื่อตัวเองหรือคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตัว แต่จะคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าและทำหน้าที่อย่างสุดหัวใจและสุดกำลัง ฉันควรปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าและเป็นคนที่ซื่อสัตย์  ตอนนี้พญานาคใหญ่สีแดงกำลังดิ้นเฮือกสุดท้าย ไล่จับกุมพี่น้องชายหญิงอย่างบ้าคลั่ง จุดประสงค์ของมันคือก่อกวนงานของคริสตจักร ในเวลาเช่นนี้แหละที่ฉันยิ่งควรร่วมมือให้มากขึ้น และทำงานร่วมกับทุกคนเพื่อทำหน้าที่ของพวกเราให้ดี  ดังนั้นฉันจึงกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้ากับพี่น้องหญิงที่ร่วมมือกันอยู่ เพื่อแสวงหาหนทางแก้ไขความลำบากยากเย็นเฉพาะหน้า พวกเรายังรายงานแผนงานที่กำลังจะทำให้เหล่าผู้นำทราบ จากนั้นก็แยกกันไปสามัคคีธรรมกับเหล่าพี่น้องชายหญิง เพื่อแก้ไขความลำบากยากเย็นและปัญหาในงานอย่างเป็นรูปธรรม  ผ่านไประยะหนึ่ง งานข้อเขียนก็ค่อยๆ ดีขึ้น ในกระบวนการความร่วมมืออย่างแท้จริงของทุกคน พวกเราได้เห็นพรและการชี้แนะของพระเจ้า  ผลลัพธ์ของงานข้อเขียนดีขึ้นเรื่อยๆ และพวกเราทุกคนก็รู้สึกขอบคุณพระเจ้าเป็นอย่างมาก

เมื่อก่อน ฉันรู้สึกเสมอว่าขีดความสามารถของฉันไม่ดีและทำหน้าที่ผู้ดูแลไม่ได้ และมีแต่คนที่มีขีดความสามารถดีเท่านั้นที่จะทำงานนี้ได้ ข้อเท็จจริงพิสูจน์แล้วว่ามุมมองของฉันไม่ถูกต้อง  ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “หากปราศจากพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์และปราศจากการคุ้มครองจากประเจ้า ใครเล่าที่สามารถมาถึงที่ที่ตัวเองอยู่ในทุกวันนี้?  งานรายการใดหรือที่จะสามารถดำรงอยู่ได้จนถึงบัดนี้?  ผู้คนเหล่านี้คิดว่าตัวเองอยู่ในโลกปุถุชนอย่างนั้นหรือ?  หากกลุ่มใดก็ตามในโลกปุถุชนสูญสิ้นการพิทักษ์จากฝ่ายปัจเจกบุคคลที่มีของประทานหรือพรสวรรค์ โลกปุถุชนก็คงไม่สามารถเสร็จสิ้นโครงการใดของตัวเองได้  งานในพระนิเวศของพระเจ้านั้นแตกต่างไป  เป็นพระเจ้าที่กำลังทรงพิทักษ์ ทรงนำทาง และทรงนำงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า  จงอย่าคิดว่างานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าอาศัยการเกื้อหนุนของบุคคลใด  นี่ไม่ใช่กรณีนั้นและนี่เป็นมุมมองของผู้ไม่เชื่อ(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (18))  “ไม่ว่าขีดความสามารถของเจ้าจะสูงหรือต่ำ และไม่ว่าเจ้าจะมีความสามารถพิเศษมากเพียงใด หากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าไม่ได้รับการแก้ไข เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าเจ้าจะถูกจัดวางไว้ในตำแหน่งใด เจ้าก็จะไม่เหมาะสมที่จะถูกใช้งาน  ในทางกลับกัน หากขีดความสามารถและความสามารถของเจ้ามีจำกัด แต่เจ้าเข้าใจหลักธรรมความจริงต่างๆ รวมถึงหลักธรรมความจริงที่เจ้าควรเข้าใจและจับใจความได้ภายในขอบเขตของงานของเจ้า และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าได้รับการแก้ไขแล้ว เช่นนั้นเจ้าก็จะเป็นคนที่เหมาะสมที่จะถูกใช้งาน(พระวจนะฯ เล่ม 7 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (3))  เมื่อเทียบตัวเองกับพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็เห็นว่าฉันตาบอดและโง่เขลา และสิ่งที่ฉันเผยออกมาคือมุมมองของผู้ไม่เชื่อ  แท้จริงแล้ว งานของพระนิเวศของพระเจ้าไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ดีได้โดยพึ่งพาขีดความสามารถหรือพรสวรรค์ของใครคนใดคนหนึ่ง ดูเผินๆแล้วเป็นผู้คนที่ทำงานของพระนิเวศของพระเจ้า แต่แท้จริงแล้วพระเจ้าต่างหากที่ทรงทำ พระวิญญาณบริสุทธิ์ต่างหากที่ทรงนำและค้ำจุนงานนี้  ไม่ว่าขีดความสามารถของคนเราจะดีหรือแย่ ตราบใดที่มีหัวใจที่เรียบง่ายและซื่อสัตย์ เต็มใจแสวงหาหลักธรรมความจริงเมื่อมีเรื่องต่างๆเกิดขึ้นกับตน ไม่ใช้ชีวิตตามอุปนิสัยเสื่อมทรามของตน และอุทิศตนในหน้าที่ พระเจ้าก็จะทรงอวยพรและชี้แนะพวกเขา และพวกเขาก็จะสามารถบรรลุผลลัพธ์บางอย่างในหน้าที่ได้  ฉันยังเห็นด้วยว่าถึงแม้ขีดความสามารถของฉันจะปานกลาง แต่เมื่อทุกคนร่วมมือกันและทำหน้าที่ด้วยหัวใจและจิตใจเป็นหนึ่งเดียว พวกเราก็บรรลุผลลัพธ์ที่ดี ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการชี้แนะของพระเจ้า เป็นพระเจ้าที่ทรงค้ำจุนพระราชกิจของพระองค์เอง ขอบคุณพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์!

ก่อนหน้า: 44. การคิดทบทวนหลังจากการชุมนุม

ถัดไป: 49. ฉันไม่พึ่งพาลูกชายให้ดูแลยามแก่เฒ่าอีกต่อไป

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย หย่างมู่ ประเทศเกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger